ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 50 : 四十三 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 十六 สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง (一)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,712
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,528 ครั้ง
    7 มี.ค. 64

十六 
 

สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง

 

 

ตำหนักจิ้งหยางของฮ่องเต้เย่เทียนหลงยามนี้ภายในตำหนักนั้นมีองค์ชายทั้งสี่ พ่อลูกสกุลลู่ แม่ทัพหยางกำลังนั่งสนทนากันเบาๆ แต่พระเนตรคมกล้าของฮ่องเต้เย่เทียนหลงนั้นตวัดมองลู่ถิงอวี่ไม่หยุด จนลู่จิงได้แต่ถอนหายใจ ยื่นมือไปแตะแขนแกร่งราวจะปราม

 

เป็นบิดาที่หวงลูกเกินไปจริงๆ ขนาดองค์ชายใหญ่แต่งงานแล้วก็ยังหวง

แค่ซืออวิ๋นน้อยถูกอาถิงอุ้มมาเข้าเฝ้าเพราะไม่มีแรง

ทีเขาถูกรังแกจนลุกขึ้นไม่ได้ มิเห็นลู่จิงจะไปเรียกร้องกับใครได้เลย!! 

 

“เสด็จพ่อ...อย่ารังแกถิงอวี่เลยนะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นช้อนตาแป๋ว หน้าร้อนๆ เขินอายขึ้นมองพระบิดา พลางอ้าปากรับขนมที่องค์ชายรัชทายาทเย่เฟิงป้อนให้เคี้ยวหนุบๆ เมื่อเช้าเกาจิ้นมาเชิญที่ตำหนักลั่วสุ่ยนอกวังแต่เพราะเขาไร้เรี่ยวแรงเพราะถูกสามีรังแกมาหลายชั่วยาม สุดท้ายก็ยังต้องให้ถิงอวี่อุ้มเข้ามาตำหนักจิ้งหยางอีก

“พี่ใหญ่กินอันนี้ก่อน...”

“ใช่ๆ ลองชิมอันนี้ด้วย”

พี่ใหญ่ที่ถูกบรรดาน้องชายทั้งสามป้อนโน่นป้อนนี่ให้กะพริบตาปริบ แต่ก็ยังหันไปหาทุกคนพร้อมเคี้ยวทุกอย่างด้วยความหิว ส่วนองค์ชายทั้งสามคนก็ร่วมมือกันให้คุณชายหยกขาวถูกพระเนตรคมกริบมองต่อไปนั่นแหละ!

 

หน็อย! บังอาจรังแกพี่ใหญ่ของพวกเขางั้นหรือ...คอขาวๆ นั่นมีแต่รอยแดงเต็มไปหมด

นอกจาหวงพี่แล้วคนไร้คู่เช่นพวกตนรู้สึกริษยาน่ะสิ!

 

ลู่ถิงอวี่จิบชารสเลิศช้าๆ ทำได้แต่ยิ้มจางเพราะตนก็รังแกภรรยาคนงามหนักไปจริงๆ นั่นล่ะ...ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนอวิ๋นแทบจะสลบคาอ้อมอกของตน

 

เฮ้อ...ความหึงหวงนี่ร้ายกาจจริงๆ

ลู่ถิงอวี่ผู้เพิ่งเคยสัมผัสคำนี้ได้แต่บ่นตนเองในใจ...ซ้ำยังหึงหวงด้วยเรื่องของชาติก่อนอีก

 

“ธุระของเสด็จพ่อกับท่านพ่อเรียบร้อยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?...น้องสี่ข้าเอาอันนั้นอีกได้หรือไม่?” เย่หานตักขนมสีชมพูชิ้นเล็กๆ ป้อนให้พี่ชายตามบัญชา

“เรียบร้อยดี” เย่เทียนหลงตัดสินใจเลิกส่งสายตาคาดโทษเจ้าคนน่าหมั่นไส้บางคน ให้ลู่จิงรับผิดชอบเอาแล้วกัน “เรื่องที่พวกข้าออกไปนั้นค่อยคุยกัน...สุ่ยชิงสถานการณ์ตอนนี้?”

“ท่านก็รู้ดี...คิดจะลงมือในเมืองหลวงฝูหยางแห่งนี้ถ้ามิใช่โง่มากก็โง่สุดๆ” แม่ทัพอย่างหยางสุ่ยชิงถอนหายใจเบาๆ “พวกขุนนางเหล่านั้นเสี่ยวจิงก็จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว คนพวกนั้นล้วนไม่มีทางก่อคลื่นลมอันใดได้เป็นแน่”

 

ฉินเซ่าเจ๋อรู้จักลู่จิงดี...แต่ก็เป็นแค่ลู่จิงในหลายปีก่อน มิรู้หรืออย่างไรว่าอีกคนน่ะซึมซับนิสัยร้ายๆ ของฮ่องเต้ไปใช้จัดการอะไรต่อมิอะไรได้อย่างเด็ดขาดทีเดียว

 

เย่เทียนหลงส่งสายตาเย็นชาใส่หยางสุ่ยชิงเพราะคำเรียกขานเสี่ยวจิงนั่น...แค่คำเรียกเขาก็หวง ผู้ใดจะกล้ามีปัญหากับฮ่องเต้เช่นตนกัน! ทำเอาท่านแม่ทัพใหญ่หันไปกลอกตาอีกทาง แทบอยากจะออกไปทำงาน ไม่อยากอยู่ตำหนักจิ้งหยางแล้ว

 

เหตุใดคนสกุลนี้ถึงมีแต่คนขี้หวงอย่างร้ายกาจกันนะ!

เฮ้อ! ขนาดองค์ชายรัชทายาทที่ยังมิได้เป็นอันใดกับบุตรีตนก็ยังจัดการใครก็ตามที่เข้าใกล้ฉิงเอ๋อร์ออกไปหมดเลย!

 

“เรื่องโยกย้ายประชาชนบางส่วนในเมืองหลวง และบริเวณใกล้กำแพงวังกระหม่อมกับน้องสี่กำลังดำเนินการพ่ะย่ะค่ะ” เย่เซียวเช็ดปากให้พี่ชาย เขาดีดหน้าผากเนียนของเย่ซืออวิ๋นไปเบาๆ เพราะพี่ใหญ่แอบมองผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นแล้วยิ้มหยอกล้อ

 

ผ้าเช็ดหน้าที่ฮวาซิงปักให้เขา...พูดให้ชัดก็คือเย่เซียวไปยียวนจนนางแทบจะปาใส่มาต่างหาก และโดนเสด็จแม่ทั้งสองฟาดเอาด้วย

 

“แต่ก็เหมือนที่ท่านลุงบอก...ลูกไม่คิดจริงๆ ว่าเหตุใดจึงมีคนโง่คิดจะบุกหรือโจมตีเมืองฝูหยาง” เย่เซียวขมวดคิ้วครุ่นคิด

“พวกเขาอาจคิดว่าตนเองก็เป็นสายเลือดของสกุลฉิน ปฐมกษัตริย์มีฮองเฮาสกุลฉินคู่บัลลังก์ คิดว่าตนมีสิทธิ์หรืออาจจะรู้จักเมืองฝูหยางแห่งนี้ดี...” เย่เฟิงยิ้มบางๆ อ้าปากรับขนมที่พี่ชายป้อนให้ พลางยิ้มขอบคุณ

 

เขาชอบการเป็นน้องชายให้พี่ใหญ่ใส่ใจเช่นนี้...และว่าที่ฮองเฮาของตนอย่างน้องฉิงก็ชอบมากด้วย

ดังนั้นไว้เขาแต่งงานกับน้องฉิงแล้วก็จะอ้อนพี่ใหญ่ต่อไปเช่นนี้ล่ะ!

 

“ส่วนกลุ่มคนในยุทธภพที่น่าจะร่วมมือกับฉินเซ่าเจ๋อ...พี่รุ่ยเอินบอกว่าเขาจะจัดการเอง โมโหกระทืบเท้าจนทุบพี่ไห่ฟงช้ำไปหมดแล้ว” เย่หานหัวเราะเบาๆ เห็นภาพคุณชายสามสกุลฉินถูกคนชุดแดงทุบเอาๆ แถมฉินไห่ฟงก็ไม่ตอบโต้ด้วย...แต่ดูจากแววตาแล้วเย่หานคิดว่าเมื่อถึงคราวทวงดอกเบี้ยขึ้นมาคนชุดแดงน่าจะไม่มีแรงลุกไปหลายวัน

“ข้า...เป็นห่วงพี่ไห่ฟง” เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจ กำลังจะลุกกลับไปนั่งใกล้สามีตนเองก็ถูกน้องชายแต่ละคนดึงไว้ ซ้ำแขนแกร่งของเสด็จพ่อก็ยังขวางไว้อีกด่านทำเอาเขาได้แต่ยิ้มแหยให้ลู่ถิงอวี่ จะอ้อนทุกคนให้ยอมแต่ละคนก็เปลี่ยนเป็นเรื่องจริงจังได้อย่างถนัดยิ่งนัก ราวกับวางแผนล่วงหน้ามาก่อนแล้วเลย

 

เฮ้อ...ไว้จะชดเชยให้นะถิงอวี่

 

เย่ซืออวิ๋นบอกทางสายตากับสามี ซึ่งแน่นอนว่าสามีคนดีก็ขยับปากแบบไร้เสียง ใช้ดวงตาดอกท้อหวานฉ่ำนั้นหยอกเย้าภรรยา ‘คืนนี้อวิ๋นต้องรังแกข้านะ’

“แฮ่ม!” คนสกุลเย่แสนขี้หวงกระแอมออกมาดังๆ พร้อมกัน แต่คุณชายหยกขาวบางคนกลับยิ้มกว้าง...เขาหยอกเย้าและเกี้ยวภรรยาของตนเองไม่ใช่เรื่องผิดตรงไหนเลย คนที่กระแอมขัดน่ะสิที่ผิด

 

คอยดูเถิดจะหาเรื่องให้ท่านพ่อมิต้องเข้าวัง ให้หยางฉิง ฉินฮวาซิงและเจิ้งปินมีเรื่องยุ่งจนไม่มีเวลามาอยู่กับแต่ละคนเลยคอยดูสิ!

 

เย่ซืออวิ๋นนั่งลงที่เดิม โดยมีเย่เฟิง เย่เซียวและเย่หานจับแขนพี่ชายไว้คนละข้าง อีกคนก็คอยป้อนนู่นป้อนนี่ให้เพื่อไม่ให้พี่ชายไปนั่งข้างคนน่าหมั่นไส้บางคน “อย่างไรเสียเขาก็เป็นบิดาของพี่ไห่ฟง...” 

 

แต่สำหรับเย่ซืออวิ๋นคนคนนั้นไม่ใช่บิดา...ไม่ใช่มาตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว

 

จะมีบิดาคนใดในโลกที่ผลักบุตรชายตนเองให้ไปรับคมดาบแทนเล่า...ไร้ความรัก ไร้ความเมตตา ไร้ซึ่งความผูกพันแต่กลับมาถามหาความกตัญญูเช่นนั้นหรือ...น่าเสียดายที่เย่ซืออวิ๋นมิใช่คนที่เห็นแก่คำนั้นมากกว่าความจริงที่สัมผัสมาตลอดตั้งแต่ชาติก่อน

“บิดาที่ไม่เคยทำหน้าที่บิดานั้นยากจะเอ่ยยิ่งนักซืออวิ๋นน้อย...ไห่ฟงกังวลและลำบากใจก็จริง แต่ข้าเชื่อว่าเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว” ลู่จิงเอ่ยพร้อมยิ้มปลอบ “สิ่งเดียวที่ข้าชื่นชมสกุลฉินก็คือ...พวกเขาช่างสั่งสอนฉินไห่ฟง ฉินฮวาซิงรวมถึงฉินฟางหนี่ว์ได้มาดีทีเดียว”

 

เด็กพวกนั้นกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและวาดหวังถึงอนาคตใหม่ของสกุล

เขาเชื่อว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าสกุลฉินจะกลับมารุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิมเป็นแน่

 

“ไห่ฟงมีดวงตะวันของเขาอยู่ข้างๆ อวิ๋นอย่าได้กังวลเลย...สมองของเขาคงเอาเวลาไปครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนซื่อบื้ออย่างรุ่ยเอินรู้ตัวสักที กับระวังมิให้เจ้าตัวแสบนั่นอาละวาดเกินไปมากกว่า” ลู่ถิงอวี่กล่าวยิ้มๆ ดวงตาดอกท้อมองริมฝีปากแดงของภรรยาที่ยังคงแดงเจ่ออยู่บ้างเพราะฝีมือตนเอง...

 

แดงจัด...จนน่าจูบ

 

ดวงตาดอกท้อหลุบต่ำลงเพราะเริ่มรู้สึกว่าสมองและสมาธิของตนจะมิได้จดจ้องอยู่กับเรื่องงานบ้านงานเมือง แต่เป็นการคิดว่าราตรีนี้จะให้ภรรยารังแกตนเองอย่างไรดี

 

ช่างเถิดๆ ตอนยังเยาว์มีปนิธานอยากเป็นอัครเสนาบดีทำคุณเพื่อแผ่นดิน พอเติบโตขึ้นได้แต่งงานกับภรรยาคนงามแสนดีเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า...ก็มีความฝันเรียบง่ายแค่เป็นสามีที่ดีของอวิ๋นเท่านั้นล่ะ

 

“หืม? แต่ข้าว่าฉินเซ่าเจ๋อคงระแคะระคายบ้างแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่สั่งให้คนจับตาดูเรือนของฉินไห่ฟงไว้หรอก ถ้าหากรุ่ยเอินถูกจับเป็นตัวประกัน...”

“คนที่จับรุ่ยเอินคงตายก่อนที่ไห่ฟงจะไปช่วย” เย่เซียวเอ่ยต่อประโยคของเย่เฟิง จากนั้นก็หัวเราะ เขาที่ประมือกับรุ่ยเอินบ่อยที่สุดย่อมเข้าใจดีว่าฝีมืออีกฝ่ายเป็นอย่างไร กับมิตรสหายรุ่ยเอินนั้นดียิ่ง แต่กลับศัตรู

 

ประมุขน้อยพรรคมารไม่เคยปราณีผู้ใด!

 

“หรือไม่ก็ให้มีคนทำร้ายพี่ไห่ฟง...” เย่หานเลิกคิ้วคล้ายจะคิดเรื่องสนุกๆ ก่อนจะหันไปหาพี่ใหญ่เพราะถูกตีเอาหนึ่งที

“ห้ามคิดอะไรแผลงๆ นะน้องสี่ มิเช่นนั้นข้าจะบอกเจิ้งปิน” เย่ซืออวิ๋นขู่ฟอด

“หึๆ ท่านไปบอกเลย...ข้าอยากให้องครักษ์เจิ้งตีจะแย่อยู่แล้ว” องค์ชายสี่ยักคิ้วราวอันธพาล เลยถูกพี่ใหญ่ฟาดเอาอีกหนึ่งที ซ้ำยังขึงตาใส่ด้วย

“ปกติชาวยุทธมิยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ฉินเซ่าเจ๋อก็ช่างถนัดเจรจาพาทีนำชาวยุทธเหล่านี้มาร่วมมือด้วยเสียจริง” หยางสุ่ยชิงอดบ่นไม่ได้

“สกุลฉินร่ำรวยและพวกเขามีเส้นสายการค้าไปทั่ว...ข้อนี้สามารถนำมาและกับผลประโยชน์และหลอกล่อให้ผู้คนร่วมมือได้อยู่แล้ว” ลู่จิงรินชาให้ฮ่องเต้เย่เทียนหลง เขาจะรินให้หยางสุ่ยชิงด้วยแต่ฮ่องเต้บางคนกลับถลึงตาใส่ ท่านแม่ทัพใหญ่ผู้มีปัญญารินชาดื่มเองได้กลอกตาครบหนึ่งรอบถ้วนและรีบอยากออกไปจากตำหนักจิ้งหยางเต็มทีแล้ว!

“มาก็ดี...ข้ารอมาหลายปีแล้ว” เย่เทียนหลงเอ่ยเสียงเย็น ตั้งแต่หลายปีก่อนที่สกุลฉินออกไปจากเมืองหลวงเพื่อสร้างชื่อเสียงและความดีงามให้สกุลเขาก็อยากจะกำจัดสกุลฉินออกไปเต็มนานแล้ว มิใช่แค่เขาแต่ยังรวมถึงเสด็จพ่อและฮ่องเต้องค์ก่อนหน้า...

เพราะยิ่งนานวันเข้าสกุลฉินก็ยิ่งคิดว่าแผ่นดินต้าเซี่ยแห่งนี้ก็เป็นของพวกเขาเช่นกัน เพียงเพราะพวกเขาสืบสายเลือดมาจากปฐมฮองเฮาเพียงเท่านั้น

 

น่าขันยิ่งนัก!

 

ฮ่องเต้ผู้ปกครองแว่นแคว้น...ราชวงศ์แห่งแผ่นดินมิได้เหมาะสมเพราะสายเลือด แต่เป็นการทุ่มเทและปกปักษ์รักษาแผ่นดินนี้อย่างเต็มที่ ปกครองด้วยทศพิศราชธรรมเพื่ออาณาประชาราษฎร์ของตน

 

นั่นเป็นสิ่งที่สกุลฉินไม่เคยมี!!

แล้วคนเหล่านี้จะควรค่าอันใดกับบัลลังก์มังกรที่อยู่เหนือทุกคนในแว่นแคว้นเล่า!

 

หลายปีก่อนสกุลฉินสะสมชื่อเสียงอันดีงามไว้ในฉากหน้ามิน้อย ลงมือในที่ลับอยู่เสมอจนยากจะจับได้ ต่อให้อยากทำลายสกุลฉินเพียงใดก็ทำได้ยาก...เพราะมิเช่นนั้นฮ่องเต้เองจะกลายเป็นทรราชย์ที่ใช้อำนาจฆ่าฟันผู้อื่นไปทันที แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน...

 

พวกเจ้าอยากก่อกบฏนักหรือ...ได้!

แต่มิง่ายเช่นที่หวังหรอก!

 

เมืองหลวงฝูหยางที่เปรียบดุจดั่งฝ่ามือของฮ่องเต้นี้...ไม่มีผู้ใดทำตามใจได้หรอก!

จะได้ใช้ข้ออ้างนี้ถอนรากถอนโคนสกุลฉินไปสักที!!

 

“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ...” เสียงเรียกเบาๆ ของเย่ซืออวิ๋นทำให้เย่เทียนหลงที่แผ่รังสีเย็นชาออกมาจากร่างก้มมอง เก็บความเยือกเย็นจนชวนให้หายใจไม่ออกนั้นกลับไปพลางยื่นมือลูบหัวลูกชายคนโตเบาๆ “อย่าได้กังวลจนพระประชวรนะพ่ะย่ะค่ะ ต้องถนอมพระวรกายให้ดี”

เย่ซืออวิ๋นไม่อยากให้พระบิดาของตนต้องเครียดหรือทรงงานหนักเกินไป องค์ชายใหญ่ยิ้มกว้างมองฮ่องเต้ด้วยแววตาเชื่อมั่น “เสด็จพ่อของกระหม่อมทรงเก่งกาจและอาจหาญที่สุดในใต้หล้าเลยพ่ะย่ะค่ะ ดังนั้นกระหม่อมเชื่อว่าทุกอย่างต้องสำเร็จไปได้ด้วยดีเป็นแน่”

“หึๆ...เจ้าตัวน้อยปากหวานจริงๆ” เย่เทียนหลงดึงแก้มนุ่มเบาๆ...ราวซาลาเปานุ่มนิ่มเหมือนตอนเด็กๆ ไม่มีผิดเลยจริงๆ...ซ้ำยังใส่ใจแม้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

 

ก็เพราะอย่างนี้เลยยังคงทำใจมิได้ที่มีลูกเขยอย่างไรเล่า!

เจ้าลูกเขยน่าหมั่นไส้นั่นก็น่าเนรเทศไปชายแดนเหลือเกิน!

 

“เจ้าเอาแต่เป็นห่วงผู้อื่น...แล้วเจ้าเล่าเจ้าตัวน้อย?” เพราะฉินเซ่าเจ๋อ...เป็นคนที่มีสายเลือดเดียวกันกับเจ้า เป็นบุรุษที่ทำให้เจ้าเกิดมา

เย่ซืออวิ๋นยิ้มหวาน เอื้อมมือไปกุมพระหัตถ์หนานั้นไว้พลางบีบเบาๆ...มือใหญ่คู่นี้เปรียบคอยปกป้องเขามาเสมอตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว ตัวตนที่ยิ่งใหญ่ดุจดั่งภูผาที่มั่นคงไม่สั่นคลอน...

“บิดาของกระหม่อมไม่ว่าเมื่อไหร่...ก็มีเพียงพระองค์พ่ะย่ะค่ะ...เสด็จพ่อ” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงแน่วแน่และมั่นคง “กระหม่อมเป็นคนสกุลเย่...เป็นบุตรชายของฮ่องเต้เย่เทียนหลง”

เย่เทียนหลงชะงักเล็กน้อย มือใหญ่สั่นไหวเบาๆ มิใช่สั่นเพราะความกังวลหรือหวาดกลัวแต่เป็นความยินดีและความภาคภูมิใจ เขายื่นมืออีกข้างไปลูบหัวเย่ซืออวิ๋นแล้วเอ่ยด้วยเสียงทุ้มนุ่มนวล

“เจ้าตัวน้อยของข้าโตขึ้นยิ่งนัก”

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้ายิ้มๆ ส่งมือใหญ่ของพระบิดาให้ลู่จิงเอาไปกุมไว้ต่อ ทำเอาท่านอัครเสนาบดีกะพริบตาปริบๆ เลยทีเดียว

 

สองพ่อลูกคู่นี้ร่วมมือกันดีจริงๆ เลยนะ...เฮ้อ

 

เย่เฟิง เย่เซียว และเย่หานมองพี่ชายตนเองยิ้มๆ อย่างยินดี ก่อนจะหัวเราะเมื่อพี่ชายหันมากอดพวกเขาทีละคน องค์ชายทั้งสามเลยยิ้มใส่ลู่ถิงอวี่ทันที

ลู่ถิงอวี่ได้แต่มองนิ่ง ในใจก็วางแผนเอาคืนคนเหล่านี้ไว้แล้วเรียบร้อย...ภรรยาของเขา เขาหวง!

“พวกเขาอาจบุกเข้าวังหลวง...”

“คนพวกนั้นจะไม่มีทางได้ย่างเท้าผ่านประตูวังเข้ามา ท่านลุงอย่าได้กังวลเลย” เย่เฟิงโบกพัดในมือก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “หลายปีแล้วเหมือนกัน...จะได้เอาคืนพวกเขาจริงๆ จังสักที” แม้ใบหน้าสง่างามขององค์ชายรัชทายาทจะยังคงยิ้มอยู่แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกับสาดแสงกล้ายิ่งกว่าคมดาบ...

 

หลายปีก่อนพวกเจ้ากล้าทำให้พี่ใหญ่เสียน้ำตา

ทำให้พี่ใหญ่ต้องลงมือฆ่าคนเพื่อปกป้องพวกเขา

แม้จะคอยเอาคืนมาเสมอตลอดหลายปีแต่ก็ยังไม่พออยู่ดี...หนี้แค้นคราวนั้นได้เวลาทวงคืนจริงๆ สักที!!

 

เย่เฟิงสบตาลู่ถิงอวี่อย่างรู้เท่าทันกัน ก่อนทั้งคู่จะยิ้มจาง รอยยิ้มที่ถ้าหากเนี่ยรุ่ยเอินมาเห็นต้องขนลุกพร้อมบอกว่ามีคนกำลังโชคร้ายเป็นแน่

“ข้าเองก็จะช่วยด้วย รับรองว่าไม่ทำให้ทุกคนเดือนร้อนเป็นแน่...อย่างไรเสียก็ควรให้ข้าเตะฉินเหวินกับฉินเจาอีกสักที” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยก่อนจะเบ้ปากเล็กน้อย นึกถึงที่สองพ่อลูกบังอาจคิดร้ายกับสามีตนไม่พอ ยังคิดร้ายกับน้องฉิงและพี่ฮวาซิงอีก

 

ถ้าไม่ได้เอากระบี่อ่อนชางชุนฟาดสักทีเขาจะนอนไม่หลับ!!

 

“ได้ๆ ให้พี่ใหญ่จัดการเลย” เย่เซียวรับปากเป็นมั่นเหมาะ “ฟาดเผื่อข้าด้วยเล่า...ส่วนข้าเองก็อยากจะสนทนากับผู้เฒ่าฉินสักประโยคเช่นกัน” องค์ชายสามแสยะยิ้มเย็นจัด

 

กล้าตบหน้าสตรีของเขา...ถ้าไม่เอาคืนบ้างเย่เซียวเองก็นอนไม่หลับ!

 

“แย่จริงเชียว แต่ละคนล้วนมีความแค้นรึนี่...นอกจากเรื่องพี่ใหญ่แล้วคนสกุลฉินก็บังอาจทำให้สกุลเจิ้งลำบากด้วย เจิ้งปินต้องกลับจวนสกุลเจิ้งตั้งหลายวัน!” เย่หานแค่นเสียงเหอะในลำคอ...ถ้าไม่ระบายอารมณ์กับคนสกุลฉินบ้างเขาก็นอนไม่หลับอีกคน!

“หรือข้าไม่ควรลงมือและดูเฉยๆ นะเสี่ยวจิง?” เย่เทียนหลงกระตุกยิ้ม ดวงตาคมเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจปนชอบใจ

“แล้วแต่ท่านเลยหลงเกอ...จริงด้วยสิซืออวิ๋นน้อย อาถิง ประเดี๋ยวพวกเรากลับจวนกันแล้วข้ามีอะไรมาอวดด้วย” ลู่จิงถลึงตาใส่ฮ่องเต้แต่เอ่ยกับเย่ซืออวิ๋นอย่างเอ็นดู ทำเอาเย่เทียนหลงได้แต่ระอากับการไม่เท่าเทียมนี้ แล้วอีกฝ่ายดันเป็นเจ้าตัวน้อยอีกเขาอารมณ์เสียใส่ได้ที่ไหน...ดังนั้นพาลใส่เจ้าลู่ถิงอวี่ล่ะกัน

“ท่านพ่อมีอะไรมาอวดหรือขอรับ?” เย่ซืออวิ๋นเบิกตาขึ้นอย่างตื่นเต้น กะพริบตาปริบๆ เหมือนจะอ้อนให้บอก แต่ลู่จิงหัวเราะแล้วส่ายหน้าไปมา

“ไม่บอกหรอก...นอกจากซืออวิ๋นน้อยจะวาดภาพเหมือนให้ข้าอีกสักภาพ”

“ได้เลยขอรับ วันนี้เลยก็ได้ ไม่ได้วาดภาพท่านพ่อนานแล้วนี่นา” พูดไปเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาทันทีเลย

“เช่นนั้นพวกเราไปขอข้าวกินที่ตำหนักคุนหนิงของฮองเฮาแล้วนั่งสนทนาวาดภาพกันดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ ทางนี้ปล่อยให้ผู้อื่นเครียดกันไปเถิด” ลู่จิงเอ่ยชวนเสียใสทันที แน่นอนว่าเย่ซืออวิ๋นพยักหน้ารีบก้าวไปจูงมือท่านพ่อลู่จิงไว้แล้วยิ้มหวานให้เสด็จพ่อ สามี น้องชายกับท่านลุง ก่อนจะถวายคำนับแล้วจูงมือกันออกไปตำหนักคุนหนิง...สนิทสนมกันเสียยิ่งกว่าบุตรชายแท้ๆ อย่างลู่ถิงอวี่ที่ถูกลืมแล้วเสียอีก

“เสี่ยวจิง...เจ้าเป็นอัครเสนาบดีนะ” เย่เทียนหลงเอ่ยรั้งอย่างมิได้รับความเป็นธรรมเท่าไหร่นัก แต่ลู่จิงกลับหันมามองพร้อมเลิกคิ้ว

“ฝ่าบาท...กระหม่อมเป็นอัครเสนาบดีเพียงในนามเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ มีอาถิงและไห่ฟงรักษาการณ์แทนอยู่แล้ว พระองค์สนทนากับพวกเขาเถิด ทรงเรียกไห่ฟงเข้าวังมาก็ได้” ชอบขายบิดาเช่นตนนักเช่นนั้นตนก็จะขโมยซืออวิ๋นน้อยไปนั่งเล่นนอนเล่นที่อื่น...ทำงานกันไปเสียเถิด!

“อืม...เหมือนน้องฉิงจะชวนข้าให้ไปกินขนมที่ตำหนักเสด็จแม่เช่นกัน เช่นนั้นพี่ใหญ่ข้าไปพร้อมท่านทีกว่า” เย่เฟิงหุบพัดลงแล้วใช้วิชาตัวเบาก้าวเร็วๆ ไปยืนข้างพี่ชายทันที

“ข้าจะไปหาฮวาซิง นางต้องไปที่ตำหนักคุนหนิงของเสด็จแม่ฮองเฮาเป็นแน่” เย่เซียวเองก็รีบตามไปด้วยอีกคน ส่วนเย่หานที่คนรักกลับจวนสกุลเจิ้งได้แต่ไร้ข้ออ้าง...ช่วงนี้เสด็จแม่ทั้งสองยิ่งหมั่นไส้ที่เขาไปรังแกเจิ้งปินอยู่ด้วย...

เย่เทียนหลงมิทันได้พูดอะไรต่อทั้งคนรักทั้งลูกชายก็ออกจากตำหนักจิ้งหยางไปแล้ว เขาถอนหายใจเบาๆ อย่างระอา ส่วนหยางสุ่ยชิงนั้นหัวเราะลั่นอย่างมิหวั่นเกรงพระอาญา เพราะนานๆ ทีจะเห็นนายเหนือหัวพลาดท่าเช่นนี้ ตัดสินใจไปขอข้าวที่ตำหนักคุนหนิงกินอีกคน ปล่อยให้บิดากับองค์ชายสี่และหนึ่งลูกเขย มองสบตากันแล้วก็เดินตามไปด้วยในที่สุด

 

.......

 

“นายท่านขอรับ...แฮ่ก! จับตัวได้แล้วขอรับ!” ข้ารับใช้ที่สวมชุดดำผู้หนึ่งรีบร้อนคุกเข่ารายงานด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ นายท่านที่กำลังมองกระดานหมากอยู่พยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มมุมปาก

“สูญเสียกำลังคนไปเท่าไหร่?”

“ตายไปหนึ่งร้อยเจ็ดสิบ บาดเจ็บหนักอีกร้อยกว่าคนขอรับ” คนที่รายงานปาดเหงื่อบนหน้าออก ดวงตายังคงฉายชัดถึงความหวาดกลัวเต็มเปี่ยม...ภาพและเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาชวนให้รู้สึกขนหัวลุกยิ่งนัก

 

คนเพียงคนเดียวก็สามารถปลิดชีพคนนับร้อยได้เพียงเวลาไม่นาน เปลี่ยนผืนปฐพีให้เจิ่งนองกลายเป็นแอ่งเลือดจนชวนอาเจียน!

 

ชุดแดงร่ายรำ รอยยิ้มราวภูตพราย!

โหดเหี้ยมเย็นชาทว่ามีเสน่ห์ยั่วยวนยิ่งนัก!

 

“สมกับเป็นประมุขน้อยพรรคเพลิงสุริยาจริงๆ ต้องใช้กองกำลังลับของข้าถึงสามร้อยกว่าคน” เสียงเย็นชานั้นเอ่ยอย่างไม่แยแส...ผู้ใดจะเป็นจะตายเขาก็มิสนใจ ขอเพียงบรรลุเป้าหมายของตนให้ได้ก็พอ! “ข้าจะไปดูเสียหน่อย”

“อะ...เอ่อ...เขายังอาละวาด...อยู่เลยขอรับ” เล่าไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆ เพราะคุณชายชุดแดงผู้นั้นแม้จะถูกจับมาเพราะอ่อนแรงแต่แค่เพียงครู่เดียวก็อาละวาดหนักจนพวกเขาแทบจะเอาไม่อยู่!

“หึ...” ร่างสูงผุดลุกขึ้น วิชาตัวเบานางแอ่นล่องเมฆาอันแสนอ่อนช้อยงดงามถูกนำมาใช้ เพียงพริบตาเดียวเขาก็มาปรากฎตรงบริเวณลานกว้างหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่แถวเทือกเขาใกล้เมืองฝูหยาง บริเวณลานกว้างนั้นเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่ถูกซ้อมลงไปราวใบไม้ร่วง และร่างที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเจิดจ้าก็ยืนอยู่เหนือคนเหล่านั้น

 

แดงสดดุจดั่งดวงตะวัน...

งดงามกล้าแกร่ง

 

“เจ้า...” คนชุดแดงที่รู้ว่าถูกจ้องหันมามองทันที ก่อนจะหรี่ดวงตาลงอย่างระแวดระวัง และยิ่งขมวดคิ้วมากยิ่งขึ้นกับประโยคถัดมานั่น

“ลูกชายแสนดีของข้าช่างเลือกสรรคนรักจริงๆ...ประมุขน้อยเนี่ยเจ้าว่าถ้าหากข้าบอกเขาว่าจับคนรักของเขาไว้ บุตรชายแสนดีคนนั้นจะยอมทิ้งทุกอย่างมาเพื่อเจ้าหรือไม่เล่า?”

เนี่ยรุ่ยเอินชะงักเล็กน้อย ในใจนึกก่นด่าแผนการชั่วช้าไร้ยางอายของฉินเซ่าเจ๋อผู้นี้ ส่วนแก้มก็แดงจัดกับคำว่าคนรัก หัวใจก็เต้นกระหน่ำรัว ถลึงตาใส่ฉินเซ่าเจ๋อทันที

 

เพ้ย!! ผู้ใดเป็นคนรักของเจ้าหน้านิ่งนั่นกันเล่า!

พวกเราเป็นแค่คนกันเองกันเท่านั้นแหละ!!

 

…ต่อ…..

………

 

“เจ้าพักอยู่ที่นี่เถิด...ส่วนหยกนี่ข้าขอยืมใช้ก่อนแล้วกัน” น้ำเสียงเรียบเย็นเอ่ย ราวชวนแขกมาพักที่เรือนของตน หลังผ่านการประมือไปหลายรอบ ฉินเซ่าเจ๋อที่มีประสบการณ์เหนือกว่าสามารถเอาชนะเนี่ยรุ่ยเอินได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เขาสกัดจุดของเนี่ยรุ่ยเอินไว้ให้ไม่สามารถเดินลมปราณต่อได้ จากนั้นก็ดึงเอาหยกประจำตัวของเนี่ยรุ่ยเอินออกมา แม้ฉินเซ่าเจ๋อจะแปลกใจมากเมื่อเห็นหยกอีกอันที่เนี่ยรุ่ยเอินพกไว้

 

หยกของฉินไห่ฟง...

หยกประจำตัวคุณชายสกุลฉินที่สามารถใช้แทนเงินและเป็นคำสั่งแทนตัวได้ทุกที่ และยังเป็นเครื่องหมายที่มอบให้ฮูหยินของสกุลอีกด้วย

 

“ลูกชายข้า...รักเจ้ามากจริงๆ ประมุขน้อย” ฉินเซ่าเจ๋อหมุนกายแสยะยิ้มมุมปาก ให้เนี่ยรุ่ยเอิน เขาเดินออกไปข้างนอกพร้อมกำชับไว้อย่างเข้มงวด นำยอดฝีมือที่เป็นคนคุ้มกันประจำตัวสองคนให้คอยเฝ้าระวังเนี่ยรุ่ยเอินไว้ให้ดี

 

ความรัก...เช่นนั้นหรือ?

ไร้สาระยิ่งนัก!!

 

ตั้งแต่วันที่เสี่ยวจิงไม่ได้ตอบรับเขา...ฉินเซ่าเจ๋อก็ไม่เคยเชื่อในความรักอีกเลย!

ถ้าไม่ได้ครอบครองมันก็ไม่ใช่ความรัก...ไม่เคยคิดว่าตนเคยสอนให้ลูกชายทำเรื่องอ่อนแอไร้สาระเช่นนี้มาก่อนเลย!

 

เนี่ยรุ่ยเอินที่อยู่ในห้องเพียงคนเดียวกลอกตา เขามองหยกของเจ้าหน้านิ่งบางคนที่เคยให้ไว้พลางถอนหายใจเบาๆ...ครานั้นเจ้ามารร้ายก็ทำหน้าแปลกใจที่เห็นหยกพกนี้แล้วบอกว่าเขาถูกตามใจจนเสียนิสัยแล้วตอนนี้ฉินเซ่าเจ๋อก็ยังมองหยกนี้อย่างแปลกใจอีก

 

แค่...พกไว้เพราะความงดงาม ความเคยชิน และเพราะมันสะดวกหรือเปล่านะ?

ก็จะกินจะซื้ออะไรแทบจะไม่ต้องจ่ายเงินเองเลยนี่นา แค่แสดงหยกชิ้นนี้ให้ดูเท่านั้นเอง

 

“เฮ้อ...เป็นของข้าแล้วข้าก็ไม่คืนหรอกนะ” เนี่ยรุ่ยเอินพึมพำเบาๆ จากนั้นก็หัวเราะหึๆ กับการหมุนเวียนลมปราณที่ติดขัดไปทั่วร่างนี่

 

คิดว่าสกัดจุดข้าแล้วข้าจะทำอะไรไม่ได้เช่นนั้นหรือ? คิดว่าประมุขน้อยเช่นข้าฝีมืออ่อนด้อยยอมให้คนไม่เอาไหนแค่ร้อยสองร้อยจับตัวไว้ได้เช่นนั้นหรือ?

คิดอะไรง่ายดายไปเสียแล้ว

 

เนี่ยรุ่ยเอินฝืนเดินลมปราณในร่างต้านวิชาสกัดจุดของฉินเซ่าเจ๋อ ร่างกายสั่นเบาๆ เขาหอบหายใจถี่เล็กน้อยราวเลือดลมติดขัด ร่างกายกระตุกเฮือกๆ และมุมปากก็ปรากฏเลือดไหลออกมา! หลังมือยกขึ้นเช็ดออกอย่างไม่แยแส จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วขยับร่างกายยืดเส้นยืดสาย...เพียงพริบตาเดียวก็ไปปรากฏริมหน้าต่างเพื่อสังเกตการณ์แล้ว

 

คลายการสกัดจุดได้อย่างงดงามง่ายดาย...

 

ฉินเซ่าเจ๋อผู้นี้ร้ายลึก ช่างวางแผนจริงๆ กล้าจับตัวเขาที่เป็นลูกชายประมุขพรรคมารอันดับหนึ่งในยุทธภพเพราะรู้ดีว่าถ้าหากพรรคเพลิงสุริยาเคลื่อนไหว พรรคสดับจันทราที่เป็นพรรคธรรมมะอันดับหนึ่งและเป็นประมุขยุทธภพต้องเคลื่อนไหวด้วยแน่ๆ และอาจทำให้เกิดการนองเลือดหรือการฆ่าฟันขึ้นมา...

 

ยามนี้แผ่นดินสงบสุขมิใช่น้อย ยุทธภพเองก็เช่นกัน ไม่มีใครต้องการให้เกิดการสู้รบกันขึ้นหรอก

 

ฉินเซ่าเจ๋อเข้าใจเส้นสายกลในในยุทธภพดี สืบเนื่องจากอดีตที่เคยแต่งงานกับมารดาของเจ้าหน้านิ่ง  นอกจากนี้เขาซ้ำยังสามารถชักจูงบรรดาพรรคมีฝีมือต่างๆ ให้ร่วมมือกับตนได้อีกด้วย...

แต่เขาอาจจะลืมคิดไปหลายอย่าง...หรือไม่ก็คิดว่ายุทธภพนั้นง่ายดายมิยุ่งยาก เขาสามารถควบคุมได้ เพราะแค่แตะต้องเพียงแผ่วเบามิได้ก้าวล้ำมากเกินไป

 

ฉินเซ่าเจ๋อผู้นั้นคงคาดไม่ถึงกระมังว่ายุทธภพเองนี้ก็มีความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนไม่น้อยกว่าในราชสำนักหรอก!

“เสี่ยวเยว่” เนี่ยรุ่ยเอินเอ่ยเบาๆ จนแทบเป็นเสียงกระซิบ เขาได้ยินเสียงตอบรับกลับมาเบาๆ ก็ทำให้มุมปากจุดรอยยิ้มร้ายกาจแล้ว...ต่างจากเนี่ยรุ่ยเอินที่อยู่ต่อหน้าพวกเย่ซืออวิ๋นหรือฉินไห่ฟงอย่างสิ้นเชิง

 

รอยยิ้มกระหายเลือด และแววตาสนุกสนานรื่นเริง

 

“ท่านประมุขมีคำสั่งเพิ่มเติมหรือไม่?”

“ไม่มี...เฮ้อ พี่รองทางที่ดีท่านอย่าให้ตัวเองได้แผลเพิ่มเลยนะ แค่นี้ข้าก็ไม่รู้จะไปอธิบายกับพี่เขยอย่างไรแล้ว ข้าไม่อยากให้เขาแช่แข็งข้าหรอก”

“พี่เขยอันใดของเจ้ากัน” เนี่ยรุ่ยเอินถลึงตามองขื่อหลังคา จุดที่เขาสัมผัสได้ว่าน้องชายของตนกำลังซ่อนตัวอยู่...เสี่ยวเยว่ซุกซ่อนได้แม้กระทั่งลมหายใจเช่นนี้ พัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มิรู้ต้องขอบคุณเว่ยฉือหรือบ่นองค์ชายรองแคว้นเว่ยที่ทำให้ความสามารถด้านก่อเรื่องของน้องชายเพิ่มขึ้นดี

“ได้ๆ เขาแค่คนกันเอง” น้ำเสียงที่ตอบกลับมานั้นประชดประชันอย่างยิ่ง จนเนี่ยรุ่ยเอินร่ำๆ อยากจะลากน้องชายมีตีสักทีสองที “ว่าแต่...ไม่ต้องบอกเขาจริงๆ หรือ?”

“จัดการทางนี้เรียบร้อยค่อยไปบอกก็ยังไม่สาย เจ้าหน้านิ่งคงไม่ห่วงหรือกังวลมากกระมัง” เนี่ยรุ่ยเอินครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยตอบเบาๆ อย่างไรเสียเจ้าหน้านิ่งก็ฉลาดและน่าจะเดาได้ว่าเขามิได้อ่อนแอจนถูกจับได้ง่ายๆ

“เฮ้ออออ ข้าชักสงสารพี่เขยเสียแล้ว พี่รองถ้าหากท่านถูกโกรธขึ้นมา...”

“เจ้าหน้านิ่งจะมาโกรธข้าเพราะเหตุใด! ถ้าหากเขาโกรธข้าจะบอกว่าเรื่องนี้เย่เฟิงกับเจ้ามารร้ายเป็นคนขอให้ข้าร่วมมือ...” แค่คิดว่าถูกโกรธเนี่ยรุ่ยเอินก็เอามือแตะคอของตนเองไว้ทันทีราวรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น...

 

ไม่หรอกน่า...

 

คนชุดแดงขมวดคิ้วเคร่งเครียดหนักมาก ก่อนจะสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไป และเพราะเหตุผลนี้เนี่ยรุ่ยเอินก็ได้สัมผัสกับความโกรธของคนกันเองหน้านิ่งบางคนแจ่มชัด จนไม่กล้าทำเรื่องพาตัวเองมาเสี่ยงอันตรายอีกเป็นครั้งที่สอง!

 

.........

 

หลังกลับมาจากวังหลวงสองสามีภรรยาอย่างเย่ซืออวิ๋นและลู่ถิงอวี่ก็มานั่งพักผ่อนกันที่ศาลาริมสระ ส่วนลู่จิงที่ได้กลับจวนในรอบหลายวันก็ยินดีปรีดายิ่งเดินกลับเรือนของตนอย่างมีความสุขยิ่งนัก

 

เห็นท่าทียินดีของบิดาแล้วลู่ถิงอวี่คิดว่า...ไม่เกินสองชั่วยามท่านพ่อคงได้ถูกลักพาตัวกลับตำหนักจิ้งหยางแล้วกักไว้อีกสักสองสามวันเป็นแน่

 

“คุณชาย...” หรงหวันเอ่ยเรียกลู่ถิงอวี่เบาๆ ซึ่งคนถูกเรียกพยักหน้าให้พูดได้ ตอนนี้อวิ๋นกำลังไปดูในครัวเพื่อเตรียมของบำรุงให้ตน ดังนั้นเรื่องที่หรงหวันนำมาบอกอวิ๋นจะไม่ต้องเป็นห่วงเกินไป “ประมุขน้อยเนี่ยถูกฉินเซ่าเจ๋อจับตัวไว้ได้แล้วขอรับ”

“รุ่ยเอินด่าว่าข้าเสแสร้งเก่ง ตนเองก็มิด้อยกว่าข้าเลยแท้ๆ” ลู่ถิงอวี่ส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่นึกกังวลสักนิดที่เนี่ยรุ่ยเอินถูกคนจับตัวไปต่อรองผลประโยชน์กับฉินไห่ฟงจนอาจทำให้แผนการผิดพลาดหรือเกิดการทรยศจากสหายขึ้น...

 

เพราะทุกอย่าง...กำลังเดินไปตามที่วางหมากไว้

แค่ไม่คิดว่าจะง่ายดายกว่าที่คิดไว้เพราะหมากที่คาดไม่ถึงอย่างท่านอาของตนก็เถอะ...

 

“ฉินเซ่าเจ๋อคิดอยากดึงยุทธภพเข้ามายุ่งเกี่ยว วาดหวังว่าจะสามารถต้านกับอำนาจราชสำนักได้ แต่เขาไม่รู้ว่ายุทธภพมิได้เป็นเฉกเช่นที่เขาเห็น...โง่เง่ายิ่งนัก”

 

คนที่คิดว่าตนมองได้กระจ่างทั้งที่ยังไม่กระจ่าง มั่นใจในตนเองเช่นนี้นั้นอีกไม่นานก็จะได้พบจุดจบ

 

“พรรคมารอันดับหนึ่งมิได้เป็นประมุขยุทธภพก็จริง แต่ขึ้นชื่อว่าพรรคมาร...หึๆ เรื่องทางนั้นข้ายกให้รุ่ยเอินแล้วกัน เขาหงุดหงิดมิได้อาละวาดมานานก็ปล่อยเขาไปเสียเถิด เจ้าแจ้งคนของเราในสกุลฉินให้เตรียมตัวไว้ รอรับคำสั่งแล้วลงมือได้ทันที”

“ขอรับคุณชาย!” หรงหวันรับคำสั่งอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะถอยหลังออกมาหลายก้าวและรีบออกไปทันที...เขามิได้รู้สึกไปเองว่าระยะหลังมานี้สายตาของคุณชายยามที่มองเขานั้นแทบจะ...แช่แข็งกันเสียให้ได้

ลู่ถิงอวี่หรี่ดวงตาดอกท้อของตน เท้าคางลงกับมือขาวเรียวข้างที่สวมกำไลหยกอุ่นอรุณเอาไว้ เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ...รู้สึกอยากเห็นช่วงเวลาที่ฉินเซ่าเจ๋อและฉินเมิ่งตกต่ำและล้มเหลวเร็วๆ นี้เสียแล้ว

 

คนหนึ่งกล้าทำให้อวิ๋นของข้าหลั่งน้ำตา! วางแผนให้เมฆางามที่ข้าเฝ้าถนอมต้องฆ่าคนเพื่อปกป้องพวกเขา

อีกคน...ชาติก่อนบังอาจใช้อวิ๋นของเขาบังคมดาบ!!

ถ้าไม่ทำให้พวกเจ้าชดใช้ข้าลู่ถิงอวี่ไม่มีทางยินยอม!

 

“ซืออวิ๋นน้อยเล่า?” ลู่จิงที่จูงมือเด็กน้อยผู้หนึ่งมาด้วย เด็กน้อยวัยประมาณห้าหกขวบทว่ากลับดูสงบนิ่งเกินวัยและไม่ยอมให้ผู้ใหญ่อุ้ม เขาสวมชุดขาวใบหน้าขาวอมชมพูดผุดผ่อง แก้มยุ้ยราวซาลาเปานุ่มนิ่ม ริมฝีปากชมพู...และที่เด่นสะดุดตาที่สุด...

 

ดวงตาดอกท้องดงาม...

ที่เหมือนดวงตาของลู่จิงและลู่ถิงอวี่ยิ่งนัก!

 

ลู่ถิงอวี่มองเด็กน้อยที่จับจ้องเขาอยู่ก่อนแล้วยิ้มๆ ก่อนจะเอ่ยตอบบิดา “อวิ๋นกำลังเตรียมของบำรุงให้ข้าอยู่ขอรับ ภรรยาใส่ใจข้าเสมอ ให้ท่านพ่อเห็นเป็นเรื่องตลกแล้ว”

 

เจ้ากำลังอวดข้าอยู่กระมังอาถิง!

กับบิดาเช่นข้าเจ้าก็ยังอวดอีก!

 

“มีภรรยาใส่ใจเช่นนี้นับเป็นวาสนาของเจ้าและวาสนาของสกุลลู่แล้ว” ลู่จิงเข้าข้างลูกสะใภ้และหมั่นไส้ลูกชายไม่น้อย “หลันเอ๋อร์คนผู้นั้นคือญาติผู้พี่ของเจ้า”

เด็กน้อยนาม ‘ลู่หลัน’ ประสานมือคำนับลู่ถิงอวี่อย่างสง่างาม ดวงตาดอกท้อคู่นั้นแวววาวดุจหยกเนื้อดี มิได้แฝงแววไร้เดียงสาเหมือนที่เด็กวัยนี้ควรมีเลย...

 

ลูกพี่ลูกน้องของเขาคนหนึ่ง ลูกศิษย์ของไต้ซือเกาเสียงอีกคน

 

“นอกจากใบหน้าและดวงตาแล้ว...นิสัยมิเหมือนท่านอาเลยจริงๆ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปย่อเข่าต่อหน้าลู่หลัน สบตากับเด็กน้อยที่กะพริบตามองเขา “เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรกอยากได้สิ่งใดจากข้าหรือไม่?”

“กำไลของญาติผู้พี่” เสียงไพเราะคล้ายเสียงกระดิ่งเงินเอ่ยขึ้นเบาๆ หลุบตาลงจับจ้องกำไลหยกอุ่นอรุณวงงามที่ข้อมือของลู่ถิงอวี่ แต่เพราะคำขอนั้นทำให้ปลายนิ้วเรียวดีดหน้าผากลู่หลันแรงๆ อย่างไม่สนว่าเป็นเด็ก

“กำไลวงนี้ภรรยาของพี่มอบให้มา แค่เจ้าคิดขอพี่ก็จะตีเจ้าแล้ว” แม้น้ำเสียงจะยังนุ่มนวลแต่รอยยิ้มกลับลึกล้ำจนลู่หลันน้อยเม้มปากตัวเองแล้วยกมือกุมหน้าผากป้อยๆ ช้อนดวงตาดอกท้อใสแจ๋วขึ้นมองท่านลุงราวจะฟ้อง แต่ลู่จิงกลับหัวเราะเบาๆ ตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้แทน

 

ปล่อยให้สองคนนี้รับมือกันไปเองเถิด

 

“ท่านพ่อ ถิงอวี่...อ้ะ...” เย่ซืออวิ๋นที่เดินออกมาจากครัวเพราะมัวแต่คอยกำชับให้คนเตรียมของบำรุงอย่างดีให้สามีชะงัก ดวงตาคู่สวยจับจ้องเด็กน้อยตัวเล็ก หัวใจรู้สึกสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก เป็นความรู้สึกยินดีที่เขาก็สรรหาคำอธิบายไม่ได้

 

แต่แค่เพียงได้สบตา...ได้เห็นเจ้าเด็กน้อยคนนี้...

ก็รู้สึกรักใคร่เอ็นดูขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

 

มิรู้ว่าเพราะดวงตาดอกท้อนั้นเหมือนดวงตาของสามีตนหรืออย่างไร หรือท่าทางสง่างามน่าเอ็นดูที่คล้ายก้อนหยกขาวเล็กๆ นี่...

 

“ท่านพี่สะใภ้...คนงาม...” ลู่หลันเบิกตาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงใส สร้างความเอ็นดูให้เย่ซืออวิ๋นยิ่งกว่าเดิม แต่มิทันไรเขาก็ถูกลู่ถิงอวี่ดีดหน้าผากเอาอีกรอบ 

“อย่ามาเกี้ยวภรรยาข้า...อวิ๋น เด็กคนนี้นามว่าลู่หลัน บุตรชายคนรองของท่านอาข้า...และตั้งแต่วันนี้ไปเขาจะกลายมาเป็น...” ลู่ถิงอวี่จงใจทอดเสียงเชื่องช้า มองดวงตากลมโตของภรรยาที่กำลังฉายแววตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดยิ้มๆ เข้าไปกอดเอวเย่ซืออวิ๋นไว้แล้วเอ่ยเสียงนุ่มนวลอ่อนหวาน “บุตรบุญธรรมของพวกเราสองคน”

 

บุตรชายบุญธรรมของลู่ถิงอวี่และเย่ซืออวิ๋น...

 

“จะ...เจ้าคือ...” เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโต ก่อนจะย่อตัวลงนำมือขาวเรียวแตะแก้มเด็กน้อยเบาๆ ซึ่งลู่หลันก็มิได้หลบซ้ำยังยินดีให้สัมผัสอ่อนโยนนั้นแตะแก้มของเขาด้วย 

 

เด็กคนนี้...เด็กที่ชาติก่อนเขาได้ยินเพียงนาม

และรู้เพียงว่าอีกฝ่ายคือผู้ที่มาสืบต่อตำแหน่งอัครเสนาบดีต่อจากลู่ถิงอวี่

บัดนี้...ชาตินี้ได้พานพบกันแล้ว

 

“ลู่...หลัน”

“ลู่หลันยินดีที่ได้พบพี่สะใภ้ขอรับ” ลู่หลินประสานมือคำนับอย่างน่าเอ็นดู จนเย่ซืออวิ๋นอดใจไม่ไหวต้องดึงเจ้าเด็กน้อยมากอดหมับ

 

น่าเอ็นดูเหลือเกิน!

 

“เด็กดี...ข้านามว่าเย่ซืออวิ๋น พบหน้ากันครั้งแรกมิทันได้ตั้งตัว เจ้าอยากได้อันใดหรือไม่บอกพี่สะใภ้มาสักคำ...”

 

ลูกชายที่น่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ตนจะสรรหาให้ทุกอย่างเลย!

 

ลู่หลันที่ปกติมิชมชอบให้ผู้ใดอุ้มกะพริบตาปริบ จมูกเล็กสีชมพูเชิดขึ้นเล็กน้อย “ข้าอยากได้กำไลหยกเหมือนญาติผู้พี่...แต่ญาติผู้พี่...” เด็กน้อยเม้มปาก ราวลูกแมวที่ถูกคนรังแกเอา ลู่ถิงอวี่ขมวดคิ้ว ริมฝีปากกระตุกยิ้มร้าย

 

เจ้าเด็กนี่!

นิสัยมิคล้ายท่านอา แต่กลับคล้ายเขาตอนเด็กๆ ยิ่งนัก!

ต้องมารับมือกับตนเองขนาดย่อส่วนลงเช่นนี้...ก็ชวนให้รู้สึกปวดหัวไม่น้อยจริงๆ!

 

“เอ่อ...หยกอันนั้นคงมิได้จริงๆ” เย่ซืออวิ๋นเห็นรอยยิ้มของสามีที่ราวกับจะรังแกเด็กนั่นแล้วเขาก็ส่ายหน้าปรามเบาๆ ทันที

 

กับเด็กอายุขนาดนี้ถิงอวี่ยังถือสาได้อีกหรือ!

 

“พี่สะใภ้ยังมีของดีให้เจ้าเลือกอีกมากมายเลยนะ...ประเดี๋ยวกินของอร่อยแล้วจะพาเจ้าไปเดินเล่นในคลัง ชมชอบชิ้นใดก็หยิบไปได้เลย พี่สะใภ้ไม่ตระหนี่และร่ำรวยมาก”

“ข้าชอบท่านยิ่งนัก” ลู่หลันแย้มยิ้ม ริมฝีปากสีชมพูยุ้ยๆ นั้นยามยิ้มแล้วราวดอกท้อคลี่บาน พวงแก้มก็นุ่มหยุ่น ซ้ำยังตัวยังเอาหน้ามาถูไถที่คอของเย่ซืออวิ๋นอีก คล้ายจะเห็นสามีตอนอายุเท่านี้กำลังอ้อน ชวนให้ใจละลายเหลือเกิน!

 

น่ารักเหลือเกิน!

 

น่ารักจนอดไหวต้องกดจมูกลงบนแก้มของลู่หลันฟอดใหญ่จนลู่ถิงอวี่คิ้วกระตุก เจ้าเด็กน้อยก็ยิ้มหวาน ดวงตาดอกท้อฉ่ำวาวชอบใจชะโงกหน้าไปหอมแก้มของเย่ซืออวิ๋นคืน “ข้ามิยอมให้พี่สะใภ้เอาเปรียบหรอก” 

 

น่าเอ็นดูเกินไปแล้ว!

 

เย่ซืออวิ๋นมองลู่หลันด้วยสายตารักใคร่เอ็นดูอย่างที่สุด ทำเอาคนขี้หวงที่หวงแม้กระทั่งกับเด็กทนมองไม่ไหว อุ้มลู่หลันลงจากอ้อมแขนภรรยาแล้วกอดเย่ซืออวิ๋นไว้แน่นอย่างหวงแหน ส่งสายตาดุใส่ลู่หลันหนึ่งที 

“ขืนเจ้ายังเกี้ยวภรรยาข้าอีก...ข้าจะหิ้วเจ้าไปทิ้งนอกจวน” เป็นเด็กแล้วอย่างไร...เจ้าเด็กฉลาดร้ายกาจนี่ก็รู้ดีเลยหาเรื่องเอาคืนเขาน่ะสิ!

“ข้ามิใช่เป็นลูกชายบุตรธรรมท่านหรอกหรือ” ลู่หลันประท้วง “พี่สะใภ้...”

“ถิงอวี่...” เย่ซืออวิ๋นปรามเบาๆ แต่ลู่ถิงอวี่ไม่สนใจเจ้าเด็กร้ายกาจนี่ เขาขึงตาดุๆ ใส่อีกรอบ ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานให้ภรรยา 

“ข้าเพียงแค่สั่งสอนเขาอย่างเข้มงวดเท่านั้นเองนะอวิ๋น เด็กคนนี้จะได้เติบโตมาอย่างสง่างามเช่นไรเล่า”

 

ท่านแค่จะรังแกข้ามิต้องสรรหาข้ออ้างเสียดีขนาดนี้ก็ได้!

 

ลู่หลันประท้วงในใจ เขาจะอ้อนขอพี่สะใภ้ให้ช่วยก็มิได้ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ญาติผู้พี่ยื่นมือมาสกัดจุดใบ้ของเขาไว้ชั่วคราว!

“เห็นพวกเจ้ามีความสุขเช่นนี้ข้าก็รู้สึกคุ้มค่าแล้วล่ะ” ลู่จิงมองภาพความสุขของลูกชายและลูกสะใภ้ตรงหน้าก่อนจะยิ้มออกมา เรื่องบุตรและผู้สืบทอดสกุลลู่จะทำให้อาถิงและซืออวิ๋นน้อยลำบากไม่น้อย แม้ทั้งคู่จะมิได้สนใจแต่ลู่จิงก็ไม่อยากให้ใครนำคำพูดระคายหูมาทำให้ลูกชายลูกสะใภ้ของเขาต้องลำบากใจ เขาเลยติดต่อและส่งข่าวให้น้องชายคนรองที่หาตัวเจอยากเพราะท่องเที่ยวไปทั่ว...

 

เพื่อขอเด็กคนนี้ให้เป็นผู้สืบทอดสกุลลู่

 

แต่มิคิดว่าน้องชายผู้นั้นจะไปข้องเกี่ยวกับเรื่องราวในยุทธภพจนวุ่นวาย เพื่อความปลอดภัยของลู่หลัน น้องชายก็เลยยกลู่หลันให้เป็นบุตรชายบุญธรรมของลู่ถิงอวี่และเย่ซืออวิ๋นเสียเลย

 

ดังนั้นเรื่องนี้นับเป็นประโยชน์ของพวกเขาทั้งสองฝ่าย...

 

“ขอบคุณท่านพ่อที่เหนื่อยยากเพื่อพวกเราสองคนยิ่งนักขอรับ” เย่ซืออวิ๋นประสานมือคำนับลู่จิงด้วยความขอบคุณยิ่ง...

 

ทั้งท่านพ่อ เสด็จพ่อ...คิดเพื่อพวกเขา เป็นห่วงพวกเขา

 

“มิต้องขอบคุณหรอกซืออวิ๋นน้อย” ลู่จิงยิ้ม กอดลูกสะใภ้คนงามที่เขารักใคร่เอ็นดูมิต่างกับบุตรชายแท้ๆ ไว้ในอ้อมแขนพลางลูบหลังเบาๆ “คนเป็นบิดามารดาน่ะนะ...ต่อให้ลูกหลานเติบโตเพียงไร ก็ยังอยากดูแลปกป้องอยู่ดี เรื่องเหล่านี้อยู่ในขอบเขตที่ข้ากับฮ่องเต้ทำได้ เพื่อที่ภายภาคหน้าเจ้าสองคนจะได้มิต้องกังวลเกินไป...”

 

บิดามารดาที่แท้จริงก็ล้วนเป็นเช่นนี้...

 

เย่ซืออวิ๋นรู้สึกยินดีขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ เขากอดลู่จิงแน่น หมายมั่นว่าวันพรุ่งจะเข้าวังไปสวมกอดพระบิดาและพระมารดาทั้งสองแน่นๆ สักที

“ถึงเป็นท่านพ่อข้าก็หวงนะขอรับ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเบาๆ เลยได้เสียงหัวเราะจากบิดาและภรรยา ทั้งสองอ้าแขนออกคนละข้างราวกับจะเชิญชวนให้มากอดด้วยกัน ทำเอาลู่ถิงอวี่ถอนหายใจระอา แม้ดวงตาดอกท้อคู่นั้นจะทอประกายอบอุ่นเหลือคณาก็ตาม แต่มิทันจะได้เดินไปก็ถูกเจ้าก้อนเล็กๆ ตัดหน้าเสียก่อนทำเอาคุณชายหยกขาวคิ้วกระตุก

 

เจ้าเด็กนี่!

 

เย่ซืออวิ๋นและลู่ถิงอวี่หัวเราะลั่นชอบใจ กอดลู่หลันไว้แน่นพร้อมกัน เสียงหัวเราะแห่งความสุขอบอวลไปทั่วจวนสกุลลู่ 

 

ชาตินี้ช่างดีเหลือเกิน...

 

เย่ซืออวิ๋นจูงมือลูกชายหมาดๆ ไปเลือกของล้ำค่าในคลังอย่างอารมณ์ดียิ่ง กำชับให้สามีดื่มของบำรุงล้ำค่าให้หมด ส่วนลู่ถิงอวี่ก็ได้แต่มองตามทั้งคู่ยิ้มๆ 

“ให้อวิ๋นวุ่นวายกับการดูแลเจ้าเด็กนั่นไปแล้วกันเขาจะมิต้องกังวลกับเรื่องสกุลฉินมากนัก...”

“เพราะหลันเอ๋อร์คล้ายเจ้าสมัยยังเยาว์ล่ะสิ? เป็นอย่างไรบ้างเล่า...ต้องรับมือกับตนเองเช่นนี้ เข้าใจข้ากับหลงเกอขึ้นมาหรือยัง?”

คิดว่าตอนอาถิงเด็กๆ เลี้ยงดูง่ายหรือ...ดื้อเงียบและร้ายลึกมากเกินเด็กต่างหาก เพราะร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เกิด เด็กคนนี้เลยใช้สมองจัดการปัญหาแทน มันเลยน่าปวดหัวกว่านัก!

ซ้ำอาถิงคนเดียวไม่พอยังมีองค์ชายเย่เฟิง องค์ชายสามที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แล่ะต่อมาก็องค์ชายสี่ด้วยอีกคน...

ลู่ถิงอวี่เลิกคิ้ว เอ่ยกระเซ้าบิดาตนยิ้มๆ “เฮ้อ...ข้าก็แค่ลูกชายมิสู้คนเตียงเดียวกันเช่น ‘หลงเกอ’ ของท่านพ่อเลยจริงๆ”

“อาถิง!” ลู่จิงแทบจะยื่นมือไปฟาดลูกชายสักที ถ้าหากไม่ติดว่าเขาเห็นเหยาหมิงหัวหน้าองครักษ์ลับของฮ่องเต้มาปรากฎตัวเบื้องหน้าทั้งสองเสียก่อน...

“ฝ่าบาททรงมีบัญชา...ราตรีนี้เริ่มดำเนินแผนได้เลยขอรับ”

ดวงตาดอกท้อของลู่ถิงอวี่เย็นเยียบ ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มที่เย็นชาไม่แพ้กัน...

 

ราตรีนี้คงได้ทวงคืนความแค้นจากหลายปีก่อนสักที!!

หนี้แค้นที่พวกเจ้าบังอาจทำให้ภรรยาของข้าลู่ถิงอวี่ต้องหลั่งน้ำตา!

 

....ต่อ.......

……

 

ราตรีกาลโรยรา ผืนฟ้าสีดำแผ่ปกคลุมไปทั่ว...ท้องฟ้ายามราตรีที่เงียบสงบและวังเวงกว่าที่เคย อาจเพราะเป็นคืนเดือนมืด กระทั่งแสงดวงดาราหรือแสงจันทร์ก็ยังมิสาดส่องลงมายังผืนดิน ส่งผลให้เมืองหลวงฝูหยางของต้าเซี่ยเงียบสงบจนน่ากลัว

ไร้กระทั่งชาวบ้านที่สนทนากัน เหลาอาหารหรือกระทั่งร้านค้าเล็กๆ ข้างทาง...แม้กระทั่งทหารยามประจำเมืองก็ที่คอยรักษาความปลอดภัยของเมืองหลวงก็ยังไร้วี่แววแม้แต่คนเดียว...

 

เงียบสงบ...ราวกับไร้ผู้คน

 

ยกเว้นจวนสกุลใหญ่อย่างสกุลฉินที่ยังคงเปิดไฟสว่างโร่ ผู้คนภายในจวนยังคงรื่นเริงกันตามประสาตระกูลดีและร่ำรวย แสงไฟจากจวนสว่างจ้าตัดกับความมืดสนิทที่รายล้อมอยู่รอบจวนอย่างเห็นได้ชัด

“ท่านลุงจะเข้าไปจัดการก่อน ข้าเชื่อว่าคนเหล่านั้นต้องเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้เป็นแน่” ร่างสูงสง่าในชุดเกราะสีเงินเอ่ยขึ้นเบาๆ ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาและเรียบนิ่ง ไม่เท่ากับดวงตาคมกริบที่ดุดันและคมกล้าราวดวงตาพยัคฆ์คู่นั้น

 

องค์ชายสาม...เย่เซียว

 

“ออกนอกเมืองฝูหยาง ออกนอกแคว้นไปได้ก็เท่ากับพวกเขาจะหนีรอดขึ้นมาและอาจกลับมาทวงความเป็นใหญ่ได้อีก” เสียงเรียบนิ่งเจือแววเหยียดหยามจากร่างสูงอีกคนตอบกลับมา แม้ร่างนั้นจะสวมชุดดำจนกลืนไปกับความมืดของราตรีกาลก็มิอาจบิดบังความสง่างามและจิตสังหารอันคมกริบได้เลย

 

องค์ชายสี่...เย่หาน

 

“พวกท่านสองคนมากันทางนี้แล้วทางวังหลวงเล่า?” แม่ทัพใหญ่หยางสุ่ยชิงเอ่ยถามพลางขมวดคิ้วไปด้วย “ทางนั้นมิใช่ว่าศึกหนักกว่าหรอกหรือ?”

เย่เซียวกับเย่หานหัวเราะเบาๆ พลางส่ายหน้า “มีเสด็จพ่อ พี่รอง ท่านอาจารย์และพี่ลู่อยู่ ต่อให้ฉินเซ่าเจ๋อมีฝีมือยิ่งกว่านี้ก็มิอาจทำอันใดได้หรอก...” 

“เขาไม่มีปัญญาแม้กระทั่งเหยียบเข้าประตูวังหลวงได้ด้วยซ้ำ!”

“นั่นสิ ข้าลืมไป...เช่นนั้นคงต้องรีบจัดการทางนี้ให้เสร็จๆ แล้วกลับไปหาฝ่าบาทเสียแล้วสิ นานแล้วที่ข้ามิได้เห็นนายเหนือหัวของตนแสดงฝีมือ” ยิ่งพูดไปท่านแม่ทัพใหญ่ก็กระตุกยิ้มชอบใจมิใช่น้อย...นายเหนือหัวที่เก่งกาจและเยี่ยมยุทธ์กว่าตนก็เลยชอบทำให้องครักษ์และบรรดาทหารเช่นพวกเขาปวดหัวอยู่เสมอ ชอบหนีไปไหนมาไหนโดยไม่พาคนคุ้มกันตลอด

 

ดีที่บรรดาองค์ชายทั้งหลายมิได้ติดนิสัยส่วนนี้กันมาด้วย

 

“เสด็จพ่อยิ่งชังน้ำหน้าฉินเซ่าเจ๋ออยู่ด้วย...” เย่เซียวกับเย่หานเลิกคิ้วพร้อมกันก่อนจะหัวเราะขำ แล้วส่ายหน้าไปมา ก่อนดวงตาคมของทั้งคู่จะเย็นเยียบขึ้นมาในพริบตายามจับจ้องไปยังจวนสกุลฉิน

“ไปกันเถิดน้องสี่...ข้าอยากจะให้ตาเฒ่านั้นชดเชยค่าเสียน้ำตาของพี่ใหญ่เมื่อหลายปีก่อนเต็มทีแล้ว!”

“ตาเฒ่านั่นยังทำให้ท่านลำบากด้วยพี่สาม...” เพราะแผนของสกุลฉินเมื่อหลายปีก่อน ทำให้พี่ชายของพวกเขาไปชายแดนตั้งหลายปี นานๆ ทีได้กลับมาเมืองหลวง ทำให้พี่ใหญ่ เสด็จแม่ทั้งสองพระองค์ต้องเหงา และพวกเขาพี่น้องได้อยู่กันพร้อมหน้าน้อยครั้งนัก!

 

หนี้แค้นพวกนี้ถ้ามิได้ทวงคืนให้ครบทุกต้นทุกดอกนั้นมิเช่นนั้นพวกเขาไม่มีทางยินยอม!

 

เห็นท่าทีขององค์ชายทั้งสองแล้วหยางสุ่ยชิงก็หัวเราะในลำคอ...นิสัยถอดแบบมาจากฝ่าบาทจริงๆ เรื่องใจแคบและไม่ยอมให้ผู้ใดเอาเปรียบนี่...

 

น่าสงสารศัตรู...

น่าสงสารสกุลฉิน!

 

หยางสุ่ยชิงโบกมือส่งสัญญาณให้ทหารกระจายกำลังล้อมรอบจวนสกุลฉินเอาไว้มิได้แน่นหนาคล้ายกับจะจงใจเว้นทางหนีเอาไว้ให้...

วิธีการล่าที่ได้ประสิทธิภาพสูงสุดอีกวิธีหนึ่งคือการปล่อยให้เหยื่อหนีรอดไปได้ และวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัวหัวซุกหัวซุนไปทั่ว ให้เหยื่อคิดว่ามีความหวังมีทางหนีรอด สร้างความหวังเล็กๆ ให้...จากนั้นก็ดับความฝันนั้นเสีย!

 

ทำให้หวาดกลัวไปจนถึงขั้วหัวใจ!

 

วิธีนี้เลือดเย็นไม่น้อยจริงๆ สกุลฉินก็ช่างไปสร้างความแค้นกับคนเจ้าแผนการและชมชอบเอาคืนหนักหลายเท่าเช่นลู่ถิงอวี่นั้นเสียได้...

 

แตะต้ององค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋น...ทำให้เมฆางามล้ำค่าเศร้าเสียใจ

เท่ากับแตะเกล็ดย้อนมังกรของฮ่องเต้เย่เทียนหลง และยังทำให้คุณชายหยกขาวบางคนโกรธขึ้นมาเสียแล้ว!

คนที่ไม่ควรทำให้โกรธยามโกรธนั้นมิค่อยน่าดูชมเท่าไหร่นักหรอก!!

งานนี้ถ้าหากสกุลฉินมพังราบก็ถือว่าพวกเจ้าเป็นลูกรักสวรรค์แล้ว!

 

เย่เซียวและเย่หานกระโดดลงจากกำแพงและเร้นกายหายไปอย่างรวดเร็ว วิชาตัวเบาอันแสนล้ำเลิศไม่ทิ้งแม้กระทั่งเงาหรือสัมผัสให้จับลมหายใจ หยางสุ่ยชิงหัวเราะหึๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มต่ำน่าเกรงขาม

“บุก!”

 

..........

 

“นายท่านผู้เฒ่าขอรับ!! แย่แล้วขอรับ ยามนี้มีทหารองครักษ์จากวังหลวงมาล้อมรอบจวนเอาไว้หมดแล้วขอรับ!!”

“ว่าอย่างไรนะ!!”

“ท่านพี่เจ้าคะ พวกเขามาเพราะเหตุใดกัน!”

“นี่มันเรื่องอันใดกันหรือเจ้าคะท่านปู่!!”

เสียงโหวกเหวกโวยวายของคนในตระกูลฉินทำให้เมิ่งเองรู้สึกเครียดหนักกว่าที่เป็นอยู่ เดิมทีร่างกายของเขาก็ยังไม่ฟื้นดีเท่าไหร่นัก ไหนจะความเครียดสะสมยิ่งทำให้สภาพร่างกายทรุดโทรมยิ่งขึ้น ขอบหอบร่างชราๆ ของตนเองไปหน้าประตูโดยมีฮูหยินสองคนช่วยประคอง

“นี่มันอะไรกันแม่ทัพหยาง!! ข้าเป็นอดีตราชครูของแผ่นดิน พวกท่านไม่มีสิทธิ์นำกองกำลังทหารมาล้อมรอบจวนของข้าเช่นนี้!!” ฉินเมิ่งตวาดลั่น หน้าอกสะท้อนขึ้นลง รอบตัวมีแต่เสียงของคนในสกุลร้องด้วยความกลัว บางคนก็ลนลานทำอันใดไม่ถูก บางคนก็วิ่งหนีออกไปจากจวนคิดว่าเขาไม่เห็นหรืออย่างไรกัน!

 

น่าตายนัก! ไม่มีผู้ใดได้ความเลยสักคน!!

 

“ไปตามตัวเซ่าเจ๋อมาเดี๋ยวนี้ เขาย่อมต้องรู้วิธีจัดการ” ฉินเมิ่งหันไปออกคำสั่งกับลูกหลานของตนที่ยังคงตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอยู่

 

ไม่ได้ดั่งใจสักคนเลยจริงๆ!

 

หยางสุ่ยชิงหน้านิ่งไม่เปลี่ยนแปลง ร่างสูงใหญ่ก้าวลงมาจากหลังอาชา เขาสวมชุดเกราะเต็มยศแผ่บารมีกดดันในฐานะแม่ทัพออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ความกดดันที่ทำให้บรรดาข้ารับใช้และคนคุ้มกันจวนสกุลฉินพากันตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว...

“ฉินเมิ่ง...ตระกูลฉินมีความผิดโทษฐานก่อกบฏ ส่องสุมกำลังลับ ฉ้อราษฎร์บังหลวง กระทำการข่มขู่ขุนนางในราชสำนัก ทำร้ายปวงประชา กดขี่ข่มเหงราษฎร์ ทำร้ายเชื้อพระวงศ์...ความผิดมากมายเหล่านี้ก็ทำให้พวกเจ้าถูกประหารทั้งสกุลไปเก้าชั่วโคตรแล้ว” น้ำเสียงของหยางสุ่ยชิงนั้นเรียบนิ่งทว่าทรงพลังและกดดัน ทุกท้อยคำกล่าว ทุกวาจากดดันจนทำให้คนฟังขาสั่น

“เจ้าใส่ร้ายพวกข้า!! ตระกูลฉินของเราเป็นตระกูลที่จงรักภักดีต่อแผ่นดิน ไม่ทำเรื่องเช่นนั้นเป็นแน่” ฉินเมิ่งปฏิเสธข้อกล่าวหาด้วยท่าทางมุ่งมั่นแน่วแน่ แม้มือเขาจะสั่นไปหมดก็ตาม

 

ข้อหากบฏต่อแผ่นดินนั้นร้ายแรงแค่ไหน...ประหารเก้าชั่วโคตรยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ!

แม้พวกเขาจะคิดจริงและทำจริง แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีหลักฐานใดสาวถึงตัวได้!

 

และเพราะสาเหตุนั้น...ฮ่องเต้แต่ละพระองค์แต่ละสมัย แม้จะสงสัยและรู้อยู่เต็มอกแต่ก็ไม่อาจทำคนสกุลฉินได้! แล้วเหตุใดครานี้...

เย่เทียนหลงไปเอาหลักฐานและความมั่นใจมาจากที่ใดกัน!

 

“หลักฐานเกี่ยวกับคนสกุลฉินนั้นมีมากมาย ผู้ตรวจการแผ่นดินทั้งสอง รวมถึงขุนนางในราชสำนักต่างยื่นฎีกาฟ้องร้องประจานความผิดของพวกเจ้ากันทุกคน ยังจะมาปฏิเสธอีกเช่นนั้นหรือ!”

ยิ่งได้ฟังที่หยางสุ่ยชิงพูดฉินเมิ่งก็ยิ่งเบิกตากว้างขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ...ขุนนางพวกนั้นทรยศเขาเช่นนั้นหรือ ไหนเซ่าเจ๋อบอกว่ากุมจุดอ่อนพวกมันไว้อย่างไรเล่า!!

 

บัดซบ!!

 

“ทหารจับตัวฉินเมิ่งและคนสกุลฉินไว้เพื่อรอลงอาญา!!”

“ขอรับ!”

“ไม่นะ! ไม่!”

“กรี๊ดดดดด!”

“ท่านพี่ช่วยข้าด้วย!”

“ท่านพ่อช่วยพวกเราด้วย!”

เสียงคนตระกูลฉินโหวกเหวกโวยวายเสียงดัง บ้างก็คร่ำครวญร่ำร้องอย่างหวาดกลัว ส่วนฉินเมิ่งนั้นกลับสงบนิ่งกว่าที่เคย ทหารที่เข้ามาใกล้เขาถูกคนคุ้มกันยอดฝีมือที่เขาจ้างไว้มาขวางและพาออกไป

“นายท่านบอกให้พาพวกท่านหนีออกนอกเมืองหลวง!”

“ไปทางประตูทิศใต้ได้เมื่อไหร่ จะมีคนพาพวกท่านหนีออกไปเอง!”

“ไปเร็ว!!”

คนคุ้มกันชุดดำที่มากฝีมือนับร้อยปรากฏขึ้นรอบจวนสกุลฉิน หยางสุ่ยชิงหรี่ตาคมกริบลง ริมฝีปากแค่นรอยยิ้มเหยียดหยาม “ฉินเมิ่ง...สกุลฉินช่างภักดีถึงขนาดเลี้ยงทหารยอดฝีมือจากยุทธภพไว้ในจวนมากขนาดนี้เชียวรึ หึๆ...อย่างไรเสียพวกเจ้าก็หนีข้อหากบฏแผ่นดินไม่พ้น! ริบทรัพย์ให้หมด! จับเป็น! ผู้ใดขัดขืนให้จับตายได้เลย!!”

“ขอรับ!!” เสียงเหล่าทหารตอบรับด้วยขวัญกำลังใจที่ฮึกเหิม แม้ต้าเซี่ยจะเป็นแว่นแคว้นที่สงบสุข เกิดศึกสงครามน้อยครั้งยกเว้นแถบชายแดนที่ต้องเฝ้าระวังอย่าเข้มงวด แต่ทหารทุกคนก็มิเคยหย่อนหยานในการฝึกเลยแม้แต่น้อย การซ้อมรบหน้าพระที่นั่งนั้นจัดขึ้นปีละสองครั้งเสียด้วยซ้ำ ทำให้กำลังใจและฝีมือของบรรดาทหารฮึกเหิมอยู่เสมอ

ฉินเมิ่งกำมือแน่นด้วยความเจ็บใจ ลมตีขึ้นจนเขาต้องกระอักโลหิตออกมา สภาพที่ตนต้องหนีอย่างหัวซุกหัวซุนเช่นนี้มันน่าเจ็บใจยิ่งนัก!

 

อดีตราชครูผู้สูงส่งเช่นเขา...

ตระกูลสูงศักดิ์เช่นสกุลฉิน...สายเลือดเดียวกับสกุลฮองเฮาของปฐมกษัตริย์แห่งแว่นแคว้น

กลับต้องมาหนีหัวซุกหัวซุนเช่นสุนัขตัวหนึ่ง!!

 

หนี้แค้นนี้ข้าจะทวงคืน! จะทำให้พวกเจ้าจดจำไปจนวันตาย!!

 

ฉินเมิ่งมิได้หันกลับไปมองบรรดาคนคุ้มกันที่คุ้มครองลูกหลานของเขาออกมาจากจวนสกุลฉิน อนุหลายคนของเขาหนีไม่ได้และถูกจับกุมเอาไว้ ทำให้ฉินเมิ่งยิ่งสบถด่าพวกนางไรประโยชน์ทันที 

 

มันน่านัก! ตายๆ ไปให้หมดก็ดี!!

 

ทหารคุ้มกันของฉินเมิ่งและคนสกุลฉินนั้นนับได้ว่าเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ พวกเขาคุ้มครองฉินเมิ่งให้หนีออกมานอกจวนสกุลฉินได้โดยไม่ยากลำบากเท่าไหร่นัก 

 

มิใช่เพราะพวกเขามีฝีมือ...

แต่เพราะมีคนจงใจอยากให้คนพกวนี้หนีหัวซุกหัวซุนเช่นนี้!

 

“เซ่าเจ๋อเล่า! เซ่าเจ๋ออยู่ที่ไหน!!” ฉินเมิ่งถามหาฉินเซ่าเจ๋อ ราวกับว่าถ้าหากมีลูกชายคนนี้เขาจะมีสิทธิ์หนีรอด!

 

แผนการมากมายทั้งหมดที่วางไว้พังย่อยยับหมดแล้ว!!

 

“นายท่านกำลังมาขอรับ! นายท่านให้พาพวกท่านหนีไปทางประตูเมืองทิศใต้ จากนั้นก็ออกนอกเมืองฝูหยาง”

“เซ่าเจ๋อมัวทำอันใดอยู่เหตุใดจึงไม่ยอมมาด้วยกัน! อย่าบอกนะว่าไปเพราะลู่จิง!” ลูกชายของตนมีเพียงเรื่องเดียวที่ตัดไม่ขาดก็คือเรื่องของลู่จิง!

 

ความรักทำให้คนอ่อนแอและไร้เหตผลจริงๆ!! 

บัดซบเอ๊ย!

 

คนคุ้มกันไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่รับคำสั่งและรับค่าจ้างมหาศาลมาก็เท่านั้นเอง หน้าที่นอกเหนือจากนั้นไม่เกี่ยวกับเขาแล้ว

ฉินเมิ่งและสมาชิกในสกุลต่างวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ใครที่หนีไม่ได้ก็ถูกบรรดาทหารจับตัวไว้ได้ บรรดาข้ารับใช้ทั้งหลายรู้ดีว่าถูกทอดทิ้งแล้วก็ได้แต่พากันร้องไห้อ้อนวอนขอความเมตตา

ยามสกุลฉินยังเป็นตระกูลดังและตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง พวกเขาก็ได้อาศัยโอกาสนี้เชิดหน้าชูตาในเมืองหลวง สามารถอวดเบ่งได้

 

แต่ยามนี้...หมดสิ้นแล้ว!

 

“แยกย้ายกันหนี! ไปเจอกันที่ประตูเมืองทางทิศเหนือ!” ฉินเมิ่งบอกบรรดาลูกๆ และบรรดาสตรีของเขา ท่าทีดูเป็นห่วงเป็นใยแต่ใจจริงแล้วฉินเมิ่งไม่ต้องการตัวถ่วงในการหนีเอาตัวรอด!

 

เขาไม่รอให้คนอื่นตกลงแยกออกไปพร้อมคนคุ้มกันนับสิบ ส่วนคนอื่นๆ นั้นจะเหลืออยู่กี่คนก็ช่างมันเถิด!

เขารอดสกุลฉินก็รอด! ส่วนคนอื่นนั้นมันไร้ค่า!

 

ฉินเหวิน ฉินเจาและบุตรีของเขาหนีไปอีกทางหนึ่ง ส่วนฉินเมิ่งนั้นก็หนีไปอีกทางหนึ่ง บรรดาองครักษ์ลับและทหารองครักษ์มิได้ไล่ตามอย่างจริงจังตามที่ได้รับคำสั่งมา แต่ค่อยๆ ไล่ตามและทิ้งระยะห่างไว้เล็กน้อย จากนั้นก็ไล่ตามติดและทิ้งระยะห่างเท่าเดิม ทำเช่นนี้ซ้ำๆ ดูคล้ายการไล่จับหนู

 

แต่สำหรับผู้ที่วิ่งหนีแล้วนั้น...ย่อมหวาดกลัวจนตัวสั่น

กลัวว่าจะถูกจับได้ กลัวหนีไม่พ้น...หรือแม้กระทั่งกลัวไม่รอดชีวิต!

 

“แฮ่กๆ!...ทะ...ท่านพ่อ ขะ...ข้าไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ!”

“ข้าด้วยขอรับ!!”

ฉินเหวินมองบุตรชายและบุตรีของเขาอย่างไม่สบอารมณ์! รู้สึกหวาดกลัวและเจ็บแค้นไปเสียทุกอย่าง เหตุใดเพียงแค่ราตรีเดียวก็ราวกับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเช่นนี้ได้! 

 

สกุลฉินที่ยิ่งใหญ่รุ่งเรืองบัดนนี้โดยข้อหากบฏต่อแผ่นดิน!!

ไม่เหลือความยิ่งใหญ่ที่เคยมีมาในอดีตแล้ว!

 

ขณะที่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนฉินเหวินก็คิดอย่างเจ็บแค้น เงาของบรรดาทหารองครักษ์เหล่านั้นทำให้พวกเขาสะดุ้งหวาดกลัวจนตัวสั่นยิ่งกว่าเดิม! คนคุ้มกันที่คอยคุ้มครองความปลอดภัยอยู่รอบๆ นั้นถูกฆ่าตายไปหมดแล้ว ยอดฝีมือทั้งหมดก็ตามไปคุ้มกันบิดา คนที่คุ้มครองพวกเขาล้วนเป็นพวกปลายแถวเท่านั้น มีหรือที่พวกมันจะคุ้มครองพวกเขาได้

แล้วยังพวกทหารองครักษ์เหล่านั้นอีก...พวกมันจับพวกเขาได้ง่ายดายมาก! แต่กลับปล่อยให้พวกเขาหนีราวหนูติดจั่น!

 

พวกสารเลว!!

อย่าให้เขามีโอกาสให้เอาคืน! จะทำให้พวกมันตายทั้งเป็น!

 

“ทะ...ท่านพ่อช่วยข้าด้วย!” ฉินเจาที่วิ่งหนีไม่ไหวแล้วล้มลงกับพื้น โอดครวญอย่างน่าเวทนา สภาพของเขาไม่เหลือเค้าคุณชายใหญ่สกุลฉินผู้หยิงยโสถือดีในอดีตอีกแล้ว!

“วิ่งหนีสนุกหรือไม่เล่า?” น้ำเสียงไพเราะนุ่มนวลกระแสหนึ่งดังขึ้น ร่างสูงในชุดอาภรณ์ขาวสะอาดกระโดดลงมาจากหลังคาด้วยวิชาตัวเบาเร้นเงาจันทร์อันนุ่มนวลแผ่วเบา ชายอาภรณ์ขาวพิสุทธิ์นั้นพลิ้วไหวน้อยๆ ท่วงท่านุ่มนวลดุจยกขาวส่องสว่างท่ามกลางความมิดของราตรีกาล

 

คุณชายหยกขาว...ลู่ถิงอวี่

มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน!!

 

ลู่ถิงอวี่เอียงหน้า หรี่ตามองคนสกุลฉินยิ้มๆ ด้วยดวงตาเดียดฉันท์และหยามเหยียดชัดเจน นานๆ ทีคุณชายลู่ผู้สง่างามเขาจะมองผู้คนด้วยสายตาเช่นนี้...และก็ทำให้คนโมโหตายได้ไม่ยากด้วย

“หนีหัวซุกหัวซุนไม่ต่างอันใดกับหนูตัวหนึ่ง...น่าสมเพชจริงๆ ว่าไหมเล่า?”

“ลู่ถิงอวี่!! ไอ้สาระเลว!” ฉินเจาแผดเสียงลั่น แต่ร่างกายกลับสั่นไปหมด เขายังไม่ลืมว่าเพราะลู่ถิงอวี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้!

 

เพราะมัน!

 

ลู่ถิงอวี่มิสนใจคำบริภาษของคนสกุลฉิน เขาเอาพัดหยกที่ภรรยาเป็นคนวาดลวดลายให้มาโบกไปมาอย่างแช่มช้า ราวกำลังชมทิวทัศน์อันงดงามมิใช่ภาพการหลบหนีหรือตามล่าเช่นนี้ ท่วงท่าของเขาทำให้ฝ่ายศัตรูโมโหจนแทบกระอักแต่ก็ทำอันใดไม่ได้

“กะ...แก แกมันก็แค่คนน่าสมเพช!! แค่คนอ่อนแอคนหนึ่งเท่านั้น อั้ก!!” ฉินเหวินไม่ทันจะได้ด่าลู่ถิงอวี่ตบก็ถูกฝ่าเท้าหนึ่งถีบเอาจนหน้าลงไปซบพื้น

“สามีข้าใช่คนที่ให้ผู้อื่นมาว่าปาวๆ ได้เช่นนั้นหรือ” เย่ซืออวิ๋นเชิดหน้าขึ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน แต่พอเดินมาหาสามีแล้วก็กะพริบตาปริบดูใสซื่อน่าเอ็นดูต่างกับเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง ลู่ถิงอวี่รีบกุมมือภรรยาไว้ทันทีก่อนจะเอ่ยถามอย่างแปลกใจ

“ออกมาข้างนอกทำไมเล่าคนดี เหตุใดไม่อยู่กับเสี่ยวหลันเล่า” ลู่ถิงอวี่เอ่ยถามภรรยาอย่างอ่อนโยน 

“เสี่ยวหลันกำลังเดินหมากกับไต้ซือเกาเสียงและอี๋เหอน้อย” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า ราตรีนี้อยู่ดีๆ จวนอัครเสนาบดีได้ต้อนรับไต้ซือเกาเสียงและลูกศิษย์อย่างอี๋เหอน้อยอย่างไม่คาดคิด ไต้ซือเพียงบอกว่ามาดูการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ส่วนอี๋เหอน้อยก็ถูกเสี่ยวหลันลากไปเดินหมากล้อมด้วยทั้งๆ ที่ตาปรือ

 

เจ้าลูกชายหมาดๆ อายุก็น้อยกว่าเขาแต่กลับทำเป็นผู้ใหญ่เกินตัวจนน่าเอ็นดู

 

 “ไต้ซือฝากข้ามาบอกว่าถิงอวี่ว่า...เจ้าเคยรับปากเขาไว้ว่านี่จะเป็นสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แปดเปื้อนโลหิตน้อยที่สุด”

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ พยักหน้ารับคำ “ข้าถึงได้ใช้วิธีที่ยุ่งยากเช่นนี้อย่างไรเล่า” เขาถอนหายใจหนึ่งรอบ กว่าจะทำให้คนอื่นยอมรับได้นั้นลำบากอธิบายไปไม่น้อยเลย เพราะแต่ละคนต่างอยากใช้วิธีที่เด็ดขาดแบบถอนรากถอนโคนไปเลยทีเดียวมากกว่า...

 

แต่การทำเช่นนั้น...จะทำให้มีคนตายมากเกินไป

ฮ่องเต้เองก็เห็นด้วยกับเขาตั้งแค่ครั้งแรก พระองค์เป็นผู้ครองแผ่นดินที่ถ้าหากทำได้ก็อยากลงมือกับเหล่าอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์เอง

เป็นราชาที่พร้อมด้วยทศพิศราชธรรมและแบบอย่างแก่คนทั่วไป

 

อีกทั้ง...วิธีนี้ก็จะทำให้อวิ๋นของเขาสบายใจกว่าด้วย

พูดไปพูดมาสุดท้ายลู่ถิงอวี่ก็ทำเพื่อภรรยาตัวเองอยู่ดีนั่นแหละ...

 

ระหว่างที่สองสามีภรรยากำลังสนทนากันนั้น คนสกุลฉินที่กำลังหลบหนีทั้งสามคนแม้จะเจ็บแค้นเพียงใดแต่ตอนนี้การเอาชีวิตรอดนั้นสำคัญกว่า!

 

ไว้ค่อยกลับมาแก้แค้นพวกมันตอนหลังก็ยังไม่สาย!

 

แต่ไม่ทันที่พวกเขาจะได้หนี...แค่คิดย่างเท้าก็ถูกศรจากบรรดาองครักษ์ลับยิงเฉียดไปแล้วในพริบตา! หรงหวันที่ทำหน้าที่สั่งการนั้นถอนหายใจเบาๆ ยามมองเจ้านายของตนเองทั้งสองคน

 

นี่มันเวลาใดกันแล้ว...พวกท่านจะมาทำราวกับโลกนี้มีกันสองคนไม่ได้นะ!

 

“นอกจากทำร้ายสามีข้าแล้วยังคิดหนีอีกหรือ” เย่ซืออวิ๋นกอดอก ก้าวมายืนบังข้างหน้าลู่ถิงอวี่ไว้ราวกับปกป้องจากอันตราย ทำเอาลู่ถิงอวี่ต้องยิ้มด้วยความปลาบปลื้มยินดี “ถิงอวี่อยู่ข้างหลังข้านะ ไม่ต้องห่วง...ข้าจะปกป้องดูแลเจ้าเอง”

“ข้ารู้...ภรรยาปกป้องข้ามาเสมอ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหวานล้ำ ทำเอาบรรดาองครักษ์ลับทั้งหลายพากันกลอกตาพร้อมถอนหายใจแรงๆ

 

น่าหมั่นไส้เหลือเกิน! 

พวกเรากำลังจัดการกับพวกกบฏอยู่มิใช่หรือ...เหตุใดท่านถึงมาเกี้ยวภรรยาตอนนี้เล่า!!

 

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าเมื่อสามีเชื่อฟัง เขาเอากระบี่อ่อนชางชุนออกมาถือไว้และชี้ตรงไปยังคนสกุลฉินทั้งสามด้วยสายตาแน่วแน่

เดิมทีเขาจะอยู่ทีจวนอัครเสนาบดีหรือที่วังหลวงก็ได้เพราะทุกคนเองก็เป็นห่วงความปลอดภัยของเขา กลัวสกุลฉินจะทำร้ายเขา โดยเฉพาะถิงอวี่ที่กลัวฉินเซ่าเจ๋อจะทำอันตรายเขาเหมือนชาติที่แล้วอีก...

 

แต่ในชาตินี้เย่ซืออวิ๋นเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อมั่นในทุกคน...ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

เขาเองก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะองค์ชายผู้หนึ่งเช่นกัน...หน้าที่ต่อแผ่นดิน

 

“กระจายกำลังล้อมไว้อย่าให้พวกเขาหนี...ส่วนพวกเจ้า...” เย่ซืออวิ๋นยิ้มเย็น ดวงตาคู่สวยเย็นชาอย่างที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก รอบกายเต็มไปด้วยความกดดันชวนให้อึดอัดสายหนึ่ง “ถ้ารอดจากคมกระบี่ของข้าไปได้...ข้าจะปล่อยพวกเจ้าให้วิ่งหนีไปอีกสักสองเค่อดีหรือไม่?”

ฉินเหวินและฉินเจาโกรธจนแทบบ้า แต่ก็ไม่อาจทำอันใดได้ พวกเขาหมายคิดจะโจมตีเย่ซืออวิ๋นเพื่อแย่งอาวุธป้องกันตัว เพราะคิดว่าองค์ชายใหญ่ดูมิใคร่จะสู้คนเป็น

จริงๆ แล้วในใจคนสกุลฉินก็นึกดูถูกองค์ชายใหญ่เป็นอย่างยิ่ง แล้วพออีกฝ่ายแต่งงานกับบุรุษด้วยกันก็ยิ่งดูถูกเหยียดหยาม มิใช่สายเลือดสกุลฉินเต็มตัวแท้ๆ แต่บังอาจเชิดหน้าชูตาทำให้คนสกุลฉินทั้งหมดต้องเคารพมัน ถ้าหากไม่ใช่อีกฝ่ายมีประโยชน์แล้วพวกเขามีหรือจะอยากมารู้จักด้วย!!

 

แต่วันนี้...ไม่คิดว่าองค์ชายใหญ่ที่พวกเขาเคยดูถูกจะมีฝีมือและลงมือได้โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!

คมกระบี่นั้นเน้นจุดตายไม่มีความลังเล ไม่มีการอ่อนข้อเลยแม้แต่น้อย!!

 

ลู่ถิงอวี่มองภรรยาของตนเองที่กำลังจัดการฉินเหวินและฉินเจาอยู่ด้วยสายตาชื่นชมและภาคภูมิใจอย่างที่สุด ส่วนบุตรีของฉินเหวินนั้นก็ตัวสั่นอยู่กับพื้น เขามิได้ให้คนไปแตะต้องหรือรังแกนางต่อให้นางเป็นกบฏแต่อย่างน้อยนางก็เป็นสตรี แต่สองคนนั้นที่คิดจะรังแกภรรยาของเขาก็ถูกเขี้ยวเล็บลูกแมวจัดการได้อย่างราบคาบ

“ภรรยาของข้าเก่งกาจจริงๆ” ลู่ถิงอวี่พึมพำเบาๆ เขากับองครักษ์ข้างตัวที่แต่ละคนแทบอยากจะยกมือขึ้นปิดหูไม่อยากรับรู้ใดๆ “พวกเจ้าว่าเช่นนั้นหรือไม่?”

 

มันใช่เวลาหรือไม่ขอรับคุณชาย!

ท่านจะมาภูมิใจและอวดภรรยาตอนนี้ไม่ได้นอขอรับ!

 

ลู่ถิงอวี่หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วขวางหน้าเย่ซืออวิ๋นไว้ เขาใช้ฝ่ามือผลักฉินเจาและฉินเหวินกระเด็นไปก่อนจะโอบภรรยามาไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็ดึงกระบี่อ่อนชางชุนในมือเย่ซืออวิ๋นมาถือไว้เอง เอ่ยกับภรรยาอย่างอ่อนโยน “คนดี...ให้สามีปกป้องเจ้าบ้างดีกว่า ยืนนิ่งๆ เป็นเด็กดีนะภรรยา คนพวกนี้บังอาจทำให้เจ้าเหนื่อย ข้าจะจัดการเอง”

“แต่ว่า...” เย่ซืออวิ๋นจะค้านก่อนจะชะงักเมื่อถูกสามีเชยคางขึ้นจากนั้นก็ตามมาด้วยจูบเบาๆ ทับลงบนริมฝีปากทำให้ดวงตากลมโตเบิกขึ้นพร้อมแก้มที่ร้อนวาบ

 

นี่มันต่อหน้าต่อตาทหารองครักษ์และองครักษ์ลับนะ!

 

“ชู่ว์ คนดีเจ้าเป็นห่วงคนอื่นมิใช่หรือ ไห่ฟงกับรุ่ยเอินก็ด้วย ให้หรงหวันและองครักษ์คนอื่นคุ้มกันเจ้าไปดูพวกเขาเถิด ส่วนตรงนี้ข้าจัดการเอง”

เย่ซืออวิ๋นลังเล ยอมรับว่าเขาเองก็เป็นห่วงคนอื่นมาก และยิ่งรู้ข่าวว่ารุ่ยเอินถูกจับไว้เป็นตัวประกันเขาก็ยิ่งเป็นห่วง แต่จะปล่อยให้สามีของตนอยู่คนเดียว...

“ไม่ต้องกังวลหรอกจริงๆ นะ อวิ๋นก็รู้ว่าถ้าหากมิใช่เจ้าสามีก็ไม่ยอมให้ใครรังแกหรอกนะ”

เย่ซืออวิ๋นขึงตาวาวๆ ใส่สามีหนึ่งที ก่อนจะพยักหน้า...ฝีมือของถิงอวี่เป็นอย่างไรเขารู้ดีที่สุด อีกทั้งฉินเหวิน ฉินเจาก็กระจอกเกินไปด้วย

 

ดังนั้นตรงนี้...เขาไม่จำเป็นต้องห่วง

 

“เช่นนั้นเอากระบี่อ่อนชางชุนไว้นะ ห้ามทำอันใดเกินตัวเด็ดขาดนะถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นย้ำด้วยความเป็นห่วง นไปถลึงตาเย็นชาใส่ฉินเจาและฉินเหวินก่อนจะใช้วิชาตัวเบาออกไปอย่างรวดเร็ว ลู่ถิงอวี่ให้หรงหวันและองครักษ์เกือบครึ่งตามไปคุ้มครองภรรยา เหลือไว้กับตนเพียงแค่สิบคนเท่านั้น...

กระบี่อ่อนชางชุนชี้ไปเบื้องหน้าตนเอง ใบหน้าหล่อเหลานั้นปรากฏรอยยิ้มเย็นชายามเห็นสีหน้าราวคนได้เปรียบของพ่อลูกสกุลฉิน

 

คนพวกนี้คิดว่าเขาอ่อนแอและคิดว่าจะได้เปรียบ

แต่ว่า...พวกเจ้าคิดผิด

 

“ที่ข้าไม่ให้ภรรยาสุดที่รักของข้าอยู่ด้วยทำให้พวกเจ้าคิดว่าตนได้เปรียบ?” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ กระบี่อ่อนในมือสั่นระริกด้วยปราณอันกล้าแกร่งที่นานๆ ทีจะปล่อยออกมาห่างไกลกับคำว่าอ่อนแอขี้โรคในอดีตไปไกลลิบ

 “มิใช่หรอก...ข้าแค่ไม่อยากให้อวิ๋นเห็นตอนข้าคิดจะฆ่าคนต่างหากล่ะ!”

 

……….

 

สามีภรรยาคู่นี้เขาชอบทำตัวไม่เข้ากับสถานการณ์นะคะ เครียดๆ กันอยู่นะเนี่ย ยังจีบกันได้อีก 555 เอาเป็นว่าตอนหน้าเราจะได้เห็นพี่ลู่เท่บ้าง(?) หลังจากที่พี่ชอบให้ภรรยาปกป้องเพื่อหาเรื่องอ้อนอยู่ตลอด ^_^

ตอนหน้าน่าจะเครียดๆ อีกตอนนะคะ ใกล้จะจบแล้วววว ฮึบๆ เสด็จพ่อและองค์ชายรองจะโผล่มาตอนหน้าค่าา

ช่วงนี้ฤดูร้อนทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ ออกไปข้างนอกก็ระวังตัวกันด้วยน้าาา อากาศร้อนมาก ใครที่เป็นภูมิแพ้หรือความดันต่ำพกจำพวกเกลือแร่หรือน้ำหวานติดตัวไว้ด้วยนะคะ เราเองก็พกตลอดเลย ภูมิแพ้ไม่ค่อยเท่าไหร่แต่ไมเกรนกับความดันนี่มาถี่ๆ เลยค่ะ T_T

เราจะพยายามอัพเรื่องขององค์ชายใหญ่ตอนหลักให้จบภายในเดือนมีนาคมน้าาา เพราะกำลังจะลงมือทำธีสิสจริงจังแล้วอาจจะไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ แต่จะเอาตอนพิเศษมาส่งเรื่อยๆ นะคะ มีตอนพิเศษของพวกเด็กๆ ด้วย เจ้าพวกตัวแสบน่ะแสบไม่แพ้รุ่นพี่แม่เลยค่ะ

อย่าลืมดูแลตัวเองและรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

กลับบ้านปลอดภัยกันน้าาาา

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่าาาา ^_^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.528K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,299 ความคิดเห็น

  1. #4153 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 00:32
    สุดจัด55555
    #4,153
    0
  2. #3904 HYUNPARK (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 19 มีนาคม 2564 / 02:41
    จะทำยังไงกับชายคลั่งรักผู้นั้นดีนะ เสด็จพ่อต้องรีบส่งเขาไปชายแดนเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ความรู้สึกของหรงหวันในตอนนี้คงอยากจะฟาดแรงๆใส่ลู่ถิงอวี่ผู้นั้นสักทีจะได้สบายใจ
    #3,904
    0
  3. #3847 Capricornus4 (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 14 มีนาคม 2564 / 08:41
    พี่ลู่คือเกินคำว่าคลั่งรักไปมาก 555555
    #3,847
    0
  4. #3762 mothergod (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 19:58
    หวานเกินนน เป็นเบาหวานหมดแล้วค๊า555555
    #3,762
    0
  5. #3761 Ordina (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 12:13

    OMG!!!!!!! อาอวี่ได้ใจประชาชีสุดๆ!!!!
    #3,761
    0
  6. #3760 K ā M i N ī (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 12:10
    จากเริ่มเครียดๆ คู่นี้โผล่มา เหมือนมดจะขึ้น
    #3,760
    0
  7. #3759 Phanja (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 10:46
    หวานไม่ดูเวลาเล้ยคู่นี้

    ไฟส่องเพดานแพร่บบบ
    #3,759
    0
  8. #3758 dayit-123 (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 10:44
    ร่วมด้วยช่วยกรอกตา555555
    #3,758
    0
  9. #3757 SasIZaA (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 10:37
    หมั่นไส้พี่ลู่จังค่ะ

    หวานจนมดขึ้นแม้อยู่กลางป่า

    5555
    #3,757
    0
  10. #3756 blossom14141 (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 10:37
    ขอพื้นที่กรอกตามองบนด้วยคนค่ะ
    #3,756
    0
  11. #3755 VKK42 (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 09:36
    กรอกตามองบนตามหรงหวัน กับเหล่าองครักษ์ 55555
    #3,755
    0
  12. #3754 Bow_01 (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 09:33
    หวานกันจังเลยนะ! ไม่ได้อิจฉาเล๊ยย
    #3,754
    0
  13. #3753 MarkBam2324 (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 08:56
    รอเวลานี้มานาน เอาเลยยยยยย จัดการให้ราบคาบ
    #3,753
    0
  14. #3752 hapusrwydd (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 08:52
    โอเค พบคนคลั่งรักขั้นสุด 55555
    #3,752
    0
  15. #3751 Whanzaaaa (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 08:39
    ขอแก้คำผิดนิดนึงนะคะ ซ่องสุม - ส้องสุม ถ้อยคำ - ท้อยคำ
    #3,751
    0
  16. #3750 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 08:37

    ฆ่ากันเลือดนองก็ยังจะกันหวานได้ ต้องยอมใจจริงๆ! 5555

    #3,750
    0
  17. #3749 Lalaland332221 (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 07:53
    รอออออออ
    #3,749
    0
  18. #3748 shino13 (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 06:02

    อาถิงเก็บอาการหน่อยยยย
    #3,748
    0
  19. #3747 p_ice (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 05:51
    หวานแบบไม่แคร์สื่อ 555555
    #3,747
    0
  20. #3746 siriluksemayy (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 05:06
    คิดถึงเสด็จจจพ่อออ55555
    #3,746
    0
  21. #3745 Notty Kero (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 01:19
    หวานไม่สนใครจีงงงงง
    #3,745
    0
  22. #3744 pcard (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 00:41
    จะได้เห็นพี่ลู่แบบโหดๆแล้ว 😏😏
    #3,744
    0
  23. #3743 patsawee_ (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 6 มีนาคม 2564 / 23:54
    มาต่อเร็วนะค่าาา🤩🤩
    #3,743
    0
  24. #3742 Timjel (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 6 มีนาคม 2564 / 23:40
    รอดูรุ่นเล็กว่าจะเเสบกันเเค่ไหน555555555
    #3,742
    0
  25. #3741 zezeuiaz (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 6 มีนาคม 2564 / 23:30
    อิพี่ ปลดอาวุธน้องทำไม เกิดไอ่บ้านั่นเสียสติ วิ่งมาแว้งกัดน้องจะทำยังไง มันยิ่งปสด.อยู่ เป็นห่วงน้องน้อยเราจริงๆ

    ไรท์ความดันสูงหรือต่ำ เราต่ำละ เบื่อมาก ทำอะไรมากหน่อย เป็นวูบทุกที น่าเบื่อมาก อากาศร้อนมากก็หอบอีก เซ็ง
    #3,741
    0
  26. #3702 l00kkaew2 (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 2 มีนาคม 2564 / 00:06
    อ่านตอนนี้แล้วงงหน่อยๆค่ะ ตามลำดับเครือญาติแล้วลู่ถิงอวี่กับน้องลู่หลันควรเป็นลูกพี่ลูกน้องมากกว่าอาหลานนะคะ
    #3,702
    2
    • #3702-1 TheRiverBrown(จากตอนที่ 50)
      2 มีนาคม 2564 / 00:28
      ตามศักดิ์เราสามารถเรียกได้นะคะ อย่างเช่นเราก็เรียกลูกของป้าว่า ลุง ค่ะ

      แถวบ้านเราจะเรียกแบบที่ไรท์เขียนเลยค่ะ

      มีเรียกพี่บ้างปะปนกันไป
      #3702-1
    • #3702-2 The Sky 9096(จากตอนที่ 50)
      10 มีนาคม 2564 / 23:31
      ลูกของป้าเรียกลุง? แล้วสามีของป้าก็เรียกลุง ไม่งงหรอ หรือว่าเรียกเพราะพี่อายุมากว่าแม่ เลยเรียกตามลำดับอายุ
      #3702-2