ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 47 : 四十 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 十三 ย้อนอดีต (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,425
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,520 ครั้ง
    10 ก.พ. 64

十三  

ย้อนอดีต 

 

 

“ดาบของปฐมกษัตริย์แห่งต้าเซี่ยที่ถูกเก็บไว้ในหอบรรพชนของราชวงศ์เย่อย่างไรเล่า!”

ประโยคที่ออกมาจากปากของฉินเซ่าเจ๋อทำให้เย่ซืออวิ๋นเบิกดวงตากว้าง...ในดวงตาฉายชัดด้วยความเจ็บปวดและสั่นไหว ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง ขอบตาร้อนผ่าวจนแทบจะมีน้ำตาไหลออกมาอยู่รอมร่อ ทว่าเขาก็พยายามกลั้นไว้ พยายามสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ...

 

เขาจะอ่อนแอตอนนี้ไม่ได้!

เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นฉินเซ่าเจ๋อจะใช้มันให้เกิดประโยชน์ทันที!

แต่ถึงอย่างนั้น...

 

ทั้งๆ ที่เผื่อใจไว้บ้างแล้วแท้ๆ ทั้งๆ ที่มีตัวเลือกอยู่ในใจแล้วแท้ๆ...

แต่ก็กลัวคำตอบนั้นเหลือเกิน

 

“อวิ๋น” ลู่ถิงอวี่สังเกตเห็นอาการสั่นเทาของภรรยาก็แทบจะอุ้มร่างนั้นมานั่งไว้บนตัก ประคองกอดไว้ในอ้อมแขนมิให้มีความทุก์ใดๆ มากร้ำกราย 

“ไม่เป็นไร...” เย่ซืออวิ๋นพยายามเข้มแข็ง เขาสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ แรงๆ “เราต้องขอบใจท่านลุงที่บอกเรื่องนี้กับเรา”

“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ...วันนี้องค์ชายเรียกระหม่อมมาเข้าเฝ้ามันอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“เรา...ข้า แค่อยากจะบอกท่าน บอกพวกท่านว่า...ไม่ว่า ‘ความจริง’ จะเป็นอย่างไรตัวตนของข้าก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ข้าคือ ‘เย่ซืออวิ๋น’ องค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์เย่ อดีตเป็นมาเช่นไร ปัจจุบันนี้และอนาคตก็จะเป็นเช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง” เย่ซืออวิ๋นพูดด้วยน้ำเสียงเรียนิ่ง แต่ถ้าหากสังเกตดีๆ และรู้จักเขามากพอจะรู้ว่าน้ำเสียงนั้นกำลังสั่นอยู่ไม่น้อย

 

ราวคนพูดเองก็รีดเค้นพลังออกมาเพื่อพูดเรื่องราวเหล่านี้เช่นกัน

 

ดวงตาคู่สวยของเย่ซืออวิ๋นมองสบกับดวงตาของฉินเซ่าเจ๋ออย่างไม่หวั่นเกรง มีเพียงความมุ่งมั่นแน่วแน่ไม่สั่นคลอน 

 

ดวงตาเช่นนี้ไม่เหมือนกับฉินเซ่าเจ๋อที่เป็นบิดาโดยสายเลือด แต่กลับเหมือนฮ่องเต้เย่เทียนหลงยิ่งนัก

ดวงตาทีเข้มแข็งมั่นคง ไม่มีวันสั่นคลอนแม้ว่าจะเจอกับโพยภัยใดๆ ก็ตาม ดวงตาที่มองไปข้างหน้าและคอยปกป้องอยู่เสมอ...

เป็นดวงตาของคนวนสกุลเย่แทบจะทุกคน

 

ที่จริงนอกจากสายเลือดแล้ว...เด็กคนนี้ก็ไม่มีส่วนไหนที่เหมือนคนสกุลฉินเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นนิสัยการวางตัว และที่ชัดสุด...

 

ก็คือดวงตาคู่นั้น

ดวงตาที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ฉินเซ่าเจ๋อพ่านแพ้จนต้องสูญเสียแม้กระทั่งหัวใจไป!

 

“ข้าไม่ยอมและไม่มีวันให้พวกท่านใช้ข้าเพื่อทำลาย ‘ครอบครัว’ และเหล่า ‘คนสำคัญ’ ของข้าเป็นอันขาด!”

 

ไม่มีทางให้เหมือนชาติที่แล้วที่ข้าไม่อาจทำอันใดได้ และเป็นตัวหมากให้พวกท่านชักใย!

 

ฉินเซ่าเจ๋อนิ่งไปทันที เขาชะงักก่อนจะยิ้มเย็น “องค์ชายทรงอยากตัดขาดกับสกุลฉิน?”

“พวกท่านเองก็ไม่อยากเล่นละครใจดีมีเมตตากับข้า ข้าเองก็มิใคร่อยากปั้นหน้าเสวนากับพวกท่านอีกแล้วเช่นกัน!”

“ดี! ดีมากพ่ะย่ะค่ะ! ช่างกตัญญูเหลือเกิน!” ฉินเซ่าเจ๋อเอ่ยประชดประชัน เอาว่า ‘กตัญญู’ มาใช้กระทบว่าเย่ซืออวิ๋น 

“อันคำว่ากตัญญูนี้หมายถึงอย่างไรกัน? ท่านลุง...พวกท่านไม่เคยสนใจใยดีข้า แม้กระทั่งการเกิดมาของข้าก็เป็นเพราะท่านข่มเหงรังแกงเสด็จแม่ของข้าเพื่อให้สกุลฉินมีตัวหมากและหุ่นเชิดไว้ในวังหลวง เสด็จแม่ต้องทุกข์ตรมแต่ก็ยังเก็บข้าไว้ ท่านไม่เคยเลี้ยงดูไม่เคยให้ความเอาใจใส่ ไม่เคยให้ความอบอุ่นในฐานะญาติหรือในฐานะบิดา เช่นนั้นแล้วท่านตอบข้าได้หรือไม่ว่ากตัญญูคำนี้หมายความว่าอย่างไร”

ฉินเซ่าเจ๋อเงียบเพราะเขาไม่คิดว่าตนเองจะถูกย้อนกลับมาเช่นนี้ ส่วนเย่ซืออวิ๋นยังคงยิ้มน้อยๆ ซุกซ่อนความหวั่นไหวไว้ในส่วนที่ลึกที่สุด และโชคดีนักที่มีของลู่ถิงอวี่คอยกอบกุบเอาไว้...มิเช่นนั้นเขาคงอดทนต่อไม่ไหวเป็นแน่

“ท่านเพียงแค่ทำให้ข้าเกิดมาเท่านั้น...ส่วนบิดาของข้าเย่ซืออวิ๋นไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มีเพียงฮ่องเต้เย่เทียนหลงพระองค์เดียวเท่านั้น”

 

ทรงเป็นพระบิดา...ที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจมาแทนที่หรือเทียบเคียงได้

ต่อให้มิได้มีสายเลือดเดียวกันก็ตาม!

 

“องค์ชาย!”

“ท่านลุงคิดว่าข้าจะสนใจหรือ? คิดว่าข้าจะเสียใจหวาดระแวงคนในครบครัวตนเอง ใจอ่อนให้พวกท่านใช้ประโยชน์หรือ? ท่านลุง...ท่านคิดว่าข้าเย่ซืออวิ๋นไร้เดียงสาถึงปานนั้นจริงหรือ?” เย่ซืออวิ๋นเอียงคอยิ้มๆ แต่ดวงตามิได้ใคร่ยิ้มตามไปด้วย

 

กดดัน เปี่ยมอำนาจ และหนักแน่นจริงจังยิ่ง!

 

“ข้าเคยคิดเช่นนั้นจริงๆ” ฉินเซ่าเจ๋อแค่นเสียงเหอะ เขามิได้ใช้คำราชาศัพท์อีกแล้ว มือใหญ่กำเข้าหากันแน่นอย่างไม่สบอารมณ์เป็นที่สุด “สมแล้วจริงๆ!”

“วันนี้ที่ให้คนเชิญท่านมาเดิมทีก็เพราะอยากพูดเรื่องนี้ต่อหน้าท่าน...ข้ากับพวกท่านไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกัน ทางที่ดีอย่าได้ติดต่อหรือยุ่งเกี่ยวกันจะดีกว่า เพราะสิ่งที่ท่านทำไว้กับข้า คนสำคัญของข้า...และเสด็จแม่ของข้านั้นมิอาจอภัยให้ได้เลยจริงๆ...และเป็นคำเตือนสุดท้ายของข้าด้วย”

 

เห็นแก่ที่ชาติก่อนข้าเองก็หวังสายสัมพันธ์จากพวกท่าน...แม้จะรู้ว่าถูกหลอกใช้ก็เถอะ

 

“เตือนข้า?” ฉินเซ่าเจ๋อหัวเราะอย่างไร้ความรื่นรมย์ในน้ำเสียง “ก็ยังไร้เดียงสาอยู่จริงๆ ทรงห่วงใยตนเองเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” เขากลับมาใช้คำราชาศัพท์อีกครั้ง

“ในเมื่อองค์ชายอยากตัดขาดเช่นนั้นก็ได้ แต่อย่าได้มาเรียกร้องเอาทีหลัง! เพราะกระหม่อมไม่มีทางใจดีเป็นแน่!...องค์ชายไม่กลัวเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ ว่ากระหม่อมจะนำเรื่องนี้ไปเผยแพร่ข้างนอก!”

“ถึงแม้พวกท่านจะถนัดใช้แผนต่ำช้าเช่นนี้...ข้าก็ไม่เกรงกลัวหรอก ท่านลืมไปแล้วหรือว่าบิดาของข้าเป็นผู้ใด?”

 

บิดาของข้าเป็นฮ่องเต้ ใต้หล้านี้...ถ้าฮ่องเต้ตรัสว่าใช่ก็คือใช่ ถ้าไม่...ผู้ใดเล่าจะกล้าเอ่ยปากคัดค้าน 

 

“นามของข้าสลักอยู่ในทำเนียบของราชวงศ์ อยู่ในรายนามขององค์ชายอย่างทรงเกียรติ...ไม่ว่าพวกท่านจะทำอย่างไร จะปล่อยข่าวลือใดๆ ก็ไร้ความหมาย...”

ฉินเซ่าเจ๋อยิ้มอย่างเยียบเย็น รอยยิ้มบิดเบี้ยวพร้อมมือที่กำแน่น ไหนจะดวงตาที่อัดแน่นไปด้วยความโกรธและความเค้นล้ำลึกนั่นอีก!

 

เด็กคนนี้ปฏิเสธเขาแต่กลับเชื่อใจและศรัทธาในตัวของเย่เทียนหลงอย่างยิ่ง!

เหมือนกับวันที่ลู่จิงเองก็ปฏิเสธเขา!!

 

“ดี! ดี! ดีเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ!! เช่นนั้นระหว่างเราก็ไม่จำเป็นต้องมีอันใดให้พูดกันอีก! กระหม่อมทูลลา!!” ฉินเซ่าเจ๋อสบถลั่น เหยียดดวงตามองเย่ซืออวิ๋นและลู่ถิงอวี่ที่เคียงข้างอย่างไม่สบอารมณ์และเกลียดชังจนเข้ากระดูกดำ

 

เพราะมันเหมือนเหลือเกิน...เหมือนยามเห็นเย่เทียนหลงและลู่จิงเคียงข้างกัน!

ราวกับว่าต่อให้วางแผนมากมายเพียงใด ทุ่มเทเพียงใดก็ไม่อาจแย่งชิงได้มา ขนาดลูกชายแท้ๆ ของตนยังนับถือเย่เทียนหลงเป็นบิดา ตัดสายสัมพันธ์กับบิดาแท้ๆ เช่นตน!

 

นั่นแสดงว่าเย่เทียนหลงรู้ความจริงทุกอย่างในปีนั้นแล้ว แต่ที่น่าแปลกใจคือสามารถอดทนเลี้ยงสายเลือดของเขามาได้นานถึงเพียงนี้ ซ้ำดูแลปกป้องอย่างดีราวบุตรชายแท้ๆ! เดิมทีคิดว่าฉางเล่อคงไม่มีทางเอ่ยเรื่องอัปยศอดสูของนางให้ใครรู้ ยิ่งกับเย่เทียนหลงที่นางทั้งรักทั้งแค้นด้วยแล้วมิมีทางเด็ดขาด!

 

แต่ดูเหมือนทั้งเขาและท่านพ่อจะคาดเดาผิดไปถนัด!!

ราวกับจะบอกว่าพวกเขาต่างหากที่เป็นของปลอม ไม่วาจะเป็นสายเลือด ความสัมพันธ์หรือใดๆ ก็ตาม ส่วนทางนั้นต่างหากที่เป็นของจริง!

 

จิตสังหารเยียบเย็นที่เย็นชายิ่งราวกับจะเฉือนเนื้อและกระดูกจากร่างของฉินเซ่าเจ๋อพุ่งใส่เย่ซืออวิ๋นและลู่ถิงอวี่อย่างเจาะจงยิ่ง!

“พระองค์จะถูกสายสัมพันธ์นี่ทำร้ายเอาสักวัน! ข้าจะรอชมวันนั้นอย่างใจจดใจจ่อทีเดียว! และทรงเป็นเช่นเดียวกับมารดาของพระองค์...โง่เง่าหลงงมงายในรัก!!” ฉินเซ่าเจ๋อเอ่ยไว้แค่นั้นก็หมุนกายกลับ ใช้วิชาตัวเบานางแอ่นล่องเมฆาออกไปแล้ว...

 

ทิ้งไว้เพียงความเดือดดาลและวาจาราวเอ่ยสาปแช่ง

 

“ไม่ต้องไปฟังเขา” ลู่ถิงอวี่เอามือปิดหูภรรยาไว้ พลางรวบร่างนั้นเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหนและปลอบโยน เมื่อภรรยาที่เมื่อครู่ยังทำเป็นเข้มแข็งและทรงอำนาจตัวสั่นและทรุดลงฟุบกับโต๊ะน้ำชาหินหยก ดวงตาคู่สวยนั้นคลอไปด้วยหยาดน้ำตาจนลู่ถิงอวี่ขมวดคิ้ว “เขาทำเจ้ากลัวหรือ?”

“ไม่...ไม่ใช่” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้า พิงอกอุ่นๆ ของลู่ถิงอวี่ไว้ มือเรียวกำชายเสื้อสามีไว้แน่น ส่ายศีรษะไปมา แต่ดวงตากลับจะร้องไห้ออกมารอมร่อ จนลู่ถิงอวี่ใช้ปลายนิ้วไล้ใต้ขอบตาขาวเบาๆ

“อวิ๋น...เจ้าเป็นอะไร บอกข้ามาสิคนดี...ถ้าฉินเซ่าเจ๋อทำเจ้ากลัว ข้าจะไปจัดการเขาเดี๋ยวนี้” ลู่ถิงอวี่ปลอบอย่างอ่อนโยน ยิ่งเห็นอวิ๋นของตนตัวสั่นเขาก็ยิ่งหงุดหงิดและโทษทุกอย่างว่าเป็นความผิดของฉินเซ่าเจ๋อ

“ไม่...ไม่...ฮึก...จริงๆ นะ” เย่ซืออวิ๋นสูดจมูกพยายามไม่ร้องไห้ แต่หัวใจมันเจ็บ...เจ็บมากๆ จนเขาอยากร้องไห้ออกมา ขอบตาร้อนผ่าวไปหมด 

ตั้งแต่ที่ได้ยินประโยคนั้นจากปากของฉินเซ่าเจ๋อเขาก็เจ็บปวดราวถูกมือที่มองไม่เห็นบีบหัวใจ...ทั้งๆ ที่คิดไว้บ้างแล้ว ทั้งๆ ที่เตรียมใจไว้บ้างแล้ว...

 

เพราะถ้าจับเอาทุกอย่างมารวมกัน คิดถึงความเป็นไปได้หลายอย่าง...

คำตอบมันก็มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น...

 

ทั้งๆ ที่คิดว่าจะไม่เป็นไรแล้ว แต่เขากลัวที่จะยอมรับ และเลือกที่จะทำเมินมันไป เลือกที่จะไม่สนใจและไม่อยากหาคำตอบเพิ่มเติม

 

ทว่าวันนี้กลับมีคำเอาสิ่งที่เขาเลือกจะลืมมาโยนใส่หน้า...

 

“อวิ๋น...คนดี ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร ข้าอยู่ตรงนี้ คนดี...สามีของเจ้าอยู่ตรงนี้” แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ลู่ถิงอวี่ก็พยายามปลอบภรรยาในอ้อมแขน แขนโอบรัดเอวบางไว้แล้วโยกไปมา เสียงไพเราะราวเสียงดนตรีนั้นเอ่ยปลอบโยนอยู่ข้างหู จูบซับข้างขมับและจูบซับเปลือกตาของเย่ซืออวิ๋นอย่างอ่อนโยน...

 

อวิ๋นของเขาถึงจะดูเจ็บปวด ถึงจะตัวสั่นเทาราวลูกแมวที่ถูกรังแกมา แต่ดวงตาก็ยังไม่ยอมหลั่งน้ำตา

เพราะคำสัญญาที่ให้ไว้ในวันนั้นเมื่อหลายปีก่อน...ว่าจะไม่ยอมร้องไห้อีก

เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องปวดใจเสียใจ และไปเอาความคนที่บังอาจทำให้เมฆางามสูงค่าต้องหลั่งน้ำตา

 

“อืม...ข้ารู้” เย่ซืออวิ๋นรับคำ ร่างกายหยุดสั่นแล้ว ทิ้งตัวลงบนตักกว้างเปนแมวน้อยให้สามีปลอบ “ถิงอวี่...เคยเห็นดาบเล่มหนึ่งหรือไม่?”

“ดาบ?” ลู่ถิงอวี่เลิกคิ้ว แต่มือก็ยังไม่เลิกลูบเส้นผมนุ่มๆ และยังปลอบโยนคนงามในอ้อมแขนต่อไป ความจริงเขาสงสัยตั้งแต่ที่ฉินเซ่าเจ๋อพูดแล้ว และดาบที่ว่าก็ทำให้อวิ๋นเสียปฏิกิริยาถึงเพียงนี้ด้วย

“ดาบยาวที่คล้ายกระบี่ ด้ามดาบเป็นสีทองงดงามสลักลวดลายโบราณ ประดับประดาด้วยอัญมณีสีแดงสดที่แลดูคล้ายดวงตาของพยัคฆ์หรือไม่ก็มังกร ตัวดาบเป็นสีเงินสวยและลงสลักทองคำที่ใบดาบดูไปคล้าย...” เย่ซืออวิ๋นชะงักยามนี้เขาสามารถนึกถึงลักษณะของดาบเล่มนั้นได้ชัดถนัดตา 

และเพราะนึกชัดก็เลยรู้ว่าสัญลักษณ์ที่สลักอยู่บนใบดาบนั้นดูคล้ายอะไรบางอย่างที่เขาโยนเล่นอยู่เสมอเมื่อครั้งยังเยาว์ แต่เพราะยังจำได้ไม่ชัดเหมือนตอนนี้ก็เลยไม่คิดจะสังเกตหรือสนใจ

 

มันคล้ายกับ...ตราลัญจกร!

 

“ดาบที่มีลักษณะโดดเด่นเลอค่าเช่นนั้นมีเพียงเล่มเดียวที่ข้าเคยเห็น...แต่ก็เคยเห็นเมื่อนานมาแล้วเช่นกัน” ลู่ถิงอวี่ขมวดคิ้วพลางครุ่นคิด แต่เย่ซืออวิ๋นกลับเงยหน้ามองสามีตนเองทันที

เพราะถ้าหากว่าถิงอวี่เคยเห็นนั่นหมายความว่ามันมีจริงๆ...สามีของเขาผู้นี้มีความสามารถผ่านตาไม่ลืมเลือน ดังนั้น...

“เคยเห็น...ที่ตำหนักพอบรรพชนของราชวงศ์ใช่หรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นกำชายเสื้อสามีแน่นขึ้น และชะงักเมื่อยามสามีพยักหน้ารับ

“ตอนเด็กๆ ข้ากับเย่เฟิงทำความผิดมา ในฐานะที่อายุเยอะที่สุดก็ถูกไล่ให้ไปคุกเข่าหันหน้าเข้ากำแพงทบทวนตัวเอง...หอบรรพชนของราชวงศ์นั้นไม่เหมือนที่อื่น ไปสำนึกผิดที่นั่นครั้งเดียวก็เหลือรับแล้ว” ลู่ถิงอวี่ส่ายหน้าเบาๆ อย่างไม่อยากนึกถึงเท่าไหร่นัก “ขนาดข้าที่ยามนั้นร่างกายไม่แข็งแรงยังไม่ได้รับการปราณีใดๆ เลย”

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า กะพริบตาปริบๆ “ถิงอวี่เคยถูกลงโทษด้วยหรือ?”

“อวิ๋น...ต่อให้ร่างกายมิใคร่จะแข็งแรงแต่สามีเจ้าก็เป็นตัววุ่นไม่แพ้น้องๆ ของเจ้าหรอกนะ ข้ากับเย่เฟิงแค่ชอบใช้สมองจัดการมากกว่า บางอย่างเกินเลยไปก็ค่อนข้าง...มาก” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะกะพริบตาอ้อน เมื่อเห็นว่ายามนี้ภรรยาคนงามเหมือนจะกลับมาเป็นปกติแล้ว “ข้าน่ะเป็นเด็กดีเฉพาะกับเจ้าเท่านั้นล่ะ”

ถูกหยอกเย้าจนลืมเรื่องที่กังวลไปแล้วเย่ซืออวิ๋นก็หัวเราะเบาๆ แต่ยังไม่ยอมลุกออกจากตักของลู่ถิงอวี่ เอาศีรษะไถไหล่กว้างราวตนเองเป็นลูกแมวตัวน้อยๆ ที่อยากได้รับความรักจากเจ้าของเยอะๆ “ข้ารู้...ถิงอวี่ถ้าข้าอยากไปที่ตำหนักหอบรรพชนสักครั้งจะได้หรือไม่?” 

 

เขาอยากไปเห็นให้แน่ใจ...ให้เห็นกับตา

ดีกว่าได้ยินจากปากคนอื่น

 

“เดิมทีต้องรอให้ได้รับบรมราชโองการอนุญาตจากฝ่าบาท และยามนี้ฝ่าบาทเองก็มิได้ประทับอยู่ในวังหลวงเสียด้วย” ลู่ถิงอวี่เอ่ย

“เดิมที?”

รอยยิ้มน่ามองปรากฏบนใบหน้าคุณชายหยกขาว “ก็แค่เดิมทีน่ะ...ฝ่าบาททรงโยนงานทุกอย่างมาให้เย่เฟิงหมดแล้ว อำนาจสั่งการในมือเย่เฟิงก็เทียบเท่ากับฝ่าบาท อีกทั้งเจ้าเองก็เป็นองค์ชายใหญ่ของราชวงศ์เดินเข้าตำหนักหอบรรพชนไปเลยก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้าจะทำให้ไม่มีใครกล้าบ่นก็ให้เย่เฟิงเขียนหนังสืออนุญาตให้เจ้าก็พอ”

 

องค์ชายรัชทายาทมีหรือจะไม่ออกหนังสืออนุญาตให้พี่ชายตนเองน่ะ

ดังนั้นเรื่องนี้...ง่ายดายมาก

 

“เช่นนั้นเราไปหาน้องรองกันได้เลยหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยอย่างร้อนใจ อยากรู้เสียเดี๋ยวนี้เลย แต่พอมองไปรอบๆ ก็เห็นฟ้าด้านนอกเริ่มมืดแล้ว จะให้ไปรบกวนน้องชายตอนนี้ก็ไม่ดีด้วย “ค่อยไปวันพรุ่งก็ได้...”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มปลอบ ก่อนจะเอ่ยขอด้วยเสียงนุ่มๆ แสนไพเราะตามแบบฉบับของตนเอง เอื้อมมือของตนเองไปสอดประสานกับมือของเย่ซืออวิ๋นไว้แน่น

 

สิบนิ้วสอดประสานไม่แยกจาก...

เคียงคู่กันทั้งยามทุกข์และยามสุข เสมือนเยาว์วัยที่พ้นผ่าน และปัจจุบันนี้ที่เป็นอยู่ 

 

“ข้าไปกับเจ้าด้วยนะอวิ๋น...ข้าอยู่ตรงนี้ ข้างๆ เจ้า”

 

ไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้า...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ต่อให้ไม่รู้อะไรเลย แต่ก็อยากปกป้องเจ้าไม่ให้ให้ต้องเสียใจ...

 

เย่ซืออวิ๋นยิ้มรับทั้งปากและตา หลับตาลงรับจุมพิตความนุ่มๆ ที่ลู่ถิงอวี่เป็นฝ่ายมอบให้อย่างไม่เกี่ยงงอน เผยอริมฝีปากรับสัมผัสหวานๆ นั้นอย่างอิ่มเอมหัวใจ

 

จุมพิตที่ปลอบประโลมความเศร้าเสียใจและความกังวลทั้งหมด

 

ถิงอวี่อยู่ตรงนี้...อยู่ข้างๆ ข้าไม่ไปไหน ไม่ถามทั้งๆ ที่คนฉลาดอย่างเขาย่อมต้องสงสัยหรือเอะใจอะไรหลายๆ อย่าง แต่ถิงอวี่ก็ไม่เคยถามอะไร

 

เพราะเกรงว่าจะทำให้เขาไม่สบายใจ

ใส่ใจกันเสมอ...แม้จะเป็นเพียงเรื่องความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ เพียงใดก็ตาม...

 

ขอบใจเจ้า...ถิงอวี่

 

...........

 

ด้วยความเป็นที่เป็นพี่ชายสุดที่รักขององค์ชายรัชทายาท ทำให้แค่องค์ชายใหญ่มาเยือนตำหนักบูรพาก็ถูกองค์ชายรัชทายาทจูงมือไปกินมื้อเช้าด้วยกันทันที พ่อครับตำหนักบูรพามีความสามารถในการรังสรรค์อาหารอร่อยๆ และขนมรสชาติเป็นเลิศเพื่อเตรียมไว้ให้องค์ชายใหญ่โดยเฉพาะ

“พี่ใหญ่อยากเข้าไปตำหนักหอบรรพชนหรือ? พี่ใหญ่เดินเข้าไปได้เลย...แต่เพื่อไม่ให้ใครมาบ่นว่าทีหลังเดี๋ยวข้าออกหนังสือให้ดีกว่า” เย่เฟิงพยักหน้าโดยที่ไม่ถามอะไรทั้งสิ้น มองลู่ถิงอวี่เล็กน้อย “เจ้าจะไปด้วยสินะ”

 

เจ้าคนหน้าเหม็นนี่มีหรือจะปล่อยให้พี่ใหญ่ไปไหนมาไหนคนเดียว

 

และเย่เฟิงก็ไม่ถามว่าเหตุใดจู่ๆ พี่ใหญ่ของตนถึงได้อยากไปที่ตำหนักหอบรรพชนแห่งนั้น...ถ้าพี่ใหญ่ไม่พูดเขาก็จะไม่มีวันเอ่ยถามให้พี่ชายต้องกังวลหรือเสียใจเป็นอันขาด

 

พี่ใหญ่ที่เขาถนอมดูแลและสาบานว่าจะปกป้อง

 

“ข้าไปด้วยดีกว่า” เย่เฟิงตัดสินใจในที่สุด “ในเมื่อข้าไปด้วยหนังสือใดๆ ก็ไม่ต้องใช้แล้วล่ะ...พี่ใหญ่ ยังจำได้หรือไม่ว่าวันที่ท่านสวมกวานเสด็จพ่อได้มอบจี้หยกสีทองอันหนึ่งให้ท่าน และหลังสวมกวานพวกเราก็ได้กันทุกน”

“จำได้สิ” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า จี้หยกอันนั้นสวยงามมากๆ เป็นหยกสีทองริ้วเงินที่สลักลวดลายบางอย่าง เขาไม่ได้สนใจอะไรมากมายนอกจากคิดว่ามันสวยงามดีและเป็นของล้ำก็เลยนำมาห้อยคอไว้ แต่ตอนนี้พอลองมานึกๆ ดูแล้วรู้สึกว่าลวดลายที่สลักอยู่บนหยกนั้นจะเหมือน...

 

ตราลัญจกร!

 

“อ้ะ...ตราลัญจกรจริงๆ หรือ?” เย่ซืออวิ๋นรีบหยิบจี้หยกที่เขาห้อยคอไว้มาดู พอพิจมองดีๆ แล้วเป็นตราลัญจกรจริงๆ เสียด้วย!

“ใช่แล้ว...ในต้าเซี่ยแห่งนี้พี่ใหญ่สามารถใช้ตรานี้ได้ทุกที่ เห็นตราก็ราวเห็นตัวตน...ดุจเป็นตัวแทนพระองค์ ใช้โยกย้ายกำลังทหาร ออกคำสั่งกับองครักษ์ลับ บัญชากองทัพ...” ยิ่งเย่เฟิงเอ่ยบอกเท่าไหร่ เย่ซืออวิ๋นยิ่งมองจี้หยกในมือราวของร้อน แทบจะถอดออกจากคอเสียเดี๋ยวนั้น

 

นี่เสด็จพ่อมอบของล้ำค่าและน่ากลัวแบบนี้ให้พวกเขาได้อย่างไรกันนะ!

ต้องไว้ใจและเชื่อมั่นในตัวพวกเขาขนาดไหนกัน...เชื่อว่าพวกเขาจะไม่มีวันทรยศแผ่นดิน จะปกปักษ์รักษาแว่นแคว้น ไม่มีวันหลงไปเดินทางผิด...

 

“เจ้าไม่ได้บอกพี่ใหญ่หรอกหรือถิงอวี่? ที่เจ้าเองก็มีนี่” เย่เฟิงเลิกคิ้ว

“ข้าไม่อยากนำมาใช้จนลืมมันไปจริงๆ” เขาทำเป็นลืมไปนานจนลืมเข้าจริงๆ ของน่ากลัวเกินไปเช่นนั้นน่ะ...ไม่รู้ว่าเป็นความไว้ใจเกินไปหรืออย่างไร ซ้ำจี้หยกเหล่านั้นยังระบุตัวตนและสลักชื่อให้ใช้เฉพาะเจ้าของชื่อเสียด้วยซ้ำ ต่อให้หล่นหายไปก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะนำเอาไปใช้ เพราะถ้าหากไม่ใช่พวกเขามีหวังถูกลงโทษหนักเป็นแน่

“อืม...ข้าเองก็ลืมไปเช่นกัน เพิ่งมานึกได้ตอนก่อนออกไปข้างนอกเสด็จพ่อโยนตราลัญจกรมาให้ข้าจัดการกองฎีกานั่นแหละ” เย่เฟิงถอนหายใจเบาๆ อย่างระอาในตัวพระบิดาตน เดี๋ยวนี้เสด็จพ่อชอบให้เขาจัดการงานต่างๆ แทนแทบจะลุกอย่างแล้ว

“เสด็จพ่อนี่นะ” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้า ตัดสินใจแน่วแน่ว่าถ้าหากไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่นำจี้หยกนี้ออกมาใช้เป็นอันขาด!

“เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วเราก็ไปกันเถิด...พี่ใหญ่ลองชิมอันนี้ดู พ่อครัวทำเพื่อท่านโดยเฉพาะเลย” เย่เฟิงคีบปลาขาวหิมะที่ปรุงรสด้วยน้ำราดพิเศษใส่ถ้วยของพี่ชาย

“ข้าป้อนเอง” ลู่ถิงอวี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วมองสหายตนเองตาดุ “ภรรยาข้า ข้าป้อนเองได้...เจ้ารอให้น้องฉิงเข้าตำหนักบูรพามาก่อนเถอะ”

“เจ้าขี้หวงเกินไปแล้ว” เย่เฟิงถอนหายใจระอา 

“ข้ายอมให้อวิ๋นคีบอาหารให้เจ้าก็ดีแค่ไหนแล้ว...” คุณชายลู่เอ่ยอย่างใจแคบเป็นที่สุด ยิ้มหวานให้ภรรยาตนเอง คอยปรนนิบัติเย่ซืออวิ๋นอย่างดี 

องค์ชายใหญ่หัวเราะพลางยิ้มน้อยๆ คอยดูแลใส่ใจสามีและน้องชายเพื่อไม่ให้ใครน้อยใจ ความกังวลมากมายในใจดูจะคลายลงไปบ้าง

 

อะไรจะเกิดล้วนต้องปล่อยให้มันเกิด

อย่างไรเสียมันก็เป็นความจริงที่เขาปรารถนาอยากจะรับรู้และปล่อยวางไม่ได้

 

ต่อให้ต้องเจ็บปวดก็ตาม...

อย่างไรเสียก็ต้องยอมรับและผ่านพ้นไปให้ได้

 

.......

 

ตำหนักหอบรรพชนของราชวงศ์นั้นอยู่ในบริเวณเดียวกับหอจรดฟ้าที่ใช้ประกอบพิธีสำคัญๆ ต่างๆ ในแว่นแคว้น บรรดาเชื้อพระวงศ์จะมาที่นี่กันทุกปีในช่วงสมโภชแคว้น เหล่าทหารที่เฝ้าหน้าตำหนักหอบรรพชนนั้นเป็นองครักษ์ลับที่ได้รับการฝึกมาอย่างเข้มงวด พวกเขาทั้งหลายรีบทำความเคารพองค์ชายรัชทายาท องค์ชายใหญ่และคุณชายลู่ทันที

เย่เฟิงพยักหน้าเบาๆ เอ่ยด้วยรอยยิ้มนุ่มนวลตามแบบฉบับ “ข้าแวะมาทำธุระสักประเดี๋ยว”

“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายรัชทายาทบอกว่ามาทำธุระ พวกเขามีหรือจะกล้าขวาง หนำซ้ำองค์ชายใหญ่ยังเสด็จมาด้วยพระองค์เอง ทั่วแว่นแคว้นต้าเซี่ย...ไม่สิใต้หล้าต่างรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นเปรียบดุจดั่งบนไข่มุกบนฝ่ามือของฮ่องเต้เย่เทียนหลง ซ้ำยังมีสามีเป็นคุณชายหยกขาวที่แสนจะรับมือยากผู้นั้นอีก

“มาเถิดอวิ๋น” ลู่ถิงอวี่จูงมือภรรยาเข้าไปด้านใน ตำหนักหอบรรพชนนั้นมิได้เรียบหรูและเปี่ยมอำนาจเปี่ยมพลังเหมือนตำหนักจิ้งหยางและท้องพระโรงไท่หยวน แต่กลับให้ความรู้สึกสงบเงียบอันแสนบริสุทธิ์

 

คล้ายกับตอนไปวัดเกาเสียงเล็กน้อย...

 

เมื่อเดินเข้ามาถึงด้านในเสาไม้จันทร์ดำสลักลายเก้ามังกรขนาดใหญ่อยู่กลางตำหนัก แตกแขนงเป็นกิ่งไม้สำหรับวางป้ายชื่อของผู้ล่วงลับ...

 

ราวกับต้นไม้มังกรที่โอบอุ้มบรรพชนสกุลเย่

 

“ข้างในมีกลไกแบบเดียวกับที่ท้องพระโรงไท่หยวน พี่ใหญ่เดินตามข้าและถิงอวี่มานะ” เย่เฟิงคลี่พัดหยกในมือโบกไปมา พู่หยกโลหิตหงสาปลิวไสวไปตามแรงโบก

“อื้ม...ข้าไม่ทำให้พวกเจ้าต้องลำบากหรอกน่า”

“ลำบากก็ไม่เห็นเป็นไร ต่อให้เจ้าหลงไปที่ไหนข้าก็จะหาเจ้าจนเจอ...อวิ๋นข้าเป็นสามีเจ้านะ ได้ปรนนิบัติเจ้าน่ะเป็นความสุขในชีวิตของข้าแล้ว” ลู่ถิงอวี่สอดนิ้วกระชับมือบางไว้แน่น พลางยิ้มหวานให้ภรรยา

 

เขาเห็นความกังวลที่อวิ๋นพยายามซุกซ่อนไว้...เย่เฟิงก็เห็นเช่นกัน

 

“ข้าเชื่อถิงอวี่ เชื่อน้องรองด้วย” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ความอบอุ่นจากมือที่กอบกุมไว้ของสามี จากดวงตาคมของน้องชายที่มองมาอย่างห่วงใยช่วยเรียกความกล้าหาญให้กับเขาไม่น้อย

 

ข้าไม่ได้อยู่คนเดียว...ไม่เคยที่จะอยู่คนเดียว

 

“อวิ๋นอยากเห็นดาบของปฐมกษัตริย์ของแคว้น...เจ้าพาไปได้หรือไม่เย่เฟิง?” ลู่ถิงอวี่เอ่ยบอกความต้องการของเย่ซืออวิ๋นแทน

เย่เฟิงเลิกคิ้ว ก่อนจะพยักหน้า หุบพัดในมือแล้วเดินนำไปตามเส้นทางเล็กๆ เขาไม่ได้ถามว่าเหตุใดอยู่ๆ พี่ใหญ่ถึงได้อยากเห็นดาบเล่มนั้นขึ้นมา

 

แต่ถ้าหากนั่นเป็นความต้องการของพี่ใหญ่...เขาก็ไม่เคยคิดขัด

 

“ดาบของปฐมกษัตริย์เล่าขานกันว่าเป็นดาบวิเศษที่สวรรค์มอบให้กับเขา...เพื่อรวบรวมแว่นแคว้น เพื่อปกปักษ์รักษาแผ่นดิน ธำรงไว้ซึ่งทศพิศราชธรรมของราชา...ดาบที่ถือว่าเป็นของคู่บ้านคู่เมือง” เย่เฟิงเอ่ยเล่าไปด้วย เดินนำไปด้วย “ดาบเล่มนี้จะถูกเก็บเอาไว้ในห้องเก้ามังกรที่รายล้อมด้วยกับดักมากมาย ใช้ตราลัญจกรประจำพระองค์เป็นกุญแจเปิด เพราะเชื่อว่าเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์...จะนำดาบเล่มนี้ออกมาใช้เพียงพิธีครองราชย์ของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ และ...”

“และ?” เย่ซืออวิ๋นสดับฟังไปด้วย กุมมือลู่ถิงอวี่แน่นขึ้นไปด้วย ดวงตาคู่สวยสั่นระริก 

“และถ้าหากมีเชื้อพระวงศ์ในสกุลเย่คนใดหลงไปเดินทางผิด...จะใช้ดาบเล่มนี้ลงโทษคนผู้นั้น”

เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโต แพขนตาสั่นไหว “เหตุใดเล่า...ดาบที่ล้ำค่าเป็นของคู่บ้านคู่เมืองเช่นนี้จึงนำมาใช้สำเร็จโทษคนผิด ดู...ดูจะให้เกียรติกันเกินไปกระมัง” น้ำเสียงของเย่ซืออวิ๋นสั่นจนเย่เฟิงและลู่ถิงอวี่รู้สึกได้ สหายสนิททั้งสองสบดวงตากันอย่างถามไถ่ แต่ลู่ถิงอวี่เพียงส่ายหน้าเบาๆ

“ข้าเองก็ไม่รู้...แต่อาจจะเพื่อดำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของราชวงศ์เพราะไม่ว่าจะทำผิดอย่างไร ก็ยังนับเป็นเชื้อพระวงศ์ และอาจเพราะมั่นใจกระมังว่าจะไม่มีสกุลเย่คนใดทำเช่นนั้น...”

“อวิ๋น” ลู่ถิงอวี่รวบเย่ซืออวิ๋นมากอดไว้เมื่อเห็นภรรยาตัวสั่นหนักขึ้น เขาอุ้มอีกคนไว้ในอ้อมแขน เย่ซืออวิ๋นซุกหน้ากับอกอุ่น กำคอเสื้อของลู่ถิงอวี่ไว้แน่น

“ไม่...ไม่เป็นไร” เย่ซืออวิ๋นตัวสั่น ขอบตาร้อนผ่าว...แต่ไม่เท่าหัวใจที่กำลังเต้นตุ้บๆ อย่างรุนแรงจนเขารู้สึกเจ็บไปทั้งตัว

 

เขาไม่ใช่คนสกุลเย่โดยสารเลือด ชาติก่อนไม่เหมือนชาตินี้...แล้วถ้าหากดาบเล่มนั้นเป็นดาบที่ใช้สังหารตนจริงๆ เหตุใดคนทำจึงให้เกียรติเขาถึงเพียงนั้นกัน!!

ให้เขาตายในฐานะเชื้อพระวงศ์อย่างสมเกียรติ!

 

“ห้องนี้...พี่ใหญ่รอเดี๋ยวนะ” เย่เฟิงขมวดคิ้วแน่น บางอย่างกำลังบอกเขาว่าไม่ควรเปิดห้องเก้ามังกรให้พี่ใหญ่เห็นดาบเล่มนั้น...แต่อีกเสียงก็บอกให้เขาเปิดมันออก

องค์ชายรัชทายาทถอนหายใจ นำตราลัญจกรประจำตัวฮ่องเต้ออกมาประทับไปที่ร่องรอยด้านหน้าประตู ประตูสีทองบานใหญ่ค่อยๆ เลื่อนออกช้าๆ...ยามที่ประตูหินนั้นเปิดกว้างออกก็เผยให้เห็นห้องกว้างที่ไม่มีอะไรเลย ยกเว้นตรงใจกลางที่มีแท่นมังกรผงกเศียรสีทองอร่าม บนเศียรของมังกรนั้นมีดาบยาวเล่มหนึ่งวางไว้อย่างสงบนิ่ง

 

แค่เพียงเห็นก็ชวนให้ครั่นคร้ามและยำเกรง!

 

เย่ซืออวิ๋นเงยหน้ามองดาบนั้นช้าๆ...กวาดตามองทุกรายละเอียดอย่างไม่ให้มีส่วนไหนเล็ดรอดผ่านสายตา ยิ่งมองหัวใจก็ยิ่งเต้นแรง หอบหายใจถี่ขึ้น ปลายเล็บจิกเข้ากับมือตัวเองจนเจ็บไปหมด ริมฝีปากเม้มแน่น...แพขนตาสั่นไหวอย่างรุนแรง

 

แม้ยามนี้จะมีฝักดาบแต่ตอนนี้เขากลับจำมันได้ติดตา...

จำได้ราวเหตุการณ์ในวันนั้นเมื่อชาติก่อนย้อนกลับมาเกิดอีกครั้ง!

 

ดาบเล่มนี้...เป็นดาบที่ใช้สังหารตนในชาติก่อนจริงๆ!!

เขาตายด้วยดาบของปฐมกษัตริย์แห่งแคว้น!

 

“ฮึก...เฮือก!” เย่ซืออวิ๋นหอบหายใจถี่ขึ้น แรงขึ้น แผ่นอกสะท้านขึ้นลงอย่างหนัก ดวงตาตาร้อนผ่าวและได้แต่ปล่อยน้ำตาให้ไหลงลงมาอย่างเงียบๆ ความเจ็บปวดที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนจู่โจ่มร่างเขาจนดิ้นไปมา

“อวิ๋น!”

“พี่ใหญ่!”

ทั้งลู่ถิงอวี่และเย่เฟิงรีบปรี่เข้ามาหาเย่ซืออวิ๋นทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีอาการผิดปกติ เย่ซืออวิ๋นหอบหายใจหนักๆ เขาพยายามควบคุมตัวเอง ดวงตาคู่สวยแดงช้ำจนลู่ถิงอวี่และเย่เฟิงเจ็บปวดแทนและทำอะไรไม่ถูก

 

เกิดอันใดขึ้นกับพี่ใหญ่กันแน่!

 

“อวิ๋น...คนดี...คนดีหายใจเข้าออกลึกๆ...หนึ่ง สอง...เอาล่ะ ดีมาก...” ลู่ถิงอวี่เอ่ยกระซิบเบาๆ ข้างหู ปลอบโยนอย่างอ่อนโยนยิ่ง เขานั่งลงบนพื้นและวางเย่ซืออวิ๋นไว้บนตักตน กอบกุมมือเรียวไว้แน่น เห็นฝ่ามือนั้นมีแต่รอยเล็บดวงตาดอกท้อที่มักนุ่มนวลอยู่เสมอก็ฉายแววรวดร้าว “ไม่จิกเล็บกับมือตนเองเช่นนั้นคนดี อย่าทำให้ตัวเองต้องเจ็บ”

เย่ซืออวิ๋นพยายามควบคุมตนเองให้อยู่กับปัจจุบัน แต่มันก็ยากขึ้นทุกทีเพราะภาพในอดีตเริ่มเข้ามาในห้วงความรู้สึกจนเขาแยกไม่ออกแล้วว่าไหนอดีต ไหนปัจจุบัน ภาพผู้คนมากมายแล่นผ่านไปมา เสียงใครต่อใครก็มิรู้ดังก้องอยู่ในหัวจนสมองเขาแทบจะระเบิด!

 

เจ็บเหลือเกิน! ปวดไปทุกส่วนของร่างกาย!

 

แต่ยามได้ยินเสียงเอ่ยข้างหูของลู่ถิงอวี่ก็ราวกับจะช่วยบรรเทาอาการเหล่านั้นให้คลายลงได้บ้าง เสียงไพเราะเอ่ยย้ำๆ ชักนำจังหวะการหายใจให้เขา มืออีกข้างได้รับความอบอุ่นจากมือใหญ่ของเย่เฟิง 

 

เย่ซืออวิ๋นเพิ่งรู้ว่าเขาจิกเล็บลงบนฝ่ามือตนเองจนเป็นแผลไปหมดแล้ว...

และตอนนี้กำลังทำให้มือของถิงอวี่เป็นแผลอีกด้วย

 

“ถิง...ถิง...อวี่” เย่ซืออวิ๋นแค่นเสียงอย่างยากลำบาก ตอนนี้แค่หายใจเขาก็ยังรู้สึกเจ็บและแน่นหน้าอกไปหมด

“คนดี...ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจิกมาบนมือข้า...ข้าเป็นของเจ้า” ลู่ถิงอวี่ยิ้มให้ ก้มลงจูบซับคราบน้ำตาที่ดวงตาแดงช้ำ แค่เห็นอวิ๋นเป็นเช่นนี้เขาก็ทรมานและเจ็บปวดตาม...ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ทำได้เพียงเอ่ยปลอบประโลมและปล่อยให้ซืออวิ๋นของเขาระบายความเจ็บปวดลงมา

 

ข้าช่วยอันใดไม่ได้...เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

แต่ข้าอยากช่วยแบ่งเบาความเจ็บปวดของเจ้าได้บ้างสักเล็กน้อยก็ดี

 

“ไม่...ไม่เอานะ เจ้าจะ...เจ็บ” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้ารัวๆ เขาเกือบจะทำร้ายถิงอวี่เสียแล้ว ไหนจะน้องรองอีกเล่า เย่ซืออวิ๋นพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะควบคุมสติของตัวเอง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความปวดร้าวยังคงตราตรึงอยู่ทั่วร่างและหัวใจก็ปวดหนึบ “พะ...พาข้า ไปดู...ไปดูดาบเล่มนั้น...ใกล้ๆ”

“พี่ใหญ่ไม่ต้องดูแล้ว” เย่เฟิงส่ายหน้าห้ามปราม ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นแต่เขารู้ว่าดาบนั่นมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเป็นแน่ ดวงตาคมปราบขององค์ชายรัชทายาทตวัดมองดาบงามของปฐมกษัตริย์ราวจะบดขยี้ทำลายให้สิ้นซากเสียเดี๋ยวนี้ โทษฐานที่บังอาจทำให้พี่ใหญ่ของเขาทรมานและหลั่งน้ำตา!!

“น้องรอง...ให้ข้าไป...เถิดนะ...” เย่เซืออวิ๋นพยายามยิ้ม แต่รอยยิ้มครานี้บิดเบี้ยวจนเย่เฟิงเจ็บปวดใจ ลู่ถิงอวี่เองก็เช่นกัน เขากระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น ก่อนจะอุ้มภรรยาขึ้นเต็มอ้อมแขน

“ข้าจะพาเจ้าไปดูใกล้ๆ เอง” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเบาๆ...ในเมื่อเป็นความปรารถนาของอวิ๋นเขาจะไม่ขัน และเพราะดวงตาคู่สวยนั้นก็ฉายแววขอร้องเว้าวอนเหลือเกิน เย่ซืออวิ๋นได้แต่พยักหน้าเบาๆ หนึ่งทีแทนคำขอบคุณ เขารู้ว่าทั้งถิงอวี่และน้องชายไม่อยากให้เขาเจ็บปวด แต่เขาเองก็อยากเผชิญหน้ากับมันเช่นกัน

 

ต่อให้ต้องเจ็บกว่านี้

ต่อให้ต้องรู้ความจริงที่ทำให้ข้าเจ็บเจียนตายก็ตาม...

 

ย่างก้าวของลู่ถิงอวี่นั้นหนักแน่น เชื่องช้า เขาก้าวไปตรงแท่นมังกรทองผงกเศียรช้าๆ...ช้าๆ ยิ่งใกล้ดาบเล่มนั้นเท่าไหร่เย่ซืออวิ๋นก็ยิ่งเม้มปากแน่นขึ้น จนฟันคมๆ ขบกลีบปากแดงช้ำเป็นรอยแผล

 

กึก!

 

ยามลู่ถิงอวี่หยุดชะงักลงหน้าแท่นมังกรสีทอง มือเรียวสั่นๆ ของเย่ซืออวิ๋นก็เอื้อมไปแตะดาบเล่มยาวบนแท่นมังกรนั้นช้าๆ พริบตาที่มือสัมผัสกับดาบดวงตาคู่สวยดุจดวงดารานั้นก็เบิกกว้าง...

 

จากนั้นเปลี่ยนเป็นนิ่งงัน...และประกายตาทั้งหมดทั้งมวลก็วูบดับไป!!

 

“อวิ๋น!!” ลู่ถิงอวี่เอ่ยอย่างตกใจเมื่อร่างของเย่ซืออวิ๋นสลบไปแทบจะทันทีที่สัมผัสกับดาบของปฐมกษัตริย์

“พี่ใหญ่!!” เย่เฟิงรีบรุดมาอุ้มร่างพี่ชายไว้ และทั้งสองคนก็ยิ่งเบิกตากว้างอย่างตกใจมากกว่าเดิม ยามร่างของเย่ซืออวิ๋นกระตุกและสั่นอย่างรุนแรงราวคนกำลังชัก!

 

รวมถึง...เลือดที่ไหลออกมาจากริมฝีปากนั่นอีกด้วย!!

 

“ตามหมอหลวงโจว!!” เสียงทุ้มเปี่ยมอำนาจขององค์ชายรัชทายาทตะโกนก้อง องครักษ์ที่รอรับคำสั่งอยู่ด้านนอกได้ยินเสียงที่โคจรด้วยพลังยุทธ์นี้รีบทำตามคำสั่งกันอย่างเร่งด่วนทันที

“อวิ๋น! อวิ๋น...” ลู่ถิงอวี่พร่ำเรียก แต่เรียกอย่างไรก็ไม่ได้รับการตอบสนอง เขาพยายามโอบร่างภรรยาที่กำลังเจ็บปวดมากอดไว้แน่น ปล่อยให้ปลายเล็บนั้นกรีดไปตามผิวของตน

 

ไม่เป็นไรข้าเจ็บก็ไม่เป็นไร...ขอแค่ได้กอดเจ้าไว้

ให้ได้อยู่ข้างๆ เจ้าเหมือนที่เคยให้คำสาบาน

 

พรึ่บ!

 

ดวงตาของเย่ซืออวิ๋นลืมขึ้นมา แต่มิได้ทำให้ลู่ถิงอวี่และเย่เฟิงใจชื้นเลย...เพราะดวงตาคู่นั้นหม่นแสง ไร้ประกายของชีวิตชีวา 

 

ราวกับ...หายไปในอดีตแสนไกล

อดีตที่เต็มไปด้วยความเดียวดายและความเจ็บปวด!

 

...........

 

ป๊อก ป๊อก 

เสียงเคาะเบาๆ อันก่อให้เกิดความรู้สึกสงบและความบริสุทธิ์ดังขึ้นสม่ำเสมอ เหล่าพระภิกษุและสามเณรในวัดเกาเสียงทั้งหลายที่ได้ยินเสียงนี้พากันพนมมือแล้วพึมพำสวดมนต์...เพราะนี่คือเสียงที่ได้ยินเสมอยามท่านเจ้าอาวาสกำลังสวดมนต์และทำสมาธิ

“ท่านอาจารย์...” ศิษย์เอกของเจ้าอาวาสเกาเสียงที่นั่งอยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยท่าทางเคร่งเครียด “ทางพระราชวัง...”

“ไม่เป็นไร...นี่เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในสักวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว...”

 

ห้วงเวลาที่อดีตจะบรรจบกับปัจจุบัน

ความจริงทุกอย่างจะปรากฏ

 

ถึงตอนนั้นการตัดสินใจทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะองค์ชายใหญ่...ว่าจะก้าวผ่านอดีตเหล่านั้นไปเดินอยู่บนอนาคต หรือจมอยู่กับความเจ็บปวดในอดีต

 

“ข้าเชื่อในตัวองค์ชายใหญ่” เจ้าอาวาสเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานไพเราะ ใบหน้าที่งดงามจนดูราวมิใช้มนุษย์นั้นปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยน “เชื่อว่าเขาจะก้าวผ่านมันไปได้...”

องค์ชาย...ชาติก่อนมิได้มีเพียงแค่พระองค์ที่เจ็บปวดเสียใจ...ทุกคนได้รับผลจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น และชาตินี้มิได้เป็นโอกาสของท่านเพียงคนเดียว แต่เป็นโอกาสของหลายๆ คนเช่นกัน

 

หลายๆ คนที่ชาติก่อนไม่อาจสัมผัสความสุขในชีวิตอีกได้เลย

และท่านเองก็จะได้รู้...ว่าชาติก่อนท่านเองก็ถูกรักไม่น้อยกว่าผู้ใด

 

ดวงตาอันแสนพิสุทธิ์ของเจ้าอาวาสเกาเสียงมองไปตามทิศทางของพระราชวัง เขายกสองมือขึ้นมาพนมและสวดมนต์เพื่ออธิษฐาน...

 

ปกปักษ์คุ้มครองเด็กที่มีดวงตาอ่อนโยนพิสุทธิ์และไม่เคยคิดร้ายต่อผู้ใดคนนั้น...

 

“สวรรค์คุ้มครอง...อามิตพุทธ”

 

.........

 

ที่นี่...

เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วยามก้มลงมองมือตนเอง เขาอยู่ในห้องเก้ามังกรที่เก็บดาบของปฐมกษัตริย์มิใช่หรือ เหตุใดยามนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้กันเล่า...

 

ฝันอีกแล้วเช่นนั้นหรือ?

 

ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบๆ ความขมุกขมัวไม่ชัดเจนราวมีหมอกหนาทึบคอยปกคลุมเสมอนั้นค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในมาเรื่อยๆ และความรู้สึกเยียบเย็นราวตกอยู่ในเหมันต์ฤดูก็เข้าครอบงำ ภาพเบื้องหน้าที่ไม่ชัดตอนนี้เห็นชัดเจนถนัดตา

ตำหนักงามที่ปรากฏสู่สายตา เหมยแดงพันธุ์หายากต้องละอองหิมะแลดูงดงามยิ่งกว่าภาพวาด และร่างที่กำลังหอบหายใจหนัก วิ่งผ่านหน้าเขากลับเข้าไปยังตำหนักนอกวังนั้นมีหรือเขาจะจำไม่ได้...

 

เพราะนั่นคือตัวเขาในชาติก่อน!

ตัวเขาที่ขโมยตราลัญจกรออกมาจากตำหนักจิ้งหยาง!

 

และเป็นวันเดียวกันกับที่...เขาตาย!!

 

ดูเหมือนความฝันครั้งนี้จะชัดเจนและจะตอบข้อสงสัยทุกอย่างของเขาได้ทุกข้อเป็นแน่...มือเรียวกำเข้าหากันแน่นอีกครั้ง ริมฝีปากบางเม้มแน่น ดวงตาไหวระริก แม้จะเป็นความฝันก็รู้สึกราวกับเท้าหนักขึ้นมาเสียดื้อๆ ก่อนที่เย่ซืออวิ๋นจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกใหญ่ ดวงตาที่สั่นไหวแปรเปลี่ยนเป็นสงบนิ่ง สายประกายเจิดจ้า คำมั่นสัญญาของลู่ถิงอวี่ยังก้องอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำพูดของเหล่าน้องชายเองก็เช่นกัน...

 

คนสกุลเย่มุ่งมั่นและไม่เคยหวาดกลัว

 

ได้เวลา...เผชิญหน้าและยอมรับความจริงทุกอย่างแล้ว!

 

……ต่อ….

 

ตำหนักลั่วสุ่ยนอกวังในชาติก่อนนั้นงดงามทว่าเงียบเหงาและเย็นชายิ่งนัก แม้ที่นี่จะเต็มไปด้วยผู้คนมากมายแต่ก็มิอาจกลบความโดดเดี่ยวของเจ้าของตำหนักได้เลย เย่ซืออวิ๋นในร่างโปร่งแสงเพราะอยู่คนละช่วงเวลาและนี่เป็นการย้อนอดีตนั้นไม่ได้ไปที่ห้องตัวเองในเรือนพัก แต่กลับเดินไปอีกทางหนึ่ง...ซึ่งเป็นเรือนของลู่ถิงอวี่ในชาติก่อน

วันนี้ในชาติก่อนเขาขโมยตราลัญจกรออกมาจากตำหนักจิ้งหยางเพราะคำยุยงปั่นหัวของฉินเซ่าเจ๋อ...พอลองมาคิดดูดีๆ แล้ว เสด็จพ่อก็ไว้ใจเขาไม่น้อยที่ยอมให้ก้าวมาในห้องทรงพระอักษรในตำหนักจิ้งหยาง แต่เพราะรู้ดีว่าถูกหลอกใช้เย่ซืออวิ๋นจำได้ว่าเขามิได้มอบตราลัญจกรให้สกุลฉินแต่คืนให้กับลู่ถิงอวี่

 

จากนั้น...ก็ออกไปนอกตำหนัก

และ...ไม่ได้กลับมาอีกตลอดกาล

 

เรือนพักของตำหนักลั่วสุ่ยแห่งนี้นั้นทุกเรือนล้วนหรูหรางดงาม บรรดาสามสามี่สี่อนุของตนล้วนมีเรือนเป็นของตัวเอง เย่ซืออวิ๋นเลี้ยงดูพวกเขาอย่างดีเพื่อทดแทนที่ทำร้ายคนเหล่านั้นทางอ้อม

“แค่กๆ แค่ก!” เสียงไออย่างเจ็บปวดดังออกมาจากหน้าเรือนพัก ทำให้เย่ซืออวิ๋นชะงัก เขาหลุบดวงตาต่ำลงและกำมือเข้าหากันแน่น...

 

นี่เป็น...เสียงของลู่ถิงอวี่

 

เดิมทีก่อนออกไปนอกตำหนักในวันนี้เขาจำได้ดีว่าทะเลาะกับลู่ถิงอวี่เสียยกใหญ่ และเสียใจอย่างที่สุด เพราะคำถามประโยคนั้นที่เคยถามไว้และไม่เคยได้รับคำตอบกลับมา...เพราะจำเหตุการณ์ในอดีตได้จึงรู้ว่าอีกเดี๋ยวลู่ถิงอวี่ก็จะไปหาตนที่เรือน...

เย่ซืออวิ๋นทะลุผ่านประตูเข้าไปด้านใน ภาพที่เห็นยิ่งทำให้เขาเบิกตากว้าง ร่างที่สวมชุดขาวนั่งอยู่บนเตียงอย่างอ้อนล้า เขาดูราวตะเกียงไร้น้ำมันที่ไร้ชีวิต ราวขาข้างหนึ่งก้าวไปสะพานไน่เหอเสียแล้ว...ดวงตาดอกท้อคู่สวยนั้นอ่อนล้าชัดเจน อาภรณ์ขาวล้ำค่านั้นมีรอยเลือดเต็มไปหมด โดยเฉพาะที่ชายแขนเสื้อทั้งสองข้าง

 

ดูทรมานเหลือเกิน...

 

“แฮ่ก!...อา! แฮ่ก...” ลู่ถิงอวี่หอบหายใจถี่ขึ้น คิ้วบนใบหน้าขมวดเข้าหากัน เย่ซืออวิ๋นได้แต่มองอย่างเจ็บปวดใจเพราะทำอะไรไม่ได้...

 

เขาไม่อยากเห็นถิงอวี่ทรมานขนาดนี้เลยสักนิด!

 

“แค่กๆ แฮ่ก...” คุณชายหยกขาวบนเตียงนั้นพยายามนั่งให้ตัวตรงแม้จะเซไปมา เขาส่งเสียงเบาๆ “ใคร...ใครอยู่ข้างนอกเข้ามา”

 

จะเรียกผู้อื่นมาทำไมอีก เจ้าควรนอนพักผ่อนเสียดีสิ! 

 

เย่ซืออวิ๋นมองอย่างปวดใจ ก่อนจะเห็นประตูห้องพักเปิดออก ร่างสูงของคนที่เขาคุ้นตาอีกคนเดินเข้ามา...คนผู้นั้นคือหรงหวัน

 

นั่นสิ...หรงหวันเป็นองครักษ์ลับ ในชาติก่อนย่อมต้องรู้จักและสนิทสนมกับลู่ถิงอวี่ไม่น้อยอยู่แล้ว

 

“องค์ชายใหญ่เล่า” ลู่ถิงอวี่เอ่ยถาม พยายามอย่างยิ่งในการควบคุมเสียงตนเอง

“องค์ชายใหญ่กำลังจะออกไปจวนสกุลฉินอีกแล้วขอรับ บัดนี้ฝ่าบาทได้รับสั่งให้ทหารองครักษ์และท่านแม่ทัพหยางเข้าควบคุมสถานการณ์ในเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เสด็จพ่อทรงทราบเรื่องอยู่แล้วเป็นแน่ เลยสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ มิให้ลุกลามใหญ่โต เพราะจากความทรงจำในชาติก่อนเย่ซืออวิ๋นก็จำได้ว่าเมืองหลวงได้รับความเสียหายน้อยมาก

 

อีกทั้งคนคุมกองทัพยังเป็นจอมทัพที่แค่ได้ยินชื่อก็ทำให้กลัวจนตัวสั่นอย่างหยางสุ่ยชิงด้วยแล้ว...

 

“พาข้าไปพบพระองค์ดี”

“แต่ว่า...คุณชาย ร่างกายของท่าน” แววตาของหรงหวันเองก็คล้ายจะบอกให้ลู่ถิงอวี่พักผ่อนเสียดีๆ  มากกว่าออกไปไหนมาไหน

“ไม่มีเวลาแล้ว ข้าจำเป็นต้องไป!” ลู่ถิงอวี่เอ่ย แม้ร่างกายจะซวนเซแต่ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกลับคมกล้ามุ่งมั่น จนหรงหวันได้แต่ยอมแพ้ ช่วยประคองคุณชายลู่ไปยังห้องขององค์ชายใหญ่ ร่างโปร่งแสงของเย่ซืออวิ๋นเองก็เดินตามไปด้วย

 

ตึก 

ตึก

 

เสียงฝีเท้าที่ย่ำลงผืนไม้อย่างเชื่องช้านั้นทำให้เย่ซืออวิ๋นรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่าง...เขามองตามแผ่นหลังที่มักตรงและสง่างามอยู่เสมอ ยามนี้คู้ลงเพราะร่างกายที่ไม่ไหวแล้ว ฝีเท้าของลู่ถิงอวี่ดูซวนเซและแผ่วเบาแทบจะเรียกได้ว่าต้องลากขาเดิน เขาก้าวทีละนิด...ทีละนิด ถ้าหากไม่มีหรงหวันคอยประคองไว้ ร่างนั้นคงล้มพับไปแล้ว...

 

เหตุใด...เหตุใดเจ้าต้องดันทุรังถึงเพียงนี้ด้วยถิงอวี่

เจ้าเจ็บปวดจนทนไม่ไหวแล้ว...ร่างกายของเจ้า...

 

เย่ซืออวิ๋นยิ่งมองก็ยิ่งเจ็บปวด แต่นี่เป็นเรื่องของอดีตเขามิอาจทำอันใดได้ นอกจากเฝ้ามองและรับรู้เท่านั้น...

“องค์ชาย...พระองค์...” เสียงของอันกงกงดังขึ้นมาแว่วๆ น้ำเสียงนั้นฟังดูเจ็บปวดจนเย่ซืออวิ๋นได้แต่เม้มปากแน่น ดวงตาคู่สวยร้อนผ่าว...จำได้ดีว่าวันนั้นนับเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นแววตาผิดหวังจากญาติผู้ใหญ่ที่เขารักประดุจครอบครัวอย่างกงกงคนสนิท อันกงกงเองก็พยายามเตือนเขาหลายครั้ง พยายามห้ามปรามเขาอยู่เสมอ

 

แต่ข้าในตอนนั้น...ไม่ฟังใครทั้งสิ้น

เพื่อเหตุผลเพียงไม่กี่ข้อเท่านั้น

 

“ข้าทำผิดไปเสียแล้ว ข้ารู้ตัวดีอันกงกง...ข้าอยากแก้ไข แต่ทุกสิ่งที่ทำล้วนทำให้เรื่องราวมันแย่ลง...” เขาย่อมจำได้ว่าเสียงของตัวเองตอบกลับไปเช่นไร เห็นลู่ถิงอวี่ที่ยืนอยู่หน้าห้องไม่ยอมขยับไปไหน ดวงตาดอกท้อคู่นั้นก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน...

“พระองค์ไม่จำเป็นต้องไปที่จวนสกุลฉินอีกแล้ว...องค์ชายคืนสิ่งนั้นกลับให้ฝ่าบาทเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอบังอาจ...ทูลขอร้องพระองค์” น้ำเสียงของอันกงกงสั่นเครือเหมือนคนกำลังร้องไห้อยู่ เป็นอีกครั้งที่เย่ซืออวิ๋นได้แต่ด่าตัวเองที่ทำให้คนที่จริงใจกับเขาเพียงคนเดียวในชาติก่อนต้องหลั่งน้ำตา

“อันกงกงอย่าร้องไห้เลย...ข้านี่แย่จริงๆ ทำให้ท่านร้องไห้และผิดหวังในตัวข้าถึงเพียงนี้...ข้าเพียงแค่...ขอสักครั้ง เพียงสักครั้งก็ยังดี...ข้าอยากให้พวกเขามองมาที่ข้าบ้าง

คนฟังอย่างเย่ซืออวิ๋นหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้ม เพราะเป็นร่างโปร่งแสง น้ำตานั้นไม่ทันได้ตกถึงพื้นมันก็แตกเป็นละอองเล็กๆ สีทองมากมายและหายวับไป

 

ใช่...เหตุผลที่ข้าขโมยตราลัญจกรออกมาจากตำหนักจิ้งหยาง มิใช่เพื่อมอบให้คนสกุล

แต่เพื่อให้...พวกเขาได้มองมาที่ข้าบ้าง จดจำข้าได้บ้าง

 

สักครั้งหนึ่ง...ก็ยังดี

 

เย่ซืออวิ๋นเห็นแววตาของลู่ถิงอวี่ได้ชัดหลังจากได้ยินวาจานั้น อีกฝ่ายกำมือตนเองไว้แน่น ดูราวจะล้มลงเสียเดี๋ยวนั้น ร่างของลู่ถิงอวี่เข้าไปในห้องโดยไม่รอให้พวกขันทีหรือนางกำนัลเข้าไปบอก นางกำนัลและขันทีทั้งหมดก้มหน้างุดอย่างเชื่อฟัง

เย่ซืออวิ๋นใช่ไม่เคยสังเกต ชาติก่อนขันที นางกำนัลที่รับใช้ในตำหนักลั่วสุ่ยนอกวังแห่งนี้นั้นล้วนเชื่อฟังลู่ถิงอวี่เป็นพิเศษ หาใช่เพราะแค่คำสั่งของเขาเท่านั้น เพราะคนเหล่านี้ล้วนเป็นสายสืบที่ถูกส่งเข้ามา ย่อมต้องเคารพลู่ถิงอวี่อยู่แล้ว...

“ลู่ถิงอวี่!” เย่ซืออวิ๋นในชาติก่อนเบิกตาโตยามเห็นว่าใครโผล่พรวดเข้ามาในห้อง ยามนั้นเขาตกใจเพราะคิดว่าคนอย่างลู่ถิงอวี่ไม่น่าจะมาที่เรือนของตนได้

 

เพราะแม้จะได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยากัน แต่ลู่ถิงอวี่ไม่เหยียบย่างมายังเรือนนอนของเขามาก่อน!

 

“องค์ชาย...”

“เจ้าเองก็จะมาต่อว่าข้าสินะ” เย่ซืออวิ๋นในชาติก่อนเหยียดยิ้ม ใบหน้าเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลลงมาไม่หยุด

 

เขาจะถ่อมาถึงนี่ด้วยสภาพร่างกายที่ใกล้จะหมดลมเช่นนั้นเพื่อต่อว่าเจ้าได้อย่างไรกัน!

 

เย่ซืออวิ๋นที่เฝ้ามองอยู่ก่นด่าตนเองในชาติก่อนที่ไม่สังเกตอะไรให้ดี...สภาพร่างกายของลู่ถิงอวี่เช่นนั้นควรพักผ่อนอยู่ดีๆ เสียมากกว่า แต่ก็เข้าใจดีว่าตอนนั้นตนเองเจ็บปวดและเสียใจเพียงไร...เสียใจจนไม่มองอะไรให้ละเอียดถี่ถ้วน

 

ทั้งๆ ที่หากสังเกตสักนิด...จะเห็นว่าลู่ถิงอวี่มิได้ไม่รู้สึกอะไรกับเจ้า

เขาเจ็บปวดกับเจ้าจนแววตารวดร้าวราวกับแตกสลาย...

 

“ใช่...ข้ารู้ดีว่าสิ่งที่ข้าทำนั้นผิด แต่ว่า...ข้าอยากขอเพียงสักครั้ง สักครั้งจริงๆ...ที่เสด็จพ่อ น้องชาย หรือกระทั่งเจ้าจะรู้ว่ามีข้าอยู่ ให้ความสำคัญกับข้าบ้าง...ข้าเป็นองค์ชายไร้ค่า องค์ชายที่ไม่ใช่องค์...ฮึก ไม่ใช่องค์ชาย” เย่ซืออวิ๋นในชาติก่อนเอ่ยความรู้สึกที่อัดแน่นในใจออกมา กัดริมฝีปากของตัวเองจนเลือดซิบยามได้ยินประโยคไถ่ถามของลู่ถิงอวี่

“ด้วยการช่วยเหลือกบฏ ด้วยการขโมยตราลัญจกรหรือ...พ่ะย่ะค่ะ?”

 

เจ้าเคยรู้หรือไม่...ยามที่เขาไถ่ถามประโยคนั้นเจ้าสังเกตเห็นบ้างหรือไม่ว่าเขาเองก็เจ็บปวดรวดร้าวไม่แพ้เจ้าเช่นกัน...ไม่ใช่แค่เจ้าที่กำลังเจ็บปวดอยู่เพียงผู้เดียว

 

แต่อย่างไรเย่ซืออวิ๋นรู้สึกเจ็บเหลือเกินกับคำถามนั้น...ทั้งในชาติก่อนและตอนนี้ เขาเห็นตัวเองร้องไห้อย่างไร้เสียง เงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็มองลู่ถิงอวี่ “ถ้าข้าบอกเจ้าว่าข้าไม่รู้ เจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่...ถ้าหากข้าจะบอกว่าข้ารู้ความจริงตอนที่ทุกอย่างสายไปแล้วและพยายามแก้ไขเจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่” เมื่อเห็นลู่ถิงอวี่ไม่ตอบเย่ซืออวิ๋นก็หัวเราะไร้เสียง “เจ้าไม่เชื่อ”

 

มิใช่เขาไม่เชื่อเจ้า...แต่เพราะเขาเชื่อเจ้าอย่างที่สุด

ก็เลยไม่คิดว่าเจ้าจะทำเช่นนั้น ไม่คิดว่าเจ้าจะขโมยตราลัญจกรออกมา

 

และเขาเอง...ก็เจ็บปวดอย่างที่สุด...ร่างกายของเขาไม่ไหวแล้ว

 

เย่ซืออวิ๋นเห็นตนเองในชาติก่อนหยิบกล่องหยกสีทองออกมาจากแขนเสื้อ จากนั้นก็วางไว้บนโต๊ะ กล่องนี้เป็นกล่องที่เขาหยิบออกมาจากตำหนักจิ้งหยาง

 

ตราลัญจกร

 

“พวกเขาอยากได้ของชิ้นนี้...แต่ข้าไม่มีวันมอบให้” เย่ซืออวิ๋นเห็นตนเหยียดยิ้มแสนเจ็บปวด “แม้ข้าจะเป็นเพียงองค์ชายไร้ค่า...แต่ข้าก็ไม่อยากทรยศแผ่นดินถึงขนาดนำสิ่งนี้ส่งให้ถึงมือผู้ที่ไม่คู่ควรหรอก”

เขาเห็นลู่ถิงอวี่พยายามฝืนรั้งร่างกายเอาไว้ เผลอเข้าไปประคองตามความเคยชินเพราะรู้ดีว่าลู่ถิงอวี่ไม่ไหวแล้วจริงๆ ร่างกายนั้นซวนเซไปมา เขาดูเจ็บปวดราวถ้าหากแตกสลายเบาๆ...ก็กลัวว่าร่างกายจะแตกสลายไปได้เสียเดี๋ยวนั้น แต่เพราะเขาเป็นร่างโปร่งแสง เลยทำให้มือทะลุร่างของลู่ถิงอวี่ไป

เย่ซืออวิ๋นหลับตาลงปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มช้าๆ หยาดน้ำตามากมายที่สลายกลายเป็นละอองแสงเล็กๆ รอบตัว

“ลู่ถิงอวี่...ข้าสงสัยเหลือเกิน พวกเราได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยา...แต่ไม่เคยมีความรู้สึกและความสัมพันธ์เช่นนั้นเลย มาวันนี้...วันนี้ข้าอยากถามเจ้าสักประโยค..” เย่ซืออวิ๋นในชาติก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ถามสิ่งที่เขาอยากรู้มานานแสนนาน 

 

สิ่งที่ติดค้างไปจนถึงชาติที่แล้ว...

ทำให้เขาเจ็บปวดจนจำลู่ถิงอวี่ในแวบแรกที่เห็นไม่ได้ ทำให้เขากลัวที่จะรัก

 

“ลู่ถิงอวี่...เจ้าเคยรักข้าบ้างหรือไม่...เคยรู้สึกดีกับข้าแม้สักเศษเสี้ยวหรือไม่”

ในตอนนั้นตนยังจำได้ดีว่าไม่มีคำตอบจากคำถามที่ถามไป แต่ความเงียบงันนั่นก็คล้ายจะตอบได้ทุกอย่าง เย่ซืออวิ๋นเห็นตนหลับตาลงอย่างขื่นขม ก่อนจะวิ่งออกมาจากห้องโดยไม่บอกใคร วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

เขารู้ดีว่าตนในตอนนั้นรู้สึกอย่างไร...

 

ไม่อยาก...อยู่ต่อหน้าลู่ถิงอวี่แล้ว!

ไม่อยากเจ็บปวด ไม่อยากรัก...แต่ก็ทำไม่ได้ 

 

คนขี้ขลาดอย่างเขาก็ได้แต่หนีอย่างนี้เท่านั้น...

 

 

ถ้าวันนั้นเขาใจเย็นลงสักเล็กน้อย พิจมองให้ถี่ถ้วนกว่านี้สักเล็กน้อย...เขาจะเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จะรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรับรู้

 

ดวงตาดอกท้อคู่นั้นของลู่ถิงอวี่...สะท้อนความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างใน

รักและเป็นห่วง

โศกเศร้าและรู้สึกผิด...

 

ความจริงที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนเลย

ว่าเขาเองก็รักข้าเช่นกัน...

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!”

“ห้าม...เขา...อย่า...อย่าไป” เย่ซืออวิ๋นไม่ได้วิ่งตามตัวเองในชาติก่อนไป แต่กลับรีบรั้งร่างของลู่ถิงอวี่ที่สลบไปทั้งอย่างนั้นพร้อมเลือดที่ไหลออกมาจากมุมปากและโพรงจมูก! แต่ร่างกายนั้นกลับทะลุไปและล้มลงกับพื้นอย่างแรง

เขาส่งเสียงเรียกลู่ถิงอวี่ซ้ำแล้วซ้ำซ้ำเล่าแต่ก็ไร้ผล เพราะเขาเป็นเพียงร่างโปร่งแสงเท่านั้นเลยทำได้เพียงแค่เรียกอย่างไรก็ความหมาย

เย่ซืออวิ๋นได้แต่ร้องไห้อย่างปวดใจกับสภาพของลู่ถิงอวี่ ยิ่งเห็นลมหายใจรวยรินและขาดห้วงเป็นระยะๆ นั่นเขาก็ปวดแปลบไปทั่วร่าง

เห็นคนในตำหนักต่างตื่นตกใจวิ่งตามหมอกันให้วุ่นวาย บางคนก็วิ่งออกไปตามหาเขา เย่ซืออวิ๋นคุกเข่าลงข้างๆ ร่างของลู่ถิงอวี่ที่ถูกคนประคองขึ้นมา ละอองแสงเล็กๆ จากหยาดน้ำตามากมายลอยอยู่รอบตัวเต็มไปหมด ร่ำไห้อย่างเจ็บปวด แต่ไม่เท่าหัวใจที่ราวถูกมือที่มองไม่เห็นบีบแน่น

 

ที่ชาติก่อนข้าไม่เห็นเจ้าในวาระสุดท้ายของชีวิต...

มิใช่เพราะเจ้ารังเกียจและโทษข้า

 

แต่เพราะเจ้าเอง...ก็ไม่ไหวแล้วเช่นกัน

 

พอมาคิดดูดีๆ แล้ว เหตุใดจะไม่รู้ว่าแววตาของลู่ถิงอวี่เคยมองเขาด้วยความรักมาหลายครั้ง โดยที่ทั้งเขาและเจ้าตัวเองก็ไม่รู้เช่นกัน แต่เพราะเขาเองที่ทั้งโง่เง่าและเอาแค่อคติบังตาจึงไม่เคยเห็นมัน เอาแต่คิดว่าเขาไม่เคยรัก คิดว่าทำให้เขาตกต่ำและไม่กล้าที่จะรักกลับ

 

เขารักข้า...แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับข้าดีเช่นกัน

ถิงอวี่เองก็เจ็บปวดไม่แพ้ข้าเลย...

 

รัก...ทั้งๆ ที่เขากำลังหลงเดินทางผิด ให้ความช่วยเหลือคนที่ทรยศแผ่นดิน ลู่ถิงอวี่เป็นลูกชายอัครเสนาบดี เป็นลูกศิษย์ของฮ่องเต้ย่อมไม่อาจยอมรับได้ แต่ลู่ถิงอวี่ก็ยังรักเขา...

เพราะรักเลยเคยเอ่ยเตือนเขาครั้งแล้วครั้งเล่าในทางอ้อมแต่เขาในตอนนั้นไม่คิดรับฟัง ลู่ถิงอวี่เคยขัดขวางเขากับสกุลฉินหลายครั้งแต่เขาก็ยังดึงดัน...

เย่ซืออวิ๋นร่ำไห้อย่างไร้เสียง ได้แต่มองตามร่างของลู่ถิงอวี่ที่ถูกพาไปพักผ่อน เห็นหมอหลวงโจวที่วิ่งเข้ามาอย่างตื่นตกใจรวมถึงคำบ่นและคำด่าหยาวเหยียด หูเขาได้ยินหมอหลวงโจวบอกว่าลู่ถิงอวี่หาเรื่องให้ตัวเองตายเร็วขึ้น การฝืนร่างกายอย่างนี้จะยิ่งทำให้อายุสั้นลง

ร่างของเย่ซืออวิ๋นยังคงแน่นิ่งไม่ขยับไปไหน เขาร่ำไห้เงียบๆ น้ำตามากมายหยดแล้วหยดเล่ากลายเป็นละอองแสงเล็กๆ รอบตัวไม่หยุด

จากนั้น...ร่างของเขาก็หายวับไปปรากฏอีกที่หนึ่งในพริบตา!

 

........

 

“เซ่าเจ๋อ! เซ่าเจ๋ออยู่ไหน รีบมาเดี๋ยวนี้!!”

“หนีออกไปนอกเมืองหลวงกันเถิดขอรับ! หยางสุ่ยชิงตามล่าพวกเรามาแล้ว!”

“ท่านพ่อ พวกเราควรทำอย่างไรกันดี!!”

“หนี! หนีกันเถิด! รีบหนีกัน! เอาทรัพย์สมบัติไปด้วย!”

ภาพที่เปลี่ยนไปและเขาเห็นคนสกุลฉินกำลังวิ่งวุ่นหนีตายกันจ้าละหวั่น สองข้างทางของเมืองหลวงฝูหยางถูกเปลวเพลิงลุกไหม้ เกิดเป็นความร้อนโชติช่วงท่ามกลางคืนราตรีที่หิมะพร่างพรายลงมาอย่างแช่มช้า เปลวไฟบางส่วนถูกความเย็นของหิมะทำให้มอดดับ สร้างความเสียหายเพียงน้องนิดเท่านั้น...ไม่มีประชาชนคนไหนได้รับบาดเจ็บ เพราะการโยกย้ายประชาชนอย่างทันท่วงทีขององค์ชายรัชทายาทและคุณชายลู่

บ่าวไพร่และกองกำลังของคนในสกุลฉินถูกสังหารคนแล้วคนเล่า ย้อมพื้นขาวโพลนที่ทับถมด้วยหิมะให้กลายเป็นสีเลือด ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่ว สกุลฉินที่วางแผนพลาดและแตกพ่ายต่างวิ่งหนีและพยายามออกนอกเมืองหลวงจากการตามล่าของเทพสงครามอย่างแม่ทัพหยางที่ลงสงสนามมาเต็มตัวแล้ว

“บัดซบ!!” ผู้เฒ่าฉินเมิ่งสบอย่างแค้นเคือง ไม้เท้าด้ามยามในมือประคองตัวเองที่กำลังสั่นสะท้านไปทั่วร่างไว้...แผนการณ์ที่ผิดพลาดทำให้สกุลฉินทั้งหมดแตกพ่ายในพริบตา “มีใครเห็นองค์ชายใหญ่หรือไม่! ไปพาเด็กนั่นมา!”

“ท่านพ่อเราควรหนี!”

“ข้าจะใช้มันเป็นตัวประกันให้พวกเราหนีออกจากเมืองหลวงได้!” 

เย่ซืออวิ๋นในร่างโปร่งแสงมองสภาพน่าสังเวชของสกุลฉินด้วยแววตานิ่งงัน น้ำตายังคลออยู่ที่ดวงตาคู่สวย เพิ่งรู้เช่นกันว่าวันนั้นสกุลฉินคิดจะใช้เขาเป็นตัวประกัน

“องค์ชายไร้ค่าเช่นนั้น...”

“ไร้ค่า? ถ้าหากไร้ค่าจริงๆ เย่เทียนหลงคงไม่ทำถึงเพียงนี้หรอก! การกำจัดพวกเราเช่นนี้โดยที่โยกย้ายชาวเมืองหลวงออกไปหมดก็เพื่อปกป้องไอ้เด็กนั่น!!”

“ไห่ฟงส่งข่าวมาบ้างหรือไม่?”

“ไห่ฟงเองก็เงียบหายไปแล้ว กองกำลังทหารองครักษ์ลับไปล้อมรอบตำหนักลั่วสุ่ยเอาไว้ คนในมิได้ออกคนนอกไม่ได้เข้า ไห่ฟงไมอาจออกมาได้เป็นแน่!”

“ทำอย่างไรดี! พวกเรารีบหนีกันเถิด!”

“ไปพาองค์ชายใหญ่มา!”

เย่ซืออวิ๋นมองคนพวกนั้นที่กำลังวิ่งกันวุ่น เขาจำได้ว่าวันที่เขาตายเขาไม่ได้เจอกับคนสกุลฉิน...เจอเพียงคนเดียวก็คือฉินเซ่าเจ๋อ คนพวกนี้คิดจะใช้ประโยชน์จากเขาจริงๆ จนถึงตอนนี้ก็คิดอยากจะให้เขาเป็นตัวประกันเพื่อพาคนเหล่านั้นหนี

“ข่าวลือเรื่องนั้นเล่า!” ฉินเมิ่งรีบเดินไปด้วย หลบหนีพวกกองกำลังทหารองครักษ์ไปด้วย เย่ซืออวิ๋นเห็นยามนี้ในเมืองหลวงมีทหารองครักษ์เมืองหลวงและทหารองครักษ์ลับเดินตรวจตราไปทั่วทุกซอกทุทมุมไม่มีส่วนใดให้เล็ดรอดสายตาไปได้ กองกำลังและทหารรับจ้าง รวมถึงคนในยุทธภพที่ฉินเมิ่งจ้างมาล้วนตกตายในมือของพวกองครักษ์ทั้งหลาย

 

เหมือนเย่ซืออวิ๋นจะได้ยินมาว่าครั้งนี้...องค์ชายสามและองค์ชายสี่เองก็เป็นผู้นำทัพกวาดล้างด้วยตนเอง!

 

“พวกเราปล่อยข่าวลือเรื่ององค์ชายใหญ่เป็นกบฏเรียบร้อยแล้วขอรับ! ท่านพ่อจะทำเช่นนี้เพื่ออะไรกัน”

 

เย่ซืออวิ๋นเบิกตาขึ้นเล็กน้อย...คนพวกนี้ปล่อยข่าวว่าเขาเป็นกบฏเช่นนั้นหรือ!

หน็อย! สมกับเป็นคนสกุลฉินจริงๆ!

 

“เซ่าเจ๋อต้องการให้เย่เทียนหลงมันทรมานจนตายอย่างไรล่ะ!!”

 

ปล่อยข่าวลือเรื่องข้าจะทำให้เสด็จพ่อทรมานได้อย่างไรกัน...ชาติก่อนนั้นเสด็จพ่อมิได้รักและเอ็นดูเขาเหมือนในชาติภพปัจจุบัน...

เขาที่มิได้มีสายเลือดเดียวกัน...ไม่ได้เป็นโอรสในสายโลหิตของฮ่องเต้

 

เย่ซืออวิ๋นกะพริบตา เขาเห็นคนของสกุลฉินกำลังหนีหัวซุกหัวซุน เห็นท่านแม่ทัพหยางสวมใส่ชุดเกราะเต็มยศลงมาจากหลังม้า ตวัดดาบฆ่าฟันอย่างรวดเร็วรุนแรง ดุจเทพสงครามมาเยือน...

“อย่าคิดว่าจะหนีรอด!” 

“หืม? วิ่งมาทางนี้ก็ตายนะ”

เย่ซืออวิ๋นเห็นน้องสามของตนเองในชาติก่อนยืนอยู่ขวางคนสกุลฉิน ใบหน้ายียวนกวนโทโสแต่ดุดันห้าวหาญ ดวงตาเยียบเย็น ดาบเล่มใหญ่วางพาดอยู่บนไหล่ 

“ตาแก่...ไม่ต้องห่วง เสด็จพ่อรับสั่งให้จำเป็นเจ้า...เพื่อประจานให้ทั่วเมืองหลวง ถึงความชั่วช้าของพวกเจ้าสกุลฉิน!”

แค่เพียงหยางสุ่ยชิงและเย่หานของสองก็ทำให้คนสกุลฉินทั้งหมดถูกจับมัดและโยนเข้ากรงขังที่ทหารเอามาได้อย่างง่ายดาย ฉินเมิ่งด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายมากมาย ส่วนเย่หานก็ถีบกรงแรงๆ แล้วใช้ดาบตวัดปักลงข้างๆ เฉียดร่างของฉินเมิ่งไปแค่เล็กน้อยจนร่างคนชราสะดุ้งเฮือกเบิกตาโพลง!

“ถะ...ถ้า พวกข้าตาย! ข้าจะลากองค์ชายใหญ่ไปด้วย!!”

“เจ้าคิดว่าเสด็จพ่อของข้าเป็นใครกัน? แผนชั่วของพวกเจ้าน่ะมีหรือจะมองไม่ออก...ถึงข้าจะมิได้ผูกพันและค่อนข้างจะไม่ชอบหน้าเสด็จพี่ใหญ่คนนั้นเท่าไหร่ แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องกันมาเกือบยี่สิบปี...คิดว่าพวกข้าจะยอมให้พวกเจ้าสมหวังหรืออย่างไรกัน โง่เกินไปจริงๆ” 

 

ปากน้องสามก็ยังเป็นนักเลงโตจริงๆ ด้วย

เหมือนชาตินี้จะดีกว่าชาติก่อนอยู่นะ...

 

น้ำตาของเย่ซืออวิ๋นเหมือนจะหยุดไหลไปเสียแล้ว เขามองเหตุการณ์เบื้องหน้าและพอจะเข้าใจแล้วว่าสกุลฉินนอกจากจะใช้เขาเป็นตัวประกันแล้ว ยังจะทำลายเขาให้ย่อยยับตามไปด้วย

 

สมกับเป็นคนสกุลฉินจริงๆ!

 

“เอาตัวไปโยนเข้าคุกหลวง!” 

เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาทีเดียวร่างของเขาก็มาปรากฏอีกที่เสียแล้ว...คราวนี้เขาเห็นตัวเองกำลังวิ่งอยู่บนเส้นทางในเมืองฝูหยาง ย่างเท้าผ่านกองเพลิงและผืนหิมะขาวโพลน อาภรณ์ของเขานั้นเปื้อนคราบสกปรกและหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย เส้นผมก็ยุ่งเหยิงกระเซิงไม่เป็นทรง ใบหน้ายังคงเต็มไปด้วยคราบน้ำตา กระทั่งดวงตายังบวมช้ำเพราะร้องไห้อย่างหนักมาอยู่เลย....

“ฮึก...ฮือ...”

เย่ซืออวิ๋นกอดอกมองตนเองในชาติก่อนที่กำลังร้องไห้ไปด้วยวิ่งไปด้วย พลางถอนหายใจระอา...นี่ชาติก่อนข้าอ่อนแอและไร้เดียงสาขนาดนี้เลยหรืออย่างไรนะ ซ้ำยังค่อนข้างโง่มากเสียด้วย

 

ยามนี้เจ้ามาวิ่งเล่นร่ำไห้ในเมืองหลวงที่เขากำลังก่อกบฏกันอยู่ทำไม

ไปอยู่ดูแลสามีเจ้าไม่ดีกว่าหรือ

สมองมีปัญหาจริงๆ!

 

เย่ซืออวิ๋นก่นด่าตัวเองในชาติก่อนโดยที่ไม่ตะขิดตะขวงใจใดๆ แม้แต่น้อย ยิ่งเห็นก็รู้สึกว่ายิ่งไม่สบอารมณ์ตัวเองชาติก่อนเอาเสียเลย

“อ้ะ....ท่านลุง!” เย่ซืออวิ๋นในชาติก่อนวิ่งไปชนกับฉินเซ๋าเจ๋อที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม ตอนนั้นเขาจำได้ว่าตนเป็นห่วงยิ่งนัก เพราะอีกฝ่ายเป็นญาติผู้ใหญ่ที่เขารู้สึกผูกพันและนับถือ เป็นคนที่คอยห่วงใยและอยู่ข้างๆ เขาในหลายๆ ครั้งที่เขาต้องการใครสักคน...

 

นั่นคงเป็นสายสัมพันธ์ของพ่อลูกกระมัง...

 

แต่เป็นแค่เขาที่รู้สึกไปเองคนเดียว เพราะต่อให้เป็นสายเลือดเดียวกันแท้ๆ ก็ยังใช้เป็นตัวหมากและโยนทิ้งได้เมื่อหมดประโยชน์เลย ขนาดส่งฉินไห่ฟงที่เป็นพี่ชายต่างสายเลือดเข้ามาในตำหนักของเขาทั้งๆ ที่รู้ทุกอย่างอยู่แล้วแท้ๆ

“ท่านลุงไม่เป็นไรใช่หรือไม่!”

“องค์ชาย...ตราลัญจกรล่ะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นในชาติก่อนสะดุ้งเฮือก ก้าวถอยหลังจนเหยียบชายอาภรณ์ตัวเองจนแทบจะสะดุดล้ม

“ขะ...ข้า...ไม่รู้”

“มีข่าวลือกันให้ทั่วเมืองหลวงว่าตราลัญจกรหายไปและองค์ชายเป็นผู้ขโมยมา...เอามาให้กระหม่อม” ฉินเซ่าเจ๋อยื่นมือไปตรงหน้าของเย่ซืออวิ๋นที่กำลังส่ายหน้ารัวๆ ไปมาอย่างหวาดกลัว

“ไม่...ไม่” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้าทั้งน้ำตา ฉินเซ่าเจ๋อย่างเท้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เย่ซืออวิ๋นในร่างโปร่งแสงเห็นศรดอกหนึ่งพุ่งมาที่ร่างของฉินเซ่าเจ๋ออย่างแม่นยำ อีกฝ่ายนั้นเบี่ยงหลบและผลักร่างของเย่ซืออวิ๋นไปที่ทิศทางของศรดอกนั้น ดีที่มันเบี่ยงไปตกพื้นเสียก่อน

 

โหดเหี้ยมจริงๆ! ถึงขนาดเอาเขาเป็นโล่! รู้อยู่แท้ๆ ว่าเขาเป็นลูกของตัวเอง

 

เย่ซืออวิ๋นโมโหจนแทบจะกระทืบเท้า แต่เขาเป็นร่างโปร่งแสงกระทืบยังไงก็ไม่ได้ผลใดๆ เห็นตัวเองในชาติก่อนล้มลุกคลุกคลานอยู่กับพื้นหิมะก็รู้สึกทนมองไม่ได้

 

ถ้าเป็นเขาในตอนนี้นะจะใช้กระบี่อ่อนชางชุนสวนกลับเอาแล้ว!

 

 “ตามมาทันในเวลาแค่พริบตา...” ฉินเซ่าเจ๋อหันไปแค่นเสียงเย้ยหยัน กระชากร่างของเย่ซืออวิ๋นขึ้นมาและใช้กระบี่วางพาดคอเย่ซืออวิ๋นไว้ คมกระบี่กดลงจนทำให้ลำคอขาวนั้นเกิดรอยบาดของคมดาบ 

“ปล่อยเขา!”

เย่ซืออวิ๋นเบิกตาเมื่อเห็นร่างสูงสง่าที่กระโดดหลังคามายืนอยู่เบื้องหน้าตัวเขาในชาติก่อน...ร่างของฮ่องเต้เย่เทียนหลง

“ปล่อย? เหตุใดข้าต้องปล่อยด้วยเล่า...อย่าขยับ!”

“ปล่อยเสด็จพี่ใหญ่ของข้าไป...มิเช่นนั้นเจ้าเองก็ไม่รอด” เสียงทุ้มเย็นชาของเย่เฟิงดังขึ้นเบื้องหลัง ในมือขององค์ชายรัชทายาทถือดาบยาวคล้ายกระบี่เล่มหนึ่งที่ทำให้เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโต

 

นั่นคือดาบของปฐมกษัตริย์ที่ใช้สังหารตนในชาติก่อน!

 

“สมแล้วจริงๆ ที่เป็นเด็กที่เจ้าและเสี่ยวจิงสั่งสอนมา...” ฉินเซ่าเจ๋อปรายตามองเย่เฟิง แล้วยิ้มเยาะให้เย่เทียนหลง 

“ข้าไม่ใช่เสี่ยวจิงของท่าน...” เสียงทุ้มของท่านอัครเสนาบดีทำให้เย่ซืออวิ๋นเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของฉินเซ่าเจ๋อ “ปล่อยองค์ชายใหญ่เถิดเซ่าเจ๋อ...”

“ไม่! เด็กนี่เป็นสมบัติของข้า...เย่เทียนหลงเจ้าเองก็รู้ดีกระมัง ว่านี่...” ฉินเซ่าเจ๋อเหยียดยิ้มก้มลงมองเย่ซืออวิ๋นที่ส่ายหน้าไปมาทั้งน้ำตา “ไม่ใช่ลูกของเจ้า!”

“ไม่จริง! ไม่...ข้าไม่เชื่อ!....ข้า...” เย่ซืออวิ๋นในชาติก่อนเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากเชื่อ น้ำตามากมายไหลออกมาจากดวงตาที่แดงก่ำจนเห็นเส้นเลือดนั้น...

 

จนแลดูคล้ายจะเป็นสายเลือดไปเสียแล้ว...

วันนี้เพียงวันเดียวเขาร้องไห้มาเนิ่นนาน...ร้องไห้มาตลอดทั้งวัน จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด

 

“อย่าโง่ไปหน่อยเลยองค์ชาย! ท่านไม่สงสัยบ้างเลยหรือว่าทำไมเสด็จพ่อที่ท่านอยากให้รัก พี่น้องที่ท่านอยากให้มองเห็นท่าน ล้วนทำเหมือนท่านไร้ตัวตน...เพราะว่าท่านไม่ใช่ลูกของเขา ไม่ใช่สายเลือดของราชวงศ์! เป็นแค่องค์ชายเพียงในนามเท่านั้น!!”

“ฮึก! ไม่...ไม่จริง! ข้าไม่เชื่อ!”

ใช่...ชาติก่อนเขาไม่เชื่อทั้งๆ ที่มันเป็นความจริง เขาปฏิเสธทั้งๆ ที่ตอนนั้นก็เชื่อไปแล้ว แต่หัวใจยังไงก็ไม่ยอมรับ...ครอบครัวที่เขาไขว่หา บิดา น้องชาย ที่เขาอยากให้ยอมรับ อยากให้มองเห็นกันสักครั้ง พยายามทำทุกอย่าง ทุกวิถีทางเพื่อให้เข้าไปอยู่ในสายตาของคนเหล่านั้นบ้างสักเล็กน้อยก็ดี

 

ถึงขั้นยอมให้ถูกหลอกใช้...

 

“อย่าไปฟัง!” ฮ่องเต้เย่เทียนหลงตวัดเสียงเรียบ ส่งสัญญาณมือให้องครักษ์ลับที่ซ่อนอยู่บนหลังคานั้นยิงศรลงมา ร่างสูงปราดไปดึงเย่ซืออวิ๋นออกมา แต่คมดาบของฉินเซ่าเจ๋อก็ตวัดมาโดด ดีที่วรกายสูงใหญ่ของฮ่องเต้บังไว้ได้ทัน

“เสด็จพ่อ!” เย่ซืออวิ๋นทั้งในชาติก่อนและในสภาพร่างโปร่งแสงส่งเสียงเรียกพระบิดาด้วยความเป็นห่วง ฉินเซ่าเจ๋อแค่นเสียงเหอะ เขาหมายจะกระชากร่างของเย่ซืออวิ๋นมาบังไว้และเป็นตัวประกัน ทว่าถูกฝ่าเท้าของเย่เทียนหลงถีบเอา และเย่เฟิงก็เป็นฝ่ายเข้าไปต่อสู้กับฉินเซ่าเจ๋อแทน

“ฮือ...ฮึก เสด็จ...ไม่สิ ข้าไม่ใช่...” เย่ซืออวิ๋นในชาติก่อนร้องไห้หนัก เขาสูดลมหายใจลึก ราวร่างกายจะแตกสลายได้ ยังจำความเจ็บปวดตอนนั้นได้ดีว่าเป็นยังไง

 

เจ็บปวดราวมีเข็มทิ่มแทงไปทั่วร่าง หัวใจปวดปวดแปลบไปหมด!! 

 

มันเต้นแผ่วลง ช้าลง..

จนคิดว่าตัวเองแทบจะหยุดหายใจเสียตรงนี้แล้ว

เพราะบางที...ความตายมันก็อาจดีกว่าความทรมานที่เป็นอยู่ตอนนี้

 

ความจริงในชาติก่อนที่เขาปฏิเสธไม่ยอมรับ ไม่อยากรับรู้จนลืมมันไป...เพราะมันเจ็บปวดเกินไป หัวใจเลยเลือกที่จะไม่จดจำ...

 

อยากลืมมันเสียให้หมด...

 

“เจ้าใช่...” สุรเสียงทุ้มตอบกลับมา แม้ยังคงเย็นชาในความรู้สึกแต่ก็มิได้ห่างเหินเหมือนที่เคยได้ยินอยู่เสมอ

“ช่างเป็นภาพที่น่าคลื่นไส้ น่าสะอิดสะเอียน!” เสียงของฉินเซ่าเจ๋อดังขึ้น ขณะที่กำลังรับมือกับเย่เฟิงอยู่ “แต่บัดนี้ทำอย่างไรเจ้าก็ไม่มีทางปกป้องเด็กนั่นได้อีกแล้ว! ถ้าพวกข้าล่มจมข้าก็จะทำให้เด็กนี่ล่มจมไปด้วย!!”

“หุบปาก!” เย่เทียนหลงตวาดลั่น 

“ฮะๆ ฮะๆๆๆ!” ฉินเซ่าเจ๋อแหงนหน้าขึ้นหัวเราะลั่น “ชื่อเสียงขององค์ชายใหญ่เน่าเหม็นไปหมดแล้ว ให้ความช่วยเหลือกบฏทรยศแผ่นดิน ต้องถูกประหารอย่างสาสม!!”

“ไม่! ไม่นะ! ข้าไม่ได้ทำ!”

“เจ้าทำ!! ให้ข้าสารยายหรือไม่เล่าว่าเจ้าทำอะไรลงไปบ้าง!! ยังขโมยตราลัญจกรออกมาด้วยมิใช่หรือ! ความผิดนี้ใหญ่หลวงนัก!”

“ข้าไม่ได้...ฮึก ฮือออ!!” เย่ซืออวิ๋นทรุดลงกับพื้น ใบหน้าแนบลงกับผืนหิมะเย็นเยียบ ร้องไห้จนแทบจะไม่มีน้ำตาออกมาแล้ว...

 

แค่หายใจตอนนั้นเขายังรู้สึกว่ามันทรมาน

เจ็บเจียนตายเป็นเช่นไร...เขารู้และสัมผัสมันได้ดีเลย!

 

“ร้องไห้ให้ตายอย่างไรก็เปล่าประโยชน์ เจ้ามันไร้ค่า! เจ้ามันอ่อนแอ! อั่ก!” ฉินเซ่าเจ๋อยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเย่เฟิงถีบเอาแรงๆ จนร่างนั้นล้มไปกับพื้นอย่างแรง และต้องถูกศรจากหลังคายิงมา คนให้สัญญาณเป็นองค์ชายสี่เย่หานที่ยืนบัญชาการอยู่บนหลังคา

“หุบปาก!!” เย่เทียนหลงตวาดลั่น เย่ซืออวิ๋นเห็นสายตาของเสด็จพ่อเองก็รวดร้าวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พระเนตรคมกริบนั้นแดงก่ำราวจะกรรแสงออกมาเช่นกัน

 

แท้จริงแล้ว...เสด็จพ่อก็เจ็บปวด

จากที่คิดว่าไม่เคยถูกรัก คิดว่าถูกเกลียดมาเสมอ...และยิ่งรู้ว่าไม่มีสายเลือดเดียวกันแล้วก็ยิ่งกลัว

 

คนเพียงสองคนในโลกที่เย่ซืออวิ๋นปรารถนาอยากให้รักตอบ...คนหนึ่งคือลู่ถิงอวี่ที่เขารู้สึกรักจากใจจริง ทั้งรักและรู้สึกผิด อีกคนคือพระบิดาที่อยู่ตรงนี้...

 

ในชาติก่อนเขาช่างโง่งมเสียเหลือเกิน!

เหตุใดไม่มองให้ถี่ถ้วนกว่านี้...เอาแต่คิดว่ามีแค่ตัวเองที่เจ็บปวด คิดแต่ว่าตัวเองไร้ค่าไม่เอาไหน ไม่เคยอยู่ในสายตา 

 

ทั้งๆ ที่เสด็จพ่อก็ทุ่มเทดูแลเขาไม่น้อย...ให้การเลี้ยงดูในฐานะองค์ชายคนหนึ่งอย่างสมเกียรติ ทั้งๆ ที่เขาทำให้ลู่ถิงอวี่ที่พระองค์เอ็นดูดั่งบุตรชายต้องเสื่อมเสียเกียรติและตกต่ำ พระองค์เคยห้ามปรามเขาหลายครั้งเกี่ยวกับสกุลิน เคยเอ่ยเตือนเขาทางอ้อมและทางตรง...

 

กระทั่งน้องรอง น้องสาม และน้องสี่ที่เขาคิดว่าไม่สนใจก็ยังเคยเอ่ยเตือนเขาเลย

ข้ามันโง่จริงๆ!

 

“เย่เทียนหลง!! เจ้าต้องทรมานและรู้สึกผิดไปจนตาย! กล้าสาบานหรือไม่ว่าเจ้าเองก็ใช้เด็กนั่นเป็นตัวหมากเพื่อกำจัดพวกเข้าเช่นกัน!!”

เย่ซืออวิ๋นร่ำไห้ทั้งในชาตินี้และในร่างโปร่งแสงนั่น หยาดน้ำตามากมายไหลลงมาหยดแล้วหยดเล่า กลายเป็นละอองแสงมากมายอยู่รอบตัว

 

น้ำตาที่แสนเจ็บปวด...

ใช่...เขาถูกหลอกใช้ ทั้งจากสกุลฉินและจากสกุลเย่!

 

ปึก! ปึก!

ร่างของเย่ซืออวิ๋นในชาติก่อนทุบพื้นหิมะอย่างทรมาน มือเรียวนั้นเป็นแผลเปื้อนเลือด สภาพดูน่าสงสารเจียนตาย

“ลุกขึ้นมานี่! เจ้ายังมีประโยชน์อยู่!” ฉินเซ่าเจ๋อใช้ขาตวัดดาบในมือเย่เฟิงออกไป จากนั้นก็กระชากร่างของเย่ซืออวิ๋นขึ้นมาและเอาดาบพาดคอไว้พร้อมกดคมดาบลงไปบนแผลเดิม

 

ประโยชน์ที่ว่า...คือการใช้ข้าเป็นตัวประกันเพื่อหลบหนีสินะ

 

“บ้าเอ๊ย!” เย่ซืออวิ๋นได้ยินเสียงกระชากของเย่หาน เขาหันไปสั่งกับองครักษ์รอบๆ เสียงเย็น “อย่าเพิ่งยิง!” 

“หึๆ! สกุลเย่นี่ช่างเป็นผู้ดีจอมปลอมกันเสียจริง!...ถ้าพวกเจ้ากล้าขยับแม้แต่คนเดียว ข้าจะฆ่าเสีย!...ข้าทำจริง!”

“เขาเป็นลูกของเจ้า!!”

“ไม่ใช่! มันไม่เคยนับข้าเป็นพ่อ! เย่เทียนหลง...เจ้าต่างหาก...หึๆ แต่เจ้าเองก็ไม่ได้นับมันเป็นลูกนี่ เจ้าเกลียดฉางเล่อ เกลียดข้า เกลียดสกุลฉิน!”

“เขาเป็นลูกชายข้า!”

“ฮะๆ ช่างน่าหัวร่อ! เจ้าเคยทำเหมือนเขาเป็นลูกด้วยงั้นรึ!...อย่าขยับ!”

“ฆ่าข้าเสียเถิด...ได้โปรด ฆ่ากระหม่อมเสีย...”

 

ความเจ็บปวดทรมานนี้...เขาไม่อยากสัมผัสมันอีกแล้ว!

 

เย่ซืออวิ๋นหลับตาลง ร่างโปร่งแสงทรุดลงกับพื้น ยกสองมือขึ้นปิดหน้า ส่งเสียงร่ำไห้อย่างเจ็บปวดทรมานออกมา ราวบาดเจ็บสาหัส...

 

บาดแผลที่หัวใจมันแทบจะแหลกลาญ  

เพราะเขาจำมันได้ทั้งหมดแล้ว...ความจริงนั้นช่างโหดร้ายเสียเหลือเกิน...

 

“เจ้า...”

“ข้า...กระหม่อมไม่ใช่บุตรของพระองค์...ซ้ำยังทำความผิด ฮึก...ใหญ่หลวง...ให้กระหม่อมได้ตายในมือพระองค์เถิด”

บัดนี้ชื่อเสียงของเขาป่นปี้ไปหมดแล้ว สุดท้ายอย่างไรเสียก็ต้องตายอยู่ดี ถ้าไม่ตายตอนนี้ก็ต้องถูกประหารและประนามไปทั่วแว่นแคว้น

 

แม้เขาจะทำผิดแต่ก็ไม่เคยคิดทรยศแผ่นดิน!

 

“อย่าพูดเช่นนี้...” เย่ซืออวิ๋นได้ยินสุรเสียงทุ้มของทุ้มที่เคยมั่นคงอยู่เสมอนั้นสั่นคลอน พระหัตถ์ที่ไม่รู้ว่ากำด้ามดาบของปฐมกษัตริย์ไว้เมื่อไหร่นั้นสั่นไหวอย่างรุนแรง “อย่าขอให้ข้าทำเช่นนั้น...”

เย่ซืออวิ๋นในชาติก่อนส่ายหน้า อาภรณ์นั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโลหิต ตามผิวกายไม่มีส่วนไหนที่ไร้บาดแผล “ได้โปรด...มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่กระหม่อมทูลขอได้...สังหารกระหม่อมเสียเถิด”

“แล้วข้าเล่า!!” ฮ่องเต้เย่เทียนหลงกระชากเสียงถาม พระเนตรคมกล้านั้นแดงก่ำ 

“พระองค์ไม่ทรงเสียพระทัยหรอกพ่ะย่ะค่ะ...กระหม่อมหาได้มีส่วนใดเกี่ยวข้อง ฮือ...เกี่ยวข้องกับพระองค์เลย ฮึก...แม้แต่น้อย...”

 

หาใช่บุตรชาย...

 

เย่ซืออวิ๋นในร่างโปร่งแสงเอามือที่ปิดใบหน้าออก น้ำตายังคงไหลลงมาไม่ขาด กลายเป็นละอองแสงมากมายอ้อยอิ่งอยู่รอบตัว เขาร่ำไห้อีกครั้ง ปล่อยเสียงสะอื้นออกมาดังๆ เพราะอย่างไรเสียก็ไม่มีใครได้ยินตัวเองอยู่แล้ว...

เพราะคราวนี้สิ่งที่ทำให้เขาทรมานที่สุดคือแววตาเจ็บปวดทรมานที่สะท้อนอยู่ในพระเนตรคมกริบของฮ่องเต้เย่เทียนหลง...

 

กับคำขอที่โหดร้ายเกินไปของตัวเอง...

 

เขากล้าขอให้เสด็จพ่อสังหารตนได้อย่างไร!

ไม่เห็นความทรมานที่ดิ้นพล่านอยู่ในดวงตาคมคู่นั้นเลยหรืออย่างไร!

 

ถ้าในชาติก่อนเสด็จพ่อไม่รักและเอ็นดูในตัวเขาสักนิด คงไม่มีแววตาเช่นนี้...สายพระเนตรที่ปวดร้าวทรมานเจียนตายไม่แพ้กัน...

 

“โอ้! ช่างเป็นความสัมพันธ์พ่อลูกที่น่าประทับใจเสียจริง! ฆ่าเสียสิเย่เทียนหลง!...ทั้งข้าและเด็กนี่จะได้ตายไปพร้อมๆ กันเสียเลย!” ฉินเซ่าเจ๋อเอ่ยท้าทาย และพาเย่ซืออวิ๋นเดินถอยหลังไปเรื่อยๆ บนกำแพงเมืองนั้นเต็มไปด้วยทหารองครักษ์ลับที่ขึ้นสายธนูเตรียมพร้อมยิงทุกเวลาเมื่อได้รับคำสั่ง โดยมีร่างขององค์ชายสี่ยืนตระหง่านบัญชาการอยู่อย่างห้าวหาญ

“ได้โปรด...ได้โปรดพ่ะย่ะค่ะ” น้ำตาที่ออกจากดวงตาแดงก่ำนั้นกลายเป็นหยดเลือดที่ไหลออกมาแทน เพราะดวงตาทนรับความทรมานไม่ไหว “ฮึก...ให้ข้าได้...ตาย...ฮือออ...อย่างสมเกียรติ”

 

ดีกว่าปล่อยให้เขาถูกประหารและประจานท่ามกลางผู้คน

ให้เหลือเกียรติในฐานะองค์ชายและเพื่อรักษาหน้าของราชวงศ์...แม้ตนจะทำความผิดอย่างไม่น่าให้อภัยลงไปก็ตาม

 

การตายด้วยมือของฮ่องเต้...ถือเป็นเกียรติสูงสุดของเขาแล้ว...

 

“เสด็จพี่ใหญ่...คำขอนั้นของท่านโหดร้ายกับเสด็จพ่อเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เย่เฟิงเอ่ย “แม้มิใช่สายเลือดเดียวกันแต่เสด็จพ่อก็ไม่มีวันสังหารท่าน...”

“อยากตายนักงั้นเรอะ!” ฉินเซ่าเจ๋อกระทืบเท้าเบาๆ ส่งมีดสั้นที่ติดอยู่ที่เท้าออกไปโจมตีเย่เทียนหลง วรกายสูงใหญ่นั่นใช้ดาบสะบัดออก จากนั้นก็พุ่งตัวออกไปทันที ฉินเซ่าเจ๋อผลักร่างของเย่ซืออวิ๋นออกไปรับทางดาบที่ไม่อาจเบี่ยงหลบได้แล้ว ร่างไร้เรี่ยวแรงของเย่ซืออวิ๋นนั้นยืนนิ่ง ก่อนจะเบิกตากว้างยามเห็นคมดาบที่พุ่งตรงมาที่ตน

 

ฉึก! ฉัวะ!

 

เสียงนั้นดังก้องท่ามกลางกองเพลิงที่กำลังโหมลุกไหม้ย้อมราตรีกาลให้ตกอยู่ในห้วงทะเลเพลิง ละอองหิมะโปรยปรายลงมาอย่างแช่มช้า ความเย็นของหิมะที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปจนถึงกระดูก...

“ท่าน...” เย่ซืออวิ๋นในชาติก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นไหวทรมาน หลุบตาต่ำลงมองดาบเล่มงามที่เสียบทะลุร่างตนตรงตำแหน่งหัวใจ...

 

ยามนั้นเขาไม่เชื่อว่าเหตุใดคนผู้นี้ถึงได้สังหารตนทั้งๆ ที่ดูทรมานถึงเพียงนั้น พวกรามิได้เกี่ยวข้องอันใดกันมิใช่หรือ เขาถูกเกลียดมิใช่หรือ...และที่สงสัยที่สุด...

 

คือน้ำตาที่หลั่งออกมาจากดวงตาคมกล้าคู่นั้น...

 

“เหตุ...เหตุ...ใด” เขาในชาติก่อนเอ่ยถามประโยคนั้นออกมา ไม่ใช่ถามว่าเพราะเหตุใดเขาถึงได้ถูกสังหาร แต่ที่อยากถามที่สุด

 

เหตุใดพระองค์ถึงได้กรรแสงอย่างทรมานเช่นนั้นเล่าพ่ะย่ะค่ะ

เสด็จพ่อ...

 

……..

 

 

ตอนนี้เหมือนจะเฉลยปมกับคำตอบของชื่อเรื่องแล้วล่ะค่ะ…ที่จริงก็วางโครงเรื่องไว้แล้วว่าเป็นคนนี้ เพราะทั้งหน้าที่ในฐานะเจ้าแผ่นดิน และในฐานะบิดา เสด็จพ่อจำเป็นต้องทำจริงๆ ค่ะ T_T

เอาเป็นว่าก็อกนี้มาแค่นี้ก่อน อีกก็อกจะเป็นตอนหลังจากที่น้องตายค่ะ…ตอนนี้เรา talk ยาวไม่ได้ เดี๋ยวจะเกินห้าหมื่นตัวอักษรเอา T_T 

รักษาสุขภาพและดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ พักผ่อนเยอะๆ ระวังอย่าให้ป่วยนะคะ 

 

สำหรับวันนี้…ราตรีสวัสดิ์และฝันดีน้าาา ^_^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.52K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,282 ความคิดเห็น

  1. #4244 วายุจัง (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2564 / 04:43
    ร้องไห้เหมียนหมา
    #4,244
    0
  2. #4149 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 21:42
    ร้องไห้น้ำตาเป็นลิตรแล้วจ้าาาา
    #4,149
    0
  3. #4084 DeWhisper (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 เมษายน 2564 / 19:25
    เซ่าเจ๋อนี่มันเดียรัจฉานจริงๆ
    #4,084
    0
  4. #4054 vviiwwyy (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 31 มีนาคม 2564 / 21:37
    แง้ ม่ายยยย
    #4,054
    0
  5. #3936 iiiiiiiiimee (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 23:45
    เปียกปอนไปหมด
    #3,936
    0
  6. #3890 HYUNPARK (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 18 มีนาคม 2564 / 03:05
    คิดไว้แล้วว่าซืออวิ๋นต้องขอให้ฆ่าตัวเองแน่ๆ เพราะทนรับความเจ็บปวดเสียใจต่อไปไม่ไหวแล้ว แต่ที่ผิดคาดไปนิดคือไม่คิดว่าจะเป็นเสด็จพ่อ ถึงตอนแรกจะแอบคิดแต่ก็ตัดออกเป็นช้อยแรกๆ บอกได้คำเดียวว่าเปียกปอน
    #3,890
    0
  7. #3792 nongning5657 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 8 มีนาคม 2564 / 00:51
    ฉันเสียน้ำตาไปเท่าไร..
    (´°̥̥̥̥̥̥̥̥ω°̥̥̥̥̥̥̥̥`)
    #3,792
    0
  8. #3568 Aom_story (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:00
    เจ็บปวดมากอ่ะ แต่ฮ่องเต้ก็ไม่ได้จะฆ่าน้องนะ เซาเจ๋อมันผลักน้องมารับดาบอ่ะ
    #3,568
    0
  9. #3564 BONGBONGBONG (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 / 03:46
    ฮืออออ บีบหัวใจมากๆเลยค่ะ
    #3,564
    0
  10. #3540 Doublep.iceee (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:53
    แกมันจุกจริงๆ แบบร้องไห้ตามจนพูดอะไรไม่ออก
    #3,540
    0
  11. #3360 Notty Kero (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 / 23:20
    มาอ่านต่อแล้ว เราเดาถูกแต่บีบหัวใจมากเจ้าค่ะ
    #3,360
    0
  12. #3318 Lalaland332221 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 / 16:42
    แงงงงงวง รออออออ
    #3,318
    0
  13. #3317 Velevty (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 / 09:45
    น้องลูก..สงสารน้องมากหนูต้องผ่านไปให้ได้นะ แล้วกลับมาจัดการตระกูลฉินมันนะ กลับมาเป็นตัวตะกละน้อยของเสด็จพ่อ

    ไรท์มาอัปเร็วๆน่าสนุกมาก ขอบคุณนะ😍🙏
    #3,317
    0
  14. #3316 110445 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:57
    เล่าเรื่องดึงอารมณ์จนน้ำตาไหลเลยค่ะ
    #3,316
    0
  15. #3313 สาวYไม่มีใครเกิน (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 / 03:07
    ไม่ใช่เเค่น้ำต่ น้ำมูกก็มา ฮืออออออ
    #3,313
    0
  16. #3312 queenpkk (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:47
    น้ำหูน้ำตา ไปหมดแล้ว
    #3,312
    0
  17. #3309 PeRdIx (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 / 01:57
    แงงงงง
    #3,309
    0
  18. #3308 Observer (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:12
    แง้ เปียกปอนไปหมดแล้ววว
    #3,308
    0
  19. #3307 queenpkk (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 23:37
    ฮือออออออ
    #3,307
    0
  20. #3306 กระต่ายปากเเดง (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:23

    ตอนนี้เปียกปอนมากก
    #3,306
    0
  21. #3305 PudtamapornPrae (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:34
    น้ำตาไหลแบบหยุดไม่ได้จริงๆ
    #3,305
    0
  22. #3304 Nekkoya02 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:05
    ชาตินี้ฉินเซาเจ๋อต้องตายด้วยน้ำมือน้องเท่านั้น หนอยยยย
    #3,304
    0
  23. #3303 BellJS (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:54
    น้ำตาไหลไม่หยุดเลย มันแบบแง อคติบังตาด้วยแหละ แง
    #3,303
    0
  24. #3302 Phanja (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:47
    ปวดใจไปหมดแล้วไรท์
    #3,302
    0
  25. #3300 Wife's OhSeHUN (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 18:28
    ร้องไห้ ปวดใจอะะะ;—;
    #3,300
    0