ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 48 : 四十一 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 十四 ย้อนอดีต (๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,480
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,067 ครั้ง
    14 ก.พ. 64

 

ย้อนอดีต

 

ละอองหิมะโปรยปรายลงมาอย่างแช่มช้า อ้อยอิ่ง...ละอองหิมะเยียบเย็นยิ่งทำให้บรรยากาศเย็นชามากขึ้นกว่าเดิม ดวงตาคมกริบบวมช้ำที่คลอไปด้วยน้ำตา และบางส่วนก็ไหลออกมาอาบพระพักตร์หล่อเหลา พระหัตถ์หนาที่กำด้ามดาบนั้นสั่นไหว ยิ่งเห็นร่างคนถูกทำร้ายนั่นสะท้านเฮือก มือใหญ่ที่จับดาบนั้นแม้จะสั่นไหวเพียงครู่ก็พริบตาเดียวก็กลับมามั่นคงและดึงดาบออกเบาๆ ราวกับไม่อยากทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดไปมากกว่านี้ ทว่าร่างงามนั้นกลับสะท้านเฮือกอีกครั้ง เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงและทรุดร่างลง...สิ้นใจไปทั้งอย่างนั้น

เย่เทียนหลงดึงดาบออกมา...หยาดโลหิตสาดกระจาย เปรอะเปื้อนร่างที่เคยถูกกล่าวขานว่างดงามไม้แพ้ผู้ใด พระเนตรคมกล้าเองก็เต้นเร่าไปด้วยความเจ็บปวด จนตอนนี้มือใหญ่นั้นยังคงสั่นไม่หยุดอยู่เลย

 

มันเจ็บ...จนไม่อาจสรรหาถ้อยคำใดมาบรรยายได้

 

ดวงตาคมมองร่างที่แม้จะสิ้นชีพแล้วใบหน้านั้นก็ยังคงงดงามมิเปลี่ยนแปลง ดวงตาที่เคยสุกสกาวดุจดวงดาราเบิกโพลงด้วยความเจ็บปวดและความไม่เข้าใจ ราวมีเรื่องติดค้างในใจมากมาย...จนตายตาไม่หลับ

 

เพราะเจ้ายังคง...เป็นห่วงที่เห็นข้าร้องไห้เสียใจ...

เจ้าช่างอ่อนโยนและโหดร้ายเสียเหลือเกิน...เด็กน้อย

 

“ฮะๆๆๆ ฮะๆๆ! สะใจข้ายิ่งนัก! อ๊ากกก!!” เสียงหัวเราะของฉินเซ่าเจ๋อดังลั่นมาอย่างสะใจ ทว่าถูกศรนับสิบยิงใส่และถูกกระบี่ในมือเย่เฟิงเข้าจู่โจม 

เย่เทียนหลงมิได้สนใจสถานการณ์ทางด้านนั้น วรกายสูงใหญ่สั่นเทิ้มย่อกายลงอย่างไม่สมฐานะฮ่องเต้ มือใหญ่ยื่นไปปัดผ่านดวงตาคู่งามลงช้าๆ อย่างอาลัย ก่อนจะไล้ใบหน้าขาวแผ่วเบา...ความไม่เชื่อ ความสงสัย ความรู้สึกผิด ความเจ็บปวดรวดร้าวสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นก่อนสิ้นลมจากไป ความรู้สึกเหล่านั้นเต้นเร่าอยู่ในใจของเขาด้วยเช่นกัน หยาดน้ำอุ่นๆ ค่อยๆ ไหลจากดวงตาเปรอะเปื้อนใบหน้างามของคนตาย

 

เจ้าขอให้ข้าสังหารเจ้า...โดยไม่คิดถึงใจข้าเลยเย่ซืออวิ๋น

 

แม้ระหว่างพวกเราหาได้มีสัมพันธ์ของพ่อลูก แต่ระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมานั้นก็ยังมีความผูกพัน...อย่างน้อยข้าก็คิดว่าเจ้าเป็นบุตรชายของข้าคนหนึ่งจริงๆ...แต่ระหว่างพวกเราอาจจะผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น

เย่เทียนหลงไม่ชอบฉินฉางเล่อ เกลียดสกุลฉินและเย็นชากับเย่ซืออวิ๋น...คนที่เขารู้ตั้งแต่แรกว่าหาใช่บุตรชายของตน แล้วเหตุใดเขาต้องไปใส่ใจดูแลด้วยเล่า เด็กน้อยเองก็หวาดกลัวและไม่กล้าเข้าหาเขาเช่นกัน...

 

เราต่างคนต่างมีกำแพงขวางกั้นระหว่างกัน...

แต่บัดนี้...

 

เจ้าไม่อยู่แล้ว...

 

เด็กน้อยคนนั้นที่ข้าทำผิดด้วยและวาดหวังจะชดเชยให้เจ้า...ไม่อยู่แล้ว ซ้ำยังทิ้งบาดแผลอันใหญ่หลวงไว้ในใจเขาด้วย...

 

เจ้าขอให้ข้าสังหารเจ้าโดยที่ไม่คิดถึงใจข้าเลย! หรือเพราะเจ้าคิดจริงๆ...ว่าข้าหาใช่บิดาแล้วจะไม่เสียใจยามเจ้าอยากไปเช่นนั้น หรือเพราะเจ้าคิดว่าต่อให้ข้าเสียใจก็คงไม่นาน!

 

ถึงได้เอ่ยขอ...ประโยคที่ฆ่าข้าทั้งเป็น!

 

แต่ในฐานะฮ่องเต้ และในฐานะบิดาที่ไม่เคยทำหน้าที่บิดา...ถ้าหากไม่ทำแล้ว เด็กที่อ่อนโยนเช่นเจ้าคงจะเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิมเป็นแน่ แม้จะทำให้เจ้าเจ็บปวดไว้มากมาย...แต่ข้าก็อยากชดเชยให้เจ้า อยากทำเพื่อเจ้าในฐานะบิดาบ้าง...

 

ทว่าสายไปเสียแล้ว...

ทุกอย่างสายไปจนไม่อาจหวนคืนได้อีกแล้ว

 

หยาดน้ำอุ่นๆ ค่อยๆ ไหลจากดวงตาคมกล้า..อัสสุชลที่ไม่เคยปล่อยให้ไหลออกมาจากคนที่เคยแข็งแกร่งและแน่วแน่อยู่เสมอ ทว่ายามนี้หยาดน้ำเหล่านั้นกลับไหลลงมาเรื่อยๆ...เปรอะเปื้อนใบหน้างามของคนตาย 

 

น้ำตาแห่งความอาลัย ความรู้สึกผิด...ความเจ็บปวดเสียใจที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้

 

เจ้าถามข้าว่าเหตุใด...หาใช่เพราะเหตุใดที่ข้าทำเช่นนั้น...

แต่เป็นเพราะเหตุใดข้าถึงร่ำไห้สินะ ช่างเป็นประโยคก่อนตายที่ทั้งอ่อนโยนและโหดร้ายกับข้า...เจ้าเด็กน้อย...จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตเจ้าก็ยังเป็นเจ้าที่ใจดีไม่เปลี่ยนแปลง

 

มือใหญ่ช้อนร่างที่เริ่มเย็นชืดขึ้นในอ้อมแขน... ก้าวเดินออกไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมลุกไหม้ไม่หยุด ทะเลเพลิงผสานไปกับทะเลเลือดดูน่ากลัวไม่น้อย ละอองหิมะในเหมันต์ฤดูค่อยๆ โปรดปรายลงมาไม่ขาดสาย 

 

ราวกับผืนฟ้าเองก็อาลัยแด่การลับฟ้าของเมฆางาม...การจากไปที่ไม่อาจหวนกลับได้อีก

 

“เย่เฟิง...จัดการที่เหลือทั้งหมดด้วย” เย่เทียนหลงไม่ได้สนใจสภาพของฉินเซ่าเจ๋อนั้นแม้แต่น้อย รวมถึงเสียงหัวเราะเสียดแทงนั่นด้วย

 

ฉินเซ่าเจ๋ออยากให้เขาทรมานเจียนตาย...และใช่...สกุลฉินทำสำเร็จแล้ว

บัดนี้ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่เช่นตนทรมานเจียนตายจริงๆ!

 

องค์ชายรัชทายาทหลุบตามองพระบิดาที่ราวกับแตกสลายไปแล้วนั้นด้วยแววตาหนักใจยิ่งนัก...การจากไปของเสด็จพี่ใหญ่นั้นมิได้แค่ทำให้เสด็จพ่อเสียพระทัย แต่ยังรวมถึงอีกหลายๆ คนด้วย...มือใหญ่ของเขาเองก็สั่นเทา ภาพที่เห็นอีกคนจากไปยังคงติดตา เต้นเร่าในความรู้สึก

 

เขาเองก็ไม่ยินดีกับการจาไปครั้งนี้เช่นกัน

 

“พ่ะย่ะค่ะ”

แต่ต่อให้เจ็บปวดร่างไรเรื่องต่อจากนี้เขาจะจัดการต่อเอง....ในฐานะองค์ชายรัชทายาทและในฐานะน้องชายของเสด็จพี่ใหญ่ผู้ล่วงลับไปแล้วผู้นั้น

“พี่รอง” เย่หานกระโดดลงมาจากหลังคา เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและยอมรับว่าสะเทือนใจไม่น้อยกับภาพที่เห็น...แม้จะไม่ได้มีความผูกพันกันในฐานะพี่น้องเท่าไหร่

 

แต่ก็ไม่ยินดีที่อีกฝ่ายจากไป...และขอบตามันก็อดร้อนผ่าวจนต้องปล่อยให้น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจนได้

 

“สกุลฉินและคนทั้งหมดที่ร่วมมือด้วยที่หนีออกไปนอกเมืองหลวง...ยกให้เป็นหน้าที่เจ้ากับน้องสามได้หรือไม่น้องสี่”

“ข้าจะไปบอกพี่สาม ไม่ต้องห่วง...ทางนี้ก็ฝากท่านด้วย” เย่หานมองแผ่นหลังของพระบิดาเพียงครู่ ก่อนจะเร้นกายออกไปสั่งการ

เย่เฟิงถอนหายใจเบาๆ มือใหญ่ยกขึ้นส่งสัญญาณและนิ่งค้างไว้เช่นนั้น ฉินเซ่าเจ๋อที่สภาพดูไม่ได้นั้นซบอยู่กับพื้นด้วยท่าทีน่าสมเพช แหงนหน้าหัวเราะสะใจราวคนเสียสติไปแล้ว

“เจ้าอยากทำให้เสด็จพ่อเสียพระทัย จนแม้กระทั่งสังเวยชีวิตของบุตรชายเจ้าเอง...ฉินเซ่าเจ๋อเจ้ามันไม่ใช่คน” นานๆ ครั้งเย่เฟิงจะประณามผู้อื่นด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามเช่นนี้

“ขะ...ข้า ทำให้มัน...เกิดมา!” ฉินเซ่าเจ๋อสำลักโลหิต ทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลสาหัส แต่ดวงตานั้นยังคงแฝงไปด้วยความเดียดฉันท์

“เจ้าก็เป็นได้แค่นั้น” เย่เฟิงยกมือลง ร่างสูงหมุนกายกลับและหายลับไปท่ามกลางละอองหิมะสีขาวที่โปรยปรายลงมาอย่างแช่มช้า เปลวเพลิงที่ลุกไหม้เริ่มมอดดับลงเรื่อยๆ 

 

ฟึ่บ! ฉึก! ฉึก!

 

ยามแผ่นหลังขององค์ชายรัชทายาทหายลับพันศรที่อยู่บนหลังคาก็โจมตีร่างของฉินเซ่าเจ๋อเป็นจุดเดียว!

ตายเพราะพันศรทะลวงร่าง!! กระทั่งตา...ยังตายตาไม่หลับ!!

 

“เสด็จพี่ใหญ่ของข้า...จากไปด้วยชื่อของสกุลเย่ต่อให้เป็นวิญญาณก็ยังเป็นคนของสกุลเย่ และจะได้รับการฝังพระศพอย่างสมเกียรติที่สุดในสุสานของราชวงศ์...เขาหาใช่คนสกุลฉิน ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับพวกเจ้าแม้แต่น้อย!”

“องค์ชายรัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ...” องครักษ์ลับคุกเข่าลงรอรับคำสั่ง

“เก็บกวาดทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนจะโยกย้ายประชาชนทั้งหมดกลับมา” ดวงตาคมแหงนมองท้องฟ้า...ราตรีกาลเริ่มถูกแสงอรุณของวันใหม่สาดส่องเข้ามาเรื่อยๆ...แสงสีทองอำไพแต่งแต้มขอบฟ้าช้าๆ ต้องละอองหิมะสีขาวโพลนนั้นอย่างงดงาม

 

ราวเป็นการเริ่มต้นใหม่...

 

ร่างสูงกำยำที่อุ้มร่างเย็นชืดไว้ในอ้อมแขน ดวงตาคมหลุบตามองร่างที่แน่นิ่งไปแล้วนั้น กล่าวเสียงเบาทว่าเจ็บปวดนัก

“ข้าจะฝังศพเจ้าอย่างมีเกียรติ...ซืออวิ๋น

 

ในฐานะฮ่องเต้และในฐานะบิดา...

เพื่อชดเชยให้เจ้าเด็กน้อย...แม้มันจะไม่พอและสายเกินไปก็ตาม

 

เย่ซืออวิ๋นในร่างโปร่งแสงมองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นพร้อมหยาดน้ำที่ไหลลงมาจากดวงตาไม่หยุด ละอองแสงมากมายลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบๆ ตัว เขายกมือปิดหน้าอย่างเสียใจ สะอึกสะอื้นจนร่างกายสั่นเทิ้ม

 

เขาเสียใจและปวดใจจนไม่อาจเอ่ยเอื้อนออกมาได้

เคยคิดว่าตนจากไปแล้วจะไม่มีใครเสียใจ ไม่มีผู้ใดอาลัยเพราะความผิดมากมายที่ตนทำไว้...แต่แท้จริงแล้วมีคนมากมายเสียใจกับการจากไปของตน...

 

และเขาเองก็ยังทิ้งบาดแผลเอาไว้ให้ผู้คนไม่น้อย...

 

ยิ่งคิดเย่ซืออวิ๋นก็ยิ่งสะอื้นหนักขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายสั่นเทิ้มจนไม่อาจยืนอยู่ได้ ร่างโปร่งแสงนั้นทรุดลงร้องไห้กับพื้นเสียงดังลั่นเพราะอย่างไรเสียก็ไม่มีผู้ใดเห็นไม่มีใครได้ยิน

จากนั้นร่างของเย่ซืออวิ๋นก็หายวับไปปรากฏอยู่อีกที่...หน้าตำหนักลั่วสุ่ยนอกวัง!

 

......

 

“คุณชาย! คุณชายขอรับอย่าออกไปเลยขอรับ!”

“ใครก็ได้ ห้ามคุณชายไว้ที”

เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายหน้าตำหนักลั่วสุ่ย บรรดาบ่าวไพร่ทั้งหลายพากันห้ามปรามร่างชุดขาวที่พยายามลุกขึ้นจากเตียงด้วยสภาพอ่อนระโหยโรยแรง หมอหลวงโจวที่คอยรักษาให้อยู่จนปัญญาจะห้าม ปวดหัวจนแทบจะเป็นลม เพราะห้ามอย่างไรก็ห้ามลู่ถิงอวี่ไม่ได้

“ปล่อย...ปล่อยข้า!” ลู่ถิงอวี่ปัดมือบรรดาองครักษ์ทั้งหลายออก เขาย่างเท้าอย่างอยากลำบากทุกครั้งที่เหยียบย่างราวมีเข็มนับร้อยพันทิ่มแทงไปทั่วร่าง แขนเสื้อนั้นเปื้อนหยาดโลหิตเป็นดวงๆ และยิ่งพูดเลือดก็ยิ่งไหลรินออกมาจากริมฝีปากแห้งผากนั่น “ข้าจะ...ไป”

“คุณชายขอรับ...ได้โปรดไปพักเถิดขอรับ” อันกงกงเอ่ยปากปราม เพราะไม่อาจทนมองสภาพเช่นนี้ของคนที่องค์ชายใหญ่รักถนอมที่เป็นเช่นนี้ได้

“อันกงกง...เขา...เขาเล่า” ลู่ถิงอวี่เอ่ยอยากลำบาก ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งเจ็บและหอบหายใจถี่ขึ้น ต้องยกชายเสื้อมาบังไว้...และชายเสื้อที่เปื้อนคราบโลหิตนั้นก็ยิ่งเปื้อนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม “เขาอยู่...ไหน”

“องค์ชายยังไม่กลับมาขอรับ” อันกงกงรีบเข้าไปประคองร่างของลู่ถิงอวี่ กงกงใหญ่ประจำตำหนักเองก็จนปัญญาแล้วเช่นกัน เพราะมือของเขาเองก็ถูกปัดออก ร่างของลู่ถิงอวี่ซวนเซไปมาจนต้องจับราวระเบียงเอาไว้

“หิมะตกประเดี๋ยวคุณชายจะไม่สบายเอานะขอรับ...” สภาพร่างกายเช่นนี้ควรพักผ่อนดีๆ เสียมากกว่า ถ้าหากต้องความเย็นของหิมะหนักๆ จะไม่สบายมากขึ้นกว่าเดิม

“ไม่...” ลู่ถิงอวี่หอบหายใจ ดวงตาดอกท้อเฉียบคมกราดมองทุกคนที่ขวางทางด้วยสายตาเยียบเย็น แผ่นอกสะท้านขึ้นลงแรงๆ ก่อนจะยิ่งเบิกตาโตขึ้นยามเห็นร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งเดินเข้ามาภายในตำหนัก แสงสีทองเริ่มฉาบขอบฟ้าบ่งบอกว่ารุ่งอรุณกำลังมาเยือนในไม่ช้า...

ร่างสูงนั้นแม้จะยืนย้อนแสง แต่ลู่ถิงอวี่กลับเห็นชัดตาว่าเขากำลังอุ้มร่างของใครบางคนมาด้วย...ดวงตาดอกท้อนิ่งงัน...เบิกตากว้างจากนั้นก็สั่นระริกวูบไหวอย่างทรมาน

วรกายสูงใหญ่ที่ทำให้บรรดาองครักษ์รวมถึงข้ารับใช้ทั้งหมดภายในตำหนักทั้งหมดคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพียง...ยกเว้นลู่ถิงอวี่เพียงคนเดียวที่ยืนนิ่งราวสติหลุดออกไปจากร่างเสียแล้ว

ดวงตาดอกท้อคู่นั้นเบิกกว้าง...จับจ้องเพียงร่างในอ้อมแขนของฮ่องเต้เย่เทียนหลงเพียงคนเดียว...ราวกับกลัวว่าถ้าหากกะพริบตาแล้วคนผู้นั้นจะหายไป

 

ตึก!

ตึก!

ตึก...

 

เสียงฝีเท้าย่ำลงบนหิมะ เหมือนเสียงหัวใจของลู่ถิงอวี่ที่กำลังเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว...เขาส่ายหน้าปฏิเสธไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น...กับภาพที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ...

ละอองหิมะยังคงพร่างพราวลงมาอย่างไม่ขาดสาย...ดูแช่มช้าอ้อยอิ่งทว่าเย็นชายิ่งนัก สีขาวโพลนของหิมะยิ่งทำให้รู้สึกหงอยเศร้า

“ไม่...ไม่...จริง” ดวงตาดอกท้อวูบไหว ร่างทั้งร่างทรุดลงบนผืนหิมะเย็นเยียบ...ความเย็นของหิมะไม่ได้ทำให้รู้สึกเย็นเท่าที่หัวใจ...

 

เหมือนมันจะหยุดเต้นไปเสียแล้ว...

 

“ได้โปรด...บอกกระหม่อม...ว่ามัน...ไม่จริง” ลู่ถิงอวี่เอ่ยอ้อนวอนอย่างเจ็บปวด ร่างกายสั่นระริก พยายามที่จะลุกขึ้น ทว่าร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรงจนไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้ ดวงตาสะท้อนภาพร่างงดงามที่นิ่งสนิทอยู่ในอ้อมแขนของฮ่องเต้ หน้าอกนั้นราบเรียบไร้ลมหายใจเข้าออก แน่นิ่งและคล้ายจะแข็งตัวไปแล้ว...

 

เขาภาวนาให้อีกคนแค่หลับ...แค่หลับใหลไปและอีกไม่นานก็จะตื่นขึ้นมา

ตื่นมารับฟังคำตอบที่เคยถามเขาไว้...ให้เขาได้บอกความจริง ได้อธิบายเรื่องราวต่างๆ...

 

“เขาไปแล้ว...” สุรเสียงสั่นเครือตรัสเรียบๆ แต่กลับทำให้ดวงตาดอกท้อของลู่ถิงอวี่เบิกกว้างกับความจริงที่นายเหนือหัวแห่งแว่นแคว้นมอบให้ อันกงกงที่วิ่งมาเมื่อได้ยินคำกล่าวนั้นก็เบิกตากว้างราวสติออกจากร่าง เป็นลมล้มตึงไปทั้งอย่างนั้นจนข้ารับใช้คนอื่นต้องรีบมาดูแล บรรดาสามสามีสี่อนุขององค์ชายใหญ่เองก็รีบมาก็ต่างแน่นิ่งไปกับที่แล้วเช่นกัน...

 

การจากลาที่ไม่นึกไม่ฝัน...และไม่ทันได้เตรียมตัว

มันมาอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครเตรียมตัวได้ทัน

 

“อึก...อา...แฮ่กๆ!” ลู่ถิงอวี่ที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่กับพื้นหิมะ คืบคลานอย่างยากลำบาก กระดูกทั่วร่างร้าวและเจ็บปวดยิ่งนัก มือพยายามไขว่คว้าหาร่างคนในอ้อมแขนของเย่เทียนหลง...

สภาพเช่นนั้นของคุณชายหยกขาวที่เคยสง่างามเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าที่หมดสิ้นไร้สภาพนั้นชวนให้ผู้คนปวดใจยิ่งนัก

 

ทั้งปวดใจและสงสาร

 

เย่ซืออวิ๋นในร่างโปร่งแสงที่วิ่งมาประคองลู่ถิงอวี่แต่ร่างกลับทะลุผ่านไปเสียดื้อๆ เขาได้แต่กลั้นสะอื้น มองตามลู่ถิงอวี่ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ไปตามผืนหิมะ ทิ้งรอยลากยาวชวนปวดใจ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลออกมาไม่หยุด...ปวดใจและทรมานจนแทบจะหายใจไม่ออก

 

ข้าเคยคิดว่าเจ้าจะไม่ทรมาน ไม่เสียใจกับการที่ข้าจากไป...

แต่ความจริงที่เห็นก็ตอกย้ำอยู่เบื้องหน้า

 

เย่เทียนหลงเสียอีกที่ทนมองไม่ไหว เขานำร่างที่อุ้มไว้ลงในอ้อมแขนของลู่ถิงอวี่ ซึ่งพอได้รับร่างของคนที่ถวิลหาลู่ถิงอวี่ก็กอดกระชับไว้แน่นทันที 

 

ร่างกายนั้นเย็นชืด ดวงตาหลับสนิท ไร้ซึ่งลมหายใจ

เมฆางามนั้น...ลับขอบฟ้าจากไปแล้ว

 

“ซือ...อวิ๋น อวิ๋น...ตื่นสิ...แฮ่ก...เจ้าตื่นขึ้นมา...” น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยเรียกราวคนไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น ดวงตาดอท้อคู่นั้นร้อนผ่าว น้ำตาอุ่นๆ หยดแล้วหยดเล่าไหลออกมาจากดวงตา เขาประคองร่างที่ไร้ลมหายใจมากอดไว้เบาอย่างถนอม ราวกับกลัวจะทำให้คนตายเจ็บไปมากกว่านี้ “ตื่น...มาฟังคำตอบที่...แค่ก แฮ่กๆ...ที่เคยถามข้า”

 

เจ้าเคยถามมิใช่หรือว่าข้าเคยรักเจ้าบางหรือไม่...เคยมองเห็นเจ้าบ้างสักครั้งหรือไม่...

 

“อวิ๋น...” ลู่ถิงอวี่พร่ำเรียกอย่างทรมาน น้ำเสียงรวดร้าวเจ็บปวด หยดเลือดไหลออกมาจากมุมปากเขายกมือสั่นเทาเช็ดออกเพื่อไม่ให้เปื้อนใบหน้างาม “นี่...เจ้าตื่น...ตื่นสิ” 

ลู่ถิงอวี่ซบหน้าลงกับไหล่บอบบาง ร้องไห้จนร่างกายสะเทือน เขาหอบหายใจถี่...รู้สึกว่ากระทั่งกายหายใจยังเจ็บปวดทรมานไปทั้งร่าง เจ็บปวดไปทั้งตัว น้ำเสียงสั่นพร่านั้นพร่ำเรียกชื่อคนตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเชื่อว่าขอเพียงเรียกไม่หยุดอีกคนก็จะตื่นจากความฝันขึ้นมาเพื่อเจอหน้ากัน...

“ตื่นมาฟัง...มาฟังที่เจ้าเคยถามข้าไว้” ลู่ถิงอวี่เอ่ยกระซิบอย่างยากลำบาก จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่อยากเชื่อ แม้ร่างนี้จะเย็นชืดและไร้ซึ่งลมหายใจก็ตาม

 

ได้โปรด...กลับมา...

ข้าไม่เชื่อ...ว่าเจ้าจากไปแล้ว...

 

“เด็กโง่...ข้ารักเจ้า นี่...ตื่นมาฟังเถิด...นะ”

 

คำบอกรักที่มาสายเกินไป

เพราะคนที่จะรับฟัง...หลับไปตื่นเสียแล้ว

 

“อย่า...อย่านอนนานเลยนะ ได้ยิน...ข้าหรือไม่...ตื่นสิ ถ้าเจ้าตื่นคราวนี้ข้าจะฟัง...เจ้าทุกอย่างเลย...ดีไหม” ยิ่งพูดเสียงของลู่ถิงอวี่ก็ยิ่งสั่นเครือ ทุกคนไม่อาจทนมองภาพเบื้องหน้านี้ได้ ได้แต่ปล่อยให้คุณชายหยกขาวพร่ำพูดราวคนเสียสติ

 

เจ็บปวดจากการพรากจาก

และยังเป็นการจากลาที่ต่างเข้าใจผิด ซ้ำยังติดค้างในใจ...

แม้อยากจะอธิบายเพียงใดก็ไม่มีผู้รับฟังเสียแล้ว...

 

“ฮึก...ไม่เอา ไม่เอาแบบนี้” เย่ซืออวิ๋นในร่างโปร่งแสงยกมือปิดปากสะอึกสะอื้น เขาหลับตาลงเพราะทนมองสภาพเช่นนั้นของลู่ถิงอวี่ไม่ไหว...แต่ต่อให้หลับตาภาพเบื้องหน้าก็ยังชัดเจนอยู่ดี

 

ใครจะนึกว่าจะเห็นภาพของคุณชายหยกขาวผู้สูงส่งผู้นั้นเช่นนี้...

 

“นี่...ฮึก...เฮือก! เฮือก...!”

“ถิงอวี่ !ถิงอวี่!” เย่ซืออวิ๋นส่งเสียงเรียกอย่างตกใจ มือพยายามยื่นไปประคองร่างของลู่ถิงอวี่ที่กระตุกเฮือกๆ อย่างรุนแรง แต่มันก็ผ่านไปจับต้องไม่ได้ แลเห็นดวงตาดอกท้อนั้นเบิกกว้างก่อนจะสลบไปทั้งอย่างนั้น!

“คุณชาย!”

“รีบตาหมอหลวงโจวเร็ว!”

เย่ซืออวิ๋นทรุดลงกลางหิมะ ร่ำไห้อย่างทรมาน มองเห็นคนช่วยพยุงและประคองร่างของลู่ถิงอวี่ไปรักษา มองดูร่างของตนที่ถูกฮ่องเต้อุ้มขึ้นไปนอนในห้องพัก จากนั้นก็รับสั่งให้กรมพิธีการและสำนักราชวังเข้ามาพบ...

 

งานพิธีศพของเขาถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติในฐานะองค์ชายผู้หนึ่งของราชวงศ์...ในฐานะชินอ๋องผู้ทำคุณประโยชน์ให้แว่นแคว้น

 

.......

 

การก่อกบฏของสกุลฉินนั้นถูกจัดการเสร็จเรียบร้อยภายในเวลาไม่กี่วัน เหล่าผู้ที่ร่วมมือกับสกุลฉินทั้งหมดถูกจับไว้ไม่มีผู้ใดหนีได้สักคน ใครที่หนีออกไปนอกเมืองหลวงก็ถูกองค์ชายสามและองค์ชายสี่ตามล่ากลับมารับโทษ ผู้เฒ่าสกุลฉินและคนที่ยังรอดถูกจับได้และต้องโทษประหารทั้งตระกูล อีกทั้งยังแห่ประจานให้ชาวบ้านทั่วทั้งเมืองหลวงทราบและถูกประณามจากคนทั้งแผ่นดิน!

ส่วนองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นที่ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงรู้ว่าสนิทสนมกับสกุลฉินและเข้าออกจวนสกุลฉินอยู่เสมอนั้น รวมถึงมีข่าวลือปล่อยออกมาว่าให้ความร่วมมือกับสกุลฉินก่อกบฏ...องค์ชายใหญ่ผู้นั้นได้รับการเอ่ยพระโอษฐ์รับรองว่าเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้แผ่นดิน ช่วยปราบปรามเหล่ากบฏ ทำหน้าที่ในฐานะองค์ชายได้อย่างสมภาคภูมิและต้องสละชีวิตจากไป...

งานพระศพขององค์ชายใหญ่ถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติ กรมพิธีการเตรียมงานอย่างกะทันหันแต่ก็ทุ่มฝีมืออย่างเต็มที่เพราะราชโองการของฮ่องเต้ทรงรับสั่งมาด้วยพระองค์เอง

พระศพขององค์ชายใหญ่ได้รับการจัดเตรียมพิธีด้วยยศของชินอ๋อง...เป็นเวลาเก้าวันเก้าคืนอย่างสมเกียรติและยิ่งใหญ่ ชาวประชาต่างรับรู้และแซ่ซ้องในความจงรักภักดีและเสียสละเพื่อแผ่นดินขององค์ชายผู้งดงาม

ตลอดระยะเวลาเก้าวันเก้าคืนนั้น...ลู่ถิงอวี่ คุณชายหยกขาวเป็นผู้อ่านบทความไว้อาลัยที่เขาเขียนขึ้นเองและอ่านด้วยตนเอง...ต่อให้ต้องจิบน้ำชาตลอดเวลา หรือกระทั่งสลบไปในทุกๆ วันลู่ถิงอวี่ก็ไม่ยอมให้ผู้ใดทำหน้าที่แทน

 

กระทั่งเจ้าอาวาสแห่งวัดเกาเสียงที่ถูกเชิญมาเพื่อประกอบพิธีศพก็ตาม

เมื่อคนในราชวงศ์จากไปก็จำเป็นต้องอัญเชิญเจ้าอาวาสจากวันประจำราชวงศ์มาประกอบพิธีกรรม

 

พิณงามในมือวางไว้บนตักร่างในชุดขาวสั่นไหวไปด้วยท่วงทำนองเศร้าสร้อยเจ็บปวด คุณชายหยกขาวราววิญญาณออกจากร่างไปแล้ว ทั้งร่างซูบผอม ดวงตาดอกท้อราวมีน้ำตาไหลราวคนจะร้องไห้ออกมาตลอดเวลา...

 

สภาพเช่นนี้พาให้ทุกคนต่างมองแล้วเจ็บปวด

 

เย่ซืออวิ๋นมองสภาพนั้นของลู่ถิงอวี่อย่างปวดใจ พิธีศพของเขาถูกจัดขึ้นในหอจรดฟ้า สถานที่ประกอบพิธีสำคัญของราชวงศ์และแว่นแคว้น...

 

จนถึงตอนนี้เขาก็ไม่นึกเลยจริงๆ ว่าตนจะได้รับความสำคัญถึงเพียงนี้...

 

เขาเห็นวรกายสูงใหญ่ของเสด็จพ่อที่ราวกับชราลงนับสิบปี...เห็นพระพักตร์หล่อเหลานั้นร่ำไห้หลั่งน้ำตาให้ตน รวมถึงงดว่าราชการและมาเข้าร่วมพิธีไม่ขาดสักวัน

เห็นฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยร่ำไห้เสียใจจนตาบวมและล้มป่วย เห็นน้องชายทั้งสามคนมาเคารพศพของเขาทุกวัน...และแลเห็นร่างที่ราวไร้วิญญาณของลู่ถิงอวี่

หมอหลวงโจวจนปัญญาที่จะห้ามเขาแล้ว กระทั่งเคยฝังเข็มให้เขาสลบไปทว่าถูกลู่ถิงอวี่เว้าวอนปานจะขาดใจให้เขาทำหน้าที่ทั้งหมด...จวบจนวันสุดท้ายก่อนที่ศพของเย่ซืออวิ๋นถูกย้ายไปยังสุสานหลวงก็มีลู่ถิงอวี่ไปส่งเขาด้วยสภาพร่างกายที่ราวจะแตกสลายไปได้ทุกเมื่อ...

“กระหม่อมขอทูลขออีกสักเรื่อง...ได้โปรดอย่าเพิ่งปิดโลงถาวรได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่วอนขอกับฮ่องเต้เย่เทียนหลง พระเนตรที่เคยคมกล้าบัดนี้บวมช้ำและดูโรยราลง เหมือนพระองค์จะรู้ดีว่าลู่ถิงอวี่ต้องการอะไรถึงได้เอ่ยขอเช่นนั้นจึงพยักหน้ารับ

ป้ายหลุมศพขององค์ชายใหญ่ถูกทำด้วยหยกขาวหายาก สลักชื่อด้วยอักษรสีทองงดงาม ตั้งตระหง่านอย่างทรงเกียรติท่ามกลางสุสานหลวงของราชวงศ์เช่นเดียวกับองค์ชายที่ได้รับยศชินอ๋องในสมัยก่อน โลงศพเองก็เป็นโลงแก้วหยกขาวบริสุทธิ์ที่ร่ำลือกันว่าเป็นของวิเศษสามารถรักษาสภาพศพได้

 

เกียรติยศสูงสุดที่เย่ซืออวิ๋นไม่นึกว่าตนจะได้รับ...

 

“วันพรุ่ง...ข้า...จะสละราชบัลลังก์” เสียงทุ้มของฮ่องเต้เอ่ยขึ้นหน้าหลุมศพของเย่ซืออวิ๋น ดวงตาคมทอดมองไปเบื้องหน้า...ราวเห็นดวงหน้าที่ทั้งกลัวแต่ก็วอนขอความรัก ภาพวาระสุดท้ายในชีวิตของบุตรชายคนโตยังคงเต้นเร่าอยู่ในความรู้สึกไม่จางหาย

เพราะคิดว่าไม่ใช่บุตรชายแท้ๆ ดังนั้นก็เลยละเลยไปบ้าง ไม่ใส่ใจไปบ้าง และเพราะรู้ว่าสกุลฉินต้องการอะไรจึงได้ซ้อนแผนและดึงเด็กที่ไม่รู้อะไรเลยมาเกี่ยวข้อง ไม่รู้ถึงความคับแค้นของคนรุ่นก่อนหรือแผนการใดๆ เด็กที่วาดหวังเพียงจะได้รับความรักและความผูกพันจากใครสักคน...

เย่เทียนหลงเป็นฮ่องเต้ที่ดีแต่เป็นบิดาที่ไม่ได้ความ...เขาทำผิดกับเด็กคนนั้นไว้มาก ทั้งๆ ที่พยายามห้ามปรามแล้วแต่ถ้าหากตนทำจริงๆ แล้วมีหรือจะทำไม่ได้...วิธีอื่นล้วนมีมากมายให้ใช้ แต่เขา...แต่พวกเขากลับเลือกวิธีที่เจ็บปวดที่สุดแต่สูญเสียน้อยที่สุด

“ไม่ต้องห่วง...ลู่จิงจะไม่ไปกับข้า...” เย่เทียนหลงหลับพระเนตรลงอย่างเจ็บปวด มือใหญ่กำเข้าหากันแน่น “ข้าไม่มีหน้า...มีความสุขหรอก”

 

สละบัลลังก์และมอบทุกอย่างให้เย่เฟิงจัดการต่อ ถอนตนมาอยู่หลังฉากเป็นฐานให้บรรดาลูกหลายได้พึ่งพิง

ส่วนลู่จิงก็คงออกจากตำแหน่งอัครเสนาบดี...ส่งต่อตำแหน่งให้กับลู่ถิงอวี่ และเร้นกายไปชนบทห่างไกล...ไม่กลับเมืองหลวงอีกชั่วชีวิต

 

ระหว่างพวกเขาสองคน...ชาตินี้ไม่อาจอยู่ด้วยกัน ไม่อาจเคียงคู่และโอบกอดกันไว้ด้วยกันได้

ต่างคนต่างมีบาดแผลและละอายใจที่จะมีความสุข...

 

ลู่ถิงอวี่ชะงักมือ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ...เขารู้ความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้และบิดามานานแล้ว และไม่เคยเห็นด้วยกับความสัมพันธ์นี้ ทว่ายามที่รู้ว่าทั้งคู่ต้องแยกจากกันและไม่มีวันหวนกลับมาเคียงคู่ได้อีกก็อดเสียใจไม่ได้

 

เพราะเจอกับตัวเขาถึงได้รู้ดี...

ว่าการรักแต่ไม่อาจเคียงข้างนั้นทรมานเพียงใด

 

“พระองค์...ไม่จำเป็นต้องทรมานตนเองถึงเพียงนี้” ลู่ถิงอวี่เอ่ยออกมาหนึ่งประโยค “เขาเองก็ไม่ปรารถนาให้ผู้ใดต้องมาทรมานเพราะตน”

 

เพราะคนคนนั้นอ่อนโยนเสมอ...ช่างใส่ใจผู้อื่นจนบางครั้งก็ละเลยตนเอง

คนที่บริสุทธิ์ดุจเมฆางามสูงส่งบนฟากฟ้า...

คนที่ไม่อยู่แล้ว...

 

คำกล่าวนี้ของเขาทำให้เย่ซืออวิ๋นในร่างโปร่งแสงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พยักหน้าเห็นด้วยทั้งน้ำตา...เขาไม่อยากให้พระบิดาต้องเจ็บปวดทรมาน ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์เพราะการจากไปของเขา

เสด็จพ่อและท่านพ่อลู่จิงรักมั่นกันเพียงใดเย่ซืออวิ๋นเข้าใจดีจากการที่เห็นทั้งคู่เคียงข้างกันมาตลอดหลายปี รับรู้ว่าทั้งสองต้องผ่านอะไรมาถึงสามารถยืนอยู่ข้างกันได้เช่นทุกวันนี้

 

แต่เขานึกไม่ถึงจริงๆ...ว่าชาติก่อนทั้งสองจะสะบั้นความรู้สึกระหว่างกันลง

เพราะการจากไป...ของตน...

 

“ข้ารู้...เด็กคนนั้นไม่อยากเห็นข้าเจ็บปวด” เพราะกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตเด็กคนนั้นก็ยังอ่อนโยน “เพียงแต่...ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้ เจ้าเองก็เช่นกันลู่ถิงอวี่ แม้ข้าจะมีราชโองการหย่าให้เจ้า...เจ้าก็คงไม่ยอม และคงยอมแม้กระทั่งต้องโดดเดี่ยวชั่วชีวิตกระมัง”

 

เขารู้ดี...ว่าการสูญเสียครั้งนี้พรากหัวใจและพรากวิญญาณของลู่ถิงอวี่ไปด้วยเช่นกัน

ไม่อาจรักใครได้ชั่วชีวิต...

เพราะหัวใจตายจากไปเสียแล้ว

 

ลู่ถิงอวี่ยิ้มเหยียดให้ตนเอง ดวงตาดอกท้อมองป้ายหลุมศพยกขาวอย่างอ่อนโยนปนเศร้า ทรุดลงนั่งบนพื้นเย็นเยียบ หยิบพิณงามมาไว้บนตักและดีดบรรเลงท่วงทำนองเหงาเศร้าสร้อยลึกล้ำ

 

ราวใช้บทเพลงเป็นสื่อไว้อาลัย...แทนความในใจแด่ผู้ที่ล่วงลับและไม่มีวันหวนกลับมา

 

เย่เทียนหลงหมุนกายกลับและทิ้งลู่ถิงอวี่ไว้ในสุสานหลวงเพียงลำพัง เขาเอ่ยเตือนไม่ได้เพราะตนเองก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่นัก

 

เรื่องของหัวใจ...

 

เย่ซืออวิ๋นร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม เขามองตามแผ่นหลังกว้างของพระบิดาที่เดินลับไป...แผ่นหลังที่เคยมั่นคงสง่างามสมกับเป็นผู้ปกครองแว่นแคว้น บัดนี้งองุ้มและราวกับจะชราลงไปเสียหลายปี เห็นพระเกศาที่เคยดกดำนั้นเป็นสีขาวเพียงไม่กี่วัน...

 

ทรงตรอมใจกับการจากไปของเขา...

 

เย่ซืออวิ๋นในร่างโปร่งแสงเดินไปคุกเข่าตรงหน้าลู่ถิงอวี่ ยกมือแตะแก้มที่ซูบผอมจนไม่เหลือเค้าโครงคุณชายหยกขาวผู้สง่างามนั้นช้าๆ แม้จะมิอาจแจะต้องได้ก็ตาม ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มและกลายเป็นละอองแสงเล็กๆ รอบตัว 

 

ข้าอยากปาดน้ำตาออกให้เจ้าเหมือนที่เจ้าเคยปลอบข้าอยู่เสมอ ไม่อยากให้เจ้าร้องไห้ ไม่อยากให้เจ้าเสียใจและทรมานเช่นนี้เลยถิงอวี่...

ทั้งๆ ที่คิดว่าถ้าหากข้าไม่อยู่แล้วเจ้าจะมีความสุข แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นเช่นนี้

 

“ได้โปรด...อย่าร้องไห้เลยนะ...ถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นเว้าวอนขอร้อง

 

คำอ้อนวอนที่ไปไม่ถึง...

 

เสียงพิณอันแสนเศร้ายังคงบรรเลงต่อไปเรื่อยๆ ความเจ็บปวดนั้นราวกับทำให้อากาศรอบตัวเศร้าและเสียดแทง...เจ็บปวดตามผู้บรรเลง เย่ซืออวิ๋นสะอื้นไห้ ใช้อ้อมแขนโอบกอดลู่ถิงอวี่เอาไว้ เขาพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไร้ผล สุดท้ายก็ทำได้เพียงนั่งอยู่ข้างๆ เฝ้ามองลู่ถิงอวี่ไว้เช่นนั้น...

 

ขออยู่ตรงนี้...ข้างๆ เจ้า

แม้เจ้าจะมองไม่เห็นและสัมผัสถึงข้าไม่ได้ก็ตาม

 

.......

 

ภาพในครรลองสายตาของเย่ซืออวิ๋นเปลี่ยนไปอีกครั้ง...เขาเห็นลู่ถิงอวี่กลายเป็นเจ้าของตำหนักลั่วสุ่ยนอกวังที่เคยเป็นของตน เห็นลู่ถิงอวี่สวมชุดขาวดำไปตลอด บรรเลงเพลงเศร้าที่ราวไว้อาลัยให้เขาไม่เคยขาด ทุกวันลู่ถิงอวี่ต้องไปที่สุสานหลวง...เบื้องหน้าหลุมศพของตน คอยบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ และบรรเลงเพลงพิณให้เขาฟังทุกวันไม่เคยขาด

เขาเห็นน้องรองแต่งงานกับน้องฉิง...มีนางเป็นฮองเฮาเคียงคู่บัลลังก์แต่ระหว่างทั้งคู่หาได้มีความรักและผูกพันกันเหมือนชาตินี้ เย่เฟิงกับหยางฉิงมิได้เจอกันเหมือนชาตินี้...แต่ทั้งคู่เจอกันตอนงานวันครองราชย์ของเย่เฟิงเลย

 

เป็นฮ่องเต้และฮองเฮาที่ทำเพื่อหน้าที่ของตน แต่ไร้ซึ่งความสุข...

 

ก่อนทำพิธีขึ้นครองราชย์เย่เฟิงมาหาเขาที่สุสานหลวง...และนั่งพูดคุยเบื้องหน้าป้ายหลุมศพเขาเกือบหนึ่งชั่วยามเต็มๆ

“เสด็จพี่ใหญ่...ระหว่างเราแม้ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่ได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องกันมาเกือบยี่สิบปี แม้มีความผูกพันเพียงน้อยนิด แต่ก็ไม่อาจกล่าวได้เลยว่าไม่มี...” เย่เฟิงนั่งลงตรงหน้าป้ายหยกขาวโดยไม่สนว่าชุดมังกรห้าเล็บที่สำหรับใช้ประกอบพิธีขึ้นครองราชย์นั้นจะเปื้อน “ข้าเคยเกลียดท่านและโมโหมากๆ ตอนที่ท่านทูลขอสมรสพระราชทานกับลู่ถิงอวี่ ท่าทำให้สหายที่สูงส่งของข้าตกต่ำ ทำให้เขาได้รับการดูถูกและเหยียดหยามจากผู้คนทั่วหล้า แต่พวกข้าเอง...ก็ทำร้ายท่านไม่น้อยเช่นเดียวกัน”

เย่ซืออวิ๋นมองน้องชายที่ยังคงสง่างามและสุขุมเช่นเคย บารมีในฐานะว่าที่ผู้ครองแผ่นดินยังคงเต็มเปี่ยม...แต่เป็นน้องชายที่เย็นชาไม่เหมือนน้องรองที่เขารู้จักในชาตินี้เลย

“จนถึงตอนนี้ข้าเองก็เพิ่งเข้าใจ...เสด็จพี่ใหญ่...ท่านคิดว่าการจากไปของท่านไม่มีผู้ใดเสียใจ ไม่มีผู้ใดเจ็บปวด...แต่ว่ามีผู้คนมากมายล้วนเจ็บปวดกับการจากไปของท่าน เสด็จพ่อ เสด็จแม่ทั้งสองพะองค์ ถิงอวี่ อันกงกง ข้า หรือน้องสามน้องสี่ บรรดาเหล่าคนงามในตำหนักของท่าน...หรือผู้คนมากมายที่ท่านเคยใจดีช่วยเหลือไว้ คนเหล่านั้นก็ล้วนเจ็บปวดไม่ต่างกัน...”

เย่ซืออวิ๋นที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ได้แต่ปล่อยน้ำตาให้ไหลลงช้าๆ ชาติก่อนเขากับน้องรองไม่ได้ผูกพันกันเหมือนในชาตินี้...แต่อีกฝ่ายก็ยังมาพูดคุยกับเขาทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้

“ถิงอวี่ตรอมใจไปชั่วชีวิต พวกเราพยายามเกลี้ยกล่อมเขาแล้วทว่าเขาตัดสินใจที่จะครองตัวเป็นโสด ไม่ยอมแต่งงาน และไว้ทุกข์ให้ท่านไปชั่วชีวิต...เสด็จพี่ใหญ่ใจจริงแล้วข้าปรารถนาให้ท่านยังอยู่ ปรารถนาให้ท่านมีความสุข และวาดหวังอยากชดเชยให้ท่าน...”

 

ใช่...เย่ซืออวิ๋นรู้ แม้เขาจะถูกหลอกใช้เป็นตัวหมาก แต่ทุกคนก็เหลือทางรอดไว้ให้เขา ทุกคนวางแผนไว้เพื่อให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป

คิดว่าตนเองไร้ความสำคัญ...ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว...ไม่ใช่เลย

ถ้าชาติก่อนข้ามองอะไรให้รอบคอบกว่านี้สักนิด...

 

“หลังจากเข้าพิธีครองราชย์และพิธีอภิเษกสมรส ข้าจะพาฮองเฮาของข้ามาแนะนำให้ท่านรู้จัก...นางด่าข้าว่าไร้หัวใจตั้งแต่วันแรกที่เสด็จแม่แนะนำให้รู้จัก...และข้ารู้ดีว่าเช่นกัน...ว่านางไม่มีวันรักข้า” เย่ซืออวิ๋นเห็นรอยยิ้มรวดร้าวของน้องรองแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปกอดน้องชายไว้...ต่อให้มันทะลุผ่านร่างของเย่เฟิงไปก็ตาม

 

น้องรองกำลังเจ็บปวด...เพราะรักที่ไม่มีวันเกิดขึ้นได้

และต้องทรมานไปตลอดชีวิต

 

ร่างสูงใหญ่นั้นลุกขึ้น ไล้มือไปตามแผ่นหยกขาวที่สลักนามสีทองอย่างงดงามนั้นแช่มช้า อัสสุชลหยดหนึ่งไหลออกมาจากดวงตาคม ยิ่งทำให้เย่ซืออวิ๋นเจ็บปวด “เสด็จพี่ใหญ่...ข้าปรารถนาจากใจจริง...ถ้าหากชาติหน้ามีจริง ข้าอยากเกิดเป็นน้องชายของท่านอีกสักครั้ง...และวาดหวังว่าครั้งนี้ระหว่างพวกเราจะมีสายสัมพันธ์ของพี่น้องที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย...ให้ข้าได้ปกป้องและดูแลท่านในฐานะน้องชาย...และอีกอย่างที่ข้าอยากจะบอกแต่ก็ไม่เคยกล้าที่จะพูด”

 

อย่าทำสีหน้าเช่นนั้นเลยน้องรอง...ได้โปรด...

อย่าเจ็บปวดและทรมานเช่นนี้...

 

“ข้าขอโทษท่าน...เสด็จพี่ใหญ่”

 

เย่ซืออวิ๋นหลุบตาลงต่ำ ร่ำไห้อย่างไร้เสียง...เย่เฟิงไม่จำเป็นต้องขอโทษเขาก็ได้ คนที่กำลังจะขึ้นเป็นฮ่องเต้ของแผ่นดินมิจำเป็นต้องเอ่ยเอื้อนคำนี้มาให้เสียเกียรติของตน...

 

น้องรอง...เย่เฟิง แม้ชาติก่อนระหว่างเราไร้ความผูกพัน แต่ข้าก็คิดจริงๆ นะว่าเจ้าเป็นน้องชายของข้า...ข้าเองก็ปรารถนาให้เจ้ามีความสุข...

 

ภายในสายตาของเย่ซืออวิ๋นไปอีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นน้องสามมาเยี่ยมเขาที่หน้าหลุมศพ เจ้านักเลงโตนั่นก็ยังเป็นนักเลงโตไม่เคยเปลี่ยน ร่างสูงนั้นสวมเกราะประจำตำแหน่งแม่ทัพ ก่อนจะนั่งชันเข่าขึ้นข้างหนึ่งแถมยังเอาสุรามาดื่มหน้าหลุมศพตนเอง ทำเอาเย่ซืออวิ๋นอดหัวเราะทั้งน้ำตาไม่ได้...

 

เจ้านักเลงโตนี่

 

“ข้าตามไล่ล่าคนสกุลฉินกลับมาหมดแล้ว...แต่รู้หรือไม่เสด็จพี่ใหญ่ ข้า...เสียใจจริงๆ” เย่เซียวยกสุราฤทธิ์ร้อนขึ้นดื่ม “ข้าเจอสตรีนางหนึ่ง...นางงดงามมาก เป็นหมอที่รักษาและช่วยข้าไว้ตอนข้าบาดเจ็บ แต่ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้...ข้าไม่ขอรู้ว่านางเป็นใครเลยจะดีกว่า...”

เย่ซืออวิ๋นนั่งลงข้างๆ เย่เซียว...แทบอยากจะยกสุราขึ้นมาดื่มกับน้องสามของตน

“นางชื่อฉินฮวาซิง...เป็นหมอมีฝีมือและ...ข้ารักนาง” แววตาของเย่เซียวเจ็บปวดอย่างยิ่ง “แต่ข้า...ไม่อาจครอบครองนางได้ ไม่อาจแต่งงานกับนางหรือแต่งตั้งนางเป็นชายาได้...นางเป็นคนของสกุลฉิน เป็นบุตรีของกบฏต่อแผ่นดิน การที่ข้าปล่อยให้นางมีชีวิตอยู่ก็ผิดต่อเจตจำนงในฐานะแม่ทัพของข้าแล้ว” มือใหญ่ยกขึ้นดื่มสุราจนหมดขวด จากนั้นก็เทลงหน้าหลุมศพราวมีคนตายดื่มเป็นเพื่อน

“สตรีนางนั้นก็เหลือเกิน...ทระนงกล้าแกร่งจนน่าปวดหัว นางยอมปลงผมออกบวชไปชั่วชีวิต...ท่านดูนางทำสิ” เย่เซียวบ่นอย่างไม่พอใจ ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็พยักหน้าอยู่ข้างๆ...เขารู้ดีว่าพี่ฮวาซิงเข้มแข็งเพียงใด นางเป็นสตรีที่กล้าหาญยิ่งกว่าบุรุษ “เสด็จพี่ใหญ่แม้ข้าจะชอบหาเรื่องท่านอยู่บ่อยๆ และถึงขั้นชังน้ำหน้าท่านไม่น้อย แต่พูดจากใจเลย...ข้าเองก็ไม่ปรารถนาให้ท่านจากไปเช่นนี้...อ้อ...ถิงอวี่คงมาบอกท่านแล้วว่าข้าจะไปประจำที่ชายแดนชั่วชีวิตและคงน้อยครั้งมากจะกลับมาเมืองหลวง...”

 

เจ้าไม่ทำเป็นต้องทำเช่นนี้...ไม่จำเป็นต้องทรมานตนเองเช่นนี้

เย่ซืออวิ๋นพร่ำบอกประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...พูดกับคนอื่นมากมายที่ไม่มีผู้ใดได้ยิน

 

“นี่...เสด็จพี่ใหญ่” เย่เซียวลุกขึ้น ใช้มือแตะป้ายหลุมศพหยกขาวนั้นอย่างแผ่วเบา “ข้ายังคงปรารถนาให้จากใจจริง ถ้าหากชาติหน้ามีจริง...การได้เกิดเป็นน้องชายของท่าน มีความผูกพันเช่นพี่น้องกันจริงๆ...คงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว และอยากจะบอกกับท่าน...ข้า...ขอโทษ...”

 

เหตุใดต้องขอโทษข้าด้วยเล่า...ข้าต่างหากที่ต้องขอโทษเจ้า

เพราะสกุลฉินชาตินี้เจ้ากับพี่ฮวาซิงจึงไม่อาจได้ครองคู่กัน...

 

“อ้อ...แล้วต้องขอบใจท่านด้วย เพราะนานแล้วจริงๆ ที่ไม่มีใครดื่มเหล้ากับข้าพร้อมฟังข้าบ่นเช่นนี้...”

 

เพราะทุกคนล้วนต้องเติบโตและทำหน้าที่ของตน ไม่อาจเป็นดั่งเยาว์วัยที่ผ่านมาได้อีกแล้ว

 

“ได้ยินว่าชายแดนมีสุราเหมยหิมะพร่ำวสันต์ที่รสชาติเป็นเลิศ กลับมาเมืองหลวงครั้งหน้าข้าจะหิ้วมาดื่มสุรากับท่านแล้วกัน...” ร่างกายกล้าแกร่งของท่านแม่ทัพใหญ่หมุนกายออกไปจากสุสานหลวงแล้ว ทิ้งให้ร่างโปร่งแสงของเย่ซืออวิ๋นนั่งนิ่งอยู่เช่นกัน...

ภาพในครรลองสายตาหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เขาเห็นภาพของผู้คนมากมายที่รู้จัก...ไม่มีใครมีความสุขจริงๆ สักคน...เห็นน้องสี่มานั่งหน้าหลุมศพตน หน้าตาเจ้าอันธพาลน้อยดูจะหงุดหงิดเหมือนทุกที

“นี่เสด็จพี่ใหญ่...ข้าอยากให้ท่านยังอยู่จริงๆ นะ” เย่หานนั่งเท้าขาขึ้นข้างหนึ่ง “เฮ้อ! ข้าเองก็ยอมรับว่าส่งเจิ้งปินไปเพื่อเป็นสายลับข้างตัวท่าน แต่ก็ต้องยมอรับเช่นกันว่าท่านดูแลคนของข้าอย่างดีมาเสมอ อย่างน้อย...เจ้าคนเย็นชาที่ไม่เคยขัดคำสั่งข้าก็ยอมแม้กระทั่งขัดคำสั่งข้าเพื่อท่าน”

เย่ซืออวิ๋นนั่งลงข้างๆ เย่หาน อยากจะเอื้อมมือไปจับมือน้องชายไว้และปลอบโยนเหมือนทุกทีที่ทำ...ทว่ามือของเขามันกลับทะลุผ่านร่างนั้นไปเหมือนทุกที

“เจิ้งปินไม่ยอมมีความรักอีกครั้ง ปิดตายหัวใจไปแล้ว...เขารู้สึกผิดกับท่าน และข้าเองก็รู้สึกผิดกับเขาและรู้สึกผิดกับท่านมากเช่นกัน...มากจนไม่กล้าแม้กระทั่งเอ่ยปากออกไปว่าข้ารักเขา” เย่ซืออวิ๋นร้องไห้ออกมาอีกครั้ง เขารู้ดีว่าน้องสี่รักเจิ้งปินและเจิ้งปินเองก็รักน้องสี่เช่นกัน

 

แต่ชาตินี้พวกเขาทั้งคู่...ก็ไม่อาจเคียงข้าง

ไม่อาจรักและมีความสุขได้

 

“เขาไม่ยอมออกมาจากตำหนักลั่วสุ่ยแม้ถิงอวี่จะไล่ทุกคนออกมาหมดแล้ว...บรรดาสามสามีสี่อนุของท่านถูกลู่ถิงอวี่ไล่ออกมากหมด เขาหวงแม้กระทั่งเรื่องนี้...แต่เจิ้งปินไม่ยอมไป หรงหวันด้วยอีกคน...ปกปักษ์รักษาสถานที่สุดท้ายแห่งความทรงจำของท่านเอาไว้...”

ยิ่งได้ยินเย่ซืออวิ๋นก็ยิ่งสะอื้นร้องไห้หนักขึ้น เขาเจ็บปวดทรมานและเสียใจกับคนรอบกาย...การจากไปของเขาไม่ได้ทำให้คนที่เขารักทั้งหลายเหล่านั้นมีความสุข

 

ทุกคนเองก็เจ็บปวดทรมานไม่แพ้กัน...

 

“พี่รองขึ้นเป็นฮ่องเต้และมีถิงอวี่เป็นอัครเสนาบดีเคียงคู่บัลลังก์ พี่สามเองก็เป็นแม่ทัพใหญ่ปกปักษ์รักษาชายแดนไปชั่วชีวิต เขาเจอสตรีที่ต้องใจแล้วทว่าไม่อาจครอบครองนางได้...เช่นเดียวกับข้า...ข้าเองก็รับหน้าที่หัวหน้าองครักษ์ลับแล้วเช่นกัน...และคงมาพูดคุยกับท่านเช่นนี้บ่อยๆ ไม่ได้แล้ว ไม่เหมือนถิงอวี่ที่แทบจะย้ายมานอนที่นี่...หมอหลวงล้วนจนปัญญากับเขาหมดแล้ว...” ร่างสูงใหญ่นั้นลุกขึ้น  ยื่นมือไปลูบแผ่นป้ายหยกขาวช้าๆ ไล้ไปตามนามที่สลักอยู่เบาๆ 

“ข้าปรารถนาและอธิษฐานด้วยใจจริง...ถ้าหากชาติหน้ามีจริงก็อยากเกิดเป็นน้องชายของท่าน และจะ อืม...ให้ท่านดูแลในฐานะน้องชายบ้างก็คงดี เพราะท่านเป็นคนใจดีและอ่อนโยน...ข้าทั้งชังและชอบนิสัยนี้ของท่าน...และอยากบอกจากใจจริงๆ ว่า...ข้าขอโทษ เอาล่ะ...ไว้เจอกันใหม่...เสด็จพี่ใหญ่”

เย่ซืออวิ๋นปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มเงียบๆ ช้าๆ...เขาหลุบต่ำลง มือสั่นเทายกขึ้นมาปิดหน้าตัวเองไว้...

 

พวกเจ้าทุกคนยังคงเรียกข้าว่าเสด็จพี่ใหญ่...ทั้งๆ ที่รู้ว่าข้าไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ แต่ก็ยังเรียกขานข้าเช่นนี้...

และพวกเจ้าเองก็ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้...

 

เย่ซืออวิ๋นร้องไห้จนร่างกายสั่นเทา แพขนตาชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตา แต่เมื่อเขากะพริบตาภาพในครรลองสายตาก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง...

ครานี้คนที่มาเยี่ยมเขาที่หน้าหลุมศพเป็นเสด็จพ่อ...ร่างกายสูงใหญ่นั้นชราลงไปหลายปี ใบหน้าซูบผอม ทรมานตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

เสด็จพ่อไม่ได้พูดอะไรกับเขามากมาย ทำเพียงนั่งอยู่เงียบๆ และยกมือลูบที่ป้ายหลุมศพของเขาเบาๆ ทุกปีมักจะเสด็จไปวัดเกาเสียงสวดมนต์อยู่ที่นั่นสามวันสามคืน และกลับมาที่วังหลวงอีก

 

เสด็จพ่อไม่ยอมพบท่านพ่อลู่จิงอีกตลอดชั่วชีวิต...เช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่ไม่กลับมาเหยียบเมืองหลวงอีกเลยชั่วชีวิต ออกเดินทางไปทั่วหล้า สั่งสอนมอบความรู้ให้ผู้คน

 

วรกายแกร่งนั้นมักมานั่งอยู่เช่นนี้เสมอ...ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเรื่องแปลกหรืออย่างไรที่เย่ซืออวิ๋นราวกับได้ยินเสียงอธิษฐานในพระทัยแกร่งกล้านั่น...

 

พระองค์ทรงปรารถนาอย่างจริงใจและแรงกล้า...ให้ข้ามีความสุข และอยากทำหน้าที่ในฐานะบิดาที่พระองค์ไม่มีโอกาสได้ทำในชาตินี้...

 

“เสด็จ...พ่อ” เย่ซืออวิ๋นยกมือโปร่งแสงของตนขึ้น ราวจะช่วยเช็ดน้ำตาบนใบหน้าหล่อเหลานั่น แม้ดวงตาคมนั้นจะไร้น้ำตาก็ตาม แต่เขารู้ดีว่าพระบิดากำลังร่ำไห้อย่างเจ็บปวด

 

ร่ำไห้โดยไร้น้ำตา บางคราก็เจ็บปวดกว่าการหลั่งน้ำตานับพัน...

 

“ได้โปรด...อย่าเสียใจเลย...พ่ะย่ะค่ะ...อย่า ฮึก...” เย่ซืออวิ๋นทรุดลงข้างๆ วรกายสูงใหญ่ “อย่าทรมาน...พระองค์เช่นนี้” เขาอยากกอด อยากเอื้อมมือไปอ้อนไม่ให้เสด็จพ่อต้องเจ็บปวดทรมาน ทว่าก็ไม่อาจทำได้ เขาปล่อยให้ละอองแสงที่เกิดจากน้ำตามากมายวนเวียนอยู่รอบตัว จากนั้นภาพในครรลองสายตาของตนก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง...

 

เขาเห็นลู่ถิงอวี่ในชุดสีขาวราวไว้ทุกข์ที่เห็นจนชินตาเดินเข้ามาหาเขาเหมือนทุกวัน...ใช่ภาพมากมายหมุนเวียนไปแล้วปีเล่า ลู่ถิงอวี่ยังคมสวมชุดขาวดำ มือกุมพิณงามแสนล้ำค่าไว้และนั่งบรรเลงเพลงให้เขาฟังทุกวัน

 

หงส์วอนรักที่เจ็บปวดทรมานจนทำให้อากาศรอบตัวกรีดแทงผิวและเสียดสีหวีดหวิวไปมา...

ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ไว้อาลัยให้ผู้ล่วงลับ และไว้อาลัย...แด่ตนเอง

 

“วันนี้มีเรื่องมาเล่าให้ท่านฟัง...อวิ๋น...” ลู่ถิงอวี่เริ่มต้นด้วยประโยคเดิมๆ เหมือนทุกครั้ง เล่าเรื่องราวมากมายให้เขาฟัง พร้อมกับบรรเลงพิณไปด้วย น้ำเสียงของเขาไพเราะไม่ด้อยกว่าเสียงพิณ

 

ทว่า...เจ็บปวดและรวดร้าวเหมือนกัน

แค่ได้ฟัง...ก็ราวจะทิ่มแทงหัวใจผู้ที่ได้ยินไปแล้ว...

 

ทรมานและเสียดแทง

 

และก็เป็นเหมือนเดิมที่ลู่ถิงอวี่จะอ่อนแรงจนฝืนร่างกายไม่ไหว ต้องนั่งอยู่ครู่ใหญ่จนกว่าจะมีแรง เขาลุกขึ้นยืนอย่างโซซัดโซเซ ยื่นมือไปลูบป้ายหยกขาวนั้นเบาๆ ก้มหน้าลงจุมพิตมันอย่างแช่มช้า ราวจะฝากไปถึงผู้ที่ลาลับ พร้อมเอ่ยเสียงนุ่มนวล 

“ไว้พรุ่งนี้...ข้าจะมาใหม่...”

 

เจ้าไม่ต้องมาแล้ว...เจ้าควรนอนพักอยู่ดีๆ มากกว่า

 

เย่ซืออวิ๋นได้แต่วอนขออยู่ในใจ เพราะต่อให้เขาพูดอย่างไรลู่ถิงอวี่ก็ไม่ได้ยินอยู่ดี เขาได้แต่เจ็บปวดและร้องไห้จนแทบจะไร้เรี่ยวแรง มองดูร่างสูงนั้นแวะเวียนเข้ามาเรื่อยๆ...ทุกวัน

 

กาลหมุนผ่าน ฤดูหมุนวน 

วันแล้ววันเล่า

เดือนแล้วเดือนเล่า

ปีแล้วปีเล่า

 

ทำเช่นเดิมเรื่อยๆ ซ้ำๆ ไม่หยุด ราวกับการมาที่สุสานหลวงแห่งนี้เป็นที่เดียวที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาไว้ได้ บางครั้งเย่ซืออวิ๋นก็เห็นภาพลู่ถิงอวี่ไปวัดเกาเสียงทุกๆ สิบห้าวัน...ไปเพื่อสวดภาวนาและขอพรให้ตน ไปเพื่ออธิษฐานอย่างแน่วแน่แรงกล้า

 

เขาสวมใส่ชุดขาวไว้ทุกข์ บรรเลงเพลงพิณไว้อาลัย

นั่นเป็นภาพลักษณ์ของอัครเสนาบดีผู้เป็นเสาหลักของแว่นแคว้นที่ใครๆ ต่างก็รู้จักดี...คุณชายหยกขาวผู้เลื่องชื่อในอดีต บัดนี้ราวกับเป็นร่างที่ไร้ชีวิต...

 

“อวิ๋น...วันนี้ข้ามีเรื่องมาเล่าให้เจ้าฟังอีกแล้ว” ลู่ถิงอวี่เอ่ยประโยคเดิมๆ เขาทรุดตัวลงนั่งเบื้องหน้าหลุมศพ จากนั้นก็ไล้ปลายนิ้วไปตามสายพิณแล้วบรรเลงเพลงหงส์วอนรักขึ้นอีกครา...

 

หงส์วอนรักที่เจ็บปวดและเสียดแทงคนฟัง จนไม่มีผู้ใดทนฟังได้ แต่ลู่ถิงอวี่ก็ยังคงบรรเลงมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทุกวัน...ทุกครั้งที่มาเหยียบย่างที่นี่

 

“ข้าตัดสินใจ...ละเว้นชีวิตฉินไห่ฟง...” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเบาๆ “เขาเจ็บปวดไม่แพ้ผู้ใด และอยู่อย่างไร้ชีวิต...อีกทั้งเนี่ยรุ่ยเอินยังเอ่ยปากขอชีวิตเขา ข้าเห็นแก่ที่เจ้าเคยยิ้มให้มันที่สุดก็เลยปล่อยๆ เสีย...เพราะอย่างไรทั้งเนี่ยรุ่ยเอิน ทั้งฉินไห่ฟงก็ไม่มีวันได้มีความสุขอีกแล้ว...พวกเขารักกัน แต่ไม่กล้าที่จะครองรัก ทั้งคู่เองก็รู้สึกผิดกับเจ้ามากเช่นกัน ดังนั้นข้าจึงปล่อยไว้ แต่ก็ไม่อยากให้พวกเขามาเหยียบย่างที่นี่อีกแล้ว...แค่ครั้งเดียวก็เกินพอ” เสียงทุ้มนุ่มนวลนั้นเอ่ยเล่า จากนั้นก็นั่งนิ่งเช่นทุกวัน และเอ่ยคำกล่าวลาเดิมๆ

“ไว้พรุ่งนี้...ข้าจะมาใหม่...”

 

ภาพเบื้องหน้าหมุนเร็วขึ้น วันเวลาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากวันเป็นปีและเปลี่ยนเป็นหลายสิบปี...คราวนี้เย่ซืออวิ๋นเห็นภาพเดียวซ้อนทับกับภาพที่เขาเคยเห็นในฝันครั้งก่อน

ลู่ถิงอวี่ในสภาพที่ผมขาวโพลนและนั่งบรรเลงเพลงเพลงหงส์วอนรักอยู่หน้าหลุมศพของตน...สภาพร่างกายที่ร่วงโรยตามกาลเวลา จนแลดูราวกับควรพักผ่อนดีๆ ในวาระสุดท้ายของชีวิต

หงส์วอนรักยังคงสั่นไหวจากมือเรียวที่แทบจะเห็นกระดูกนั่น ท่วงทำนองเสียดแทง ขนาดได้ยินมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเย่ซืออวิ๋นยังอดปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาไม่ได้...

 

ทุกครั้งที่ได้ยินมันทรมานและรวดร้าว

เพราะราวกับผู้บรรเลงเองก็ไม่ต้องการที่จะมีชีวิตต่อไปแล้ว

 

“ข้า...คงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน หมอหลวงโจวบอกว่า...สามวันก็มหัศจรรย์แล้ว” ลู่ถิงอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงขาดห้วง ดูก็รู้ว่าเจ็บปวดแต่เขาก็ยังฝืนยิ้มออกมา

 

รอยยิ้มที่เศร้าสร้อยและบีบหัวใจเสียยิ่งกว่าการร้องไห้...

 

“ข้า...ใช้ชีวิต...มามากพอแล้ว”

 

อย่าพูดอีกเลย...ขอร้องล่ะถิงอวี่ พอเถิด...พอแล้ว...

 

“ชีวิตที่ไม่มีเจ้ามันช่างเงียบเหงา...ทรมาน พอไม่มีเจ้ามาคอยใส่ใจ...ข้าก็คิดว่าช่างมันเถิด ไม่ต้องใส่ใจตัวเองก็ได้...แต่ก็ฟังอันกงกงอยู่บ้าง เพราะเขามัก...มักเอาชื่อเจ้ามาอ้าง และเจ้าเอง...ก็เคารพเขา...”

 

ได้โปรด...พอแล้ว

 

เย่ซืออวิ๋นโอบกอดร่างของลู่ถิงอวี่ไว้ แต่โอบกอดอย่างไรก็ทะลุผ่านไปเสียทุกครั้ง จนเขาได้แต่รำคาญนัก อยากกอดถิงอวี่ไว้บอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องทรมานตนเองเช่นนี้แล้ว...

 

ได้โปรด...มีความสุขเถิดนะ

 

“บัดนี้...บัลลังก์มั่นคง ข้าเอง...ก็ไม่ต้องแบกรับ...อะไรอีกแล้ว...” ลู่ถิงอวี่แย้มยิ้มกว้างขึ้น แต่ดวงตาดอกท้อที่เคยงดงามนั้นกลับหมองเศร้าเหลือเกิน

 

มันเยียบเย็น...ไร้ชีวิต

เย็นจัดยิ่งกว่าความเย็นของหิมะเสียอีก

 

“ข้าขอ...ฝ่าบาทเอาไว้ ใน...ในวันนั้น ไม่ให้...” ยิ่งพูดน้ำเสียงของลู่ถิงอวี่ก็ยิ่งสั่น แต่เหมือนกับคนพูดเองก็อยากเอ่ยเอื้อยถ้อยคำเหล่านี้ให้อีกคนที่หลับใหลได้ยิน “ไม่ให้...ปิดโลงของเจ้า...เพราะความปรารถนาสุดท้ายของข้าเอง”

“พอแล้ว...ฮึก ถิงอวี่...ไม่เอานะ ได้โปรด...กลับไปพักเถิดนะ” เย่ซืออวิ๋นสะอื้นไห้ แม้เป็นร่างโปร่งแสงแต่เขาเจ็บปวดทรมานไปหมด หัวใจราวถูกเข็มนับร้อยพันทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่หยุด อยากปลอบโยนอีกคนเพียงใดก็ไม่อาจทำได้

 

ทำได้เพียง...เฝ้ามองเท่านั้น

 

“ข้าขอ...เย่เฟิงเอาไว้...วาระสุดท้ายของ...ชีวิตนี้...ให้ข้า...ได้ฝังอยู่...ในโลงเดียวกันกับเจ้า...”

 

เย่ซืออวิ๋นเบิกตากว้างกับความจริงที่เพิ่งรับรู้เบื้องหน้า น้ำตาไหลรินลงมาไม่ขาดสาย ละอองแสงรอบตัวนั้นยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ...

 

ถ้าหากหยาดน้ำตาเป็นตัวแทนแห่งความเจ็บปวด...

มันก็คงเป็นความเจ็บปวดนับอนันต์ที่ไม่อาจพร่ำพรรณณาได้

 

ลู่ถิงอวี่เงยหน้ามองป้ายหลุมศพที่ทำจากหยกขาวนั้น จากนั้นก็แย้มรอยยิ้มบาง...รอยยิ้มที่แตกต่างจากทุกทีเพราะคราวนี้มันอ่อนโยนรับกับดวงตาดอกท้อที่ละมุนลง

 

ความไร้ชีวิตชีวาในดวงตาพลันจางหาย...ราวกับเพื่อยิ้มให้คนเพียงคนเดียว

แม้ผู้ล่วงลับนั้นจะมองไม่เห็นก็ตาม

 

“แม้...ไม่ได้ตาย...ด้วยกัน ข้าก็ขอ...ฝังอยู่ในโลงเดียวกับเจ้า...และ ถ้าหากพบหน้า...มีจริง...ก็...เฮือก...ฮึก...ขอ...” ยิ่งพูดหยาดโลหิตก็ยิ่งไหลออกมาจากริมฝีปาก...และคราวนี้มีบางส่วนที่ไหลออกมาจากโพรงจมูกด้วย!

“ไม่เอา...ไม่เอานะ ถิงอวี่...ฮือออ ไม่พูดแล้ว...” เย่ซืออวิ๋นพยายามจับ พยายามส่งเสียเพียงใดก็ไร้ผลกับภาพในอดีตที่เขาทำได้เพียงรับรู้เท่านั้น

“ให้พวกเรา...ได้เคียงคู่...ดุจยวนยาง...ไม่...แยกจาก”

“ถิงอวี่! นี่...ถิงอวี่!” เย่ซืออวิ๋นส่งเสียงเรียกเพียงใดก็ไร้ผล ร่างสูงนั้นซวนเซและทรุดลงกับพื้น ลมหายใจรวยริน และขาดห้วงเป็นช่วงๆ เย่ซืออวิ๋นตะโกนเรียกเหมือนครั้งก่อนแต่ก็ยังคงไร้ผล หยกเลือดไหลออกมาจากริมฝีปากของลู่ถิงอวี่ ละอองหิมะโปรยปรายลงมาย่างแช่มช้าต้องร่างที่แน่นิ่งราวไร้ชีวิตไปแล้วนั้น...

“ถิงอวี่! ฮึก...ถิงอวี่!” พร่ำส่งเสียงเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า หยาดน้ำไหลรินลงมาจากดวงตาเรื่อยๆ ไม่หยุด เขารออยู่เช่นนั้นหลายชั่วยามจนกระทั่งเห็นน้องรองออกมาตาม น้องชายที่กลายเป็นฮ่องเต้ไปแล้วได้แต่เบิกตากว้างกับภาพที่เห็น ให้คนวิ่งวุ่นตามหมอหลวงมารักษาเสียวุ่นวาย

และคำเอ่ยจากหมอหลวงโจวก็ทำให้เย่ซืออวิ๋นได้แต่แผดเสียงร้องไห้ลั่น...เพราะอัครเสนาบดีลู่ถิงอวี่ คุณชายหยกขาวผู้เลื่องชื่อไปทั่วหล้านั้น...

 

จากไปแล้ว...

 

สิ้นใจเบื้องหน้าหลุมศพองค์ชายใหญ่ที่เขารักที่สุดและติดค้างที่สุด...ชั่วชีวิตของลู่ถิงอวี่...มีเพียงเมฆางามที่ลาลับไปแล้วไม่มีผู้ใดอื่นอีก

จากไปพร้อมเพลงหงส์วอนรักที่ก้องกังวานและความปรารถนาอันแน่วแน่ในหัวใจ

 

เย่ซืออวิ๋นหลับตาลงอย่างไม่อยากรับรู้ใดๆ แล้ว แต่ต่อให้เขาหลับตาอย่างไรก็ยังคงเห็นภาพทั้งหมดอยู่ดี...เห็นภาพพิธีศพของอัครเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ และเห็นศพของลู่ถิงอวี่ที่อยู่ในโลงเดียวกับตน...

 

ชาตินี้มีวาสนาแต่ไร้โอกาสได้เคียงคู่

ทำได้เพียงร่วมโลงเดียวกัน...สู่ภพภูมิด้วยกัน

และภาวนาด้วยปรารถนาอันแรงกล้า...

 

พันหมื่นชาติภพวนเวียนมิจบสิ้น เวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ถ้าหากชาติหน้ามีจริง...ข้าก็วาดหวังและภาวนาให้พวกเราได้มีโอกาสเคียงคู่

 

แต่งงานผูกผม ร่วมเรียงเคียงหมอน 

กอบกุมสองมือ...ดุจยวนยางไม่มีวันพรากจาก

 

เป็นรักแท้

ที่หวนกลับมา...

 

………..

 

เป็นตอนที่มาดึกนิดหนึ่งเพราะอยากเขียนให้จบในตอนเดียว และคาดว่าคงแบ่งครึ่งตอนไม่ได้…ตอนนี้ยาวถึงยี่สิบห้าหน้ากระดาษเอสี่แล้วค่ะ 

เป็นตอนย้อนอดีตที่ต่อจากตอนที่แล้ว…อย่างที่เราเคยบอกไว้ว่าการจากไปของน้องไม่ได้ทำให้ใครมีความสุขเลยจริงๆ สักคน…ทุกคนไม่กล้าที่จะมีความสุข พี่ลู่นั้นตรอมใจไว้ทุกข์ไปทั่วชีวิต เสด็จพ่อเองก็ไม่กล้าที่จะมีความสุขเพราะโทษตัวเองรวมถึงละอายใจ น้องรองกับน้องฉิงแม้จะได้แต่งงานเป็นฮ่องเต้และฮองเฮาแต่ก็ไม่อาจรักกันจากใจจริงได้ ระหว่างทั้งคู่เลยเป็นหน้าที่มากกว่าหัวใจ เย่เซียวเองก็ไม่อาจแต่งกับพี่ฮวาซิงได้ อยู่ชายแดนชั่วชีวิตและเฝ้ามองผู้หญิงที่เขารัก น้องสี่เองก็ไม่กล้าที่จะบอกรักเจิ้งปิน ต่อให้บอกเจิ้งปินก็ไม่มีวันตอบรับ เขาเลยเลือกที่จะทำหน้าที่องครักษ์ลับ ส่วนเจิ้งปินก็เลือกที่จะปกปักษ์สถานที่แห่งความทรงจำของน้องอวิ๋น พี่ไห่ฟงแม้จะมีชีวิตอยู่ต่อก็ทุกข์ทรมาน เสี่ยวรุ่ยเองก็ด้วย ทั้งคู่ก็ไม่อาจครองรักกันได้

ดังนั้นชาตินี้เลยเป็นโอกาสและการแก้ไขของหลายๆ คน เริ่มต้นไม่เหมือน เส้นทางที่เดินและบทสรุปนั้นก็ไม่เหมือน เป็นวาสนาและรักแท้ของหลายๆ คนที่หวนกลับมา

เราเคยบอกไว้ตอนแรกๆ ว่าการที่น้องกลับมาในชาตินี้เพราะพี่ลู่…พี่เขาอธิษฐานอย่างแรงกล้า เป็นความปรารถนาเดียวจากหัวใจ แต่ก็ไม่ใช่เพราะพี่ลู่เขาคนเดียวหรอกค่ะ…เพราะมีหลายคนที่อธิษฐานและภาวนาเช่นเดียวกัน 

ตอนหน้ากลับสู่ปัจจุบันแล้วล่ะค่ะ…ไม่น่าจะมีมาม่าแล้ว…คิดว่านะคะ ทิชชู่แผ่นเดียวก็พอจริงๆ นะ…

ช่วงนี้อากาศแปรปรวนบ่อย ทุกคนอย่าลืมรักษาสุขภาพและดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ พักผ่อนกันเยอะๆ น้าาา อากาศร้อนมากระวังอย่าให้ตัวเองป่วยกันนะคะ

อยากจะบอกว่าตอนนี้เป็นของขวัญวันวาเลนไทน์…แต่ก็หม่นไปนิดหน่อยจนไม่น่าจะเป็นของขวัญวันแห่งความรักได้ 555 สุขสันต์วันแห่งความรักนะคะ ^_^

วันนี้ talk ยาวไปหน่อย…^_^

สำหรับวันนี้ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.067K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,282 ความคิดเห็น

  1. #4282 _ซียู__ (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2564 / 23:09
    ร้องไห้เป็นบ้าเลย
    #4,282
    0
  2. #4281 Viewsongyea (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2564 / 21:55

    เปียกปอนจริงๆ เป็นการเล่าเหตุการณ์ที่น้องไม่รู้ว่าทุกคนรักน้องจริงๆ
    #4,281
    0
  3. #4280 การบ้านอย่าพูดถึง (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2564 / 06:49

    อ่านนิยายมาจะหกปี
    แล้วนี่เป๋นไม่กี่ครั้งเลยที่เราเม้นท์ คุณไรท์แต่งดีเกินไปแล้ว ดิฉันเปียกปอนมากค่ะ กว่าจะอ่านตอนนี้จบคือร้องให้จนปวดหัว ทิชชู่ม้วนเดียวก็เอาไม่อยู่จริงๆ แต่ดีมากค่ะ มากแบบ โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ~//หยิบทิชชู่อีกแผ่น
    #4,280
    0
  4. #4261 Ms.mouw (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2564 / 10:22

    ฮือออออ ร้องเหมียนหมาเลย ร้องเหมือนตอนบอกเลิกแฟน ไม่มีนิยายหรือการ์ตูนที่ทำให้เราร้องไห้มานานมากแล้วอะ ไรท์สุดยอดมาก
    #4,261
    0
  5. #4218 520307 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 27 เมษายน 2564 / 09:59

    ว่าแล้วว่าคนฆ่าซืออวิ๋นไม่ฮ่องเต้ก็ถิงอวี่นี่แหละ แต่ตั้งแต่20กว่าตอนก็รู้แล้วว่าถิงอวี่ไม่ได้ฆ่า เพราะงั้นก็น่าจะเหลือฮ่องเต้คนเดียว เพราะว่าสองคนนี้คล้องจองกับคำพูดประมาณว่าจะทำศพให้ดีที่สุด แบบทั้งรักทั้งเกลียดอ่ะ ถิงอวี่เป็นคนที่รักซืออวิ๋นแต่ก็เหมือนจะเกลียด(ในหลายๆความหมาย) ส่วนฮ่องเต้จริงอยู่ที่ไม่เคยดูดำดูดี แต่แบบ ความเป็นพ่ออ่ะเนอะ เฝ้ามองมานานจะบอกว่าไม่รักก็คงไม่ได้ แต่องค์ชายคนอื่นๆเกินคาดมาก ไม่คิดว่าจะมีความรู้สึกดีๆด้วย เห็นว่าเกลียดนักเกลีดหนา เกินคาดจริงๆ สองตอนนี้เสียน้ำตาไปเป็นลิตรเลยค่ะ แงงงง
    #4,218
    2
    • #4218-1 วายุจัง(จากตอนที่ 48)
      4 พฤษภาคม 2564 / 05:48
      ร้องทั้งตอน อุแง่ ร้องไห้เหมียนหมา
      #4218-1
    • #4218-2 วายุจัง(จากตอนที่ 48)
      4 พฤษภาคม 2564 / 05:49
      หมดทิชชู่ไปกล่องนึง
      #4218-2
  6. #4215 mildmildja (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 เมษายน 2564 / 13:39
    ร้องไห้จนหายใจไม่ออกเลยค่ะ😭
    #4,215
    0
  7. #4210 MinzyV (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 เมษายน 2564 / 00:59
    เปียกปอนไม่ไหว หานใจไม่ออกแงงงง ร้องทุกประโยคจิงๆ ;-;
    #4,210
    0
  8. #4203 BTS:) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 เมษายน 2564 / 19:03
    เปียกปอนไม่หมด หมอนเอยผ้าห่มเอย
    #4,203
    0
  9. #4183 illegal (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 21 เมษายน 2564 / 03:05
    ทิชชู่แผ่นเดียวไม่พอนะคะ เป็นกองเลย ;__; ไรท์แต่งไว้ดีมาก กินใจมาก ร้องไห้น้ำตาท่วมแล้ว แง เหมียนหมา
    #4,183
    0
  10. #4182 illegal (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 21 เมษายน 2564 / 03:05
    ทิชชู่แผ่นเดียวไม่พอนะคะ เป็นกองเลย ;__; ไรท์แต่งไว้ดีมาก กินใจมาก ร้องไห้น้ำตาท่วมแล้ว แง เหมียนหมา
    #4,182
    0
  11. #4166 R one J (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 13 เมษายน 2564 / 21:06
    น้ำตาไหลอะ ไรท์แต่งดีเกินไป หรือเราอ่อนไหวกันแน่เนี่ย😭
    #4,166
    0
  12. #4154 Choikim Hanna (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 12:52
    เป็นสองตอนที่ต้องคอยเช็คน้ำตาตลอดเลยค่ะ ความไม่เข้าใจกัน ทำให้เรื่องราวใหญ่โต มีคนเจ็บปวดเต็มไปหมดเลย TT
    #4,154
    0
  13. #4151 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 23:12
    บรรยาได้ดีมากเลยยยยทิชชู่หมดเป็นม้วน แงงงงงงง
    #4,151
    0
  14. #4097 Crocus Purple (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 13:45

    ตับพังง
    #4,097
    0
  15. #4078 redlotus (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 2 เมษายน 2564 / 01:17
    เปียกปอนมาก อยากกอดโอ๋ทุกคน 。:゚(;´∩`;)゚:。
    #4,078
    0
  16. #4055 vviiwwyy (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 31 มีนาคม 2564 / 21:53
    พรุ่งนี้ตาบวมแน่ๆ แง้
    #4,055
    0
  17. #3937 iiiiiiiiimee (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 มีนาคม 2564 / 00:08
    ตาบวมแน่ๆพน.
    #3,937
    0
  18. #3907 Happy-makaron (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 20 มีนาคม 2564 / 14:46

    ตอนนี้ทิชชู่ครึ่งม้วน... ตาบวมปูดเลย ฮรึก
    #3,907
    0
  19. #3891 HYUNPARK (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 18 มีนาคม 2564 / 03:41
    เปียกปอนอย่างต่อเนื่อง เจ็บปวดหัวใจไปหมด มันดีจริงๆที่ซืออวิ๋นได้กลับมาเห็นว่าตัวเองในชาติก่อนก็ไม่ได้ไร้ค่าเลยแม้แต่น้อย
    #3,891
    0
  20. #3883 Pannmak (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 17 มีนาคม 2564 / 21:02
    โหหหหหห ไรท์เขียนดีมากกก ซาบซึ้งมาก ปมแบบถอดออกมาแล้วทุกคนที่อ่านมีนำ้ตาแน่ๆๆๆบอกเลย ตอนนี้ควรเตรียมทิชชู
    #3,883
    0
  21. #3848 นักอ่านนกฮูก (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 14 มีนาคม 2564 / 11:25
    จากที่เคยเข้มแข็ง พอมาอ่านฉากนี้...น้ำตามันไม่หยุดไหล
    ไรท์แต่งได้อินมากก ฮรึก
    #3,848
    0
  22. #3841 0947854832aom (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 12 มีนาคม 2564 / 17:07
    เราไปนั่งอ่านตอนรอหมอที่โรงพยาบาลต้องเลิกอ่านเพราะน้ำตาไหลจนคนข้างๆเหล่มอง
    #3,841
    0
  23. #3810 maemond (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 8 มีนาคม 2564 / 18:35
    แงงงงง น้ำตาไหลหมดตัวแล้วว
    #3,810
    0
  24. #3794 nongning5657 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 8 มีนาคม 2564 / 01:16
    คุณไรท์ทำเราน้ำตาแตกตอนตี1กว่าอย่างงี้ไม่ได้นะ!!
    #3,794
    0
  25. #3664 Nisaratkk (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:35
    ร้องเป็นหมาเลยฮือออออออ
    #3,664
    0