ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 5 : 五 ลู่ถิงอวี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29,289
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,908 ครั้ง
    6 ต.ค. 63

.

วันนี้เป็นวันที่เย่ซืออวิ๋นมีเรียนแค่ช่วงเช้า ดังนั้นเมื่อเรียนเสร็จเรียบร้อยและทำการบ้านพี่ท่านอาจารย์ให้ไว้ได้ถูกต้องหมดทุกข้อ เย่ซืออวิ๋นก็ได้พักก่อนเวลา องค์ชายน้อยผู้เป็นที่รักใคร่ของเหล่าข้ารับใช้ในตำหนักลั่วสุ่ยมานั่งเอกเขนกวาดภาพเล่นอยู่ริมสระบัว โดยมีอันกงกงช่วยเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ให้และคอยรับใช้อยู่ข้างๆ

เย่ซืออวิ๋นวาดไปได้ครึ่งหนึ่งก็ถอนหายใจเฮือกออกมา พู่กันหยกที่ได้พระราชทานจากฮ่องเต้แช่น้ำวางอยู่ข้างๆ เขาเอนตัวพิงหมอนใบนุ่ม กำลังเคร่งเครียดกับปัญหาหนักใจของตนอยู่

จะวาดภาพท้องพระโรงไท่หยวนออกมาอย่างไรดี ดูจากภาพในบันทึกเก่าๆ ก็จะขาดจิตวิญญาณ ในฐานะจิตกรแล้วเย่ซืออวิ๋นไม่อาจวาดภาพเช่นนั้นออกมาได้ แต่เขาก็เข้าไปในท้อกงระโรงไท่หยวนไม่ได้อยู่ดี

 

ควรทำเช่นไรดี...

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ อัครเสนาบดีลู่ขอเข้าเฝ่าพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงรายงานอยู่บริเวณทางขึ้น ข้างๆ กันนั้นเป็นอัครเสนาบดีผู้เป็นที่เคารพนับถือยืนยิ้มเป็นมิตรส่งมาให้ เย่ซืออวิ๋นได้แต่สงสัยว่าอีกฝ่ายมาทำไม แต่เขาก็ไม่ไร้มารยาทพอขนาดจะหลบหน้าผู้มาเยือนถึงที่ องค์ชายใหญ่เลยยิ้มกลับคืนแล้วเอ่ยปาก

“ท่านอัครเสนาบดี...เชิญ”

ลู่จิงหันไปยื่นกล่องในห่อผ้าให้อันกงกง “ข้านำขนมกับชาดีๆ มาฝากองค์ชายใหญ่ รบกวนอันกงกงช่วยเตรียมป้านชากับนำขนมนี่ใส่จานให้ด้วยแล้วกัน”

“ข้าน้อยจะจัดการให้ขอรับท่านอัครเสนาบดี” อันกงกงรีบรับกล่องขนมนั้นมาอย่างระมัดระวัง เพราะห่อด้วยผ้าไหมอย่างดี หูของเย่ซืออวิ๋นกระดิกยิกๆ เมื่อได้ยินเรื่องของกิน เจ้าตัวเอียงคอและมองตามอันกงกงอย่างสงสัยใครรู้ เห็นท่าทางเช่นนั้นแล้วลู่จิงได้แต่กลั้นยิ้ม

 

วิธีเข้าหาเช่นนี้ได้ผลไม่เลวเลยทีเดียว

 

“ถวายพระพรองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จิงประสานมือคาราวะ เย่ซืออวิ๋นยืนขึ้นแล้วก็คำนับตอบ ท่วงท่ามีมารยาทซ้ำยังน่ารักยิ่งทำให้ความประทับใจของลู่จิงสูงขึ้นไปอีก

“เชิญท่านลู่จิงนั่งก่อน วันนี้มีธุระอันใดกับข้าหรือ?” เย่ซืออวิ๋นยกเบาะนุ่มด้านข้างให้ลู่จิง เขาไม่ถือตนว่าเป็นองค์ชายและให้อีกฝ่ายนั่งต่ำกว่า แต่กลับให้ลู่จิงนั่งเสมอตน

 

ไม่ใช่แค่บุคคลนี้เป็นที่นับถือของคนทั้งแผ่นดินหรือเป็นเพราะบิดาของลู่ถิงอวี่ แต่ไม่วาจะชาติก่อนหรือชาตินี้ถ้าถามถึงคนที่เย่ซืออวิ๋นชื่นชมที่สุดก็คืออัครเสนาบดีผู้นี้แหละ

 

“องค์ชายกำลังวาดภาพหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ลู่จิงเห็นภาพบนขาตั้งไม้ที่วาดไปได้ครึ่งเดียวแต่สวยงามนัก เขาเหลือบมองพู่กันหยกขาวที่แช่น้ำอยู่ด้านข้างพลางเลิกคิ้ว

 

พู่กันหยกขาวขนจิ้งจอกหิมะด้ามนั้นมีค่าควรเมือง เป็นของบรรณาการจากแคว้นหนึ่งเมื่องานสมโภชปีที่ผ่านมา ไม่นึกว่าฮ่องเต้ขี้งกผู้นั้นถึงขั้นยกให้องค์ชายน้อยมาใช้เช่นนี้

แต่ถ้านี่เป็นบุตรชายเขาล่ะก็ มีสมบัติอันใดลู่จิงคิดว่าตนก็คงยกมาประเคนให้หมดแน่ๆ เพราะบุตรชายเขาโตเป็นผู้ใหญ่เกินไป ไม่ช่างออดอ้อนเอาเสียเลย

 

“ใช่แล้ว แต่เพราะวันนี้ข้ามีเรื่องให้คิดเยอะเลยไม่มีอารมณ์วาดภาพเลย” เย่ซืออวิ๋นหน้ายุ่งนิดหน่อย ส่วนคนที่ทำให้ตนต้องคิดเยอะเช่นนี้ก็เป็นฮ่องเต้ จะฟ้องใครก็ไม่ได้อีก

ลู่จิงมององค์ชายน้อยยิ้มๆ องค์ชายผู้นี้ดูจริงใจนัก และคล้ายลูกแมวตัวน้อยที่น่าเอ็นดูเหลือเกิน ซ้ำยังมีดวงตาที่งดงามดุจดวงดารา เพียงกระพริบตาหนึ่งคราราวกับกระชากใจผู้คนให้อ่อนเหลว

“เช่นนั้นก็พักก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ วันนี้กระหม่อมนำชาสายธารรินไหลมาชงให้พระองค์ดื่ม ทำขนมบัวแดงหิมะมาให้พระองค์ลองเสวยด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ...หืม?” ลู่จิงเลิกคิ้วเมื่อเห็นดวงตากลมโตนั้นเบิกกว้าง ซ้ำยังมองเขาอย่างตื่นเต้นยินดีแฝงแววนับถืออีกด้วย

 

เกิดอันใดขึ้น?...เหตุใดองค์ชายน้อยมองตนเช่นนี้ได้กัน

 

“เสด็จพ่อบอกข้าว่าท่านมีชาประจำตระกูลที่รสชาติดุจน้ำทิพย์ แล้วก็มีขนมแสนอร่อยที่หาทานได้ยากยิ่งด้วย ใช่ที่ท่านนำมาหรือไม่?”

 

อ้อ...ที่แท้ก็เพราะของกินสินะ

 

ลู่จิงได้แต่กลั้นยิ้มจนปวดแก้ม เห็นท่าทางดีใจและมองตนคล้ายแมวตัวน้อยขอปลาจากเจ้าของแล้วก็แทบอดใจไม่ไหวฟัดแก้มนิ่มๆ ดุจซาลาเปานั่น ดีที่ตนรู้จักยับยั้งชั่งใจไม่กระทำอะไรเสียมารยาทไปเสียก่อน

“แฮ่ม! ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเข้าครัวด้วยตนเองเลยพ่ะย่ะค่ะ”

“จริงหรือ! ท่านลู่จิงเข้าครัวเป็นด้วย เก่งกาจยิ่งนัก!” แววตาเย่ซืออวิ๋นเปลี่ยนจากชื่นชมใกล้จะเป็นคำว่าเคารพบูชาแล้ว ในสายตาของเขาบุรุษไม่จำเป็นต้องเก่งกาจไปเสียทุกอย่างหรอก ไม่ต้องเชี่ยวชาญวรยุทธิ์หรือรบทัพจับศึก ขอแค่ใช้ชีวิตเป็นทำอาหารเป็นก็พอ ชาติก่อนเย่ซืออวิ๋นได้เจอกับลู่จิงไม่กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งตนก็ประทับใจท่านอัครเสนาบดีผู้นี้มาก ลู่จิงไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจหรือไร้มารยาทต่อหน้าเขา แม้เย่ซืออวิ๋นจะขอสมรสพระราชทานกับบุตรชายอีกฝ่ายจนทำให้สกุลลู่แทบจะไร้ผู้สืบทอดก็ตาม

 

อืม...สายพระเนตรเช่นนี้อย่าให้เสด็จพ่อของพระองค์มาเห็นจะดีกว่านะพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย

 

ไม่เช่นนั้นฮ่องเต้นิสัยไม่ดีผู้นั้นต้องหาทางกลั้นแกล้งรังแกตนเป็นแน่ เห็นเช่นนั้นก็เถิดใจแคบกว่าที่คิดไว้ ซ้ำยังอาฆาตมาดร้าย ดูอย่างที่เพิ่มอาจารย์สอนวรยุทธ์ให้องค์ชายสามเพราะภาพวาดภาพเดียวด้วยความอิจฉาลูกชายสิ

อันกงกงยกขนมรูปร่างหน้าตาน่ารักและน่าทานพร้อมชุดชงชาเข้ามา ซ้ำยังมีผลไม้อีกสองสามอย่างเพราะรู้ใจองค์ชายน้อยของตนดี เย่ซืออวิ๋นรีบโบกไม้โบกมือให้รีบวางเร็วๆ กล่าวขอบคุณกงกงคนสนิทก่อนจะรีบหยิบขนมเข้าปากทันทีอย่างไร้ความลังเล

แค่คำแรกก็ทำให้ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเสียแล้ว รสชาติหอมหวานซ้ำยังละมุนในปาก แป้งนุ่มๆ หวานน้ำผึ้งและกลิ่นดอกบัว กัดคำแรกก็รู้สึกคล้ายอยู่ในดงดอกเหมย

“อร่อยมาก!” เย่ซืออวิ๋นชมอย่างที่รู้สึกจริงๆ เขาเคยคิดว่าขนมที่ตำหนักจิ้งหยางเป็นที่หนึ่งแล้ว ขนมที่อัครเสนาบดีนำมากลับล้ำเลิศกว่าสองขั้น!

ลู่จิงยิ้มอย่างเอ็นดู ดูสิเนี่ยคนทำเช่นเขาแก้มปริไปหมดแล้ว คนรอบตัวเขาน่ะหรือไม่ชอบกินขนมเช่นนี้กันสักคน ลูกชายก็ทำเพียงยิ้มชมว่าอร่อยแล้ว แต่ไร้ท่าทีน่ารักน่าชังเช่นนี้ ส่วนสหายสนิทอย่างฮ่องเต้น่ะหรือ...ไม่ชอบของหวานพอขอให้ติชมหน่อยก็ชมแค่สั้นๆ ว่าอร่อยแล้ว

 

นี่ตกลงลู่ถิงอวี่เป็นลูกเขาไม่ใช่ลูกฮ่องเต้นั่นแน่นะ ไม่รู้เหตุใดนิสัยบางส่วนถึงได้คล้ายคลึงกันนัก

 

วันนี้ลู่ถิงอวี่ติดตามตนเข้าวังมาด้วยก็ถูกดึงตัวไปตำหนักจิ้งหยางก่อน ไปเดินหมากกับโอรสสวรรค์อยู่นานสองนาน จนตนต้องขอตัวมาหาองค์ชายใหญ่ก่อน สองคนนั่นเดินหมากกันทีนานเป็นวัน เขาทำไม่ได้หรอก อึดอัดจะตายไป

ลู่จิงคิดไปชงชาไปด้วย ท่วงท่าของเขานุ่มนวลสง่างาม ทำให้เย่ซืออวิ๋นนึกไปถึงลู่ถิงอวี่ ชาติก่อนอีกฝ่ายก็มักชงชาหอมๆ ให้ตนด้วยท่าทางคล้ายๆ กันแบบนี้ด้วย

 

ช่วงเวลานั้นทั้งสงบสุขและงดงามยิ่งนัก

แม้จะรู้ว่าลู่ถิงอวี่ไม่ได้รักตนแต่การได้ซึมซับความอ่อนโยนนั้นก็รู้สึกดีมาก

 

“ลองเสวยดูพ่ะย่ะค่ะ ถ้าองค์ชายชอบหวานสามารถเติมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลได้” ลู่จิงรินชาใส่แก้วหยกขาว...อืม นี่ก็ของบรรณาการเช่นกัน ดูเหมือนฮ่องเต้จะส่งของดีๆ มาตำหนักลั่วสุ่ยไม่น้อยจริงๆ

“ไม่เป็นไร ข้าชอบรสชาติดั้งเดิมของชามากกว่า..หอมยิ่งนัก สีก็ใส” เย่ซืออวิ๋นประทับใจเหลือเกิน น้ำชาใสแจ๋วดุจน้ำเปล่า แต่มีกลิ่นหอมสดชื่น อยู่ในแก้วชาหยกขาวแล้วยิ่งดูน่าดื่ม “รสดี!”

“องค์ชายพอพระทัยก็ดีแล้วกระหม่อม” ลู่จิงยิ้ม เติมชาให้อีกแก้ว...สายธารรินไหลเป็นชารสอ่อนที่นุ่มละมุนลิ้น เหมาะให้เด็กๆ ดื่มยิ่งนัก ดีที่องค์ชายใหญ่ชมชอบ

เมื่อเอาของอร่อยมาล่อก็ทำให้ท่าทีที่เย่ซืออวิ๋นมีต่อลู่จิงนั้นสนิทสนมขึ้นมาก ชวนคุย ชวนถามของอร่อยอีกหลายอย่าง อัครเสนาบดีผู้มากความรู้ก็สามารถแนะนำขนมขึ้นชื่อของที่ต่างๆ ได้ราวกับกินบ่อยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซ้ำยังบอกได้ว่าในเมืองหลวงร้านไหนรสชาติดีราคาเป็นกันเอง ร้านไหนทิวทัศน์งามเหมาะกับของอร่อย จนเย่ซืออวิ๋นตาเป็นประกายเพิ่มความสนิทชิดเชื้อไปอีกขั้น

 

น่ารักจริงเชียว

 

ลู่จิงยิ้มกว้าง เห็นองค์ชายใหญ่ขยับมาใกล้ตนมากขึ้น ซ้ำยังจับแขนเสื้อเขาแกว่งไปมาอย่างตื่นเต้น ตั้งอกตั้งใจฟังอย่างยิ่ง น่ารักน่าเอ็นดูเสียจนต้องห้ามมือตัวเองบ่อยครั้งไม่ให้จับแก้มนิ่มๆ ราวซาลาเปาและลูบหัวนุ่มๆ นั่น

 

ขืนทำมีกี่หัวก็ไม่พอให้ตัดหรอก...

 

“ดูเหมือนองค์ชายกำลังมีเรื่องกลุ้มพระทัยนะพ่ะย่ะค่ะ มีอะไรพอให้กระหม่อมช่วยแบ่งเบาบ้างหรือไม่?” น้ำเสียงของลู่จิงนุ่มนวลเป็นกันเอง ฟังแล้วรู้สึกสงบและราวกับคนพูดจะช่วยแก้ทุกปัญหาให้ตนได้ เย่ซืออวิ๋นมองอีกฝ่ายแล้วยิ้มตาหยี แม้จะพอรู้ว่าท่านลู่จิงมาเพื่อเกลี้ยกล่อมตนให้ยอมเรียนด้วยก็เถอะ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่พูดตรงๆ ไม่เข้าเรื่องเย่ซืออวิ๋นก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วยินดีพูดคุยเรื่องอื่นแทน

 

เพราะการสนทนากับท่านอัครเสนาบดีลู่นั้นรื่นรมย์จริงๆ

 

“ท่านลู่จิงสามารถพาข้าไปในท้องพระโรงไท่หยวนได้หรือไม่” เย่ซืออวิ๋นถามทันที ไม่รอให้ลู่จิงแปลกใจเขาก็ขยายความต่อ “ข้าไปทำความผิดประการหนึ่งไว้ เสด็จพ่อตรัสว่าจะไม่เอาความ แต่ทรงรับสั่งให้ข้าวาดภาพท้องพระโรงไท่หยวนให้พระองค์...ท่านก็รู้ว่าองค์ชายที่ยังไม่ผ่านพิธีสวมกวานไม่สามารถเข้าไปที่นั่นได้ ให้ข้าดูจากบันทึกหรือภาพวาดเก่าๆ ก็ออกจะไร้จิตวิญญาณเกินไป...ข้าคิดมากจนทานได้น้อยกว่าทุกทีด้วย”

 

ลู่จิงเลิกคิ้ว กลั้นยิ้มกับประโยคสุดท้าย...เรื่องกินสำคัญสินะ

 

ฮ่องเต้คงอยากแกล้งองค์ชายใหญ่ผู้น่ารักน่าเอ็นดูและอยากดูวิธีการแก้ปัญหาของอีกฝ่ายเป็นแน่...ทรงเข้มงวดกับองค์ชายทุกองค์นั่นแหละ แต่เข้มงวดแตกต่างกันออกไป

“อืม...กระหม่อมคิดว่าพอมีวิธีพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จิงเอ่ยเบาๆ ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็เบิกตาโต รีบจับมือลู่จิงขึ้นมาเขย่าเบาๆ ทันที

“จริงหรือ! ท่านลู่จิงมีวิธีจริงหรือ!”

“พ่ะย่ะค่ะ แต่ว่า...”

พอได้ยินคำว่าแต่เย่ซืออวิ๋นก็หรี่ดวงตาลงเล็กน้อย ก่อนจะกระพริบตาปริบๆ ปฏิกิริยาออดอ้อนโดยธรรมชาติ ช้อนตาขึ้นมองลู่จิงคล้ายแมวน้อยขี้อ้อน

“ท่านลู่จิงจะให้ข้าเรียนกับท่านก่อนจะช่วยข้าหรือ?”

 

องค์ชายน้อยรู้ว่าตนมาเพราะมีเป้าหมายจริงๆ ด้วย แต่กลับรับมือได้ใจเย็นนัก...ไม่สิ คงเพิ่งจะนึกออกเหมือนกันกระมัง เพราะสนใจแต่ขนมกับชาที่เขานำมา

 

“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ ถ้าองค์ชายไม่อยากเรียนกระหม่อมก็ไม่บังคับ ระหว่างศิษย์อาจารย์ต้องสมัครใจจึงจะสามารถเรียนรู้ได้ดีนะพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม...ข้าก็รู้สึกว่าท่านลู่จิงดียิ่ง แต่ไม่บังคับข้าหรอก...จริงๆ แล้วข้าไม่ได้ไม่ชอบท่านนะ ข้าชื่นชมท่านมากๆ ด้วย” ยิ่งวันนี้ก็ยิ่งชื่นชมขึ้นไปอีก “เพียงแต่...ถ้าเรียนกับท่านลู่จิงก็อาจต้องเข้าไปวุ่นวายกับตำแหน่งรัชทายาท ข้าไม่อยากเป็นรัชทายาทนี่”

 

ลู่จิงชะงักเล็กน้อยวาจานั้นดูหนักแน่นและจริงจัง คล้ายเอ่ยคำมั่นสัญญาจนเขาแปลกใจ

องค์ชายผู้หนึ่ง...ไม่สนใจตำแหน่งนั้น ไม่สนใจบัลลังก์นั้นจริงๆ น่ะหรือ

และเขาสัมผัสได้ว่าไม่ใช่แค่พูดไปเฉยๆ แต่องค์ชายน้อยผู้นี้คิดเช่นนั้นจริงๆ ...รวมถึงคล้ายหวาดกลัวตำแหน่งรัชทายาทที่ว่าด้วย

 

“เรียนกับกระหม่อมก็มิได้หมายความว่าจะได้ตำแหน่งนั้นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแค่แนะนำและสอนสั่งสิ่งที่ตนรู้ให้แก่เหล่าองค์ชายเท่านั้น แต่เส้นทางรวมถึงทางเลือกต่างๆ ...ล้วนเป็นทุกพระองค์ต้องเลือกเดินด้วยตนเอง...แม้กระหม่อมจะดูความเหมาะสมแล้วรายงานแด่ฮ่องเต้ แต่ก็รายงานตามจริงและไม่เสนอแนะใดๆ เด็ดขาด” หน้าที่ของอาจารย์องค์ชายทั้งหลายก็เป็นเช่นนี้ พวกเขาคอยถวายพฤติกรรม ความรู้ความสามารถของลูกศิษย์ให้ฮ่องเต้ทรงทราบ แต่การตัดสินพระทัยสุดท้ายแล้วก็เป็นของโอรสสวรรค์

“ถ้าเรียนกับท่านลู่จิงแล้วท่านจะช่วยพูดกับเสด็จพ่อได้หรือไม่ว่าข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับตำแหน่งนั้น ข้าอยากเป็นเพียงองค์ชายว่างงาน” ความฝันของเย่ซืออวิ๋นนั้นเรียบง่ายนัก จนลู่จิงยิ้มจางๆ

เขาสัมผัสได้ว่าสิ่งที่องค์ชายน้อยต้องการคือความสุขสงบ ได้ดื่มกินของอร่อย ได้วาดภาพที่ตนเองชอบ ไม่ต้องการอำนาจอะไรมากมาย แม้จะยังเยาว์และยังไม่ถูกดึงเข้าสู่วังวนของอำนาจ แต่ลู่จิงก็มั่นใจว่าความรู้สึกนี้ของอีกฝ่ายจะไม่ผันแปร

 

เขามั่นใจในสายตาตนเอง

และเชื่อมั่นในเด็กน้อยผู้น่ารักน่าเอ็นดูและใสบริสุทธิ์ข้างๆ

 

อีกอย่าง...ฮ่องเต้ก็ไม่มีทางยกตำแหน่งรัชทายาทให้องค์ชายใหญ่ผู้นี้อยู่แล้ว...ไม่มีทางเลยจริงๆ

 

“องค์ชายว่างงานนั้นเห็นทีจะเป็นไปได้ยากแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จิงกล่าว ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็เอียงหน้าก่อนจะจ้องลู่จิงนิดๆ จากนั้นก็ยิ้ม

“ท่านลู่จริงพูดเหมือนเสด็จพ่อ...พระองค์ก็ตรัสกับข้าเช่นนี้เหมือนกัน ตกลงว่านี่เป็นข้อแม้ที่จะช่วยให้ข้าเข้าท้องพระโรงไท่หยวนหรือ?”

“ไม่ใช่หรอกพ่ะย่ะค่ะ อย่างที่กระหม่อมบอกว่าเรื่องเรียนนั้นอยู่ที่ความสมัครใจขององค์ชาย...ส่วนเรื่องที่อยากจะขอเป็นข้อแลกเปลี่ยน...” ลู่จิงมองดวงตาคู่สวยที่กำลังหยีรอคำตอบจากตนอยู่ยิ้มๆ อย่างเอ็นดู

 

เฮ้อ...องค์ชายน้อยผู้นี้ชวนให้คนใจอ่อนด้วยเสียจริง รู้สึกอยากตามใจไปเสียทุกอย่างเลย

 

ไม่เหมือนองค์ชายรองที่สุขุมเกินวัย องค์ชายสามที่เถรตรง และองค์ชายสี่ผู้เจ้าเล่ห์ เอาเสียเลย นี่ถ้าได้อีกฝ่ายมาเป็นลูกศิษย์ของตนลู่จิงกล้าพูดได้เลยว่าองค์ชายใหญ่จะเป็นศิษย์คนโปรดและศิษย์รัก!

“กระหม่อมอยากขอให้องค์ชายวาดภาพเหมือนให้กระหม่อมสักภาพ...”

“ได้สิ! ข้ายินดียิ่ง วาดตอนนี้เลยก็ได้!” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึกหงัก ให้วาดคนงามมีหรือเขาจะปฏิเสธ ซ้ำยังได้คลายปัญหากวนใจอีก ต้องยินดีอยู่แล้ว!

“ไม่เป็นการรบกวนพระองค์ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?” ลู่จิงคลี่ยิ้มอ่อนโยน

“ไม่เลยสักนิด! ข้าอยากวาดภาพท่านลู่จิงมานานแล้ว อันกงกง ท่านไปหยิบสีมาเพิ่มให้ข้าที หยิบกระดาษใหม่มาให้ข้าด้วยนะ ใช้กระดาษแบบเดียวกับที่วาดให้น้องสามครานั้น...” เย่ซืออวิ๋นผุดลุกขึ้นแล้วหมุนตัวไปสั่งการกงกงคนสนิทอีกหลายคำ ก่อนจะยิ้มตาหยีมาใกล้ลู่จิง องค์ชายน้อยเอียงหน้าคล้ายครุ่นคิดอะไรบางอย่าง มองหน้าลู่จิง แล้วก็เอียงหน้าลงอีก ก่อนจะช้อนตาแป๋วขึ้นมองคล้ายไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก

“ถ้า...ถ้าเป็นศิษย์ของท่านลู่จิง จะได้วาดภาพท่านบ่อยๆ หรือไม่?” นิสัยชมชอบวาดภาพคนงามของเย่ซืออวิ๋นกำเริบอีกแล้ว ซ้ำยังเป็นคนที่เขาอยากลองวาดมาตั้งแต่ชาติก่อนแต่ไม่มีโอกาสได้วาดเลยสักครั้ง

“ได้สิพ่ะย่ะค่ะ ขอเพียงองค์ชายตรัสมา กระหม่อมก็จะหาเวลาให้พระองค์ตามที่ต้องการ”

“ได้ได้ดื่มชา บ่อยๆ แล้วก็ได้กินขนมบัวแดงหิมะบ่อยๆ รวมถึงขนมอร่อยๆ อื่นๆ ด้วย”

“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ถ้าองค์ชายทำได้ดี กระหม่อมยังจะทูลขออนุญาตให้เสด็จไปทานของอร่อยนอกวังด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“จริงหรือ!” เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโต ตื่นเต้นดีใจจนลืมความรู้สึกไม่อยากเรียนกับท่านอัครเสนาบดีไปหมดแล้ว

“กระหม่อมไม่เคยพูดปดอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จิงพยักหน้า ยิ้มอย่างเอ็นดู

“เช่นนั้นพวกเรามาเกี่ยวก้อยสัญญากันเถิด” เย่ซืออวิ๋นยื่นนิ้วก้อยป้อมๆ เล็กๆ มาตรงหน้า ส่วนลู่จิงก็ยื่นนิ้วก้อยตนมาเกี่ยวไว้ ก่อนจะถูกมือเล็กกว่าเขย่าเบาๆ พร้อมรอยยิ้มกว้างแสนสดใสมอบให้...ยิ้มทั้งปากและดวงตา จนมันเปล่งประกายวับวาวน่ามอง

 

ช่างเป็นหนึ่งยิ้มที่ชวนให้ใจละลายจริงๆ 

 

“เช่นนั้น...จากนี้ไปก็ขอฝากตัวด้วยนะท่านอาจารย์ลู่!” ในที่สุดก็เย่ซืออวิ๋นยอมเรียนกับลู่จิงจนได้ ทำให้ท่านอัครเสนาบดีค่อนข้างสับสนและงุนงงเล็กน้อย เดิมทีคิดว่าคงต้องเกลี้ยกล่อมอีกหลายวันแท้ๆ

 

อืม...เพราะเรื่องวาดภาพกับของกินสินะ

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งผุดรอยยิ้มเอ็นดูมากขึ้น มองตามแผ่นหลังเล็กๆ ที่กำลังเรียงสีอยู่อย่างตั้งใจ ก่อนจะบอกให้ตนไปนั่งฝั่งตรงข้ามเพื่อที่จะเป็นแบบวาดได้ถนัด ลู่จิงเองก็เชื่อฟังอย่างยิ่ง แต่แล้วเขาก็ชะงักเมื่อคิดอะไรได้

 

เหมือนว่าคราวก่อนองค์ชายสามก็จะถูกฝ่าบาทเพิ่มงานให้เพราะภาพวาดภาพเดียวนี่นา...แล้วคราวนี้ตนก็ได้ก่อนพระองค์เสียด้วย

ถ้าขืนฮ่องเต้ใจแคบผู้นั้นรู้ล่ะก็...ช่างเถิดๆ ยามโอรสสวรรค์พิโรธอัครเสนาบดีเช่นเขาก็มีวิธีรับมือเช่นกัน

 

องค์ชายน้อยวาดภาพเหมือนให้ตนก่อนฮ่องเต้ ฟังดูสะใจไม่น้อยทีเดียว!

 

.....................

 

ยามอิ่วแล้วลู่ถิงอวี่ถึงได้เดินออกมาจากตำหนักจิ้งหยาง พร้อมกล่องของขวัญพระราชทานอย่างฮ่องเต้เย่หลงเทียน แม้เดินหมากกันสามกระดานและทั้งสามกระดานนั้นตนจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็เถอะ แต่ดูเหมืองฝ่าบาทจะทรงโปรดการเดินหมากและสนทนากับเขาไม่น้อย เช่นเดียวกับที่เขาก็ชอบช่วงเวลาที่ได้เข้าวังมาเดินหมากกับฮ่องเต้เช่นกัน แม้ท่านพ่อของเขาจะมีฝีมือไม่ด้อยกว่าฮ่องเต้ แต่ท่านพ่อชอบชวนคุยโน่นนี่สารพัดอย่าง จนบางคราก็เหนื่อยใจเหนือเกิน

“แค่ก...แค่ก” ลู่ถิงอวี่ยกแขนเสื้อขึ้นบังริมฝีปาก ตัวสั่นเทาน้อยๆ เมื่อลมเย็นพัดมาโดนตัว ชายอาภรณ์สีฟ้าอ่อนของเขาสะบัดพลิ้วไหว ร่างกายของเขาอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก คลอดยากแล้วก็เจ็บออดๆ แอดๆ อยู่เช่นนี้เสมอ ถูกลมเย็นหรือละอองฝนเพียงนิดก็ไม่สบายจนต้องนอนซมบนเตียงไปหลายวัน แม้จะมียาบำรุงและสมุนไพรล้ำค่าจากทั่วแผ่นดินมาช่วยก็ยังคงไม่แข็งแรงเหมือนผู้อื่น ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ทำให้ลู่ถิงอวี่พลาดโอกาสหลายอย่างในชีวิตไป เขาเคยนึกเสียดาย นึกน้อยใจ ตัดพ้อในโชคชะตา

 

จนตอนนี้ตน...สามารถอยู่กับมันได้เสียแล้ว

เพราะแม้ร่างกายจะไม่เอาไหนแต่สมองของเขานับว่าใช้ได้อยู่

 

“คุณชายจะให้ข้าน้อยไปเอาผ้าคลุมที่รถม้าไหมขอรับ?” องครักษ์ข้างกายถามอย่างห่วงใย แต่คุณชายของตนกลับโบกมือห้าม มองไปยังเส้นทางทอดยาวที่คล้ายกำลังมีใครคนหนึ่งเดินมา ลู่ถิงอวี่ส่งสัญญาณมือให้องค์รักษ์ของตนถอยไปก่อนพร้อมกับข้าวของในมือ จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาเห็นร่างเล็กๆ กำลังก้าวมาทางที่ตัวเองยืนอยู่

 

คงจะมุ่งหน้าไปตำหนักจิ้งหยางสินะ...

 

“เอ๊ะ?” ร่างน้อยในชุดอาภรณ์ขาวขลิบทอง ที่ชายผ้านั้นสั้นกว่าปกติเล็กน้อย ผ้าไหมเรียบลื่นเนื้อดีปักลวดลายไผ่เขียวมงคลเล็กๆ สีทอง ดูน่ารักน่าเอ็นดู เจ้าตัวช้อนดวงตากลมโตคู่สวยขึ้นมองลู่ถิงอวี่พลางกระพริบตาปริบๆ เรียวคิ้วเล็กๆ นั่นขมวดเข้าหากันอย่างฉงนใจ

 

ตึก...ตัก

ตึก...ตัก

ตึก

ตัก

 

คนคนนี้....เป็นใครกันนะ...เหตุใดจึงทำให้หัวใจรู้สึกเต้นรัวขนาดนี้

ทั้งอ่อนหวาน อ่อนโยน...แต่ในขณะเดียวกันก็เจ็บปวดเหลือเกิน

 

เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วยกมือขึ้นจับตรงตำแหน่งหน้าอกด้านซ้าย ขมวดคิ้วเข้าหากัน จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามเก็บความสงสัยในใจลงไปแล้วคลี่ยิ้มหวานให้อย่างเป็นมิตร…

 

ใบหน้านี้ราวกับเคยเห็น…แต่ก็เลือนรางจนแทบจะนึกไม่ออก

 

“ท่าน...เป็นใครกันหรือ?” เย่ซืออวิ๋นถามเบาๆ ในคราที่หัวใจเต้นแรงเขานึกว่าเด็กหนุ่มรูปงามดุจหยกขาวผู้นี้คือลู่ถิงอวี่...ความงดงามของลู่ถิงอวี่นั้นหาตัวจับยากมาตั้งแต่เยาววัย แม้ไม่เคยเห็นตอนอีกฝ่ายยังเยาว์แต่ได้ยินเสียงเล่าลือ คนตรงหน้านี้ก็ให้ความรู้สึกงดงามราวภาพวาด...ดูสูงส่งคล้ายมิอาจจับต้อง

แต่แย่ซืออวิ๋นก็รีบตัดความคิดนั้นออกทันที เพราะแต่ไหนแต่ไนมาลู่ถิงอวี่มักสวมใส่อาภรณ์ขาวสะอาดอยู่เสมอ แม้ตนไม่เคยเห็นลู่ถิงอวี่ยามอายุเท่านี้แต่คนเราโตไปก็คงใบหน้าไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่หรอก แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเลือนรางจนต้องเลิกคิด อย่างไรเสียชาติก่อนแล้วลู่ถิงอวี่ก็มิชมชอบการเข้าวังหลวงเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นเย่ซืออวิ๋นเลยคิดว่าอีกคนคงเป็นสหายขององค์ชายสักคนเป็นแน่

 

เดี๋ยวลองถามน้องรองหรือไม่ก็น้องสามดู

ไม่เช่นนั้นก็คงเป็นบุตรชายของขุนนางสักคนที่มาเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ

 

ลู่ถิงอวี่มองคนตรงหน้าก่อนจะคลี่ยิ้มบาง รอยยิ้มของเขานั้นนุ่มนวลอ่อนโยนดุจจันทราอันแสนอ่อนโยนที่ฉายแสงบนท้องฟ้าในเหมันตฤดู คล้ายกลีบดอกไม้ที่ต้องผิวน้ำอย่างแผ่วเบานุ่มนวล

“แล้วท่านเล่า...เป็นใครกัน?” เส้นเสียงของลู่ถิงอวี่นั้นพิเศษนัก น้ำเสียงของเขาไพเราะชวนฟังดุจเสียงของเครื่องดนตรี ชวนให้คนฟังเคลิบเคลิ้มหลงใหล ยามเอ่ยพร้อมรอยยิ้มก็ยิ่งทวีความพิเศษขึ้นไปอีกขั้น

“อ้ะ...ข้า...เอ่อ ข้าชื่อเย่ซืออวิ๋น” เย่ซืออวิ๋นคลายความกังวลลง เปลี่ยนมายิ้มอย่างเป็นมิตรอย่างถูกชะตาให้คนเบื้องหน้าแทน

 

แวบแรกตอนเห็นก็รู้สึกซับซ้อน แต่ต่อมากลับมีความรู้สึกอยากปกป้องดูแล!

เด็กหนุ่มที่งดงามขนาดนี้ทำให้นิสัยเดิมๆ ของเย่ซืออวิ๋นกลับมาอีกแล้ว!

นิสัยชมชอบคนงามโดยเฉพาะคนงามที่พิเศษเช่นคนตรงหน้า

 

ลู่ถิงอวี่แสร้งเลิกคิ้วคล้ายแปลกใจ แม้เขาจะทราบตัวตนของอีกฝ่ายอยู่แล้วก็เถอะ ลู่ถิงอวี่ถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว ประสานมือคาราวะอย่างมีมารยาท ท่วงท่าดูหมดจดงดงามยิ่งนัก “ถวายพระพรองค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”

เย่ซืออวิ๋นทำตาโต ไม่นึกว่าตนจะเป็นองค์ชายที่ผู้อื่นรู้จัก เพราะเขาไม่ได้เก่งกาจและเป็นที่จับตามองเหมือนน้องๆ ทั้งสามคน แต่อีกฝ่ายกลับเรียกขานได้อย่างถูกต้อง “เอ่อ...อย่ามากมารยาทเลย เรามาคุยกันดีๆ เถิด”

ลู่ถิงอวี่คลี่ยิ้มจาง ก่อนยกมือขึ้นปิดปากเมื่อตนไอเบาๆ ยกแขนเสื้อขึ้นมาปิด จากนั้นก็ถอยออกมาอีกก้าว “ขอภัยพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย กระหม่อมร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ให้องค์ชายทอดพระเนตรเรื่องน่าขันเสียแล้ว”

“ทำไมล่ะ ร่างกายไม่แข็งแรงไม่ใช่เรื่องน่าขันสักหน่อย ต้องดูแลตัวเองให้ดีต่างหากเล่า ตรงนี้อากาศเย็น อย่าอยู่นานเลย” เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้ว ชาติก่อนเขาชอบดูแลลู่ถิงอวี่อยู่เสมอ วุ่นวายจนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรำคาญบ้างหรือไม่ แต่ลู่ถิงอวี่ก็ยังเป็นลู่ถิงอวี่ไม่เคยเอ่ยว่ากล่าวให้คนอื่นขุ่นข้องหมองใจ มักยิ้มอ่อนโยนและรับความหวังดีเอาไว้เสมอ

 

นิสัยเช่นนั้นของเขาทำให้เย่ซืออวิ๋นทั้งชังทั้งชอบ

 

“เอ่อ...ตอนแรกข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอันใด เช่นนั้นไปตำหนักลั่วสุ่ยของข้าดีหรือไม่ ที่นั่นมีชาหอมๆ และขนมอร่อยๆ ให้ทานด้วยนะ” เย่ซืออวิ๋นเอาของกินเข้ามาหลอกล่อ ทำดวงตาเชิญชวนคล้ายจะบอกว่าอร่อยๆ จริงๆ นะ และต้องได้ลองชิมด้วยถึงจะดี จนลู่ถิงอวี่กลั้นยิ้ม

 

องค์ชายน้อยผู้นี้ช่างน่ารัก น่าเอ็นดูยิ่งนัก

 

“เป็นเกียรติของหม่อมฉันแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่เองก็ไม่ปฏิเสธ เขายิ้มและประสานมือเบาๆ เป็นเชิงยอมรับ กิริยาดูดี งดงามจนเย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าตนที่เป็นองค์ชายยังทำได้สง่างามไม่เท่า “รบกวนองค์ชายแล้ว”

“รบกวนอันใด! ไปเถิดๆ ช่วงนี้ข้าเองก็อยู่คนเดียว น้องรองกับน้องสามต่างก็ยุ่ง ได้เจ้ามาคุยด้วยดีแล้ว...ค่อยๆ เดินนะ ข้าประคองดีกว่า” เย่ซืออวิ๋นตัดสินใจเดินเข้าไปประคองคนที่สูงกว่า ลู่ถิงอวี่คล้ายจะห้ามเพราะอย่างไรเสียก็ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ แต่เห็นท่าทางตั้งใจยิ่งขององค์ชายใหญ่แล้วก็ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจ

 

ได้รับการเอาใจใส่เช่นนี้...ไม่รู้ควรรู้สึกเช่นไรดี

 

เย่ซืออวิ๋นเอามือวางบนเอวของลู่ถิงอวี่ ก่อนจะค่อยๆ ออกเดิน “ค่อยๆ ก้าวนะ สูดลมหายใจลึกๆ แล้วก็ค่อยๆ ผ่อนคลายเวลาเดิน” ชาติก่อนตนก็มักหาเวลาไปเดินเล่นกับลู่ถิงอวี่เสมอ เลยค่อนข้างคุ้นชินกับการดูแลคนป่วยดี

“ขอบพระทัยองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่กรระแอไอเบาๆ ร่างกายสั่นเล็กน้อย ทำให้สัมผัสอุ่นๆ จากองค์ชายใหญ่โอบกระชับแน่นขึ้น เรียวคิ้วบนใบหน้าเล็กๆ นั่นขมวดเข้าหากันคล้ายกำลังครุ่นคิด

“ประเดี๋ยวเจ้าต้องดื่มชาอุ่นๆ นะ...ดื่มก่อนค่อยกินขนม”

“พ่ะย่ะค่ะ”

เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง เขาชอบคนที่พูดง่าย...เลยยิ่งถูกชะตากับเด็กหนุ่มรูปงามผู้นี้ยิ่งขึ้นไปอีก ความรู้สึกคล้ายกำลังได้ดูแลใครสักคนแบบนี้ก็ดีมากเหมือนกัน…เหมือนที่เคยได้ดูแลลู่ถิงอวี่ในชาติก่อน

ลู่ถิงอวี่ลอบมอบด้านข้างขององค์ชายน้อยที่ประคองตนก้าวเดินช้าๆ มุ่งมั่นจริงจัง ก่อนจะยิ้มจางและใช้มือลอบจับร่างที่กำลังจะสะดุดล้มไว้ แล้วทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว

 

ดูเหมือนองค์ชายใหญ่จะซุ่มซ่ามอย่างที่ลือสินะ

 

ใช้เวลาไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงตำหนักลั่วสุ่ย อันกงกงนั้นไม่อยู่เพราะเย่ซืออวิ๋นให้กงกงคนสนิทเอาภาพวาดท่านของอัครเสนาบดีไปใส่กรอบ โดยที่ท่านลู่จิงก็ตามไปด้วย เจ้าตัวพออกพอใจยิ่งกับภาพเหมือนของตน ชื่นชมเย่ซืออวิ๋นเสียยกใหญ่ ยังสัญญาว่าจะทำขนมอร่อยๆ สูตรลับประจำตระกูลลู่มาให้อีกบ่อยๆ

 

ท่านลู่จิงนี่ช่างดีเหลือเกิน! แม้จะไม่ได้เรียนเย่ซืออวิ๋นก็กล้าบอกเลยว่าเขาต้องเป็นอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด!

 

“พี่เฉียนข้าขอขนมที่ท่านลู่จิงนำมาใส่จานให้ที น่าจะเหลืออยู่อีกนิดหน่อย” เย่ซืออวิ๋นบอกกับหัวหน้าสาวใช้ประจำตำหนักที่ยืนรับคำสั่งอย่างนอบน้อม คำเรียกพี่เฉียนนี้ฟังดูสนิทสนมและยังค่อนข้างเคารพ จนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นน้ำเสียงขององค์ชายผู้หนึ่ง

ลู่ถิงอวี่ถูกพาไปนั่งบนเก้าอี้ที่รองเบาะนุ่มๆ อยู่ มุมที่นั่งนั้นห่างจากหน้าต่างเพื่อไม่ให้เขาต้องลม เป็นการให้ความใส่ใจที่ชวนให้ประทับใจจริงๆ

เพียงครู่เดียวหัวหน้าสาวใช้ก็ยกขนมเหมยแดงหิมะในจานหยกขาวเข้ามาวางบนโต๊ะ แล้วถอยห่างออกไปรอรับคำสั่งอยู่ด้านนอกประตู เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่นั้นไม่ค่อยชอบให้ใครรับใช้วุ่นวาย ถ้าต้องการจริงๆ ก็จะเรียกเอง แต่ข้ารับใช้ทุกคนก็มักจะอยู่รอเตรียมรับคำสั่งอยู่อย่างตั้งใจเสมอ

เย่ซืออวิ๋นเดินไปหยิบกล่องเก็บใบชามาสองสามชนิด สำนักราชวังเพิ่งส่งชาใหม่มาให้เขาเมื่อสองวันก่อน มีทั้งชาหลงจิ่งยอดอ่อน ชาดอกไม้ ชาผลไม้หายากอีกหลายอย่าง คงเป็นรับสั่งของเสด็จพ่อนั่นแหละ

 

ชาตินี้เหมือนว่าเขาจะได้รับปฏิบัติที่ดีกว่าชาติก่อนอยู่มากโข

 

“ดื่มชาอะไรดี แต่ว่า...เจ้าสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ดื่มชารสเข้มไปจะไม่ดีต่อร่างกาย ชาดอกบัวดีหรือไม่...ดอกบัวช่วยให้หมุนเวียนเลือดลมได้ดี ใส่น้ำผึ้งเล็กน้อยมีรสหวานนุ่มๆ” เย่ซืออวิ๋นเชี่ยวชาญเรื่องของกินนัก ชาไหนรสชาติเป็นเช่นไร มีประโยชน์อย่างไรเขาย่อมรู้ดีและชำนาญยิ่ง

ลู่ถิงอวี่ไอเบาๆ ก่อนพยักหน้า “กระหม่อมเป็นคนชงจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่ๆ เจ้านั่งเถิด นั่งดีๆ...ข้าชงเอง ชาดอกบัวนะ...” คนผู้นี้นี่นะจะเกรงใจไปทำไมกัน หรือว่าเพราะเขาเป็นองค์ชาย คนป่วยก็ย่อมต้องได้รับการดูแลสิ จะมาสนใจยศศักดิ์ทำไมกัน

องค์ชายใหญ่เจ้าของตำหนักชงชาอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าหรือก็น่ารักน่ามองเพลินสายตา ยามมือเล็กๆ ขาวๆ ค่อยรินน้ำร้อนใส่แก้วชา รอให้ใบชาคลี่ตัว รินชาใส่แก้ว หรือตักน้ำผึ้งคน ใช้มืออังข้างแก้วทดสอบความอุ่นร้อนแล้วก็ดันมาตรงหน้าของลู่ถิงอวี่

“ลองทานดูสิ ทานคู่กับขนม...ขนมบัวแดงหิมะนี่น่ะ ท่านอัครเสนาบดีลู่ลงมือทำด้วยตนเองเลยนะ...เจ้ารู้จักอัครเสนาบดีลู่หรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นป้องปากกระซิบเบาๆ เพราะผู้คนยังใคร่สนใจและยึดติดเรื่องธรรมเนียมโบราณแบบเดิมๆ ที่ว่าในครัวล้วนเป็นเรื่องของสตรี ยิ่งเป็นขุนนางยิ่งไม่ควรเฉียดเข้าไปใกล้ ส่วนท่านลู่จิงก็เป็นขุนนางขั้นที่มีอำนาจมากที่สุดในราชสำนัก

“รู้จักพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่กระซิบตอบ ให้ความร่วมมือกับเย่ซืออวิ๋นจนดวงตากลมโตขององค์ชายน้อยเป็นประกาย ความรู้สึกถูกชะตาเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่านัก

 

เด็กหนุ่มรูปงามผู้นี้นอกจากงดงามน่ามองแล้วยังนิสัยน่ารักเหลือเกิน!

มีส่วนคล้ายลู่ถิงอวี่อยู่บางส่วน..

 

รู้จักดีเสียด้วย...

 

ลู่ถิงอวี่หยิบขนมบัวแดงหิมะที่ท่านพ่อของตนชอบทำนักหนา และเป็นขนมสูตรลับประจำตระกูล เคล็ดลับอยู่ที่แป้งนุ่มๆ ซึ่งนวดกับน้ำพุจากเทือกเขาปิงซาน ที่นั่นเป็นตาน้ำธรรมชาติบริสุทธิ์และหอมมาก น้ำผึ้งที่ใช้เคี่ยวก็เป็นน้ำผึ้งเดือนห้าในหุบเขาเดียวกัน ดอกเหมยที่ใช้ทำเป็นไส้นั้นก็ได้รับการดูแลและคัดสรรอย่างดี วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ต้องเป็นเครื่องเงินบริสุทธิ์เท่านั้น ท่านพ่อจะเข้าครัวก็ต่อเมื่อเวลาสำคัญถึงจะทำขนมบัวแดงหิมะออกมา ปกติลู่ถิงอวี่ไม่ชอบของหวาน แต่เพื่อความพยายามของบิดาเขามักจะชมเชยบ่อยๆ

 

มิรู้เหตุใด...คราวนี้ขนมบัวแดงหิมะถึงได้รสดีขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ทั้งหอมหวานและรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ

 

“ข้ากำลังจะเป็นศิษย์ของท่านลู่จิง มิรู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง” เย่ซือวิ๋นรินชาให้ตัวเอง หยิบขนมกินอย่างไร้ความเขินอาย ขนมบัวแดงหิมะเหลืออยู่ไม่ถึงสิบชิ้นแล้ว ตอนแรกเขาอยากจะเก็บไว้กินวันพรุ่ง แต่ในเมื่อมีแขกมาจะงกก็ใช่ที ประเดี๋ยวตำหนักลั่วสุ่ยจะขายหน้าเอาได้

“ท่าน...องค์ชายเปี่ยมความสามารถ ไม่มีปัญหาแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ท่านพ่อนั้นแต่ไหนแต่ไรมาก็ชอบเด็กชายที่น่ารักน่ารักและน่าเอ็นดู ชอบคนใสซื่อจริงใจ แล้วองค์ชายใหญ่ผู้นี้มีทุกอย่างที่ท่านพ่อของเขาชอบ ต่างกับองค์ชายทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์อยู่ก่อน

 

ลู่ถิงอวี่ไม่ต้องเดาเขาก็รู้ว่าองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นจะกลายเป็นศิษย์รักและศิษย์คนโปรดของท่านอัครเสนาบดีลู่จิงเป็นแน่

 

“ขอบคุณนะ สำหรับประโยคนั้นของเจ้า ฟังแล้วมีกำลังใจขึ้นเยอะ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง ชวนสหายคนใหม่พูดคุยเจื้อยแจ้วไม่หยุด ขนมบัวแดงหิมะพร่องไปจนเหลือชิ้นสุดท้าย เย่ซืออวิ๋นเหลือบมองมันอย่างเสียดาย แต่ขนมในจานเขาเป็นผู้หยิบจับกินเสียส่วนใหญ่ ดังนั้นชิ้นสุดท้ายนี้ถ้ายังไม่แบ่งอีก...ก็ออกจะ...ขายหน้าไปสักหน่อย

 

แต่...ขนมมันอร่อยจริงๆ นี่นา...

 

ลู่ถิงอวี่เข้าใจสายตาและใบหน้าคิดหนักขององค์ชายน้อยตรงหน้าเป็นอย่างดี เขากลั้นยิ้มจนปวดแก้ม รู้สึกอยากหัวเราะ เขาเลยยกมือขึ้นบังแล้วกระแอมไอออกมาเบาๆ แทน

 

ตั้งแต่โตมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาคล้ายจะต้องมาแย่งขนมเด็กเช่นนี้

 

ใจหนึ่งก็รู้สึกอยากลองแย่งดู อยากเห็นดวงตากลมโตคู่นั้นถลึงมองใส่ตน แต่ใจหนึ่งก็รู้สึกเอ็นดูจนอยากทำตามประสงค์ไปเสียทุกอย่าง

มือขาวเรียวที่ค่อนข้างซีดเซียวดันจานขนมไปตรงหน้าเย่ซืออวิ๋น เห็นดวงตาคู่สวยนั้นเบิกขึ้นอย่างยินดี ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างลังเลใจ ลู่ถิงอวี่เลยสำทับไปอีกหนึ่งประโยค

“กระหม่อมอิ่มแล้วพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายเสวยเถิด”

“จริงหรือ? แต่เจ้ากินไปไม่กี่ชิ้นเองนะ” ปากถามอย่างลังเลแต่ดวงตาน่ะหรือแทบอยากจะหยิบขนมชิ้นสุดท้ายมาเคี้ยวอยู่แล้ว

“อิ่มแล้วจริงๆ พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย กระหม่อมทานได้น้อยเช่นนี้เสมอ”

“อื้ม! ข้าพอจะเข้าใจ แต่ว่าอย่างไรเสียเจ้าต้องพยายามกินนะ การได้กิน และกินได้ ถือเป็นลาภอันประเสิริฐอย่างหนึ่ง ใต้หล้านี้มีของอร่อยอยู่อีกมากมายให้ลิ้มลอง กินของอร่อยจะทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย” สุดท้ายเย่ซืออวิ๋นก็ใช้ช้อนตัดขนมเป็นสองซีก ก่อนจะแบ่งให้ลู่ถิงอวี่ “คนป่วยต้องกินเยอะๆ นะ”

 

เห็นชัดว่าตนเองก็ยังอยากกินอีก แต่น้ำใจที่น่ารักเช่นนี้ลู่ถิงอวี่ก็ไม่ปฏิเสธ เขาหยิบขนมชิ้นเล็กๆ ที่เหลือมากิน รสชาตินุ่มละมุนยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า

 

“องค์ชายโปรดการวาดภาพหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ลู่ถิงอวี่ชวนคุย ครั้งแรกที่เจอกันก็เพราะภาพของเขาที่อีกฝ่ายแอบวาดนั่นแหละ วันนั้นลู่ถิงอวี่เข้าวังมากับท่านพ่อ เขาไม่มีอะไรทำเลยไปนั่งอ่านหนังสือแล้วลองดีดฉินที่เพิ่งได้มาเป็นของขวัญอยู่แถวศาลาใกล้ตำหนักขององค์ชายรองที่ถือเป็นสหายของตน ไม่นึกว่าจะได้เจอองค์ชายใหญ่ผู้นี้

ลู่ถิงอวี่รู้เรื่องราวของอีกฝ่ายค่อนข้างมาก...เรื่องที่องค์ชายใหญ่เองก็ยังไม่รู้ แต่เหล่านั้นล้วนไม่ได้ทำให้เขาสนใจเท่าครั้งแรกที่ได้เจอกันหรอก

 

เจ้าตัวน้อยหัวยุ่งๆ หน้าตาจริงจัง ตวัดปลายพู่กันด้ามงามสรรสร้างภาพของเขาจากไกลๆ ออกมา

 

“ใช่แล้ว ข้าชอบวาดภาพ ได้วาดสิ่งสวยงามหรือคนงามล้วนเป็นเรื่องน่ารื่นรมย์สำหรับข้าเสมอ...เอ้ะ! พอพิจมองดีๆ แล้วเหตุใดข้าถึงคุ้นท่าทางของเจ้าจัง” เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วครุ่นคิด

 

อาภรณ์สีครามคล้ายที่แลเห็นจากไกลๆ วันนั้น ลักษณะที่พิเศษ ท่วงท่าคุ้นตา...

 

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าไปมากระพริบตาปริบๆ จากนั้นก็เบิกตาโต “วันก่อนเจ้าเข้าวังมาหรือเปล่า นั่งดีดฉินอยู่แถวศาลาริมน้ำใกล้ๆ อุทยานหลวง?”

 

คนงามที่เขาแอบวาดภาพนี่เอง! ต้องใช่เป็นแน่! ท่วงท่าเช่นนี้จะมีอยู่หลายคนได้อย่างไรกันเล่า!

โชคดีแล้วที่ไม่ใช่หนึ่งในบรรดาสนมของเสด็จพ่อ ไม่เช่นนั้นเขาตนอาจถูกโบยได้

 

“กระหม่อมเข้าวังมาตามนั้นจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ...องค์ชายทรงทราบด้วยหรือ?” ลู่ถิงอวี่แสร้งถามแม้จะมีคำตอบอยู่แล้ว เย่ซือวิ๋นหัวเราะแหะๆ ยกมือเกาแก้ม ทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ได้อย่างน่ารักและมีพิรุธยิ่งนัก

“เอ่อ...ข้าผ่านไปแถวนั้น เห็นจากไกลๆ น่ะ...จริงด้วย! ถ้าหากขอวาดภาพเหมือนของเจ้าเล่าจะอนุญาตหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นทำตาเป็นประกาย คราวก่อนได้แค่แอบวาด คราวนี้สิวาดตัวจริงแบบซึ่งๆ หน้าไปเลย!

 

ในบรรดาเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่เขาเคยเห็นมาทั้งหมดไม่ว่าจะชาติก่อน หรือตอนนี้ เย่ซืออวิ๋นยกให้คนตรงหน้าเป็นคนรูปงามอันดับหนึ่งไปเลย!

แม้น้องรองกับน้องสามจะไม่ด้อยไปกว่ากัน แต่ยังขาดความอ่อนโยนไปบางส่วน ไม่เหมือนคนคนนี้...

 

หรือไม่เย่ซืออวิ๋นก็แพ้ทางคนแบบนี้...เหมือนที่ที่เขาแพ้ทางลู่ถิงอวี่นั่นแหละ

 

“ได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าใจดีจัง” เย่ซืออวิ๋นแทบจะกุมมืออีกฝ่ายด้วยความปลาบปลื้ม เมื่อชาติก่อนเพราะชื่อเสียงของตนไม่ดี เป็นองค์ชายไร้ประโยชน์จะขอวาดภาพเหมือนใครก็ไม่มีใครอยากให้วาด คนงามในตำหนักนอกวังที่เขารับไว้เหล่านั้นก็ไม่ชอบ ลู่ถิงอวี่เสียอีกที่มักเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง ซ้ำยังเสนอตัวให้บ่อยครั้ง

 

แต่เขาไม่กล้า...เย่ซืออวิ๋นไม่กล้าวาดภาพเหมือนของลู่ถิงอวี่ในชาติก่อน

ตนเป็นคนทำให้อีกฝ่ายสูญเสียหลายอย่างในชีวิตไป แล้วจะกล้า...ได้อย่างไรกัน

 

“ตอนนี้เลย...ได้หรือไม่” เย่ซืออวิ๋นรู้สึกคันไม้คันมืออยากจับพู่กันเสียตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่พอเหลือบตาไปมองผืนฟ้าข้างนอกที่เริ่มถูกย้อมเป็นสีน้ำเงินเข้มบ่งบอกว่าตรีกาลกำลังมาเยือนแล้วเขาก็ได้แต่ถอนใจ เก็บงำความอยากวาดของตนไว้เสียก่อน

จะเอาแต่ใจจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือลำบากไม่ได้ ตั้งแต่ได้รับโอกาสให้มาเกิดใหม่เย่ซืออวิ๋นก็พยายามใส่ใจรอบข้างให้มากขึ้น เพราะเมื่อชาติก่อนนั้นดูเหมือนตนจะทำร้ายความรู้สึกผู้อื่นไปโดยไม่รู้ตัวหลายครั้ง ซ้ำยังละเลยในบางสิ่งไปอีกด้วย

“ช่างเถอะๆ นี่ก็คงใกล้ยามซวีได้แล้ว เจ้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ค่ำมืดอากาศเย็น ประเดี๋ยวน้ำค้างลงจะทำให้ไม่สบายไปกว่าเดิม...ไว้คราวหลังดีกว่า”

เห็นท่าทีตัดใจอย่างยากลำบากนั้นแล้วลู่ถิงอวี่ก็ได้แต่ยิ้มจาง...เป็นองค์ชายน้อย ที่ความคิดอ่านใหญ่เกินตัวจริงๆ และช่างใส่ใจคนอื่นเสียจนน่าเอ็นดู ลู่ถิงอวี่เองก็รู้ว่ายามนี้กำลังจะมืดค่ำแล้ว แต่ท่านพ่อก็น่าจะไม่เสร็จธุระจากตำหนักจิ้งหยาง ตนยังสามารถรอได้อีกสักพัก แล้วเหตุใดต้องปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ด้วยเล่า...นั่งเป็นแบบให้องค์ชายน้อยตรงหน้าวาดภาพเหมือนดีกว่ากันตั้งเยอะ

ปกติยามเขาเข้าวังมา ถ้าท่านพ่อกับฮ่องเต้มีธุระสำคัญพูดคุยกัน บางอย่างที่รับรู้ได้ลู่ถิอวี่จะนั่งฟังอยู่ด้วย ทั้งคู่เองก็ยินยอม แต่หากบางคราวทั้งสองท่านนั้นอยากใช้เวลาส่วนตัวด้วยกันขึ้นมาเขาก็จะออกไปที่อื่น ไปหอตำราหลวงบ้าง ไม่พูดคุยกับองค์ชายรอง องค์ชายสาม หรือไม่ก็นั่งอ่านหนังสือที่ศาลาริมสระน้ำในอุทยานหลวง

“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ...วันนี้เลยก็ได้”

“งื่อ! ไม่ๆ วันอื่นเถิด...ต้องถนอมร่างกายตัวเองสิ” เย่ซืออวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่งสอนและกึ่งดุ จนลู่ถิงอวี่ได้แต่ยิ้มบาง พยักหน้าให้หนึ่งครั้งอย่างว่าง่ายเชื่อฟังเลยได้รับรอยยิ้มหวานกลับมา “วันนี้ข้าใช้พลังเรียนช่วงเช้าไปหมดแล้ว ช่วงบ่ายที่ผ่านมาก็วาดภาพท่านลู่จิงเพิ่งจะเสร็จ...ท่านลู่จิงเป็นบุรุษที่หล่อเหลามาก งามมาก ต้องเก็บทุกรายละเอียด ทำให้คนงามมัวหมองแม้เป็นภาพวาดนั่นผิดวิสัยข้า...ก็เลยล้าๆ นิดหน่อย” เย่ซืออวิ๋นพูดจริงแล้วก็หาเหตุผลมากล่อมคนตรงหน้าด้วย ไม่รู้ว่าเพราะเขาเป็นองค์ชายหรืออย่างไร ถึงได้ถูกอีกฝ่ายตามใจทุกอย่างเช่นนี้

 

แต่ไม่น่า...แววตานั้นคล้ายจะตามใจเพราะรู้สึกเยี่ยงนั้นจริงๆ

 

อืม...เป็นดวงตาที่งดงามมาก ดวงตาดอกท้อเรียวสวย ประกายตาสงบนิ่งเจือความสุขุมและอ่อนโยนอยู่ในที แม้ใบหน้าจะซีดเซียวไปบ้าง แต่กลับขับเน้นความรู้สึกอยากดูแลให้เพิ่มขึ้นมาอีกหลายระดับ

 

คลับคล้ายว่าตนจะเคยวาดดวงตาเช่นนี้มาก่อน...

 

“เอ้ะ...ดวงตาของเจ้าคล้ายดวงตาของท่านลู่จิงเลย...ไม่สิ เหมือนกันมากๆ เลย” เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้ว ครุ่นคิดอย่างจริงจัง ลู่ถิงอวี่เองก็ไม่ได้หลบเลี่ยง เขาเพียงแค่ยังไม่ได้แนะนำตัวเองเพราะมีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกบอกตนว่าถ้าขืนแนะนำตนไป...องค์ชายน้อยตรงหน้าอาจจะหนีไปเสียก่อน

“อืม...อืม....ช่างเถิดๆ นี่ก็ค่ำแล้ว จริงด้วย! รอสักครู่นะ” เย่ซืออวิ๋นตาโตคล้ายนึกอะไรได้ ก่อนจะวิ่งไปยังห้อนนอนด้านใน รื้ออะไรอยู่สักอย่าง ลู่ถิงอวี่ไอสองสามที ก่อนจะจิบชาอุ่นๆ ที่เจ้าของตำหนักขยันให้คนเปลี่ยนน้ำให้อยู่ตลอด ไม่ยอมปล่อยให้เขาดื่มชาเย็นชืดเพราะบอกว่าจะส่งผลเสียต่อร่างกาย

ลู่ถิงอวี่เคาะนิ้วเบาๆ กับโต๊ะไม้ดำสลักลายเมฆมงคล เขากวาดตามองไปรอบๆ ตำหนักลั่วสุ่ย ที่นี่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ดูสบายตา พวกเครื่องเคลือบหรือเครื่องประดับสำหรับแต่งห้องนั้นแทบจะไม่มี เพราะเต็มไปด้วยภาพวาดน้อยใหญ่เรียงกันเต็มไปหมด บ้างเป็นภาพวาดทิวทัศน์ ภาพสัตว์เลี้ยง ภาพบุปผางาม คงเป็นฝีมือของเจ้าของตำหนักเอง แต่บางสิ่งบางอย่างก็เป็นของล้ำค่าที่มีราคาแพงยากจับต้อง หลายอย่างเป็นของบรรณาการจากต่างแคว้น

 

ฮ่องเต้ทรงโปรดองค์ชายใหญ่มากทีเดียว

อืม...เช่นนั้นแล้วเขา...

 

เขาครุ่นคิดเพียงครู่เจ้าของตำหนักก็เดินเข้ามาพร้อมกับที่ในมือถือผ้าผืนหนึ่งมาด้วย จากนั้นก็ยื่นมาให้ลู่ถิงอวี่พร้อมรอยยิ้มงดงาม “นี่เป็นเสื้อคลุมขนจิ้งจอก อบกลิ่นดอกบัวกับน้ำค้างหอม ให้ความรู้สึกสดชื่นมากซ้ำยังอุ่นมากด้วย กลางคืนอากาศหนาวเจ้าสวมกลับไปเถิด” เห็นเขาสวมเพียงอาภรณ์บางๆ เช่นนี้แล้วเย่ซืออวิ๋นก็ค่อนข้างปวดใจไม่น้อย แต่ไหนแต่ไรมาเขาชอบคิดโน่นคิดนี่เพื่อจะดูแลลู่ถิงอวี่ แม้จะไม่ค่อยได้ทำเพราะไม่กล้าเท่าไหร่ก็เถอะ

“องค์ชายกระหม่อมไม่อาจ...” ลู่ถิงอวี่จะปฏิเสธ แต่องค์ชายที่ว่าก็ทำตาดุใส่หนึ่งที ถือวิสาสะบัดผ้าคลุมพาดลงบนไหล่เขา เขย่งปลายเท้าขึ้นมาผูกปมเชือกให้แน่น เพราะลู่ถิงอวี่ตัวสูงกว่าอยู่ไม่น้อย กลิ่นหอมอ่อนจางผสานไปกับกลิ่นสมุนไพรบางๆ จากตัวอีกฝ่ายทำให้เย่ซืออวิ๋นเผลอสูดดมอย่างชอบใจ พลางคิดว่าเป็นกลิ่นที่หอมยิ่งนัก ก่อนจะผละออกมามองดูผลงานตัวเองอย่างพอใจ

“อย่าดื้อนะ...มาเถิดข้าจะไปส่งเจ้า” ได้ดูแลผู้อื่นแล้วรู้สึกดีจริงๆ เย่ซืออวิ๋นเลยยิ้มหวานกว่าเดิม ดวงตาคู่สวยนั้นเป็นประกายวาว แวววับยิ่งกว่าอัญมณีเนื้อดี สุกสกาวราวดวงดาราบนฟากฟ้า แพขนตาเรียงตัวสวยกระพริบปรือเบาๆ ราวผีเสื้อขยับปีก

 

ช่างเป็นรอยยิ้มที่งดงามเหลือเกิน...ราวจะย้อมรอบข้างให้สดใสและเปล่งประกายตามไปด้วย

 

ลู่ถิงอวี่ยกมือสัมผัสเสื้อคลุมสีขาวสะอาดเบาๆ กลิ่นหอมจางๆ ให้ความรู้สึกสดชื่นจริงๆ ซ้ำยังอุ่นมากด้วย...อุ่นไปจนถึงหัวใจ ดวงตาดอกท้อหรี่ลงมองมือเล็กๆ ที่ยื่นออกมา ก่อนจะวางมือลงไปบนมือที่ทั้งเล็กและนิ่มกว่าของเขา จากนั้นก็ถูกเจ้าของตำหนักจูงออกไปข้างนอก

“ความจริงน่าจะชวนเจ้าอยู่ทานมื้อค่ำกับข้า...เอ้ะ...ท่านเกาจิ้นนี่นา” เย่ซืออวิ๋นชะงักเมื่อเห็นมหาขันทีข้างวรกายฮ่องเต้ ก่อนจะหันไปอีกทาง จากนั้นก็ยิ้มกว้างแล้วเอ่ยเรียก

“เสด็จพ่อ ท่านลู่จิง”

ฮ่องเต้เย่เทียนหลงพยักหน้ารับคำเรียกขานของบุตรชาย แต่ดวงตาคมกริบนั้นกลับจับจ้องมือเล็กๆ ที่กุมมือเจ้าเด็กอีกคนอยู่ต่างหาก...ไม่พอ พระองค์จำได้ว่าตอนออกมาจากตำหนักจิ้งหยางลู่ถิงอวี่สวมใส่อาภรณ์แบบใด แล้วยามนี้กลับมีเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวสะอาดขึ้นมาเสียได้?

 

จะเป็นของใครได้เล่าหากไม่ใช่โอรสของพระองค์เอง

เห็นแล้วขัดนัยน์ตาเหลือเกิน!

 

“แฮ่ม...อาถิง มาหาพ่อมา” ลู่จิงกระแอมเบาๆ เพราะสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของโอรสสวรรค์ได้อย่างดี...เช่นนี้เขาเรียกว่าอาการหวงลูก แล้วดูสินั่นปกติเอ็นดูอาถิงไม่น้อย ยามนี้กลับทำตาขวางใส่บุตรชายผู้อื่นเขาเสียได้เล่า

ลู่ถิงอวี่เองก็รับรู้ได้ถึงความหงุดหงิดของฝ่าบาท แต่เขาก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้าใดๆ เพียงแต่รับรู้ว่ามือที่กุมมือตนไว้อยู่นั้นสั่นเบา ยามสิ้นเสียงเรียกของท่านพ่อ จากนั้นก็ปล่อยมือออก เขาเก็บความสงสัยไว้ก่อนจะเดินไปยืนข้างบิดา

 

เพราะขืนตนยังยืนข้างองค์ชายใหญ่ต่อ...เกรงว่าจะเพิ่มความหงุดหงิดของฮ่องเต้ให้มากขึ้นกว่าเดิมน่ะสิ

 

“ละ...ลูก...พ่อ...ลูก” เย่ซืออวิ๋นเบิกตากว้าง หัวใจเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง ร่างกายสั่นเบาๆ เขาต้องพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กับความจริงที่เริ่มปรากฏตรงหน้า

ลู่ถิงอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับปฏิกิริยาขององค์ชายน้อย แต่เขาก็ยืนตัวตรงก่อนจะประสานมือคำนับอย่างถูกต้องตามระเบียบ ท่วงท่าสง่างามและนุ่มนวล น้ำเสียงไพเราะกล่าวอย่างเชื่องช้า พร้อมรอยยิ้มบางน่ามอง

“พูดคุยกันมาเสียตั้งนาน แต่กระหม่อมยังไม่ได้มีโอกาสแนะนำตัวให้องค์ชายทรงทราบ...บุตรชายอัครเสนาบดีลู่...ลู่ถิงอวี่ เป็นเกียรติที่พบพระองค์พ่ะย่ะค่ะองค์ชายใหญ่”

 

ลู่ถิงอวี่!

เขาก็คือลู่ถิงอวี่!

..................

 

แฮ่ม...น้ององค์ชายคุยกับเขามานานแล้วเพิ่งรู้นี่แหละค่ะว่าเขาป็นใคร แล้วคราวนี้น้องจะทำยังไงดีคะเนี่ย ส่วนองค์ฮ่องเต้น่ะหรือ...ก็ไม่พอใจน่ะสิคะ 555 นี่ถ้ารู้ว่าน้องจะวาดภาพเหมือนให้พี่ลู่ก่อนตัวเองล่ะก็...

ช่วงนี้เราค่อนข้างยุ่งมากเลยค่ะ ยุ่งจนแบบหัวฟูจริงๆ แต่เราจะพยายามมานะคะ 555 ช่วงใกล้วันที่ 15 เราจะยุ่งมาก เลยอยากจะมาลงประมาณวันอังคาร เพราะหลังจากนี้คงมาทีเดียวหลังวันที่ 15 เลยค่ะ

อย่าลืมดูแลตัวเองและอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ อย่าเครียดกันน้าาาาา

 

สำหรับวันนี้...ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

#ใครฆ่าองค์ชายใหญ่

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.908K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,282 ความคิดเห็น

  1. #4242 วายุจัง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2564 / 01:47
    เหมือนฮ่องเต้ถูกละเลย 555+
    #4,242
    0
  2. #4095 NNYuki (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 04:29
    สงสารน้อง คงมีปมในใจเรื่องลู่ถิงไม่รัก และพรากอนาคตของลู่ถิงมาจมปลักกับตัวเอง น้องมองตัวเองในชาติที่แล้วด้านลบมากๆ ชาตินี้เลยพยายามสุดๆ งื้อ เอ็นดู ฮ่องเต้หวงลูกเก่งมากกกกก แง น่ารักกกก
    #4,095
    0
  3. #3737 knunkim (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 มีนาคม 2564 / 13:54
    ทำไมน้องถึงแพนิคลู่ถิงอวี่ล่ะ ทั้งๆที่ลู่ถิงก็น่าจะรักน้องที่สุดในบรรดาคนงามนะ
    #3,737
    1
    • #3737-1 Wanwisa Kitnikorn(จากตอนที่ 5)
      13 เมษายน 2564 / 18:52
      น้องเจ้าใจว่าลู่ถิงไม่รักค่ะ แล้วคิดว่าตัวเองเห็นแก่ตัว พรากหลายอย่างมาจากลู่ถิง
      #3737-1
  4. #3108 Frizzy G (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:28

    พ่ายเเพ้เขาทุกทีเพราะความงาม น่าสงสารทั้งคู่เลย... พยายามเข้านะ
    #3,108
    0
  5. #2960 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 16:08
    น้องน่ารักกกกกแต่ตอนนี้ช็อคไปแล้ววว5555
    #2,960
    0
  6. #2880 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 00:00
    มันเจ็บจึกตอนที่อาถิงคิดว่าถ้าบอกว่าตัวเองเปนใครแล้วน้องจะหนีไปอ่า;------; เราคิดว่าชาติทิแล้วอาถิงก้น่าจะรักน้องแหละแต่คงเข้าใจผิดกันอะป่าว ฮืออออออออ
    #2,880
    0
  7. #2837 kiki3k (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 มกราคม 2564 / 21:51
    คือใครฆ่าาา
    #2,837
    0
  8. #2720 Tohkajang (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2563 / 22:55
    จะผิดมั้ยถ้าฉันจะอยู่เรือฮ่องเต้
    #2,720
    0
  9. #2668 normal curve (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2563 / 22:33
    ลู่ถิงคือพระเอกหรอ ถ้าปักธงพี่คนนี้เป้นพระเอกก้คือจะพีกมากตรงพระเอกอ่อนแอกว่านายเอก????
    #2,668
    0
  10. #2590 mothergod (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 19:21
    น้องงงงงง จะตีตัวออกห่างไหมมมม อย่าน้า
    #2,590
    0
  11. #2278 monana13 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 02:56
    น้องช็อคไปแล้วมั้ง55555
    #2,278
    0
  12. #2164 Mew (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 / 21:24

    ตอนแบ่งขนมให้อาถิง น้องน่ารักมาก

    พ่อเริ่มหวงแล้วสิ

    #2,164
    0
  13. #2058 ay_ben (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 09:11
    เราอยากเห็นพี่หานจังเลย อยากรู้ไผเป็นพระเอก พี่ถิงหรือพี่หาน—.—
    #2,058
    0
  14. #1988 The Sky 9096 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 11:55
    อ่านดูเหมือนองค์ชายใหญ่จะไม่ใช่ลูกฮ่องเต้ แต่ฮ่องเต้ก็ดูเอ็นดูน้อง และออกจะหวงเกินพิกัด เอ๊ะยังไง
    #1,988
    0
  15. #1937 예뻐요 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 01:54
    เข้าใจความอยากเป็นองค์ชายว่างงานเลย555555แต่ไม่ได้นะคะไม่ดีค่ะลูก กินภาษีแล้วต้องทำงานให้คุ้มหน่อยเนาะะะ ปล.พ่อตาเริ่มออกแววแล้วววววว
    #1,937
    2
    • #1937-1 Panawin(จากตอนที่ 5)
      3 พฤศจิกายน 2563 / 22:00
      อันนี้ว่าน้องใช่ไหมคะ คลับคล้ายคลับคลาเหมือนใครสักคน 55555555555
      #1937-1
  16. #1701 dimond5432 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 18:06
    ตกลงว่าฮ่องเต้ชื่อ เย่เทียนหลง รึว่า เย่หลงเทียนกันแน่คะ อ่านแล้วงงๆ
    #1,701
    0
  17. #1669 khunsom08 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2563 / 02:40
    เอาล่ะ
    #1,669
    0
  18. #1376 bsss27 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 11:48
    ดูถ้าพ่อของพระเอกจะเมียคนที่มีความสัมพันลับกับฮ้องเต้สืนะแต่ก็ยังไม่ชอบฮ้องเต้เพราะมีหลายคนอยู่แล้ว
    #1,376
    0
  19. #1161 pam005 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 12:11
    ลังเลว่าน้องควรเป็นเมะหรือเคะดี ดูความดูแลนั่นสิ~
    #1,161
    0
  20. #1078 Hinigo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2563 / 01:54
    เม้นนี้มีสปอยล์ ข้ามได้ข้ามนะคะ

    ยิ่งอ่านว่าน้อง ดูแลพี่ลู่ดีแค่ไหน รู้สึกผิดและรักพี่ลู่แค่ไหน ใจเราคือยิ่งเจ็บเข้าไปใหญ่ แล้วเราที่ได้อ่านพาทพี่ลู่ ตอนที่เสียน้องไปคือ ซึมเป็นส้วม แบบ ที่พี่บอกว่าน้องชอบแอบดูพี่หลังต้นไม้ ที่นู้นที่นี้บ้าง แต่ไม่กล้าเข้าใกล้คือแบบ แค่เม้นน้ำตาชั้นก็คลอ คือน้องรักพี่มากแน่ๆ แต่รู้สึกผิดจนไม่กล้าสู้หน้าจนถึงตอนสุดท้ายของชีวิตก็ยังไม่กล้าสู้หน้า คือหวังให้ในชาตินี้น้องมีความสุขจริงๆ น้องแค่รักไม่ถูกวิธีไม่ได้หมายความว่าน้องไม่สมควรทีรักดีๆ เรารักน้องมากๆ เจ็บแผลคลอดเลยค่ะ
    #1,078
    0
  21. #933 _Daonuea_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 01:32
    ชั้นสงสารน้องฮืออออ
    #933
    0
  22. #859 Inn1427 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 17:35
    เด็กดืออออ
    #859
    0
  23. #713 KMKADSARIN (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2563 / 12:28
    เราคิดว่าองค์ใหญ่ต้องพลิกได้เป็นฮ้องเต้แน่เลย
    #713
    0
  24. #673 HYUNPARK (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 04:02
    ใช่จริงๆด้วย น้องไม่ใช่ลูกของฮ่องเต้จริงๆด้วย ไม่มีทางได้เป็นรัชทายาท ในชาติก่อนเลยถูกรังแกขนาดนั้นเลยสินะ
    #673
    1
  25. #643 sakura17 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 06:01
    รู้ตัวจริงแล้วตัวสั่นเลยอะ สงสาร
    ฮ่องเต้หวงองค์ชายใหญ่หรอ555
    #643
    0