ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 37 : 三十四 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 七 งานมงคลสมรส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,772
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,806 ครั้ง
    9 ธ.ค. 63

七 

งานมงคลสมรส

 

เสียงประทัด เสียงมโหรีและเสียงผู้คนดังกึกก้องไปทั่วเมืองหลวงฝูหยาง ตามสองข้างถนน ตามบ้านเรือนล้วนประดับตกแต่งด้วยสีแดงอย่างงดงามและยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณกำแพงวังหลวงที่ประดับตกแต่งด้วยธงสีแดงปักอักษรมงคล โคมสีแดงที่ยังไม่ได้จุดเพราะยามกลางวันอยู่แต่ก็ยังสวยงามละลานตา

เหล่าชาวบ้านในเมืองฝูหยางนั้นพูดคุยกันอย่างครื้นเครง ร้านรวงต่างๆ นั้นครึกครื้นยิ่งนัก เพราะนอกจากงานสมโภชแคว้นแล้วนั้นต้าเซี่ยก็มิค่อยจัดงานใหญ่เท่าใดนัก ขนาดงานฉลองวันพระราชสมภพของฮ่องเต้เย่เทียนหลงก็มิได้จัดอย่างยิ่งใหญ่ เพราะชาวต้าเซี่ยรู้ดีว่าฮ่องเต้ของพวกตนนั้นมิค่อยทรงโปรดพิธีการอันวุ่นวาย

 

แต่งานครั้งนี้ต่างออกไป

พิธีมงคลสมรสคราวนี้ยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้งานพิธีเสด็จครองราชย์ของฮ่องเต้เย่เท่หลงเลยแม้แต่น้อย!

งานแต่งงานขององค์ชายคนแรกแห่งราชวงศ์...องค์ชายใหญ่ที่ฝ่าบาททรงรักเอ็นดูยิ่งกว่าไข่มุกในอุ้งมือมังกร 

 

อีกทั้งคู่แต่งงานขององค์ชายใหญ่ยังเป็นอัจฉริยะผู้สง่างามดุจสลักมาจากหยกขาวอย่างคุณชายจวนอัครเสนาบดี...

งานมงคลสมรสครั้งนี้เป็นที่จับตามองยิ่งนักเพราะว่าเป็นงานมงคลที่สามารถกำหนดและเปลี่ยนทิศทางลมรวมถึงขั้วอำนาจในราชสำนักได้

หลายวันก่อนนั้นชาวบ้านในเมืองฝูหยางก็เบิกตาค้างกับขบวนสินสอดจากจวนอัครเสนาบดีที่ขนเข้าสู่วังหลวงและวนออกมายังตำหนักลั่วสุ่ยนอกวังขององค์ชายใหญ่ พลางคิดในใจว่าช่างยิ่งใหญ่เสียจริง! เพราะขบวนสินสอดทอดยาวที่ใช้เวลาขนสามวันสามคืนกว่าจะเสร็จสิ้น!

แม้หลายคนจะสงสัยว่านี่เป็นสินสอดของคุณชายลู่ให้องค์ชายใหญ่หรือองค์ชายใหญ่ให้คุณชายลู่ เพราะจวนอัครเสนาบดีกับตำหนักลั่วสุ่ยนอกวังนั้นอยู่ใกล้กันมากจนพวกเขาแยกไม่ออก 

เหล่าชาวบ้านด้านนอกนั้นครื้นเครงสนุกสนาน ส่วนในวังหลวงเองเต็มไปด้วยสีแดงงดงามเช่นเดียวกัน ฝ่าบาททรงงดว่าราชการเป็นเวลาห้าวันเพื่อให้เหล่าขุนนางในหน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมพิธีมงคลสมรสครั้งนี้อย่างเต็มที่

 ภายในตำหนักลั่วสุ่ยขององค์ชายใหญ่นั้นวุ่นวายและเต็มไปด้วยผู้คนตั้งแต่เช้ามืด ฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย เสด็จมาที่นี่ปลุกองค์ชายใหญ่เจ้าของตำหนักให้ตื่นมาอาบน้ำขัดผิว แม้เย่ซืออวิ๋นจะขี้เกียจอย่างไรก็มิอาจนอนต่อได้ เพราะงานครั้งนี้เป็นงานสำคัญเพียงครั้งเดียวในชีวิตของตน สามวันมานี้เขาก็ไม่ได้พบหน้าลู่ถิงอวี่เลยแม้แต่น้อย...ตามธรรมเนียมแล้วก่อนหน้าเข้าพิธีสามวันคู่สมรสไม่สามารถพบหน้ากันได้

ส่วนองค์ชายทั้งสามพระองค์ก็กำลังเตรียมตัวเพื่อจะมารอรับพี่ชาย...องค์ชายรองจะทำหน้าที่เป็นคนแบกองค์ชายใหญ่ขึ้นเกี้ยว ส่วนองค์ชายสามและองค์ชายสี่ก็เตรียมตัวอยู่เช่นกัน

จอมนางแห่งวังหลังทั้งสองช่วยองค์ชายใหญ่แต่งเนื้อแต่งตัว สวมอาภรณ์ และสวมใส่เครื่องประดับ...เย่ซืออวิ๋นนั่งนิ่งๆ ไม่หือไม่อือ เพราะถูกดุว่าห้ามดื้อห้ามซน กระทั่งหยางฉิงเองก็ยังมาด้วย ส่วนฉินฮวาซิงนั้นมาในฐานะตัวแทนสกุลฉิน เพราะนางเป็นคุณหนูใหญ่ของสกุล และตอนนี้ก็มีเพียงนางกับฉินไห่ฟงเท่านั้นที่มีชื่อเสียงดีงามสามารถไปไหนมาไหนได้สะดวก ฉินเมิ่งเลยอนุญาตให้ทั้งสองคนเป็นตัวแทนส่งของขวัญจากสกุลฉินเข้าวังหลวง

ส่วนฉินไห่ฟงในฐานะที่เขาทำงานร่วมกับลู่ถิงอวี่ ด้วยหน้าที่แล้วเขาจำเป็นต้องไปอยู่ที่จวนสกุลลู่

“งามเหลือเกินเจ้าค่ะพี่ใหญ่” หยางฉิงมองพี่ใหญ่ผู้งดงามของนางด้วยดวงตาเป็นประกาย ปกติพี่ใหญ่ก็งดงามอยู่แล้วยามนี้ยิ่งงามล้ำขึ้นไปอีก อาภรณ์สีแดงงามล้ำค่านั้นยามอบู่บนร่างของพี่ใหญ่ก็มิอาจลดรัศมีและความงามลงได้เลย กลับทำให้องค์ชายใหญ่ดูมีสง่าราศีมากขึ้นกว่าเดิม

“น้องฉิงชมจนข้าจะลอยแล้วนะ” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยยิ้มๆ เรียวปากแดงมิได้ทาชาด แต่ใช้ขี้ผึ้งแดงบดผสมไข่มุกหงส์แทน 

“พูดความจริงนี่เจ้าคะ ใช่หรือไม่เจ้าคะพี่ฮวาซิง”

“อืม...พระองค์ทรงสิริโฉมงดงามยิ่งนักเพคะ”

“พี่ฮวาซิงก็ติดนิสัยชอบชมข้าจากน้องฉิงมาแล้ว” เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาอ้อน ทำให้ฉินฮวาซิงอมยิ้มอย่างเอ็นดู...นางไม่แปลกใจเลยที่องค์ชายใหญ่ทรงเป็นที่รักของผู้คนมากมายถึงเพียงนี้ นิสัยน่ารักมากจริงๆ

“เอาล่ะๆ ทั้งสองมาช่วยข้าใส่มงกุฎมังกรหงส์ให้เจ้าตัวน้อยหน่อยเร็ว...ฮวาซิงจับข้างนั้นไว้นะ ฉิงเอ๋อร์มาจับอีกข้าง ลูกอวิ๋นนั่งนิ่งๆ นะ”

ทั้งสองคนทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ใช้เวลาอีกสักพักองค์ชายใหญ่ก็แต่งกายเสร็จเรียบร้อย ยามที่ร่างนั้นลุกขึ้นยืนเรียกสายตาตกละตึงของทุกคนได้เป็นอย่างดี...

งามล้ำยิ่งกว่าหมื่นบุปผาจริงๆ ด้วย...

ชุดแต่งงานสีแดงบนร่างนั้นดูงดงามราวหงส์มีชีวิต ชายอาภรณ์สีแดงสะบัดพลิ้ว มงกุฎมังกรหงส์สีทองบนศีรษะส่งเสียงไพเราะราวเสียงดนตรีเมื่อร่างผู้สวมขยับไปมา...

“งดงามจริงๆ ฉางเล่อต้องอยากเห็นภาพนี้เป็นแน่” จ้าวฮองเฮาแทบจะซับน้ำตาด้วยความปลาบปลื้มยินดี เช่นเดียวกับว่านกุ้ยเฟย แม้ดวงตาทั้งสองคนจะแดงเรื่อแต่เพราะวันมงคลก็เลยไม่อยากร้องไห้กัน

“นางต้องอิจฉาพวกเราแน่เลยเพคะพี่หญิง”

การได้ส่งบุตรชายของตนเองยามออกเรือน มีครอบครัวสำหรับมารดาคนหนึ่งแล้วย่อมต้องปลาบปลื้มยินดีที่เห็นลูกเป็นฝั่งเป็นฝา แม้นางจะมิอยู่แล้วพวกนางก็จะทำหน้าที่มารดาแทนเอง...

“พี่ใหญ่เขินจนแก้มแดงหมดแล้ว” หยางฉิงเอ่ยเย้า 

“เอาล่ะๆ พวกเราอย่าเย้าลูกอวิ๋นกันอีกเลย อีกประเดี๋ยวก็ได้ฤกษ์มงคลแล้วฝ่าบาทจะทรงเสด็จมา...” ว่านกุ้ยเฟยพูดไม่ทันจบขันทีหน้าตำหนักก็รีบประกาศว่าฝ่าบาทเสด็จมาเยือน ทุกคนพากันคำนับอย่างนอมน้อมยามองค์เหนือหัวย่างผ่านก็ยิ่งค้อมศีรษะต่ำลง

 

วันนี้ฮ่องเต้เย่เทียนหลงทรงมีสง่าราศีและเปี่ยมบารมียิ่งกว่าทุกวัน...

 

ยามเข้ามาในห้องเย่เทียนหลงโบกมือไม่ให้สตรีทั้งหลายทำความเคารพ พระเนตรคมกริบหรี่ลงยามเห็นเจ้าตัวน้อยในชุดแต่งงาน...

 

งดงามตรึงสายตาจริงๆ...

 

เย่เทียนหลงมองนิ่งๆ ก่อนจะถอนหายใจแผ่ว หันไปมองฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟย ซึ่งทั้งสองก็พยักหน้ายิ้มๆ คนหนึ่งจูงมือหยางฉิงอีกคนจูงมือฉินฮวาซิงแล้วเดินออกไปนอกตำหนัก

 

ให้เป็นเวลาของบิดากับบุตรชายดีกว่า...

 

“เสด็จพ่อ...” เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาเอ่ยเรียกพระบิดาเสียงใส วันนี้เสด็จพ่อของตนทรงสวมฉลองพระองค์มังกรสีทองเต็มยศอย่างที่นานๆ ทีจะนำออกมาสวมถ้าไม่ใช่งานสำคัญจริงๆ 

เย่เทียนหลงพยักหน้าก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้หยกในโต๊ะ พอเจ้าตัวน้อยเดินมาใกล้ก็กอดลูกชายไว้หลวมๆ เพราะกลัวอาภรณ์งดงามนั้นจะยับเอา

“วันนี้เจ้าตัวน้อยของข้าดูเติบโตขึ้นและสง่างามขึ้นมาก...จะออกเรือนแล้วสินะ” เย่เทียนหลงพึมพำเบาๆ พลางถอนหายใจ...ความรู้สึกไม่อยากให้ลูกชายออกเรือนนี่ยังไงก็ยังอยู่ในหัวอยู่ดี เจ้าตัวน้อยของพระองค์ทั้งงดงามทั้งน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ ไม่อยากยกให้เจ้าหน้าเหม็นคนไหนทั้งนั้นเลย

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ เสด็จพ่อบ่นเช่นนี้ทุกวัน ยิ่งสามวันมานี้ก็ยิ่งบ่นไม่หยุด วันก่อนยังชวนเย่ซืออวิ๋นไปดูการเตรียมงานพิธีในวัง รับสั่งว่าไม่พอใจตรงไหนหรืออยากเพิ่มตรงไหนก็ชี้เอาเลย “แม้จะออกเรือนไปแล้วลูกก็ยังเข้าวังมาเยี่ยมเสด็จพ่อทุกๆ วันอยู่ดี” เย่ซืออวิ๋นวางคางลงบนพระอังสากว้างของพระบิดา 

ความอบอุ่นนี้ทำให้เย่ซืออวิ๋นอุ่นวาบไปทั้งตัว...ขอบตาร้อนผ่าว ไออุ่นที่ให้ความรู้สึกมั่นคงราวภูผาไม่มีวันสั่นคลอน คอยปกป้องดูแลมาตั้งแต่เด็ก...จนบัดนี้เขาเติบโตจนจะออกเรือนแล้ว เสด็จพ่อก็ยังทรงห่วงใยตนอยู่เช่นเดิม

 

เสด็จพ่อของตนนั้นเป็นเลิศที่สุดในใต้หล้า!

 

เย่เทียนหลงยิ้มจาง แตะแก้มขาวนั้นเบาๆ...มองใบหน้าที่งดงามไม่ต่างกับฉางเล่อทว่าแตกต่างกันนัก ในดวงตาของเย่ซืออวิ๋นนั้นสะท้อนความสุขออกมา...ดวงเช่นนี้คือดวงตาของผู้ที่เป็นที่รัก รู้ว่าตัวเองถูกรักและรักผู้อื่นเป็น ซึ่งเป็นดวงตาที่ฉางเล่อไม่มี...และดีใจที่ตนสามารถเลี้ยงบุตรชายคนโตได้ออกมาเติบโตเช่นนี้ได้

 

ไม่ผิดสัญญาที่ให้ไว้กับฉางเล่อและทำหน้าที่ในฐานะบิดาได้อย่างเต็มที่

 

เพียงแต่เสียดาย...ที่พระองค์ทรงปล่อยเวลาให้เสียเปล่ามาสิบสองปีเพราะเรื่องราวในอดีต เสียใจที่ทำให้ตัวน้อยต้องเงียบเหงามานานถึงเพียงนั้น...แม้พยายามชดเชยมาตลอดเย่เทียนหลง แต่ในฐานะบิดาที่หวงลูกแล้วก็รู้สึกว่าไม่พอ

 

พริบตาเดียวเจ้าตัวน้อยก็จะออกเรือนไปแล้ว...

 

“จำไว้นะเจ้าตัวน้อย...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าก็เป็นบิดาของเจ้า เป็นฮ่องเต้ของแว่นแคว้นต้าเซี่ย...ดังนั้นอย่าปล่อยให้ผู้ใดรังแกเจ้า ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องน้อย...เจ้าสามารถบอกบิดาของเจ้าได้เสมอ อย่าได้ปล่อยให้ตัวเองต้องลำบากเป็นอันขาด...”

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึก ขอบตาร้อนผ่าว...แต่พยายามไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา “ลูกจดจำไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“เด็กดี...เจ้าเป็นบุตรชายที่ข้าภูมิใจ อย่าร้องไห้ในวันมงคลของตัวเอง...เจ้าเป็นองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ย...”

“เป็นองค์ชายย่อมต้องมีท่าทีขององค์ชาย...ลูกเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าตัวน้อยของฮ่องเต้กลั้นน้ำตาแห่งความยินดีไว้จนคลอหน่วยดูน่าเอ็นดูยิ่ง ความงดงามตรึงสายตาหายไปแทนที่ด้วยความขี้อ้อนน่ารักราวลูกแมวเช่นเดิม เห็นแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

เย่เทียนหลงคลายอ้อมแขนออกจากนั้นก็วางลูกชายลงบนพื้นเบาๆ พระหัตถ์ช่วยจัดอาภรณ์สีแดงให้เย่ซืออวิ๋นให้เข้าที่...

“พี่ใหญ่...ไปกันเถิด” เสียงทุ้มขององค์ชายรัชทายาทเย่เฟิงดังขึ้นหน้าประตู ยามนี้เย่เฟิงก็สวมใส่ชุดประจำตำแหน่งองค์ชายเต็มยศเช่นเดียวกัน ยังมีเย่เซียวและเย่หานมาด้วย...

“มิใช่ว่าน้องสาม กับน้องสี่ต้องไปอยู่กับถิงอวี่หรอกหรือ?” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าอย่างสงสัย

“เขาไล่พวกข้ามาเอง เขามีท่านอาจารย์ลู่ไห่ฟง รุ่ยเอิน รวมถึงเว่ยฉืออยู่ด้วยย่อมต้องไม่มีทางเหงา” เย่เซียวมองพี่ชายที่วันนี้งดงามกว่าทุกวันแล้วถอนหายใจกับตัวเอง...ไม่อยากให้พี่ใหญ่ออกเรือนเลยจริงๆ!

“พี่ลู่อยากให้พวกเรามาอยู่กับพี่ใหญ่...” เย่หานเดินเข้าไปใกล้พี่ชายตนเอง กอบกุมมือเล็กๆ สองข้างนั้นไว้...จับจ้องดวงตาที่มักมองพวกเขาอย่างอ่อนโยนอยู่เสมอ

 

พี่ชายคนโตกำลังจะแต่งงาน...

 

“ทุกคนเหงากันหรือ?” เย่ซืออวิ๋นยื่นมือมาลูบแก้มน้องสี่เบาๆ มิใช่ไม่สังเกตว่าน้องชายแต่ละคนดูจะเหงาไม่น้อยยามเขาจะแต่งงาน แม้พวกเขาจะสามารถไปมาหาสู่กันได้เฉกเช่นเดิม แต่ว่า...ในฐานะพี่น้องที่มักอยู่ด้วยกันเสมอ ทำอะไรด้วยกันบ่อยๆ...ก็ย่อมต้องมีเหงาบ้างเป็นธรรมดา...

 

พวกเขาเป็นพี่น้องที่สนิทสนมกันมานาน...ต่อให้ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแต่ผูกพันร่วมเป็นร่วมตาย ร่วมก่อเรื่องซุกซนกันมาจนชิน...

 

“ข้าเองก็เหงา...แต่ข้ารู้ว่าตนเองจะไม่เป็นอันใด มีเสด็จพ่อ มีเย่เฟิง เย่เซียว และเย่หานอยู่ตรงนี้...ข้ายังสามารถไปหาพวกเจ้าที่ตำหนักได้ ขอของอร่อยของกินได้...และยังคิดถึงในอนาคตยามที่พวกเจ้าคนใดคนหนึ่งแต่งงานข้าก็ยังสามารถวุ่นวายเตรียมงานให้พวกเจ้า คอยกำชับบรรดาน้องสะใภ้และน้องเขยให้ดีกับพวกเจ้าให้มากๆ ด้วย...ข้าก็รู้สึกไม่เหงาแล้ว...และวาดหวังในอนาคตข้างหน้า” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สบตาน้องชายทั้งสามคนที่ยืนล้อมรอบตัวเองอยู่ ดวงตากลมโตฉ่ำวาวฉายประกายสุขใจ

 

ยินดีที่ตนมีคนที่รักและปรารถนาดีกับเขาถึงเพียงนี้ในชาตินี้...

 

สี่พี่น้องจับมือกันแน่นไม่ปล่อย ฟังพี่ใหญ่ของพวกเขาพูดจาเจื้อยแจ้ว “ยังจำตอนอายุสิบสองที่ท้องพระโรงไท่หยวนได้หรือไม่...ยามนั้นข้ารู้สึกว่าพวกเราล้วนต้องเติบใหญ่ ทำตามความฝันและเดินไปบนเส้นทางที่ตนเองปรารถนา...ดังนั้นแม้จะเหงาบ้าง แต่ก็เหมือนที่พวกเรารู้มากเสมอและจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง...พวกเราไม่เคยเดินอยู่คนเดียว ไม่เคยเลยสักครั้งที่ต้องเดียวดาย...

“พี่ใหญ่...” เย่หานเป็นคนแรกที่ดึงพี่ชายเข้ามากอดไว้แน่น เสียงขององค์ชายสี่ค่อนข้างสั่น “ท่านต้องมีความสุขให้มากๆ อย่าได้ทำให้ตนเองลำบาก อยากกินก็ต้องกิน อยากนอนก็ต้องนอน อยากทำอะไรก็ทำตามใจตนเอง ไม่ต้องห่วงว่าใครจะมองอย่างไร...ท่านมีข้าอยู่”

“อื้อ ข้ารู้แล้ว” องค์ชายใหญ่พยักหน้ายิ้มๆ จนมงกุฎมังกรหงส์ส่งเสียงกังวาน ยกสองมือแนบแก้มของเย่หานเมื่อน้องสี่คลายอ้อมแขนออกแล้ว เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าหอมแก้มน้องชายเบาๆ “ข้าจะจำไว้”

“ท่านเป็นตัวของตัวเองได้ มิจำเป็นต้องอดกลั้นเพราะใคร เป็นตัวตะกละน้อย ตัวซุ่มซ่าม หรือตัวซื่อบื้อก็ได้ทั้งนั้น...ท่านเองก็ยังมีน้องสามของท่านอยู่ ผู้ใดจะกล้ารังแกพี่ชายของแม่ทัพใหญ่เช่นข้า” เย่เซียวกอดพี่ใหญ่ไว้แน่นเช่นเดียวกัน วางคางของตนบนไหล่เล็กๆ ที่มักจะปกป้องพวกเขาอยู่เสมอ แม้เสียงเขาจะไม่สั่นไหวเท่าเย่หานแต่ก็ยังคงสั่นอยู่

“ได้ๆ...ข้าจำไว้มั่นเลย” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึก หอมแก้มน้องสามเช่นเดียวกัน ก่อนพี่ใหญ่จะถูกน้องรองที่มีศักดิ์เป็นองค์ชายรัชทายาทดึงไปกอดไว้แน่นอีกคน...

“ท่านไม่เคยอยู่คนเดียว ไม่เคยเลยสักครั้ง...ถนอมตัวเองให้ดี และข้าเอง...ก็ยังเป็นน้องชายของท่านไม่เปลี่ยนแปลง...” เย่เฟิงกอดพี่ชายไว้แน่น เขาลูบหลังอีกคนที่กำลังเริ่มสะอื้นเบาๆ ราวปลอบมิให้ร้อง

“ข้ารู้...ขอบคุณนะน้องรอง น้องสาม น้องสี่” เย่ซืออวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยิ้มหวานเพื่อมิให้ตนต้องร้องไห้...แต่ความตื้นตันในอกมันมากมายจริงๆ เขาซาบซึ้งยินดีจนอยากหลั่งน้ำตาจริงๆ เขาห้อมแก้มน้องรองของตนเบาๆ เช่นเดียวกัน

“ท่านเป็นพี่ชายของพวกข้า” ทั้งสามคนย้ำพร้อมกัน เย่ซืออวิ๋นก็พยักหน้ารัวๆ รับคำ กอดทั้งสี่คนจอดกอดกันแน่น  ส่วนเย่เทียนหลงที่ออกไปยืนกอดอกพิงต้นเสาอยู่นั้นมองลูกชายทั้งสี่คนที่กอดกันกลมยิ้มๆ ในพระเนตรคมกริบของโอรสสวรรค์เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและความปีติยินดี

“ฝ่าบาท องค์ชาย ได้ฤกษ์แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เกาจิ้งและอันกงกงที่เปลี่ยนมาสวมชุดขันทีเต็มยศเช่นเดียวกันเดินมาบอก

“ไปเถอะ...ข้าจะเดินไปส่งเจ้าที่หน้าประตูวังหลวง” เย่เทียนหลงยื่นมือออกมาให้เย่ซืออวิ๋นจับ องค์ชายใหญ่รีบวางมือลงไปบนพระหัตถ์ของเสด็จพ่อทันที เกียรตินี้เสด็จพ่อมอบให้ตนเพื่อบอกใต้หล้าให้รู้ว่าเขาเป็นองค์ชายที่แม้จะแต่งงานกับบุรุษด้วยกันก็มีความสำคัญยิ่ง...เพื่อไม่ให้ใครดูถูกหรือกล่าววาจาไม่น่าฟังให้เข้าหูเขา

เย่ซืออวิ๋นเชิดหน้าขึ้นอย่างสง่างาม เดินออกจากหน้าประตูตำหนักลั่วสุ่ยโดยมีองค์ชายทั้งสามเดินอยู่ด้านหลัง ชายอาภรณ์สีแดงสดลากยาว พรมแดงทอดยาวจากหน้าตำหนักไปจรดที่หน้าประตูวัง ยามเยื้องย่างลงบนพรมความงดงามดุจหงสามีชีวิตทำให้เหล่าข้าราชบริพารทั้งหลายที่คุกเข่าอยู่สองข้างทางนั้นได้แต่เบิกตาโตอย่างตกตะลึง...

 

องค์ชายใหญ่ทรงสิริโฉมงดงามเหลือเกิน!!

 

เย่ซืออวิ๋นเดินอย่างเชื่องช้าทว่าสง่างาม ภาพความทรงของวันเวลาในวังหลวงภาพแล้วภาพเล่าผ่านเข้ามาในหัว ชาติก่อนตนไม่เคยชอบที่นี่เลยเพราะทั้งเงียบเหงาและเย็นชายิ่ง ทว่าชาตินี้ไม่เหมือนกัน...วังหลวงที่ใครๆ ต่างลือกันว่ามีแต่ภัยอันตรายนั้นอบอุ่นยิ่งนัก

เขายังจำสะพานตรงนั้นที่พวกเขาเดินผ่านแล้วไล่ตีกันได้ดี จำอุทยานหลวงที่ชอบไปนั่งเล่นวาดภาพได้ติดตา จำตำหนักของแต่ละคนได้แม่นยำ...ตนมักไปออดอ้อนขอของอร่อยกินอยู่เสมอ

 

และตำหนักจิ้งหยางของเสด็จพ่อ...

 

ทุกย่างก้าวที่เดินก็จะมีความทรงจำมากมายปรากฏขึ้นมา ได้ทำอะไรมากมาย ได้สนุกสนานรื่นเริงและมีความสุขอย่างที่ชาติก่อนมิเคยได้สัมผัส...ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ จนขอบตาร้อนผ่าวอีกรอบ

เย่เทียนหลงกระชับมือที่สั่นน้อยๆ ในมือตนไว้มั่น “วังหลวงเป็นบ้านของเจ้า...จะกลับมาเมื่อไหร่มีหรือที่บ้านแห่งนี้จะไม่ต้อนรับเจ้า”

“พ่ะ...พ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นเสียงสั่นเครือ แต่ทว่าก็ยังก้าวเดินอย่างสง่างาม ทั่วทั้งร่างกำจายสง่าราศีขององค์ชายผู้หนึ่งออกมาอย่างเต็มเปี่ยม

“อวยพรให้พวกเจ้ารักใคร่กลมเกลียว หนักแน่นมั่นคงดุจภูผาที่ไม่มีวันสั่นคลอน” สุรเสียงทุ้มของเย่เทียนหลงเอ่ยขึ้นอย่างเปี่ยมอำนาจ เย่ซืออวิ๋นคุกเข่าลงถวายคำนับเสด็จพ่ออย่างเต็มพิธีการ 

“ขอบพระทัยเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” หูของเขาแว่วเสียงประทัดและเสียงดนตรีอันไพเราะที่ดังขึ้นเรื่อยๆ นั่นแสดงว่าขบวนของลู่ถิงอวี่เองก็อยู่ไม่ไกลจากประตูวังแล้ว เย่ซืออวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะนำผ้าคลุมหน้าสีแดงมาสวมไว้พร้อมๆ กับที่ประตูวังเปิดออก

เหล่าชาวบ้านและบรรดาขุนนางที่เห็นร่างในอาภรณ์แดงปักลายสีทองงดงามอยู่หน้าประตูวังหลวง แสงอาทิตย์ยามสนธยาสาดส่องร่างนั้นจนแลดูราวเทพเซียน ทว่าพอมองให้ชัดเก็นเห็นว่าองค์ชายใหญ่ทรงสวมผ้าคลุมหน้าสีแดง...

 

ผ้าคลุมหน้าสีแดงในพิธีแต่งงานมีเพียงเจ้าสาวเท่านั้นที่มีสิทธิ์สวมใส่!

หรือองค์ชายใหญ่จะเป็นฝ่ายแต่งเข้าจวนสกุลลู่!!

 

แม้แต่ละคนจะมีข้อสงสัยเพียงใดก็ได้แต่หุบปากเงียบไว้ เพราะรู้ดีว่างานครั้งนี้จะพูดอะไรพล่อยๆ ออกมาไม่ได้เป็นอันขนาด 

“พี่ใหญ่...ข้าจะไปส่งท่านเอง” เย่เฟิงเอ่ยยิ้มๆ เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าอยู่บนหลังน้องชาย ซุกหน้ากับแผ่นหลังกว้างนั้น ส่วนผู้ที่เห็นเหตุการณ์ได้แต่สูดปากด้วยความตกตะลึง

 

เกียรติยศยิ่งใหญ่ที่ทำให้ฝ่าบาททรงเสด็จมาส่งองค์ชายใหญ่ถึงหน้าประตูวังหลวง เท่านั้นมิพอผู้ที่ทำหน้าที่ส่งขึ้นเกี้ยวยังเป็นถึงองค์ชายรัชทายาทของแผ่นดิน! ซ้ำยังมีองค์ชายอีกสองพระองค์เดินอยู่ซ้ายขวา

 

ยามเย่เฟิงก้าวออกจากประตูวัง เหล่าทหารองครักษ์ที่ยืนรอรับเสด็จอยู่นั้นคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียงพร้อมเสียงถวายพระพรจากบรรดาข้าราชบริพารและทหารดังลั่น

“น้อมส่งเสด็จองค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ!!”

เย่ซืออวิ๋นฟุบหน้าลงกับแผ่นหลังของน้องรองที่ก้าวเดินอย่างหนักแน่นมั่นคง เขาได้ยินเสียงสรรเสริญเยินยอ และเสียงอวยพรรอบด้าน ทว่าตนเองก็มิได้เงยหน้าไปดู เขารู้สึกตื่นเต้นมากจริงๆ...ชาติก่อนตนมิได้แต่งานเสียเอิกเกริกและยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้เลย เขากอดคอเย่เฟิงแน่นขึ้นกว่าเดิม

“ข้าไม่มีวันทำท่านตกหรอก” เย่เฟิงกระซิบเบาๆ นึกถึงตอนเด็กที่พี่ใหญ่วาดภาพจนขาชา พวกเขาคนใดคนหนึ่งก็ต้องให้อีกฝ่ายขี่หลังกลับตำหนักลั่วสุ่ยอยู่เสมอ และต้องไปขอเรียนวิชานวดมาจากหมอหลวงโจวจนชำนาญยิ่งแล้วก็ได้แต่หัวเราะออกมา

 

สมัยก่อนให้พี่ใหญ่ขี่หลังเพราะซุกซนเกินไป...ยามนี้กลับต้องส่งพี่ใหญ่ออกเรือนเสียแล้ว...

 

“ข้ารู้ดี น้องรอง น้องสาม น้องสี่ของข้านั้นเก่งกาจที่สุด...ข้าเชื่อพวกเจ้าเสมอ” แม้จะเป็นเสียงแผ่วเบาที่พูดผ่านผ้าคลุมหน้าทว่าเย่เซียวกับเย่หานที่อยู่ข้างๆ ได้แต่ยิ้มให้กับพี่ชายที่ยังคงปากหวานไม่เปลี่ยน...

พวกเขาเดินกันไปไม่กี่ก้าวก็ถึงเกี้ยวมงคลที่ประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงาม...เกี้ยวที่ใช้คนหามถึงสิบแปดคนเทียบเท่าเกี้ยวของฮองเฮา! อันเป็นรับสั่งของฮ่องเต้เย่เทียนหลงที่ต้องการให้เกียรติแก่บุตรชายคนโตและหน้าเกี้ยวหลังงามนั้นบุรุษชุดแดงบนหลังม้าสีขาวปลอดดุจหิมะยืนอยู่หน้าขบวน...

อาภรณ์แดงของเขาเป็นลวดลายเดียวกับที่องค์ชายใหญ่สวม เห็นได้ชัดว่าตัดมาจากช่างอาภรณ์คนเดียวกัน ใบหน้าหล่อเหลางดงามยามนี้ยิ่งทวีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในอ้อมแขนคือดอกไม้ผ้าแพรสีแดงสดช่อใหญ่ ตลอดทางที่มามิรู้ว่ามีกี่คนต่อกี่คนที่พร่ำพรรณนาถึงความหล่อเหลางดงามดุจมิใช่มนุษย์ของคุณชายลู่ผู้นี้...

 

ลู่ถิงอวี่...

 

เย่ซืออวิ๋นอยากจะส่งเสียงเรียกแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยินก็เถอะ...แต่ยามเห็นดวงตาดอกท้อคู่สวยที่ทอดมองมาอย่างอ่อนหวานและราวจะปลอบโยนนั้นเย่ซืออวิ๋นก็ยิ้มกว้างได้แล้ว...ถิงอวี่ก็รู้ว่าเขาตื่นเต้นสินะ

เขาถูกน้องชายส่งตัวเข้าไปนั่งในเกี้ยวมงคล ข้าวของข้างในเป็นสีแดงทุกอย่าง ท่านอาจารย์ลู่บอกเขาว่าเกี้ยวฮวาเจี้ยวที่ทำจากไม้หอมเปลือกแดงหลังนี้เป็นเกี้ยวพระราชทานตั้งแต่สมัยก่อน ได้รับการดูแลมาอย่างดีตกทอดมารุ่นสู่รุ่น...เป็นเกี้ยวที่ใช้รับฮูหยินสกุลลู่ทุกรุ่นเข้าจวน

 

ชาติก่อนเป็นลู่ถิงอวี่ที่ต้องแต่งเข้า ดังนั้นเขาเลยมิได้สัมผัสสมบัติของสกุลลู่

 

ยามส่งตัวเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวเรียบร้อยแล้วเสียงมโหรีและเสียงประทัดก็ดังตามมา ลู่ถิงอวี่ก้าวลงจากหลังม้า ประสานมือคำนับองค์ชายทั้งสามหนึ่งครั้ง

“ข้าจะไม่มีวันทำผิดต่อเขา...ไม่มีวันทำเขาเสียใจ และรักถนอมเขายิ่งกว่าดวงใจ” ลู่ถิงอวี่ให้คำมั่นสัญญา 

“ข้าเชื่อเจ้า” เย่เฟิงตบไหล่สหายสนิทเบาๆ เช่นเดียวกับเย่เซียวและเย่หาน

“พวกข้าก็เชื่อเจ้า”

ลู่ถิงอวี่รักพี่ใหญ่ของตนมีหรือพวกเขาจะไม่รู้...ทั้งรักและปกป้องถนอมดูแลมาตั้งแต่ไหนแต่ไร การฝากพี่ชายไว้กับอีกฝ่ายพวกเขาเองก็มิได้เสียใจ...เพราะมั่นใจดีว่านอกจากเสด็จพ่อและพวกตนแล้วก็มีลู่ถิงอวี่ที่จะปกป้องดูแลพี่ใหญ่ของพวกเขาได้

พวกเขามองหน้ากันยิ้มๆ ด้วยสายตาเชื่อมั่น ก่อนที่ลู่ถิงอวี่จะกลับขึ้นไปอยู่บนหลังม้า พยักหน้าเบาๆ กับบรรดาทหารราชองครักษ์ องค์ชายทั้งสามก็ขึ้นหลังม้าของตัวเองไปยังจวนสกุลลู่เช่นเดียวกัน คาดว่าป่านนี้เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของพวกตนก็คงอยู่ที่จวนสกุลลู่แล้ว

“ยกเกี้ยวได้!!”

ขบวนเกี้ยวเคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า ทุกบ้านที่เกี้ยวผ่านเสียงประทัดจะดังก้อง สองข้างทางหนาแน่นไปด้วยผู้คนที่มาชมความครื้นเครงและความยิ่งใหญ่ของขบวนส่งตัว เหล่าขันทีและข้ารับใช้ที่ตามมานั้นยาวเหยียด โปรยถุงสีแดงแจกจ่ายไปทั่ว ให้เหล่าชาวบ้านได้หยิบจับกันเมื่อแกะออกดูพวกเขาก็เบิกตาโต...เพราะมันเป็นทองคำก้อนเ! แม้จะเล็กเท่าปลายนิ้วก้อยทว่าก็ยังคงเป็นทองคำ!

 

ช่างเป็นขบวนส่งตัวที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน!

 

ขบวนส่งตัวสีแดงสดทอดยาวจากวังหลวงไปจนถึงหน้าจวนสกุลลู่ พร้อมเสียงสรรเสริญและเสียงอวยพรดังมาให้ได้ยินตลอดสายบอกเล่ากันปากต่อปากถึงความงดงามและยิ่งใหญ่ของขบวนนี้ ยามถึงหน้าประตูจวนที่มีราชองครักษ์ซึ่งได้รับคำสั่งพิเศษให้มารับเสด็จอยู่หน้าจวนแล้วยังมีอัครเสนาบดีของแผ่นดินอย่างลู่จิงยืนรออยู่ด้วย

ยามเกี้ยวหยุดลงหน้าประตูจวน ลู่ถิงอวี่ก้าวลงจากหลังม้า เขาเปิดม่านสีแดงออกยื่นมือออกไป ก่อนจะมีมืองามวางลงบนมือของเขา ลู่ถิงอวี่ดึงร่างนั้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนส่งดอกไม้ผ้ามงคลให้เย่ซืออวิ๋นนำไปถือไว้ ส่วนตนเองก็อุ้มอีกฝ่ายอย่างถนอม

“ข้าจะพาเจ้าเข้าบ้านของเรา...อวิ๋น”

ลู่ถิงอวี่อุ้มเจ้าสาวของตนเองผ่านก้าวผ่านประตูหลักของจวน เสียงดนตรีและเสียงประทัดยังคงดังไม่หยุด ทว่าประตูจวนอัครเสนาบดีปิดลงแล้วแม้จะอยากอยู่ชมความครื้นเครงและอยากรู้เรื่องราวต่อจากนี้พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์ได้รู้อันใด แต่ดูจากลักษณะนี้แล้วองค์ชายใหญ่แต่งเข้าสกุลลู่จริงๆ ด้วยสินะ!

 

ข่าวนี้น่าตกตะลึงเหลือเกิน!

 

แม้ชาวบ้านเมืองฝูหยางจะตกตะลึงมากเพียงใดก็ตกตะลึงเพียงชั่วครู่ พวกเขาเป็นชาวเมืองหลวงที่แข็งแกร่งยิ่ง ชมชอบเรื่องซุบซิบประเภทนี้ที่สุด หลายปีมานี้มิใช่พวกเขาไม่รู้ไม่เห็นยามองค์ชายใหญ่และคุณชายลู่ออกมาเที่ยวเล่นนอกวังนั้นมีท่าทีเป็นอย่างไรพวกเขาล้วนเห็นแจ้ง ยังคิดอยู่เลยว่าคุณชายลู่น่ะหรือจะแต่งไปเป็นราชบุตรเขย ต่อให้คุณชายลู่ยอมก็ต้องถามองค์ชายใหญ่ว่ายอมหรือไม่...พวกเขามีตานะเห็นกันชัดๆ ว่าองค์ชายใหญ่น่ะถนอมคุณชายลู่มากเพียงใด!

ดังนั้นใครแต่งเข้าจวนใครแล้วสำหรับพวกนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ! พวกเขาหาใช่ขุนนางในราชสำนัก แค่เห็นองค์ชายและคุณชายที่พวกเขาชื่นชมมีความสุขก็พอ ชาวบ้านเลยหันไปพูดคุยเฮฮาและพูดถึงถุงแดงที่ได้จากขบวนส่งตัวกันมากกว่าเรื่องอื่น

เมืองฝูหยางยามนี้เลยเต็มไปด้วยความครื้นเครงและความรื่นเริง พร้อมสีแดงมงคลที่ปกคลุมทั่วทั้งเมือง...

 

..........

 

ภายในจวนสกุลลู่เองก็ประดับประดาตกแต่งอย่างงดงามไม่แพ้วังหลวงเลยทีเดียว โถงใหญ่ประจำสกุลยามนี้บรรยากาศกลับเจือความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ในห้องโถงนี้รายล้อมด้วยแขกไม่มากนักแต่ล้วนเป็นคนกันเองทั้งสิ้น โดยมีฮ่องเต้เย่เทียนหลงนั่งเป็นประธานและมีฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยนั่งอยู่ไม่ห่าง

ลู่ถิงอวี่วางองค์ชายใหญ่ลงเบาๆ เขายื่นปลายดอกไม้ผ้ามงคลสีแดงให้อีกฝ่ายกุมไว้ ส่วนตนเองก็กุมอีกด้านหนึ่งไว้ 

“คำนับฟ้าดิน...” ทั้งคู่คำนับพร้อมกันครั้งแรก

“คำนับบิดา มารดา” คำนับครั้งที่สองหันไปคำนับฮ่องเต้ ฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟยและลู่จิง

“คำนับกันและกัน” คำนับครั้งที่สามพวกเขาคำนับซึ่งกันและกัน...

 

การคำนับสามครั้งสำหรับคู่แต่งงาน...

 

“ส่งตัวเข้าห้องหอ!”

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญแล้วลู่ถิงอวี่ก็อุ้มเย่ซืออวิ๋นเดินไปยังเรือนฝูซิงของตน ร่างในอ้อมแขนของตนนั้นดูจะเบาลงเล็กน้อย แค่ไม่ได้พบหน้าเพียงสามวันลู่ถิงอวี่ก็คิดว่ามันนานมากเหลือเกิน แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นคนสำคัญดังนั้นแม้ว่าธรรมเนียมเหล่านี้จะวุ่นวายไปบ้างเขาก็ไม่ได้บ่นอันใด

ยามมาถึงเรือนฝูซิงเกาจิ้ง อันกงกง รวมถึงซุนจี้พ่อบ้านจวนอัครเสนาบดียืนรออยู่ด้านนอก เปิดประตูออกให้ลู่ถิงอวี่อุ้มองค์ชายใหญ่เข้าไปด้านใน เกาจิ้งและซุนจี้อันกงกงอยากจะร้องไห้จนขอบตาแดงก่ำเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าระอาทนดูแทบจะไม่ไหว

ประตูเรือนฝูซิงปิดลง...ต่อจากนี้ก็เป็นเรื่องของบ่าวสาวเสียแล้ว...พวกเขายังต้องรีบไปถวายการรับใช้ที่ห้องโถงต่อ ซุนจี้รีบลากอันกงกงไปด้วยมิให้อยู่ขัดขวางคุณชายของตน

ในห้องนอนของลู่ถิงอวี่เขาวางเย่ซืออวิ๋นลงบนเตียงกว้าง ไม่สนใจคันชั่งที่ไว้เปิดผ้าคลุมเจ้าสาวแต่กลับเปิดมันออกด้วยสองมือของตนเอง...ยามที่เห็นใบหน้างดงามนั้นชัดตาลู่ถิงอวี่ก็รู้สึกว่า...

 

งามจนแทบจะหยุดหายใจนั้นเป็นเช่นไร...

 

เขารู้ว่าเมฆางามของตนนั้นงดงามที่สุดทว่าไม่นึกเลยยามสวมอาภรณ์แดงล้ำค่า สวมใส่มงกุฎมังกรหงส์เช่นนี้แล้วจะงามล้ำยิ่งกว่าเดิมนัก

“โชคดีเหลือเกินที่วันนี้เจ้าคลุมหน้า...มิเช่นนั้นไม่รู้ว่าจะต้องมีกี่คนที่หลงเสน่ห์ภรรยาของข้า”

“ดูพูดเข้า” เย่ซืออวิ๋นย่นจมูกใส่ลู่ถิงอวี่ ได้ปลดผ้าคลุมหน้าออกค่อยรู้สึกโล่งขึ้นมาบ้าง แต่ก็รู้สึกขอบคุณที่มีผ้าคลุมหน้าเช่นกันเพราะเขาน่ะ...รู้สึกเขินจนแทบจะรักษาความสง่างามเอาไว้ไม่อยู่เลย

 

ชาติก่อนไม่นับเป็นงานแต่ง...ชาตินี้สิงานแต่งงานครั้งแรก จะไม่ให้เขินหรือตื่นเต้นเลยได้อย่างไรกัน

อีกทั้งเจ้าบ่าวของเขายังหล่อเหลางดงามถึงเพียงนี้ด้วย!

 

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ ผูกเงื่อนผมของเขากับเย่ซืออวิ๋นไว้ด้วยกัน จากนั้นก็หยิบสุราแดงอันเป็นสุรามงคลมายื่นให้เย่ซืออวิ๋น ทั้งคู่คล้องแขนกันดื่มสุรา ถ้วยในมือลู่ถิงอวี่ป้อนให้เย่ซืออวิ๋น ส่วนถ้วยในมือเย่ซืออวิ๋นก็ป้อนให้ลู่ถิงอวี่

 

แต่งงานร่วมผูกผม

คล้องแขนดื่มสุรามงคล...

 

ดวงตาของทั้งคู่สั่นระริกด้วยความยินดียามสบตากัน ยามดื่มสุรามงคลหมดจอก ลู่ถิงอวี่ก็เป็นฝ่ายช่วยเย่ซืออวิ๋นถอดมงกุฎมังกรหงส์ออก จากน้ำหนักของมันแล้วทำให้คุณชายลู่นิ่วหน้าเล็กน้อย

“ซืออวิ๋นต้องสวมทั้งๆ ที่หนักถึงเพียงนี้?”

“นี่ช่างหลวงก็ทำให้มีน้ำหนักเบาที่สุดตามรับสั่งของเสด็จพ่อแล้วนะ...เอาน่า ข้าทนได้...เจ้าอย่าได้กังวลเลย” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ ดวงตาคู่สวยพราวระยับไปด้วยความสุข

 

เป็นงานแต่งที่เขายินดีและมีความสุขเหลือเกิน

มิได้เงียบเหงาและมีแต่มารยาทจนน่าอึดอัดเหมือนชาติก่อน

ดีเหลือเกิน!

 

“ในที่สุดวันนี้ข้าก็สามารถแต่งเจ้าเข้าจวนและสามารถเรียกเจ้าว่าภรรยาได้เต็มปากเต็มคำแล้ว...ข้ารู้สึกตนเองมีความสุขยิ่งนัก” ลู่ถิงอวี่ยิ้มทั้งปากทั้งตา ยิ้มอย่างอ่อนหวานและอ่อนโยนที่สุด พลางโอบเย่ซืออวิ๋นมาไว้ในอ้อมแขน

“ข้าเองก็เช่นกัน...ดีใจที่ได้แต่งงานกับเจ้านะถิงอวี่”

คุณชายลู่หัวเราะอย่างมีความสุข ดวงตาดอกท้อหวานล้ำยิ่งกว่าน้ำผึ้งเดือนห้ายามก้มมองคนในอ้อมแขน ก่อนจะอุ้มเย่ซืออวิ๋นขึ้นจนอีกฝ่ายได้แต่ร้องเสียงหลง รีบโอบลำคอของลู่ถิงอวี่เอาไว้อย่างรวดเร็ว

“ถิงอวี่!”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มกว้างมิได้อุ้มคนงามไปไหนไกล กลับวางลงบนหมอนนุ่มดีๆ แกะปลายผมที่ผูกกันไว้ออก ยามเส้นผมสีดำเงางามขององค์ชายใหญ่แผ่กระจายเต็มหมอนภาพนั้นช่างจรรโลงสายตาเหลือเกิน...

 

คนงามชุดแดงบนเตียงของตน...

อีกทั้งคนที่ว่ายังเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามหลักฟ้าดินของเขาด้วย

 

นัยน์ตาดอกท้อของลู่ถิงอวี่เข้มขึ้นกว่าเดิม ความปรารถนาวาบผ่านดวงตา ความอดทนนานนับหลายปีกำลังจะหมดลง...

ลู่ถิงอวี่โน้มใบหน้าลงจุมพิตคนงามในอ้อมแขน กดทับริมมฝีปากของตัวเองลงไปบนปากแดงอิ่ม ขยี้ไม่หนักไม่เบา ยามริมฝีปากแดงเผยอออกก็กวาดเข้าไปชิมความหอมหวานที่เขาชมชอบด้านใน ปลายลิ้นพัวพันกันไปมาเพราะเย่ซืออวิ๋นเองก็ไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนก่อนแล้ว...เขาถูกลู่ถิงอวี่จูบแทบจะทุกวันจนเป็นความเคยชินแล้วมีหรือที่เย่ซืออวิ๋นจะตามไม่ทันน่ะ

พวกเขาสองคนแลกเปลี่ยนลมหายใจกันผละออกมาและกดจูบย้ำๆ ลงไปไม่หยุด แขนเรียวโอบรอบลำคอของลู่ถิงอวี่ไว้ และคุณชายลู่เขาก็ยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ มือเรียวดึงสายรัดเอวอาภรณ์แต่งงานของเย่ซืออวิ๋นออก...และจะกดจูบลงไปอีกครั้ง...

 

ปึก! ปึก!

 

เสียงหลังคาเรือนฝูซิงถูกบางอย่างกระทบเสียงดัง ทำให้ทั้งสองคนชะงัก ลู่ถิงอวี่หรี่ตาลงอย่างครุ่นคิดเขาไม่สนใจเสียงอึกทึกและเสียงฝีเท้าที่มายังเรือนตนเอง สนใจเพียงภรรยาคนงาม...

“เจ้ามารร้าย! มีไฟไหม้! ออกมาเร็วๆ ออกมาๆ!”

 

ไฟไหม้แล้วยังมีคนสติดีที่ไหนมาร้องเรียกผู้อื่นเช่นนี้อีก

 

เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาปริบๆ จำได้แม่นว่านี่คือเสียงของเนี่ยรุ่ยเอิน...แล้วไฟไหม้? วันนี้ไฟจะไหม้ได้อย่างไรกัน การคุ้มกันเมืองหลวงวันนี้เข้มงวดยิ่งนัก 

“ปล่อยให้ไหม้ไป” ลู่ถิงอวี่ส่งเสียงตอบกลับเรียบๆ ไม่สนใจ ทว่าคนด้านนอกกลับส่งเสียงหัวเราะลั่นขึ้นมา

“เพ้ย! เจ้ามันใจดำจริงๆ มิใช่เป็นถึงรักษาการณ์ตำแหน่งอัครเสนาบดีหรอกหรือ เจ้าหน้านิ่ง...เจ้าดูลู่ถิงอวี่เพื่อนร่วมงานของเจ้าทำตัวสิ!”

“อืม” เสียงเรียบๆ นี่เป็นเสียงของฉินไห่ฟงไม่ผิดแน่ ยิ่งทำให้ลู่ถิงอวี่หรี่ตาลงมากขึ้น...ดุลงอีกเท่าตัวจนเย่ซืออวิ๋นได้แต่กลั้นหัวเราะเบาๆ

 

ไม่นึกว่ากระทั่งพี่ไห่ฟงยังถูกรุ่ยเอินลากมาด้วยอีกคน...

 

“นั่นสิ ปลดเสียเลยดีไหมพี่รอง?” นี่มันเสียงน้องสามนี่นา?

“อืม...” เสียงของเย่เฟิงที่ตอบรับทำให้ลู่ถิงอวี่ยิ่งขมวดคิ้วมากขึ้นกว่าเดิม...คนพวกนี้นี่จริงๆ เลย มิต้องเดาเขาก็รู้ว่าแต่ละคนต้องมายืนกันที่หน้าเรือนฝูซิงเป็นแน่

“พวกเจ้าทำอะไรกัน?” ลู่ถิงอวี่ส่งเสียงถามเย็นจัดอย่างที่นานๆ ทีเขาจะพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้สักที เห็นชัดว่าเริ่มหงุดหงิดแล้ว ทว่าเสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียงจากหน้าเรือนยิ่งทำให้คุณชายลู่หงุดหงิดมากเดิมอีกหลายเท่าและเย่ซืออวิ๋นก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้

“แน่นอนว่าต้องป่วนห้องหอ!”

 

........

 

ย้อนไปเล็กน้อยหลังส่งทั้งคู่เข้าห้องหอ

 

บรรยากาศในโถงของจวนอัครเสนาบดีนั้นดูครื้นเครงเป็นกันเอง นั่งกินข้าวและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ผู้ใหญ่และบรรดาหนุ่มสาวแยกกันสนทนาอย่างเป็นกันเอง

“ข้าว่านะ...เราจะยอมปล่อยให้เจ้ามารร้ายเข้าหอเช่นนี้ไม่ได้” เสียงของเนี่ยรุ่ยเอินดังขึ้นดังขึ้นเรียกสายตาของทุกคนให้หันไปมองทันที เจ้าตัวแสบจากพรรคมารขยับยิ้มกว้าง ยักคิ้วให้บรรดาองค์ชายทั้งหลายที่ดูจะเห็นด้วยกับตนเอง

“พิธีการเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ว่าก็ยังมีพิธีสำคัญอยู่ไม่ใช่เหรอ เรื่องนี้พลาดไม่ได้เลยนะ” เนี่ยรุ่ยเอินทำตาวาวๆ ส่วนฉินไห่ฟงก็ได้แต่ส่ายหน้าปราม แต่เนี่ยรุ่ยเอินไม่สนใจเขา...

“หืม? ยังมีอะไรอีกหรือพี่รุ่ยเอิน” เย่หานหัวเราะ ยักคิ้วอย่างเห็นด้วย

“ก็ป่วนห้องหออย่างไรเล่า! นี่เป็นเรื่องสำคัญเลยนา แต่งงานแล้วจะขาดการป่วนห้องหอของพวกเราบรรดาสหายสนิทได้อย่างไรกัน!” เนี่ยรุ่ยเอินยิ้มตาพราวระริกไม่สนใจคนข้างตัวที่พยายามห้ามปราม

“น่าสนใจ...ข้าเห็นด้วย!” เย่เซียวพยักหน้าเห็นด้วย ส่วนฉินฮวาซิงที่นั่งอยู่ข้างกายว่านกุ้ยเฟยนั้นปรายตามามองเล็กน้อย องค์ชายสามก็ยักคิ้วยียวนใส่ ได้รับสายตาดุๆ ตากเสด็จแม่ของตนเองกลับมาเขาก็หัวเราะเบาๆ

“เสี่ยวรุ่ย” ฉินไห่ฟงปราม แต่เนี่ยรุ่ยเอินกลับยักคิ้วแล้วยียวน ดึงคอเสื้ออีกฝ่ายให้โน้มหาตัวเอง

“ทำไม? เจ้าจะเข้าข้างเจ้ามารร้ายหรือว่าข้า?”

ฉินไห่ฟงนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจอย่างจำยอม “เจ้า”

“ก็แค่นี้” เนี่ยรุ่ยเอินหัวเราะ จากนั้นก็พยักหน้าหงึกกับบรรดาน้องชายหวงพี่ที่ดูจะสนับสนุนแผนการของเขาด้วย “เว่ยฉือเจ้าเองก็ห้ามปฏิเสธ...มิเช่นนั้นข้าจะให้เสี่ยวเยว่จัดการเจ้า!”

องค์ชายรองแคว้นเว่ยที่แม้จะมีปัญหาภายในก็ยังสละเวลาอันล้ำค่าของตนมางานแต่งงานสหายได้ถอนหายใจระอา

“อืม”

“ดีๆ ในเมื่อพวกเจ้าร่วมมือด้วยก็ไปกันเถิด จะปล่อยให้เจ้ามารร้ายนั่นได้ใจไม่ได้! เย่เฟิงเจ้าหน้านิ่ง หน้าที่ใช้สมองเป็นของพวกเจ้า ส่วนเว่ยฉือ เย่เซียว เย่หาน พวกเจ้ามาช่วยข้าป่วนเจ้ามารร้ายนั่นกันดีกว่า”

“สมกับเป็นรุ่ยเอินจริงๆ เรื่องป่วนๆ เช่นนี้มีแต่เจ้าเท่านั้นล่ะที่ถนัดนัก” เย่เฟิงหัวเราะเบาๆ เห็นด้วยกับแผนการนี้เพราะลู่ถิงอวี่นั้นทำหน้าตาดูมีความสุขจนน่าหมั่นไส้เกินไปจริงๆ นั่นแหละ

“ไม่เลว...ข้าเห็นด้วย” เย่เทียนหลงพยักหน้า เมื่อผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกล่าววาจาเช่นนี้คนอื่นมีหรือจะกล้าขัด เย่เทียนหลงไม่สนสาตาปรามๆ ของลู่จิงรวมถึงฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟย เจ้าลู่ถิงอวี่นั้นทำหน้าทำตามีความสุขจนน่าหมั่นไส้จริงๆ ยกเจ้าตัวน้อยให้แล้วก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องป่วนห้องหอก็อีกเรื่องหนึ่ง

“ฝ่าบาทคงมิใช่จะเสด็จร่วมไปป่วนห้องหอกับเขาด้วยหรอกกระมัง?” หยางสุ่ยชิงมององค์เหนือหัวอย่างไม่อยากเชื่อ...ความหวงลูกของท่านนี่มันล้ำลึกจริงๆ ฝ่าบาท!

“เหตุใดจะไม่เล่า” เย่เทียนหลงหัวเราะหึๆ ในลำคอ ส่วนลู่จิงก็ได้แต่ส่ายหน้ามิได้ห้ามปรามจริงๆ เอาเถอะๆ อดทนไปสักหน่อยแล้วกันนะอาถิง คนบ้านนี้เขายังหวงลูกและหวงพี่อยู่เลย

“ห้ามไปก็ไม่ฟังแล้วล่ะเสี่ยวจิง” ว่านกุ้ยเฟยส่ายหน้าขำ มองบรรดาบุรุษทั้งหลายที่ยกขบวนกันไปเรือนฝูซิงเพื่อป่วนห้องหอเจ้าบ่าวเจ้าสาวหมาดๆ โดยมีฮ่องเต้เย่เทียนหลงเป็นคนนำขบวน เรื่องเช่นนี้อย่าให้ข้างนอกรู้จะดีกว่า

“เฮ้อ...ประเดี๋ยวคราวที่เย่เฟิง เย่เหาน เย่เซียว ฉินไห่ฟง เว่ยฉือแต่งงานย่อมต้องถูกป่วนห้องหอเช่นเดียวกันเป็นแน่” ฮองเฮาเองก็ยิ้มอย่างจนใจ มองหยางฉิงกับฮวาซิงที่นั่งข้างๆ พวกนางอยู่อย่างเห็นใจ เพราะประเดี๋ยวสตรีทั้งสองออกเรือนก็ต้องเจอการเอาคืนแบบป่วนๆ เช่นเดียวกัน

 

บุรุษพวกนี้นี่นะ...จริงๆ เลย!

 

……ต่อ….

 

ยามได้ยินคำว่าป่วนห้องหอออกมาจากด้านนอกสีหน้าของลู่ถิงอวี่ก็เต็มไปด้วยความหงุดหงิดและความเย็นชา ได้ยินเสียงปึกๆ ราวมีบางอย่างกระทบหลังคาเรือนไม่หยุด ซ้ำเสียงโหวกเหวกโวยวายหน้าเรือนก็ทำให้ในเรือนหาความสงบแทบไม่ได้

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะขำ เดินไปกอดแขนลู่ถิงอวี่ไว้ราวจะช่วยบรรเทาอากาศโมโหของอีกฝ่ายที่นานๆ ทีจะเป็นเช่นนี้เสียที

“ถิงอวี่...”

“มิต้องไปสนใจพวกเขา” ลู่ถิงอวี่ตัดสินใจว่าปล่อยให้คนด้านนอกเหล่านั้นโวยวายและป่วนกันไปเถิด อย่างไรเสียเขาก็ไม่มีทางเปิดประตูเรือนออกไปเด็ดขาด...คืนเข้าหอของตนแท้ๆ ดันหาเรื่องป่วนกันอีก

“แต่ข้าว่าเจ้าต้องสนใจนะ” สุรเสียงทุ้มที่ทำให้ลู่ถิงอวี่และเย่ซืออวิ๋นชะงักทันที เพราะจำได้ดีว่านี่เป็นเสียงของ...ฮ่องเต้เย่เทียนหลง

ลู่ถิงอวี่ขมวดคิ้วหนักขึ้นมากกว่าเดิม...มินึกว่าฝ่าบาทจะเสด็จมาร่มขบวนการป่วนห้องหอนี่กับเขาด้วย!

“เสด็จพ่อ...”

“เจ้าตัวน้อยบอกสามีเจ้าให้ออกมาข้างนอกสิ...เสร็จพิธีการแล้วก็ต้องมาฉลองกันกับมิตรสหายและคนกันเอง”

“ใช่แล้วถิงอวี่เจ้าควรออกมานะ”

“ใช่ๆ”

“คนงามน้อยพาสามีเจ้าออกมาเร็วๆ เลย...ข้าอยากดวลเหล้ากับเขาจะแย่ เจ้ามารร้ายเจ้าฝีมือดีแต่พวกเรามิได้ประมือกันจริงๆ จังๆ สักที มาลองฝีมือกันเถิด!”

“เสี่ยวรุ่ยอย่าซน”

“ข้ามิได้ซน!”

เสียงเอะอะโวยวายหน้าเรือนทำให้สีหน้าลู่ถิงอวี่หงุดหงิดมากกว่าเดิม แต่ในเมื่อเป็นดำรัสของฮ่องเต้แล้วจะปฏิเสธได้อย่างไรกัน

 

ฝ่าบาท...พระองค์ช่างหวงลูกยิ่งนัก! หวงจนหยดสุดท้ายจริงๆ!

อีกทั้งพระองค์ทรงเป็นฮ่องเต้มิใช่หรือ...มาป่วนห้องหอเช่นนี้มิกลัวว่าคนอื่นจะว่าใช้อำนาจรังแกผู้คนเอาเหรอ...ไม่สิฮ่องเต้เย่เทียนหลงมิน่าจะสนพระทัยอยู่แล้ว

 

“เราไปกันเถิด...ถือว่าสนุกสนานกับทุกคน ระหว่างพวกเรายังมีเวลากันอีกมากมายนัก ถิงอวี่ของข้าอย่าได้อารมณ์เสียไปเลยนะ” เย่ซืออวิ๋นจัดการเกลี้ยกล่อมสามีหมาดๆ ของตัวเอง กะพริบดวงตาปริบๆ ใช้แขนเรียวโอบรอบลำคอลู่ถิงอวี่เอาไว้ มืออีกข้างลูบแก้มขาวเบาๆ “อย่าหงุดหงิดไปเลยนะคนดี”

อารมณ์หงุดหงิดของลู่ถิงอวี่เย็นลงแล้วกับลูกอ้อนของภรรยาคนงามในอ้อมแขน เขาถอนหายใจเบาๆ แต่หมายมั่นและในหัวก็วางแผนเอาคืนแต่ละคนไว้เรียบร้อยแล้ว...ต่อให้เป็นฮ่องเต้เขาก็จะเอาคืน!

“อืม...ข้าเชื่อฟังภรรยา” ลู่ถิงอวี่ยิ้มน้อยๆ เดินไปหยิบเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มที่มิดชิดตัวหนึ่งมาคลุมและผูกให้เย่ซืออวิ๋น เพราะเขาไม่ยอมให้ใครมามองภรรยาคนงามที่มีอาภรณ์ไม่ครบเช่นนี้หรอก...ภาพแสนยั่วยวนเช่นนี้ควรเป็นเอกสิทธิ์ของเขาเพียงคนเดียว

 

ซืออวิ๋นมีสามีแล้ว!

และสามีหวงมากด้วย!

 

เย่ซืออวิ๋นยกมือขึ้นให้ลู่ถิงอวี่ช่วยแต่งตัวอย่างว่าง่าย จากนั้นก็จับมือลู่ถิงอวี่ออกไปนอกเรือน...ยามประตูเรือนเปิดออกเขาก็เห็นคนมากมายยืนอออยู่ด้านหน้า ดูครื้นเครงกันยิ่งนัก

“ออกมากันแล้ว”

“มาๆ เจ้ามารร้าย! เรามาตีกันเถิด!”

“ข้าอยู่ฝ่ายรุ่ยเอินนะถิงอวี่”

“ข้าก็อยู่ฝ่ายพี่รุ่ยนะพี่ลู่”

“อืม...ข้าเองก็ด้วย”

“เจ้าเป็นคนต้นคิดใช่หรือไม่รุ่ยเอิน” ลู่ถิงอวี่ถอนหายใจมองคนต้นคิดตาดุๆ เนี่ยรุ่ยเอินยักคิ้วแต่เห็นดวงตาวาบของเจ้ามารร้ายแล้วเขาก็รีบดึงฉินไห่ฟงมาบังไว้ทันที...ให้เจ้าหน้านิ่งไปสู้สายตากับเจ้ามารร้ายเอาเถอะ!

“อย่าดุเขา” ฉินไห่ฟงเอ่ยขึ้นเบาๆ ลู่ถิงอวี่ได้แต่ส่ายหน้าระอา...

“เจ้าตามใจเขาถึงเพียงนี้ระวังเถิด...รุ่ยเอินจะเสียคนเอา”

“เพ้ย! นี่เจ้าว่าข้าหรือ!”

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะก่อนจะเดินไปหาพระบิดาแล้วเอียงหน้ายิ้มๆ “เสด็จพ่อ...”

“แค่หมั่นไส้สามีเจ้าเฉยๆ...วางใจเถิดพวกข้ารู้ขีดจำกัดดี อย่างไรเสียวันนี้ก็เป็นวันเข้าหออันแสนสำคัญของเจ้า...เพียงแต่...”

“อย่ารังแกถิงอวี่เกินไปนะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยดักขึ้นมา เพราะรู้ว่าทุกคนแค่ป่วนกันให้ครื้นเครงแต่ประเดี๋ยวก็ปล่อยพวกเขาไป...

“บอกถิงอวี่ของเจ้าเถิดว่าทำตัวน่าหมั่นไส้ให้น้อยๆ หน่อย” เย่เทียนหลงเอื้อมมือไปยีหัวลูกชาย ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็หัวเราะเดินไปหาลู่ถิงอวี่ที่ถูกเนี่ยรุ่ยเอินและบรรดาน้องชายรุมอยู่

“รุ่ยเอิน น้องรอง น้องสาม น้องสี่ เว่ยฉือ พี่ไห่ฟง ทุกคนห้ามรังแกถิงอวี่ของข้านะ” เย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามครรลองฟ้าดินแล้วเขาควรปกป้องสามีของตนเองบ้างอะไรบ้าง

เย่เซียวกลอกตามองฟ้าอย่างระอาใจ...ดูเอาเถิดเพิ่งแต่งงานไปไม่กี่ชั่วยามเหตุใดจึงออกหน้าปกป้องเสียขนาดนี้แล้วนะ...แม้จะเหมือนตอนเด็กๆ แต่ดูเหมือนจะหนักขึ้นนะเนี่ย องค์ชายสามเอามือจิ้มหน้าผากพี่ชายเบาๆ

“น้องสามเจ้านี่นักเลงโตจริงๆ ข้าจะบอกพี่ฮวาซิง” เย่ซืออวิ๋นกุมหน้าผากตัวเอง ส่วนเย่เซียวก็ยักไหล่จากนั้นก็ต้องเบี่ยงตัวหลบฝ่ามือของลู่ถิงอวี่ 

“อย่ารังแกภรรยาของข้าสิเย่เซียว”

“อ้อ...นี่เท่ากับท้าตีท้าต่อยข้าสินะ?” เย่เซียวยักคิ้วยียวน ส่วนลู่ถิงอวี่ก็ไม่มีเวลาได้ตอบโต้เพราะต้องรับมือทั้งเย่หานและเนี่ยรุ่ยเอิน และรวมถึงเย่เซียวที่กระโดดลงไปร่วมวงด้วยอีกคน”

“น้องรอง เว่ยฉือ และพี่ไห่ฟงจะรังแกถิงอวี่ด้วยหรือ?” เย่ซืออวิ๋นหันมากะพริบตาอ้อนคนสามคนที่มีเหตุผลที่สุด เย่เฟิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ โอบเอวพี่ใหญ่ของตนไว้หลวมๆ 

“แค่อยากมาดูเฉยๆ...ข้ายังมิได้ดื่มเหล้ามงคลอวยพรให้พวกท่านเลย”

ส่วนฉินไห่ฟงก็ใช้สายตาเฝ้าระวังมิให้คนซุกซนบางคนเกินอันตรายมากเกินไป ก่อนจะหันมายิ้มจางให้เย่ซืออวิ๋น องค์ชายใหญ่หัวเราะอย่างรู้เท่าทัน

“ข้ารู้ว่าพี่ไห่ฟงมาเพราะรุ่ยเอิน”

“อยากดื่มเหล้ามงคลอวยพรให้ท่านด้วย” ฉินไห่ฟงมององค์ชายใหญ่ด้วยแววตาอ่อนโยน เป็นแววตาเอ็นดูอย่างที่พี่ชายมองน้องชาย...ก่อนจะรีบหันกลับไปมองคนชุดแดงที่กำลังถูกลู่ถิงอวี่ตีเอาหนึ่งที สุดท้ายฉินไห่ฟงก็ต้องกระโดดไปร่วมวงด้วยอีกคน...คุ้มครองเนี่ยรุ่ยเอินเอาไว้ในวงแขนกว้าง ทำให้เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเช่นเดียวกับฉินไห่ฟง

“คนขี้หวงนี่มีอยู่ทั่วจริงๆ” เย่เฟิงบ่นเบาๆ ส่วนเย่ซืออวิ๋นมองหน้าน้องรองของตนขำๆ 

“พูดอย่างกับน้องรองไม่หวงน้องฉิง”

เย่เฟิงยิ้มหน้าซื่อตีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ มองการประมือที่อยู่ห่างออกไปนั้นอย่างขำๆ เป็นการรุมรังแกที่ไม่รู้สึกสงสารคนถูกรังแกเลยแม้แต่น้อย

“แล้วเว่ยฉือเล่า?...จะร่วมรังแกถิงอวี่ด้วยหรือไม่?”

“หมั่นไส้เขาจริง...เพียงแต่ไม่อยากให้เขาเอาคืนขึ้นมา” เว่ยฉือส่ายหน้ายิ้มๆ เพราะรู้ดีว่าหนี้คราวนี้ลู่ถิงอวี่จำฝังใจเอาไว้แล้วและหาทางเอาคืนแน่นอน ก่อนองค์ชายรองแคว้นเว่ยจะหัวเราะ “ที่มาป่วนเพราะถูกรุ่ยเอินขู่เอาไว้น่ะ”

เนี่ยไป๋เย่ว” เย่เฟิงหันมองเว่ยฉือยิ้มๆ ส่วนองค์ชายรองแคว้นเว่ยก็ถอนหายใจเบาๆ...ดูเหมือนข่าวสารของต้าเซี่ยจะยอดเยี่ยมจริงๆ คนในแคว้นเว่ยไม่มีใครรู้เรื่องของเสี่ยวเยว่ แต่ต้าเซี่ยที่ห่างไกลออกมากลับรู้จัก

“เสี่ยวเยว่ของข้าเป็นน้องชายรุ่ยเอิน...เจ้าตัวแสบซุกซนมิน้อยหน้าพี่ชายเท่าไหร่เลย” แม้วาจาจะบอกว่าอีกฝ่ายซุกซนแต่ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเอ็นดูและความอ่อนหวานให้เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้ว

 

เว่ยฉือที่เป็นเช่นนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อนจากทั้งชาติก่อนและชาตินี้...เว่ยฉือที่เย็นชากลับมีดวงตาที่อ่อนโยนและรักใคร่อ่อนหวานได้ขนาดนี้ เย่ซืออวิ๋นรู้สึกยินดีด้วยจากใจจริง...

 

“ตอนที่พบเจอเจ้ากับลู่ถิงอวี่ในวังหลวง เห็นท่าทางของทั้งคู่...ข้าก็รู้สึกว่าพวกเจ้าเป็นเสมือนคนรักกัน ทว่ากลับไม่คิดเลยจริงๆ ว่าจะมีวันที่พวกเจ้าแต่งงานกัน...คนหนึ่งเป็นองค์ชาย คนหนึ่งเป็นคุณชายอันดับหนึ่ง...การแต่งงานครั้งนี้อีกคนต้องทิ้งหลายสิ่งหลายอย่าง...ข้าไม่เคยเชื่อว่าจะมีใครทิ้งอำนาจได้เพื่อความรัก แต่พวกเจ้าทั้งคู่กลับทำได้” เว่ยฉือยิ้ม...

การเติบโตมาท่ามกลางวังหลวงที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันทำให้เขามักมองอะไรในแง่ร้ายไว้ก่อนเสมอ ทว่าการได้รู้จักสหายเหล่านี้ทำให้มุมมองของเว่ยฉือเปลี่ยนไปหลายอย่าง...ตอนนี้เขาเชื่อในสายสัมพันธ์ เพราะถ้าหากให้ทิ้งอำนาจที่เขากำลังแก่งแย่งเพื่อเสี่ยวเย่ว...

 

เว่ยฉือก็เลือกเสี่ยวเยว่อย่างไม่ลังเล...เขาให้เสี่ยวเยว่เลี้ยงได้

เจ้าตัวแสบบอกว่าอยากเลี้ยงเขาอยู่บ่อยๆ

 

“ข้าชักอยากเจอเสี่ยวเย่วของเว่ยฉือเสียแล้วล่ะ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง เอียงหน้ามองเว่ยฉือยิ้มๆ...รอยยิ้มเช่นนั้นทำเอาเว่ยฉือได้แต่เสหลบ หันไปมองเย่เฟิงที่กำลังหัวเราะแทน...เดิมทีเขาก็อยากพาเสี่ยวเยว่มาด้วย

 

แต่ว่า...มันจะป่วนเกินไปน่ะสิ

 

“เนี่ยไป๋เยว่น่ะชมชอบสะสมอัญมณีงามๆ และชอบคนงามเป็นที่สุด...พี่ใหญ่งดงามขนาดนี้ รับรองว่าเสี่ยวเยว่ของเว่ยฉือได้ทิ้งเว่ยฉือมาเป็นสาวกพี่ใหญ่เป็นแน่” เย่เฟิงเอ่ยขำๆ ยิ่งพี่ชายของตนนิสัยเช่นนี้มีหรือที่เนี่ยไป๋เยว่จะไม่หลงเสน่ห์พี่ใหญ่...

“เสี่ยวจิงข้าจำได้ว่าเคยมอบ ‘ลมหมื่นฟ้า’ ให้เจ้าไปหลายไห...ให้คนไปเอามาให้ข้าทีสิ” เย่เทียนหลงรวบร่างของลู่จิงมากอดไว้แน่นพลางเอ่ยถาม ท่านอัครเสนาบดีที่มาดูสถานการณ์หน้าเรือนฝูซิงได้แต่ถอนหายใจอย่างระอา ลมหมื่นฟ้าเป็นสุราฤทธิ์แรงมากที่สุดชนิดหนึ่ง...ลือกันว่าแค่ได้กลิ่นก็ทำให้คนคออ่อนมึนเมาได้แล้ว นี่พระองค์ตั้งใจจะมอมเหล้าลูกชายของเขาหรืออย่างไร

“หลงเกอท่านปล่อยถิงอวี่ไปเถิด”

“ยังมิได้ดื่มเหล้ามงคลให้ลูกชายเจ้าเลยมิใช่หรือ...แต่งงานทั้งทีมิดื่มลมหมื่นฟ้าแล้วจะให้ดื่มอะไร?” เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว

“นารีแดง เหมยหมื่นลี้ สุราดอกท้อ ลมหวนนภา มีสุราอีกตั้งมากมายให้เลือกดื่ม” ลู่จิงส่ายหน้า ส่วนเกาจิ้งที่กลับมาพร้อมซุนจี้นั้นถวายไหสุราหยกสีเขียวมรกตให้นายเหนือหัว แม้ซุนจี้จะพยายามพาเกาจิ้งเดินวนเพราะมิอยากให้คุณชายของตนถูกรังแก แต่ท่านมหาขันทีรู้จักจวนอัครเสนาบดีพอกับที่รู้จักตำหนักจิ้งหยางมีหรือจะจำไม่ได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เขาเองก็เข้าข้างฝ่าบาท...เพราะเห็นองค์ชายใหญ่มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย และรู้สึกว่าวันนี้คุณชายลู่น่าหมั่นไส้จริงๆ นั่นล่ะ!

เย่เทียนหลงขบเม้มปลายหูลู่จิงจนร่างอีกฝ่ายสะดุ้งเบาๆ ก่อนจะคว้าไหสุราลมหมื่นฟ้ามาถือแล้วเดินไปหาลู่ถิงอวี่กับคนอื่นๆ ที่เลิกท้าตีท้าต่อยกันแล้ว พระหัตถ์ใหญ่ยื่นไหสุราไปตรงหน้าลู่ถิงอวี่พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ “ดื่มสุรามงคลให้เจ้าดีกว่า”

ลู่ถิงอวี่หรี่ตามองไหหยกสีเขียวมรกตใสนั่นแล้วถอนหายใจเบาๆ...ลมหมื่นฟ้า สุราฤทธิ์ร้อนที่แค่ได้กลิ่นก็รู้สึกเมามายไหนี้นั้นหาได้ยางยิ่ง สำหรับคอสุรานี่ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากลองพิสูจน์ดูฤทธิ์ของมันสักครั้ง ทว่าลู่ถิงอวี่ไม่อยากใคร่พิสูจน์ เห็นชัดว่าวันนี้ฝ่าบาทตั้งใจจะมอมเหล้าเขาชัดๆ...

“ดื่มสุรานี้กับพวกข้าจนหมดไห หรือว่าจะเลือกเดินหมากกับข้า เย่เฟิงและไห่ฟงคนละกระดาน”

ขืนเดินหมากกับทั้งสามคนที่มีฝีมือเดินหมากเป็นเลิศแล้วล่ะก็พรุ่งนี้ก็มิรู้ว่าจะเสร็จสิ้นหรือไม่ เช่นนั้นก็เลือกดื่มสุราให้จบๆ ไปเถิด...คืนเข้าหอเจ้าบ่าวเช่นตนก็อยากเข้าหอกับภรรยาคนงามเช่นกัน

“ลมหมื่นฟ้าหรือ? หึๆ...พี่ลู่ เกรงว่าท่านคงมิได้ทำอะไรอย่างที่อยากทำแล้วล่ะ” เย่หานหัวเราะในลำคอ มองเกาจิ้งที่ยกแก้วไผ่หยกมาพอดีจำนวนคนแล้วก็ยิ่งหัวเราะมากขึ้นกว่าเดิม

“มาๆ ถิงอวี่” เย่เซียวโอบแขนรอบลำคอลู่ถิงอวี่ก่อนจะลากไปนั่งดีๆ เกาจิ้ง พ่อบ้านซุนจี้ และอันกงกงเตรียมเบาะรองนั่งไว้ให้พวกเขาอย่างเรียบร้อยแล้ว 

“เสด็จพ่อเชิญก่อนเลยพ่ะย่ะค่ะ” เย่ฟิงให้เกียรติพระบิดาก่อนคนแรก เย่เทียนหลงมองเจ้าตัวน้อยของพระองค์ที่ไปนั่งข้างลู่ถิงอวี่ แล้วก็เป็นฝ่ายรินสุราให้พวกเขาทั้งคู่...มีหรือพระองค์จะไม่เห็นว่าสุราในแก้วของลู่ถิงอวี่นั้นน้อยกว่าของพระองค์น่ะ แต่คนถูกรู้ทันก็เงยหน้ามากะพริบตาออดอ้อน เย่เทียนหลงเลยหลับตาข้างหนึ่งทำเป็นมองไม่เห็นไป

“แค่เพียงกลิ่นก็รู้เลยว่าฤทธิ์แรงจริงๆ” เนี่ยรุ่ยเอินที่นั่งข้างฉินไห่ฟงยักคิ้ว อยากจะยื่นมือไปคว้ามาดื่มสักครึ่งไห แต่กลับถูกมือใหญ่ยึดไว้มิให้ขยับ 

“ห้ามดื่มเยอะ...แก้วเดียวเท่านั้น”

“เพ้ย! เจ้าหน้านิ่ง นี่เจ้าเป็นบิดาข้ารึ สั่งอยู่ได้!” เนี่ยรุ่ยเอินถลึงตาใส่เจ้าคนหน้านิ่งราวศิลาข้างๆ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมือใหญ่อีกข้างเกาหลังคอของตน ดวงตาคมนั้นฉายแววอันตรายที่เนี่ยรุ่ยเอินได้แต่เงียบ...มิเอาตนเองไปเสี่ยงเป็นอันขาด!

“องค์ชายรัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ เมื่อครู่คุณหนูหยางฉิงฝากกระหม่อมมาบอกว่าองค์ชายอย่าได้เสวยสุรามากเกินไปนะพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของอันกงกงดังขึ้นขณะที่นำสุราอย่างอื่นขึ้นโต๊ะ

เย่เฟิงพยักหน้ายิ้มๆ ดวงตาอ่อนหวานละมุนละไม “น้องฉิงทำอันใดอยู่หรือ?”

“คุณหนูหยางกำลังเดินหมากกับคุณหนูใหญ่สกุลฉินอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

“อันกงกง มีแค่น้องฉิงหรือที่ฝากเจ้ามาบอกพวกเรา” เย่เซียวเลิกคิ้ว ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อย เพราะเมื่อครู่อันกงกงบอกว่าน้องฉิงกำลังเดินหมากกับสตรีคนนั้น...น้องฉิงเป็นห่วงพี่รองได้ แต่นางไม่คิดจะเป็นห่วงเขาเลยหรืออย่างไร?

เห็นท่าทางราวนักเลงโตขององค์ชายสามแล้วอันกงกงก็ได้แต่กลั้นยิ้ม รีบยื่นขวดเล็กๆ บางอย่างให้ทันที เพราะมิเช่นนั้นเกรงว่าคุณหนูฉินฮวาซิงจะลำบากเอาได้ “คุณหนูใหญ่สกุลฉินเพียงฝากขวดนี้มาให้องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่นางมิได้พูดอะไร”

เย่เซียวมองขวดกระเบื้องสีขาวขุ่นในมือก่อนจะยกยิ้มสมใจ...นี่เป็นยาสมุนไพรช่วยให้สร่างเมา ในค่ายทหารยามดื่มกันจนเมามายเย่เซียวก็ไปหยิบมาจากส่วนของหน่วยแพทย์ประจำ 

“อย่าดื่มเยอะนะขอรับ” เจิ้งปินที่ปรากฏข้างกายเย่หานเพราะไม่ค่อยได้ห่างกายเจ้านายของตนเอ่ยเบาๆ เย่หานยักคิ้วจากนั้นก็ดึงมือองครักษ์เจิ้งไว้ให้นั่งลงข้างๆ กัน กุมมือเจิ้งปินไว้มั่นมิให้ลุกหนี

“อืม...คืนนี้อาบน้ำให้ข้าด้วย”

เจิ้งปินได้แต่ส่ายหน้า มิรู้ว่าเรื่องนี้ไปเกี่ยวกับเรื่องอาบน้ำตรงไหน แต่เห็นแก่การที่องค์ชายสี่เหน็ดเหนื่อยมาตลอด เขาก็พยักหน้า

ส่วนเว่ยฉือที่มิมีคนนั่งข้างๆ ไม่มีคนมากำชับก็รู้สึกอยากกลับแคว้นขึ้นมาเสียเฉยๆ...เฮ้อ!

“อวยพรให้เจ้าทั้งสองรักมั่นมิผันแปร” เย่เทียนหลงยกจอกสุราขึ้นตรงหน้า เช่นเดียวกับลู่ถิงอวี่จากนั้นก็ดื่มรวดเดียว ฤทธิ์ร้อนของลมหมื่นฟ้าทำให้รู้สึกซาบซ่าน ลู่ถิงอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย...เขามิใคร่ชอบดื่มสุรานักทว่าก็ดื่มได้บ้าง เพียงแต่ลมหมื่นฟ้านั้นฤทธิ์ร้ายกาจเกินไปจริงๆ แค่แก้วเดียวก็ทำให้มึนศีรษะได้แล้ว

“ถิงอวี่...ไหวหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยถามอย่างห่วงใย เมื่อเห็นสามีของตนขมวดคิ้ว เขารู้ว่าถิงอวี่น่ะคอแข็งในระดับหนึ่ง เพียงแต่ถิงอวี่ร่างกายมิได้แข็งแรงดื่มสุราฤทธิ์ร้อนก็ไม่ดีต่อร่างกาย

“ไหว...ไม่ต้องห่วงนะ” ลู่ถิงอวี่กอบกุมมือขาวเรียวเอาไว้ ยิ้มให้เย่ซืออวิ๋น ก่อนจะผายมือให้คนต่อไป

“อวยพรให้เจ้ากับพี่ใหญ่ของข้ามีความสุขทุกทิวาและราตรี” องค์ชายรัชทายาทดื่มหมดจอกในครั้งเดียว ลู่ถิงอวี่เองก็ดื่มอีกจอกเช่นเดียวกัน แม้สุราในแก้วของตนจะน้อยกว่าของเย่เฟิงแต่อย่างไรเสียเขาก็ดื่มแก้วที่สองแล้ว

 

นี่ตั้งใจจะมอมเหล้าเขากันจริงๆ สินะ

 

“อวยพรให้รักของพวกเจ้าหนักแน่นมั่นคงยิ่งกว่าภูผาและทองคำ” เย่เซียวยักคิ้ว ดื่มหมดแก้วจากนั้นก็ดื่มยาของฉินฮวาซิงตามทันทีแล้วก็ยักคิ้วให้ลู่ถิงอวี่...

“อวยพรให้พวกท่านทั้งคู่รักใคร่ถนอมซึ่งกันและกันมิผันแปร” เย่หานเป็นคนต่อไป องค์ชายสี่รับแก้วจากเจิ้งปินมาดื่ม พลางหัวเราะใส่ลู่ถิงอวี่ที่กำลังแก้มแดงจัด...ไม่สิเจ้านั่นแดงไปทั้งตัวแล้ว คงเริ่มจะมึนเมาแล้วจริงๆ นั่นล่ะ

“พอแล้วมิได้หรือ” เย่ซืออวิ๋นกะพริบตามองลู่ถิงอวี่อย่างเป็นห่วง รั้งศีรษะอีกฝ่ายให้พิงไหล่ตัวเอง จากนั้นก็ดึงแก้วในมือลู่ถิงอวี่มาถือไว้แทน “ข้าจะดื่มแทนถิงอวี่เอง...ในฐานะภรรยาข้าจะยอมให้ถิงอวี่ดื่มคนเดียวได้อย่างไรกัน”

“คนงามน้อยซืออวิ๋นจะดื่มแทนหรือ?” เนี่ยรุ่ยเอินเลิกคิ้วอย่างสนใจ เขาเห็นคนงามน้อยดื่มสุราบ่อยครั้งก็จริง แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะคอแข็งเลยเลิกคิ้วถาม

“อืม...”

“ดีๆ เช่นนั้นจอกนี้ข้าอวยพรให้เจ้าทั้งคู่มีชีวิตคู่ที่สุขสงบ มิมีใครมาแผ้วพานความรักของพวกเจ้าได้” เนี่ยรุ่ยเอินรินสุราเต็มจอก ทว่าถูกฉินไห่ฟงเทไปใส่จอกของตัวเองเสียครึ่งหนึ่ง ทำเอาต้องรีบถลึงตาใส่ แต่ฉินไห่ฟงไม่ใคร่จะสนใจเจ้าตัวแสบ ชูแก้วสุราในมือขึ้นกล่าวเสียงทุ้ม

“อวยพรให้พวกเจ้าทั้งคู่เป็นดั่งยวนยางมิมีวันพรากจาก” ฉินไห่ฟงกับเนี่ยรุ่ยเอินดื่มสุราพร้อมกัน ส่วนเย่ซืออวิ๋นที่ดื่มเพียงจอกเดียวนั้นได้แต่ยิ้มให้พี่ชายร่วมสายเลือดอย่างขอบคุณ...การกระทำเช่นนี้นอกจากช่วยเขามิให้ดื่มสุรามากเกินไปยังป้องกันมิให้รุ่ยเอินดื่มเยอะไปด้วย...

 

สมกับเป็นพี่ไห่ฟงจริงๆ

 

เว่ยฉืออมยิ้ม “อวยพรให้พวกเจ้าทั้งสองกอบกุมมือกันไว้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย” ดวงตาคมขององค์ชายรองแคว้นเว่ยมององค์ชายใหญ่ที่ดูจะคอแข็งกว่าที่คิด เพราะดื่มลมหมื่นฟ้าไปแล้วสีหน้ายังไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย มือยังคงนวดคลึงศีรษะให้ลู่ถิงอวี่ที่พิงไหล่ตนเองอยู่อย่างอ่อนโยน

 

ถ้าหากเว่ยฉือมองไม่ผิด...เหมือนครู่หนึ่งเขาจะเห็นแววตาของลู่ถิงอวี่เป็นประกายวาววับ

แววตาเช่นนี้มิใช่แววตาของคนเมา

 

เว่ยฉือกระตุกยิ้มไม่ได้เปิดเผยคนร้ายกาจบางคน...เอาเป็นว่าเขาจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วกัน เพราะดูเหมือนฝ่าบาทเย่เทียนหลงและรัชทายาทเย่เฟิงเองก็พอจะเดาได้อยู่

 พวกเขาผลัดกันดื่มจนสุราลมหมื่นฟ้าหมดไห คิดว่าป่วนกันพอแล้วจากนั้นก็ยอมปล่อยให้คู่บ่าวสาวกลับเข้าห้องหอเสียโดยดี เย่ซืออวิ๋นประคองลู่ถิงอวี่เอาไว้ พระบิดาหวงลูกหรี่ตามองเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นแล้วเอ่ยอะไรสักอย่างกับลู่ถิงอวี่ที่คออ่อนจนเอนพับไหล่เย่ซืออวิ๋นไว้ เห็นเจ้าคนบางคนชะงักพระองค์ก็หัวเราะหึๆ ในลำคอ

“เกาจิ้งไปเอาลมหมื่นฟ้ามาอีกไหสิ มาดื่มต่อกันเถิด” เย่เทียนหลงเอ่ยเชิญชวน แล้วมีหรือที่คนอื่นจะกล้าปฏิเสธ กระทั่งลู่จิงก็ถูกลากมามอมเหล้าด้วยอีกคน เมื่อเด็กๆ เห็นก็ย่อมเข้าใจเจตนาของฮ่องเต้ดี เปลี่ยนเป้าหมายจากมอมหล้าลู่ถิงอวี่มาพร้อมใจกันมอมเหล้าท่านอัครเสนาบดีลู่แทน

 

.........

 

ภายในเรือนฝูซิงนั้นเย่ซืออวิ๋นพยุงร่างของลู่ถิงอวี่เข้ามาด้านใน เห็นลู่ถิงอวี่เมามายเช่นนี้แล้วก็รู้สึกเป็นห่วง เขารู้ว่าถิงอวี่น่ะมิได้คอแข็งเท่าตนแต่อีกฝ่ายก็ดื่มไปตั้งหลายจอก

“เจ้ามานอนดีๆ ก่อน ประเดี๋ยวข้าจะไปเอาน้ำอุ่นกับผ้ามาเช็ดตัว...อะ!” เย่ซืออวิ๋นพูดไม่ทันจบร่างก็ถูกดึงมากอดไว้บนตักกว้าง คนที่เมื่อครู่เมามายจนคอพับคออ่อนต้องให้เขาประคองยามนี้กำลังส่งรอยยิ้มหวานมาให้ ดวงตาดอกท้อที่ฉ่ำเพราะฤทธิ์สุรานั้นดูมีเสน่ห์เย้ายวนมาก “ถิงอวี่...เจ้ามิได้เมาหรือ?”

“คิดว่าพวกเขาต้องมาไม้นี้ เลยเดินลมปราณขับสุราออกจากร่าง...ถ้าไม่แสร้งเมามีหรือพวกเขาจะปล่อยข้ามา” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ มือคู่นั้นไล้ไปตามร่างกายของเย่ซืออวิ๋นช้าๆ ค่อยๆ คลี่ปลดเสื้อคลุมตัวนอกออกจากนั้นก็ลูบไล้ผิวกายขาวผ่องเบาๆ “ไป...ข้าจะพาเจ้าไปแช่น้ำก่อน วันนี้เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” ลู่ถิงอวี่อุ้มภรรยาคนงามขึ้นในอ้อมแขน ไม่มีท่าทีของคนที่เมามายเลยแม้แต่น้อย 

ในส่วนของเรือนฝูซิงนั้นได้มีการสร้างสระน้ำเล็กๆ ไว้ ตั้งแต่เด็กเพราะร่างกายของลู่ถิงอวี่มิแข็งแรงดังนั้นฝ่าบาทและท่านพ่อเลยให้คนสร้างสระน้ำอุ่นไว้ในห้องตน โดยนำเอาหินที่มีคุณสมบัติพิเศษมาฝังไว้ด้านล่างเพื่อให้เก็บไออุ่นไว้ได้ ภายในนั้นจุดเทียนสีแดงดูงดงามให้ความสว่างและส่งกลิ่นหอมรวยริน

“ถิงอวี่...” เย่ซืออวิ๋นเรียกคนที่วางเขาลงพื้นและจัดการปลดเปลื้องเขาออกทีละชิ้น...ทีละชิ้น อย่างง่ายดาย ดูเหมือนเสื้อผ้าที่ใส่ยากในตอนแรกจะหลุดออกง่ายเสียเหลือเกิน ทุกครั้งที่ถูกถิงอวี่ดึงเสื้อผ้าออกอีกฝ่ายก็มองเขาด้วยแววตาหวานจนอยากจะกลืนกิน...ทำให้แก้มที่ร้อนอยู่แล้วร้อนขึ้นไปอีก

ลู่ถิงอวี่มองคนเขินยิ้มๆ ก่อนจะชูมือขึ้นแล้วก็หัวเราะเบาๆ “ถอดให้ข้าด้วย...ภรรยา” 

เย่ซืออวิ๋นชะงักเขาเหลือเพียงเสื้อตัวในที่โปร่งบางเพียงตัวเดียว มันบางมากจนยามที่สะท้อนแสงไฟก็เห็นเรือนร่างงามสลัวๆ ยิงกระตุ้นอารมณ์ปรารถนาของลู่ถิงอวี่ให้มากขึ้นกว่าเดิม เย่ซืออวิ๋นค่อยๆ ถอดชุดของลู่ถิงอวี่ออกอย่างเชื่องช้า...เขาชำนาญยิ่งเพราะช่วยลู่ถิงอวี่แต่งตัวอยู่บ่อยๆ แต่ยามที่อาภรณ์สุดท้ายกำลังจะหลุดออกเย่ซืออวิ๋นก็ชะงักมือ...

 

เขากำลังจะเห็นถิงอวี่เปลือยงั้นหรือ...

ยิ่งคิดก็ยิ่ง...

 

“เจ้ากำลังเขิน” ลู่ถิงอวี่มีหรือจะไม่รู้ว่าภรรยาตัวเองกำลังเขินเพียงใด เขาดึงร่างคนเขินมาใกล้จากนั้นก็ค่อยๆ ดึงอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายของพวกเขาทั้งคู่ออก...กายเปลือยเปล่าแนบชิดกันแนบแน่น ถ่ายทอดไออุ่นระหว่างกันและกัน ลู่ถิงอวี่อุ้มคนงามลงไปในสระที่ทำบันไดก้าวลงเอาไว้ให้

 

จ๋อม จ๋อม จ๋อม

 

น้ำกระเพื่อมเป็นวงกว้าง ลู่ถิงอวี่อุ้มอีกคนวางไว้บนตัก จากนั้นก็ค่อยๆ วักน้ำมาลูบไล้ไปตามผิวกายขาว ทุกครั้งที่มืออุ่นๆ คู่นั้นลูบไล้ก็ทำให้เย่ซืออวิ๋นสะดุ้ง เพราะร่างกายแนบชิดกันทำให้เขาสัมผัสได้ถึงบางส่วนที่กำลังร้อนและแข็งตัวขึ้น...ซึ่งเขานั่งทับมันอยู่

 

ชาติก่อนไม่เคยได้ใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้มาก่อนเลย!...เขาเขินจนจะละลายอยู่แล้ว!

 

“ถิง...อื้อ!” เย่ซืออวิ๋นกำลังจะถามแต่เขาถูกเชยคางขึ้นและถูกลู่ถิงอวี่กดจูบลงมา ริมฝีปากนั้นขบเม้มริมฝีปากของเย่ซืออวิ๋นไม่หนักไม่เบา ตวัดปลายลิ้นไล้เลียอย่างนุ่มนวล จากนั้นก็แทรกปลายลิ้นเข้าไปชิมความหอมหวานด้านใน มือของลู่ถิงอวี่อีกข้างก็เคล้นคลึงไปทั่วร่างของลู่ถิงอวี่ ทุกครั้งที่สัมผัสก็จะได้ยินเสียงพร่าของคนในอ้อมแขนดังขึ้นมาเป็นระยะๆ

“หวาน” ลู่ถิงอวี่พึมพำข้างหู จากนั้นก็ช่วยขยับร่างให้องค์ชายใหญ่เป็นฝ่ายนั่งคร่อมตัวเองไว้ ดวงตาดอกท้อมองคนงามตัวแดงเรื่อในอ้อมแขนด้วยความปรารถนา 

ปลายลิ้นของเย่ซืออวิ๋นยังคงรับรู้ได้ถึงความหวานจากจุมพิตเมื่อครู่...พวกเขาสองคนจูบกันบ่อยครั้งก็จริง ทว่าวันนี้เขารู้สึกว่า..จุมพิตระหว่างกันนั้นจะหอมหวานเป็นพิเศษ เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าจากนั้นก็นำแขนคล้องไว้รอบลำคอของลู่ถิงอวี่เอ่ยถามเรื่องที่สงสัย... “ถิงอวี่...เอ่อ...เจ้าทำเป็นหรือ?”

 

ลู่ถิงอวี่ร่างกายอ่อนแอ อีกทั้งชาติก่อนก็ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ แล้วเขาเองก็เช่นกัน...เย่ซืออวิ๋นก็เลยสงสัยจริงๆ

 

ดวงตาของคุณชายลู่เข้มขึ้นยามได้ยินคำถามของภรรยาคนงาม รู้สึกว่าการแสร้งอ่อนแอต่อหน้าซืออวิ๋นบ่อยๆ จะทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเขาไร้เดียงสาจนกระทำเรื่องของสามีภรรยาไม่เป็นจริงๆ

 

อืม...เห็นทีคงต้องพิสูจน์ให้ภรรยารู้เสียแล้วว่าอย่าได้กล่าวประโยคเหล่านี้กับสามี!

 

“ข้าทำเป็นหรือไม่...คงต้องให้ภรรยาช่วยพิสูจน์เสียแล้วล่ะ” ลู่ถิงอวี่พูดจบก็กดจูบลงบนริมฝีปากของเย่ซืออวิ๋นอีกครั้ง คราวนี้ทวีความร้อนแรงและความเร่าร้อนขึ้นกว่าเดิม ฟันคมขบริมฝีปากแดงหนักๆ จนได้ยินเสียงครางพร่า มือของลู่ถิงอวี่เคล้นคลึงไปทั่วผิวกายขาว บีบเคล้นเนื้อนุ่มๆ ที่สะโพกของเย่ซืออวิ๋นเบาๆ ดวงตาดอกท้อโชนแสงเป็นประกายอันตรายที่ทำให้องค์ชายใหญ่คิดว่ามิควรถามประโยคเมื่อครู่เลย “สามีจะปรนนิบัติเจ้าอย่างดีเลย!”

 

.

………….

CUT

………….

.

 

“รู้หรือไม่...ข้าเฝ้ารอวันนี้มานานมากเพียงใด” ลู่ถิงอวี่คลอเคลียใบหน้าของเย่ซืออวิ๋นไม่หยุดด้วยความรักใคร่ เห็นภรรยาคนงามช้อนมองตาแป๋วทว่ายั่วเย้าก็เลิกคิ้ว เกลี่ยมือที่ข้างแก้มขาวชื้นเหงื่อ “สงสัยอันใด...หืม?”

เย่ซืออวิ๋นที่ยังคงวาบหวามกับบทรักเมื่อครู่ กะพริบตามองลู่ถิงอวี่นิ่ง ก่อนจะเม้มปากตัวเองแล้วถาม “เหตุใด...เหตุใดเจ้าจึงชำนาญเช่นนี้” เย่ซืออวิ๋นถามจบก็ซุกหน้ากับอกกว้างของลู่ถิงอวี่ ทำให้คุณชายลู่หัวเราะเบาๆ ลูบผมดำยาวที่แผ่กระจายอยู่บนตัวเขา

“เจ้าก็รู้มิใช่หรือว่าข้ามีความสามารถผ่านตาไม่ลืมเลือน...ข้าอ่านตำราหลงหยางจนหมดหอตำราหลวงแล้ว ไหนจะตำราหลงหยางในสกุลลู่ข้าก็อ่านจนจำขึ้นใจ ย่อมต้องเอามาใช้ปรนนิบัติภรรยาอยู่แล้ว ภรรยาจะได้มิสงสัยว่าข้า ‘ทำเป็น’ อีกหรือไม่”

เย่ซืออวิ๋นข่วนลู่ถิงอวี่โดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมอง รู้สึกว่าไม่ควรถามออกไปจริงๆ ด้วย...เขาถึงต้องมาถูกอีกฝ่ายพิสูจน์อยู่จนอ่อนแรงไปทั้งตัวเช่นนี้

ลู่ถิงอวี่มองคนบนตัวยิ้มๆ ก่อนจะขยับตัวช้อนร่างเย่ซืออวิ๋นขึ้นในอ้อมแขน “ถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นรีบรั้งลำคออีกฝ่ายไว้เพราะยามนี้เขาน่ะไร้เรี่ยวแรงจนมิอยากขยับไปไหนแล้วจริงๆ และยิ่งเบิกตากว้างขึ้นยามเห็นสามีของตัวเองไปหยิบขวดหยกขาวจากลิ้นชักหัวเตียงมาอีกขวด

 

นั่นมัน...น้ำมันหอมเมื่อครู่

 

“ไปอาบน้ำกันเถิด...ข้าอยากรักเจ้าในสระน้ำด้วย”

“ถิงอวี่!”

ลู่ถิงอวี่หัวเราะหึๆ ในลำคอ หอมแก้มคนตัวแดงอย่างรักใคร่ ก่อนจะก้าวไปยังสระที่เข้ามาตอนแรก “ข้าชมชอบให้เจ้าเรียกว่าอาถิงมากกว่านะภรรยา แต่ในเมื่อเจ้าเขินก็เรียกตอนที่พวกเราอยู่กันสองคนก็ได้”

 

ลู่ถิงอวี่ขี้แกล้งจริงๆ! 

 

เย่ซืออวิ๋นล่ะอยากจะถามจริงๆ ว่าตกลงเจ้าอ่อนแอบอบบางจริงหรือไม่...เหตุใดรังแกข้าไปขนาดนี้แล้วเจ้ายังมิเหนื่อย ข้าเสียอีกที่เหนื่อยถึงเพียงนี้ แต่ไม่ถามดีกว่าประเดี๋ยวเขาจะถูกคนบางคนหาข้ออ้างพิสูจน์เอาอีก

ลู่ถิงอวี่มองดวงตาหวานฉ่ำวาวนั้นอย่างรู้ทัน คุณชายลู่พาภรรยาคนงามลงสระ น้ำอุ่นทำให้ร่างกายเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยการร่วมรักนั้นผ่อนคลายมากขึ้น เย่ซืออวิ๋นนั่งคร่อมลู่ถิงอวี่ไว้ โดยที่หันหน้าเข้าหากัน แขนเรียวโอบรอบลำคอของลู่ถิงอวี่พลางวางไหล่บนไหล่กว้างคลอเคลียราวลูกแมว ปล่อยให้มือของอีกคนนวดไปทั่วร่าง

“จะทำอีกหรือ?”

“อืม...มิใช่มีคำกล่าวที่ว่าค่ำคืนวสันต์อบอุ่นล้ำค่ากว่าพันตำลึงทอง ท่านอ๋องมิออกว่าราชการหรอกหรือ พวกเราแต่งงานกันทั้งทีย่อมต้องทำเช่นนั้นถึงจะถูก” ลู่ถิงอวี่สรรหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดของตัวเองได้งดงามยิ่งนัก จนเย่ซืออวิ๋นได้แต่หัวเราะระอา

“เจ้านี่ล่ะก็...” แม้ปากจะบ่นแต่องค์ชายใหญ่ก็ซุกซนบดคลึงสะโพกไปมากระตุ้นอารมณ์ของลู่ถิงอวี่ให้โหมกระหน่ำยิ่งขึ้นกว่าเดิม

คุณชายลู่ดวงตาวาววับจับก้นขาวสองลูกแล้วตีเบาๆ ก่อนจะกระซิบถามประโยคหนึ่งข้างหูให้เย่ซืออวิ๋นเบิกตากว้าง “เรื่องที่เจ้าเคยอยากมีสามสามี่สี่อนุนี่อย่างไรหรือ...ภรรยา หึๆ” เสียงหัวเราะในลำคอของลู่ถิงอวี่และดวงตาดอกท้อที่เข้มขึ้นนั่นทำให้องค์ชายใหญ่รู้สึกว่าค่ำคืนวสันต์ที่ว่าตนจะมิได้หลับนอนจริงๆ นั่นล่ะ เพราะอีกฝ่ายไม่ยอมให้เขากล่าววาจา มือใหญ่ก็จับร่างเย่ซืออวิ๋นให้ยกขึ้นจากนั้นก็แทรกกายเข้ามาทีเดียวจนสุด และขยับตัวสวนกายเข้ามาทันที...

เสียงครางพร่าสลับกับเสียงเรียกชื่อของกันและกันดังก้อง น้ำในสระกระเพื่อมออกจนขอบสระเปียกชื้น และจากบนสระลู่ถิงอวี่ก็โอบอุ้มร่างภรรยาหมาดๆ ไปสอบถามต่อบนเตียงอีกรอบ...จวบจนยามทิวามาเยือนเสียงครางแผ่วก็ยังดังอยู่ในห้องมิหยุดผสานไปกับเสียงหอบหายใจของคนทั้งคู่...

 

ค่ำคืนวสันต์มีค่าพันตำลึงทอง...

สองคนที่เพิ่งแต่งงานกันมีหรือจะอยากแยกจาก...ย่อมต้องให้ทุกเวลาให้คุ้มค่า ยิ่งใครบางคนเฝ้ารอวันนี้มานานหลายปีด้วยแล้ว...

 

………….

 

แฮ่ม…ฉากคัทสามารถอ่านได้ใน ReadAwrite หรือในบล็อคนะคะ หรือไม่ก็พิมคำว่า คลังลับองค์ชายใหญ่ ในอากู๋ ถ้าใครยังหาไม่เจอเดี๋ยวเราปักหมุนลิงค์ให้ในทวิตเตอร์น้าาา เป็นฉากคัทหวานๆ แฮ่ม…ก็ร้อนแรงนิดนึงอะเนาะ เพราะบางคนเขารอมานานแล้วววว แถมน้องยังไปถามพี่ลู่อีกว่าพี่เขา ‘ทำเป็น’ ไหม เขียนไปก็อยากจะกรี๊ดด้วยอีกคนค่ะ เพราะนี่เป็นคู่เอกคู่แรกที่แต่งมาหลายตอนแล้วเพิ่งได้เข้าหอกัน 555 พี่ลู่คือเป็นพระเอกที่น่าวงวารที่สุดเลยค่ะ โอ๊ยยย สงสารพี่ 555  

ส่วนเรื่องที่น้องเคยบอกเสด็จพ่อเรื่องสามสามีสี่อนุนั้น…ก็ให้เขาไปเคลียร์กันเองเนอะ ^_^ 555

ที่จริงตอนนี้ยาวมากเลยค่ะ รวมฉากคัทแล้วก็หกหมื่นกว่าตัวอักษรเลยทีเดียวค่ะ แล้วก็ตอบคำถามหลายคนได้แล้วน้าาา ว่าเสี่ยวเยว่เขาเป็นใครกัน ^_^

เดี๋ยวจะเอาตอนพิเศษมาส่งนะคะ ช่วงนี้จะพยายามมาบ่อยๆ น้าาา ก่อนช่วงกลางๆ เดือนจะหายไปหลายวันเพราะกำลังจะสอบไฟนอลและเตรียมการทำธีสิสแล้ววว 

ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองและอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ช่วงนี้อากาศหนาวแล้ว ระวังอย่าให้ตัวเองเป็นหวัดกันน้าาา ดูแลตัวเองกันดีๆ นะคะ ถ้าใครเดินทางไปไหนก็ขอให้เดินทางปลอดภัยด้วยนะคะ ^_^

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^ 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.806K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,279 ความคิดเห็น

  1. #3662 Nisaratkk (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 23:09
    ร้องไห้ตรงฉากส่งตัวอะคือ ซึ้งแงงงง ความครอบครัว
    #3,662
    0
  2. #3311 HYUNPARK (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 / 05:37
    ซึ้งมากกับช่วงเวลาพ่อลูก ทุกถ้อยคำทุกความคิดทุกประโยคของเสร็จพ่อที่ไม่ว่ายังไงก็แปลออกมาได้ความหมายเดียวคือรักซืออวิ๋นจนยากจะบรรยาย เรียกน้ำตาแห่งความตื้นตันใจได้เป็นอย่างดี และประโยคที่เสด็จพ่อบอกซืออวิ๋นมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กคือไม่ว่าจะยังไงไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นซืออวิ๋นก็คือลูกของพระองค์ เป็นองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ย แล้วไหนจะเหล่าน้องๆที่บอกอยู่ตลอดว่าไม่ว่าอย่างไรซืออวิ๋นก็คือพี่ชายของพวกเขา เป็นความรักที่ไม่อาจมีใครทดแทนและพรากไปได้จริงๆ
    #3,311
    0
  3. #3100 BONGBONGBONG (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:34
    ร้องไห้หนักมากค่ะ

    คุณพ่อเขารักน้องมากๆเลยเนอะ

    พี่น้องเขาก็รักกันมากๆ
    #3,100
    0
  4. #3022 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 20:07
    น้องช้ำหมดแล้ววววว
    #3,022
    0
  5. #2759 .Still. (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 5 มกราคม 2564 / 19:32
    ฮืออออ คือแบบ ย้อนกลับมาอ่านตอนแต่งงานหลายรอบแล้ว ร้องไห้ทุกรอบเลยอะ แงงง้
    #2,759
    0
  6. #2679 Jeddeb (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2563 / 19:25
    ร้องไห้ตามเลยค่า ตอนจะแต่งงาน บทพี่น้องร้ำลากัน
    #2,679
    0
  7. #2676 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2563 / 02:25
    จะร้องงงง
    #2,676
    0
  8. #2647 SUNDOWNsunset (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 18:33
    ตรงที่ไรท์บรรยายว่า 'มือของลู่ถิงอวี่อีกข้างก็เคล้นคลึงไปทั่วร่างของลู่ถิงอวี่' อ่านเเล้วสะดุดมาก หมดรมเลยไรท์
    #2,647
    0
  9. #2511 makimasa (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 15:07
    เสี่ยวเหย่ นี่คือผู้ใดกันนนนนนนน
    #2,511
    0
  10. #2508 mata4chol (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 13:48
    อ่านncแล้วใจละลายมาก นี้ถ้าได้อ่านของคู่รุ่ยเอินกับคนอื่นๆ จะไม่กรีดร้องโหยหวนเหมือนชะนีหรือเจ้าคะ5555 ดีงามมมมม
    #2,508
    0
  11. #2504 baekhyun_68 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 12:58
    แงงงงง ฟินจัดๆๆ รอต่อไม่ไหวแล้วแม่ ใจละลายมากมากดีมากฮื่ออออ ปาทับใจ
    #2,504
    0
  12. #2503 MORNINGGLORY08 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 12:00
    ดีมาก ร้องไห้ฉากส่งตัวคือตราตรึงมากตอนทุกคนเดินไปส่งพี่ใหญ่

    ฉากเขิลก็เขิ้ลลลลเขิลล แง้ ทุกอย่างดีมากๆๆๆๆๆเลยค่ะ
    #2,503
    0
  13. #2496 Littlemar (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2563 / 02:19
    ยินดีกับพี่ลู่ด้วยนะคะ 555555
    #2,496
    0
  14. #2495 sirichomdonyai (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2563 / 01:16
    อ่านไปเหมือนไบโพล่า555555หวงก็หวง อิจก็อิจ ดีใจก็ดีใจโอ้ยยยย
    #2,495
    0
  15. #2494 khunsom08 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2563 / 00:30
    น่ารักมาก โดนแกล้งใหญ่เลย
    #2,494
    0
  16. #2493 Ppcybk_ (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2563 / 00:17
    ตายไปเรยค่า เขินไม่ไหว;-;
    #2,493
    0
  17. #2492 pugkard25 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 23:35
    อ่านไปเขินไปแง้
    #2,492
    0
  18. #2491 jeeka (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 22:41
    สนุกมากๆๆๆๆ ขอบคุณมากคะ
    #2,491
    0
  19. #2489 ffahhbass (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 20:32
    ดีใจกับพี่ลู่ด้วย ที่มีวันนี้ คือดีมากกก
    #2,489
    0
  20. #2486 kikkpstpk (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 17:07
    ไปอ่านมาละ เขินนน☺️☺️
    #2,486
    0
  21. #2480 tongmeelee (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 09:10

    ขอบคุณค่ะ
    #2,480
    0
  22. #2479 Whanzaaaa (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 07:16
    น้ำตาไหลเลยตรงความสัมพันธ์พ่อลูกพี่น้อง ป.ล. ขอชื่นชมเรื่องการเขียนนะคะ ยาวขนาดนี้แต่คำผิดน้อยมาก ไม่ใช่คำผิดที่ทำให้ขัดตาด้วย แต่อย่าถามว่าคำไหนนะคะ 555 มันยาวจนจำไม่ได้
    #2,479
    0
  23. #2478 kidmai555 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 04:18

    อ่าาา เดี๋ยวแวะไปคลังแป๊ป ถ้าเลือดไม่หมดตัวเดี๋ยวเรามาเม้นต์ต่อ! 5555

    #2,478
    0
  24. #2477 SanruthaiPh (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 00:23

    แซ่บบบบ มีความไปต่อที่สระน้ำ
    #2,477
    0
  25. #2476 pcardcards (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 00:02
    วันนี้ที่รอคอยของพี่ลู่ 555++
    #2,476
    0