ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 51 : 四十四 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 十七 สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง (二 )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,965
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,175 ครั้ง
    10 มี.ค. 64

十七 

สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง

 

ท่ามกลางเปลวเทียนที่ไหวระริกสะท้อนเงาวูบไหวในดวงตาคมกริบ ดวงตาที่มักเยียบเย็นจนยากจะอ่านอารมณ์จนดูเย็นชา หรือบางครั้งก็สาดประกายมุ่งมั่นแรงกล้าและอ่อนโยนยามอยู่ต่อหน้าคนบางคน...

 

บัดนี้ดวงตาคู่นั้นสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

มือใหญ่กำหยกประจำตัวของใครบางคนไว้แน่น หยกงามสีแดงเจิดจ้าเฉกเช่นอาภรณ์ที่คนคนนั้นชอบสวมใส่อยู่เสมอ

 

หยกประจำตัวของเสี่ยวรุ่ย

หยกที่ผู้เป็นบิดานำมายื่นให้เขานิ่งๆ เงียบๆ โดยไม่พูดอะไรเพียงแต่เอ่ยทิ้งทายไว้ว่าให้เขาตัดสินใจและเลือกให้ดีๆ...

 

ระหว่างทรยศมิตรสหายและแผนการทั้งหมดที่วางไว้

หรือ...

คนที่รักสุดหัวใจ

 

การที่หยกชิ้นนี้ถูกนำมามอบให้เขาโดยฝีมือบิดา นั่นแสดงว่าท่านพ่อของเขารู้ทุกอย่างแล้ว...รู้ว่าเขาไม่ได้ให้ความร่วมมือกับสกุลฉินแต่ทรยศสกุลเกิดของตนไปเข้ากับคนอื่น! และยามนี้...คนที่เขารักก็คงอยู่ในเงื้อมือของท่านพ่อแล้ว

ทรยศสกุลเดิมของตนเอง ฟังดูเป็นสิ่งที่เนรคุณแต่ฉินไห่งฟงใคร่ครวญซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน และตัดสินใจอย่างมั่นคงแน่วแน่

 

ตั้งแต่วันที่เขายอมร่วมมือกับลู่ถิงอวี่กับองค์ชายรัชทายาทเย่เฟิง

 

ความคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงสกุลฉินนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยน...เพื่อตนเอง เพื่อเหล่าเด็กๆ รุ่นถัดไปที่จะเกิดมาในสกุลนี้...เพื่อให้พวกเขาสามารถเลือกทางเดินชีวิตของตนเองได้ตามที่ใจปรารถนา ใช้ชีวิตตามที่ใจอยากจะทำโดยไม่ต้องกังวลหรือกลัวว่าจะถูกนำมาใช้เป็นตัวหมากแห่งอำนาจหรือปูทางไปสู่ความรุ่งเรืองของตระกูล

 

เป็นต้นกล้าที่เติบโตอย่างงดงาม...และแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาเพื่ออนาคตรุ่นถัดไป...ถัดไป

เป็นสกุลฉินที่คู่ควรกับคำว่าสกุลใหญ่อย่างแท้จริง

 

แต่...

เสี่ยวรุ่ยของเขา...ดวงตะวันของเขาก็สำคัญไม่ต่างกัน!

 

ดวงตาคมกล้าไหวระริก กำหยกของเนี่ยรุ่ยเอินจนมือหยกแทบจะบาดมือ...เขามิอาจทรยศทุกคนได้เพราะกว่าจะมาถึงตรงนี้พวกเขาล้วนวางแผนกันมาอย่างยากลำบาก พยายามให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่สมองและสองมือของพวกเขาจะทำได้...

ฉินไห่ฟงสบถในใจเป็นร้อยครั้ง! เขาพลาดที่ตรงไหนกัน เหตุใดเสี่ยวรุ่ยของเขาถึงได้ไปอยู่ในมือคนที่น่ากลัวที่สุดอย่างบิดาของเขาได้!

 

แล้วตอนนี้เจ้าแมวป่าจอมพยศแสนซนนั่นจะเป็นอย่างไรบ้าง!

 

เสี่ยวรุ่ยเกลียดการถูกขังที่สุด เจ้าตัวอิสรเสรีราวสายลมเช่นนั้นอยู่ในห้องแคบๆ นานๆ ไม่เคยได้หรอก แม้จะนั่งเป็นเพื่อนเขาเวลาเขาทำงานหนักอยู่เสมอ แต่นั่นก็เพราะมีเขาอยู่ด้วย...

 

ป่านนี้เสี่ยวรุ่ยจะเป็นอย่างไรบ้าง จะซนจนมีแผลหรือไม่...

 

“เสี่ยวรุ่ย...ข้า...ควรทำเช่นไรดี” น้ำเสียงทุ้มสั่นไหวเช่นเดียวกับดวงตาคมที่ไหวระริก ก่อนร่างสูงใหญ่ที่ปกติมักระแวดระวังตัวอยู่เสมอจะสะดุ้งเฮือกยามมือขาวเรียวข้างหนึ่งแตะลงบนไหล่ พร้อมน้ำเสียงซุกซนจะกระซิบข้างหู

“เรียกข้าหรือ?”

ดวงตาคมของฉินไห่ฟงเบิกกว้าง มือใหญ่กำมือเรียวข้างนั้นไว้แน่น หมุนร่างตนกลับไปแล้วดึงเจ้าของเสียงมากอดไว้ในอ้อมแขน

 

กอดแน่นจนตัวของเนี่ยรุ่ยเอินแทบจะจมลงไปในอกกว้างของเขา

 

ร่างสูงสั่นไหวอย่างที่น้อยครั้งนักจะเป็นทำให้เนี่ยรุ่ยเอินยกมือโอบกอดแผ่นหลังกว้างนั้นกลับแม้จะยังงงๆ ไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม

“เจ้า!” ฉินไห่ฟงเอ่ยเสียงดุยามมองคนที่กำลังกะพริบตาปริบๆ แล้วยังยักคิ้วยียวนยิ้มให้เขาอีก ไม่รู้บ้างหรือว่าทำให้คนเขาเป็นห่วงและกังวลไปมากแค่ไหน!

 

เจ้าตัวแสบ!

 

แม้ในใจจะพร่ำบ่นอย่างไรเขาก็ยังก้มลงสำรวจร่างกายของเนี่ยรุ่ยเอินอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม เห็นรอยดาบรางๆ หรือกระทั่งรอยแผลและรอยเลือดก็ทำให้ดวงตาคมเข้มขึ้นแล้ว!

 

เสี่ยวรุ่ยของเขา...เขาถนอมมาอย่างดี แม้เจ้าตัวจะซุกซนบ้างแต่นั่นก็เกิดจากความซนของเจ้าตัวเองมิได้ถูกผู้ใดทำร้ายมาเช่นนี้!

และแม้เขาจะชอบทำให้เสี่ยวรุ่ยมีรอยจากตนเอง...แต่เสี่ยวรุ่ยเป็นของเขาเขาล้วนมีสิทธิ์!

 

“มิใช่เจ้าถูกจับไว้?”

“ก็ถูกจับนั่นล่ะ ข้าแค่แกล้งอ่อนให้ถูกจับได้เท่านั้น เจ้ามารร้ายกับเย่เฟิงบอกเอาไว้ก่อนแล้ว เพราะถ้าหากทำเช่นนี้จะทำให้ฉินเซ่าเจ๋อบ้านั่นคิดว่าควบคุมทางนี้ได้ พาคนในยุทธภพเข้ามาในเมืองฝูหยางได้ง่ายและประมาทด้วย เขาลืมไปว่าข้าเป็นใคร ลืมไปว่ายุทธภพมิได้ง่ายดายอย่างที่เขาคิด” 

“เสี่ยวเยว่มาช่วยเจ้าไว้หรือ?” ฉินไห่ฟงเอ่ยเสียงเย็น เขาคาดเดาเรื่องราวออกได้ในพริบตา

เนี่ยรุ่ยเอินยักคิ้ว เขายังคงอยู่ในอ้อมแขนของฉินไห่ฟงโดยที่อีกฝ่ายใช้มือใหญ่นั้นโอบเอวเขาไว้หลวมๆ “พี่ใหญ่ก็มาด้วย มีเรื่องให้น่าประหลาดใจมากทีเดียว แต่ครานี้พวกเขามิได้เคลื่อนไหวเพราะแค่ข้าเป็นครอบครัวเดียวกันหรอกนะ แต่เป็นเหตุผลอื่น”

ฉินไห่ฟงขมวดคิ้วก่อนเจ้าตัวแสบแสนซนของเขาจะส่ายหน้าไปมาอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า ดูน่ามันเขี้ยวยิ่งนัก! ทำให้คนเขาเป็นห่วงแล้วยังดื้ออีกเรอะ!

 

สงสัยต้องใช้กฎบ้านกับเสี่ยวรุ่ยเสียแล้ว!

 

ฉินไห่ฟงคิดอย่างเข้าข้างตนเองเป็นที่สุดเพราะเนี่ยรุ่ยเอินยังมิได้เป็นอันใดกับเขา เขาจะเอากฎบ้านที่ไหนมาใช้ได้กันเล่า นี่เป็นเพราะอยู่ใกล้ลู่ถิงอวี่เกินไปนั่นล่ะ!

“ไม่บอกเจ้าหรอก...อ้ะ! เหวอ...เจ้าหน้านิ่ง! ทำอันใดของเจ้ากันเนี่ย!” เนี่ยรุ่ยเอินโวยวายลั่นยามถูกอุ้มพาดบ่าเร็วๆ แล้วถูกพาไปวางบนเตียงตามมาด้วยร่างสูงที่คร่อมทับไว้มิให้ดิ้นหนีหรือขยับได้เลย ขาแข็งแรงกดทับขาของเนี่ยรุ่ยเอินไว้มิให้ยกถีบได้ตามใจ มือใหญ่ก็จัดการรวบมือเรียวของคนซนไว้เหนือศีรษะทั้งสองข้าง

 

ดวงตาคมสาดประกายเข้มชนิดที่ทำให้เนี่ยรุ่ยเอินรู้สึก...กลัว

 

“อะ...เอ่อ...”

“เจ้าไม่ยอมบอกข้า ซ้ำยังทำให้ข้าเป็นห่วงและกังวล...เสี่ยวรุ่ยถ้าหากไม่สั่งสอนเจ้าบ้าง เจ้าก็จะซนและดื้อเช่นนี้ต่อไปอีก หึๆ...”

 

เสียงหัวเราะของเจ้าน่าขนลุกเกินไปแล้ว!

 

คนที่ไม่ค่อยเกรงฟ้ากลัวดินอย่างเนี่ยรุ่ยเอินรู้สึกตัวสั่นและกลัวขึ้นมาจริงๆ หรือบางที...เขาควรจะเชื่อที่เสี่ยวเยว่และเจ้ามารร้ายเคยพูดไว้...ว่าอย่าทำให้เจ้าหน้านิ่งโกรธ

“เห็นทีต้องใช้กฎบ้านกับเจ้า...”

“กฎบ้านอันใด...อื้อ!!” แล้วเนี่ยรุ่ยเอินก็ต้องเบิกตากว้างยามริมฝีปากร้อนผ่าวทาบทับลงมาบนริมฝีปากของเขาอย่างรุนแรง ฟันคมนั้นขบกัดย้ำๆ จนเนี่ยรุ่ยเอินรับรู้ได้ถึงรสคาวปะแล่มๆ เท่านั้นไม่พอความแสบร้อนก็ยังคงตามมาเพราะปลายลิ้นร้อนชื้นนั้นไล้เลียริมฝีปากเขาเบาๆ ยามร่างสะดุ้งจนต้องเผยอริมฝีปากออกลิ้นร้อนๆ นั่นก็แทรกเข้ามาด้านใน เกี่ยวกระหวัดกับปลายลิ้นของเขาอย่างร้อนแรง ดูดดึงเน้นๆ จนเนี่ยรุ่ยเอินได้แต่สะดุ้งเฮือก และเผลอส่งเสียงครางเบาๆ ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่...

 

ร่างกายมิเคยถูกผู้ใดสัมผัสเช่นนี้มาก่อน...

เจ้าหน้านิ่งเป็นคนแรก...และน่าแปลกเหลือเกินที่ร่างกายกลับยินยอมให้อีกฝ่ายสัมผัสเช่นนี้

ราวกับหัวใจเองก็...ต้องการคนคนนี้...

 

“คราวหลังถ้าหากกล้าทำให้ข้าเป็นห่วง และกล้าทำให้ตนเองเป็นแผลอีก...” เจ้าของจุมพิตร้อนผ่าวผละออกมาช้าๆ ราวยังคงเสียดายและอาลัยกับความหอมหวานที่เพิ่งเคยสัมผัส จากนั้นเสียงทุ้มเข้มก็เอ่ยอย่างจริงจังและดุเป็นที่สุดให้คนฟังสะดุ้งเฮือก “ข้าจะจูบเจ้าตามรอยแผลบนร่างกายเจ้า”

 

เจ้าจะได้รู้จักรักและถนอมร่างกายตัวเองเสียบ้าง!

 

“อะ...” เนี่ยรุ่ยเอินอ้าปากจะเถียงแต่ก็ต้องสะดุ้งอีกรอบ ยามลำคอถูกขบเม้มแรงๆ ไปทั่ว สร้างรอยตีตราแดงจ้ำไปแทบจะทุกพื้นผิวของลำคอ ทั้งยังมีรอยฝันคมๆ เต็มไปหมดอีกด้วย

กระบวนการใช้กฎบ้านลงโทษของฉินไห่ฟงยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะแค่ได้สัมผัสเขาก็แทบจะควบคุมตัวเองไว้ไม่ไหว มือไม้เริ่มซุกซนไล้ไปตามผิวกายภายใต้ร่มผ้าของเนี่ยรุ่ยเอิน ดวงตาคมกล้ามองอาภรณ์เหล่านั้นราวมันเกะกะนักหนา แทบอยากจะกระชากออกมาเพื่อยลผิวกายขาวผ่องให้ชัดตา!

 

ยิ่งได้สัมผัสก็ยิ่งรู้สึกว่า...แค่นี่ไม่พอ

 

เนี่ยรุ่ยเอินที่หน้าแดงก่ำไปหมด หอบหายใจถี่ภายใต้อ้อมแขนที่กักัขังตนไว้ของฉินไห่ฟง ใบหน้าแดงดวงตาฉ่ำวาว ราวแมวป่าที่ถูกมนุษย์จับไว้มาเพื่อปราบพยศแต่ก็ยังไม่ยอมสยบ

“จะ...เจ้า...จูบข้า” แม้ไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่แต่ก็มิถึงขนาดไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าการจุมพิตระหว่างกันเป็นอย่างไรและทำไปเพราะสาเหตุใด

 

ตะ...แต่ว่า...

เจ้าหน้านิ่งกับเขา...มิใช่เจ้าหน้านิ่งชมชอบคนงามน้อยซืออวิ๋นและยังตัดใจมิได้หรอกหรือ?

 

“ยังดีที่เจ้ารู้ว่าข้าจูบเจ้า” ฉินไห่ฟงถอนหายใจเบาๆ ยังคงคลอเคลียใบหน้าอยู่แถวซอกคอของเนี่ยรุ่ยเอิน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างคนพยายามระงับสติอารมณ์ของตน เพราะว่ายามนี้เป็นเรื่องใหญ่ยิ่งเกี่ยวพันกับความเป็นตายของบ้านเมือง จะมาสนใจเรื่องส่วนตัวของตนมิได้

 

แต่ภาพเสี่ยวรุ่ยที่แสนยั่วยวนตรงหน้านี่ก็ยากจะตัดใจจริงๆ!!

ชักจะรู้สึกเข้าใจและเห็นใจลู่ถิงอวี่ขึ้นมาบ้างแล้ว...

 

“ดีที่เจ้ามิได้ซื่อบื้อเกินไป มิเช่นนั้นข้าคงใช้กฎบ้านกับเจ้าไม่เลิก” ฉินไห่ฟงถอนหายใจแผ่ว คลายแรงที่พันธนาการเนี่ยรุ่ยเอินไว้ออก และช่องโหว่เพียงแค่เล็กน้อยก็ทำให้ร่างสูงของฉินไห่ฟงถูกขาเรียวๆ ถีบเอาเต็มแรงตามมาด้วยมือที่ฟาดปึกๆ ลงอย่างไม่กลัวอีกฝ่ายเจ็บ

เป็นการระบายความเขินอายของเนี่ยรุ่ยเอินที่ฉินไห่ฟงชินเสียแล้ว ร่างสูงเลยจัดการรวบเอวอีกคนไว้ปล่อยให้เสี่ยวรุ่ยของตนทุบเอาๆ ตามสบาย

“พี่เขย พี่รอง ถ้าพวกท่านเข้าใจกันแล้วก็ไปกันได้แล้วกระมัง” เสียงของเนี่ยไป๋เยว่ดังจากด้านนอก “องค์ชายรัชทายาทเย่เฟิงรอพวกท่านอยู่นะ” 

“เจ้าบอกเย่เฟิงว่าให้เขาจัดการได้เลย ข้ากับเจ้าหน้านิ่งจะไปจัดการพวกที่มาจากยุทธภพเอง ฝากประสานงานกับหน่วยองครักษ์ลับด้วยเล่าเสี่ยวเยว่” เนี่ยรุ่ยเอินกัดคอฉินไห่ฟงคืนไม่พอยังข่วนไปอีกหลายแผล แต่น้ำเสียงที่เอ่ยกับน้องชายนั้นเป็นงานเป็นการยิ่ง ดวงตาวาวๆ เงยมองเจ้าหน้านิ่งอย่างไม่พอใจปนเขินอายอย่างบอกไม่ถูก

 

ใช่...เขินนั่นแหละ!

ดังนั้นเขาจะทุบเจ้าคนที่บังอาจทำให้เขาเขิน! ทุบให้น่วมเลย!

 

“ได้สิ...เอ่อ พี่เขยอย่างไรเสียนี่ก็เวลาสำคัญ ถ้าจะสำเร็จโทษไว้หลังจากนี้เถิดนะ รับรองว่าข้าจะอยู่ข้างท่าน...”

“เพ้ย! สำเร็จโทษอันใด เจ้าไปได้แล้วเสี่ยวเยว่! ระวังตัวด้วยเล่า”

“ท่านควรเตือนตัวเองมากกว่านะพี่รอง” เสียงของน้องชายแว่วมาตามสายลม สัมผัสของเนี่ยไป๋เยว่หายวับไปแล้วบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวคงไปจากบริเวณนี้แล้วจริงๆ ส่วนเนี่ยรุ่ยเอินที่ยังคงฟาดใส่ฉินไห่ฟงไม่เลิกก็เหยียบเท้าอีกฝ่ายทิ้งท้ายจากนั้นคว้ามือแกร่งไว้หมับ

“เจ้าไปจัดการคนกับข้า!”

ฉินไห่ฟงหรี่ตามองแมวพยศของตนเองยิ้มๆ มุมปากที่ตึงและเคร่งเครียดมาหลายชั่วยามตอนนี้นั้นอ่อนโยนและละมุนลง

 

เพราะดวงตะวันของเขาอยู่ข้างๆ นี่แล้ว...

แค่มีเสี่ยวรุ่ยเขาก็มีรอยยิ้มแล้ว

 

“ขอบใจเจ้าเสี่ยวรุ่ย” ฉินไห่ฟงดึงเนี่ยรุ่ยเอินกลับมากอดแน่นอีกครา เอ่ยของคุณเสียงเบาข้างใบหู ยังฉวยโอกาสแตะปลายลิ้นที่ใบหูขาวจนมันกลายเป็นสีแดงก่ำอีกด้วย

 

นิสัยช่างเอาเปรียบและชอบหลอกกินเต้าหู้คนที่ชมชอบเหมือนกับสหายร่วมงานของเขาอย่างคุณชายหยกขาวและองค์ชายรัชทายาทยิ่งนัก!

 

“ขอบใจข้าด้วยเรื่องใดกัน” เนี่ยรุ่ยเอินถลึงตาใส่อกกว้าง ไม่รู้ตัวว่ามือของตนนั่นยกขึ้นลูบแผ่นหลังกว้างตั้งแต่เมื่อไหร่

ฉินไห่ฟงไม่ตอบก่อนจะอุ้มเนี่ยรุ่ยเอินพาดบ่าแล้วใช้นางแอ่นล่องเมฆาพาเนี่ยรุ่ยเอินออกจากห้องไปจัดการหน้าที่ของตนเอง...

 

ขอบคุณที่เจ้าช่วยข้าไม่ให้ข้าต้องประทะกับบิดาของตนเองและคนสกุลฉิน

 

เพราะแม้ข้าเลือกจะหันหลังให้พวกเขาแต่อย่างไรเสียก็ใช้ชีวิตด้วยกันมานานหลายปี จะมิให้มีความผูกพันหรือความอาวรณ์เลยนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้...

 

เจ้ายังคงเป็นเสี่ยวรุ่ยที่แสนอ่อนโยน

ดวงตะวันที่ส่องประกายเจิดจ้าในชีวิตของข้าฉินไห่ฟง...

 

.........

 

ส่วนทางด้านนี้นั้น เย่ซืออวิ๋นใช้วิชาตัวเบาเหยียบย่างไปตามหลังคาและกำแพงในเมืองหลวงอย่างคุ้นเคย อาจเพราะที่เมืองฝูหยางมิได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอะไรใหม่ๆ เท่าไหร่นัก สมัยก่อนยามราตรีเขากับบรรดาน้องชายและถิงอวี่ก็วิ่งเล่นกันเช่นนี้บ่อยๆ บางคราเสด็จพ่อก็พาเขาขี่หลังใช้เร้นเงาจันทร์ท่องราตรีไปทั่ว

 

เป็นความทรงจำที่งดงาม...

 

บรรดาองครักษ์ที่ตามองค์ชายใหญ่มาเร่งความเร็วของตนเองกันจนถึงขีดสุด ในใจก็พร่ำบ่นองค์ชายที่เคารพไปไม่น้อย...ผู้ใดคิดว่าองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยเป็นเพียงคนงามที่ไร้เขี้ยวเล็บหรือไร้พิษสงแล้วคนผู้นั้นต้องสมองมีปัญหามากเป็นแน่!

 

ขนาดพวกเขาเป็นองครักษ์ลับที่ได้รับการฝึกมาอย่างเข้มงวดยังยากจะตามความเร็วขององค์ชายใหญ่ทันเลย!

รู้สึกขายหน้าในฐานะองครักษ์กันบ้างเล็กน้อย...

 

“ถ้าเห็นคนสกุลฉินหรือคนน่าสงสัยจับกลับไปให้หมด” เย่ซืออวิ๋นชะลอความเร็วลง เปลี่ยนมาวิ่งช้าๆ ไปตามทางแทน 

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย!” เหล่าองครักษ์ตอบกลับอย่างแข็งขัน มององค์ชายใหญ่อย่างนับถือยิ่งนัก อ

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า สัญชาตญาณระวังตัวของเขานั้นไม่ได้ลดลงเลย ความตึงเครียดกระทั่งจิตสังหารก็ยังอยู่รอบตัว

 

ถนนเส้นนี้เขาจำได้...

ถนนที่มุ่งสู่วังหลวง...

ถนนเส้นเดียวกับที่ชาติก่อนเขาถูกฆ่า...

 

ดวงตาของเย่ซืออวิ๋นนั้นเปลี่ยนเป็นจริงจังยิ่ง ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบคมอาวุธที่พุ่งมาใส่ตนได้อย่างงดงาม! มีดคุ้นตถูกปักลงบนพื้นใกล้ๆ กับขาของตนเอง

 

มีดที่เมื่อหลายปีก่อนเคยใช้โจมตีเขาที่แคว้นเว่ย!

 

“ดูเหมือนท่านลุงจะชมชอบนิสัยสุนัขลอบกัด?” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยเสียงเย็น ความเย็นชาในน้ำเสียงนั้นไม่มีองครักษ์คนไหนเคยได้ยินมาก่อน เพราะแต่ไหนแต่ไรมาองค์ชายใหญ่ก็อ่อนโยนอยู่เสมอ มือเรียวกำเข้าหากันแน่นพลางหรี่ตาอย่างระแวดระวัง...

 

เขาไม่คิดว่าจะเจอฉินเซ่าเจ๋อที่นี่...ตรงนี้...

คล้ายจะซ้ำรอยกับอดีตในชาติภพก่อน

บางคราโชคชะตาก็น่าประหลาดเหลือเกิน...

 

“หึ! องค์ชายช่างปากกล้าเหลือเกิน!” ร่างสูงในชุดดำสนิทกลืนกับราตรีกาล ปรากฏตัวขึ้นช้าๆ เขาอยู่บนกำแพงสูงของบ้านหลังหนึ่ง จากนั้นก็กระโดดลงมา ความเงียบสงบและปราศจากผู้คนของเมืองฝูหยางแห่งนี้ทำให้ฉินเซ่าเจ๋อรู้ว่าตนเดินหมากผิดไปแล้ว!

 

 

แผนของเขาถูกเย่เทียนหลงคาดเดาได้และลงมือป้องกันไว้ล่วงหน้า

ต้องขอบคุณลูกชายแสนดีของเขาสองคนเสียจริงๆ ช่างกตัญญูกันเหลือเกิน!!

 

“แต่ไหนแต่ไรข้าก็ปากกล้าเช่นนี้มานานแล้ว มิต้องให้ท่านลุงมาชมเชยหรอก” เย่ซืออวิ๋นเชิดหน้าขึ้นอย่างองอาจสง่างาม ทำเอาองครักษ์ทั้งหลายแทบจะปรบมือให้เจ้านายของตนในใจ

ฉินเซ่าเจ๋อหรี่ดวงตาคมกริบลง ความอำมหิตเยือกเย็นฉายชัดในแววตา ยิ่งมองเด็กตรงหน้าเขาก็ยิ่งเกลียดชังจนอยากฆ่าให้ตาย! ต่อให้อีกฝ่ายขึ้นชื่อว่าเป็นลูกชายของเขาแล้วอย่างไรกัน...ก็แค่ลูกชายที่เกิดมาเพื่อทำให้เขาได้อำนาจที่ปรารถนามากก็เท่านั้น แต่กลับปีกกล้าขาแข็งทำให้พวกเขาพบกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

แผนการทั้งหมดที่วางไว้สั่นคลอนก็เพราะเด็กตรงหน้านี้เป็นส่วนใหญ่!!

ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ทำให้คนสกุล บิดา รวมถึงเขาพลาดท่า!

 

“เจอเจ้าตรงนี้ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องไปตามหาตัวให้ยุ่งยาก...องค์ชายใหญ่ข้าจะใช้เจ้าเพื่อทำให้ตนเองออกไปจากเมืองหลวงแห่งนี้ได้...ดูกันสิว่าบิดาและพี่น้องของเจ้าจะรักใคร่เจ้าจนถึงขนาดเลือกเจ้าหรือความปลอดภัยของแผ่นดินมากกว่ากัน!!” ฉินเซ่าเจ๋อเอ่ยอย่างเลือดเย็น ชักดาบยามออกมาจากฝักและถือไว้มั่น เขามององครักษ์รอบตัวเย่ซืออวิ๋นด้วยสายตาเหยียดยาม

 

ต่อให้ได้ชื่อว่าเป็นองครักษ์ลับก็ไม่อาจขวางเขาได้!

เพราะฝีมือของเขาเหนือกว่าคนเหล่านี้อย่างเทียบไม่ติด!

 

แค่เพียงฉินเซ่าเจ๋อตั้งท่าลงมือ จิตสังหารเยียบเย็นอันแสนอำมหิตก็ทำให้เย่ซืออวิ๋นตัวสั่นแล้ว เขาต้องยอมรับว่าคนตรงหน้านั้นแข็งแกร่งและน่ากลัว...

 

แววตานั้นเต็มไปด้วยการฆ่าฟันโดยไม่สนใจสิ่งใดนอกจากประโยชน์ของตน!

 

วิชาตัวเบานางแอ่นล่องเมฆาของอีกฝ่ายนั้นถูกนำออกมาใช้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว ผสานไปกับความอำมหิตของการลงมือทำให้บรรดาองครักษ์ทั้งหลายยากจะรับมือ ดาบของหรงหวันที่ปะทะกับอีกฝ่ายก็สั่นกึกๆ ด้วยแรงที่เหนือกว่า! นอกจากนี้อีกฝ่ายยังใช้อาวุธลับอย่างมีดสั้นอย่างน่าไม่อายอีก!

“อึก” เย่ซืออวิ๋นเบี่ยงตัวหลบ จากนั้นก็ซัดฝ่ามือกลับไปโจมตีฉินเซ่าเจ๋อที่พุ่งมาทางตน วิชาฝ่ามือที่ดุดันเช่นนี้ฉินเซ่าเจ๋อรู้จักดีว่ามันเป็นของสกุลหยาง แต่กลับถ่ายทอดให้คนนอกตระกูลได้อย่างง่ายดาย

 

ช่างรักใคร่กลมเกลียวกันจนน่าสะอิดสะเอียน!

 

“หมดเวลาเล่นแล้วองค์ชาย!!” ฉินเซ่าเจ๋อเอื้อมมือไปจับคอของเย่ซืออวิ๋นไว้แต่พริบตาเดียวเขาก็ต้องรีบดึงมือออกยามลูกธนูที่พุ่งด้วยความเร็วสูงจะพุ่งใส่แขนตน! 

เย่ซืออวิ๋นเองก็เบิกตาโต พริบตาที่รู้สึกหวาดกลัวร่างกายก็ถูกโอบล้อมไปด้วยความอบอุ่นมั่นคงอันแสนคุ้นเคย แผ่นอกกว้าง อ้อมแขนแกร่ง

ตัวตนที่ยิ่งใหญ่และหนักแน่นยิ่งกว่าภูผาหรือธาราใดๆ ตัวตนที่โอบกอดและค้ำจุนเขามาเสมอ

“เจ้ากล้าแตะต้องลูกชายข้าหรือฉินเซ่าเจ๋อ!”

“เสด็จพ่อ!”

 

……ต่อ…..

……..

 

เย่ซืออวิ๋นเบิกดวงตาขึ้นยามมองแผ่นหลังกว้างของพระบิดาอย่างไม่อยากเชื่อ อ้อมแขนแกร่งโอบเขาไว้เต็มไปด้วยความอบอุ่น มอใหญ่ข้างหนึ่งกำด้ามดาบประจำตัวไว้แน่น ก่อนพระเนตรคมกล้ากึ่งดุจะก้มลงมองเจ้าตัวน้อยในอ้อมแขน

“เหตุใดไม่อยู่กับสามีเจ้า มาซุกซนอยู่แถวนี้ทำไมเล่าเจ้าตัวน้อย”

 

ฟังดูคำถามสิพ่ะย่ะค่ะ เหตุใดต้องถามราวเขาเป็นเด็กที่วิ่งซนไปทั่วด้วยเล่า

 

เย่ซืออวิ๋นย่นจมูกแล้วก็กะพริบตาปริบๆ ใส่พระบิดา อยากจะประท้วงหาความเป็นธรรมให้ตัวเองแต่นึกได้ว่านี่ไม่ใช่เวลา และตอนนี้กำลังจริงจังอยู่ด้วย

“ลูกแค่เป็นห่วงเสด็จพ่อและคนอื่นๆ พ่ะย่ะค่ะ เลยมาแถวนี้ไม่นึกว่าเขาจะใช้วิธีลอบกัดนี่พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อเล่าเหตุใดไม่ทรงประทับในวังหลวงเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

“วังหลวงมีเสี่ยวจิงกับเสด็จแม่ทั้งสองของเจ้าไม่มีอันใดให้ต้องเป็นห่วงแล้ว” เย่เทียนหลงอุ้มลูกชายขึ้นก่อนจะเดินไปวางไว้ที่มุมหนึ่ง เขาเพียงส่งสัญญาณมือองครักษ์ฝีมือดีนับสิบก็ล้อมรอบคอยคุ้มกันองค์ชายใหญ่ไว้ทันที “เสร็จธุระตรงนี้แล้วจะพาเจ้าไปเอง”

“พ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า ชูกำปั้นขึ้นราวให้กำลังใจพระบิดา ทำเอาเย่เทียนหลงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปจิ้มหน้าผากลูกชายเบาๆ หนึ่งที 

 

เจ้าตัวน้อยอยู่กับลู่ถิงอวี่จนติดนิสัยรื่นเริงได้ทุกสถานการณ์จากเจ้านั่นมาเสียแล้ว

แต่ก็เอาเถิด...เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน

 

เย่เทียนหลงหันมองฉินเซ่าเจ๋อด้วยแววตาเยียบเย็น ดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยจิตสังหาร บรรยากาศรอบกายก็เข้มข้นเสียจนใครก็ตามที่อยู่ใกล้เป็นอันต้องขนลุก

 

คนตรงหน้าเป็นศัตรูและอดีตเคยเป็นสหาย...

ที่วันนี้ต้องจัดการให้เด็ดขาด!

เพื่ออนาคตของเด็กๆ ต่อจากนี้...

ความเกลียดชังที่มีมาทั้งหมดตั้งแต่อดีตให้จบลงภายในวันนี้เถิด!

 

“ไม่นึกว่าเจ้าจะออกมาด้วยตัวเอง” ฉินเซ่าเจ๋อเอ่ยเสียงเย็น ดวงตาจับจ้องร่างสูงตรงหน้า...ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง เคียดแค้นรวมถึงเดียดฉันท์

 

คนที่เขาเกลียดที่สุด!

เกลียดจนอยากฆ่าให้ตาย!...เพราะเย่เทียนหลงแย่งชิงทุกอย่างไปจากเขา!

ทั้งคนที่รัก อำนาจ หรือกระทั่ง...ลูกชายที่รักและเคารพคนอื่นมากกว่าบิดาสายเลือดเดียวกัน!!

 

“ดียิ่ง! จะได้ตัดสินกันสักทีว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นฝ่ายถูกต้อง...แต่ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วเจ้าก็ไม่เคยชนะข้า!” ฉินเซ่าเจ่อเอ่ยอย่างถือดี ส่วนเย่เทียนหลงเหยียดยิ้มจางที่มุมปาก ร่างกายเหยียดตรงดาบประจำตัวถูกกำไว้แน่นขณะที่ชี้ไปด้านหน้าอย่างไม่สั่นคลอน

“เช่นนั้นเจ้าก็ลองมาดู!”

ฉินเซ่าเจ๋อก็เหมือนบิดาของเขา...ยึดติดกับอดีต ไม่ยอมพัฒนาตนเอง และไม่คิดว่าผู้อื่นจะพัฒนาเช่นกัน...จริงอยู่ที่อดีตเย่เทียนหลงสู้ฉินเซ่าเจ๋อไม่ได้ แต่เขาไม่เคยปล่อยตัวเองให้หย่อนหยาน เย่เทียนหลงเข้มงวดกับบรรดาทหาร องครักษ์ รวมถึงลูกศิษย์และลูกชายเพียงใดก็เข้มงวดกับตนเองยิ่งกว่า!

บรรยากาศรอบตัวระหว่างทั้งคู่นั้นชวนให้ขนลุก ซ้ำยังเยียบเย็น ราวกับต่างฝ่ายต่างหยั่งเชิงกันก่อนจะลงมือ คล้ายผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งสองกำลังระแวดระวังก่อนโจมตี พริบตาเดียวที่ผู้ใดขยับอีกคนก็ขยับทันที!

 

เคร้ง! เคร้ง!

 

เสียงอาวุธชั้นเลิศทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง ราวจะสามารถมองเห็นประกายแสงจากการปะทะของมันได้ชัด วิชาตัวเบาอันเลิศล้ำของทั้งคู่ทั้งนางแอ่นล่องเมฆาและเร้นเงาจันทร์ ทำให้เห็นเพียงเงารางๆ ของทั้งคู่จนแทบจะเห็นเป็นเงารางๆ 

เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้ว กำมือแน่นราวลุ้นอย่างจริงจัง...ผู้ใดจะว่าเขาอกตัญญูก็ช่าง แต่เย่ซืออวิ๋นอยากให้เสด็จพ่อของตนชนะ!

เขาเม้มปากตัวเองแน่นเพราะแม้จะตั้งใจพิจมองก็จะมองเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง การประมือของทั้งคู่นอกจากคมดาบแล้วบางครั้งก็ยังมีกระทั่งหมัดเข่าและเท้าอีกด้วย!

“อึ่ก! ฝีมือเจ้าพัฒนาขึ้นนี่เย่เทียนหลง!” ฉินเซ่าเจ๋อใช้หลังมือปาดเลือดออกจากมุมปาก เพราะการโจมตีของเย่เทียนหลง พลังฝ่ามือที่รุนแรงขึ้นทำให้ภายในเขาถูกทำร้ายจนต้องกระอักเลือดออกมา!

“ส่วนเจ้า...กลับไม่พัฒนา” น้ำเสียงถือดีและมั่นใจในตนเองนั้นทำให้ฉินเซ่าเจ๋อเกลียดชังมากขึ้นกว่าเดิม ดวงตาของเขาเข้มจนแทบจะไร้ชีวิต “ฉินเซ่าเจ๋อเจ้าควรปล่อยวางสักที”

 

แม้จะเกลียดแค้นและโกรธเคืองกันจนแทบไม่อยากอภัย

แต่...ครั้งหนึ่ง

ในอดีตนั้น...

พวกเราก็เคยใช้คำว่าสหาย...เคยเป็นเพื่อนดื่มสุราด้วยกัน

 

“หุบปาก!!” ฉินเซ่าเจ๋อตวาดลั่น หมุนดาบในเต็มแรงจากนั้นก็โจมตีเย่เทียนหลงกลับ เขาใช้ทั้งดาบทั้งมีดสั้นโจมตีเย่เทียนหลงพร้อมๆ กัน บางครั้งก็ซัดอาวุธลับใส่อย่างเกลียดแค้น โหมกระหน่ำโจมตีด้วยความรุนแรง จนเย่เทียนหลงได้แต่ถอยร่นไปหลายก้าว! “เจ้ากล้าดีอย่างไร! กล้าดีอย่างไรมาบอกให้ข้าปล่อยวาง!!”

 

เพราะมันมีทุกอย่าง มีสิ่งที่เขาไม่มีมันเลยกล้าพูดเช่นนี้ออกมา!

พวกผู้ดีจอมปลอม!! เสแสร้งทำเป็นคนดี ทั้งๆ ที่มันเองก็อยากจะฆ่าเขาเช่นกัน!

 

“ฉินเซ่าเจ๋อ!!”

“หุบปาก! หุบปาก! ข้าเกลียดเจ้า! เย่เทียนหลง! ชาตินี้พบนี้ หรือชาติไหนก็ไม่มีวันทนมองเจ้าได้ สาระเลว!!” ฉินเซ่าเจ๋อหมุนตัวฟาดดาบใส่เย่เทียนหลงที่ยกดาบขึ้นมากันไว้ คมดาบที่แฝงไปด้วยปราณอันกล้าแกร่งแทบจะกดลงบนไหล่ของเย่เทียนหลงดีที่เขาถีบกลับไปและถอยร่นออกมาทัน ทำให้เย่ซืออวิ๋นที่ลุ้นอยู่ถอนหายใจโล่งอก เขาเกือบตะโกนออกไปแล้วว่าให้ระวัง

 

เสด็จพ่อของเขา...เก่งกาจยิ่งนัก!

ส่วนคนอื่น...เย่ซืออวิ๋นไม่สนใจเท่าเสด็จพ่อ!

 

“เจ้าคิดว่าข้าอยากจะเป็นเพื่อนกับเจ้าหรือ? ไม่ใช่เลย! เมื่อหลายปีก่อนข้าเข้าหาเจ้าเพราะเจ้าสกุลเย่ เพราะเจ้าเป็นองค์ชาย เป็นคนที่จะทำให้ข้าได้ประโยชน์เท่านั้นเอง!!” ฉินเซ่าเจ๋อตะโกนลั่น ดวงตาเข้มจนเป็นสีแดงเข้มราวเห็นเส้นเลือดฝอยแตกอยู่ในดวงตา

 

มันคั่งแค้น...โกรธเคือง

และ...ริษยาเจียนคลั่ง!

 

ใต้หล้านี้มีคนกล่าวไว้ว่าความอิจฉาริษยาของสตรีนั้นน่ากลัวที่สุด แต่บางครา...บางเหตุการณ์ ความริษยาของบุรุษก็น่ากลัวไม่แพ้กัน

 

“เจ้ามันมาทำเป็นคนดี! ทั้งๆ ที่ข้ากับเสี่ยวจิง...ข้า...”

ดวงตาของเย่เทียนหลงคมกล้าขึ้น เขาผลักฝ่ามือใส่ฉินเซ่าเจ๋อเต็มแรงจนร่างนั้นกระเด็นออกไปเล็กน้อย จากนั้นก็พุ่งเข้าโจมตีอีกระลอก! 

“อย่าบังอาจมาเรียกเขาว่าเสี่ยวจิง! เจ้าไม่คู่ควร!!”

ฉินเซ่าเจ๋อปาดเลือดออก ก่อนจะโจมตีกลับ แค่นยิ้มเดียดฉันท์ “แล้วเจ้าคู่ควรเช่นนั้นรึ! เย่เทียนหลง เจ้าทำเขาเสียใจมากี่ปี ให้สถานะใดๆ กับเขาไม่ได้ ได้แต่หลบซ่อนและเก็บเขาไว้ข้างตัวอย่างเห็นแก่ตัว!!”

“แล้วเจ้าที่คิดแต่จะทำร้ายเขาทั้งร่างกายและหัวใจมีอันใดคู่ควรกันเล่า!”

“หุบปาก! หุบปาก!” คำกล่าวหุบปากแปดลั่น พร้อมแรงของดาบที่เพิ่มขึ้นจนเกิดเสียงเปรี๊ยะๆ เสียดหูเหล่าคนฟังจนต้องยกมือขึ้นปิดหูกันถ้วนหน้า!

“เจ้าทนฟังไม่ได้งั้นรึ?” เย่เทียนหลงเหยียดยิ้มหยัน “ไม่ว่าเจ้าจะสรรหาเหตุผลอะไรมาเข้าข้างตัวเอง และด่าว่าข้าอย่างไร ความจริงหนึ่งที่เจ้าไม่มีทางปฏิเสธได้คือ...เสี่ยวจิงรักข้าและข้าเองก็รักเขา!”

“สารเลว!!” ฉินเซ่าเจ๋อแค่นเสียงด่ากราดด้วยดวงตาแดงก่ำ เขาทุ่มพลังใส่เย่เทียนหลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปากก็สบถด่าหยาบคายราวคนที่คุ้มคลั่งไปแล้ว ความจริงที่เย่เทียนหลงพูดราวกับจะตีแสกหน้าเขาอย่างจัง

 

ใช่...เขารู้ดี

ไม่ว่ายังไง ไม่ว่าจะทำอะไร...ลู่จิงก็ไม่มีวันรักเขา

 

ตั้งแต่คราแรกที่ได้พบ...เด็กหนุ่มรูปงามผู้มีดวงตาดอกท้ออ่อนโยน สุขุมนุ่มลึกราวสายน้ำ แย้มรอยยิ้มอ่อนโยนราวสายลม รอบรู้ทะลุปรุโปร่ง ช่างเจรจาพาที

 

เด็กหนุ่มที่ในดวงตามีภาพของใครคนหนึ่งสะท้อนอยู่ข้างใน

ใครคนนั้นที่ไม่ใช่เขา! ไม่มีวันเป็นเขา!

 

ฉินเซ่าเจ๋อเกลียดเย่เทียนหลง...เกลียดยิ่งกว่าอะไรดี เขาเลยไม่ลังเลที่จะทำให้ใช้เย่เทียนหลงเจ็บปวดไปด้วย! ไม่ลังเลที่จะใช้ใครต่อใครเป็นหมาก ทั้งนางผู้หญิงโง่แม่ของลู่ถิงอวี่ หรือกระทั่งฉินฉางเล่อและเด็กคนนั้น...เย่ซืออวิ๋น! เด็กที่นอกจากจะเป็นตัวหมากเพื่ออำนาจของสกุลแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์เหนือเย่เทียนหลงด้วย แต่เขาคิดไม่ถึงว่าเย่เทียนหลงที่หยิ่งทระนงคนนั้นจะสามารถรับเรื่องของเด็กคนนั้นได้ และคิดไม่ถึงว่าฉางเล่อที่หยิ่งยโสคนนั้นจะยอมเล่าเรื่องน่าอัปยศของตนเองเพื่อลูกชายของนาง!!

 

เขาประมาทและคิดไม่ถึงเกินไป!!

วันนี้ถึงได้พลาดมากมายถึงเพียงนี้!

 

พวกมันทุกคนล้วนสารเลว! กล้าทำให้เขาอยู่ในสภาพนี้! เขามีอันใดที่สู้เย่เทียนหลงไม่ได้กัน! ชาติกำเนิดก็มิได้ต่างกัน สกุลเย่สืบสายเลือดมาจากปฐมกษัตริย์แห่งต้าเซี่ย สกุลฉินเองก็เป็นสกุลของปฐมฮองเฮา แล้วด้วยกว่ามันที่ตรงไหนกัน!! ซ้ำฝีมือและความสามารถเขาก็ยังเหนือกว่ามัน!!

 

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับตกอยู่ในมือของเย่เทียนหลง! 

 

“เจ้าก็เหมือนบิดาของเจ้า! เขาแต่โทษผู้อื่นไม่เคยคิดโทษตนเอง!” เย่เทียนหลงหมุนตัวฟาดฝ่ามือใส่ฉินเซ่าเจ๋ออีกรอบ ครานี้รุนแรงกว่าเก่าด้วย! “พวกเจ้าอยากปกครองแผ่นดินนี้...แต่ไม่ดูตนเองว่ามีความสามารถหรือไม่ ถ้าหากคนที่เห็นแก่ตัวเช่นพวกเจ้าปกครองต้าเซี่ย พวกเจ้าก็เป็นได้แค่ทรราชย์!!”

การปกครองแผ่นดินมิได้เหมาะสมเพียงแค่สายเลือด มิใช่แค่บิดา หรือบรรพบุรุษของเขาเคยเป็นฮ่องเต้มาก่อน แต่ฮ่องเต้จะต้องทรงด้วยทศพิศราชธรรม และเสียสละเพื่ออาณาประชาราษฎร์โดยแท้จริง

 

น้ำหนักของบัลลังก์มังกรที่แบกไว้บ่นบ่า...

ไม่ใช่ผู้ใดบอกว่าอยากเป็นก็เป็นได้! 

 

และผู้ที่จะสามารถตัดสินได้ว่าเหมาะสมกับบัลลิงก์นั้นหรือไม่...หาใช่สายเลือด

แต่เป็นประชาชน!!

 

เย่ซืออวิ๋นที่ยืนฟังอยู่พยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นด้วยที่สุด...เสด็จพ่อของตนเป็นฮ่องเต้ที่อาณาประชาราษฎร์ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน เมืองหลวงฝูหยางและทุกที่ของต้าเซี่ยไร้ขอทาน ประชาชนได้ลืมตาอ้าปาก ทุกคนได้รับการศึกษา เหล่าขุนนางกังฉินในราชสำนักย่อมมี แต่กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าโกงกินภาษีของประชาชนเพราะเกรงอำนาจบารมีของเสด็จพ่อกันทั้งนั้น!

 

ดังนั้นต่อให้เกิดอะไรขึ้น...ตัวตนและน้ำหนักในใจของฮ่องเต้เย่เทียนหลงสำหรับชาวต้าเซี่ยและแคว้นต่างๆ นั้น...ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้!

 

สกุลฉินไม่มีวันทำสิ่งที่พวกคิดสำเร็จ!

แค่คิดก็ถือว่าพลาดแล้ว!!

 

“ในเมื่อเจ้าถูกความโลภครอบงำจนฟังที่ข้าพูดไม่เข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าเองก็ไม่จำเป็นต้องเสวนากับเจ้าแล้วเช่นกัน! มาจบกันสักที!”

 

ในฐานะฮ่องเต้ ในฐานะบิดา...

และนี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าจะทำให้ฉางเล่อได้!

 

เย่เทียนหลงเปลี่ยนวิถีการโจมมตี เขาพุ่งตัวอย่างรวดเร็ว ตวัดดาบอย่างรุนแรง ซ้ำยังโจมตีเข้าจุดตาย แต่ฉินเซ่าเจ๋อก็มิได้อ่อนด้อย เขาเองก็โจมตีกลับมาอย่างรุนแรงพอกัน ทั้งคู่ผลัดกันโจมตีไปมาไม่หยุด!

บรรดาทหารองครักษ์ต่างมองกันตาค้างและตื่นเต้น นี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการประมือกันของยอดฝีมือ! แม้พวกเขาจะเคยเห็นฝ่าบาทและท่านแม่ทัพหยางแลกเปลี่ยนฝีมือกันบ่อยครั้ง แต่นั่นเป็นการแลกเปลี่ยนกันระหว่างมิตรสหาย หาใช่ศึกเป็นตายตรงหน้านี้!

 

และเหนืออื่นใด...นายเหนือหัวของพวกตนช่างเก่งกาจและมีฝีมือที่เป็นเลิศจริงๆ!

 

เพราะอย่างนี้น่ะสิฝ่าบาทถึงได้ชอบสลัดองครักษ์เช่นพวกเขาทิ้งแล้วหนีไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด...ไม่สิ...บางทีก็ขโมยตัวท่านลู่จิงไปด้วย ทำเอาพวกเขาได้แต่ตามหากันอย่างยากลำบากกว่าจะเจอ!

ทั้งเย่เทียนหลงและฉินเซ่าเจ๋อยังคงโหมต่อสู้กันอย่างไม่มีผู้ใดยอมกัน เย่ซืออวิ๋นที่จับจ้องภาพการต่อสู้เบื้องหน้าได้แต่กุมมือตัวเองเข้าหากันแน่น...เขาภาวนาให้เสด็จพ่อของตนปลอดภัย!

“เสด็จพ่อ!” แล้วเย่ซืออวิ๋นก็ร้องเสียงหลง แทบจะวิ่งปรี่เข้าไปหาเย่เทียนหลงทันทีเพราะเขาเห็นว่าฉินเซ่าเจ๋อใช้ดาบแทงไหล่ของเสด็จพ่อ! แต่หรงหวันและองครัก์ทั้งหลายก็ปิดทางเอาไว้เสียก่อน

“อย่าเข้าไปพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย!”

เย่ซืออวิ๋นเม้มปากแน่น กัดปากตนเองจนแทบจะขบฟันลงบนริมฝีปาก เขาชะงักและรู้ดีว่าถ้าหากเข้าไปก็อาจทำให้เสด็จพ่อลำบากได้ แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่ต้องห่วงเพราะเสด็จพ่อถีบอกฉินเซ่าเจ๋อจนกระเด็น ซ้ำยังใช้เร้นเงาจันทร์พุ่งตัวไปตวัดดาบพาดลำคอของฉินเซ่าเจ๋อที่กระอักเลือดจนแทบลุกไม่ขึ้น!!

“ถ้าเจ้าขยับข้ารับรองว่าคราวนี้เจ้าไม่รอดแน่” เย่เทียนหลงหอบหายใจถี่จากการต่อสู้ เขาไม่สนใจแผลที่ถูกแทงที่ไหล่ เพราะมันไม่ได้ลึกมา ร่างสูงย่อตัวลงสกัดจุดฉินเซ่าเจ๋อไม่ให้เขาสามารถเดินลมปราณหรือใช้วรยุทธ์ตอบโต้กลับได้

 

ถึงสภาพนั้นแค่ขยับตัวจะลำบากก็เถอะ แต่อย่างไรเสียก็กันไว้ดีกว่าแก้

 

“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ!!” เย่ซืออวิ๋นรีบวิ่งมาดูเย่เทียนหลงทันที ยิ่งเห็นโลหิตเปรอะอาภรณ์ของพระบิดาก็เม้มปากแน่นจวนเจียนจะร้องไห้เสียให้ได้ “ทรง...ทรงเจ็บหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่เจ็บหรอกเจ้าตัวน้อย อย่าทำหน้าจะร้องไห้เช่นนี้สิ” เย่เทียนหลงดึงลูกชายมากอดปลอบ เขาถอนหายใจเบาๆ เหตุใดคนถูกแทงเช่นตนถึงไม่เจ็บแต่เจ้าตัวน้อยดันเจ็บแทนเสียนี่...เดี๋ยวกลับไปเสี่ยวจิงก็ต้องทำหน้าตาเหมือนเจ้าตัวน้อยใส่แน่ๆ

“เหอะ! ช่าง...ช่างกตัญญูเสียจริง!” ฉินเซ่าเจ๋อแค่นเสียง เหยียดรอยยิ้มมองเย่ยืออวิ๋นกับเย่เทียนหลง ทั้งๆ ที่บิดาแท้ๆ เช่นเขาเป็นเช่นนี้ลูกชายยอดกตัญญูยังเลือกที่จะสนใจคนอื่น เหอะๆ!

“ข้าสนใจเสด็จพ่อของตนเองมีตรงไหนกันที่ผิด! ข้ากตัญญูก็ถูกต้องแล้ว บุตรชายสกุลเย่ล้วนกตัญญูกันทุกคนนั่นล่ะ!” เย่ซืออวิ๋นถลึงตาใส่ฉินเซ่าเจ๋อ อย่าคิดว่าแค่มีสายเลือดเดียวกันกับเขาครึ่งหนึ่งแล้วจะมาทวงสิทธิ์กับเขาได้ เย่ซืออวิ๋นมิใช่คนที่ใส่จกับคำว่าสายเลือดหรือคำว่ากตัญญูเท่าความผูกพัน 

 

สกุลฉินเกี่ยวข้องกับเขาแค่ที่เสด็จแม่ของตนเคยใช้แซ่นี้มาก่อน

ฉินเซ่าเจ๋อเกี่ยวข้องกับเขาแค่เพราะมีสายเลือดครึ่งหนึ่งเหมือนกันเท่านั้น!

 

เย่เทียนหลงเห็นท่าทางร้ายๆ ราวลูกแมวกำลังพองขนใส่คนของเจ้าตัวน้อยแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้...เจ้าตัวน้อยติดนิสัยลู่ถิงอวี่มาไม่น้อยจริงๆ

“อย่าคิดว่ามันจะจบ!!” ฉินเซ่าเจ๋อเห็นท่าทางเช่นนั้นแล้วก็อดที่จะเอ่ยขึ้นอย่างเกลียดชังไม่ได้ แต่เพราะถูกเย่เทียนหลงโจมตีภายในอย่างหนัก...เขาประมาทเอง!

“มันจบแล้วฉินเซ่าเจ๋อ...แผนการณ์ของเจ้าพวกข้าล้วนมองออกหมด คนในยุทธภพที่เจ้าพาเข้ามาเพื่อหวังให้ช่วยเจ้า...ไม่มีทางทำอันใดเมืองฝูหยางแห่งนี้ได้!” เย่เทียนหลงเอ่ยดับความหวังของฉินเซ่าเจ๋ออย่างเลือดเย็น “เจ้าดูถูกข้า ดูถูกเสี่ยวจิง ซ้ำยังดูถูกบรรดาเด็กๆ ที่พวกข้าเลี้ยงดูมา...ดูถูกลูกชายของเจ้าเอง”

ยิ่งได้ฟังฉินเซ่าเจ๋อก็ยิ่งแค้นจบแทบกระอักเลือด...แผนการณ์ของเขาผิดพลาดทั้งหมดเพราะความประมาทและตัวของพวกเขาเอง!! ยามนี้รอบๆ บริเวณเขาเห็นบรรดาองครักษ์นับร้อยพันที่คอยอารักขาเย่เทียนหลงรวมถึงเมืองหลวงอยู่รอบๆ

 

ถ้าทางนั้นไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้...

ก็แสดงว่า...ทุกอย่างมันจบแล้ว!

จบลงที่ความพ่ายแพ้ของเขา!

และวันนี้เขาเองก็ไม่มีทางรอดได้เช่นเดียวกัน!!

 

“ฆ่าข้าเสียสิ!” ฉินเซ่าเจ๋อเอ่ยไปพร้อมหอบหายใจไปด้วย ดวงตาวาวโรจน์เดียดฉันท์และเคียดแค้นจ้องมองเย่เทียนหลงกับเย่ซืออวิ๋นไม่วางตา ราวจะสาปแช่งทั้งคู่

 

เกลียดพวกมัน! แค้นพวกมัน!

 

“เสด็จพ่อ! แผลเล่าพ่ะย่ะค่ะ กลับไปทำแผลเถอะพ่ะย่ะค่ะ!” ตอนนี้เย่ซืออวิ๋นสนใจแค่อาการบาดเจ็บของพระบิดาเท่านั้นแหละ

“ไม่เจ็บจริงๆ เจ้าเป็นห่วงคนอื่นมิใช่เหรอ...มาข้าจะพาไปหาคนอื่นๆ เอง ป่านนี้เย่เฟิง ฉินไห่ฟงและเนี่ยรุ่ยเอินคงจัดการคนในยุทธภาพเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนสุ่ยชิง เย่เซียวเย่หานก็คงจับตัวคนสกุลฉินได้ทั้งหมดแล้วล่ะ” เย่เทียนหลงโบกมือให้องครักษ์เข้ามาควบคุมตัวของฉินเซ่าเจ๋อเอาไว้ เขาไม่คิดฆ่าอีกฝ่ายตอนนี้...

 

แต่จะทำให้สกุลฉินถูกคนทั้งแว่นแคว้นประณามและไม่คิดอยากหวังครอบครองแผ่นดินนี้อีกเลยตลอดชีวิต!!

ส่วนฉินไห่ฟง ฉินฮวาซิงและฉินฟางหนี่ว์นั้นก็ล้วนมีทางออกให้พวกเขาอยู่แล้ว

 

“แน่นะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจเท่าไหร่ ก่อนจะเบ้ริมฝีปาก คนรอบตัวตนแต่ละคนชมชอบฝืนตัวเองเพื่อให้เขาสบายใจกันทั้งนั้นนี่นา!

“จริงๆ” เย่เทียนหลงย้ำเบาๆ “ข้าอุ้มเจ้าตอนนี้ยังได้เลย” เขาเก็บดาบเข้าฝักจากนั้นก็อุ้มเย่ซือวิ๋นขึ้นจนองค์ชายใหญ่ต้องรีบคล้องคอพระบิดาไว้ไม่เช่นนั้นมีหวังได้หล่นแน่ๆ

“เสด็จพ่อ! แผลเล่าพ่ะย่ะค่ะ!” เย่ซืออวิ๋นเงยหน้ามองเย่เทียนหลงตาดุ อุ้มเขาเช่นนี้มิใช่ว่าจะทำให้กระทบกระเทือนแผลหรืออย่างไรกัน!

“เจ้าจะได้เชื่อว่าไม่เจ็บอย่างไรเล่า เอาเถิด...เจ้าอยากไปไหนเล่า ข้าจะได้ไปส่ง”

เย่ซืออวิ๋นครุ่นคิดเล็กน้อย ตอนนี้เรื่องสำคัญกว่าคือต้องให้เสด็จพ่อกลับไปวังหลวง ให้หมอหลวงโจวตรวจดูอาการ ท่านพ่อลู่จิงสามารถหาวิธีทำให้เสด็จพ่อหายดื้อได้ ส่วนทางด้านพี่ไห่ฟงกับรุ่ยเอิน รวมถึงน้องชายคนอื่นก็ไม่ต้องกังวลแล้วกระมัง...

“ลูกกลับไปหาถิงอวี่ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ” เขาเป็นห่วงสามีของตนไม่น้อยเลยทีเดียว ถ้าคนพวกนั้นกล้าทำอะไรถิงอวี่ล่ะก็...เย่ซืออวิ๋นจะจัดการให้เข็ดหลาบเลยคอยดูสิ!!

“เหตุใดต้องพาเจ้าไปส่งเจ้าคนน่าหมั่นไส้นั่นด้วย ข้าพาเจ้ากลับวังหลวงให้เสี่ยวจิงกับเสด็จแม่ทั้งสองของเจ้าขุนไม่ดีกว่าหรือ?” เย่เทียนหลงขมวดคิ้ว ก้มมองเจ้าตัวน้อยที่ติดสามีอย่างหมั่นไส้

 

ลู่ถิงอวี่นะลู่ถิงอวี่จำทำเจ้าตัวน้อยข้าติดนิสัยเสียๆ ของเจ้ามาหมดแล้ว!!

 

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ เขารู้สึกสงบ ปลอดภัยและอบอุ่นทุกครั้งยามอยู่ในอ้อมแขนของพระบิดา ราวอ้อมแขนนี้ ตัวตนนี้...จะสามารถป้องกันตนเองจากภัยอันตรายต่างๆ ในใต้หล้าได้

 

ตัวตนที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าขุนเขาผืนฟ้าและธารา...

ตัวตนของพระบิดา...

 

ดวงตาแดงฉานของฉินเซ่าเจ๋อมองภาพนั้นอย่างเกลียดชังและพริบตาเดียวที่เย่เทียนหลงหันหลังกลับ เขาก็ทะลวงชีพจรจนร่างกายกระอักเลือด สะบัดเหล่าองครักษ์ทั้งหมดออกหมายจะใช้ดาบที่แย่งชิงมาจากองครักษ์ใกล้ตัวพุ่งเข้าใส่แผ่นหลังของเย่เทียนหลงทันที!!

“ฝ่าบาท!!”

ดวงตาหมาดร้ายอาฆาตแค้นของฉินเซ่าเจ๋อหมายจะแทงทั้งเย่เทียนหลงและเย่ซืออวิ๋นให้เป็นอันตรายถึงชีวิตไปด้วยกัน!

แต่เขาพุ่งไปได้แค่ครึ่งทาง...

 

ฟิ้ว! 

ฉึก!! ฉึก!!

 

ธนูนับร้อนพันก็พุ่งเข้าใส่ร่างของฉินเซ่าเจ๋อทันที!!

ร่างสูงนั้นทรุดฮวบ กระอักเลือดออกมาจนพื้นแดงฉาน ส่งเสียงเฮือกๆ อย่างน่าสังเวช ร่างกายถูกร้อยพันศรเสียบจนทะลุร่าง จากนั้นดวงตาก็เบิกโพลงจับจ้องร่างของเย่เทียนหลงและเย่ซืออวิ๋นที่เบิกดวงตาโตอย่างตกใจ...

 

ฉินเซ่าเจ๋อตายแล้ว!

สิ้นชีพด้วยพันศรทะลุร่างเหมือนชาติก่อน!!

และตายตาไม่หลับ!

 

ดวงตาคู่นั้นเบิกโพลงจ้องมาทางเย่เทียนหลงและเย่ซืออวิ๋นคล้ายจะสาปแช่งและทิ้งความเคียดแค้นเอาไว้ให้กับทั้งคู่!!

มือใหญ่ยกขึ้นปิดดวงตาของเย่ซืออวิ๋นที่กำลังสั่นเบาๆ ในอ้อมแขน ก่อนจะหันไปมองเย่เฟิงที่กระโดดลงมายืนบนพื้นอย่างแผ่วเบานุ่มนวล

 

เย่เฟิงเป็นคนสั่งยิงศรเมื่อครู่เอง!

 

ตอนแรกเย่เฟิงก็ไม่คิดจะออกคำสั่ง พวกเขาแค่ให้บรรดาทหารองครักษ์ซ่อนตัวและเตรียมพร้อมเอาไว้เฉยๆ แต่ยามที่เห็นฉินเซ่าเจ๋อคิดลอบโจมตีเสด็จพ่อกับพี่ใหญ่เขาก็ออกคำสั่งทันที!

“เสด็จพ่อ พี่ใหญ่”

“อ้ะ...น้องรอง!” เย่ซืออวิ๋นที่ได้ยินเสียงน้องชายรีบเอามือเสด็จพ่อออกทันที แม้เขาจะยังสลัดภาพของฉินเซ่าเจ๋อออกไปจากหัวไม่ได้แต่ความเป็นห่วงน้องชายมีมากกว่า “เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”

เย่เฟิงยิ้มจาง ยื่นมือไปลูบแก้มพี่ชายเบาๆ ดวงตาคมพิจมองสำรวจพี่ใหญ่ของตนว่ามีส่วนไหนเป็นแผลบ้าง “ข้าไม่เป็นไร ไห่ฟงกับรุ่ยเอินก็จัดการเรื่องทางโน้นเรียบร้อยแล้ว”

“พี่ไห่ฟง...” เย่ซืออวิ๋นชะงัก เขาน่ะเห็นฉินเซ่าเจ๋อตายได้ไม่เป็นไรหรอก เพราะคิดว่าอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ไม่มีทางรอดอยู่แล้ว ต่อให้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาของตนแต่ไร้ความผูกพันจนไม่ต่างอันใดกับคนแปลกหน้า

 

แต่พี่ไห่ฟงนั้นไม่เหมือนกัน...

อย่างไรเสียก็คงต้องมีความผูกพันและความอาวรณ์บ้าง

 

“รุ่ยเอินอยู่กับเขาพี่ใหญ่ไม่ต้องกังวลหรอก” เย่เฟิงรู้ดีว่าพี่ชายเป็นห่วงอะไร “น้องสาม น้องสี่ให้คนมาแจ้งข้าว่าจับคนสกุลฉินได้ทั้งหมดแล้ว...ส่วนทางนี้...”

“ให้คนจัดการศพของเขาให้ดี ที่เหลือ...ข้ายกให้เป็นการตัดสินใจของไห่ฟง เจ้ารองความสงบเรียบร้อยในเมืองหลวงและเรื่องที่ต้องโยกย้ายชาวบ้านกลับมายกให้เป็นหน้าที่ของเจ้า”

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” เย่เฟิงรับคำอย่างมั่นเหมาะ ยิ้มให้พี่ชายเล็กน้อยเป็นเชิงว่าไม่ต้องกังวล ยกมือลูบแก้มเย่ซืออวิ๋นเบาๆ ราวปลอบ “พี่ใหญ่...ท่านเป็นพี่ใหญ่ของข้านะรู้หรือไม่”

เย่ซืออวิ๋นยิ้มก่อนจะพยักหน้าหงึก รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ช่วยไล้ความกังวลเมื่อครู่ออกไป

 

ตอนนี้เขามีเสด็จพ่อ มีน้องชาย และยังมีสามีที่ยังรออยู่...

 

“อื้ม! ข้าเป็นพี่ชายของน้องรอง เจ้าเองก็เป็นน้องชายของข้าเช่นกัน...ระวังตัวด้วยเล่า”

เย่เฟิงหัวเราะเบาๆ “ไม่ต้องห่วงข้าไม่อยากให้ท่านกับน้องฉิงร่วมมือกันตีข้าหรอกนะ” 

เย่เทียนหลงออกคำสั่งให้องครักษ์รอบๆ จัดการความเรียบร้อยก่อนที่รุ่งอรุณจะมาถึง...ยามที่แสงอาทิตย์สาดส่องขอบฟ้าบ่งบอกว่าวันใหม่จะมาเยือนอีกครา ประชาชนในเมืองฝูหยางจะได้ใช้ชีวิตตามปกติสุขและไม่ได้รับผลกระทบจากการก่อความวุ่นวายใดๆ ของสกุลฉินทั้งสิ้น...

ดวงตาคมกริบหรี่มองศพของฉินเซ่าเจ๋อนิ่ง เขาหลับตาลงจากนั้นก็ถอนหายใจแล้วพึมพำเบาๆ “ลาก่อนเซ่าเจ๋อ...ข้าขออโหสิให้กับทุกอย่างที่เจ้าทำ”

เย่ซืออวิ๋นเองก็ถอนหายใจเบาๆ เขาหลับตาลงราวจะสวดมนต์ให้คนที่มีสายเลือดเดียวกันกับเขา...พลางพึมพำในใจ

 

ลาก่อนฉินเซ่าเจ๋อ...บิดาที่ไม่ใช่บิดาของข้า

ลาก่อนตลอดกาล...

 

“จะไปหาลู่ถิงอวี่สินะ...” เย่เทียนหลงกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น เจ้าตัวน้อยดูเหมือนจะหนักกว่าตอนเด็กๆ ไม่น้อยทีเดียว นั่นแสดงว่าลู่ถิงอวี่เลี้ยงดูเจ้าตัวน้อยของพระองค์อย่างดี ให้กินอิ่มนอนหลับ..ปกป้องดูแลได้ไม่ต่างจากพระองค์

 

แต่ก็...หมั่นไส้อยู่ดีนั่นล่ะ!

 

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า เงยหน้ามองผืนฟ้าที่เริ่มมีแสงสีทองสาดส่องรางๆ บ่งบอกให้รู้ว่าอีกไม่กี่ชั่วยามรุ่งอรุณคงกำลังจะมาเยือนเมืองฝูหยางแล้ว...

 

ในชาติก่อน...

 

ยามที่แสงยามอรุณสาดส่องและละอองหิมะโปรยปรายลงมา...ยามนั้นศพของเขาก็ถูกเสด็จพ่ออุ้มไว้แบบนี้เช่นเดียวกัน

 

อุ้มศพของเขาเพื่อพาไปส่งให้ลู่ถิงอวี่...

แต่ชาตินี้เขายังมีชีวิตอยู่

 

อยู่ในอ้อมแขนของพระบิดาโดยที่ไม่ต้องเห็นอีกฝ่ายหลั่งน้ำตาเพราะตนอีก น้องชายรวมถึงสามีก็ยังอยู่ดีมีสุขและปลอดภัยกันทุกคน

 

ดีเหลือเกิน...

ดีเหลือที่ทุกคนไม่เป็นอะไร

ดีเหลือเกินที่ได้กลับมาและมีชีวิตอยู่...

 

.........

 

ทางด้านของลู่ถิงอวี่นั้น ยามคล้อยหลังภรรยาเขาก็ปล่อยให้พ่อลูกสกุลฉินหนีไปได้และจับไว้ จากนั้นก็ปล่อยให้หนีไปได้อีก ทำเช่นนั้นอยู่ซ้ำๆ หลายรอบๆ จนพวกสกุลฉินทั้งหมดกลัวจนเสียดลึกเข้ากระดูก!

 

ลู่ถิงอวี่จงใจและเจตนาให้เป็นเช่นนี้...สร้างความหวาดกลัวให้ฝังลึกจนได้แต่หนีหัวซุกหัวซุน

จนไม่กล้าคิดที่จะมาแตะต้องคนของเขาได้อีกเป็นครั้งที่สอง!!

 

“จะเช้าแล้วนี่...คงปล่อยพวกเจ้าให้หนีต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ” ลู่ถิงอวี่ถือกระบี่อ่อนชางชุนของภรรยาอย่างถนอม เขานำกระบี่มาพันรอบเอวเอาไว้...ใจจริงอยากให้กระบี่เล่มนี้ไปกับภรรยามากกว่า ให้อวิ๋นได้ปกป้องตัวเอง แต่เห็นแก่ความห่วงใยและดวงตาแป๋วๆ ของอวิ๋นที่เป็นห่วงเขาลู่ถิงอวี่ก็เลยรับกระบี่นี้ไว้

 

และเขาเองก็มั่นใจ...

ในเมืองหลวงฝูหยางแห่งนี้อวิ๋นของเขา...จะปลอดภัย!

 

“ส่งดาบ...ไม่สิเอากระบี่ดีกว่า เอามาให้ข้าสักเล่ม” ลู่ถิงอวี่เอ่ยกับองครักษ์ที่คอยระวังอยู่รอบๆ เขาไม่อยากให้กระบี่อ่อนชางชุนของภรรยาต้องแปดเปื้อนหยาดโลหิตหรอก

“ขอรับคุณชาย” องครักษ์ยื่นกระบี่ให้คนขอทันที ส่วนสภาพของฉินเหวินและฉินเจานั้นนอกจากผมเผ้าจะยุ่งเหยิงแล้ว ร่างกายก็ดูสกปรกราวไปคลุกฝุ่นจากที่ไหนมา

“เอาล่ะ...ข้ายังต้องรีบกลับไปเข้านอนพร้อมภรรยา ได้เวลาจัดการพวกเจ้าให้จบๆ ไปสักที” 

เหล่าองครัก์ที่ได้ฟังแทบจะกลอกตากันสองสามรอบ...นี่มันเวลาจริงจังไม่ใช่รึ ท่านจะอวดภรรยาตอนนี้มิได้นะขอรับ!

“พะ...พวกเจ้ามันสารเลว อั่ก!” ฉินเจาพูดไม่ทันจบลู่ถิงอวี่ก็ถีบเข้าแรงๆ ทันที เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย คราก่อนอวิ๋นถีบเจ้าพวกนี้ไปต้องเจ็บมากเป็นแน่ เพราะคนพวกนี้หนังหนายิ่งนัก ขาเรียวๆ ของอวิ๋นมีหรือจะทนรับความหนาเหล่านี้ได้

 

เฮ้อ! เห็นทีกลับไปต้องนวดให้อวิ๋นเยอะๆ เสียแล้วสิ!

 

“เจ้า!!” ทั้งฉินเจาและฉินเหวินนั้นแค้นจนแทบกระอักเลือดแต่พวกเขาก็ทำอันใดไม่ได้ สตรีอีกคนที่มาด้วยก็ถูกควบคุมตัวไปเสียแล้ว ลู่ถิงอวี่เลยได้เล่นงานพวกเขาเช่นนี้!

 

มันโจมตีตามร่างกายเป็นแผลเล็กๆ น้อยๆ เปิดช่องโหว่ให้พวกเขาหนีได้ แต่พอหนีไปได้สักพักก็ถูกมันล้อมจับลำเช่นเดิมอีก

ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ราวกำลังล้อมล่าสัตว์!

 

คนสกุลฉินทั้งหลายส่วนมากล้วนถูกจับไว้ได้ทั้งสิ้น กระทั่งผู้เฒ่าที่นำสกุลอย่างฉินเมิ่งก็ไม่รอดเงื้อมมือขององค์ชายสามเย่เซียวและองค์ชายสี่เย่หานไปได้ เหลือเพียงสองพ่อลูกสกุลฉินตรงหน้าลู่ถิงอวี่เท่านั้น!

ลู่ถิงอวี่ที่ใครต่อใครเคยคิดว่าอ่อนแอ บอบบางประหนึ่งกิ่งหลิวลู่ลม ประณีตราวหยกขาวงามกระจ่างนั่น...ผู้ใดจะนึกว่าการลงมือแต่ละครั้งโหดเหี้ยมและอำมหิต ราวกับหยอกเย้าเหยื่อและเล่นสงครามประสาทให้หวาดกลัวจนตาย จากนั้นก็โจมตีทางร่างกายด้วยฝีมือที่เหนือกว่า!

วิชาการต่อสู้ของลู่ถิงอวี่นั้นต่างกับภาพลักษณ์ของเขายิ่งนัก การลงมือหนักหน่วงใกล้จุดตายแต่ก็ไม่ให้โดนจุดตาย การเคลื่อนไหวของเขาคล่องแคล่วว่องไวจนแทบจะเห็นเป็นเงารางๆ ด้วยวิชาตัวเบาเร้นเงาจันทร์ ดาบแต่ละรอยแผลจงใจกดลึกลงไปไม่มากนัก ให้พอเกิดแผลไปทั่ว

 

นิสัยการต่อสู้กละการลงมือไม่คล้ายคนที่ดูสง่างามราวหยกขาวของลู่ถิงอวี่เลย

 

“เจ้าคนชั่วช้า!!” ฉินเหวินแผดเสียงด่า เขาเจ็บไปหมดทั้งตัว รวดร้าวไปและปวดแผลตุ้บๆ มันกลับเล่นราวหยอกเหยื่อ ชวนให้หวาดผวาจนตัวสั่น...ไม่กล้าแม้จะตอบโต้!

“ถูกคนชั่วเช่นพวกเจ้าด่าว่าชั่วช้านี่ก็คือข้าเป็นคนดีสินะ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเข้าข้างตนเองได้โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนสี และความเร็วที่มิได้ตกลงเลยแม้แต่น้อย ก่อนดวงตาดอกท้อคู่สวยจะสังเกตเห็นใครที่กำลังเดินทางตน

เขาผลักฝ่ามือใส่ฉินเหวินและฉินเจาผลักทั้งคู่กระเด็นไปไกล ล้มลุกคลุกคลานอย่างน่าสังเวช จากนั้นก็เหยียบย่างอย่างแผ่วเบาร่อนลงตรงหน้าฮ่องเต้เย่เทียนหลง ร่างสูงทำความเคารพจากนั้นก็มองลูกแมวน้อยในอ้อมแขนของฮ่องเต้ด้วยสายตารักใคร่เอ็นดู

“อวิ๋น...กลับมาแล้วหรือ ไม่บาดเจ็บใช่หรือไม่?” ลู่ถิงอวี่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและอ่อนโยนอย่างที่สุด ต่างกับน้ำเสียงที่ใช้พูดคนอื่นและคนสกุลฉินอย่างสิ้นเชิง ทำเอาบรรดาองครักษ์ทั้งหลายมองหน้ากันตาปริบๆ

 

คุณชายขอรับท่านจะสองมาตรฐานไปแล้วนะขอรับ! 

 

“ข้าไม่บาดเจ็บ ถิงอวี่เล่า! เป็นอย่างไรบ้าง!” เย่ซืออวิ๋นอยากจะไปดูสามี แต่กลับถูกพระบิดารัดแน่นขึ้นไม่ยอมปล่อย ทำเอาเจ้าตัวต้องกะพริบตาปริบๆ ใส่เสด็จพ่ออย่างออดอ้อน ทำเอาคนไม่เคยใจแข็งได้อย่างเย่เทียนหลงได้แต่ยอมวางลูกชายลง มองเจ้าตัวน้อยโผเข้ากอดเจ้าลู่ถิงอวี่ตาปริบๆ 

“ข้าไม่บาดเจ็บแต่เหนื่อยยิ่งนัก คนพวกนั้นช่างน่าชังจริงๆ เลยอวิ๋น” ลู่ถิงอวี่เอ่ยกับภรรยาอย่างออดอ้อน ซ้ำยังดึงร่างของเย่ซือวิ๋นมากอดไว้หลวมๆ ด้วย เขาเอาคางตัวเองวางบนไหล่เล็กๆ ของภรรยา ออดอ้อนคลอเคลียราวตัวเองเป็นเสี่ยวหลันไปได้

“ถิงอวี่เหนื่อยมากหรือ” เย่ซืออวิ๋นถามอย่างห่วงใย ล้วงผ้าเช็ดหน้ามาซับใบหน้าของสามีด้วยความเป็นห่วง ดวงตาคู่สวยเมียงมองไปทุกส่วนราวหาสิ่งผิดปกติในร่างกาย แค่เห็นหยดเหงื่อบนใบหน้าของลู่ถิงอวี่เขาก็ตวัดตาดุๆ ใส่ฉินเหวินและฉินเจาแล้ว!

 

คนพวกนี้บังอาจทำสามีของเขาเหนื่อยงั้นรึ!

 

“พวกเจ้าบังอาจแตะต้องถิงอวี่ของข้าหรือ!” เย่ซืออวิ๋นตาวาว “ถิงอวี่เอากระบี่อ่อนชางชุนมาให้ข้า เจ้าไปพักเสีย ข้าจัดการเอง!” เย่ซืออวิ๋นจัดการพาสามีไปยืนข้างพระบิดา รับกระกระบี่อ่อนจางมือของลู่ถิงอวี่มาถือไว้ จากนั้นก็พุ่งไปจัดการฉินเจาและฉินเหวินอย่างรวดเร็ว!

“พะ...พวกเจ้า...มันพวกหมาหมู่!”

“หมาหมู่ที่ใดกัน ข้ากับถิงอวี่เป็นสามีภรรยา สามีภรรยาก็ไม่ต่างอันใดกับคนคนเดียวกัน...นี่เรียกว่าการร่วมมือกันของสามีภรรยาต่างหากเล่า!” เย่ซืออวิ๋นเชิดหน้าเอ่ยได้อย่างสง่างามที่สุด ทำเอาเย่เทียนหลงได้แต่ถอนหายใจระอา พลางมองลู่ถิงอวี่อย่างไร้คำพูดจา

“เจ้าตัวน้อยติดนิสัยเสียๆ ของเจ้ามาเยอะจริงๆ”

ลู่ถิงอวี่มองตามแผ่นหลังของภรรยาด้วยสายตาอ่อนหวานรักใคร่อย่างที่สุด ดวงตาดอกท้อคู่นั้นเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “อวิ๋นเป็นภรรยาที่รักของกระหม่อม...อย่างที่อวิ๋นพูดระหว่างพวกเราไม่ต่างอันใดกับคนคนเดียวกัน...”

เย่เทียนเบือนหน้าหนี แทบจะห้ามใจไม่ไหวให้ซัดเจ้าลูกเขยน่าหมั่นไส้นี่!

“อวิ๋นอย่ากระทืบเช่นนั้นประเดี๋ยวเจ้าจะเจ็บเอา คนพวกนั้นหนังหนาแต่เจ้าบอบบางนะ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยปรามภรรยาที่กำลังถีบอีกฝ่ายอย่างแรง ก่อนจะหันมามองสามีแล้วชะงักเท้ากะพริบตาปริบ เอียงหน้าเล็กน้อยแล้วคลี่รอยยิ้มหวาน

“ได้...ฟังเจ้า”

 

องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ พระองค์เองก็ต้องดูสถานการณ์ด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้มิใช่ช่วงเวลามาอวดสามีและอวดภรรยากันนะพ่ะย่ะค่ะ!

 

เย่ซืออวิ๋นจัดการฉินเหวินและฉินเจาได้ในเวลาไม่นาน จากนั้นก็ยกหน้าที่ต่อให้องครักษ์ไปจัดการควบคุมตัวทั้งสองคนนั้น

“พวกเราเข้าวังกันเถิด จะเช้าแล้วด้วย ประเดี๋ยวคนอื่นๆ จะเป็นห่วงเอา ป่านนี้พวกน้องสาม น้องสี่ คงกลับเข้าวังหลวงแล้ว...ต้องพาเสด็จพ่อไปให้หมอหลวงโจวตรวจดูอาการด้วย” เมื่อได้ระบายความหงุดหงิดที่สามีถูกคนรังแกแล้วเย่ซืออวิ๋นก็ไปจูงมือลู่ถิงอวี่ไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยชวนทันที

“ได้สิ...ข้าเชื่ออวิ๋นทุกอย่างอยู่แล้ว เหนื่อยหรือไม่คนดี...มาข้าช่วยเช็ดเหงื่อให้เจ้านะ” ลู่ถิงอวี่ใช้ชายเสื้อของตนซับเหงื่อให้ภรรยาก่อนจะยิ้มหวานแล้วชะโงกหน้าหอมแก้มใสฟอดใหญ่ไม่อายธารกำนัลแล้วก็ไม่สนบิดาหวงลูกที่กำลังคิ้วกระตุกด้วย

“ถะ...ถิงอวี่!” เย่ซืออวิ๋นจับแก้มตัวเองทันที...ก็ยามนี้มีทหารองครักษ์อยู่ตั้งมาก ทุกคนเห็นชัดเลยน่ะสิ! เขามิได้หน้าหนาถึงเพียงนั้นเสียหน่อย!

“เจ้าหอมที่สุดเลย”

“พอดีลู่ถิงอวี่! เจ้าตัวน้อยกลับวังกันเถิด!” เย่เทียนหลงทนมองไม่ไหว อุ้มลูกชายขึ้นหลังจากนั้นก็ใช้วิชาตัวเบาเร้นเงาจันทร์หายวับไปทันที ลู่ถิงอวี่ถอนหายใจยิ้มๆ กำชับบรรดาองครักษ์อยู่สามสี่ประโยค ใช้วิชาตัวเบาเช่นเดียวกับอาจารย์ของตนตามไปติดๆ ทำเอาบรรดาองครักษ์ทั้งหลายได้แต่ถอนหายใจระอา

 

จริงๆ เลยนะ ที่จริงแล้วแต่ละคนก็นิสัยเสียตามๆ กันนั่นล่ะ!

แต่พวกเขาพูดได้เสียที่ไหนกันเล่า!!

.........

 

เมื่อกลับมาถึงวังหลวงที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด อยู่ในความดูแลของฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟยและอัครเสนาบดีลู่จิง องครักษ์ตรวจตราอย่างเคร่งครัดกระทั่งมดหรือยุงสักตัวยังยากจะปล่อยผ่าน ฉินฮวาซิงรวมถึงหยางฉิงที่มาคอยอยู่เป็นเพื่อนพระนางทั้งสองก็อดกังวลมิแพ้กัน...เดินไปเดินมา อ่านหนังสือ สวดมนต์เพื่อรอข่าวคราวของคนข้างนอกอย่างใจจดใจจ่อ

“ฝ่าบาทเสด็จพ่ะย่ะค่ะ!!” เกาจิ้งที่รอรับใช้อยู่ในตำหนักจิ้งหยางเอ่ยอย่างตื่นเต้นและถอนหายใจอย่างโล่งอกยามเห็นฝ่าบาทและองค์ชายใหญ่รวมถึงคุณชายลู่กลับมา

“หลงเกอ!” ลู่จิงเบิกตาโตด้วยความยินดี มองร่างสูงที่วางองค์ชายใหญ่ลงบนพื้น จากนั้นก็พุ่งตัวเข้าหาอ้อมแขนกว้างที่อ้าแขนออกรับไว้แล้วดึงมากอดแน่น เสียงทุ้มต่ำเอ่ยข้างหูราวปลอบโยน

“จบแล้ว...มันจบแล้วเสี่ยวจิง”

ลู่จิงซุกหน้ากับอกกว้าง ก่อนจะเบิกตาโตยามมองไหล่กว้างที่ซึมโลหิต “ท่านบาดเจ็บ!”

“ฝ่าบาทบาดเจ็บหรือเพคะ!” จ้าวเสวี่ยเหมยและหยางจืออิงเอ่ยอย่างตกใจ “ตามหมอหลวงโจวที!”

“ข้าไม่ได้เป็นอะไรมากพวกเจ้าไม่ต้องกังวลเกินไปหรอก...พักผ่อนกันหรือยัง?” เย่เทียนหลงลูบหัวนางทั้งสองคนเบาๆ ก่อนจะจูงมือลู่จิงไปนั่งบนเก้าอี้ ไม่ปล่อยให้เสี่ยวจิงของตัวเองไปหาคนน่าหมั่นไส้อย่างลู่ถิงอวี่ ส่วนเย่ซืออวิ๋นนั้นก็ถูกเสด็จแม่ทั้งสองจับสำรวจไปทั่ว

“ลูกหิวยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซือวิ๋นกะพริบตาปริบๆ ออดอ้อน ท้องส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสาร ทำเอาพระนางแห่งวังหลังทั้งสองใจอ่อนยวบไปหมด กอดเจ้าตัวน้อยหมับแล้วรีบจูงไปหาหยางฉิงทันที

“พี่ใหญ่เจ้าขา น้องกับพี่ฮวาซิงเตรียมของกินอร่อยๆ ไว้ให้พี่ใหญ่เยอะแยะเลยเจ้าค่ะ” หยางฉิงที่ร้อนใจด้วยความเป็นห่วงทุกคนทำอันใดไม่ได้นอกจากเดินไปห้องครัวกำชับให้พ่อครัวทำเมนูต่างๆ เพื่อคนอื่นๆ ไม่เช่นนั้นนางได้สติแตกเป็นแน่ ส่วนพี่ฮวาซิงก็นั่งคัดแยกสมุนไพรเป็นกองเงียบๆ บางครั้งก็เดินไปกุมมือว่านกุ้ยเฟยไว้ราวปลอบโยน แต่ก็มิอาจปกปิดความร้อนรนและความเป็นห่วงได้เลย

“ขอบใจนะน้องฉิง เจ้าไม่ต้องห่วงน้องรองหรอก...เขาปลอดภัยดี เดี๋ยวเขาจัดการเรื่องเสร็จก็จะมาหาเสด็จแม่และเจ้าแล้ว”

เมื่อได้รับการยืนยันเช่นนี้หยางฉิงก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก “ดีเหลือเกินเจ้าค่ะ”

“ละ...แล้ว...” ฉินฮวาซิงเอ่ยแผ่วๆ นางเม้มริมฝีปากตนเองแน่นราวไม่แน่ใจ มือบางสั่นไหวเบาๆ เย่ซืออวิ๋นกำลังจะเอ่ยบอกว่าน้องสามเองก็ปลอดภัย แต่กลับถูกมือสามีดึงไว้เสียก่อน ลู่ถิงอวี่ยิ้มจางให้ฉินฮวาซิงก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นหนักใจจนโฉมสะคราญใจเสีย

“เย่เซียวเป็นคนเดียวที่พวกเข้าติดต่อไม่ได้...เฮ้อ เขาช่างมุทะลุ ป่านนี้มิรู้ว่าจะบาดเจ็บหนักหรือไม่ เขายิ่งชอบฝืนตัวเองอยู่ด้วย” ยิ่งพูดไปคุณชายหยกขาวบางคนก็ยิ่งตีสีหน้าเคร่งขรึมจนฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยใจเสีย แต่พอเห็นฮ่องเต่ส่ายหัวไปมาเป็นเชิงบอกว่า...

 

บางคนกำลังแต่งเรื่อง...

 

และก็เป็นอย่างที่ลู่ถิงอวี่ต้องการ เมื่อฉินฮวาซิงถึงกับทรุดลงกับพื้นพรมนุ่ม สูญเสียความเยือกเย็นที่เคยมีไปสิ้น นางแทบจะวิ่งออกไปตามหาเย่เซียวเสียเดี๋ยวนี้

“ไม่เป็นนะฮวาซิง..ลูกสามเก่งกาจมาก เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง” พระนางถลึงตาใส่ลู่ถิงอวี่ที่กลั่นแกล้งว่าที่สะใภ้ของนาง แม้จะรู้ว่าวิธีนี้จะทำให้ฉินฮวาซิงและเย่เซียวใกล้ชิดกันมากกว่าเดิมก็เถอะ

“แต่ว่าหม่อมฉัน...” นางก็อดกังวลไม่ได้อยู่ดี และก็เป็นห่วงเขาที่สุด...ปรารถนาจะเห็นเขามาปรากฏอยู่ตรงหน้านาง!

“ไม่ต้องกังวล” เย่เทียนหลงยอมเอ่ยปากให้ว่าที่ลูกสะใภ้วางใจ ทำให้ฉินฮวาซิงผ่อนคลายลงได้บ้าง...วาจาของฮ่องเต้ศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือได้ที่สุด

“ถิงอวี่ล่ะก็” เย่ซืออวิ๋นกระซิบดุๆ ใส่สามีที่ชอบกลั่นแกล้งคนอื่นให้กังวล แต่อีกคนกลับยิ้มหวานใส่กันเสียนี่ ทำเอาเขาพูดไม่ออกเลย

“องครักษ์จับตัวฉินเมิ่งกลับมาได้แล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมอยากไปเจอเขาสักครั้ง” ลู่ถิงอวี่เอ่ยขออนุญาตฮ่องเต้เย่เทียนหลง  จับมือภรรยาไว้หลวมๆ “มีเรื่องที่อยากบอกเขาให้ได้อยู่พ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าไปด้วยนะ” เย่ซืออวิ๋นรีบบอกทันที ไม่อยากให้สามีไปเผชิญหน้ากับคนแก่ร้ายกาจแบบฉินเมิ่งคนเดียว

“ไม่เป็นไร เจ้าพักผ่อนก่อนเถิด...กินให้อิ่มก่อน ข้าไปครู่เดียว ประเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว อยู่เป็นเพื่อนพระนางทั้งสองรวมถึงน้องฉิงและฮวาซิงด้วย” แม้จะอยากไปด้วยเพียงใดแต่เมื่อเห็นแววตาของสามีแล้วเย่ซืออวิ๋นก็พยักหน้ารับ ยังมิวายอดย้ำให้ลู่ถิงอวี่ดูแลตัวเองดีๆ และพาหรงหวันไปด้วย

ลู่ถิงอวี่ยิ้มหวาน เดินตามองครักษ์ไปในคุกหลวงใต้ดินส่วนที่ลึกที่สุดที่ปกติมักจะไว้ขังบรรดาผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงต่อแผ่นดินกันทั้งนั้น...

ในคุกส่วนในที่มีการคุ้มกันอย่างหนาแน่นด้วยองครักษ์ฝีมือดีครึ่งร้อยนั้นมีเสียงตะโกนโหวกเหวกและเสียงวายวาย รวมถึงเสียงสบถด่าลั่นดังมาไม่ขาด เมื่อทุกคนเห็นลู่ถิงอวี่ก็เปิดทางให้อย่างเป็นระเบียบ ดวงตาดอกท้อหรี่มองภาพคนหัวกระเซิงราวคนเสียสติของฉินเมิ่งนิ่ง ก่อนจะเดินไปใกล้

 

ตึก ตึก

 

เสียงฝีเท้าของเขากึกก้องท่ามกลางความเงียบสงบของคุกใต้ดิน เสียงนั้นทำให้ฉินเมิ่งหันมามองและพุ่งเข้าใส่จนกรงที่ขวางเขาอยู่ส่งเสียงสนั่น

และที่หน้าคุกนั่นร่างสูงของเย่เฟิง เย่เซียว รวมถึงเย่หานก็ยืนอยู่กันพร้อม...แต่ละคนมองฉินเมิ่งด้วยแววตาเหยียดหยาม

“สภาพเช่นนี้ห่างไกลจากสิ่งที่ใฝ่ฝันไว้มากเลยนี่ผู้เฒ่า” ลู่ถิงอวี่เอ่ยแผ่วเบา แม้จะไร้คำตอบกลับมาแต่แรงเขย่ากรงเหล็กนั่นก็ดังไม่หยุด “คลุ้มคลั่งถึงเพียงนี้เพราะพวกเจ้าพูดอะไรไปหรือ?”

“ก็แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ ว่าสกุลฉินถึงจุดจบอย่างไร” เย่เซียวยักไหล่ “เจ้ามาช้านะ”

“พี่ลู่เจองานหนักรึ?” เย่หานอดมองลู่ถิงอวี่อย่างสำรวจไม่ได้ ส่วนเย่เฟิงที่รู้จักสหายสนิทของตัวเองดีนั้นแต่ส่ายหน้า 

“ข้าว่าถิงอวี่ไม่น่าจะเจองานหนักแต่อ้อนพี่ใหญ่หนักไปมากกว่า”

ลู่ถิงอวี่ยักไหล่ยิ้มๆ เขาย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้าตนเองอย่างไม่กลัวว่าอาภรณ์ตนจะเปื้อนฝุ่น ใบหน้าหล่อเหลาสง่างามราวหยกขาวนั้นคลี่รอยยิ้มเย็นเยือก

“ข้าคิดว่าท่านน่าจะแกล้งคลุ้มคลั่งเพื่อหนีความจริง...แต่ข้าก็มีสิ่งที่อยากพูดกับท่านให้ได้อยู่ดี เหตุผลที่พวกท่านพ่ายแพ้ครั้งนี้เพราะความประมาทของพวกท่านเอง ท่านเป็นคนเก่งนะท่านอดีตราชครู...เพียงแต่ท่านยึดติดกับอะไรเดิมและเชื่อเพียงตัวเอง เชื่อแต่ในสิ่งที่ท่านเชื่อเท่านั้น...ท่านถือว่าตนเองมีประสบการณ์มาก” ลู่ถิงอวี่ยกยิ้มหยันจากนั้นก็เอ่ยต่ออีกประโยค “แต่บางครั้ง...ประสบการณ์นั้นก็จะหยุดยั้งอะไรใหม่ๆ ใต้หล้านี้ไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งล้วนมีการพัฒนา ล้วนมีการเติบโต...ท่านที่เอาแต่ยึดติดจึงพ่ายแพ้”

ฉินเมิ่งไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่เขย่ากรงแรงขึ้นอีกรอบ ก่อนจะสั่นเทาเพราะเสียงเย็นของลู่ถิงอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวาน

“ตั้งแต่วันที่พวกเจ้ากล้าทำให้เขาร่ำไห้เสียน้ำตา ข้าก็สาบานกับตนเองไว้แล้วจะทำให้พวกเจ้าชดใช้เป็นหลายเท่าทวีคูณ!”

 

ถ้ามิใช่น้ำตาของเมฆางามในวันนั้น...

บางทีวันนี้สกุลฉินอาจจะไม่ต้องถึงจุดจบเร็วถึงเพียงนี้ก็เป็นได้...

 

“สิ่งเดียวที่พวกเจ้าพลาด...คือการที่บังอาจทำอวิ๋นของข้าร้องไห้เสียใจ!”

 

……….

 

รู้สึกตอนท้ายๆ พี่ลู่เขาจะเท่ขึ้นมานิดหน่อยนะคะ 555 หลังจากน่าหมั่นไส้ขี้อวดไม่รู้สถานการณ์มาทั้งตอน แต่เหมือนน้องอวิ๋นจะติดนิสัยขี้อวดและขี้ขิงมาจากสามีหลายอย่างเลยนะคะเนี่ย ^_^ 

ชาติก่อนเสด็จพ่ออุ้มศพน้องไปส่งคืนพี่ลู่ แต่ชาตินี้พาน้องไปหาสามีแบบปกติแล้วยังหมั่นไส้เจ้าลูกเขยด้วยค่ะ พี่ลู่น่าหมั่นไส้จริงๆ สงสารบรรดาองครักษ์ทั้งหลายเอามากๆ เลยค่ะ 

ส่วนฝั่งของเสี่ยวลู่กำลังลังเลว่าจะรวมกับตอนหน้าหรือลงเป็นตอนพิเศษดี เอาไว้เราจะลองดูก่อนนะคะ ^_^ สำหรับเนื้อเรื่องหลักอีกสองตอนก็จะจบแล้ววว วางโครงเรื่องไว้แล้วแต่ชอบชื่อตอนมากเลยค่ะ 

ช่วงนี้อย่างที่บอกว่าเรายุ่งกับการปั่นธีสิสมากๆ เลย แถมอากาศร้อนยังทำให้ไมเกรนกับความดันถามหาอีก ดังนั้นถ้าหายไปหลายๆ วันคือกำลังปั่นงานหรือไม่ก็ต้องพักนะคะ ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยน้าาาา รักษาสุขภาพกันด้วย พักผ่อนกันเยอะๆ ระวังอย่างให้ป่วยนะคะ ฝุ่นทางภาคเหนือก็สูงติดอันดับโลกเลย ต้องระวังและดูแลตัวเองน้าาาา

ตอนก่อนเหมือนจะลงคำเรียกที่น้องหลันไว้เรียกพี่ลู่ผิด เราต้องขอโทษด้วยนะคะ ปรับแก้ไขเรียบร้อยแล้วน้าาา ขอบคุณหลายคนที่เตือนค่าาา 

ป.ล. ตอนนี้ยังไม่ได้ตรวจเช็คคำผิดนะคะ ถ้าเจอสามารถทักได้เลยค่าาา

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.175K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,283 ความคิดเห็น

  1. #4155 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 12:55
    จบเรื่องแล้ว เย้
    #4,155
    0
  2. #3906 HYUNPARK (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 20 มีนาคม 2564 / 02:25
    รักเสด็จพ่อที่สุด ทรงอบอุ่นยิ่งกว่าไมโครเวฟหลายร้อยเท่าพันเท่าเลยพ่ะย่ะค่ะ เป็นเสด็จพ่อที่คู่ควรกับคำเรียกว่าเสด็จพ่อมากๆ ละเรื่องอุ้มลูกชายคนโตนี่เสด็จพ่อเขาก็ไม่เคยลดละเลย อุ้มได้เป็นอุ้มกอดได้เป็นกอด รักมากแหละดูออก มองจากนอกโลกยังรู้เลยว่ารักมากที่สุด รักกว่าลูกคนอื่นๆเสียอีก แต่องค์ชายคนอื่นก็ไม่อิจฉาหรอกเพราะก็รักพี่ชายไม่น้อยกว่าที่เสด็จพ่อรักเลย ก็จะประมานว่าไม่รักตนไม่เป็นไรแต่รักพี่ใหญ่เยอะๆก็พอ และใช่ เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ! ทุบเจ้าคนแซ่ลู่ผู้คลั่งรักคนนั้นสักทีเถิด หมั่นไส้ไม่ไหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ คลั่งรักได้ทุกเวลาทุกสถานการณ์เลย
    #3,906
    0
  3. #3843 KnitMaker (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 13 มีนาคม 2564 / 07:02
    ดีแล้วที่เปนอย่างนี้ หมั่นไส้พี่ลู่ทั้งตอนอะ 5555
    #3,843
    0
  4. #3840 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 12 มีนาคม 2564 / 05:17

    อยากให้พี่ลู่เก็บความเท่นี้ไว้ให้อวิ๋นน้อยได้ชื่นชมบ้าง! ไม่ได้ไม่ดีก็อ่อนปวกเปียกใส่เมียตลอด! น่าทุบ!!

    #3,840
    0
  5. #3839 faasscc (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 12 มีนาคม 2564 / 04:46

    รออ่านตอนพิเศษของฮ่องเต้ค่า อยากรู้อดีตสมัยหนุ่มๆ

    #3,839
    0
  6. #3838 ffahhbass (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 12 มีนาคม 2564 / 04:18
    ขอแยกเป็นตอนพิเศษได้มั้ย ฉินไห่ฟง กับเสี่ยวรุ่ย ชอบมาคู่นี้
    #3,838
    0
  7. #3837 Bow_01 (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 18:30
    เนี่ย! กะยอกแล้วว่าอย่าไปแตะต้องของรักของหวงเค้าาา
    #3,837
    0
  8. #3836 inspirer (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 18:09
    หมั่นไส้พี่ลู่จริงๆแหละค่ะ หมั่นไส้มากกก อยากอุ้มอวิ๋นน้อยบ้างงง
    #3,836
    0
  9. #3835 ด า ว ต ก (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 08:29
    คลั่งรักจริงๆ เลยสองคนเนี้ย!
    #3,835
    0
  10. #3834 Nisaratkk (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 07:53
    ไรท์มีเล่มมั้ยคะ แงงงง อยากสนับสนุนไรท์มากเลย แต่งดีจนเราอินตามมมากๆเลย
    #3,834
    0
  11. #3833 Lalaland332221 (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 07:16
    กรี๊ดดดดดด พี่ลู่อย่างเท่
    #3,833
    0
  12. #3832 Whanzaaaa (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 06:44
    ภพนี้ - พบนี้ / เมนู (คำอังกฤษ)- อาจจะเป็นคำว่า อาหาร ก็ได้ค่ะ บริบทได้อยู่ ป.ล. ตอนจบแบบนี้ดีต่อใจ ทุกคนมีความสุข
    #3,832
    0
  13. #3831 VKK42 (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 06:05
    ,บทสรุป ลงเอยได้ดี 👍👍👍
    #3,831
    0
  14. #3830 BONGBONGBONG (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 02:36
    คนคลั่งรักมันเป็นแบบนี้นี่เอง
    #3,830
    0
  15. #3828 Notty Kero (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 00:39
    ตอนจบที่แตกต่างกันดีเหลือเกิน
    #3,828
    0
  16. #3827 pcard (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 00:24
    ชอบตอนเสด็จพ่ออุ้มน้องมากเลยค่ะ ซึ่งน้องยังมีชีวิตอยู่ ไม่เป็นเหมือนครั้งเก่าอีกแล้ว ไม่มีใครต้องเจ็บปวดอีกแล้ว 🙂
    #3,827
    1
    • #3827-1 dc99(จากตอนที่ 51)
      11 มีนาคม 2564 / 01:33
      มีสิสกุลฉินไง เจ็บปวดจากชาติที่แล้วและชาตินี้ ย้อกน่า.
      #3827-1
  17. #3826 ดาวนอกโคจร (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 10 มีนาคม 2564 / 23:52
    องค์รักษ์ก็คือสงสารมากๆ เจ้านายคลั่งรักไม่เลือกที่เลย
    #3,826
    0
  18. #3825 SRHWP (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 10 มีนาคม 2564 / 23:38
    คลั่งรักไม่เกินจริงอ่ะสำหรับถิงอวี้
    #3,825
    0
  19. #3824 Sunshine sky (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 10 มีนาคม 2564 / 23:18
    ทุกคนสุดยอดมากค่า

    ความหมั่นใส้ลูกเขยตลอดกาล55
    #3,824
    0
  20. #3823 TheRiverBrown (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 10 มีนาคม 2564 / 23:12
    หมั่นไส้พี่ลู่! คูมพ่อคือที่สุดแล้ว
    #3,823
    0
  21. #3822 patsawee_ (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 10 มีนาคม 2564 / 23:03
    น่าหมั่นไส้มาทั้งเรื่อง มาหล่อเอาตอนนี้เลยนะคะเนี่ย555555
    #3,822
    0
  22. #3821 ZVKIKI (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 10 มีนาคม 2564 / 23:01
    ตอนฉากที่คุณพ่อต่อสู้คือแบบเท่สุดๆ อินี่คือเหมือนเชียร์มวย เอาอีกพ่อ!!! เอาอีกค่ะ จัดการมันเลย!!! แต่น่ารักมากๆแง มันอบอุ่นหัวใจไปหมดเลย รู้สึกแบบโล่งใจ รู้สึกว่า อ่า มันจบแล้วสินะ ปมใหญ่ที่สุดของเรื่อง ทุกตัวละครผ่านมันมาได้อย่างเข้มแข็ง การเติบโตและเชื่อใจกัน มันเป็นอะไรที่ดีมากจริงๆ ชอบฉากที่ฮวาซิงเสียอาการเป็นห่วงพี่สามนะ5555555เพราะนานๆทีจะได้เห็นโม
    เม้น ที่ไม่ได้กัดกัน แต่ใจหายจังแง เรื่องนี้ใกล้จะจบแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ รีทจะติดตาม สนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ไรท์ในเรื่องต่อๆไป

    หรือในทุกๆเรื่องเสมอนะคะ คุณไรท์สู้ๆ!!!
    #3,821
    0
  23. #3812 Timjel (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 8 มีนาคม 2564 / 22:47
    เสด็จพ่อมาเเล้วงววว
    #3,812
    0
  24. #3811 น้อง อืดด ด (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 8 มีนาคม 2564 / 22:05
    เสด็จพ่อหล่อที่สุดดดดด
    #3,811
    0
  25. #3809 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 8 มีนาคม 2564 / 13:29

    เสด็จพ่อมาได้เวลามาก! โคตรเท่!

    #3,809
    0