ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 42 : ตอนพิเศษปีหม่ : วันเวลาแห่งความสุข (2) ต่อจากตอนก่อนหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,222
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 652 ครั้ง
    5 ม.ค. 64

ตอนพิเศษ

ปีใหม่

 

 

ตำหนักจิ้งหยางของฮ่องเต้พระองค์ใหม่นั้นก็มิได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแม้แต่น้อย เพราะฮ่องเต้พระองค์ใหม่มิได้ตกแต่งอะไรเพิ่มเติม เป็นมาอย่างไรก็เป็นมาอย่างนั้น แม้จะได้ชื่อว่าเป็นตำหนักที่งดงามที่สุดและเป็นที่ประทับของผู้มีอำนาจเหนือใครในแว่นแคว้น ตำหนักนี้ก็ยังอบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ...

 

ไม่ได้เยือกเย็นหรือเย็นชาอย่างที่คนภายนอกคิดกัน

 

ยามราตรีส่งท้ายปีเช่นนี้เหล่าข้ารับใช้บางส่วนได้ถูกย้ายไปเหลือเพียงข้ารับใช้ที่สนิทสนมเท่านั้น และแต่ละคนก็ช่วยกันเตรียมงานเลี้ยงเล็กๆ ที่มิค่อยเล็กเท่าไหร่สำหรับครอบครัวของราชวงศ์

ร่างสูงใหญ่ของฮ่องเต้เย่เฟิงบัดนี้สวมเพียงอาภรณ์ผ้าไหมสีดำสนิทลายกรงเล็บห้ามังกร ดูเรียบง่ายทว่าก็ยังคงแผ่อำนาจบารมีของผู้ครองอำนาจเหนือใครในแว่นแคว้นได้เป็นอย่างดี บรรยากาศเหล่านั้นอ่อนโยนลงยามพระเนตรคมกริบจับจ้องร่างของฮองเฮาตนที่วิ่งวุ่นไปมา คอยกำกับให้คนเตรียมนู่นเตรียมนี้

 

พอเขาจะช่วยน้องฉิงก็บอกว่าเขาเกะกะ...

อืม...นางกล้าว่าฮ่องเต้เช่นเขานี่ล่ะ

 

แต่เย่เฟิงก็เถียงสู้นางไม่ได้ ไม่ต้องพูดว่าเขาตามใจน้องฉิงเพียงใด ฮองเฮาของเขายังมีกำลังเสริมที่แข็งแกร่ง ทั้งเสด็จแม่ทั้งสองพระองค์ 

 

รวมถึง...พี่ใหญ่ของเขาที่เย่เฟิงไม่กล้าหือด้วย

 

“ฝ่าบาท ฮองเฮาเพคะ ท่านอ๋อง...เอ่อ องค์ชายใหญ่และท่านอัครเสนาบดี...”

“ให้พวกเขาเข้ามา”

ข้ารับใช้ด้านนอกยังมิทันได้รายงานเสร็จเย่เฟิงก็ส่งเสียงบอกให้ผู้มาเยือนเข้ามา ร่างสูงรีบผุดลุกจากที่นั่ง เปิดประตูเรียบร้อยฮ่องเต้เช่นเขาก็ต้องรีบรับร่างนุ่มๆ ที่พุ่งเข้ามากอดเขาหมับด้วยความคิดถึง

“น้องรอง! คิดถึงเจ้ายิ่งนัก!”

ทั้งๆ ที่เพิ่งจะเจอกันเมื่อเจ็ดวันก่อนแท้ๆ พี่ใหญ่ก็ยังบอกว่าคิดถึงเขาอยู่อีก มือใหญ่ลูบเส้นผมนุ่มๆ ของพี่ชายที่กี่ปีๆ ก็ไม่ค่อยเปลี่ยนนิสัยเท่าไหร่นัก 

 

เป็นพี่ชายที่ช่างใส่ใจ คอยดูแลพวกเขาอยู่เสมอ

เหมือนเช่นวัยเยาว์ที่ผ่านมา

 

“ข้าเองก็คิดถึงท่าน” เย่เฟิงมองใบหน้างดงามของพี่ชาย ไล้มือที่ข้างแก้มขาวเบาๆ เห็นอีกฝ่ายอยู่ดีมีสุขเขาก็ยิ้มมากขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะหันไปมองสหายที่บัดนี้กลายมาเป็นพี่เขยที่กำลังกอดอกนิ่งๆ ยิ้มให้เขาหนึ่งที เหตุใดเย่เฟิงจะไม่รู้ว่าเจ้าลู่ถิงอวี่นี่...

 

กำลังหวง

ขนาดเขาที่เป็นน้องชายเจ้านี่ก็ยังหวง กี่ปีก็ยังไม่เปลี่ยนนิสัย!

 

แม้อัครเสนาบดีคู่ใจจะกำลังแสดงความหวงออกมาเย่เฟิงก็ไม่คิดจะปล่อยเอวบางของพี่ชายที่โอบไว้ พลางเลิกคิ้วใส่ลู่ถิงอวี่ “ท่านหิวหรือยัง?”

เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้ว หรี่ตามองน้องชาย “เจ้าอย่าคิดว่าข้าเป็นตัวตะกละน้อยเหมือนน้องสามกับน้องสี่นะ มิเช่นนั้นข้าจะตีเจ้า น้องฉิงเล่า?”

“ข้าไม่คิดเช่นนั้นหรอก” เย่เฟิงยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตัดสินใจปล่อยเอวของพี่ชาย “น้องฉิงกำลังเตรียมมื้อดึกสำหรับพวกเราอยู่”

“เช่นนั้นข้าไปช่วยน้องฉิงดีกว่า พวกเจ้าสองคนคุยกันดีๆ ห้ามตีกันนะ” เย่ซืออวิ๋นส่งสายตาปรามๆ เพราะทุกครั้งน้องชายกับสามีตนมักจะตีกันเสมอ มิใช่ประลองฝีมือกันก็กล่าววาจาท้าทีท้าต่อยกันนั่นล่ะ

 

ทั้งๆ ที่โตขนาดนี้แล้วแท้ๆ!

 

“ข้าไม่ทำหรอกพี่ใหญ่” เย่เฟิงยิ้มนุ่มนวลให้พี่ชาย ส่วนลู่ถิงอวี่ก็เดินมากอดภรรยาคนงาม จากนั้นก็เอียงหน้าหอมแก้มนุ่มๆ หนึ่งที แล้วยิ้มหวานออดอ้อน

“ข้าเชื่อฟังเจ้า...ภรรยา”

เย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนวาบ ถลึงตาใส่สามีหนึ่งทีจากนั้นก็วิ่งไปหาหยางฉิงในสวน เย่เฟิงกับลู่ถิงอวี่ได้ยินเสียงทักทายกันด้วยความยินดีทั้งๆ ที่สองคนนี้เพิ่งเจอกันเมื่อหลายวันก่อนแท้ๆ ทั้งสองคนสบตากันยิ้มๆ 

“เขาเป็นภรรยข้า” ลู่ถิงอวี่เอ่ย

“เจ้าหวงแม้กระทั่งกับข้าที่เป็นน้องชายนี่นะ หลายปีมาแล้วก็ยังหวงอยู่อีก” เย่เฟิงส่ายหน้ากับเจ้าสหายขี้หวงคนนี้

“อวิ๋นของข้าน่ารักขึ้นทุกวัน มิให้หวงได้อย่างไรกัน” ลู่ถิงอวี่ตอบยิ้มๆ “ระหว่างรอคนอื่นๆ หมากสักกระดานดีหรือไม่?”

“ไม่เลว ไม่ค่อยมีเวลาได้เดินหมากกับเจ้าเท่าไหร่นัก” เย่เฟิงให้คนไปหยิบกระดานหมากที่เป็นหยกขาวมา ชุดกระดานหมากและตัวหมากเหล่านี้เป็นของขวัญที่ลู่ถิงอวี่และพี่ใหญ่ของเขาหามาให้ เย่เฟิงชอบใจมากและใช้มาจนถึงทุกวันนี้

“จริงของเจ้า” ลู่ถิงอวี่พยักหน้า พวกเขาสองคนต่างมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ คนหนึ่งเป็นฮ่องเต้ที่แบกรับแว่นแคว้นไว้บนบ่า อีกคนเป็นอัครเสนาบดีเสาหลักของแผ่นดิน ดูจากตำแหน่งแล้วงานการของทั้งสองคนนั้นมากมายเป็นภูเขา อีกทั้งเย่เฟิงกับลู่ถิงอวี่ยังทำเหมือนที่บิดาของพวกเขาเคยทำสมัยพวกเขายังเยาว์ไม่ได้

 

การโยนงานให้บรรดาลูกๆ มาจัดการนั่นน่ะ

 

เพราะเจ้าพวกเด็กแสบนั่นชอบแอบหนีเที่ยวนอกแคว้นเสมอ ชวนกันไปเป็นกลุ่มซุกซนป่วนแคว้นอื่น เหมือนรู้ดีว่าขืนอยู่ในต้าเซี่ยได้ถูกบรรดาผู้ใหญ่โยนงานมาให้แท้ๆ

“สงสัยคงต้องหาเวลาว่างมาเดินหมากกันบ้างแล้วล่ะ เจ้าว่าอย่างไร?” เย่เฟิงวางหมากหยกดำลงไปบนกระดาน มองลู่ถิงอวี่ที่วางหมากขาวลงไปอีกมุมหนึ่ง

“นั่นส คราวนี้คงต้องให้อยู่แคว้นสักสี่ห้าเดือนแล้วล่ะ”

“ข้าว่าหกเดือนเลยน่าจะดี”

“หึๆ”

สองสหายสนิทที่นิสัยไม่เปลี่ยนเลยสองคนนี้สบตากันยิ้มๆ ถ้าหากเนี่ยรุ่ยเอินมาเห็นล่ะก็รับรองว่าได้ส่ายหน้าและขนลุกพร้อมบ่นดังๆ 

 

ว่าต้องมีคนโชคร้ายแน่ๆ!

 

ส่วนเย่ซืออวิ๋นที่กำลังช่วยหยางฉิงเตรียมงานอยู่นั้นชะโงกหน้ามามองสามีกับน้องชายที่กำลังเดินหมากและคุยกันเงียบๆ เขาให้คนนำของว่างและน้ำชาไปให้ทั้งคู่ ก่อนจะมาช่วยหยางฉิงเตรียมงานต่อ เห็นของกินหน้าตาน่าทานและหยางฉิงก็หยิบมาส่งให้เขาชิมทุกจาน

ที่จริงฮองเฮาอยากจะป้อนพี่ใหญ่ของนางมากกว่า แต่ทำไม่ได้ นางได้แต่ฮึดฮัดในใจ...โตแล้วไม่ดีเลย นางป้อนขนมให้พี่ใหญ่เหมือนตอนเด็กๆ ไม่ได้เสียแล้ว! ถึงได้หมั่นไส้พี่ลู่เขานัก ลู่ถิงอวี่ผู้นั้นก็รู้ดีถึงอ้อนพี่ใหญ่ต่อหน้านางอยู่เสมอ

 

คนร้ายกาจ!

คอยดูเถิดถ้าหากวันนี้เขากล้าอ้อนพี่ใหญ่ต่อหน้านางอีก นางจะให้สามีนางตีเขาและใช้งานเขาเยอะๆ ไปเลย!

 

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายสี่กับท่านองครักษ์...”

“เข้ามา”

“พี่ใหญ่กับพี่ลู่มาก่อนพวกเราสินะ” เย่หานคำนับเย่เฟิงจากนั้นก็หันมายิ้มให้ลู่ถิงอวี่ เจิ้งปินที่เดินมาข้างๆ ทำความเคารพทั้งคู่

“สบายดีหรือเจิ้งปิน ถ้าเย่หานรังแกเจ้าก็ไปบอกภรรยาข้าได้นะ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยกับเจิ้งปินยิ้มๆ ส่วนเย่หานได้แต่กลอกตาระอา 

“พี่ใหญ่เล่า?” เย่หานกวาดตามองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นพี่ชายตัวเอง 

“ข้าอยู่นี่ น้องสี่ คิดถึงเจ้ายิ่งนัก!” เย่ซืออวิ๋นที่ชะโงกหน้ามามองเห็นน้องชายก็วิ่งเข้ากระโดดกอดทันที จนเย่หานต้องรีบรับร่างนั้นไว้ไม่ให้ล้มเสียก่อน เขาหัวเราะเบาๆ โอบเอวพี่ชายไว้แน่น 

“ดีๆ หน่อยพี่ใหญ่ เดี๋ยวก็ล้มลงไปหรอก” แม้ปากจะบ่นยังไงเย่หานก็ไม่ปล่อยพี่ใหญ่ของตน แขนแกร่งของน้องชายที่แต่ก่อนมักไม่ค่อยแข็งแรงตอนนี้สามารถอุ้มเย่ซืออวิ๋นจนขาลอยจากพื้นได้สบายๆ

“ถ้าเจ้าทำข้าล้ม ข้าจะให้เจิ้งปินตีเจ้า”

“หึๆ ข้าก็บอกแล้วว่าชอบให้เขาตี” เย่หานยักคิ้วปรายตามองเจิ้งปินที่กำลังอมยิ้มมองพวกเขาอยู่ จากนั้นก็วางเย่ซืออวิ๋นลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล 

“อย่าเกเรนักนะน้องสี่” เย่ซืออวิ๋นย่นจมูกแล้วก็ตีน้องชายไปหนึ่งที ก่อนจะหันไปยิ้มให้เจิ้งปิน “ถ้าเจ้าไม่ว่าอะไรไปช่วยข้ากับน้องฉิงเตรียมของกันดีกว่า”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” เจิ้งปินย่อมไปช่วยองค์ชายใหญ่กับฮองเฮาอยู่แล้ว ดังนั้นเลยเดินไปกับองค์ชายใหญ่ทันที ก่อนไปยังหันไปกำชับคนที่เป็นทั้งเจ้านาย...และ เอ่อ...สามีด้วย “ทรงอย่าดื้อและก่อเรื่องนะขอรับ”

เย่หานกลอกตา “นี่เจ้าเห็นข้าเป็นอย่างไร”

“อันธพาลน้อย!” ทั้งภรรยาและพี่ใหญ่ตอบออกมาพร้อมกันเช่นนี้เย่หานก็ได้แต่ถอนหายใจ พลางกลอกตามองบนทันที ได้แต่มองตามแผ่นหลังของทั้งคู่อย่างระอา พอเดินไปนั่งกับพี่รองและพี่เขยที่น่าหมั่นไส้ทั้งสองคนก็หัวเราะเขาอีกด้วย

 

ให้ตายเถอะ!

 

“นี่ข้าเหมือนอันธพาลตรงไหนกันนะ”

“เจ้ามีตรงไหนที่ไม่เหมือนงั้นหรือ?” เย่เฟิงเลิกคิ้วมองน้องชายที่นั่งข้างๆ เขารินชาให้ตัวเองแล้วนั่งชันเข่าขึ้นท่าทางเอกเขนกเหมือนอันธพาลในเมืองมากกว่าท่านอ๋องเสียอีก

“แค่ท่าทางของเจ้าก็เหมือนจนไม่มีใครเหมือนกว่าแล้ว” ลู่ถิงอวี่วางหมากลงบนกระดาน หมากขาวของเขากำลังได้เปรียบหมากดำของเย่เฟิง แต่อย่างไรเสียก็ประมาทไม่ได้หรอกเพราะยามเดินหมากล้อมเย่เฟิงร้ายกาจมาก 

 

เหมือนอดีตฮ่องเต้เย่เทียนหลง

 

“พวกท่านสองคนนี่นะ” เย่หานกลอกตามองหมากในกระดานแล้วก็กลอกตาอีกรอบ เขาเกลียดเรื่องใช้สมองมากที่สุด ยังดีที่สองคนนี้เล่นหมากล้อมขาวดำไม่เล่นหมากสีเดียวอย่างที่ชอบเล่นกันบ่อยๆ ไม่เช่นนั้นคนนั่งมองอย่างเขาได้ปวดหัวมากกว่านี้แน่ “พี่สามกับพี่สะใภ้ยังไม่มาอีกหรือ?”

“ทุกปีในช่วงนี้จวนของเย่เซียวจะแจกสมุนไพรสำหรับรักษาโรคสามัญพื้นฐานไปทั่วแคว้น คงมาช้าสักหน่อยกระมัง” ลู่ถิงอวี่เอ่ยอย่างรู้ดี ฉินฮวาซิงเป็นชายาอ๋องที่ทั้งแว่นแคว้นชื่นชมเพราะการทุ่มเทความรู้ความสามารถให้กับวิชาแพทย์รักษาผู้คนโดยไม่แบ่งแยกชนชั้น สร้างโรงหมอไปทั่วต้าเซี่ยรวมถึงแคว้นใกล้เคียงด้วย

“มีคนคิดถึงข้างั้นหรือ?” เสียงทุ้มที่ฟังดูอย่างไรก็กวนโมโหดังขึ้น ร่างสูงที่โอบเอวโฉมสะคราญไว้ในอ้อมแขนเปิดประตูตำหนักจิ้งหยางเข้ามาเองโดยไม่รอให้นางกำนัลรายงาน

เย่เฟิงหัวเราะเบาๆ โบกพัดด้ามงามในมือพู่โลหิตหงสาพลิ้วไหวตามแรงของเขา...พู่ที่แม้จะผ่านกาลเวลาไปนานหลายปีก็ยังงดงามเปล่งประกายเหมือนวันแรก

 

เพราะนี่เป็นสมบัติที่เย่เฟิงดูแลอย่างดี

 

“เจ้านี่นะน้องสาม ข้าเพิ่งว่าน้องสี่เป็นอันธพาลไปส่วนเจ้าก็นักเลงโตชัดๆ”

“นักเลงอย่างข้าก็ไม่ค่อนสนพิธีการอยู่แล้วนี่” เย่เซียวยักไหล่อย่างไม่สนใจ ทำความเคารพพี่ชายและพี่เขยจอมน่าหมั่นไส้ และรับการทำความเครารพจากเย่หานด้วย

“ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ” ฉินฮวาซิงกลับยอบกายลงถวายคำนับอย่างสง่างาม เรียบร้อยและถูกต้องตามพิธีการทุกอย่าง จนทุกคนคิดตรงกันว่าเหตุใดโฉมสะคราญที่เนกุลสตรีถึงเพียงนี้ถึงได้เป็นชายาของนักเลงโตอย่างองค์ชายสามไปได้นะ

 

เหมือนเย่เซียวไปใช้วิธีมิชอบทั้งหลายล่อลวงสามงามมาอย่างไรไม่รู้

 

“คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องมากพิธีหรอก” เย่เฟิงโบกมือยิ้มๆ 

ฉินฮวาซิงยิ้มตอบ จากนั้นก็กวาดตามองไปรอบๆ “น้องฉิงเล่าเพคะ”

“อ้ะ...พี่ฮวาซิง”

“หือ พี่ฮวาซิงกับน้องสามมาแล้วหรือ จริงด้วย...น้องสาม!”

“เดี๋ยวๆ ท่านไม่ต้องวิ่งมา...เฮ้อ!” เย่เซียวปราไม่ทันไรก็ต้องรับร่างพี่ชายที่พุ่งเข้ามากอดเขาไว้แน่น เขาได้แต่ส่ายหน้าระอา กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น “ท่านนี่นะถ้าหากสะดุดล้มไปตอนวิ่งมาจะทำอย่างไร?”

“ข้าไม่สะดุดอาภรณ์ตัวเองล้มหรอกน่า โตขนาดนี้แล้วนะ พี่ฮวาซิง...สบายดีหรือ? น้องสามรังแกบ้างหรือเปล่า?” เย่ซืออวิ๋นหันไปทักทายฉินฮวาซิงที่กอดกับหยางฉิงจนกลมอยู่ 

“จริงด้วยพี่ฮวาซิง ถ้าหากพี่เซียวรังแกท่านก็บอกข้าได้เลยนะ” หยางฉิงรีบช่วยสมทบพลางมองลูกพี่ลูกน้องตาขวาง 

 

พี่เซียวน่ะนักเลงโตชัดๆ!

 

“นี่ช่วยเชื่อใจข้าหน่อยได้ไหม?” เย่เซียวกลอกตาด้วยความระอา เขาช่างไม่ได้รับความน่าเชื่อถือจากทั้งพี่ชายกับลุกพี่ลูกน้องจริงๆ ด้วย

“ไม่!”

เย่เซียวถลึงตาใส่ทั้งสองคน แต่เขาไม่กล้าถลึงตาใส่ฉินฮวาซิงแม้เมื่อครู่นางจะผสานคำว่าไม่มาด้วยอีกคนก็เถอะ ซึ่งแน่นอนว่าบรรดาพี่น้องของเขามองออกเลยพยายามกลั้นยิ้มกันจนเย่เซียวต้องหันไปถลึงตาใส่รอบๆ

“แฮ่ม อ้อ...เย่เซียวเจ้าเกรงกลัวภรรยานี่นะ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ 

“เจ้าก็ไม่กล้ากับพี่ใหญ่ของข้าเหมือนกันนั่นล่ะ!”

 

 เรื่องเกรงกลัวภรรยานี่ใต้หล้านี้มีผู้ใดสู้ลู่ถิงอวี่ได้บ้าง!

 

“อย่างข้าไม่เรียกกลัวภรรยา เรียกว่าไม่เคยขัดใจเลยดีกว่า ใช่หรือไม่...อวิ๋น” พูดแล้วลู่ถิงอวี่ก็หันไปยิ้มหวานให้ภรรยาตัวเอง ดวงตาดอกท้อนั้นฉ่ำวาวและอ่อนหวาน มองริมฝีปากแดงของเย่ซืออวิ๋นแล้วก็ยิ่งตาหวานกว่าเดิม จนเย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนวาบ 

“ถิงอวี่แค่ไม่ดื้อกับข้า พี่ฮวาซิงไปช่วยพวกเราเตรียมของกินกันเถิด ปล่อยทั้งสี่คนไว้ตรงนี้แหละ” 

“ได้สิเพคะ”

“เจิ้งปินกำลังรอพวกเราอยู่ด้วย ไปกันดีกว่าอยู่ตรงนี้ก็ปวดหัวเปล่าๆ”

“จริงด้วยสิ”

เย่ซืออวิ๋นเดินนำไปก่อนส่วนหยางฉิงก็กอดแขนพี่ฮวาซิงของนางพลางเดินไปด้วยกัน ก่อนไปยังอุตส่าห์หันมาแลบลิ้นใส่บรรดาบุรุษทั้งหลายราวตัวเองเป็นเด็กๆ อีก จนเย่เฟิงได้แต่หัวเราะภรรยาตัวเอง

 

น้องฉิงยังน่ารักน่าเอ็นดูและซุกซนไม่เคยเปลี่ยน

 

“เดินหมากกันอีกแล้วหรือ?” เย่เซียวมานั่งข้างลู่ถิงอวี่พลางรับชาที่เย่หานส่งมาให้ไปด้วย “เห็นพี่รองกับถิงอวี่เดินหมากกันเช่นนี้แล้วก็ชักอยากให้ไห่ฟงมาด้วย”

“พี่ไห่กับพี่เนี่ยไม่มาหรือ?” เย่หานเอ่ยถาม

“เหมือนรุ่ยเอินจะลากไห่ฟงไปฉลองที่แคว้นเว่ยกระมัง และคงเลยกลับบ้านไปด้วย” เย่เซียวหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเลิกคิ้วเหมือนนึกอะไรได้ “เจ้าพวกตัวแสบนั่นก็อยู่แคว้นเว่ยนี่นา คงเจอกันแน่ๆ”

“หึๆ นั่นสิ” ลู่ถิงอวี่วางหมากลงบนกระดาน กวาดมองรอบๆ กระดานก็เงยหน้าสบตาเย่เฟิงยิ้มๆ

 

ผลแพ้ชนะออกมาแล้ว...ลู่ถิงอวี่ชนะไปหนึ่งแต้ม

 

เขาเอาผ้าสะอาดที่ภรรยาให้คนยกมาให้เช็ดมือกลิ่นสาระแหน่หอมสดชื่นให้ความรู้สึกดีและความอบอุ่นจากการได้รับความเอาใจใส่จากภรรยาคนงาม

 

ที่กี่ปีก็ไม่เปลี่ยนไปเลย...ไม่สิดูแลกันดีกว่าเดิมเสียอีก

 

ลู่ถิงอวี่โบกพัดหยกขาวในมือไปด้วย “ข้าชนะแล้วเดี๋ยวเจ้าพวกตัวแสบกลับมาเจ้าก็สอนเขาแทนข้าสักสองชั่วยามแล้วกัน”

การสอนเจ้าพวกตัวร้ายนั่นเป็นอะไรที่เหนื่อยหน่ายยิ่งนัก ให้เย่เฟิงลำบากแทนเขาไปสักสองชั่วยาม ระหว่างนั้นตนก็เอาเวลาสองชั่วยามที่ว่าไปอ้อนอวิ๋นให้เต็มที่

เย่เฟิงส่ายหน้ายิ้มๆ พยักหน้ายอมรับ แม้จะลำบากสักหน่อยก็เถอะ...การคุมให้เจ้าพวกนั้นเชื่อฟังและนั่งเรียนกันดีๆ น่ะลำบากยิ่งกว่ารับฟังพวกขุนนางโต้แย้งกันในท้องพระโรงสามวันเสียอีก

“ดูเหมือนว่าฮวาซิงจะคิดถึงเจ้าพวกตัวแสบนั่นแล้ว พี่รอง ถิงอวี่พวกท่านสองคนมีแผนให้เจ้าพวกนั้นกลับมาทันเทศกาลหยวนเซียวหรือไม่?” 

“ไม่ใช่ว่าจะกลับกันมาเองหรอกหรือ ที่จริงเจิ้งปินก็คิดถึงเจ้าพวกนั้นแล้วด้วย แต่พอกลับมาแต่ละคนก็ชอบบุกมาที่ตำหนักแล้วอ้อนเจิ้งปินเอาโน่นเอานี่ตลอด” เย่หานขมวดคิ้วทันที 

 

รู้สึกไม่อยากเห็นหน้าเจ้าตัวป่วนพวกนั้นเลย!

 

“น่าจะรู้ตัวกันดีว่าถ้าหากกลับบ้านไม่ทันช่วงปีใหม่ ก็ต้องกลับมาให้ทันเทศกาลหยวนเซียว” เย่เฟิงเก็บกระดานหมากฝั่งตัวเองจากนั้นก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มจาง

“นั่นสิ ขืนไม่รู้ตัวเห็นทีต้องส่งกลับมาเสียแล้ว” ลู่ถิงอวี่เองก็ยิ้มมุมปากร้ายๆ จนเย่เซียวกับเย่หานชักจะรู้สึกสงสารบรรดาเด็กๆ ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

“ป่านนี้คงป่วนแคว้นเว่ยจนเว่ยฉือแทบอยากจะส่งกลับแคว้นแล้วกระมัง” เย่เซียวเอ่ยอย่างระอา 

“ข้าว่าไม่หรอก อย่าลืมสิว่าแคว้นเว่ยก็มีตัวป่วนอย่างเนี่ยไป๋เยว่อยู่ด้วยอีกคน เข้ากับพวกเด็กๆ ได้ดีขนาดนี้ อีกทั้งเว่ยฉือก็ตามใสเนี่ยไป๋เยว่อย่างกับอะไรดี...ข้าว่าได้ชวนกันป่วนจนแคว้นเว่ยวุ่นวายกระมัง”

“นั่นสิน้า” ทุกคนคิดภาพตามก็หัวเราะออกมาเบาๆ 

“ว่าแต่ปีใหม่คราวนี้เสด็จพ่อกับท่านอาจารย์ลู่คงไม่กลับมาสินะ”

“อืม...ซ้ำยังส่งจดหมายมาบอกว่าไม่ต้องหาทางตามและจะไม่กลับมาด้วย เดี๋ยวจะกลับมาเอง” 

“เฮ้อ...เล่นหาตัวยากขนาดนั้นใครจะไปตามได้กัน”

“นี่นะพี่รอง พี่ลู่ ยามพวกเราเกษียณแล้วก็อย่าทำเช่นนี้กันเลย มิเช่นนั้นพวกเด็กๆ จะลำบากแน่ๆ”

“หือ ข้าคิดว่าทำเช่นนี้ก็ไม่เลว รอใครสักคนสวมกวานก่อนข้าจะลาออกจากตำแหน่งแล้ว”

“ข้าเองก็จะสละราชบัลลังก์ด้วย”

“เฮ้อ...ตำแหน่งแม่ทัพข้าก็ไม่อยากนั่งแล้วเหมือนกัน”

“นั่นสิ รู้สึกอยากท่องไปใต้หล้ากับเจิ้งปินแล้ว สงสัยเจ้าพวกตัวแสบนั่นกลับมาคราวนี้คงต้องห้ามออกไปไหนจริงๆ เสียแล้วล่ะ!”

บรรดาผู้ใหญ่ทางนี้เริ่มวางแผนทิ้งงานให้บรรดาลูกหลาทำกันตั้งแต่อายุไม่เท่าไหร่ ซ้ำยังวางแผนใช้งานบรรดาเด็กๆ กันอย่างจริงจังด้วย เล่นเอาพวกตัวแสบที่อยู่ไกลถึงแคว้นเว่ยถึงกับขนลุกด้วยความสยองขวัญ

 

........

 

แคว้นเว่ย

ทะเลสาบกระจกเงา

 

ตู้ม!

ตู้ม!

ตู้ม!

เสียงน้ำในทะเลสาบกระจกเงาที่ว่ากันว่างดงามที่สุดของแคว้นเว่ยดังสนั่น ราวมีอะไรที่หนักๆ ตกกระทบ บรรดาสรรพสัตว์รอบทะเลสาบพากันบินหนีหายไปบ้าง หลายตัวก็คุ้นชินจนแทบจะเป็นความระอาได้แต่กะพือปีกปล่อยให้มนุษย์ทั้งหลายเล่นสนุกกันไป

“หนาวจะแย่!”

“หิมะตกลงมาเช่นนี้เหตุใดพวกเราต้องมากระโดดน้ำด้วยนะ!”

“นั่นสิ ข้าอยากกลับไปผิงไฟอุ่นๆ กินอะไรร้อนๆ ซุกในห้องแล้วนะ!”

“อย่าบ่นเสียให้ยาก พวกเจ้าแพ้ ถูกท่านอาฉือจับได้ก็ต้องรับโทษอยู่แล้ว!”

“ท่านอาฉือไม่ยุติธรรม ท่านอาเยว่ก็ทำตำหนักพังไปครึ่งหนึ่งเหตุใดต้องจับพวกเราโยนออกมาด้วยเล่า”

“ท่านอาฉือเคยตีท่านอาเยว่เสียที่ไหน”

“ข้าว่าต้องหาวิธีให้ท่านอาเยว่ถูกตีบ้างเสียแล้วล่ะ”

“ใช่เลยๆ”

“พวกเจ้านี่ก็นะ ท่านอาฉือน่ะก็เป็นโรคเดียวกับบิดาของพวกเรานั่นแหละ”

“อ้อ...โรคหลงภรรยา!”

เสียงเถียงกันวุ่นวายดังก้องจนทะเลสาบกระจกเงาที่ควรจะเงียบสงบในยามราตรีดูครื้นเครงไปเลย แสงดาวพร่างพรายบนผืนฟ้าสะท้อนผืนน้ำจนดุจฟ้าผืนที่สอง

 

งดงามเป็นประกายแวววาวจับตา

แสงจันทร์สาดส่องระยิบระยับไป ทวีความงดงามของทะเลสาบกระจกเงาให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

 

“น้องหญิง เจ้าเอาผ้าคลุมไปให้สามคนนั้นหน่อยเถิด ตัวสั่นราวลูกแมวตกน้ำเสียแล้ว” 

“ข้าคิดว่าคำว่าลูกแมวค่อนข้างจะน่ารักไปสักหน่อยนะเจ้าคะ อย่างสามคนนั่นน่ะ...”

“น้องหญิงเจ้าว่าข้าเรอะ!”

“หน็อย ยายเด็กนี่หน้าตารึก็งดงามแต่ดูวาจาสิ”

“พี่หญิงข้าเป็นน้องนะเจ้าคะ ข้าเป็นลูกแมวน้อยที่แสนจะอ่อนแอบอบบางด้วย!”

“แฮ่ม! น้องเล็ก ขอเถิด เจ้าไม่ละอายใจที่จะพูดแต่ข้าละอายใจที่จะฟัง”

“อ้ะ ท่านว่าข้าหรือ ข้าไม่อ่อนแอ ไม่บอบบางที่ตรงไหนกัน”

“แล้วเจ้ามีตรงไหนที่เข้าใกล้คำเหล่านั้นด้วยรึ!”

ทั้งสามคนในทะเลสาบที่กำลังจะขึ้นมาขัดแข้งขัดขาดึงกันเองจนหล่นไปในทะเลสาบอีกรอบ ยังสาดน้ำใส่กันเสียจนน้ำกระจายอีกด้วย ไม่พอยังสาดใส่อีกสองคนริมฝั่งโดยเอากำลังภายในมาใช้ จนทั้งสองต้องกระโดดลงไปเล่นสงครามในทะเลสาบกัน

แม้ทะเลสาบจะมีบางส่วนที่เป็นน้ำแข็งและก็ค่ำมืดแล้ว ทว่าพวกเขาทั้งห้าคนก็ยังคงเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานราวไม่รู้จักความหนาวเย็น ทำเอาผู้ใหญ่สองคนที่เดินมาดูได้แต่ส่ายหน้าระอากับเจ้าพวกตัวแสบนี่

“ไม่รู้จักหนาวกันหรืออย่างไรนะ” เว่ยฉือเอ่ย พลางโบกมือให้ข้ารับใช้นำพวกเตาอุ่น ผ้าหนาๆ และชาร้อนๆ มาวางไว้ จากนั้นก็หันไปหรี่ตาดุๆ ใส่ตัวแสบข้างกายอีกคนที่มองเด็กๆ ตาพราวราวอยากจะลงไปเล่นน้ำด้วยอีกคน “เสี่ยวเยว่”

“ข้าแค่มองน่า!” เนี่ยไป๋เยว่ตีหน้าซื่อไม่รู้ไม่ชี้กะพริบตาปริบๆ ใสซื่อมองเว่ยฉือราวเด็กๆ ทำเอาอีกฝ่ายได้แต่ถอนหายใจเบาๆ พลางปลดผ้าคลุมของตัวเองคลุมทับให้คนตัวเล็กกว่าอีกชั้น จากนั้นก็กระชับอีกคนมาไว้ในอ้อมแขนเพื่อถ่ายทอดไออุ่น

“อย่าซุกซน กลับไปรอพี่ชายเจ้าและไห่ฟงเถิด”

“ก็จริง ข้าคิดถึงพี่รุ่ยเอินจะแย่อยู่แล้ว เด็กๆ ข้าไปก่อนนะ”

“ท่านอาฉือ ท่านอาเยว่ ปีใหม่แล้วพวกท่านทั้งสองก็ต้องมีความสุขนะ!”

“เจ้าควรอวยพรให้ท่านอาเยว่มีแรงไปก่อเรื่องได้มากกว่า”

“ไม่สิ เจ้าต้องอวยพรมิให้ท่านอาฉือร่ำรวยน้อยลง เพราะต้องชดใช้ความป่วนของท่านอาเยว่”

“พวกเจ้านี่นะอวยพรอันใดล้วนไม่น่าฟังเอาเสียเลย ต้องบอกให้ทั้งสองสุขภาพแข็งแรงสิ”

“ก็จริง แต่นอกจากแข็งแรงแล้วก็ขอให้ทั้งคู่ไม่เอ่อ...เอาแต่อยู่บนเตียงกันทั้งวันทั้งคืนด้วย ประเดี๋ยวราษฎรแคว้นเว่ยจะลำบากเอานะ”

“ก็จริงนะ ท่านอาทั้งสองก็ชมชอบกิจกรรมเช่นนี้กันด้วย”

“พวกเจ้าทั้งหลายพูดให้ดีๆ กันหน่อยเถิด!” เนี่ยไป๋เยว่ถลึงตาใส่บรรดาเจ้าตัวแสบในทะเลสาบ เขาเอาอะไรก็ตามที่อยู่ใกล้มือขว้างใส่เจ้าพวกหลานๆ ที่โห่ร้องและปรบมือกันเสียงดัง

 

หน็อย!

 

“เอาล่ะๆ กลับเถิดๆ” เว่ยฉือต้องรีบตบหลังเสียวเยว่ พลางส่ายหน้าระอาให้เจ้าพวกตัวแสบ “พี่สะใภ้คงเตรียมของกินดีๆ ไว้แล้วพวกเราไปกันเถิด”

“พูดไปข้าก็หิว เด็กๆ ถ้าหิวก็ไปหาอะไรกินเสียนะ”

“ท่านอา! โรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมืองหลวงพวกเราขอกินโดยไม่ต้อง่ายเงินนะ!”

“ตามใจพวกเจ้าเถิด อย่ากินแล้วชักดาบก็พอ”

“ท่านอาพูดเช่นนี้อย่าให้ท่านพ่อ ท่านแม่ของพวกเราได้ยินนะ”

“ช่ายๆ”

“พวกเจ้าร่ำรวยแต่ก็ขี้งกอย่างกับอะไรดี!”

“เขาเรียกว่าประหยัดต่างหากเล่า”

“ไม่เถียงกับพวกเจ้าให้เปลืองน้ำลายแล้ว”

“ท่านอาเยว่งกยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก”

“เพ้ย! เจ้าตัวแสบพวกนี้นี่!” 

“ไปเถอะๆ เสี่ยวเยว่ ตัวแสบ! ถ้าก่อความวุ่นวายในเมืองหลวงล่ะก็อาจะส่งพวกเจ้ากลับต้าเซี่ยทันที!” เว่ยฉือหันไปขู่เจ้าพวกตัวแสบอย่างระอา เด็กๆ ก็ทำหน้าซื่อตาใสยิ้มให้อย่างเชื่อฟัง จนเขากลอกตาอีกรอบ

 

ถ้าเจ้าพวกนี้เชื่อฟังดีๆ ก็ประหลาดแล้วล่ะ!

 

“แหม ท่านอานี่ล่ะก็ดุจริงๆ เลย” 

เด็กๆ แต่ละคนพากันหัวเราะลั่น แช่อยู่ในทะเลสาบกระจกเงาอีกประมณหนึ่งชั่วยามก่อนจะขึ้นจากน้ำ และรีบตรงดิ่งกันไปหยิบผ้าสะอาดผืนใหญ่หน้านุ่มมาคลุมตัว 

“ผ้าก็มีครบจำนวนคนพวกเจ้าจะแย่งกันทำไม?”

“เพื่อความรื่นเริงน่ะสิ”

“จริงด้วยเจ้าค่ะ ได้ยินว่าที่เมืองอี้มีงานเทศกาลด้วย ถึงจะไม่ใช่เทศกาลไซซีคงจะครื้นเครงไม่น้อย พวกเราไปกันดีกว่า”

“ไม่เลว”

“แต่อุตส่าห์จะได้กินที่เรือนพันรสโดยไม่ต้องเสียเงินแล้วนะ เสียดายแย่สิ”

“เจ้านี่เหลือเกินจริงๆ พวกเราพกหยกประจำราชวงศ์มานะ”

“นั่นสิ ทำตัวอดยากเช่นนี้ถ้าท่านพ่อ ท่านแม่รู้ล่ะก็มีหวังได้ถูกตีเป็นแน่”

“เอาน่าๆ ก็อย่าบอกสิ พวกท่านก็ไม่รู้”

“บรรดาผู้ใหญ่บ้านเราราวปีศาจเลยนะ รู้ดีไปเสียทุกเรื่อง”

“ก็จริง...ว่าแต่ ถ้าพวกเรากลับไม่ทันงานปีใหม่นี่...”

“เพ้ย! เจ้าอย่าพูดอะไรน่ากลัวเช่นนั้นได้หรือไม่ จดหมายฉบับล่าสุดบอกให้กลับให้ทันเทศกาลหยวนเซียวก็พอ”

“พวกเราแอบหนีเที่ยวและมิได้กลับบ้านไปฉลองปีใหม่เช่นนี้...คิดว่าถ้าหากกลับบ้านไป...”

“มีหวังไม่ได้ออกไปไหนอีกนานเป็นแน่”

“ยิ่งพูดข้าก็ยิ่งขนลุก”

“หึๆ ตัวแสบอย่างพวกเจ้าก็ยังรู้จักเกรงฟ้ากลัวดินสินะ” เสียงรื่นเริงไร้ที่มาที่ไป และสามารถเข้ามาในระยะที่พวกเขาไม่รู้ตัวทำให้แต่ละคนระแวดระวังสูงสุดกันทันที แต่พอเห็นชุดสีแดงที่แสนคุ้นเคยก็พากันถอนหายใจยิ้มๆ และตรงดิ่งไปกอดร่างนั้นทันที

“ท่านอารุ่ยเอิน!”

“เอาล่ะๆ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าคิดถึงข้า ฮะๆ” เนี่ยรุ่ยเอินที่เร่งเดินทางมาขยี้หัวเจ้าพวกตัวแสบจนยุ่ง ก่อนจะหันไปมองสามีของตนเองข้างๆ ที่กำลังกอดอกหรี่ตามองเด็กๆ อยู่ แต่ละคนก็ไปยืนบังกันไปกันมาจนเขาเงยหน้าหัวเราะลั่น

 

หนึ่งในคนที่เจ้าพวกตัวแสบไม่กล้าดื้อก็คือ...เจ้าหน้านิ่งนี่ล่ะ

 

“แค่ก! ท่านอาไห่ฟงก็มาด้วยหรือ”

“ถามอะไรบ้าๆ เจ้าคิดว่าท่านอาไห่ฟงจะปล่อยท่านอารุ่ยเอินให้มาคนเดียวหรือ”

“ก็จริง อย่างท่านอารุ่ยเอินซนขนาดนี้นี่นา”

“เพ้ย เจ้าตัวแสบอย่ามานินทาข้าซึ่งๆ หน้า ประเดี๋ยวก็ให้เจ้าหน้านิ่งจัดการเสียหรอก”

“ท่านอาขี้ฟ้อง!”

“แล้วจะทำไม?” เนี่ยรุ่ยเอินเชิดหน้าขึ้น จนฉินไห่ฟงที่มองปรามพวกเด็กๆ ได้แต่ส่ายหน้าระอา 

“พวกเจ้า...”

“อ๊ากกก ท่านอาไห่ฟงพวกเราไม่ได้รังแกเสี่ยวรุ่ยของท่านอาเลยน้าาา”

“น้องหญิง น้องเล็ก พวกเจ้าสองคนไปรับหน้าสิ”

“ไม่เอาเจ้าค่ะ เหตุใดพวกน้องต้องไปสู้กับตาดุๆ ของท่านอาไห่ฟงด้วยเล่า!”

“ก็ท่านอาใจอ่อนกับพวกเจ้าสองคนนี่นา”

ฉินไห่ฟงได้แต่ถอนหายใจระอา ยีหัวเจ้าพวกตัวแสบทั้งหลายจนยุ่ง ปล่อยให้รุ่ยเอินกับเด็กๆ สนุกสนานกัน ส่วนเขาก็นั่งมองแต่ละคนในศาลายิ้มๆ ข้าวของพวกนี้เว่ยฉือกับเนี่ยไป๋เยว่คงให้คนเตรียมมาให้พวกเด็กๆ 

 

แม้จะเป็นตัวแสบและตัวป่วนกันขนาดไหนก็ยังเป็นที่เอ็นดูของทุกคนอยู่ดี

 

“ปีนี้ท่านอามาแคว้นเว่ยหรือขอรับ?”

“อืม ประเดี๋ยวจะพาเจ้าหน้านิ่งกลับบ้านด้วย”

“แหมๆ ท่านอา เรียกเจ้าหน้านิ่งอีกแล้วนะ”

“เจ้าก็รู้นี่นาว่าท่านอารุ่ยเอินจะเรียกอ้อนๆ เช่นนั้นตอนอยู่กันสองคน”

“บนเตียงรึ?”

“ใช่ๆ บนเตียง”

“เพ้ย! เจ้าพวกตัวแสบนี่! พูดอะไรของพวกเจ้าน่ะ!” เนี่ยรุ่ยเอินหน้าร้อนวาบ ถลึงตาใส่เจ้าพวกตัวแสบที่ว่า รวมถึงสตรีอีกสองคนด้วย

 

พวกนางเป็นสตรีจริงหรือเปล่าเนี่ย!

 

จากนั้นเขาก็หันไปถลึงตาและถีบเจ้าหน้านิ่งที่หัวเราะหึออกมาด้วยอีกคน หน็อย! 

“เสี่ยวรุ่ย หิวหรือยัง?” พวกเขาเร่งเดินทางด้วยวิชาตัวเบามาจาต้าเซี่ย และมาถึงเมืองอี้ได้สักพักจากนั้นก็เดินทางมาทะเลสาบกระจกเงา ไม่คิดว่าจะเจอพวกตัวแสบ แต่เจอเจ้าพวกเด็กหนีออกจากบ้านนี่ก็เรื่องหนึ่ง เสี่ยวรุ่ยของเขาน่าจะหิวแล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง

“หิวแล้ว!”

“เช่นนั้นไปกินข้าวกันเถิด”

“จริงด้วย! เด็กๆ ไปด้วยกันหรือไม่?”

“ไม่” ฉินไห่ฟงปฏิเสธชัดถ้อยชัดคำ จนพวกเด็กๆ ที่ว่ากลอกตาอย่าระอา 

 

อยู่บ้านก็เจอแต่คนขี้หวง มาแคว้นเว่ยก็จอคนขี้หวงอีก!

 

“เชิญท่านอาทั้งสองไปกินอาหารกันอย่างมีความสุขเถิดขอรับ พวกข้ามิกล้าไปเป็นก้าง”

“เชิญๆ ท่านอา”

“ขอให้เป็นปีใหม่ที่ดีของทั้งคู่นะขอรับ”

“ใช่ๆ ท่านอารุ่ยเอิน อวยพรให้ท่านมิต้องนอนอ่อนแรงอยู่บนเตียงข้ามปีนะขอรับ”

“เพ้ย! เจ้าพวกนี้นี่!”

“เสี่ยวรุ่ย” ฉินไห่ฟงปรามแมวป่าของตน ก่อนจะกอดเนี่ยรุ่ยเอินไว้แน่น ส่งสายตาดุๆ ใส่พวกตัวแสบที่พากันหัวเราะชอบใจ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ทำเอาพวกเด็กๆ สะดุ้ง “ข้าว่าพวกเจ้าควรกลับบ้าน”

“อ้ะ?”

“หึ” ฉินไห่ฟงไม่ตอบแต่อุ้มเสี่ยรุ่ยที่ทุบหลังเขาไปมาเพราะเขินพวกเด็กๆ ขึ้นมาเต็มอ้อนแขน จากนั้นก็ใช้วิชาตัวเบานางแอ่นล่องเมฆาหายวับไป 

ส่วนพวกเด็กๆ ที่เห็นรอยยิ้มและแววตาคมปลาบของท่านอาไห่ฟงก็พากันกลืนน้ำลายลงคอดังอึก...เมื่อครู่นี้ท่านอาไห่กำลังส่งสัญญาณเตือนอะไรบางอย่างกับพวกเขาใช่หรือไม่หนอ

“แฮ่ม! ข้าว่าพวกเราควรจะเปลี่ยนแผนกันสักหน่อยกระมัง”

“ข้าเห็นด้วย...”

“ดูจากเวลาแล้วถ้าหากพวกเราเร่งเดินทางกัน คงจะกลับไปถึงก่อนเช้า น่าจะ...เอ่อ...น่าจะไม่ต้องเจอหนักกระมัง”

“เช่นนั้นก็กลับแคว้นกันเถอะ!”

“ดี!”

“ใครกลับถึงคนสุดท้ายต้องไปรับหน้าท่านพ่อข้านะ!”

“เดี๋ยวๆ เจ้าจะออกตัวก่อนคนอื่นเช่นนี้ไม่ได้ เจ้าขี้โกง!”

“ไม่ๆ ข้าจะไม่ไปรับหน้าผู้ใหญ่ที่บ้านเด็ดขาด!”

“ข้าก็ไม่เอาหรอก!”

“ใครๆ ก็ไม่อยากไปเจอปีศาจที่บ้านทั้งนั้นล่ะน่า!”

“ข้าไม่ยอมแพ้หรอกน่า!”

เงาอันรวดเร็วของพวกเขาเคลื่อนไหวผ่านราตรีกาลสุดท้ายของปีไปอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว ระหว่างทางก็ยังมีเวลาว่างมาถกเถียงกันไปด้วย ผสานกันกลมเกลียวจนเป็นหนึ่งสะท้อนแสงจันทร์และแสงดาราอย่างงดงาม 

 

มองดูอบอุ่นอ่อนโยนยิ่งนัก...

 

.......

 

“หม้อไฟนี่ล่ะที่อร่อยที่สุดแล้ว ยิ่งได้กินกับทุกคนเช่นนี้ก็ยิ่งอร่อย” เย่ซืออวิ๋นที่เคี้ยวเนื้อปลาเสร็จก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง มองดูแต่ละคนที่รายล้อมรอบๆ แล้วก็ยิ่งยิ้มกว้าง 

“เช่นนั้นอวิ๋นก็กินเยอะๆ นะ ตอนข้าอุ้มเจ้า รู้สึกว่าเจ้าเบาลงกว่าเดิมตั้งเยอะ”

“จริงหรือ”

“อืม แต่สำหรับข้าไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ตัวเบาราวลูกแมวอยู่ดี”

“ลู่ถิงอวี่ เจ้ากินไปดีๆ ไม่ต้องเกี้ยวพี่ใหญ่ได้หรือไม่”

“นั่นสิ ข้าฟังเจ้ามานานจนเริ่มจะทนฟังไม่ได้แล้วนะ”

“พวกเจ้าที่เกี้ยวภรรยาตัวเองไม่ได้เหมือนข้าย่อมต้องพูดเช่นนี้”

“ถ้าพี่เฟิงเกี้ยวน้องทุกวันเช่นนี้น้องจะตีเข้าให้เจ้าค่ะ อย่าไปฟังพี่ลู่เลย”

“ก็จริงของน้องฉิง เซียว...อย่าไปเอาอย่างเขา”

“จริงด้วยขอรับ”

ฮ่องเต้ ท่านอ๋อง ที่กำลังคีบอาหารใส่ถ้วยภรรยาตนเองอยู่นั้นพากันพยักหน้า ส่วนลู่ถิงอวี่ที่โดนรุมก็มิได้มีสีหน้าอาทรร้อนใจใดๆ คีบอาหารใส่ถ้วยของเย่ซืออวิ๋นอย่างใส่ใจ และยังทำสายตาหวานๆ เย้าภรรยาคนงามอีกด้วย

“เอาน่าๆ ทุกคนกินกันเยอะๆ” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ จากนั้นก็ยิ้มกว้าง เสียดายที่เสด็จแม่ทั้งสองไม่มากินหม้อไฟกับพวกเขาด้วย แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพวกเขาจะยกไปถวายพระพรพระนางทั้งสองเอง ของขวัญก็เตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วด้วย...

 

เป็นของขวัญที่ทั้งสองพระองค์ต้องชอบมากเป็นแน่!

 

พวกเขาล้อมวงกันกินหม้อไฟอย่างสนุกสนาน แม้จะอายุมากกันแล้วก็ยังแย่งของกินในหม้อไฟหม้อใหญ่กันอีก มีเรื่องราวมากมายให้เล่าสู่กันฟัง 

 

ไม่ต่างอันใดอับเมื่อก่อนเลย

เย่ซืออวิ๋นเลยชอบกินหม้อไฟที่สุด!

 

หลังกินหม้อไฟกันอิ่มแล้ว เวลาก็เริ่มดึกขึ้นเรื่อยๆ นางกำนัลและขันทีในตำหนักมาเก็บพวกของกินออกไปหมดแล้ว แทนที่ด้วยเกี๊ยวน้ำร้อนๆ และชาหอมๆ ลู่ถิงอวี่กับเย่เฟิงเดินหมากดันอีกกระดาน คราวนี้เป็นหมากสีเดียวที่ชวนปวดเศียรเวียนเกล้าจนแต่ละคนไม่อยากไปนั่งดูด้วย 

เย่ซืออวิ๋นนั่งคุยกับบรรดาน้องสะใภ้แต่ละคนอย่างครื้นเครง สนุกสนานกับการฟังบรรดาน้องชายถูกนินทา และรับฟังที่น้องสะใภ้ทั้งหลายฟ้อง พลางบอกว่าจะจัดการทุบแต่ละคนให้แน่นอน 

เวลาเริ่มดึกขึ้นเรื่อยๆ จากการดื่มกินเล่นกันในสวนของตำหนักจิ้งหยาง แต่ละคนก็กระโดดพากันขึ้นไปนั่งบนหลังคาตำหนัก นั่งเรียงกันเป็นแถวยาว อิงแอบในอ้อมแขนของคนที่รักพลางมองดวงดาราที่เกลื่อนผืนฟ้า

 

ดวงดาวที่เปล่งประกายงดงามไม่ต่างจากเดิม

เสมือนวัยเยาว์ที่พวกเขามักจะทำเช่นนี้กันเสมอ...แม้ทุกวันนี้จะเติบโตจนแต่ละคนก็มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ ได้ทำตามความฝัน ได้เดินไปตามเส้นทางทางที่มุ่งหวัง 

ก็ยังชอบที่จะได้มาดูดวงดาวด้วยกันเช่นนี้ไม่เปลี่ยน

 

“จะปีใหม่แล้วสินะ” เย่ซืออวิ๋นจับมือลู่ถิงอวี่ไว้พลางยิ้มกว้าง “ต้องเป็นปีที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมเป็นแน่”

“แน่นอนอยู่แล้วอวิ๋น”

“มองดูดาวที่ตำหนักจิ้งหยางนี่สวยกว่าที่อื่นจริงๆ ด้วย” 

“อืม...แต่ดวงดาราเหล่านี้งดงามสู้เจ้ามิได้หรอกนะอวิ๋น” ลู่ถิงอวี่ปากหวานใส่ภรรยาตนเองอย่างหน้าไม่อาย เล่นเอาทุกคนพากันกลอกตาใส่ทั้งคู่ โดยเฉพาะลู่ถิงอวี่ที่โดนน้องชายที่ป่านนี้แล้วก็ยังหวงพี่ถลึงตาใส่เอา

แต่ละคนหัวเราะขำ พลางทอดมองไปยังเบื้องล่างที่ราษฎร์เองก็กำลังเฉลิมฉลองกันอย่างครื้นเครง เสียงพลุและแสงสีบนผืนฟ้านั้นงดงามตระกาลตา 

จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงระฆังอันดังก้องจากวัดเกาเสียงที่อยู่ไกลออกมา เสียงระฆังกังวานไปจนทั่วทั้งเมืองหลวงฝูหยาง

 

เป็นสัญญาณที่บอกว่าปีใหม่ได้มาเยือนแล้ว

ทุกคนพากันมองหน้ายิ้มๆ แม้ไม่ได้เอ่ยเอื้อนวาจาใดแต่ก็ยิ้มกว้างอย่างมีความสุขต้อนรับปีใหม่ด้วยกัน...

 

วันแรกของปี...ได้อยู่ด้วยกัน

ก็เป็นของขวัญที่แสนจะล้ำค่าแล้ว...

 

แต่ละคนนั่งสนทนากันบนหลังคาตำหนักจิ้งหยางไปเรื่อยๆ หิมะที่หยุดไปสักพักแล้วก็เริ่มจะโปรยปรายลงมา พร้อมๆ กับแสงแรกของวันที่เริ่มสาดส่องไปทั่วฟ้า

 

แสงสีทองอันแสนงดงามของวันแรกแห่งปี...

 

เหล่าสิ่งมีชีวิตบนผืนฟ้าทั้งหลายเริ่มกระพือปีกออกหากิน ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง...ยามแสงอรุณเฉิดฉาย ดวงตะวันโผล่มาบนผืนฟ้า ทุกสรรพสิ่งก็ไม่หยุดนิ่ง...

 

เป็นวันแรกของปีที่แสนงดงาม

 

“เช้าขนาดนี้คงได้เวลากลับไปพักผ่อนกันแล้วกระมัง” เย่เฟิงโอบหยางฉิงที่สะลึมสะลือมาไว้ในอ้อมแขน เช่นเดียวกับเย่เซียว เย่หานและลู่ถิงอวี่

“นั่นสิ ฮวาซิงอย่าโดนมากเกินไป เดี๋ยวก็ไม่สบายเอานะ”

“เจ้าค่ะ”

“เจิ้งปิน เจ้าด้วย...คลุมผ้าไว้ก่อน”

“ท่านก็เหมือนกัน”

“อวิ๋น...กลับไปพักผ่อนกันดีหรือไม่? ข้าจะกอดเจ้าไว้ให้อุ่นๆ เอง”

“ได้สิ ถิงอวี่อย่าปล่อยให้ร่างกายเย็นเกินไปนะ ประเดี๋ยวเจ้าจะไม่สบายเอาได้”

“ข้าฟังเจ้าอยู่แล้วน่า”

“อ้ะ! ท่านพ่อ! ท่านแม่ด้วย”

“พวกเรากลับมาแล้วววว!”

“ข้ามาถึงคนแรก”

“ข้าต่างหาก!”

“ข้า!”

“ท่านแม่! ท่านเห็นข้าก่อนใช่หรือไม่เจ้าคะ!”

“น้องหญิงเจ้าอย่ามาขี้โกง”

“ไม่สน ท่านพ่อ ท่านแม่คิดถึงที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”

เหล่าข้ารับใช้ทั้งหลายต่างพากันสะดุ้งกับเสียงเอะโวยวายที่หน้าตำหนักจิ้งหยาง บรรดาองครักษ์ที่เมื่อครู่เกือบจะโจมตีผู้บุกรุกแล้วนั้นพากันถอนหายใจกันเป็นแถบ จากนั้นแต่ละคนก็ทำสีหน้าประหลาดพอๆ กับความระอาใจ ส่วนบรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลาบบนหลังคาตำหนักนั้นก็สะดุ้งตื่นกันหมดแล้ว

เจ้าพวกตัวแสบหน้าสลอนกันอยู่ข้างล่าง และทำท่าจะกระโดดขึ้นมาด้วยถ้าพวกเขาไม่ห้ามไว้เสียก่อน

พวกเขามองหน้ากันด้วยความระอากึ่งเอ็นดู จากนั้นก็ลงไปด้านล่างปล่อยให้เด็กๆ แต่ละคนเข้ามากอดแน่นด้วยความคิดถึง

“อ้อ...เจ้าพวกเด็กหนีเที่ยวกลับมาแล้ว หึๆ” เย่หานมองเจ้าพวกตัวแสบที่อ้อนเจิ้งปินของเขาด้วยดวงตาหงุดหงิด

“กลับมาทันปีใหม่เสียด้วย เหลือเชื่อจริงๆ” เย่เซียวกอดอก หรี่ตามองแต่ละคนที่สะดุ้งเฮือก 

“ปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว ใช่หรือไม่ถิงอวี่?” เย่เฟิงเอ่ยยิ้มๆ ยิ่งทำให้ตัวแสบแต่ละคนขนลุก ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากันทันทีเมื่อได้ยินประโยคของลู่ถิงอวี่

“อืม...กลับมาแล้วก็ไม่ต้องไปไหนสักหลายๆ เดือน...คิดถึงหน้าพวกเจ้าจะแย่อยู่แล้ว”

 

ไม่เชื่อว่าพวกท่านคิดถึงพวกเรา!

อย่ามายิ้มอ่อนโยนใส่กันด้วย...พวกเราขนลุกนะ!

 

“เอาล่ะๆ กลับมาแล้วก็ไปพักผ่อนเถิด” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ ลูบหัวเจ้าพวกตัวแสบที่มายืนหลบอยู่ด้านหลังเขาอย่างเอ็นดู 

“เจ้าตัวน้อยยังใจดีไม่เปลี่ยนจริงๆ”

“นั่นสิหลงเกอ แต่ซืออวิ๋นน้อยก็ใจดีเช่นนี้มาเสมอ”

“เย่เฟิง เย่เซียว เย่หาน ลู่ถิงอวี่ พวกเจ้าใจดีกับเจ้าพวกตัวร้ายนี่เกินไปแล้ว”

เสียงทุ้มเปี่ยมอำนาจและเสียงนุ่มนวลอันมีเอกลักษณ์แสนคุ้นเคยทำให้ทุกคนหันควับไปมองต้นเสียงทันที เห็นบนหลังคาตำหนักจิ้งหยางมีคนสองคนมานั่งอยู่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ชายอาภรณ์สีดำและขาวเรียบๆ ของทั้งคู่ปลิวไสวไปตามกระแสลม ร่างทั้งสองถูกแสงสีทองของยามอรุณรุ่งย้อมจนแทบไม่เห็นตัว แต่กลับเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนได้เป็นอย่างดี

“เสด็จพ่อ! ท่านอาจารย์!”

“ท่านพ่อ!”

“อ้ะ! นั่นมันเสด็จปู่”

“แล้วก็ท่านลู่จิง”

“คิดถึงยิ่งนัก!”

เย่เทียนหลงและลู่จิงที่เกิดเปลี่ยนใจกลับมาต้าเซี่ยกระโดดลงจากหลังคา ยามถึงพื้นก็โดนทั้งลูกและหลานห้อมล้อมจนขยับไปไหนไม่ได้ ทั้งสองคนหัวเราะด้วยความระอาแต่ใบหน้าก็ยังคงแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มรวมถึงความสุข 

 

คิดถูกจริงๆ ที่เปลี่ยนใจกลับมาเมืองหลวง

 

เป็นการเริ่มต้นปีที่ดีจริงๆ...

ขอให้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคนเช่นเดียวกัน...

 

………

 

ไม่คิดว่าจะเกินห้าหมื่นตัวอักษรอีกแล้ว…ที่จริงก็เห็นจำนวนหน้าแล้วก็เริ่มคิดได้ว่าต้องเกินแน่ๆ แล้วก็เกินจนต้องแยกมาสองตอนจนได้ งืออออ พิมเพลินไปตั้งสามสิบสองหน้าเลยค่ะ T_T แต่ถ้าใครอยากอ่านแบบต่อกันทั้งตอนไปอ่านที่ ReadAwrite ได้นะคะ 

ชื่อของเจ้าพวกตัวแสบเราจะยังไม่เฉลยก่อนน้าาา รวมถึงไม่บอกด้วยว่าใครเป็นใคร ดังนั้นอาจจะสับสนสักเล็กน้อยนะคะ แต่ว่าเจ้าตัวแสบห้าคนนี้น่ะแสบสมชื่อจริงๆ นั่นแหล่ะค่ะ 555 ร้ายๆ ไม่แพ้พ่อแม่คนเลี้ยงและอาจารย์กันเล้ยยย 

ตอนแรกว่าจะมาให้ทันเมื่อวาน แต่เพราะช่วงนี้เราเป็นภูมิแพ้ ถูกบอกให้พักผ่อนเยอะๆ ก็เลยทำหลายๆ อย่างได้ช้าไปหมดเลยค่ะ T_T อีกครึ่งตอนงานเลี้ยงสกุลฉินถ้าทันจะมาวันศุกร์นี้นะคะ และจะพยายามให้ทันค่ะ 555 

ขอให้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคนนะคะ ^^ ทุกคนเก่งมากๆ เลยที่ผ่านปีก่อนมาได้ ปีนี้ยังไงก็ต้องดีขึ้นค่ะ ^^

 

อย่าลืมดูแลตัวเองและรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

สำหรับวันนี้ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่าาา ^_^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 652 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,255 ความคิดเห็น

  1. #4141 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 14:50
    ความรัก ความอบอุ่นตลบอบอวลไปหมดเลยยยย
    #4,141
    0
  2. #4052 vviiwwyy (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 31 มีนาคม 2564 / 12:49
    น่ารัก อบอุ่น ชอบมากๆ
    #4,052
    0
  3. #3723 HYUNPARK (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 3 มีนาคม 2564 / 03:18
    อบอุ่นมากจริงๆ ที่ซืออวิ๋นบอกว่าดูดวงดาวที่ตำหนักจิ้งหยางสวยกว่าที่อื่น เพราะที่นั่นเป็นบ้านสินะ เป็นบ้านที่ไม่ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ก็จะเจอกับทุกคนและทุกความสบายใจอยู่ที่นี่
    #3,723
    0
  4. #2833 mee_pa (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 9 มกราคม 2564 / 13:33
    อบอุ่นมากเลยค่ะ
    #2,833
    0
  5. #2795 Pugkard Piyamaporn (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 8 มกราคม 2564 / 09:17
    อบอุ่นมากเลยยยย
    #2,795
    0
  6. #2794 AirrUtai (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 7 มกราคม 2564 / 23:43
    ขอบคุณค่ะ ครอบครัวใหญ่อบอุ่นสุดๆไปเลย
    #2,794
    0
  7. #2790 Sunshine sky (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 7 มกราคม 2564 / 13:36

    สนุกมากเลยค่ะ รอตอนต่อไปนะคะ..🤗😊
    #2,790
    0
  8. #2789 khunsom08 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 7 มกราคม 2564 / 00:42
    น่ารักและอบอุ่นมาก
    #2,789
    0
  9. #2788 Rose37 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 23:10
    อบอุ่นจังงง
    #2,788
    0
  10. #2787 nniiA (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 15:37
    อุ่บอุ่นสุดๆๆ
    #2,787
    0
  11. #2786 ครับพี่ครับ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 14:44

    อบอุ่นมากค่ะ

    #2,786
    0
  12. #2785 Lalaland332221 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 14:43
    อุ่นมากกกกก
    #2,785
    0
  13. #2784 PP2545 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 13:34
    งือออออหนุกมากกกก
    #2,784
    0
  14. #2783 Notty Kero (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 13:14
    อุแงงงงงง อบอุ่นจังเลยเจ้าค่ะ
    #2,783
    0
  15. #2782 Charlota (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 13:00
    แล้วตกลง

    ใครฆ่าองค์ชายใหญ่นะ

    เราลืมไปล่ะ
    #2,782
    0
  16. #2781 primmi10 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 12:00
    อบอุ่นนนนน
    #2,781
    0
  17. #2780 inconpertus (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 10:29
    ใจฟูมากค่ะ ;—;
    #2,780
    0
  18. #2779 zezeuiaz (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 10:20
    โคตรสตรอง เราโดนน้ำเย็น ก็แทบเป็นผีโดนน้ำมนต์ ... ไม่เป็นไรนะไรท์ มีเราป่วยข้ามปีเป็นเพื่อน

    สมเป็นปีแห่งการเจ็บป่วย แถมชงร่วมมาสามปีติด เรื่องดีไม่ไปแจม ดันไปแจมเรื่องไม่ดี แต่ช่างมัน เราไม่สน

    สิ่งดีก็รับไว้ สิ่งไม่ดีโยนทิ้งไป จะมุ่งมั่น ไปตามทางสุขสงบ แม้จะมีน้อย แต่ก็ดีกว่าไม่มี ขอให้สุขสงบนะทุกคน
    #2,779
    2
    • #2779-1 อดีตรีดเงา(จากตอนที่ 42)
      7 มกราคม 2564 / 06:26
      +1จ้าาา เราก็ด้วย ปีนี้ก็คงต้องใจเย็นๆกับทุกเรื่อง ต้องอดทนให้เก่งกว่าปีที่แล้ว!!
      #2779-1
    • #2779-2 zezeuiaz(จากตอนที่ 42)
      7 มกราคม 2564 / 10:28
      ชงเหมือนกันเหรอ เจอเพื่อนแล้ว โคตรเซ็ง ชงร่วมซ้ำซ้อน ราศีก็เร้าใจไม่แพ้กัน
      #2779-2
  19. #2778 VKK42 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 09:56

    อหหหหหหห แต่ละคู่เขาแข่งกันอบอุ่นเหลือเกินนนนน
    #2,778
    0
  20. #2777 mothergod (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 09:55
    อบอุ่นมากค่ะะ รักคนเขียนนนน
    #2,777
    0
  21. #2776 KimHyoon-a (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 09:21
    รู้สึกถึงความอบอุ่นนนนนงื้อออออ
    #2,776
    0
  22. #2775 ILNM (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 09:04
    แงงงงงน่ารักมากเลยค่ะ feel good มาก อยากร้องไห้ㅠㅠ
    #2,775
    0
  23. #2774 Watcharaporn2547 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 07:14
    ขอบคุณสำหรับตอนพิเศษที่อบอุ่นมสกๆค่ะ
    #2,774
    0
  24. #2773 PuiPui--r (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 06:36
    ครอบครัวใหญ่มากกกกกกกกกกกก สวัสดีปีใหม่ค่ะน้องไรต์
    #2,773
    0
  25. #2772 February Asce (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 05:31

    รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
    #2,772
    0