ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 35 : 三十二 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 六 เตรียมงานพิธี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17,004
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,096 ครั้ง
    6 ธ.ค. 63

เตรียมงานพิธี 

 

หนาว...

เยียบเย็น...

เจ็บปวดและสิ้นหวัง...

 

นั่นเป็นความรู้สึกที่เข้าครอบคลุมเย่ซืออวิ๋นอีกครั้ง ดวงตาคู่สวยเหม่อมองภาพที่เห็นเบื้องหน้าที่ดูเลือนรางนั้นก็สรุปกับตัวเองได้ว่า..

 

เขากำลังฝัน...อีกแล้ว

 

ความฝันในชาติก่อนที่ชาตินี้เย่ซืออวิ๋นพอจะจำรายละเอียดได้เกือบทั้งหมดแล้ว ยกเว้นเหตุการณ์สุดท้ายที่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก...

 

เหตุกาณ์ในวันที่เขาตาย

 

แต่ภาพฝันที่เลือนรางวันนี้ บรรยากาศที่ติดลึกฝังลงในกระดูกไม่เคยลืมเลือน...หิมะเย็นชาที่เย็นไปจนถึงขั้วหัวใจ ความเจ็บปวดที่ทับถมกันมาเนิ่นนาน กองเพลิงโหมลุกไหม้...

 

ใช่...นี่เป็นเหตุการณ์ในวันที่เขาตาย!

 

เย่ซืออวิ๋นพยายามเพ่งมองภาพฝันอันแสนเลือนรางนั่น เขาอยากรู้ เขาอยากจดจำ...เขาอยากรู้ว่าใครเป็นคนฆ่าตน ขณะเดียวกัน...ก็หวาดกลัวด้วยเช่นกัน

เพราะรู้ดีว่าชาติก่อนตนเองทำความผิดอะไรไว้ เพราะจำได้เกือบทั้งหมดเลยรู้ว่าชาติก่อนนั้นได้ทำเรื่องใหญ่ที่ไม่น่าให้อภัยเพียงใดลงไป

 

ให้ความช่วยเหลือเหล่ากบฏที่ทรยศแผ่นดิน

ขโมยตราลัญจกรของฮ่องเต้!

 

“ได้โปรด...ฆ่าข้าเถิด...” เสียงขอร้องแผ่วแสนจะรวดร้าวราวคนพูดแตกสลายไปแล้วนั้นทำให้เย่ซืออวิ๋นเบิกตากว้าง เขาเห็นภาพเลือนรางไม่ชัด แต่ร่างที่คุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะเย็นเยียบนั่น...ต่อให้เห็นไม่ชัดเพียงใดเขาก็จำได้ชัดตา!

 

เพราะมันเหมือนมองตัวเองตอนส่องคันฉ่อง!

นั่นคือตัวเขาเอง!

 

พรึ่บ!

 

มิทันจะได้มองอันใดให้ชัดและทำความเข้าใจกับเรื่องที่เห็น ภาพในห้วงฝันก็เปลี่ยนไปอีกแล้ว...ยังคงเป็นเหมันต์ฤดูเช่นเดิม เพียงแต่คลับคล้ายจะคนละช่วงเวลาจากเมื่อครู่...และภาพที่เย่ซืออวิ๋นเห็นในความฝันคราวนี้มิได้เลือนรางแต่แจ่มชัดจนเขาต้องเบิกตากว้าง

เพราะเรือนร่างสูงโปร่งที่สวมชุดขาวดำเรียบง่าย ในมือคือพิณงามที่ล้ำค่าควรเมือง เค้าใบหน้าที่ดูงดงามนั้นเรียบนิ่งเจือความเศร้าล้ำลึก ดวงตาดอกท้อคู่สวยหม่นหมองไร้ประกายแห่งชีวิตทำให้เย่ซืออวิ๋นรู้สึกสะท้อนใจจนปวดไปหมด

แม้ใบหน้านี้จะอายุมากขึ้น เส้นผมขาวโพลนเกือบทั้งศีรษะ หรือใบหน้าที่เคยถูกกล่าวขานว่างดงามไม่แพ้ใครนั้นยามนี้มีรอยเหี่ยวย่นของริ้วรอยแห่งกาลเวลา...เขาก็จำได้ไม่เคยลืมเลือน...

 

นี่ถือลู่ถิงอวี่!

บุรุษผู้นี้คือลู่ถิงอวี่...ในชาติก่อน!

 

“วันนี้ข้ามีเรื่องมาเล่าให้ท่านฟัง...” เสียงทุ้มอันแสนไพเราะราวเสียงดนตรีนั้นแม้จะพร่าไปตามกาลเวลาแต่ก็ยังคงไพเราะอยู่ดี “ข้าวางมือจากตำแหน่งอัครเสนาบดีแล้ว...คนที่มารับตำแหน่งแทนข้าเป็นบุตรชายคนรองของท่านน้า เขาเป็นสกุลลู่สายรอง...แต่ทว่ามีความสามารถมาก เป็นเพื่อนสนิทกับองค์ชายรัชทายาทด้วย”

เย่ซืออวิ๋นชะงัก ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

เพราะเขาสัมผัสได้ถึงความปวดร้าว ความเศร้าล้ำลึกที่รายล้อมรอบตัวลู่ถิงอวี่ในชาติก่อนผู้นี้ได้เป็นอย่างดี...ร่างสูงที่นั่งขัดสมาธอยู่หน้าหลุมศพคนผู้หนึ่ง แย้มยิ้มเศร้าที่พาให้คนมองเจ็บปวดไปจนถึงกระดูก

นี่คือสิ่งที่เขาอยากรู้มาตลอดว่าชาติก่อนหลังจากตนตายแล้วลู่ถิงอวี่เป็นอย่างไร...แต่พอได้มาเห็นเช่นนี้แม้จะเป็นความฝันเขาก็คิดว่าไม่ควรรู้เสียดีกว่า!

 

เหตุใดเจ้าต้องเศร้าสร้อยถึงเพียงนี้ เศร้าจนบรรยากาศรอบกายราวกับจะถูกย้อมด้วยความหม่นหมอง ราวกับไร้ประกายแห่งชีวิต...เหมือนคนที่ตายไปแล้ว!

 

“ข้ามาสุสานหลวงบ่อยจนแทบจะย้ายมาอยู่ที่นี่ได้เสียแล้ว...อวิ๋น...ร่างกายข้ามาจนถึงที่สุดแล้ว เดิมทีหมอหลวงก็บอกว่าข้าอยู่ได้มาถึงขนาดนี้ก็มหัศจรรย์มาก...”

 

อวิ๋น!

 

ลู่ถิงอวี่เอ่ยกับหลุมศพนั้นว่า...อวิ๋น!

หรือว่านี่คือหลุมศพของตนในชาติก่อน!

 

มิคิดเลยจริงๆ ว่าตนจะได้รับเกียรติให้ฝังอยู่ในสุสานหลวงของเชื้อพระวงศ์เช่นนี้!

 

“ข้าถูกสั่งให้นอนอยู่แต่ในห้องดีๆ เพียงแต่สภาพร่างกายของในตอนนี้ คิดว่าอีกนานกว่าจะได้มาคุยกับเจ้าเช่นนี้อีก วันนี้เลยแอบหนีมา” เสียงหัวเราะเบาๆ นั่นมิได้ทำให้ผ่อนคลายเพราะเสียงนั้นเศร้าเหลือเกิน...ราวคนพูดเองก็กำลังร่ำไห้อย่างเงียบงันโดยไร้น้ำตา

“ชีวิตที่ไม่มีเจ้า...เงียบเหงาเหลือเกิน ช่างเถิด...วันนี้ข้ามาเล่นพิณให้เจ้าฟังเหมือนทุกครั้งที่ข้ามาดีกว่า” ปลายนิ้วเรียวกรีดลงบนสายพิณ ท่วงทำนองที่เหงาเศร้าราวเสียงไว้อาลัยนั้นดังแผ่วขึ้นมา เสียงเล็กๆ ที่แทรกสอดไปยังโสตประสาทของคนฟังทำให้ผู้ใดก็ตามที่ยลยินต้องหลั่งน้ำตาออกมาอย่างเงียบๆ

 

เศร้าจนกระทั่งสายลมยังหวีดหวิว

หิมะที่โปรยปรายลงมาแช่มช้าอ้อยอิ่งนั้นยิ่งทำให้เศร้าขึ้นไปอีก...หม่นหมองไร้ชีวิตชีวา

 

 

ก่อนเสียงพิณจะเปลี่ยนท่วงทำนองไปอีกครั้ง...ครานี้เป็นเสียงเพลงหวานละมุนอันแสนอบอุ่นอ่อนโยน แตกต่างกับเสียงเพลงเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง 

 

หงส์วอนรัก...

 

เย่ซืออวิ๋นปล่อยให้น้ำตาไหลลงอาบแก้มตนเองเงียบๆ เขาปวดร้าวไปทั้งตัว ปวดไปจนถึงหัวใจ...ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาจากลู่ถิงอวี่ทำให้เขาอึดอัดหายใจแทบไม่ออก

 

มันเจ็บ...เจ็บจนอธิบายไม่ถูก

หัวใจราวถูกมือที่มองไปเห็นบีบและขยี้

 

ข้าไม่เคยหวังให้เจ้าต้องมาเจ็บปวดเช่นนี้เลยแม้แต่น้องถิงอวี่...เหตุใด เหตุใด..เจ้าถึงได้เป็นเช่นนี้!

 

ปึก! ปึง!

 

“ถิงอวี่! ถิงอวี่!” เย่ซืออวิ๋นร้องเรียงเสียงดังยามร่างสูงโปร่งที่ดูอ่อนแรงนั้นโงนเงนไปมาและสุดท้ายก็ฟุบลงหน้าสุสานของเขา หน้าอกที่ดูสงบไม่มีลมหายใจสะท้อนขึ้นลงนั้นทำให้เย่ซืออวิ๋นกลัวเหลือเกิน ไหนจะหยดเลือดที่ไหลผ่านมุมปากนั้นมาอีก!

 

นี่มันอะไรกัน...

 

“ถิงอวี่! นี่ไม่เอานะ ถิงอวี่! ใครก็ได้...ใครอยู่ข้างนอก!” เย่ซืออวิ๋นพยายามร้องเรียก ร้องจนสุดเสียงพร้อมสะอื้นไห้ไปด้วย  เขาทำอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย! ทำได้เพียงมองลู่ถิงอวี่ชาติก่อนที่ต้องละอองหิมะจนร่างกายขาวซัดกว่าก่อน ภาพเบื้องหน้าค่อยๆ เลือนรางลงเรื่อยๆ...เรื่อยๆ

 

ได้ยินเพียงเสียงพิณหงส์วอนรักและเสียงเรียกชื่อแผ่วเบานั่น...

อวิ๋น...

 

เฮือก!

 

เย่ซืออวิ๋นสะดุ้งตื่นขึ้นมาในยามวิกาล ใบหน้างามชื้นเหงื่อ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง อาภรณ์ตัวบางที่เป็นชุดนอนนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อย เขาต้องหอบหายใจหนักและถี่ มือเรียวยกขึ้นกดหน้าอกของตัวเองแรงๆ

 

หัวใจ...เจ็บปวดเหลือเกิน

 

ภาพฝันในชาติก่อนนั้นทำให้เขาเจ็บจนรู้สึกว่ากระทั่งการหายใจยังเจ็บ

 

สัมผัสเปียกชื้นที่ตกลงหลังมือทำให้เย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าตนกำลัง...ร้องไห้

ตั้งแต่ครั้งนั้นเย่ซืออวิ๋นก็มิได้ร้องไห้มานานมากแล้ว...เพราะชีวิตของตนในชาตินี้สุขสบายและมีความสุข ไม่มีอะไรให้เสียใจ และรู้ดีว่าการร้องไห้ของตนจะทำให้เสด็จพ่อ น้องชาย และลู่ถิงอวี่เป็นห่วงเพียงใด ใครที่ทำให้เขาร้องไห้...ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ล้วนต้องถูกเอาคืนเสมอ ดังนั้นเพื่อมิให้ผู้ใดเดือดร้อนเย่ซืออวิ๋นเลยไม่เคยร้องไห้มานานแล้ว...

 

แต่ภาพของลู่ถิงอวี่ที่เห็นในชาติก่อน...ทำให้อดหลั่งน้ำตาออกมาไม่ได้จริงๆ

 

เขาเคยอยากรู้ว่าชาติก่อนหลังตนเองตายไปลู่ถิงอวี่จะเป็นอย่างไร จะแต่งงานใหม่หรือไม่ สุขสบายดี ร่างกายแข็งแรง...ได้ทำตามความฝันของตนเองหรือไม่...

 

แต่ไม่เคยคิดว่าจะเห็นลู่ถิงอวี่ที่ตรอมใจและราวคนไร้ชีวิตถึงเพียงนั้น...อยู่หน้าหลุมศพของตน

 

ยิ่งขึ้นภาพที่เห็นก่อนตื่นก็ทำให้เย่ซืออวิ๋นตัดสินใจปาดน้ำตาออกจากใบหน้า หยิบผ้าขาวสะอาดมาเช็ดหน้าเช็ดตาตนเอง ก้าวลงจากเตียง คว้าเสื้อคลุมตัวหนาที่ลู่ถิงอวี่ให้ไว้เมื่อหลายปีก่อนมาคลุมทับร่างกายตัวเอง ก่อนจะเดินออกจากห้องไปทันที

“องค์ชาย...” เพียงก้าวออกมาเพียงก้าวเดียวหรงหวันที่คอยทำหน้าที่อารักขาอยู่ก็เดินมาประสานมือคำนับ มองเจ้านายอย่างแปลกใจ...

 

เหตุใดพระเนตรขององค์ชายใหญ่จึงได้แดงช้ำราวคนที่ผ่านการร้องไห้มาเช่นนี้...

 

“ข้าอยากไปจวนอัครเสนาบดี...ไปเฉยๆ หรงหวันกับคนอื่นไม่ต้องตามหรอก...ได้หรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยถามเบาๆ น้ำเสียงเจือแววอ้อนและติดเศร้านั่นทำให้หรงหวันและบรรดาองครักษ์ที่เข้าเวรวันนี้พากันชะงัก จากนั้นก็ถอนหายใจพร้อมกันก้าวถอยหลังออกไปคนละหนึ่งก้าวแล้วประสานมือค้อมศีรษะให้เจ้านายของตำหนัก

 

ไม่มีผู้ใดเคยขัดคำขอขององค์ชายใหญ่ได้...

 

“ขอบใจ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มให้ทุกคน ก้าวเดินไปหนึ่งก้าวก็หันมากะพริบตาให้ทุกคน ยิ้มน้อยอย่างรู้ทันองครักษ์ในตำหนักนอกวังของตัวเอง “อย่าทูลเสด็จพ่อและบอกพวกน้องรองเล่า”

เย่ซืออวิ๋นใช้วิชาตัวเบากระโดดผ่านเข้าหลังคาจวนอัครเสนาบดีเข้ามายืนบนพื้นได้อย่างนุ่มนวล องครักษ์ของจวนแม้จะชะงักและสงสัยแต่เพราะอีกฝ่ายเป็นองค์ชายใหญ่ที่มิต่างอะไรกับเจ้านายอีกคนของจวนแห่งนี้ทำให้พวกเขาไม่ได้ขวางหรือห้าม เย่ซืออวิ๋นเองก็รู้ว่าการป้องกันและคุ้มกันที่นี่เข้มงวดเพียงใด แต่เขาก็รู้เช่นกันว่าตัวเองเป็นใครจึงได้กล้าตัดสินใจที่จะเข้ามาในยามวิกาลเช่นนี้...

เย่ซืออวิ๋นเดินไปยังเรือนฝูซิงอันเป็นเรือนพักของลู่ถิงอวี่อย่างคุ้นชิน...เรือนแห่งนี้เป็นเรือนที่มีจุดสามารถชมดาวได้งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองหลวงเลยทีเดียว เย่ซืออวิ๋นเคยมาที่นี่บ่อยๆ นั่งวาดภาพทิวทัศน์ของหมื่นแสนดวงดาราที่ดาษผืนฟ้ายามราตรีโดยที่ลู่ถิงอวี่คอยบรรเลงเพลงให้ฟัง

 

เพลงพิณที่ต่างกับเสียงอันเศร้าสร้อยในความฝัน

 

เย่ซืออวิ๋นเลื่อนประดูออกเบาๆ ด้วยไม่อยากรบกวนคนหลับ เขาย่างเท้าแผ่วเบามานั่งข้างเตียง มองใบหน้าหล่อเหลางดงามที่ผสานกันอย่างลงตัวนั้นเงียบๆ ลู่ถิงอวี่ในชาติก่อนงดงามมากกว่าหล่อเหลา อาจเพราะเจ้าตัวร่างกายอ่อนแอด้วยกระมัง แต่ชาตินี้ต่างออกไปเพราะลู่ถิงอวี่ร่างกายมิได้อ่อนแอเหมือนชาติก่อนอีกแล้ว ดังนั้นเค้าโครงใบหน้าของเขาก็เลยมีความหล่อเหลาสุภาพเช่นท่านลู่จิงอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีความงดงามอยู่สามส่วน ผสานกันอย่างลงตัว...เสริมให้เขาเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น

มือเรียวยกขึ้นแตะแก้มขาวของลู่ถิงอวี่เบาๆ เห็นใบหน้าที่หลับพริ้มอย่างสงบเช่นนี้แล้วก็เบาใจลงจนเผลอถอนหายใจออกมาเบาๆ ไม่ได้

 

เขาไม่เคยปรารถนาให้ลู่ถิงอวี่เป็นเช่นนั้น...อยากให้อีกฝ่ายมีความสุข

เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...ลู่ถิงอวี่ก็เป็นคนที่เขารักอย่างที่สุด

 

เพราะชาติก่อนเคยทำร้ายอีกฝ่ายลงไปมากมาย ชาตินี้เมื่อมีโอกาสเย่ซืออวิ๋นเลยตั้งมั่นว่าจะปกป้องดูแลลู่ถิงอวี่ให้ดีที่สุด แรกเริ่มเคยคิดเพียงว่าขอดูแลอยู่เท่านี้ เป็นสหายที่ดีต่อกันก็พอ...แต่ว่ายิ่งได้ใกล้ชิด ยิ่งเห็นดวงตาดอกท้อคู่นั้นมองมาความรู้สึกที่บอกว่าขอแค่นั้นก็เปลี่ยนไป

 

อยากครอบครองคนคนนี้...อยากให้เขาเป็นของตน

และ...รักอย่างสุดหัวใจ

 

ในเมื่อชาติก่อนทำมิได้...ชาตินี้ก็ขอให้เขาได้สมปรารถนา

 

ข้าไม่อยากเห็นเจ้าที่เป็นดั่งในความฝันนั่นอีกถิงอวี่...ดังนั้น...

องค์ชายใหญ่โน้มใบหน้าลงไปใกล้ใบหน้าคนหลับ แย้มยิ้มจางเมื่อคิดว่าตนเองกำลังทำราวโจรเด็ดบุปผาแอบย่องมาพิจมองคนงามและกำลังจะเอาเปรียบอีกฝ่าย...แต่คนคนนี้เป็นว่าที่สามีของเขา อีกทั้งเขาเป็นองค์ชายใหญ่...ผู้ใดจะกล้ามีปัญหากับตนกันเล่า

“ข้าจะปกป้องเจ้าเอง...ถิงอวี่”

น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยจบพร้อมกดจูบเบาๆ ลงบนริมฝีปากคนหลับ ความเจ็บปวดและความหนักหนารวดร้าวในใจคลายลง สัมผัสอุ่นๆ ที่แนบชิดทำให้รู้ว่าคนคนนี้ยังอยู่มิใช่ภาพฝันเลือนรางที่เขามิอาจทำอันใดได้แล้ว..

“อ้ะ...อื้อ!” องค์ชายใหญ่ที่กำลังจะผละออกเป็นอันต้องร้องเสียงหลงยามริมฝีปากตัวเองถูกกดจูบลงมาแรงๆ และดูดดึงเบาๆ เอวถูกมือรวบไว้แน่นจนร่างกายแนบชิดกับคนบนเตียง จากนั้นก็รู้สึกเหมือนโลกพลิกกลับ รู้ตัวอีกทีร่างก็ถูกจับเปลี่ยนมานอนราบอยู่กับเตียงกว้าง โดยมีเจ้าของห้องที่บัดนี้คร่อมอยู่บนร่างตน ใบหน้าของคุณชายหยกขาวนั้นแย้มยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ ดวงตาดอกท้อพราวระยับจนคนมองใจสั่น

“ถิง...อือ!” ไม่ทันได้เอ่ยเรียกหรือพูดคุยอะไรจุมพิตร้อนๆ ก็บดจูบลงมาอีกครา คราวนี้นั้นทวีความร้อนแรงมากกว่าครั้งก่อน กลีบปากแดงถูกดูดดึงไม่หนักไม่เบาชวนให้ร่างกายสั่นพร่า เท่านั้นไม่พอปลายลิ้นร้อนผ่าวไล้ผ่านกลีบปากเบาๆ ราวหยอกเย้า ยามที่องค์ชายใหญ่สูดลมหายใจจนริมฝีปากเผยอออกปลายลิ้นร้อนก็แทรกเข้าไปกวาดหาความหอมหวานข้างใน เลาะชิมอย่างเชื่องช้านุ่มนวล พัวพันกับลิ้นเล็กๆ ที่ไร้ประสีประสา ผละออกมามองใบหน้างามแดงก่ำแล้วก็กดจูบลงไปอีกรอบ...อีกรอบ และอีกรอบ...

 

จุมพิตซ้ำๆ ราวไม่อยากหยุด

 

จุมพิตร้อนผ่าวผละออกมา มองคนบนร่างที่ตวัดปลายลิ้นแลบเลียริมฝีปากตัวเอง ท่วงท่าเร้าร้อนเปี่ยมเสน่ห์อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนั่นทำให้เย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนวาบ ราวสติที่มีอยู่กำลังปลิวหายไป...รู้ตัวอีกทีร่างกายก็สะท้านอีกรอบราวจูบร้อนๆ นั่นประทับลงที่ซอกคอขาวผ่อง

“อะ...ถิง...ถิงอวี่...หยุดนะ...อือ...”

 

เสียงห้ามอย่างนี้ฟังดูยั่วยวนและเชิญชวนมากกว่าจะให้หยุด!

 

ลู่ถิงอวี่หอบหายใจกับซอกคอขาวหอมๆ เขาพยายามระงับสติอารมณ์ของตัวเอง สูดลมหาใจเข้าลึกๆ หลับตาลงก็ต้องลืมตาขึ้นเพราะภาพคนงามแสนยั่วเย้ายังคงเต้นเร่าอยู่ในห้วงความคิด จนต้องนึกถึงตำราคำสอน ปรัชญา กลยุทธ์สงคราม หรือกระทั่งงานที่ต้องจัดการ เรื่องอันใดก็ได้ที่ทำให้เขาไม่คิดถึงภาพคนงามใต้ร่าง...

ลู่ถิงอวี่นิ่งค้างอยู่เช่นนั้นเกือบเค่อจนกระทั่งมั่นใจว่าน่าจะไม่เผลอรังแกคนบางคนเข้าแล้วก็ตัดสินใจนอนลงข้างๆ องค์ชายใหญ่ 

“เจ้าร้องไห้มาหรือ?” เสียงไพเราะเอ่ยถาม ไล้มือไปตามขอบตาแดงช้ำที่ถ้าหากไม่สังเกตก็มองไม่เห็น เพียงแต่คนคนนี้คือเมฆางามของตนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพียงใดลู่ถิงอวี่ก็ไม่เคยปล่อยให้คลาดสายตา

เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้า ก่อนจะนึกได้ว่าพวกเขาเคยตกลงกันไว้ว่าระหว่างทั้งสองถ้าบอกได้ก็จะบอก...เลยพยักหน้าหงึก ให้คุณชายลู่ยิ้มอย่างเอ็นดู แม้มองไม่ชัดนักเพราะเป็นยามราตรีแต่ลู่ถิงอวี่ก็จินตนาการถึงท่าทางของอีกฝ่ายได้ชัด ราวกับทุกท่วงท่า ทุกกริยานั้นอยู่ในความทรงจำไม่จางหาย 

“ข้าฝันร้าย” เย่ซืออวิ๋นสารภาพเสียงอ่อย กอดเอวลู่ถิงอวี่ไว้แน่น เอาใบหน้าไปซุกกับอกอุ่นๆ ที่ชวนให้ความกังวลทั้งหมดจางหายไป.. “ฝันว่าเจ้าเจ็บปวดเสียใจ ข้าเลยไม่วางใจ...ต้องได้มาเห็นกับตา”

“อืม...มาแอบขโมยจูบข้าด้วย” ลู่ถิงอวี่เอ่ยหยอกเย้า ลูบเส้นผมนุ่มราวคนแมวเบาๆ แล้วก็หัวเราะเมื่อถูกแมวข่วนเอวเอาแก้เขิน

“ถิงอวี่!”

“หึๆ เจ้าไม่ต้องกังวลอวิ๋น...ข้าไม่เป็นอะไรและจะไม่มีวันเป็นอะไร เพราะมีองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยคอยปกป้องดูแลอยู่ ดังนั้นอย่าได้กังวลเลยนะ...คนดี” ลู่ถิงอวี่กระซิบปลอบอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงไพเราะนุ่มนวลนั้นอ้อนหวานทำให้เย่ซืออวิ๋นรู้สึกผ่อนคลายจนหาววอดออกมา ให้คนปลอบหัวเราะอีกครา

 

ใช่แล้วชาตินี้กับชาติก่อนต่างกัน...ชาตินี้เขาจะปกป้องลู่ถิงอวี่ ปกป้องน้องชายมิให้เหมือนชาติก่อนอีก จะไม่มีวันก้าวผิดพลาดทำเรื่องไม่น่าให้อภัยลงไปและจบชีวิตลงตอนชีวิตยังน้อยเช่นนั้นอีกแล้ว...

 

“หลับนะเด็กดี ข้าอยู่กับเจ้า..ฝันร้ายใดๆ ก็ทำอันใดไม่ได้” วาจาของลู่ถิงอวี่นั้นนุ่มนวลทว่าหนักแน่นมั่นคง ราวจะบอกว่าต่อให้เป็นฝันร้ายคุณชายลู่เขาก็จะไปเอาคืนให้ จนเย่ซืออวิ่นหัวเราะขำ ซุกหน้ากับอกกว้าง อ้าปากหาววอดๆ ตาปรือๆ เพราะฝันร้ายทำให้สะดุ้งตื่นกลางดึก ดังนั้นพอสบายใจก็เลยง่วงขึ้นมาทันที ยิ่งมีมืออุ่นๆ คอยลูบหัวตัวเอง สัมผัสอบอุ่นที่รายล้อมอยู่รอบตัว..ทำให้ใช้เวลาเพียงชั่วครู่องค์ชายใหญ่ก็เข้าสู่ห้วงนิทรา...

เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนหลับทำให้เจ้าของห้องได้แต่ยิ้มอย่างเอ็นดู ดึงเอาผ้าห่มมาคลุมให้ทั้งคนหลับและตัวเอง แม้จะมีเรื่องสงสัยแต่ลู่ถิงอวี่ก็ไม่อยากให้องค์ชายใหญ่ของตนพักผ่อนไม่เพียงพอ พรุ่งนี้ยังมีงานมากมายให้พวกเขาทั้งคู่ต้องไปจัดการ...

 

เรื่องอื่นใดค่อยว่ากัน ให้ซืออวิ๋นนอนดีๆ ฝันดีๆ นั่นย่อมสำคัญกว่า

 

แต่ว่า...สงสัยคงต้องเตือนเมฆางามของตนบ้างว่าให้ระมัดระวังตัวเพิ่มขึ้น แม้จะเป็นเขาก็อย่าได้ทำเช่นนี้อีก ถ้าเมื่ครู่ลู่ถิงอวี่ควบคุมตัวเองไม่ได้ล่ะก็...

 

เกรงว่าพวกเขาคงต้องเข้าหอก่อนพิธีแต่งงาน

และลู่ถิงอวี่...คงถูกเนรเทศไปชายแดนทันที พร้อมงานแต่งงานที่ไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเลย!

 

เพราะแม้เขาจะเป็นลูกชายคนเดียวของท่านพ่อ ฮ่องเต้เย่เทียนหลงก็มิยอมให้มาหยามเกียรติโอรสที่ทรงรักยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจหรอก ระหว่างทางก็อาจถูกทุบตีเพราะบรรดาองค์ชายทั้งหลายก็ไม่ยอม...อืม...ไห่ฟงกับรุ่ยเอินก็ด้วย กระทั่งน้องฉิงก็คงร่วมด้วย

 

คาดว่าลู่ถิงอวี่คงสิ้นชื่อ...

 

“เฮ้อ...ทั้งๆ ที่ข้าเป็นฝ่ายถูกยั่วแท้ๆ” ลู่ถิงอวี่พึมพำอย่างอ่อนใจกึ่งขำขันตัวเอง...มิรู้ควรดีใจหรือเสียใจดีที่ได้รับความไว้วางใจจากซืออวิ๋นถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่ในใจเขาอยากทำอะไรต่อมิอะไรตั้งมากแท้ๆ แต่ก็ต้องอดทนเอาไว้...แทบอยากจะให้วันแต่งงานเป็นวันพรุ่งนี้เสียด้วยซ้ำ

 

เพียงแต่...คืนนี้คงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรกับรอยแดงๆ ที่ซอกคอขาวผ่องนั่นเพราะมิอาจยับยั้งชั่งใจได้นั้นดี...

เฮ้อ! เป็นข้าลู่ถิงอวี่นี่น่าสงสารจริงๆ!

 

……ต่อ…….

 

ยามทิวาวนเวียนกลับมาอีกครั้ง แสงสีทองยามอรุณสาดส่องผ่านหมู่เฆมลงมาอย่างอ่อนโยน ยามเหม่าเป็นช่วงเวลาที่หลากหลายคนลุกจากที่นอนและเริ่มต้นวันใหม่ ในจวนอัครเสนาบดีเองก็เช่นกัน เหล่าข้ารับใช้ต่างเตรียมความพร้อมเพื่อเจ้านายของจวน เตรียมสำรับอาหารเช้าไว้ก่อนที่นายท่านและคุณชายจะเข้าวัง

เพราะถึงแม้จะบอกว่าลู่จิงนั้นพักงานในตำแหน่งอัครเสนาบดีแต่เขาก็ต้องเข้าวังไปทุกวัน...ไม่ต่างอะไรแต่เดิมเลยแม้แต่น้อย

“หืม?...วันนี้เหตุใดจึงดูวุ่นวายกว่าทุกวันเล่าอาซุน?” ลู่จิงถามพ่อบ้านประจำจวนที่เดินไปสั่งการโน่นนี่ไม่หยุด 

“คำนับนายท่าน...เมื่อต้นยามเหม่าคุณชายมาแจ้งว่าให้เตรียมสำรับเพิ่มขอรับ และก็ให้เตรียมอาหารที่องค์ชายใหญ่ทรงชอบเสวยไว้ด้วยขอรับ”

“องค์ชายใหญ่เหรอ?” ลู่จิงเลิกคิ้วอย่างสงสัย แม้การที่จวนแห่งนี้จะเตรียมสำรับให้องค์ชายใหญ่ที่มักแวะเวียนมาเสมอนั้นมิใช่เรื่องแปลกอันใด...

 

แต่ก็มิใช่เช้าตรู่อย่างเช่นวันนี้

คงไม่ใช่ว่า...

 

ลู่จิงที่มีความคิดบางอย่างแวบเข้ามาหัวได้แต่ส่ายหน้าทันที...หวังว่าจะไม่ใช่อย่างเที่เขาคิด เพราะหากเป็นเช่นนั้นงานพิธีมงคลที่กำลังเตรียมจัดกันอยู่นี่...อาจล่มไม่เป็นท่าแน่

“ท่านพ่อ...” ลู่จิงมองลูกชายที่สวมชุดขุนนางเรียบร้อยแล้วเดินเข้ามาในห้องอาหาร สองพ่อลูกพยักหน้าให้กันยิ้มๆ เหมือนเช่นทุกวัน 

“เจ้าบอกให้เตรียมสำรับสำหรับองค์ชายใหญ่เพิ่ม?”

ลู่ถิงอวี่พยักหน้า “ขอรับ”

ลู่จิงเลิกคิ้ว หรี่ดวงตาดอกท้อคู่สวยของตนลงเล็กน้อย “อาถิง...คงมิใช่อย่างที่พ่อคิดหรอกนะ”

คราวนี้ลู่ถิงอวี่ถอนหายใจเบาๆ ท่าทางค่อนข้างลำบากใจอย่างหากมองได้ยากของคนที่มักแก้ปัญหาได้เก่งอยู่เสมอทำให้ลู่จิงรู้ว่าเรื่องที่เขาคิดในหัวนั้นถูกต้องแล้ว

“เป็นอย่างที่ท่านพ่อสงสัย”

“อาถิง!”

“ท่านอาจารย์ลู่อย่าดุถิงอวี่เลยนะ...” น้ำเสียงนุ่มนวลของเย่ซืออวิ๋นดังขึ้น องค์ชายใหญ่เดินเข้ามาในห้องอาหาร พลางนั่งลงข้างลู่ถิงอวี่ กะพริบตาปริบๆ ให้ลู่จิง “เป็นความผิดของข้าเอง”

เมื่อคืนภาพของลู่ถิงอวี่ในชาติก่อนติดตรึงตาเขาจนต้องรีบมาเห็นลู่ถิงอวี่ในชาตินี้ที่มิได้ทุกข์ตรมเช่นนั้นให้ชัดจึงจะวางใจได้ ลืมคิดถึงหลายๆ อย่างไปเสียเลย...เพิ่งมาคิดได้ตอนตื่นนอนที่เห็นถิงอวี่นั่งยิ้มอยู่ข้างๆ นั่นล่ะ ว่าตนอาจก่อเรื่องให้คุณชายลู่เขาแล้วเข้าก็ได้

“องค์ชายอย่าตรัสเช่นนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ ความผิดของพระองค์ที่ไหนกัน” ท่านอัครเสนาบดีที่เข้าข้างองค์ชายใหญ่อยู่เสมอนั้นรีบโบกไม้โบกมือทันที เห็นสายพระเนตรอ้อนๆ เช่นนั้นแล้วผู้ใดจะไปขัดใจได้ลงกัน ลู่จิงยิ้มเอ็นดูยิ่งกว่าเอ็นดูบุตรชายตนเองเห็นเสื้อผ้าอาภรณ์ขององค์ชายใหญ่แล้วก็ไปมองบุตรชายแวบหนึ่ง

บุตรชายตนน่ะมักสรรหาของล้ำค่ามากมายมาให้องค์ชายใหญ่อยู่เสมอ อาภรณ์สีฟ้าเข้มชุดนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น...ใช้ผ้าไหมมัจฉาซึ่งเป็นไหมหายากในการทอ ที่ชายอาภรณ์ปักลายทั้งสองด้านด้วยดิ้นเงินผสมทองคำเป็นลายไผ่และเกลียวเมฆมงคล...ตัดไว้เพื่อองค์ชายใหญ่โดยเฉพาะ

 

แต่คอเสื้อนั้นดูจะสูงไปสักหน่อยกระมัง

 

ลู่จิงหรี่ตาลงเล็กน้อย มองทั้งคู่สลับกันไปมาแล้วมองลู่ถิงอวี่ตาดุๆ...เหตุใดเขาจะไม่รู้เล่า บางครั้งยามถูกใครบางคนเอาแต่ใจใส่ เขาก็จำเป็นต้องหาอาภรณ์ที่มันคอตั้งหรือคอสูงปิดลำคอไว้มาสวมเช่นกัน

อาถิงนะอาถิงพาองค์ชายใหญ่มานอนที่เรือนฝูซิงน่ะพอรับได้...แต่การที่ให้องค์ชายใหญ่ทรงสวมอาภรณ์ที่คอสูงขนาดนั้นจงใจปิดบังร่องรอยบางอย่างชัดๆ

 

เจ้าลูกคนนี้นี่เหตุใดจึงเหมือนฮ่องเต้เย่เทียนหลงถึงเพียงนี้นะ!

ชอบเอาเปรียบและรังแกผู้อื่น!

 

“แฮ่ม...เรากินข้าวกันเถิด ซืออวิ๋นวันนี้เจ้าอย่าเข้าร่วมประชุมเช้าเลยจะดีกว่านะ” ลู่ถิงอวี่พูดกับคนข้างๆ เกาลำคอตัวเองเบาๆ ให้เย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนวาบ...เพราะเขาก็เพิ่งเห็นรอยแดงที่ลู่ถิงอวี่ทำไว้เมื่อเช้านี่ล่ะ เลยต้องใส่เสื้อที่คอสูงขนาดนี้ แต่เขาก็ไม่โทษลู่ถิงอวี่หรอก เพราะคราวนี้ตนน่ะเป็นฝ่ายผิดจริงๆ ดังนั้นเขาจะให้ความร่วมมือกับอีกคนก็ได้

“ข้าร่วมมือกับถิงอวี่ก็ได้ แต่เจ้าต้องห้ามดื้อกับข้านะ” องค์ชายใหญ่ต่อรองอย่างน่าเอ็นดู ลู่ถิงอวี่ก็หัวเราะเบาๆ ตบหลังมือขาวผ่อง

“ข้ามีหรือที่ไม่เคยเชื่อฟังซืออวิ๋น” ลู่ถิงอวี่คลี่รอยยิ้มอ่อนหวาน ในใจก็คิดถึงความเป็นไปได้ทุกทาง องค์ชายสามอยู่ชายแดนไม่จำเป็นต้องไปกังวลว่าอีกฝ่ายจะมาเอาความตน องค์ชายสี่...น่าจะอยู่นอกวัง คงต้องหาวิธีให้เจิ้งปินเสียสละตัวเองเล็กน้อยกันมิให้องค์ชายสี่กลับวังในสองสามวันนี้ ไห่ฟง...ก็ส่งรุ่ยเอินไปเป็นเครื่องเซ่นสังเวยแล้วกัน ส่วนเย่เฟิง...รายนี้ช่างสังเกตและขี้สงสัยคงต้องหลอกขอความร่วมมือกับน้องฉิง ทางด้านอันกงกงองค์ชายใหญ่ของตนย่อมจัดการได้

 

ส่วนคนที่น่ากังวลที่สุดก็คือฮ่องเต้เย่เทียนหลง...เรื่องนี้คงต้องรบกวนให้บิดาของเขาเสียสละตัวเองเสียแล้ว

 

เมื่อวางแผนในใจเสร็จสรรพลู่ถิงอวี่ก็เริ่มกินมื้อเช้าอย่างผ่อนคลาย องค์ชายใหญ่คอยคีบอาหารใส่จานสองพ่อลูกสกุลลู่ ทำให้ลู่จิงปลื้มแล้วปลื้มอีก แทบอยากจะรอให้ถึงวันมงคลสมรสเร็วๆ มีลูกชายอีกคนที่น่าเอ็นดูถึงเพียงนี้เขาสุขใจจนแทบทำอะไรไม่ถูกอยู่แล้ว!

 

ถ้ามีองค์ชายใหญ่มากินมื้อเช้าด้วยทุกวันเขาต้องเจริญอาหารทุกวันเป็นแน่!

 

.........

 

หลังผ่านมื้อเช้าไปเรียบร้อย เย่ซืออวิ๋นก็ตัดสินใจว่าควรกลับตำหนักลั่วสุ่ยของตัวเองก่อนไปกองช่างศิลป์ เพราะกลัวอันกงกงมาปลุกแล้วจะไม่เจอเขา แม้จะให้คนไปแจ้งแล้วก็กลัวอีกฝ่ายจะกังวลเอา เย่ซืออวิ๋นไม่อยากให้คนที่ตนรักประดุจญาติผู้ใหญ่เป็นห่วง โดยมีลู่ถิงอวี่เดินมาส่ง...คุณชายหยกขาวอ้างว่าถ้าหากองค์ชายใหญ่ถูกดุจะได้ช่วยพูดได้

“ข้ามีเรื่องหนึ่งต้องบอกเจ้า” ลู่ถิงอวี่เอ่ยขึ้นระหว่างที่เดินมาตำหนักลั่วสุ่ยนอกวัง 

“หืม? เรื่องเมื่อคืนหรือ? ถิงอวี่...เมื่อคืนข้าฝันร้ายจริงๆ ฝันว่าเจ้าตรอมตรม อยู่อย่างคนไร้ชีวิตแล้วก็เศร้าจนน่าใจหาย พอเป็นเช่นนั้นก็อยากมาให้เห็นกับตาว่านั่นเป็นแค่ความฝัน...ขอโทษนะทำเจ้าเดือดร้อนไปด้วยเลย”

ถ้าหากเสด็จพ่อ...ไม่สิเสด็จพ่อต้องทรงทราบอยู่แล้วว่าเมื่อคืนเขาแอบไปหาถิงอวี่ที่เรือนฝูซิง สายข่าวของฮ่องเต้มีอยู่ทั่ว และยิ่งถ้าหากเสด็จพ่อทรงทอดพระเนตรเห็นรอยแดงที่คอตนล่ะก็...งานแต่งงานคงได้ล่มไม่เป็นท่าแน่ๆ แล้วถิงอวี่ก็อาจลงโทษโดยไม่มีการสืบหาเหตุผลใดๆ ด้วย

“อย่าได้ขอโทษ...ว่าที่ภรรยาแอบไปหาว่าที่สามีมิใช่เรื่องผิดอันใด” ลู่ถิงอวี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาไม่เคยถือสาเมฆางามของตนหรอก ในสายตาลู่ถิงอวี่ซืออวิ๋นของเขาทำอันใดล้วนถูกต้องทั้งสิ้น คนอื่นขี้หวงเกินไปต่างหาก “อวิ๋นเป็นห่วงข้าถูกต้องที่สุดแล้ว”

“ข้าชอบให้เจ้าเรียกว่าอวิ๋น” เย่ซืออวิ๋นยิ้มหวาน น้ำเสียงของลู่ถิงอวี่ยามเรียนขานชื่อของเขาสั้นๆ นั้นไพเราะน่าฟังมาก ต่างกับเสียงเศร้าสร้อยอย่างน่าใจหายในความฝันนั่นเหลือเกิน

“เช่นนั้นข้าก็จะเรียกเจ้าเช่นนี้...อืม...อวิ๋นเองก็เรียกข้าว่าอาถิงด้วยดีหรือไม่?”

เย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนวาบ พวงแก้มขาวแดงก่ำ ก่อนจะส่ายหน้าไปมา “ไม่เอาหรอก...ข้าเขินเป็นนี่”

ลู่ถิงอวี่หัวเราะด้วยความเอ็นดู คนบอกเขินทำตาวาวๆ ราวอยากจะลองเรียกดูสักครั้ง ริมฝีปากสีแดงเรื่อนั้นพึมพำเบาๆ แต่ก็ไม่ได้เรียกออกมา...เอาเถิดยังมีเวลาอีกมาก เก็บคำนี้ไว้ฟังยามเข้าหอกันก็พิเศษไม่น้อยทีเดียว

“บอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดในความฝันของเจ้าข้าถึงเป็นเช่นนั้น...เกี่ยวกับเจ้าด้วยใช่หรือเปล่า?”

คราวนี้เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้ามองคนที่จูงมือตนและก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปด้วยกันอย่างสงสัย “เหตุใดถิงอวี่ถึงได้คิดเช่นนั้น”

“เพราะข้าคิดว่า...ใต้หล้านี้มีเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้คนเช่นข้าลู่ถิงอวี่เสียใจจนไร้ชีวิตชีวาได้ ก็คือเรื่องของเจ้า...ถ้าหากต้องสูญเสียเจ้าไปล่ะก็...บางทีข้าก็ไม่อาจมีชีวิต...” ลู่ถิงอวี่พูดไม่ทันจบ ร่างของเขาก็ถูกองค์ชายใหญ่ดันจนไปชนกับกำแพงดังปึก เหล่าทหารองครักษ์หน้าตำหนักลั่วสุ่ยนอกวังพากันมองตาปริบๆ เห็นคุณชายลู่กับเจ้านายที่ตนเองจูงมือกันมา แล้วอยู่ๆ คุณชายลู่ก็ถูกองค์ชายใหญ่ดันไปติดกำแพงเช่นนั้น?

 

หรือคุณชายลู่จะรังแกองค์ชายใหญ่ของพวกตน?

แต่ดูจากสถานการณ์แล้วก็มิน่าจะใช่...

 

“ห้ามพูดเช่นนี้นะ!” เย่ซืออวิ๋นใช้แขนของตัวเองกักร่างลู่ถิงอวี่เอาไว้มิให้ไปไหน แต่ด้วยส่วนสูงที่น้อยกว่าทำให้เจ้าตัวต้องเงยหน้ามองคนสูงกว่าตาดุ เป็นผู้คุกคามที่ไม่น่ากลัวแม้แต่น้อย “อย่าทำเช่นนั้นเป็นอันขาด...ห้ามเอาชีวิตตนเองมาทิ้งเพราะข้า!” เย่ซืออวิ๋นเม้มปากแน่น คำพูดเหล่านี้เขาเองก็อยากพูดกับลู่ถิงอวี่ในชาติก่อนเหมือนกัน

 

อย่าได้ไร้ประกายแห่งชีวิตและทุกข์ตรมถึงเพียงนั้น...ข้าไม่เคยปรารถนาเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

 

“แม้ข้าไม่ได้อยู่...เจ้าก็ต้องอยู่ต่อไป”

“ต่อให้อยู่อย่างไร้หัวใจน่ะหรือ?”

“เจ้าก็ยังมีหัวใจของข้าอยู่กับเจ้า...ถิงอวี่ต่อให้ข้าจากไป ตรงนี้...” เย่ซืออวิ๋นเอาหน้าแนบที่ตำแหน่งหัวใจของลู่ถิงอวี่ฟังเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นเป็นทำนองสงบและแสนไพเราะนั่นแล้วก็ยิ้มจาง “ก็ยังมีข้าอยู่ในใจเจ้า อยู่ในความทรงจำของเจ้า...ข้าไม่เคยปรารถนาให้เจ้าต้องทุกข์ทรมาน เพราะข้ารักเจ้า...อยากให้เจ้ามีความสุขในชีวิต...เข้าใจหรือไม่?”

“อืม” ลู่ถิงอวี่ขานรับ ตนตอบว่าไม่เข้าใจได้หรือ องค์ชายใหญ่ถลึงตาใส่ตนอย่างที่นานๆ ทีจะทำ ถ้าหากไม่ขานรับล่ะก็เป็นอันได้ถูกฟาดเป็นแน่ แม้เรื่องนี้จะเห็นต่างกันเล็กน้อยก็เถอะแต่เขาพูดได้เสียที่ไหนกัน...

 

บุรุษที่ดีไม่ควรดื้อและขัดใจคนรักของตนเอง

และลู่ถิงอวี่ก็เป็นบุรุษที่ดีด้วย

 

“ต้องเข้าใจจริงๆ นะ” เย่ซืออวิ๋นช้อนตาแป๋วขึ้นมอง ไม่เหลือเค้าคนแสร้งดุเมื่อครู่แล้ว ให้คุณชายลู่ยกยิ้มเอ็นดูอย่างที่สุด พยักหน้าหงึกหงักว่าง่ายเชื่อฟังยิ่ง

“เข้าใจจริงๆ”

“ถิงอวี่...เด็กดี” คำชมพร้อมรอยยิ้มหวานที่แย้มให้นั่นก็ทำให้คุณชายลู่เขาหน้าร้อนขึ้นมาได้เช่นกัน ก่อนลู่ถิงอวี่จะถอนหายใจเบาๆ...มองคนที่มักจะยั่วเขาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวแวบหนึ่ง

“ข้าเองก็มีเรื่องอยากจะบอกเจ้าอยู่...อวิ๋นถ้าเจ้าไม่อยากเข้าห้องหอก่อนแต่งงานก็อย่ายั่วข้าบ่อยนักเล่า แม้ข้าจะมีความอดทนสูงมากเพียงใด แต่พอเป็นเรื่องของเจ้ามันก็ไม่ง่ายเอาเสียเลย...”

แล้วองค์ชายใหญ่ของเขาน่ะหรือ...มักจะยิ้มหวานให้ ออดอ้อนคลอเคลียราวลูกแมวตัวน้อย วาจาบางครั้งก็ราวกับจะเชิญชวนกัน สำหรับอีกฝ่ายก็คงไม่ได้เป็นการยั่วยวนใดๆ เป็นความใส่ใจเฉกเช่นที่มีมาเสมอ แต่สำหรับคนที่คิดไม่ซื่อ...และในหัวมีแต่เรื่องขององค์ชายใหญ่อยู่เต็มไปหมดเช่นลู่ถิงอวี่น่ะมองให้เหมือนเดิมอย่างตอนเด็กๆ ไม่ได้เสียแล้ว

เย่ซืออวิ๋นอ้าปากเล็กน้อย พวงแก้มเป็นสีแดงก่ำอีกรอบ กะพริบตาปริบๆ...คล้ายจะถามว่าตนไปยั่วยวนอีกฝ่ายเมื่อไหร่! แต่พอนึกได้ว่าเมื่อคืนเขาเป็นฝ่ายเข้าไปหาลู่ถิงอวี่ถึงห้องเอง...มันก็...มันก็...

“พวกเราไม่ใช่เด็กๆ แล้ว...และที่สำคัญอีกไม่นานก็กำลังจะแต่งงานกัน เพียงแต่ว่าข้าไม่มั่นใจในความอดทนของตนเอง เช่นนั้นเลยต้องทำสัญญากับเจ้าไว้ด้วย...”

“ข้า...” เย่ซืออวิ๋นอ้ำอึ้ง ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี เขินอายจนแก้มและหูแดงไปหมดแล้ว “เช่นนั้น...เอ่อ...ข้าจะระวัง”

 

คนระวังเขามีการช้อนดวงตาแป๋วน่ารังแกใส่กันแบบนี้ได้ด้วยหรือ

เฮ้อ...เห็นทีเขาเสียอีกน่ะสิที่ต้องระวังและอดทนให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

 

“อืม...แต่ว่านะอวิ๋นพวกเราควรไปคุยกันในตำหนักนะ เพราะที่นี่หน้าประตูตำหนักเจ้า แม้ข้าจะไม่สนใจก็เถอะ...แต่ว่า...อืม...ยามนี้มีคนมองพวกเรากันไม่น้อยทีเดียว ทั้งองครักษ์ของเจ้า อันกงกง อ้อ...แล้วก็ชาวบ้านที่ผ่านไปมาด้วยนะ”

 

หา!

 

คราวนี้เย่ซืออวิ๋นแดงไปทั้งตัว เขาผละออกมาจากอ้อมแขนของลู่ถิงอวี่...ตอนแรกตนก็เป็นฝ่ายกักตัวอีกฝ่ายไว้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่กลายมาเป็นว่าอีกฝ่ายโอบเอวตนไว้หลวมๆ แทน...

 

ทุกคนเห็น!

เขินจนอยากละลายเป็นอย่างไร เย่ซืออวิ๋นเข้าใจชัดก็ตอนนี้ล่ะ!

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ...” เสียงของอันกงกงดังขึ้นแผ่วๆ กงกงใหญ่ประจำตำหนักลั่วสุ่ยอ้าปากค้างยามเห็นเจ้านายของตนกับคุณชายลู่ใกล้ชิดกันขนาดนี้หน้าตำหนัก...แม้อีกฝ่ายจะเป็นคู่หมั้นคู่หมายที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานในอีกไม่นานข้างหน้า

 

แต่ว่าคุณชายขอรับท่านก็มิควรมาอวดความรักต่อหน้าธารกำนัลขนาดนี้นะขอรับ!

ล่อลวงองค์ชายของพวกบ่าวเช่นนี้มิดีเลย!

 

“อันกงกง...” เย่ซืออวิ๋นออกมาจากอ้อมแขนของลู่ถิงอวี่จากนั้นก็วิ่งตึกๆ เข้าไปกอดกงกงของตัวเองที่อ้าแขนออกมากอดองค์ชายใหญ่ไว้ทันที คนเขินที่เขินไปทั้งตัวแทบจะอยากหายตัวไปจากตรงนี้เสียด้วยซ้ำ ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของคนบางคนดังแว่วมาเย่ซืออวิ๋นก็ยิ่งเขิน

“ฝากซืออวิ๋นด้วยนะ ข้าจะไปเข้าประชุมเช้าแล้ว...อวิ๋นเจ้าพักผ่อนเยอะๆ ถ้าหากเข้าไปกองช่างศิลป์ก็อย่าโหมงานเกินไปนะ”

“อื้อ” เย่ซืออวิ๋นพึมพำโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมา แต่ลู่ถิงอวี่ได้ยินชัด เขาอมยิ้มหวานละมุนละไม หมุนตัวกลับไปขึ้นรถลากของจวนที่มาจอดให้ตนขึ้นไปพอดี

“คุณชายลู่...ฮึ่ม! หรงหวันเจ้าเข้าวังไปกราบทูลฝ่าบาทเถอะ!” ขโมยองค์ชายของตนไปเมื่อคืนไม่พอยังมาประกาศความรักหน้าตำหนักกันอีก! ออกจะเกินไปหน่อยแล้ว!

“อันกงกง...ไม่เอานะ” เย่ซืออวินช้อนตาแป๋วมองอันกงกง “หรงหวันด้วย ทุกคนห้ามไปทูลเสด็จพ่อเป็นอันขาดนะ...พวกเราเข้าข้างในกันเถิด...นะ”

เมื่อองค์ชายใหญ่อ้อนเช่นนี้มีหรือผู้ใดจะทนได้ แม้ทุกคนจะหมั่นไส้คุณชายลู่แต่ก็ต้องใจอ่อนพยักหน้า ขนาดชาวบ้านที่เผลอเห็นเหตุการณ์เข้าก็ยังพยักหน้าหงึกไปอย่างงงๆ เช่นกัน

 

องค์ชายใหญ่น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก...แต่ว่าพระองค์มีเจ้าของเสียแล้ว!

และเจ้าของก็หวงมากด้วย

บางที...คุณชายหยกขาวผู้สง่างามเป็นที่เลื่องลือไปทั่วแว่นแคว้นก็...ใจแคบและขี้หวงกว่าที่พวกเขารู้นะเนี่ย

.........

 

ภายในวังหลวงนั้นยามนี้ก็ได้มีการจัดเตรียมงานพิธีมงคลสมรสที่กำลังจะมาถึงอย่างพิถีพิถันและให้ความสำคัญยิ่ง ฝ่าบาทออกราชโองการมาให้ทุกกรม ทุกกองตั้งใจเตรียมงานอย่างเต็มที่ อย่าให้มีอันใดขาดตกบกพร่องเป็นอันขาดมิเช่นนั้นจะถูกลงโทษได้...งานนี้ผู้ทรงอำนาจในวังไม่ว่าจะเป็นฝ่าบาท ฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟยล้วนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

อาจเพราะเป็นงานแต่งงานขององค์ชายคนแรกแห่งราชวงศ์ด้วย...และอย่างที่รู้กันว่าองค์ชายใหญ่เป็นยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจของฮ่องเต้เย่เทียนหลง อีกทั้งคุณชายลู่ก็ยังเป็นลูกศิษย์ของพระองค์อีกด้วย 

 

ดังนั้นงานแต่งงานครั้งนี้ต้องเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่พอๆ กับงานสมโภชแว่นแคว้นเป็นแน่!

 

หลังจากว่าราชการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เย่เทียนหลงก็กลับมาจัดการงานที่ตำหนักจิ้งหยางของตน โดยมีท่านอัครเสนาบดีที่พักงานอยู่ถูกลากให้มาด้วย พอเอาฉลองมังกรออก ส่งม่านมาลาให้เกาจิ้นที่รับไปเก็บเย่เทียนหลงก็นั่งเอกเขนกลงบนเก้าอี้สลักลายมังกร ส่วนลู่จิงก็จัดการชงชาและรินชาให้ จากนั้นก็เคลื่อนตัวไปอยู่ด้านหลังแล้วก็ลงมือนวดไหล่ให้เย่เทียนหลงเบาๆ

ฮ่องเต้เลิกคิ้วของตนขึ้นอย่างสงสัย...วันนี้เสี่ยวจิงดูจะเอาอกเอาใจตนกว่าปกติ เป็นฝ่ายมานวดให้ก่อนโดยที่เขาไม่ต้องบอกด้วย...แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องอะไร

 

เมื่อคืนองครักษ์เมฆดำรายงานว่าเจ้าตัวน้อยของพระองค์แอบเข้าไปเรือนฝูซิงของลู่ถิงอวี่...เสี่ยวจิงคงคิดเสียสละตัวเองล่ะสิ

หึ...เช่นนั้นก็เขาก็ควรให้โอกาสนี้ให้คุ้ม...

แต่ก็ไม่ได้หมายว่าจะไม่ลืมหรอกนะ

 

“ข้านำของมาให้ท่านดูด้วย...ห้ามโยนทิ้งหรือสั่งให้เกาจิ้นเผาล่ะ” ลู่จิงดักทางไว้เสียก่อนเพราะรู้นิสัยนายเหนือหัวดี

“รายการสินสอดสินะ...ลองเอามาให้ข้าดูก่อนก็ได้ อ้อ...แต่คืนนี้เจ้าห้ามกลับจวนเล่าเสี่ยวจิง”

ลู่จิงอ้าปากอยากจะเถียงแต่พอคิดว่าเพื่อความสุขของลูกชายและเพื่อให้ได้องค์ชายใหญ่มาอยู่ที่จวนของตนแล้วเขาก็ได้แต่ต้องรับปาก ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอของบางคนลู่จิงก็ยิ่งขมวดคิ้ว

 

คนเจ้าเล่ห์! 

 

“เอ้า” ลู่จิงหยิบม้วนกระดาษที่ค่อนข้างหนาม้วนหนึ่งยื่นให้เย่เทียนหลง “เดี๋ยว!...เย่เทียนหลง!” จากนั้นก็ร้องเสียงหลงเมื่อถูกแขนแกร่งนั่นดึงทีเดียวให้มานั่งบนตักกว้าง เย่เทียนหลงรัดเอวของลู่จิงไว้แน่นไม่ให้ดิ้นหนีเอ่ยเสียงทุ้มข้างหู

“อ่านด้วยกัน”

 

เอาแต่ใจ!

 

แต่ลู่จิงก็ตามใจอีกฝ่ายอยู่ดีนั่นล่ะ มือเรียวคลี่ม้วนกระดาษออกอ่าน รายการสินสอดที่ยาวเหยียดนั่นทำให้ลู่จิงอ่านไปต้องจิบน้ำชาไปด้วย ขนาดเกาจิ้นที่นั่งรอรับใช้อยู่ก็ยังฟังแล้วรู้สึกทำอะไรไม่ถูก...เพราะว่าเป็นรายการสินสอดที่เยอะยิ่งนัก นี่ผ่านมาสองเค่อแล้วท่านลู่จิงก็ยังอ่านไม่จบเลย...

 

ทั้งร้านค้า ที่ดิน คฤหาสน์ เครื่องประดับ อาภรณ์ล้ำค่า ภาพวาดหายาก ตำรา เครื่องเขียน พู่กัน สี ทุกอย่างล้วนเป็นของล้ำค่าหายากทั้งสิ้น

ขบวนสินสอดนี่คงต้องยาวมากๆ เป็นแน่!

 

“ท่านพอใจหรือไม่?”

“ถ้าข้าบอกว่าไม่พอใจ?”

“ถิงอวี่ก็คงจะเตรียมเพิ่มอีกนั่นล่ะ...”

เย่เทียนหลงเลิกคิ้วมองรายการสินสอดที่ยาวเหยียดนั่นแล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ...ดูแล้วนี่คงเป็นการเตรียมการมาหลายปีแล้ว ตอนเจ้าตัวน้อยสวมกวานลู่ถิงอวี่ยื่นหนังสือหมั้นหมายและหนังสือสินสอดให้ตน แต่เย่เทียนหลงโยนทิ้งโดยไม่ได้สนใจจะเปิดอ่านแม้แต่น้อย 

“ลูกชายเจ้าคิดอยากครอบครองลูกชายข้ามาตั้งแต่อายุสิบสองเลยสินะ”

ลู่จิงหัวเราะเบาๆ “ก็คงจะเป็นเช่นนั้น...”

“คลั่งรัก”

“หลงเกอท่านว่าตนเองหรือ?”

“อ้อ...เจ้าจะสื่อว่าข้าคลั่งรักเจ้ามากใช่หรือไม่?” เย่เทียนหลงเอ่ยเย้ามองคนที่แก้มแดงในอ้อมแขนอย่างพออกพอใจยิ่ง เขาเอารายการสินสอดนั้นมาม้วนแล้วยื่นให้เกาจิ้น “ให้คนคัดไว้เพิ่มหลายๆ ชุด ส่งไปให้ฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย เย่เฟิง เย่เซียวและเย่หาน วันที่สกุลลู่ส่งสินสอดมาให้พวกเขาช่วยตรวจสอบ...อย่าให้ขาดหล่นแม้แต่รายการเดียว”

 

เย่เทียนหลงไม่เกี่ยงที่จะทำให้เจ้าตัวน้อยของพระองค์ร่ำรวยขึ้นอีกหรอกนะ...บุตรชายของพระองค์ย่อมต้องอยู่ดีกินดีและสุขสบาย

 

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

“สกุลฉินกำลังดีใจนักกับสมรสพระราชทานครั้งนี้ ฉินเมิ่งกำลังติดต่อเส้นสายมากมายโดยเตรียมการใหญ่เอาไว้...เขาคงคิดว่าอย่างไรเสียถิงอวี่ต้องแต่งเข้าเป็นแน่ และตำแหน่งอัครเสนาบดีก็จะตกสู่สกุลฉิน...ท่านปิดข่าวได้แนบเนียนจริง”

“งานนี้ต้องยกความดีความชอบให้เย่หาน เย่เฟิง และลูกชายเจ้า...อ้อ เย่เซียวด้วยอีกคน แม้จะอยู่ไกลถึงชายแดนก็เถอะ”

ในเมืองหลวงฝูหยางแห่งนี้ทุกอย่างราวล้วนถูกควบคุมอยู่บนฝ่ามือของฮ่องเต้เย่เทียนหลง สกุลฉินคิดว่าวางแผนได้อย่างรอบคอบและไม่ไม่ใครรู้...พวกเขาประมาทเกินไป

หลายปีก่อนพวกเขาวางแผนทำให้องค์ชายใหญ่เสียน้ำตา...แม้แต่ละคนจะค่อยๆ ทวงคืนมาไม่น้อย แต่ก็ยังไม่สาสม...

 

การสมรสครั้งนี้จะไม่ต่างอันใดกับการตบหน้าสกุลฉินฉาดใหญ่!

และทำให้แผนการทั้งหมดที่สกุลฉินวางไว้...พังไม่เป็นท่า!

 

“ข้าว่าต้องยกความดีความชอบให้องค์ชายใหญ่มากกว่า...ถ้ามิใช่เพราะพระองค์ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ข้านับถือพระองค์จริงๆ และเอ็นดูมากด้วย...องค์ชายใหญ่น่ารักยิ่งนัก”

“เหอะ” บิดาหวงลูกแค่นเสียงมิค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก “ข้าเห็นแก่ความสุขของเจ้าตัวน้อยหรอก”

 

มิเช่นนั้นอย่าคิดว่าข้าจะปล่อยลูกชายตนเองให้เจ้าลู่ถิงอวี่นั่นง่ายๆ!

 

“เอาล่ะ ท่านปล่อยข้าสักที ข้าจะไปดูการเตรียมงานพิธีว่าขาดตกบกพร่องตรงไหนบ้างหรือไม่ ส่วนเรื่องอาภรณ์กับเครื่องประดับในงานพิธีคงไม่ต้องกังวลเท่าไหร่นัก องค์ชายใหญ่ทรงวาดลวดลายมาแล้ว...งดงามยิ่งนัก ฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยกำลังดูแลอย่างใกล้ชิด...”

“ชุดแต่งงานของลูกชายข้าเย่เทียนหลงจะน้อยหน้าผู้ใดได้อย่างไรกัน” เย่เทียนหลงคลายอ้อมแขนออก ลู่จิงก็รีบลุกขึ้นจากตักกว้างทันที เขาจัดเสื้อผ้าที่ยับย่นให้เข้าที่ จากนั้นก็หมุนตัวจะออกไปแต่เสียงทุ้มกลับเอ่ยรั้งเอาไว้เสียก่อน

“เสี่ยวจิง...อย่าลืมเล่าว่าต้องกลับมานอนที่นี่”

“ข้ารู้แล้วน่าหลงเกอ” ลู่จิงหันมาถลึงตาใส่แล้วก็ปิดประตูตำหนัก ส่วนฮ่องเต้เย่เทียนหลงนั้นยกยิ้มจางมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายไปด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง

 

กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่ายดายเลยจริงๆ...

 

กว่าจะครอบครองเสี่ยวจิงไว้ได้เช่นนี้...ต้องผ่านอะไรมามากมายเท่าไหร่ เคยเจ็บปวดเจียนคลั่ง เคยพยายามหลีกหนีความรู้สึกเพราะภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับ เคยพยายามแล้วที่จะลืม...แต่ก็ไม่อาจลบเลือนตัวตนของกันและกันออกไปจากหัวใจได้...

“ไม่ง่ายดายเลยจริง”

ยามนายเหนือหัวตรัสออกมาเบาๆ ประโยคที่ไม่สื่อความหมายอะไรเป็นพิเศษแต่มหาขันทีอย่างเกาจิ้นที่รับใช้เย่เทียนหลงมาตั้งแต่สมัยยังเป็นองค์ชายน้อยนั้นเข้าใจดี เขายิ้มกว้างค้อมศีรษะรับคำ

“ไม่ง่ายดายเลยจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ” 

“เด็กๆ ล้วนโชคดีกว่าพวกข้ามากนัก”

“นี่ก็ล้วนเพราะพระองค์และอีกหลายๆ ท่านเป็นรากฐานให้พ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ผู้อยู่เหนือใครแว่นแคว้นยกยิ้ม ดวงตาคมคู่นั้นฉายประกาย แม้ไม่ได้พูดอะไรแต่เย่เทียนหลงก็ไม่ปฏิเสธว่าตนกำลังดีใจและพอใจอยู่ไม่น้อยที่เหล่าเด็กๆ นั้นมีคนข้างกาย มีครอบครัวที่ดีอยู่เคียงข้าง...

“อ้อ...แต่ข้าก็ไม่ลืมหรอกนะ เจ้าให้คนขนกองฎีกาทั้งหมดนี่ไปให้ลู่ถิงอวี่ ให้คนไปแจ้งเจ้านั่นด้วยว่าข้าต้องการตรวจสอบข้อมูลผลผลิตทางการเกษตรย้อนหลังสามเดือน...ภายในสามวันนี้ให้เขานำมาส่ง”

 

เจ้าตัวน้อยเข้าไปเรือนเจ้าเองแล้วอย่างไร...ลู่ถิงอวี่ก็ยังต้องรับผิดชอบอยู่ดี!

เจ้าว่างนักก็เอางานไปทำเสียเถิด! ส่วนข้าจะเอาเวลาที่เจ้าทำงานแทนพาเสี่ยวจิงไปเที่ยวนอกวังและยุ่งกับงานพิธีของเจ้าตัวน้อยแล้วกัน

 

“ให้คนไปจวนแม่ทัพ...ส่งข่าวให้หยางสุ่ยชิงพาหยางฉิงไปพักผ่อนนอกเมืองหลวงสักสองสามวัน อ้อ...ส่งคนไปตระกูลเจิ้ง บอกว่าให้เจิ้งปินเข้าวังหลวงข้ามีงานให้เขาทำ”

“เอ่อ...พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

“ลู่ถิงอวี่คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเจ้านั่นวางแผนอะไร...เหอะ!”

ก็คุณชายลู่เป็นลูกศิษย์คนเดียวของพระองค์นี่พ่ะย่ะค่ะ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมท่านลู่จิงถึงได้บ่นอยู่บ่อยๆ ว่าความคิดของทั้งคู่คล้ายกันยิ่งกว่าตัวเองที่เป็นบิดาเสียอีก

“ในเมื่อข้าเพิ่มงานให้เจ้านั่นจนไม่มีเวลาแล้ว...ก็ให้พวกเย่เฟิงไปทุบตีเจ้านั่นอีกสักเล็กน้อยแล้วกัน”

 

แต่กระหม่อมว่าไม่น่าจะได้ผลนะพ่ะย่ะค่ะ...

 

“ส่วนเจ้าตัวน้อย...ต้องดุกันบ้างแล้วล่ะ” มีอย่างที่ไหนไปหาเจ้านั่นเองโดยที่ไม่ระวังเนื้อระวังตัวเช่นนั้น มิรู้หรืออย่างไรว่าเจ้าลู่ถิงอวี่น่ะร้ายกาจเพียงใด! 

“เรื่องนี้น่าจะยากนะพ่ะย่ะค่ะ” เกาจิ้นกลั้นยิ้ม...ฝ่าบาทเคยดุองค์ชายใหญ่ได้เสียที่ไหนกัน แค่อีกฝ่ายอ้อนเรียกเสด็จพ่อแล้วก็กะพริบตาใส่ ฝ่าบาทก็พระทัยอ่อนยวบแล้ว

เย่เทียนหลงถอนหายใจเบาๆ ใช่...เขาดุเจ้าตัวน้อยไม่ลงหรอก

 

เฮ้อ! เป็นบิดาที่มีลูกชายน่าเอ็นดูเกินไปนี่ก็ลำบากจริงๆ!

ใจแข็งไม่เคยได้สักที!

 

ข้าชักเริ่มเห็นอนาคตของเจ้ารำไรเสียแล้วล่ะลู่ถิงอวี่...

…ต่อ…

 

“ลูกอวิ๋นยังมีตรงไหนอยากเพิ่มเติมอีกหรือไม่?...เจ้าชอบชุดแต่งงานของตัวเองไหม หืม?” ฮองเฮาที่กำลังตรวจสอบชุดแต่งงานของเย่ซืออวิ๋นที่กองอาภรณ์ส่งมาให้ตรวจสอบเอ่ยถามคนแต่งงานซึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงหน้า พวงแก้มแดงน้อยๆ นั่นชวนให้นางอยากเอ่ยเย้าขึ้นมาอีกสักหลายประโยค ถ้าว่านกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่ข้างๆ ห้ามไว้เสียก่อนล่ะก็นะ

“ไม่มีอันใดอยากจะแก้แล้วพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่...”

“แล้วเครื่องประดับเหล่านี้เล่า มาลองสวมดูก่อนมาเจ้าตัวน้อย” ว่านกุ้ยเฟยเปิดกล่องประดับอันแสนล้ำค่าให้เย่ซืออวิ๋นดู ข้างในนั้นมีเครื่องประดับงดงามเรียงกันเป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นสังวาลสีทองงดงาม เครื่องประดับมงกุฎหงส์ที่ปกติมักใช้ในพิธีของเจ้าสาวทั่วไปนั้นถูกดัดแปลงให้กลายเป็นมงกุฎสีทองที่ประดับประดาด้วยลายห้ามังกรและสี่หงส์ อันเป็นเกียรติสูงสุดที่ฮ่องเต้พระราชทานให้องค์ชาย

เดิมทีพิธีมงคลสมรสขององค์ชายนั้นจะใช้เครื่องประดับที่เป็นเก้ามังกร แต่เนื่องจากองค์ชายใหญ่แต่งออกไปจากวังดังนั้นเลยเป็นห้ามังกรและสี่หงส์แทน ซึ่งฝ่าบาททรงออกราชโองการให้กองเครื่องประดับเตรียมการอย่างเคร่งครัด

 

กำไลทองคำเหล่านั้นฉลุลายและประดับประดาด้วยอัญมณีหายากอย่างงดงามอย่าง

นี่แค่อาภรณ์และเครื่องประดับก็แถบจะเรียกได้ว่าล้ำค่าควรเมืองเสียแล้ว...

 

“อาภรณ์ของถิงอวี่ก็เรียบร้อยดีแล้ว”

ว่านกุ้ยเฟยถอนหายใจเบาๆ อย่างขำขัน นางรู้ว่าจวนสกุลลู่มิได้ยากจน แต่ลู่ถิงอวี่ผู้นั้นถึงขั้นส่งสมบัติล้ำค่ามากมายมาเพื่อใช้ในการเตรียมงานแต่งงานครั้งนี้ เข้ามาพบนางกับฮองเฮาปรึกษากันให้จัดการได้อย่างเต็มที่ เขาเดินเทียวไปเทียวมากำชับทุกหน่วยว่าให้ทุ่มเทฝีมืออย่างเต็มที่ ขาดเหลืออันใดสามารถบอกกล่าวได้ ทั้งๆ ที่ตนเองก็ถูกฝ่าบาทโยนงานมาให้จนแทบขยับไปไหนไม่ได้ก็เถอะ

“เรือนหอของพวกเจ้าก็จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว...ข้ากับจืออิงไปตรวจสอบความเรียบร้อยมาด้วยตนเองแล้ว ส่วนทางด้านงานพิธีเสี่ยวจิงลงไปคุมงานด้วยตนเองไม่มีอันใดให้ต้องห่วง” เสี่ยวจิงไปด้วยฝ่าบาทก็เสด็จไปด้วยพระองค์เอง เย่เฟิงและเย่หานก็เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ เย่เซียวเองก็กำลังจะกลับมาช่วยเตรียมงานแต่งครั้งนี้เช่นกัน

เย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนวาบอีกครา เพราะเรือนหอที่ว่านั่น...ก็เป็นเรือนฝูซิงของลู่ถิงอวี่เอง เดิมที่เสด็จพ่อจะทรงพระราชทานตำหนักจงเทียนให้เป็นสถานที่ที่พวกเขาต้องเข้าหอกัน เพียงแต่ทำเช่นนั้นออกจะวุ่นวายไปมากจริงๆ นั่นล่ะ

 

เพราะตำหนักจงเทียนเป็นตำหนักที่มีไว้สำหรับเรือนหอขององค์ชายรัชทายาทและพระชายาก่อนจะเข้าสู่ตำหนักบูรพา

 

แม้เย่เฟิงจะบอกว่าเขายินดีเย่ซืออวิ๋นกับลู่ถิงอวี่ก็ปฏิเสธทันที

“หน้าแดงหมดแล้วนะลูกอวิ๋น” ว่านกุ้ยเฟยดึงแก้มนุ่มๆ ราวซาลาเปาที่ต่อให้อายุมากขึ้นก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนั้นอย่างเอ็นดู “พวกเสื้อผ้าอาภรณ์ของเจ้ากองช่างอาภรณ์ต่างบอกว่าต้องงดงามที่สุด...ลวดลายที่เจ้าตัวน้อยวาดให้ปักนั้นดูล้ำค่ายิ่งนัก”

เย่ซืออวิ๋นยิ้ม “ถึงคราวน้องรอง น้องสาม น้องสี่แต่งงานลูกก็จะวาดแบบให้กองอาภรณ์นำไปปักด้วยพ่ะย่ะค่ะ คราวนี้ชุดแต่งงานของน้องๆ ก็จะงดงามและล้ำค่าไม่แพ้ผู้ใดด้วย”

“คิดถึงงานแต่งของตัวเองก่อนเถิดเจ้าตัวน้อย” ฮองเฮายิ้มอย่างเอ็นดู ตรวจสอบความเรียบร้อยของของข้าวของทุกอย่างแล้วก็เก็บใส่กล่องไม้จันทร์แดง กล่องทุกอย่างล้วนประทับด้วยตัวอักษรซวงซี่และซังฮี้สีแดงอันเป็นสัญลักษณ์มงคลคู่ ตัวอักษรเหล่านี้เป็นพู่กันขององค์ชายใหญ่เอง ตัวอักษรที่ดูงดงามมีเอกลักษณ์นั้นดุจราวภาพวาดมีชีวิตทีเดียว

“งานแต่งลูกมีอันใดต้องกังวลกันเล่าพ่ะย่ะค่ะ ทุกพระองค์ล้วนทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ ลูกเลยแทบจะกลายเป็นคนว่างงานไปเลยพ่ะย่ะค่ะ”

ฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยยิ้มกว้าง ให้นางกำนัลยกของว่างและขนมเข้ามา เห็นท่าทางการกินอย่างมีความสุขของเจ้าตัวน้อยแล้วพระนางทั้งสองก็ยินดียิ่งนัก...ถ้าอีกฝ่ายแต่งออกไปแล้วผู้ใดจะมาอ้อนพวกนางเช่นนี้อีก เฮ้อ!

.........

 

จวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินอันเป็นจวนของสกุลหยางนั้นมีการคุ้มกันอย่างเข้มงวดมิต่างกับจวนอัครเสนาบดี เพราะสกุลหยางนั้นเป็นตระกูลเก่าแก่ไม่แพ้สกุลลู่หรือสกุลฉิน สืบทอดตำแหน่งแม่ทัพใหญ่มาทุกรุ่น...หลังจากเกษียณในตำหนักแม่ทัพแล้วฝ่าบาทจะทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์กั๋งกงให้เพื่อเฉิดชูเกียรติ

ร่างสูงหนึ่งเร้นกายผ่านเงาไม้และแมกไม้เข้าไปยังเรือนหนึ่งในจวนแม่ทัพ...เรือนที่มีการคุ้มกันอย่างเข้มงวด แต่ก็ไม่คณามือเขาหรอก ร่างนั้นกระโดดข้ามตัวผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้าไปอย่างชำนิชำนาญยิ่ง จากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้ที่รองไว้ด้วยเบาะนุ่ม มองกิจกรรมภายในห้องที่เจ้าของห้องทำค้างไว้

 

เชือกมัดผมสีแดงปักลายนกยวนยางและตัวอักษรมงคลสีทอง...

 

“ประเดี๋ยวยกน้ำชากับของว่างมาให้ข้าทีนะแต่ไม่ต้องเยอะมาก วันนี้ข้าจะออกไปข้างนอก” น้ำเสียงสดใสนั้นเอ่ยขึ้น จากนั้นก็เดินเข้ามาในห้องของตัวเองนางชะงักเล็กน้อยยามเห็นบุรุษผู้บุกรุกที่อยู่ในห้อง โบกมือไล่ให้สาวใช้ออกไปและกำชับว่าอย่าได้เข้ามา

“พี่เฟิง...ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ”

“เข้ามาทางหน้าต่าง”

หยางฉิงเบิกตาโตจากนั้นก็ก้าวยาวๆ มาหาร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องนาง บุรุษที่ริอาจทำตัวราวโจรย่องเข้าห้องสตรีผู้นี้มีศักดิ์เป็นถึงองค์ชายรัชทายาทของแผ่นดิน!

“จริงๆ เลยเจ้าค่ะ” หยางฉิงถอนหายใจอย่างระอา “มิใช่ยามนี้ต้องทำงานหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงมาหาข้าได้...อีกทั้งไม่ยอมมาดีๆ อีก”

“ขืนข้ามาดีๆ ท่านลุงหยางก็บอกว่าเจ้าไม่อยู่...สู้มาอย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ” เย่เฟิงคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน พฤติกรรมเช่นนี้ของเขาติดมาตั้งแต่วันที่น้องฉิงปักปิ่นแล้ว ท่านลุงหยางหวงบุตรียิ่งนักทำให้รัชทายาทผู้สูงศักดิ์เช่นตนต้องทำตัวราวโจรเด็ดบุปผาเช่นนี้

 

ลู่ถิงอวี่และบรรดาพี่น้องค่อนขอดเขาเรื่องนี้เสมอ

เสด็จพ่อเองก็ทรงกำชับมาว่าอย่าได้เกินเลยเป็นอันขาด...ใต้หล้านี้ไม่มีสิ่งใดที่เสด็จพ่อไม่ทราบ

แต่ว่าเรื่องนี้อย่าให้พี่ใหญ่ เสด็จแม่ทั้งสองทรงทราบ มิเช่นนั้นเขาได้ถูกฟาดและถูกอบรมยาว

 

“ระวังเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะบอกท่านพ่อเอาสักวัน” หยางฉิงหัวเราะขำๆ นางเดินไปหยิบผ้าไหมสีแดงนั้นมาปักด้ายต่อ นางใช้ด้ายสีทองที่เป็นด้ายผสมทองคำแท้ๆ มาปัก...เพื่อจะมอบให้เป็นของขวัญในงานแต่งงานของพี่ใหญ่และพี่ลู่

“ของขวัญแต่งงานพี่ใหญ่ของข้าหรือ?” เย่เฟิงหรี่ดวงตาคมมองนางปักผ้าอย่างคล่องแคล่วกว่าหลายปีก่อนนัก เมื่อก่อนน้องฉิงปักผ้าได้โย้เย้ไปมา มือก็ถูกเข็มตำจนต้องพันแผลบ่อยๆ...ผลงานชิ้นแรกของนางก็คือถุงหอมลายไผ่หยกและนกกระเรียนที่เขาห้อยเอวอยู่เสมอ

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ของพี่ลู่ด้วย พู่เหล่านี้ข้าถักเองด้วย...ว่าแต่เหตุใดพี่เฟิงไม่ทำงานเล่าเจ้าคะ?”

“งานของข้ามีถิงอวี่ช่วยจัดการ ผู้ใดให้เขาทำตัวหน้าหมั่นไส้...ข้าเพิ่งว่างจากการตรวจสอบความเรียบร้อยในงานแต่งของพี่ใหญ่ คิดถึงเจ้า...ก็เลยมาหา” วาจาของเย่เฟิงทำให้คนฟังอย่างหยางฉิงแก้มร้อนผ่าว ริ้วสีแดงบนใบหน้าของนางเรียกรอยยิ้มเอ็นดูและความพึงพอใจให้ปรากฏวาบในดวงตาคมขงรัชทายาทได้เป็นอย่างดี

 

การที่คนรักของตนเขินอายเพราะตนเองนั้น...ชวนให้รู้สึกมีความสุขจริงๆ

ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดลู่ถิงอวี่ถึงชอบหยอกเย้าพี่ใหญ่ของตนให้เขินอายนัก...

 

“ดูพูดเข้าสิเจ้าคะ” หยางฉิงถลึงตาใส่อย่างอดไม่ได้ สมแล้วกับที่เป็นสหายของพี่ลู่ นิสัยพอกันเลย! ชมชอบว่าพี่ลู่กันบ่อยๆ แต่นิสัยก็สมแล้วที่เป็นสหายกันได้

“ท่านลุงหยางพาเจ้าออกไปขี้ม้านอกวังเป็นอย่างไรบ้าง?”

“สนุกดีเจ้าค่ะ” หยางฉิงหัวเราะ เพิ่งมารู้เอาหลังจากกลับมานั่นล่ะว่าท่านพ่อได้รับคำสั่งมาให้พานางออกไปนอกวัง เพราะกลัวนางจะถูกพี่ลู่คนเจ้าเล่ห์หลอกให้ร่วมมือเอา...จริงๆ เลยนะ

“น่าเสียดาย...ข้าอยากไปขี่ม้าเล่นกับเจ้าด้วย” เย่เฟิงนั่งเท้าคางมองหยางฉิงปักเชือกมัดผมไปด้วยอย่างผ่อนคลาย การโยนงานไปให้ลู่ถิงอวี่จัดการนี่นับว่าเป็นทางเลือกที่พิเศษไม่น้อยทีเดียว อย่างน้อยเขาก็มีเวลาว่างไปวุ่นกับงานของพี่ใหญ่และมาหาหยางฉิงได้

“ไว้คราวหน้าเถิดเจ้าค่ะ” หยางฉิงหัวเราะ นึกถึงตอนเด็กๆ ที่พวกเขายังสามารถไปขี่ม้าเล่นหรือท่องเที่ยวไปด้วยกันได้ แต่ยามเติบโตก็มิอาจทำได้เสียแล้ว “ยามนี้ทุกสายตาจับจ้องมาที่ข้าไม่น้อย ขืนพี่เฟิงออกไปเที่ยวเล่นกับข้า ประเดี๋ยวแผนการที่พวกท่านอุตส่าห์วางไว้จะยุ่งยากเอาได้นะเจ้าคะ...”

“เฮ้อ...มีว่าที่คู่หมั้นที่มิค่อยเรียกร้องอันใดเลยนี่ข้าไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจกันแน่” เย่เฟิงกระเซ้าเสียงหยอกเย้า ให้หยางฉิงถลึงตาใส่ ดีแค่ไหนแล้วที่นางไม่ทุบตีเขา...อ้อ...ตบหน้าเขาเหมือนครั้งแรกที่เจอกันนั่นด้วย

“จะให้น้องเรียกร้องอันใดเจ้าคะ? งานยุ่งถึงเพียงนี้ก็ยังมาหาและคุ้มครองข้าอยู่เสมอ ส่งของมามิได้ขาด ซ้ำยังปกป้องเกียรติของข้า อืม...แม้การที่ท่านแอบเข้าห้องข้าบ่อยๆ จะไม่ดีก็เถอะ แต่ท่านก็มิได้รังแกข้า...พี่เฟิงข้ารู้ว่าท่านยุ่งมากเพียงใด ในฐานะองค์ชายรัชทายาทเวลาของท่านทุ่มเทเพื่อแผ่นดินและเพื่ออาณาประชาราษฎร์...ที่เป็นอยู่ก็ดีกับข้ามากแล้วนะเจ้าคะ” น้ำเสียงของหยางฉิงนั้นนุ่มนวลนัก ดวงตาของนางก็อ่อนโยนยามที่กล่าววาจา 

ดวงตาคมจับจ้องสตรีที่นั่งอยู่ตรงข้าม แสงสว่างนวลตาจากไข่มุกราตรีนั้นให้ความรู้สึกอ่อนโยนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นยามเช้าอยู่แต่ก็ส่องสว่างงดงามต่างกับยาราตรีกาล 

“พี่เฟิง...เหงาหรือเจ้าคะ?” หยางฉิงที่สังเกตคนตัวสูงกว่ามาสักพักเอ่ยขึ้น ระยะนี้พี่เฟิงมามาหานางบ่อยกว่าที่ผ่านมาเสียอีก...ดูเหมือนว่าการที่พี่ใหญ่กำลังจะแต่งงานจะทำให้องค์ชายรัชทายาทผู้สง่างามนั้นเหงาไม่น้อยทีเดียว

 

เห็นครองตนได้สุขุมเป็นผู้ใหญ่เกินตัวเช่นนี้ก็เถอะ พี่เฟิงเขาเป็นบุรุษที่ติดพี่และติดน้องชายไม่น้อยหรอก 

 

เย่เฟิงหัวเราะเบาๆ เขาพยักหน้ายอมรับ เอื้อมมือของตนมากุมมือหยางฉิงไว้ จับมือนางแนบที่ข้างแก้มของตน...สตรีของเขานั้นมือมิได้นุ่มนิ่มเหมือนสตรีชนชั้นสูงคนอื่นๆ เพราะนางมักซุกซนอยู่เสมอ แต่สำหรับเย่เฟิงแล้ว...นางย่อมดีที่สุด องค์ชายรัชทายาทตีหน้าหนาทำหน้าไม่อาย เอาหน้าตัวเองคลอเคลียกับมือเรียวคู่นั้น ทำให้หยางฉิงหน้าแดงจัด ทำอะไรแทบไม่ถูก

 

บุรุษผู้นี้ทำตัวออดอ้อนให้นางเขินอายอีกแล้ว!

 

“ข้าเหงาจริงๆ นั่นล่ะ...น้องฉิงอยากจะปลอบข้าสักหน่อยหรือไม่เล่า?”

“ไม่ปลอบเจ้าค่ะ!” หยางฉิงถลึงตาใส่ จะดึงมืออกก็สู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้ นางเขินจนเริ่มกลายเป็นโมโห ไม่รู้ตัวว่ากลิ่นหอมๆ จากตัวเองและท่าทางเช่นนั้นพาทำให้แววตาของใครบางคนเข้มขึ้น ความปรารถนาแวบผ่านดวงตาเพียงครู่ก่อนจะหายวับไปแทนที่ด้วยความสุขุมเฉกเช่นเดิม

 “โอ๊ะ!” เย่เฟิงหัวเราะรับมือที่ฟาดลงบนไหล่ตัวเองไว้ได้ทัน เขายิ้มขำก่อนจะยอมปล่อยมือนางในที่สุด พลางหัวเราะเบาๆ ในลำคอไปด้วย... “ดูเหมือนความอดทนนี่จะไม่ง่ายเอาเสียเลยจริงๆ”

 

ก็พอจะเข้าใจลู่ถิงอวี่ล่ะนะ...อีกฝ่ายน่ะถูกพี่ใหญ่ออดอ้อนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเสมอ ส่วนตนขนาดแค่มองน้องฉิงบางครั้งก็ต้องอดทนและอดกลั้นอยู่ไม่น้อย...เฮ้อ...ชักเห็นใจสหายสนิทของตัวเองขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน

อ้อ...แค่นิดเดียวล่ะนะ

 

“พอเป็นเรื่องของตัวเองนี่ก็ไม่ง่ายเลย”

 

เหมือนที่ลู่ถิงอวี่ค่อนขอดไว้นั่นล่ะ...

 

“พี่เฟิงหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?” หยางฉิงเลิกคิ้วถาม หรี่ตามองเขาอย่างหมั่นไส้ คราวนี้ถ้าอีกฝ่ายแกล้งนางอีกล่ะก็ นางจะเอากระบี่มาฟาดจริงๆ ด้วย

 

รัชทายาทก็รัชทายาทเถอะ!

 

“เปล่า แค่สงสารถิงอวี่ขึ้นมาเล็กน้อยน่ะ...เช่นนั้นข้าไม่รบกวนแล้ว ประเดี๋ยวจะไปช่วยลู่ถิงอวี่จัดการงานสักหน่อย เจ้าออกไปข้างนอกก็ระมัดระวังตัวด้วยเล่น...ห้ามพูดคุยกับบุรุษที่ไหนเล่า”

หยางฉิงหัวเราะระอา ส่ายหน้าขำๆ มองคนที่กระโดดผ่านบานหน้าต่างในห้องนางออกไปด้านนอกอย่างคล่องแคล่วว่องไวชำนิชำนาญยิ่งนัก

 

บุรุษขี้หวง

 

หยางฉิงยิ้มจัดการหยิบงานปักที่นางไม่ถนัดมาปักต่อ ของขวัญแต่งงานของพี่ใหญ่นางย่อมต้องเต็มที่...ส่วนบุรุษติดพี่ขี้เหงาและขี้หวงผู้นั้นวันนี้ไปเดินเล่นก็ค่อยหาอะไรไปปลอบเขาสักหน่อยดีกว่า

 

..........

 

“เจิ้งปิน”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“เก็บคำราชาศัพท์ของเจ้าทิ้งไป...ข้าอยากอาบน้ำ”

“แต่ว่าองค์ชาย...ท่าน...”

“ทำไม? ข้าหงุดหงิดก็เลยอยากอาบน้ำ ไม่อยากอาบเองด้วย เจ้าจะปล่อยให้ข้าอาบน้ำคนเดียวหรืออย่างไร?” องค์ชายสี่กล่าวด้วยวาจายียวนชวนหาเรื่องอย่างที่สุด ทำประหนึ่งตนเองเป็นอันธพาลน้อยมากกว่าองค์ชาย ทำให้เจิ้งปินที่เป็นองครักษ์ประจำกายได้แต่ยืนนิ่ง

“ท่านเองก็โตแล้ว...” เจิ้งปินพูดไม่ทันจบร่างก็ถูกมือใหญ่คว้าหมับไว้ที่แขนแล้วดึงมาจนแทบจะมานั่งบนตักกว้างดีที่เจิ้งปินขืนตัวไว้ได้ทัน แต่เพราะเช่นนั้นล่ะเขาถึงได้ถูกสายตาของเย่หานถลึงมองเอา เจิ้งปินมองอีกฝ่ายนิ่งๆ ราวดุเด็กนั่นทำให้เย่หานส่งเสียงเหอะในลำคออีกรอบ

“แล้วอย่างไร? ข้าโตแล้วเจ้าจะไม่สนใจข้าแล้วหรืออย่างไรกัน?” เย่หานเลิกคิ้วหาเรื่อง ใช้แรงที่มากกว่าดึงเอาเจิ้งปินมานั่งบนตักตัวเองได้ในที่สุด แขนแกร่งรัดเอวเจิ้งปินไว้แน่น เอาขาตัวเองทับขาอีกฝ่ายไว้ กักขังเจิ้งปินเอาไว้ในอ้อมแขนของตนเองให้อีกฝ่ายไร้ทางหนีโดยสิ้นเชิง “ข้าน้อยใจแล้วนะเสี่ยวปิน” น้ำเสียงกระซิบหยอกเย้าข้างหูพาลทำให้เจิ้งปินชะงัก

 

แต่ใบหูที่แดงเรื่อนั้นกลับทำให้อันธพาลน้อยบางคนยกยิ้มสมใจอย่างที่สุด

 

เจิ้งปินมิได้เขินอายบ่อยนัก เป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองและเย็นชามาเสมอ มีแค่เรื่องของเขานี่ล่ะที่ทำให้องครักษ์เจิ้งผู้เย็นชาเปลี่ยนสีหน้าได้...

“องค์ชาย...”

เย่หานรัดแขนแน่นขึ้นทำให้เจิ้งปินได้แต่ถอนหายใจและส่ายหน้าระอา เจือความขำขันเล็กน้อย...เพราะเขาพอจะรู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงได้พาลทำตัวเป็นอันธพาลน้อยเอาแต่ใจขึ้นมา...

 

องค์ชายสี่ก็แค่เหงาเล็กน้อยที่องค์ชายใหญ่กำลังจะแต่งงาน...น้องชายที่ติดพี่เช่นนี้มีหรือจะไม่เหงาน่ะ

 

เจิ้งปินเลยเลิกเกร็งผ่อนคลายมากขึ้น แม้เขาจะทำตัวไม่ถูกไปบ้างกับความใกล้ชิดสนิทสนมนี้...ตั้งแต่พิธีสวมกวานองค์ชายสี่ก็มักจะเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างพวกเขาสองคนขึ้นทุกวันๆ...และเอาแต่ใจมากยิ่งขึ้นด้วย

 

แต่ก็น่าแปลก...เขากลับไม่เคยอยากขัดใจอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

 

“ท่านกำลังเหงา” เจิ้งปินหมุนตัวมาหาเย่หาน ขยับบนตักกว้างนั้นอย่างคล่องแคล่วราวเคยชิน ท่าทางเช่นนั้นทำให้เย่หานยกยิ้สมใจ...วิธีทำให้เจิ้งปินค่อยๆ ชินกับความใกล้ชิดระหว่างพวกเขานี่ได้ผลถนัดยิ่งนัก

 

อืม...เพราะซึมซับยามพี่ใหญ่ถูกคนร้ายกาจบางคนเกี้ยวเอาบ่อยๆ...ยามนำเอาวิธีเหล่านั้นมาใช้แล้วก็ได้ผลยิ่งนัก

 

“ก็ใช่...”

“องค์ชายใหญ่เพียงแค่แต่งงานเท่านั้นเองนะขอรับ”

“ข้ารู้...ข้ายังไปหาพี่ใหญ่ได้ แต่ว่า...”

“ไม่เป็นไรขอรับ” เจิ้งปินกอดคอเย่หานเอาไว้ ร่างที่แต่ก่อนนั้นยังเป็นเด็กและตัวเล็กกว่าตน บัดนี้สูงกำยำกว่าเขาไปเสียแล้ว ซ้ำยังเอาแต่ใจมากขึ้นกว่าเดิมด้วย “องค์ชายใหญ่ก็ทรงเหงาเช่นกัน”

“นั่นสิ...จริงด้วยอาปิน ช่วงนี้ข้าไม่กลับจวนนะ คงพักค้างอยู่ในวังเพราะวุ่นเรื่องงานแต่งงานของพี่ใหญ่ เจ้าก็ต้องไปกับข้าด้วย ห้ามปฏิเสธเป็นอันขาด”

 

แล้วเขาปฏิเสธได้อย่างนั้นหรือ

นายท่านของตนเอาแต่ใจมานานแล้ว...

ตอนอายุยังน้อยก็เอาแต่ใจที่สุด...ยิ่งโตขึ้นก็ยังไม่เปลี่ยน...ไม่สิมากกว่าเดิมเสียอีก

 

“ขอรับ”

“เด็กดี...”

“ข้าอายุมากกว่าท่านนะขอรับ” เจิ้งปินเอ่ยอย่างจนใจมองคนที่ยังคงรัดเอวเขาไม่ปล่อย

“แล้วอย่างไร? จะอายุมากอายุน้อยเจ้าก็เป็นของข้าไม่เปลี่ยนแปลง...ตั้งแต่ที่ข้าเลือกเจ้า เจ้าก็หนีข้าไม่พ้นแล้วล่ะ”

“องค์ชาย...”

“อืม ข้าเป็นองค์ชายของเจ้า ไปอาบน้ำให้ข้าดีกว่า ช่วงนี้วุ่นวายทั้งวันจนเมื่อไปทั้งตัว ข้าอยากได้คนนวดไหล่ให้ด้วย...หรือเจ้าจะอาบกับข้าก็ไม่เกี่ยงหรอกนะ” เจิ้งปินยังคงมีใบหน้านิ่งไม่เปลี่ยน แม้ร่างจะถูกอีกคนอุ้มขึ้นได้ง่ายดาย แต่ว่าใบหูของเขานั้นกลายเป็นสีแดงก่ำให้องค์ชายสี่เย่หานยิ้มอย่างชอบใจเป็นที่สุด

 

การทำให้คนของตัวเองเขินอายนั้นมันบันเทิงใจยิ่งกว่าอะไรเสียจริง

แล้วยิ่งคนที่เย็นชาอย่างเจิ้งปินด้วย...แต่ยิ่งน่าดูชมเข้าไปใหญ่

 

“องค์ชาย...ข้ามิได้จะ...” องครักษ์เจิ้งพูดไม่ทันจบ เสื้อตัวนอกก็ถูกมือใหญ่ถอดออก ใบหน้าซับสีระเรื่ออย่างน่ามอง ดวงตาหลุบต่ำลงให้เย่หานยิ่งกระตุกยิ้มมากยิ่งขึ้น “อาบ...”

“อาบเฉยๆ ข้ายังไม่ทำอะไรเจ้าหรอก...แม้จะอยากทำก็เถอะ”

เจิ้งปินเงยหน้าขึ้นทำตาวาวจัดใส่คนที่อุ้มตนอยู่ ร่างสูงนั้นก้าวไปยังส่วนที่เป็นห้องอาบน้ำ บ่างรับใช้ประจำจวนได้ขนอ่างน้ำเข้ามาเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แต่ไหนแต่ไรมาถังอาบน้ำขององค์ชายล้วนทำมาจากไม้แก่นจันทร์สีดำที่มีกลิ่นหอมและมีขนาดใหญ่ ไอควันจากน้ำอุ่นลอยกรุ่นขึ้นมากลิ่นสมุนไพรหอมๆ ชวนให้ผ่อนคลาย

ตำหนักเจี้ยนคังนอกวังของเย่หานยังมีสระสรงเหมือนตำหนักในวัง แต่จะให้ไปที่นั่นเดี๋ยวเจิ้งปินคงได้ทำอะไรไม่ถูกแล้วหนีกลับจวนตระกูลเจิ้งเอาอีก...มิใช่ว่าไม่เคยมีเรื่องเช่นนั้นเสียหน่อย

ไต้เท้าเจิ้งยิ่งเหม็นหน้าตนอยู่ที่ไปแย่งชิงบุตรชายคนรองมาอยู่กับตัวแบบนี้ ถ้าหากมิใช่ฐานะองค์ชายของตนคิดว่าเย่หานคงถูกใต้เท้าเจิ้งด่ากระเจิงไปนานแล้ว

“ยิ้มทำไมขอรับ” เจิ้งปินกดไหล่อีกฝ่ายแล้วกระโดษมายืนอยู่ตรงหน้าเย่หาน...แน่นอนว่าอยู่ห่างจนมือขององค์ชายสี่เอื้อมมาไม่ถึง แต่องครักษ์เจิ้งลืมนึกไปว่าสภาพของตนยามนี้นั้นเป็นเช่นไร

ร่างกายสูงโปร่งที่มีกล้ามเนื้อพอเหมาะพอดีนั้น ยามนี้สาบเสื้อตัวในแหวกออกจนเผยให้เห็นอกขาวๆ วับๆ สีแดงเล็กๆ ที่มองเห็นทำให้ดวงตาคมของเย่หานวาววับ...รู้สึกอยากกระชากคนชมชอบทำตัวเย็นชามาทำอะไรๆ ที่อยากทำให้รู้แล้วรู้รอด...แต่ดันทำไม่ได้นี่สิ

 

เพราะนอกจากจะถูกเสด็จแม่และพี่ใหญ่ทุบตีเอาแล้ว เขาก็จำเป็นต้องให้เกียรติเจิ้งปินด้วย

มิใช่แค่คนที่อยู่ข้างกายมาตั้งแต่เขายังเยาว์ แต่ยังเป็นคนที่จะมาเคียงข้างกันไปอีกนานแสนนาน...

 

“ความอดทนนี่ไม่ง่ายเอาเสียเลย” เย่หานพึมพำเบาๆ “ช่างเถอะๆ ข้าแค่สงสารพี่ลู่ขึ้นมาเล็กน้อย อาบน้ำอาบท่าเสร็จพวกเราเข้าวังกันเถอะ...ข้าจะอาบเอง ส่วนเจ้าออกไปดีกว่า” เย่หานตัดสินใจในที่สุด

เจิ้งปินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยขณะที่มองเจ้านายของตนอย่างไม่เข้าใจ เขาเอียงหน้าสงสัย แต่ยามดวงตาคมกริบที่ฉายแววอันตรายบางอย่างจับจ้องมาที่ตนแล้วองครักษ์เจิ้งก็ตัดสินใจหยิบเอาอาภรณ์ของตนมาสวม ประสานมือคำนับหนึ่งทีแล้วก้าวออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ทว่าก็ยังมิได้ไปไหนยังคงยืนรอรับใช้อยู่หน้าประตู

เย่หานเห็นเงาที่ทอดยาวบนพื้นแล้วก็หัวเราะ กระชากอาภรณ์ของตนลงพื้นแล้วก้าวลงถังน้ำอย่างผ่อนคลายและอารมณ์ดียิ่งนัก...

 

หึๆ...ชักจะเข้าใจพี่ลู่บ้างแล้วสิ

เอาเถิด...ระหว่างพวกเขายังมีเวลาอีกเยอะ ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือต้องเตรียมงานพิธีสมรสของพี่ใหญ่ให้ออกมาดีที่สุด...

 

.........

 

เขียนตอนนี้เพลินๆ แล้วพอเอามาอัพลงเด็กดีก็ปาไปห้าหมื่นห้าพันตัวอักษร เลยต้องแบ่งไปอีกตอนนะคะ อย่าลืมไปอ่านตอนถัดไปกันน้าาาา

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.096K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,284 ความคิดเห็น

  1. #3731 nongning5657 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 21:36
    ชอบคู่ของน้องเนี่ย กับคู่ของพี่ปินไม่ไหว ฮรือออ
    #3,731
    0
  2. #3271 HYUNPARK (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 02:45
    หรือว่าในชาติที่แล้ว การตายของซืออวิ๋นจะเป็นเพราะเจ้าตัวน้อยร้องขอเองเหมือนในฝันกันนะ แต่เหนือสิ่งอื่นใดความรักที่ซืออวิ๋นมีให้ถิงอวี่ไม่ว่าจะชาติไหนๆมันเป็นความรักที่บริสุทธิ์มากๆ เขารักด้วยใจจริงของเขาและเลือกรักด้วยตัวของตัวเอง เรียกว่ารักถิงอวี่ทั้งกายและใจยอมทำทุกอย่างเพื่อความรักนี้จริงๆ แม้แต่จะไม่ได้ความรักกลับมาแต่ก็ยังอยากให้คนที่ตัวเองรักมีความสุขตลอดไป ซืออวิ๋นแค่มีความสุขในพื้นที่ของตัวเองที่ได้รักถิงอวี่ก็แค่นั้น ความรักขององค์ชายใหญ่ผู้นั้นน่านับถืออย่างยิ่ง
    #3,271
    0
  3. #3017 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 18:11
    ทุกคนน่ารักกจริงงง
    #3,017
    0
  4. #2501 MORNINGGLORY08 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 11:32
    ติดผ่านน้องสี่ตอนเด็กเป็นเจ้าตัวแสบน่ารัก พออ่านตอนนี้ก็คือนึกได้ว่าเดาผิดโพมาตลอด555
    #2,501
    0
  5. #2448 thelufy (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2563 / 14:46
    ตอนนี้เหมือนเจิ้งปินยังไม่รู้สึกตัวนะว่ารักเย่หาน ชาติก่อนเจิ้งปินถูกส่งมาเป็นอนุซืออวิ๋น ทั้งเย่หานทั้งเจิ้งปินรู้ตัวตอนนั้นแน่เลย ไม่รู้ว่าหลังจากซืออวิ๋นตายแล้วคู่นี้จะได้รักกันมั้ย
    นี่ว่าเย่เฟิงชอบหยางฉิงตั้งแต่เจอกันครั้งแรกอะ ถึงไปตัดผมเค้าอะ555
    ฮ่องเต้กับถิงอวี่นี่คือสมกับเป็นศิษย์อาจารย์ โคตรทันกัน55555
    #2,448
    0
  6. #2380 Pugkard Piyamaporn (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 11:39
    น่ารักทุกคู่เลยยย
    #2,380
    0
  7. #2373 R one J (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 06:44
    โถถถถ พอเจอกับตัวเองนี่ถึงกับสงสารพี่ลู่ขึ้นมาเลยเนอะ
    #2,373
    0
  8. #2368 PuiPui--r (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 02:49
    คู่องค์ชายรองน่ารักคู่องค์ชายสี่ก็น่าร้ากกกกก เป็นไงล่ะหมั่นไส้พี่ลู่มากๆเจอเข้ากับตัวเองซึ้งเลยดิ 555
    #2,368
    0
  9. #2363 Notty Kero (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 00:41
    เอ็นดูวววววววว เอ็นดูแบบในภาษาเหนือนะคะ 555555
    #2,363
    0
  10. #2361 pcard (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 00:17
    555++ พอเจอกับตัวเองก็เพิ่งสงสารพี่ลู่อ่าเนอะคนเรา 🤣🤣
    #2,361
    0
  11. #2354 Littlemar (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2563 / 23:43
    ชอบทุกคู่เลยค่าาาา น่าร้ากกกก
    #2,354
    0
  12. #2353 NP.SSJ (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2563 / 23:40
    พอประสบกับตัวก็นึกสงสารพี่ลู่กันเป็นแถว55555
    #2,353
    0
  13. #2349 stoxxzng (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2563 / 21:17
    รอน้องแต่งไม่ไหวแล้ว น้องเป็นน่ารักน่าเอ็นดู สู้ๆค่ะไรท์
    #2,349
    0
  14. #2348 zenandzun (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2563 / 19:26
    ขนาดคุณไรท์มีงานยุ่ง แต่คุณไรท์ก็แต่งนิยายได้สนุกชวนติดตามและอ่านเข้าใจง่ายทำให้เห็นภาพตามทุกตัวอักษร คุณไรท์เก่งมากๆเลยค่ะ
    #2,348
    0
  15. #2347 jeabmaneerat9 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2563 / 15:29
    สู้ๆๆค่ะ ไรท์ทำได้แน่นอนค่ะ ทั้งการเรียน ทั้งการเขียน เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #2,347
    0
  16. #2345 Timjel (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 23:54

    รองานเเต่งไม่ไหวเเล้ววว
    #2,345
    0
  17. #2344 Timjel (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 23:54
    น่ารักกกก
    #2,344
    0
  18. #2341 Notty Kero (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 17:47
    หลงองค์ชายใหญ่ขนาดนี้ใครจะดุได้ลงกัน
    #2,341
    0
  19. #2340 56523a (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 10:22

    รออ่านน้า💞💞💞💞✌✌
    #2,340
    0
  20. #2339 AJAS (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 10:09
    หลงองค์ชายใหญ่ทั้งตระกูลแหละดูออก ดุไม่เคยได้เลย5555
    #2,339
    0
  21. #2338 unlock ME (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 08:33
    รักษาสุขภาพด้วยนะคะคุณไรท์ เป็นกำลังใจให้ในการทำธีสิสน้าาา
    #2,338
    0
  22. #2337 Tor_Patnarin (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 08:09
    ต้องเป็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะลืมหรอกนะ หรือเปล่าคะ ตอนที่ฮ่องแต่คิด
    #2,337
    0
  23. #2335 K ā M i N ī (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 04:40

    เอิ่ม... พี่ลู่โดนแก้เกมซะแล้ว แต่คงไม่กระทบต่อความหน้าหนาของพี่แกแน่ๆ
    #2,335
    0
  24. #2333 _Daonuea_ (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 / 23:30
    ไรท์ดูแลตัวเองดีๆนะคะ หายไวๆค่ะ
    #2,333
    0
  25. #2332 TianChan (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 / 23:03

    รู้สึกเหมือนเห็นอนาคตพี่ลู่เลยว่าจะบูชาซืออวิ๋นยังไง

    #2,332
    0