ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 53 : 四十五 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 十八 สู่...อนาคต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,344
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,013 ครั้ง
    21 มี.ค. 64

十八

สู่...อนาคต

 

“ข้าจะกลับตำหนักจิ้งหยางแล้ว...พวกเจ้าเองก็ด้วย มีหลายคนรอให้พวกเจ้าโผล่หน้าไปด้วยความเป็นห่วงอยู่หลายคน” เมื่อเดินออกมาจากคุกหลวงลู่ถิงอวี่ก็หมุนกายไปเอ่ยกับองค์ชายทั้งสามยิ้มๆ ส่วนผู้เฒ่าฉินเมิ่งนั้นกรีดร้องเขย่ากรงอย่างบ้าคลั่ง กระอักเลือดจนสลบไปแล้ว หมอหลวงโจวที่มาดูอาการก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมา

 

เดิมทีฉินเมิ่งก็ป่วยด้วยโรคชราอยู่แล้ว แต่เขาไม่เคยคิดจะปล่อยวางอำนาจที่ไม่ใช่ของตน

สุดท้ายก็ถึงจุดจบเพราะอำนาจนั้น

ไม่มีสิ่งใดคงอยู่นิรันดร์...อำนาจเองก็เช่นกัน

 

“ข้ายังต้องไปตามคนสกุลฉินที่หลุดรอดออกนอกเมืองก่อน แม้จะมีเหล่าทหารตามไปแล้วแต่ก็มิควรปล่อย” เย่เซียวยักไหล่ ในฐานะหนึ่งในแม่ทัพที่รับผิดชอบหน้าที่นี้เขาต้องจัดการให้ถึงที่สุด...และไม่อยากปล่อยให้ใครเหลือรอดแม้แต่คนเดียว

“ข้าไปกับพี่สามด้วย ส่วนทางนี้ก็ยกให้เป็นหน้าที่ของพี่รองกับพี่ลู่แล้วกัน” เย่หานเอ่ย ก่อนจะหันไปส่งสายตาให้องครักษ์เจิ้งของตนเองกลับไปพักผ่อนเสียดีๆ สักที แต่เจิ้งปินส่ายหน้าก้าวมายืนข้างเย่หานราวจะบอกว่าท่านไปข้าก็ไป จนองค์ชายสี่ได้แต่กลอกตาระอา ส่วนพี่น้องของเขาก็พากันหัวเราะ

 

เพราะรู้ดีว่าองค์ชายสี่เย่หานไม่มีทางขัดองครักษ์เจิ้งเขาได้อย่างไรล่ะ

 

“อีกไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็เช้าแล้ว พวกเจ้าควรรีบกลับมาให้เร็วที่สุด ประเดี๋ยวเสด็จพ่อ เสด็จแม่ทั้งสองพระองค์ และพี่ใหญ่จะเป็นห่วงเอา” เย่เฟิงโบกพัดในมือเบาๆ เขาเองก็รู้ดีว่ามีหลายคนเป็นห่วงตน

ป่านนี้น้องฉิงคงชะเง้อคอและเดินไปเดินมาไม่หยุดแล้ว...ต้องรีบกลับไปให้นางเห็นหน้าเร็วๆ เสียแล้วว่าที่พระชายาของตนจะได้สบายใจ

“ส่วนเรื่องคนทางยุทธภพที่บุกเข้ามาก็เรียบร้อยแล้วเช่นกัน นอกจากต้องขอบคุณรุ่ยเอินกับไห่ฟงแล้วยังต้องขอบคุณท่านอาของเจ้าด้วยถิงอวี่”

ลู่ถิงอวี่ส่ายหน้ายิ้มๆ “เดิมทีเรื่องนี้ข้าเองก็คิดไม่ถึงเช่นกัน” ลู่ถิงอวี่ยอมรับว่าเขาแปลกใจที่ท่านอาของตนเป็นแก้วตาดวงใจของประมุทยุทธภพผู้นั้น...

 

ประมุขยุทธภพที่แม้จะอายุน้อยก็ควบคุมอำนาจทั้งหมดไว้ในกำมือ

จันทรานิรันดร์ที่ไม่มีวันดับแสง

 

“แต่ก็นับว่าช่วยขจัดปัญหาหลายอย่างให้ทางพวกเรา...ตอนนี้ข้าเพียงแค่กังวลว่าไห่ฟงจะสะเทือนใจ แต่ก็รู้สึกโชคดีที่รุ่ยเอินอยู่ข้างๆ เขา”

“พี่ลู่กังวลเพราะพี่ใหญ่ของพวกเรากังวลน่ะสิ” เย่หานกลอกตา ลองถ้าหากไม่ใช่พี่ใหญ่คิดกังวลคนอย่างคุณชายหยกขาวมีหรือจะใส่ใจผู้อื่น

 

เขาใส่ใจเพราะภรรยาของเขาใส่ใจต่างหาก

 

ลู่ถิงอวี่ยิ้มรับข้อกล่าวหา “ภรรยาของข้าแสนดีถึงเพียงนั้น เขาใส่ใจทุกคนที่เป็นคนสำคัญของตัวเอง ข้าย่อมต้องทำหน้าที่สามีให้ดีคอยเป็นห่วงเรื่องที่ภรรยากังวล ยามพวกเจ้าแต่งภรรยาเข้าบ้านแล้วก็สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ได้ ข้าไม่หวง...ในฐานะพี่เขยแล้วและคนมีคู่แล้วถือว่าเล่าสู่ประสบการณ์ชีวิตคู่ให้พวกเจ้าฟังแล้วกัน”

“พอเถิด!!” เย่เฟิง เย่เซียว และเย่หานประสานเสียงพร้อมกัน กลอกตาใส่ลู่ถิงอวี่หลายๆ ทีด้วย...บุรุษผู้นี้เหตุใดต้องอวดภรรยาได้ทุกเวลาด้วยนะ อวดไม่พอต้องหาเรื่องกล่าวกระทบกระทั่งผู้อื่นด้วย

 

ใช่สิก็พวกเขายังมิได้แต่งงานนี่!

หน็อย!

 

“อ้อ...จริงสิเย่เซียว” ลู่ถิงอวี่มองเย่เซียวยิ้มๆ รอยยิ้มที่ทำเอาองค์ชายสามขมวดคิ้วทันที...เพราะยามเจ้าพี่เขยน่าหมั่นไส้นี่ยิ้มเช่นนี้ทีไร

 

ก็มีเรื่องตามมาทุกที

 

“ข้าว่าเจ้ารีบไปรีบกลับจะดีกว่านะ...เพราะป่านนี้ฮวาซิงคงเป็นห่วงเจ้าจนนั่งไม่ติดแล้วเป็นแน่”

“เจ้าพูดอะไรกับนาง” เย่เซียวเดาได้ทันทีว่าลู่ถิงอวี่ต้องทำอะไรลงไปอีกแน่ๆ

ลู่ถิงอวี่เอียงหน้าราวตนเองเป็นคนไร้เดียงสาที่ถูกนักเลงโตประณามเอา เขายกยิ้มมุมปากมิได้ตอบคำ ตบไหล่องค์ชายสามเบาๆ “เป็นบุรุษน่ะนะต้องรู้จักเสแสร้งให้เป็นบ้าง บุรุษที่มิรู้จักการเสเสร้งจะอดรางวัลดีๆ”

“นี่คือคำแนะนำเช่นนั้นหรือ?” กระทั่งเย่เฟิงและเย่หานยังเลิกคิ้วอย่างสนใจด้วย ส่วนลู่ถิงอวี่ก็ยกยิ้มมากขึ้นกว่าเดิม เอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด

“เป็นประสบการณ์จากคนที่แต่งงานแล้วเล่าสู่กันฟังกับคนโสดไร้ภรรยาเช่นพวกเจ้า”

“เจ้าพอที” เย่เซียวปราม หน้าตาทะมึนอย่างอยากจะตีคนสักคน และคนที่ว่าก็เป็นเจ้าคนน่าหมั่นอย่างลู่ถิงอวี่นี่ล่ะ!

ลู่ถิงอวี่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี เดินกลับตำหนักจิ้งหยางพร้อมกับองค์ชายรัชทายาทเย่เฟิง ส่วนองค์ชายสามเย่เซียวและองค์ชายสี่เย่หานก็ออกไปตามล่าตัวคนสกุลฉินอีกจำนวนหนึ่งที่เล็ดรอดหนีออกไปจากเมืองหลวงได้

สองสหายสนิทถอดน่องเดินไปตามเส้นทางที่ทอดยาวอย่างเชื่องช้า...เส้นทางไปตำหนักจิ้งหยางพวกเขาเดินไปบ่อยตั้งแต่เด็กยันโต จากวิ่งเล่น วิ่งไปหาของกินเป็นเพื่อนพี่ใหญ่ วิ่งไปขอคำปรึกษาจากฮ่องเต้หรืออัครเสนาบดี

แต่ดูเหมือนว่าหลายปีมานี้ทั้งเสด็จพ่อ เสด็จแม่ รวมถึงอัครเสนาบดีจะค่อยๆ มอบอำนาจและให้พวกเขารับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองกันแล้ว...

 

หน้าที่...ความฝันและเส้นทางในวัยเยาว์ที่เคยให้คำมั่นสัญญากันไว้ในท้องพระโรงไท่หยวน

 

การจัดการกบฏสกุลฉินครานี้ก็ล้วนเป็นแผนการของพวกเขาทั้งสิ้น ถ้าหากฉินเมิ่งหรือฉินเซ่าเจ๋อรู้ว่าทุกอย่างพังพินาศลงหาใช่เพราะฮ่องเต้เย่เทียนหลงและลู่จิง แต่เป็นเพราะเด็กๆ ที่พวกเขาเคยดูถูกเคยกล่าวหาว่าไร้ประสบการณ์ในอดีต

“นับว่าดีไม่น้อยที่ครานี้ข้าสามารถรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับไต้ซือเกาเสียงได้”

 

จะทำให้สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้...กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แปดเปื้อนกลิ่นคาวโลหิตให้น้อยที่สุด

เพื่อเหล่าเด็กๆ ที่จะเติบโตในอนาคต

 

และเพื่อ...เมฆางามที่มิค่อยอยากทำร้ายผู้ใดนั้นด้วย

 

ทั้งสองคนเดินกลับมาตำหนักจิ้งหยางพร้อมกัน ก่อนคนหนึ่งจะถูกเย่ซืออวิ๋นโถมก่อน อีกคนก็ถูกหยางฉิงโถมเข้ากอดไว้แน่น

“ถิงอวี่กลับมาแล้วหรือ เจ้าถูกรังแกมาหรือไม่?” เย่ซืออวิ่ผละออกมา มองสำรวจสามีของตนเองอย่างรวดเร็ว มองขึ้นลงสองสามรอบเพื่อหาความร่องรอยผิดปกติของสามี ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อเห็นว่าอาภรณ์สีขาวของสามีแค่คราบเปื้อนฝุ่นเล็กๆ เท่านั้น

ลู่ถิงอวี่ยิ้มรับ กอดเอวภรรยาไว้หลวมๆ “คนดี...ข้าไม่เป็นอะไร อย่างตาเฒ่าฉินเมิ่งนั่นทำอันใดข้าไม่ได้หรอก เจ้ากินอะไรหรือยัง ง่วงแล้วหรือไม่”

“หิว แต่ข้ารอกินพร้อมเจ้า เจ้าไปลำบากเช่นนี้ข้าจะกินก่อนได้อย่างไรกัน”

“ภรรยาข้าแสนดีเป็นที่สุด” ลู่ถิงอวี่แทบจะห้ามใจตัวเองไม่ไหวก้มลงไปกดจูบลงบนริมฝีปากของภรรยาแรงสักทีเพราะความน่ารักช่างใส่ใจนี้

 

อวิ๋นช่างขยันทำให้ผู้คนหลงรักได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจริงๆ

 

“เจ้าตัวน้อย พาสามีน่าหมั่นไส้ของเจ้ามา...เย่เฟิง เจ้าก็ด้วย”

เย่เฟิงที่ลูบหลังหยางฉิงกระซิบปลอบนางอย่างอ่อนโยน ความจริงอยากทำมากกว่านี้แต่เสด็จแม่ทั้งสองกำลังมองตาขวางอยู่

 

เห็นลู่ถิงอวี่กับพี่ใหญ่แล้วรู้สึกอิจฉาจริงๆ

แต่ไม่เป็นไรยังมีน้องสาม กับไห่ฟง ส่วนน้องสี่...น้องสี่เปลี่ยนข้าวสารกลายเป็นข้าวสุขไปเสียแล้ว ไต้เท้าเจิ้งและเสด็จแม่ทั้งสองชังน้ำหน้าอยากตีเขาอยู่ทุกวัน

 

เย่เฟิงจูงมือหยางฉิงพร้อมกับพี่เย่ซืออวิ๋นจูงมือลู่ถิงอวี่ไปนั่งที่โต๊ะกลมขนาดใหญ่ซึ่งบัดนี้มีอาหารอยู่เต็มโต๊ะ บางอย่างพร่องไปบ้างแต่ก็ยังมีให้เติมไม่น้อย

“องค์ชายรัชทายาทเพคะ...องค์ชายสาม...” ฉินฮวาซิงเม้มริมฝีปากก่อนจะเอ่ยถามเย่เฟิงด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ว่านกุ้ยเฟยตบหลังมือนางเบาๆ ส่งสายตาปรามให้เย่เฟิงร่วมแต่งเรื่องไปกับลู่ถิงอวี่

 

ถ้าทำลูกสะใภ้นางเป็นกังวลอีกนางจะตีทั้งคู่แล้วจริงๆ

 

เย่เฟิงกลั้นยิ้ม เพราะแม้กระทั่งน้องฉิงยังเอ่ยห้ามอยู่ข้างหูเขาเลย...เอาเป็นว่าพูดความจริง...แต่มิใช่ความจริงทั้งหมดแล้วกัน

“น้องสามกับน้องสี่ออกไปนอกฝูหยางประเดี๋ยวก็กลับมาแล้วล่ะ”

ฉินฮวาซิงยังมิวายอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะที่คุณชายลู่บอกนางก่อนหน้านั้น ทำนางเป็นห่วงคนชอบฝืนตัวเองและมุทะลุเช่นเย่เซียวไม่น้อย

 

นางกลัวเขาจะบาดเจ็บ...กังวลไปเสียทุกอย่าง...

 

ลู่ถิงอวี่เองก็ยังคงทำสีหน้าจริงจังกึ่งกังวลใสฉินฮวาซิงไม่หยุด ยิ่งทำให้โฉมสะคราญใจไม่ดีขึ้นไปกว่าเดิม จนว่านกุ้ยเฟยร่วมถึงฮองเฮาต้องส่งสายตาฟ้องฮ่องเต้และลู่จิงให้ปรามลู่ถิงอวี่สักที แต่ทั้งคู่ได้ยิ้มน้อยๆ เพราะรู้สึกว่าครานี้ที่ลู่ถิงอวี่ทำอาจจะเป็นประโยชน์ก็ได้...

 

ถือว่าช่วยเจ้าสามให้มีพระชายาเร็วขึ้นแล้วกัน

 

“เสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ เรื่องที่กระหม่อมเคยขอร้องไว้...” เย่เฟิงเอ่ยกับฮองเฮาด้วยน้ำเสียงกึ่งอ้อนกึ่งคาดหวัง ทำให้หยางฉิงต้องหันมองคนข้างกายเพราะมิค่อยได้ยินพี่เฟิงของนางพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้เท่าไหร่นัก

 

แสดงว่า...ย่อมต้องเป็นเรื่องสำคัญ

 

ฮองเฮายิ้มกว้างทันที “แม่จัดการให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว อดใจรอไม่นานเจ้าก็...” พระนางปรายตามองหยางฉิงยิ้มๆ แล้วมิได้พูดอันใด

เพราะเรื่องที่ลูกชายกล่าวถึงก็คืองานแต่งงานของเจ้าตัวนั่นล่ะ...งานแต่งที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าพร้อมๆ กับงานของเจ้าตัวน้อยและลูกชายคนอื่นๆ

 

งานของลูกสามก็อีกไม่นานแล้ว...

 

ส่วนลูกสี่...ให้ไต้เท้าเจิ้งเลิกชังน้ำหน้าเขาก่อนค่อยว่ากันเถิด! มีอย่างที่ไหนขโมยลูกเขามาไม่ยอมปล่อยให้กลับ ซ้ำยังรังแกเจิ้งปินอย่างเอาแต่ใจอีก!

“ขอบพระทัยเสด็จแม่ทั้งสองที่ทรงเหนื่อยยากเพื่อกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ” เย่เฟิงประสานมือคาราวะพระมารดาทั้งสอง ท่าทางขององค์รัชทายาทผู้สุขุมที่ครานี้ยิ้มราวเด็กน้อยได้ของถูกใจทำให้บรรดาผู้ใหญ่พากันอมยิ้มขำ ส่วนลู่ถิงอวี่ก็ถอนหายใจใส่สหายตนเฮือกใหญ่

 

ไม่ไหวเลยนะ...

เพราะเขาน่ะมีอวิ๋นมาขอสมรสพระราชทาน แล้วยังคอยใส่ใจงานแต่งของพวกเขาเสียด้วย...กระทั่งลายปักบนอาภรณ์อวิ๋นยังวาดให้ช่างหลวงปักด้วยตนเองเลย

 

สรุปแล้ว...ไม่ว่าอย่างไรภรรยาของตนก็ดีที่สุด

 

“ถิงอวี่มองข้าทำไมหรือ?” ภรรยาแสนดีที่ยิ้มกว้างให้น้องรองกะพริบตาถามสามีปริบๆ ลู่ถิงอวี่ที่มิอาจรังแกภรรยาได้ตามใจก็ทำได้เพียงแตะนิ้วที่ริมฝีปากตนเองก่อนจะนำไปแตะที่ริมฝีปากของเย่ซืออวิ๋น...

 

ราวกับจุมพิตทางอ้อม

 

เย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนวาบ ขึงตาใส่สามีหนึ่งทีก่อนจะจัดการคีบอาหารป้อนใส่ปากให้ลู่ถิงอวี่กิน...กินให้อิ่มจะได้เลิกเกี้ยวให้ตนเขินอายสักที

 

..........

 

ยามฟ้าสางมาเยือน...เรื่องราววุ่นวายในเมืองหลงฝูหยางของต้าเซี่ยถูกจัดการเรียบร้อยภายในราตรีเดียว ประชาชนบริเวณใกล้วังหลวงที่ถูกโยกย้ายไปเพื่อความปลอดภัยต่างก็กลับเข้าบ้านเรือนตรวจสอบทรัพย์สินของตนกันอย่างสบายใจ ส่วนภายในวังหลวงของต้าเซี่ยนั้นบรรดาพ่อครัวหลวงและข้ารับใช้ทั้งหลายต่างวิ่งวุ่นกันจนขาแทบจะพัน เพราะฝ่าบาททรงรับสั่งให้เตรียมอาหารจำนวนมากอย่างเร่งด่วน

ส่วนตำหนักจิ้งหยางของฮ่องเต้เย่เทียนหลงยามนี้ก็รายล้อมด้วยผู้คนจำนวนไม่น้อย แต่ละคนแม้จะไม่ได้พักผ่อนมาถึงหนึ่งราตรีเต็มๆ แต่ก็มิได้ดูเหน็ดเหนื่อยเท่าไหร่นัก บางคนนั่งฟังรายงานจากบรรดาทหารที่เข้ามาถวายรายงานไม่หยุดหย่อน บางคนก็เฝ้ารออย่างเป็นห่วง

“พี่ฮวาซิงมิต้องกังวลหรอกเจ้าค่ะ พี่เซียวไม่ได้เป็นอะไรแน่นอน” หยางฉิงเอ่ยปลอบพี่สาวคนงามที่นั่งนิ่งนับสมุนไพรตะกล้าใหญ่มาสามรอบแล้ว นางคัดแยกแล้วคัดแยกอีกจนแต่ละคนมองหน้ากันไปมา แทบจะส่งสายตากล่าวหาลู่ถิงอวี่ตัวต้นเรื่องกันทั้งหมด ขนาดเย่ซืออวิ๋นยังอดตีสามีตนเองสักสองสามทีไม่ได้เลย

“ซืออวิ๋นน้อย เสี่ยวหลันอยู่ที่จวนกับไต้ซือเกาเสียงใช่หรือไม่?” ลู่จิงเดินมานั่งข้างเย่ซืออวิ๋นโดยเมินฝ่าบาทที่ดื้อเกินไปแล้ว บาดเจ็บก็มิยอมไปพักผ่อน พวกเขาพร่ำพูดจนคอแห้งก็ยังฟังรายงานจากทุกคนที่เข้ามาถวาย ซ้ำยังออกคำสั่งไม่หยุดอีก

“ขอรับ มีอี๋เหอน้อยลูกศิษย์ของไต้ซือเกาเสียงอยู่เป็นเพื่อนด้วยอีกคน เสี่ยวหลันไม่มีทางเหงาเป็นแน่”

ลู่จิงหัวเราะเบาๆ เพราะรู้ดีว่านิสัยอย่างเสี่ยวหลันที่เหมือนอาถิงสมัยยังเยาว์นั้นไม่มีทางใช้วิธีดีๆ เล่นกับสหายคลายเหงาหรอก...

 

น่าสงสารลูกศิษย์ของไต้ซือเกาเสียงจริงๆ

 

“อี๋เหอ...เด็กคนนี้...” เย่เทียนหลงเลิกคิ้วครุ่นคิดอย่างจริงจัง ส่วนลู่จิงก็หันไปมองทันที เพราะน้ำเสียงเช่นนี้แสดงว่าเขากำลังคิดเรื่องสำคัญอยู่เป็นแน่ เย่เทียนหลงเห็นเสี่ยวจิงมองตนก็กวักมือเรียกเบาๆ แต่ลู่จิงกลับเชิดหน้าใส่หนึ่งทีแล้วหันไปสนใจลูกสะใภ้มากกว่า ฮ่องเต้ที่ถูกเมินเลยได้รับเสียงหัวเราะจากทุกคนแทน

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้ายิ้มๆ คว้าหยิบกาน้ำชาใกล้มือแล้วส่งให้ลู่จิง “นี่เป็นชาน้ำค้างคิมหันต์ สรรพคุณช่วยทำให้ผ่อนคลายซ้ำยังผสมสมุนไพรบำรุงโลหิตไว้ด้วย ข้าเพิ่งสั่งให้เกาจิ้งยกขึ้นโต๊ะเมื่อครู่...”

ลู่จิงรับชาที่ว่าไปทันที ก่อนจะเดินไปนั่งใกล้เย่เทียนหลงแล้วยื่นแก้วชาให้อีกฝ่าย จนแทบจะป้อนให้ถึงปาก ทำให้ฮ่องเต้แอบยิ้มให้เจ้าตัวน้อยที่ช่างรู้ใจและมีวิธีจัดการให้ตน...

 

สมเป็นลูกชายข้าจริงๆ

 

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายสาม องค์ชายสี่ และองครักษ์เจิ้งขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหน้าตำหนักรายงานเสียงดัง แค่คำรายงานก็ทำให้ฉินฮวาซิงผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ในครรลองสายตาของนาง...

ร่างสูงกำยำที่ย่างก้าวอย่างหนักแน่นมาข้างใน ร่างสูงนั้นแม้จะย้อนแสงจนเห็นไม่ชัด แต่นางจำรายละเอียดทุกอย่างบนร่างของเขาได้ชัดเจน

 

บุรุษที่ชมชอบกวนประสาทนาง...แต่เป็นคนเดียวที่ทำให้หัวใจซึ่งไม่เคยหวั่นไหวกับใคร...

คิดเพียงแต่เรื่องของเขา คิดถึงแค่เขา...

 

“ถวายพระพรเสด็จพ่อ เสด็จแม่ฮองเฮา เสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ” เย่เซียวและเย่หานทำความเคารพพร้อมกัน ก่อนฮองเฮาจะกวักมือเรียกเจิ้งปินให้มานั่งอยู่ใกล้ๆ พระนาง ส่วนว่านกุ้ยเฟยก็กอดลูกชายเบาๆ

“ฮวาซิงเป็นห่วงเจ้าจนนั่งไม่ติดแล้ว”

เย่เซียวเลิกคิ้ว หมุนเดินเพียงสองก้าวก็หยุดตรงหน้าฉินฮวาซิง เขายกยิ้มมุมปากโบกมือไปมาตรงหน้านางเบาๆ เห็นคนงามยืนนิ่งราวสติหลุดจากร่างก็ขมวดคิ้ว

“ฮวาซิง...นี่...” ไม่ทันที่เย่เซียวจะได้พูดอะไร โฉมสะคราญก็โถมตัวเข้ามากอดเขาเสียเต็มอก แม้จะยังงงๆ ว่าเหตุใดคนเยือกเย็นเช่นฮวาซิงถึงได้หลุดการควบคุมตนเองเช่นนี้ แต่แขนแกร่งก็ยังยกกอดและลูบแผ่นหลังบอบบางเบาๆ

“ดีเหลือเกินที่ท่านไม่เป็นอะไร...”

เย่เซียวพจะรู้เรื่องรู้ราวแล้วหันไปมองลู่ถิงอวี่ทันที...เจ้าคนน่าหมั่นไส้นี่บอกให้เขาหัดเสแสร้งให้เป็นสินะ...

 

อืม...

บุรุษที่ไม่รู้จักเสแสร้งล้วนอดได้รางวัลดีๆ

ชายชาตินักรบก็ล้วนต้องการรางวัลดีๆ ทั้งสิ้น...ยิ่งเป็นรางวัลจากว่าที่พระชายาของตนล้วนถูกต้องสมควร

 

“ที่จริง...ก็มีแผลไม่น้อย ปวดเมื่อยตามตัว ซ้ำยังเหนื่อยล้านัก” เย่เซียวเอ่ยเบาๆ แต่กลับทำให้ฉินฮวาซิงเบิกตาโต แทบจะดึงอาภรณ์ของเย่เซียวออกเพื่อดูอาการบาดเจ็บเสียตรงนี้ แต่เย่เซียวกลับปลอบนางแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มจางแทน

“ถ้าเจ้าเป็นห่วงข้า ตามข้ากลับตำหนักไปดูอาการข้าดีหรือไม่?”

ฉินฮวาซิงพยักหน้าทันทีด้วยความเป็นห่วง ปล่อยให้ร่างสูงจูงมือนางไปนั่งข้างๆ กัน ว่านกุ้ยเฟยและฮองเฮาต่างยื่นมือมาฟาดเย่เซียวคนละทีกันทันที

 

ดูเอาเถิด! ร้ายกาจยิ่งนัก!

เด็กๆ พวกนี้นี่เข้ากันได้ดีจริงๆ เลย!

นิสัยเหมือนฝ่าบาทจนน่าจับมาอบรมใหม่จริงๆ !

 

“พวกเจ้ากลับมาแล้วก็กินกันให้อิ่ม แล้วไปพักผ่อนก่อนเถิด” เย่เทียนหลงโบกมือให้พ่อครัวหลวงยกอาหารที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ขึ้นวางบนโต๊ะกลม องค์ชายสามนั้นมีโฉมสะคราญคอยดูแล แทบจะป้อนให้ถึงปากด้วยซ้ำ องค์ชายรัชทายาทก็เช่นกันมีหยางฉิงคอยดูแล ส่วนลู่ถิงอวี่นั้นไม่ต้องพูดถึง...

เห็นบรรดาพี่ชายมีคนดูแลอย่างดีเช่นนี้เย่หานก็ได้แต่กะพริบตาปริบๆ จะขอให้เจิ้งปินมานั่งข้างตนเสด็จแม่ก็มิยินยอม ซ้ำยังส่งสายตาดุๆ ใส่ตนอีกด้วย...

 

เฮ้อ...เห็นทีต้องรีบหาวิธีให้ใต้เท้าเจิ้งยอมรับเขาเป็นเขยเสียแล้ว

เสแสร้งอย่างที่พี่ลู่ว่าบ้างก็น่าจะไม่เลวเลย

 

“ฝ่าบาทจะทรงออกว่าราชการวันนี้เลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่หันไปถามเย่เทียนหลงด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะฝ่าบาทตรัสให้พวกเขาไปพักผ่อน แต่พระองค์คงออกว่าราชการจัดการเรื่องในราชสำนักให้เรียบร้อยในวันนี้เป็นแน่

“ย่อมเป็นเช่นนั้น...เรื่องที่สกุลฉินทำต้องจัดการให้เรียบร้อย ขุนนางที่ร่วมมือกับสกุลฉินเองก็ด้วย” เย่เทียนหลงลูบต้นคอของลู่จิงที่นั่งอยู่ข้างตนเบาๆ ไม่ให้เป็นห่วง

ลู่ถิงอวี่สบตาเย่เฟิงยิ้มๆ ก่อนจะให้องค์ชายรัชทาทสหายตนเป็นผู้จัดการต่อ

“เสด็จพ่อทรงทำเพียงออกราชโองการและยกเรื่องเหล่านี้ให้พวกกระหม่อมจัดการได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ พระองค์จะได้เสด็จไปพักผ่อนด้วย”

เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว มองหน้าลูกชายแต่ละคนรวมถึงลูกศิษย์ที่จับจ้องพระองค์ด้วย...แววตามุ่งมั่นแน่วแน่ กล้าแกร่งขึ้นและเติบโตขึ้น ก่อนจะยกยิ้มจาง

“ได้...ยกให้พวกเจ้าทุกคนจัดการ”

 

สามารถปกป้องและแบ่งเบาภาระบนบ่าของพระองค์ได้แล้ว...

เติบโตมาได้อย่างน่าภาคภูมิใจเหลือเกิน...

 

สำหรับบิดาเช่นตนแล้ว...นี่นับเป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุด

 

ต้นอ่อนที่เจริญเติบโตได้อย่างกล้าแกร่ง แผ่กิ่งก้านสาขาขยายไปไกล เป็นรากฐานให้เหล่าเด็กๆ รุ่นถัดไป ซ้ำยังรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ทอดทิ้งกัน รักษามิตรภาพและความรู้สึกอันแสนงดงามในวัยเยาว์ไว้ได้

 

การเติบโตและอนาคต...

ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก

 

....ต่อ....

……….

 

ยามแสงตะวันสีทองสาดส่องทั่วผืนฟ้า ยามเช้าหมุนมาเยือนเหล่าประชาชนในเมืองฝูหยางต่างกลับมาใช้ชีวิตกันอย่างปกติสุข เหลาอาหาร ร้านขายของต่างเปิดขายและส่งเสียงเรียกลูกค้ากันคึกคักอย่างเช่นทุกวันที่ผ่านมา แต่เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างต้องวิ่งเข้าท้องพระโรงไท่หยวนตั้งแต่เช้าเพราะมีราชโองการด่วนเรียกประชุมขุนนางทุกคนไม่ให้ขาดแม้แต่คนเดียว!

 

เรื่องด่วน เรื่องใหญ่และที่สำคัญ...ยังเป็นเรื่องที่เปลี่ยนหน้าขุนนางในราชสำนักไปได้อีกหลายคนเลยด้วย!

 

มิใช่พวกเขาไม่รู้ว่ายามราตรีที่ผ่านมาเกิดอันใดขึ้น แต่ต่อให้รู้ก็ทำอะไรไม่ได้...เพราะนี่เป็นประสงค์ขององค์เหนือหัวที่จะถอนรากถอนโคนตระกูลเก่าแก่ที่มีอำนาจมาอย่างช้านานอย่างตระกูลฉินให้หมดสิ้นไป

เหล่าขุนนางที่เคยให้ความร่วมมือกับสกุลฉิน หรือเคยกล่าวเข้าข้างสกุลฉินหรือแม้กระทั่งเคยรับสินบนจากทางนั้นต่างนั่งไม่ติด พยายามติดต่อเส้นสายทั้งหมดเพื่อลดทอดความผิดของตน พยายามปฏิเสธข้อกล่าวหาหรือไม่ก็โยนความผิดทั้งหมดให้สกุลฉินไป ส่วนเหล่าขุนนางที่เคยขัดแย้งกับสกุลฉินต่างก็หน้าชื่นตาบานรีบเร่งให้ไปถึงท้องพระโรงไท่หยวนกันเร็วๆ ทั้งสิ้น

แต่ยามที่บรรดาขุนนางทั้งหลายมากันพร้อมหน้าครบองค์ประชุม...บนบัลลังก์มังกรนั้นมิได้มีองค์เหนือหัวในอาภรณ์มังกรห้าเล็บประทับอยู่เฉกเช่นทุกที แต่เบื้องหน้าบันไดมังกรเกาขั้นองค์ชายรัชทายาทในชุดประจำตำแหน่งยืนสงบนิ่งแผ่กลิ่นอายทรงอำนาจราวฮ่องเต้เย่เทียนหลงออกมาจนบรรดาขุนนางทั้งหลายตัวสั่นกันเป็นแถบๆ

ด้านข้างมีคุณชายหยกขาวลู่ถิงอวี่ที่ยืนแย้มรอยยิ้มบางๆ องค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋น องค์ชายรสามเย่เซียว และองค์ชายสี่เย่หาน...อยู่กันครบ

ซ้ำด้านซ้ายมือคุณชายสามสกุลฉิน...ฉินไห่ฟงก็สวมชุดขุดนางประจำตำแหน่งยืนอยู่เช่นกัน...มิใช่ว่าสกุลฉินทั้งหมดอยู่ในคุกหลวงหรอกหรือ

 

เหตุใดคุณชายสามสกุลฉินถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้เล่า

 

“ในเมื่อทุกท่านมากันครบแล้วก็เริ่มเถิด” เย่เฟิงโบกมือเบาๆ อำนาจบารมีของเขานั้นน่ายำเกรงไม่แพ้ผู้เป็นบิดา ดวงตาคมกริบที่ปกติมักสุขุมสง่างามและแย้มรอยยิ้มจางๆ ชวนให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นราวสายลมอยู่ในทีนั้นยามนี้กลับจริงจัง กดดัน เปี่ยมด้วยสง่าราศีขององค์ชายรัชทายาท...โอรสมังกรสวรรค์!

เย่เฟิงให้ราชเลขาเป็นคนทวนความผิดทั้งหลายของสกุลฉิน...ความผิดแล้วความผิดเล่าแต่ละข้อก็ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ที่ชวนให้คนสูดหายใจและตัวสั่นไม่หยุด...

 

ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทำร้ายประชาชน ข่มขู่เหล่าขุนนางให้เข้าข้างฝ่ายตน ยักยอกงบประมาณแผ่นดิน มีการเล่นเส้นสายทุจริตการสอบเพื่อนำคนของตนมาไว้ในราชสำนัก

 

และข้อหาที่ใหญ่ที่สุด...

ก่อกบฏ...ชักนำชาวยุทธ์เข้ามาสร้างความวุ่นวายในเมืองหลวง

สวรรค์!! ต่อให้ประหารทั้งตระกูลก็ไม่อาจชดใช้ได้หมด!!

 

เหล่าขุนนางทั้งหลายพากันตัวสั่น แทบจะคุกเข่าลงกับพื้นกันรอมร่อ โดยเฉพาะบรรดาขุนนางที่เคยให้ความร่วมมือกับสกุลฉิน แต่ละคนพากันเหลืบสายตามองฉินไห่ฟงที่ยืนสงบนิ่งราวเรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน

“ฝ่าบาททรงเหน็ดเหนื่อยและผิดหวังในตัวขุนนางหลายท่านจนล้มป่วย เราเลยรับราชโองการและมาจัดการเรื่องเหล่านี้ให้เสร็จเรียบร้อยแทน หวังว่าคงไม่มีกล้าบอกว่าเราไม่เหมาะสมกระมัง” เย่เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แม้ใบหน้าจะยังคงแต้มรอยยิ้มบางมิต่างกับสหายสนิทของเขา ทว่าดวงตากลับเย็นจัดชนิดที่ถ้าหากใครบอกว่าไม่เหมาะสมคงได้เป็นลมลงตรงนี้เป็นแน่

“ฝ่าบาทมีราชโองการเกี่ยวกับโทษของสกุลฉินไว้แล้ว” เย่เฟิงรับราชโองการจากมือของลู่ถิงอวี่มาคลี่อ่าน ขุนนางทั้งหมดต่างพากันคุกเข่าต่อหน้าราชโองการสีทองนั่นทันที!

“สกุลฉินก่อความผิดไว้ใหญ่หลวง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ล้วนเป็นความผิดหนักหนาที่ยากจะให้อภัย อีกทั้งครานี้ยังก่อกบฏ สร้างความวุ่นวายให้เมืองหลวง ข่มขู่ขุนนางที่ไม่ฝักไฝ่เดียวกับตน ผู้เฒ่าฉินเมิ่ง ฉินเซ่าเจ๋อ ติดต่อกับชาวยุทธ์เพื่อทำการกบฏ ซ้ำยังปองร้ายเชื้อพระวงศ์และทำร้ายประชาชน สมควรลงโทษหนักแห่ประจานให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความเลวของสกุลฉิน เดิมทีควรประหารกลางเมืองเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง แต่เห็นแก่ความดีความชอบของท่านหญิงเซียนเสียงและฉินไห่ฟงที่ทำผลประโยชน์แก่แผ่นดิน จึงทำเพียงจำคุกคนสกุลฉินในคุกหลวงชั้นลึกที่สุดชั่วชีวิต ห้ามคนสกุลฉินรับราชการอีกเป็นเวลาสามรุ่น...ส่วนฉินไห่ฟงเองก็ให้ปลดจากตำแหน่งรักษาการณ์แทนอัครเสนาบดี แต่ยังให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหอตำราหลวงสำนักราชบัณฑิตเพื่อทำประโยชน์แก่แผ่นดิน จบราชโองการ!”

“ฝ่าบาททรงพระปรีชา!” เหล่าคุณนางต่างถอนหายใจกันอย่างโล่งอก เพราะราชโองการฉบับนี้มีเพียงกล่าวโทษสกุลฉินเท่านั้น...เดิมทีผู้เฒ่าฉินเมิ่งและฉินเซ่าเจ๋อสมควรถูกประหารกลางเมืองเสียด้วยซ้ำ แต่ฉินเซ่าเจ๋อตายไปด้วยพันศรทะลุร่าง ส่วนฉินเมิ่งอีกไม่นานเขาก็ต้องลาโลกไปแล้ว การขังเขาไว้ให้รับรู้ถึงความรุ่งโรจน์ของแผ่นดินที่เขาไม่สิทธิ์แม้แต่คิดฝันจะครอบครองเป็นการทรมานที่ฆ่าเขายิ่งกว่าตายทั้งเป็นเสียอีก!

“องค์ชายรัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ...กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล” ฉินไห่ฟงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวาน ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ประสานมือคำนับแล้วคุกเข่าลง

เย่เฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อย หันไปมองลู่ถิงอวี่ที่กำลังสงสัยใคร่รู้เช่นเดียวกัน “ในฐานะตัวแทนสกุลฉินที่ยังเหลืออยู่ กระหม่อมขอมอบทรัพย์สินทั้งหมดของสกุลคืนแด่แผ่นดินเพื่อทำประโยชน์สืบต่อไปพ่ะย่ะค่ะ...อีกทั้งยังขอออกจากตำแหน่งหัวหน้าหอตำราหลวงไม่รับราชการอีกตลอดชั่วชีวิตและรับใช้แผ่นดินด้วยวิธีอื่นแทนพ่ะย่ะค่ะ”

คำกล่าวของฉินไห่ฟงเรียกเสียงฮือฮาและความสงสัยจากทุกคนได้เป็นอย่างดี เพราะว่าทรัพย์สินทั้งหมดของสกุลฉินแต่เดิมนั้นมีมากมายเท่าไหร่ก็ไม่มีใครอาจนับได้ สกุลฉินเป็นสกุลที่ร่ำรวยและเก่าแก่สืบทอดมาตั้งแต่ยามสถาปนาแว่นแคว้น การที่คุณชายสามบอกว่ามอบทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่แผ่นดินเช่นนี้นั้น...

จากราชโองการของฝ่าบาทที่แม้จะปลดฉินไห่ฟงออกจาตำแหน่งรักษาการณ์แทนอัครเสนาบดีแต่ยังคงตำแหน่งหัวหน้าหอตำราหลวงที่เป็นตำแหน่งเดิมของเขาไว้ให้ เดิมทีก็พอเข้าใจว่าเหลือทางรอดให้ฉินไหฟ่งและท่านหญิงเซียนเสียง แต่นี่คุณชายสามทำอันใดลงไปกันเนี่ย! ไม่รับราชการอีกตลอดชั่วชีวิตนี้เขาไม่คิดจะทำมาหากินหรืออย่างไร!

 

แล้วเช่นนี้สกุลฉินจะเหลืออันใดอีก!

 

“เจ้าตัดสินใจดีแล้วหรือ?” เย่เฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบเบาๆ ให้ฉินไห่ฟงได้ยิน “ประเดี๋ยวก็ไม่มีทรัพย์สมบัติแต่งประมุขน้องพรรคมารเข้าบ้านหรอก”

ฉินไห่ฟงถอนหายใจเบาๆ กับนิสัยสหายของตน จนป่านนี้แล้วก็ยังเอ่ยเย้าเขาได้อีก...แต่ที่เขาทำเช่นนี้ เพราะหนึ่งเพื่อชดใช้ให้แผ่นดินนี้ แม้จะไม่อาจเทียบกันได้ก็เพื่อความสบายใจของเขาเอง

 

อีกทั้ง...เพื่ออนาคตของเด็กๆ รุ่นต่อไปในสกุลฉิน...

และเพื่อดวงตะวันของข้า...เนี่ยรุ่ยเอิน เพราะระยะหลังมานี้รุ่ยเอินมาอยู่ข้างกายเขาตลอดเวลาจนไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นท่องยุทธภพอย่างที่เจ้าตัวชอบทำอยู่เสมอๆ

 

“กระหม่อมตัดสินใจดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นก็ถือว่าเรารับปากเจ้าเรื่องนี้ และจะเพิ่มเป็นคุณงามความดีให้สกุลฉินด้วย” เย่เฟิงถอนหายใจเบาๆ พยักหน้ารับ...รู้ดีว่าแต่ไหนแต่ไรมา สหายของเขาคนนี้อย่างไห่ฟงน่ะร่ำรวยโดยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งสมบัติสกุลฉินอยู่แล้ว เลี้ยงตัวตะกละซุกซนอย่างเนี่ยรุ่ยเอินได้สบายๆ 

“ฝ่าบาทยังมีราชโองการมาอีกฉบับ” ลู่ถิงอวี่ส่งราชโองการให้เย่เฟิงนำไปประกาศต่อ คราวนี้เหล่าขุนนางที่เพิ่งหายใจคล่องคอเมื่อครู่ต่างชะงักและคุกเข่าลงอีกรอบ

“บรรดาเหล่าขุนนางที่ให้ความร่วมมือกับสกุลฉิน...รวมถึงทำความผิดรวมกัน ให้ลงโทษริบทรัพย์สินกึ่งหนึ่งและมอบคืนแก่ประชาชน โดยนำไปสมทบทุนด้านการเกษตรและการแพทย์ ถอดยศขุนนางแต่ไม่ห้ามให้ทายาทรุ่นต่อไปเข้าสอบขุนนาง” เย่เฟิงอ่านราชโองการด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ส่วนเหล่าบรรดาขุนนางทั้งหลายที่เข้าร่วมกับสกุลฉินนั้นแทบจะร้องไห้กันออกมาเสียแล้ว

“ฝ่าบาททรงเมตตาด้วย! ทรงเมตตาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“ฝ่าบาท!”

“กระหม่อมถูกใส่ร้าย ถูกบังคับขู่เข็ญพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”

เสียงโอดครวญผสานไปกับเสียงร้องไห้ของขุนนางผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนนั้นดูน่าสังเวชอย่างไรไม่รู้ ทำเอาขุนนางเฒ่าอีกหลายคนทนมองไม่ได้จนต้องก้าวออกมาขัด

“ฝ่าบาทนับว่ามีเมตตามากแล้วที่มีราชโองการลงมาเช่นนี้ พวกเจ้ายังจะมาโอดครวญอย่างน่าสมเพชกันอีก”

“ก่อความผิดใหญ่หลวงกับแผ่นดินแล้วยังมีหน้ามาขอพระเมตตาอีกเช่นนั้นรึ!” ขุนนางอีกคนก้าวออกมาเถียงด้วยเช่นกัน

“พวกเจ้าถูกความโลภและผลประโยชน์ที่สกุลฉินมอบให้แล้วจะมาขอพระเมตตาอีกเช่นนั้นรึ!”

“ตาเฒ่าเช่นพวกเจ้าน่ะปล่อยวางเปิดโอกาสให้เด็กๆ มาเรียนรู้แทนบ้างเถิด เฮ้อ!”

แต่ต่อให้พูดอย่างไรขุนนางหลายๆ คนก็ยังร้องไห้โวยวายต่อไป จนสลบคาท้องพระโรงวิ่งตามหมอหลวงกันแทบไม่ทัน เย่เฟิงประกาศราชโองการอีกสองสามฉบับรายงานความผิดของขุนนางแต่ละคนชัดเจน ซ้ำยังมอบคำชื่นชมและรางวัลให้แก่บรรดาขุนนางหลายคนที่ไม่เห็นแก่เงินทองลาภยศหรือคำชักจูงข่มขู่ของสกุลฉิน ก่อนจะเลิกประชุมเช้าและแยกย้ายกันไป ระหว่างเดินออกจากท้องพระโรงขุนนางทั้งหลายก็พูดคุยกันถึงเรื่องราวในวันนี้ ต่างทอดถอนใจออกมาพร้อมกัน

วันนี้มีขุนนางหลายคนถูกถอดออกจากตำแหน่ง และมีหลายคนอีกเช่นกันที่ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ไม้ใกล้ฝั่งที่ฝังรากในราชสำนัก เริ่มถูกสายลมพัดพาต้นกล้าอ่อนที่มุ่งมั่นสืบสานปณิธานเพื่อแผ่นดินนี้ เข้ามาแทนที่...

นับว่าสกุลฉินสิ้นสุดลงแล้วจริงๆ แม้จะเหลือคุณหนูสี่ฉินฟางหนี่ว์ แต่ไม่นานนางก็จะเดินทางออกไปแต่งงานแคว้นเว่ยไม่เกี่ยวข้องกับสกุลฉินแล้ว คุณหนูใหญ่สกุลฉินก็ตัดขาดกับสกุลกลายเป็นท่านหญิงเซียนเสียง อยู่ในความรับผิดชอบของว่านกุ้ยเฟย อีกไม่นานก็จะกลายเป็นสะใภ้ของราชวงศ์ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับสกุลฉินอีกคนเช่นกัน

 

เหลือเพียงคุณชายสามที่แบกรับชื่อเสียงรวมถึงความอยู่รอดของสกุลฉินเอาไว้เพียงคนเดียว

สกุลฉินที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเทียบเท่าสกุลเย่ผู้ปกครองต้าเซี่ยนั้นบัดนี้กลายเป็นตระกูลธรรมดาๆ ที่ไม่ต่างกับสกุลเล็กๆ อื่นแล้ว...

 

อำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้จริงๆ...

จากสูงส่งตกลงต่ำในเวลาไม่นาน สูญสิ้นซึ่งชื่อเสียงที่บรรพบุรุษเคยสร้างไว้

 

ล้วนเป็นผลมาจากการกระทำทั้งสิ้น

 

วาดหวังว่าต่อไปในอนาคตข้างหน้าจะมีสกุลฉินที่ดีงาม พรั่งพร้อมด้วยคุณธรรมจรรยา เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองอย่างที่เคยมีมาในอดีต...

 

“อวิ๋น...ง่วงแล้วหรือคนดี” ยามขุนนางทั้งหลายออกไปจากท้องพระโรงไท่หยวนกันจนหมดแล้ว ก็เหลือเพียงองค์ชายทั้งสี่และฉินไห่ฟงยืนอยู่ภายใน ลู่ถิงอวี่ทิ้งท่วงท่าสง่างามดุจหยกขาวสูงส่งบริสุทธิ์ยามอยู่ต่อหน้าขุนนางทั้งหลายไป กลายเป็นสามีติดภรรยาเฉกเช่นเดิม เขาเดินไปกบอกุมมือขาวของเย่ซืออวิ๋นไว้พลางนวดเบาๆ ให้เอย่างเอาใจ

“อืม...ง่วงเล็กน้อยจริงๆ” เย่ซืออวิ๋นกะพริบตา อ้าปากหาววอดๆ จนน้ำตาคอลหน่วย เพราะไม่ได้นอนมาตลอดทั้งราตรีก็ยอมรับว่าง่วงบ้าง แต่จะให้เขากลับไปพักผ่อนคนเดียวก็ใช่ที่...

 

เขาเป็นองค์ชายคนหนึ่งนี่เป็นสิ่งที่เขาต้องรับรู้...และหน้าที่ที่พึงกระทำ

มาเป็นกำลังใจให้น้องชาย พี่ชายและสามีของตนอีกด้วย

 

ดวงตาดอกท้อจับจ้องท่าทางราวลูกแมวของภรรยาตนด้วยแววตาเอ็นดูยิ่ง แทบจะอุ้มเย่ซืออวิ๋นขึ้นมาไว้แล้วกล่อมในอ้อมแขน ถ้าหากไม่ใช่เพราะภรรยารู้เท่าทันแล้วยิ้มหวานให้ก่อนจะหันไปคุยกับฉินไห่ฟงแทน

“พี่ไห่ฟง” เย่ซืออวิ๋นเดินไปกุมมือของฉินไห่ฟงไว้แน่น ช้อนดวงตาขึ้นมองอีกฝ่ายราวจะถามไถ่ทางสายตาว่าเป็นอย่างไรบ้าง...

 

เขารู้ว่าต่อให้พี่ไห่ฟงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ก็ยังเสียใจอยู่ดี

นั่นเป็น...บ้านและครอบครัวที่เขาเติบโตมา แม้ไม่อาจเรียกว่าบ้านหรือครอบครัวได้เต็มปาก...แต่อย่างไรเสียก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งความอาวรณ์

 

ฉินไห่ฟงยิ้ม แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ค่อนข้างเจ็บปวดแต่เขาก็พยักหน้าให้เย่ซืออวิ๋น... “ยังคงเสียใจ แต่ไม่เป็นไร...” เสียงทุ้มแฝงกระแสสั่นเอ่ยแผ่ว กอบกุมมือเล็กๆ ของคนที่ถือเป็นน้องชายร่วมสายเลือดเอาไว้แน่น รับรู้ความห่วงใยที่อีกฝ่ายส่งมาให้

 

เป็นน้องชายที่อ่อนโยน ช่างใส่ใจและคู่ควรกับการเป็นที่รักจริงๆ

 

“ข้าไม่ได้อยู่คนเดียว”

เย่ซืออวิ๋นคลี่รอยยิ้มกับคำพูดนั้น...เป็นคำพูดที่เขามักบอกตนเอง บอกคนอื่นอยู่เสมอ ดูเป็นเพียงคำไม่กี่ทว่ากลับช่วยยึดเหนี่ยวในยามที่รู้สึกเจ็บปวด รู้สึกเหนื่อยหรือเสียใจได้เป็นที่สุด

 

ไม่ได้อยู่คนเดียว...ไม่มีวันอยู่คนเดียว

บนเส้นทางของชีวิตนี้ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น...สุข ทุกข์ เศร้า ต้องเสียใจหรือเจ็บปวดเสียน้ำตา

ก็ยังมีผู้คนสำคัญอยู่เคียงข้าง...

 

องค์ชายใหญ่เอื้อมมือไปกอดพี่ชายร่วมสายเลือดของตนไว้แน่น เช่นเดียวกับฉินไห่ฟงที่ยกมือกอดตอบน้องชายของตนเช่นกัน...ระหว่างพวกเขาแม้ไม่อาจบอกกล่าวออกไปได้ว่าเป็นพี่น้อง มีเพียงสายเลือดครึ่งหนึ่งที่เหมือนกัน มิได้เติบโตมาด้วยกัน...

 

ทว่าความห่วงใยและปรารถนาให้อีกฝ่ายพบพานแต่ความสุขนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

 

“เจ้าหน้านิ่งข้ามารับเจ้าแล้ว! อ้ะ...อะ...เอ่อ...ข้า เอ่อ...ข้าขอตัวก่อนแล้วกัน พวกเจ้าตามสบายเลย!” ไม่ทันที่ฉินไห่ฟงจะได้คลายอ้อมกอดออก คนชุดแดงที่ตามองครักษ์ลับเข้ามาเพราะเป็นห่วงเจ้าหน้านิ่งของตัวเองที่ยังไม่ยอมกลับไปกินข้าวกินปลาก็เดินมาเห็นภาพนี้เข้าพอดิบพอดี

ดวงตาของเนี่ยรุ่ยเอินเบิกกว้างขึ้น ความเสียใจแล่นปราดมาจนเขาแทบจุก...ไม่รู้ว่าเหตุใดต้องเสียใจ มิรู้ว่าทำไมเห็นภาพที่เจ้าหน้านิ่งกอดตอบคนงามน้อยซืออวิ๋นอย่างอ่อนโยนเช่นนั้นถึงได้เจ็บปวดทรมานเช่นนี้...

 

นี่คือความหึงหวงที่ตลอดชีวิตนี้เนี่ยรุ่ยเอินไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

เจ้ายังรักชอบคนงามน้อยซืออวิ๋น...แล้วจุมพิตระหว่างเรานั้นคืออันใด!

 

อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าขอบตาตนร้อนผ่าว อยากลงไม้ลงมือทุบตีใครสักคน เนี่ยรุ่ยเอินไม่ทันได้พูดอะไรก็หมุนตัวกลับทันที คว้ามือองครักษ์ใกล้ๆ ให้นำทางออกจากท้องรพะโรงไท่หยวนด้วย

“ถูกเข้าใจผิดเสียแล้วนะเจ้าน่ะ” ลู่ถิงอวี่ดึงภรรยาของตนมากอดไว้อย่างหวงแหน เพราะต่อให้ไห่ฟงเป็นพี่ชายของอวิ๋นเขาก็ยังหวง เมื่อครู่ตอนภรรยาตัวน้อยไปกอดอีกฝ่ายลู่ถิงอวี่ก็คิ้วกระตุกแล้ว 

“เอ่อ...พี่ไห่ฟงข้าขอโทษท่านด้วย” เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาปริบ เมื่อเข้าใจขึ้นมาว่าเกิดอันใดขึ้น ดวงตาคมที่มองตามแผ่นหลังของคนชุดแดงละมามองน้องชายก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ ว่าไม่ใช่ความผิดของเจ้าตัว

 

เดิมทีก็เพราะเขาเอง...

 

“เจ้าก็เพียงแค่อยากให้คนบื้ออย่างรุ่ยเอินรู้สึกกินน้ำส้มบ้างบางครั้งครา เป็นไรเล่าครานี้น่าจะถูกงอนยาวเป็นแน่” เย่เฟิงโบกพัดในมือเบาๆ ส่ายหน้าระอากับวิธีของฉินไห่ฟง

“ข้าว่าครานี้ท่านถูกทุบน่วมแน่” เย่หานมองอย่างเห็นอกเห็นใจทันที ส่วนเย่เซียวก็หัวเราะตบไหล่ฉินไห่ฟงอย่านึกสภาพสหายออก

“เมื่อครู่รุ่ยเอินจะร้องไห้ด้วย...ข้าไม่เคยเห็นเขาเป็นเช่นนี้มาก่อนเลย พี่ไห่ฟงจะอย่างไรเสียให้ข้าไปอธิบายกับรุ่ยเอินดีหรือไม่ว่าข้าเป็นน้องชายของท่าน เขาจะได้ไม่คิดมาก” เย่ซืออวิ๋นเห็นสีหน้าเมื่อครู่ของเนี่ยรุ่ยเอินชัดตาก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา ขันอาสาทันที

“เหตุใดอวิ๋นต้องเหนื่อยด้วยเล่า ให้ไห่ฟงไปรับผิดชอบเอาเองเถิด เขาไม่ยอมบอกตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะอยากเห็นรุ่ยเอินหึงหวง ก็ให้เขาจัดการเอง เจ้าไม่รีบตามไปประเดี๋ยวรุ่ยเอินก็อาละวาดจนวังหลวงพัง ระวังเถิดต่อให้เจ้าร่ำรวยก็หมดได้” ลู่ถิงอวี่เอ่ยกับภรรยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วพูดกับฉินไห่ฟงด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ที่ต่างกันลิบลับ ราวจะสุขใจบนความทุกข์ของคนอื่นอย่างไรอย่างนั้นด้วย

ฉินไห่ฟงถอนหายใจเบาๆ คำนับเย่เฟิงแล้วบอกเย่ซืออวิ๋นว่าไม่ต้องเป็นห่วงก่อนจะออกจากท้องพระโรงไท่หยวนไปโดยไม่ต้องให้ใครนำทาง เห็นอาภรณ์สีแดงไวๆ เขาก็เร่งใช้วิชาตัวเบานางแอ่นล่องนภาตามไปจนทัน มือใหญ่รั้งแขนของเนี่ยรุ่ยเอินไว้แต่กลับถูกสะบัดออกแรงๆ พอถูกจับไว้มั่น คราวนี้เนี่ยรุ่ยเอินก็หันมาผลักฝ่ามือที่เต็มด้วยพลังปราณใส่ฉินไห่ฟง ทำเอาร่างสูงเบี่ยงตัวหลบแทบไม่ทัน

บรรดาองค์รักษ์ลับได้แต่กะพริบตาปริบ มองคุณชายสามกับคุณชายเนี่ยตีกันหน้าท้องพระโรง แต่พวกเขาก็ไม่ได้เข้าไปห้ามปรามก็ได้รับคำสั่งจากองค์ชายรัชทายาทมา ทำเพียงเฝ้าดูมิให้ทั้งคู่ทำลายข้าวของของเสียหายเท่านั้น

“เสี่ยวรุ่ย...” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอ่อนใจ ทว่าคนถูกเรียกก้มหน้าก้มตา ไม่เงยหน้ามอง สวนกลับมาทั้งหมัดและเท้าหนักๆ จนฉินไห่ฟงได้แต่ตั้งรับ

 

หมัดและเท้าที่หนักขนาดนี้แสดงว่ารุ่ยเอินกำลังเอาจริง...

โกรธมากจริงๆ สินะ

 

“เสี่ยวรุ่ย...ฟังข้าก่อน”

“อย่ามาเรียกชื่อข้าเช่นนั้นนะ!” เนี่ยรุ่ยเอินเอ่ยกลับ น้ำเสียงพยายามมิให้สั่นทว่าคนฟังก็สัมผัสได้อยู่ดี ฉินหายฟงถอนหายใจเบาๆ 

 

ดูเหมือนคราวนี้เขาจะทำให้เสี่ยวรุ่ยเสียใจมากจริงๆ...

น่าสงสารแต่ก็น่าดีใจไปด้วย

คนที่ความรู้สึกช้าในเรื่องความรักเช่นเสี่ยวรุ่ยไหน้ำส้มแตกถึงเพียงนี้...จะมิให้คนถูกหึงหวงอย่างตนไม่ดีใจได้อย่างไรกันเล่า

 

“เจ้าชอบเขา ยังตัดใจจากเขาไม่...แล้วเจ้า เจ้า...เจ้ามาจูบข้าทำไม!” จากตอนแรกทั้งหมัดทั้งเท้า ยามนี้เนี่ยรุ่ยเอินรัวกำปั้นหนัก ฟาดใส่อกของฉินไห่ฟงไม่ยั้ง ฟาดไปข่วนไปด้วย ส่วนคนถูกฟาดก็ปล่อยให้เนี่ยรุ่ยเอินระบายอารมณ์ตามใจ แต่เมื่อหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เขาก็รวบเอวคนชุดแดงมาใกล้ อีกมือเชยคางเรียวขึ้น...ทาบทับจุมพิตร้อนแรงลงไปบนเรียวปากนั้น

“อึก...อื้อออ!” เนี่ยรุ่ยเอินดิ้น ข่วนแผ่นหลังกว้างแรงๆ ทว่าอ้อมแขนยิ่งรัดแน่นขึ้น เขาเลยกัดปลายลิ้นร้อนนั้นแรงๆ จนได้รสเลือดในริมฝีปาก ฉินไห่ฟงผละออกไป ยกนิ้วโป้งขึ้นปาดหยดเลือดที่ริมฝีปากตัวเองก่อนจะมองเจ้าตัวแสบที่เชิดหน้าขึ้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ

 

แต่ดวงตาคู่นั้นราวจะร้องไห้

น่าสงสารเหลือเกิน...และน่าย่ำยีรังแก

 

ฉินไห่ฟงซ่อนแววตาเปี่ยมความปรารถนาของตัวเองไว้ ก่อนจะโอบแขนดึงร่างของแมวพยศที่อาละวาดเพราะเจ้าของไปสนใจแมวตัวอื่นมาใกล้ แมวพยศขึงตาใส่กางเล็บตรียมจะข่วนอีกรอบ จนฉินไห่ฟงกระตุกยิ้มมุมปาก 

“เสี่ยวรุ่ย...ถ้าเจ้ายังดื้อพี่ชายจะรังแกคอเจ้าหน้าท้องพระโรงไท่หยวนนะ”

“เจ้า!” เนี่ยรุ่ยเอินโมโหจนผมแทบจะชี้ รู้ตัวอีกทีก็ถูกกอดไว้แน่นแล้ว จะดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด

 

หน็อย!

 

“เจ้าไม่ฟังที่พี่ชายจะอธิบายเลยเด็กดื้อ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยนจนคนฟังแก้มร้อน แต่พอคิดว่าเมื่อครู่เจ้าหน้านิ่งเพิ่งกับคนงามน้อยซืออวิ๋นมาหมาดๆ ก็ดิ้นอีกรอบ

“อธิบายอันใดกัน ไม่ต้องมีอันใดอธิบายแล้ว!”

“ชู่ว...เรื่องที่เจ้าหึงพี่ชายอย่างไรเล่า”

“ผู้ใดหึงเจ้า แล้วผู้ใดคือพี่ชาย หา!!” ได้ยินคำเรียกแทนตนเช่นนี้ เนี่ยรุ่ยเอินรู้สึกแก้มร้อนทำอันใดไม่ถูก มือไม้พลันอ่อนแรงเสียทุกที!

“ไม่อยากเรียกข้าเกอเกอ...หรืออยากเรียกข้าว่าสามี?”

“เพ้ยยยยยย!!” เนี่ยรุ่ยเอินตาโต อ้าปาก ร้องโวยลั่น แก้มแดงจนไม่ต่างอันใดกับผลอิงเถา เรียกรอยยิ้มเอ็นดูเกลื่อนในดวงตาของฉินไห่ฟง

“มีความลับหนึ่งที่มิเคยบอกเจ้า เพราะอยากเห็นท่าทางน่ารักเช่นนี้ของเจ้า แต่รู้สึกจะทำเกินไป...ทำให้เจ้าแทบจะร้องไห้” ปลายนิ้วยกขึ้นแตะที่ขอบตาของเนี่ยรุ่ยเอินเบาๆ สัมผัสนุ่มนวลทำให้ร้อนผ่าว...

 

แค่การไล้ใต้ขอบตาเบาๆ แท้ๆ...แต่สั่นไหวไปทั้งใจ

เพราะเจ้าหน้านิ่งคนเดียวเลย!

 

ฉินไห่ฟงก้มหน้าลง จนริมฝีปากแตะหูขาวผ่องของเนี่ยรุ่ยเอิน เขากระซิบแผ่วเบายิ่งจนได้ยินกันเพียงสองคน “เขา...เป็นน้องชายแท้ๆ ของข้า...ดังนั้นเสี่ยวรุ่ยคนดีของพี่ชาย ไม่ต้องหึงแล้วนะ”

“อะ...อ้ะ เอ๋!!” เนี่ยรุ่ยเอินเบิกตากว้างกับความจริงที่เพิ่งรับรู้ สมองของเขากำลังประมวลผลอย่างรวดเร็วกับความจริงที่เพิ่งได้รับรู้ แรกเริ่มก็เคยสงสัยว่าจะใช่หรือไม่แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้

พอได้ยินที่เจ้าหน้านิ่งบอกเขาก็เชื่อทันที...เชื่อเพราะเคยคิดถึงความเป็นไปได้นี้ไว้เช่นกัน และคนงามน้อยซืออวิ๋นก็เคยบอกไว้ว่าเจ้าหน้านิ่งเป็นพี่ชาย

 

นะ...นี่เขา เขา...ทำเรื่องน่าขายหน้าลงไปเสียแล้ว!

ฮึ่ยยย!

 

“จะ...เจ้า เจ้าแกล้งข้า!” เนี่ยรุ่ยเอินฟาดแผ่นหลังของฉินไห่ฟงแรงๆ เจ้าหน้านิ่งยังคงตีสีหน้านิ่งๆ ยียวนจนเขาโมโหอยากจะเอาพัดเหล็กมาฟาดเจ้านี่สักที!

“พี่ชายไม่เคยแกล้งเจ้าเลยเด็กดี...เพียงแต่...”

“เจ้ามันชั่วร้าย! ติดนิสัยเสียๆ ของเจ้ามารร้ายมาหมดแล้ว หน็อย!”

 

นิสัยร้ายๆ ใดๆ ล้วนเป็นเพราะลู่ถิงอวี่ทั้งสิ้น!

 

“เจ้ากล่าวหาเช่นนี้พี่ชายเสียใจยิ่งนัก” ฉินไห่ฟงกระตุกยิ้ม กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น เอ่ยประโยคที่ทำให้เนี่ยรุ่ยเอินเบิกตากว้างกว่าเดิม “เห็นทีเสี่ยวรุ่ยคงต้องรับผิดชอบแต่งงานเข้าบ้านพี่ชายเสียแล้วล่ะ”

“อะ...” คนถูกขอแต่งงานเขินจนหน้าแดง ความจริงแล้วคือแดงไปทั้งตัว ราวสติบินออกจากร่างไปเสียแล้ว ถ้ามิใช่เพราะฉินไห่ฟงหอมแก้มเขาฟอดใหญ่คาดว่าเนี่ยรุ่ยเอินก็คงสติบินไม่เลิก “จะ...เจ้า...”

“เสี่ยวรุ่ยจะรับผิดชอบพี่ชายหรือไม่...หืม?” คำว่าหืมนี้อ่อนโยนเหลือคณา ซ้ำยังแฝงแววเจ้าชู้หยอกเย้าอย่างที่ฉินไห่ฟงไม่เคยเอ่ยกับผู้ใดมาก่อน

เนี่ยรุ่ยเอินรู้สึกว่าตอนนี้เขาทำอันใดไม่ถูก หัวใจก็เต้นดังเกินไป สุดท้ายก็ทำได้เพียงซุกหน้ากับแผ่นอกกว้างไม่ยินยอมให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนเขินอายขนาดไหน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักก็พยักหน้าส่งเสียงเบา

“อืม...”

แค่คำเพียงคำเดียวที่เอ่ยออกมาแผ่วเบาจนถ้าหากไม่ตั้งใจฟังจริงๆ ก็ไม่ได้ยิน แต่กลับทำให้ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของฉินไห่ฟงยิ้มกว้างอย่างอ่อนโยนทั้งปากทั้งตา กระชับอ้อมแขนกอดแน่น จนเนี่ยรุ่ยเอินจมลงในอกกว้าง

“เสี่ยวรุ่ยเด็กดีของพี่ชาย”

 

เจ้าเป็นของข้าสักที และอีกไม่นาน...ข้าก็จะได้ครอบครองเจ้าไว้เพียงผู้เดียว โดยที่ใต้หล้าล้วนเป็นประจักษ์พยานแล้ว

 

“เงียบไปเลยนะ!” คนเขินทุบแผ่นหลังกว้างไปอีกปึก ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาคุยกัน ทำให้ฉินไห่ฟงหัวเราะด้วยความเอ็นดู อุ้มเนี่ยรุ่ยเอินขึ้นเต็มอ้อมแขน ก่อนจะใช้วิชาตัวเบานางเอ่นลองเมฆาพาดวงตะวันของตนกลับไปพักผ่อน

ส่วนบรรดาองครักษ์ลับที่เฝ้าอยู่หน้าท้องพระโรงไท่หยวนผู้เป็นประจักษ์พยานการขอแต่งงานก็พากันปรบมือสรรเสริญคุณชายสามสกุลฉินเบาๆ

 

สมแล้วจริงๆ ที่เป็นสหายของคุณชายลู่และองค์ชายรัชทายาท...สิ่งที่เหมือนกันจนเห็นได้ชัดก็คือหน้าที่ไม่อายผู้ใดและวาจาเกี้ยวคนรักนั่น

 

นับถือ! นับถือ!

 

...........

 

ส่วนบรรดาพี่น้องบ้านสกุลเย่ที่มองส่งร่างไวๆ ของฉินไห่ฟงออกไป นอกจากพี่ใหญ่อย่างเย่ซืออวิ๋นแล้วคนอื่นก็เลิกคิ้วให้กันอย่างรู้เท่าทัน

 

เห็นทีในเรื่องเข้าใจผิดครานี้ไห่ฟงก็คงสมหวังได้แต่งคนซื่อบื้อบางคนเป็นของตัวเองสักที

 

“พวกเราควรไปพักผ่อนกันเหมือนกันนะ” เย่ซืออวิ๋นพิงอกสามีของตน อ้าปากหาววอดๆ กับไหล่ของลู่ถิงอวี่ ดวงตาคู่งามมองบัลลังก์สีทองที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางของท้องพระโรง

 

บัลลังก์มังกรที่ใครต่อใครต่างวาดหวังครอบครอง

เพียงแต่จะมีสักกี่คนที่จะมีคุณสมบัติที่ได้นั่งมั่นคงอยู่บนบัลลังก์นี้สมดั่งหวัง

บัลลังก์ที่ทำให้ผู้คนใต้หล้าหมอบกราบด้วยความยำเกรง

 

“นึกถึงปีนั้น...” เย่ซืออวิ๋นพึมพำขึ้นมาเบาๆ ผละจากอ้อมแขนสามีขึ้นมามองหน้าน้องชายทั้งสามคนจากนั้นก็คลี่รอยยิ้มกว้าง ดวงตาเต็มไปด้วยประกายตาแห่งความยินดี “พวกเราเข้ามาที่นี่ครั้งแรกด้วยกัน”

“ข้าจำได้...อวิ๋นกระโดดมากอดข้าครั้งแรก ทำเอาตอนนั้นข้าเขินไปหมดเลย” ลู่ถิงอวี่เอ่ยกระเซ้าภรรยายิ้มๆ ดวงตาดอกท้อหวานฉายแววเจ้าชู้หยอกเย้าคนงามให้เขินอายเพราะตน ทำเอาบรรดาองค์ชายหวงพี่ทั้งสามคนพากันกลอกตาระอาและจงใจถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

เหตุใดเจ้าคนน่าหมั่นไส้นี่ถึงได้น่าหมั่นไส้ขึ้นทุกวันเช่นนี้นะ!

 

“ถิงอวี่นี่ล่ะก็ผู้ใดเขาหมายถึงเรื่องนั้นกันเล่า” เย่ซืออวิ๋นถลึงตาใส่สามีที่ชอบหยอกเย้าตนให้เขินอายอยู่เสมอๆ แต่ดูเหมือนลู่ถิงอวี่จะบันเทิงใจกับพวงแก้มขาวแดงปลั่งของภรรยาเลยเอ่ยขึ้นมาอีกหนึ่งประโยค

“หรือจะเป็นตอนนี้เจ้าปกป้องข้ามิให้ฝ่าบาททรงรังแก?”

“เจ้าพอเถิด!”

“ข้าทนฟังไม่ได้แล้ว!”

“ข้าคันไม้คันมือแทบจะชักดาบมาทุบเขาอยู่รอมร่อแล้ว!”

ลู่ถิงอวี่เลิกคิ้วมองบรรดาน้องชายหวงพี่ที่ยังมิได้แต่งงานทั้งสามคนอย่างมิใคร่ใส่ใจ แล้วลูบแก้มภรรยาคนงามเบาๆ 

 

เขาชอบให้อวิ๋นเขินเพราะตน...และภูมิใจยิ่งนักที่ได้เป็นเจ้าของร่องรอยเขินอายบนใบหน้างดงามนั้น

 

“เจ้าหมายถึงปีนั้น...ที่พวกเราเคยให้คำมั่นกันไว้ที่นี่ใช่หรือไม่”

ในที่สุดสามีก็ยอมเข้าเรื่องได้สักที! เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าหงึก แล้วเรียวปากแดงก็คลี่รอยยิ้มหวาน “ปีนั้นตอนพวกเราอายุสิบสอง...สถานที่แห่งนี้...น้องสี่บอกว่าไม่ชอบนั่งบนบัลลังก์แข็งๆ ขี้เกียจและชอบทำงานเบื้องหลังมากกว่า เจ้าอยากเป็นหัวหน้าหน่วยองครักษ์ลับเมฆดำ ข้ายังเคยค้านเจ้าอยู่เลย...แต่ดูเหมือนบัดนี้น้องสี่ของข้าจะเติบโตและกำลังจะได้เป็นในสิ่งที่เคยบอกไว้จริงๆ”

เย่หานยิ้มกว้างทั้งปากทั้งตา มองสบดวงตาคู่สวยของพี่ชายที่มองตรงมายังเขาอย่างชื่นชม ก่อนองค์ชายสี่จะเดินไปกอดพี่ชายไว้ในอ้อมแขน เย่ซืออวิ๋นก็ตบหลังน้องชายเบาๆ “เจ้าเก่งที่สุดเลยน้องสี่”

“ก็ข้าเป็นน้องชายของพี่ใหญ่นี่นา” เย่หานหัวเราะ ยักคิ้วจึกๆ ไม่ทิ้งท่าทางอันธพาลน้อยให้พี่ใหญ่อดย่นจมูกอย่างหมั่นไส้ไม่ได้

“เจ้าเก่งที่สุด แต่ไปสรรหาวิธีให้ใต้เท้าเจิ้งยอมรับเจ้าก่อนเถิด”

พอพูดถึงเรื่องนี้น้องสี่ก็กลอกตา ถอนหายใจ กะพริบตาปริบอ้อนพี่ชาย “ท่านช่วยข้าคิดสักหน่อยสิพี่ใหญ่ว่าควรทำอย่างไรดี เจิ้งปินเป็นภรรยาของข้าโดยชอบธรรม โอ๊ย! อย่าหยิกข้าสิ ข้าอ่อนแอนะ” เย่หานลูบแขนตัวเองเมื่อถูกพี่ชายหยิกเอา แม้จะไม่สะทกสะเทือนแต่ถ้าหากไม่เจ็บประเดี๋ยวพี่ใหญ่จะข่วนเอาได้...

 

ถึงเล็บพี่ใหญ่จะไม่เคยคมก็ตาม...

 

“ข้าไม่ช่วยเจ้าหรอก เจ้าชอบรังแกเจิ้งปิน...แล้วก็มิต้องมาบอกเลยว่าอ่อนแอ ข้ารึอุตส่าห์ดูแลเจ้ามาตั้งหลายปี” เย่ซืออวิ๋นเพิ่งรู้เมื่อไม่กี่ปีก่อนเองว่าความจริงแล้วน้องสี่ของตนนั้นแข็งแรงดียิ่ง ที่ไม่แข็งแรงมีเพียงตอนเด็กๆ เพราะถูกสกุลฉินวางยาแต่ก็ได้รับการบำรุงรักษาจากสมุนไพรล้ำค่าจนร่างกายแข็งแรงดียิ่ง มีแรงไปรังแกลูกชายบ้านอื่นตั้งแต่ยังเยาว์

“พี่ใหญ่ดูแลข้าอย่างดีจริงๆ...แต่ข้าอยากได้ภรรยามานอนกอดนี่นา”

“ไม่ช่วยเจ้าหรอก จะแต่งภรรยาต้องพยายามเอาเอง” เย่ซืออวิ๋นเอาสองมือเท้าเอวแล้วเชิดหน้าใส่เย่หาน เพราะตอนตนจะแต่งสามีก็วิ่งวุ่นทำทุกอย่าง ซ้ำยังไปขอราชโองการจากเสด็จพ่อด้วยตนเองด้วย

เย่หานที่ไม่มีใครเข้าข้างได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็หันไปมองน้องสามที่กอดอกมองตน ยักคิ้วให้จึกๆ ท่วงท่าราวนักเลงโตมากกว่าแม่ทัพใหญ่ทำเอาเย่ซืออวิ๋นหลุดหัวเราะออกมา เดินไปดึงจมูกโด่งๆ ของเย่เซียวเบาๆ

“น้องสามก็พูดไว้ที่นี่...ว่าเจ้าชอบรบ ชอบรังแกคน ไม่อยากเป็นฮ่องเต้เพราะเป็นฮ่องเต้ต้องคิดเยอะ เจ้าอยากตีก็ตีเลย...เจ้าอยากเป็นแม่ทัพใหญ่มากกว่า บัดนี้เจ้าเติบโตเป็นแม่ทัพที่ใต้หล้าต่างกล่าวถึง บรรดาทหารต่างยอมรับและชื่นชม น้องสามของข้าก็เติบโตมาอย่างสง่างามและน่าชื่นชมจริงๆ”

เย่เซียวหัวเราะ ดึงพี่ใหญ่มากอดไว้ในอ้อมแขนกำยำ “ใช่...ตอนนี้ข้าก็ยังชอบตีคนอยู่” เขาจิ้มหน้าผากพี่ชายจึกๆ อย่างที่ชอบทำเสมอสมัยยังเยาว์ 

“เจ้าเหมือนนักเลงโตไม่เคยเปลี่ยน ระวังเถิดพี่ฮวาซิงจะตีเจ้าเอา” เย่ซืออวิ๋นเชิดหน้า ปากเล็กๆ นั้นยื่นใส่น้องชายดูน่าเอ็นดูยิ่งนัก

“ข้าชอบให้นางตีนะ” เย่เซียวกล่าววาจายียวน เละถูกมือเล็กๆ ฟาดเอาทันที ส่วนนักเลงโตก็หัวเราะที่ได้แหย่พี่ชายด้วยความชอบใจ

“ขอบคุณท่านที่คอยดูแลและใส่ใจข้าอยู่เสมอพี่ใหญ่...”

“เจ้าเองก็ปกป้องข้าอยู่เสมอมิใช่หรืออย่างไร” เย่ซืออวิ๋นยื่นสองมือไปแนบใบหน้าหล่อเหลาของน้องชาย...น้องสามที่เผชิญหน้าและแบกรับไปพร้อมกับเขาในวันนั้น...ยามที่เขาลงมือฆ่าคนครั้งแรก

 

น้องชายที่บัดนี้เติบโตอย่างสง่างาม องอาจและกำลังจะมีพระชายาของตนเองในอีกไม่ช้า...

 

“ข้าจะมีลูกสักหลายๆ คนให้ท่านช่วยเลี้ยง ท่านต้องใส่ใจหลานๆ ไม่ต่างกับพวกข้า...ลำบากแล้วพี่ใหญ่” 

“ถามพี่ฮวาซิงก่อนเถิดว่าจะแต่งให้เจ้าหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นหมั่นไส้เจ้านักเลงโตนี่ยิ่งนัก ดูทำท่าเข้าเถิด!

“หึๆ” เย่เซียวยักไหล่ ก่อนจะคลายอ้อมแขนให้เย่ซืออวิ๋นเดินไปหาเย่เฟิง

องค์ชายรัชทายาทคลี่รอยยิ้มอ่อนโยน โอบเอวพี่ชายไว้หลวมๆ ดวงตาที่นับวันยิ่งคล้ายดวงตาของพระบิดานั้นยามอยู่กับคนสำคัญก็นุ่มนวลยิ่งนัก

“น้องรองบอกกับพวกข้าอย่างหนักแน่นว่าเจ้าอยากนั่งบนบัลลังก์มังกรแห่งนี้ ชั่วเวลานั้นข้ารู้สึกว่าเจ้าช่างยอดเยี่ยมจริงๆ ทั้งมุ่งมั่นแรงกล้า หนักแน่นมั่นคง...ข้าเชื่ออย่างหมดใจจริงๆ ว่าเจ้าจะสามารถเป็นฮ่องเต้ที่ดีไม่แพ้เสด็จพ่อได้”

 

และที่ผ่านมาน้องรองก็พิสูจน์ให้ใต้หล้าได้เห็นว่าเขาเหมาะสมกับบัลลังก์มังกรนั้นเพียงใด...

 

“เพราะข้ารู้ดี...ว่าบนเส้นทางอันยากลำบากนั้น ข้าจะมีพี่น้องและสหายของข้าอยู่เคียงข้างเสมอ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยออกมาด้วยความภูมิใจ

การเป็นรัชทายาทมิใช่เรื่องง่ายดาย ภาระที่ต้องแบกรับนั้นมากขึ้น ต้องเรียนรู้หลากหลายอย่างเพิ่มขึ้น...ต้องครองตัวให้เป็นแบบอย่างและคิดก่อนกระทำอยู่เสมอ หลายครั้งนักที่ท้อและเหนื่อยจนแทบอยากทิ้งทุกอย่างไปและเป็นเพียงเย่เฟิงคนธรรมดาที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรี

 

แต่เขารู้ดี...คนเรานั้นมีวิถีชีวิตที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับหนทางที่เลือกเดิน

และเขาเต็มใจที่จะเลือกเส้นทางอันยากลำบากนี้ด้วยตนเอง

 

เพราะต่อให้เหนื่อยล้าเพียงใด ท้อเพียงใด บางครั้งเคยหลงทางหรือหาคำตอบให้ตัวเองไม่เจอ...เคยกลัวว่าตนจะหลงผิดจนอาจเป็นทรราช แต่เขามีเสด็จพ่อ เสด็จแม่ มีอาจารย์ พี่ชาย น้องชาย รวมถึงมิตรสหายและคนรัก คอยให้คำชี้แนะ ให้คำปรึกษา เป็นบ้าน สถานที่ ตัวตนให้กลับมาหาได้เสมอ

 

บนเส้นทางนี้...เขาไม่เคยเดินอยู่คนเดียว

เหมือนกับปีนั้น...

 

ที่ทุกคนไปส่งเขาเดินขึ้นบันไดเก้าขั้น...ตอนนั้นเย่เฟิงหาได้นั่งลงบนบัลลังก์สีทอง และหยุดลงเพียงบันไดขั้นที่แปด เพราะเขายังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ ยังด้อยประสบการณ์

 

แต่บัดนี้...

เขาคิดว่าตนเองเข้าใกล้บัลลังก์นั้นเข้าไปได้ทุกที

ต่อจากนี้อีกไม่กี่ปี...เขาพร้อมที่จะทำหน้าที่ของตนเองตามที่เคยให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ที่นี่เมื่อหลายปีก่อน...

 

“ข้าโชคดีเหลือเกินที่มีพวกท่าน” เขากระชับอ้อมแขนดึงพี่ชายมากอดไว้แน่น กล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกยินดีจากหัวใจจริงๆ

 

พี่น้องที่มิเคยแย่งชิงสิ่งใดกับเขา คอยอยู่เคียงข้าง ปกป้องเขามาเสมอ...

นี่เป็นของขวัญแสนล้ำค่ามากกว่าบัลลังก์มังกรสีทองเสียอีก

 

“ข้าเองก็โชคดีเช่นกันที่มีน้องชายแสนดีเก่งกาจเช่นน้องรอง น้องสาม น้องสี่” พี่ใหญ่ติดนิสัยปากหวานมาจากสามีเอ่ยด้วยรอยยิ้มหวานให้น้องชายแต่ละคนรู้สึกแก้มร้อนจนต้องเบือนหน้าหนี

 

โตจนป่านนี้แล้วยังมาเขินอายเพราะพี่ชายชมกันอีก

 

“แฮ่ม! พวกเจ้ากอดภรรยาข้ากันนานเกินไปแล้วนะ” บรรยากาศน่ายินดีของเหล่าพี่น้องถูกคนขี้หวงบางคนทำลายด้วยความหวง ลู่ถิงอวี่กอดอกก่อนจะพยายามดึงภรรยาออกมา แต่ทั้งเย่เฟิง เย่เซียว และเย่หานก็ไม่ยอมคืนให้ ทำเอาทั้งสองฝ่ายเขม่นกันด้วยสายตาให้เย่ซืออวิ๋นได้แต่หัวเราะขำ

 

จริงๆ เลยนะ...อายุตั้งเท่าไหร่กันแล้ว

 

“ผ่านมาหลายปีแล้ว...ตอนนี้พวกเราทุกคนต่างได้ทำตามความฝันของตัวเอง พบเจอคนที่รักและอยากใช้ชีวิตร่วมกันไปจนแก่เฒ่า ดีใจเหลือเกินที่พวกเรายังอยู่ด้วยกันตรงนี้...ไม่ไปไหน”

 

ชาติก่อนนั้นเศร้าเกินไป...

ดีเหลือเกินที่ชาตินี้ได้อยู่ด้วยกัน

 

ต่างคนต่างแย้มรอยยิ้มกว้าง ในดวงตาฉายแววคิดถึง ความผูกพันในเยาว์วัยที่ไม่เคยจางหาย ยังคงอยู่จนถึงตอนนี้...สืบเนื่องไปในอนาคตก็ยังไม่จางหาย

 

เหนือยิ่งกว่าอำนาจทั้งหลายในใต้หล้า เหนือยิ่งกว่าสายเลือด

ความผูกพันและสายใยที่แน่นแฟ้น

 

ลู่ถิงอวี่มองหน้าภรรยาของตนเองที่บัดนี้กำลังแย้มยิ้มกว้างอย่างมีความสุขด้วยแววตาอ่อนโยนอย่างที่สุด...อวิ๋นของเขาคู่ควรกับรอยยิ้มและความสุขนี้

 

เกิดมาเป็นที่รักและถูกรัก

 

“ภรรยาของข้าเก่งกาจที่สุดจริงๆ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยชม ทำเอาคนถูกชมอย่างไม่รู้ตัวได้แต่เลิกคิ้ว เอียงหน้ามองสามีงงๆ ว่าชมตนเพราะเหตุใด

“เจ้ามีข้าว่าที่อัครเสนาบดีเป็นสามี มีว่าที่ฮ่องเต้ แม่ทัพใหญ่ และว่าที่หัวหน้าองครักษ์ลับเป็นน้องชาย จะมิให้กล่าว่าเก่งกาจยอดเยี่ยมได้อย่างไรเล่าจริงไหม?”

“จริงด้วย...อีกทั้งพี่ใหญ่ยังงดงามที่สุดอีกด้วย”

“คำกล่าวชมพี่ใหญ่นั้นไม่เกินไปเลย ข้ายังรู้สึกว่าพี่ใหญ่งามยิ่งกว่าคำกล่าวชมหลายประโยคนั้นเสียอีก”

“แต่เป็นตัวตะกละ ตัวซุ่มซ่ามและตัวซื่อบื้อไม่เปลี่ยนเลย”

“เดี๋ยวเถิด! พวกเจ้านี่!” พี่ใหญ่ที่ถูกชมให้เขินตัวแดง พลันถลึงตาใส่น้องชายทันที ก่อนจะวิ่งไล่ตีแต่ละคนที่วิ่งหลบกันระนาว ลู่ถิงอวี่ก็เข้าข้างภรรยาช่วยจัดการคนที่รังแกเย่ซืออวิ๋นไปด้วยอีกแรง

 

เสียงหัวเราะกังวานกึกก้องที่ท้องพระโรงไท่หยวน...วิ่งไล่จับกันมิต่างกับสมัยที่ยังเป็นเด็ก..

 

เฉกเช่นบัลลังก์มังกรสีทองนั้นที่เปล่งประกายงดงาม...อีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ก็จะมีผู้ครอบครองคนใหม่ที่เปี่ยมด้วยบารมีขึ้นมาประทับนั่ง...ปกครองแว่นแคว้นให้ผาสุข

 

คำมั่นสัญญาในเยาว์วัย

ปัจจุบันนี้เริ่มสัมฤทธิ์ผลเป็นรูปร่างขึ้น ทีละเล็ก ทีละน้อย

 

บนเส้นทางแห่งชีวิตที่ทอดยาวนั้น...

เดินไปด้วยกัน...ไม่คอยทิ้งกัน

 

สู่อนาคตต่อจากนี้ไป...

 

…………

 

ตอนหน้าก็เป็นตอนจบแล้วน้าาาา อีกตอนเดียวแล้วค่าาา งือออ รู้สึกใจหายเหมือนกันนะเนี่ย พอใกล้จะจบแล้ว 555 แต่ตอนหน้าน่าจะยาวอยู่นะคะ ^_^

ส่วนตอนนี้นั้น…สกุลฉินก็มีจุดจบของตัวเอง แต่ฝ่าบาทเขาก็เหลือทางรอดไว้ให้ เพราะครึ่งหนึ่งของน้องอวิ๋นมีเลือดสกุลฉิน เพราะฉินกุ้ยเฟย ฉินฮวาซิง ฉินไห่ฟงและฉินฟางหนี่ว์ แล้วก็เพื่อเด็กๆ ในรุ่นถัดมาด้วยค่ะ ^^ อนาคตต้องดีขึ้นเนอะ ^^ แล้วก็…ตอนนี้พี่ไห่เขาสมหวังแล้วนะคะ เป็นคนกันเองโซนมานาน 555 รู้สึกเขินแทนเสี่ยวรุ่ยตอนพี่ไห่แทนตัวเองว่าพี่ชาย แต่ใดๆ…ทุกคนล้วนโทษพี่ลู่ วงวารพี่ลู่วววว 555 เรื่องเจ้าเล่ห์ ร้ายๆ นี่เป็นความผิดพี่ลู่เสียหมด โอ๊ยยย แต่พี่น่าหมั่นไส้จริงๆ นี่นา เขาจะซึ้งกันก็ชมภรรยาอยู่ได้ จำได้แต่เรื่องที่เข้าข้างตัวเอง 555

ตอนนี้พี่ๆน้องๆ เขาก็โตขึ้น ได้ทำตามควานฝันของตัวเอง และใกล้สำเร็จกันแล้ว มีคนในหัวใจเป็นตัวเป็นตนใกล้จะแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝากันหมดแล้ว งือออ ซับน้ำตาค่ะ ดีใจเหมือนเลี้ยงพวกเด็กๆ มากับมือ 555 เหมือนเป็นคุณแม่ที่เห็นลูกโตขึ้นๆ ผ่านอะไรมามากมาย จนตอนนี้ไปหลอกลูกบ้านอื่นมาจะเป็นฝั่งเป็นฝากันหมดแล้ว เฮ้อออออ ^_^

ตอนหน้า..เราจะมาวันอาทิตย์เลยนะคะ มาอัพทีเดียวเลยค่ะ น่าจะยาวด้วยเพราะเป็นตอนจบแล้ววว แต่ยังมีตอนพิเศษไว้ให้ทุกคนคลายความคิดถึงนะคะ ^_^

ช่วงนี้อากาศร้อนมากกกก ทุกคนดูแลตัวเองและรักษาสุขภาพกันด้วย ถ้าออกไปข้างนอกก็ต้องระวังตัวและดูแลตัวเองกันด้วยน้าาา สำหรับน้องๆ ที่กำลังสอบ…การศึกษาบ้านเรานั้นใจร้ายเกินไปจริงๆ ค่ะ สอบอะไรไม่รู้ตั้งเยอะแยะ ซ้ำยังเอาไปใช้จริงไม่ค่อยได้อีก T_T เป็นกำลังใจให้นะคะ ^_^ แต่อย่าฝืนจนทำให้ร่างกายเหนื่อยเกินไปน้าาา พักผ่อนเยอะๆ นะคะ ^^

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่าาาา ^_^

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.013K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,280 ความคิดเห็น

  1. #4254 มากิริจัง (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 / 18:26
    อิ่มเอม...ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกยังไง
    มีความสุขทุกครั้งที่ได้อ่าน
    ได้ยิ้ม หัวเราะ เศร้า ลุ้นระทึก ไปกับตัวละคร

    ขอบคุณผู้เขียนมากจริงค่ะ กับนิยายสุดประทับใจเรื่องนี้

    จะรอติดตามอ่านผลงานเรื่องต่อๆ ไปนะคะ
    ❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️
    #4,254
    0
  2. #4157 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 15:34
    อบอุ่นน่ารักทุกคนนน
    #4,157
    0
  3. #4139 mylovejinjunno (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 12:22

    รู้สึกผูกพันไปกับตัวละครทุกตัวจริงๆค่ะ

    #4,139
    0
  4. #4003 Aom_story (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 12:44
    ดีงามมาก อ่านปล้วน้ำตาซึม มันรู้สึกไปกับทุกตัวละคร ทุกตัวอักษรเลย
    #4,003
    0
  5. #3951 kikkpstpk (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 28 มีนาคม 2564 / 23:57
    ตอนพี่น้องคุยกันนี่อ่านแล้วน้ำตาชึมอบอุ่นมากก
    #3,951
    0
  6. #3948 AMRY_BTS (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 28 มีนาคม 2564 / 12:33

    อบอุ่นหัวใจมากๆเลยค่าาาาา
    #3,948
    0
  7. #3946 mee_pa (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 26 มีนาคม 2564 / 11:42
    ประทับใจมากเลยค่ะ
    #3,946
    0
  8. #3943 HYUNPARK (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 24 มีนาคม 2564 / 03:24
    ใจหายเลยจะจบแล้ว อยู่ด้วยกันมาก็ไม่ใช่เวลาน้อยๆเลย มันเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องกดเข้ามาหานิยายเรื่องนี้ไม่ว่าจะอัพตอนใหม่หรือไม่ได้อัพ ขอแค่ได้เข้ามาดูตัวหนังสือจากนิยายเรื่องนี้ก็มีความสุข เพราะตัวหนังสือที่ว่ามีตัวละครที่เหมือนมีชีวิตอยู่ และที่สำคัญเลยคือในตอนนี้เจ้าคนแซ่ลู่ที่ขี้อวดภรรยาผู้นั้นโดนเจ้าตัวน้อยของเสด็จพ่อตีด้วย (ถึงจะเป็นการตีที่ไม่ได้จริงจังนักก็เถอะ) สะใจดีแท้ ถึงยังไงก็โดนฝ่ามือภรรยาที่รักไปล่ะนะ
    #3,943
    0
  9. #3941 kristkatt (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 มีนาคม 2564 / 23:36
    อบอุ่นหัวใจสุดๆเลย
    #3,941
    0
  10. #3940 ความกาวในตัวคุณ (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 มีนาคม 2564 / 11:33
    อบอุ่นมากๆเลยค่ะ พอรู้ว่าจะจบเเล้วใจหายเหมือนกันนะเนี่ย
    #3,940
    0
  11. #3939 A_April (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 มีนาคม 2564 / 02:16
    ใจหายเลยพอรู้ว่าจะจบ จะร้องไห้ ฮือออ อบอุ่นมากแบบมากๆเลย แบบเราได้เห็นการเติบโตของพวกเขามุมมองความคิดต่างๆ ขอบคุณตัวเองมากที่วันนั้นเลือกที่จะลองอ่านนิยายจีน นิยายของคุณไรท์เป็นนิยายจีนเรื่องแรกที่เราอ่านเลยและมันก็ทำให้เราเข้าสู่ด้อมจีนแบบเต็มตัว5555 //พี่ลู่ก็ยังคงคอนเซ็ปท์บุรุษคลั่งรักไม่เปลี่ยนแปลง
    #3,939
    0
  12. #3938 ดาวนอกโคจร (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 มีนาคม 2564 / 01:27
    น่ารักมาก อบอุ่นมากจริงๆ ดีใจที่น้องได้ที่โอกาสกลับมา เป็นโอกาสของใครหลายๆคนด้วย ส่วนเรื่องความคลั่งรักนี่ไม่แผ่วกันจริงๆ เป็นองครักษ์เรื่องนี้เหนื่อยนะ เหม็นความรักกันทุกที่ ทุกคู่
    #3,938
    1
    • #3938-1 ฟอร์รี่(จากตอนที่ 53)
      23 มีนาคม 2564 / 16:20

      เป็นเรื่องที่ดีที่สุดเรื่องนึงที่เราเคยอ่านมาเลยค่ะ แต่งได้ดีมากๆเลยค่ะไรท์ ถ้าตีพิมพ์เมื่อไหร่เราจะอุดหนุนแน่นอนค่ะ
      #3938-1
  13. #3934 Pugkard Piyamaporn (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 22:07
    ใจหายมากเลยที่จะจบแล้ว ฮือรักเรื่องนี้มากๆๆๆๆๆๆ
    #3,934
    0
  14. #3933 fahmai_za (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 20:37
    เป็นนิยายที่มากกว่านิยาย เรารับรู้ถึงความรู้สึกนั้นจริงๆ
    #3,933
    0
  15. #3932 FRENCHU (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 16:58
    อ่านรวดเดียวเลยค่ะ
    แล้วเจอบทเฉลยตอนตีสอง เรียกว่านอนไม่ได้หายใจไม่ออก 55555ฮืออออออ อยากกอดทุกคนในตอนนั้น
    ใจหายเบาๆกับคำที่ว่าจะจบแล้ว รู้สึกเหมือนร่วมเดินทางมานานมากเลย
    ขอบคุณมากๆเลยนะคะ
    #3,932
    0
  16. #3931 RRIIRRTT (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 16:05
    รักๆๆๆ
    #3,931
    0
  17. #3930 Lalaland332221 (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 16:02
    อุ่นมากๆๆๆๆๆ
    #3,930
    0
  18. #3929 Pui-Pui (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 15:42
    ความมึนความเนียนความแอ็บแอ้ใดๆทั้งมวลล้วนมาจากพี่ลู่ 555555555555
    #3,929
    0
  19. #3928 pcard (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 14:58
    ประทับใจมากเลยค่ะ เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมากๆ นี่น้ำตาซึมเลยค่ะตอนที่พูดถึงการทำตามความฝันของน้องๆ แล้วกอดน้องทีละคน มันอบอุ่นใจ ☺️☺️
    #3,928
    0
  20. #3927 vodkanaja2 (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 14:16
    ยาวนานมากจริงๆจะจบแล้วเรองื้ออออยังไม่อยากให้จบเลย
    #3,927
    0
  21. #3926 mothergod (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 12:53
    ใจหายเลย ผูกพันอะ อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ยังเด็กเลยย
    #3,926
    0
  22. #3925 akazegot7 (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 12:24
    ตอนหน้าจะจบแล้วเราใจหาบมากไม่แอบแล้วเรารู้สึกผูกพันกับตัวละครทุกตัวมากเหมือนเติบโตมาพร้อมกัน เรารักเรื่องนี้มากๆขอบคุณไรท์ที่ทำให้เราได้รู้จักกับเรื่องราวดีๆพวกนี้
    #3,925
    0
  23. #3924 Olivia1995🍃 (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 12:18
    รักเรื่องนี้มากก รู้สึกผูกพันเหมือนโตมากับพวกเขา ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ อบอุ่นหัวใจมาก
    #3,924
    0
  24. #3923 สาวYไม่มีใครเกิน (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 11:46
    น้ำตาซึมเลยค่ะชอบมากๆ ติดตามมาตลอด แม้งเรื่องนี้ใกล้จะจบแล้วเเต่จะขอตามในเรื่องต่อๆไปนะคะ
    #3,923
    0
  25. #3922 NP.SSJ (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 11:23
    มีความสุขจริงๆ กันเสียที คนอ่านเองก็มีความสุขตามไม่ต่างกัน ตอนหน้าก็จบแล้ว จะมีเจ้าตัวน้อยมาให้พี่ใหญ่สักกี่คนกัน🥰🥰🥰
    #3,922
    0