ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 4 : 四 อัครเสนาบดี...ลู่จิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28,240
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,279 ครั้ง
    6 ต.ค. 63

.四.

 

 

เย่ซืออวิ๋นปล่อยให้เย่เฟิงจูงมือตนไปยังตำหนักจิ้งหยาง ระหว่างเดินเจ้าตัวก็เงียบไม่พูดไม่จา คล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ในใจ จนคนจูงมือได้แต่สงสัยว่าพี่ใหญ่ของตนเป็นอันใดไป

“พี่ใหญ่...”

พี่ใหญ่ยังคงเงียบ เดินตามหลังเขาต้อยๆ แต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จา เย่เฟิงเลยเลยเรียกซ้ำอีกหน “พี่ใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”

“อ้ะ...น้องรอง มีอันใดหรือ?” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ เพราะตนกำลังคิดถึงลู่ฉิงอวี่ในชาติก่อนอยู่ จะสลัดภาพบุรุษผู้นั้นออกไปอย่างไรก็สลัดไม่หลุดสักที

เมื่อก่อนครั้งที่เจอกันเป็นตอนอายุสิบสี่สิบห้ายามที่ใกล้ต้องออกไปอยู่นอกวังแล้ว อีกฝ่ายเป็นเพื่อนร่วมเรียนขององค์รัชทายาทและเหล่างองค์ชายทั้งหลาย เข้าวังมาบ่อยครั้ง เย่ซืออวิ๋นยังจำครั้งแรกที่ได้พบลู่ถิงอวี่ได้ติดตาตรึงใจนัก

 

บุรุษวัยเยาว์ในอาภรณ์สีขาวสะอาดนั่งใต้ต้นท้อที่กำลังบานสะพรั่ง ไล้ปลายนิ้วบรรเลงไปตามสายพิณ ก่อกำเนิดบทเพลงอันแสนไพเราะ งดงามยิ่งกว่าภาพวาดใดๆ เสียอีก ราวกับแค่มีเขาอยู่ทัศนียภาพใดก็ล้วนไร้สีสันและต้องสยบให้

 

“พี่ใหญ่ยินยอมแล้วใช่หรือไม่?”

“ยินยอมอันใดหรือ?” เย่ซืออวิ๋นหาได้ฟังที่เย่เฟิงพูด ดังนั้นเลยเงยหน้ามองน้องรองที่สูงกว่าตาปริบๆ อีกหน

“ท่านจะวาดภาพให้ข้าสักหนึ่งภาพ” ยามได้ยินว่าพี่ใหญ่วาดภาพให้เย่เซียว เย่เฟิงรู้สึกไม่พอใจจนถึงขั้นริษยาขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ทั้งๆ ที่ปกติแล้วเขามักคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีเสมอ อาจเป็นเพราะถือว่าสนิทสนมกับพี่ใหญ่คนนี้แล้วกระมัง เขาเลยไม่พอใจหากมีผู้ใดมาแย่งหรือสนิทสนมกว่าเขา

“ได้สิ น้องรองว่างเมื่อไหรก็มาบอกข้าได้” เย่ซืออวิ๋นยิ้ม นึกว่ามีเรื่องอันใด แต่น้องรองผู้นี้ไม่ค่อยว่าง ยุ่งวุ่นวายทั้งวัน ทั้งเรียน ทั้งฝึกวรยุทธ์ ไม่เหมือนตนที่นอกจากเรียนแล้วก็ค่อนข้างว่างงาน

สองพี่น้องเดินคุยกันไปเรื่อย จนถึงตำหนักจิ้งหยาง เกาจิ้นเปิดประตูให้ทั้งสองเดินเข้าไป จากนั้นก็รายงานต่อองค์เหนือหัว “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายใหญ่และองค์ชายรองเสด็จมาเข้าเฝ้าตามบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”

“เข้ามา”

ยามเข้ามาด้านในตำหนักเย่ซืออวิ๋นกับเย่เฟิงก็ถวายพระพรฮ่องเต้ ก่อนน้องรองจะจูงมือพี่ชายไปยังที่นั่ง แล้วแยกไปนั่งประจำที่ ท่าทางสนิทสนมกลมเกลียวเช่นนั้นทำให้โอรสมังกรได้แต่แปลกพระทัย 

“เจ้าใหญ่ นี่คือลู่จิง อัครเสนาบดี” เย่เทียนหลงบอกเรียบง่ายคล้ายไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอันใด

เย่ซืออวิ๋นประสานมือ แต่ไม่ได้ค้อมศีรษะลง เพราะอย่างไรเสียตนก็เป็นองค์ชาย แม้ท่านอัครเสนาบดีจะชื่อเสียงดีงามและเป็นขุนนางที่ดีสักเพียงใดก็เถอะ

“ยินดีที่ได้พบท่านอัครเสนาบดี” องค์ชายใหญ่คลี่รอยยิ้มเป็นมิตร ดวงตากลมโตนั้นเป็นประกายวาว พวงแก้มขาวดุจซาลาเปาน่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง จนลู่จิงยังต้องยิ้มตาม

“เป็นเกียรติของกระหม่อมที่ได้พบองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”

ลู่จิงผู้นี้อายุรุ่นราวคราวเดียวกับฮ่องเต้เย่เทียนหลง กล่าวได้ว่าเป็นสหายสนิทที่เติบโตมาด้วยกันกับโอรสมังกร ค้ำจุนบัลลังก์ประดุจแขนขา รูปลักษณ์หล่อเหลางดงาม ดวงตาดอกท้อเรียวสวย ดูสุภาพเรียบง่าย คล้ายบัณฑิตคงแก่เรียน แต่มีรอยยิ้มบางแต้มมุมปาก ทำให้เขาไม่เหมือนพวกคร่ำครึ กลับราวกับชายหนุ่มสุภาพผู้แสนดี

ฮูหยินของเขาจากไปหลายปีแล้วแต่ลู่จิงกลับไม่รับฮูหยินคนใหม่ ไม่มีแม้แต่อนุในเรือนสักคน หรือสาวใช้อุ่นเตียงเลี้ยงดูบุตรชายคนเดียวอย่างลู่ถิงอวี่ เป็นแบบอย่างที่ดีของขุนนางราชสำนักและบุรุษใต้หล้า

“เสด็จพ่อ วันนี้ให้ลูกมาพบอัครเสนาบดีลู่มีเหตุอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ? ...” เย่ซืออวิ๋นไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก แต่เมื่อคิดอะไรได้ดวงตากลมโตก็เบิกขึ้นมองฮ่องเต้อย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่คิดออกมา “เสด็จพ่อคงไม่...”

“ลู่จิงจะมาเป็นอาจารย์อีกคนหนึ่งของเจ้า” เห็นเจ้าตัวน้อยทำสีหน้าคล้ายจะร้องไห้ ฟ้าถล่มทลายลงมาเช่นนั้นแล้วก็พลันอารมณ์ดียิ่งนัก

 

ได้รังแกพวกสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่นนี้...ก็บันเทิงใจมิน้อยจริงๆ

 

“เสด็จพ่อ...” เย่ซืออวิ๋นลากเสียงยาว ว่าแล้วเชียวว่าต้องเป็นเช่นนี้ อัครเสนาบดีลู่นั้นเก่งกาจ สอบจ้วงหยวนได้ตั้งแต่อายุสิบเจ็ด ถูกวางตัวไว้ให้เป็นพระอาจารย์ในองค์ชายรัชทายาทแล้วก็องค์ชายทั้งหลาย ชาติก่อนตนไม่อยู่ในสายพระเนตรเลยไม่ได้รับการสั่งสอนจากท่านอัครเสนาบดี ครั้งนี้ไม่รู้ว่าเข้าไปอยู่ในสายพระเนตรหรือยัง...แต่ได้อาจารย์มาเพิ่มหนึ่งคนเช่นนี้…

 

เย่ซืออวิ๋นไม่ดีใจสักนิด!

 

“เสด็จพ่อลูกยังตั้งใจเรียนไม่พออีกหรือพ่ะย่ะค่ะ อาจารย์ทั้งสามท่านที่พลัดเปลี่ยนมาสั่งสอนก็ชมเชยว่าลูกทำดีแล้ว...”

 

พระองค์ยังจะสรรหาอาจารย์มาเพิ่มให้อีก! หรือทรงอิจฉาที่ตนมีเวลาว่างกัน!

แล้วหาใครไม่หา ดันมาเป็นท่านลู่จิง!

 

“ได้เรียนกับลู่จิง ดูเหมือนเจ้าไม่ยินดี?” เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว การเรียนกับอัครเสนาบดีนั้นหมายความอย่างไร่น่ะหรือ...นี่เป็นเงื่อนไขเล็กๆ ข้อหนึ่ง...

 

สำหรับว่าที่รัชทายาทคนต่อไป

ทั้งเย่เฟิง เย่เซียว รวมถึงเย่หาน ก็มีลู่จิงเป็นหนึ่งในอาจารย์ด้วยกันทั้งนั้น

 

“อัครเสนาบดีลู่เก่งกาจ มากปัญญาทั้งแผ่นดินต่างรู้ แต่ลูก...” แต่เขาขี้เกียจนี่ อีกอย่างชาติก่อนเย่ซืออวิ๋นก็เคยได้ยินมาว่าอัครเสนาบาดีลู่จะสอนสั่งแต่องค์ชายที่มีสิทธิ์ในการครองบัลลังก์เท่านั้น

 

เขาไม่หวังบัลลังก์มังกร ไม่อยากเป็นรัชทายาท

แล้วยิ่งไม่อยากเรียนกับบิดาของลู่ถิงอวี่ด้วย!

 

“น้องรองก็รู้เรื่องนี้หรือ?” เย่ซืออวิ๋นหันไปมองเย่เฟิง อีกอย่างยกมือกระแอมไอคล้ายรับรู้ได้ว่าพี่ชายกำลังโมโห เขากระพริบตาอย่างใสซื่อ ถึงจะรู้จริงๆ แต่ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องดีมิใช่เหรอ องค์ชายทุกองค์ล้วนปรารถนาที่อยากเรียนกับอัครเสนาบดีลู่ แต่พี่ใหญ่ของเขากลับไม่ชอบ?

“ท่านเกาจิ้นก็รู้หรือ?”

เย่ซืออวิ๋นมองคนโน้นทีคนนี้ทีคล้ายไม่ได้รับความยุติธรรม คราวนี้องค์ชายน้อยอาจหาญถึงขั้นถลึงตาใส่ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ ดวงตากลมโตคู่สวยนั้นราวลูกแมวที่ถูกเหล่ามนุษย์ใจร้ายรุมรังแก

 

จะหาว่าเขาไร้เหตุผลก็ได้ จะหาว่าเขากลัวหรือกังวลเกินไปก็ได้

แต่เพราะเรื่องอำนาจ เพราะเรื่องรัชทายาท และอาจเป็นลู่ถิงอวี่มิใช่หรือ ที่ทำให้ชาติก่อนเขาเจ็บปวด และต้องตายไปเช่นนั้น

 

ยิ่งคิดร่างก็ยิ่งรู้สึกสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ เย่ซืออวิ๋นลุกขึ้นยืน ก่อนประสานมือคำนับแล้วเดินออกจากตำหนักจิ้งหยางไปอย่างที่ไม่สนใจอันใดทั้งสิ้น

 

ตอนนี้เขาเพียงอยากกลับไปซุกตัวที่ตำหนักลั่วสุ่ยและอยู่กับตัวเองเท่านั้น...

 

เหล่าผู้คนในตำหนักจิ้งหยางมององค์ชายใหญ่อย่างเหลือเชื่อและนับถือยิ่ง นี่เป็นคนแรกที่ไม่พอใจฮ่องเต้แล้วก้าวออกไปเฉยๆ ได้โดยที่โอรสสวรรค์ไม่ได้พิโรธ ซ้ำดูจะกังวลอยู่ไม่น้อยเสียด้วย

“แฮ่ม...ถ้าฝ่าบาทไม่ว่าอันใด กระหม่อมขอเกลี้ยกล่อมว่าที่ลูกศิษย์ผู้นี้เองได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” ลู่จิงเอ่ยขึ้นมายิ้มๆ นึกถึงใบหน้าราวถูกรังแกนั่นแกล้งก็รู้สึกเอ็นดูและอยากทำความรู้จักด้วยอีกหน่อย องค์ชายใหญ่ผู้นี่น่าสนใจยิ่ง และดูท่า...

 

จะมีน้ำหนักในพระทัยฮ่องเต้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

เย่เทียนหลงถอนหายใจ มองลู่จิงที่พยักหน้าหนึ่งทีมาให้ ความสามารในการหลอกล่อผู้คนนั้นลู่จิงเรียกได้ว่าเป็นที่หนึ่ง “ได้...ฝากเจ้าด้วย”

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้ารอง...พรุ่งนี้เรียนเสร็จให้มาตำหนักจิ้งหยาง บางอย่างข้าคงต้องสอนเจ้าด้วยตนเอง”

“ลูกรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่...อยากขอวันหยุดเสด็จพ่อสักวัน พี่ใหญ่ติดคำขอลูกไว้ข้อหนึ่ง” คงต้องถือโอกาสนี้ไปชี้แจงว่าตนไม่รู้ไม่เกี่ยวข้องใดๆ

 

เห็นพี่ใหญ่ทำสายตาเช่นนั้นแล้ว...ขนาดไม่ผิดอันใด ก็ยังรู้สึกผิดขึ้นมาเลย

 

“หืม?”

เย่เฟิงยิ้ม แต่คราวนี้รอยยิ้มนั้นดูเจ้าเล่ห์เล็กน้อย “วันนี้พี่ใหญ่วาดภาพเหมือนให้น้องสามภาพหนึ่ง ลูกเองก็อยากได้ภาพเหมือนที่พี่ใหญ่เป็นคนวาดบ้างพ่ะย่ะค่ะ”

 

คิดว่าข้าจะไม่เอาคืนเจ้าหรือน้องสาม...

เจ้าได้ใจเกินไปแล้ว

 

“ภาพเหมือน?” เย่เทียนหลงขมวดคิ้ว เจ้าตัวน้อยนั่นวาดภาพตำหนักจิ้งหยางให้ตนก็จริง แต่ยังไม่เคยวาดภาพเหมือน...ตนที่เป็นฮ่องเต้ไม่ได้ ลูกชายกลับได้ก่อน? “ดีนี่...ดูเหมือนเจ้าสามจะว่างมากเกินไปแล้ว เกาจิ้น ให้คนไปบอกท่านผู้เฒ่าหยางว่าหาอาจารย์สอนวรยุทธ์มาเพิ่มให้เย่เซียวอีกสักคนสองคน ดูเหมือนเขาจะว่างมากเกินไปจริงๆ”

“เอ่อ...รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”

 

ฝ่าบาทหงุดหงิดพระทัยแล้ว องค์ชายสามโชคร้ายแล้วล่ะ

เฮ้อ! ...โชคร้ายด้วยเรื่องที่ไม่ได้ก่อแท้ๆ เลย เอ๊ะ...หรือว่าก่อกันนะ?

 

“เช่นนั้นกระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ พรุ่งนี้เจอกันนะท่านอาจารย์”

เย่เฟิงถวายคำนับก่อนจะออกจากตำหนักจิ้งหยางไป เกาจิ้นเองก็ถอยออกมาเช่นกัน ปล่อยให้อัครเสนาบดีอยู่กับนายเหนือหัวตามลำพัง เกาจิ้นสบตาอีกฝ่ายอย่างฝากความหวัง

 

ฝากด้วยนะขอรับท่านอัครเสนาบดี...มีเพียงท่านเท่านั้นที่จะทำให้ฝ่าบาทอารมณ์ดีขึ้นมาได้

 

“เป็นองค์ชายน้อยที่น่าสนใจยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จิงเอ่ยยิ้มๆ รินชาเหมยแดงหลงจิ่งดื่มอย่างสบายอกสบายใจ ท่าทางเช่นนั้นของเขาดูจะขัดใจโอรสมังกรไม่น้อย

“เก็บคำราชาศัพท์ของเจ้ากลับไป...ฝากเจ้าด้วยแล้วกัน”

“รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทดูจะทรงห่วงใยองค์ชายใหญ่ไม่น้อย...เอาล่ะๆ ข้าไม่พูดราชาศัพท์กับท่านแล้วก็ได้ เหตุใดจึงเปลี่ยนใจเล่า?”

“ข้าเปลี่ยนใจที่ตรงไหน?”

ลู่จิงเลิกคิ้วคล้ายจะถามว่ายังต้องบอกอีกหรือ แต่ไหนแต่ไรมาแม้ภายนอกจะร่ำลืมกันว่าฮ่องเต้โปรดปรานฉินกุ้ยเฟย โปรดปรานองค์ชายใหญ่ยิ่งกว่าใคร แต่สิทธิ์หลายอย่างที่องค์ชายควรได้ องค์ชายใหญ่กลับไม่ได้...ดูเหมือนคราวนี้ฮ่องเต้กำลังทำให้องค์ชายใหญ่ได้รับสิทธิ์เหล่านั้นกลับมา...

 

ไม่สิ...อาจจะมากยิ่งกว่าเดิม

 

“ไว้เจ้าสอนเขาแล้วก็จะรู้เอง...รินชาให้ข้าที” มือใหญ่ยื่นจอกชาไปเบื้องหน้า แต่ท่านอัครเสนาบดีกลับเลิกคิ้วยิ้มๆ ไม่สนบัญชาขององค์เหนือหัว

“อยากดื่มชาให้ข้าไปเรียกเกาจิ้นมาดีไหมเล่า? ...เอาเถอะ รินให้ท่านก็ได้ ดีกว่าปล่อยให้ท่านโมโห เขวี้ยงถ้วยชาดีๆ ทิ้ง...” ร่างสูงโปร่งนั่นลุกขึ้น คว้ากาน้ำชาเดินมาใกล้พระที่นั่ง ก่อนจะค่อยๆ รินน้ำชาหอมๆ ใส่แก้วในมือใหญ่ อาภรณ์สีเขียวคราวสะบัดเล็กน้อย ใบหน้าดูดีนั้นประดับรอยยิ้มจางๆ ดูน่ามองและชวนให้รู้สึกสงบ

 

ลู่จิงก็เป็นเช่นนี้เสมอ...

เป็นความสงบสุขและความเรียบง่ายอันแสนสบายใจ

 

“ฝ่าบาท!” อัครเสนาบดีลู่พลันร้องขึ้นมา เมื่อมือใหญ่คว้าหมับไว้ที่แขน ออกแรงดึงเพียงครั้งเดียวทั้งร่างก็แทบจะหล่นไปอยู่บนตักกว้างของฮ่องเต้เสียแล้ว “ปล่อยข้าก่อน”

“หืม?” เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว มือหนึ่งยกชาขึ้นจิบ อีกมือเลื่อนก็ไม่ปล่อยร่างท่านอัครเสนาบดี รอยยิ้มสนุกสนานปรากฏบนใบหน้าโอรสสวรรค์ “ลู่จิง...ฮ่องเต้เช่นข้าใยต้องฟังคำของอัครเสนาบดีเล่า”

 

เจ้าฮ่องเต้นิสัยไม่ดี!

 

ลู่จิงได้แต่หมดข้อโต้แย้ง เขาสู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้ ทำเพียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างสงบสติอารมณ์ ในใจก็ก่นด่าฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ไม่หยุดหย่อน

“ทางตระกูลฉินมีความเคลื่อนไหว”

“จริงหรือ?” ลู่จิงเบิกตาขึ้น ลืมความใกล้ชิดระหว่างตนกับนายเหนือหัว ขยับมาใกล้วรกายสูงใหญ่เสียเอง “พวกเขาจะเข้าเมืองหลวง?”

“คงไม่ใช่ตอนนี้” เย่เทียนหลงหัวเราะในลำคอ ตระกูลฉินคงกำลังรอดูท่าทีและหาโอกาสมาเจอเย่ซืออวิ๋นเป็นแน่...เพื่อที่จะได้กลับมาเมืองหลวงอีกครั้ง พวกเขายอมทำทุกวิถีทาง

“เย่เทียนหลง...ท่านคงไม่คิดใช้องค์ชายน้อยผู้นั้นเป็นเครื่องมือหรอกใช่หรือไม่? ท่านเอ็นดูเขาไม่น้อย เขาเองก็หาได้รู้เรื่องอันใดที่เกิดขึ้นในอดีต...อย่าได้ทำร้ายเขาเลย”

 

เย่ซืออวิ๋นผู้นั้นดูเป็นเด็กน้อยที่น่าสนใจและจิตใจดี เป็นคนอ่อนโยนผู้หนึ่ง วัยเยาว์ที่งดงามเช่นนี้อย่าให้ต้องมาสูญเสียไปเลย

 

“ข้าไม่เคยคิดทำร้ายเขา แม้เขาจะไม่ใช่...ช่างเถอะ โอกาสของเจ้าใหญ่มีอยู่ทุกหนแห่ง...อยู่ที่เขาจะเลือกอะไร”

 

และเย่เทียนหลงก็หวังว่า ความไว้ใจที่เขาเริ่มมีให้...จะไม่ถูกเด็กคนนั้น...ทำลายลง

ถ้าเจ้าได้รู้ความจริงทุกอย่าง...เจ้ายังจะเป็นเจ้าเหมือนเช่นทุกวันนี้หรือไม่

 

.................

 

เย่ซืออวิ๋นเดินกลับตำหนักลั่วสุ่ยอย่างหงุดหงิด รู้ดีว่าวันนี้ตนเสียมารยาทเบื้องพระพักตร์ไปแล้ว แต่ทำอย่างไรได้เล่า ความกลัวยามตอนถูกดาบแทงทะลุหัวใจนั้นยังจำได้มั่น ว่ามันเจ็บปวดเพียงใด

 

แล้วสาเหตุนั้นก็เริ่มมาจากเรื่องเหล่านี้...

เขาไม่เคยวาดหวังครอบครองบัลลังก์มังกรไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ หวังเพียงได้ใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข ราบรื่น อายุยืนยาวและไม่ใช่ตายเพียงแค่ยี่สิบปี

 

“อ้ะ...” องค์ชายน้อยที่ย่ำเท้าโครมๆ ไปตามทางเดินเผลอสะดุดอาภรณ์ตัวเองอีกรอบ ดีที่คราวนี้กุมขอบสะพานไว้ได้ ดูจากทิศทางแล้วขืนล้มไปมีหวังได้ตกสระบัวเป็นแน่

 

ติง...ติง

 

เสียงสายฉินถูกดีดเบาๆ ดังขึ้นแผ่วๆ คล้ายกำลังลองเสียงก่อนบทเพลงอันแสนไพเราะจะถูกบรรเลงต่อเนื่องออกมา เย่ซืออวิ๋นหันซ้ายขวาไปตามทิศที่ได้ยินเสียง เขาเห็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลในศาลากลางสะบัว แม้เห็นใบหน้าไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่อาภรณ์สีฟ้าครามที่ร่างนั้นสวมใส่กลับถูกแสงแดดยามเย็นย้อมจนงดงามจับตา เส้นผมสีดำยาวถูกลมบางเบาพัดปลิว ผสานไปกับเสียงดนตรีอันแสนไพเราะ

 

ราวกับผู้บรรเลงนั้นเป็นเทพเซียน หาใช่มนุษย์เดินดินไม่

 

เย่ซืออวิ๋นพิงขอบสระสะพาน ซึมซับบทเพลงแสนไพเราะนั้น ใบหน้าแหงนพริ้มอมยิ้มน้อยๆ ปล่อยให้ลมบางเบาไล้ผ่าน ก่อนจะเบิกตาขึ้นกว้างเมื่อนึกอันใดได้ มือเรียวจับชายอาภรณ์ตัวเองขึ้นแล้วรีบสิ่งกลับไปยังตำหนักลั่วสุ่ย อันกงกงเห็นองค์ชายน้อยของตนวิ่งมาแต่ไกลก็พลันเป็นห่วงรีบเข้าไปหาทันที

“องค์...”

“อันกงกง เร็วๆ พวกเราไปเตรียมกระดาษวาดภาพ อุปกรณ์วาดมา ข้าอยากวาดภาพอีกแล้ว...” เย่ซือวิ๋นยิ้มกว้าง หยิบอุปกรณ์วาดภาพในตะกร้าสานมาแล้วก็กลับไปที่เดิม เขาห้ามไม่ให้อันกงกงตามมาด้วยแต่บอกให้อีกฝ่ายอยู่เตรียมมื้อเย็นให้หน่อย ไม่นานก็จะกลับมา

เย่ซืออวิ๋นเรียงสีไว้บนขอบสะพาน มือหนึ่งช้อนไม้สำหรับขึงกระดาษไว้ อีกมือตวัดปลายพู่กันอย่างคล่องแคล่วว่องไว สะบัดสีแล้วขีดเขียนบนกระดาษโดยมีคนชุดครามที่ไม่เห็นหน้า ไม่รู้ว่าเป็นบุรุษหรือสตรีกำลังบรรเลงบทฉินอย่างไพเราะ

 

ติง

ติง...

 

เสียงฉินหยุดลงไปแล้ว พร้อมๆ กับที่มือของเย่ซืออวิ๋นก็หยุดลงเช่นกัน เขามองภาพที่เพิ่งวาดเสร็จอย่างพึงพอใจ คนงามที่ไม่เห็นหน้า อาภรณ์สีฟ้าคราม มีดอกบัวสีชมพูสะพร่างบานรายล้อม บนตักคือฉินงามสีขาวพิสุทธิ์...

 

วาดโดยใช้สิ่งที่เห็นผสมกับจินตนาการ

 

ใครกันหนอ...ฝีมือดีดฉินช่างดียิ่งนัก อาจจะเป็นสนมคนใดคนหนึ่งของเสด็จพ่อ หรือไม่ก็บรรดาคุณหนูทั้งหลายที่ได้รับเชิญเข้ามางานชมดอกไม้ในวังมากระมัง

 

“อ้ะ!” เย่ซืออวิ๋นชะงักมือทันที ยามรู้สึกได้ว่าดวงตาของคนงามชุดครามคล้ายกำลังจะจับจ้องมาที่ตน แม้อยู่ไกลมากไม่เห็นชัด แต่เขาก็รู้สึกได้ พวงแก้มขาวขึ้นสีแดงจัดคล้ายเด็กเล็กที่แอบทำความผิดแล้วถูกผู้ใหญ่จับได้ เย่ซืออวิ๋นรีบคว้าตะกล้าใส่อุปกรณ์ กวาดพวกสีที่ปิดฝาเรียบร้อยแล้วลงตะกร้า ก่อนจะวิ่งกลับตำหนักอย่างรวดเร็ว แม้ตอนวิ่งจะสะดุดเล็กน้อยก็เถอะ

 

ไม่รู้ไม่ชี้ไว้ก่อนแล้วกัน! คนงามผู้นั้นอาจจะเป็นสนมของเสด็จพ่อก็ได้ ถ้าหากใช่ล่ะก็เย่ซืออวิ๋นได้ถูกโบยหนักแน่ๆ เขาก็แค่อยากวาดภาพคนงามกับทิวทัศน์อันงดงามเก็บไว้

นิสัยนี้ติดมาตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว...แก้ไม่หายเอาเสียเลย

 

องค์ชายใหญ่วิ่งกลับตำหนักอย่างรวดเร็ว จนลืมกระทั่งภาพวาดที่เพิ่งวาดเสร็จและวางทิ้งไว้ ภาพบนกรอบไม้นั้นกำลังจะตกลงพื้นดีที่มือขาวเรียวข้างหนึ่งจับมันไว้ได้ทันเสียก่อน

 

ใช่แล้ว...เขาคือคนชุดฟ้าครามเมื่อครู่

บุคคลที่อยู่ในภาพวาดของเย่ซืออวิ๋น

 

“คุณชาย...”

“เมื่อครู่...ใครกันหรือ?” น้ำเสียงนุ่มกังวานใสน่าฟัง คล้ายคนพูดมีเส้นเสียงที่พิเศษและไพเราะยิ่งนัก ใบหน้านั้นยกยิ้มยามนึกถึงเจ้าเด็กตัวน้อยที่หัวโพล่พ้นขอบสะพานมาไม่มากนัก กำลังจดจ้องและวาดภาพของเขาอยู่ ดีที่เขาสายตาดีมาตั้งแต่เกิดเลยสามารถมองเห็นได้ชัดเจน

 

ท่าทางตั้งอกตั้งใจยามสะบัดปลายพู่กันนั้น...น่าเอ็นดูยิ่ง

 

“ภาพนี้ข้าเก็บไว้ล่ะกัน” ในเมื่อต้นแบบในภาพคือเขา แล้วเจ้าของก็ลืมทิ้งไว้ ตนก็มีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะเก็บกลับไป “แค่ก...”

“คุณชายไปรอในรถม้าเถิดขอรับ แถวนี้อากาศเย็นแล้ว เดี๋ยวจะต้องลมเย็นจนไม่สบาย”

“อืม...คงอีกสักพักกว่าท่านพ่อจะออกมาจากตำหนักจิ้งหยาง” มือขาวเรียวยกชายแขนเสื้อมาปิดปากที่กำลังไอ ร่างกายสั่นไหวน้อยๆ “ข้าอยากรู้ว่าเด็กน้อยเมื่อครู่...เป็นใครกัน” แม้ที่นี่จะเป็นวังหลวงก็ตาม แต่เรื่องใดที่เขาอยากรู้ หากไม่ไปล้ำเส้นหรือแตะต้องเกล็ดย้อนโอรสสวรรค์เข้า

 

เขามั่นใจว่าตนจะปลอดภัย

 

“ข้าน้อยจะสืบให้ขอรับ”

“ฝากด้วยนะ” คุณชายน้อยชุดครามยิ้มบางๆ แม้ใบหน้าจะซีดเซียวจนเห็นเส้นเลือดไปบ้าง แต่กลับดูดียิ่ง โดยเฉพาะดวงตาดอกท้อคู่นั้น ที่ทั้งงดงามเปล่งประกาย สงบนิ่งและสุขุมเกินวัย

 

ใช่แล้ว...คลับคล้ายดวงตาของอัครเสนาบดีลู่ยิ่ง

 

วาดหวังว่าครั้งหน้าที่ข้าเข้าวังมา...เราคงได้เจอกันอีกนะ

เจ้าตัวน้อย...

 

...............

 

...............

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงมององค์ชายน้อยที่ซุดตัวเป็นก้อนกลมๆ บนเตียง เอ่ยเรียกขานเบาๆ ความจริงก็ไม่อยากรบกวนองค์ชายหรอก แต่ยามนี้ไม่รบกวนไม่ได้...

“อันกงกงมีอันใดหรือ วันนี้ข้าไม่มีเรียน ใครมาหาก็บอกว่าข้าไม่สบาย ไม่อยากพบใครทั้งนั้น แต่ถ้าถึงเวลาทานมื้อเที่ยงแล้ว ปลุกข้าให้ตรงเวลาด้วยนะ” องค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นที่นอนหลับอุตุอยู่บนตั่งเตียงนุ่มว่าด้วยน้ำเสียงปรือๆ ผ้าห่มผืนหนาคลุมทั้งศีรษะ โผล่มาแค่หัวทุยๆ นิดหน่อย

วันนี้เย่ซืออวิ๋นไม่ได้ไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักจิ้งหยางอ้างว่าไม่สบาย เขายังจัดการตัวเองไม่ได้ ไม่อยากไปเจอใครในสภาพจิตใจแบบนี้ เมื่อวานหลังวิ่งกลับมาก็นึกได้ว่าลืมภาพวาดทิ้งไว้ พอวิ่งกลับไปดูก็ไม่เห็นเสียแล้ว มิรู้ว่าใครเก็บไป ถ้าเจอคนเจตนาไม่ดีเก็บกลับไปต้องแย่แน่ๆ คิดมากเรื่องนั้นเลยทำให้เขาทานข้าวได้น้อยกว่าเดิมตั้งครึ่งชาม จนอันกงกงกับนางกำนัลได้แต่แปลกใจ

 

องค์ชายใหญ่ไม่เจริญอาหาร แปลกเหลือเกิน!

 

“คือว่า...องค์ชาย...” อันกงกงได้แต่ทำอะไรไม่ถูก องค์ชายน้อยของตนอ้างว่าไม่สบายทั้งๆ ที่น้ำเสียงปกติเช่นนั้นได้เช่นไรนะ...

 

ละ...แล้ว...อ้างต่อพระพักตร์ตรงๆ เช่นนี้

 

ขันทีคนสนิทค้อมกายลงต่ำกว่าเดิม ไม่แม้จะเหลือบตามองฮ่องเต้ที่เสด็จมาเยือนตำหนักลั่วสุ่ยด้วยพระองค์เอง เห็นพระหัตถ์หนาโบกทีนึงให้เขาออกไป อันกงกงก็ลังเลเล็กน้อย แต่พระเนตรคมดุตวัดจ้องมาเลยต้องรีบล่าถอยออกไป

 

องค์ชายของบ่าว...คงไม่เป็นอันใดหรอกกระมัง

ฝ่าบาทคงไม่พิโรธเพราะเรื่องแค่นี้หรอก...

 

เย่เทียนหลงมองก้อนกลมๆ บนเตียงด้วยแววตานิ่งสนิท ก่อนจะเปลี่ยนมาถอนหายใจอย่างระอา เมื่อคืนองค์รักษ์เงาแจ้งว่าองค์ชายใหญ่อารมณ์ไม่ใคร่จะดี ทานข้าวได้น้อยกว่าปกติจนคนทั้งตำหนักเป็นกังวล เช้ามาก็ให้คนไปแจ้งที่ตำหนักจิ้งหยางว่าไม่สบาย วันนี้ไม่อาจมาถวายพระพรได้แล้ว

 

แต่เขาคิดว่าไม่สบายปลอมเสียมากกว่า

ชัดเจนว่าเจ้าตัวน้อยนี่คงงอนพระองค์เป็นแน่

 

“ไม่สบายเหตุใดไม่ตามหมอหลวง?” น้ำเสียงทุ้มเปี่ยมอำนาจทำให้เย่ซืออวิ๋นชะงัก ก่อนจะค่อยๆ ลดผ้าห่มลงจนเห็นดวงตากลมแป๋วที่เบิกกว้างขึ้น อ้าปากเหวอไร้เสียง

“สะ...เสด็จ...พ่อ?”

 

ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้เล่า! ยามนี้ไม่ใช่ว่าพระองค์ต้องออกว่าราชการหรอกหรือ เหตุใดจึงมาอยู่ในตำหนักลั่วสุ่ยของตนได้

แล้วคราวนี้เขาจะทำอย่างไรดี...หาข้ออ้างอะไรดี!

 

“เอ่อ...ลูก...เอ่อ...” เย่ซืออวิ๋นได้แต่อ้ำอึ้ง เขาเอาผ้าห่มขึ้นมาปิดจนโผล่มาแค่ดวงตา ลืมลุกขึ้นมาถวายคำนับเสียด้วยซ้ำ ยามพระหัตถ์ใหญ่เอื้อมมาแตะหน้าผากเขาก็ไม่อาจถดหนีได้

“ตัวเจ้าไม่ร้อน ตกลงป่วยจริงหรือไม่อยากเห็นหน้าข้าเจ้าตัวน้อย?” เย่เทียนหลงนั่งลงข้างๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ที่คล้ายจะเย้าแหย่

“แหะๆ เสด็จพ่อ..ลูกไม่กล้า”

“กล้ากว่าเจ้าก็ไม่ค่อยมีแล้วล่ะ” เย่เทียนหลงถอนหายใจ “ตกลงสบายดี?”

“พ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นยอมรับในที่สุด เขาจะโกหกต่อได้ยังไงกันล่ะ

“หลอกลวงเบื้องสูงต้องถูกโบย?”

 

โบย? !

เจ็บ! ไม่เอา!

 

“เสด็จพ่อ...ลูก...” เย่ซืออวิ๋นออกมาจากผ้าห่าม ช้อนดวงตากลมแป๋วขึ้นมองพระราชบิดาอย่างออดอ้อน กระพริบตาปริบๆ ราวลูกแมวตัวน้อยโดนรังแก “ลูกไม่ได้ตั้งใจนะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นวางหัวลงบนตักกว้าง อ้อนออกมาเองโดยไม่รู้ตัวและเป็นธรรมชาติยิ่งนัก

เห็นเจ้าตัวน้อยอ้อนได้น่าเอ็นดูเช่นนี้ เย่เทียนหลงก็ยกยิ้มมุมปาก ยื่นมือไปลูบหัวยุ่งๆ ของเจ้าตัวน้อยบนตัก เส้นผมเรียบลื่นเพราะไม่ได้รวบหรือสวมเครื่องประดับใดๆ…นุ่มราวขนแมว

“ลูกเพียงแต่ไม่อยากเรียนกับท่านลู่จิงเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยบอกความจริงในที่สุด “ลูกไม่อยากเป็นรัชทายาท ไม่อยากได้บัลลังก์มังกร...”

ฮ่องเต้เย่เทียนหลงชะงักมือ มองเจ้าตัวน้อยอย่างตกตะลึงและแปลกใจ...

 

ไม่อยากเป็นรัชทายาทเช่นนั้นหรือ

นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวน้อยนี่บอกความต้องการกับตน และเป็นครั้งแรกที่ได้ยินองค์ชายคนหนึ่งบอกว่าไม่อยากเป็นรัชทายาทสืบบัลลังก์

 

“เรียนกับท่านลู่จิงเท่ากับว่ามีโอกาสสืบบัลลังก์ แต่ลูกไม่อยากได้...ลูกอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แค่ได้กินอิ่ม นอนหลับ วาดภาพสวยๆ งามๆ ก็พอแล้ว”

 

และยิ่งไม่อยากตาย

มันทรมานและน่ากลัวเกินไป

 

เห็นเป้าหมายในการใช้ชีวิตของเจ้าตัวน้อยบนตักแล้วเย่เทียนหลงได้แต่ขมวดคิ้ว...ขืนบอกคนอื่นไปใครจะเชื่อว่ามีองค์ชายผู้หนึ่งอยากใช้ชีวิตได้เรียบง่ายไม่ต่างกับสามัญชนเช่นนี้

“เจ้ายังเด็ก...” อย่าเพิ่งตัดสินใจหรือคิดตอนนี้...ช่วงเวลาที่เจ้ายังเยาว์วัยและยังงดงาม และยังไม่แปดเปื้อนด้วยสิ่งที่เรียกว่า...

 

อำนาจ...

 

“โตกว่านี้ลูกก็ไม่อยากได้พ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นทำดวงตาจริงจังอย่างที่สุดมองพระเนตรคมกล้าของโอรสสวรรค์คล้ายจะให้คำมั่น “เสด็จพ่อ...ลูกไม่อยากเป็นรัชทายาทจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ น้องรองเหมาะสมกว่าลูกทุกอย่าง ทั้งยังเป็นโอรสของฮองเฮา ฉลาดเฉลียว นิสัยหรือก็ดียิ่งนัก สุขุมเยือกเย็น ส่วนลูกน่ะขอแค่ได้กินของอร่อยๆ ได้นอนหลับ ได้วาดภาพสวยๆ งามๆ ใช้ชีวิตสงบสุขก็พอแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“ต่อให้เจ้าไม่ได้เป็นรัชทายาท แต่ก็ใช่จะว่างงานได้เช่นนั้นตลอดเสียเมื่อไหร่?” เจ้าตัวน้อยนี่คิดได้อย่างไรว่าจะว่างงานได้ขนาดนั้น

“เอ๊ะ? ...ไม่ได้หรือ?” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ เหตุใดชาติก่อนตนยังเป็นองค์ชายว่างงานได้เล่า เห็นท่าทางงุนงงเช่นนั้นของเจ้าตัวน้อยแล้วเย่เทียนหลงได้แต่ถอนหายใจ

 

นี่ตั้งใจจะเป็นองค์ชายว่างงานจริงๆ ใช่หรือไม่

วิธีการสั่งสอนของพระองค์มีปัญหาหรือเปล่านะ

 

“เรื่องที่เจ้าไม่อยากเป็นรัชทายาทกับไม่เรียนกับลู่จิงนั้นคนละเรื่องกัน” เย่เทียนหลงลูบหัวเย่ซืออวิ๋นเบาๆ ให้ความรู้สึกคล้ายลูบขนแมวน้อยตัวโต

“เสด็จพ่อ...” นี่เขาพูดไปตั้งนาน เสด็จพ่อยังหาอาจารย์ให้เขาอีก...ไม่อยากเป็นรัชทายาทนั้นเรื่องหนึ่ง แต่ไม่อยากเรียนกับบิดาของลู่ถิงอวี่ก็อีกเรื่องหนึ่งด้วย

 

เพราะถ้าเรียนกับท่านลู่จิง...ต้องได้เจอลู่ถิงอวี่เข้าสักวันแน่ๆ

เย่ซืออวิ๋นไม่รู้ว่าตนควรทำอย่างไรดียามเจอหน้าอีกฝ่าย

 

“อย่าได้หาเรื่องขี้เกียจ” เย่เทียนหลงเคาะหน้าผากเย่ซืออวิ๋นเบาๆ “ลู่จิงเก่งกาจหลายอย่าง ไม่ใช่แค่สอนให้เป็นรัชทายาทที่ดี แต่เจ้าสามารถเรียนรู้หลายอย่างได้จากเขา”

“เช่น...”

“สกุลลู่มีชาที่สืบทอดกันมาในตระกูล ว่ากันว่ารสชาติดุจน้ำทิพย์สวรรค์ทีเดียว” เย่เทียนหลงเอ่ยลอยๆ แต่กลับเรียกดวงตาเด็กน้อยบนตักให้โตขึ้นมากว่าเดิม มุมปากโอรสสวรรค์กระตุกยิ้ม ทั้งเหนื่อยใจทั้งระอาใจ

 

เหตุใดถึงหลอกล่อด้วยของกินได้ง่ายดายนักนะ

เจ้าตัวตะกละน้อยนี่

 

“ลู่จิงเคยชงมาให้ข้าดื่ม...อีกอย่าง เขาทำขนมบัวแดงหิมะได้อร่อยยิ่งนัก”

“จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ! ท่านอัครเสนาบดีทำขนมได้ด้วยหรือ?” เย่ซืออวิ๋นได้ยินชื่อขนมแปลกหูก็สนใจยิ่ง ลืมความรู้สึกไม่อยากเรียนไปชั่วขณะ ชาติก่อนจำได้ว่าท่านอัครเสนาบดีเคยส่งกล่องขนมหน้าตาน่าทานมาที่ตำหนักนอกวังของเขา เย่ซืออวิ๋นไม่มีโอกาสได้ลองชิม แต่แค่เห็นเขาก็รู้สึกว่ามันต้องอร่อยมากเป็นแน่

“อืม”

เย่ซืออวิ๋นรู้สึกตัดสินใจลำบากเหลือเกิน คิ้วเรียวบนใบหน้าขมวดเข้าหากันราวกับกำลังตัดสินใจปัญหาสำคัญยิ่งนัก จนเย่เทียนหลงได้แต่ถอนหายใจอย่างระอา เคาะศีรษะเย่ซืออวิ๋นเบาๆ

 

นี่หากคนสกุลฉินรู้ว่าเจ้าตัวน้อยนี่เป็นเช่นนี้ไม่รู้จะมีท่าทีอย่างไรบ้าง

 

“เอาล่ะ ข้าจะไปว่าราชการแล้ว...ในเมื่อเจ้าสบายดี ก็อย่าไปซุกซนที่ใดอีก” เย่เทียนหลงอุ้มเย่ซืออวิ๋นขึ้น ก่อนจะวางลงบนกองผ้าห่ม รู้สึกว่าเจ้าตัวน้อยนี่ไม่หนักเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่เป็นตัวตะกละเห็นแก่ของกินแท้ๆ เอาเถิด...ไว้เขาจะให้พ่อครัวทำของอร่อยๆ ไว้บ่อยๆ แล้วกัน

“เสด็จพ่อไม่โกรธลูกใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” เย่ซืออวิ๋นลองเลียบเลียงเคียงถามดู กระพริบตาปริบๆ “ที่โกหก...พระองค์ว่าไม่สบาย”

“อ้อ! ...” เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว “ไม่โกรธ”

เท่านั้นแหละเย่ซืออวิ๋นก็กว้างทันที ก่อนรอยยิ้มจะหายวับไปกับประโยคต่อมาของฮ่องเต้ “แต่เจ้าต้องวาดภาพท้องพระโรงไท่หยวนให้ข้าเป็นการไถ่โทษ” เย่เทียนหลงหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างอารมณ์ดี สะบัดแขนเสื้อเดินออกจากตำหนักลั่วสุ่ยไปอย่างมีความสุข ส่วนเจ้าของตำหนักน่ะหรืออ้าปากค้างอยู่บนเตียง ในใจก็บ่นว่าเสด็จพ่อใจร้ายไม่หยุด!

 

ท้องพระโรงไท่หยวนมีกฎห้ามชัดเจนว่าโอรสที่ยังไม่ได้ทำพิธีสวมกวานไม่สามารถเข้าไปได้

แล้วเขาจะไปวาดได้ยังไงกัน!

 

.................

 

จวนอัครเสนาบดีที่ตั้งอยู่บนถนนไต้เหยียนถนนที่ได้ชื่อว่าทำเลดีที่สุดในเมืองหลวง ป้ายหน้าจวนนั้นเป็นไม้จันทร์ดำหอมล้ำค่า อักขระที่เขียนคำว่า ‘จวนอัครเสนาบดีลู่’ นั้นดูทรงพลังและเปี่ยมอำนาจ ทุกเส้นทุกตัวอักษรหนักแน่นมั่นคงดุจขุนเขา

 

นี่คือลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้เย่เทียนหลง

พร้อมประทับตราลัญจกรทองขนาดเล็กไว้เหนือชื่ออีกด้วย

บ่งบอกให้รู้ถึงความสำคัญยิ่งของจวนอัครเสนาบดีแห่งนี้

 

ภายในจวนนั้นตกแต่งอย่างเรียบง่าย มิได้หรูหราอย่างเช่นจวนขุนนางอื่น เจ้าของจวนอย่างอัครเสนาบดีผู้มากปัญญากำลังตั้งอกตั้งใจอยู่ในครัว...

 

ใช่แล้วในครัว

 

“น้ำผึ้งเคี่ยวดอกเหมย หรือน้ำผึ้งเคี่ยวกับดอกท้อดี เจ้าว่าอย่างไรอาซิน?”

“โธ่ นายท่านขอรับ...ข้าน้อยไม่ทราบจริงๆ ท่านอยากทำอันใดให้เหล่าพ่อครัวแม่ครัวมาทำก็ได้ขอรับ ใยต้องวุ่นวายเองเช่นนี้ด้วยเล่า” พ่อบ้านประจำจวนมองนายท่านของตนอย่างเหนื่อยใจ ไม่รู้ควรทำอย่างไรดี

“ไม่ได้สิ...นี่เป็นสูตรลับของตระกูล ข้าต้องทำเองเท่านั้น”

“ท่านพ่อ...กำลังทำอันใดหรือขอรับ?” น้ำเสียงไพเราะสายหนึ่งดังขึ้น ร่างเด็กหนุ่มวัยประมาณสิบสองสิบสามปี ในชุดอาภรณ์ขาวปักลายเกลียวเมฆขดด้วยดิ้นสีน้ำเงิน ใบหน้าที่แม้ยังเยาว์ก็ยังเหล่าเหลาและงดงามยิ่งนัก ดวงตาดอกท้อสวย แม้จะดูซีดเซียวไปบ้างแต่ก็กล่าวได้ว่าเป็นหนุ่มน้อยรูปงามหาตัวจับยาก

“อาถิง เจ้ามาพอดี...ช่วยพ่อตัดสินใจหน่อยเถิดว่าจะเคี่ยวน้ำผึ้งกับดอกเหมยหรือดอกท้อดี”

ลู่ถิงอวี่มองห้องครัวที่วุ่นวายเพราะฝีมือบิดาตัวเองด้วยสายตาเรียบนิ่ง ยกแขนเสื้อขึ้นมาบังเมื่อกำลังไอนิดๆ ก่อนจะถาม “ท่านพ่อจะทำขนมบัวแดงหิมะ?”

“ใช่แล้ว ข้ายังจะชงชาสำเนียงริณไหลด้วย” ลู่จิงพยักหน้า ไม่มีทีท่าของท่านอัครเสนาบดีผู้น่าเกรงขามและทรงภูมิยามอยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางสักนิด มีเพียงบุรุษหน้าตาสุภาพหล่อเหลาที่พับแขนเสื้อขึ้นครึ่งหนึ่ง ผูกพ้ากันเปื้อนและในมือถือช้อนยาวเอาไว้

“จะเตรียมให้ฮ่องเต้หรือขอรับ?”

“เหตุใดข้าต้องเตรียมให้เขาด้วย เขาไม่ชอบกินของหวาน ชอบดื่มชาขมๆ ขืนทำไปให้ก็ทำหน้านิ่งไม่พูดอะไรอยู่ดี” ลู่จิงเดาสีหน้าฮ่องเต้ผู้นั้นออกทันควันว่าจะพูดเช่นไร

“พระองค์ก็เสวยทุกทีนี่ขอรับ” ลู่ถิงอวี่ถอนหายใจเบาๆ แล้วคลี่ยิ้มบาง “เช่นนั้นใครกันที่ทำให้ท่านพ่อลงทุนเข้าครัวเองเช่นนี้?”

“จะหลอกล่อเด็กน้อยคนหนึ่งน่ะ บังเอิญสืบความมาได้ว่าเขาชอบกินของอร่อยๆ” ลู่จิงยิ้มกว้าง เพราะตอนสอนองค์ชายรองกับองค์ชายสาม ตนลองถามดูว่าทำอย่างไรให้องค์ชายใหญ่ใจอ่อน ทั้งคู่ก็บอกเหมือนกันว่าให้เอาของอร่อยไปด้วย องค์ชายรองน่ะดีหน่อยที่บอกว่าพี่ใหญ่ชอบกิน ส่วนองค์ชายสามน่ะว่าพี่ชายเป็นตัวตะกละ

 

แต่ทั้งคู่ก็ดูจะห่วงใยพี่ใหญ่ของตนไม่น้อย

ดูท่าแล้วนอกจากนี้น้ำหนักในพระทัยฮ่องเต้แล้วก็ยังมีน้ำหนักในใจขององค์ชายรองกับองค์ชายสามด้วย

 

ยิ่งคุ้มค่าเหนื่อยยิ่งขึ้นไปอีก

 

“ท่านพ่อถึงขั้นต้องหลอกเด็กแล้วหรือ?” ลู่ถิงอวี่เลิกคิ้ว เดินเข้ามาใกล้ มองข้าวของที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบแล้วก็ช่วยบิดาตัดสินใจ “เคี่ยวกับดอกบัวเถิดขอรับ ถ้าท่านจะทำไปให้เด็กๆ รสดอกบัวจะนุ่มลิ้นกว่า”

“เจ้านี่นะ จะเรียกว่าเด็กคงไม่เต็มปากนัก องค์ชายน้อยอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้านั่นแล”

“ท่านพ่อหมายถึงองค์ชายรอง?” องค์ชายที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาก็มีเพียงองค์ชายรองเท่านั้น

“ไม่ใช่องค์ชายรอง...บิดาเจ้ากำลังจะได้ลูกศิษย์คนใหม่ แต่ลูกศิษย์คนนี้ค่อนข้างดื้อดึงเล็กน้อย เลยต้องมีของไปหลอกล่อ” ลู่จิงยิ้มอย่างเอ็นดู รู้สึกถูกชะตากับองค์ชายใหญ่ผู้นั้นมากจริงๆ

“อ้อ...ใครกันหรือขอรับ?” ลู่ถิงอวี่เลิกคิ้ว ก่อนจะหรี่ดวงตาดอกท้อของตนลงคล้ายคิดอะไรได้ เขานึกไปถึงข่าวที่อาฟู่องค์รักษ์ข้างกายสืบมาได้

 

ท่านพ่อของตนสอนสั่งแก่บรรดาองค์ชายทั้งหลายเท่านั้น...และองค์ชายที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนก็มีเพียงแต่...

 

“องค์ชายใหญ่หรือขอรับ?” ลู่ถิงอวี่พยายามเก็บน้ำเสียงตนเองให้นิ่งสงบเฉกเช่นทุกที แต่ความดีใจสายหนึ่งก็ปิดบังไม่มิด ทำให้ลู่จิงมองบุตรชายอย่างสงสัย

 

อาถิงดีใจอันใดกัน?...

 

“ใช่แล้ว”

พอท่านพ่อพยักหน้ายืนยัน ลู่ถิงอวี่ก็คลี่รอยยิ้มบางบนใบหน้า ส่งผลให้แต่เดิมที่งดงามอยู่แล้วก็ทวีความงดงามยิ่งขึ้น ดวงตาคู่นั้นพร่างพรายดุจดวงดาราท่ามกลางผืนนภา

 

นึกถึงเจ้าของภาพวาดที่กลับมาเขาก็ให้คนนำไปใส่กรอบอย่างดีและแขวนอยู่ในห้องนอนแล้วก็ยิ่งคลี่รอยยิ้มกว้างมากขึ้น

 

“ท่านพ่อ...ยามท่านไปหาองค์ชายใหญ่ข้าขอไปด้วยนะขอรับ”

 

แล้วเราจะได้เจอกัน...องค์ชายตัวน้อย

 

..................

 

น้องไม่อยากเจอ แต่มีคนเขาอยากเจอน้องนะคะองค์ชายใหญ่ ^_^ ส่วนใครถามหาพระเอกของเรื่องนี้ เขาก็โผล่มาแล้วนะคะ

อย่าลืมดูแลตัวเองแล้วก็อย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ^_^

สำหรับวันนี้...ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ ^_^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.279K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,255 ความคิดเห็น

  1. #4250 sungva (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 / 10:27
    เนือผี3ลำ😅😅เต้กะลู่คือดี น้อนกะรอง น้อนกะสาม ควบเลยไหมลูกดีหมดเลย
    #4,250
    0
  2. #4171 Natladamoei (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 เมษายน 2564 / 23:17
    น้องลูกใคร._.
    #4,171
    0
  3. #4089 NNYuki (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 เมษายน 2564 / 15:26
    เราจิ้นองชายรองกับองชายใหญ่ 55555 ชอบพระเอกมาดดุๆ น่ารักกกก
    #4,089
    0
  4. #3990 vviiwwyy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 11:13
    ใครพีะเอกอะ จิ้นเรือผี เต้กะน้อง แต่เต้กะลู่สินะ
    #3,990
    0
  5. #3814 [F.S]Fang_041 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2564 / 21:00
    ึความลับเยอะจัง เดาว่าน้องไม่ใช่ลูกฝ่าบาท

    หรือเปล่านะ

    แง

    อย่าเลย มันเส้าอ่ะ อยากรู้ว่าใครฆ่าน้อง น้องทําอะไรให้ แล้วใครเปงคนทํา ลู่ถิงอวี่เชื่อใจได้ใช่มั้ยเนี่ย รู้สึกไม่มั่นใจในตัวนาง
    #3,814
    0
  6. #3736 knunkim (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มีนาคม 2564 / 11:39
    ฝ่าบาทกับลู่จิงนี่.. เอ๋🤔 เหมือนยิ่งน้องหนีน้องยิ่งได้เจออ่ะ
    #3,736
    0
  7. #3728 ซีเอชโอเอ็มพียู..yy.. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มีนาคม 2564 / 22:17
    อิงค์ชายใหญ่อาจไม่ใช่ลูกฮ่องเต้เหรอ?
    #3,728
    0
  8. #3649 SONE07 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:00
    ฝ่าบาทกับท่านเสนาบดีมีซัมติงใช่มั้ย ส่วนน้องอาจจะไม่ใข่ลูกของฝ่าบาทงี้หรอ อ่าซับซ้อนจริงๆ
    #3,649
    0
  9. #3107 Frizzy G (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:55

    พระเอก คนที่ทั้งรักทั้งชังออกมาเเล้ว คนนึงพยายามเลี่ยงอีกคนพยายามเข้าหา...
    #3,107
    0
  10. #2986 Puzzler_P (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 12:47
    อย่าบอกนะว่าที่ชาติก่อนเย่เทียนหลงไม่สนใจน้องเพราะไม่ใช่ลูกแท้ๆอ่ะ
    #2,986
    0
  11. #2959 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 12:05
    อะไรกันเนี่ยยยยยยยย งงงงสรุปคุมพ่อกับลู่จิงยังไงกันนะ แล้วตัวน้องละยังไงต่อ หลายเรื่องแท้ 5555
    #2,959
    0
  12. #2879 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 มกราคม 2564 / 23:15
    เรือเด็จพ่อนี่ก้แส่บๆนะคะพี่สาว กี๊ดดดดดด ส่วนเรือน้องก้ต้องรอลุ้นต่อปัย เดาไม่ถูกเลยคับสารภาพว่าอยุ่ทุกเรือเบย แอแงงงง555555
    #2,879
    0
  13. #2836 kiki3k (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มกราคม 2564 / 20:28
    ใครพระเอกนะะะ แต่น่าเอ็นดูมากก
    #2,836
    0
  14. #2719 Tohkajang (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2563 / 22:11
    เรือฉันไม่บาปแล้วใช่มั้ย!!!อุสาดีใจ
    แต่ลู่จิงคือพายุมาล่มเรือฉันอ่ะแงงง
    #2,719
    0
  15. #2671 nutcha3332 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2563 / 14:52
    เรือบาปฉันล่มอย่างแรง5555555 ลู่จิงคือพายุมาล่มเรือฉันแอแงงง แต่ไม่เป็นไรยังไงพระเอกก็มาแล้วฮรุกก
    #2,671
    0
  16. #2659 Book Cafe (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2563 / 13:14
    น้องไม่ใช่ลูกฮ่องเต้สินะ!?

    กรี๊ดดดดด ฮ่องเต้ Bad guy มากพ่อ เอ็นดูในฐานะไหนกันนะ!!! เรือฉันไม่บาปแล้วใช่มั้ย!!!
    #2,659
    0
  17. #2589 mothergod (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 19:00
    ที่แน่ๆคือ น้องไม่น่าใช่ลูกฮ่องเต้ละทีนี้
    #2,589
    0
  18. #2579 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 02:08
    ลู่จิงกับฮ่องเต้คือว้อททททททท? .เอามือทาบอกแรงมาก
    #2,579
    0
  19. #2484 Foxgo_O (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 12:57
    ท่านพ่อไม่เคยแผ่ว โธ่
    #2,484
    0
  20. #2460 chutikranta (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2563 / 23:52
    ฮ่องเต้กับลู่จิงคือเบาหน่อยค่า ออกนอกหน้าน้องมาก
    #2,460
    0
  21. #2398 bleachy_aoi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 19:26
    ลู่ถิงเป็นพระเอกสินะ เพราะพึ่งจะโผล่มาได้ไม่กี่ตอนไรท์ก็แจ้งว่าพระเอกมาแล้ว
    #2,398
    0
  22. #2342 :-P /ᐠ。ꞈ。ᐟ\ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 19:38
    น้องน่าจะไม่ใช่ลูกฮ่องเต้ แต่แม่น้องแต่งเข้าวังตอนท้องพอดีมั้ยอ่ะ แต่ตระกูลเก่าแม่น้องไม่ดีแน่ๆ เพราะดูฮ่องเต้ไม่ชอบตระกูลเก่าของแม่น้องเลย ส่วนพระเอกนั้นใครก็ได้ค่ะ55555555555

    แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าใครฆ่าน้องเมื่อชาติที่แล้ว ฆ่าเพื่ออะไร แถมยังอุ้มน้องกลับไปด้วย ทั้งที่จะปล่อยให้น้องไหม้ไปกับวังของน้องที่ถูกเผาอยู่ก็ได้.
    #2,342
    0
  23. #2311 zenandzun (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 / 20:58
    น้องไม่ใข่ลูกฮ่องเต้แน่นวล ฉะนั้นน้องอาจมีซะมีเป็นองค์ชาย
    #2,311
    0
  24. #2303 น้ำหยดดด (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 15:36
    สืบข่าวได้ความว่าพระเอกโผล่แล้ว ซึ่งตอนนี้มีทั้งหมดสามคนถ้วน น้องรอง น้องสาม ลู่ถิง ใครกันเเน่เนี่ย
    #2,303
    0
  25. #2296 kunkhonlekkk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 08:41
    น้องน่าจะไม่ใช่ลูกพี่เต้ นี่เดาว่าอาจจะเป็นลูกอันกงกงเปล่า คือแรกๆเหมือนอันกงกงจะพูดถึงน้องเหมือนลูกเลย เดานะเพราะอันกงกงก็เป็นขันธีอะ
    #2,296
    0