ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 39 : 三十五 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 八 คู่แต่งงานใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,463 ครั้ง
    24 ธ.ค. 63

八 

คู่แต่งงานใหม่

 

ค่ำคืนวสันต์ของคู่รักนั้นอบอุ่นยิ่งนัก ในจวนสกุลลู่เองก็เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาและความรื่นเริง ชาวบ้านทั้งเมืองฝูหยางต่างก็ฉลองกันอย่างยินดี แต่ใขณะเดียวกันก็มีคนที่ไม่ยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้เอาเสียเลย เรียกได้ว่าตั้งแต่ที่ได้ยิน...ไม่สิ

 

ได้เห็นเกี้ยวฮวาเจี้ยวที่งดงามผ่านหน้าจวนสกุลฉิน!...และคนที่อยู่ในเกี้ยวนั้นคือองค์ชายใหญ่...

องค์ชายใหญ่แต่งเข้าจวนสกุลลู่!

 

ข่าวนี้ตบหน้าฉินเมิ่งและคนสกุลฉินหลายคนเข้าอย่างจัง โดยเฉพาะฉินเมิ่งและฉินเซ่าเจ๋อที่วาดหวังกับการแต่งงานครั้งนี้ไว้มาก

 

แต่นี่...ดูเหมือนพวกเขาจะถูกตลบหลังเสียแล้ว!

 

เพล้ง! เพล้ง!

โครม!!

ฉินเมิ่งกวาดพวกเครื่องกระเบื้องเคลือบ ชุดน้ำชาล้ำค่าลงพื้น เขาอารมณ์เสียมาตั้งแต่ได้ยินข่าวลือหน้าประตูวังแล้ว และเริ่มทำลายข้าวของในห้อง...ไม่สิแรกเริ่มมันเป็นข้าวของในจวน จากนั้นก็เข้ามาทำลายข้าวของในห้องต่อ ทั้งเครื่องเรือน กระดานหมาก กระทั่งเสื้อผ้าหรือพวกโต๊ะเก้าอี้ก็ถูกฉินเมิ่งฉีกทิ้ง และยกฟาดลงพื้นจนเกิดเสียโครมคราม

“บัดซบ!! บัดซบที่สุด!”

ยิ่งพูดฉินเมิ่งก็ยิ่งปาทำลายข้าวของเสียดัง บรรดาข้ารับใช้ไม่กล้าเข้ามา...แม้กระทั่งมองก็ยังไม่กล้า พวกเขาเก็บกวาดทำความสะอาดไปแล้วรอบหนึ่ง แต่นายท่านผู้เฒ่าก็ยังอาละวาดไม่หยุดอีก...

 

วันนี้นายท่านผู้เฒ่าอาละวาดไปประมาณสามชั่วยามตั้งแต่เริ่มพิธีแต่งงานขององค์ชายใหญ่...บัดนี้ก็ยังไม่เลิก

 

“เด็กเวร! กล้าทำลายแผนของข้างั้นหรือ!...เพราะเจ้า!...เพราะจ้า!!” ยิ่งพูดฉินเมิ่งก็ยิ่งหอบหายใจไปด้วยความโกรธ ใบหน้าที่เหี่ยวย่นเพราะผ่านกาลเวลามายาวนานนั้นเต็มไปด้วยความโกรธ ความหงุดหงิดและความเสียหน้าเต็มเปี่ยม...

 

แผนการมากมายที่เขาวางไว้...ทุ่มเทวางหมากไว้หลายปี

กลับถูกทำลายภายในคืนเดียว!

 

เพล้ง! เพล้ง! 

 

“แฮ่ก...แฮ่ก...” ฉินเมิ่งหอบหายใจด้วยความโมโห เขาฉีกตำราล้ำค่าใกล้มือและปาตุ๊กตากระเบื้องไปชนผนังจนมันแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย

 

ความทุ่มเทนับนานปีของเขา...พังทลายไม่มีชิ้นดี!

 

“มันน่าฆ่าให้ตายเหลือเกิน!! เซ่าเจ๋อ!”

“ท่านพ่อ ข้ารูว่าท่านกำลังโมโห” ฉินเซ่าเจ๋อที่เฝ้าดูอยู่หน้าห้องแต่ไม่เข้ามานั้นถอนหายใจก่อนจะเดินเข้ามาดูอาการบิดา เห็นหยดเลือดตามรายทางนั้นแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เดี๋ยวจะกระทบกับสุขภาพ”

 

หลายปีมานี้...สุขภาพท่านพ่อทรุดโทรมลงมากและยิ่งโมโหมากเหมือนวันนี้อีก

 

“จะไม่ให้ข้าโมโหได้อย่างไร ไอ้เด็กสารเลวพวกนั้นกล้าทำลายแผนการของข้า! สิ่งที่ทำมาทั้งหมดแทบจะสูญเปล่าไปแล้ว!!”

ฉินเซ่าเจ๋อเองก็ยอมรับว่าตนเองโมโห เขาเผลออาละวาดแล้วรอบหนึ่ง ทว่าไม่ได้เดือดดาลเช่นบิดา 

“สารเลว!!”

“ไห่ฟงกลับมาหรือยัง!”

“กลับมาแล้วขอรับ...ไปตามคุณชายสามมาที”

สกุลฉินส่งฉินไห่ฟงและฉินฮวาซิงไปเป็นตัวแทน อย่างไรเสียในฐานะผู้รักษาการณ์ตำแหน่งอัครเสนาบดีร่วมกับลู่ถิงอวี่ ฉินไห่ฟงจำเป็นต้องไปร่วมอยู่แล้ว ส่วนฉินฮวาซิงนั้น...นอกจากให้นางเป็นตัวแทนสกุลแล้วฮองเฮายังเป็นคนคนออกปากเองว่าให้ฉินฮวาซิงเข้าวัง นั่นทำให้พวกเขาล้วนยินดี

 

เพราะนั่นหมายความว่า...ฉินฮวาซิงกำลังเข้าใกล้ตำแหน่งพระชายาขององค์ชายรัชทายาทมากยิ่งขึ้น

 

“ท่านตา ท่านพ่อ” ฉินไห่ฟงที่เพิ่งกลับมาจากจวนสกุลลู่ยังมิได้ไปพักผ่อนที่เรือนตัวเองประสานมือคำนับท่านตาและบิดา กลิ่นสุราฤทธิ์แรงที่คุ้นเคยนั่นทำให้ฉินเซ่าเจ๋อขมวดคิ้วและหรี่ตาลงอย่างสงสัย...

“องค์ชายใหญ่แต่งเข้าจวนสกุลลู่...เรื่องนี้เจ้ารู้มาก่อนหรือไม่?”

“เพิ่งทราบตอนพิธีส่งตัวขึ้นเกี้ยวขอรับ” ฉินไห่ฟงตอบเสียงเรียบโดยที่สีหน้าเรียบนิ่งไม่มีอะไรให้คนมองจับผิดได้เลยแม้แต่น้อย

“ไม่รู้มาก่อนเลยงั้นหรือ?”

“ขอรับ”

ฉินเซ่าเจ๋อหรี่ตามองลูกชาย...ไห่ฟงไม่เคยมีเรื่องบิดบังหรือคำนอกเหนือยคำสั่งของเขากับท่านพ่อมาก่อน สีหน้าและท่าทางก็ไม่เหมือนคนโกหก

“ช่างเถิด”

“ลู่ถิงอวี่เป็นคนทูลขอสมรสพระราชทานให้องค์ชายใหญ่แต่งเข้าจวนสกุลลู่” ฉินไห่ฟงเอ่ยขึ้นมา เพราะพวกเขาตกลงแล้วว่าให้คนอื่นเป็นฝ่ายรับรู้เรื่องราวเช่นนี้...โดยเฉพาะกับคนสกุลฉิน ให้เข้าใจว่าลู่ถิงอวี่เป็นคนขอสมรสพระราชทาน ด้วยฐานะและความพิเศษของลู่ถิงอวี่ที่คนสกุลฉินเข้าใจว่าโปรดปรานคุณชายลู่ยิ่งกว่าองค์ชายหลายคน...และองค์ชายใหญ่ก็บอกว่าอยากเป็นหลานรักของท่านตาลุงและท่านตาอยู่อีกพักใหญ่

“ฮึ! เย่เทียนหลงช่างรักลู่ถิงอวี่ราวบุตรชายแท้ๆ เสียจริง!” ฉินเซ่าเจ๋อแค่นเสียง หรือเพราะว่าลู่ถิงอวี่เป็นลูกชายของลู่จิงถึงได้รับสิทธิพิเศษขนาดนี้!...แต่ความโปรดปรานที่อีกฝ่ายมีให้องค์ชายใหญ่นั้นก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน พวกเขามองออกได้ชัด “ถึงขนาดยอมยกลูกชายให้แต่งเข้าสกุลลู่!”

ไม่มีทางที่เย่เทียนหลงจะรู้ว่าองค์ชายใหญ่ไม่ใช่ลูกของตนเอง...ฉินฉางเล่อเป็นสตรีที่ทระนงในตนเอง นางไม่มีทางยอมเปิดปากบอกเรื่องน่าอับอายของตนเองออกมา และคนที่รู้เรื่องในปีนั้นนอกจากฉางเล่อแล้วก็มีแค่พวกเขาไม่กี่คน...

 

แต่ถ้าไม่รู้แล้วเหตุใดเรื่องราวแต่ละอย่างเหมือนกันองค์ชายใหญ่ให้ออกห่างจากบัลลังก์มังกร!

 

“องค์ชายใหญ่รักลู่ถิงอวี่...และลู่ถิงอวี่ก็รักพระองค์” ฉินไห่ฟงเอ่ยเสียงทุ้ม ทว่าคำตอบนั้นทำให้ฉินเมิ่งและฉินเซ่าเจ๋อไม่ชอบใจ

 

ผลั่ก!

ฉินเมิ่งผลักฉินไห่ฟงแรงๆ จนร่างสูงเซถลา “เหอะ! ความรัก? ข้าไม่เชื่ออะไรไร้สาระเช่นนั้น!...เจ้าเองก็อย่าได้เชื่อเรื่องที่จำต้องไม่ได้เช่นนั้น!”

 

ความรักมันน่าขำ เป็นเรื่องไร้สาระ! ทำให้คนอ่อนแอและไม่เป็นตัวของตัวเอง!

 

“ท่าน...”

ผลั่ก!

“ออกไป! ข้าไม่มีอะไรจะถามเจ้าแล้ว!” ฉินเมิ่งขว้างแท่นฝนหมึกใกล้มือจนสันหนังสือกระแทกเข้าหน้าผากของฉินไห่ฟงจนเกิดรอยเลือด ทว่าเขาไม่ได้หลบและปล่อยให้เลือดไหลอยู่เงียบๆ ทำเพียงประสานมือคำนับนิ่งๆ

“ท่านตาถนอมสุขภาพด้วยขอรับ”

“เจ้าออกไปก่อน ยามนี้ท่านตาของเจ้าอารมณ์ไม่ดี” ฉินเซ่าเจ๋อถอนหายใจเบาๆ ส่วนฉินไห่ฟงก็ไม่ได้พูดอะไรประสานมือคำนับบิดาแล้วเดินออกจากห้อง ใบหน้าที่เรียบนิ่งนั้นปรากฏรอยยิ้มจาง

“พวกท่านไม่เชื่อในความรัก...ทว่าข้าเชื่อ”

 

ที่ไม่เชื่อเพราะไม่เคยสัมผัสถึงมัน...

“เรื่องขององค์ชายใหญ่ต้องสืบให้ละเอียด ถ้าหากองค์ชายใหญ่อยู่ฝ่ายเราแสดงว่าเขาถูกบังคับ...พวกเราต้องสืบออกมาให้แน่ชัด” ฉินเซ่าเจ๋อหรี่ตาลง หันไปเรียกข้ารับใช้ข้างนอกให้เอาน้ำชาเข้ามา...และทำความสะอาดห้องที่เละแทะไปหมด

“นิสัยอย่างเด็กนั่นไม่น่าจะเสแสร้งต่อหน้าพวกเรา” ฉินเมิ่งสงบสติอารมณ์ได้บ้างแล้วพยายามครุ่นคิด...นิสัยอย่างเย่ซืออวิ๋นดูอ่อนแอ บอบบางน่าถนอม ใสซื่อจนน่ารังเกียจ ถ้าหากมิใช่เพราะจำเป็นต้องใช้อีกฝ่ายเพื่ออำนาจล่ะก็ฉินเมิ่งไม่มีทางเข้าใกล้อีกฝ่ายเป็นแน่

 

เขาเกลียดคนไม่ได้เรื่องไม่ได้ความ มีดีแค่หน้าตางดงามอย่างองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นที่สุด!

ในใจฉินเมิ่งดูถูกอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา!

 

“ตอนนี้เรื่ององค์ชายใหญ่ต้องวางแผนใหม่กันอีกที ท่านพ่อเองก็อย่าโมโหนักเลยขอรับ รักษาสุขภาพตนเองก่อนเถิด”

“ระงับแผนการทั้งหมดที่วางไว้ก่อน...” ยิ่งพูดฉินเมิ่งก็ยิ่งกัดฟันตัวเองแน่น นึกถึงเส้นสายที่ตนเองต้องใช้ นึกถึงเงินทองและข้าวของมีค่ามากมายที่สูญเสียไป รวมถึงอะไรหลายอย่างที่ต้องเสียไปเพื่อองค์ชายใหญ่แล้วก็ยิ่งหงุดหงิดจนลมตีขึ้นหน้าอก สะท้านหอบจนกระอักเลือดออกมา!!

“ท่านพ่อ” ฉินเซ่าเจ๋อประคองบิดา แม้จะไม่ค่อยเป็นห่วงเหมือนบุตรและบิดาบ้านอื่นทว่าก็ไม่ได้ห่างเหินจนเกินไปนัก

“ข้าไม่เป็นไร!” ฉินเมิ่งกลืนเลือดลงไปด้วยความเจ็บแค้น “ไปเรียกฉินเจามาที!” 

“จะ...เจ้าค่ะ” ข้ารับใช้ที่นำชาเข้ามาให้มองเห็นสภาพห้องแล้วก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว วันนี้มีข้ารับใช้ที่ถูกนายท่านผู้เฒ่าปาข้าวของใส่มาหลายคนแล้ว นางไม่อยากเป็นกลุ่มเดียวกับคนพวกนั้น ยิ่งเห็นสภาพห้องที่เละแทะเต็มไปด้วยเศษกระเบื้อง เศษกระดาษและข้าวของที่เกลื่อนพื้นก็ยิ่งตัวสั่น

 

ห้องนี้สภาพเละเทะไม่มีชิ้นดี พอๆ กับห้องโถงใหญ่ที่นายท่านผู้เฒ่าเพิ่งอาละวาดไป

ยามนี้ยังจัดการพื้นที่ไม่เสร็จเลย

 

บรรดาฮูหยินรวมถึงคุณชายคุณหนูล้วนไม่มีใครกล้าเฉียดเข้ามาใกล้เลยสักคน กระทั่งคุณชายสามที่เป็นหลานชาดคนโปรดของนายท่านผู้เฒ่าเมื่อครู่ยังหัวแตกเลือดไหลออกไปเลย!

 

น่ากลัวเหลือเกิน!

 

“เรื่ององค์ชายใหญ่ไว้จัดการทีหลัง ตอนนี้องค์ชายใหญ่แต่งงานแล้ว...นั่นแสดงว่าองค์ชายรัชทายาทก็จะต้องแต่งงานในอีกไม่ช้า...เรื่องตำแหน่งพระชายาขององค์ชายรัชทายาทห้ามผิดพลาดอีกเป็นอันขาด!”

“ฉินฮวาซิงได้รับความโปรดปรานจากฮองเฮามาก อีกทั้งชื่อเสียงของนางในหมู่ประชาชนก็ดีงาม...พูดถึงรูปลักษณ์และความสามารถแล้วฮวาซิงเหมาะสมที่จะเป็นชายาขององค์ชายรัชทายาท”

“องค์ชายรัชทายาทเย่เฟิง...หึ!” เด็กเวรที่เคยกล่าวว่าเขาไม่มีความสามารถเท่าลู่จิงน่ะเหรอ ถ้าเจ้าเด็กนั่นต้องเรียกเขาว่าท่านตาฉินเมิ่งจะรู้สึกสะใจยิ่งนัก

“ข้าสืบข่าวมาได้คร่าวๆ ว่าองค์ชายรัชทายาทเหมือนจะถูกใจคุณหนูจวนแม่ทัพ...หยางฉิง” 

“ก็แค่ถูกใจ หรือต่อให้เขาจะรักหยางฉิงข้าก็ไม่สนใจ ข้าต้องการให้ฮวาซิงนั่งตำแหน่งพระชายาเอกขององค์ชายรัชทายาทและเป็นฮองเฮาเท่านั้น!”

เพื่อให้นางเป็นสะพานแห่งอำนาจที่พาสกุลฉินไปสู่ความรุ่งเรือง

 

ที่เขาทุ่มเทเลี้ยงดูและสั่งสอนนางมาก็เพื่อสาเหตุนี้ไม่ใช่หรือ!

 

“ท่านตา ท่านลุง เรียกหลานหรือ” เสียงของฉินเจาดังขึ้นข้างนอกอย่างหวั่นๆ เขาไม่กล้าเข้ามาเพราะเห็นสภาพท่านตาอาละวาดได้ติดตา และยังมีคนรายงานว่าขนาดฉินไห่ฟงยังถูกลูกหลงไปด้วย

“เข้ามา”

ฉินเจาเปิดประตูเข้ามาเห็นสภาพภายในห้องก็ชะงัก เขาไม่ได้เยือกเย็นเท่าฉินไห่ฟงนั่นทำให้ฉินเมิ่งหงุดหงิดในใจ หลานชายหลานสาวมีแค่ที่ได้ความจริงๆ อยู่ไม่กี่คน!

และสำหรับฉินไห่ฟง...ยิ่งอีกฝ่ายเติบใหญ่ฉินเมิ่งก็รู้สึกว่าควบคุมหลานคนนี้ได้ยากขึ้น รวมถึงเรื่องที่ฉินไห่ฟงได้นั่งตำแหน่งรักษาการณ์ตำแหน่งอัครเสนาบดียิ่งทำให้เขาไม่ชอบใจ

 

ตำแหน่งที่เขาวาดหวังแต่ไม่เคยได้นั่งทำให้ฉินเมิ่งรู้สึกราวถูกหลานชายตัวเองตบหน้าและถูกหยาม

 

ดังนั้นครั้งนี้เขาเลยไม่ได้ให้ฉินไห่ฟงลงมือ...ถ้าหากคนอื่นมีความสามารถก็ได้แต่เวลาที่ค่อยๆ ลิดรอนอำนาจในมือหลานชายคนโปรดลงบ้างเสียแล้ว ป้องกันไม่ให้ไห่ฟงกำเริบเสิบสานเกินไป

“ข้ามีเรื่องใหญ่ให้เจ้าทำ ถ้าหากเจ้าทำสำเร็จข้าจะไม่ถือโทษเรื่องที่เจ้าเคยทำและเรื่องผ่านมา...รวมถึงจะแต่งตั้งเจ้าเป็นผู้สืบทอดตระกูลทันที”

แค่ได้ยินที่ท่านตาพูดฉินเจาก็ดีใจจนตัวสั่นแล้ว ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดฉินไห่ฟงโดดเด่นที่สุด ฉินหลินนั้นตายไปแล้วก็ช่างเถิด ส่วนเขาแม้จะเก่งกาจอย่างไรก็ถูกฉินไห่ฟงกลบไปจนหมดยิ่งอีกฝ่ายได้นั่งตำแหน่งรักษาการณ์อัครเสนาบดีทั้งที่อายุยังน้อยยิ่งทำให้เขาไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ บิดาของเขาเองก็เช่นกัน...แต่ท่านพ่อน่ะช่างเถิด อย่างไรเสียท่านพ่อก็เป็นเขยที่แต่งเข้า

 

แต่เขาไม่เหมือนกัน...ฉินเจาคือผู้ที่ถูกวางไว้ให้รับตำแหน่งผู้สืบทอดสกุลฉินดังนั้นเขาย่อมไม่มีทางให้ฉินไห่ฟงแย่งตำแหน่งนี้ของตนไปเป็นอันขาด!

 

“ท่านตามีอะไรจะให้หลายทำ โปรดบอกกล่าง...หลานจะไม่ทำให้ท่านตาผิดหวัง”

“ดี...ข้าอยากให้เจ้าลงมืดจัดการหยางฉิง”

“ขอรับ”

ฉินเจาพยักหน้า เขาเองก็เคยได้ยินคนลือกันว่าองค์ชายรัชทายาทดูเหมือนจะถูกตาต้องใจหยางฉิง ถึงขนาดที่มอบปิ่นให้นางใช้ในพิธีปักปิ่นด้วยซ้ำ แต่นั่นก็เป็นเพียงข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยันใดๆ 

ต่อให้เขาไม่ชมชอบฮวาซิงแต่ก็ไม่ได้โง่เหมือนน้องสาวทั้งสอง ยิ่งถูกท่านตาและท่านลุง รวมถึงท่านพ่อสั่งสอนไปครั้งนั้นก็ยิ่งทำให้ฉินเจาระลึกได้ว่า...ฮวาซิงจะทำให้สกุลฉินยิ่งใหญ่ ถ้าหากนางได้แต่งงานกับองค์ชายรัชทายาทก็เท่ากับนางจะเป็นว่าที่ฮองเฮาของแว่นแคว้น!

“เจ้าคิดจะทำอย่างไร?”

ฉินเจาหัวเราะในลำคอ ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้ายกาจ “ในเมื่อองค์ชายใหญ่เพิ่งแต่งงานกับลู่ถิงอวี่ดังนั้นจะมีข่าวอะไรที่ลือไปกว่าการที่คุณชายหยกขาวมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับคุณหนูจวนแม่ทัพอีกเล่าขอรับ”

เขาเกลียดลู่ถิงอวี่ผู้นั้นยิ่งนัก! ในเมื่อครั้งนี้สามารถวางแผนครั้งเดียวสามารถจัดการได้หลายเรื่องพร้อมกันย่อมต้องไม่เสียโอกาส!

“ดี! สมกับเป็นหลานของข้า...แผนการนี้สามารถกำจัดลู่ถิงอวี่และหยางฉิงได้ในคราเดียวด้วย! ดีมาก!” ฉินเมิ่งหัวเราะลั่นตบไหล่ฉินเจาแรงๆ 

 

ใช่แค่ทำให้ลู่ถิงอวี่และหยางฉิงเสื่อมเสียชื่อเสีย แผนการของเขาก็จะยังไม่ถูกทำลาย!!

 

ยังหรอก มันยังไม่จบหรอก!

 

..........

 

ฉินไห่ฟงเดินกลับมายังเรือนของตัวเองเรียบร้อย เชิงเทียนในห้องไม่ได้ถูกจุดให้ความสว่าง ทว่าเขารู้ดีว่าในห้องของตนนั้นมีคนบางคนรออยู่ คนที่บัดนี้กำลังกอดอกทำสีหน้าบึ้งตึงใส่เขา และก็ลุกขึ้นมาฟาดไหล่เขาทันทีที่เขาเข้ามา

“หืม? กลิ่นเลือด...เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า เจ้าหน้านิ่ง!” เสียงของเนี่ยรุ่ยเอินเปลี่ยนมาเข้มขึ้น มือจับมือของฉินไห่ฟงไว้แน่น จากนั้นก็ออกแรงลากอีกฝ่ายไปที่เตียง จัดการผลักร่างสูงกว่าลงไปแรงๆ จากนั้นก็จุดเชิงเทียนให้ความสว่าง กลิ่นเทียนหอมดอกกุ้ยนี้เป็นกลิ่นที่เนี่ยรุ่ยเอินชอบ และฉินไห่ฟงก็หามาเนี่ยรุ่ยเอินจุดตามใจอยู่เสมอ ความสว่างไสวสลัวๆ ของห้องทำให้เนี่ยรุ่ยเอินเห็นว่าใบหน้านิ่งเฉยของคนบางคนมีเลือดไหลออกมา “ใครทำ!”

“เสี่ยวรุ่ย...ไม่มีอะไร” ฉินไห่ฟงยิ้มอย่างอ่อนใจ เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวแสบกำลังโมโหที่เขาบาดเจ็บขนาดนี้ “อย่าโมโหเลย”

“เจ้าเป็นคนของข้าเนี่ยรุ่นเอิน ใครบังอาจรังแกเจ้า! บอกมา...ข้าจะไปจัดการให้!” ด้วยความที่ร้อนใจจนไม่รู้ว่าเผลอพูดอะไรออกไปบ้างแต่กลับทำให้ฉินไห่ฟงเผลอยิ้มออกมาอย่างอดไม่อยู่

 

รุ่ยเอินบอกว่าเขาเป็นคนของเจ้าตัว...

นี่คงโมโหจนไม่รู้สินะ

 

“ท่านตาแค่โมโหเลยพาลใส่ข้า”

“ตาแก่นั่นกล้ารังแกเจ้าหรือ เหอะ! ข้าจะจัดการเขาคืนให้เจ้าเอง...เจ้าหน้านิ่งไม่ต้องห่วงนะ ถ้าหากมีใครรังแกเจ้าก็ให้มาบอกข้า!” เจ้าหน้านิ่งเป็นคนกันเองของเขา แต่ไหนแต่ไรมาเนี่ยรุ่ยเอินก็ปกป้องคนกันเองของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ยิ่งเห็นอีกฝ่ายเลือดไหลก็ยิ่งไม่ชอบใจ

 

หงุดหงิด!

 

“นั่งเฉยๆ นิ่งๆ ข้าจะไปเอาผ้าสะอาดกับน้ำมาทำแผลให้เจ้า โชคดีที่ข้ามียาดี...เพ้ย! นี่เจ้ายิ้มทำไม หรือเจ็บจนเพี้ยนแล้ว!” 

“ดีใจที่เจ้าเป็นห่วง”

บางคนหน้าร้อนวาบอย่างไม่ทราบสาเหตุ ฟาดมือลงบนไหล่แกร่งแรงๆ ไม่พบยังเหยียบเท้าฉินไห่ฟงไปแรงๆ อีกทีด้วย “ผู้ใดเป็นห่วงเจ้า เจ้าหน้านิ่งหลงตัวเอง!”

“อืม...ไม่ห่วง ทำแผลให้ข้าหน่อยสิเสี่ยวรุ่ย” คนหน้านิ่งนิ่วหน้า “รู้สึกเจ็บขึ้นมาเล็กน้อยเสียแล้ว” ความจริงก็แทบไม่รู้สึกอะไร แต่ว่า...เห็นเสี่ยวรุ่ยอุตส่าห์เป็นห่วงขนาดนี้ย่อมต้องเจ็บบ้างอะไรบ้าง

 

เหมือนลู่ถิงอวี่จะบอกว่า...ต่อหน้าคนที่ชอบอ่อนแอบ้างก็ไม่เสียหายหรอก

 

“ไม่เจ็บๆ! ข้าจะรีบทำแผลให้เจ้าเดี๋ยวนี้ล่ะ!” เนี่ยรุ่ยเอินที่ปกติก็ความรู้สึกไวและเป็นคนในยุทธภพยามนี้กลับแยกแยะไม่ออกว่าแผลเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้คนที่เป็นวรยุทธ์อย่างฉินไห่ฟงมีหรือจะสะทกสะท้านได้

ฉินไห่ฟงซ่อนรอยยิ้มจางมองคนในอ้อมแขนที่กำลังเช็ดเลือดบนใบหน้าและใส่ยาให้เขาอย่างอ่อนโยนด้วยแววตารักใคร่ แขนแกร่งคล้องเอวอีกฝ่ายไว้หลวมๆ ปล่อยให้เสี่ยวรุ่ยบ่นว่าจะไปเอาคืนท่านตาและท่านพ่อให้ตัวเองอย่างไรบ้าง

 

คนที่ไม่เคยรักใครย่อมไม่เชื่อในความรัก...

เพราะตลอดชีวิตแสวงหาแต่สิ่งที่เรียกว่าอำนาจ จนลืมเลือนทุกอย่าง...

ลืมเลือนแม้กระทั่ง...ตัวเอง

 

........

 

ยามทิวาในจวนสกุลลู่นั้นเต็มไปด้วยความรื่นเริง พ่อบ้านซุนจี้และอันกงกงนั้นวิ่งวนไปมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อเตรียมมื้อเช้าให้คู่แต่งงานใหม่ เหล่าบ่าวไพร่ทำงานอย่างแข็งขัน

ส่วนในเรือนฝูซิงนั้นค่ำคืนวสันต์ของคู่แต่งงานใหม่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ ในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นอายความรักที่หอมอบอวล สีแดงมงคลรายล้อมอยู่รอบๆ โดยเฉพาะบนเตียงกว้างที่เพิ่งผ่านการร่วมรักไปเมื่อคืน ม่านโปร่งแสงสีแดงบางส่วนขาดวิ่น ผ้าปูเตียงยับยู่ยี่แต่กระนั้นสีหน้าบนสองคนที่ตระกองกอดกันไว้บนเตียงกว้างก็ยังดูอ่อนโยน

ดวงตาดอกท้อของลู่ถิงอวี่มองคนที่กำลังหลับอยู่กับอกเขาด้วยแววตารักใครอย่างที่สุด มือขาวเรียวไล้ไปตามเส้นผมนุ่มๆ ราวขนแมวที่แผ่กระจายเต็มอก ไม่แปลกที่วันนี้เขาจะตื่นก่อนภรรยาคนงามเพราะว่าเมื่อคืนอวิ๋นถูกเขารังแกไปตลอดคืน จงบจนทิวาหมุนมาเยือนก็ยังไม่หยุดรังแกภรรยาคนงาม พวกเขาทั้งคู่เพิ่งจะได้หลับไปดีๆ เมื่อสองชั่วยามก่อนหน้านี่เอง

 

ทว่า...กลับรู้สึกมีแรงเต็มเปี่ยม

 

ลู่ถิงอวี่อมยิ้ม ไล้พวงแก้มขาวที่เขาหอมไปเมื่อคืน ริมฝีปากแดงเรื่อที่บวมขึ้นเพราะถูกเขาจุมพิตไม่หยุด ภายใต้ผ้าห่มนี้ร่างกายเปลือยเปล่าที่แนบชิดกัน ผิวขาวผ่องนั้นล้วนถูกเขาสัมผัสตีตรามาทุกตารางนิ้ว

“อือ...” คนขี้เซาส่งเสียงอืออาในลำคอ ก่อนจะพลิกตัวไปมาจากนั้นก็ปรือตาขึ้นมา...ดวงตาคู่สวยสุกสกาวดุจดวงดารา แพขนตาขยับไหว ยามกะพริบตาราวนำพาหัวใจคนไปด้วย...และยิ่งยามลืมตาภาพแรกที่ปรากฏสู่ดวงตาอันแสนงดงามนั้น...คือภาพของลู่ถิงอวี่

“ถิงอวี่...อื้อ!” ส่งเสียงเรียกชื่อไปได้แค่คำเดียวริมฝีปากก็ถูกกดจูบลงมาเบาๆ เคล้นคลึงอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวลจากนั้นคนที่จูบก็ส่งผละออกไปแล้วส่งรอยยิ้มหวานให้

“ตื่นแล้วหรือภรรยา”

เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาปริบก่อนพวงแก้มจะกลาเป็นสีแดงเรื่อ “อืม...ถิงอวี่นี่ยามใดแล้ว พวกเราต้องไปยกน้ำชาให้ท่านอาจารย์ลู่อีกนะ จะโอ้เอ้ไม่ได้...”

ตามธรรมเนียมแล้วนั้นเช้าวันแรกของการแต่งงานย่อมต้องยกน้ำชาคาราวะบิดามารดาของสามี อีกทั้งเขายังเคารพท่านอาจารย์ลู่มาก จะอย่างไรห้ามละเลย

ลู่ถิงอวี่หัวเราะ โอบเอวภรรยาคนงามให้แนบชิด เย่ซืออวิ๋นก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าพวกเขาทั้งสองไม่ได้สวมใส่อะไรเลย! ร่างกายเปลือยเปล่าแนบชิด เย่ซืออวิ๋นเงยหน้ามองสามีของตัวเองก่อนจะถลึงตาใส่ เมื่อคืนจำได้ว่าก่อนนอนถิงอวี่เช็ดตัวให้เรียบร้อยแล้ว เหตุใดไม่ใส่เสื้อผ้าให้เขาด้วยเล่า!

“ค่ำคืนวสันต์สามีภรรยาควรกายแนบชิดโดยไร้เสื้อผ้า” ลู่ถิงอวี่หัวเราะเสียงนุ่ม ไล้มือไปตามแนวกระดูกสันหลังของเย่ซืออวิ๋น ปลายนิ้วร้ายกาจนั้นไต่ไล้ขึ้นลงๆ จนก่อให้เกิดความรู้สึกเสี่ยวซ่านไปทั่วร่าง เย่ซืออวิ๋นตัวสั่นได้แต่ช้อนตามองสามีตนเองแล้วก็จัดการยื่นหน้าไปจูบริมฝีปากของลู่ถิงอวี่เบาๆ

“ห้ามเกเรนะถิงอวี่”

ลู่ถิงอวี่ชะงักมือ รู้สึกเหมือนเห็นลูกแมวน้อยกลายเป็นราชาแมวขึ้นมา ดวงตาคู่สวยนั้นราวมีคำสั่งที่ทำให้เขาปฏิเสธไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องหยุดมือตามบัญชา 

“เด็กดีของข้า” เย่ซืออวิ๋นยิ้มเมื่อสามีว่าง่ายเชื่อฟัง เห็นอย่างนี้เขาก็มีอายุมากตั้งสองชาติแล้วนะ! จะยอมให้ถิงอวี่รังแกและทำให้เขินอยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไรกัน “พวกเราไปอาบน้ำสวมเสื้อผ้าจากนั้นก็ไปหาท่านอาจารย์ลู่กันเถิด”

ลู่ถิงอวี่อุ้มภรรยาในอ้อมแขนขึ้นและพาไปยังส่วนที่เป็นห้องอาบน้ำ ดูเหมือนข้ารับใช้จะเข้ามาเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่นผสมสมุนไพร ไม่ฝีมือซุนจี้ก็ฝีมืออันกงกง...หรือไม่ทั้งสองคนนั่นล่ะ “ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้...”

“แต่ว่า...”

“ท่านอาจารย์ลู่ของอวิ๋นคงไม่มีแรงตื่นมารับการคาราวะจากพวกเราสองคนหรอก” ลู่ถิงอวี่อุ้มภรรยาลงถังน้ำไม้จันทร์แดงที่เพิ่งยกเข้ามาใหม่ ถังน้ำใบนี้กว้างขวางจนสามารถแช่ได้สองคนสบายๆ

“หืม? เหตุใดเล่า...อาถิงนั่นเจ้ากำลังทำอันใด...หยุดมือเลยนะ!” เย่ซืออวิ๋นปรามคนที่กำลังวักน้ำไปตามร่างกายเขา อยูดีๆ มือของลู่ถิงอวี่ก็บีบก้นเขาเบาๆ แล้วก็แทรกปลายนิ้วเข้าไปด้านใน ช่องทางนุ่มชื้นที่ถูกรังแกมาเมื่อคืนบีบนัดนิ้วเรียวนั้นแน่น 

“ปรนนิบัติภรรยาอย่างไรเล่า...อวิ๋น เจ้าบีบข้าแน่นไปแล้ว...”

“อ้ะ...เจ้า...อื้อ!”

น้ำจากถังน้ำกระเพื่อมออกตามแรงขยับของคนสองคนในถังไม้ จนทำให้พื้นเปียกชื้น เสียงหอบผสานกับเสียงครางแผ่วของทั้งคู่ดังก้องไปทั่วห้อง...

ดูเหมือนค่ำคืนวสันต์ของทั้งคู่จะยังมิได้จบลงง่ายๆ

........

 

บ่าวไพร่ในจวนอัครเสนาบดีรวมถึงพ่อบ้านซุนจี้และอันกงกงนั้นได้แต่เหลือบตามองผืนฟ้า และมองหน้ากันตาปริบๆ ดูเหมือนฟ้าจะสว่างจ้าบ่งบอกเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ทว่าเจ้านายในจวนล้วนยังไม่มีใครตื่นขึ้นมาเลยสักคน นายท่านก็ยังไม่ตื่น คุณชายลู่กับองค์ชายใหญ่ก็ด้วย

 

แล้วพวกเขาควรทำอย่างไรกับบรรดาอาหารที่เตรียมไว้นี่ดีเล่า

ปกตินายท่านในจวนนนี้ล้วนตื่นเช้ากันทุกคน...แต่วันนี้ดูเหมือนจะเป็นวันพิเศษ...ที่ทุกคนล้วนพากันตื่นสายหมด

 

“ฮ้าวววว ซุนจี้ข้าขอชาร้อนๆ สักกาสิ” ลู่จิงที่เพิ่งออกมาจากห้องนอนรีบขอชาร้อนๆ ทันที เขาอยากดื่มชาอุ่นๆ และอยากนอนต่ออีกยาวๆ ทว่าวันนี้เป็นวันที่องค์ชายใหญ่เพิ่งแต่งงานเข้าจวนอย่างไรเสียก็ต้องออกมารับขวัญลูกสะใภ้!

 

ต่อให้เมื่อคืนจะถูกคนบางคนรังแกจนแทบไม่มีแรงลุกก็เถอะ!

ฮึ่ม! เย่เทียนหลงท่านมันอันธพาลชัดๆ! รังแกจนเช้าจากนั้นก็ก่อนออกไปก็จูบเขาจนปากช้ำอีก นิสัยไม่ดีจนน่าทุบให้หนักไปเลย! 

 

“นายท่าน อาหารเย็นชืดหมดแล้ว ประเดี๋ยวข้าน้อยจะบอกห้องครัวให้ทำมาใหม่นะขอรับ”

“ไม่ต้องหรอก เอาพวกนี้ไปอุ่นเถิด อย่าลำบากเลย” ดูของบนโต๊ะที่เห็นมีแต่ของดีและมีหน้าตาน่าทานแล้วก็รู้สึกว่าหากจะเททิ้งล่ะก็ย่อมน่าเสียดายมากเป็นแน่

“ขอรับนายท่าน” แม้จะอยากทำใหม่ให้นายท่านก็เถอะ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายออกปากเช่นนี้แล้วพวกเขาก็ไม่มีทางปฏิเสธ

“องค์ชายใหญ่กับอาถิงยังไม่ตื่นอีกหรือ?”

“น่าจะยังขอรับ...ให้ข้าน้อยไปตาม...”

“ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้ทั้งคู่พักผ่อนดีๆ เมื่อคืนเป็นคืนเข้าหอของคู่แต่งงานใหม่ พวกเราจะไปรวบกวนเด็กๆ ไม่ได้หรอกนะซุนจี้ อันกงกง” ลู่จิงไม่ได้เป็นผู้ใหญ่ที่หัวค่ำครึขนาดนั้น เขาไม่ได้ยึดติดธรรมเนียมเสียด้วยซ้ำ 

 

อะไรที่มีความสุขก็ทำไปเถิด...ธรรมเนียมพวกนั้นอันใดละเว้นได้ก็ปล่อยไป

 

“ที่ข้ากับอวิ๋นไม่ตื่นเพราะคาดว่าท่านพ่อเองก็คงไม่มีแรงตื่นมารับการคาราวะจากพวกเราทั้งคู่กระมังขอรับ...น่าแปลกใจเหลือเกินที่วันนี้ท่านพ่อตื่นเร็วกว่าที่ข้าคาด” เสียงทุ้มของลู่ถิงอวี่เอ่ยขึ้นมาอย่างหยอกเย้า จากนั้นก็จูงมือเย่ซืออวิ๋นเข้ามา ภรรยาหมาดๆ ได้แต่ส่ายหน้า

 

ถิงอวี่หาเรื่องรังแกเขาต่างหาก แต่ดูพูดเข้าราวเป็นความผิดท่านอาจารย์ลู่เลย

 

ลู่จิงถลึงตาใส่ลูกชาย ก่อนจะรีบไปลุกขึ้นไปประคองเย่ซืออวิ๋นมานั่งใกล้ๆ พร้อมมองอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู “องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ...”

“ท่านอาจารย์ลู่เรียกชื่อข้าเถิด เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วท่านอย่าเรียกข้าอย่างสุภาพเช่นนี้เลย” เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาอ้อน มีหรือที่ลู่จิงจะปฏิเสธ

“ได้ๆ เสี่ยวอวิ๋น เช่นนั้นก็ต้องเรียกข้าว่าท่านพ่อนะรู้หรือไม่”

“ท่านพ่อ”

 

น่ารัก!

 

ลู่จิงอดไม่ไหวต้องดึงเย่ซืออวิ๋นมากอดไว้ กอดไม่พอยังดึงแก้มนุ่มๆ นั่นอย่างที่อยากทำมาหลายปีแล้วด้วยอีก ได้ฟังอีกฝ่ายเรียกว่าท่านพ่อด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเช่นนี้แล้วใจก็พาลอ่อนระทวนไปหมด ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดฝ่าบาท ฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟยจึงชอบนำของมีค่าทั้งหลายมาให้องค์ชายใหญ่ ถ้าหากตนมีลูกชายที่น่ารักเช่นนี้ก็จะประเคยสิ่งดีๆ ในใต้หล้าให้หมดเลย อีกทั้งจะไม่ยอมให้แต่งงานกับเจ้าหน้าเหม็นที่ไหนด้วย!

ลู่ถิงอวี่มองบิดากับภรรยาคนงามที่ดูจะเข้ากันดีจนราวเป็นบิดากับลูกชายแท้ๆ ส่วนเขาน่ะเหมือนเป็นคนแต่งเข้ามามากกว่าด้วยแววตายิ้มๆ แสนอ่อนโยน ข้ารับใช้ยกพวกอาหารที่เพิ่งนำไปอุ่นมาวางบนโต๊ะ เริ่มต้นมื้ออาหารที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

เย่ซืออวิ๋นช่วยคบอาหารใส่จานให้ลู่จิงและลู่ถิงอวี่ จนพ่อลูกสกุลลู่ได้แต่มองอีกฝ่าอย่างเอ็นดู ทั้งคู่เองก็พากันตักโน่นนีใส่จานเย่ซืออวิ๋นเช่นกัน กลายเป็นมื้ออาหารที่ต่างคนต่างผลัดกันคีบไปมา ก่อนจะพากันหัวเราะขำ 

เมื่อกินอาหารเส็จเรียบร้อย ลู่จิงก็คอยแนะนำเรื่องราวในจวนให้เย่ซืออวิ๋น โดยมีลู่ถิงอวี่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนคู่สามีภรรยาจะพากันจูงมือไปตรวจความเรียบร้อยของสินสอดรวมถึงของขวัญแต่งงานจากบรรดาญาติและมิตรสหาย

จวนสกุลลู่นั้นไม่ได้เงียบเหงาเย็นชาเหมือนจวนขุนนางอื่นๆ และยิ่งมีสมาชิกเข้ามาเพิ่มอีกคนก็ยิ่งไม่เงียบเหงา อบอวลไปด้วยความสุข

 

....ต่อ....

 

 ตามธรรมเนียมการแต่งงานของคู่แต่งงานแล้วนั้นเมื่อครบสามวันเจ้าบ่าวย่อมต้องพาเจ้าสาวกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม พร้อมทั้งเตรียมของขวัญไปให้กับบิดามารดาและพี่น้องของเจ้าสาวด้วย

ดังนั้นวันนี้ก็เป็นที่สามของการแต่งงาน เย่ซืออวิ๋นต้องพาสามีของตนเข้าวังหลวง องค์ชายใหญ่เลยตื่นเช้ากว่าปกติ จัดการมาช่วยเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้ลู่ถิงอวี่ ส่วนพวกของขวัญนั้นลู่ถิงอวี่ก็เตรียมไว้ตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว 

คิดไปแล้วเย่ซืออวิ๋นก็มองสามีตัวเองที่กำลังหลับอยู่บนเตียงขำๆ ถิงอวี่เตรียมของขวัญไปด้วยบ่นไปด้วยว่าแต่ละคนคงไม่กี่ใครอยากรับจากเขาหรอก หมั่นไส้กันมากกว่าเดิมน่ะสิ

มือเรียวลูบแก้มของลู่ถิงอวี่เบาๆ อย่างอ่อนโยน...มองสามีที่ที่ถูกต้องตามหลักครรลองฟ้าดินและเป็นผู้ยึดครองหัวใจของตนมาเสมอ...

ชาติก่อนวันแต่งงานของพวกเขาเงียบเหงาวังเวง ไม่มีแม้กระทั่งการนอนร่วมเตียงกันด้วยซ้ำ เพราะเขาเองที่ไม่อยากทำให้ลู่ถิงอวี่เสียใจไปมากกว่าเดิม บังคับอีกฝ่ายแต่งงานกันแล้วยังจะบังคับฝืนใจให้ทำเรื่องของสามีภรรยาอีก เย่ซืออวิ๋นไม่อาจทำร้ายลู่ถิงอวี่ถึงขั้นนั้นได้

 

ทว่า...ชาตินี้ไม่เหมือนกัน

เป็นงานแต่งงานที่เขามีความสุขเหลือเกิน

 

เป็นวันสำคัญที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

พวกเขาสองคนเป็นสามีภรรยากันจริงๆ...และรักกันมากด้วย

 

“เจ้าตื่นเช้า” พลันเสียงทุ้มไพเราะก็เอ่ยขึ้นพร้อมแรงที่รัดเอวและดึงจนเย่ซืออวิ๋นเอนไปซบแผ่นอกของลู่ถิงอวี่ ยามเงยหน้าไปมองก็เห็นดวงตาดอกท้อคู่นั้นทอประกายละมุนแสนอ่อนโยนจับจ้องมาที่ตน “หรือเมื่อคืนเพราะข้าใจดีรังแกเจ้าไปแค่ครั้งเดียว วันนี้ภรรยาคนงามเลยตื่นเช้ากว่าข้ากัน?”

“ถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นปรามคนที่ชอบทำให้เขาเขินไม่หยุด รังแกแค่ครั้งเดียวหรือ? ฮึ! ครั้งเดียวที่ไม่ยอมให้เขาปลดปล่อย ทรมานเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า อุ้มเขาไปทั่วทุกมุมห้อง

 

ผู้ใดกันนะที่บอกว่าคุณชายลู่เขาบอบบาง!

 

“ห้ามเกเรเด็ดขาด วันนี้พวกเราต้องเข้าวังไปถวายพระพรเสด็จพ่อ ฮองเฮา และว่านกุ้ยเฟยกันนะ” เย่ซืออวิ๋นหยิกมือที่กำลังซนไปตามร่างกายตัวเอง ก่อนแต่งงานกันถิงอวี่แค่หาเรื่องกินเต้าหู้เล็กๆ น้อยๆ ยามแต่งงานกันแล้วก็เลยไม่แค่กินเต้าหู้แล้วแต่ทำตรงๆ เลย

ลู่ถิงอวี่หอมแก้มนุ่ม ๆ ของภรรยาฟอดใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ข้าว่า...แต่ละพระองค์คงไม่อยากเจอหน้าข้าเท่าไหร่นักหรอก”

 

ก็เขาไปขโมยเจ้าตัวน้อยของคนในวังหลวงมาเป็นของตัวเองนี่

 

ดีแค่ไหนแล้วที่สามวันมานี้ทั้งฝ่าบาทและบรรดาองค์ชายทั้งหลายไม่มาหาเรื่องตน รวมถึงหยุดว่าราชการยามเช้าด้วย แต่คาดว่าหลังจากนี้ลู่ถิงอวี่คงไม่สงบสุขนักหรอก

 

งานเขาน่าจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากมายนัก...ในเมื่อแต่ละคนอดทนกันมาตั้งสามวันแล้ว

 

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ กับสีหน้ายุ่งๆ ของสามีตน เขาชะโงกหน้าไปหอมแก้มลู่ถิงอวี่กลับ จากนั้นก็รีบลุกออกจากเตียงเพราะรู้ดีว่าถ้าไม่ลุกล่ะก็วันนี้พวกเขาคงไม่ต้องเข้าวังหลวงกันแล้ว “ถิงอวี่ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว ข้าไปตรวจดูน้ำอุ่นให้แล้ว กำลังน่าอาบพอดีเลย ส่วนเรื่องอื่นอันกงกงก็ช่วยเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วล่ะ” 

กงกงใหญ่ประจำตำหนักลั่วสุ่ยผู้เทียวไปเทียวมาระหว่างจวนอัครเสนาบดีลู่และตำหนักลั่วสุ่ย คอยดูแลองค์ชายของตนอย่างเต็มที่ เพราะต่อให้องค์ชายใหญ่แต่งเข้าจวนสกุลลู่อย่างไรก็เป็นยังเจ้านายของคนในตำหนักลั่วสุ่ยอยู่ดี มีหรือที่ข้ารับใช้ในตำหนักจะปล่อยให้องค์ชายใหญ่เหนื่อยได้

“เจ้าว่าพวกเราควรทุบกกำแพงจวนอัครเสนาบดีกับตำหนักลั่วสุ่ยและสร้างทางเชื่อมดีหรือไม่?” ลู่ถิงอวี่ยอมลุกขึ้นตามแรงดึงของภรรยา...

 

เขาเป็นบุรุษที่ดีและจะไม่ดื้อกับภรรยาตัวเอง

อ้อ...เว้นยามบนเตียงนะ หึๆ

 

“ก็ดีนะ อันกงกงจะได้สะดวก ข้าเองก็ไม่อยากให้เขาลำบาก แต่พูดไปแล้วอันกงกงจะร้องไห้ใส่กันแล้วก็งอนกันอีก ถ้าทุบกำแพงก็ดี...แต่จะไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” จวนอัครเสนาบดีลู่และตำหนักลั่วสุ่ยอยู่ห่างกันไม่มาก ถ้าหากสร้างทางเชื่อมก็ไม่ไกลด้วย ได้ไปมาหาสู่กันสะดวกกว่าเดิม

“ไม่เป็นไรหรอก ที่นี่เป็นบ้านของอวิ๋นเจ้าอยากทำอะไรอย่างไรก็ได้”

“แต่ไม่ต้องปรึกษาท่านพ่อก่อนหรือ?”

“จวนนี้อย่างไรเสียก็เป็นของข้า ภรรยาของข้าอยากจะทุบหรือจะเพิ่มอย่างไรก็ทำเถิด” ลู่ถิงอวี่ยิ้มหวานยิ่งนัก ตั้งแต่แต่งงานมาก็ดูเหมือนว่าคุณชายลู่เขาจะยิ้มหวานทั้งปากทั้งตาไม่หยุดเลย “ข้าล้วนเชื่อฟังภรรยาทั้งสิ้น”

เย่ซืออวิ๋นหรี่ตามองสามีที่ว่าง่ายเชื่อฟังของตนอย่างระอาใจปนขำขัน คิดว่าทางทางเช่นนี้ของถิงอวี่อย่าให้เสด็จพ่อและบรรดาน้องชายของตนเห็นจะดีที่สุด ไม่เช่นนั้นถิงอวี่นั่นล่ะที่จะลำบากเอา ขนาดเขาเองยังรู้สึกหมั่นไส้สามีของตนเองขึ้นมาเล็กน้อยแล้วเหมือนกัน “ระวังเถิดข้าจะทำจวนพังเข้าสักวัน”

“ข้าตามใจอวิ๋น”

พวงแก้มขาวร้อนผ่าวขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อคนพูดไม่พูดเปล่ายังก้มหน้าลงมากดจูบลงบนกลีบปากแดงเบาๆ ทำตาหวานพราวระยับใส่กัน เย่ซืออวิ๋นย่นจมูก “ถิงอวี่ดื้อกับข้า”

“เมื่อไหร่หรือ?” ลู่ถิงอวี่อุ้มอีกคนเข้ามาไว้ในวงแขนก่อนจะเดินเข้าไปในส่วนของห้องอาบน้ำ

“เมื่อคืน...ข้าบอกเจ้าแล้วว่า...” เย่ซืออวิ๋นพูดเพลินไปหน่อยพอนึกได้ว่าเรื่องอะไรก็หน้าร้อนอีกครา จากนั้นก็หลุบตาลงซบหน้าลงกับไหล่ลู่ถิงอวี่ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของบางคนก็งับคอของลู่ถิงอวี่ไปเบาๆ

“โทษข้าไม่ได้หรอกนะอวิ๋น เจ้ายั่วยวนข้าถึงเพียงนั้นจะให้ข้าไม่ดื้อได้อย่างไรกันเล่า...อย่างับคอข้านะ ประเดี๋ยวพวกเราสองคนจะไม่ได้ออกไปข้างนอกกันหรอก”

“ข้าเพิ่งรู้ว่าเจ้าเป็นคนที่หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องบนเตียง” เย่ซืออวิ๋นงึมงำเบาๆ 

“ก็เป็นกับเจ้าคนเดียว...เจ้าไม่รู้หรอกอวิ๋นว่าข้าอยากอย่างนี้มานานเพียงใดแล้ว”

 

ดูเอาเถิด! กล่าวออกมาได้หน้าตาเฉยเลย! คนหน้าไม่อาย!

เพิ่งรู้นี่ล่ะว่าสามีตนเป็นคนเช่นนี้!

 

“ข้าอาบน้ำแล้วนะ เจ้าจะอุ้มข้าไปอาบน้ำอีกหรือ?”

 

เปลี่ยนเรื่องสินะ

 

ลู่ถิงอวี่มองเมฆางามของตนอย่างเอ็นดู ตัดสินใจว่าไม่หยอกเย้าซืออวิ๋นต่อแล้ว เพราะถ้าขืนลูกแมวเขินจนโมโหเขาได้ถูกข่วนเอาแน่

 

เห็นเช่นนี้อวิ๋นก็เป็นแมวราชินี

และเป็นแมวจอมยั่วของเขาคนเดียว

 

“ไม่ใช่หรอก ขืนพาเจ้าไปอาบน้ำด้วยพวกเราจะไม่ได้แค่อาบน้ำอย่างเดียว...แค่อยากมองหน้าเจ้าให้นานๆ ไม่อยากให้คลาดสายตาน่ะ” 

“ข้าว่าถิงอวี่ขี้เห่อเกินไปและชักจะปากหวานเกินไปแล้วนะ...ห้ามเจ้าพูดให้ข้าเขินอีก แล้วข้าจะช่วยถูหลังและนวดให้เจ้าเอง ยิ้มอันใด?”

“มีภรรยาแสนดีถึงเพียงนี้ช่างเป็นบุญและวาสนาของข้าลู่ถิงอวี่จริงๆ” ลู่ถิงอวี่ยิ้มกว้าง วางเย่ซืออวิ๋นลงพื้นไม้ พอขาเหยียบพื้นเย่ซืออวิ๋นก็ช่วยอีกคนถอดเสื้อผ้า แม้จะเขินอายบ้างยามเห็นร่างกายเปลือยเปล่าที่มีรอยข่วนจางๆ จากฝีมือเขาทว่าก็เริ่มชินตาเสียแล้ว

 

อีกทั้ง...เขินมากไม่ได้หรอก ยิ่งเขาเขินถิงอวี่ก็ยิ่งชอบใจ

คนขี้แกล้ง!

 

ลู่ถิงอวี่ลงไปแช่ในถังน้ำอุ่น ดวงตาดอกท้อมองคนที่ถกแขนเสื้อลงจากนั้นก็ช่วยถูหลังและนวดให้เขาเบาๆ ด้วยแววตาอ่อนโยนรักใคร่ ม่านควันน้ำอุ่นจางๆ ลอยล่องไปทั่วห้องเป็นบรรยากาศที่นุ่มนวล...

 

ภาพของสามีภรรยาที่รักใคร่ปรองดอง

ราวยวนยางที่ไม่มีวันแยกจาก...

 

........

 

วันนี้ที่ตำหนักจิ้งหยางของฮ่องเต้เย่เทียนหลงนั้นมีคนมาเยือนมากมายยิ่งนัก ทั้งฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย องค์ชายรัชทายาท องค์ชายสามและองค์ชายสี่ แต่ละคนล้วนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา พอเกาจิ้นเปิดประตูเข้ามาพร้อมรายงานว่าองค์ชายใหญ่และคุณชายลู่มาเข้าเฝ้าแต่ละคนก็รีบนั่งตัวตรงกันทันที

“ถวายพระพรเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ถวายพระพรเสด็จแม่ฮองเฮา เสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟย” เย่ซืออวิ๋นทำความเคารพผู้ใหญ่ทั้งสามอย่างสง่างาม ก่อนจะยิ้มหวานแล้วเดินไปสู่อ้อมกอดของว่านกุ้ยเฟยที่อ้าแขนรอรับไว้ก่อนคนแรก

“คิดถึงเจ้ายิ่งนักลูกอวิ๋นของข้า” ว่านกุ้ยเฟยกอดจนพอใจแล้วก็ส่งเย่ซืออวิ๋นให้ฮองเฮากอดต่อ จอมนางแห่งวังหลวงลูบหัวลูกชายที่แม้นางไม่ได้เกิดมาแต่ก็รักประดุจบุตรในอุทรเบาๆ พลางมองสำรวจ ยามเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นดูงดงามและมีความสุขไม่แพ้ยามอยู่ในวังก็วางใจ

“เสด็จพ่อ” เย่ซืออวิ๋นลากเสียงยาวกะพริบตาปริบๆ มองพระบิดาที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน จากท่าทางแล้วดูเหมือนจะกำลัง...งอนตน

“เจ้าแต่งงานแล้วลืมข้า” สุรเสียงทุ้มเอ่ยว่าทำเอาองค์ชายใหญ่ได้แต่กะพริบตาถี่ มองน้องชายแต่ละคนราวถามไถ่ว่าตนทำอย่างที่พระบิดาตรัสเมื่อไหร่ น้องชายแต่ละคนที่จ้องหน้าลู่ถิงอวี่อยู่ก็หันมายิ้มให้พี่ชาย

“เสด็จพ่อ ลูกไม่เคยลืมพระองค์เลยนะพ่ะย่ะค่ะ...เสด็จพ่อกล่าวหาลูกเช่นนี้ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”

“แต่งงานแล้วไม่ยอมกลับวัง”

“ตามธรรมเนียมแล้วต้องสามวันนะพ่ะย่ะค่ะ”

“ช่างธรรมเนียมพวกนั้น ถ้าเป็นฮ่องเต้...ข้านี่ล่ะธรรมเนียม” 

ฮ่องเต้บางพระองค์ตรัสออกมาอย่างใจแคบและเอาแต่ใจยิ่งนัก จนเย่ซืออวิ๋นได้แต่ยิ้มอย่างทำอะไรไม่ได้ ส่วนคนอื่นๆ ก็ได้แต่กลั้นขำ โดยเฉพาะบรรดาองค์ชายทั้งสาม

วันแรกหลังพี่ใหญ่เข้าหอตอนพวกเขามาถวายพระพรเสด็จพ่อ พระองค์ก็ตรัสถามว่าเหตุใดพี่ใหญ่ไม่เข้าวังมา พอบอกว่าต้องรออีกสามวันเสด็จพ่อก็พระพักตร์ยุ่งเหยิงสั่งงานเพิ่มจนพวกเขาได้แต่พูดอะไรไม่ออก ดีที่มีท่านอาจารย์ลู่อยู่ด้วย

 

นี่ดีเพียงใดแล้วที่มิทรงออกราชโองการเรียกพี่ใหญ่และลู่ถิงอวี่เข้าวังมาด่วน

 

“ลูกขออภัยพ่ะย่ะค่ะ แต่ลูกคิดถึงเสด็จพ่อมากๆ เลยนะพ่ะย่ะค่ะ...คิดถึงทุกคนเลย ลูกกับถิงอวี่ช่วยกันเตรียมของขวัญมาให้ทุกคนด้วย” เย่ซืออวิ๋นรีบบีบนวดแขนแกร่งของพระบิดาอย่างเอาอกเอาใจยิ่งนัก กะพริบตาออดอ้อนราวลูกแมวน้อยให้ฮ่องเต้พระทัยอ่อนยวบ

 

เจ้าตัวน้อยช่างขี้อ้อนนัก

แต่พอคิดว่าตอนนี้เจ้าตัวน้อยมีเจ้าของแล้วก็ได้แต่หงุดหงิดจนต้องตวัดพระเนตรคมมอง ‘เจ้าลูกเขย’ หน้าเหม็นนั่น!

 

เมื่อเห็นว่าปล่อยให้ภรรยาคนงามทักทายคนในครอบครัวเรียบแล้วลู่ถิงอวี่ก็ถวายคำนับตามธรรมเนียมอย่างสง่างามเช่นกัน ใบหน้าหล่อเหลางดงามของคุณชายหยกขาวยามนี้ทวีความสุขจนใครเห็นก็ต้องสัมผัสได้ ดวงตาดอกท้อคู่นั้นอ่อนโยนยิ่งกว่าสายน้ำ รอยยิ้มแต้มใบหน้าอ่อนหวานราวน้ำผึ้ง

“กระหม่อมกับภรรยาเตรียมของขวัญมาถวายพ่ะย่ะค่ะ”

“แฮ่ม!” ยามได้ยินคำว่าภรรยาเสียงกระแอมจากบิดาหวงลูกและน้องหวงพี่ก็ดังขึ้นพร้อมๆ กันจนลู่ถิงอวี่ได้แต่ขำในใจ ขนาดอวิ๋นแต่งงานเป็นภรรยาของเขาแล้วคนเหล่านี้ก็ยังไม่เลิกหวงอีก แต่ปล่อยไปเถิดเพราะอย่างไรเสียอวิ๋นก็เป็นภรรยาของเขา

 

ใต้หล้าล้วนเป็นพยาน...

 

“พรุ่งนี้เจ้าต้องกลับมาทำงาน” เย่เทียนหลงเอ่ยเสียงเรียบ เขามีงานอีกเป็นกองรอให้ลู่ถิงอวี่ไปจัดการ เอาให้เจ้านั่นยุ่งจนขยับไปไหนไม่ได้เลย!

“ใช่แล้วถิงอวี่มีงานยุ่งจริงๆ” เย่เฟิงโบกพัดในมือไปมา พู่หยกโลหิตหงสาปลิวไสว องค์ชายรัชทายาทยิ้มอ่อนโยนให้พี่ชาย เดินไปกอดพี่ใหญ่ไว้แน่นแต่กอดไว้ได้เพียงครู่ก็ถูกบางคนดันออก

“นี่ภรรยาข้านะ”

“แต่นี่พี่ชายข้านะ”

สหายสนิทสองคนมองหน้ากันยิ้มๆ ทว่าบรรยากาศกดดันไม่น้อย องค์ชายใหญ่ได้แต่มองสามีทีมองน้องชายทีตาปริบๆ ก่อนจะถูกน้องชายอีกสองคนดึงเข้าไปกอดไว้แน่นไว้ 

“เขารังแกท่านหรือไม่?” เย่เซียวถามก่อนคนแรก มองสำรวจพี่ชายไปทั่ว เห็นซอกคอขาวผ่องแต้มรองแดงจางๆ คล้ายใครบางคนประกาศความเป็นเจ้าของ องค์ชายสามส่งสายตาเย็นชาใส่คุณชายลู่ที่มีศักดิ์เป็น ‘พี่เขย’ ของตนทันที

“พี่ใหญ่กินอิ่มนอนหลับหรือไม่?” เย่หานถามต่อ เขาเห็นรอยบนคอพี่ใหญ่แล้วก็ตาขวางใส่ลู่ถิงอวี่อีกคน ร่ำๆ อยากท้าตีท้าต่อยกับอีกฝ่ายเหลือเกิน!

 

หน็อย!!

 

“ถิงอวี่ไม่ได้รังแกข้า ข้ากินอิ่มนอนหลับและสุขสบายดี” เย่ซืออวิ๋นยิ้มให้น้องชาย “พวกเจ้าเล่าสบายดีหรือไม่ หืม?”

“พวกเราล้วนสบายดี”

“มาๆ มาลูกอวิ๋นมากินข้าวกันก่อนเร็ว วันนี้พ่อครัวตำหนักจิ้งหยางทุ่มฝีมือเต็มที่เพื่อเจ้ากับถิงอวี่โดยเฉพาะเลยนะ”

พอพูดถึงของกินองค์ชายใหญ่ที่แม้จะออกเรือนมีสามีเป็นตัวเป็นตนก็ตาพราวระยับ เขาเห็นเกาจิ้นยกชาลู่เหมยและขนมของโปรดตนมาวางก็ยิ้มกว้าง จูงมือลู่ถิงอวี่ไปนั่งประจำที่จากนั้นก็หันมองพระบิดาแล้วเอ่ยเสียงใส

“เสด็จพ่อ เสด็จแม่ทั้งสองทรงหิวกันหรือยังพ่ะย่ะค่ะ พวกเรากินข้าวกันเถิด”

เย่เทียนหลงหัวเราะลั่นกับความเป็นตัวตะกละน้อยของลูกชาย ดูเอาเถิด...ทั้งๆ ที่แต่งงานแล้วแท้ๆ ยังชมชอบมาขอของกินและทำตำหนักจิ้งหยางของพระองค์เป็นที่หาของอร่อยกินอยู่เสมอจริงๆ

“เกาจิ้งยกสำรับเถิด เจ้าตัวน้อยคงหิวมากแล้วจริงๆ...ถ้าจวนอัครเสนาบดีปล่อยเจ้าหิวก็มากินข้าวในวังได้ทุกวัน”

“ท่านพ่อและถิงอวี่ดีกับลูกมากพ่ะย่ะค่ะ อันกงกง ซุนจี้ก็คอยดูแลอยู่เสมอ เสด็จพ่อไม่ต้องกังวลนะพ่ะย่ะค่ะ” ในจวนอัครเสนาบดีมีของว่างและชาที่เขาชอบเตรียมเอาไว้เสมอ ไม่สิมีทุกอย่างที่เขาชอบเลย แค่เรียกว่าเอ่ยปากบอกว่าอยากได้อะไร แต่ละคนก็จะวิ่งไปหยิบมาให้ พอถามไถ่ก็บอกว่าคุณชายและนายท่านเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว...

เย่เทียนหลงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเจ้าตัวน้อยเรียกเสี่ยวจิงว่าท่านพ่อ แต่ช่างเถิด...เสี่ยวจิงอุตส่าห์รอมาหลายปี อย่างไรเสียเขาก็จะมีข้ออ้างไปขูดรีดอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นได้อีกเรื่องแล้ว

มื้อเช้าในตำหนักจิ้งหยางวันนี้อบอุ่นกว่าทุกวัน องค์ชายใหญ่ยังเหมือนเดิมเสมอ คอยใส่ใจและดูแลคีบสิ่งที่แต่ละคนชอบให้ พลางพูดคุยสนทนากันเบาๆ

 

ต่อให้แต่งงานออกเรือนไปแล้ว...แต่บ้านก็คือบ้าน

ครอบครัวก็คือครอบครัว...ไม่เปลี่ยนแปลง

 

เป็นคนสกุลเย่เช่นไรก็ยังคงเป็นเช่นนั้น...

 

........

 

หลังจากนั้นผ่านไปลู่ถิงอวี่ก็กลับมาทำงานเป็นปกติ เขายังคงอยู่ในตำแหน่งรักษาการณ์อัครเสนาบดีร่วมกับฉินไห่ฟง ส่วนเย่ซืออวิ๋นนั้นเรื่องจากเป็นฝ่ายแต่งเข้าจวนสกุลลู่ดังนั้นทำให้ตำแหน่งหน้าที่ในกองพิธีการของเขาถูกพักไว้ก่อนชั่วคราว ซึ่งแน่นอนว่าเย่ซืออวิ๋นก็ไม่ได้กังวลอะไร 

องค์ชายใหญ่ยังคงตื่นยามเหม่ามาดูแลสามีของตน ดูแลความเรียบร้อยในจวนสกุลลู่ และบางครั้ง...ไม่สิทุกวันจะมีคนในกองช่างศิลป์แวะมาขอคำปรึกษาชี้แนะ แต่ละคนบอกว่าองค์ชายใหญ่มาหาไม่ได้เช่นนั้นพวกเขามาหาเอง ทำให้เย่ซืออวิ๋นได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ลู่ถิงอวี่เลยได้ดัดแปลงห้องรับรองเล็กของจวนเป็นห้องทำงานชั่วคราวให้ภรรยาตน

ขุนนางคนไหนจะอ้าปากบ่นได้ อวิ๋นของเขาไม่ได้ไปยุ่งกับราชการบ้านเมือง แต่คนพวกนี้มาขอคำปรึกษาชี้แนะในฐานะแขกของจวนอัครเสนาบดีเองต่างหาก 

แต่อีกไม่นานประเดี๋ยวซืออวิ๋นก็คงได้กลับเข้าไปทำงานในกองพิธีการเช่นเดิมแล้ว

ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของอีกฝ่ายด้วย ถ้าอวิ๋นบอกว่าอยากทำแน่นอนว่าลู่ถิงอวี่มีวิธีเตรียมรับมือ แต่ถ้าอีกฝ่ายบอกว่าไม่อยากทำเขาก็สามารถเลี้ยงภรรยาตัวน้อยของตนได้สบายๆ

“เจ้าอารมณ์ดีเกินไป” เย่เฟิงที่นั่งทำงานอยู่อีกมุมหนึ่งเอ่ยขึ้น มองสหายที่กำลังตรวจงบประมาณการสร้างสถานศึกษาในต่างเมืองที่นั่งทำงานไปด้วยยิ้มไปด้วย

“ข้ามีความสุข”

“ข้ารู้” เย่เฟิงถอนหายใจ

 

ไม่สิ...ใครๆ ก็รู้

 

เรียกได้ว่าตั้งแต่ลู่ถิงอวี่มาทำงาน คุณชายลู่เขายิ้มหวานมีความสุขจนใครที่เฉียดใกล้ในระยะสามจั้งต้องรู้สึก! หนักยิ่งกว่าก่อนเจ้าตัวจะแต่งงานเสียอีก!

“เกินไปจริงๆ” ฉินไห่ฟงที่อยากจะย้ายห้องทำงานอีกรอบอดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้เช่นกัน ปกติเสี่ยวรุ่ยที่ชอบมาป่วนก็ยังไม่อยากเฉียดเข้าใกล้ลู่ถิงอวี่ เจ้าตัวบอกว่ารับไม่ได้!

“พวกเจ้าไม่เข้าใจหรอก...อ้อ ใช่สิพวกเข้ายังไม่แต่งงาน ไม่มีภรรยาเป็นของตัวเอง ย่อมไม่เข้าใจคนที่มีภรรยาแสนดีอย่างข้า” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ ไม่สนใจว่า ‘คนโสด’ ที่ยัง ‘ไม่แต่งงาน’ และ ‘ไม่มีภรรยาเป็นของตัวเอง’ ทั้งสองคนจะคิ้วกระตุกและตาขวางใส่ตนเพียงใด “เฮ้อ...น่าสงสารจริงๆ”

 

ดูเอาเถิด! ดูเจ้าคนน่าหมั่นไส้นี่กล่าวเอาสิ!

 

“นี่เย่เฟิง ไห่ฟง...พวกเจ้าต้องรีบแต่งงานบ้างนะ จะได้รู้ว่าชีวิตตอนนี้น่ะธรรมดาเสียเหลือเกิน”

 

เจ้าคนขี้อวดเอ๊ย!

 

เย่เฟิงกับฉินไห่ฟงแทบอยากจะโยนลู่ถิงอวี่ออกไปทำงานให้ไกลๆ หรือไม่พวกเขาสองคนก็ควรย้ายสถานที่ทำงานเสียเองเพราะทนเจ้าคุณชายหยกขาวนี่ไม่ได้!

“จริงสิข้าลืมไป พวกเจ้าคนหนึ่งก็ต้องแอบเข้าห้องสตรี อีกคนก็เป็นได้แค่คนกันเองอยู่นี่นะ...เฮ้อ ไม่ไหวๆ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ ตรวจดูตัวเลขในบันทึกอีกทีว่าถูกต้องสมบูรณ์แล้วก็พลิกหน้าถัดไป ส่วนอีกสองคนก็ได้แต่กัดฟันกรอด มองหน้ากันแล้วตัดสินใจตรงกันว่า...

 

ทุบตีลู่ถิงอวี่สักทีน่าจะดีที่สุด!

 

ลู่ถิงอวี่ที่ก้มหน้าอ่านงานอยู่ยกยิ้มมุมปากเมื่อทับถมจนพอควรเขาก็กลับเข้าเรื่องงานต่อ...ใครให้คนพวกนี้ป่วนห้องหอของตนเล่า คิดว่าเขาไม่เอาคืนหรืออย่างไร? เขาไม่เคยใจดีขนาดนั้นเสียหน่อย...ป่วนห้องหอเขาก็เท่ากับทำให้มีเวลากอดอวิ๋นน้อยลง อย่างไรเสียคนเหล่านี้ก็ย่อมต้องรับผิดชอบ!

 

ต่อให้เป็นฝ่าบาทเขาก็จะเอาคืน!

 

“ได้ยินว่าจวนเจ้าจะจัดงานเลี้ยงหรือไห่ฟง?” ลู่ถิงอวี่ได้ข่าวมาเช่นกันว่าจวนสกุลฉินจะจัดงานเลี้ยงครั้งใหญ่ และกำลังจัดเตรียมงานอยู่

“อืม...ท่านตากล่าวว่าจะเลือกคู่ให้น้องสาวอีกสองคนและฉินเจา” แต่ฉินไห่ฟงไม่คิดว่ามันจะมีเหตุผลแค่นั้น แม้ตั้งแต่กลับมาจากฆณฑตกุ้ยหยวนตระกูลฉินจะจัดงานเลี้ยงในจวนอยู่บ่อยๆ ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่จนแทบจะเชิญขุนนางสำคัญทั้งเมืองหลวงมาเช่นนี้

 

เหมือนกำลังวางแผนอะไรสักอย่างมากกว่า

 

“แน่นอนว่าไม่น่าจะใช่เรื่องดีๆ” เย่เฟิงครุ่นคิด ระยะหลังแม้จะมีสายอยู่ในจวนสกุลฉินก็ต้องระมัดระวัง เพราะดูเหมอืนฉินเซ่าเจ๋อระเริ่มระแวดระวังขึ้นมากว่าเดิม ตรวจตราอย่างเข้มงวดจนการเข้าไปสืบข่าวนั้นต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะถ้าหากสายเหล่านี้ถูกตัดขาดไปล่ะก็การจะส่งคนเข้าไปใหม่นั้นจะลำบากกว่าเดิมหลายเท่า

“อาจจะเกี่ยวกับเจ้า หรือไม่ก็ข้า...พวกเขาคงรามือเรื่องซืออวิ๋นสักพัก ทว่า...เย่เฟิง ดูจากที่ซืออวิ๋นแต่งงานแล้วและเจ้าเองก็ถึงเวลาที่ควรจะมีชายาเป็นตนได้แล้วนั้น พวกเขาคงพุ่งเป้าไปที่เจ้าเป็นแน่”

“ข้าก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า” เย่เฟิงตรวจฎีกาในมือเสร็จก็หยิบอีกม้วนขึ้นมาต่อ “ท่านตาของเจ้าไม่เคยถามเลยหรือว่าฮวาซิงนางชมชอบใครอยู่?”

“ไม่เคย” ฉินไห่ฟงตอบเรียบๆ...ท่านตา ไม่สิผู้ใหญ่ในตระกูลฉินล้วนไม่เคยถามความต้องการของลูกหลานในสกุลว่าอยากได้หรือไม่ ชอบหรือไม่ชอบ ถ้าหากพวกเขาเห็นว่าใช่และดีก็จะไม่มีทางให้ปฏิเสธเป็นอันขาด เป็นเช่นนี้มานานแสนนาน

 

จนเขา...อยากให้มันเปลี่ยนแปลง

เพื่อที่เหล่าเด็กๆ ที่จะเกิดมาในสกุลฉินในอนาคต...จะได้มีอิสระในการใช้ชีวิต

 

“น้องสามได้โมโหหนักเป็นแน่” เย่เฟิงส่ายหน้ายิ้มๆ “เขาคงยังไม่กลับชายแดนแคว้นเว่ยในเร็วๆ นี้หรอก”

“เว่ยฉือบอกว่าแคว้นเว่ยไม่น่าเป็นห่วง ดูเหมือนเว่ยเฉาเองก็มิได้กระหายอำนาจและบังลังก์มังกรจนบ้า แต่คนข้างหลังเขามากกว่าที่อยากรักษาอำนาจไว้...”

“ฮองเฮาแคว้นเว่ยคนปัจจุบันได้ตำแหน่งมาเพราะใส่ความมารดาของเว่ยฉือ แต่นางก็ยังทิ้งอำนาจเอาไว้ให้ลูกชาย ย่อมเป็นหนามตำใจขุนนางฝ่ายเว่ยเฉาอยู่แล้ว นี่ต้องโทษฮ่องเต้แคว้นเว่ยด้วยที่หูเบาเกินไปนัก”

“เมื่อฮ่องเต้อ่อนแอราชสำนักก็ระส่ำระสาย” ฉินไห่ฟงค่อนข้างคุ้นเคยกับสถานการณ์แคว้นเว่ย เพราะเขามักจะไปกับบิดายามติดต่อกับคนฝ่ายเว่ยเฉาอยู่เสมอๆ บางทีการแสร้งนิ่งเงียบและเชื่อฟังก็มีประโยชน์ไม่น้อยจริงๆ และโชคดีที่ต้าเซี่ยมิได้เป็นดั่งแคว้นเว่ย

ฮ่องเต้เย่เทียนหลงเป็นฮ่องเต้ที่ทรงปรีชาสามารถที่สุดผู้หนึ่ง บริหารราชการแผ่นดินอย่างมีระบบระเบียบ ควบคุมขุนนางในราชสำนักไว้ได้ทั้งหมด ใส่ใจราษฎรและมิได้ยึดตึดธรรมเนียมเก่าๆ ดังจะเห็นได้ว่าในท้องพระโรงมีขุนนางอายุน้อยที่มีความรู้ความสามารถหลายคน

 

ประชาชนสรรเสริญ แซ่ซ้องถวายพระพร

เป็นตัวตนที่ทรงอำนาจ

จนฉินไห่ฟงคิดว่า...ท่านตา ไม่สิสกุลของเขาไม่รู้เลยหรือ...ว่ามิอาจเทียบบารมีของมหาราชพระองค์นี้ได้น่ะ

 

“จริงด้วยสิไห่ฟง ท่านตาของเจ้าคงโมโหซืออวิ๋นกับข้ามาสิท่า เขาคงอาละวดจนจวนพังกระมัง”

คิดถึงการอาละวาดของท่านตาแล้วฉินไห่ฟงก็พยักหน้า เพราะหลายวันมานี้ยังไม่เรียบร้อยเลยด้วยซ้ำ บรรดาท่านยายลมจับกันไปวันละหลายรอบยามรู้มูลค่าข้าวของที่ท่านตาทำลายไป

“แล้วที่หัวของเจ้าเหมือนจะมีรอยช้ำจางๆ เพราะลูกหลงเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?” เย่เฟิงชี้ที่ศีรษะของฉินไห่ฟง ซึ่งพอองค์ชายรัชทายาทถามเช่นนี้ก็เห็นรอยยิ้มมุมปากของคนหน้านิ่ง ดูไม่เหมือนคนถูกลูกหลงเลยด้วยซ้ำ 

 

อืม...อารมณ์ดีเสียอีก

 

“ใช่...แต่ไม่เป็นไรหรอก”

 

เพราะเสี่ยวรุ่ยทำแผลให้แล้ว และยังเข้มงวดกับแผลเขายิ่งนัก ถามไถ่อยู่เสมอๆ ด้วย

 

“หืม? รุ่ยเอินคงไปคืนให้เจ้าแล้วล่ะสิ? ป่านนี้ท่านตาของเจ้ามิใช่หัวปูนโปดหนักกว่าเจ้าแล้วหรือ?” ลู่ถิงอวี่เอ่ยอย่างรู้ทัน ก่อนจะยิ้มขำมากขึ้น “เฮ้อ ‘คนกันเอง’ ของเจ้านี่นะ...ซุกซนจริงๆ” ลู่ถิงอวี่ย้ำคำว่าคนกันเองให้ฉินไห่ฟงชะงักเล่น เห็นหน้านิ่งๆ นั่นขมวดคิ้วเขาก็หัวเราะหนึ่งเสียง

“ซืออวิ๋นของข้าบอกว่าจะไปเยี่ยม ‘ท่านตา’ ของเขาสักวัน ฝากเจ้าบอกฉินเมิ่งด้วยเล่า” พอนึกถึงภรรยาที่บอกว่าจะไปป่วน...ไม่สิไปเยี่ยมเยียนจวนสกุลฉินแล้วดวงตาของลู่ถิงอวี่ก็ละมุนละไมกว่าเดิม แน่นอนว่าเขาย่อมต้องสนับสนุนภรรยาของตัวเองอย่างเต็มที่ ซืออวิ๋นบอกอะไรเขาจะไม่มีทางขัด

“ยามนี้ท่านตา...” ฉินไห่ฟงถอนหายใจ  “คงไม่อยากเห็นองค์ชายใหญ่เท่าไหร่นัก”

“ซืออวิ๋นก็บอกข้าว่าเช่นนั้น แต่ในเมื่อฉินเมิ่งไม่อยากเห็นเขาก็จะยิ่งไปให้เห็น เจ้าไม่ต้องห่วงฉินเมิ่งไม่กล้าทำอะไรองค์ชายใหญ่หรอก ภรรยาของข้ามากกว่าที่จะทำให้ท่านตาของเจ้าโมโหแต่ก็ทำอะไรไม่ได้น่ะ” 

 

ภรรยาของเขาเก่งกาจที่สุด!

 

“ได้...ข้าจะบอกให้ เจ้าจะไปด้วยหรือไม่?”

ลู่ถิงอวี่กระตุกยิ้มจาง แววตาฉายประกายเยือกเย็นหนึ่งสายก่อนจะเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนเช่นเดิม “ถ้าหากข้าไม่ด้วยเกรงว่าท่านตาของเจ้าคงไม่ใช่แค่จะโมโห แต่อาจจะป่วยจนลุกไม่ได้ไปเลยมากกว่า”

“อีกไม่นานเทียบเชิญงานเลี้ยงน่าจะส่งออกไปทั่ว ข้าจะคอยดูในจวนว่ามีอะไรน่าสงสัยหรือไม่”

“อืม...มีรุ่ยเอินที่รู้จักจวนสกุลฉินดีราวบ้านตัวเองอยู่ด้วย พวกข้าล้วนวางใจ” เย่เฟิงหันไปมองด้านนอกก็พบเวลาล่วงเลยมาจนจะบ่ายแล้ว พวกเขายังไม่ได้กินข้าวกันเลย ทว่ายังไม่ทันเรียกให้คนยกสำรับเข้ามาก็เห็นพ่อบ้านใหญ่ประจำจวนอัครเสนาบดีถือตะกล้าใบใหญ่มาทางนี้เสียก่อน

“ถวายพระพรองค์ชายรัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ” ซุนจี้และบรรดาสาวใช้ด้านหลังคำนับผู้มีศักดิ์สูงสุดในห้อง เย่เฟิงโบกมือว่าไม่ต้องมากพิธี แต่ละคนก็หันไปคำนับลู่ถิงอวี่กับฉินไห่ฟง

“มีอะไรหรือ?” ลู่ถิงอวี่มองซุนจี้ยิ้มๆ

“เรียนคุณชาย องค์ชายใหญ่ตรัสว่าเมื่อเช้าคุณชายทานได้น้อย กลัวคุณชายจะหิวเกินไปเลยให้พวกข้านำป้ายประจำของพระองค์เข้าวังมา เพื่อส่งของกินมาให้คุณชายขอรับ มีส่วนขององค์ชายรัชทายาทและคุณชายสามด้วย อาหารเหล่านี้ผ่านการตรวจสอบเรียบแล้วขอรับ”

“ซืออวิ๋นทำอะไรอยู่หรือ?” ลู่ถิงอวี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน ยิ่งรู้ว่าภรรยาของตนห่วงใยและใส่ใจขนาดนี้หัวใจก็อุ่นวาบ ปกติอวิ๋นของเขาก็ดูแลและใส่ใจเขาอยู่เสมอ มักจะตื่นมาช่วยแต่งตัว ผูกผม ใส่เครื่องประดับ บางครั้งพวกเขาก็ช่วยกันไปช่วยกันมาจนช้ากว่าเดิมทว่าก็เป็นความอบอุ่นที่เขาชอบยิ่งนัก

 

ตื่นมาเจอหน้ากัน กินข้าวด้วยกัน หลังจากนั้นแต่ละคนก็ไปทำหน้าที่ที่รับผิดชอบ กลับมาเจอหน้ากัน นอนเคียงข้างกันในอ้อมแขนของกันและกัน

 

เป็นความธรรมดาและความเรียบง่ายที่แสนจะล้ำค่า

และเป็น...วันเวลาของสามีภรรยาเช่นพวกเขาสองคน

 

“องค์ชายใหญ่ทรงแนะนำเหล่าช่างศิลป์อยู่ขอรับ” แม้องค์ชายใหญ่จะแต่งเข้าจวนสกุลลู่ แต่อย่างไรเสียก็ยังมีศักดิ์เป็นองค์ชาย เป็นเชื้อพระวงศ์ ข้ารับใช้ในจวนทุกคนล้วนให้ความเคารพนับถือไม่กล้าคิดเป็นอื่น 

“ถ้าซืออวิ๋นเหนื่อยก็ไล่พวกเขากลับไปให้หมด ให้พวกเขาค่อยมาวันหลังอย่าได้รบกวนเวลาของซืออวิ๋น หรือถ้าหากเขาเบื่ออยากวาดรูป พวกสี กระดาษ พู่กันก็เอาออกไปได้เลย อืม...ถ้าหากซืออวิ๋นอยากออกไปซื้อของอะไรข้างนอกก็ห้ามปล่อยให้เขาจ่ายเองนะ”

“ทราบแล้วขอรับคุณชาย” พ่อบ้านซุนจี้รับคำ ก่อนจะยกอาหารขึ้นโต๊ะ...อาหารเหล่านั้นพ่อครัวในจวนล้วนทำอย่าประณีต เพิ่งทำเสร็จไม่นานยังอุ่นอยู่ เป็นอาหารห้าหกอย่าง ข้าวสวยในถ้วยหยกที่ปิดฝาไว้ ตะเกียบเงิน ของว่างน่าตาน่าทานอีกหลายกล่อง รวมถึงใบชาและชุดชงชาชั้นเลิศก็เตรียมไว้พร้อม

“ดอกหลีม่านน้ำผึ้งหรือ?” ลู่ถิงอวี่เห็นชาก็รู้ได้ทันที...ดอกหลีม่านน้ำผึ้งมีสรรพคุณช่วยคลายความเมื่อยล้า บำรุงสายตาและให้ความรู้สึกสดชื่น “ซืออวิ๋นนี่นะ...”

 

ทำให้อยากจะกลับจวนไปกอดอีกฝ่ายไว้แน่นๆ แล้วรังแกอีกฝ่ายหนักๆ อีกแล้วสิ

ภรรยาของเขาน่ารักเกินไปแล้ว!

 

“องค์ชายใหญ่ตรัสว่าคุณชายต้องยุ่งมากเป็นแน่ เลยเตรียมชานี้มาให้ขอรับ ของว่างเหล่านี้รสชาติไม่หวานมากนัก น่าจะพบคุณชายเลิกงานพอดี ยังมีผ้าสะอาดที่อบกลิ่นแล้ว และพวกลูกอมสมุนไพรเตรียมไว้ด้วยขอรับ” พ่อบ้านซุนจี้พูดไปก็วางของไปด้วย ในใจรู้สึกยินดีแทนคุณชายของตนยิ่งนัก

 

ได้ภรรยาที่ใส่ใจกันขนาดนี้หายากยิ่งนัก!

องค์ชายใหญ่เองก็ทรงนยอดเยี่ยมที่สุด!

 

คนของจวนอัครเสนาบดีพากันออกไปเรียบร้อยแล้ว เย่เฟิงกับฉินไห่ฟงก็หันมามองลู่ถิงอวี่ที่กำลังยิ้มหวานอยู่ อีกฝ่ายมองบรรดาข้าวของมากมายนั้นด้วยแววตาที่อ่อนโยนล้ำลึก

“เย่เฟิง ไห่ฟง...เจ้าว่าคนเราจะตกหลุมรักใครคนใดคนหนึ่งได้ซ้ำๆ ขนาดนี้เลยหรือไม่” ลู่ถิงอวี่หยิบผ้าขาวสะอาดที่มีกลิ่นของพวกสาระแหน่ให้ความรู้สึกสดชื่นมาเช็ดมือ เมื่อวันก่อนเขาบอกซืออวิ๋นว่าผ้ากลิ่นสาระแหน่ที่อีกฝ่ายใช้ช่วยเช็ดมือให้ตนนั้นทำให้ผ่อนคลาย ไม่นึกว่าวันนี้อีกฝ่ายจะส่งมาให้กันถึงห้องทำงานกันเลยทีเดียว “ข้าว่าย่อมต้องได้...ข้ารักเขาซ้ำๆ รักจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี”

 

นอกจากรักเขาเพิ่มขึ้นทุกวัน...จนรู้สึกว่าโลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นกว่าเดิม

 

“อ้อ...ข้าลืมไปถามพวกเจ้าสองคนไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก เฮ้อ...พวกเจ้าที่ยังไม่แต่งงานล้วนไม่เข้าใจข้าอยู่แล้ว”

“ลู่ถิงอวี่!”

“หืม? อันใดเล่า...อย่าทำหน้าเคร่งเช่นนั้นเลย มากินข้าวกันเถิด...ข้าวที่ภรรยาของข้านำมาให้ข้า ส่วนพวกเจ้าสองคนล้วนเป็น...อืม...ของแถม?”

“เจ้าเลิกพูดเถอะถิงอวี่ ก่อนที่ข้าจะอารมณ์ไม่ดีไปมากกว่านี้และหาเรื่องเจ้า”

“ใช่”

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ไม่สนใจคนสองคนที่ยังไม่ได้แต่งงานและไม่มีภรรยาคอยใส่ใจเช่นเขา ยามหยิบจับตะเกียบคีบอาหารเข้าปากก็รู้สึกอบอุ่นในอก

 

การมีภรรยาเป็นของตนเองนี่เป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สวรรค์ประทานมาให้จริงๆ

โดยเฉพาะการที่มีซืออวิ๋นเป็นภรรยาของเขา

 

.........

 

เมื่อยามสนธยามาเยือนเหล่าขุนนางในราชสำนักที่จัดการงานของตนเองเรียบร้อยแล้วต่างก็ได้เวลาเลิกงานกันทั้งนั้น หลายคนจัดเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้านของตน มีส่วนน้อยที่อยู่จัดการงานของตนเองต่อ

 

และลู่ถิงอวี่...ก็เป็นส่วนน้อยที่ว่านั่น

 

ดวงตาดอกท้อมองไปยังผืนฟ้าที่ถูกย้อมเป็นสีส้มสดสาดไปทั่ว อีกไม่นานราตรีกาลก็คงเข้าปกคลุมแล้ว เขารีบจัดการงานชิ้นสุดท้ายของวันนี้ให้เสร็จเรียบร้อยเพื่อที่จะได้กลับไปไม่ค่ำมากนัก

 

เพราะรู้ดีว่าภรรยาของตนกำลังรอกินข้าวอยู่

 

ส่วนเพื่อนรวมงานของเขาทั้งสองคนน่ะหรือ...คนหนึ่งคงกำลังแอบเข้าจวนแม่ทัพมิให้ถูกจับได้ ส่วนอีกคนก็ถูกประมุขน้อยพรรคมารบางคนมาลากไปเมื่อครู่นี่เอง

“หืม?” ลู่ถิงอวี่ชะงักยามมองไปที่บานประตูเลื่อน เขาเห็นร่างหนึ่งยืนพิงขอบประตู แม้จะถูกแสงอาทิตย์อัสดงย้อนแสงจนมองไม่ชัดแต่มีหรือที่ลู่ถิงอวี่จะจำอีกฝ่ายไม่ได้ เขาแย้มยิ้มกว้างรีบลุกขึ้นไปจับมือขาวเรียวนั้นมากุมไว้เบาๆ “อวิ๋น”

เย่ซืออวิ๋นจูงมือลู่ถิงอวี่มานั่งก่อนจะนั่งลงข้างๆ แล้วเอ่ย “คิดว่าเจ้าน่าจะได้เวลาเลิกงานแล้ว เลยมารับเจ้าน่ะ”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มกว้าง “รอไม่ถึงเค่อข้า เสร็จงานชิ้นนี้ก็เรียบร้อยแล้วล่ะ”

“ได้ ข้าไม่กวนเจ้าหรอก แต่ว่านะถิงอวี่ทำงานไปดีๆ ไม่ดีกว่าหรือ” มือน่ะไม่ต้องโอบเขาไปด้วย เขียนพู่กันไปด้วยเลยก็ได้นี่ ถิงอวี่ชักจะใช้ความสามารถแปลกๆ เข้าทุกวันแล้ว

“กอดภรรยาแล้วมีแรงทำงาน” ลู่ถิงอวี่ใช้เวลาอีกครู่เดียวก็เสร็จงานของวันนี้ เขาวางพู่กันลงข้างๆ และปล่อยให้เย่ซืออวิ๋นเอาผ้ามาเช็ดมือของตน ดวงตาดอกท้อทอดมองคนข้างๆ ด้วยแววตารักใคร่

 

อวิ๋นของเขาบอกว่าจะปกป้องจะดูแลเขามาตั้งแต่ยังเยาว์

จวบจนแต่งงานกันแล้วก็ยังไม่เปลี่ยนคำพูดเลย

 

“มีเจ้ามารับเช่นนี้ทำให้ข้ารู้สึกว่าการมาทำงานก็มิได้น่าเบื่อถึงเพียงนั้นแล้ว”

“ดูพูดเข้าสิ” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ ก่อนจะดึงมือลู่ถิงอวี่ขึ้น “เมื่อก่อนถิงอวี่ก็ยังมาทำงานและกลับจวนเองได้เลยมิใช่หรือ”

“พอมีภรรยาแล้วเมื่อก่อนย่อมไม่อาจนับได้”

“ถิงอวี่ชอบเรียกข้าว่าภรรยาๆ เพราะอยากเย้าให้ข้าเขิน แต่ว่านะ...สามี ข้าเขินมากๆ เข้าระวังเถิดเจ้านั่นล่ะที่จะลำบากน่ะ” เย่ซืออวิ๋นหรี่ตามองสามีตนเองดุๆ แต่สำหรับลู่ถิงอวี่ไม่เคยคิดว่าดุสักที คุณชายลู่หัวเราะพลางหอมแก้มนุ่มฟอดใหญ่ เป็นฝ่ายจูงมืออีกคนให้ออกมาจากห้องทำงาน เพราะเดี๋ยวก็จะมีองครักษ์มาเฝ้าระวังและนำงานไปส่งที่ตำหนักจิ้งหยางแล้ว

“ได้ๆ ไม่ขัดใจเจ้า” 

“สุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง”

“มีอวิ๋นคอยดูแลข้าย่อมต้องแข็งแรงอยู่แล้ว”

“อืม...ถิงอวี่ร่างกายอ่อนแออย่างไรก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ ข้าเองก็จะดูแลเจ้ามากๆ ด้วย”

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ...ดูเหมือนภรรยาคนงามจะลืมไปแล้วกระมังว่าสามีที่ร่างกายอ่อนแอทำให้อีกคนน่ะหมดแรงและนอนซบอกเขาทุกราตรี แต่เขาบอกไปอย่างไรอวิ๋นก็ไม่เชื่อไปแล้ว...เช่นนั้นก็ซึมซับการเป็นสามีที่ร่างกายอ่อนแอและรังแกภรรยาตอนกลางคืนต่อไปก็แล้วกัน

พวกเขาสามีภรรยาจูงมือกันออกจากวังหลวง ผ่านผู้คนมากมายที่เมียงมองมาอย่างสนใจและซุบซิบกันอยู่ห่างๆ ทว่าคู่สามีภรรยาทั้งสองกลับไม่สนใจใคร กอบกุมมือกันแน่นก้าวเท้าเคียงข้างกัน

 

เงาบนผืนดินที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสดงทอดยาวจนหลอมรวมเป็นหนึ่ง...สิบนิ้วสอดประสานแนบแน่น

 

......

 

นึกว่าจะมาไม่ทันวันนี้เสียแล้วค่ะ งือออ ในที่สุดก็ทันนนน

ตอนนี้ก็จะหวานๆ ตามชื่อตอนเลยค่ะ ก็คู่แต่งงานใหม่อะเนาะ แถมสามียังขี้อวดและเห่อมากกกก เหมือนเก็บกดมานาน เห่อออกนอกหน้าไม่ได้ พอแต่งงานปุ๊บคราวนี้พี่ลู่เลยเห่อได้เต็มที่ อวดได้เต็มที่ หวงได้เต็มที่ คำก็ภรรยา สองคำก็ภรรยา แหมมมม หมั่นไส้เนอะ หมั่นไส้มากเลยค่ะ แถมอัพสกิลปากหวานขึ้นไปอี๊กกกก

น่าจะสองตอนหน้า…ลูกแมวจะโมโกกริ้วๆ กางเล็บข่วนคนแน่นอนค่ะ เห็นอย่างนั้นก็อย่าให้น้องโมโหนะคะ ^_^

แฮ่ม…ช่วงนี้ทุกคนต้องซึมซับความหวานและน้ำตาลไว้เยอะๆ น้าาาา แต่ที่จริงเรื่องนี้ช่วงมาม่าก็ไม่น่าจะเยอะหรอก(?) มั้งนะคะ แต่ แฮ่ม…ก็น่าจะแค่หม่นๆ เอาเป็นว่ายังหวานไปอีกหลายตอนค่ะ ทั้งคู่นี้และคู่อื่นด้วย ^_^

ป.ล. กำลังทยอยแก้คำผิดนะคะ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยดูและช่วยเช็คน้าาา 

ช่วงนี้เรายุ่งมากกกกเลยค่ะ T_T บวกกับสภาพอากาศที่ทำร้ายคนเป็นภูมิแพ้อีก ทุกคนเองก็อย่าลืมดูแลตัวเองนะคะ พักผ่อนกันเยอะๆ น้าาา อย่าลืมพกแมส ล้างมือกันบ่อยๆ ระวัดระวังตัวเองกันด้วยนะคะ

ตอนหน้าถ้าวันอาทิตย์มาทันจะมาวันอาทิตย์น้าาา แต่ถ้ามาไม่ทันจะเป็นวันจันทร์แทนะนะคะ ^_^

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ

ขอให้ในความฝันก็เป็นฝันที่ดีของทุกคนค่ะ ^_^

 

ป.ล. สุขสันต์วันอีฟและคริสมาสต์ล่วงหน้านะคะ ^_^

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.463K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,255 ความคิดเห็น

  1. #4136 p.peach🍑 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 23:23
    หมั่นไส้มากกกกกถ้าชั้นเป็นพี่รองกับไห่ฟงชั้นจะหยิกคุณชายสักทีให้หายหมั่นไส้
    #4,136
    0
  2. #3819 andanie2009 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 มีนาคม 2564 / 05:41
    ค..ครั่งรัก
    #3,819
    0
  3. #3789 น่องขาหมู (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 8 มีนาคม 2564 / 00:17
    ขี้อวดมากคุณชายลู่ ตอนนี้คือหมั่นไส้จริง55555 โอ็ยยยย คนคลั่งรักอ่ะเนอะ
    #3,789
    0
  4. #3635 HYUNPARK (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:09
    มดขึ้นทั้งตอนแล้ว
    #3,635
    0
  5. #3024 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 22:44
    เป็นเบาหวานไปเลยจ้าตอนนี้55555
    #3,024
    0
  6. #2851 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 13 มกราคม 2564 / 01:18
    หน้าชาแทนเย่เฟ่งกับไห่ฟงมาก55555 อย่าริอาจเป็นศัตรูกับถิงอี่55555
    #2,851
    0
  7. #2850 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 13 มกราคม 2564 / 01:17
    คนขี้อวด!! คนขี้ขิง!!! เกลียดโว้ยยยย55555
    #2,850
    0
  8. #2838 Thawanhatai_100 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 9 มกราคม 2564 / 22:15
    หมั่นไส้จริงๆนะคะคนนี้ อยากเอาลูกเรากลับมาเลย ไอ่คนคลั่งรักเอ้ยยย
    #2,838
    0
  9. #2793 A_April (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 มกราคม 2564 / 20:46
    พี่ลู่ก็คือคลั่งรักไม่ไหว ขิงไม่หยุด ขี้อวดมาก55555แถมยังไปเกทับเย่เฟิงกับไห่ฟงอีกงานนี้คงโดนขิงจนกว่าจะได้แต่งแน่ๆ55555
    #2,793
    0
  10. #2713 b_bbexam (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2563 / 00:17
    ลู่ถิงอวี่คือนิยามของ ค น ค ลั่ ง รั ก
    #2,713
    0
  11. #2670 KhamOng_44 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2563 / 12:31
    สรุปใครฆ่าน้องในชาติที่แล้ว
    #2,670
    0
  12. #2665 ดาวนอกโคจร (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2563 / 18:37
    ตั้งแต่แต่งงานพี่ลูก็ขิงเมียไม่หยุดเลย เมื่อก่อนว่าคลั่งรักแล้ว ตอนนี้ก็คลั่งรักมากกว่าอีก
    #2,665
    0
  13. #2660 Pondfaii (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2563 / 13:41
    เฮ้อ~

    เจอคนขี้อวดไม่พอยังขิง ทับถมไปอีกกกก 5555 งานนี้แสบทรวงไปอีกนานนนน
    #2,660
    0
  14. #2655 elfeleves (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 23:55
    สงสารองค์รัชทายาทกับคุณชายสาม ต้องมาทนกับคนขี้อวด ฮ่าๆๆๆ
    #2,655
    0
  15. #2653 Basa_7638 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 21:59

    Merry Christmas ค่า
    #2,653
    0
  16. #2652 mothergod (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 21:28
    ดีนะ ที่ทั้งสองไม่มีลูกกัน ลองคิดว่าทั้งสองมีลูกด้วยกัน เด็กคนนั้นจะต้องโดนตามใจและก็โดนหวงมากๆๆๆแน่นอนนน
    #2,652
    0
  17. #2644 Tsukki_T-rex (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 16:37
    พี่ลู่โว้ยยยยยยยย หมั่นไส้ละนะะะะะ
    #2,644
    0
  18. #2643 Pugkard Piyamaporn (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 16:25
    องอุ่นหัวใจมากเลย รอนะคะ
    #2,643
    0
  19. #2640 PP2545 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 11:51
    รอออออออออออ
    #2,640
    0
  20. #2639 MarkBam2324 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 09:23
    ขี้อวดจัดๆเลยยย เริ่มหมั่นไส้แล้ว เหม็นน
    #2,639
    0
  21. #2638 stoxxzng (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 02:31
    ถิงอวี่อย่ารังแกลูกเรานะเราหวงพูดเเล้วก็เจ็บท้องตลอด😳
    #2,638
    0
  22. #2637 TC18 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 00:26
    หวานเกินไป คนอ่านยังหมั่นไส้เลย55
    #2,637
    0
  23. #2636 VIIXIVIV (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 00:04

    หมั่นไส้ถิงอวี่มากกกก คือพ่อจะขิงภรรยาตัวเองไม่หยุดแบบนี้ไม่ได้ คนอ่านเป็นอิจจริงๆแล้วพ่อ
    #2,636
    0
  24. #2635 khunsom08 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 00:03
    หมั่นไส้ถิงอวี่มาก
    #2,635
    0
  25. #2633 ReMiFa (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2563 / 21:49
    มั่นใส้ๆๆๆๆ
    #2,633
    0