ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 34 : 三 十一 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 五 สมรสพระราชทาน (二 )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17,563
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,017 ครั้ง
    6 ธ.ค. 63

五 

สมรสพระราชทาน (二 )

.

.

วันนี้ตำหนักจิ้งหยางของฮ่องเต้เย่เทียนหลงนั้นมีคนผู้หนึ่งมานั่งรอตั้งแต่ฮ่องเต้ยังว่าราชการไม่เสร็จ เหล่าข้ารับใช้ในตำหนักต่างยกของว่างรวมถึงน้ำชาเลิศรสวางไว้ให้ด้านข้างเพื่อให้อีกฝ่ายดื่มกินได้สะดวก

 

องค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋น

 

เย่ซืออวิ๋นเท้าคางกับมือตัวเองขณะที่กวาดตามองไปรอบๆ ตำหนักจิ้งหยางแห่งนี้ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นตำหนักของบุรุษที่มีอำนาจเหนือผู้ใดในแคว้นต้าเซี่ยแต่ก็ยังคงตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีกลิ่นหอมของอำพันทะเลจางๆ อันเป็นกลิ่นเครื่องหอมที่เสด็จพ่อของตนทรงโปรดปรานที่สุด 

 

ตำหนักของผู้ครองแว่นแคว้นรุ่นต่อรุ่นที่ควรเย็นชาสูงส่ง กลับอบอุ่นและเต็มไปด้วยความสงบ

แต่กระนั้นก็ให้ความรู้สึกมั่นคงดุจภูผาที่ไม่มีวันสั่นคลอน

 

เหมือนกับความรู้สึกที่เสด็จพ่อมอบให้พวกเขา...มอบให้ตน

 

“เจ้าตัวน้อย” เสียงทุ้มต่ำเปี่ยมอำนาจทักทายขึ้นมา เย่ซืออวิ๋นรีบลุกขึ้นแล้วถวายคำนับอย่างนอบน้อมทันที ใบหน้างามวาดรอยยิ้มออดอ้อน 

“เสด็จพ่อ...ท่านอาจารย์ลู่ด้วย”

“วันนี้เจ้าตัวน้อยโดดการประชุมเช้า แล้วมานั่งรอข้าที่นี่มีเรื่องสำคัญงั้นหรือ?” เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว นั่งลงบนเก้าอี้ไม้มังกร ส่วนลู่จิงก็ยิ้มรับคนที่โบกไม้โบกมือไม่ให้เขาเคารพตน แม้จะถูกพักงานแต่ลู่จิงก็ยังคงต้องไปฟังการว่าราชการยามเช้าอยู่ดี และขุนนางในท้องพระโรงไท่หยวนเหล่านั้นก็ว่าอะไรตนไม่ได้ด้วย

“เสด็จพ่อเพิ่งทรงงานหนักมา ดื่มชาอุ่นๆ ก่อนพ่ะย่ะค่ะ” มือเรียวงามยื่นอไปหยิบกาน้ำชามาชงชาอย่างคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นการล้างจอก ใส่ใบชา ชงชา พักชา รินชา จากนั้นก็ยื่นแก้วชาให้เย่เทียนหลงและลู่จิง ชาสีเขียวอ่อนจนและดูคล้ายสีทองในแก้วกระเบื้องเคลือบลายดอกบัวคราม...ปี้หลัวชุนยอดอ่อน

พระเนตรมังกรหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะรอดูว่าเจ้าตัวน้อยของพระองค์กำลังมาไม้ไหน มองของว่างบนโต๊ะที่พร่องไปจนเหลือน้อยชิ้นก็รับสั่งให้เกาจิ้นเตรียมสำรับเล็กๆ ไว้สำหรับเจ้าตัวตะกละน้อยและลู่จิง

“ว่ามาสิเจ้าตัวน้อย...วันนี้เจ้ามีอันใด จะอ้อนเอาอะไรอีกหืม?” เย่เทียนหลงวางแก้วชาลงก่อนจะยื่นมือไปดึงแก้มลูกชายคนโตเบาๆ เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้างเมื่อคนเป็นบิดาเดาทางได้

“ลูก เอ่อ...มาทูลขอบางเรื่องพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นพูดจบริมฝีปากแดงก็เม้มเข้าหากัน พวงแก้มขาวนั้นขึ้นสีระเรื่ออย่างน่ามอง ก่อนจะเสหลบตาทั้งพระบิดาและลู่จิง ยิ่งคนหลังเขายิ่งรู้สึกเขินอาย

เห็นท่าทางลูกชายแล้วเย่เทียนหลงก็ขมวดคิ้ว ดูเหมือนตนพอจะรู้ว่าเจ้าตัวน้อยมาพูดเรื่องอะไร โอรสวรรค์ผู้อยู่เหนือคนนับหมื่นส่งเสียงเหอะแค่นจมูกทันที

“ถ้าเรื่องที่เจ้าจะขอเกี่ยวกับเจ้าคนหน้าเป็นมารยาสารไถยอย่างลู่ถิงอวี่ ข้าไม่ฟังหรอกนะ”

“แฮ่ม!” ลู่จิงกระแอมเบาๆ มีอย่างที่ไหนมาว่าบุตรชายผู้อื่นต่อหน้าบิดาเขาเช่นนี้...ฝ่าบาทนี่ก็นะ อีกทั้งถ้อยวาจาที่ทรงว่าอาถิงนั่น ลู่จิงอยากจะถามเหลือเกินว่าพระองค์กำลังว่าตนเองอยู่หรือ

เย่เทียนหลงปรายตามองคนข้างๆ แล้วเลิกคิ้วคล้ายจะถามว่าเจ้าจะทำไม ทำเอาลู่จิงได้แต่ส่ายหน้าระอาอย่างไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคนเอาแต่ใจบางคน หันไปมองใบหน้างามๆ ขององค์ชายใหญ่แล้วจรรโลงสายตากว่ากันเยอะเลย!

“เสด็จพ่อ...” เย่ซืออวิ๋นลากเสียงยาวออดอ้อน เกาะแขนแกร่งของพระบิดาแล้วกะพริบตาปริบๆ “ลูก...”

“ไม่เอา” เย่เทียนหลงเองก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด พระเนตรคมกริบขึงขังอย่างที่สุด พยายามไม่มองสีหน้าและแววตาออดอ้อนของเจ้าตัวน้อย

 

พระองค์ไม่อยากใจอ่อนให้คนร้ายกาจบางคนได้กำไรหรอก!

ลูกชายเขา เขาหวง!

 

“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ...ฟังลูกสักครั้งเถิดนะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นทอดเสียงนุ่มๆ ช้อนตามองพระบิดาตาแป๋ว จนเย่เทียนหลงที่ไม่เคยใจแข็งกับอีกฝ่ายได้ถอนหายใจ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วจิ้มหน้าผากนูนไปหนึ่งที

“ว่ามาสิ ข้าลองฟังดู”

 

แต่จะรับปากหรือไม่ก็ค่อยว่ากันอีกที

 

“เอ่อ...ลูก...” เย่ซืออวิ๋นพยายามระงับความเขินอายและความร้อนของแก้มตัวเอง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่งราวรวบรวมความกล้า “ลูกมาทูลขอสมรสพระราชทานพ่ะย่ะค่ะ”

เย่เทียนหลงและลู่จิงนิ่งไป โดยเฉพาะคนแรกวรกายแกร่งชะงักจากนั้นก็แค่นเสียง “ของผู้ใด?”

“ของลูกกับถิงอวี่พ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง แววตาไม่มีแม้แต่ความสั่นไหว ราวกับสิ่งที่เขาพูดเป็นสิ่งที่เขาตัดสินใจโดยผ่านการคิดมาอย่างถี่ถ้วนดีแล้ว

 

เป็นการตัดสินใจสำคัญของชีวิต

 

เย่เทียนหลงถอนหายใจเบาๆ แม้จะรู้ว่าเรื่องนี้ต้องมาถึงสักวัน แต่ในฐานะคนเป็นพ่อที่ในสายตาลูกชายบ้านตนดีที่สุดแล้วนั้นไม่อยากยกเจ้าตัวน้อยที่แสนน่ารักน่าเอ็นดูคนนี้ให้ใครทั้งนั้น โดยเฉพาะเจ้าคนหน้าเหม็นที่จ้องจะแย่งบุตรชายพระองค์ไปตั้งแต่เด็กอย่างลู่ถิงอวี่ด้วยแล้วยิ่งไม่อยากจะยอมรับ

 

แม้เจ้าคนที่ว่าจะเป็นลูกศิษย์คนเดียวที่พระองค์สอนมากับมือ

แต่ลูกใคร ใครก็หวง

 

เขาพาล...ใช่เย่เทียนหลงยอมรับ

แล้วผู้ใดจะทำไมเล่า!

 

“เสด็จพ่อ...ลูกรักถิงอวี่ เขาเอง...ก็รักลูก พวกเราใจตรงกัน และอยากทูลขอให้เสด็จพ่อพระราชทานสมรสให้พวกเราทั้งคู่พ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วอย่างไร ในเมื่อเจ้าเป็นคนมาทูลขอเช่นนี้ ลู่ถิงอวี่ก็จะต้องแต่งให้เจ้า ต้องเป็นราชบุตรเขยของราชวงศ์”

เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้าจนเส้นผมกระจาย ก่อนจะหันไปกะพริบตาอ้อนลู่จิง บิดาหวงลูกที่ไม่อยากให้ลูกชายอ้อนคนอื่นนอกจากตนตาขวางใส่อัครเสนาบดีแล้วหันมามองลูกชายนิ่ง “ท่านอาจารย์ลู่อย่าบอกถิงอวี่นะ ว่าข้าพูดอะไรกับเสด็จพ่อไปบ้าง”

 

ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก...เย่ซืออวิ๋นคิดว่าตนเองก็เขินอายเป็น

เขามิได้หน้าหนาซักหน่อย!

 

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ลู่จิงรีบรับคำ นี่เพราะความน่าเอ็นดูขององค์ชายใหญ่ล้วนๆ

“จะให้ถิงอวี่แต่งเข้ามาได้อย่างไรกันเล่าพ่ะย่ะค่ะ ถิงอวี่ต้องเป็นอัครเสนาบดี ความสามารถของเขามากมาย นำมาใช้ทำประโยชน์ให้แว่นแคว้นนั้นเหมาะสมที่สุดแล้ว ถ้าแต่งให้ลูก ถิงอวี่ก็มิอาจนั่งตำแหน่งนี้ได้...ก็สมใจคนสกุลฉินไปน่ะสิพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นเจ้าจะเป็นฝ่ายแต่งเข้าจวนอัครเสนาบดี...แต่งเข้าสกุลลู่?” เย่เทียนหลงถามเสียงเรียบ เย่ซืออวิ๋นช้อนตามองพระบิดา ดวงตาที่ปกติมักเป็นประกายแวววาวดุจดวงดารา ยามอยู่ต่อหน้าเสด็จพ่อมักจะออดอ้อนอยู่เสมอ ยามนี้จริงจังแน่วแน่ จนขนาดเย่เทียนหลงยังรู้สึกว่า...ครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่เจ้าตัวน้อยของพระองค์ไตร่ตรองมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน

 

และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของตน

 

“พ่ะย่ะค่ะ”

“นั่นหมายความว่าอย่างไร...เจ้ารู้หรือไม่?”

“ลูกทราบดีพ่ะย่ะค่ะ...แต่อย่างที่ลูกเคยบอกกับเสด็จพ่อไว้ ว่าลูกมิต้องการบัลลังก์ ไม่ต้องการอำนาจ การที่ลูกแต่งเข้าจวนสกุลลู่จะสามารถลดทอนปัญหายุ่งยากให้น้องรองได้มากมายนัก อีกทั้งยังเป็นการทำให้สกุลฉินเสียเปรียบอย่างมหาศาลด้วย...”

“เจ้าคิดจะเป็นองค์ชายว่างงาน?”

เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้ารัว “แต่เดิมลูกอยากเป็นองค์ชายว่างงานพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้แม้จะยังอยากเป็นอยู่แต่สิ่งหนึ่งที่ลูกได้เรียนรู้...การที่เราเป็นเชื้อพระวงศ์เกิดมาสูงศักดิ์ ไม่ได้หมายความว่าเราอยู่เหนือผู้อื่น แต่นั่นหมายความว่าเรายิ่งต้องทำประโยชน์เพื่อแผ่นดิน ทำเพื่อราษฎรและเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นไม่มากก็น้อย ความสามารถของลูกมิได้มากมาย แต่ในฐานะองค์ชายผู้หนึ่ง...ลูกอยากใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนรู้เพื่อเป็นประโยชน์แก่แว่นแคว้นให้มากที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”

“การแต่งเข้าจวนอัครเสนาบดีจะทำให้เจ้าไม่สามารถเป็นขุนนางได้ ตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการเจ้าก็ไม่สามารถนั่งได้อีกแล้ว”

เย่ซืออวิ๋นยิ้มหวาน หัวเราะเบาๆ อย่างน่ารักน่าชังยิ่งนัก “นี่ลูกกลับคิดว่าเป็นเรื่องง่ายดายมากพ่ะย่ะค่ะ ถ้าลูกอยากทำงานทำการ อยากนั่งอยู่ในกรมพิธีการ ทั้งเสด็จพ่อ ท่านอาจารย์ลู่ ถิงอวี่ น้องรอง น้องสาม น้องสี่ ล้วนมีวิธีให้ลูกแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

ทั้งถิงอวี่และน้องชายของตนเองนั้นนิสัยเป็นอย่างไรมีหรือเขาจะไม่รู้ ลองเขาเอ่ยปากบอกสักคำสิ ทุกคนล้วนมีวิธีมากมายมาเสนอให้เขา อีกทั้งผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินอย่างฮ่องเต้ยิ่ง...ขอแค่เอ่ยคำเดียวมีหรือจะไม่ได้ในสิ่งที่เขาอยากได้น่ะ

เย่เทียนหลงหัวเราะหึ ดึงแก้มลูกชายเบาๆ “ยังดีที่เจ้ารู้ว่าบิดาเจ้าเก่งกาจยิ่งนัก”

“เสด็จพ่อเก่งกาจที่สุดอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยชมอย่างจริงใจ ลู่จิงก็ได้แต่อมยิ้มกับความน่าเอ็นดูขององค์ชายใหญ่ ดูสินั่นแค่วาจาประโยคเดียวก็ทำเอาบรรยากาศกดดันรอบวรกายฮ่องเต้หายวับไปหมดเลย

“เช่นนั้น...เสด็จพ่อจะอนุญาตหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว “ยังไม่มีคำว่าตกลงออกจากปากข้าสักคำเลยนะเจ้าตัวน้อย...เหตุใดข้าต้องยกบุตรชายตนเองให้ผู้อื่นด้วยเล่า...โดยเฉพาะเจ้าคนหน้าเหม็นเช่นลู่ถิงอวี่นั่น”

เย่ซืออวิ๋นพองลมที่แก้ม กะพริบตามองพระบิดาอย่างออดอ้อน “แต่ลูกกับถิงอวี่รักกัน...”

 

ชาติก่อนเป็นเขาคนเดียวที่รักลู่ถิงอวี่...แต่ชาตินี้นั้น...

พวกเขาทั้งสองล้วนใจตรงกัน

 

“เหอะ พวกเจ้ารักกันข้ารู้ดี เพียงแต่...ถ้าหากข้าบอกเจ้าว่า ต่อให้ลู่ถิงอวี่แต่งเข้าเป็นราชบุตรเขาเขาก็ยังจะได้นั่งตำแหน่งอัครเสนาบดีต่อจากลู่จิงต่อ เจ้าจะยังยืนยันคำเดิมอยู่หรือไม่เจ้าตัวน้อย” เย่เทียนหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้พระองค์จะบอกว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นการตัดสินใจของเย่ซืออวิ๋น แต่พระองค์ก็อยากจะให้อีกฝ่ายแน่ใจว่ายังมีทางเลือกที่ไม่ต้องเสียอำนาจในมือไป

เย่ซืออวิ๋นนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจ...อย่างที่เขาคิดไว้ ไม่ว่าตนจะเลือกทางไหน ล้วนมีทางออกเตรียมไว้ให้มากมายจริงๆ...ทางออกที่ทุกคนทำเพื่อเขา เพราะทุกคนรู้ดีว่าเย่ซืออวิ๋นไม่อยากให้ลู่ถิงอวี่สูญเสียตำแหน่งอัครเสนาบดีที่ควรได้ และชอบที่จะทำงานในกองช่างศิลป์ในกรมพิธีการ

 

ดังนั้นไม่ว่าเขาจะเลือกทางไหน จะแต่งเข้าจวนสกุลลู่หรือลู่ถิงอวี่จะแต่งเข้ามาเป็นราชบุตรเขย

ทุกอย่างก็จะไม่เปลี่ยนแปลง

 

ทางเลือกและทางออกที่แตกต่างจากชาติก่อน...

 

องค์ชายใหญ่เอียงหน้า ก่อนจะแย้มยิ้มอย่างงดงาม...เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่แสนจะแน่วแน่มั่นคง “ลูกก็ยังคงเลือกแต่งเข้าจวนสกุลลู่อยู่ดีพ่ะย่ะค่ะ”

“เพราะอันใด?”

เพราะเขาอยากปกป้องลู่ถิงอวี่ อยากปกป้องน้องชายทั้งสามคน...และทางหนึ่งก็อยากชดเชยให้ลู่ถิงอวี่ในชาติก่อนที่บังคับอีกฝ่ายแต่งงานกับตนเอง...เป็นความรู้สึกผิดที่ค้างคามานาน

 

อีกทั้ง...

เพราะรัก...และอยากครอบครองบุรุษผู้งดงามดุจสลักมาจากหยกขาวผู้นั้นให้เป็นของตนอย่างชอบธรรม

 

ชาติก่อนนั้นเขาทำได้เพียงรักและเก็บซ่อนไว้ แต่ชาตินี้ต่างกันออกไป...ในเมื่อตนปล่อยวางหลากหลายเรื่องได้แล้ว คลายปมที่ติดค้างในชาติก่อนได้จนเกือบทั้งหมดแล้ว

 

ดังนั้นเขาเพียงรู้สึกอยากไขว่คว้าสิ่งที่ชาติก่อนเขากลัวที่จะไขว่คว้า

ความรัก...จากคนที่รัก

 

“เพราะลูกรักถิงอวี่พ่ะย่ะค่ะ...รักและอยากให้เขามีเพียงลูกเท่านั้น สมรสพระราชทานไม่สามารถหย่าขาดได้ถ้าไม่มีราชโองการจากเสด็จพ่อ ลูกคิดว่า...เสด็จพ่อก็คงไม่มีทางออกราชโองการหย่าเป็นแน่” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ท่าทางที่แสนซนเช่นนั้นทำให้เย่เทียนหลงหัวเราะหึอย่างสมใจ

 

โอรสของพระองค์ก็ต้องเผด็จการบ้างเช่นนี้ล่ะถูกต้องที่สุดแล้ว!

 

“ถ้าเจ้าไม่อยากหย่าข้าใครก็ไม่มีวันพรากพวกเจ้าออกจากกันได้” นอกจากโอรสของพระองค์จะเป็นคนกล่าววาจาอยากหย่าเอง ต่อให้ลู่ถิงอวี่เป็นลูกศิษย์เขาเป็นลูกชายของลู่จิง เขาก็จะบังคับให้หย่า! หลังจากหย่าแล้วก็ส่งเจ้านั่นไปชายแดนเสียเลย!

“ลูกรู้พ่ะย่ะค่ะ...ลูกเลยกล้าที่จะขอสมรสพระราชทาน”

 

เพราะเชื่อมั่นในความรักความห่วงใยที่เสด็จพ่อมีให้ เชื่อมั่นในตัวลู่ถิงอวี่และน้องชายทุกคน

 

“เหตุผลของเจ้าฟังดูมีน้ำหนัก” เย่เทียนหลงพยักหน้า การที่บุตรชายขอสมรสพระราชทานกับลู่ถิงอวี่เพราะมั่นใจในตัวเขาที่เป็นพระบิดานั้นก็มากพอที่จะให้คนหวงลูกเริ่มยอมใจอ่อน...

นั้นสิพระองค์เป็นฮ่องเต้ ถ้าหากเจ้าหน้าเหม็นที่ไหนกล้าทำให้บุตรชายที่พระองค์รักเสียใจล่ะก็ จัดการเจ้านั่นตอนนั้นก็ยังไม่สาย แม้จะมั่นใจว่าบุรุษคลั่งรักที่รักเจ้าตัวน้อยยิ่งกว่าอะไรดีอย่างลู่ถิงอวี่ไม่มีทางมีวันนั้น แต่ทุกอย่างก็เผื่อไว้ดีกว่าแก้ ยังมีบรรดาน้องชายอีกสามคนให้ฝากฝังอีกด้วย

 

ดังนั้นผู้ใดจะมารังแกเจ้าตัวน้อยของพระองค์นั้น...ไม่มีทางเสียหรอก!

 

“แล้วเหตุใดเจ้าถึงเป็นคนมาคุยกับข้าเอง แต่เจ้าลู่ถิงอวี่นั้นไม่ยอมมา?”

“วันนี้ถิงอวี่ต้องเข้าไปจัดการงานให้เรียบร้อย ก่อนที่พรุ่งนี้จะเข้ามาทำงานแทนท่านอาจารย์ลู่ แล้วลูกก็เลยมาลองคุยคร่าวๆ ก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

 

ขืนให้ถิงอวี่มาพูดเรื่องนี้ มีหวังไม่ทันพูดอะไร เสด็จพ่อก็ไล่ถิงอวี่ออกไปไกลๆ ตำหนักจิ้งหยางแน่ๆ ซ้ำยังต้องออกคำสั่งให้บรรดาองครักษ์เมฆดำมากันมิให้ถิงอวี่เฉียดใกล้ตำหนักนี้อีกหลายวัน

หรือไม่...ก็เพิ่มงานจนถิงอวี่ขยับไปไหนไม่ได้

 

เห็นแววตาเจ้าตัวน้อยมองมาเช่นนั้นมีหรือบิดาหวงลูกจะไม่รู้ เย่เทียนหลงแค่นเสียงเหอะ ยกมือกอดอกแน่น ก่อนจะใจอ่อนยวบยามถูกลูกชายกอดแขนไว้ ใบหน้างดงามยิ่งกว่าสตรีนั้นกลิ้งไปมากับพระอังสากว้างของพระบิดา ออดอ้อนราวตนเองเป็นลูกแมวน้อย

 

ตอนยังเยาว์ก็ทำเช่นนี้ ตอนโตก็มิได้เปลี่ยนแปลง

ยังเป็นเจ้าตัวน้อยของพระองค์เช่นเดิม

 

“เรื่องราชโองการข้าออกให้ได้...แม้จะไม่เต็มใจเท่าไหร่ก็เถิด แต่เห็นแก่ความสุขของเจ้า” 

 

ในเมื่อลูกชายพระองค์กล้าขอ...ในฐานะบิดาเย่เทียนหลงไม่มีทางปฏิเสธ

 

เพราะเขาก็รู้ดีว่าลู่ถิงอวี่รักเจ้าตัวน้อยมากเท่าที่บุรุษคนหนึ่งจะรักใครอีกคนได้ จนเรียกได้ว่าในสายตาของเจ้านั่นมีแค่คนๆ เดียวด้วยซ้ำ เขาย่อมดีใจที่จะมีคนดูแลลูกของตนได้ดีเช่นนั้น เพียงแต่แค่หมั่นไส้และยากจะยอมรับที่เจ้าตัวน้อยจะถูกแย่งไปก็แค่นั้น

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ กอดพระศอของพระบิดาแน่น “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”

“แต่การเตรียมงานนั้นมิอาจเป็นไปอย่างเร่งรีบได้ เจ้าเป็นบุตรชายคนโตของข้า งานสมรสของเจ้าต้องสมเกียรติสมตำแหน่ง สามหนังสือหกพิธีการห้ามขาดแม้แต่ข้อเดียว อ้อ...แล้วก็เจ้าห้ามวุ่นวายกับงานพิธีเด็ดขาด แม้จะอยู่กรมพิธีการก็ให้ผู้อื่นไปทำเสีย เจ้าอยู่นิ่งๆ ไป ถ้ากลัวว่างนักก็ไปท่องเที่ยวนอกเมืองหรือไปช่วยงานเย่เฟิงก็ได้ เดี๋ยวข้าจะไปคุยกับเสวี่ยเหมยและจืออิง...” ยิ่งพูดเย่เทียนหลงก็ยิ่งรู้สึกว่ามีรายละเอียดมากมายนัก จนโอรสมังกรเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างเคร่งเครียด

ลู่จิงที่นั่งมองสองพ่อลูกยิ้มๆ อยู่สักพักหนึ่งอมยิ้มมากขึ้น มององค์ชายใหญ่ที่อีกไม่นานก็จะมาเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วอย่างเอ็นดู

 

คราวนี้ตนก็จะได้กอด ได้ดึงแก้มองค์ชายใหญ่ได้แล้ว!

ดียิ่งนัก!

 

มีองค์ชายใหญ่มาคอยเรียกท่านพ่อๆ และออดอ้อนอย่างน่าเอ็นดูราวลูกแมวต้องรู้สึกดีมากเป็นแน่ ตนจะได้เข้าครัวทำขนมสูตรเฉพาะของสกุลลู่และชงชาให้อีกฝ่ายบ่อยๆ มีองค์ชายใหญ่มาคอยชมและคอยกินของที่ตนทำนั้นต้องเป็นความรู้สึกที่พิเศษที่สุด

 

ส่วนอาถิง...ปล่อยให้ทำงานทำการไปเถิด!

 

“ส่วนเรื่องสินสอด องค์ชายอย่าได้กังวลพ่ะย่ะค่ะ ถิงอวี่เตรียมหนังสือสินสอดไว้บ้างแล้ว รอมีราชโองการออกมากระหม่อมจะนำมาถวายให้ลองทอดพระเนตรพ่ะย่ะค่ะ”

 

ที่จริงแล้วอาถิงเตรียมรายการสินสอดไว้ตั้งแต่อายุสิบสอง...แค่สิบสองเท่านั้นลูกชายตนก็หมายมั่นจะครอบครององค์ชายใหญ่ให้เป็นของตัวเองเสียแล้ว

 

เย่เทียนหลงหน้าบึ้งตึง ที่เห็นพ่อลูกสกุลลู่เตรียมการไว้เนิ่นนาน ขนาดเสี่ยวจิงยังมิทรงเข้าข้างพระองค์! 

ในฐานะฮ่องเต้แล้ว เขาต้องเรียกร้องความชอบธรรมให้ตนเอง!

เย่ซืออวิ๋นมองหน้าเสด็จพ่อที มองหน้าท่านอาจารย์ลู่ที ก่อนจะยกยิ้มซุกซน...คิดว่าเสด็จพ่อคงอยากอยู่กับอาจารย์ลู่ตามลำพังมากกว่า

 

อืม...แล้วก็ให้ท่านอาจารย์รับแทนถิงอวี่ไปแล้วกัน

 

“เช่นนั้นลูกขอทูลลาก่อนพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อและท่านอาจารย์ลู่อย่าลืมพักผ่อนเยอะๆ นะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นคลี่รอยยิ้มซุกซน เห็นเช่นนั้นเย่เทียนหลงก็ได้แต่หัวเราะอย่างเอ็นดู รวบตัวบุตรชายกอดไว้จนเย่ซืออวิ๋นเท้าลอยจากพื้น แม้จะอายุจนกำลังจะมีครอบครัวแล้วแต่องค์ชายใหญ่ก็ยังถูกบิดาอุ้มได้ง่ายๆ สบายๆ ไม่ต่างอันใดกับยามที่ยังอายุสิบสองเลย

“อืม...เดี๋ยวเสวี่ยเหมยกับจืออิงกลับมาจากวัดเกาเสียง เจ้าก็แวะไปบอกพวงนางด้วยแล้วกัน”

“ลูกทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ...เอ่อ เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ถ้าหากลูกอยากทูลขอว่าในราชโองการพระราชทานสมรสอย่าทรงระบุว่าลูกจะแต่งเข้าให้ถิงอวี่จะได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“ได้สิ ราชโองการของข้าก็ตามใจข้าอยู่แล้ว...เจ้าอยากเอาคืนสกุลฉินล่ะสิ?”

“พ่ะย่ะค่ะ”

เย่เทียนหลงยกยิ้มร้ายกาจ “ไม่ต้องห่วง...ให้พวกเขารู้ทีหลังคงสนุกมิน้อยทีเดียว เรื่องนี้ถ้าหากใครไม่พูดก็ไม่มีใครรู้ ต้องรอจนกว่าจะถึงวันงานมงคลสมรสนั่นล่ะ”

“เสด็จพ่อทรงเข้าใจลูกที่สุดเลยพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มแป้นให้พระบิดา จากนั้นก็ถวายคำนับอย่างงดงามแล้วเดินออกจากตำหนักจิ้งหยางไป ท่านอัครเสนาบดีที่จะออกไปด้วยกลับถูกพระหัตถ์หนารั้งแขนไว้ ร่างทั้งร่างถูกดึงเข้าสู่อ้อมแขนแกร่งกอดไว้แน่น สุรเสียงเจ้าเล่ห์กระซิบข้างหู พร้อมฟันคมๆ ที่ขบหูลู่จิงแรงๆ

“ไหนว่ามาสิเสี่ยวจิง เหตุใดเจ้าจึงเข้าข้างลู่ถิงอวี่มากกว่าข้า” 

ถ้อยคำกล่าวหาอย่างเอาแต่ใจที่ทำให้ลู่จิงได้แต่ไร้คำพูดคำจา จะตีอีกฝ่ายก็มิได้เพราะร่างกายถูกรวบกอดไว้แน่น สุดท้ายเสี่ยวจิงก็ถูกหลงเกอของตนถามหาความยุติธรรมที่เรียกร้องจนได้

 

..........

 

ส่วนคนที่ถูกขอสมรสพระราชทานด้วยอย่างลู่ถิงอวี่วันนี้เนื่องจากงานของเขามากมายนัก จนแทบจะกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ ทั้งงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์ชายรัชทายาท งานเดิมที่ตนรับผิดชอบอยู่ และงานในตำแหน่งรักษาการณ์อัครเสนาบดี ทำให้แม้จะได้เวลาเลิกงานแล้วลู่ถิงอวี่ก็ต้องอยู่สะสางงานต่อ ส่วนฉินไห่ฟงนั้นก็ก็ต้องรีบจัดการงานที่สำนักราชบัณฑิตให้เรียบร้อย

ลู่ถิงอวี่เอื้อมมือไปหยิบแก้วชาที่มีไออุ่นมาดื่ม ข้างนอกห้องยังมีข้ารับใช้ที่รอให้เขาเรียกอยู่หากต้องการอะไร และน้ำชาก็ถูกเปลี่ยนทุกๆ ครึ่งชั่วยามเพราะกลัวจะเสียไออุ่นของชาไปจนเขาไม่สบาย เป็นความใส่ใจที่คนบางคนกำชับไว้เป็นมั่นเหมาะ

 

และลู่ถิงอวี่ก็ไม่มีทางดื้อกับคนคนนั้นได้เลย...

เขาไม่มีทางดื้อดึงกับว่าที่ภรรยาตนเองหรอก

 

ยิ่งคิดถึงใบหน้างามที่เมื่อวานซุกอยู่กับอกของเขาไม่ไปไหน จนถึงตำหนักลั่วสุ่ยแล้วก็ยังไม่รู้ตัว สุดท้ายองค์ชายรัชทายาทก็ได้แต่มาอุ้มพี่ชายออกไปจากอ้อมแขนของตน ลูกแมวน้อยแสนงามกินหม้อไฟไปแก้มแดงไปด้วย หลบสายตาทุกคนโดยเฉพาะสายตาของลู่ถิงอวี่

 

น่าเอ็นดูและน่ารักยิ่งนัก

 

แต่ก็เพราะเช่นนั้นเมื่อคืนเขาเลยถูกน้องชายหวงพี่กลั่นแกล้งและท้าตีท้าต่อยไปหนึ่งยก แม้จะเป็นสามรุมหนึ่งแต่ดูเหมือนบรรดาองค์ชายแห่งต้าเซี่ยทั้งสามจะไม่สนใจแม้แต่น้อย

 

ขี้หวงกันทั้งบ้านจริงๆ

 

ส่วนพี่ใหญ่ผู้ถูกทุกคนหวงยามนี้คงอยู่ที่ตำหนักลั่วสุ่ยนอกวัง กำลังวาดภาพหรือไม่ก็กินมื้อค่ำอยู่กระมัง...แค่ห่างกันวันเดียวไม่เห็นหน้าไม่กี่ชั่วยามลู่ถิงอวี่ก็รู้สึกว่า...

 

ตนเองก็รู้สึกคิดถึงขึ้นมาแล้ว

 

เสียงเลื่อนประตูเปิดออกอีกครั้ง พร้อมร่างของคนเป็นพ่อที่เดินเข้ามา ทำให้ลู่ถิงอวี่เลิกคิ้วยิ้มๆ ก่อมจะลุกขึ้นและคำนับบิดา “ท่านพ่อ”

“งานยังไม่เสร็จอีกหรืออาถิง ป่านนี้แล้วเจ้าควรกลับจวนได้แล้วนะ” เพราะขุนนางเกือบทั้งหมดก็เลิกงานกลับบ้านช่องของตนเองกันไปหมดแล้ว มีเพียงลูกชายเขานี่ล่ะที่อยู่โยงจนมืดค่ำปานนี้

“ต้องเร่งจัดการให้เสร็จขอรับ ท่านพ่อเล่ามีอันใดหรือไม่ถึงได้มาหาข้าถึงนี่ได้”

ลู่จิงยิ้ม “นานๆ ทีคิดว่ากลับจวนกับลูกชายก็คงจะดีเช่นกัน เพราะลูกชายข้ามักเอาเวลาไปอยู่กับองค์ชายใหญ่เสมอ จนบิดารู้สึกเหงาขึ้นมา”

ลู่ถิงอวี่มองคนเป็นพ่อที่ทำน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจแต่แววตาดูจะพราวระยับ ท่านพ่อไม่ได้พูดจริงๆ หรอก แค่อยากแหย่เขาเล่นเท่านั้นเอง

“ข้าว่าท่านพ่อคงไม่มีเวลาเหงาหรอกขอรับ เจ้าของรอยที่คอท่านพ่อ...” ลู่ถิงอวี่ลากเสียงยาวเล็กน้อย ก่อนจะเห็นบิดาตัวเองรีบยกมือขึ้นจับลำคอตัวเองเขาก็หัวเราะหึๆ

“อาถิง!”

“หึๆ ท่านพ่อรอสักประเดี๋ยวนะขอรับ ข้าจะเก็บงานตรงนี้กลับไปที่จวนด้วย” ลู่ถิงอวี่ม้วนกระดาษไว้บนแขนสามสี่ม้วน จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปพร้อมบิดา

แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดฉายไปทั่วฟ้า ยิ่งในวังหลวงที่มีทิวทัศน์งดงามเช่นนี้ก็ยิ่งย้อมทุกสรรพสิ่งให้งดงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม พ่อลูกสกุลลู่เดินข้างกันทำให้เหล่าข้าราชบริพารทั้งหลายต่างมองตามกันเป็นแถว เพราะรู้สึกว่านานแล้วที่พวกเขาไม่ได้เห็นภาพเช่นนี้

“เหตุใดวันนี้ฝ่าบาทถึงได้ปล่อยให้ท่านพ่อกลับบ้านกับข้าได้เล่าพอขอรับ”

“เจ้าพูดราวกับว่าพระองค์จะไม่ให้ข้าไปไหนอย่างนั้นล่ะ”

ลู่ถิงอวี่หัวเราะในลำคอ เพราะเขาคิดว่าถ้าหากทำได้ฝ่าบาทคงอยากขังท่านพ่อของตนไว้ในตำหนักจิ้งหยางไม่ให้ไปไหน ไม่ให้ใครเห็นจริงๆ นั่นล่ะ ตั้งแต่สกุลฉินปล่อยข่าวลือเรื่องทั้งสองคน ดูเหมือนฝ่าบาทก็ไม่จำเป็นต้องระวังพระองค์แล้ว อีกทั้งขุนนางทั้งบัณฑิตหลายคนต่างก็ชื่นชมและหมายปองในตัวท่านพ่อของเขาไม่น้อย แล้วทำไมลู่ถิงอวี่จะไม่รู้ว่าฝ่าบาทแทบอยากจะป่าวประกาศหรือออกราชโองการให้ผู้คนทั่วหล้ารู้กันแล้วว่าท่านพ่อน่ะมีเจ้าของแล้ว

 

ห้ามใครมายุ่งเกี่ยวเด็ดขาด

 

ลู่จิงส่ายหน้าอย่างระอา รู้สึกราวคุยกับฮ่องเต้เย่เทียนหลงอยู่เลย สองคนนี้สมแล้วที่เป็นศิษย์อาจารย์กัน บางอย่างก็คล้ายคลึงกันยิ่งกว่าตนที่เป็นบิดาอีก “อีกไม่นานเจ้าก็ต้องมีคนให้ดูแลเพิ่มแล้ว ถ้าทำงานหนักเช่นนี้ระวังเถิดบิดาเขาจะทวงคนคืน”

พอได้ยินประโยคที่ว่าลู่ถิงอวี่ก็ชะงักเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อหรี่ลงราวจะเดาเรื่องราวได้ ใบหน้าหล่อเหลางดงามจนเป็นที่หมายปองของบุรุษและสตรีครึ่งเมืองหลวงนั้นยามนี้ทวีความอ่อนโยนเจือความอ่อนหวานมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

“องค์ชายใหญ่...ไม่เข้าร่วมประชุมเช้าเพราะรอเข้าเฝ้าฝ่าบาทหรือขอรับ”

ลู่จิงหัวเราะ ส่ายหน้า “ข้าไม่บอกเจ้าหรอกอาถิง ข้าอยู่ข้างองค์ชายใหญ่”

เห็นท่านพ่อของตนเลือกข้างเป็นมั่นเหมาะแล้วลู่ถิงอวี่ก็มิได้โกรธ เขารู้ดีว่าแต่ไหนแต่ไรมาลูกศิษย์คนโปรดของท่าอัครเสนาบดีลู่นั้นคือองค์ชายใหญ่ ท่านพ่อน่ะอยากกอด อยากหอม อยากดึงแก้มนุ่มๆ นั่นจะแย่ แต่ก็เกรงและเคารพศักดิ์และฐานะของอีกฝ่าย รวมถึงบิดาใจแคบที่หวงลูกบางคน ท่านพ่อก็เลยได้แต่อดกลั้นเอาไว้ 

“ไม่เป็นไรขอรับ ข้าอยากให้ท่านพ่อเอ็นดูเขาเยอะๆ เพราะเขาคู่ควรกับความรักนั้น”

ลู่จิงหัวเราะ ยื่นป้ายผ่านเข้าออกวังหลวงให้เหล่าทหารรักษาการณ์ ทุกคนคำนับท่านอัครเสนาบดีกับคุณชายลู่เรียบร้อยก็ตรวจสอบป้ายและคืนทั้งคู่ สองพ่อลูกเลือกที่จะเดินกลับจวนแทนนั่งรถม้า ทำเอาคนขับรถม้าจวนอัครเสนาบดีได้แต่กะพริบตาปริบ ได้แต่ถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี บังคับรถม้าเอื่อยๆ ตามหลังเจ้านายทั้งคู่

เหล่าชาวบ้านสองข้างทางที่สังเกตเห็นทั้งคู่พากันทักทาย หนึ่งอัครเสนาบดีหนึ่งคุณชายตอบกลับด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง เพราะทั้งสองคนมักมาเดินเล่นในเมืองกันบ่อยๆ

“เจ้าเตรียมรายการสินสอดไปถึงไหนแล้ว” ลู่จิงเดินไปด้วยพูดคุยกับลู่ถิงอวี่ไปด้วย ที่พวกเขาเลือกจะเดินเพราะจวนอัครเสนาบดีนั้นก็มิได้ไหลจากวังหลวงเท่าไหร่นัก อีกทั้งเดินไปเช่นนี้จะได้เดินเที่ยวดูความเป็นไปของชาวบ้านไปด้วย พูดคุยกันไปด้วย

“น่าจะอีกสักพักขอรับ” แม้รายการที่เขาเตรียมไว้จะมากมายจนยาวแทบจะม้วนไม่หมดแล้ว แต่ลู่ถิงอวี่ก็ยังจะสรรหามาเพิ่มได้อีกเรื่อยๆ...เขาใช้เวลาเตรียมมานานหลายปี 

 

ในเมื่อวาดหวังจะครอบครองสมบัติล้ำค่าของคนสกุลเย่ที่ร่ำรวยมหาศาลแล้วจะให้น้อยหน้าได้อย่างไร

หากสินสอดทองหมั้นไม่สมเกียรติเชื่อว่าฮ่องเต้ได้ทรงโยนหนังสือสินสอดของตนทิ้งเป็นแน่

 

“อืม บ้านเรามิได้ยากจน คลังสมบัติสกุลลู่ก็มั่งคั่งมาตั้งแต่อดีต ขาดเหลือสิ่งใดก็บอกข้า ข้าจะได้ช่วยหา”

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ “จะแต่งภรรยาก็ต้องรับผิดชอบเอง จะให้ท่านพ่อเดือดร้อนได้อย่างไรกันขอรับ”

เห็นท่าทางที่แสนจะมีความสุขของลูกชายแล้วลู่จิงก็รู้สึกได้เลยว่าเหตุใดฝ่าบาทและองค์ชายอีกสามพระองค์ถึงได้หมั่นไส้อาถิงนัก...บางทีเขาก็หมั่นไส้ลูกชายตนเองเหมือนกัน

สองพ่อลูกเดินทางกลับมาถึงหน้าจวนตอนแสงอาทิตย์สุดท้ายลับขอบฟ้าพอดี ราตรีกาลย่างกรายเข้ามาครอบคลุมผืนฟ้า พ่อบ้านซุนจี้ที่มายืนรอรับเจ้านายอยู่หน้าจวนรีบโค้งคำนับแล้วเปิดประตูให้ทั้งคู่ทันที

“องค์ชายใหญ่มารอคุณชายอยู่ขอรับ”

ลู่ถิงอวี่รีบก้าวยาวๆ ไปที่ศาลาริมสระของจวนทันที เพราะเขารู้ดีว่าถ้าหากอีกฝ่ายมารอก็ไม่ชอบรออยู่ที่ห้องรับรอง แต่มักจะไปนั่งรออยู่ที่ศาลาริมสระมากกว่า...

 

ศาลาที่เขาให้คนมาปรับปรุงภูมิทัศน์ทุกฤดูกาล เพื่อให้ถูกตาต้องใจองค์ชายใหญ่ที่สุด

 

“องค์ชายใหญ่มารอนานหรือยัง?” ถ้าหากรู้เช่นนี้เขาจะได้นั่งรถม้ากลับจวนให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องรอ

“เพิ่งมาก่อนหน้านายท่านกับคุณชายไม่นานขอรับ” 

ลู่ถิงอวี่ไม่อยู่รอฟังเสียแล้ว แทบจะใช้วิชาตัวเบาไปที่ศาลาริมสระทันที ลู่จิงได้แต่ส่ายหน้าพลางหัวเราะ ตบไหล่ซุนจี้เบาๆ “เห็นทีหลังจากนี้จวนสกุลลู่ของพวกเราคงต้องเตรียมการต้อนรับเจ้านายอีกคนแล้วล่ะ อาซุน”

พ่อบ้านซุนจี้เบิกตากว้างไว้เพียงครู่ก่อนจะตาเป็นประกายด้วยความยินดี แทบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ ทำเอาลู่จิงหัวเราะ “เอาล่ะๆ ข้ารู้ว่าต่อให้งานเพิ่มขึ้นเจ้าก็ยังจะดีใจ ไปชาชาสำเนียงริณไหลให้องค์ชายใหญ่กันดีกว่า”

“ขอรับ” งานหนักแค่ไหนพวกเขาก็พร้อม!

ส่วนคนที่รีบก้าวเร็วๆ ของลู่ถิงอวี่นั้นยามมาถึงศาลาริมสระ เขาก็เห็นใบหน้างดงามที่นั่งเท้าคางกับโต๊ะหยกสีเขียวเข้ม แสงจากโคมไฟย้อมใบหน้านั้นให้ดูงดงามเปี่ยมเสน่ห์มากยิ่งขึ้น และยามที่ใบหน้านั้นหันมาทางตน ริมฝีปากแดงดุจสีของดอกเหมยนั้นคลี่แย้ม ดวงตางดงามล้อแสงไฟเป็นประกายระยับยิ่งกว่าดวงดาราบนผืนฟ้า

 

และมันอ่อนหวานเป็นพิเศษยามทอดมองมาที่ตน

 

หัวใจของลู่ถิงอวี่สั่นไหวทุกครั้งยามเห็นท่าทางเช่นนี้ และยิ่งนานวันเขาก็เริ่มยิ่งควบคุมตัวเองไม่ได้...แค่จุมพิตนั้น บางครั้งลู่ถิงอวี่ก็รู้สึกว่ามันไม่พอ ยิ่งได้สัมผัสเขาก็ยิ่งปรารถนามากยิ่งขึ้นๆ...ยิ่งขึ้น

“ถิงอวี่” ยามที่เสียงนั้นขานเรียกชื่อตน ลู่ถิงอวี่ไม่เคยต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย และไม่เคยห้ามรอยยิ้มของตนเองหรือกระทั่งที่แววตาอ่อนโยนลงได้เลย เขารีบก้าวไปกอบกุมมือเรียวนั้นไว้ กระชับแน่น สิบนิ้วสอดประสานกันแนบแน่น

“ซืออวิ๋น”

 

ขานเรียกชื่อของกันและกัน กอบกุมมือกันไว้

เสมือนวัยเยาว์ที่ผ่านมา

 

จวบจนบัดนี้...ก็ยังเหมือนเดิม

 

…………

……ต่อ……


 

วัดเกาเสียงอันเป็นวัดประจำราชวงศ์เย่แห่งต้าเซี่ยมาช้านานนั้นยามนี้มีผู้คนเดินสวนไปมากันขวักไขว่ โดยเฉพาะบรรดาสตรีชั้นสูงทั้งหลายที่เดินไปเดินมา เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่พวกนางจะอยู่ที่นี่แล้ว ฮองเฮามาสวดมนต์ขอพรที่วัดเกาเสียงครบเจ็ดวันแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันกลับดังนั้นบรรดาคุณหนูทั้งหลายเลยเตรียมตัวกันมิให้ขาด

ส่วนนายหญิงแห่งวังหลังนั้นยามนี้นั่งเอกเขนกดื่มชาอยู่ในห้อง มองคู่สนทนาที่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงได้วิ่งมาถึงนี่ไม่ยอมดูแลวังหลังแทนนางดีๆ ทั้งๆ ที่วันนี้นางเองก็จะกลับแล้ว

 

แล้วดูสิยังมาทำหน้าเหมือนเด็กๆ ใส่กันอีกทั้งๆ ที่อายุก็ไม่น้อยแล้วแท้ๆ

 

“จืออิง...”

“ไม่เจอพี่หญิงตั้งเจ็ดวันรู้สึกเหงาเลยมาหาเจ้าค่ะ” ว่านกุ้ยเฟยยิ้มกว้าง นางปลอมตัวออกมาจางวังหลวง อาศัยที่ตนเองมีวรยุทธ์เป็นเลิศแอบเข้ามาวัดเกาเสียงแห่งนี้ได้อยางไม่ยากเย็น

ฮองเฮาเสวี่ยเหมยยื่นมือไปจิ้มหน้าผากกุ้ยเฟยอย่างหมั่นไส้...จืออิงคงเบื่อที่ไม่ได้แสดงละครหาเรื่องทะเลาะกับนาง บรรดานางสนมในวังหลังเหล่านั้นล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจืออิงหรอก

“เจ้าคิดถึงข้าหรืออยากมาพบใคร...หืม?”

หยางจืออิงหัวเราะเมื่อถูกดักคอ กุ้ยเฟยคนงามมองสตรีสองคนที่นั่งนับม้วนพระธรรมคัมภีร์กัน บางครั้งนางก็รับรู้ถึงสายตาที่มองมา คนแรกเป็นหลานสาวสุดที่รักของนางเอง ส่วนอีกคน...

“เจ้าคือฉินฮวาซิงสินะ งดงามสมคำร่ำลือมจริงๆ”

ฉินฮวาซิงชะงักมือเมื่อถูกเรียกขานนาม นางวางม้วนคัมภีร์ลงก่อนจะลุกขึ้นยืนและถอนสายบัวคำนับอย่างสง่างาม “หม่อมฉันฉินฮวาซิงถวายพระพรว่านกุ้ยเฟยเพคะ”

“กริยามารยาทงาม หน้าตาหรือก็งดงาม...”

 

อีกทั้งดวงตาคู่นั้น...ก็เป็นดวงตาที่แน่วแน่เจิดจ้า คล้ายกับดวงตาของพวกนางยามเยาว์วัยนัก

เป็นดวงตา...ที่มองไปยังอนาคตข้างหน้า...

 

ถึงว่าสิว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงทำให้เจ้าลูกชายของนางที่วันๆ ไม่เคยมองสตรีสนใจได้ถึงเพียงนี้

 

ยิ่งคิดกุ้ยเฟยคนงามก็หัวเราะ กวักมือเรียกฉินฮวาซิงมาใกล้ๆ “เจ้าเป็นหมอหญิงสินะ เดินทางไปชายแดนบ่อยๆ คงลำบากไม่น้อย”

“ไม่ลำบากเลยเพคะ หม่อมฉันดีใจที่ทำ”

“ได้ยินว่าที่เจ้าเป็นหมอทางสกุลไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่สินะ”

ฉินฮวาซิงชะงักเล็กน้อย ดูเหมือนว่าทางวังหลวงจะรู้เรื่องราวในจวนสกุลฉินดี ก็ไม่แปลกนักหรอก...แต่ดูเหมือนสกุลของนางจะไม่รู้ว่ากำลังเสียเปรียบ และคิดว่าตนเองกำลังได้เปรียบอยู่

“เพคะ”

“หึๆ ไม่ต้องกลัวหรอก เห็นเจ้าที่งดงามเช่นนี้แล้วชวนให้ข้าคิดถึงสหายคนหนึ่ง นางได้ชื่อว่าเป็นคนสกุลฉินเช่นเดียวกับเจ้า แต่ดวงตาของเจ้า...เจิดจ้ากว่านางมากนัก”

หัวใจของฉินฮวาซิงเต้นรัวเพราะรู้ดีว่าสหายคนนั้นที่ว่านกุ้ยเฟยตรัสถึงคือใคร...

 

ฉินฉางเล่อ...

 

“หม่อมฉัน...” เสียงของฉินฮวาซิงสั่นไหว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ ยามที่หยางฉิงตบมือแปะๆ ลงบนหลังมือนาง คุณหนูจวนแม่ทัพยิ้มหวานแล้วทำหน้าออดอ้อนใส่ว่านกุ้ยเฟย

“พี่ฮวาซิงไม่ต้องกลัวนะ ท่านน้าน่ะใจดี”

เห็นคุณหนูทั้งสองสนิทสนมกันดีเช่นนี้ในเวลาไม่นานก็ทำให้ฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

“หม่อมฉันอยากรู้จักฉินกุ้ยเฟยให้มากขึ้นเพคะ...ถ้าหากฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยไม่รังเกียจ หม่อมฉันอยากทราบเรื่องของพระนาง...”

“หืม? เพราะอันใดเล่า?”

“เพราะฉินกุ้ยเฟยก็มิต่างกับหม่อมฉัน...เป็นหมากเพื่ออำนาจของสกุล ไม่มีสิทธิ์เลือกวิถีชีวิตและเส้นทางของตนเอง แม้กระทั่งเรื่องของความรัก...ก็หาได้เลือกด้วยตนเอง”

คำตอบของฉินฮวาซิงทำให้ว่านกุ้ยเฟยหัวเราะหนึ่งเสียง “ไม่หรอก...เจ้าต่างจากฉางเล่อ ตรงที่เจ้ารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และกำลังทำอะไร ในเรื่องของความรัก...ฉางเล่อไม่ได้ถูกบังคับ แต่นางแค่รักผิดวิธี...และในขณะเดียวกันนางก็ถูกความรักนั้นทำร้ายอย่างสาหัส”

สตรีที่งดงามที่สุดในแว่นแคว้นผู้นั้น...แค่รักและอยากครอบครอง เมื่อรู้ว่าหทัยมังกรไม่ได้อยู่ที่ตนเลยทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ครอบครอง จนต้องแตกหักกัน วันเวลาในวังหลวงที่แสนเย็นชาได้พรากความสดใสของนางไปจนสิ้น ฉางเล่อรู้ตัวและปลงได้เมื่อสายเกินไป และถูกทำร้ายอย่างไม่น่าอภัย

 

จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายบุญธรรมของนางเอง!

 

วันที่องค์ชายใหญ่ถือกำเนิด เป็นวันเดียวกับที่ว่านกุ้ยเฟยโกรธเกรี้ยวจนอยากถือดาบไปฆ่าคนสกุลเสียให้หมด ถ้าหากไม่ใช่แววตาราวคนแตกสลายและคำขอร้องของฉางเล่อแล้วล่ะก็...ฝ่าบาทก็คงทำไม่ต่างจากนาง

แม้พวกเขาจะแตกหักกันไปหลายปี...แต่มิตรภาพในอดีตไม่ได้ทำให้พวกเขาทอดทิ้งสตรีที่แตกสลายไว้คนเดียว นั่นเป็นครั้งแรกหลังจากหลายปีผ่านไปที่พวกนางได้นั่งพูดคุยกันดีๆ

 

แม้ฉางเล่อมจะทำหลายอย่างที่ผิดพลาดไป

แต่ในฐานะมารดาคนหนึ่งแล้ว...สตรีนางนี้ทุ่มเททุกอย่างได้เพื่อบุตรชายของนาง เป็นมารดาที่ควรนับถือและชื่นชมที่สุดผู้หนึ่ง

 

“ถ้าหากเจ้ามีเวลาว่างก็เข้าวังไปพร้อมฉิงเอ๋อร์ได้” เสียงของฮองเฮาดึงว่านกุ้ยเฟยให้กลับจากห้วงความคิด นางหันไปยิ้มเย้าฉินฮวาซิง

“ใช่ๆ เจ้าต้องมาบ่อยๆ ข้ามีเรื่องอยากพูดคุยกับเจ้ามากมายเลย...โดยเฉพาะเรื่องของลูกชายข้า”

คุณหนูใหญ่สกุลฉินรู้สึกเหมือนถูกหยอกให้เขิน และนางก็แก้มร้อนขึ้นมาจริงๆ จนต้องหลุบตาต่ำลง เหลือบมองหยางฉิงที่หัวเราะขำนางจนอยากยื่นมือไปหยิกแก้มแรงๆ สักที

 

คนจวนแม่ทัพนี่ล้วนรับมือยากจริงๆ !

 

โดยเฉพาะบุรุษผู้นั้นที่ชอบกล่าววาจายียวนใส่นาง ทำให้นางควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่เป็นตัวของตัวเอง พอทนเขาไม่ได้เขาก็หัวเราะชอบใจ ตั้งแต่นางมาไหว้พระขอพรที่วัดเกาเสียงนี้องค์ชายสามก็ต้องมายียวนนางแทบจะทุกวัน ตอนเขากลับไปชายแดนก็มาขูดรีดเอายาสมุนไพรล้ำค่าจากนางไปอีก

 

บางครั้งฉินฮวาซิงก็อยากทุบตีหรือทำร้ายอีกฝ่ายให้หนัก แต่เพราะเขาเป็นเชื้อพระวงศ์และมีวรยุทธ์สูงกว่านาง มากที่สุดที่นางที่นางทำได้คือการถลึงตาใส่เขาเท่านั้นล่ะ

 

“พี่ฮวาซิงแก้มแดง ภาพเช่นนี้หายากนะเจ้าคะฮองเฮา ท่านน้า...พี่ฮวาซิงอย่าหยิกแก้มข้านะ” หยางฉิงกะพริบตาออดอ้อน วิชานี้นางซึมซับมาจากพี่ใหญ่ผู้น่ารัก ไม่ว่าใครก็ต้องใจอ่อน! และนั่นไงล่ะมือของฉินฮวาซิงชะงักทันที จนหยางฉิงหัวเราะชอบใจ

 

พี่สาวคนงามจากสกุลฉินน่ะน่ารักมากจริงๆ ! เป็นคนนิ่งๆ ที่น่าหยอกเย้ายิ่งนัก!

 

พอๆ กับพี่สาวอีกคนที่ป่านนี้คงพอกหน้ารักษาความงามของตนอยู่ในเรือน แต่รายนี้น่ะหยางฉิงรู้สึกราวอีกฝ่ายเป็นน้องมากกว่า

“เจ้านี่นะ” ฮองเฮายื่นมือไปลูบหัวหยางฉิงอย่างเอ็นดู “เอาล่ะๆ พวกเจ้าไปเตรียมตัวเถิด จะได้กลับไปพักผ่อนกัน ส่วนม้วนพระธรรมเดี๋ยวข้าจะให้คนนำไปถวายที่อารามเจ้าอาวาส ตรวจสอบขั้นตอนสุดท้ายก็คงแบ่งให้สถานศึกษาในเมืองหลวงและส่งไปต่างเมืองได้”

 

ม้วนพระธรรมมากมายเหล่านี้อย่างไรแล้วก็ต้องส่งลงไปให้ชาวบ้านได้อ่านกันอยู่แล้ว

 

“ทูลลาเพคะ” หยางฉิงและฉินฮวาซิงย่อกายลงอย่างงดงามก่อนจะเดินออกจากห้องไป สองสตรีผู้ยิ่งใหญ่แห่งวังหลังมองหน้ากันยิ้มๆ

“เห็นเด็กๆ แล้วหม่อมฉันก็คิดถึงพวกเราสมัยก่อนเลยเพคะ เพียงแต่...ในยามนั้นพวกเรามิได้มีความสุขและมีทางเลือกเหมือนพวกเขาในวันนี้”

“ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ...นั่นหมายความว่ายิ่งที่พวกเราทุ่มเทเพื่อพวกเขาไม่ได้สูญเปล่า”

เพราะพวกนางรู้ดีว่าการที่ไม่ได้ตัดสินใจเลือกวิถีชีวิตของตนเองนั้นเป็นอย่างไร รู้ดีว่าการถูกใช้เพื่อเป็นหมากในอำนาจนั้นเป็นอย่างไร เลยพยายามทุ่มเทไม่ให้เด็กๆ ต้องเผชิญความรู้สึกแบบเดียวกันอีก...

“แม้ตอนนั้นจะลำบาก แต่ตอนนี้ข้ามีความสุขดีเจ้าค่ะ มีลูกชายที่น่าเอ็นดูตั้งสี่คน อีกทั้งตอนนี้กำลังจะมีว่าที่ลูกสะใภ้ที่แสนงดงามด้วยแล้ว รู้สึกว่าไม่เสียดายชีวิตแล้วเจ้าค่ะ”

“พูดราวตัวเองเป็นคนแก่ไปได้นะเจ้า เจ้ายังต้องช่วยข้าเลี้ยงหลานต่ออีกนะจืออิง”

“นั่นสิเพคะ”

หลากหลายเรื่องราวในชีวิตของพวกนาง แต่งงานกับบุรุษคนเดียวกัน บุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสหายเป็นพี่ชาย กำเนิดบุตรชาย ฉางเล่อเคยหัวเราะเหยียดหยามว่าพวกนางก็น่าสงสารและสังเวชไม่แพ้นาง แต่ช่วงเวลาตอนนั้นพวกนางก็ไม่ได้มีทางเลือกมากมายนัก...นอกเหนือจากคำว่า ‘หน้าที่’ แล้วนั้นพวกนางทำเช่นนี้...

 

เพื่อวาดหวังและมองไปยังอนาคต...

ต้นกล้าอ่อนที่จะงอกงามเจริญเติบโตเป็นไม้ใหญ่ต้านลมฝน

 

“สรุปแล้วนอกจากมาดูหน้าว่าที่ลูกสะใภ้แล้ว เจ้ามาหาข้าทำไมหืม?”

หยางจืออิงทำหน้ายุ่ง ราวเด็กกำลังฟ้องมารดา “วันนี้เจ้าตัวน้อยไปเข้าเฝ้าข้าที่ตำหนักเจ้าค่ะ แล้วพี่หญิงทรงทราบหรือไม่เจ้าคะว่าเจ้าตัวน้อยมาพูดเรื่องอะไร”

 

เจ้าตัวน้อยที่ว่าก็คือ...องค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋น

แม้จะอายุอานามมากกว่าองค์ชายทุกพระองค์ แต่ก็เป็นเจ้าตัวน้อยของทุกคนอยู่ดี

 

“เรื่องอันใดที่ทำให้เจ้าหงุดหงิดเช่นนี้?” จ้าวเสวี่ยเหมยเลิกคิ้วอย่างสนใจ ลูกอวิ๋นเป็นเด็กดีน่าเอ็นดู ในบรรดาองค์ชายทั้งสี่ องค์ชายใหญ่เป็นคนเดียวที่มักออดอ้อน และใส่ใจจนพวกนางใจละลายอยู่เสมอ

“ลูกอวิ๋นบอกว่ากำลังจะแต่งงานน่ะสิเจ้าคะ! จะไม่ให้หม่อมฉันหงุดหงิดได้อย่างไรกัน แม้จะรู้ว่าอย่างไรเสียเจ้าตัวน้อยจะต้องแต่งงาน แต่พอคิดว่าลูกอวิ๋นที่น่ารักน่าชังจะถูกแย่งไปก็อยากจะเข้าข้างฝ่าบาทขัดขวางลู่ถิงอวี่เหลือเกิน!” พูดแล้วก็ยิ่งทำหน้ายุ่งมากขึ้น

จ้าวเสวี่ยเหมยขมวดคิ้วเช่นกัน ความรู้สึกของมารดาที่ไม่อยากลูกชายออกเรือนนี่นางเข้าใจแจ่มแจ้งเลย แม้คู่ครองที่ว่าจะเพียบพร้อมเพียงใดก็ตาม

“แต่ลูกอวิ๋นรักลู่ถิงอวี่นี่นา...ถ้าเจ้ากับข้าใจร้ายกับเขาอีก เขาก็น่าสงสารแย่น่ะสิ เจ้าตัวน้อยจะไม่ได้ออกเรือนเอานา” เรื่องนี้นางพูดได้แค่กับจืออิงเท่านั้นล่ะ ขืนพูดกับฝ่าบาทหรือลูกชายอีกสามคนล่ะก็ จะต้องพร้อมใจกันบอกว่าไม่ได้ออกเรือนก็ช่างเถิด เลี้ยงลูกเลี้ยงพี่ชายกันได้ทั้งนั้น “เอาเถิด อย่างไรเสียก็ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้หรอก...งานมงคลสมรสขององค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยจะธรรมดาได้อย่างไร”

“เฮ้อ...ก็จริงของพี่หญิงเจ้าค่ะ พวกเราต้องจัดเตรียมงานอย่างได้ขาดตกบพกร่อง ทั้งอาภรณ์เครื่องประดับ สงสัยคราวนี้พวกเราได้ไปเดินเล่นคลังของฝ่าบาทครั้งใหญ่เป็นแน่เจ้าค่ะ”

 

งานแต่งเจ้าตัวน้อยทั้งทีทุกสิ่งต้องเป็นของดี ของล้ำค่า!

กระทั่งเทียบเชิญก็ต้องมิน้อยหน้าผู้ใด!

 

จ้าวเสวี่ยเหมยหัวเราะขำ พยักหน้าหงึกเห็นด้วย แม้ต่อจากนี้พวกนางจะต้องยุ่งจนแทบไม่มีเวลาว่างแต่ก็ยังรู้สึกมีความสุขและยินดี

 

เหล่าเด็กๆ นั้นกำลังค่อยๆ เติบใหญ่ขึ้น และมีความสุขในชีวิตในเส้นทางที่ตัวเองเลือก มีคู่ชีวิตที่ประคับประคองคอยดูแลกัน

นั่นเป็นของขวัญที่แสนล้ำค่าสำหรับคนรุ่นก่อนเช่นพวกเขา...

 

..........

 

สองสามวันมานี้ผู้ใดก็ตามที่พบหน้าคุณชายหยกขาวลู่ถิงอวี่ต่างก็แทบจะละลายกันทั้งสิ้น...เพราะบรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มรูปงามของเมืองหลวงนั้นอ่อนหวานเป็นพิเศษ ใบหน้าหล่อเหลาปนงดงามที่ปกติมักจะมีรอยยิ้มน้อยๆ แต้มอยู่เสมอยามนี้ยิ่งแย้มหวานมากขึ้น ดวงตาดอกท้อคู่นั้นอ่อนโยนอ่อนหวานดุจน้ำผึ้งกว่าเดิม ในรัศมีรอบกายประมาณสามจั้งนั้นหวานละมุนจนใครที่เดินผ่านไปผ่านมาก็รู้สึกจะละลายไปกับความหวานละมุนนั่น

ขนาดฉินไห่ฟงที่รับผิดชอบตำแหน่งรักษาการณ์อัครเสนาบดีผู้มีอุปนิสัยเยือกเย็นยังทำงานร่วมกับลู่ถิงอวี่ไม่ได้ หอบเอาม้วนงานไปทำที่หอตำราหลวงแทน

 

ส่วนสาเหตุก็ย่อมมาจาก...

องค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋น

 

“เจ้าเลิกยิ้มสักทีเถิด” องค์ชายรัชทายาทเย่เฟิงถอนหายใจหนึ่งรอบ เอ่ยอย่างอดทนไม่ไหว “ไห่ฟงเองก็ทนไม่ได้แล้ว จะให้เขาหอบม้วนฎีกาไปหอตำราหลวงบ่อยๆ ไม่ได้กระมัง”

“รุ่ยเอินก็ช่วยเขาหอบกอง ฎีกามิใช่เหรอ?”

“เสี่ยวรุ่ยเหนื่อยแล้ว” เสียงเย็นของฉินไห่ฟงเอ่ย เพราะสองสามวันมานี้ประมุขน้อยพรรคมารใช้วิชาตัวเบาช่วยเขาขนงานไปมาไม่ให้ใครจับได้อยู่หลายรอบจนไม่มีแรงบ่น ไม่มีแรงไปซุกซน นั่งหลับอยู่ข้างๆ เขายามทำงาน แต่จะให้ฉินไห่ฟงอยู่ทำงานท่ามกลางบรรยากาศที่อ่อนหวานจนแทบทำให้ผู้คนละลายรอบตัวลู่ถิงอวี่เขาก็ทำไม่ได้

 

เหนื่อยใจยิ่งนัก!

 

“พวกเจ้าไม่มีคนมาขอแต่งงานก็ย่อมต้องอิจฉาข้าเป็นธรรมดา” ลู่ถิงอวี่เอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน ตอนที่รู้กับปากอีกฝ่ายว่าเมฆางามของตนไปทูลขอสมรสพระราชทานกับฮ่องเต้เพื่อตนนั้นหัวใจของเขาเต้นระรัว ความรู้สึกดีใจ อบอุ่น ความอ่อนหวานแผ่ไปทั่วร่าง ตราลึกไปจนถึงกระดูก

 

แม้จะมั่นใจในความรู้สึกว่าพวกเขาใจตรงกัน

แต่ยามที่รู้ว่าอีกฝ่ายก็อยากครอบครองเขาเช่นเดียวกับที่ตนอยากครอบครองอีกฝ่ายด้วย ลู่ถิงอวี่รู้สึกห้ามตัวเองแทบไม่ได้ให้กกกอดร่างนั้นไว้ในอ้อมแขน จุมพิตย้ำๆ ไม่ละไปไหน

 

องค์ชายใหญ่ของเขามักสร้างความประหลาดใจให้เขาเสมอ

ทำให้รู้สึกหลงรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ตั้งแต่ครั้งแรกที่ท่านสบตาข้า เรียกขานนามของข้า...ข้าก็ตกหลุมรักท่านจนทุกวันนี้...ก็ยิ่งรักมากขึ้นกว่าเดิม จนบางครั้งข้าก็สงสัยเหลือเกิน ว่าคนคนหนึ่งจะสามารถรักคนคนเดียวได้มากมายถึงขนาดนี้เลยหรือ

 

ลู่ถิงอวี่เป็นบุรุษคลั่งรัก...เรื่องนี้เขายอมรับ

แต่เขาคลั่งรักเพียงคนคนเดียว

 

เย่เฟิงกับฉินไห่ฟงถึงขั้นถอนหายใจอย่างระอา รู้สึกหมั่นไส้คนขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ คนหนึ่งเป็นพี่ชายโดยสายเลือด อีกคนเป็นน้องชายหวงพี่ ทั้งสองรู้สึกเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย

 

ล่มงานแต่งงานบางคนท่าจะดี

น่าหมั่นไส้เหลือเกิน!

 

ราชโองการสมรสยังไม่มาลู่ถิงอวี่ก็แทบจะอดทนรนไม่ไหว ประกาศให้คนทั่วหล้ารู้เสียแล้วว่าองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยมีเจ้าของแล้ว

“เจ้ารีบทำงานให้เสร็จเถิด จะได้มีเวลาเตรียมงานของตัวเอง...บอกไว้ก่อนนะถิงอวี่ ว่าถ้าหากมีข้อผิดพลาดหรืออะไรที่ไม่สมเกียรติพี่ชายข้าแม้แต่น้อย ข้าจะล่มงานแต่งของเจ้าเสีย”

“ข้าเห็นด้วยกับเย่เฟิง”

ลู่ถิงอวี่หัวเราะหึๆ อย่างไม่ถือสาคนสองคน หลายวันมานี้ใครจะน่าโมโหเพียงใดเขาก็ไม่สนใจ ว่างเว้นจากงานราชการคุณชายลู่ก็เอาเวลาไปจัดการรายการสินสอด ที่เพิ่มเข้าไปอีกมาก คาดว่าก่อนจะถึงวันมงคลสมรสจริงๆ คงยาวอีกหลายม้วน

เรื่องงานราชพิธีนั้นไม่ต้องกังวลเพราะกรมพิธีการล้วนจัดการอย่างเรียบร้อยอยู่แล้วให้สมเกียรติเชื้อพระวงศ์ หน้าที่ของลู่ถิงอวี่คือห้ามมิให้องค์ชายใหญ่ไปยุ่งให้ต้องเหนื่อย โดยฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยเป็นแม่งานใหญ่ที่คอยจัดการทุกอย่าง ฝ่าบาทกับบิดาของเขาก็กำลังเตรียมการอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้มิอะไรขาดตกบกพร่อง

 

คาดว่าอีกไม่กี่วันคงได้มีราชโองการออกมาให้รู้กันทั่วหล้า

คราวนี้พวกที่แอบหมายปองเมฆางามของตนอยู่เงียบๆ จะได้ไสหัวไปไกลๆ สักที!

 

“เย่เซียวอาละวาดใหญ่เชียวล่ะตอนข้าส่งจดหมายไปบอกเขาว่าพี่ใหญ่ทูลขอสมรสพระราชทานกับเจ้า ถ้าหากมิใช่เพราะสถานการณ์แคว้นเว่ยกำลังตึงเครียดเขาคงรีบกลับมาท้าตีท้าต่อยกับเจ้าแล้ว”

“ข้ายินดีให้เขาท้าตีท้าต่อย” ลู่ถิงอวี่ยิ้มกว้างไม่อารมณ์เสีย เพราะไม่ใช่แค่เย่เซียวหรอก เย่เฟิงก็มาประลองกระบี่ไปกับเขาแล้วรอบหนึ่ง เย่หานก็อีกคน...

 

บรรดาน้องชายหวงพี่ ที่ทำใจยอมรับให้พี่ชายออกเรือนมิค่อยได้

ส่วนอีกคน...

 

“เจ้าเองจะท้าตีท้าต่อยกับข้าด้วยหรือไม่?” ลู่ถิงอวี่หันไปหาฉินไห่ฟง แม้จะเห็นเงียบๆ เช่นนี้แต่มีหรือลู่ถิงอวี่จะไม่รู้ว่าพี่ชายต่างมารดาขององค์ชายใหญ่ผู้นี้

 

ก็เป็นพี่หวงน้องเช่นกัน...เพียงแต่ไม่ค่อยแสดงออกหรอก

 

นอกจากหวงน้องแล้วยังรวมเรื่องที่เขาชอบสนิทสนมกับรุ่ยเอินเข้าไปด้วย วิธีจัดการก็ร้ายกาจพอกับพวกเย่เฟิง...ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่สี่คนนี้ได้รู้จัก

“ข้าไม่นิยมใช้กำลัง” ฉินไห่ฟงปฏิเสธเสียงเรียบ ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงเย้าของลู่ถิงอวี่

“หืม? ไม่น่าจะใช่กระมัง อ้อ...เจ้าน่าจะชอบใช้กำลังกับคอของประมุขน้อยเนี่ยมากกว่า”

ฉินไห่ฟงถอนหายใจ ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคนที่วาจาเป็นเลิศอย่างลู่ถิงอวี่ คนพูดน้อยอย่างเขาพูดสู้ไม่ได้ แล้วอีกอย่างประเดี๋ยวเสี่ยวรุ่ยมาได้ยินเข้าก็จะระวังตัวมากขึ้น หรือไม่ก็มาทุบตีเขาอีก

ลู่ถิงอวี่หันไปมองเย่เฟิงยิ้มๆ องค์ชายรัชทายาทยกมือห้ามสหายของตนเองอย่างรู้เท่าทัน ว่าอีกฝ่ายคงจะใช้วาจาหยอกเย้าเขากับน้องฉิงอีกรายแน่ๆ “ข้าจะรีบทำงานแล้วไปหาน้องฉิง เจ้าไม่ต้องถามหรอก”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มจางเมื่อถูกรู้ทัน ส่วนฉินไห่ฟงส่ายหน้าเบาๆ รู้สึกเห็นด้วยกับเสี่ยวรุ่ยของตนขึ้นมาบ้างแล้วว่าคุยกับคนที่ชอบใช้ความคิดอย่างสองคนนี้นั้นเหนื่อยใจจริงๆ

“พูดถึงน้องฉิง...ไห่ฟง ดูเหมือนฉินเจาและน้องสาวอีกสองคนของเจ้าจะถูกลงโทษหนักเลยสินะ”

“พวกเขากล้าคิดร้ายกับคนในครอบครัวตัวเอง...ข้าและฮวาซิงใจดีมากแล้ว” ถ้าหากพวกเขาระมัดระวัง ถ้าหากบรรดาองค์ชายทั้งหลายไม่คอยสังเกตการณ์ฮวาซิงและฟางหนี่ว์จะตกนรกทั้งเป็น

กับแค่ฉินเจาถูกโบยและถูกปลดออกจากทายาทผู้สืบทอดสกุลเป็นการชั่วคราว หรือการที่น้องหญิงรองและน้องหญิงสามถูกท่านตาตบหน้าและถูกกักบริเวณอยู่ห้องบรรพชนหนึ่งเดือนนั้นเทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

“นั่นสิ...ยังดีที่เจ้ากับฉินฮวาซิงเอ่ยปากจะจัดการเอง มิเช่นนั้นเย่เฟิงกับเย่เซียวคงเล่นงานบ้านเจ้าหนักเป็นแน่...เห็นอย่างนี้คนสกุลเย่ก็ขี้หวงกันทุกคนนั่นล่ะ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ มองหน้าเย่เฟิงที่ถอนหายใจเบาๆ

“นั่นเจ้ารวมพี่ใหญ่ของข้าด้วยสินะ?”

“ซืออวิ๋นของข้าขี้หวงอย่างไรก็น่ารักน่าเอ็นดู และข้าเต็มใจอย่างยิ่งให้เขาหวง”

“ปากเจ้านี่นะ” เย่เฟิงกับฉินไห่ฟงรู้สึกไม่ยากนั่งทำงานร่วมกับเจ้าคุณชายหยกขาวผู้นี้ขึ้นทุกทีแล้ว แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรกันต่อก็เห็นอีกฝ่ายลุกขึ้นก้าวไปหน้าประตูห้องเมื่อใครบางคนเข้ามา

คนเดียวที่ลู่ถิงอวี่เห็นตั้งแต่ไกลๆ ราวกับสายตาของเขามีไว้เพื่อคนคนเดียว ลู่ถิงอวี่กอบกุมมือเรียวไว้ก่อนจะจับจูงเดินเข้ามาด้านใน

“พี่ใหญ่”

“องค์ชายใหญ่”

เย่เฟิงรีบลุกขึ้นไปหาพี่ชาย ส่วนฉินไห่ฟงที่กำลังจะทำความเคารพนั้นถูกเย่ซืออวิ๋นโบกมือห้ามทันทีไม่ให้มากมารยาท ใบหน้างามนั้นมองฉินไห่ฟงอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดีแวบหนึ่ง คล้ายจะตัดสินจใจบางอย่างก่อนจะเปลี่ยนเป็นคลี่ยิ้มหวานให้

“น้องรอง พี่ไห่ฟง”

 

ฉินไห่ฟงชะงักกับคำเรียกขานนั้น...พี่หรือ?

องค์ชายใหญ่ทรงเรียกขานเขาว่าพี่...

 

ร่างสูงชะงักนิ่ง ใบหน้าที่ปกติเย็นชาและเยือกเย็นอยู่เสมอยามนี้นั้นดูแปลกประหลาดเหลือเกิน ทั้งดีใจ ตกใจ ตกตะลึงปะปนกันไปหมดจนดูน่าขันยิ่งนัก เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากทั้งสามคนได้เป็นอย่างดี

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ ชิงยิ้มหวานรอบหนึ่ง “ข้าขอยืมตัวถิงอวี่สักครู่ได้หรือไม่...ทั้งสองคนอย่าว่ากันนะ”

 

ยิ้มเช่นนี้แล้วผู้ใดจะกล้าว่าได้เล่า

 

แม้ทั้งสองคนที่ว่าจะไม่ค่อยอยากจะยอมเท่าไหร่นัก แต่พอเห็นดวงตาคู่สวยมองมาอย่างออดอ้อนและเห็นรอยยิ้มนั้นแล้วก็รู้สึกพาให้อยากตามใจเสียทุกอย่าง เลยได้แต่พยักหน้าหงึกมองตามแผ่นหลังคนที่จับจูงกันไป

เย่เฟิงตบไหล่ฉินไห่ฟงที่กำลังอึ้งอยู่เบาๆ ก่อนจะหันไปจัดการงานของตัวเองต่อ และเผื่อส่วนของลู่ถิงอวี่ไปด้วย เพราะคงอีกสักพักกว่าลู่ถิงอวี่จะได้กลับมาทำงานทำการ

 

.........

 

“ซืออวิ๋นมีอะไรหรือเปล่า? หรือว่าเจ้าคิดถึงข้าหืม?” ลู่ถิงอวี่ปล่อยให้คนงามจูงมือเขาไป ผ่านหอตำราหลวงที่มีบัณฑิตเดินสวนกันไปมา ทุกคนหยุดคาราวะองค์ชายใหญ่และมองมือเรียวทั้งสองที่กุมไว้กันอย่างตกตะลึง

 

แม้พวกเขาจะรู้ว่าองค์ชายใหญ่กับคุณชายลู่นั้น...ดูจะชอบพอกัน

เพียงแต่ว่า...วันนี้ราวจะแสดงออกมาชัดเจนกว่าทุกที

 

บัณฑิตหนุ่มหลายคนใจสลาย คนที่ไม่เคยได้เข้าร่วมพิธีสวมกวานขององค์ชายใหญ่มาก่อนนั้นรู้สึกว่ามือที่กอบกุมกันไว้ทำให้คนที่ได้แต่แอบชื่นชมองค์ชายใหญ่อยู่น้ำตาตกในกันเป็นแถว

เย่ซืออวิ๋นเดินเข้าไปในหอตำราหลวง หยิบหนังสือสองสามเล่มที่ตนต้องการมายื่นให้ลู่ถิงอวี่ ก่อนจะหันไปหาเพิ่มเติมอีก “มีเรื่องต้องถามถิงอวี่น่ะสิ”

“หืม? ไม่คิดถึงข้าหรอกหรือ พูดเช่นนี้ข้าเสียใจนะ” คุณชายลู่ก้มมองหนังสือในมือ...เป็นหนังสือเกี่ยวกับลวดลายบนอาภรณ์ “ซืออวิ๋นยืมหนังสือพวกนี้ไปทำไมกัน?”

องค์ชายใหญ่พวงแก้มร้อนวาบ เจ้าตัวพยายามไม่ให้แก้มตัวเองแดง แต่ทำอย่างไรก็ไม่อาจเก็บซ่อนได้ พวงแก้มขาวที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อนั้นทำให้ลู่ถิงอวี่มองอย่างชอบใจ

 

ซืออวิ๋นของตนนั้นเขินได้น่ามองที่สุดในใต้หล้า

ดังนั้นลู่ถิงอวี่จึงมักชมชอบหยอกเย้าให้เมฆางามเขินเพราะตน

 

“วันนี้เสด็จแม่ฮองเฮาและเสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟยมาหาข้า ถามเรื่องอาภรณ์ที่จะใช้ในพิธีแต่งงาน พวกผ้าไหมนั้นพระนางทั้งสองตกลงว่าจะใช้ผ้าไหมหงส์ฟ้าในการตัด ส่วนลวดลาย...เพราะเป็นงานแต่งของตัวเอง ข้าเลยอยากวาดลวดลายบนอาภรณ์และให้กองอาภรณ์นำไปปัก...” ยิ่งพูดเย่ซืออวิ๋นก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองเริ่มไปไม่ถูก...เพราะนี่มันราวกับเขาน่ะตื่นเต้นที่จะได้แต่งงานกับลู่ถิงอวี่อยู่เลย

 

ก็...ตื่นเต้นจริงๆ นั่นล่ะ

 

“ถิงอวี่อยากได้ลวดลายอันใดเป็นพิเศษ...ถิงอวี่!” เย่ซืออวิ๋นเรียกเสียงหนัก แต่ไม่ได้ดังนักเพราะในหอตำราหลวงนั้นมีกฎเข้มงวดว่าห้ามเสียงดัง ร่างของเขาถูกดันชิดกับชั้นวางหนังสือ โดยมีแขนของลู่ถิงอวี่กักไว้ทั้งสองข้าง ดวงตาดอกท้อคู่สวยคู่นั้นก้มลงมามอง

“อวิ๋น...เจ้ามักทำให้ความอดทนของข้าลดลงเสมอ อย่าน่ารักน่าเอ็นดูไปมากกว่านี้ได้หรือไม่”

“ข้า...ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” เย่ซืออวิ๋นหลุบตาต่ำ ประท้วงเรียกหาความยุติธรรมให้ตนเอง แค่มาถามว่าถิงอวี่ชอบลวดลายอาภรณ์แบบใดเท่านั้นเองนะ!

“เจ้าทำ” ลู่ถิงอวี่เอ่ย ลดมือมาข้างหนึ่งเชยคางเรียวขึ้น วาจากล่าวหาของคุณชายลู่ทำให้องค์ชายใหญ่ย่นจมูกใส่ กำลังจะโวย แต่...

ริมฝีปากของเย่ซืออวิ๋นถูกกดทับลงมาเบาๆ ลู่ถิงอวี่ขบเม้มกลีบปากบางราวกลีบดอกเหมยนั้นช้าๆ มือใหญ่ข้างหนึ่งเชยคางเรียว อีกข้างรวบเอวบางไว้ให้แนบชิดกับตน ริมฝีปากจุมพิตริมฝีปากแดงย้ำๆ ผละออกมาแล้วก็จูบลงไปราวถอนตัวจากความหอมวานนี้มิได้

ดวงตาดอกท้อเบิกขึ้นเล็กน้อยยามริมฝีปากของตัวเองถูกลูกแมวน้อยดูดดึงเบาๆ ทำเหมือนที่เขาทำไปเมื่อครู่...ลูกแมวเรียนรู้เร็ว

 

จนน่าสอนให้มากมายกว่านี้อีก...

 

เย่ซืออวิ๋นที่ถูกจุมพิตจนปากแดงบวมเจ่อขึ้นหอบหายใจหนัก ถลึงตาใส่ลู่ถิงอวี่อย่างดุๆ “ถิงอวี่...นี่หอตำราหลวงนะ!”

“อื้อ...แต่ซืออวิ๋นก็รู้นี่นาว่ากฎสำคัญของหอตำราหลวงคืออันใด?”

 

ห้ามใช้เสียง...

 

“ที่พวกเราสองคนใช้เสียงกันอยู่นี่มันผิดกฎนี่นะ...” พูดแล้วก็ก้มลงจุมพิตริมฝีปากแดงเรื่ออีกรอบอย่างอดใจไม่ไหว ทำตามกฎของหอตำราหลวงอย่างเคร่งครัด จนเย่ซืออวิ๋นได้แต่ถอนหายใจกับคนขี้โกงที่หาข้ออ้างให้ตัวเองได้ทุกครั้งเลย

สำหรับลู่ถิงอวี่...ตั้งแต่วันที่เขาสัมผัสองค์ชายใหญ่ไป...ทุกครั้งที่เจอหน้า ทุกครั้งที่สบสายตาเขาก็ไม่เคยห้ามใจตัวเองไม่ให้ดึงเมฆางามของตนมาจุมพิตลิ้มรสความหอมหวานที่เป็นของเขานั่นได้เลย

แล้วดูเอาเถิดว่าที่ภรรยาของตนน่ารักน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ แม้จะถูกบอกว่าไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการเตรียมงานแต่อีกคนก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ช่างใส่ใจและละเอียดลออเสมอ

 

อาภรณ์ในงานพิธีมงคลสมรสของพวกเขา จะเป็นหนึ่งในใต้หล้า...

 

สงสัยต้องรีบดูฤกษ์ที่เร็วที่สุดเสียแล้ว มิเช่นนั้นถ้าหากตนยังมีความอดทนต่ำอยู่เช่นนี้...เกรงว่าก่อนเข้าพิธีมงคลสมรสได้ถูกฝ่าบาทสั่งโบยเพราะรังแกองค์ชายใหญ่เป็นแน่

“ซืออวิ๋นจะวาดลายอันใดก็ได้ ขอแค่เจ้าเป็นคนวาด...ข้าล้วนพอใจทั้งสิ้น” ลู่ถิงอวี่กระซิบข้างใบหูขาวที่บัดนี้แดงจัด องค์ชายใหญ่ช้อนตาขึ้นมองตนวาวๆ เย่ซืออวิ๋นใช้ขนาดตัวที่เล็กกว่าเบี่ยงตัวออกจากร่างของลู่ถิงอวี่ หยิบตำราสองสามเล่มที่ตนเลือกไว้มารวมกับตำราที่ยื่นให้ลู่ถิงอวี่เมื่อครู่ ก่อนจะเขย่งเท้าขึ้นเล็กน้อย และ...

กดจมูกของตัวเองลงบนแก้มของลู่ถิงอวี่จนเกิดเสียงดังฟอด เสียงนุ่มๆ ที่เจือกระแสหัวเราะชอบใจยามเห็นว่าสามารถเอาคืนทำให้คุณชายลู่เขาตกตะลึงได้ “ถิงอวี่เด็กดี...เช่นนั้นไปกันเถิด ข้าจะไปส่งถิงอวี่ให้น้องรองกับพี่ไห่ฟง แล้วเดี๋ยวตอนเย็นถ้าพวกเจ้ายังไม่เลิกงานจะให้คนนำของว่างมาให้นะ” เย่ซืออวิ๋นจูงมือคุณชายลู่ที่ยังคงนิ่งอยู่ไปจัดการทำเรื่องยืมหนังสือจากหอตำราหลวง และเพราะอภิสิทธิ์ความเป็นองค์ชายทำให้ตนไม่ต้องลงชื่อและหยิบออกมาได้เลย

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นคุณชายลู่เขาแก้มแดง เห็นภาพเช่นนี้แล้วรู้สึกอยากวาดภาพเก็บขึ้นมาทันทีเลย แล้วเรื่องนี้เขาก็เรียนรู้มาจากถิงอวี่นั่นล่ะ...ในเมื่อชมชอบทำให้เขาเขินนัก

 

เอาคืนเสียบ้างก็ไม่เสียหายหรอก

ก็...ถิงอวี่เป็นว่าที่สามีของเขานี่นา

 

..........

 

ช่วงนี้ราชสำนักของแคว้นต้าเซี่ยนั้นสงบราบเรียบไร้ปัญหา แม้จะมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการที่คุณนางหลายคนถวายฎีกาขอให้ปลดหัวหน้ากรมพิธีการอย่างจ้าวจงออกจากตำแหน่ง นำโดยสกุลฉิน ทำให้สกุลจ้าวและสกุลฉินนั้นมีเรื่องขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ภายนอกแม้จะดูสมัครสมานแต่ภายในแอบตอบโต้กันเงียบๆ มาสักพักแล้ว

 

ยิ่งสกุลฉินแสดงท่าทีชัดเจนว่าสนับสนุนองค์ชายใหญ่ให้นั่งตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการยิ่งทำให้สกุลจ้าวไม่พอใจ!

 

“วันนี้เจิ้นมีเรื่องสำคัญจะประกาศ” หลังเสร็จสิ้นการประชุมขุนนางและแจกจ่ายหน้าที่ให้ขุนนางทุกคนจนครบถ้วนหมดแล้ว ฮ่องเต่เย่เทียนได้ได้ดำรัสให้เหล่าขุนนางยังคงรออยู่ในท้องพระโรงไท่หยวนก่อนเพราะมีเรื่องจะบอกกล่าว ขุนนางทั้งหลายสบตากันราวจะถามไถ่ว่าช่วงนี้มีเรื่องใหญ่ใดเกิดขึ้นหรือไม่

อีกทั้งเรื่องที่ฝ่าบาทจะทรงประกาศต้องเป็นเรื่องใหญ่ที่ก่อให้เกิดคลื่นลมในราชสำนักขึ้นมาได้อีกเป็นแน่ เพราะปกติราชโองการที่ประกาศในท้องพระโรงย่อมเป็นราชโองการสำคัญ...

“เจ้าใหญ่ ลู่ถิงอวี่ ก้าวออกมา” สุรเสียงทุ้มเอ่ยอย่างเปี่ยมอำนาจ องค์ชายใหญ่และคุณชายลู่ก้าวออกมาข้างหน้าตามพระบัญชา ทั้งคู่คุกเข่าลงข้างกัน ชายอาภรณ์สะบัดไปด้านหลังดูสง่างามและ...

 

ราวเกิดมาคู่กัน...

 

เย่เทียนหลงรับม้วนราชโองการจากเกาจิ้นมาถือไว้ ปกติหน้าที่การอ่านราชโองการมักจะเป็นของผู้ที่ถูกแต่งตั้ง แต่ราชโองการนี้...เย่เทียนหลงจะเป็นคนอ่านด้วยพระองค์เอง

“องค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยเย่ซืออวิ๋น เพียบพร้อมด้วยความสามารถ รูปโฉมงดงามเป็นเอก สร้างคุณความดีแก่แผ่นดิน เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอันทรงเกียรติแห่งแว่นแคว้น ลู่ถิงอวี่ คุณชายแห่งขาวแห่งต้าเซี่ย อัจฉริยะผู้หาตัวได้ยากยิ่ง เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ สร้างคุณประโยชน์ให้แผ่นดินนานัปการ ทั้งคู่เหมาะสมกับราวสวรรค์สรรสร้าง เห็นควรพระราชสมรสระหว่างทั้งคู่ตามบัญชาสวรรค์” สุรเสียงทุ้มอ่านราชโองการด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ

เหล่าขุนนางที่ได้ยินราชโองการฉบับนี้ต่างพากันเบิกตากว้าง ได้แต่ตกตะลึงมองฮ่องเต้ที่ก้าวลงมาและยื่นราชโองการสีทองให้ลู่ถิงอวี่กับองค์ชายใหญ่รับไปด้วยกัน ทั้งคู่ค้อมศีรษะเอ่ยพร้อมกัน

“รับพระบัญชา ขอทรงพระเจริญพ่ะย่ะค่ะ”

 

สมรสพระราชทานระหว่างคุณชายลู่และองค์ชายใหญ่!

นี่มันเรื่องใหญ่จริงๆ ! เรื่องใหญ่โตที่จะเปลี่ยนขั้วอำนาจและก่อให้เกิดคลื่นลมในราชสำนักขึ้นมาอีกระลอก!

 

ไม่สิ...ราชโองการเมื่อครู่มิได้ระบุว่าผู้ใดจะแต่งเข้ามิใช่หรอกหรือ!

 

ขุนนางทั้งหลายสบตากันไปมา ราวจะถามว่าข้าได้ยินครบถ้วนใช่หรือไม่? โดยเฉพาะคนสกุลฉินที่ใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น...

ถ้าหากคุณชายลู่แต่งเข้าราชวงศ์นั่นหมายความว่าตำแหน่งอัครเสนาบดีต้องมีการเปลี่ยนแปลง! แต่ถ้าหากองค์ชายใหญ่แต่งเข้าสกุลลู่...ซึ่งนั่นเป็นไปได้ยากยิ่ง ในเมื่อองค์ชายใหญ่มีศักดิ์สูงกว่า การแต่งเข้าสกุลลู่จะเป็นการลดฐานะของตนและเป็นการตัดสิทธิ์ในการครองบัลลังก์อย่างสิ้นเชิง!

 

ซึ่งไม่มีเชื้อพระวงศ์คนใดยอมลดเกียรติของตนเช่นนั้นเป็นแน่!

ดังนั้นทางเลือกเดียวก็มีเพียงคุณชายลู่ที่ต้องแต่งเข้า!

 

“ส่วนเรื่องงานพิธีมงคลสมรส รอฤกษ์งามยามดีจากวัดเกาเสียงแล้วเจิ้นจะออกราชโองการให้อีกที...วันนี้แยกย้ายกันไปได้”

ขุนนางทุกคนพากันคุกเข่ารับพระบัญชา ออกจากท้องพระโรงไท่หยวนผ่านการนำทางของราชองครักษ์ลับเมฆดำไปพร้อมคำถามมากมายในใจแต่ละคน

และวันนั้นข่าวลือเรื่องสมรสพระราชทานระหว่างองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นและคุณชายลู่ก็ระจายไปทั่วเมืองหลวงฝูหยางและทั่วแว่นแคว้นต้าเซี่ยในเวลาไม่นาน

 

พร้อมคำถามที่ว่า...ใครเป็นผู้แต่งเข้ากันแน่!

 

.............

 

คนอื่นเขาก็สงสัยกันว่าใครแต่งเข้าบ้านใคร แต่พี่ลู่นี่คือเตรียมเพิ่มรายการสินสอดไปอีกยาวแล้ววว องค์ชายใหญ่ของพวกเราก็เริ่มซึมซับนิสัยพี่ลู่มาไม่น้อยเลยค่ะ อะไรคือการขิงว่าที่สามีตัวเอง อะไรคือการหอมแก้มเขาคะองค์ชายใหญ่เจ้าขาาา

เรื่องที่ฉินไห่ฟงมาพบกับพวกองค์ชายใหญ่นั้น ส่วนมากจะเป็นที่ส่วนตัวและบางครั้งก็เป็นในวังหลวงค่ะ ซึ่งพวกเขาทำงานด้วยกัน ดังนั้นคนตระกูลฉินจะไม่ระแคะระคาย ส่วนเรื่องของรุ่นก่อนเราจะค่อยๆ ใส่ดีเทลรายละเอียดมาในเรื่องหลังนะคะ 

น่าจะหวานๆ ไปอีกสักสามสี่ตอน แล้วก็จะเครียดสักเล็กน้อย...ก่อนจะแฮ่ม มาม่าน้ำข้นสักพัก ค่ะ 555 ปมดราม่าจะเหลือไม่เยอะแล้ว(?) ดังนั้นทุกคนไม่ต้องเครียดนะคะ 

แล้วก็...องค์ชายใหญ่ร้ายเป็นค่ะ เวลาน้องโกรธก็คือโกรธจริงๆ เดี๋ยวมีคนรังแกพี่ลู่น้องจะกางเล็บข่วนแรงๆ เลยค่ะ ไม่ข่วนแบบแง้วๆ เหมือนปกติแน่ๆ แต่เพราะพื้นฐานน้องเป็นแมว(?) อยู่แล้วโดยส่วนมากเวลาน้องเอาคืนเลยจะแค่ข่วนๆ แต่แมวไม่ได้หมายความว่าข่วนหนักไม่เป็นนะคะ ^_^

อาจจะมาอัพอีกทีวันอาทิตย์หน้าเลยทีเดียว กำลังปั่นตอนพิเศษให้ทันอยู่ค่ะ T_T อาทิตย์นี้เราต้องนำเสนองานใหญ่ด้วยอาจไม่มีเวลาได้มาอัพบ่อยๆ แต่ถ้าว่างก่อนจะมาก่อนวันอาทิตย์น้าาาา

 

ช่วงนี้อากาศแปรปรวนบ่อย อย่าลืมดูแลตัวเองและอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

สำหรับวันนี้...ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่ะ ^_^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.017K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,282 ความคิดเห็น

  1. #4134 PiyadaMookda (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 15:59
    ทำไมเราไม่ชอบฮวาซิงนะ
    #4,134
    0
  2. #3016 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 17:36
    พีคมากกกสินสอดตั้งแต่ 12 โอ้โหห พี่ลู่
    #3,016
    0
  3. #2791 A_April (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 7 มกราคม 2564 / 16:45
    บุรุษคลั่งรักผู้นั้นไม่ค่อยรีบเสียเท่าไหร่แค่เตรียมสินสอดไว้ตั้งอายุ 12 อืมๆ ไม่รีบๆ55555555555
    #2,791
    0
  4. #2675 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2563 / 01:16
    เหม็นยิ่งนัก!! กลิ่นน้ำส้มช่างฉุน!
    #2,675
    0
  5. #2649 mothergod (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 19:21
    หวานกันเกินไปแล้วววว แง้ เขินด้วย อิจฉาด้วนยย
    #2,649
    0
  6. #2500 MORNINGGLORY08 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 11:16
    คือก็บั่บไม่ได้รีบอะไรนะ แต่เตรียมสินสอดตั้งแต่อายุ12

    55555
    #2,500
    0
  7. #2334 AsClub (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 02:00
    บุรุษคลั่งรัก5555555
    #2,334
    0
  8. #2301 Padazzaaar (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 13:55
    มาแล้ววว สมรสพระราชทานนน สนุกมากเลย แง
    #2,301
    0
  9. #2246 Ppp (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 / 20:54

    ฟ้องงง ต้องฟ้องง เราจะฟ้องฟ้องฮ่องเต้และบรรดาองค์ชายย

    รู้สึกลูกถูกล่อลวงง5555

    #2,246
    0
  10. #2236 Ordina (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 22:01

    แง้ภาพในหัวยังเป็นเด็กกันอยู่าเลย โตเร็วกันจริงไ
    #2,236
    0
  11. #2234 HYUNPARK (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 11:59
    เสด็จพ่อมีคนแอบกินปากเจ้าตัวน้อยของพระองค์อีกแล้วพะยะค่ะ!!! ยกเลิกราชโองการดีหรือไม่พะยะค่ะเสด็จพ่อ
    #2,234
    0
  12. #2229 Cho_aim (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 15:56
    งานแต่งจะต้องยิ่งใหญ่สมกับลูกรักแน่นอน

    ขอบคุณสำหรับนิยายมากๆค่า
    #2,229
    0
  13. #2228 56523a (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 14:00

    รออ่านตอนต่อไปน้า❤❤
    #2,228
    0
  14. #2225 tongmeelee (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 10:15

    สนุกมากๆๆๆๆ
    #2,225
    0
  15. #2218 Pokie_wiva (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 23:13
    ว้ายยยย เขาจะเเต่งกันล้าวววว อิพี่ลู่จะได้กินเเมวน้อยแล้วจ้าาา ยินดีด้วย 555
    #2,218
    0
  16. #2216 bambam_jtmn (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 21:51
    เอาอีกเยอะๆเลยค่ะยังแมวอยากเห็นถิงอวี่เขินเยอะๆ555555
    #2,216
    0
  17. #2215 MarkBam2324 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 18:07
    คลั่งรักไม่ไหว -..-
    #2,215
    0
  18. #2214 PKTD (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 16:33
    มาม่าชามใหญ่นั้น เตรียมใจรอ เก็บแต้มความหวานสะสมไว้รอเรื่อยๆละ
    #2,214
    0
  19. #2213 Notty Kero (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 16:09
    หมั่นไส้คนคลั่งรักมากเลยค่ะ!!
    #2,213
    0
  20. #2212 guitar358 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 15:44
    นี้มันนิยายคลั่งรัก เปลี่ยนชื่อจากใครฆ่าองค์ชายใหญ่ เป็น บันทึกความคลั่งรักของลู่ถิงอวี่ ก็ได้นะเอาจริงๆ
    #2,212
    0
  21. #2211 TC18 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 15:09
    หวานเว่อร์ กลิ่นความรักคลุ้งไปหมด
    #2,211
    0
  22. #2209 sakura17 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 14:00
    เริ่มหมั่นไส้ถิงอวี่ตามแล้ว คลั่งรักจริงๆ5555
    #2,209
    0
  23. #2208 Whatever it is (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 13:31
    ขอบคุณค่ะ
    #2,208
    0
  24. #2207 zezeuiaz (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 13:15
    ต่อให้น้องแปลงร่างเป็นเสือ ก็คงเป็นได้แค่ลูกเสือ ซึ่งคงน่ารักน่าเอ็นดูมากกว่าเดิม เพราะกอดรัดฟัดเหวี่ยงได้มากกว่าเดิมเยอะมาก
    #2,207
    0
  25. #2206 khunsom08 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 12:41
    อดทนนะลู่ถิงอวี่
    #2,206
    0