ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 49 : 四十二 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 十五 อดีตบรรจบปัจจุบัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,405
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,313 ครั้ง
    25 ก.พ. 64

 十

 อดีตบรรจบปัจจุบัน

 

 

เย่ซืออวิ๋นในร่างโปร่งแสงยังคงร่ำไห้อยู่ในกับภาพทรงจำในอดีต...ในชาติก่อน ภาพเบื้องหน้าของเขาหมุนวนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เขาเห็นคนสำคัญและคนที่ตนรักเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำได้เพียงเฝ้ามองเหตุการณ์เหล่านั้นโดยที่ไม่อาจทำอันใดได้...

 

นอกจากเสียใจและร่ำไห้...

 

เย่ซืออวิ๋นก้มมองร่างของตัวเองที่เริ่มจางลงเรื่อยๆ เขากะพริบตาปริบ ก่อนจะเห็นภาพในครรลองสายตาที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง...

 

ครานี้เหมือนไม่ใช่ภาพในอดีตเสียแล้ว

เขาอยู่ในตำหนักหอบรรพชน...และกำลังมองเห็นร่างตัวเองในชาตินี้กำลังเจ็บปวดทรมาน!

 

“หมอหลวงโจวอาการพี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง!”

“พี่ใหญ่!...ตื่นได้แล้วนะ เกิดอันใดขึ้นกับท่านกันแน่!”

“องค์ชายรัชทายาท องค์ชายสาม...กระหม่อมเองก็จนปัญญาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” โจวอวี้หยวนได้แต่ถอนหายใจอย่างเคร่งเครียด เพราะเขาเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าองค์ชายใหญ่ประชวรเป็นอันใดไป “ร่างกายขององค์ชายใหญ่ล้วนแข็งแรงดี...แต่...กระหม่อมก็ไม่ทราบสาเหตุว่าเหตใดองค์ชายใหญ่ถึงทรมานเช่นนี้”

เย่เฟิงขมวดคิ้วหนัก เขาได้แต่ร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก พวกเขาไม่ได้ย้ายร่างพี่ใหญ่ไปที่ตำหนักเพราะเกรงว่าการขยับจะทำให้อีกคนทรมานกว่าเดิม ให้คนตามหมอหลวงโจวมาก็ไม่อาจทำอันใดได้

“อวิ๋น...เด็กดี...ตื่นได้แล้วนะ ข้าอยู่ตรงนี้...” ลู่ถิงอวี่พร่ำกระซิบประโยคเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เอ่ยเรียกขานคนที่หลับใหลไม่ยอมตื่นขึ้นมาเจอกัน เขากำมือเรียวขาวซีดที่จิกเล็บและกรีดลงบนแขนเขาจนเป็นแผลไปหมดไว้หลวมๆ จุมพิตหลังมือนั้นซ้ำๆ ราวช่วยแบ่งเบาความเจ็บปวดทรมาน “คนดี...อย่าหลับอีกเลย”

เย่ซืออวิ๋นในร่างโปร่งแสงที่กลับมาปัจจุบันแล้วได้แต่ร่ำไห้อย่างไร้เสียง เขาพยายามกลับเข้าร่างตัวเองแล้วแต่มันก็ทะลุผ่านไปเสียเฉยๆ...ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ได้แต่เฝ้าดูเท่านั้น

 

คำเรียกขานของลู่ถิงอวี่นั้นคล้ายเหลือเกิน...

กับที่เรียกขานที่ตายไปแล้วในชาติก่อน...เรียกเพื่อให้เขาตื่นขึ้นมา พร่ำเรียกอย่างอ่อนโยนและภาวนา

 

ไม่เอาแล้วนะ! ข้าไม่ยอมตายให้ถิงอวี่และทุกคนทรมานอีกแล้ว ขนาดชาติก่อนการจากไปของตนยังทำให้ทุกคนทรมานถึงเพียงนั้น ชาตินี้ล่ะ...

 

ไม่ยอมเด็ดขาด!

 

ดวงตาดอกท้อก้มองร่างที่ตระกองกอดไว้ในอ้อมแขน อวิ๋นของเขามีเพียงลมหายใจที่แผ่วเบาที่บ่งบอกให้รู้ว่าร่างนี้ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น...เหมือนวิญญาณส่วนหนึ่งหลุดลอยออกไปไกล

 

สู่อดีตกาลอันยาวนานอันแสนเจ็บปวดทรมาน...ในความฝันที่แสนเศร้า

 

ลู่ถิงอวี่ชะงักราวนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แม้มันจะค่อนข้างมหัศจรรย์ไปบ้าง ทว่ายามนี้ไม่ว่าจะเป็นอะไรถ้าหากทำให้อวิ๋นกลับมา...ตื่นขึ้นมามองหน้าตน เขาก็พร้อมจะเชื่อทุกอย่าง ลู่ถิงอวี่อุ้มร่างภรรยาขึ้นแนบอกอย่างทะนุถนอม จุมพิตที่หน้าผากชื้นเหงื่อเบาๆ ราวปลอบโยน ท่ามกลางสายตาแปลกใจของเย่เฟิงและเย่เซียวรวมถึงหมอหลวงโจวด้วย “พาอวิ๋นไปวัดเกาเสียงกันเถิด...ไต้ซือเกาเสียงจะต้องมีวิธี”

 

ถ้าหากเป็นเช่นที่เขาคิด...ก็มีเพียงเจ้าอาวาสวัดเกาเสียงผู้นั้นเท่านั้นที่สามารถช่วยภรรยาของเขาได้

 

แม้เย่เฟิงกับเย่เซียวจะสงสัยแต่เห็นแววตาแน่วแน่ของลู่ถิงอวี่กับสภาพของพี่ใหญ่ของพวกตนแล้วนั้น พวกเขาก็พยักหน้า

 

ตอนนี้ไม่ว่าจะอะไรขอแค่ให้พี่ใหญ่ไม่ต้องทุกข์ทรมานและเจ็บปวด

ขอแค่พี่ใหญ่ยอมตื่นขึ้นมาพวกเขาก็ยอมทั้งสิ้น!

 

“น้องสามเจ้าไปรับเสด็จพ่อและน้องสี่ไปวัดเกาเสียง หมอหลวงโจวไปกับพวกเราด้วย” เย่เฟิงเอ่ยสั่งการอย่างรวดเร็ว องค์ชายรัชทายาทก้าวยาวๆ เร่งตามลู่ถิงอวี่ที่เดินนำไปเสียก่อนแล้ว 

รถลากของราชวงศ์ออกจากวังหลวงไปอย่างเร่งรีบโดยมีองค์ชายสามเย่เซียวเป็นคนบังคับ อาชาพันธุ์ดีวิ่งบุกตะลุยไปจนมองเห็นเพียงฝุ่นและหางที่สะบัดไปมา

ลู่ถิงอวี่และเย่เฟิงที่อยู่ในรถลากได้แต่มองร่างของเย่ซืออวิ๋นที่บิดเร่าไปมาอย่างทรมานด้วยความปวดใจ เย่ซืออวิ๋นในร่างโปร่งแสงเองก็เจ็บปวดไปด้วย เขาเห็นตัวเองทุกข์ทรมานแต่ไม่เท่าที่เห็นคนรักและน้องชายต้องมาเจ็บปวด ลู่ถิงอวี่กอดเขาไว้อย่างอ่อนโยน พร่ำกระซิบเรียกให้ตื่น จุมพิตหลังมือข้างขมับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตะกองกอดไว้ในอ้อมแขนไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือนใดๆ ทั้งสิ้น

 

ถิงอวี่...

 

ใช้เวลาเพียงแค่เค่อกว่าๆ ก็ถึงวัดเกาเสียง เมื่อถึงตีนเขาลู่ถิงอวี่ใช้วิชาตัวเบาเร้นเงาจันทร์ขึ้นไปทันทีโดยไม่สนสิ่งใดๆ แม้วัดเกาเสียงจะมีข้อห้ามชัดเจนว่าผู้ที่มาเยือนอย่างสันติต้องขึ้นมาทางบันไดหน้าวัดเท่านั้น เย่เฟิงและเย่เซียวเองก็ตามไปอย่างรวดเร็ว

“ท่าน...” เมื่อเหยียบย่างลงหน้าวัดลู่ถิงอวี่ก็เห็นไต้ซือเกาเสียงยืนรออยู่ราวรู้ว่าพวกเขากำลังจะมา เจ้าอาวาสผู้ดูบริสุทธิ์ราวเทพเซียนค้อมศีรษะลงเล็กน้อยก่อนจะผายมือไปด้านใน

“คุณชาย องค์ชายรัชทายาท องค์ชายสาม...เชิญทางนี้” 

ลู่ถิงอวี่เองก็ไม่ถามให้มากความ เขาไม่สงสัยและสนใจสิ่งใดมากกว่าการทำให้อวิ๋นของเขาตื่นขึ้นมา รีบก้าวไปตามที่เจ้าอาวาสเชิญทันที เย่ซืออวิ๋นในร่างโปร่งแสงก็ตามไปด้วย ทว่าเขาชะงักยามเห็นดวงตางดงามดุจเทพเซียนของเจ้าอาวาสเกาเสียงจับจ้องมาที่ตนราวเห็นเขาอยู่ตรงนี้...อีกฝ่ายคำนับเขาอย่างเต็มพิธีการจนเย่ซืออวิ๋นสะดุ้ง

 

เห็น...จริงๆ ด้วยสินะ

 

“องค์ชาย...”

“ท่าน...เจ้าอาวาสเห็นข้าหรือ?”

“ย่อมมองเห็นพ่ะย่ะค่ะ”

 

เห็นจริงๆ ด้วย สมกับเป็นเจ้าอาวาสที่ได้ชื่อว่าเปรียบดั่งเทพเซียนผู้หลุดพ้น 

 

“ข้าอยากกลับไปแล้ว”

“องค์ชายเชิญมากับกระหม่อมสักครู่...อย่าได้ห่วงพ่ะย่ะค่ะ พระองค์จะกลับไปได้แน่นอน...”

“แต่ว่า...” เย่ซืออวิ๋นเม้มปาก “ยิ่งข้ากลับไปช้าทุกคนก็ยิ่งทุกข์ทรมานและเสียใจ” น้ำเสียงของเขาเจือความเจ็บปวดจางๆ อยากโอบกอด อยากปลอบประโลม 

 

บอกว่าเขาไม่เป็นไร อย่าได้ทุกข์ทรมาน อย่าได้เจ็บปวดเสียใจ...

และโปรด...มีความสุขเถิดนะ

 

เย่ซืออวิ๋นเดินตามไต้ซือเกาเสียงมายังห้องหนึ่ง...มันเป็นห้องที่ให้ความรู้สึกสงบและบริสุทธิ์มาก ทั้งๆ ที่ในห้องแห่งนี้ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าม้วนคัมภีร์เก่าๆ และกลิ่นหอมจางๆ 

 

แต่กลับ...รู้สึกสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งนัก...ทำให้จิตใจที่ปวดร้าวค่อยๆ คลายลงช้าๆ...

 

“องค์ชาย...เชิญพ่ะย่ะค่ะ” ไต้ซือเกาเสียงเอ่ยผายมือเชิญให้เย่ซืออวิ๋นนั่งลง แม้จะเป็นร่างโปร่งใสแต่เขาก็ขัดสมาธินั่งลงเบื้องหน้าราวอยู่ในร่างจริง ในใจก็ห่วงกังวลถึงลู่ถิงอวี่และบรรดาน้องชายของตัวเองว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง “องค์ชายทรงอย่าได้กังวลพ่ะย่ะค่ะ...มีลูกศิษย์ของกระหม่อมคอยดูแลอยู่”

“ข้า...”

“กระหม่อมรู้ว่าองค์ชายทรงกังวลพระทัย ขอเวลาเพียงชั่วครู่...พระองค์ก็จะสามารถกลับไปยังที่ที่พระองค์ทรงปรารถนาอยากกลับไปที่สุดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ในเมื่อเป็นวาจาของไต้ซือผู้ได้ชื่อว่าเป็นดุจเทพเซียนผู้หลุดพ้นผู้หนึ่งแน่นอนว่าย่อมเชื่อถือได้ เย่ซืออวิ๋นเลยพยายามคลายความกังวลลง...นิดนึง

 

ก็คนเป็นห่วงนี่!

นั่นสามีเขานะ เสด็จพ่อของเขา น้องชายเขาอีก!

 

เห็นร่างโปร่งแสงนั้นอย่างไรก็ยังกังวลก็ทำให้ไต้ซือเกาเสียงอมยิ้มออกมาจางๆ พลางเอ่ยถามเสียงนุ่มนวล “องค์ชายทราบเรื่องราวต่างๆ ในอดีตแล้ว...ทรงคิดเห็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”

“คิดเห็นอย่างไรคืออะไรกันหรือ?”

“ทรงเคียดแค้นพระทัยหรือไม่ สะใจหรือไม่ที่คนผู้เคยหลอกใช้พระองค์ราวตัวหมากทุกข์ทรมานและทุกข์ทน เสียใจหรือไม่ และทรง...คิดอยากจะทำอย่างไรต่อไปหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

เป็นคำถามที่ทำให้เย่ซืออวิ๋นนิ่งงันก่อนจะเม้มริมฝีปากของตัวเองแน่น ใบหน้างดงามนั้นเชิดขึ้น ความทะนงในขัตติยะวงศ์นั้นฉายชัดและเปี่ยมอำนาจบารมี 

 

แม้มิได้มีสายเลือดเชื้อพระวงศ์เต็มเปี่ยมแต่เกิดมาในราชวงศ์และได้รับการเลี้ยงดูมาในฐานะองค์ชายผู้หนึ่ง อำนาจบารมีนี้แน่นอนว่าองค์ชายใหญ่มีอยู่เต็มเปี่ยมอยู่แล้ว!

 

“คำถามของไต้ซือ...ข้าไม่เคยคิดถึงด้วยซ้ำ เหตุใดข้าต้องเคียดแค้นต้องสะใจที่คนที่ข้ารักทุกข์ทรมานเพราะการจากไปของตัวเองเล่า ข้าจากไปเช่นนั้นเพราะการกระทำของข้าเอง เพราะสิ่งที่ข้าเลือกเอง...แม้พวกเขาจะใช้ข้าเป็นตัวหมาก แต่เพราะข้าเองก็ปรารถนาและอยากเรียกร้องจากพวกเขาเช่นกัน...ไต้ซือ ผู้คนเหล่านั้นล้วนเป็นคนทีข้ารัก ปรารถนาอยากให้พวกเขารัก อยากให้พวกเขามองเห็น และยิ่งกว่านั้น...ข้าปรารถนาให้พวกเขาเหล่านั้นมีความสุข ไม่จำเป็นต้องทุกข์ใจกับการจากไปของข้า ทว่า...พวกเขาล้วนไม่ทำเช่นนั้น ไม่มีเหตุผลอันใดให้ข้าต้องไปสะใจกับความทุกข์ทรมานของแต่ละคน และไม่มีเหตุผลใดให้ข้าต้องคิดแค้นพวกเขาด้วย...”

ถ้าหากเกิดมาครั้งนี้เย่ซืออวิ๋นต้องการแก้แค้นหลายคนที่ทำให้เขาเจ็บปวดในชาติก่อน เขาก็คงไม่รู้ว่าชาติก่อนนั้นมิใช่มีแต่คนที่ต้องทุกข์ทรมาน ทุกคนล้วนไม่มีความสุข แค้นกันไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะได้ประโยชน์อะไร...สู้ทำให้ตัวเองมีความสุขในแต่ละวันไม่ดีกว่าหรือ

 

บ่วงความแค้นไม่เห็นมิอันใดดีเลย มีแต่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น

มีแต่การบ่อนทำลายเท่านั้น

 

อีกทั้ง...การเคียดแค้นและล้างแค้นนั้นทำได้มิยาก

แต่การใช้ชีวิตให้มีความสุขและปล่อยวางนั้นทำได้ยากยิ่งกว่า...

 

“ดวงตาขององค์ชาย...เป็นดวงตาที่บริสุทธิ์ไม่เปลี่ยนเลยพ่ะย่ะค่ะ และพระองค์ก็ทรงเป็นคนดียิ่งอีกด้วย...ทั้งๆ ที่พระองค์เลือกจะแค้นเคืองก็ได้ แต่พระองค์กลับไม่ทำ ซ้ำยังเรียกร้องและวาดหวังภาวนาให้ทุกคนมีความสุข แม้หลายคนที่ว่าจะทำร้ายองค์ชายไว้มากมายเพียงใดก็ตาม...”

ได้รับคำชมจากท่านไต้ซือเช่นนี้เย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกแก้มร้อนขึ้นมาบ้างเช่นกัน แม้จะเป็นร่างโปร่งแสงก็เถอะ เขายิ้มจางๆ “เพราะเป็นคนที่ข้ารัก...ข้าไม่เคยอยากให้คนที่ข้ารักต้องทุกข์ทรมาน”

 

อยากปกป้องดูแล ทะนุถนอม คอยปลอบโยน อยู่เคียงข้างกัน...

 

“ดังนั้นชาตินี้พระองค์ถึงกลับมาและเปลี่ยนแปลง รวมถึงสร้างโอกาสที่ทรงปรารถนาพ่ะย่ะค่ะ...อีกทั้งตอนองค์ชายตื่นขึ้นมาในชาตินี้ พระองค์ทรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทราบความจริงทุกอย่าง รวมถึงผู้ที่สังหารพระองค์ในชาติก่อน เมื่อถึงเวลาสวรรค์เลยเปิดโอกาสให้พระองค์ทรงรับรู้...แล้วต่อจากนี้องค์ชายจะทำเช่นไรต่อไปหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

 

จะหวาดกลัวผู้ที่สังหารตนในชาติก่อนอย่างฮ่องเต้เย่เทียนหลง...ไม่อยากเข้าใกล้บรรดาคนที่ทำร้ายตนเองให้เจ็บปวดอย่างองค์ชายทั้งสามรวมถึงคุณชายลู่...

 

“ก็ย่อมต้องปกป้องดูแลถิงอวี่ เสด็จพ่อ น้องรอง น้องสาม น้องสี่ และทุกๆ คนให้ดีกว่านี้...ทำให้พวกเขามีความสุขๆ มากๆ กว่าที่เคยอยู่แล้วล่ะสิ” น้ำเสียงของเย่ซืออวิ๋นนั้นหนักแน่นจริงจัง มั่นคงและแน่วแน่ เฉกเช่นดวงตาคู่สวยที่สาดประกายมุ่งมั่นแรงกล้า

 

ชาติก่อนต่างทำร้ายซึ่งกันและกัน...ต่างมองไม่ละเอียดและมองข้ามไปหลายอย่าง

ถ้าหาก...พวกเราคุยกันสักนิด เปิดใจกันกว่านี้ เชื่อใจกันกว่านี้...ก็คงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานมากมายถึงเพียงนั้น

 

แต่ในเมื่อชาตินี้มีโอกาส...ก็ไขว่คว้าความสุขเสียเถิด

 

ชาติก่อนก็ให้มันเป็นเรื่องของชาติก่อน โชคชะตาได้ทบทวนเรื่องราวนับร้อยพันหมื่นในอดีต เรียนรู้และเติบโตขึ้นด้วยตัวมันเอง...อย่าให้ก้าวผิดซ้ำอีก

 

บาดแผลเหล่านั้น...ความทรมานเหล่านั้น...

ให้จบลงแค่ชาติก่อนเถิด

 

“จนถึงตอนนี้กระหม่อมก็ยังคงยืนยันคำพูดเดิม...พระเนตรของพระองค์บริสุทธิ์และหาได้ยากยิ่ง...ดวงตาที่ไม่เคียดแค้นผู้ใด และปรารถนาเพียงเพื่อให้ตนเองและทุกคนมีความสุข...”

“ข้า...มิได้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น ข้าเพียงทำเพื่อตัวเอง ข้ามีความสุข ทุกคนที่ข้ารักมีความสุข...ข้าก็พอใจแล้ว”

 

การรู้จักรักและเป็นที่รักของผู้คน...

 

“ดังนั้นครานี้สวรรค์ถึงได้เมตตาพระองค์อย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ...เอาเถิดกระหม่อมเองก็พูดมากไปกว่านี้มิได้ แต่คิดว่า...คงได้เวลาที่พระองค์ต้องตื่นจากอดีตแล้วพ่ะย่ะค่ะ...อ้อ...” ไต้ซือเกาเสียงที่กำลังพูดคุยกับร่างโปร่งแสงของเย่ซืออวิ๋นอยู่กลั้นขำมากขึ้น “สาเหตุที่กระหม่อมเชิญพระองค์มานั่งสนทนาด้วยกันเช่นนี้เพราะเบื้องบนมีเรื่องจะขอไห้ววานพระองค์...”

เย่ซืออวิ๋นอ้าปากค้างอย่างไม่เข้าใจ เขากะพริบตาปริบๆ เบื้องบนอันใดกัน...

“อย่างไรเสียนั่นก็เป็นดาบคู่บ้านคู่เมือง เป็นศาตราวิเศษ...ขอพระองค์ช่วยมันด้วยแล้วกันพ่ะย่ะค่ะ”

“หา...อะไรกันล่ะ...อ้ะ?” ไม่ทันที่เย่ซืออวิ๋นจะได้ถามอย่างสงสัย เขาก็รู้สึกว่าร่างตัวเองนั้นโปร่งแสงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจนจางไปหมด เพียงกะพริบตาปริบก็กลายเป็นละอองแสงเล็กๆ และมีแรงดึงดูดมหาศาลแรงหนึ่งที่ราวดึงเขากลับไป สิ่งสุดท้ายที่เห็นก็คือร่างของไต้ซือเกาเสียงคำนับตนอย่างเต็มพิธีการรวมถึงขอบคุณเขาอย่างมากด้วย...

 

..........

 

“อวิ๋น...เด็กดี ภรรยาขี้เซา...เจ้าตื่นได้แล้วนะ”

“พี่ใหญ่ ท่านตื่นเถิด”

“ท่านเป็นตัวตะกละก็มิจำเป็นต้องเป็นตัวขี้เซาไปด้วยนะ”

“พี่ใหญ่...นอนนานเกินไปจะทำให้ไม่สูงรู้หรือไม่”

“เจ้าตัวน้อย...”

เสียงมากมายดังขึ้นในหัวของเย่ซืออวิ๋น เสียงเรียกที่เขาคุ้นเคย น้ำเสียงที่คอยเรียกขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวียนไปมา ไม่หยุด ราวช่วยเรียกและฉุดรั้งให้เขากลับมาช่วงเวลาของตัวเอง

“อึก...” เย่ซืออวิ๋นขยับมืออย่างยากลำบาก แต่แค่เพียงขยับเพียงนิดก็รับรู้ถึงความอบอุ่นที่กอบกุมมือของตนไว้ พร้อมทั้งร่างถูกรวบเข้าไปกอดไว้ในอ้อมแขนที่แสนคุ้นเคย แพขนตาเรียงตัวสวยนั้นกะพริบปริบ ดวงตาคู่งามค่อยๆ ปรือขึ้นมาอย่างแช่มช้า

 

ที่ชัดเจนและอยู่ใกล้ที่สุด...คือดวงตาดอกท้อคู่สวยนั่น

ดวงตาที่เปี่ยมความรัก ความอ่อนหวานอย่างที่มีให้เขาเพียงคนเดียว

 

“ถิง...ถิงอวี่...”

แค่ได้ยินน้ำเสียงนั้นเอ่ยเรียกขานนามของตน ดวงตาดอกท้อของลู่ถิงอวี่ก็เบิกกว้าง มันคลอด้วยน้ำตาจนราวกับจะหลั่งออกมา ทว่าใบหน้านั้นกลับแย้มรอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข จรดริมฝีปากลงบนหน้าผากนูนและจบลงที่ริมฝีปากแดงที่เคยซีดเบาๆ

“อวิ๋นคนดี...เจ้ากลับมาแล้ว”

เย่ซืออวิ๋นมองหน้าสามีตนเองด้วยความรัก ก่อนจะปรือตาลงซุกตัวเข้าหาไออุ่นที่ถวิลหานั้นอย่างว่าง่ายราวลูกแมวตัวน้อย

“อืม...ข้ากลับมาแล้ว”

 

ช่วงเวลาที่...อดีตบรรจบกับปัจจุบัน

คือช่วงเวลาที่ได้รับรู้ทุกสิ่งและหวนคืนสู่อ้อมแขนของผู้ที่ตนเองรัก...รับรู้ว่าตนเป็นที่รัก

 

กลับสู่...ความสุขที่ปรารถนา เนิ่นนานจากอดีตกาล

 

...........

 

ดวงตาดอกท้อที่ใต้ตานั้นค่อนข้างคล้ำเพราะไม่ได้พักผ่อนมาตลอดทั้งคืนก็ใบหน้าหล่อเหลางดงามดุจสลักมาจากหยกขาวนั้นก็ยังคงดูดี มือยังคงกอบกุมมือขาวของคนหลับเอาไว้แนบแน่นไม่ยอมปล่อย ตั้งแต่ที่ภรรยาของตนเองตื่นขึ้นมาก็หลับไปอีกรอบ แต่โชคดีเหลือเกินที่ครานี้เป็นการหลับไปเฉยๆ หาได้ทุกข์ทรมานและร้องไห้เหมือนก่อนหน้านี้แล้ว...

 

อวิ๋นของเขาแค่หลับไป...แต่ลู่ถิงอวี่ก็ยังไม่ค่อยวางใจอยู่ดี

 

อีกทั้งเมื่อครู่ฝ่าบาท ท่านพ่อ รวมถึงองค์ชายทั้งสามก็เพิ่งออกไปเพราะเฝ้าองค์ชายใหญ่มานานแล้วเช่นกัน แต่ลู่ถิงอวี่ก็ยังไม่วางใจ ต่อให้กำลังฝืนร่างกายอยู่อย่างไรก็ให้เขามั่นใจว่ายามทิวาที่กำลังจะมาถึง...

 

จะเห็นรอยยิ้มงดงามที่แย้มให้ตน...

 

“คุณชาย...” เสียงไพเราะนุ่มนวลด้านนอกจากเจ้าอาวาสวันเกาเสียงทำให้ลู่ถิงอวี่ที่กำลังกอบกุมมือขาวไว้ชะงัก ก่อนจะวางมือของเย่ซืออวิ๋นลงอย่างนุ่มนวล ย่างเท้าแผ่วเบาเดินออกไปด้านนอก จากนั้นก็ประสานมือคำนับ

“ไต้ซือ...” ตอนที่พวกเขามาถึงวัดเกาเสียง ไต้ซือเกาเสียงราวรู้อยู่ก่อนและเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว อีกฝ่ายมิได้ทำอันใดมากเพียงพาองค์ชายใหญ่มานอนพักที่ห้องแห่งนี้

 

ห้องที่ให้ความรู้สึกสะอาดและบริสุทธิ์...อีกทั้งยังเจือความศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่ง

คล้ายบรรยากาศในท้องพระโรงไท่หยวน

 

และเมื่อมาที่นี่ร่างกายที่ดูทุกข์ทรมานของอวิ๋นก็ดีขึ้น เหมือนแค่หลับไปเฉยๆ พวกเขาเองก็มิได้ถามอะไรมากมาย ขอเพียงให้อวิ๋นดีขึ้น ให้อวิ๋นฟื้นขึ้นมาก็พอ

“องค์ชายใหญ่กลับมาแล้วสินะขอรับ” ไต้ซือเกาเสียงถามเสียงนุ่ม ส่วนลู่ถิงอวี่หรี่ดวงตาลงเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้าเบาๆ

 

กลับมาจากอดีตที่เจ็บปวด

 

“อืม...”

“ดูเหมือนคุณชายมีเรื่องอยากถามข้า...เกี่ยวกับความฝันตั้งแต่เยาว์วัยของท่าน” ไต้ซือเกาเสียงเอ่ยอย่างรู้ดี ทำให้ลู่ถิงอวี่ถอนหายใจเบาๆ

“ความฝันนั้นข้าหาคำตอบให้มันได้แล้ว...คงเป็นอดีตในที่แสนยาวนาน และเจ็บปวด...อดีตที่ต่างคนต่างพลาดพลั้งและกลับมาแก้ไขในครานี้”

 

ความฝันที่ชัดขึ้นทุกๆ ครั้ง...น้ำตาและความเจ็บปวดที่ทิ้งเงาจางๆ ไว้ สืบเนื่องมายังปัจจุบัน

 

“เพราะคุณชายแน่วแน่มั่นคง และปรารถนาอย่างแรงกล้าเพียงหนึ่งเดียวในชีวิต...ดังนั้นสวรรค์เลยให้คุณชายรับรู้ผ่านความฝัน”

“เพื่อทำให้ปัจจุบันนี้ดีกว่าอดีต...อย่างไรเสียข้าก็ต้องขอบคุณท่านที่ช่วยไขกระจ่างความจริง และช่วยภรรยาของข้า” ลู่ถิงอวี่คำนับอย่างสง่างามให้ไต้ซือเกาเสียงที่คำนับกลับมาเช่นกัน 

ลู่ถิงอวี่รู้ความจริงทั้งหมด แต่เขาไม่คิดจะเล่าให้ฝ่าบาทรวมถึงองค์ชายอีกสามพระองค์ฟัง เพราะมันเป็นเรื่องราวในอดีต ไม่จำเป็นต้องไปเจ็บปวดกับมันอีกแล้ว 

 

อยู่กับปัจจุบันที่ปรารถนาเช่นนี้...ดีที่สุดแล้ว

อีกทั้งเขาเป็นสามีของซืออวิ๋น รับรู้ทุกเรื่องราวของภรรยานั้นย่อมถูกต้องที่สุด

 

“ข้าไม่รบกวนการพักผ่อนขององค์ชายและคุณชายแล้วขอรับ” ไต้ซือเกาเสียงยิ้มอย่างเมตตา ก่อนจะประสานมือคำนับอีกรอบ แต่ก่อนที่จะเดินออกไปลู่ถิงอวี่ก็เอ่ยรั้งเอาไว้เสียก่อน

“ท่านไต้ซือ...เด็กคนนั้นเป็นลูกศิษย์ของท่านหรือ?”

ไต้ซือเกาเสียงยิ้มน้อยๆ ในดวงตาฉายแววชื่นชมคุณชายหยกขาว “ขอรับ”

“อ้อ...เช่นนั้นเห็นทีในอนาคตคงลำบากเขามิใช่น้อยเลย” ลู่ถิงอวี่เอ่ยประโยคลอยๆ ขึ้นมาหนึ่งประโยคด้วยรอยยิ้มบางๆ จากนั้นก็หมุนตัวกลับเข้าห้องไปเฝ้าภรรยาของตัวเองต่อ ส่วนไต้ซือเกาเสียงนั้นหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ กับประโยคนั้นของคุณชายลู่ เมื่อเดินกลับไปที่ห้องสวดมนต์ก็เห็นลูกศิษย์ของตนกำลังสวดมนต์อยู่อย่างจริงจัง

วัดเกาเสียง...วัดประจำราชวงศ์ ธำรงอยู่เพื่อมอบคำตอบที่แท้จริง เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงและบางครั้งก็ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องที่ยุ่งได้...ทุกรุ่น ทุกยุคสมัยที่มีการครองราชย์วัดเกาเสียงเองก็จะเลือกสรรค์เด็กผู้มีความพิเศษขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เดียวกันทุกรุ่น...

ไต้ซือเกาเสียงมองลูกศิษย์ตนที่สวดมนต์อย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่งก็หลับไปเสียแล้วด้วยแววตาขำขัน...เอาเถิดทางนี้เองก็ยังต้องฝึกอีกนานเลยทีเดียว

 

อนาคต...คำนี้เองก็...มหัศจรรย์ไม่แพ้สิ่งใด

เพราะแม้แต่ลิขิตสวรรค์เองก็มิอาจคาดเดาหรือกำหนดสิ่งนี้ได้

 

..........

 

กาลทิวาหมุนมาเยือนอีกครา แสงสีทองอำไพสาดส่องไปทั่วผืนฟ้าบ่งบอกว่ายามเช้ามาเยือนอีกครั้งแล้ว เหล่าสรรพชีวิตต่างออกมาทำหน้าที่ของตนอย่างขยันขังแข็ง แสงทองลอดผ่านไปยังหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดค้างไว้เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์เข้ามา ผ้าม่านสีขาวปลิวไสวเบาๆ 

แพขนตาสวยกระพือเบาๆ ราวผีเสื้อขยับปีก ก่อนดวงตาคู่งามสุกสกาวดุจดวงดาราคู่นั้นจะค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาอย่างแช่มช้า จากนั้นก็ต้องปรือตาลงอีกรอบเพราะสัมผัสอุ่นๆ จุมพิตลงมาที่เปลือกตาและเลื่อนไปจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากแดง ทำเช่นนั้นอยู่หลายครั้งจนพอใจแล้วอีกฝ่ายถึงได้ผละออกไป 

“อวิ๋น...” เสียงนุ่มนวลไพเราะราวเสียงดนตรีนั้นเอ่ยเรียกขาน ทำให้เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาปริบๆ ราวเรียกสติให้เข้าร่างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแย้มรอยยิ้มหวานออกมา

“ถิงอวี่”

“คนดีขี้เซา...เจ้าหลับนานเกินแล้วจริงๆ ถ้าคราวหลังหลับนานเช่นนี้อีกข้าจะรังแกเจ้าให้หนักเลยคอยดู” ลู่ถิงอวี่ขู่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเสียยิ่งกว่าสายน้ำ ฟังอย่างไรก็มิใชการข่มขู่เลยสักนิด อีกทั้งดวงตาดอกท้อนั้นก็ยังมองมาอย่างรักใคร่เอ็นดูจนคนมองใจละลายอีกด้วย

“ไม่มีอีกแล้วล่ะ ข้าจะให้ถิงอวี่ทำโทษโดยไม่ขัดเลยนะ” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยเอาใจ เอาแก้มถูไถอกของสามีราวเป็นลูกแมวตัวน้อยๆ “ถิงอวี่คนดี...ไม่โกรธข้านะ”

ลู่ถิงอวี่ผู้ไม่เคยชนะภรรยาได้เลยสักครั้งมีหรือจะใจแข็งได้นาน เขาก้มลงฟันพวงแก้มนิ่มๆ อย่างมันเขี้ยวปนเอ็นดูก่อนจะอุ้มเย่ซืออวิ๋นขึ้นในอ้อมแขน “ไม่โกรธเจ้าหรอก...ไปอาบน้ำดีกว่า ถึงข้าจะเช็ดตัวให้เจ้าแล้วก็เถอะ”

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าเชื่อฟัง แม้จะหายไปแค่วันกว่าๆ แต่ราวกับตนหายไปนานเหลือเกิน แต่พอกลับมาเจอลู่ถิงอวี่ในชาตินี้...

 

ชาติก่อนเจ้าเฝ้ารอข้าทั้งๆ ที่รู้ว่าข้าไม่มีวันกลับมา

ชาตินี้จะไม่มีอีกแล้ว...

 

ไม่ว่าไปที่ไหน ห่างไกลหรือเนิ่นนานเพียงใด...ข้าก็จะกลับมาหาเจ้าเสมอ

ถิงอวี่ของข้า สามีของข้า

 

ในวัดเกาเสียงนั้นแม้ไม่ได้หรูหราเหมือนในวังหลวงและในจวนอัครเสนาบดี แต่อ่างไม้นี้ก็กว้างขวางและมีน้ำอุ่นผสมสมุนไพรเตรียมไว้เรียบร้อย ในห้องที่กั้นส่วนสำหรับอาบน้ำนั้นจุดเทียนหอมให้ความรู้สึกสดชื่นผ่อนคลาย ลู่ถิงอวี่จัดการปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจากร่างภรรยาเบาๆ เขากระทำอย่างนุ่มนวลแผ่วเบา ราวกลัวว่าแรงเสียดสีของผ้าจะทำให้ผิวขาวผ่องนั้นเกิดแผลได้

 

ถนอมราวไข่มุกและหยกล้ำค่า...ถนอมดุจดวงใจเพียงหนึ่งเดียว

 

“ไม่อาบด้วยกันหรือถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราวเด็กน้อยไร้เดียงสา ไล้ปลายนิ้วไปที่ขอบตาซึ่งคล้ำลง...ถิงอวี่เป็นห่วงเขาและคงเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่หลับไม่นอนถึงได้เป็นเช่นนี้เป็นแน่ นอกจากไล้มือที่ขอบตาแล้วคนงามตัวเปลือยเปล่ายังเอาแขนขาวๆ โอบรอบคอสามีไว้และจุมพิตที่ใต้ตานั้นเบาๆ คล้ายจะปลอบโยน ทำให้ดวงตาดอกท้อคู่นั้นวาววับขึ้นแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ ก้มหน้าลงกัดจมูกภรรยาอย่างมันเขี้ยว

“เจ้าตื่นขึ้นมาก็ยั่วข้าเลยนะอวิ๋น...” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเสียงพร่าอย่างอดทนอดกลั้น ได้ยินเสียงภรรยาหัวเราะเบาๆ เขาก็อดใจไม่ไหวฟาดมือลงบนก้นนิ่มเบาๆ หนึ่งที

 

ซุกซนเสียจริงๆ เลย

 

“ถ้าหากไม่ติดว่าที่นี่คือวัดเกาเสียงแล้วล่ะก็...เจ้าได้ถูกข้ารังแกจนซุกซนไม่ออกเป็นแน่ลูกแมวน้อยจอมยั่ว” ลู่ถิงอวี่อุ้มภรรยาลงในอ่างน้ำ ใช้ผ้าสะอาดเช็ดไปตามผิวขาวเบาๆ และนวดเคล้นคลึงให้อย่างเชื่องช้า ปรนนิบัติภรรยาอาบน้ำอย่างไม่มีสิ่งใดบกพร่อง

เย่ซืออวิ๋นยิ้มทั้งปากทั้งตา เอนตัวพิงถังไม้ น้ำอุ่นและกลิ่นสมุนไพรทำให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก ร่างกายเหมือนไปผ่านการเดินทางอันยาวนานมาจริงๆ สัมผัสจากไออุ่นของลู่ถิงอวี่ก็ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวชวนให้รอยยิ้มยิ่งคลี่กว้างมากขึ้นกว่าเดิม “ถิงอวี่...ข้า...”

“ไม่ต้องเล่าให้ข้าฟังหรอก...เจ้าฟังข้าดีกว่า” ลู่ถิงอวี่ใช้มือสางผมสีดำยาวนั้นเบาๆ นวดศีรษะให้เย่ซืออวิ๋นอย่างคล่องแคล่ว “ข้ารู้ทุกอย่างหมดแล้ว...ผ่านความฝันในหลายๆ ครั้ง...เอาล่ะเด็กดีไม่ต้องตกใจ” ลู่ถิงอวี่รีบกดไหล่ภรรยาไว้เบาๆ เมื่ออีกคนแทบจะลุกพรวดขึ้นทันที เขาหัวเราะขำไม่ยอมให้ภรรยาคนงามหันหน้ามาทางตน

 

ไม่เช่นนั้น...ความอดทนที่มีน้อยอยู่แล้วได้หมดลงเป็นแน่...

 

“ถิงอวี่...เจ้า...” เรื่องราวอันแสนเจ็บปวดในอดีตเหล่านั้น เขาไม่อยากให้ถิงอวี่หรือทุกคนต้องมารับรู้เลย ให้ทุกคนมีความสุขกับปัจจุบันนี้ ให้เขาได้ดูแลทุกคนให้ดี

 

ส่วนเรื่องราวในอดีตนั้นก็ปล่อยให้มันเป็นเพียงประสบการณ์ที่ทำให้เติบโตขึ้น...

 

“ไม่เป็นไร ข้าเคยเล่าให้อวิ๋นฟังแล้วใช่หรือไม่ ว่าตั้งแต่เด็กๆ ข้าก็ฝันมาเนิ่นนาน ภาพค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และเพิ่งมาชัดแจ่มแจ้งทุกอย่างเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้าก่นด่าตัวเองไปนับพันนับหมื่นครั้งแต่ก็ทำได้เพียงแค่นั้น...ทำได้เพียงสาบานกับตนเองไว้ว่าต้องรักถนอมเจ้า ดูแลปกป้องเจ้า กอบกุมสองมือของเจ้าให้แน่นๆ ไม่มีวันพรากจาก” น้ำเสียงไพเราะนั้นเอ่ยแผ่วเบา ทว่ากลับหนักแน่นและมั่นคงมิต่างกับเอ่ยสัตย์สาบาน เย่ซืออวิ๋นเอื้อมกุมมือของสามีและจูบเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“ข้าเอง...ก็เช่นกัน”

 

ชาตินี้พวกเรา...จะเป็นดุจดั่งยวนยาง

มิมีวันพรากจากอีก...ไม่ว่าใครหรืออะไรก็พรากเราจากกันไม่ได้...

 

ลู่ถิงอวี่ยิ้ม จับคางเรียวให้เงยขึ้นมาทางด้านหลังเล็กน้อยก่อนจะนวดขมับให้เย่ซืออวิ๋นเบาๆ “ข้าไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ฝ่าบาท เย่เฟิง เย่เซียว เย่หานฟัง คิดว่าเจ้าเองก็คงต้องการเช่นนี้...ส่วนข้านั้นเป็นสามีเจ้าย่อมรู้ทุกอย่างของภรรยานั้นเป็นการถูกต้องสมควรที่สุดแล้ว ลองสวรรค์กล้าปิดบังข้าเรื่องนี้ข้าก็จะก่นด่าสวรรค์” 

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ กับน้ำเสียงเอาแต่ใจของลู่ถิงอวี่ที่นานๆ ทีถึงจะได้ยิน ก่อนจะสะดุ้งแล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มเจื่อน หลุบดวงตาไปมาเพราะประโยคถัดมา

“แต่...เรื่องสามสามีสี่อนุของเจ้านี่...”

“แฮ่ม! ถิงอวี่ เสด็จพ่อและน้องชายข้าอยู่ที่นี่กันใช่หรือไม่ พวกเรารีบอาบน้ำแล้วไปเจอพวกเขากันดีกว่านะ...ไม่ต้องนวดแล้วล่ะ ถิงอวี่คงเหนื่อยแล้วด้วย...”

ลู่ถิงอวี่หรี่ดวงตาลงมองลูกแมวพยายามเปลี่ยนเรื่อง ก่อนจะยกยิ้มปากด้วยรอยยิ้มร้ายๆ ที่องค์ชายใหญ่เองก็ยังสะดุ้งอีกรอบ

 

สามีของตนวันนี้น่าเกรงขามและ เอ่อ...น่ากลัวกว่าทุกวันด้วย

เหมือนจะขย้ำเขาลงท้องเสียเดี๋ยวนี้เลย...

 

เสด็จพ่อ น้องรอง ร้องสาม น้องสี่ ช่วยข้าด้วย!

 

“หึๆ ข้าจะปล่อยไปก่อน...เฉพาะตอนนี้” ลู่ถิงอวี่เชยคางภรรยาขึ้นก่อนจดจุมพิตลงบนริมฝีปากแดงแรงๆ แล้วขบกัดย้ำๆ ยังตีก้นขาวเบาๆ ก่อนจะอุ้มขึ้นจากอ่างน้ำด้วย 

“ถิงอวี่...เอ่อ...เรา” เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาอ้อนๆ อ้าแขนให้สามีช่วยแต่งตัว พอจะเอ่ยพูดไปสามีก็ยิ้มหวานแล้วก็จุมพิตริมฝีปากเขาไปเสียทุกครั้ง

 

คนขี้แกล้ง...

 

แต่เอาเป็นว่าเขาเพิ่งจะได้รู้เหมือนกันว่าสามีตนนั้นเป็นคนขี้หวงมาตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว...เพราะชาติก่อนหลังจากที่เขาตายลู่ถิงอวี่ก็ไล่บรรดาสามีและอนุคนอื่นออกไปนอกตำหนักลั่วสุ่ยหมดเลย ซ้ำยังไม่ให้กลับมาเหยียบอีกเป็นครั้งที่สอง มีหรงหวันและเจิ้งปินสองคนที่ยังคงอยู่แต่ลู่ถิงอวี่ก็พยายามไล่ทั้งสองคนออกไปอยู่ดี

 

บัดนี้ลู่ถิงอวี่...เหมือนจะเอาความคืนจากชาติก่อนเลย...

 

“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว” ลู่ถิงอวี่รวบผมให้ภรรยาง่ายๆ มิได้สวมกวานลงไป จากนั้นก็หอมแก้มนิ่มสองข้าง เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาปริบ ตัดสินใจว่าควรออกไปจากห้องนี้ดีกว่า...เพราะรู้สึกว่าขืนอยู่ต่อไปเขาอาจจะ...อันตรายเอาได้

องค์ชายใหญ่เดินออกมาจากห้องพักของตัวเองในวัดเกาเสียง เดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว บนทางเดินที่ทอดยาวนั้นเขาก็เห็นร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งดินตรงมาทางนี้ แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้สวมอาภรณ์มังกร สวมเพียงเสื้อผ้าสีดำเรียบๆ ก็ยังแผ่บารมีอำนาจของผู้ครองแผ่นดินออกมาชัดเจน

 

ฮ่องเต้เย่เทียนหลง

เสด็จพ่อ...

 

ภาพใบหน้าหล่อเหลาที่ดูชราลงหลายสิบปีและร่ำไร้อย่างไร้เสียงอยู่หน้าหลุมศพของตนเมื่อชาติก่อน...ซ้อนทับกันขึ้นมาในครรลองสายตา

“เสด็จพ่อ!” เย่ซืออวิ๋นเรียกเสียงดัง จากนั้นก็วิ่งพรวดเข้าไปอย่างรวดเร็ว อยู่ดีๆ ขอบตาของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แค่เพียงเห็นพระพักตร์หล่อเหลานั้น...น้ำตาก็ไหลออกมาเอง

เย่เทียนหลงที่เดินมาเพื่อจะเยี่ยมลูกชายชะงักเพราะเสียงเรียก วรกายแกร่งถูกเย่ซืออวิ๋นกระโดดกอดไว้ เย่เทียนหลงยังคงไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่แขนแกร่งก็โอบร่างบุตรชายไว้ ยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้เจ้าตัวน้อยเบาๆ พร้อมขมวดคิ้ว

“ผู้ใดทำเจ้าร้องไห้” สุรเสียงทุ้มเย็นชาเอ่ยถามราวกับจะจัดการใครก็ตามที่บังอาจทำให้เจ้าตัวน้อยของพระองค์ร้องไห้ แต่ดวงตาและการกระทำกลับอ่อนโยนกับเย่ซืออวิ๋นมา พระเนตรคมกริบตวัดฉับมองลู่ถิงอวี่ที่เดินตามมาราวจะบอกว่าเจ้ากล้าทำลูกชายข้าร้องไห้หรือ!

“ไม่...ฮึก ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้ารัวๆ แต่เย่เทียนหลงไม่เชื่อนัก เขารีบเดินทางกลับมาเพราะเย่เซียวส่งข่าวมาบอก มาถึงก็เห็นเจ้าตัวน้อยทรมานและปลุกอย่างไรปลุกไม่ตื่น สาเหตุมีเพียงเพราะแค่เห็นดาบของปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ ทำให้เย่เทียนหลงโยนดาบบ้านั่นไปไกลๆ และกำลังคิดว่าจะส่งไปเป็นเศษเหล็กอยู่พอดี

 

ต่อให้เจ้าเป็นศาสตราวิเศษแล้วอย่างไร เป็นดาบประจำราชวงศ์แล้วอย่างไร

ใต้หล้านี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์ทำให้เจ้าตัวน้อยของข้าร้องไห้ทั้งนั้นล่ะ!!

 

“ไม่มีได้อย่างไรกัน...ลู่ถิงอวี่กล้ารังแกเจ้าหรือ เช่นนั้นก็ส่งเขาไปชายแดนเสียเลย!” เย่เทียนหลงลูบผมลูกชายเบาๆ มองลู่จิงที่กำลังกระแอมไปเบาๆ อยู่ เมื่อรู้ว่าถ้าหากตนยังคงร้องไห้อยู่สามีอาจต้องถูกเนรเทศไปชายแดน เย่ซืออวิ๋นก็พยายามกลั้นน้ำตา สูดลมหายใจฟึดๆ จมูกแดงก่ำไปหมด 

 

ราวลูกแมวน่าสงสาร ที่ทำให้พระทัยโอรสสวรรค์อ่อนยวบไปหมด

 

“ฮึก...ลูกไม่ร้อง ไม่ร้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นกอดคอเสด็จพ่อไว้แน่น ก่อนจะช้อนตาแป๋วมองบิดา “ทรงอย่า...กรรแสงอีกเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ได้โปรด...มีความสุขเถิดนะพ่ะย่ะค่ะ”

 

นี่เป็นประโยคที่เย่ซืออวิ๋นอยากบอกเสด็จพ่อตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว

 

โปรดอย่างกรรแสง...พระองค์เป็นบิดาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในใต้หล้า ไม่มีผู้ใดเทียบพระองค์ได้ อย่าได้ทุกข์ทรมานตัวเอง...และได้โปรดมีความสุขเถิดนะ

 

“กระหม่อม...ข้า...มีความสุขดีพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ มีสามีที่ดีอย่างถิงอวี่ มีน้องชายตั้งสามคน มีสหายดีๆ และยังคงมีพระองค์เป็นภูผาอันมั่นคงคอยปกปักษ์คุ้มครอง เป็นพระบิดาที่ดีที่สุด...” เย่ซืออวิ๋นเอื้อมมือไปเช็ดใต้ตาให้พระบิดา...แม้ยามนี้พระองค์จะมิได้หลั่งอัสสุชลแม้เพียงหยดเดียวก็ตาม แต่เขาอยากทำเช่นนี้มาตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว...

“ได้ๆ ข้าเชื่อเจ้า” เย่เทียนหลงพยักหน้า ลูบเส้นผมของเย่ซืออวิ๋นเบาๆ ภาพของฮ่องเต้ที่ว่าง่ายเชื่อฟังอย่างที่นานๆ ทีจะได้เห็นนั่นทำเอาลู่จิงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเซถอยหลังเพราะเย่ซืออวิ๋นโผเข้ามากอดแน่นอีกราย ซ้ำยังบอกว่าให้มีความสุข อย่าได้ทรมานตัวเองอีกด้วย...ท่านอัครเสนาบดีทำตัวไม่ถูก แต่ก็กอดปลอบและเอ่ยปลอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนกำลังกล่อมเด็ก ส่งสายตาเย็นชาจัดใจลู่ถิงอวี่

 

ถ้าอาถิงกล้าทำซืออวิ๋นน้อยร้องไห้ล่ะก็เขาจะช่วยฮ่องเต้ส่งเจ้าลูกชายไปชายแดนเอง!

 

“ซืออวิ๋นน้อย...ไม่เป็นไรนะ โอ๋ๆ...เด็กดี ผู้ใดรังแกเจ้าบอกท่านพ่อมาเลย” ลู่จิงทั้งปลอบ ทั้งกอด และโยกตัวไปมา เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้างทั้งน้ำตา จากนั้นก็เอามือของลู่จิงกับมือของเย่เทียนหลงมากุมกันไว้แน่น 

“ทั้งสองคนต้องมีความสุขกันนะ อยู่ด้วยกันไปนานๆ ด้วย...”

เย่เทียนหลงมองสบตาลู่จิงก่อนจะยิ้มออกมาพร้อมกัน แขนแกร่งกอดทั้งลู่จิงทั้งเจ้าตัวน้อยไว้แน่น ไออุ่นที่ทำให้เย่ซืออวิ๋ยยิ้มกว้างทั้งปากทั้งตา แล้วจากนั้นก็กะพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นน้องชายทั้งสามคนกำลังเดินมาทางนี้ ร่างของเขาถูกปล่อยจากอ้อมแขนของบิดา ก่อนเย่ซืออวิ๋นจะวิ่งไปสวมกอดน้องชายทั้งสามไว้อย่างรวดเร็ว

“น้องรอง! น้องสาม! น้องสี่!”

เย่เฟิง เย่เซียว เย่หานที่เดินมาหาพี่ใหญ่เป็นอันต้องตกใจเมื่อถูกพี่ชายเรียกและกอดไว้แน่น เย่เฟิงที่เดินมากอดถูกโถมกอดจนร่างกายแทบเซ เขาลูบหลังพี่ใหญ่เบาๆ แล้วก็อุ้มพี่ชายจนขาลอยจากพื้น “พี่ใหญ่...เกิดอันใดขึ้น ผู้ใดรังแกท่าน”

“ใช่แล้ว...เหตุใดท่านจึงร้องไห้เล่า” เย่เซียวและเย่หานที่ถูกพี่ชายกอดพร้อมกันกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่พอพูดเรื่องคนที่รังแกพี่ชายตนองค์ชายทั้งสามสายตาก็เย็นจัดลงทันที

 

พี่ใหญ่นั้นห้ามผู้ใดแตะต้อง ห้ามผู้ใดรังแก!

ดาบไร้สาระนั่นก็เลยถูกโยนทิ้งไว้ส่งๆ พวกเขาเห็นด้วยกับเสด็จพ่อที่จะส่งมันไปเป็นเศษเหล็ก ต่อให้เป็นดาบของปฐมกษัตริย์ของคู่แผ่นดินก็เถอะ!

 

“ไม่มี...แค่คิดถึงพวกเจ้า” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้า มองหน้าน้องชายทั้งสามคน ยื่นมือไปลูบแก้มเย่เฟิงเบาๆ “น้องรอง เจ้าต้องมีความสุขกับน้องฉิง ต้องรักกันมากๆ...เจ้ายังมีข้าเป็นพี่ชายของเจ้านะ” เย่เฟิงจะสับสนแต่ก็พยักหน้าเชื่อฟังพี่ใหญ่ของตน เมื่อเห็นน้องรองว่าง่ายก็หันไปกอดคอเย่เซียวไว้เบาๆ “น้องสามด้วย...ต้องดูแลและถนอมพี่ฮวาซิงดีๆ มีความสุขกับนางมากๆ นะ...ข้าเป็นพี่ชายของเจ้าเสมอ” เย่เซียวเลิกคิ้วก่อนจะพยักหน้าหงึก แต่เพราะช้าไปเล็กน้อยก็เลยถูกกำปั้นพี่ใหญ่ซัดเอาเบาๆ

 

สำหรับคนนี้...ผู้ใดก็ห้ามมีปัญหาด้วยทั้งนั้น

 

“เอาล่ะๆ ข้าเองจะมีความสุขกับเจิ้งปิน จะดูแลตัวเอง ดูแลเขาดีๆ ด้วย...เป็นน้องชายที่ดีของพี่ใหญ่” เย่หานเอ่ยดักคอ กอดเอวพี่ชายไว้หลวมๆ 

“อือ...น้องสี่เป็นน้องชายของข้า ห้ามดื้อกับข้าด้วย...ต้องมีความสุขมากๆ เล่า” เย่ซืออวิ๋นกอดเย่หานไว้แน่น ขาของเขาลอยสูงจากพื้นเพราะถูกเย่หานกอดอุ้มขึ้นจนลอย

 

น้องชายที่แข็งแรง สูงขึ้น กล้าแกร่งขึ้น ในดวงตาสะท้อนความสุขและจะมีความสุขขึ้นเรื่อยๆ...

น้องชายของข้า...เย่ซืออวิ๋น

 

ชาตินี้ก็เป็นน้องชายที่ผูกพันแน่นแฟ้น คอยดูแล ปกป้องกันและกัน...แม้มิได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่ความผูกพันและสายใยตลอดระยะเวลาที่ผ่าน เนิ่นนานจากอดีตกาล...แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสายเลือดใดๆ 

 

เป็นน้องชาย...

เป็นพี่ชาย...

 

“พี่ใหญ่...ข้าไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น พวกข้าเป็นน้องชายของท่าน...เช่นเดียวกันที่ท่านเองก็เป็นพี่ชายของพวกข้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...พี่ใหญ่ก็เป็นพี่ชายคนเดียวขององค์ชายรัชทายาทเช่นข้า พี่ชายของแม่ทัพใหญ่เช่นน้องสาม และพี่ชายของหัวหน้าองครักษ์ลับเช่นน้องสี่...ใต้หล้านี้มีเพียงท่านคนเดียวที่เป็นพี่ชายของพวกเรา...” เย่เฟิงเอ่ยเสียงนุ่ม แนบฝ่ามือลงกับแก้มของพี่ชายที่อยู่ในอ้อมแขนน้องชายทั้งสองเบาๆ...

 

พี่ใหญ่ที่คอยใส่ใจ คอยดูแลพวกเขาอยู่เสมอมาตั้งแต่เยาว์วัย เป็นจุดรวมของพวกเขา...และยังเป็น ‘บ้าน’ รวมถึงสถานที่ที่พวกเขาจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้...ขอแค่มีตัวตนของพี่ใหญ่อยู่

ไม่ใช่แค่เสด็จพ่อและถิงอวี่ที่ปกป้องพี่ใหญ่ดุจไข่มุกบนฝ่ามือ...แต่พวกเขาเองก็ปกป้องพี่ชายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

 

พี่น้องเป็นเช่นไร...พี่น้องก็เป็นเช่นนี้

 

“เอาล่ะ...แม้ข้าจะอยากให้ทุกคนกอดภรรยาตัวเอง แต่ข้าก็รู้สึกว่านานเกินไปแล้ว คืนอวิ๋นของข้าให้ข้าสักทีเถิด” ลู่ถิงอวี่ที่ยืนมองเงียบๆ อยู่สักพักเอ่ยขึ้นอย่างคนใจแคบ 

“ไม่ปล่อยหรอก พี่ใหญ่เป็นพี่ชายพวกข้านะ”

“เจ้ามันขี้หวงเกินเยียวยาแล้วจริงๆ”

เย่เซียวกับเย่หานกลอกตาใส่เจ้าคนขี้หวง ขนาดน้องชายอย่างพวกเขาลู่ถิงอวี่ก็ยังหวง...แค่เห็นพี่ชายต้องหลับไปอย่างทรมานเช่นนั้น พวกเขาก็ปวดใจจนแทบจะทิ้งทุกอย่างเพื่อกลับมาอยู่ข้างๆ พี่ใหญ่

 

พวกเขาไม่ได้ถามหาสาเหตุใดๆ ทั้งสิ้น...แค่ขอให้พี่ใหญ่ตื่นขึ้นมา

ยิ้มให้กัน อยู่ด้วยกันก็พอ

 

“แต่อวิ๋นเป็นภรรยาข้า” ลู่ถิงอวี่ดึงภรรยามากอดไว้แน่นอย่างหวงแหน ทำสายตาดุๆ ทุกคน “อวิ๋นฝันร้าย...ทุกคนอย่าได้กังวลเลย ตอนนี้ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่อย่างสามีเช่นข้าปลอบภรรยานะ”

“อืม ถิงอวี่ต้องปลอบข้าเยอะๆ ด้วย” เย่ซืออวิ๋นอ้อนสามี ทำให้บรรดาน้องชายรวมถึงเย่เทียนหลงและลู่จิงถึงขั้นกลอกตาระอา 

 

ใกล้หมึกเปื้อนดำ ใกล้ชาดเปรอะแดงชัดๆ...ลู่ถิงอวี่ทำตัวน่าหมั่นไส้ขึ้นทุกวัน พี่ชายของพวกเขายังติดนิสัยมาแล้วอีก

 

“จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ...เอ่อ ดาบของปฐมกษัตริย์เล่มนั้น...” เย่ซืออวิ๋นเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไต้ซือเกาเสียงขอให้เขาช่วยชีวิต เอ่อ...ดาบเล่มนั้นไว้เพราะอย่างไรเสียก็เป็นของคู่บ้านคู่เมือง และน้องรองยังต้องใช้ในพิธีครองราชย์อีกด้วย รวมถึง...เด็กๆ ในอนาคต...

“ดาบนั่นข้ากำลังคิดว่าจะส่งไปเป็นเศษเหล็กหรือหลอมใหม่ หรือโยนทิ้งไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราวดี” เย่เทียนหลงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ

“เสด็จพ่อ ดาบเล่มนั้นเป็นของคู่บ้านคู่เมืองนะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาปริบๆ เหตุใดของสำคัญถึงได้ถูกทำเช่นนั้นได้นะ...เฮ้อ

“มันทำเจ้าฝันร้ายก็ให้รับผิดชอบไปเสียเถิด” เย่เทียนหลงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ จนเย่ซืออวิ๋นได้แต่หันไปมองน้องชายทั้งสามให้ช่วยปราม แต่ดูเหมือนน้องชายทุกคนจะเห็นด้วยกับพระบิดากันหมด

“เอ่อ...ลูกขอให้เก็บไว้ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ น้องรองยังคงต้องใช้ดาบเล่มนั้น รวมถึงเด็กๆ ในอนาคตด้วย...”

เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว “ถ้าเจ้าขอข้าก็จะเอาไปเก็บไว้ในห้องเก้ามังกรนั่นแล้วกัน อย่างไรเสียก็เอาออกมาใช้ไม่บ่อยอยู่แล้ว”

 

เอาเป็นว่าข้าช่วยของคู่บ้านคู่เมืองไว้ได้แล้วกัน...

 

“เจ้าเพิ่งตื่นมาไปพักผ่อนเสียก่อนเถอะเจ้าตัวน้อย” เย่เทียนหลงลูบหัวบุตรชายเบาๆ หันไปกำชับลู่ถิงอวี่เสียงหนัก “ถ้าเจ้าตัวน้อยร้องไห้อีกข้าจะโยนเจ้าไปชายแดน”

“ไม่มีวันนั้นพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่รับคำอย่างหนักแน่นมั่นคง ก่อนหน้าองค์ชายใหญ่จะตื่น ฝ่าบาท ท่านพ่อ รวมถึงองค์ชายสี่และเจิ้งปินถูกลอบโจมตีจากพรรคมารในยุทธภพ อีกทั้งฉินเซ่าเจ๋อเองก็ยังมีความเคลื่อนไหวแปลกๆ เสียด้วย สถานการณ์ในเมืองหลวงยามนี้เองก็ค่อนข้างเคร่งเครียด...

เหล่าขุนนางไม่น้อยได้รับการติดต่อลึกลับรวมถึงข่มขู่จากบุคคลชุดดำที่พวกเขารู้ดีว่านั่นคือฉินเซ่าเจ๋อ...คลื่นลมในราชสำนักกำลังปั่นป่วน เกิดความไม่สงบขึ้นทำให้บรรยากาศในเมืองหลวงกำลังเคร่งเครียด

 

แต่ตอนนี้ไม่ต้องบอกอวิ๋นให้รู้...เพื่อไม่ให้อวิ๋นกังวล

 

“ซืออวิ๋นน้อยเดี๋ยวตื่นมาแล้วข้าจะบอกเรื่องดีๆ อืม...ไม่แน่ว่าจะทำให้เจ้าลำบากหรือเปล่านะ” ลู่จิงหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้างงงวยอย่างน่าเอ็นดูของเย่ซืออวิ๋น

“ไปนอนต่อเถิด”

“ถิงอวี่นอนกับข้าด้วยนะ เจ้าเองก็ยังไม่ได้พักผ่อนดีๆ เลยมิใช่หรือ...อุ้มข้าที” เย่ซืออวิ๋นอ้อนอย่างน่าเอ็นดู ส่วนลู่ถิงอวี่ก็ทำตามบัญชาอย่างว่าง่าย ถวายคำนับฮ่องเต้ ลู่จิง พยักหน้าให้องค์ชายทั้งสามก่อนจะอุ้มแมวน้อยขี้อ้อนขึ้นมาในอ้อมแขน พลางคิดว่าถ้าหากที่นี่ไม่ใช่วัดเกาเสียงล่ะก็...

 

ลูกแมวได้สลบคาอกเขาเป็นแน่...ขยันยั่วกันเสียจริงๆ

 

เย่เทียนหลงมองตามแผ่นหลังของทั้งคู่ก่อนจะมองลู่จิงที่ยืนอยู่ข้างกัน แขนแกร่งโอบเอวคนข้างตัวไว้แน่นจนลู่จิงได้แต่ส่งเสียงประท้วง 

“เจ้าตัวน้อยบอกให้เจ้ากับข้ามีความสุขไม่ใช่เหรอ? เจ้าห้ามขัดใจเจ้าตัวน้อยนะ”

“แล้วมันเกี่ยวอันใดกับกอดข้าแน่นขนาดนี้เล่า?”

“เจ้าควรขอบใจนะว่าที่นี่เป็นวัดเกาเสียง...มิเช่นนั้นเจ้า...” พระเนตรคมกล้าหรี่มองอย่างอันตราย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากทำให้ลู่จิงสะดุ้ง ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะหึๆ ของบรรดาองค์ชายทั้งสามเขาก็ยิ่งส่งสายตาเย็นๆ ทั้งที่แก้มแดงจัดใส่เย่เทียนหลง

 

เหมือนกันหมดจริงๆ ทั้งองค์ชายทั้งสามและอาถิง!

เหมือนฮ่องเต้เย่เทียนหลง..ร้ายกาจเหมือนกัน!!

 

“ที่นี่เป็นวัดประจำราชวงศ์นะ ไต้ซือเกาเสียงเองก็รู้เห็นเสียทุกอย่างด้วย...สำรวมหน่อย!” ลู่จิงกระซิบปราม ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง ส่วนองค์ชายทั้งสามก็บอกว่าขอตัวกลับไปหาคนของตัวเอง เห็นบอกว่าเห็นคนมีความรักแล้วก็อยากกลับไปอ้อนคนรักของตัวเองเช่นกัน...

“ถ้าหากข้าไม่สำรวมเจ้าไม่มีแรงมาเดินหรอกเสี่ยวจิง” เย่เทียนหลงหัวเราะในลำคอ เขาดึงลู่จิงมากอดไว้เต็มอ้อมแขน มองตามแผ่นหลังลูกชายทั้งหมดก่อนจะยกยิ้ม ดวงตาเป็นประกายแห่งความภาคภูมิใจ

“เสี่ยวจิง...”

“หืม?”

“รู้หรือไม่ข้ามองเห็นอะไรในตัวพวกเด็กๆ...”

“รู้สิ...เพราะข้าเองก็มองเห็นเหมือนกันกับที่ท่านมองเห็น...”

 

อนาคต...

 

………..

……ต่อ…..

 

เย่ซืออวิ๋นและลู่ถิงอวี่อยู่พักที่วัดเกาเสียงอีกหนึ่งวันก่อนจะกลับตำหนักลั่วสุ่ยนอกวัง ระหว่างที่อยู่วัดเกาเสียงเย่ซืออวิ๋นก็นั่งสมาธิสวดมนต์และอธิษฐานให้ทุกคนมีความสุขมิต้องทนทุกข์ทรมานเฉกเช่นในชาติก่อนอีก ได้เคียงคู่กับคนที่รักและดูแลกันไปจนแก่เฒ่า

บรรยากาศในวัดประจำราชวงศ์นั้นเงียบสงบและให้ความรู้สึกบริสุทธิ์มาก โดยเฉพาะป่าไผ่ที่เย่ซืออวิ๋นเคยเจอกับไต้ซือเกาเสียงครั้งแรก ยามว่างเขาก็ชอบไปนั่งอยู่ที่นั่นมองสามีของตนกับท่านเจ้าอาวาสเดินหมากล้อมด้วยกันเงียบๆ ไต้ซือเกาเสียงยังอุตส่าห์ขอบอกขอบใจเขาเสียยกใหญ่ที่ทำให้ดาบคู่บ้านคู่เมืองรอดพ้นจากการเป็นเศษเหล็กมาได้

 

แม้ดาบเล่มนั้นจะเป็นศาสตราที่ใช้ฆ่าตนในชาติก่อน แต่พอมาชาตินี้เย่ซืออวิ๋นรู้สึกสงสารเจ้าดาบนั่นไม่น้อยทีเดียว...

อีกนิดเดียวก็จะกลายเป็นเศษเหล็กไปแล้ว...

เฮ้อ! 

 

“วันหลังข้าจะมาเยี่ยมพวกท่านและมาสวดมนต์ที่นี่บ่อยๆ นะไต้ซือ” เย่ซืออวิ๋นประสานมือคำนับไต้ซือเกาเสียงที่ออกมายืนส่งพวกเขาที่ตีนเขาทางขึ้นวัด ข้างๆ เป็นลูกศิษย์ที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตายืนเหมือนจะหลับอยู่ด้วย เย่ซืออวิ๋นอมยิ้มกับเด็กน้อยอายุเจ็ดขวบที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย

“วัดเกาเสียงต้อนรับองค์ชายทุกเมื่อพ่ะย่ะค่ะ” ไต้ซือเกาเสียงลูบหัวลูกศิษย์ตัวเองอย่างเอ็นดู เด็กน้อยปรือตาหนักๆ ขึ้นมาคำนับองค์ชายและลู่ถิงอวี่เต็มพิธีการ เรียกรอยยิ้มจากทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี ลู่ถิงอวี่ประคองหลังภรรยาขึ้นรถลาก จากนั้นก็กล่าวขอบคุณและอำลาไต้ซือเกาเสียงอีกรอบจากนั้นก็เดินขึ้นไปนั่งกับภรรยาตัวเอง

ไต้ซือเกาเสียงมองตามรถลากที่ออกไปจากวัดด้วยรอยยิ้มจางๆ ในดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชมและขอบคุณเปี่ยมล้น...

 

การปล่อยวางและการอภัย ไม่เคียดแค้น ไม่เบียดเบียน

แม้จะดูง่ายแต่กระทำได้ยากยิ่ง...

 

องค์ชายใหญ่พระองค์ช่างเป็นคนที่เหมาะสมกับดวงตาที่แสนบริสุทธิ์ดุจดวงดาราคู่นั้นจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ...และเพราะเป็นเช่นนี้สวรรค์ถึงมอบโอกาสให้พระองค์มากกว่าผู้อื่น...

 

“เอาล่ะ...อี๋เหอเจ้ากลับไปสวดมนต์ต่อได้แล้วกระมัง”

“ขอรับท่านอาจารย์” ลูกศิษย์ตัวน้อยรับคำด้วยน้ำเสียงปรือๆ และดวงตาที่ยังคงหลับสนิท ทำเอาท่านเจ้าอาวาสได้แต่ยิ้มจาง หมุนกายกลับไปยังตัวอาราม

 

ข้าเองก็เฝ้ามองและวาดหวังในอนาคต...เช่นเดียวกัน

 

........

 รถลากคันงามจอดนิ่งอยู่หน้าจวนอัครเสนาบดี คุณชายของจวนก้าวลงมาก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ยื่นมือให้ภรรยาคนงามเป็นหลักยึดลงมาจากรถลาก เหล่าข้ารับใช้และองครักษ์ออกมายืนต้อนรับการเนืองแน่นจนเย่ซืออวิ๋นได้แต่ชะงักก่อนจะยิ้มน้อยๆ ออกมา

 

ทุกคนเองก็เป็นห่วงเขา...

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ...” เสียงของอันกงกงที่ตาแดงๆ ทำให้เย่ซืออวิ๋นโถมตัวเข้ากอดกงกงคนสนิทไว้แน่นทันที หมายมั่นในใจว่าจะปกป้องดูแลกงกงของตนมิให้ผู้ใดมารังแก

 

ชาติก่อน...อันกงกงอยู่เคียงข้างเขามาเสมอ...คอยดูแลเขาไม่พอ ยังดูแลถิงอวี่ดูแลตำหนักลั่วสุ่ยแห่งนี้เพื่อเขา

เป็นครอบครัวที่แสนสำคัญอีกคนหนึ่ง

 

“ข้าทำให้อันกงกงเป็นห่วงอีกแล้ว...ขอโทษด้วยนะ ข้าจะไม่ทำอีกแล้วล่ะ...ดังนั้นอันกงกงของข้าต้องมีความสุขมากๆ อยู่กับข้าไปนานๆ ด้วยเล่า” 

อันกงกงลูบหลังองค์ชายใหญ่ของตนอย่างปลอบโยน แย้มยิ้มอย่างยินดีแม้น้ำตาจะไหลอาบแก้มก็ตาม...เห็นองค์ชายใหญ่ไม่กลับจวนโดยไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้าเขาก็เป็นห่วงจนนอนไม่หลับ พออีกฝ่ายกลับมาหากันเช่นนี้ก็วางใจและมีความสุขแล้ว

องค์ชายใหญ่คือสมบัติล้ำค่าที่นายหญิงของตนปกป้องและแลกมาด้วยชีวิต แม้จะดูเป็นความคิดที่อาจเอื้อมเกินไปสักหน่อยแต่สำหรับตนแล้วองค์ชายใหญ่เปรียบเสมือนลูกหลานที่เขาอยากปกป้องดูแล แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็อยากให้องค์ชายใหญ่ของตนมีความสุขยิ่งกว่าใคร

“แค่มีองค์ชายกระหม่อมก็มีความสุขแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงพูดไปก็ยกชายเสื้อซับน้ำตาไม่ด้วย ท่าทางดูไม่ได้จนสาวใช้ทั้งหลายเบือนหน้าหนี พ่อบ้านซุนจี้ถึงขั้นเอาผ้าเช็ดหน้ามาช่วยเช็ดแรงๆ เพราะรู้สึกเสียสายตาไม่น้อย

 

ร้องไห้อันใดน้ำมูกน้ำตาไหลหมดแล้ว!

 

“เอาล่ะๆ ถึงจะเป็นอันกงกงข้าก็หวงนะ” ลู่ถิงอวี่ดึงภรรยามากอดไว้ ส่งสายดุใส่อันกงกงแวบหนึ่ง ทำเอากงกงใหญ่ได้แต่โอดครวญและประท้วงในใจ

 

ข้าน้อยเป็นขันทีนะขอรับคุณชาย! ท่านจะกินน้ำส้มเพราะข้าน้อยมิได้นะขอรับ!

 

“ถิงอวี่ล่ะก็...ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงนะ” องค์ชายใหญ่ยื่นมือแนบแก้มเจ้าของอ้อมแขน ก่อนจะยิ้มหวานให้ทุกคน ทำเอาข้ารับใช้ทั้งหลายรีบค้อมศีรษะลงรับคำขอบคุณและตาพร่ากับรอยยิ้มงามๆ นั่น

รู้สึกเหมือนรอยยิ้มขององค์ชายใหญ่จะงดงามและเปล่งประกายขึ้นกว่าเดิมอีกกระมัง

 

งามล้ำยิ่งกว่าหมื่นบุปผา เนตรสุกสกาวดุจดั่งดวงดารา แย้มยิ้มหนึ่งคราใต้หล้าพลันสว่างไสว

คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย!!

จะมีกี่คนในใต้หล้ากันที่เพียงหนึ่งรอยยิ้มก็ทำให้รอบข้างราวมีความสุขไปด้วยเช่นนี้ได้!

 

เย่ซืออวิ๋นมองไปยังหรงหวันที่ยืนอยู่หน้าสุดในบรรดาองครักษ์ เขายิ้มกว้างให้อีกฝ่ายก่อนจะหัวเราะเพราะถูกลู่ถิงอวี่กอดเอวแน่นขึ้นอย่างหวงแหน เย่ซืออวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองสามีพลางส่ายหน้ายิ้มๆ...

ชาติก่อนหรงหวันสิ้นชีวิตอยู่ที่ตำหนักลั่วสุ่ยนอกวัง...เขาไม่ยอมมีความรักทั้งๆ ที่รักหญิงสาวคนหนึ่งอย่างที่สุด ยอมเจ็บปวดทนมองนางแต่งงานไปกับคนอื่นและปกปักษ์ตำหนักลั่วสุ่ยจวบจนชีวิตของตน แม้จะถูกถิงอวี่หาเรื่องไล่ออกไปไม่เว้นวันก็เถอะ

 

ชาตินี้...เขาเองก็อยากให้หรงหวันมีความสุข ได้เคียงคู่กับสตรีที่อีกฝ่ายรัก...

 

“เขามีสตรีที่ชมชอบแล้ว นางเป็นคุณหนูรองตระกูลไป๋ อวิ๋นไม่ต้องเป็นกังวลหรอก” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเบาๆ ข้างหูภรรยา รู้สึกว่าหรงหวันขัดตาตนไม่น้อย...แต่อย่างไรเสียก็ช่างเถิดเขาปล่อยผ่านไปก็ได้

“นายท่านเข้าวังขอรับ พวกข้าน้อยเตรียมมื้อเช้าไว้ให้องค์ชายและคุณชายแล้ว” พ่อบ้านซุนจี้รายงาน ตอนนายท่านกลับมาบอกว่าองค์ชายและคุณชายจะกลับมาวันนี้พวกเขาก็วิ่งวุ่นจัดเตรียมทำความสะอาดเรือนฝูซิงให้สะอาดยิ่งกว่าเดิม แม้จะทำอยู่ทุกวันก็เถอะ ซ้ำยังกำชับให้พ่อครัวเตรียมอาหารรสเลิศและของดีๆ เอาไว้อีกด้วย “นายท่านแวะมาทำขนมบัวแดงหิมะไว้ให้องค์ชายก่อนเข้าวังด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านพ่อช่างดีกับข้าจริงๆ” พอพูดถึงของอร่อยประจำสกุลลู่เย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกท้องร้องและหิวขึ้นมาแล้วจริงๆ วัดเกาเสียงนั้นทุกคนล้วนกินแต่ผัก แม้จะอร่อยแต่เขาก็ชอบกินเนื้อและขนมด้วยนี่นา อีกทั้งเพราะช่วงนี้มีแต่เรื่องยุ่งๆ เขาก็ไม่ค่อยได้กินขนมบัวแดงหิมะแล้วด้วย 

ลู่ถิงอวี่กอดเอวภรรยาไว้หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเป็นมั่นเหมาะว่าจากนี้ตนจะเข้าครัวฝึกทำขนมบัวแดงหิมะให้บ่อยขึ้น อวิ๋นจะได้ติดฝีมือและชมแค่เขาคนเดียว...หรือไม่ก็หาเรื่องกราบทูลฝ่าบาทให้ช่วยดูแลบิดาตนให้ดีสักหน่อย...

 

ขี้หวงหรือ...ใช่ ลู่ถิงอวี่ยอมรับ

ขายบิดาหรือ...ก็ใช่อีกนั่นล่ะ

อวิ๋นเป็นภรรยาของเขาย่อมต้องชื่นชมเขาที่สุดอยู่แล้ว...

 

“ฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยได้ให้หมอหลวงโจวกับท่านหญิงเซียนเสียงส่งสูตรอาหารบำรุงมาให้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วทั้งสองต้องดื่มให้หมดนะพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงเดินตามหลังทั้งสองคนพลางเอ่ยบอกไปด้วย “มิใช่ของขมๆ แน่นอนพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

รังนกทองคำสีเหลือทองแสนหายาก โสมพันปีหรือกระทั่งไข้มุกหงส์ที่ลือกันว่าเป็นยาวิเศษถูกส่งมาจำนวนไม่น้อย ทำเอาข้ารับใช้ในจวนได้แต่เบิกตาโตและเคร่งเครียดว่าควรนำของล้ำค่าเหล่านี้ไปทำอะไรดี...

“ทำให้เสด็จแม่ทั้งสองเป็นห่วงแล้ว...ถิงอวี่พรุ่งนี้เราคงต้องรีบเข้าวังไปเยี่ยมพระนางทั้งสองแล้วล่ะ”

“พรุ่งนี้คงไม่ได้...” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ มิได้ตอบคำ มองท่าทีเอียงคอยิ้มๆ ของภรรยาอย่างเอ็นดู ก่อนจะจูงมืออีกฝ่ายไปยังห้องอาหาร จากนั้นก็เลิกคิ้วกับบรรดาอาหารมากหน้าหลายตาที่เรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ เขาหัวเราะเบาๆ อย่างจนใจ ปล่อยให้ภรรยาล้างมือ เช็ดมือและคีบอาหารให้ตนอย่างเปี่ยมสุข ดวงตาดอกท้อจ้องมองภรรยาคนงามไปด้วยกินไปด้วย ชมชอบยิ่งนักยามมือขาวๆ คีบอาหารป้อนให้นตนถึงปาก และคุณชายหยกขาวก็อ้าปากกินอย่างว่าง่าย

เหล่าข้ารับใช้ที่นั่งรออยู่นั้นเริ่มมองหน้ากันไปมา ก่อนจะทยอยออกไปทีละคนสองคนเพราะรู้สึกว่าบรรยากาศหวานเกินไปจนพวกเขาที่ยังโสดอิจฉา เหลือเพียงซุนจี้กับอันกงกงเท่านั้นที่สีหน้ายังไม่เปลี่ยนแปลงสมกับเป็นผู้มีประสบการณ์

 

คุณชายมององค์ชายใหญ่ราวกับจะกินแทนข้าวเสียให้ได้!

ดวงตาที่ปกตินั้นหวานอยู่แล้มยามอยู่กับองค์ชายใหญ่ ยามนี้ดูจะหวานล้ำเสียยิ่งกว่าทุกที!

ขนาดอยู่ห่างออกมาเกือบลี้ยังสัมผัสได้เลย!

 

ลู่ถิงอวี่นั่งอ้าปากให้เย่ซืออวิ๋นป้อนเหมือนตนเป็นเด็กๆ บางครั้งเขาก็หยิบตะเกียบป้อนภรรยาและบอกให้เย่ซืออวิ๋นกินเองบ้าง อาหารจำนวนไม่น้อยบนโต๊ะค่อยๆ พร่องลงทีละเล็กละน้อย เย่ซืออวิ๋นดูมีความสุขที่ได้ดูแลสามีของตนเองเช่นนี้ และลู่ถิงอวี่เองก็รู้ดังนั้นเลยตามใจภรรยาไม่หือไม่อือแม้แต่น้อย

“อิ่มยิ่ง” เย่ซืออวิ๋นลูบท้องตัวเองที่ป่องขึ้นมาเล็กน้อยเพราะกินเยอะมากๆ เอนศีรษะพิงไหล่ของลู่ถิงอวี่ “วันนี้ถิงอวี่เองก็กินได้เยอะขึ้นด้วย ข้าดีใจมาก เจ้าจะต้องกินดีอยู่ดี...ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปของล้ำค่าอันใดในคลังข้าจะนำออกมาให้พ่อครัวทำให้เจ้ากินทุกวันเลย”

 

ของล้ำค่าพวกนั้นมีอยู่เยอะมาก มิรู้ว่าจะเก็บไว้ทำไม สู้เอามาบำรุงดูแลถิงอวี่และทุกคนดีกว่า

 

“ข้าตามใจอวิ๋น” ลู่ถิงอวี่มีหรือจะขัดใจภรรยา “แต่เจ้าต้องกินเป็นเพื่อนข้านะ”

“อื้ม...ได้สิ ข้าก็ตามใจถิงอวี่เช่นกัน” เย่ซืออวิ๋นยิ้ม เขาเองก็ไม่ขัดใจสามีของตนเองหรอก ท่าทางที่องค์ชายใหญ่ก็ไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังซึมซับนิสัยน่าหมั่นไส้ของคุณชายหยกขาวบางคนและกำลังกลายเป็นคนคลั่งรักสามีไปแล้วเช่นกันนั้นทำให้ลู่ถิงอวี่อมยิ้มสมใจและเอ็นดู

 

เหตุใดภรรยาของตนถึงได้น่ารักน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้นะ...

 

“อวิ๋นคนดี” ลู่ถิงอวี่กระซิบชมเชยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล จงใจใช้ปลายลิ้นแตะที่ใบหูขาวเบาๆ และหัวเราะออกมาเมื่อรับรู้ว่าคนในอ้อมแขนกำลังสะดุ้ง เขาลุกขึ้นจากนั้นก็ช้อนตัวภรรยาไว้ในอ้อมแขน เย่ซืออวิ๋นรีบคล้องลำคอของลู่ถิงอวี่ไว้ทันทีเพราะกลัวตก ได้แต่กะพริบตาปริบๆ มองสามีตัวเอง “ไม่ต้องเตรียมน้ำไว้เล่า...พวกข้าจะอาบในสระในเรือน” ลู่ถิงอวี่หันไปกำชับอันกงกงและพ่อบ้านซุนจี้

“ขอบคุณมากไปพักผ่อนกันเถิด”

แม้อันกงกงจะยังคงเป็นห่วงองค์ชายของตนและอยากตามไปปรนนิบัติดูแลต่อ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องของสามีภรรยา อีกทั้งขืนเขายังไม่ฟังรับรองคุณชายลู่ได้มีวิธีจัดการที่ไม่น่าจดจำเป็นแน่ ดังนั้นทั้งอันกงกงและพ่อบ้านซุนจี้ก็เลยได้แต่แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามคำสั่ง

ลู่ถิงอวี่อุ้มเย่ซืออวิ๋นและก้าวเดินไปยังเรือนฝูซิงช้าๆ ไม่รีบเร่ง...เขาในชาตินี้แข็งแรงและต่างกับชาติก่อนของอวิ๋นมาก อาจเพราะหยกอุ่นอรุณที่ได้มาตั้งแต่ยังเยาว์ สมุนไพรล้ำค่ารวมถึงการฝึกฝนร่างกายทำให้อาการป่วยดีขึ้นจนแทบจะหายขาดไปแล้ว...

 

ทั้งหมดก็เพราะเมฆางามของตนที่ใส่ใจและดูแลกันมาเสมอ

ชาตินี้เขามิใช่คนอ่อนแอที่ทำอันใดไม่ได้ผู้นั้นอีกแล้ว...แต่สามารถปกป้องดูแล สามารถโอบอุ้มประคองคนที่รักสุดหัวใจไว้ในอ้อมแขนเช่นนี้ได้...

 

“ถิงอวี่...เราจะไปอาบน้ำกันหรือ?” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยถามเบาๆ ช้อนดวงตาแป๋วมองสามีตน มิรู้ว่าเพราะเหตุใดถึงได้รู้สึกว่าถิงอวี่ดูจะหล่อเหลามีเสน่ห์ขึ้นกว่าทุกวัน 

“อาบน้ำนั้นเป็นเรื่องหลังจากนี้” ลู่ถิงอวี่ใช้อีกมือผลักประตูเข้าไปในเรือน เดินตรงไปยังห้องนอนส่วนตัวของทั้งคู่ จากนั้นก็วางภรรยาคนงามไว้บนเตียงและคร่อมทับร่างนั้นไว้ในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว ทำเอาเย่ซืออวิ๋นได้แต่ชะงักก่อนจะกะพริบตาปริบๆ

 

แบบนี้มัน...

 

“เพราะข้ากับอวิ๋นจะต้องมีเรื่องให้เสียเหงื่ออีกหลายชั่วยาม...แต่หากเจ้าอยากอาบน้ำหลายรอบก็มิมีปัญหาหรอก” ดวงตาดอกท้อวาววับ มือก็เริ่มซุกซนไล้ไปตามร่างกายของเย่ซืออวิ๋นจนอีกคนสะท้านเบาๆ ได้แต่แก้มร้อนวาบพลางมองสามีตนเองด้วยดวงตาฉ่ำวาวไปด้วย

“ถะ...ถิง...อวี่...”

 

มองข้าเหมือนจะกลืนกินลงไปเช่นนี้ข้าเองก็เขินเป็นนะ! ถึงจะเริ่มชินแล้วแต่อย่างไรก็ยังเขิน!

 

“คนดี...บอกข้าสิว่าเหตุใดชาติก่อนเจ้าถึงมีข้าเป็นสามีคนเดียวไม่พอ หืม?”

 

มาแล้ว...เรื่องที่เขาพยายามเลี่ยงมาตลอดอีกเรื่อง

และเรื่องนี้ถ้าขืนไม่มีคำตอบดีๆ ให้ล่ะก็...เย่ซืออวิ๋นมั่นใจว่าตนเองนี่ล่ะที่จะเดือดร้อนที่สุด!

 

ดวงตาแป๋วช้อนมองสามีพยาพยามกะพริบตาปริบๆ ออดอ้อน ตีหน้าซื่อตาใสไปด้วย แต่ดูเหมือนคุณชายหยกขาวบางคนจะไม่ใจอ่อนเหมือนทุกที เพราะยังใช้สองแขนคร่อมทับร่างของเย่ซืออวิ๋นไว้ แม้ไม่ได้ไล้มือไปก่อกวนร่างงามเฉกเช่นตอนแรก ทว่าดวงตานั้นก็โลมเลียไปทั่วจนคนถูกจ้องหน้าแดงไปหมด

 

ใช้สายตาได้เก่งกาจเกินไปแล้ว!

 

“คะ...คือ...” เย่ซืออวิ๋นพยายามเค้นสมองของตน ก็ดีใจอยู่หรอกที่ถิงอวี่รู้เรื่องชาติก่อนโดยที่ตนไม่ต้องเล่าให้ฟัง แต่เหตุใดต้องให้รู้ชัดถึงเรื่องที่ตนมีสามสามีสี่อนุด้วยเล่า ถิงอวี่ยิ่งขี้หวงกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก... “ข้าก็แค่...”

 

ชมชอบคนงาม...

 

แต่ประโยคนี้ตนพูดไปได้เสียที่ไหนกันเล่า!

ชาติก่อนข้าไม่น่าหาวิธีไม่ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจจนทำให้ชาตินี้ตนลำบากเลย!...สามีตนขี้หวงถึงเพียงนี้เสียด้วย!

 

“หืม?” ลู่ถิงอวี่เค้นคำตอบอย่างไม่รีบร้อน มุมปากจุดรอยยิ้มที่เย่ซืออวิ๋นลงความเห็นกับตัวเองว่าร้ายกาจเหมือนเสด็จพ่อและบรรดาน้องชายยามวางแผนร้ายสักอย่างยิ่งนัก!

“อะ...เอ่อ ถิงอวี่...หึงหรือ?” ในเมื่อหาคำตอบดีๆ ไม่ได้เย่ซืออวิ๋นก็เลยเปลี่ยนเรื่องเสียเลย แต่ดูเหมือนว่าสามีจะไม่ให้ความร่วมมือเหมือนทุกที เพราะเจ้าตัวใช้มืออีกข้างแตะใบหน้างามเบาๆ ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยริมฝีปากแดงเล่นชั่วครู่ก่อนจะออกแรงเบาๆ แยกริมฝีปากออกแล้วจ้องมองด้วยแววตาวาววับ

“แน่นอนว่าย่อมหึงหวง...แม้จะเป็นเรื่องชาติก่อนข้าก็ไม่สบอารมณ์จริงๆ” ลู่ถิงอวี่เคล้นคลึงกลีบปากแดงช้าๆ มองปลายลิ้นสีสดที่แตะนิ้วเขาเบาๆ นั้นด้วยแววตาฉายชัดถึงความปรารถนา บางอย่างในร่างกายขยับขยายและร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้สิ่งใดมากระตุ้นเลย...

 

แค่เพียงมองอวิ๋น...เขาก็แทบคลั่งเสียแล้ว

 

“แต่ชาตินี้...อือ ข้ามีแค่...เจ้า” เย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนไปหมดได้แต่ตอบเสียงเบา “ชาติก่อนก็รัก...เพียงแค่เจ้า”

 

แม้ข้าจะมีสามสามี่สี่อนุ แต่เพราะดึงพวกเขามาเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากการแย่งชิงอำนาจ ทำร้ายคนเหล่านั้นทางอ้อม...ดูแลเหล่าคนงามอย่างดีเพียงใด

คนที่ข้ารัก...ก็มีเพียงแค่เจ้าคนเดียว

 

“ข้ารักถิงอวี่เพียงคนเดียว...อื้อ!” พูดอธิบายไม่ทันจบ นิ้วของลู่ถิงอวี่ก็ผละไปพร้อมริมฝีปากที่กดทับลงมาอย่างเร่าร้อน กดคลึงกลีบปากของเย่ซืออวิ๋นเบาๆ และยังแทรกปลายลิ้นเข้ามากวาดชิมความหอมหวานข้างในอย่างไม่รู้เบื่อ ผละออกไปและกดทับมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเย่ซืออวิ๋นได้แต่หอบหายใจหนัก แก้มร้อนวาบไปหมด ร่างกายที่แนบชิดกันทำให้เขาสัมผัสได้ถึงบางส่วนที่แข็งแกร่งและร้อนๆ เสียดสีไปกับร่างกายของตนเอง

“คนดี...เช่นนั้นก็ต้องปลอบใจข้ารู้หรือไม่...หืม?” น้ำเสียงไพเราะนั้นคล้ายเสียงมนต์สะกดอันล่อลวง ลู่ถิงอวี่ค่อยๆ ดึงอาภรณ์ของตนเองออกจากร่างชิ้นแล้ว...ชิ้นเล่า เขาชอบนักยามเห็นดวงตากลมโตมองตนอย่างหลงใหล คุณชายหยกขาวใช้แผนชายงามล่อลวงภรรยาตนเอง “ถ้าไม่อยากให้ข้ารื้อฟื้นเรื่องเหล่าคนงามน่าชังของเจ้าในชาติก่อน...เราสองคนร่วมรักกันทุกวันดีหรือไม่? และอวิ๋นก็...อืม...รังแกข้าบ้างดีหรือไม่...หืม?”

“อื้อ...” เย่ซืออวิ๋นยังไม่ได้รับปากอะไรสามีตนเลย ริมฝีปากของลู่ถิงอวี่ก็ทาบทับลงมาแล้วอย่างรวดเร็ว

 

นี่มันการทำให้เขาสมยอมและเห็นด้วยชัดๆ...

ถิงอวี่นี่นะ...

 

แม้จะคิดอย่างระอาใจแต่องค์ชายใหญ่ก็เอียงศีรษะรัมสัมผัสร้อนๆ นั้นอย่างเต็มใจ ริมฝีปากร้อนบดเบียดดูดดุนริมฝีปากแดงอย่างร้อนแรงกว่าเมื่อครู่ ท่ามกลางห้องนอนกว้างเสียงลมหายใจกระชั้นถี่ของทั้งคู่ดังแผ่วเบาคอลเคลียสอดประสานดุจเป็นดั่งลมหายใจเดียวกัน

ลู่ถิงอวี่ค่อยๆ ถอดอาภรณ์บนกายขาวออกไปทีละชิ้น...ทีละชิ้น เขากระทำอย่างเชื่องช้า นุ่มนวล แต่ทำให้เย่ซืออวิ๋นรู้สึกเขินอายไม่น้อย...เพราะทุกครั้งที่เสื้อผ้าหลุดออกไปจากกายเขาหนึ่งชิ้น ดวงตาดอกท้อคู่นั้นก็มองมาอย่างเร่าร้อนจนทำอะไรไม่ถูก ยามเสื้อผ้าชิ้นสุดท้ายหลุดออกจากร่างก็เผยให้เห็นผิวขาวเปลือยเปล่า...ยามสายเช่นนี้ยังสว่างอยู่มาก แสงแดดที่สาดส่องมาผ่านร่องประตูและหน้าต่างเกิดเป็นแสงเราอันแสนงดงามที่ทำให้ร่างนี้เปี่ยมเสน่ห์น่าสัมผัส

 

ดูราวเทพเซียนตกสวรรค์ที่ถูกแต่งแต้มด้วยราคะจากฝีมือมนุษย์...

.

.

………….

CUT

………….

.

.

 

ลู่ถิงอวี่ล้มตัวลงนอนข้างร่างเย่ซืออวิ๋น จากนั้นก็ดึงร่างภรรยาคนงามมากอดไว้แน่น พรมจูบข้างขมับอย่างเอาใจใส่และรักใคร่ ราวยวนยางคลอเคลียคู่ของมัน

“แฮ่กๆ....” เย่ซืออวิ๋นนอนหอบหายใจอยู่ข้างๆ สามีของตนเอง กระชับอ้อมแขนกอดสามีของตนแน่นขึ้นเช่นกัน “ถิงอวี่...จะไม่ถามเรื่องสามีและอนุของข้าในชาติก่อนแล้ว...จริงๆ นะ”

 

เขาเหนื่อยขนาดนี้แล้วถ้าหากถิงอวี่ยังแกล้งกันอีกคราวนี้จะฟ้องเสด็จพ่อ ฟ้องท่านพ่อ และทุกคนจริงๆ ด้วย!

 

ลู่ถิงอวี่เกลี่ยเส้นผมชื้นเหงื่อของเย่ซืออวิ๋นเล่นก่อนจะยิ้มกว้าง “ได้...แต่อวิ๋นเองก็สัญญาแล้วนะว่าจะร่วมรักกับข้าทุกวัน...และจะรังแกข้าเช่นที่ข้าสอนเจ้าไปด้วย”

เย่ซืออวิ๋นแก้มร้อน งับซอกคอสามีขี้แกล้งของตนเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักด้วยความเขินอาย...ไม่อยากบอกหรอกว่าเขาก็พอใจเช่นกันที่ทำให้ถิงอวี่เป็นเช่นนั้นได้เพราะตนน่ะ

“ไปอาบน้ำกันดีกว่า...” ลู่ถิงอวี่ลุกขึ้นก่อนจะช้อนตัวภรรยาคนงามไว้มาอุ้มไว้ในอ้อมแขน ก้าวเดินไปยังห้องอาบน้ำของทั้งคู่ น้ำขาวขุ่นจากช่องทางรักของเย่ซืออวิ๋นไหลลงมาอาบขาเรียวทำให้ดวงตาดอกท้อวาววับขึ้นมาอีกรอบ และเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกได้เลยเงยหน้าขึ้นมองคนอุ้มด้วยแววตาดุๆ

“ถิงอวี่...ห้ามแล้วนะ ข้าเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว...”

“มิใช่มีของบำรุงล้ำค่าเตรียมไว้ให้พวกเราสองคนอยู่แล้วหรอกหรือ” ลู่ถิงอวี่ยิ้มหวาน ก้าวลงสระน้ำอุ่นพร้อมๆ กับร่างของเย่ซืออวิ๋น “ข้าเองก็ยังรังแกอวิ๋นไม่ครบจำนวนครั้งที่บอกไว้เลยนะ...หึๆ...เอาล่ะไม่แกล้งเจ้าแล้วคนดี” ลู่ถิงอวี่ถูกกัดไหล่เอาอีกรอบจนได้แต่ยอมตามใจภรรยา...เขาเองก็หมดแรงแล้วเช่นกันนั่นล่ะ ใครให้อวิ๋นยั่วกันถึงเพียงนี้เล่า สติและความอดทนของเขาก็มลายหายไปหมดน่ะสิ

ลู่ถิงอวี่วักน้ำในสระขึ้นมาลูบไล้ผิวกายขาวที่เต็มไปด้วยรอยแดงจากฝีมือตนเบาๆ แล้วบีบนวดให้เย่ซืออวิ๋นไปด้วย เย่ซืออวิ๋นก็ทำเช่นเดียวกันให้ลู่ถิงอวี่ สองสามีภรรยาคลอเคลียกันในสระน้ำเกือบสองเค่อก่อนจะเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่และกลับมายังห้องนอน ยามเห็นสภาพเตียงแล้วทั้งคู่ก็ได้แต่หัวเราะออกมาอย่างจนใจ...สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนไปนอนห้องรับรองแขกจนได้

 

โอบกอดกันไว้...ในอ้อมแขนของกันและกัน

สอดประสานรวมกายเป็นหนึ่งเดียว ดุจลมหายใจเดียวกัน

เป็นสามีภรรยาที่ไม่มีวันแยกจากอีกเป็นครั้งที่สอง

 

อดีตบรรจบปัจจุบัน...รักแท้ที่หวนกลับคืนมา

 

……….

 

ในเด็กดีไม่ทันเที่ยงคืนจนได้ค่ะ งือออ เพราะต้องตัดฉากคัทออกด้วย…ฉากที่หายไปทุกคนสามารถหาอ่านได้ใน ReadAwrite นะคะ เสิร์ชชื่อเรื่องได้เลยค่าา…อย่าลืมไปอ่านกันน้าแล้วจะรู้ว่าพี่ลู่กับน้องอวิ๋นร้อนแรงมากๆ เลยล่ะค่ะ ว่าคืนแต่งงานคุณชายลู่เขาร้ายแล้วตอนเขาหึงเรื่องสามสามีสี่อนุน้องในชาติก่อนก็ร้ายกว่าเดิมอีกค่ะ ^_^ เดี๋ยวลงในบ็อกและปักหมุดไว้ที่ทวิตอีกทางหนึ่งด้วยนะคะ 

ฉากคัทตอนนี้ค่อนข้างยาว คุณชายหยกขาวของเราก็ไม่ได้ใสด้วยนะคะ พี่เคยปฏิบัติแต่ทฤษฎีพี่เต็มเปี่ยมนะเออ น้องอวิ๋นก็ชอบยั่วสามีด้วย...ก็เลย...^_^

แต่จริงๆ แล้ว...เร่าร้อนสุดในรุ่นเด็กๆ น่าจะเป็นพ่อคนหน้านิ่งเขานะคะ ผู้ชายแก็งค์นี้ร้ายๆ กันทุกคนนั่นแหละค่ะ ^_^

เพราะตอนหน้าอาจจะเครียดเล็กน้อย ตอนนี้เลยพยายามเอาความหวานมาส่งก่อน ชดเชยสองตอนก่อนหน้าที่ขมไปด้วย 

วันนี้มาดึกมากๆ เพราะสภาพร่างกายนี่แหละค่ะ ยังไงทุกคนก็อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยน้าาา พักผ่อนเยอะๆ นะคะ ขอบคุณที่เป็นห่วงเราน้าาาา

 

สำหรับวันนี้...ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.313K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,284 ความคิดเห็น

  1. #4167 R one J (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 13 เมษายน 2564 / 21:17
    อืม เรื่องนี้เฮียลู่เป็นสนามอารมณ์คนอ่านและบรรดาพี่น้องขององค์ชายใหญ่สินะ แต่ดูเหมือนจะส่งไม้ต่อให้ดาบราชวงศ์ซะแล้ว😅
    ดาบ:อย่าเห็นฉันเป็นสนามอารมณ์~~
    #4,167
    0
  2. #4152 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 23:48
    เห็นเค้ารักกันก็ดีแหละแต่ร้องไห้จนน้ำตาหมดแล้วจ้าาา ปล.สงสารน้องดาบอะ
    #4,152
    0
  3. #4090 Je t'aime♤ (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 3 เมษายน 2564 / 21:54
    ร้องไห้เหมียนหมาเลยฉัน เหมือนจะตาย ทรมานมาก สงสารน้อง สงสารทุกคน แต่ชาตินี้มีความสุขก็ดีแล้ว ดีแล้วจริงๆ ไม่ทรมานแล้วนะ
    #4,090
    0
  4. #3893 HYUNPARK (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 18 มีนาคม 2564 / 04:34
    จากนี้ไปเจ้าตัวน้อยของเสด็จพ่อสามรถมีความสุขได้อย่างเต็มที่สักทีนะ เพราะได้ปลดล็อกทุกสิ่งอย่างที่ค้างคาจากชาติก่อนไปหมดแล้ว จากนี้ไปก็มุ่งสู่อนาคตไปด้วยกันอย่างมีความสุขเถอะนะ มุ่งสู่อนาคตที่มีทุกคนอยู่ด้วยกันแบบนี้
    #3,893
    0
  5. #3829 ความกาวในตัวคุณ (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 00:55
    ใดๆคือสงสารดาบมากค่ะ 555 อะไรๆก็ส่งไปเป็นเศษเหล็ก สงสารรร
    #3,829
    0
  6. #3663 PeRdIx (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 / 11:32
    อยากอ่านพ่อหน้านิ่งแล้วววว
    #3,663
    0
  7. #3648 o-rianna2 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 11:23
    ขอบคุณมากๆค่ะคูมไรท์ นิยายเรื่องนี้ย้ายเขาไปในนิยายที่ดีที่สุดในปีนี้ของเราแล้ว
    #3,648
    0
  8. #3647 ZVKIKI (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:53
    โอ้ยยย ตื่นเช้ามาแล้วเจอว่าไรท์มาอัพ มันเมดมายเดย์มากค่ะ ฟินกระอักเลือดแต่เช้า ไรท์ทำรีทหน้าแดงไปหมดแล้วค่ะแงงง ncยาวจุใจมาก เลือดจะหมดตัวแล้ว55555555555//ยังย้ำคำเดิมว่า คุณไรท์อย่าลืมรักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ เป็นห่วงเสมอค่ะ
    #3,647
    0
  9. #3646 Bow_01 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:10
    ดีจังที่ทุกคนมีความสุข
    #3,646
    0
  10. #3645 pcard (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 09:48
    งุ้ยยยย คุณชายเค้ารักมากก็หึงมากอ่าเนอะ ☺️☺️
    #3,645
    0
  11. #3644 Lalaland332221 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:52
    รอออออออ
    #3,644
    0
  12. #3643 panxxdalin (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:39
    กรี๊ด อยากอ่านพ่อหน้านิ่งเลยค่าาาาา กรี๊ดด เมนหนู
    #3,643
    0
  13. #3642 unlock ME (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:10
    ขอหลบไปเตรียมใจแปป น่าจะขมเบาๆแบบพอ/ไหวรึเปล่าคะคุณไรท์
    #3,642
    0
  14. #3641 p_ice (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 05:01

    เอาละ ฉันพร้อมรับความเครียดในตอนต่อไปแล้ว จัดมาเลย!
    #3,641
    0
  15. #3640 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 04:30

    โอ้ยยยย ชั้นล่ะอยากได้คู่หยวนหยางแบบเน้!!!!

    #3,640
    0
  16. #3639 Type_Toys (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 04:17

    หายไวนะคะไรท์

    อย่านอนดึกมากนะคะ
    #3,639
    0
  17. #3638 66Kg (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:47
    อี๋เหอคือใครหรอ แบบมีบทบาทอะไรในตอนอดีต หรือว่าเราอ่านข้ามไปนะ หรือว่ากำลังจะมีบทบาทในตอนต่อๆไป แต่รู้สึกเอ็นดูยังไงก็ไม่รู้ 55555
    #3,638
    0
  18. #3637 SaGuyLine1997 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:22
    ราตรีสวัสดิ์ค่าา พักผ่อนเยอะๆนะคะ
    #3,637
    0
  19. #3636 kittip589 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:20
    เดินวนรอตอนหน้าเลยครับ บอกว่าเครียดด้วย!! ทำใจไว้แล้ว!
    #3,636
    0
  20. #3634 kikkpstpk (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 / 14:26
    ไรท์สู้ๆนะค้าบบ
    #3,634
    0
  21. #3633 kikkpstpk (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 / 14:26
    เด็กที่อยู่กับไต้ซือนี่ใครอ่ะข้องใจมากฮือออ
    #3,633
    0
  22. #3632 Plang2503 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 / 16:31
    รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
    #3,632
    0
  23. #3631 RTan (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 / 13:45

    หมดดราม่าสักที เย้ ร่้องไห้จนน้ำจะท่วมวังหลวงแล้ว

    #3,631
    0
  24. #3630 mothergod (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:23
    หายป่วยไวๆนะคะคนเขียน รักษาสุขภาพด้วยนะคะะ สุขภาพมาก่อน!
    #3,630
    0
  25. #3629 CCsweet (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:01
    อบอุ่นมากเลยค่ะ ชอบฉากของวัดมากๆ ขอให้ไรท์หายไวๆนะคะ
    #3,629
    0