ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 33 : 三 十 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 四 สมรสพระราชทาน (一 )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,272
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,871 ครั้ง
    6 ธ.ค. 63

四 

สมรสพระราชทาน (一 ) 

 

เสียงโครมครามและเสียงกระเบื้องกระทบพื้นดังลั่นออกมาจากห้องของนายท่านผู้เฒ่าประจำสกุล เมื่อเงียบลงแล้วเสียงแก้วแตกก็ดังขึ้นมาอีกรอบราวกับจะระบายความอัดอั้นในใจออกมากับการทำลายข้าวของเหล่านี้ เหล่าข้ารับใช้ที่เดินสวนไปมาต่างตัวสั่นไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะเกรงกลัวว่าอาจจะโดนลูกหลงจากความโกรธของผู้เป็นนายไปด้วย

 

ตั้งแต่มีขุนนางในราชสำนักคนหนึ่งมาพบนายท่านเมื่อเช้า หลังขุนนางผู้นั้นออกไปนายท่านผู้เฒ่าก็อาละวาดหนักทันที

 

ภายในห้องของฉินเมิ่งที่ยามนี้นั้นสามารถใช้คำว่าเละแทะได้เลย เพราะว่าบนพื้นนั้นระเกะระกะเต็มไปด้วยเศษแก้วเศษกระเบื้องที่เขาระโมโหเขวี้ยงมันลงพื้น ข้าวของต่างๆ ระเกะระกะเต็มไปหมด ฉินเมิ่งหอบหายใจหนัก ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ เขาเห็นตำราบนโต๊ะก็อารมณ์เสียฉีกมันแล้วไปไปโยนยังผนัง

 

องค์ชายรัชทายาทกล่าวว่าเขาเทียบลู่จิงไม่ได้!!

อดีตราชครูเช่นเขาสู้เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างลู่จิงไม่ได้! และยิ่งกว่านั้นพวกขุนนางไร้ค่าพวกนั้นกลับเห็นด้วยกันทั้งหมด!!

 

ทั้งๆ ที่ข่าวลือนี้พวกเขาปล่อยมันออกมาเพื่อทำลายชื่อเสียงของลู่จิงและเย่เทียนหลง แต่ชาวบ้านที่ต้าเซี่ยล้วนไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จนน่ารำคาญยิ่งนัก! ข่าวลือที่ปล่อยมานั้นน่าสนใจได้ไม่เท่าข่าวลือเรื่องว่าใครจะมาเป็นชายาขององค์ชายรัชทายาทเลยด้วยซ้ำ!

 

พวกโง่เง่าเบาปัญญา!

 

อีกทั้งคลื่นสมในราชสำนักเองก็เช่นกัน...จากวันนี้เห็นได้ชัดเลยว่าฮ่องเต้เย่เทียนหลงควบคุมบรรดาขุนนางไว้บนฝ่ามือได้ทั้งหมด ความสัมพันธ์ของฮ่องเต้กับลู่จิงมิใช่ขุนนางทั้งหลายไม่รู้แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมามากกว่า อีกทั้งครั้งนี้ก็ราวกับจะบอกเขาว่ารู้แล้วอย่างไร...รู้แล้วพวกเจ้าหาคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งอัครเสนาบดีที่มากเท่าลู่จิงได้หรือไม่?

 

ถ้าคำตอบคือไม่พวกเจ้าก็ไม่มีทางปลดลู่จิงออกจากตำแหน่งได้!

 

นอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีเรื่องที่เย่เทียนหลงแต่งตั้งลู่ถิงอวี่และฉินไห่ฟงให้ดำรงตำแหน่งรักษาการณ์อัครเสนาบดีอีก! ทั้งๆ ที่ควรยินดีเพราะตำแหน่งนั้นตกมาถึงมือคนสกุลฉิน 

 

แต่สำหรับฉินเมิ่งแล้วเหมือนเขาถูกหลานชายเหยียบศีรษะขึ้นไป! และตบหน้าตนอย่างแรง!

อีกทั้งเพราะเรื่องนี้ยังทำให้สกุลจ้าวที่เพิ่งจะร่วมมือกันส่งคนมาระบายความโมโหใส่ตน! มันน่านัก! 

น่าโมโหเหลือเกิน!!

 

ตอนนี้คงได้แค่ต้องวางแผนเรื่องชายาขององค์ชายรัชทายาทให้ฉินฮวาซิงให้ดี ถ้าหากองค์ชายรัชทายาทผู้นั้นต้องเรียกขานตนด้วยความเคารพแล้วล่ะก็...

ฉินเมิ่งหอบหายใจถี่ ขณะที่ด้านหน้ามีร่างสูงของฉินไห่ฟงเดินเข้ามา “ท่านตาหลานเอง”

ฉินเมิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับสติอารมณ์ และพยายามไม่ให้มองฉินไห่ฟงด้วยสายตาเกลียดชังหรือริษยา เขาอนุญาตเสียงเบา “เข้ามา”

ฉินไห่ฟงเข้ามาในห้องมิได้สนใจกับสภาพในห้อง เขาประสานมือคำนับจากนั้นก็ยื่นจดหมายให้ฉินเมิ่ง “ฮวาซิงส่งจดหมายมาขอรับ”

“ฮวาซิงรึ?” ฉินเมิ่งรับจดหมายฉบับนั้นมากวาดตามองอ่านแค่แวบเดียวใบหน้าที่ผ่านริ้วรอยแห่งกาลเวลาก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธจนขยำมันแล้วโยนทิ้ง! จากนั้นก็ยกมือขึ้นกุมหน้าอกตัวเองแน่น ดวงตาเบิกขึ้นเล็กน้อย หายใจติดขัดและเซไปเซมา

“ท่านตา!” ฉินไห่ฟงรีบลุกขึ้นไปประคองฉินเมิ่งทันที จากนั้นก็เดินไปบอกข้ารับใช้ข้างนอกให้เตรียมน้ำอุ่นเข้ามาด้านใน

“ไม่เป็นไร! ส่งคนไปคุ้มครองน้องสาวเจ้าอย่างลับๆ พรุ่งนี้นางจะกลับมาแล้วอย่าให้มีอะไรผิดพลาดเด็ดขาด!”

“ขอรับ”

“เจ้าจะออกจากสำนักราชบัณฑิตวันไหน?”

“อีกสองวันขอรับ ยังคงต้องจัดการเรื่องที่หอตำราหลวงให้เรียบร้อยเสียก่อน”

ฉินเมิ่งไม่ได้ตอบอะไรนอกจากตบไหล่ฉินไห่ฟงเบาๆ ราวตนเองเป็นท่านตาที่ดีที่หวงใยบุตรหลาน “ทำหน้าที่ให้ดี อย่าให้ใครมาว่าเจ้าได้ และ...ระวังลู่ถิงอวี่ผู้นั้นไว้ให้ดี”

“ขอรับ”

ฉินเมิ่งหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มจางในดวงตาที่ผ่านริ้วรอยแห่งกาลเวลามานานนั้นฉายแววเจ้าเล่ห์บางอย่าง

 

ถ้าหากลู่ถิงอวี่ไม่มีสิทธิ์นั่งตำแหน่งนี้เล่า

ตำแหน่งนี้ก็จะเป็นของไฟ่ฟงเพียงคนเดียว และแต่ไหนแต่ไรมา...ไห่ฟงก็ไม่เคยขัดคำสั่งตนเลยแม้แต่น้อย

 

“น้องสาวเจ้านางได้เป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยฮองเฮาคัดลอกพระธรรม ฮวาซิงบอกว่าฮองเฮาชอบที่จะคุยกับนางมาก แต่มีเรื่องเกิดขึ้นเล็กน้อย...เจ้าไม่ต้องกังวลทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี และส่งคนไปเชิญองค์ชายใหญ่มาที่จวนเราที บอกพระองค์ว่าข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษา”

“ขอรับ”

ฉินไห่ฟงไม่ได้ถามอะไรมากความจากนั้นก็ขอลาฉินเมิ่งออกไปข้างนอก เมื่อฉินไห่ฟงออกไปฉินเมิ่งก็ขว้างของใกล้มือลงพื้นอย่างขัดใจ

 

ที่วัดเกาเสียงกำลังจะเป็นไปได้ดีแท้ๆ แต่หลานของเขากลับทำให้เสียเรื่องเอาได้!

ถึงขั้นอยากทำให้ฮวาซิงเสื่อมเสียชื่อเสียง!! 

 

สารเลว!

 

“ใครอยู่ข้างนอกเข้ามานี่สิ!”

“ขะ...ขอรับนายท่าน”

ถ้าคุณหนูรองและคุณหนูสามกลับมาจากวัดเกาเสียงแล้วให้มาหาข้าทันที! ตามคุณชายใหญ่มาด้วย!”

“คะ...คุณชายใหญ่ออกไปข้างนอกขอรับ มะ...ไม่ได้แจ้งว่าไปไหน”

“ส่งคนไปตามกลับมา!”

“ขอรับนายท่าน!”

“เซ่าเจ๋อเล่า?”

“ไม่ทราบขอรับ”

“ถ้าเขากลับมาบอกให้มาพบข้า...เก็บห้องให้ข้าด้วย” ฉินเมิ่งโบกมืออย่างตัดรำคาญให้ข้ารับใช้ออกไปข้างนอก 

“ขะ...ขอรับ”

ฉินเมิ่งเดินออกจากห้องไปยังห้องนั่งเล่นส่วนตัวที่แยกออกมา กระดานหมากล้อมที่มีเม็ดหมากวางไว้นั้นมิได้ตัดสินแพ้ชนะ ฉินเมิ่งนั่งลงก่อนจะหยิบเม็ดหมากสีขาววางลงไป ทิศทางการเดินของหมากก็เปลี่ยนแปลงไปทันที

 

ยังหรอก...ยังหรอก มันยังไม่จบ

แม้แผนการของข้าจะปั่นป่วนแต่มันก็ยังมิได้ล้มเหลวไปเสียหมดหรอก ตัวแปรสำคัญนั้นยังมิได้เปลี่ยนไปเลย

 

องค์ชายใหญ่...พระองค์ช่างเป็นเม็ดหมากที่เปลี่ยนกระดานได้จริงๆ

 

.........

 

“เจ้าไม่มีจวนให้กลับหรืออย่างไรถิงอวี่ เหตุใดเลิกงานแล้วต้องมาตำหนักพี่ชายข้าเช่นนี้อีก?”

“แล้วเจ้าเล่าไม่กลับไปชายแดนหรือไปเฝ้าคุณหนูคนงามที่วัดเกาเสียงหรอกหรือ?”

เมื่อก้าวเท้ามายังตำหนักลั่วสุ่ยนอกวังลู่ถิงอวี่ก็เห็นองค์ชายสามที่นั่งเอกเขนกให้องค์ชายใหญ่วาดภาพเหมือนให้อยู่ อีกทั้งยังส่งสายตาเอือมระอามาให้เขาอีก 

 

ทั้งๆ ที่เย่หานเพิ่งมาบอกเขาว่าพี่สามแอบไปวักเกาเสียง...จากนั้นก็หาเรื่องทะเลาะกับสาวงามไปรอบหนึ่งแล้วก็กลับมาตำหนักลั่วสุ่ยต่อ

 

วันนี้ลู่ถิงอวี่เพิ่งจัดการงานของตนเสร็จเรียบร้อยเลยทิ้งองค์ชายรัชทายาทไว้ให้ทำงานของตนต่อ ใครให้เย่เฟิงว่างจนแอบไปเจอน้องฉิงที่วัดเกาเสียงกันเล่า จากนั้นก็แวะเวียนไปดูงานในส่วนนี่อัครเสนาบดีต้องรับผิดชอบครู่หนึ่ง เดิมทีงานในส่วนนี้ลู่ถิงอวี่ก็ไม่ได้เดือดร้อนมากนัก เพราะแต่ไหนแต่ไรมาฝ่าบาทหรือท่านพ่อก็ชอบโยนงานมาใตนอยู่แล้ว บางครั้งฮ่องเต้ก็ขโมยบิดาของตนไปแล้วก็โยนงานมาให้ตน 

“ถิงอวี่...เข้ามานั่งพักก่อน เจ้าเพิ่งทำงานมาเหนื่อยๆ หิวหรือไม่?” องค์ชายใหญ่ลุกขึ้นไปจับมือคุณชายลู่ไว้ แล้วลากให้ลู่ถิงอวี่เดินเข้ามานั่งบนเบาะนุ่มด้วย พอคุณชายลู่นั่งลงองค์ชายใหญ่ก็เอาผ้าขาวสะอาดมาชุบน้ำอุ่นและช่วยเช็ดมือให้ลู่ถิงอวี่ทันที

 

ผ้าขาวสะอาดและน้ำอุ่นมักเตรียมเอาไว้เสมอ ราวกับจะรู้ล่วงหน้าว่าลู่ถิงอวี่จะมา

 

เย่ซืออวิ๋นอมยิ้มขำ จะบอกว่าตนรู้ล่วงหน้าก็ไม่ได้หรอก เพราะถ้าหากวันไหนถิงอวี่เลิกงานเร็วก็มักจะมาตำหนักลั่วสุ่ยแห่งนี้ก่อนเสมอ ยกเว้นบางวันที่เสด็จพ่อกับน้องรองโยนงานมาเพิ่มให้ถิงอวี่ก็เลยมาไม่ได้ แต่ก็มักส่งคนมาบอกล่วงหน้าเสมอ

ดวงตาดอกท้อของคุณชายลู่อ่อนโยนลงยามเห็นความใส่ใจที่อีกฝ่ายมีให้ตน เหมือนสมัยครั้งยังเยาว์ กี่ปีก็ไม่เปลี่ยนไปเลย...ซืออวิ๋นมักคอยดูแลตนอย่างใส่ใจเหมือนที่เคยพูดไว้

“ดื่มชาก่อน” ลู่ถิงอวี่รับแก้วชาที่องค์ชายใหญ่ยื่นมาให้ตนแล้วจิบช้าๆ ยกมือขึ้นลูบแก้มขาวจากนั้นก็กล่าวเบาๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ขอบคุณนะซืออวิ๋นของข้า”

“ไม่เป็นไร”

“ข้ายังนั่งอยู่ตรงนี้นะ” เย่เซียวกลอกตานอกจากหมั่นไส้ลู่ถิงอวี่แล้วก็ยังหมั่นไส้พี่ชายด้วย...มีอย่างที่ไหนกันรู้ว่าเจ้าคนบางคนนั้นมิน่าไว้วางใจก็ยังจะไปให้เขาหลอกกินเต้าหู้อีก

“ไม่พอใจเจ้าก็กลับไปสิ” ลู่ถิงอวี่เปิดปากไล่อย่างไม่เกรงใจ แต่ว่าเขาแค่พูดเล่นเพราะรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่นั้นคิดถึงองค์ชายสามแค่ไหน นานๆ ทีเย่เซียวจะกลับมา 

“ไม่ไป”

“พวกเจ้านี่นะ คุยกันดีๆ ไม่ได้หรอกหรือ...เหตุใดต้องหาเรื่องทะเลาะกันด้วยเล่า” เย่ซืออวิ่นส่ายหน้ายิ้มๆ มองภาพวาดของน้องชายที่แห้งแล้วจากนั้นก็ม้วนเก็บไว้แล้วส่งให้อันกงกงทันที “ใส่กระบอกหนังแล้วก็เอาให้น้องสามเลยนะอันกงกง”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

“ให้คนยกของว่างมาด้วยนะ ถิงอวี่...น้องรองเพิ่งส่งพ่อครัวจากตำหนักบูรพามาทำขนมดอกกุ้ยฮวาขาวให้ข้า ข้าบอกให้เขาทำแบบไม่หวานมากอย่างที่เจ้ากับน้องสามชอบแล้ว พวกเรามากินด้วยกันนะ”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มขำ องค์ชายรัชทายาทที่ตามใจพี่ชายทุกทางจนถึงขั้นส่งพ่อครัวมาให้เพราะองค์ชายใหญ่ชอบกินขนมดอกกุ้ยฮวาขาว

“จริงด้วยน้องสาม เมื่อครู่ถิงอวี่บอกว่าเจ้าแอบไปหาเรื่องรังแกพี่ฮวาซิงมาอีกแล้วหรือ?” องค์ชายใหญ่หรี่ตามองอันธพาลน้อยดุๆ ท่าทางเหมือนแมวดุกันเช่นนั้นดูอย่างไรก็น่ากลัว 

“ข้าแวะไปคาราวะเสด็จแม่ฮองเฮา บังเอิญเจอนางก็แค่นั้นเอง” เย่เซียวเอ่ยตอบนึกถึงสตรีผู้นั้นที่แม้จะโมโหเขานางก็ยังคงกล่าววาจาสุภาพและทำสีหน้านิ่งๆ ใส่ จนลูกพี่ลูกน้องอย่างน้องฉิงทนดูไม่ได้ปกป้องนางแล้วถลึงตาใส่เขาแทน ท่าทางยกยิ้มร้ายๆ เช่นนั้นทำให้เย่เซียวถูกพี่ชายฟาดมือใส่เอาหนึ่งทีเพราะไม่เชื่อเด็ดขาดว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญน่ะ

“เจ้านี่นะ” ลู่ถิงอวี่ส่ายหน้าให้คนที่ทำตัวเหมือนเด็กๆ ที่หาเรื่องรังแกสตรีที่ชอบ “รังแกสตรีบ่อยๆ เข้าระวังเถิด ยามสตรีโกรธน่ะไม่น่าดูชมหรอกนะ”

“โอ้! คุณชายลู่เข้าใจสตรีดีเหลือเกินนะเจ้า”

ลู่ถิงอวี่เลิกคิ้วยื่นมือไปกุมมือขององค์ชายใหญ่ไว้ จากนั้นก็บีบปลายนิ้วขาวเรียวนั้นเบาๆ พอดวงตาขององค์ชายใหญ่เมียงมองมาลู่ถิงอวี่ก็คลี่ยิ้มหวานให้ “ข้าไม่เคยคิดอยากเข้าใจสตรี ใต้หล้านี้เพียงเข้าใจซืออวิ๋นของข้าคนเดียวก็พอแล้ว...จริงไหมซืออวิ๋น”

“อืม...”

“พี่ใหญ่ท่านก็รู้ว่าเจ้าคนหน้าหนานี่เกี้ยวท่านยังจะไปรับคำอีกนะ” เย่เซียวยื่นมือไปจิ้มหน้าผากพี่ชายจึกๆ อย่างหมั่นไส้ เขาจะเอาเรื่องนี้ไปทูลเสด็จพ่อ...ให้ทรงเพิ่มงานให้ลู่ถิงอวี่เยอะๆ ส่วนฉินไห่ฟงที่จะเดือดร้อนไปด้วยนั้นก็ช่างเถิด รุ่ยเอินชอบกวนประสาทตนนัก ในเมื่อเป็นเจ้าของเจ้าตัวร้ายนั่นก็รับผิดชอบไปเสียเถิด!

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ จากนั้นก็เห็นอันกงกงยื่นกระบอกภาพวาดให้เย่เซียว “ข้างในยังมีภาพพิเศษที่ข้าจะให้เจ้าด้วยอีกสองสามภาพ เพราะเพิ่งวาดอย่างเร่งด่วน สีที่ใช้เลยมิได้ผสมกรรมวิธีพิเศษอะไร แต่ข้าเพิ่มลูกเล่นลงไปในภาพเล็กน้อยเผื่อน้องสามไปชายแดนแล้วคิดถึงจะได้หยิบภาพขึ้นมาดูอย่างไรเล่า”

ลู่ถิงอวี่มองรอยยิ้มซุกซนของคนข้างกายแล้วก็ยิ้มตามขึ้นมาด้วย เหมือนเขาจะเห็นนะว่าสองสามวันมานี้องค์ชายใหญ่ของตนกำลังวาดภาพอะไรอยู่...

 

ก็...คงถูกใจเย่เซียวกระมัง

 

เห็นรอยยิ้มราวลูกแมวร้ายๆ ของพี่ชายแล้วเย่เซียวก็ได้แต่เลิกคิ้วอย่างสงสัย แม้รู้ว่าพี่ชายน่ะไม่วางแผนอะไรรังแกตนหรอก แต่หลายปีมานี้พี่ชายติดนิสัยคนเจ้าเล่ห์มากแผนการบางคนมา...คิดว่าต้องเป็นเรื่องแกล้งเขาอีกแน่ๆ

“ต้องดูแลรักษาภาพของข้าให้ดีนะน้องสาม” เย่ซืออวิ๋นปั้นสีน้าจริงจังยิ่งนัก จนเย่เซียวหัวเราะลั่น...ยื่นมือไปดึงแก้มนุ่มของพี่ชายเบาๆ

“ของที่ท่านให้มีหรือข้าจะไม่รักษาดูแลให้ดี” เย่เซียวว่ายิ้มๆ 

“ว่าแต่ถิงอวี่ ท่านอาจารย์ลู่เป็นอย่างไรบ้าง ท่านอาจารย์กังวลหรือเครียดบ้างหรือไม่กับข่าวลือที่เกิดขึ้น ข้าวาดภาพให้ท่านอาจารย์ลู่ด้วย...เผื่อท่านอาจารย์จะอารมณ์ดีขึ้น” เย่ซืออวิ๋นรู้สึกเป็นห่วงลู่จิงมากแต่คิดว่าเสด็จพ่อคงสามารถปลอบท่านอาจารย์ลู่ได้

“ท่านพ่อน่ะหรือ...ก็ยังคงทำงานอยู่นั่นล่ะ” ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ แม้จะบอกว่าพักงานท่านอัครเสนาบดีแต่ฝ่าบาทผู้ที่เกียจคร้านตรวจฎีกาน่ะมีหรือจะทำเอง ย่อมส่งไปให้ท่านพ่อจัดการอยู่แล้ว “แต่ซืออวิ๋นไม่ต้องกังวล ท่านพ่อมิได้เครียดอันใดหรอก โอกาสพักงานเช่นนี้ถือว่าได้ทำให้ท่านพ่อพักผ่อน”

“ฉินเซ่าเจ๋อกับฉินเมิ่งคงโมโหแทบตายแล้วกระมัง”

“ขุนนางทั้งหลายมิใช่ไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างท่านพ่อกับฝ่าบาทเป็นอย่างไร แต่ต่อให้พวกเขารู้แล้วอย่างไร...จะให้ปลดท่านพ่อจากตำแหน่งอัครเสนาบดีแล้วเข้าวังหลังยิ่งเป็นไม่ได้ อีกทั้งทั้งสองก็มิได้ทำอันใดผิด อีกทั้งฝ่าบาททรงกุมอำนาจของขุนนางในราชสำนักไว้ทั้งหมด ฎีกาที่ถวายเรื่องความไม่เหมาะสมของท่านพ่อนั้นมีน้อยมาก เป็นของคนสกุลจ้าวและขุนนางที่สนับสนุนสกุลฉิน มีไม่ถึงสิบคนเสียด้วยซ้ำ” ลู่ถิงอวี่ยกยิ้มเย็น “ฉินเมิ่งประมาทเกินไป”

 

เขาคิดว่าราชสำนักยังเป็นเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนตอนเขาดำรงตำแหน่งราชครูอีกเหรอ?

คิดว่าชาวบ้านจะหลงงมงายเชื่อในข่าวลือไร้สาระมากกว่าความจริงและความสามารถของอัครเสนาบดีที่ประจักษ์มาหลายปีน่ะหรือ...

 

“เขาไม่มีทางยอมจบแค่นี้หรอก มือของสกุลฉินยื่นยาวไปถึงแคว้นเว่ย...และแว่นแคว้นอื่นๆ ใกล้เคียงต้าเซี่ย ในยุทธภพก็ด้วย” เย่เซียวรับน้ำชาที่พี่ชายยื่นให้มาดื่ม “เรื่องชายแดนแคว้นเว่ยไม่ต้องห่วง...ตราบใดที่ข้ายังอยู่ข้ารับปากว่าสกุลฉินจะไม่มีทางได้ดั่งใจเด็ดขาด!”

“น้องสามต้องระวังตัวด้วยเล่า” เย่ซืออวิ๋นกุมมือน้องชายอย่างเป็นห่วง

“ข้ารู้ดี ท่านไม่ต้องกังวลหรอก” 

“สถานการณ์ในแคว้นเว่ยไม่ค่อยดีเท่าไหร่จริงๆ นั่นล่ะ แต่มีเว่ยฉือข้าคิดว่าเขาคงเข้าไปยุ่งได้ไม่เท่าไหร่หรอก...ฉินเมิ่งคิดว่าตนเองฉลาดจนประมาทเว่ยฉือ เขานั่นล่ะที่จะพลาด” ลู่ถิงอวี่ดึงมือเย่เซียวออกจากมือขององค์ชายใหญ่จากนั้นก็ดึงมากุมไว้เอง เขาเมินสายตาดุๆ ของเย่เซียว

 

อย่างที่บอกคุณชายลู่สนใจแค่องค์ชายใหญ่เท่านั้น

 

“ซืออวิ๋นก็ต้องระวังตัวเองเล่า ข้าเดาว่าฉินเมิ่งคงกำลังวางแผนอะไรและอยากดึงเจ้าเข้ามาเกี่ยวด้วยเป็นแน่...ไม่เกินวันพรุ่งเขาต้องให้คนมาเชิญเจ้าไปพบแน่ๆ”

“ข้ารู้...ไม่ต้องห่วงนะ ข้าจะระวังตัว อีกทั้งถ้าเขาไม่มาหาข้าก็จะไปหาเขาเอง ในเมื่อสกุลฉินกับสกุลจ้าวกำลังขัดแย้งกัน ข้าก็จะทำให้พวกเขาขัดแย้งกันกว่าเดิมอีก” องค์ชายใหญ่เชิดจมูกขึ้นส่งเสียงเหอะในลำคอ คิดว่าเขาจะไม่เอาคืนหรืออย่างไร หาเรื่องตนน่ะช่างเถิด 

 

แต่นี่ถึงขั้นหาเรื่องน้องชายเขา อาจารย์ของเขาและบิดาของเขาอีก! ผู้ใดจะยอมเล่า!

 

เห็นลูกแมวพองขนขึ้นเช่นนั้นทำให้ลู่ถิงอวี่กับเย่เซียวพากันหัวเราะ คุณชายลู่ยกนิ้วเคาะจมูกเล็กเบาๆ อย่างเอ็นดู “ไม่โมโหนะซืออวิ๋น โมโหแล้วเสียสุขภาพ ถ้าเจ้าไม่พอใจก็ยกให้ข้าจัดการ”

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า พิงศีรษะที่ไหล่ของลู่ถิงอวี่ คลอเคลียราวลูกแมวอ้อนจนคุณชายลู่ใจอ่อนไปหมด “ถิงอวี่น่ะสิที่ต้องระวังสุขภาพ ไม่ต้องห่วงข้าจัดการเองได้ จริงๆ นะ...ถ้าหากไม่ไหวข้าจะบอกเจ้าแน่นอน”

ดวงตาดอกท้อหวานมองคนข้างกายอย่างอ่อนโยนที่สุด “เด็กดี”

คนถูกลืมอย่างองค์ชายสามได้แต่กลอกตาระอา รู้สึกอยากลุกขึ้นให้รู้แล้วรู้รอด นี่พวกเขามิได้กำลังคุยเรื่องจริงจังกันอยู่หรอกหรือ เหตุใดคนสองคนนี่ถึงได้สร้างบรรยากาศหวานๆ ราวอยู่กันแค่สองคนได้อีก!

 

ไม่ไหวๆ!

 

“ข้าเข้าวังดีกว่า รู้สึกเบื่อหน้าเจ้ายิ่งนักลู่ถิงอวี่ ระวังเถิดเจ้าจะได้ถูกไล่ไปชายแดนกับข้าเพราะเกี้ยวพี่ใหญ่ให้ขัดพระเนตรเสด็จพ่อบ่อยๆ”

“ชายแดนน่ะ...เจ้าคนเดียวก็พอแล้ว” ลู่ถิงอวี่หัวเราะ ชื่อเสียงของเย่เซียวทำให้ใครๆ ต่างก็ขยาด แม้จะอายุน้อยแต่หลายคนก็แทบจะเรียกเขาว่าเทพสงครามไปแล้ว... “อ้อ...นอกจากท่านแม่ทัพใหญ่จะเอาเวลาไปรังแกสตรีเขาบ่อยๆ”

“ข้าจะไปรังแกนางทำไม ผู้หญิงที่ดูปลงตกในชีวิตเช่นนั้น...” เย่เซียวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหรี่ตามองลู่ถิงอวี่ที่มองเขายิ้มๆ อยู่แล้ว

“ซืออวิ๋นดูสิข้ายังมิได้บอกเลยว่าเป็นสตรีคนใด แต่เย่เซียวก็มั่นใจแล้วว่าเป็นใครน่ะ องค์ชายสาม...สายตาเจ้ามีแค่นางหรืออย่างไรกัน หืม?”

“น้องสามถ้าเจ้ารังแกพี่ฮวาซิงบ่อยเข้า ข้าจะให้เสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟยตีเจ้าแล้วนะ!” เจ้านักเลงโตนี่น่ะ อยู่ห่างไกลห่างตาถึงชายแดนมิรู้ว่ายามฉินฮวาซิงเดินทางไปส่งสมุนไพรที่ชายแดนจะถูกน้องสามกลั่งแกล้งรังแกอย่างไรบ้าง

เย่เซียวไม่ได้เดือดร้อนกับคำขู่นั่น เขาหัวเราะอย่างกวนโทโสพี่ใหญ่ไม่น้อยด้วย แต่ไม่ต้องถึงมือเย่ซืออวิ๋นหรอกแค่เขาเงยหน้ามองคนข้างตัว ลู่ถิงอวี่ก็คว้าของข้างตัวดีดไปจะชนหน้าผากเย่เซียวดีที่องค์ชายรับไว้ได้ทันเสียก่อน

“เจ้ามันเกินเยียวยาแล้ว...ไหนๆ เจ้าก็แข็งแรงดีแล้วมาลองประลองฝีมือกับข้าดีหรือไม่?” เย่เซียวเลิกคิ้วอย่างท้าทาย เพราะแต่ไหนแต่ไรมาลู่ถิงอวี่ก็ร่างกายอ่อนแอ แต่ฝีมือวรยุทธ์ของเขามิด้อย โดยเฉพาะคนที่สู้ไปชอบใช้สมองไปด้วยเช่นเจ้าคนหน้าเป็นตรงหน้า

“น้องสาม ถิงอวี่อ่อนแอกว่าเจ้า เจ้ายังจะรังแกเขาอีก เจ้านักเลงโตนี่!” เย่ซืออวิ๋นถลึงตาใส่น้องชาย จัดการลุกขึ้นไปฟาดอกแกร่งของท่านแม่ทัพหนุ่มแรงๆ อย่างหมั่นไส้ เย่เซียวหัวเราะยักคิ้วให้ลู่ถิงอวี่ก่อนจะกอดพี่ชายไว้ไม่ให้ลุกไปนั่งข้างเจ้าคนชอบหลอกกินเต้าหู้ผู้อื่นนั่นอีก “ฟาดไปเถิด...จะข่วนด้วยก็ได้”

พี่ใหญ่ฟังน้ำเสียงเช่นนั้นแล้วก็กัดหมับเข้าให้อย่างอดไม่ได้ ภาพที่เห็นทำเอาองค์ชายรัชทายาทกับองค์ชายสี่ที่เพิ่งเดินเข้ามาพากันส่ายหน้าก่อนจะยิ้มและหัวเราะขำๆ

“เย่เซียว” เย่เฟิงปรามเสียงเบา ก่อนจะยิ้มให้พี่ชายที่มองมาทางเขาราวกับฟ้อง องค์ชายรัชทายาทยื่นมือให้พี่ชายและดึงร่างนั้นมากอดปลอบราวโอ๋เด็ก “ข้าจะตีเขาคืนให้ท่าน”

“น้องรองดีกับข้าที่สุด” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึก ยื่นมือไปดึงแก้มน้องสี่ที่บังอาจหัวเราะเขาไปหนึ่งรอบ ก่อนจะชวนทั้งสองคนให้นั่งลงข้างเย่เซียว จัดการรินชาใส่แก้วแล้วยื่นให้ทั้งคู่ดื่ม “เจ้ากับน้องสี่มาก็ดีแล้ว พวกเรามิได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันสบายๆ แบบนี้มานานแล้ว...เช่นนั้นค่ำนี้กินอะไรกันดีเล่า”

“ตัวตะกละน้อย” เย่หานหัวเราะลั่น กับพี่ชายที่กี่ปีๆ ก็ยังเห็นแก่กินไม่เปลี่ยน

“วันนี้กินหม้อไฟกันดีหรือไม่?” ลู่ถิงอวี่หรี่ตามองบรรดาน้องชายหวงพี่ที่นั่งรายล้อมองค์ชายใหญ่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะ ซ้ำยังพากันเลิกคิ้วมามองเขาอีก 

 

คนพวกนี้นี่...ช่างชอบขัดขวางกันเสียจริง

 

“ดียิ่ง เช่นนั้นกินหม้อไฟชมจันทร์กันเถิด วันนี้ดวงจันทร์เต็มดวงด้วย ถิงอวี่จะช่วยบรรเลงพิณให้พวกเราได้ด้วยดีหรือไม่?” 

“ได้สิ” ลู่ถิงอวี่ที่ไม่เคยขัดคำขอองค์ชายใหญ่พยักหน้ายิ้มๆ “แต่ว่า...ข้าอยากได้คนร่วมบรรเลง” ดวงตาดอกท้อมองคนที่อยากให้ร่วมบรรเลงด้วยสายตาเอ็นดูและหวานฉ่ำ ฝีมือพิณขององค์ชายใหญ่นั้นมิเป็นสองรองใคร เพราะลู่ถิงอวี่เป็นคนสอนลูกศิษย์ตัวน้อยกับมือ

“อื้อ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง มองมือเรียวของลู่ถิงอวี่ที่ยื่นมาทางตน ราวจะบอกว่ากลับมานั่งข้างกันได้แล้ว แต่ก่อนจะวางมือลงไปเย่เฟิงก็รั้งเอวพี่ชายไว้เสียก่อน ให้นั่งบนขาข้างหนึ่งของตน โดยเย่หานกับเย่เซียวก็จับมือพี่ชายไว้คนละข้าง...ทำให้เย่ซืออวิ๋นไปหาคุณชายลู่เขาไม่ได้

“น้องรอง น้องสาม น้องสี่” พี่ใหญ่เรียกเสียงอ่อยมองลู่ถิงอวี่ตาปริบๆ บุรุษทั้งสี่คนส่งสายตาหากันไปมาจนเย่ซืออวิ๋นได้แต่ส่ายหน้าระอา “น้องรองปล่อยข้าก่อนเถิด”

“ข้าเหนื่อยนัก” องค์ชายรัชทายาทเอ่ยเสียงทุ้มราวกับกำลังอ้อนอย่างที่นานๆ ทีจะทำ เขาชอบให้มือเรียวของพี่ชายแตะที่แก้มคอยปลอบและซักถามอย่างใส่ใจอย่างที่ทำมาเสมอ

 

และก็เป็นข้ออ้างไม่ให้พี่ชายลุกไปหาเจ้าสหายคนร้ายกาจนั่น

 

“เช่นนั้นพวกเจ้านั่งคุยกันไปก่อน ข้าจะไปดูในห้องเครื่อง จะให้พวกเขาชงชาพิเศษสำหรับคลายความเมื่อยล้าให้พวกเจ้า อืม...อย่างทะเลาะกันเล่า”

ทุกคนล้วนพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง แต่เย่ซืออวิ๋นไม่เชื่อคนเหล่านี้หรอก ชอบตีกันนิ่งๆ ตลอดเลย 

องค์ชายใหญ่ถอนหายใจแผ่วเบา หรี่ดวงตาที่คิดว่าดุมองทุกคนรอบหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นไปในห้องเครื่องของตำหนักพร้อมอันกงกง เอ่ยสั่งการเล็กน้อยคนในครัวก็แทบจะวิ่งไปทำตามบัญชาแทบจะทันที ส่วนอันกงกงก็ช่วยองค์ชายใหญ่ถือชุดชงชาใหม่เดินกลับไปที่เดิม

เมื่อกลับมาถึงเย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อยยามเห็นว่ามีใครอีกคนเพิ่มขึ้นมา ไม่สิ...สองคน

 

ฉินไห่ฟงและเนี่ยรุ่ยเอิน

 

“คนงามน้อยซืออวิ๋น” เนี่ยรุ่ยเอินหันมาเห็นองค์ชายใหญ่จากนั้นก็โบกไม้โบกมืออย่างเป็นกันเองและร่าเริงยิ่ง ต่างกับฉินไห่ฟงที่ลุกขึ้นยืนประสานมือคำนับอย่างสง่างาม

“ถวายพระพรองค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”

“อย่ามากพิธีเลย” เย่ซืออวิ๋นรีบโบกมือห้ามปราม เขาไม่อยากให้ฉินไห่ฟงทำความเคารพตนสักเท่าไหร่ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ ลู่ถิงอวี่ คุณชายลู่ยิ้มให้คนข้างกายจากนั้นก็เป็นฝ่ายรับถาดชาที่อันกงกงถือมาจัดการเอง 

“โมลี่ฮวาจันทร์แรมหรือ?” ลู่ถิงอวี่กล่าวยิ้มๆ ก่อนจะชงชาอย่างคล่องแคล่ว กรรมวิธีทุกขั้นตอนเขาล้วนทำออกมาอย่างสง่างาม เพียงครู่เดียวกลิ่นหอมอ่อนๆ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายจากน้ำชาสีทองอ่อนๆ ก็ถูกแจกจ่ายให้ทุกคน “ซืออวิ๋นใส่ใจกันจริงๆ” ลู่ถิงอวี่เอียงศีรษะซบไหล่เล็กกว่า เย่ซืออวิ๋นก็หัวเราะเบาๆ

โม่ลี่ฮวาจันทร์แรมเป็นชาที่หาดื่มได้ยากมิใช่มีราคาแพงแต่เพราะกรรมวิธีการเก็บเกี่ยวนั้นยุ่งยากมาก ต้องเก็บในคืนจันทร์แรมและต้องใช้ดอกโมลี่ฮวาดอกตูมที่ต้องน้ำค้างด้วย สรรพคุณของชานี้ช่วยให้ผ่อนคลาย หลับสบายอีกทั้งยังสามารถช่วยบำรุงโลหิตได้อีกด้วย...ถึงได้บอกอย่างไรเล่าว่าซืออวิ๋นของตนนั้นช่างใส่ใจยิ่งนัก

“ถิงอวี่ต่างหากที่เก่งกาจชงชาออกมาได้รสดีถึงเพียงนี้”

“อื้ม ชงให้ซืออวิ๋นทั้งทีข้าย่อมต้องตั้งใจเต็มที่” ส่วนผู้อื่นนั้นล้วนเป็นของแถมทั้งสิ้น

คนอื่นๆ ได้แต่ถอนหายใจและกลอกตากับบุรุษปากหวานหน้าหนาบางคน แล้วสองคนนี้ก็อย่างไรนะ นั่งอยู่กันกันตั้งเยอะ ยังสามารถสรรสร้างบรรยากาศที่ราวกับมีกันแค่สองคนได้อีก

 

เฮ้อ!

 

“ผู้ชายปากหวานนั้นล้วนเชื่อไม่ได้นะซืออวิ๋นน้อยคนงาม!” เนี่ยรุ่ยเอินกลอกตาไปหลายรอบแล้วอดที่จะพูดไม่ได้ 

“อ้อ...ต้องเป็นบุรุษที่ชมชอบกัดคอผู้อื่นเช่นนั้นหรือถึงจะเชื่อได้” ลู่ถิงอวี่กล่าว หันไปสบตาเย่เฟิงที่กำลังจิบชาราวจะสื่อว่าพวกเขาสองคนคาดเดาถูกต้อง ก่อนจะมองฉินไห่ฟงยิ้มๆ 

“เจ้ามารร้าย!” เนี่ยรุ่ยเอินถลึงตาใส่เจ้ามารร้ายที่ว่า จากนั้นก็ยื่นเท้าไปถีบคนที่กำลังยกยิ้มมุมปากอย่างหมั่นไส้อย่างฉินไห่ฟง

“รุ่ยเอินอย่าเสียงดังสิ” เย่ซืออวิ๋นว่ายิ้มๆ “ทั้งสองคนมาตำหนักลั่วสุ่ยมีอันใดหรือ?”

“ข้ามาเพื่อนเจ้าหน้านิ่ง” เนี่ยรุ่ยเอินว่า เขาแค่ถูกลากมาเฉยๆ 

“ท่านตาอยากจะทูลเชิญองค์ชายไปที่จวนพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเลยมาแจ้งข่าว” ฉินไห่ฟงบอกเสียงเรียบๆ อย่างเช่นทุกที แต่สำหรับเนี่ยรุ่ยเอินที่รู้จักเจ้าหน้านิ่งนี่รู้ว่าน้ำเสียงของเขานั้นอ่อนโยนกว่าพูดกับผู้อื่นเป็นเท่าตัว

 

เหอะ!

 

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึก “ได้สิ ข้าเองก็อย่าไปสนทนากับท่านตาเช่นกัน” 

 

เพราะดูเหมือนท่านตาผู้นั้นจะเริ่มทนไม่ได้เสียแล้ว ในเมื่อแผนการมากมายไม่เป็นไปดั่งใจ ดังนั้นเย่ซืออวิ๋นก็อยากรู้เช่นกันว่าคนสกุลฉินจะทำอย่างไรต่อ

 

“ฉินเมิ่งคงกำลังวางแผนขัดขวางมิให้ถิงอวี่ได้ตำแหน่งรักษาการอัครเสนาบดี และให้ตำแหน่งนี้เป็นของฉินไห่ฟงผู้เดียวแน่” เย่เฟิงกล่าวขึ้นมา ก่อนจะมองลู่ถิงอวี่และฉินไห่ฟง ซึ่งทั้งสองก็พยักหน้ากับสิ่งที่องค์ชายรัชทายาทพูด

เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วครุ่นคิด เขายังจำได้ติดตา...ชาติที่แล้วท่านตาและท่านลุงได้เกลี่ยกล่อมให้เขาทูลขอสมรสพระราชทานกับลู่ถิงอวี่ โดยใช้หยกอุ่นอรุณมาเป็นหนึ่งในตัวหลอกล่อและใช้ความรู้สึกที่เขามีต่อลู่ถิงอวี่มาผลักดัน ทำให้ลู่ถิงอวี่พลาดตำแหน่งอัครเสนาบดีไป

 

และชาตินี้...พวกเขาคงเตรียมดำเนินการเช่นนั้นเหมือนกัน

เพียงแต่...ตนจะไม่ยอมอีกแล้ว!

 

“จริงด้วย แล้วเรื่องที่วัดเกาเสียงเล่า?” 

“หึๆ เรื่องนี้บันเทิงใจยิ่งนักคนงามน้อย ตาเฒ่านั่นโมโหจนห้องเละเทะยิ่งนัก ทำลายข้าวของเสียหายไปหมด ซ้ำยังเรียกตัวเจ้าฉินเจาและคุณหนูสองคนนั่นมาจัดการด้วย รับรองว่างานนี้เจ้าพวกนั้นถูกลงโทษหนักเป็นแน่” คนตอบมิใช่ฉินไห่ฟงแต่เป็นเนี่ยรุ่ยเอิน

“หืม? รุ่ยเอินนี่เจ้ารู้เรื่องคนสกุลฉินดีถึงเพียงนั้นเลย?” เย่เซียวเลิกคิ้ว “อยู่กินที่จวนสกุลฉินหรืออย่างไรกัน?”

“นั่นสิพี่รุ่ยเอิน ท่านแซ่ฉินหรือ?”

นักโลงโตและอันธพาลน้อยพากันหยอกเย้าท่านประมุขน้อยพรรคมารที่หน้าแดงจัดจนควันแทบจะออกหู ทำให้เกิดเสียงหัวเราะเบาๆ เกิดขึ้นในวงสนทนา ส่วนทั้งสามคนที่ว่านั่นก็ปะทะฝีมือกันเบาๆ ไปหนึ่งยก

“เช่นนั้นข้าจะไปจวนสกุลฉินก่อนแล้วกัน พวกท่านคุณกันไปเถิด” เย่ซืออวิ๋นหันไปพยักหน้ากับอันกงกง ก่อนจะลุกขึ้นยืน แต่ก็ถูกดึงมือไว้เสียก่อน พอก้มมองก็เห็นลู่ถิงอวี่ลุกขึ้นข้างๆ กัน

“ข้าจะไปกับซืออวิ๋นด้วย ส่วนไห่ฟงก็อยู่ที่นี่เถิด ถ้าเจ้าไม่อยู่มิรู้รุ่ยเอินจะซนจนของตำหนักลั่วสุ่ยเสียหายไปอีกเท่าไหร่”

“เพ้ย! เจ้ามารร้ายปากเจ้านี่มันอย่างไรกันนะ!” เหตุใดปากหวานเฉพาะกับคนงามน้อยซืออวิ๋นเท่านั้น แต่กับผู้อื่นถึงได้ปากร้ายเช่นนี้! 

 

เจ้ามันลำเอียงชัดๆ!

 

“เจ้าชื่อเย่ซืออวิ๋นหรือไม่?” ลู่ถิงอวี่ถามด้วยรอยยิ้มหวาน ส่วนเนี่ยรุ่ยเอินก็ส่ายหน้างงๆ ลู่ถิงอวี่เลยพยักหน้าหงึกหนึ่งที “ในเมื่อเจ้าไม่ได้ชื่อซืออวิ๋นของข้าเช่นนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องปากหวานกับเจ้า...แล้วก็...ถ้าอยากให้คนปากหวานด้วยลอง ‘อ้อน’ เจ้าหน้านิ่งของเจ้าดูสิ” ลู่ถิงอวี่กอบกุมมือขาวเรียวของคนข้างกายไว้ส่วนคนอื่นนั้นพากันถอนหายใจระอา ไม่ทันที่เนี่ยรุ่ยเอินจะได้โวยอะไรลู่ถิงอวี่ก็จับจูงมือองค์ชายใหญ่เดินไปเสียแล้ว เนี่ยรุ่ยเอินกะพริบตาปริบ เอียงหน้ามองฉินไห่ฟงงงๆ

“เจ้ามารร้ายนั่นพูดอันใดของเขากัน?”

“อย่าไปสนใจเขา มานี่มา” ฉินไห่ฟงกวักมือเรียกเนี่ยรุ่ยเอินก็เดินไปนั่งข้างเขาอย่างงุนงง ท่าทางของประมุขน้อยพรรคมารทำให้ทุกคนพากันกลอกตาหนึ่งรอถ้วน

 

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ขี้หวงและใจแคบอย่างร้ายกาจเช่นกัน

 

“เดินหมากกันสักกระดานดีหรือไม่ไห่ฟง” เย่เฟิงเอ่ยชวน เพราะฝีมือการเดินหมากของเย่ฉินไห่ฟงนั้นยอดเยี่ยมมากเช่นกัน 

“ได้”

“พนันกันสักเล็กน้อยดีหรือไม่?”

“ท่านเสนอมา” ฉินไห่ฟงจิบชายื่นมือไปเกาหลังคอคนข้างกายด้วยใบหน้านิ่งๆ รุ่ยเอินคงไม่รู้ว่าเจ้าตัวกำลังเอียงหัวซบไหล่เขาอยู่ และฉินไห่ฟงก็เมินสายตารู้เท่าทันของบรรดาองค์ชายทั้งสามคนที่มองมายิ้มๆ

“ข้าให้เย่เซียวเสนอ” เย่เฟิงหันไปมองน้องสามของตนยิ้มๆ เล่นเอาเย่เซียวได้แต่เลิกคิ้วงงๆ ว่าตนไปเกี่ยวอันใดด้วย แต่พอน้องสี่ยื่นหน้ามากระซิบเขาก็ได้แต่กลอกตาใส่พี่น้องตัวเอง

“พี่รองกำลังช่วยท่านสืบเรื่องสาวงามอยู่อย่างไรเล่า ถามจากปากพี่ชายของเขาแล้วน่าจะได้ความมากกว่านา”

“ข้าไม่อยากรู้” เย่เซียวกลอกตาอย่างระอาหนึ่งที...พี่น้องบ้านตนนี่อย่างไรกันนะ

เย่เฟิงหัวเราะหึในลำคอ ก่อนจะหันไปถามฉินไห่ฟง “เจ้าอยากได้อะไร?”

“เจ้าอยากได้อะไร” ฉินไห่ฟงก้มถามเนี่ยรุ่ยเอินแทน คล้ายจะสื่อว่าถ้าหากตนชนะให้เนี่ยรุ่ยเอินเป็นคนขอของรางวัล ซึ่งแน่นอนว่าประมุขน้อยเนี่ยก็ไม่มีทางเล่นตัวเอ่ยปากทันที

“เย่เฟิงส่งพ่อครัวตำหนักบูรพามาให้ข้าสักคนสิ เขาทำอาหารได้รสดียิ่งนัก!”

“อืม” เย่เฟิงพยักหน้ารับคำ ก่อนข้ารับใช้ในตำหนักจะรีบยกกระดานหมากมาวางไว้บนโต๊ะตามรับสั่งขององค์ชายรัชทายายาท ส่วนเรื่องพี่ใหญ่ของพวกเขานั้นยิ่งไม่ต้องห่วง

 

มีเจ้าคนหน้าหนาร้ายกาจอย่างคุณชายหยกขาวไปด้วยไม่มีผู้ใดทำอันตรายองค์ชายใหญ่ได้หรอก!  

 

……ต่อ…..

 

รถม้าของตำหนักองค์ชายใหญ่นั้นมีหรงหวันเป็นคนบังคับม้า ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ของเขาและเขาเป็นถึงองครักษ์ประจำตัวองค์ชายใหญ่แต่หรงหวันกลับยินดียิ่งที่จะทำหน้าที่นี้ ส่วนภายในรถม้านั้นองค์ชายใหญ่ได้แต่นั่งบนเบาะนุ่มพิงผนังรถม้าโดยมีคุณชายลู่นอนตักของอีกฝ่าย ใช้ตักนุ่มๆ หอมๆ หนุนต่างหมอน

“ซืออวิ๋นกังวลอะไรอยู่หรือเปล่า? บอกข้าได้หรือไม่...เจ้าเก็บความกังวลใจไว้คนเดียวเช่นนี้ข้ารู้สึกปวดใจจริงๆนะ” ลู่ถิงอวี่ใช้ปลายนิ้วพันเกี่ยวเส้นผมสีดำยาวเล่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงไพเราะเจือความออดอ้อน เย่ซืออวิ๋นเลยจิ้มใบหน้าที่ทั้งหล่อเหลาและงดงามนั้นจึกๆ 

“ข้ากำลังคิดว่าครั้งนี้ท่านตาอยากคุยกับข้าต้องเป็นเรื่องของถิงอวี่ด้วยแน่ๆ...เขาไม่อยากให้ถิงอวี่ได้รับตำแหน่งอัครเสนาบดี ต้องพยายามทำทุกวิถีทางดึงเจ้าลงมา”

 

เหมือนที่ชาติก่อนให้เขาขอสมรสพระราชทานกับลู่ถิงอวี่

 

“ข้าพอจะเดาได้ว่าพวกเขาวางแผนจะทำอันใด” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ แต่กลับทำให้องค์ชายใหญ่เบิกตาโตก้มหน้ามองคนที่นอนหนุนตักตนอยู่ตาปริบๆ

 

ถิงอวี่รู้หรือ...

แต่สมองระดับถิงอวี่ย่อมต้องคาดเดาได้อยู่แล้วกระมัง

 

“เอ่อ...”

มือใหญ่กุมมือที่เล็กกว่าไว้เล่น บีบปลายนิ้วเรียวขาวเบาๆ “วิธีเดียวที่จะทำให้ข้าพลาดตำแหน่งอัครเสนาบดีก็คือ...การแต่งเข้าบ้านบุรุษอีกคน” พูดไปก็ใช้ดวงตาดอกท้ออันแสนงดงามของตนมองพวงแก้มแดงก่ำของเจ้าของตักอย่างอ่อนหวาน และริมฝีปากก็ยิ่งยกยิ้มมากขึ้นยามเห็นใบหน้าที่เขินอายขึ้นเพราะตน

เย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าตนกำลังถูกคุณชายหยกขาวบนตักล่อลวงเอา...อีกแล้ว ถิงอวี่ชอบทำให้เขาเขินเสมอ แม้จะคุ้นชินขึ้นบ้างเพราะเจอมาหลายปี แต่อีกคนก็ขยันส่งสายตาหวานๆ และคำพูดหวานๆ มาแกล้งกันตลอดเลย

“แล้ว...”

“แล้วเขาก็คงคิดจะให้ซืออวิ๋นทูลขอสมรสพระราชทานกับข้า ให้ข้าแต่งเข้าตำหนักของเจ้า...เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็จะหมดสิทธิ์ในตำแหน่งอัครเสนาบดีทันที” แผนการของฉินเมิ่งมาถึงขั้นนี้แล้วมีหรือเขาจะอ่านไม่ออก ไม่สิฝ่าบาทกับท่านพ่อก็น่าจะรับรู้อยู่แล้ว...

“ข้า...” เย่ซืออวิ๋นหลุบตาต่ำลง การทูลขอสมรสพระราชทานเป็นสิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำจิตใจของเขามาตั้งแต่ชาติก่อน...ตอนนั้นเขารักลู่ถิงอวี่ และรู้ดีว่าทำอย่างไรก็ไม่อาจได้ครอบครอง และอยากเอาแต่ใจตัวเองโดยไม่คิดถึงจิตใจผู้อื่นดึงดันทำร้ายลู่ถิงอวี่ลงไป

 

ทั้งๆ ที่รู้ว่าเจ้าไม่เต็มใจ 

ทั้งๆ ที่รู้ว่าตอนนั้นเจ้าสามารถหาใครที่ดีเลิศเลอกว่าข้ามาเคียงข้างได้ แต่พอคิดเช่นนั้นข้าที่เป็นองค์ชายไร้ค่าก็รู้สึกไม่ยินยอม จนสุดท้าย...ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อีก

 

บางทีเขาก็มีคำถามที่อยากถามลู่ถิงอวี่มาตั้งแต่ชาติก่อน...แต่อย่างไรเสียก็ไม่กล้าถาม มิใช่เพราะอะไร...เพียงแต่กลัวคำตอบที่จะได้รับกลับมา

 

เย่ซืออวิ๋นเม้มปากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะมองคนที่ไม่ละสายตาไปจากใบหน้าตนแล้วเอ่ยถามน้ำเสียงเบา “ถ้าแต่งให้ข้า...ถิงอวี่จะเสียใจหรือไม่”

 

คำถามนี้ชาติก่อนเขาอยากถามตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานกัน

 

แต่งกับข้าเจ้าเสียใจหรือไม่?

ไม่อาจทำตามความฝัน ทำให้สกุลลู่ไร้ผู้สืบทอด ทำให้เจ้าถูกคนใต้หล้านินทา

 

ลู่ถิงอวี่มิได้ตอบอะไรจนเย่ซืออวิ๋นใจเสีย รู้สึกว่าบางอย่างตีตื้นขึ้นมาจนอยากร้องไห้ เขาหันซ้ายหันขวารีบเอ่ยอย่างร้อนรน “เอ่อ...ข้า ข้าก็แค่ถามเฉยๆ ถิงอวี่...ไม่ต้อง ไม่ต้องสนใจหรอก อ้ะ!”

ก่อนองค์ชายใหญ่จะร้องอย่างตกใจขึ้นมาเมื่อทั้งร่างถูกรวบให้ไปนั่งอยู่บนตักกว้างของลู่ถิงอวี่ที่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นนั่งแล้วดึงร่างเย่ซืออวิ๋นไปกอดไว้แน่น แผ่นหลังพิงกับอกอุ่น ลู่ถิงอวี่จัดการวางคางไว้บนไหล่ของเย่ซืออวิ๋น แขนทั้งสองก็กอดเอวองค์ชายใหญ่ไว้แน่น ลมหายใจร้อนระช้างซอกคอทำให้รู้สึกสั่นไหวยิ่งนัก

“เด็กดี...ข้าตอบช้าเพราะกำลังดีใจ เจ้าคิดมากไปถึงไหนหืม?” ตอนแรกลู่ถิงอวี่ที่นิ่งไปเพราะเขารู้สึกว่าคำถามนี้คล้ายแฝงอะไรบางอย่าง แต่พอเห็นอีกคนราวจะร้องไห้เช่นนั้นเขามีหรือจะทนได้ “ซืออวิ๋นอยากขอข้าแต่งงานข้าไม่ดีใจได้อย่างไร”

เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาปริบๆ ดูเหมือนไอ้ที่กังวลเมื่อครู่จะถูกกลืนลงท้องไปเสียหมด เขาเลยตีสีหน้างงไม่เข้าใจให้คุณชายลู่ที่ก้มมองคนบนตักยกยิ้มเอ็นดู

“แต่งให้เจ้าข้าไม่มีวันเสียใจ”

ประโยคนั้นแทรกซึมผ่านไปยังความรู้สึกที่เคยกดทับและอัดแน่นมาตั้งแต่ชาติก่อน ตรงสู่หัวใจจนอุ่นวาบไปหมด หัวใจเต้นรัวขึ้นกับคำตอบที่ไม่คิดว่าจะได้ฟังจากปากอีกฝ่าย...

 

ไม่เสียใจหรือ

 

“ตะ...แต่ว่า เจ้าจะไม่ได้เป็นอัครเสนาบดี จะถูกผู้อื่นนินทา...จะ...”

“ชู่ว...” เสียงไพเราะกระซิบข้างใบหูนิ่ม “ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วซืออวิ๋น ข้าไม่สนใจผู้อื่น...ใต้หล้านี้ข้าสนเพียงแต่เจ้าเท่านั้น คำพูดคนไม่สำคัญไหนเลยต้องเก็บมาใส่ใจ”

“แต่ว่า...”

“แต่งเข้าตำหนักเจ้า เป็น...อืม ข้าต้องเป็นสามีเจ้าอยู่แล้ว มีภรรยาคนงามมากความสามารถถึงเพียงนี้ผู้ใดจะเสียใจกัน”

“แต่ถิงอวี่จะเป็นขุนนางไม่ได้นะ”

“ข้าไม่มีตำแหน่งงานของข้าก็มิได้น้อยลงหรอก ซืออวิ๋นก็รู้ว่าทั้งฝ่าบาททั้งท่านพ่อไหนจะเย่เฟิงล้วนชมชอบหาเรื่องขัดขวางข้าและโยนงานมาให้เสมอ ตำแหน่งก็เป็นเพียงหัวโขนเท่านั้น เพราะสิ่งที่ข้าทำได้ และจะทำ...ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับยศฐาเหล่านั้น”

ลู่ถิงอวี่รู้ดีว่าด้วยความรู้ความสามารถของตนแล้วนั้นต่อให้ไม่ได้นั่งตำแหน่งอัครเสนาบดี เขาก็สามารถทำประโยชน์ต่อบ้านเมืองต่อแผ่นดินได้อยู่ดี อีกทั้งตำแหน่งนั้นถ้าหากอยากนั่งขึ้นมาจริงๆ...วิธีย่อมมีอยู่แล้ว 

“ถิงอวี่...”

“ซืออวิ๋นเจ้ารู้ดีมิใช่หรือ สายตาข้ามีเพียงเจ้า เฝ้ามองเพียงเจ้า...ข้ายังอยากแต่งเข้าตำหนักลั่วสุ่ยให้เจ้าเลี้ยงอยู่เลย พวกเขาอยากกล่าวว่าข้าอย่างไรข้าก็ไม่สนใจ ไม่ได้มารู้จักความสุขในชีวิตข้าเสียหน่อย”

เย่ซืออวิ๋นหลุดยิ้มออกมากับคำพูดนั้น...เพราะชาติก่อนลู่ถิงอวี่ก็แต่งเข้าตำหนักให้ตนเลี้ยงจริงๆ นั่นล่ะ เพียงแต่...ชาตินี้และชาติก่อนไม่เหมือนกันจริงๆ แม้จะรู้ว่าคำตอบของลู่ถิงอวี่ถ้าหากชาติก่อนเขาถามอาจจะไม่ใช้คำตอบเดียวกัน เพราะชาตินี้ตนเลือกที่จะออกมาไขว้คว้าและดึงรั้งเอาไว้ ไม่ได้หลงเชื่องผู้อื่นหรือทำตามคำยุยงของผู้ใด

ขอบตารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบ คราวนี้หาใช่เพราะเสียใจแต่รู้สึกดีและรู้สึกราวได้ปลดปล่อยพันธนาการจากชาติก่อนไปอีกขั้น

“เดิมทีข้าก็เตรียมการเอาไว้แล้ว”

“หืม? เตรียมการอันใด” เย่ซืออวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ซึมซับไออุ่นจากอ้อมแขนของบุรุษที่ไม่ว่าชาติไหนก็ยังเป็นคนเดิมที่ทำให้เขารู้สึก...รัก

“ข้าส่งหนังสือหมั้นหมายไปให้ฝ่าบาทตั้งแต่วันที่เจ้าสวมกวาน วันเดือนปีเกิดของพวกเราข้าเคยส่งให้วัดเกาเสียงนำไปเสี่ยงทายดูแล้ว คราวก่อนแวะไปวัดเกาเสียงพบเจอไต้ซือเกาเสียงเข้าก็เลยนำไปถวายแด่ฝ่าบาทเรียบร้อย ส่วนพวกสินสอดนั้นข้าก็เตรียมไว้มาสักพักแล้ว...”

 

เพียงแต่ฮ่องเต้บางพระองค์กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และไม่รู้ว่าป่านนี้จะโยนหนังสือหมั้นหมายทิ้งไปแล้วหรือไม่ก็ไม่รู้ ทุกครั้งที่ลู่ถิงอวี่เอ่ยเข้าเรื่องนี้ฝ่าบาทก็จะไล่ตนออกมาและมอบหมายงานใหญ่มาให้เสมอ

บิดาหวงลูก...

 

เย่ซืออวิ๋นเบิกตากว้างกับสิ่งที่ได้ยิน หัวใจเต้นกระหน่ำจนเขายังรู้สึกได้ มองหน้าลู่ถิงอวี่อย่างไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดี

 

เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าถิงอวี่เตรียมการไว้มากมายถึงเพียงนี้...

ทำเพื่อเขา...

 

“ถิงอวี่...ข้า...” ไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดอะไร แต่หัวใจกำลังรู้สึกเต็มตื้นไปหมด เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกและชาติก่อนก็ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้ ก่อนดวงตาคู่สวยจะเบิกกว้างยามปลายนิ้วร้อนผ่าวเชยคางของเขาขึ้นให้เงยไปด้านหลังเล็กน้อย จากนั้น...

 

จุมพิตอุ่นๆ ที่แสนอ่อนนุ่มก็ทาบทับลงมาบนริมฝีปาก

มันนุ่มนวล...แช่มช้า และอ้อยอิ่ง ดุจกลีบของดอกอิงฮวาที่แตะลงบนผิวน้ำ 

 

แต่กลับก่อความรู้สึกหอมหวานกำจายสู่ร่างกายและหัวใจ...

จุมพิตแรกระหว่างพวกเราสองคน...ทั้งชาติก่อน และชาตินี้

 

“ข้าน่ะนะ” ลู่ถิงอวี่ผละออกมาเล็กน้อย มองริมฝีปากแดงอิ่มที่ฉ่ำวาวนั้นอย่างหลงใหล ระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขาสองคนนั้นน้อยมาก ลมหายใจของทั้งคู่สอดประสาน “อยากทำเช่นนี้มานานแล้ว...อยากจุมพิตเจ้า กอดเจ้าไว้ทั้งวันทั้งคืน ข้าเฝ้านับวันรอที่จะได้ครอบครองเจ้ามาตั้งแต่ครั้งแรกที่สบตา แล้วในเมื่อโอกาสมีมากองตรงหน้ามีหรือข้าจะปฏิเสธ” วาจาหวานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จงใจทำให้พร่า ยามเห็นในอ้อมแขนสั่นเล็กน้อยลู่ถิงอวี่ก็ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ อดใจไม่ไหวกดจูบลงบนริมฝีปากแดงเรื่ออีกครั้ง

จุมพิตครานี้...ร้อนแรงขึ้นกว่าเก่า เพราะอีกคนขบเม้มริมฝีปากของเย่ซืออวิ๋นเบาๆ ทำให้คนไม่เคยถูกจูบเผยอริมฝีปากออก ปลายริ้นร้อนไล้ผ่านเข้าไปชิมความหอมหวานข้างใน ชักนำอีกคนให้เคลิบเคลิ้มด้วยจุมพิตหวานที่ราวกำลังจะมอมเมา จากที่นั่งตักลู่ถิงอวี่อยู่เย่ซืออวิ๋นไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ตนกำลังถูกดันให้นอนลงกับเบาะนุ่มในรถม้า โดยมีแขนรองศีรษะไว้ ร่างสูงกว่าทาบทับแนบสนิท ไล้จูบคลอเคลียไม่ห่าง

“อือ!” เย่ซืออวิ๋นที่ถูกล่อลวงครางประท้วงยามรู้สึกหายใจติดขัด ยกมือทุบแผ่นหลังกว้างเบาๆ ลู่ถิงอวี่เลยยอมผละออกมาอย่างเสียดาย ปลายลิ้นที่เชื่อมไว้ด้วยน้ำใสๆ ที่ค่อยๆ ขาดลง ดวงตาดอกท้อหรี่มององค์ชายใหญ่ด้วยดวงตาร้อนแรง

จากนั้นก็เบือนหน้าไปอีกทาง พลางสูดลมหายใจเข้าอย่างพยายามระงับสติอารมณ์ของตัวเอง

 

เพราะภาพที่เห็นนั้น...ช่างกระตุ้นอารมณ์ปรารถนากันเหลือเกิน!

ต่อให้เป็นเขาที่มั่นใจในความอดทนและความสุขุมใจเย็นของตนว่ามีมากพอยังทนมองภาพงดงามที่แสนยั่วยวนนี่ไม่ไหว และถ้าหากไม่เบือนหน้าหนีลู่ถิงอวี่เกรงว่าความอดทนที่ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้วจะหมดลงเสียก่อน

 

ขืนเขารังแกองค์ชายใหญ่ตรงนี้และเดี๋ยวนี้

ไม่ต้องรอถึงวันพรุ่งรอ ไม่เกินหนึ่งเค่อลู่ถิงอวี่มั่นใจว่าตนเองจะถูกจับไปขังไว้และถูกโบยจนตายเป็นแน่

 

เย่ซืออวิ๋นหอบหายใจหนัก ใบหน้าแดงก่ำไปเสียหมด ไม่กล้ามองลู่ถิงอวี่เต็มตาเลยด้วยซ้ำ ในอกเขาสั่นรัวและเต้นดังจนรู้สึกว่าร่างกายร้อนวูบวาบ

 

เขากับถิงอวี่...จูบ...

จูบ...

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งหน้าแดงจัดจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี สุดท้ายก็ถูกลู่ถิงอวี่ประคองให้นั่งดีๆ เย่ซืออวิ๋นหลุบตาไม่กล้ามองใบหน้าหล่อเหลางดงามนั่นเต็มตา

 

เขาเขินเป็นนะ! เขินมากด้วย!

 

ชาติก่อนได้ชื่อว่าสามีภรรยาแต่มิได้ร่วมเตียงกันด้วยซ้ำ อย่างว่าแต่จุมพิตอย่างอ่อนหวานจนแทบละลายเช่นนี้เลย กระทั่งโอบกอดยังไม่เคย...แต่นี่...

 

พวกเขายังไม่ได้เป็นอะไรกันเลยก็...จูบกันแล้ว

แถมมิใช่แค่ครั้งเดียว!

 

“อวิ๋น...เจ้าห้ามเขิน” เสียงของลู่ถิงอวี่เอ่ยอยู่ข้างหู เย่ซืออวิ๋นหลับตาไม่รู้ไม่ชี้ซุกหน้ากับไหล่อีกฝ่ายเสียดื้อๆ ไม่รับรู้อันใดทั้งสิ้นแล้ว! เห็นคนเขินจัดไปทั้งตัวแล้วคุณชายลู่ที่กลับมาควบคุมตัวเองได้ก็หัวเราะอย่างเอ็นดู ปลายนิ้วร้อนไล้ผ่านหลังคอขาวจนเย่ซืออวิ๋นสะดุ้งเฮือก “ยิ่งเจ้าเขินข้ายิ่งอดทนไม่ไหว”

 

อดทนอันใดของเจ้ากัน!

นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าลู่ถิงอวี่อันตรายอย่างยิ่ง! โดยเฉพาะปลายนิ้วร้อนที่ยังไต่ไล้หลังต้นคอเขาไม่หยุด ลมหายใจร้อนผ่าวไล้ข้างขมับเขาไม่ผละออกไปไหนนี่อีก!

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ ถึงหน้าจวนสกุลฉินแล้วพ่ะย่ะค่ะ” คนขับรถม้าเอ่ยขึ้นมาเมื่อถึงหน้าจวนสกุลฉินเรียบร้อย เย่ซืออวิ๋นรีบผละจากอ้อมแขนของลู่ถิงอวี่อย่างรวดเร็ว ขึงตากลมโตที่พยายามทำให้ดุมองลู่ถิงอวี่ยิ้มๆ

“ถิงอวี่อย่าซุกซน เจ้าอยู่ในนี้ล่ะ ข้าไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับแล้ว”

ลู่ถิงอวี่พยักหน้ายิ้มๆ อย่างว่าง่ายเชื่อฟัง ประสานมือไว้บนหน้าตักอย่างสำรวมยิ่ง แต่แววตาและรอยยิ้มของเขานั้นตรงกันข้าม...เพราะมันอ่อนหวานจนคนมองแทบละลาย

 

ดวงตาเจ้าชู้ หยอกเย้าคนงาม!

 

“ได้สิข้าเชื่อฟังซืออวิ๋นอยู่แล้ว...ว่าที่ภรรยาของข้า”

เย่ซืออวิ๋นถลึงตาใส่คนขี้แกล้งก่อนจะก้าวลงจากรถม้า พอเห็นหรงหวันที่กำลังทำสีหน้าปั้นยากอยู่เย่ซืออวิ๋นก็ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาว่าท่านอดีตองครักษ์เมฆดำเขาต้องได้ยินคำพูดในรถม้าไม่มากก็น้อยเป็นแน่ พวงแก้มขาวก็เลยแดงจัดขึ้นมาอีกรอบ

“เอ่อ...หรงหวัน ห้ามเอาไปบอกใครเด็ดขาดนะ!” เย่ซืออวิ๋นย้ำเสียงจริงจัง เพราะถ้าหากเสด็จพ่อของตนหรือบรรดาน้องชายรู้เข้าล่ะก็...ลู่ถิงอวี่อาจลำบากมากขึ้นกว่าเดิม

หรงหวันมีสีหน้าลำบากใจอย่างที่สุด แต่ในเมื่อเป็นบัญชาขององค์ชายใหญ่เขาก็ได้แต่จำใจพยักหน้า ทั้งๆ ที่รู้สึกหมั่นไส้คุณชายลู่และเป็นห่วงเจ้านายตัวน้อยไม่น้อยเลย

 

องค์ชายพ่ะย่ะค่ะพระองค์กำลังจะถูกคุณชายผู้แสนร้ายกาจนั่น...

เฮ้อ!

 

เป็นหรงหวันนี่ลำบากเหลือเกิน!

 

เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในจวนสกุลฉิน เขาเบนสาตากลับมามองรถม้าที่จอดอยู่หน้าจวนเล็กน้อยก่อนจะแย้มยิ้มจางและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาคู่สวยสาดประกายเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

 

ข้าเองก็อยากปกป้องเจ้าบ้างเช่นกันถิงอวี่...

ทำในสิ่งที่ชาติก่อนข้าคิดอยาทำแต่ไม่มีโอกาสได้ทำ!

 

.........

 

“องค์ชายรัชทายาทให้คนส่งข่าวมาว่าองค์ชายใหญ่ไปจวนสกุลฉินแล้ว ข้าคิดว่าท่านเองก็คงรู้กระมังว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น” เสียงนุ่มนวลของท่านอัครเสนาบดีที่กำลังช่วยฮ่องเต้จัดเรียงฎีกาเอ่ยขึ้นเบาๆ แสงไฟในตำหนักจิ้งหยางและกลิ่นอำพันทะเลหอมจางทำให้บรรยากาศผ่อนคลายไม่น้อย เย่เทียนหลงตรวจงานเสร็จเรียบร้อยก็ขยับมือคลายความเมื่อยล้าจากนั้นก็ส่งเสียงเหอะในลำคออย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก

 

แม้เขาจะให้อำนาจในการตัดสินใจกับเจ้าตัวน้อย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่พอใจอยู่ดี

พอคิดว่าเจ้าตัวน้อยที่ช่างออดอ้อนของพระองค์จะต้องถูกเจ้าหน้าเหม็นร้ายกาจจอมมารยาสารไถยนั่นขโมยไปแล้ว็ยิ่งหงุดหงิด

 

งับ!

 

“เย่เทียนหลง! ท่านกัดข้าทำไมมิทราบ!” ลู่จิงประท้วงยามมือใหญ่ดึงรั้งเขาไปจนเซทับวรกายแกร่ง แถมฮ่องเต้ผู้ชมชอบเอาแต่พระทัยก็กัดไหล่เขาแรงๆ มาหนึ่งทีอีกด้วย

“หมั่นไส้บุตรชายเจ้านัก ในฐานะบิดาเจ้าต้องรับผิดชอบก็สมควรแล้วมิใช่หรือเสี่ยวจิง?”

 

มันเกี่ยวกันตรงไหนมิทราบ!

 

ลู่จิงถลึงตาใส่คนเอาแต่ใจ แต่ดิ้นอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุดสุดท้ายเลยได้แต่จำยอมนั่งอยู่บนต้นขาแกร่งนั่นข้างหนึ่งพลางกลอกตาอย่างระอาไปด้วย

“หนังสือหมั้นหมายที่ถิงอวี่เคยให้ท่านไว้เล่า?”

“ข้าทำหายไปแล้ว” เย่เทียนหลงเอ่ยอย่างไม่รู้สึกรู้สาใดๆ หนังสือที่ไหนเขาไม่รู้เรื่อง โยนไปตั้งแต่วันที่ได้มาแล้ว!

“เกาจิ้นเหมือนจะเก็บไว้ ประเดี๋ยวข้าไปถามเขาเอาก็ได้” ลู่จิงหัวเราะกับบิดาหวงลูก องค์ชายใหญ่สมควรที่จะมีครอบครัวได้แล้วแต่ดูเหมือนฝ่าบาทจะยังไม่อยากปล่อยบุตรชายคนโตไปให้ใครที่ไหน ต่อให้เป็นลู่ถิงอวี่ก็ตามที

“เสี่ยวจิงนี่เจ้าเข้าข้างลู่ถิงอวี่รึ!”

“อาถิงเป็นลูกชายข้า เข้าข้างเขามีอันใดไม่ถูก อีกทั้งข้าเองก็รักและเอ็นดูองค์ชายใหญ่ยิ่งนัก ถ้าได้องค์ชายใหญ่มาเรียกท่านพ่อ ข้าจะมีความสุขมาก” เขาอยากลูบหัวอยากดึงแก้มองค์ชายใหญ่มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วแต่ด้วยความเหมาะสมแล้วก็ไม่อยากทำ แต่ถ้าหากเป็นครอบครัวเดียวกันก็อีกเรื่องหนึ่ง

 

อาถิงก็อาถิงเถิด...ได้ถูกลืมเป็นแน่

ท่านอัครเสนาบดีอยู่ฝ่ายเดียวกับองค์ชายใหญ่!

 

เย่เทียนหลงรัดเอวลู่จิงแน่นขึ้น เอ่ยน้ำเสียงหงุดหงิดอย่างที่สุด “ข้าให้เจ้าตัวน้อยตัดสินใจ ไม่ว่าเขาจะเลือกทางไหนข้าย่อมเตรียมรับมือไว้อยู่แล้ว อย่างไรเสียลูกชายข้าก็ต้องมีความสุขที่สุด”

 

ถ้ามิใช่เพราะบุตรชายพระองค์รักเจ้าลู่ถิงอวี่มากและเจ้านั่นมิใช่บุตรชายของเสี่ยวจิงล่ะก็พระองค์จะเนรเทศเจ้าคนหน้าหนานั่นไปชายแดนนานแล้ว!

 

เจ้าตัวน้อยจะครองตัวเป็นโสดมิแต่งงานก็ไม่เห็นเป็นไร ราชวงซ์สกุลเย่มิได้ยากจน เขาเลี้ยงลูกชายได้ อีกทั้งน้องชายอีกสามคนก็เลี้ยงพี่ชายได้สบายๆ แต่ที่พวกเขายอมให้เป็นการตัดสินใจของเจ้าตัวน้อยก็เพราะเห็นแก่ความสุขของอีกฝ่ายหรอก

 

ส่วนลู่ถิงอวี่คนหน้าเหม็นนั่น...เหอะ!

 

“หลงเกอ...เอามือของท่านออกไป!” ลู่จิงปราม รั้งมือใหญ่ที่ดึงเชือกคาดเอวของเขาออก ฮ่องเต้หน้าหนาบางคนทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ จัดการช้อนร่างท่านอัครเสนาบดีขึ้นในอ้อมแขนจากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปยังส่วนห้องบรรทม ลู่จิงโวยวายได้ไม่กี่ประโยคเสียงโวยนั้นก็เงียบหายไป...เพราะฮ่องเต้เย่เทียนหลงมีวิธีในการปิดปากคนช่างโวยที่ได้ผลนัก

 

.........

 

เย่ซืออวิ๋นเดินเข้าไปยังห้องรับรองของสกกุลฉิน โดยมีฉินเมิ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว พอองค์ชายใหญ่มาถึงฉินเมิ่งก็ต้องลุกขึ้นเพื่อทำความเคารพ 

“ถวายพระพรองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า “ท่านตาไม่ต้องมากพิธี...วันนี้เรามาก็เพราะมีเรื่องอยากปรึกษาท่านตาด้วย” เย่ซืออวิ๋นนั่งลงก่อนจะรับชาที่อีกฝ่ายชงให้ดื่ม เขาดื่มไปแค่เล็กน้อยเพราะรู้สึกว่ารสชาติชาไม่ดีเท่าไหร่นัก แม้จะเป็นชาชั้นเลิศแต่กรรมวิธีการชมไม่ดีเท่าที่ลู่ถิงอวี่หรือบรรดาน้องชายคอยชงให้

“องค์ชายมีเรื่องอะไรให้กระหม่อมรับใช้เชิญตรัสมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ” ฉินเมิ่งทำตัวเป็นท่านตาที่ดีอย่างที่เขาทำมาเสมอหลายปี 

“วันนี้เรามีสองเรื่องมารบกวนท่านตา...เรื่องแรกคือเรื่องเจ้ากรมพิธีการ...” แค่เย่ซืออวิ๋นเปรยฉินเมิ่งก็เลิกคิ้วทันที เห็นองค์ชายใหญ่ทำสีหน้าลำบากใจ “จ้าวโจวหาเรื่องเราบ่อยเกินไปจนเราเริ่มทนเขาไม่ไหวเสียแล้ว เราไม่อยากทูลเรื่องนี้กับเสด็จพ่อประเดี๋ยวพระองค์จะหาว่าเราเอาแต่ใจ แต่เราเริ่มไม่อยากเห็นหน้าเขาที่กรมพิธีการแล้ว...ท่านตาพอมีวิธีช่วยเราจัดการบ้างหรือไม่?”

ฉินเมิ่งหรี่ตาลงเล็กน้อย เดิมทีเขาก็คิดจะให้องค์ชายใหญ่ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการอยู่แล้ว เพราะเป็นประโยชน์ต่ออนาคต เพียงแต่มีเจ้าโจวซึ่งเป็นญาติของฮองเฮานั่งอยู่ อีกทั้งหลายวันมานี้สกุลจ้าวยังสร้างความน่ารำคาญให้เขาอีก

 

ดังนั้น...ถึงเวลาที่ต้องจัดการเขี่ยคนสกุลจ้าวให้พ้นทางสักที!

 

“ถ้าหากเป็นประสงค์ขององค์ชายกระหม่อมจะคิดหาวิธีให้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ...เพียงแต่...”

องค์ชายใหญ่ผู้นี้นอกจากมีใบหน้าที่งดงามเหมือนฉินฉางเล่อแล้ว ก็มีความสามารถแค่วาดภาพเท่านั้นที่เลื่องลือ เรื่องความสามารถรถด้านอื่นฉินเมิ่งยังไม่เคยเห็น อาจจะไม่เหมาะกับตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการ แต่พวกเขาก็ต้องการองค์ชายใหญ่ที่ว่าง่ายเช่นนี้เพื่อสามารถชักจูงได้ง่าย

เย่ซืออวิ๋นพอจะรู้ว่าฉินเมิ่งคิดอะไร ที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยแสดงความสามารถเท่าไหร่ สกุลฉินก็เลยไม่รู้ว่าเขาทำอะไรได้บ้าง พวกงานในกรมพิธีการส่วนมากล้วนเป็นฝีมือเขาแต่เจ้าโจวมักแอบอ้างทุกที แม้หลายคนจะรู้แต่ก็ไม่พูดเพราะเห็นว่าจ้าวโจวเป็นญาติของฮองเฮา

 

ให้คิดว่าเขาทำอะไรไม่เป็นนั่นล่ะดีแล้ว

 

เย่ซืออวิ๋นเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างถือดี “ข้าเป็นโอรสที่เสด็จพ่อทรงโปรดมากที่สุด ต่อให้ข้าทำงานไม่ได้เรื่องอย่างไร ก็ไม่มีใครว่าข้าหรอก ท่านตาไม่ต้องกังวล”

 

ความจริงข้อนี้ฉินเมิ่งรู้ดี...ดังนั้นเขาเลยอยากใช้ความรักความเอ็นดูที่ฮ่องเต้มีให้องค์ชายใหญ่ให้เป็นประโยชน์

 

“แล้วอีกเรื่องเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

“เอ่อ...” คราวนี้ใบหน้าขององค์ชายใหญ่แดงระเรื่อขึ้นมา ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน หลบตาฉินเมิ่งและหันหน้าไปทางอื่น “เอ่อ...วันนี้ท่านลุงเซ่าเจ๋อไปไหนหรือ?”

 

เปลี่ยนเรื่องสินะ

 

ฉินเมิ่งเห็นท่าทางเขินอายขององค์ชายใหญ่ที่พยายามเปลี่ยนเรื่องก็ตื่นเต้นยินดี เพราะเรื่องที่องค์ชายใหญ่ขอให้ตนช่วยน่าจะเป็นเรื่องเดียวกับที่เขากำลังอยากดำเนินการอยู่

“เซ่าเจ๋อไปจัดการธุระข้างนอก องค์ชายมีเรื่องกับเขาหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“เปล่าหรอก เพียงแต่เราเห็นท่านลุงเซ่าเจ๋อมักอยู่ข้างกายท่านตาเสมอ ท่านตาคงคาดหวังกับท่านลุงไว้มาก ท่านลุงก็เก่งกาจมากฝีมือจริงๆ นั่นล่ะ”

ฉินเมิ่งนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับอย่างมิค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก เย่ซืออวิ๋นรู้ดีว่านายผู้เฒ่าสกุลฉินผู้นี้ไม่ชอบให้ใครเหนือกว่าตน โดยเฉพาะลูกหลานในสกุลของตัวเอง ดังนั้นเขาเลยเอาจุดนนี้มาใช้แหย่คนเล่นสักเล็กน้อย

 

พวกท่านก็ตีกันไปเองเถิด!

 

“เรื่องที่องค์ชายอยากให้กระหม่อมช่วย...ใช่เรื่องของลู่ถิงอวี่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

เย่ซืออวิ๋นหลุบตาลง พวงแก้มแดงก่ำอย่างไม่ต้องพยายามใดๆ เพราะเพียงแค่เขาคิดถึงสัมผัสร้อนที่ตราทับอยู่บนริมฝีปากก็ทำให้แก้มร้อนขึ้นมาโดยไม่ต้องทำอะไรแล้ว

 

ถิงอวี่คนขี้แกล้ง!

 

“อะ...อื้อ ใช่แล้วละ...กับถิงอวี่...เรา เฮ้อ!” เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจโดยไม่พูดอะไร แต่นั่นทำให้ฉินเมิ่งยิ้ม ดวงตาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ “เราชอบเขา เพียงแต่ท่านตาก็รู้ว่าถิงอวี่เป็นคนที่มีความสามารถเพียงไร เขาสอบจ้วงหยวนได้ตั้งแต่อายุสิบห้า อีกทั้งตอนนี้ยังกำลังรักษาการณ์แทนตำแหน่งอัครเสนาบดี หน้าตาก็ทั้งหล่อเหลาทั้งงดงามจนสตรีและบุรุษทั้งเมืองหลวงพากันหลงใหล เสด็จพ่อโปรดปรานเขามาก...เรากังวลจริงๆ นะ”

“ถ้ากระหม่อมบอกพระองค์ว่า...มีวิธีที่พระองค์สามารถครอบครองลู่ถิงอวี่ได้เล่าพ่ะย่ะค่ะ”

เย่ซืออวิ๋นแสร้งเบิกตาโต “จริงหรือท่านตา!...วิธีใดหรือ?”

“สมรสพระราชทานพ่ะย่ะค่ะ”

 

มาแล้วสินะ...ชาตินี้ก็เหมือนชาติก่อน สกุลฉินพยายามยุยงให้เขาขอสมรสพระราชทานอีกครั้งจริงๆ ด้วย...

 

“อย่างที่องค์ชายทรงตรัสมาพ่ะย่ะค่ะ...ชื่อเสียงของลู่ถิงอวี่เลื่องลือไปทั่วทั้งแว่นแคว้นและต่างแคว้น มีคนมากมายสนใจเขา ฝ่าบาททรงโปรดปรานลู่ถิงอวี่ราวองค์ชายอีกพระองค์...เขาดูสูงส่งยิ่งนัก ดังนั้นวิธีการเดียวที่พระองค์สามารถครอบครองคนคนนี้ได้...มีเพียงทูลขอสมรสพระราชทานเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”

เห็นสีหน้าลังเลและแววตาขององค์ชายใหญ่ฉินเมิ่งก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายลังเลแล้ว “คราวก่อนกระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่าคุณชายสกุลซูก็ชมชอบคุณชายลู่ พบเจอกันที่เรือนสายน้ำและนั่งสนทนากันเกือบชั่วยาม...” ฉินเมิ่งลากเสียงเพื่อให้องค์ชายใหญ่สงสัย และพอเห็นใบหน้างามนั้นขมวดคิ้วเขาก็เหยียดยิ้ม

 

เด็กที่หลงในรักมักชักจูงได้ไม่ยากหรอก...

 

เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้ว แต่ที่เขาขมวดคิ้วเพราะเขากำลังกลั้นหัวเราะ...คุณชายสกุลซูผู้นั้น คือซูหยง เป็นคนที่สังกัดกองคีตศิลป์ มีฝีมือในการบรรเลงพิณอีกผู้หนึ่ง ใช้คำว่าชอบถิงอวี่คงผิดไปเล็กน้อย เรียกว่าบูชาเลยจะดีกว่า คนกงอคีตศิลป์น่ะบูชาทุกคนที่มีฝีมือในเรื่องเครื่องดนตรี ขนาดคราวก่อนที่ตนบรรเลิงพิณแต่ละคนยังมาคาราวะเขาเสียวุ่นวายอีก ซูหยงน่ะชอบมาพร่ำบ่นให้เขาเล่นพิณคู่กับถิงอวี่เสมอ

 

อ้อ...แล้ววันก่อนที่ว่าสายสืบสกุลฉินคงไม่รู้ว่าตนก็อยู่ด้วย

ลู่ถิงอวี่ไม่เคยมีอะไรปิดบังเขา...

และอย่างที่เสด็จพ่อกับน้องชายของเขาบอก...คุณชายลู่ตามติดองค์ชายใหญ่ราวเงาตามตัว มีหรือที่ไปไหนมาไหนแล้วเย่ซืออวิ๋นจะไม่ไปด้วย 

 

“องค์ชาย...พระองค์ลองตัดสินใจให้ดีเถิดพ่ะย่ะค่ะ ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานพระองค์ยิ่งนัก แม้ลู่ถิงอวี่จะเป็นบุตรชายอัครเสนาบดี แต่อย่างไรเสีย...พระองค์ก็คือองค์ชาย”

“ตะ...แต่ แต่ถ้าหากเราทูลขอสมรสพระราชทานเอง ถิงอวี่ก็ต้องแต่งเข้า...เรา...เรากลัวเขาเกลียดเรา”

“องค์ชายไม่ต้องกลัวเขาเกลียดหรอกพ่ะย่ะค่ะ พระองค์เป็นองค์ชายลู่ถิงอวี่ยังต้องเอาอกเอาใจพระองค์ให้ดีต่างหากพ่ะย่ะค่ะ”

“เรา...”

“อีกไม่กี่วันลู่ถิงอวี่ก็จะเข้าไปทำงานในหน้าที่ของอัครเสนาบดีแล้ว องค์ชายต้องรีบดำเนินการนะพ่ะย่ะค่ะ...เพราะถ้าหากลู่ถิงอวี่นั่งตำแหน่งนั้นขึ้นมา หนทางที่พระองค์จะครอบครองเขาก็ยิ่งลำบากมากขึ้น พระองค์จะยอมทนให้เขาถูกคนอื่นแย่งไปเหรอพ่ะย่ะค่ะ” ฉินเมิ่งยังคงพูดต่อไปอีก พยายามชักนำให้เย่ซืออวิ๋นคล้อยตาม

แม้ถ้อยคำจะต่างกับชาติก่อนไปบ้าง แต่ก็มิต่างกันมากนัก เย่ซืออวิ๋นฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจแผ่ว...สาเหตุมากมายที่พยายามพูดอยู่นี่ก็เพราะแค่อยากขัดขวางตำแหน่งอัครเสนาบดีของถิงอวี่มิใช่หรอกหรือ ตอนนั้นตนก็เผลอคล้อยตามไปเช่นกัน

“สมรสพระราชทานหรือ...เราเองก็อยากจะทำเช่นกัน” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง นั่นทำให้ฉินเมิ่งขยับยิ้มสมใจ 

“องค์ชาย...พระองค์ต้องมั่นใจพ่ะย่ะค่ะ พระองค์เป็นองค์ชาย...แม้ลู่ถิงอวี่จะได้รับความโปรดปรานหรือเก่งกาจยังไง ก็มิอาจสู้พระองค์ได้...นี่เป็นโอกาสที่พระองค์จะสามารถรั้งคนที่ชอบไว้ได้”

 

ส่วนเรื่องในอนาคตที่พวกเขาอยากใช้องค์ชายใหญ่เป็นหุ่นเชิดแล้ว คงจำเป็นต้องกำจัดลู่ถิงอวี่ออกไป...

 

“ได้ แต่เราขอลองคิดดูอีกที ท่านตา...ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเรา ประเดี๋ยวกลับตำหนักลั่วสุ่ยแล้วเราจะให้คนส่งขอบตอบแทนมาให้ ขอท่านตาอย่าได้รังเกียจ”

“ไม่รังเกียจพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายกรุณากระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรตินัก ถ้าอย่างไรวันนี้องค์ชายจะเสวยที่นี่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“เรายังมีงานต้องไปจัดการ และคิดว่าวันนี้จะเข้าวังด้วย...คงไม่สะดวกเท่าไหร่นัก”

 

จะให้อยู่กินข้าวที่นี่ได้อย่างไรกัน วันนี้เขามีนัดกินหม้อไฟกับทุกคนนะ!

 

“กระหม่อมเข้าใจ เช่นนั้นกระหม่อมจะไปส่งองค์ชายที่หน้าประตูจวน”

“ไม่เป็นไรหรอก ท่านตาถนอมร่างกายตนเองเถิด เดี๋ยวเราเดินออกไปเอง...เรามาที่นี่บ่อยไม่หลงหรอก จริงด้วย...ได้ยินว่าบรรดาพี่สาวน้องสาวจะกลับมาแล้ว เราเพิ่งได้พวกผ้ากับเครื่องประดับมาใหม่ ประเดี๋ยวจะให้คนส่งมาให้ที่จวน” เย่ซืออวิ๋นเล่นบทหลานชายผู้น่ารักได้เสมือนจริงยิ่งนัก เขายิ้มกว้างรับการทำความเคารพจากฉินเมิ่งก่อนจะเดินออกจากจวนสกุลฉิน

เห็นรถม้าที่จอดอยู่หน้าจวน พอเปิดผ้าม่านเข้าไปด้านในก็พบกับใบหน้าหล่อเหลางดงามที่ส่งรอยยิ้มอ่อนหวานมาให้ เย่ซืออวิ๋นมองลู่ถิงอวี่นิ่งก่อนจะโผเข้าไปกอดลู่ถิงอวี่แน่นจนองครักษ์หรงได้แต่ปวดหัว...ลังเลว่าควรรายงานฝ่าบาทหรือองค์ชายรัชทายาทดีหรือไม่

 

องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ! เหตุใดไม่ระวังพระองค์เองเช่นนี้!

 

ลู่ถิงอวี่รับร่างหอมนุ่มๆ ในอ้อมแขนที่อยู่ๆ ก็เข้ามากอดตนไว้แน่น ใบหน้างามซุกอยู่กับอกเขาราวลูกแมวออดอ้อนเจ้าของ เสียงนุ่มๆ นั่นกระซิบอยู่ข้างหูเขาทำให้ดวงตาดอกท้อที่แต่เดิมอ่อนหวานอยู่แล้วทวีความอ่อนหวานยิ่งขึ้นกว่าเดิม ยกมือขึ้นลูบเส้นผมดำยาวของอีกฝ่ายเบาๆ กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น

“ถิงอวี่ข้าจะปกป้องเจ้าเอง!”

 

………….

 

จูบแรกของตัวเอกเรื่องนี้ 555 จูบที่ต้องภาคสองด้วยถึงจะมี โอ๊ยยย สงสารพี่ลู่นิดๆ เลยนะคะเนี่ย จองมาตั้งนานแต่เพิ่งได้กินเต้าหูน้องแบบชัดๆ แบบนี้ แต่เขียนแล้วเขินแทนน้องเลยค่ะ งือออ ยิ่งพี่ลู่เรียกน้องว่าอวิ๋นเฉยๆ นี่ละลายเลยค่ะ งือออ พี่ลู่ก็ต้องอดทนเนอะ แถวน้ององค์ชายใหญ่ถือคติจะปกป้องพี่เขามาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ก็จะแง้วๆ ปกป้องเขาอีก ^_^

ชาติก่อนยังมีหลายอย่างที่ติดค้างในความรู้สึกของน้อง โดยเฉพาะเรื่องของพี่ลู่เขา…ก็จากกันไม่ดี และน้องไม่รู้ว่าตอนตายไปล้วพี่ลู่ทำอะไรไว้ให้น้องบ้าง 

ตอนสมรสพระราชทานจะมีตอนหน้าอีกตอนนะคะ ยังสาดอาหารหมาในวันคนโสดกันไม่จบค่ะ 555 หวานให้สมกับที่พี่ลู่ต้องฮึบๆ มาตลอด เดี๋ยวจะมีหวานยิ่งกว่านี้อีกค่ะ ให้เขาเป็นสามีภรรยากันก่อน น้ำตาลยังชิดซ้าย

เราน่าจะมาอีกทีอาทิตย์หน้าเลยเพราะเราเดินทางไปต่างจังหวัด แต่ถ้าพกโน้ตบุ๊คไปเราอาจจะได้อัพเป็นสามช่วงทีละ 35% นะคะ ช่วงนี้เราเดินทางบ่อยอีกแล้ว…

วันนี้กทม อากาศหนาวฉับพลันเลยค่ะ อากาศดีมากเลย แต่สำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้อย่างเราแล้ว…แสบจมูกฝุ่นขึ้นมาทั้งวันเลยค่ะ งือออ ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองและอย่าลืมรักษาสุขภาพกันน้าาา พักผ่อนกันเยอะๆ นะคะ 

ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงกันน้าาา 

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.871K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,255 ความคิดเห็น

  1. #4172 Natladamoei (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 17 เมษายน 2564 / 19:52
    จูบกันตอน ภาค2 ncตอนจบอีกทีรึเปล่าคะ5555
    #4,172
    0
  2. #3015 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 16:48
    หวานเชียวววววววว ดีใจกับน้องด้วยมีความสุขมากกน้าาา
    #3,015
    0
  3. #2648 mothergod (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 18:46
    ผ่านมาหลายสิบตอน ในที่สุดก็ได้จูบกัน!! >< ชอบเรื่องนี้มากก ส่วนตัวรู้สึกว่าไม่ได้ดำเนินเรื่องอืดไปด้วย กำลังดีๆๆ
    #2,648
    0
  4. #2510 makimasa (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 14:21
    กว่าจะได้จูบกัน โอ๊ย55555
    #2,510
    0
  5. #2499 MORNINGGLORY08 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 10:57
    กรี๊ดดดเค้าจุ๊บกันแล้ววว
    #2,499
    0
  6. #2298 Padazzaaar (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 11:54
    งืออออ ก้คือเขินมากกก กี้ดดดดดด
    #2,298
    0
  7. #2294 yuyuyuu (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 19:47
    อ่านมา33ตอนเพิ่งเห็นเขาจูบกัน ถ้าเรื่องอื่นคงจูบกันตั้งแต่ต้นเรื่อง เรื่องนี้ดีอ่ะ เรียบเรียงได้ดีมาก แต่บางประโยคสามารถใช้คำอื่นแทนให้ความหมายกระชับได้นะ สู้ๆนะไรต์ เรีื่องนค้ดีมากเลย
    #2,294
    0
  8. #2241 Ppp (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 / 20:27

    หมั่นไส้ถิงอวี่มากเลยย ทำไงดี555555

    #2,241
    0
  9. #2226 Cho_aim (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 11:17
    เห็นใจถิงอวี่นะกว่าจะได้จูบน้องดีๆก็ภาคสองแล้ว สู้ๆต่อไปนะให้ได้น้องเป็นภรรยาา
    #2,226
    0
  10. #2177 sakura17 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 / 09:56
    สงสารซืออวิ๋นชาติก่อนนะ ชาติก่อนก็ไม่เคยรู้ว่าถิงอวี่รัก แถมตายไปโดยคิดว่าเค้าไม่ได้รักด้วย ชาตินี้ก็ตั้งใจว่าจะคอยดูแลเค้าอย่างเดียว พอรู้ว่าถิงอวี่มีใจให้แต่กว่าจะก้าวข้ามยอมรับจนเป็นแบบตอนนี้ก็นานอยู่

    ตอนที่ถามว่าเสียใจมั้ยถ้าต้องแต่งให้ซืออวิ๋นแล้วถิงอวี่เงียบไป นี่ก็ใจเสียตามไปด้วย555 ดีที่ถิงอวี่แก้ความเข้าใจผิดไปแล้วแถมหวานกันมาก555
    #2,177
    0
  11. #2118 HYUNPARK (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 / 14:37
    เสด็จพ่อพะย่ะค่ะ!! มีคนบางคนแอบเอาจูบแรกของพี่ใหญ่ไปแล้วพะย่ะค่ะ! เสด็จพ่อต้องจัดการให้หนักเลยนะพะย่ะค่ะ มีงานอะไรหนักๆโยนไปให้คนผู้นั้นเลยพะย่ะค่ะเสด็จพ่อ!!!
    #2,118
    0
  12. #2117 Notty Kero (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 / 00:15
    เล่นละครกันเก่งมากค่ะแต่ละคนนนน
    #2,117
    0
  13. #2115 kiss k. (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 / 18:48
    เดี๋ยวก็ได้แน่ล่ะ สมรสพระราชทานน่ะ แต่เป็นพระราชทานองค์ชายใหญ่ให้ถิงอวี่ต่างหากล่ะ
    #2,115
    0
  14. #2114 Pugkard Piyamaporn (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 / 12:11
    รอค่าาา
    #2,114
    0
  15. #2107 Whatever it is (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 12:21
    ขอบคุณค่ะ
    #2,107
    0
  16. #2100 Paperbags (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 22:07

    น้องแต่งออกแน่เลย
    #2,100
    0
  17. #2098 rinna (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 20:54
    หวาน....มากกกกด

    เดาว่าน้องต้องขอแต่งออก
    #2,098
    0
  18. #2097 bambam_jtmn (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 20:52
    ไม่ต้องซื้อน้ำตาลเข้าบ้านแล้วค่ะ

    หวาน!หวาน!!มาก!!!
    #2,097
    0
  19. #2095 Ohmycandy (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 19:22

    โอ้ยยยยยยหวานจริงๆค่าาาา เขินมากกกกก
    #2,095
    0
  20. #2091 Lalaland332221 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 11:33
    รอค้าาาาาา
    #2,091
    0
  21. #2090 POJJANEE_PANWINK (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 10:49
    อยากมีแมวน้อยนุ่มนิ่มเป็นของตัวเอง งื้อ~ // ไรท์รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
    #2,090
    0
  22. #2089 Reader☕ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 10:10
    น่ารักกกกก...#คนหวงลูก
    #2,089
    0
  23. #2088 MonoPoly89 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 07:55
    น่ารัก ขี้อ้อนนี่ยกให้นางจ้า😍😍😍
    #2,088
    0
  24. #2087 Maymay2004 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 07:11

    งื้อ ยิ่งอ่านยิ่งชอบ

    กว่าจะหวานได้แบบนี้ พี่ลู่ต้องอดทนมากจริงๆ

    #2,087
    0
  25. #2086 shino13 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 06:56

    พี่ลู่นายมัน น่าหมั่นไส้!!!
    #2,086
    0