ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 31 : 二 十八 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 三 ข่าวลือแพร่สะพัด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18,754
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,894 ครั้ง
    30 ต.ค. 63

三.

.

ข่าวลือแพร่สะพัด 

 

การมาไว้พระขอพรที่วัดเกาเสียงนั้นล่วงเข้าสู่วันที่สามแล้ว บรรดาสตรีทั้งหลายผลัดเปลี่ยนอาภรณ์มาเป็นสีขาวสะอาดเรียบง่าย และใช้ชีวิตกันอยู่อย่างสงบ แม้ยามว่างพวกนางจะจับกลุ่มกันซุบซิบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในวัดเกาเสียงแห่งนี้

ฮองเฮาทรงอนุญาตให้ฉินฮวาซิงเพียงผู้เดียวทำหน้าที่ช่วยคัดพระธรรม พวกนางแม้จะริษยาแต่ก็ทำได้เพียงดึงผ้าเช็ดหน้าอย่างอัดอั้นตันใจและคอยพูดจาว่าหยางฉิงเป็นการระบายความรู้สึก แม้หยางฉิงจะไม่ได้สนใจอะไรพวกนางและดูจะมีความสุขในการมาไหว้พระขอพรที่นี่ก็เถอะ 

หยางฉิงหัวเราะอย่างไม่สนใจ นางใช้เวลาว่างจากการไหว้พระสวดมนต์มาฝึกวรยุทธ์ในป่าไผ่ เสร็จสิ้นจากการฝึกวรยุทธิ์ก็เดินกลับไปยังเรือนของตนเอง ใบหน้างดงามของคุณหนูแห่งจวนแม่ทัพชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ เส้นผมที่ถูกมัดรวบไว้เรียบง่ายนั้นก็ชื้นเล็กน้อย วัดเกาเสียงแห่งนี้ไม่อนุญาตให้นำพาข้ารับใช้ประจำตัวมา ดังนั้นทุกคนก็ย่อมต้องช่วยตัวเอง หยางฉิงเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับหน้าตัวเอง ก่อนจะเห็นร่างสูงโปร่งเดินผ่านไปนางก็เรียกไว้เสียก่อน

“คุณหนูฉิน”

ฉินฮวาซิงที่ถือกระถางกำยานชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันไปมองคนเรียก “คุณหนูหยาง”

“เจ้ากำลังจะไปช่วยฮองเฮาคัดพระธรรมหรือ...ข้าไปด้วยคนสิ กำลังจะไปถวายพระพรพระนางพอดี” แม้หยางฉิงจะไม่ได้รับเลือกให้เข้าห้องสวดมนต์แต่นางสามารถไปถวายพระพรได้ทุกเวลา เป็นสิทธิพิเศษที่มีเพียงหยางฉิงคนเดียวที่ได้รับ ฉินฮวาซิงก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดสตรีเหล่านั้นถึงไม่เห็นในข้อนี้กัน

“เชิญคุณหนูหยาง”

“คัดลอกพระธรรมสนุกหรือไม่?” หยางฉิงเอียงหน้าถามขณะที่ช่วยฉินฮวาซิงถือของไปด้วย ยามนี้เป็นช่วงเวลาที่ส่วนมากทุกคนเลือกที่จะพักผ่อนกันในห้องหับมากกว่าออกมารับแดดอ่อนๆ ข้างนอก

“รู้สึกเฉยๆ อาจเพราะข้าชมชอบความสงบ และฮองเฮาทรงดีกับข้ามากกว่าที่ข้าคิด...” ฉินฮวาซิงเองก็ยอมรับว่าตนเองค่อนข้างแปลกใจ จากที่นางเข้าใจ...นางเป็นคนสกุลฉิน และราชวงศ์สกุลเย่ก็ไม่ได้ชมชอบคนสกุลฉินสักเท่าไหร่นัก นางไม่คิดว่าจะได้รับการปฏิบัติที่ดีและจริงใจเช่นนี้...

“แล้วไม่ดีหรือ” หยางฉิงหัวเราะเบาๆ “ดูเหมือนคุณหนูฉินจะไม่ค่อยชินกับการได้รับความเอ็นดูจากผู้ใหญ่นะ”

ฉินฮวาซิงยิ้มจาง ดวงตาของนางนั้นอ่านยาก แต่มันก็เจือความเศร้าและทุกข์ทนจนหยางฉิงที่สังเกตเห็นยังรู้สึกสงสารเลย 

 

นางไม่เคยชินจากการได้รับความดูจากผู้ใหญ่จริงๆ ที่จริงใจกับนางจริงๆ นั่นล่ะ

ครอบครัวของนางไม่เคยจริงใจกับนางเลยแม้แต่น้อย

แม้กระทั่งบิดามารดาของนางเอง...ยังดีที่มีพี่สามที่เข้าใจนางอยู่ ชีวิตในตระกูลฉินถึงได้ไม่โดดเดี่ยวเกินไปนัก

 

นางเหลือบตามองสตรีที่สดใสและมีชีวิตชีวาที่เดินอยู่ข้างๆ หยางฉิงเป็นสตรีที่ทำให้นางรู้สึกอิจฉาที่ผู้หนึ่ง...สตรีที่เติบโตมาด้วยความรักความถนุถนอมของคนในครอบครัว แค่เห็นก็รู้ว่านางได้รับความห่วงใยและการปกป้องดูแลที่ดี เป็นคนสำคัญ...สามารถใช้ชีวิตได้ตามใจไม่ต้องห่วงหรือกังวลอะไร

 

ไม่ต้องถูกใช้เป็นหมากเพื่อปูทางไปสู่อำนาจของสกุล

การที่นางเติบโตในสกุลหยาง เป็นลูกพี่ลูกน้องของคนผู้นั้น...ก็เป็นความโชคดีที่ชวนให้ผู้คนริษยาจริงๆ

 

“ข้าไม่ค่อยชินจริงๆ”

“ไม่เป็นไร ฮวาซิงน่ารักและงดงามถึงเพียงนี้ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องได้รับความเอ็นดูจากผู้อื่นมากแน่ๆ เพียงแต่เจ้าต้องยิ้มเยอะๆ นะ...เอาล่ะ ถึงหน้าห้องสวดมนต์ของฮองเฮาแล้ว เจ้าเข้าไปก่อนเลย ข้าขอไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วจะมาอีกรอบ เจ้าเข้าไปก่อนเลยนะ” หยางฉินฉีกยิ้มกว้าง กะพริบตาราวจะออดอ้อน ท่าทางของนางนั้นราวซึมซับมาจากองค์ชายใหญ่บางพระองค์ ที่ชวนให้คนมองรู้สึกเอ็นดูและต้องยกยิ้มตามอย่างห้ามไม่อยู่

ฉินฮวาซิงมองตามร่างที่ก้าวยาวๆ ไปอีกทางแล้วก็ได้แต่กะพริบตาไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก ก่อนนางจะยิ้มจางและเปลี่ยนมาเป็นเสียงหัวเราะในที่สุด

 

นี่เป็นครั้งแรกที่มีสตรีในวัยใกล้เคียงกันพูดเช่นนี้กับนาง...

 

สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงค่อยๆ โพยพัดอย่างแช่มช้า พัดนำพาดอกไม้ที่ขึ้นชื่อว่ามิตรภาพให้ค่อยๆ เบ่งบาน

 

..........

 

“เจ้ามารร้าย! เจ้าต้องการทำอะไรกันแน่ เหตุใดไม่ให้ข้าไปจัดการพวกโจรป่านั่นให้จบๆ ไปสักที!” เสียงวายวายไม่พอใจของร่างในชุดสีแดงเพลิงเอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด มือตบโต๊ะน้ำชาดังปังจนฝูงนกในป่าไผ่บินออกด้วยความตกใจ แต่ผู้ที่ถูกประมุขน้อยพรรคมารโมโหใส่นั้นกำลังนั่งเดินหมากและจิบชาอยู่อย่างสงบ

“เจ้ามารร้าย! อย่าเงียบใส่ข้านะ!” เนี่ยรุ่ยเอินโมโหจนควันแทบจะออกหู เขาเจอคนใจเย็นเกินไปอย่างเจ้ามารร้ายคนเดียวไม่พอ ยังเจอเจ้าน้ำแข็งหน้านิ่งนั่นอีก ไม่ทุกข์ร้อนใจอันใดเลย

 

ใจเย็นกันจนน่าหงุดหงิด!

 

“รุ่ยเอิน ดื่มชาก่อนเถิด” เย่ซืออวิ๋นที่นั่งวาดภาพอยู่นั้นห้ามยิ้มๆ ยื่นชาให้เนี่ยรุ่ยเอินที่รับไปดื่มอึกๆ จนหมด “เจ้าอย่าเพิ่งอารมณ์เสียไปเลย ถิงอวี่กับน้องรองมีแผนการอยู่แล้ว”

“ข้ารู้ เจ้าเล่ห์และในหัวมีแต่แผนการมากมายอย่างพวกเจ้าสองคนย่อมต้องมีแผนอยู่เต็มท้อง” เนี่ยรุ่ยเอินใจเย็นลงแล้ว แค่มองคนงามน้อยซืออวิ๋นตรงหน้า เนี่ยรุ่ยเอินก็พลันรู้สึกว่าโลกสดใสและทำให้เขาใจเย็นขึ้นเยอะ “เย่เฟิง ตำหนักบูรพาของเจ้ายังทำขนมดอกอิงฮวาขาวอีกหรือไม่ ข้าอยากกินอีก ที่คนงามน้อยซืออวิ๋นฝากไปให้เย่เซียวเจ้าคนขี้งกนั่นก็ไม่ยอมแบ่งข้า”

เย่เฟิงที่กำลังเดินหมากกับลู่ถิงอวี่อยู่หันมามองเนี่ยรุ่ยเอินยิ้มๆ “เจ้าเป็นประมุขน้อยพรรคมารหรือเป็นโจรกันแน่รุ่ยเอิน” เย่เฟิงวางหมากลงไปก่อนจะถามคนที่ชอบแอบเข้าไปหยิบโน่นหยิบนี่ในตำหนักบูรพาของตนอยู่บ่อยๆ “แต่ถ้าถูกจับได้เพราะขโมยขนมก็ออกจะน่าขายหน้าเกินไปนะ”

เนี่ยรุ่ยเอินยักคิ้วและยิ้มอย่างถือดี “ให้คนของเจ้าจับข้าให้ได้ก่อนเถิด”

“แล้วเจ้าโมโหอะไรน่ะรุ่ยเอิน?” เย่ซืออวิ๋นถามคนที่กลายมาเป็นสหายสนิทของตัวเองไปเรียบร้อย เนี่ยรุ่ยเอินชาตินี้กับเนี่ยรุ่ยเอินชาติก่อนที่เขารู้จักนับว่านิสัยแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย แต่เขาชอบเนี่ยรุ่ยเอินที่เป็นเช่นนี้มากกว่า

 

อิสรเสรีราวสายลม เจิดจ้ายิ่งกว่าแสงตะวัน

 

“ข้าไม่ได้โมโหอะไรนะคนงามน้อยซืออวิ๋น แค่หมั่นไส้พวกใจเย็นเกินไป ข้าใจเย็นไม่ได้เหมือนพวกเขานี่”

องค์ชายใหญ่ได้แต่ตบไหล่อีกฝ่ายราวปลอบใจ ส่วนลู่ถิงอวี่นั้นก็หรี่ตาลงเล็กน้อย สายตาที่ทำให้เนี่ยรุ่ยเอินสะดุ้งรีบเอาตัวไปหลบหลังเย่ซืออวิ๋นทันที คุณชายลู่ก็เลยยกเม็ดหมากขึ้นมาดีดใส่คนที่ชอบเกาะแกะซืออวิ๋นของเขา

“อย่าแตะต้องซืออวิ๋นของข้า...ที่เจ้าหงุดหงิดเพราะเจ้าของรอยที่คอเจ้าสินะ หืม?”

“รอยอันใด!” เนี่ยรุ่ยเอินแตะที่คอของตัวเองทันที เพราะเขาไม่ค่อยได้ใส่ใจตัวเองเท่าไหร่นักเลยไม่รู้ว่ารอยฟันที่คนหน้านิ่งบางคนจงใจกัดเอาไว้นั้นยามอยู่บนลำคอขาวที่ราวกับไม่เคยต้องแสงแดดนั่นแล้วกลับเห็นได้ชัดยิ่ง

“จริงด้วยรุ่ยเอิน ที่คอเจ้ามีรอยฟันอยู่จริงๆ ด้วย” เย่ซืออวิ๋นเอามือของเนี่ยรุ่ยเอินออกแล้วเห็นรอยฟันชัดเจนยิ่ง องค์ชายใหญ่ทำตาพราวระยับคล้ายอยากรู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับสหายตน รอยเช่นนี้ดูอย่างไรก็เหมือนรอยฟันคน แล้วอย่างเนี่ยรุ่ยเอินที่ไม่เคยชอบให้ผู้ใดเข้าใกล้ได้ง่ายๆ ชวนให้อยากรู้จริงๆ ว่าผู้ใดที่ช่างอาจหาญเช่นนี้

“คนงามน้อย...” เนี่ยรุ่ยเอินทำสีหน้าร้องไห้ไม่ออกขึ้นมา คนงามน้อยซืออวิ๋นก็รู้ดีว่าเขาไม่ทำอะไรและตามใจตัวเองยิ่ง เจ้าตัวก็เลยเอาแต่ใจหรือทำอย่างไรกับเขาก็ได้ ก่อนเนี่ยรุ่ยเอินจะหันไปถลึงตาใส่ลู่ถิงอวี่ “เจ้าไปเป็นศัตรูกับคนหน้านิ่งนั่นหรืออย่างไร พอได้ยินว่าเจ้าสนิทสนมกับข้าเขาเลยบ้าบอเช่นนี้ขึ้นมา”

ลู่ถิงอวี่หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่เย่เฟิงและเย่ซืออวิ๋นรู้สึกขนลุกขึ้นมาฉับพลัน องค์ชายรัชทายาทได้แต่ไว้อาลัยให้ใครก็ตามผู้นั้น...ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็ได้แต่กะพริบตาปริบๆ รู้สึกสงสารผู้อื่นขึ้นมาในใจแวบหนึ่ง

 

ลองถิงอวี่หัวเราะเช่นนี้ไม่ใครก็ใครต้องโชคร้ายเป็นแน่!

 

“อารุ่ย...มีคนหึงหวงเจ้านี่เอง” ลู่ถิงอวี่จงใจเอ่ยคำว่า ‘อารุ่ย’ เสียงดังอย่างสนิทสนม ราวกับเจตนาและจงใจให้ผู้อื่นฟัง และขณะเดียวกันเย่ซืออวิ๋นก็ขมวดคิ้วพลันมองหน้าลู่ถิงอวี่สลับกับมองหน้าเนี่ยรุ่ยเอินไปมา คิ้วเรียวบนใบหน้างามขมวดเข้าหากันแน่น ริมฝีปากเม้มเล็กน้อย

 

เหตุใดยามได้ยินถิงอวี่เรียกรุ่ยเอินเสียสนิทสนมเช่นนี้ตนกลับ...ไม่ชอบใจและหงุดหงิดใจ

 

ลู่ถิงอวี่เห็นดวงตาของเย่ซืออวิ๋นและท่าทางเช่นนั้นถนัดตา เขายิ้มอย่างพออกพอใจยิ่งละจากการเดินหมากแล้วมานั่งข้างเย่ซืออวิ๋นจัดการเขี่ยเนี่ยรุ่นเอินให้ห่างออกไป

“หึงหวงข้าหรือ?”

“อ้ะ...ข้า...” เย่ซืออวิ๋นหลุบตาต่ำลง กระชับมือของลู่ถิงอวี่แน่นขึ้นกว่าเดิม “ข้า...ทำได้หรือไม่?”

ชาติก่อนเขาไม่กล้าแม้กระทั่งหึงหวงลู่ถิงอวี่ด้วยซ้ำ เพราะว่าแม้จะขึ้นชื่อเป็นสามีภรรยาแต่ก็มีอะไรมากมายมาขวางกั้น ไม่ว่าถิงอวี่จะใจดีกับใครต่อให้เขาไม่ชอบก็ได้แต่เก็บไว้ ส่วนชาตินี้พวกเขาสนิทสนมกันเชื่อมั่นในกันและกัน ดังนั้นความรู้สึกไม่ชอบใจนิดๆ เช่นนี้...

“ข้าเป็นของเจ้า เจ้าหึงหวงข้าได้เสมอ...และ อืม ข้าก็ชอบนิดๆ ด้วยกระมังที่ซืออวิ๋นหึงหวง” ลู่ถิงอวี่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม ยกมือขาวของเย่ซืออวิ๋นขึ้นมาจุมพิตหลังมือเบาๆ “แต่มิต้องกังวลไปหรอก สายตาของข้าไม่มีใครดีได้เท่าเจ้าอีกแล้ว”

มองรอยยิ้มทั้งปากทั้งตาที่มองมาอย่างอ่อนหวานไม่เคยเปลี่ยนนั่นเย่ซืออวิ๋นก็เขินขึ้นมาอีกรอบ พยักหน้าหงึก ส่วนเนี่ยรุ่ยเอินที่ได้สัมผัสความช่างเกี้ยวผู้อื่นของคุณชายลู่ในระยะใกล้ถึงขั้นทำสีหน้าประหลาด จนเย่เฟิงหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

 

หน้ารุ่ยเอินยิ่งกว่าคนกินยาขมเสียอีก

สงสัยคงรับไม่ได้กับความหน้าหนาและปากหวานของลู่ถิงอวี่

 

“เจ้ามารร้าย ที่แท้เจ้าก็เป็นบุรุษเช่นนี้ คนงามน้อยซืออวิ๋นมารดาข้าบอกว่าบุรุษที่ปากหวานเกินควรนั้นล้วนเชื่อถือไม่ได้!”

“ข้าปากหวานแค่กับซืออวิ๋นของข้าเท่านั้น” ลู่ถิงอวี่หรี่ตามองสำรวจเนี่ยรุ่ยเอินขึ้นลง เห็นพู่หยกพกอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไปก็เลิกคิ้วขึ้น ถ้าหากจำไม่ผิดตราที่ประทับอยู่บนหยกนั่นดูจะเป็นสัญลักษณ์ร้านอัญมณีที่สกุลฉินครอบครองอยู่ และดูเหมือนคนที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้จะเป็นฉินไห่ฟง

 

อ้อ...ประกาศความเป็นเจ้าของสินะ

 

“จริงด้วย คนงามน้อยซืออวิ๋นมิรู้เจ้าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่” เนี่ยรุ่ยเอินมองเย่ซืออวิ๋นอย่างเห็นใจ องค์ชายใหญ่ได้แต่หัวเราะไม่ตอบโต้ แต่ลู่ถิงอวี่เองก็มองเนี่ยรุ่ยเอินอย่างเห็นใจเช่นกัน...เพราะดูจากที่เขาจงใจเรียกอารุ่ยไปเช่นนั้น ประมุขน้อยพรรมารคงได้รอยฟันที่คอเพิ่มขึ้นแน่ๆ

 

บุรุษที่ขี้หวงและชอบทำไหน้ำส้มแตกนั้นไม่น่ารัก

คุณชายลู่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มองตัวเองแม้แต่น้อย

 

“คนพวกนั้นเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว” เสียงทุ้มต่ำจากเย่หานที่กระโดดลงมาจากกิ่งไม้ใหญ่ องค์ชายสี่ในชุดรัดกุมสีดำสนิทเดินไปหาพี่ชายคนโตที่กำลังยื่นน้ำชามาให้เขาดื่มแก้กระหาย “จะลงมือเมื่อไหร่?” เขาหันไปถามลู่ถิงอวี่ที่นั่งอยู่ข้างพี่ใหญ่

“รอก่อน”

“หืม?...พี่รองยอมหรอกหรือ?” เย่หานเลิกคิ้ว ถามเย่เฟิงยิ้มๆ

“น้องฉิงไม่มีสหายที่เป็นสตรีวัยใกล้เคียงกันมาก่อน แม้นางจะร่าเริงอยู่เสมอ แต่นางก็เหงาอยู่บ้าง...เช่นนั้นก็ทำเพื่อนางแล้วกัน” เย่เฟิงจิบชา เลิกเดินหมากไปแล้วเพราะคู่เดินหมากอยากลู่ถิงอวี่หนีไปเกี้ยวพี่ชายผู้อื่นอยู่นั่น

“ได้...เช่นนั้นข้าจะดฃให้คนอื่นๆ รอดูสถานการณ์ ถ้าจะลงมือเมื่อไหร่ก็ส่งสัญญาณมา” เย่หานพยักหน้า “อย่าซนเล่าพี่ใหญ่”

“ข้าซนที่ไหนกัน น้องสี่นี่” พี่ใหญ่แก้มป่อง ยกมือตีไหล่น้องชายที่สูงใหญ่กว่าตนเบาๆ “ข้าออกจะเป็นคนเรียบร้อย ใช่หรือไม่ถิงอวี่”

“ใช่แล้วซืออวิ๋นของข้าสุภาพเรียบร้อยและแสนดียิ่ง เย่หานเจ้าอย่าได้ใส่ร้ายผู้อื่น”

องค์ชายสี่ องค์ชายรัชทายาท กระทั่งเนี่ยรุ่ยเอินพร้อมใจกันกลอกตาแล้วก็มองเมินคนบางคน มีเพียงเย่ซืออวิ๋นที่หันไปยิ้มกว้างให้ลู่ถิงอวี่และลู่ถิงอวี่ก็ยิ้มรับทั้งปากทั้งตา

 

คนอื่นเขาไม่สนใจ เขาสนแค่ซืออวิ๋นของตัวเองเท่านั้น พวกเจ้าทนฟังไม่ได้ก็อุดหูไปเสียเถิด!

 

...........

 

บรรดาเหล่าสตรีที่มาวัดเกาเสียงทั้งหมดจะมีช่วงเวลาว่างให้พวกนางออกไปเดินเที่ยวเล่นกันบริเวณวัด แม้จะเป็นวัดประจำราชวงศ์แต่วัดเกาเสียงก็มีทิวทัศน์ที่งดงามจนเป็นที่เลื่องลือ ดังนั้นยามมีเวลาว่างสตรีทั้งหลายก็เลยออกมานวยนาด จับกลุ่มกันเดินเล่น

“พี่หญิงใหญ่จะไปเดินเล่นหรือเจ้าคะ ได้ยินว่าทิวทัศน์ในป่าข้างวัดเกาเสียงนั้นงดงามจับตายิ่งนัก”

ฉินฮวาซิงหาได้ชะงักฝีเท้าเพราะน้องหญิงรองและน้องหญิงงสามตระกูลฉินที่เดินเข้ามาข้างๆ นางมิได้สนใจทั้งคู่เพียงแต่เดินไปยังทิศทางที่ตนเองจะไปเท่านั้น ทำให้ทั้งสองคนได้แต่ฮึดอัดไม่ชอบใจกับความเย่อหยิ่งนี้

 

พวกข้าจะรอดูสิว่าเจ้าจะยังเย่อหยิ่งไปได้ถึงเมื่อไหร่!

 

ฉินฮวาซิงถอนหายใจกับบรรดาพี่น้องของตัวเอง นางเดินไปตามแนวริมลำธารใสความใสแจ๋วของน้ำที่มองเห็นฝูงปลาแหวกว่ายไปมาทำให้อดไม่ได้ที่จะยื่นมือลงไปสัมผัส ความเย็นฉ่ำทำให้ใบหน้างามนั้นแย้มยิ้มออกมาจางๆ

 

เป็นรอยยิ้มที่ปกตินางไม่ยิ้มเช่นนี้

 

ฉินฮวาซิงเป็นคนเคร่งขรึม นางรู้จักวิธีเข้าหาผู้ใหญ่โดยเฉพาะท่านตา ท่านยายและญาติๆ ในสกุล รู้ว่าพูดจาอย่างไรยิ้มแย้มอย่างไรให้พวกเขารักใคร่เอ็นดู แต่น่าแปลกที่พอเจอกับความเอ็นดูอย่างใจจริงจากสตรีที่เป็นใหญ่ในวังหลังผู้สูงศักดิ์แล้วนางกลับทำตัวไม่ถูก

ฉินฮวาซิงถอนหายใจแผ่ว นางวักน้ำมาล้างแขนที่เปื้อนหมึกของตัวเองออก จากข่าวสารที่พี่สามได้มายิ่งทำให้นางทั้งเหนื่อยใจและเสียใจ

 

พี่น้องริษยากันเอง วางแผนทำร้ายกันเองเพราะความอิจฉาและไม่อยากเห็นใครได้ดีกว่าตน

 

กึก กึก 

 

เสียงฝีเท้าแผ่วๆ ทำให้ฉินฮวาซิงชะงัก นางระมัดระวังตัวทันที แม้คิดว่าคนพวกนั้นคงไม่กล้าลงมือเพราะนี่ห่างจากตัววัดเพียงแค่ประมาณสามจั้งเท่านั้น และถ้าหากนางส่งเสียงตะโกนขึ้นมาย่อมต้องมีคนได้ยินชัด

“ข้าเอง” เสียงสดใสดังขึ้นข้างๆ ทำให้ฉินฮวาซิงชะงัก ก่อนจะมองใบหน้าที่กำลังยิ้มกว้างมาให้นาง

 

หยางฉิง...

 

“เห็นเจ้าเดินมาคนเดียวเช่นนี้แล้วข้าคิดว่าไม่ดีเท่าไหร่ ข้าเลยเดินมาดู...ลำธารที่นี่น้ำใสดีจริงๆ” หยางฉิงหัวเราะกับสีหน้าตกตะลึงที่เปลี่ยนไปสุขุมเช่นเดิมของฉินฮวาซิงพลางคิดว่าใบหน้างามๆ นี่ถ้าแสดงอารมณ์ได้หลากหลายกว่านี้จะงดงามกว่าเดิมแน่ๆ “ทำให้ตกใจหรือเปล่า?”

ฉินฮวาซิงส่ายหน้าแม้นางจะตกใจจริงก็เถิด เห็นคุณหนูจวนแม่ทัพมองหนางอย่างรู้ทันแล้วก็ไม่รู้ว่าควรรับมืออย่างไร...

 

คนจวนแม่ทัพรับมือยากกันทุกคนจริงๆ

 

“ปลาในแม่น้ำนี่ตัวอวบอ้วนน่ากินไม่น้อยทีเดียว” หยางฉิงพึมพำเบาๆ แต่ฉินฮวาซิงกลับได้ยินชัด คุณหนูหยางแห่งจวนแม่ทัพใช้วรยุทธ์ของตัวเองจับปลาขึ้นมามองแล้วก็ปล่อยลงน้ำไป “เฮ้อ...ได้แต่มองแต่กินไม่ได้ ข้ากินแต่ผักกับเต้าหู้มาหลายวันจนเบื่อจะแย่อยู่แล้ว”

ฮวาซิงพยักหน้าเห็นด้วย อดยิ้มกับท่าทางราวเด็กๆ ซุกซนของหยางฉิงไม่ได้ ก่อนจะชักงักเมื่อได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง...คล้ายเสียงคนเรียกให้ช่วย

“ช่วย...ด้วย...ฮึก...”

หยางฉิงเองก็ได้ยินเช่นกัน นางดึงมือฉินฮวาซิงไว้แล้วก็ยกนิ้วจรดฝีปากเป็นเชิงให้เงียบ กระซิบเบาๆ “ท่านกลับไปที่วัด ข้าจะไปดูเอง”

“ไม่ได้ มันอันตราย” ฉินฮวาซิงรีบห้าม นางไม่รู้ว่าคนที่จ้องเล่นงานนางอยู่จะลงมือเมื่อไหร่ และไม่อาจปล่อยให้หยางฉิงไปเสี่ยงอันตรายคนเดียวได้เด็ดขาด “เสียงเมื่อครู่...เหมือนเสียงน้องสี่”

“ฉินฟางหนี่ว์?”

“ใช่...นางว่างก็รีบเดินออกมาคนเดียวทันที มิรู้ว่า...” ฉินฮวาซิงเม้มริมฝีปากอย่างเคร่งเครียดทันที คงมิใช่ฟางหนี่ว์เกิดโชคร้ายขึ้นมาหรอกกระมัง คนเหล่านั้นมิใช่มีเป้าหมายที่นางหรอกหรือ แต่ถ้าหากมีโอกาสที่จะลงมือกับฟางหนี่ว์พวกนางย่อมไม่พลาดเป็นแน่ เพราะในบรรดาพี่น้องที่เป็นสตรี ฟางหนี่ว์นั้นก็งดงามไม่แพ้ใคร

“จับมือข้าไว้” หยางฉิงจับมือฉินฮวาซิงไว้แน่นแล้วเดินไปตามทางที่ได้ยินเสียง แต่เดิมนางก็เป็นคนกล้าหาญอยู่แล้ว นางมั่นใจว่าตัวเองจะต้องปลอดภัย...

สตรีสองคนเดินจับมือกันเลียบไปตามลำธาร พวกนางยิ่งได้ยินเสียงขอร้องให้ช่วยชัดขึ้น เสียงนั้นสั่นไหวตามมาด้วยเสียงของการวิ่งหนีและเสียงสบถแหบแห้งของบุรุษ ยิ่งทำให้ใจของฉินฮวาซิงเต้นรัวมากขึ้น

“หนีไปไหนแม่คนงาม!”

ภาพที่เห็นเบื้องหน้าทำให้ทั้งสองคนเบิกตากว้าง บุรุษร่างสูงใหญ่ใบหน้ารกครึ้มไปด้วยหนวด กลิ่นอายท่าทางดุดันน่ากลัวราวพวกโจรป่าหรือโจรภูเขา กำลังไล่ตามสตรีที่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน เสื้อผ้าภาอรณ์ของนางเกี่ยวกับพวกกิ่งไม้จนหลุดลุ่ย เส้นผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง 

 

ฉินหางหนี่ว์จริงๆ ด้วย!

 

“เหตุใดนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้!”

“ช่วยนางก่อน” หยางฉินมองไปรอบๆ นางหยิบมีดสั้นที่พกไว้ออกมา ก่อนจะปาออกไปปักเข้าที่กลางหน้าผากโจรป่าผู้นั้นจนล้มตึงลงไปเสียงดั่งลั่น หยางฉิงถ่ายทอดลมปราณลงไปตอนที่ขว้างมีดด้วย ถ้าหากบุรุษผู้นั้นมีกะโหลกหนาเขาก็คงร้อนล่ะมั้ง แต่นางมีมีดสั้นอยู่แค่สองเล่ม อีกเล่มไว้ป้องกันตัวดังนั้นนางจึงจำเป็นต้องเสี่ยง

 

ตึง!!

 

“มานี่เร็ว!” หยางฉิงยื่นมือไปฉุดมือฉินฟางหนี่ว์เอาไว้ ส่วนฉินฮวาซิงก็ฉุดมืออีกข้างของนางแล้วทั้งสามก็พากันวิ่งหนี

“พวก...ท่าน...” ฉินฟางหนี่ว์หอบหายใจ หัวใจที่สั่นรัวด้วยความหวาดกลัวและความสิ้นหวังเริ่มสงบลงบ้าง แม้คนที่ช่วยนางจะเป็นคนที่นางริษยาทั้งคู่ก็ตาม 

“อย่าเพิ่งพูด หาทางหนีก่อน” ฉินฮวาซิงตัดบท พวกนางจะหนีไปทางวัดเกาเสียงก็ไม่ได้เพราะว่ามีเจ้าโจรนั่นขวางอยู่ มิรู้ว่าจะตายไปแล้วหรือยัง ถ้าหากยังไม่ตายก็จะต้องโกรธพวกนางมากแน่ๆ 

“ไปหลบด้านหลัง!” หยางฉิงดึงทั้งสองคนเข้าไปหลบหลังกองไม้ใหญ่ที่โค่นล้มลงมา จากนั้นก็โยนพวกยาจากขวดไว้รอบๆ ดูชำนิชำนาญจนไม่น่าเชื่อว่านางเป็นสตรีในห้องหอ “พักเหนื่อยก่อน...แฮก” หยางฉิงหอบหายใจ ขนาดนางฝึกร่างกายอยู่ทุกวันยังเหนื่อยหอบเลย แล้วกับสตรีทั้งสองที่ไม่เคยออกแรงหนักๆ อย่างฉินฟางหนี่ว์และฉินฮวาซิงยิ่งไม่ต้องพูดถึง

“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากันแน่น้องสี่” ฉินฮวาซิงพยายามควบคุมลมหายใจของตัวเองแล้วถามไถ่ฉินฟางหนี่ว์ที่กำลังหน้าซีด เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดเล็กๆ และแผล 

“ข้า...ข้าแค่มาเดินเล่น พี่หญิงรองกับพี่หญิงสามบอกข้าว่าแถวนี้มีลำธาร แต่...ไม่นึกว่าข้าจะเห็นโจรผู้นั้น พอเห็นข้าเขาก็ไล่ตามมาทันที” ฉินฟางหนี่ว์ยังหวาดกลัวไม่หาย นางตัวสั่นแค่คิดก็นึกถึงนางก็แทบอยากจะร้องไห้ออกมาแล้ว

 

ถ้าหาก...ถ้าหากนางตกอยู่ในมือคนชั่วผู้นั้น

นางไม่อยากนึกเลย!

 

ฉินฮวาซิงเม้มปากแน่น กำมือจนเล็บจิกกับฝ่ามือ คราวนี้นางรู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว!...พี่น้องที่ริษยากันจนถึงผลักอีกฝ่ายไปสู่นรกเช่นนี้ยังนับว่าเป็นพี่น้องกันได้อีกหรือ! ถ้าไม่เพราะนางกับหยางฉิงมาเห็นฟางนี่ว์จะเป็นอย่างไร!

 

จะไม่ต้องตกนรกทั้งเป็นเลยหรือ!

 

 “ขะ...ขอบคุณที่ช่วย” ฉินฟางหนี่ว์หันไปขอบคุณหยางฉิงแผ่วเบา นางก้มหน้างุดๆ ปล่อยให้ฉินฮวาซิงกอดปลอบนาง ถึงนางจะนิสัยไม่ดีอย่างไรแต่นางก็รู้จักบุญคุณคน...โดยเฉพาะกับคนที่ช่วยชีวิตนางไว้

หยางฉิงเอียงหน้าก่อนจะยิ้มรับคำขอบคุณแผ่วเบาและสั่นเครือที่ยังหวาดกลัวไม่หายนั่น...ดูเหมือนว่าคุณหนี่สี่สกุลฉินจะน่ารักกว่าที่นางคิดไว้ “ไม่ต้องขอบคุณ...ข้าเป็นสตรีเช่นเดียวกัน รู้ดีว่าการตกอยู่ในมือโจรป่านั้นจะโหดร้ายเพียงใด แล้วจะปล่อยให้เจ้าลำบากได้อย่างไรกัน”

 

ขนาดหยางฉิงยังคิดได้ แต่พี่น้องของนางกลับคิดไม่ได้

 

ฉินฮวาซิงแค่นยิ้ม...มองหยางฉิงอย่างนับถือและขอบคุณ ถึงนางจะไม่ได้ชอบฉินฟางหนี่ว์เท่าไหร่นัก แต่ว่าในฐานะสตรีแล้วนางก็ปรารถนาให้ฟางหนี่ว์ต้องตกนรกทั้งเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

“ข้า...อิจฉาพวกท่านทั้งคู่” ฉินฟางหนี่ว์กำมือฉินฮวาซิงไว้ นางมองหยางฉิงสลับกับฉินฮวาซิง ใบหน้างดงามเปื้อนคราบน้ำตาและยังคงหวาดกลัว ดูน่าสงสารยิ่งนัก “ตั้งแต่เจอท่านครั้งแรกก็อิจฉาที่ท่านมีพี่ชายที่ดี...ข้าไม่เคยมีพี่น้องที่ใส่ใจกันเช่นพวกท่านมาก่อน...” นางนึกถึงองค์ชายใหญ่ที่มาเป็นญาติของนางคนนั้นแล้วก็รู้สึกว่าเขาปฏิบัติกับพวกนางไม่เหมือนปฏิบัติกับหยางฉิง มิได้อ่อนโยนและจริงใจเช่นนั้น ตั้งแต่ที่เมืองอี้แล้วนางอิจฉาในความงามของทั้งคู่ แต่ที่นางอิจฉายิ่งกว่า

 

คือความสัมพันธ์พี่น้องอย่างจริงใจนั่น...

ที่นางไม่เคยได้รับมาก่อน

 

สกุลของนางมีบุตรหลานมากมาย แต่ว่าน้อยนักที่จะจริงใจกันโดยปราศจากผลประโยชน์...ความอบอุ่นในครอบครัว พี่น้องประดุจแขนขาญาติสนิทเหล่านั้น...สกุลฉินไม่เคยได้สัมผัส

ยิ่งคิดฉินฟางหนี่ว์ก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น นางกอดฉินฮวาซิงแน่นสะอึกสะอื้นจนหยางฉิงเริ่มรับมือไม่ถูก...ให้คุณหนูสี่นางโมโหร้ายยังดีกว่าร้องไห้เช่นนี้!

“เอ่อ...น้องสาว เจ้าอย่าร้องไห้ แฮ่ม...เอาเป็นว่าเดี๋ยวข้าจะมาเล่นกับเจ้าเองนะ” คุณหนูจวนแม่ทัพปลอบผู้อื่นอย่างทึมทื่อ จนฉินฟางหนี่ว์แทบจะหยุดร้องทันที นางสะอื้นขึ้นจมูกถลึงตามองหยางฉิงแวบหนึ่ง

“ข้าอายุมากกว่า!”

ฉินฮวาซิงมองทั้งคู่แล้วก็อดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของนางก็ทำให้ทั้งคู่หันขวับมามองอย่างแปลกใจ จนคนงามที่ถูกมองเริ่มแก้มร้อน

“ข้าไม่เคยเห็นท่านหัวเราะเช่นนี้มาก่อนเลย” ฉินฟางหนี่ว์ป้ายน้ำตาออกจากหน้าจนหมด มองพี่หญิงใหญ่ของสกุลฉินอย่างไม่อยากเชื่อ

“ข้าก็ไม่เคยเห็น เจ้าหัวเราะและยิ้มเช่นนี้แล้วงดงามมากจริงๆ”

“ข้าเองก็อายุมากกว่าเจ้านะ” ฉินฮวาซิงมองหยางฉิงยิ้มๆ คำพูดเริ่มเปลี่ยนมาสนิทสนมกันมากขึ้น ท่ามกลางสถานกาณ์เช่นนี้ดูเหมือนต้นอ่อนที่ชื่อว่ามิตรภาพจะเริ่มค่อยๆ เติบโตขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์ พวกนางสามคนพูดคุยกันอีกเล็กน้อย คอยเงี่ยหูฟังสถานการณ์รอบๆ 

“ดูแลฟางหนี่ว์ก่อน ข้าจะออกไปดูสักหน่อย” ฉินฮวาซิงแต่หยางฉิงคว้ามือนางไว้เสียก่อน

“ข้าไปดูเอง อย่างไรข้าก็เป็นวรยุทธ์”

“เพราะเจ้าเป็นวรยุทธ์ จะได้ระวังให้ข้าด้วย” ฉินฮวาซิงว่า นางเดินออกไปหลังกองไม้ใหญ่ กวาดตามองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นอะไรหรือใครที่ตามมาก็โล่งใจ ก่อนจะเบิกตาขึ้นทันทีเมื่อเห็นเจ้าโจรป่าที่หยางฉิงโจมตีไปนั่นวิ่งมาทางพวกนาง ไม่แค่มันคนเดียวคราวนี้มีกลุ่มคนโจรที่มีอาวุธครบมือตามมาด้วย!!

 

แย่แล้ว!

 

นางกำเครื่องเป่าที่ห้อยคออยู่ไว้แน่น...กำลังจะยกมันขึ้นมาเป่าเพื่อขอความช่วยเหลือ อย่างไรเสียก็ไม่อาจปล่อยให้นางและอีกสองคนต้องมาเจออันตรายได้ แต่ก่อนจะได้เป่าร่างกายกลับถูกดึงเข้าไปสู่อ้อมแขนแกร่งเสียก่อน อีกฝ่ายดึงนางกระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ใหญ่ได้อย่างง่ายดาย เสียงทุ้มดุดันคุ้นหูเอ่ยอยู่ข้างหู น้ำเสียงหยันชวนกวนประสาท

“ยืนกรีดกรายเป็นเป้าหาอะไรของเจ้า”

ฉินฮวาซิงเบิกตากว้าง นางไม่ได้ดิ้นหนีเพราะรู้สถานการณ์ดีว่าหนีไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ไม่แน่คนที่อารมณ์ร้ายผู้นี้อาจจะปล่อยนางลงไปเฉยๆ ก็ได้...เพียงแต่นางแค่แปลกใจว่าเหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่

“นี่ เจ้าโง่งมไปแล้วหรือ?” บุรุษชุดดำที่ปิดหน้าปิดตาผู้นั้นก็ยังถามอย่างยียวนไม่หยุด ฉินฮวาซิงเม้มปากแน่น ไม่ได้พูดจาอะไรตอบโต้เขา ก่อนจะเบิกตากว้าง “ยังมีหยางฉิงกับฟางหนี่ว์ ต้องช่วยพวกนาง!”

“ตัวเองยังเอาไม่รอด” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเยาะ เลยถูกดวงตาของฉินฮวาซิงตวัดมองอย่างหงุดหงิด ใบหน้าที่ปกติเรียบนิ่งราวมีอยู่หน้าเดียวของสตรีผู้นี้ที่เปลี่ยนไปมาทำให้คนมองเลิกคิ้วแปลกใจ

 

อ้อ ทำสีหน้าอื่นก็เป็นนี่ นึกว่าจะทำเป็นแค่หน้านิ่งเหมือนคนอายุแปดสิบที่บรรลุแล้วเสียอีก

 

“พระองค์!” ฉินฮวาซิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างพยายามสงสติอารมณ์ จะทำร้ายร่างกายบุรุษผู้นี้ไม่ได้ เขาเป็นเชื้อพระวงศ์และยังช่วยเหลือนางไว้ด้วย ต่อให้เขาจะกวนประสาทยังไงก็ต้องอดทน! 

“ไม่จำเป็นแล้ว...” เสียงของเขาไม่ทันจบ กลุ่มโจรเหล่านั้นก็ถูกสังหารในชั่วพริบตา โดยที่คนลงมือนั้นเป็นเพียงบุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงเพียงคนเดียว!

เขารวดเร็วและโหดเหี้ยม ซ้ำยังฝีมือร้ายกาจ การลงมือแม่นยำที่จุดตาย ชายอาภรณ์สีแดงพลิ้วไสวงดงามราวกำลังร่ายรำ

 

ทั้งๆ ที่เต็มไปด้วยโลหิตถึงเพียงนั้น ทั้งๆ ที่โหดเหี้ยมถึงเพียงนั้น แต่ใบหน้าที่ดูสนุกสนานและเปื้อนรอยยิ้มนั่นก็กลับมีเสน่ห์น่ามองเหลือเกิน!!

 

“อะไรกัน...หมดสนุกแล้วหรือ?” เนี่ยรุ่ยเอินที่เป็นฝ่ายลงมือเพราะสะสมความหงุดหงิดมาสักพักนั้นบ่นงึมงำ “เฮ้อ...กระจอกจริงๆ” ก่อนจะแหงนหน้ามองคนที่เพิ่งทะเลาะกับเขาเมื่อครู่ เจ้าคนหน้านิ่งราวน้ำแข็งพันปีนั่นมองเขาราวเด็กทำความผิด

 

หน็อย! อายุมากกว่าแค่ไม่เท่าไหร่ ทำราวกับเป็นพ่อข้าไปได้!

 

“น้องฉิง”

เสียงเรียกคุ้นหูทำให้หยางฉิงที่ปิดตาฉินฟางหนี่ว์อยู่หันไปมอง เห็นเย่เฟิงกำลังมองมาที่นางพอดี นางยิ้มให้เขาแล้วส่ายหน้าบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง ปลอบฉินฟางหนี่ว์ที่เห็นภาพการฆ่าฟันในระยะใกล้อยู่ 

“ข้าไม่เป็นไร พี่ฮวาซิงเล่าเจ้าคะ”

เย่เฟิงไม่ตอบแต่กลับหรี่ตาขึ้นไปมองบนกิ่งไม้ใหญ่ เขาถอนหายใจเดินไปนั่งข้างหยางฉิงพลางมองสำรวจนาง ส่วนเย่ซืออวิ๋นที่เพิ่งออกมานั้นก็จับจ้องร่างของฉินฮวาซิงกับบุรุษผู้หนึ่งบนต้นไม้ใหญ่นั้นอย่างไม่วางตา เห็นสีหน้าพี่ชายแล้วเย่เฟิงคิดว่า...คงได้มีคนถูกทุบแน่ๆ

“เจ้าลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!” องค์ชายใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด ก่อนจะหันไปมองคนข้างกายอย่างคุณชายลู่ “ถิงอวี่ทำให้เขาลงมาได้หรือไม่?”

“ในเมื่อได้ยินแล้วเจ้าจะลงมาเองหรือให้ข้าจัดการ?” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ คนบนต้นไม้ส่งเสียงเหอะในลำคอก่อนจะกระโดดลงมาทีเดียว พอเท้าแตะพื้นฉินฮวาซิงก็ไม่สนใจเขาแล้วพุ่งไปดูหยางฉิงกับฉินฟางหนี่ว์ทันที ทำเอาคนที่ทำคุณบูชาโทษได้แต่งึมงำเบาๆ ก่อนทั้งร่างจะแทบหงายหลังเมื่อถูกเย่ซืออวิ๋นพุ่งเข้าใส่

“น้องสาม!”

 

ใช่แล้ว...เขาก็คือองค์ชายสาม...เย่เซียว

 

แม่ทัพผู้เป็นที่กล่าวขาน ห้าวหาญและดุดันยามนี้กลับถูกมือเล็กๆ ฟาดใส่อกแกร่งไม่หยุด ฟาดไปได้สักครู่ก็เปลี่ยนเป็นกอดไว้แน่นแทน เย่เซียวได้แต่ถอนหายใจแต่ก็กระชับอ้อมแขนกอดไว้แน่นเช่นกัน ในดวงตาคมเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความคิดถึง

“เจ้ามันนักเลงโต”

“พี่ใหญ่ ท่านนี่ก็นะ” เย่เซียวหัวเราะเบาๆ ปล่อยให้พี่ชายทุบอีกสักสองสามที

“เหตุใดมาแล้วก็ไม่ยอมโผล่มาหาข้า ถ้าเมื่อครู่ไม่เรียกเจ้าไว้ก็คิดจะไปโดยไม่บอกใช่หรือไม่?” พี่ใหญ่ทำตาขวางใส่น้องสาม จนเย่เซียวส่ายหน้าระอา...ใครบอกว่าโตขึ้นแล้ว ดูสิเนี่ยยังนิสัยเหมือนเดิมเลย

“ข้าไม่ทำเช่นนั้นหรอก” เย่เซียวยกยิ้มจิ้มหน้าผากพี่ชายเบาๆ หรี่ตามองลู่ถิงอวี่ที่มองเขาอย่างไม่ชอบใจแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ยอมปล่อยพี่ชายไปอยู่ดี 

“ตายเรียบหมดแล้ว...พี่รุ่ยเอินเจ้าน่าจะปล่อยให้รอดไว้สักคนนะ จะได้เอาข้อมูลมาได้” เย่หานที่ไปสำรวจศพกลุ่มคนเหล่านั้นมาส่ายหน้าเบาๆ

“ข้าหงุดหงิดนี่ อีกอย่างไม่ต้องให้ข้าเหลือไว้ พวกเจ้าก็มีข้อมูลต่างๆ อยู่แล้ว...มีเย่เฟิง มีมารร้าย มีเจ้าหน้านิ่ง พวกชมชอบใช้สมองสามคนนี้ ไม่มีอะไรจะเล็ดรอดไปได้หรอด”

 

แล้วทั้งสามคนที่ว่าก็เจ้าเล่ห์ ร้ายกาจและไม่น่าเป็นศัตรูด้วยทั้งสิ้น!

 

“เอาล่ะ ไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้องกลัวแล้วนะ” เย่ซืออวิ๋นหันไปปลอบฉินฟางหนี่ว์อีกคน นางกำลังกอดหยางฉิงและฉินฮวาซิงแน่น ที่จริงฉินฮวาซิงก็หน้าซีดไปเช่นกัน แต่นางไม่อยากแสดงความอ่อนแอออกมาตอนนี้ 

“ฮึก...ฮือออๆ” ฉินฟางหนี่ว์ร้องไห้หนักกว่าเดิม จนเย่ซืออวิ๋นเริ่มทำตัวไม่ถูก สุดท้ายก็เลยยื่นมือไปลูบหัวนางเบาๆ เสียงร้องยิ่งดังขึ้นอีกเท่าตัว

 

นี่ข้าไปทำอะไรให้เจ้าร้องไห้กันเล่า!

 

องค์ชายใหญ่มีสีหน้ายุ่งยากยิ่ง จนเย่เฟิงและลู่ถิงอวี่หัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู หยางฉิงมองพี่ใหญ่ของนางอย่างเอ็นดู

“เสี่ยวฟางฟางนางแค่ดีใจน่ะเจ้าค่ะ” หยางฉิงตอบ “นางอยากอ้อนกระมัง”

“ข้าอายุมากกว่า ห้ามเรียกข้าว่าเสี่ยวฟางฟาง!” คนที่กำลังร้องไห้อยู่เงยหน้ามาถลึงตาใส่หยางฉิง ถลึงตาทั้งที่ร้องไห้นั่นล่ะ ทำเอาคุณหนูจวนแม่ทัพหัวเราะขำแล้วลูบหัวนางเบาๆ แทน

“พี่ฮวาซิงจะร้องไห้ด้วยอีกคนหรือไม่ ข้าจะได้กอดปลอบด้วย” หยางฉิงหันไปยิ้มให้ฉินฮวาซิง คุณหนูใหญ่สกุลฉินอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปดึงแก้มหยางฉิงเบาๆ แล้วปรามเสียงนุ่มนวล

“อย่าซุกซน”

“เอาล่ะๆ ทั้งสามคนอย่าได้กลัวไปเลยนะ ไม่มีอะไรให้ต้องตกใจแล้ว พวกเราจัดการเรียบร้อยแล้ว” เย่ซืออวิ่นเอ่ยกับสตรีทั้งสามคนอย่างอ่อนโยนยิ่ง ที่เขาต้องทำเพราะผู้อื่นไม่มีใครคิดจะมาปลอบพวกนางเลย

 

บุรุษพวกนี้นี่นะ!

 

“เจ้าจะทำอย่างไรต่อ” น้ำเสียงทุ้มเยือกเย็นของฉินไห่ฟงดังขึ้น ร่างสูงนั้นเดินเข้ามาลูบหัวน้องสาวทั้งสองเบาๆ เย่ซืออวิ๋นเห็นเขาก็ชะงักเล็กน้อย เม้มริมฝีปากก่อนจะลุกขึ้นแล้วไปยืนข้างลู่ถิงอวี่ คุณชายหยกขาวกุมมือขาวเรียวนั้นไว้แล้วตบลงที่หลังมือเบาๆ 

 

ซืออวิ๋นเป็นอย่างนี้เสมอยามต้องเจอกับฉินไห่ฟง...หาใช่เพราะกลัวหรือไม่ชอบ

เพียงแต่อีกฝ่ายยังไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรดี

ก็ยังเป็นซืออวิ๋นที่จิตใจดี และคิดถึงจิตใจผู้อื่นอยู่ตลอด

 

ฉินฮวาซิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “เรื่องอื่นข้ายกให้พวกท่านจัดการ ส่วนเรื่องต้นเหตุ...ข้าจัดการเอง”

“จะไหวเร้อ” น้ำเสียงองค์ชายสามพูดลอยๆ ฉินฮวาซิงไม่สนใจเขา นางยกยิ้มจาง ใบหน้าที่แต่เดิมงดงามอยู่แล้วยามนี้ดูมีเสน่ห์กว่าเดิม แม้จะยังคงหวาดกลัวและดูเหนื่อยล้าไปบ้าง

“นี่เป็นการต่อสู้ของสตรี วิธีของสตรีนั้นไม่เหมือนบุรุษ...องค์ชายไม่ต้องทรงกังวลหรอกเพคะ”

“น้องสามเจ้าอย่าได้รังแกสตรี” พี่ใหญ่ปรามเบาๆ ส่วนเย่เซียวนั้นก็ได้แต่ตีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ฮวาซิงก้มศีรษะให้เป็นเชิงขอบคุณองค์ชายใหญ่

 

ดูเหมือนท่านแม่ทัพที่แข็งแกร่งดุจพยัคฆ์ผู้นั้นก็มีคนที่สู้ไม่ได้สินะ

 

“ได้ ข้าให้เจ้าจัดการ” ฉินไห่ฟงพยักหน้า “ส่วนเรื่องอื่นอย่าได้ห่วง”

“ฟางหนี่ว์ร้องไห้ให้พอ เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และเจ้าก็รู้ดีว่าใครทำ”

“ข้ารู้...” ฉินฟางหนี่ว์เอ่ยเสียงสั่นๆ 

“ไม่ต้องห่วง พี่ฮวาซิงข้าจะช่วยท่านด้วย”

มองเหล่าสตรีทั้งสามที่พูดคุยเรียกพี่เรียกน้องกันแล้วเหล่าบุรุษทั้งหลายก็ได้แต่กะพริบตา ต่างมีสีหน้างุนงงไม่เข้าใจ

 

มิตรภาพของสตรีนี่นะ ยากจะเข้าใจจริงๆ!!

 

……ต่อ…….

 

หลังส่งสตรีทั้งสามกลับไปยังวัดเกาเสียงอย่างปลอดภัยแล้ว เย่หานก็ให้คนมาเก็บกวาดศพเหล่านั้นออกไปให้หมด ส่วนพวกเขาก็แยกย้ายกันไปจัดการเรื่องราวต่างๆ ปล่อยให้สตรีทั้งสามที่รับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะจัดการเอง ให้พวกเขาทั้งหมดกลับไปพักผ่อนเสียดีๆ

โดยเรื่องครั้งนี้ฉินไห่ฟงเป็นฝ่ายออกปากว่าจะเป็นคนรับผิดชอบ เพราะเรื่องเกิดจากสกุลฉิน คุณชายสามคว้าคอประมุขน้อยพรรคมาแล้วหิ้วออกไปทันที โดยมีเสียงโวยวายของเนี่ยรุ่ยเอินตามมา ทำเอาพวกเขาได้แต่ภาวนาให้ประมุขน้อยบางคนในใจทันที

 

ก็หวังว่าคอนั่นจะไม่มีรอยฟันเพิ่มขึ้นอีกหรอกนะ

 

ส่วนองค์ชายใหญ่ก็เดินไปจับเย่เซียวไว้แน่น ไม่ยอมให้น้องสามหนีไปไหนลากเจ้าตัวกลับไปตำหนักลั่วสุ่ยของตนเพราะมีเรื่องจะคุยด้วยตั้งเยอะ องค์ชายสามที่ไม่เคยขัดพี่ชายได้ก็ต้องไปอยู่ดี แถมคราวนี้ทั้งองค์ชายรัชทายาท องค์ชายสี่และคุณชายลู่ ต่างก็มาตำหนักลั่วสุ่ยนอกวังด้วย คนหลังน่ะเหล่าพี่น้องไม่ได้เชิญแต่เจ้าตัวมาเอง

“น้องสาม เจ้ารู้จักกับพี่ฉินฮวาซิงเหรอ?” หลังผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดสำหรับเข้านอนแล้ว พวกเขาทั้งห้าคนก็มานั่งกันอยู่ที่ศาลาริมสระบัว บนโต๊ะเตี้ยเล็กๆ นั้นมีของว่างเล็กน้อยกับสุราฤทธิ์อ่อน ต่อให้คนอื่นอยากดื่มสุราฤทธิ์ร้อนกว่านี้อย่างไร ก็ถูกพี่ใหญ่มองตาขวางจนต้องยอมแพ้

“ไม่รู้จัก”

“หืม? แต่เจ้าอุตส่าห์ออกมาช่วยสามงาม” ลู่ถิงอวี่รับแก้วสุราที่เย่ซืออวิ๋นยื่นให้มาจิบช้าๆ ดวงตาดอกท้อคู่สวยคล้ายจะหยอกล้อเย่เซียวไปในที 

“นางหน้านิ่งราวคนอายุแปดสิบปลงตกในชีวิตอย่างนั้นน่ะนะงดงาม? ถิงอวี่ไม่เจอกันสักพักสายตาเจ้าแย่ลง โอ๊ย...พี่ใหญ่ท่านฟาดข้าทำไมเนี่ย” เย่เซียวประท้วงเมื่อถูกมือเรียวๆ ขาวๆ นั่นฟาดเอาข้อหาพูดจาไม่น่าฟัง

 

ดูเจ้านักเลงโตนี่พูดเข้า ฉินฮวาซิงเป็นถึงสตรีที่ดงามที่สุดในเมืองหลวง...แต่น้องสามกลับบอกว่ากล่าววาจาเช่นนี้ออกมาเสียได้

 

นอกจาตีแล้วยังถลึงตาใส่ให้ด้วย “อย่านินทาว่าร้ายสตรี เจ้าเป็นบุรุษนะ ข้าจะไปฟ้องเสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟยว่าเจ้ารังแกสาวงาม!”

“ขี้ฟ้อง” เย่เซียวเบ้ปาก แต่ดวงตากลับดูอารมณ์ดีนักที่แหย่พี่ชายได้ เฮ้อ...ชายแดนน่ะไม่สนุกสนานเพราะมิมีคนให้กลั่นแกล้ง พอได้กลับมายั่วให้พี่ใหญ่โมโหเช่นนี้แล้วก็รู้สึกบันเทิงใจยิ่งนัก!

“น้องสาม! เจ้านักเลงโตนี่ ไม่ยอมกลับมาหากันดีๆ แล้วยังยียวนกันอีกหรือ” พี่ใหญ่แก้มป่องเปลี่ยนจากตีเป็นฟาดมือรัวๆ ไม่หยุด เย่เซียวที่ชมชอบแหย่พี่ชายเล่นก็ปล่อยให้เย่ซืออวิ๋นฟาดไปแต่โดยดี เขายังยกยิ้มขำไม่เจ็บไม่คันด้วยซ้ำ

 

แรงพี่ใหญ่ก็เท่านี้ ไม่ได้ต่างจากตอนเด็กเลย แมวตบยังเจ็บกว่าอีก

 

“ซืออวิ๋นเดี๋ยวเจ็บมือนะ ถ้าอยากตีเขาข้าจะตีให้เจ้าแทน” คนที่ทนดูไม่ไหวกลับเป็นคุณชายลู่เขาเสียนี่ เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาก่อนจะยิ้มกว้างให้ เลิกตีเย่เซียวแล้วเปลี่ยนมาถลึงตาใส่ให้อีกรอบ

“เจ้านี่เพลาๆ ลงหน่อยเถิด” เย่เซียวกลอกตาใส่สหาย “ดูเหมือนเขาจะอาการหนักขึ้นกว่าเดิมนะ” เย่เซียวมองหน้าพี่รองกับน้องสี่แล้วว่าลู่ถิงอวี่

“หนักกว่าเดิมเสียอีก เสด็จพ่อเหม็นหน้าเขาจนห้ามเข้าตำหนักจิ้งหยางไปตั้งหลายวัน” เย่หานถอนหายใจ ยกแก้วสุราขึ้นดื่ม หันไปด้านข้างก็เห็นเจิ้งปินยืนอยู่ข้างหรงหวัน องค์ชายสี่ยกแก้วขึ้นคล้ายจะถามว่าจะดื่มด้วยหรือไม่ แม้เขาจะรู้ว่าเจิ้งปินไม่ค่อยดื่มและเป็นคนคออ่อนก็เถอะ

เย่เฟิงและเย่เซียวเห็นสายตาน้องชายก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ...น้องสี่ของพวกเขาน่ะชอบกลั่นแกล้งองครักษ์เจิ้งของตัวเอง อย่าให้พี่ใหญ่รู้เถอะ ประเดี๋ยวได้ถูกฟาดเอาอีกคนแน่ๆ

ส่วนลู่ถิงอวี่นั้นก็ไม่ได้ทำอะไรมาก เขาไม่ได้สนใจคนอื่นนอกจากคนข้างกาย เปลี่ยนจากเหล้ามาเป็นชา เพราะเย่ซืออวิ๋นกระซิบห้ามปราม ในฐานะคนที่ไม่เคยขัดใจองค์ชายใหญ่อย่างลู่ถิงอวี่มีหรือจะไม่ทำตาม

“สรุปแล้วเจ้ากับฉินฮวาซิงคนงามนี่คืออย่างไร?” ลู่ถิงอวี่ไม่ปล่อยประเด็นที่องค์ชายใหญ่อยากรู้ให้หลุดรอด เขาเลิกคิ้วพลางถามเย่เซียวต่อ

“ก็ไม่อย่างไร แค่นางน่าสงสัย เลยจับตาดูนาง” เย่เซียวยักไหล่ หรี่ตามองบรรดาพี่น้องและเพื่อนที่กำลังมองเขายิ้มๆ เหมือนกำลังเจอเรื่องสนุก

 

คนพวกนี้นี่!

 

“นางสนิทสนมกับน้องฉิงแล้ว เจ้าคิดว่าจะยังรังแกนางได้อีกหรือ?” เย่เฟิงเลิกคิ้วเพราะรู้นิสัยว่าที่คู่หมั้นของตัวเองดี น้องฉิงน่ะปกป้องสหายของตัวเองเสมอ ยิ่งกับสตรีที่กำลังจะถูกลูกพี่ลูกน้องของนางกลั่นแกล้งเอาแล้วด้วย...

 

สงสัยงานนี้ท่านแม่ทัพหนุ่มอย่างเย่เซียวได้ถูกสาวๆ และพี่ใหญ่ร่วมมือกันตอบโต้แน่ๆ

ก็...น่ารอชมมิใช่น้อย

 

เย่เซียวเบ้ปากเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ขืนเขาพูดสิลูกแมวน้อยอย่างพี่ใหญ่ที่จ้องอยู่ได้ยื่นกรงเล็บมาฟาดเอาอีก  

เย่ซืออวิ๋นถลึงตาใส่น้องสามแวบหนึ่ง คร้านจะสนใจนักเลงโตนี่แล้ว “อีกไม่กี่วันเสด็จแม่ฮองเฮาก็จะเสด็จกลับจากวัดเกาเสียงแล้ว...ทางสกุลฉินไม่รู้ว่าจะก่อเรื่องอะไรอีกหรือไม่”

“ถ้าซืออวิ๋นกังวลเรื่องที่เกิดขึ้นที่วัดเกาเสียง ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ฉินไห่ฟงจัดการได้...เห็นเขานิ่งสงบและเย็นชาเช่นนั้น แต่เจ้าแผนการมากทีเดียว” ลู่ถิงอวี่เกี่ยวพันเส้นผมคนข้างกายเล่น 

“ถิงอวี่ร่วมมือกับเขาหรือ?”

“อืม...แม้จะเป็นคนสกุลฉิน แต่เขาก็แตกต่างออกไป เขากับฉินฮวาซิงมีสิ่งที่พยายามไขว่คว้า พยายามเปลี่ยนแปลง”

 

ต้องการอิสระ และปรารถนาให้เด็กๆ ในรุ่นถัดไปในสกุลฉินที่กำลังเกิดมา ไม่ต้องถูกดึงไปพัวพันกับเกมกระดานของอำนาจ หรือเพื่อความรุ่งเรื่องของสกุล ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตตามใจปรารถนา

เหมือนที่เหล่าฮ่องเต้ ท่านพ่อ ท่านลุง ฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย ต่างปูทางและเสียสละหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อพวกเขา

 

“อีกทั้ง...”

 

เขายังเป็นพี่ชายต่างมารดากับเจ้า...ซืออวิ๋น

 

เย่ซืออวิ๋นเหมือนจะรู้ว่าสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ลู่ถิงอวี่ร่วมมือกับฉินไห่ฟงเพราะอะไร...นอกจากความคิดและความสามารถของอีกฝ่ายแล้วก็คงเป็นเพราะเขานี่ล่ะ

องค์ชายใหญ่เอนศีรษะพิงไหล่ของลู่ถิงอวี่ไว้ ปล่อยให้มือใหญ่เกี่ยวเอวและโอบไว้เฉยๆ แม้จะถูกสายตาดุๆ ของบรรดาน้องชายมองปรามแต่องค์ชายใหญ่ก็ยังอมยิ้ม “ข้า...ไม่ได้ไม่ชอบเขานะ เพียงแต่ข้าไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี จะให้สนิทสนมกับเขาก็รู้สึกแปลกๆ จะห่างเหินก็แปลกๆ อีก...”

ฉินไห่ฟงเคยยื่นมือมาช่วยเขาอยู่หลายครั้ง แต่ที่ทำให้เย่ซืออวิ๋นสงสัยมากจริงๆ คือถ้าหากเขาเป็นลูกของฉินเซ่าเจ๋อ แสดงว่าเขากับฉินไห่ฟงเป็นพี่น้องต่างมารดากัน แต่เหตุใดชาติก่อนสกุลฉินจึงได้ให้ฉินไห่ฟงแต่งงานเข้ามาในตำหนักของเขากัน

 

หรือเพื่อปูทางไปสู่อำนาจแล้วต่อให้ต้องผิดบาปแค่ไหนก็ไม่สนวิธีการงั้นหรือ

 

“ข้ากลัวว่าถ้าหากพูดอะไรไปจะเป็นการทำร้ายความรู้สึกของเขา” เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจ 

“เพราะซืออวิ๋นใจดี...ค่อยเป็นค่อยไปเถิด เขาเองก็ไม่รู้จะเข้าหาเจ้าอย่างไรเช่นกัน” คุณชายลู่เอ่ยอย่างนุ่มนวล “แต่เขามีรุ่ยเอินอยู่ด้วยก็ช่วยเขาคลายกังวลไปได้เยอะ”

“พวกเขาสนิทกันหรือ?” เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้ว ชาติก่อนทั้งคู่เหมือนไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ ต่างคนต่างอยู่ แต่ชาตินี้กลับดูสนิทสนมกันยิ่งนัก

“ก็น่าจะสนิทกันล่ะ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ สบตากับคนอื่นๆ ที่มองกลับมายิ้มๆ ดูจากอาการและท่าทางที่ฉินไห่ฟงมีให้เนี่ยรุ่ยเอินแล้ว คาดว่าคงไม่ใช่แค่สนิทกันธรรมดาหรอก

 

เล่นประกาศความเป็นเจ้าของเสียขนาดนั้น...ทั้งรอยกัดที่คอและหยกพกประจำตัว

แต่คนซื่อบื้อที่รักความสนุกอย่างเนี่ยรุ่ยเอิน...อีกนานกว่าจะรู้ตัว

และก็หนีคนที่เจ้าตัวค่อนขอดว่าเป็นน้ำแข็งพันปีไม่พ้นแล้ว

 

 

“มารดาของเนี่ยรุ่ยเอินกับมารดาของฉินไห่ฟงสนิทสนมกัน ตอนที่สกุลฉินรับมารดาของฉินไห่ฟงเพื่อให้มาเป็นลูกบุญธรรมของสกุลนั้นน่าจะมาเพราะนางเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในยุทธภพ”

 

มิน่าฉินไห่ฟงถึงได้เรียกท่านตาว่าท่านตา...เพราะมารดาของเขาก็เป็นลูกบุตรธรรมของสกุลฉินเช่นกัน

 

“สกุลฉินคงคิดจะดึงอำนาจจากหลากหลายทาง พวกเขานี่ตลกดีแท้” เย่หานแค่นหัวเราะ เขาเข้าใจเจตนาของสกุลฉินดี เรื่องใช้ลูกหลานของตนเองมาเป็นสะพานไปสู่อำนาจนี่ถนัดนัก...ไม่ต่างกับสกุลจ้าวเท่าไหร่หรอก

“แล้วมารดาของฉินไห่ฟงไปไหนเสียเล่า” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าอย่างสงสัย

“นางทนกับสกุลฉินไม่ไหว เร้นตัวอยู่ในยุทธภพไปแล้ว”

“เจ้านี่ก็ยังรู้ดีไปทุกที่เลยนะ” เย่เซียวถึงขั้นส่ายหน้ากับความรู้เกินไปของลู่ถิงอวี่ ทั่วทั้งแผ่นดินต่างลือกันว่าคุณชายลู่รอบรู้หลากหลายและกว้างขวาง แต่เย่เซียวไม่นึกว่าจะรู้ไปถึงเรื่องราวในยุทธภพขนาดนี้

“เย่เฟิงกับเย่หานก็รู้ดี มีเพียงเจ้านั่นล่ะที่เอาแต่สืบเรื่องของสาวงามเลยหารู้เรื่องพวกนี้” ลู่ถิงอวี่ตอบกลับยิ้มๆ

“ถ้าหากท่านอยากรู้เรื่องอันใดเกี่ยวกับ อืม...’สตรีหน้านิ่งที่ชมชอบทำตัวราวคนอายุแปดสิบที่ปลงตกในชีวิต’ ถามข้าก็ได้นะพี่สาม” เย่หานหัวเราะหึๆ ยกสรรพนามที่พี่ชายใช้เรียกฉินฮวาซิงมาพูด นานๆ ทีจะได้หาเรื่องแกล้งหยอกพี่สามเช่นนี้ ปกติพี่ชายผู้นี้สนใจแต่เรื่องกองทัพและฝึกวรยุทธ์สนใจเรื่องสตรีเสียที่ไหน สตรีที่อยู่ในสายตาพี่สามมีอยู่แค่เสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟย เสด็จแม่ฮองเฮา และน้องฉิงเท่านั้นล่ะ 

“ข้ารู้ดีเชียว”

เย่เซียวหรี่ตาลงเล็กน้อย ความหงุดหงิดแวบหนึ่งในดวงตาปรากฏขึ้นก่อนจะหายวับไป แต่บรรดาพี่น้องและเพื่อนที่สนิทกลับเขานั้นเห็นชัดจนต้องพากันกลั้นยิ้ม “เหตุใดเจ้าถึงได้รู้เรื่องของนางดีเล่าน้องสี่”

“เอ...แถวนี้มีกลิ่นน้ำส้มหรือเปล่านะ?” เย่หานเลิกคิ้ว เลยถูกเย่เซียวถลึงตาเข้าให้ ร่ำๆ จะลงไม้ลงมืออีกรอบ ถ้าไม่ติดว่าพี่ใหญ่กำลังหรี่ตามองอยู่นะ

“เจ้ามาคราวนี้จะอยู่สักกี่วันหรือกลับมาเมืองหลวงถาวรเลย” เย่เฟิงเปลี่ยนเรื่องเพื่อ ถามน้องชาย หันไปยิ้มให้พี่ใหญ่ที่มองเขาอย่างชื่นชม 

“ข้ามาไม่กี่วันก็กลับแล้ว สถานการณ์แคว้นเว่ยมิใคร่ดีนัก การแย่งชิงบัลลังก์ที่นั่นร้อนระอุขึ้นทุกวัน ชายแดนจำเป็นต้องเฝ้าระวังเผื่อจะมีอันตรายมาถึงต้าเซี่ย”

“เว่ยฉือคงลำบาก” เย่ซืออวิ๋นชักเป็นห่วงอีกฝ่าย แม้เขาจะมั่นใจว่าเว่ยฉือสามารถรับมือได้ก็เถอะ

“เว่ยเฉามิใช่คู่ต่อสู้ของเขา เพียงแต่...เบื้องหลังเว่ยเฉาคือฮองเฮาและเหล่าบรรดาขุนนางที่ไม่อยากปล่อยวางอำนาจในมือ ดังนั้นเว่ยฉือเองก็กำลังต่อสู้อยู่อย่างหนักเช่นกัน”

“อื้ม” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า ความสามารถของเว่ยฉือเขาเองก็รู้ดี คนที่บรรดาน้องชายและถิงอวี่ยอมรับน่ะมีหรือจะธรรมดา

 

เนี่ยรุ่ยเอินและฉินไห่ฟงก็เช่นเดียวกัน

 

“ในเมื่อน้องสามมาแล้ววันพรุ่งก็ไปถวายพระพรเสด็จพ่อ เสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟยและเสด็จแม่ฮองเฮาด้วย ขืนเจ้ากลับเมืองหลวงแล้วไม่เข้าวัง มีหวังเจ้าจะไม่ได้ออกจากเมืองหลวงอีกเลย” 

“ได้ แต่วันนี้ดึกแล้วข้าไม่อยากไปรบกวนพวกท่าน วันนี้ขอค้างที่ตำหนักลั่วสุ่ยของพี่ใหญ่แล้วกัน”

“ได้สิ ข้าเตรียมห้องไว้ให้น้องสามแล้ว ส่วนน้องรองกับน้องสี่ก็มีห้องประจำของตัวเองที่นี่อยู่แล้ว” ตำหนักของพวกเขาแต่ละคนจะจัดสรรห้องของพี่น้องแต่ละคนไว้อยู่แล้ว ขนาดกับน้องสามที่ไม่ค่อยอยู่เมืองหลวงก็ยังมีห้องประจำเป็นของตัวเอง ลู่ถิงอวี่ก็เช่นกัน

“ดึกดื่นเช่นนี้แล้วข้าเองก็คงต้องค้างตำหนักลั่วสุ่ยแห่งนี้เช่นกัน เจ้าของตำหนักจะอนุญาตหรือไม่เล่า?” ลู่ถิงอวี่เอ่ยกับคนในอ้อมแขนยิ้มๆ เรียกสายตาหมั่นไส้จากบรรดาพี่น้องขององค์ชายใหญ่ได้เป็นอย่างดี

 

จวนอัครเสนาบดีก็อยู่ไม่ไกลมิใช่หรือ กำแพงแทบจะติดกันด้วยซ้ำ แค่เดินออกประตูไปไม่กี่ก้าวก็ถึงจวนอัครเสนาบดีแล้ว คนหน้าหนายังจะใช้ข้ออ้างนี้มาอ้างอีก

 

“ได้สิ พรุ่งนี้พวกเรายังต้องเข้าว่าราชการตั้งแต่เช้าอีก” เย่ซืออวิ๋นยกมือขึ้นปิดปากหาววอดๆ เขารู้สึกง่วงขึ้นมาแล้วเหมือนกัน เพราะเป็นคนคอแข็งดังนั้นสุราฤทธิ์อ่อนเหล่านี้เลยทำอะไรเขาไม่ได้ ดังนั้นความง่วงก็เลยเค้าเกาะกุมอย่างรวดเร็ว 

“เช่นนั้นก็ไปนอนเถิด วันนี้ซืออวิ๋นเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” ลู่ถิงอวี่ลุกขึ้นยืนจากนั้นก็ประคองร่างในอ้อมแขนช้อนตัวองค์ชายใหญ่ขึ้นมาในอ้อมแขน “ข้าจะไปส่งเจ้าเข้านอนเอง...จะเล่นพิณกล่อมนอนด้วยดีหรือไม่?”

“อืม ดียิ่งนัก” เย่ซืออวิ๋นหาววอดก่อนจะซุกหน้ากับแผ่นอกกว้างที่แสนอบอุ่นของคนตรงหน้า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณชายอ่อนแอแล บอบบางเมื่อชาติก่อนนั้นเปลี่ยนมาอุ้มเขาได้สบายๆ เช่นนี้แล้ว แต่เย่ซืออวิ๋นก็ไม่ปฏิเสธว่าตนชอบความอ่อนโยนเช่นนี้ของลู่ถิงอวี่

 

ความอ่อนโยนและอ่อนหวานที่เป็นของเขาเพียงผู้เดียว

 

ลู่ถิงอวี่อุ้มคนในอ้อมแขนราวลูกแมวไร้น้ำหนัก เขาเมินสายตาดุๆ ของบรรดาองค์ชายทั้งสามแล้วพาคนงามในอ้อมแขนไปส่งที่ห้องนอนส่วนตัว อันกงกงที่รอรับใช้อยู่คิ้วกระตุกเล็กน้อยยามเห็นองค์ชายของตนเองถูกคุณชายลู่อุ้มมา แต่พอเห็นองค์ชายหลับตาราวลูกแมวน้อยเช่นนั้นแล้วก็รีบวิ่งไปเปิดม่านข้างเตียงให้ เลิกผ้าห่มให้คุณชายลู่วางองค์ชายใหญ่ลงบนเตียง

“ข้าดูแลเอง” ลู่ถิงอวี่กล่าวยิ้มๆ ช่วยถอดรองเท้าและห่มผ้าให้เย่ซืออวิ๋นอย่างอ่อนโยน ลูบหัวคนหลับเบาๆ ใบหน้าหล่อเหลาและงดงามอย่างลงตัวนั้นคลี่รอยยิ้มอ่อนหวาน “อันกงกงรบกวนไปเอาพิณในห้องของข้ามาให้ข้าทีได้หรือไม่ ข้าจะดีดพิณกล่อมซืออวิ๋น”

“ได้ขอรับ” อันกงกงรับคำ แม้จะตงิดใจแต่ว่าอย่างไรก็เป็นประโยชน์กับองค์ชายของตน ดังนั้นเลยรีบไปเอาพิณมาให้คุณชายลู่ทันที ใช้เวลาเพียงไม่นานลู่ถิงอวี่ก็รับพิณงามมาวางไว้บนตัก 

นี่เป็นพิณสีเงินที่ช่างหลวงทำมาให้เขาโดยเฉพาะ เป็นของขวัญวันเกิดอีกหนึ่งชิ้นจากองค์ชายทั้งสี่ แรกเริ่มเดิมทีมันเป็นพิณเจ็ดสายก่อนจะเพิ่มเป็นพิณสิบสองสาย กรรมวิธีการทำนั้นพิเศษและใช้สมบัติล้ำค่าต่างๆ มาเสกสรรจนเป็นพิณงามนี้ ลายเมฆสลักสีน้ำเงินเข้มบนตัวพิณนั่นองค์ชายใหญ่เพิ่งวาดเพิ่มให้ตนเมื่อไม่กี่ปีก่อน

 

หยินเซ่อ

 

ปลายนิ้วเรียวกดลงบนสาย อีกข้างก็สะบัดไล้ไปตามสายพิณเบาๆ ก่อเกิดเป็นท่วงทำนองเพลงที่เขาเล่นต่อหน้าองค์ชายใหญ่บ่อยที่สุด

 

หงส์วอนรัก...

ท่วงทำนองหงส์วอนรักยังคงอ่อนหวานและไพเราะเช่นเดิม เพียงแต่ทุกครั้งยามลู่ถิงอวี่บรรเลงราวจะอ่อนหวานเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ตามความสัมพันธ์ของพวกเขาที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน 

 

เสียงเพลงที่ลอดออกมาจากห้องขององค์ชายใหญ่ทำให้เหล่าคนได้ยินพากันกลอกตาพร้อมกับส่ายหน้าระอา โดยเฉพาะน้องชายขององค์ชายใหญ่ทั้งสามคน แม้พวกเขาจะพอทำใจยอมรับได้แล้วว่าพี่ใหญ่ของพวกตนไม่มีทางหนีคนร้ายกาจบางคนพ้น แต่พอคิดว่าเจ้าคนร้ายกาจที่ว่าวันๆ ก็มีแต่เรื่องพี่ชายผู้อื่นเต็มหัว คิดแต่จะเกี้ยวพี่ชายผู้อื่นอยู่ทั้งวี่ทั้งวัน ปากก็พูดแต่คำหวานจนคนอื่นพากันขนลุก เวลาว่างมีไม่พักผ่อนเอาไปตามพี่ชายผู้อื่นราวเงาตามตัว

 

ก็หมั่นไส้และไม่อยากยกพี่ชายให้อยู่ดี

แต่ห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่อยู่เสียแล้ว เพราะพี่ชายของตนดูจะไปไหนไม่รอด ในสายตาก็มีแต่คนร้ายกาจนั่นคนเดียวอยู่แล้ว 

 

อ้อ...ลืมไปก็ทั้งสองคนเป็น ‘คู่หมั้น’ กันนี่

กวานหยกเมฆาริ้วทองที่องค์ชายใหญ่สวมนั่นเป็นสัญลักษณ์ยืนยันอย่างดี

 

..........

 

“เรื่องไปถึงไหนแล้ว...” เสียงทุ้มเยือกเย็นเอ่ยถามขึ้นเรียบๆ ผู้ใต้บังคับบัญชาพยักหน้าอย่างนอบน้อม 

“เรียบร้อยแล้วขอรับนายท่าน พรุ่งนี้จะมีข่าวลือเกิดขึ้นในเมืองหลวงแน่นอนขอรับ”

“ดีมาก ลบร่องรอยทั้งหมดแล้วใช่หรือไม่?”

“ขอรับ สืบสาวมาไม่ได้แน่นอน”

“ดี...เจ้าออกไปเถอะ”

“ขอรับ”

เมื่อผู้ติดตามออกไปแล้ว ร่างสูงกำยำนั่นก็หมุนตัวไปมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ตอนนี้เขายืนอยู่บนหอสุราชื่อดังของเมืองหลวง ในห้องที่ดีที่สุด ใบหน้าที่แม้จะผ่านกาลเวลามาไม่น้อยก็ยังดูดีนั้นยกยิ้มเย็นชา

 

ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้เจ้าก็คงอิงแอบอยู่ในอ้อมแขนของมัน

ทั้งๆ ที่ปฏิเสธข้า แต่กลับเลือกทางเลือกที่ทำให้ตัวเองต้องเจ็บปวด ต้องทรมานตัวเอง

 

เขาให้สถานะอะไรกับเจ้าไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ได้แต่หลบซ่อน ข้าจะรอดูสิว่าเจ้าจะทนกับความรู้สึกเช่นนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน...เสี่ยวจิง

 

............

 

ยามเช้าของเมืองฝูหยางในวันนี้เกิดข่าวลือเรื่องใหม่ที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้นทุกคนก็ไม่กล้าซุบซิบหรือพูดคุยกันอย่างเปิดเผย เพราะเกรงกลัวอาญาแผ่นดิน

 

ในเมื่อผู้ที่อยู่ในข่าวลือนั้นเป็นถึงฮ่องเต้ผู้ปกครองแว่นแคว้นและอัครเสนาบดี

ข่าวลือที่ว่าฝ่าบาทมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับท่านอัครเสนาบดี!

 

แม้ฮ่องเต้เย่เทียนหลงจะเป็นฮ่องเต้ผู้ปรีชาสามารถ ปกครองไพร่ฟ้าให้อยู่อย่างผาสุกมาตลอดการครองราชย์ แต่พระองค์ก็ทรงเป็นฮ่องเต้ที่ไม่ถือองค์ วันที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ทรงตรัสไว้ว่าฮ่องเต้เองถ้าเกิดทำผิดต่อแผ่นดินขึ้นมาเหล่าประชาชนและขุนนางย่อมสามารถตรวจสอบหรือไต่ถามได้

 

เพียงแต่...ผู้ใดกันเล่าจะกล้า

และเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นความผิดอะไรด้วย...เรื่องในมุ้ง ในบ้านของผู้อื่น พวกเขาจะยุ่งไปทำไมกัน!

 

อีกทั้งสำหรับชาวบ้านแล้วต่อให้ข่าวลือนั้นเป็นจริงก็ไม่มีผู้ใดสนใจมากนักหรอก แผ่นดินต้าเซี่ยนั้นเปิดกว้าง บุรุษกับบุรุษด้วยกันก็มีให้เห็นถมไป ทั้งฝ่าบาทและท่านอัครเสนาบดีก็มิได้ทำอันใดให้ผู้ใดเดือนร้อนเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองใกล้ชิดสนิทสนมกันมานานจะเกิดความรู้สึกดีต่อกันก็ไม่แปลก

 

เพียงแต่...ในท้องพระโรงมิได้เรียบง่ายเช่นนั้น

วันนี้ฎีกาถวายเรื่องนี้จากขุนนางหลายคนส่งถึงพระหัตถ์ของฮ่องเต้อย่างรวดเร็ว แม้จะน้อยกว่าที่เย่เทียนหลงคิดและส่วนมากเป็นฎีกาของขุนนางจากสกุลจ้าวและคนที่ยืนอยู่ฝั่งสกุลฉิน

 

คลื่นลมในราชสำนักกำลังโหมกระพือขึ้นมาอีกรอบ

 

ลู่จิงในชุดขุนนางประจำตำแหน่งยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยแม้จะถูกถวายฎีกาขึ้นไปหลายฉบับ ท่านอัครเสนาบดียืนอยู่ในตำแหน่งของตัวเองอย่างไม่สะทกสะท้าน วันประชุมขุนนางวันนี้กระทั่งบรรดาองค์ชายทั้งสามพระองค์ก็เข้าร่วมครบ มีเพียงองค์ชายสามที่อยู่ห่างออกไปที่ชายแดนแต่ความจริงกำลังนอนเล่นอยู่ตำหนักลั่วสุ่ยนอกวังเท่านั้นที่มิได้เข้าร่วม

เย่เทียนหลงอ่านฎีกาด่วนแล้วยิ้มอย่างเยือกเย็น รอยสรวลของโอรสสวรรค์ทำให้เหล่าขุนนางทั้งหลายพากันขนลุก โดยเฉพาะบรรดาขุนนางใจกล้าที่ถวายฎีกาถึงความไม่เหมาะสมของตำแหน่งอัครเสนาบดี

“เรื่องส่วนตัวของเจิ้น พวกเจ้าก็คิดจะมายุ่งเสียแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำหาได้มีวี่แววของความโกรธเคืองใด แต่นั่นล่ะที่น่ากลัว!

“พระอาญามิพ้นเกล้าพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท...พวกกระหม่อมมิได้หมายถึงเรื่องนั้น ตามกฎหมายต้าเซี่ยแล้วบุรุษกับบุรุษด้วยกันมิใช่เรื่องผิด เพียงแต่...ถ้าหากท่านลู่จิงเป็นคนรักของฝ่าบาทจริงๆ เกรงว่าตำแหน่งอัครเสนาบดีนี้...คงจะนั่งไม่ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ผู้ที่ก้าวออกมาพูดคือขุนนางกรมคลัง จ้าวโจว เขาเป็นประมุขสกุลจ้าว และเป็นบิดาของฮองเฮา การที่เขากล้าออกมาเป็นตัวแทนขุนนางทั้งหมดเพราะยังถือว่ามีฮองเฮานั่งอยู่ในวังหลัง

 

ตามกฎหมายต้าเซี่ยแล้วนั้นถ้าบุรุษใดที่แต่งเข้าบ้านบุรุษอีกคนนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้ารับราชการ ไม่มีสิทธิ์เป็นขุนนาง และตอนนี้ลู่จิงก็กำลังนั่งอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าสภาขุนนางทั้งหมด

 

“กระหม่อมเห็นควรว่าสามารถแต่งตั้งท่านอัครเสนาบดีเป็นกุ้ยเฟยชายได้พ่ะย่ะค่ะ”

เสียงทูลถวายที่ทำให้เกิดเซ็งแซ่ขึ้นมารอบๆ ตำแหน่งกุ้ยเฟยนับเป็นตำแหน่งที่รองลงมาจากฮองเฮามีอำนาจในวังหลังและสูงศักดิ์ไม่แพ้ใคร แต่ว่าตำแหน่งหัวหน้าขุนนางนั้นก็...

 

การปลดยศขุนนางคนหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าขุนนางแล้วมอบยศกุ้ยเฟยในวังหลังให้นั้น ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ต้าเซี่ย!

 

“เรื่องในมุ้งของเจิ้นต้องให้พวกเจ้ามาวุ่นวายแล้วหรือ?” เย่เทียนหลงเอ่ยเสียงเย็น เคาะนิ้วกับบัลลังก์มังกร ใช้พระเนตรคมกล้ามองบรรดาขุนนางที่ก้มหลบกันเป็นแถว

“พระอาญามิพ้นเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” เหล่าขุนนางพากันคุกเข่าเพราะเริ่มสัมผัสได้ถึงความพิโรธที่ราวคลื่นลมใต้น้ำของโอรสสวรรค์ ฝ่าบาทมิค่อยพิโรธนักหรอก แต่อย่าให้ทรงพิโรธขึ้นมา...

“พระอาญามิพ้นเกล้า? พวกเจ้ายังจะกลัวทำให้เจิ้นโกรธอีก หึๆ” เย่เทียนหลงหัวเราะเสียงเย็น คนพวกนี้อยากสอดเรื่องส่วนตัวของเขา ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าทำให้เขาโกรธ แต่ก็ยังกล้าแตะเกล็ดย้อนมังกร แล้วตอนนี้ยังจะมาคุกเข่าต่อหน้าเขาอีก “จ้าวโจวแล้วบุรุษที่เจ้าเลี้ยงไว้ที่นอกเมืองหลวงนั่นจะรับเข้าจวนหรือไม่? อนุของพวกเจ้าเล่าจะจัดการอย่างไร...ถ้าจัดการไม่ได้ก็อย่าคิดไปยุ่งเรื่องของผู้อื่น”

ฮ่องเต้ตรัสด้วยสุรเสียงเย็นชา แต่ลากเอาเรื่องในมุ้งของเหล่าบรรดาขุนนางที่คุกเข่าอยู่มาพูดได้อย่างง่ายดาย ทำเอาแต่ละคนหน้าชาไปหมด โดยเฉพาะจ้าวโจวที่นอกจากหน้าชาแล้วก็ยังหน้าซีดด้วย

“เสด็จพ่อ กระหม่อมขอทูลถามสักหนึ่งประโยคพ่ะย่ะค่ะ” เย่เฟิงหรี่ตามองเล็กน้อย ก่อนจะก้าวออกมาหนึ่งก้าว เมื่อเย่เทียนหลงพยักหน้ารับเขาก็กวาดตามองขุนนางที่กำลังคุกเข่าอยู่ 

 

คนพวกนี้คิดว่าวางแผนไว้ดีแล้ว และทำเพื่อประโยชน์ของตัวเองกันทั้งนั้น

แต่พวกเขาลืมไปว่า การคงอยู่ของท่านอาจารย์ลู่มิได้ง่ายดายแค่ถวายฎีกาแค่คุกเข่าร้องไห้ก็สามารถปลดอีกฝ่ายลงได้

 

“ถ้าพวกท่านจะปลดท่านลู่จิงจากตำแหน่งอัครเสนาบดีแล้วผู้ใดเล่าจะมานั่งตำแหน่งนี้แทน?” คำถามขององค์ชายรัชทายาททำให้เกิดความเงียบขึ้นเล็กน้อย 

 

อัครเสนาบดีไม่ใช่ตำแหน่งที่ใครจะมาเป็นก็ได้…เดิมทีตำแหน่งนี้คุณสมบัติพื้นฐานคือผู้ที่ต้องเคยสอบได้จ้วงหยวน เป็นคนอัจฉริยะที่ได้รับการยอมรับอายุต้องยังไม่มากนัก เพราะต้องเป็นดั่งแขนขาของฮ่องเต้และต้องเกื้อหนุนองค์ชายรัชทายาท  ทั้งความรู้ ความสามารถ หน้าที่และการควบคุมขุนนางทั้งหกกรม รวมถึงการเป็นอาจารย์ของบรรดาองค์ชายนั้น ที่ผ่านมาท่านลู่จิงก็ทำได้ดีมาตลอด 

ใช่...แล้วผู้ใดจะมาแทนที่ตำแหน่งนี้ได้

 

“กระหม่อมขอเสนอ...ท่านอดีตราชครูฉิน”

 

หึ สกุลจ้าวกับสกุลฉินร่วมมือกันจริงๆ สินะ แต่พวกเจ้าร่วมมือกันได้ไม่นานหรอก

 

“ดูเหมือนพวกท่านจะลืมไปกระมังว่า ท่านอาจารย์ลู่สอบจ้วงหยวนได้ตอนอายุสิบเจ็ด รับตำแหน่งอัครเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุด และตลอดระยะเวลาการนั่งในตำแหน่งก็สร้างคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินมากมายจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว เป็นหนึ่งในเสาหลักของแว่นแคว้น ข้าขอถามพวกท่านสิว่าท่านอดีตราชครูฉินที่พวกท่านเสนอชื่อ นั้นนอกจากเป็นอดีตอาจารย์ของเหล่าบัณฑิตหลายคนแล้ว อย่างอื่นเขาสามารถได้เท่าท่านอาจาย์ลู่หรือไม่?” ประโยคขององค์ชายรัชทายาททำเอาบรรดาคนที่คิดจะสนับสนุนฉินเมิ่งพากันเงียบกริบ

อดีตราชครูฉินเมิ่งกับลู่จิงนั้นเทียบกันไม่ได้จริงๆ แม้อดีตราชครูจะเก่งกาจอย่างไร เขากราแล้ว อีกทั้งยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว และในประโยคนั้นก็ยังซ่อนนัยยะไว้อีกด้วยว่า ลู่จิงสามารถสั่งสอนองค์ชายทั้งหลายจนเติบโตและมากความสามารถ ทั้งบุตรชายของตนก็ยังสอบจ้วงหยวนได้ตอนอายุสิบห้า เป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในแผ่นดิน แต่บุตรหลานสกุลฉินที่ฉินเมิ่งสั่งสอนมานอกจากฉินไห่ฟงแล้วก็ไม่มีใครมีความสามารถสักคน

 

นี่ก็เทียบให้เห็นกันชัดๆ อยู่แล้วว่าผู้ใดสามารถกว่ากัน!

 

“ถ้ายังหาคนเหมาะสมกับตำแหน่งไม่ได้ กระหม่อมก็เห็นควรว่ายังไม่ควรปลดท่านอัครเสนาบดีเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” เย่หานก้าวออกมาเห็นด้วยกับพี่ชาย สีหน้าองค์ชายสี่เรียบเฉยแม้ในดวงตาจะเต็มไปด้วยความร้ายกาจที่ทำให้บรรดาขุนนางนึกกลัว

 

ทุกคนต่างพากันเงียบ เพราะรู้ดีว่าเป็นเรื่องจริง

 

เย่เทียนหลงใช้พระเนตรคมกริบมองไปรอบๆ สบตากับลู่จิงเล็กน้อย โอรสสวรรค์กระตุกยิ้มมุมปากที่ชวนให้คนเห็นสะดุ้งเฮือก สุรเสียงเย็นเอ่ยขึ้นมา “พักงานลู่จิงไว้ชั่วคราวก่อน ส่วนเรื่องตำแหน่งอัครเสนาบดี...ลู่ถิงอวี่เจ้าเห็นว่าอย่างไร?”

 

พักงานลู่จิง...แค่พักงานแต่ไม่ได้ปลดออกจากตำแหน่ง

แล้วตอนนี้ฝ่าบาทยังเรียกถามคุณชายลู่อีก...

 

ลู่ถิงอวี่ที่ถูกเรียกก้าวออกมาจากตำแหน่งยืนหนึ่งก้าว ประสานมือคำนับฮ่องเต้ ใบหน้าที่หล่อเหลาและงดงามอย่างลงตัวนั้นยังคงแต้มรอยยิ้มสบายๆ ราวสายลมในฤดูใบไม้ผลิเช่นเดิม

 

เขาเป็นเพียงคนเดียวในท้องพระโรงแห่งนี้ที่ยังคงยิ้มอยู่ได้ ทั้งๆ ที่ บรรยากาศก็กดดันจนน่าอึดอัดถึงเพียงนี้

 

“ตำแหน่งอัครเสนาบดีดูจะยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับกระหม่อมที่อายุเพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ...เพียงแต่ ถ้าหากฝ่าบาททรงย้ายคนมาช่วยกระหม่อม คิดว่าพอจะช่วยรักษาการณ์ไปได้พ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงไพเราะน่าฟังของลู่ถิงอวี่เอ่ยขึ้นราวจะช่วยผ่อนคลายบรรยากาศ แต่ถ้อยคำเสนอของเขานั้นทำให้คนฟังขมวดคิ้วพากันคิดตาม โดยเฉพาะเหล่าขุนนางที่อยู่ข้างสกุลฉิน

เย่เทียนหลงหัวเราะในใจ หน้ายิ้มๆ และวาทศิลป์ของลู่ถิงอวี่นั้นใช้ได้เสมอทุกสถานการณ์จริงๆ

“เจ้าอยากเสนอผู้ใด...”

ลู่ถิงอวี่ปรายตามองฉินไห่ฟงที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาคลี่รอยยิ้มจาง “หัวหน้าหอตำราหลวง สำนักราชบัณฑิต...ฉินไห่ฟงพ่ะย่ะค่ะ”

คราวนี้แต่เดิมที่เงียบอยู่แล้วก็ยิ่งเงียบขึ้นไปอีก เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของหลายคนกระทั่งเสียงท้องร้องของบางคนด้วย โดยเฉพาะเหล่าขุนนางที่อยู่ข้างสกุลฉินถึงกับพูดไม่ออก ท่านอดีตราชครูฉินเมิ่งอายุค่อนข้างมากแล้วไม่เหมาะสม แต่ผู้ใดเล่าจะปฏิเสธได้ว่าอัจฉริยะผู้สร้างชื่อเสียงให้สกุลฉินคนนี้ไม่เหมาะสม ยิ่งรวมกับความสามารถของคุณชายลู่แล้ว

 

รักษาการณ์ตำแหน่งอัครเสนาบดีนี้ก็เหมาะกับทั้งสองยิ่งนัก!

 

“ผู้ใดอยากจะคัดค้านหรือไม่?” เย่เทียนหลงเอ่ยเสียงเย็น และในเมื่อไม่มีเสียงตอบโอรสสวรรค์ผู้ที่แต่เดิมก็เอาแต่พระทัยตัวเองมาเสมออยู่แล้วก็ออกคำสั่ง “ในเมื่อไม่มีผู้ใดอยากจะคัดค้าน เช่นนั้นก็ตามนี้...พักงานลู่จิงไว้ก่อน ให้ลู่ถิงอวี่และฉินไห่ฟงมารักษาการณ์ตำแหน่งนี้แทน งานทุกอย่างให้ส่งตรงมาที่ข้า ข้าจะตรวจสอบเอง”

 

ส่งถึงพระหัตถ์ฝ่าบาทและพระองค์ตรวจสอบด้วยพระองค์เองด้วย!

 

เหล่าขุนนางทั้งหลายแทบอยากจะประจบประแจงลู่ถิงอวี่และฉินไห่ฟงแทบจะทันที เพราะนั่นหมายความว่า ฎีกาต่างๆ จะไม่ถูกปัดตกไปเสียก่อน และได้ฝ่าบาททอดพระเนตรเห็นด้วยพระองค์เอง

ส่วนคนที่รู้ดีว่าฝ่าบาทน่ะขี้เกียจตรวจฎีกาเองมาแต่ไหนแต่ไร ส่งถึงพระองค์เอง พระองค์ก็โยนไปให้ท่านอัครเสนาบดีที่ถูกพักงานอยู่ตรวจอยู่ดี แต่ไหนแต่ไรมาก็ทรงทำเช่นนี้อยู่แล้ว

“ลู่ถิงอวี่ ฉินไห่ฟง ก้าวออกมา”

ทั้งสองคนที่ถูกเรียกนั้นก้าวออกมาจากตำแหน่งยืน คุกเข่าลงเบื้องหน้าบัลลังก์มังกร รับคำสั่งจากโอรสสวรรค์ “ราชเลขาจดบันทึกไว้ให้ดี...นับตั้งแต่วันนี้แต่งตั้งลู่ถิงอวี่และฉินไห่ฟงให้เป็นรักษาการณ์ตำแหน่งอัครเสนาบดีแทน”

“รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งลู่ถิงอวี่และฉินไห่ฟงต่างก็น้อมรับพระบัญชา ก่อนจะลุกขึ้นแล้วกลับไปยืนที่ตำแหน่งของตัวเอง สีหน้าเรียบเฉยทั้งๆ ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งสำคัญ 

ส่วนคนที่อยู่ในประเด็นอย่างลู่จิงนั้นแม้จะสีหน้าเรียบเฉยแต่ในใจเขากลับอุ่นวาบ เพราะทั้งหลงเกอ ลูกศิษย์ และบุตรชายต่างก็ปกป้องเขา 

 

การพักงานครั้งนี้มาได้พอเหมาะพอดีเสียจริง

หลงเกอและทุกคนเพียงแค่อยากให้เขาพักผ่อนดีๆ...ส่วนเรื่องตำแหน่งอัครเสนาบดีน่ะถ้าเขาอยากได้คืนเมื่อไหร่ ทางออกย่อมมีอยู่แล้ว

 

การประชุมขุนนางในท้องพระโรงไท่หยวนยังคงดำเนินต่อไป เพราะมีเรื่องหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับชาวประบ้านต้องนำมาเสนอและร่วมแก้ไขปัญหาร่วมกัน ส่วนเรื่องส่วนตัวของผู้ใดนั้นก็หาใช่ประเด็นสำคัญไม่

 

.........

 

หลังเลิกประชุมเช้าเย่ซืออวิ๋นก็รั้งน้องชายทั้งสองคน รวมถึงลู่ถิงอวี่ไว้ก่อนจะชวนกันเดินไปตำหนักจิ้งหยาง เกาจิ้นรีบเชิญทั้งหมดเข้าไปด้านในทันที พร้อมยกของว่างขึ้นโต๊ะอย่างรวดเร็ว โดยส่วนมากแล้วล้วนเป็นของที่องค์ชายใหญ่ชอบเสวย

องค์ชายสามที่แวบไปถวายพระพรมารดา และตั้งใจว่าจะไปถวายพระพรฮองเฮาที่วัดเกาเสียงก่อนกลับก็มานั่งรออยู่นานแล้วด้วย

“ข่าวลือข้างนอกนั่นเงียบไปแล้ว...คนปล่อยข่าวเป็นพ่อค้าที่ทำงานร่วมกับสกุลฉิน เขาปล่อยข่าวในหอสุราที่จัดงานเลี้ยงของขุนนางฝ่ายกรมคลังดังนั้นเลยเล่าลือกันปากต่อปากอย่างรวดเร็ว ข้ากับองครักษ์เมฆดำยังสืบต่อไปได้ว่า...คนผู้นั้นติดต่อกับฉินเซ่าเจ๋อด้วย แม้เขาพยายามปิดแต่ก็ปิดไม่มิด” เย่หานดื่มชาไปพูดไป 

ดีที่พวกเขาสามารถจัดการได้ทันท่วงที เรื่องราวถึงมิได้ลุกลามใหญ่โตเกินไปนัก...คนพวกนั้นคิดจะทำอะไรในเมืองฝูหยางล้วนไม่ง่ายดายหรอก

“ข้าไม่เข้าใจจริงๆ เหตุใดเขาต้องทำเช่นนี้ด้วย ท่านลุงเซ่าเจ๋อผู้นั้นมิใช่ชอบพออาจารย์ลู่หรอกหรือ?” เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้ว แต่คำพูดขององค์ชายใหญ่นั้นกลับทำให้ลู่จิงที่กำลังรินชาอยู่สะดุ้ง ส่วนฮ่องเต้เย่เทียนหลงก็ตวัดพระเนตรคมกริบมองลู่จิงอีกที สุรเสียงเย็นเอ่ย

“นั่นสิเขาชอบเจ้ามากมิใช่หรือท่านอัครเสนาบดีผู้มีดวงดอกท้อมากมาย” วาจานี้ฟังอย่างไรก็ค่อนขอดกันมากกว่าชมเชย เล่นเอาเย่ซืออวิ๋นที่เป็นคนจุดประเด็นได้แต่กะพริบตาปริบ เพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำให้อาจารย์ลู่เดือดร้อน จากนั้นก็ส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากลู่ถิงอวี่

เห็นท่านพ่อของตนน่าจะเหนื่อยแล้ว ลู่ถิงอวี่เลยไม่คิดที่จะรังแกบิดาอีก เอ่ยตอบคนข้างกายยิ้มๆ “คิดว่าเขาคงอยากบีบให้ท่านพ่อคนไม่ได้กระมัง...เขาคงคิดว่าท่านพ่อจะถูกเสียงติดฉินนินทา จะถูกถอดยศถอดตำแหน่ง หรือไม่ได้การยอมรับในราชสำนัก...” ลู่ถิงอวี่ยกยิ้มเย็น “และร่วมมือกับสกุลจ้าวโดยหวังโอกาสนี้จะให้ฉินเมิ่งเข้ามานั่งตำแหน่งอัครเสนาบดีแทนท่านพ่อชั่วคราว”

“คราวนี้สกุลฉินกับสกุลจ้าวคงได้เกิดความคลางใจกันแน่ๆ”  เย่หานเลิกคิ้วขึ้น หัวเราะหึอย่างยินดีในโชคร้ายของผู้อื่น แม้ผู้อื่นที่ว่าจะเป็นยาติฝั่งพระมารดาของเขาก็ตาม เพราะครานี้สกุลจ้าวหาได้ประโยชน์ใดๆ เลย กลับเป็นสกุลฉินเสียอีกที่สามารถส่งฉินไห่ฟงมานั่งตำแหน่งรักษาการณ์อัครเสนาบดีแทนได้ ป่านนี้จ้าวโจวคงโมโหจนแทบลมจับแล้วกระมัง

“ใช่...ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า และน้องสี่ แต่ดูเหมือนสองพ่อลูกสกุลฉินนั่น และคนสกุลจ้าวจะแก่จนฟั่นเฟือนจนลืมไปอย่างหนึ่งกระมัง” เย่เฟิงกระตุกยิ้มมุมปาก ดูเยือกเย็นไม่แพ้ผู้เป็นบิดา

 

คนพวกนั้นลืมไปว่ายุคสมัยและเวลาได้ผันแปรไปแล้ว

อีกทั้งคนพวกนั้นลืมไปว่าที่นี่คือเมืองฝูหยาง...เมืองหลวงของต้าเซี่ย

เมืองที่อยู่ภายในฝ่ามือของฮ่องเต้เย่เทียนหลง...

 

ถ้าหากเป็นเมื่อหลายปีก่อนลู่จิงอาจถูกปลดออกจากตำแหน่งจริงๆ และประชาชนเองก็อาจไม่ยินยอม เพียงแต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อนนั่งตำแหน่งอัครเสนาบดีลู่จิงก็สร้างชื่อเสียงความดีงามให้กับตนเอง พิสูจน์ความสามารถจนเป็นที่ประจักษ์ อีกทั้งยังสร้างคุณูปการให้แก่แผ่นดิน เป็นขุนนางที่ไม่ถือตัวและใกล้ชิดชาวบ้านมากที่สุดผู้หนึ่ง

ชาวบ้านในเมืองฝูหยางนั้นมิได้โง่ ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้เย่เทียนหลง แว่นเคว้นสงบสุข ประชาชนใช้ชีวิตการอย่างผาสุก มิได้เดือดร้อนหรือทุกข์ยาก ทุกชนชั้นได้รับการศึกษา ทุกคนล้วนรู้หนังสือมิว่าจะเป็นชนชั้นระดับล่างก็ยังอ่านออกเขียนได้ จากการผลักดันการศึกษาของลู่จิงและเย่เทียนหลง ดังนั้นพวกเขาล้วนมีสติและคิดเป็นว่าจะเชื่ออย่างไร จะตัดสินอย่างไร

 

ข่าวลือที่หวังทำลายชื่อเสียงขุนนางผู้เป็นเสาหลักของแว่นแคว้นและเรื่องในมุ้งของโอรสสวรรค์เช่นนี้ลือกันได้แต่ถามว่าพวกเขาสนใจหรือไม่นั้น...ไม่สนใจหรอก

เรื่องใครจะได้เป็นชายาขององค์ชายรัชทายาทเย่เฟิงยังน่าสนใจกว่าด้วยซ้ำ!

 

“เขารักท่านพ่อแล้วอย่างไร? คนที่วางแผนคิดทำร้ายคนที่รักได้น่ะ...ไม่สมควรใช้คำนั้นมาพูดด้วยซ้ำ” ลู่ถิงอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะหยันชัดเจน...

 

ถ้าในสายตาของเขาฉินเซ่าเจ๋อสู้ฮ่องเต้เย่เทียนหลงไม่ได้...เขาพ่ายแพ้อย่างเทียบไม่ติด

เพราะตั้งแต่ทั้งคู่ยอมทำตามหัวใจตนเอง ฮ่องเต้...ก็ไม่เคยคิดทำให้ท่านพ่อของตนต้องมาเสียใจ

 

เย่ซืออวิ๋นเห็นคนข้างกายหงุดหงิดเขาก็ยื่นมือไปตบหลังมือของลู่ถิงอวี่เบาๆ ราวจะปลอบ คุณชายลู่เลยหันมายิ้มหวานให้ คราวนี้เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่สุด “แต่ก็มีบางคนที่อยากปกป้อง ดูแลถนอมคนที่เขารักไว้กลางฝ่ามือเช่นกัน...”

“พอทีลู่ถิงอวี่ เดิมทียังคิดว่าวันนี้เจ้าพูดจาเข้าหูข้าอยู่เลย เลิกเกี้ยวบุตรชายข้าแล้วไปทำงานเสีย ส่วนบิดาเจ้าก็ทิ้งไว้ที่นี่ล่ะ ข้าดูแลเอง” เย่เทียนหลงส่งเสียงขัดเจ้าคนที่ริอาจจะเกี้ยวบุตรชายผู้อื่นต่อหน้าต่อตาบิดาเขา เจ้าตัวน้อยของพระองค์ก็กระไรยังจะยิ้มให้เจ้านั่นอีก

“จริงด้วยถิงอวี่ เจ้ารีบไปทำงานเถิด ตอนนี้เจ้าเป็นถึงรักษาการณ์ตำแหน่งอัครเสนาบดีนี่ อีกทั้งยังต้องช่วยงานพี่รองอีก” เย่เซียวดึงเจ้าสหายตัวดีออกให้ห่างพี่ชายของเขา 

“พี่รองรีบเอาสหายท่านออกไป” เย่หานเองก็ลุกขึ้นไปช่วยดึงลู่ถิงอวี่เช่นกัน ทำเอาเย่ซืออวิ๋นได้แต่หัวเราะขำกับบรรดาน้องชายทั้งหลาย หันไปยิ้มอย่างให้กำลังใจอาจารย์ลู่ แล้วเอ่ยเป็นมั่นเหมาะว่าจะวาดภาพงามๆ มาให้หลายๆ ภาพเพื่อปลอบใจ ก่อนจะถวายบังคมลาเสด็จพ่อแยกย้ายกับคนอื่นๆ ไปยังกองช่างศิลป์ของตน

ใบหน้างดงามนั้นขยับรอยยิ้มซุกซน

 

มิรู้ว่าป่านนี้ท่านตาฉินเมิ่งกับท่านลุงเซ่าเจ๋อจะโมโหขนาดไหนที่เรื่องราวหาได้เป็นไปตามแผนที่พวกเขาต้องการ

ฮึ!

 

…………..

เป็นตอนที่ไม่คิดว่าจะยาว แต่ก็ยาวจนเกือบห้าหมื่นตัวอักษรจนได้ T_T ตอนี้จะซีเรียส(?) นิดๆ นะคะ แต่ก็มีความหวานกับความอบอุ่นแทรกอยู่น้าาา และพี่ลู่ก็ยังเกี้ยวน้องตลอด แต่ที่พี่เขาได้ใจขนาดนี้เพราะน้ององค์ชายใหญ่ตามใจด้วยนั่นแหละค่ะ 555 

ถ้าถามหาความหวาน เดี๋ยวอีกไม่กี่ตอนทุกคนระวังอาหารหมาไว้นะคะ ผู้ชายปากหวานบางคนยังปากหวานกว่านี้ได้อีกค่ะ…แล้วก็ อืม…องค์ชายใหญ่เป็นเรื่องแรกเลยค่ะที่เขียนมาตั้งหลายร้อยหน้าแล้ว แต่พระเอกกับน้ององค์ชายของเราไม่มีฉากร้อนแรงเลยน้ออออ แต่แอบกระซิบว่าอีกไม่กี่ตอนแล้วค่ะ แฮ่ม…^_^

ตอนแรกเราคิดว่าตัวเองจะไม่ยุ่งแล้ว แต่ดันมีงานเข้ามาอีกจนได้ ก็เลยยุ่งจนหัวฟูเลยค่ะ เดี๋ยววันอาทิตย์นี้จะมาลงตอนพิเศษของคุณชายน้ำแข็งกับประมุขน้อยแล้วก็สักวันที่ 5 หรือ 6 เราถึงจะได้มาต่อเรื่องหลักนะคะ วันที่สามสี่ก็เดินทางด้วย TT ระหว่างเขียนเรื่องหลักไป เราจะค่อยๆ เอาตอนพิเศษของแต่ละคนมาให้น้าาา ทั้งองค์ชายรัชทายาทกับน้องฉิง องค์ชายสี่กับองครักษ์เจิ้ง องค์ชายสามกับสาวงามที่เหมือนคนแปดสิบด้วยค่ะ เสด็จพ่อกับท่านอาจารย์ลู่ด้วย ^^

ป.ล. เพราะเรายุ่งมากจริงๆ ดังนั้นถ้าใครส่ง DM มา หรือเมนชั่นมาในทวิตต้องขอโทษด้วยนะคะ ถ้าไม่ได้ตอบกลับ ไม่ใช่หยิ่งหรืออะไรทั้งนั้นน้าาาา แต่เราไม่ว่างจริงๆ 

ช่วงนี้ทุกคนต้องดูแลตัวเองกันดีๆ นะคะ จริงๆ น้าาา รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ อย่าให้ตัวเองป่วยน้าาา 

ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงนะคะ ^^ เดือนนี้เราทำสถิติยังไม่ป่วย แต่ก็ใกล้แล้ว 555 เพราะนอนดึกมันทุกวัน แต่ดีใจนะคะที่ทุกคนเป็นห่วง

 

สำหรับวันนี้ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.894K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,283 ความคิดเห็น

  1. #3012 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 15:24
    เจนใหม่ต้องไฉไลกว่าเจนเก่าอยู่แล้วป่ะ
    #3,012
    0
  2. #2673 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2563 / 22:31
    โอ้ยนึกว่าอ่านไทยแลนตอนนี้เลยค่า55555
    #2,673
    0
  3. #2664 ดาวนอกโคจร (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2563 / 17:53
    เข้าใจไหมพวกสกุลฉิน ประชาชนไม่ได้โง่
    #2,664
    0
  4. #2543 Wipaxxx (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 15:53
    นี่มันเจนใหม่แล้วค่ะพวกกบในกะลาทั้งหลาย พวกท่านกำลังจะโดนเด็กถอนหงอก หึหึ
    #2,543
    0
  5. #2507 makimasa (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 13:18
    รุ่ยเอินนี่ซนใช้ได้นะ
    #2,507
    0
  6. #2498 MORNINGGLORY08 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 10:38
    ตะกูลฉินหรือจะสู้เสด็จพ่อได้

    เรื่องนี้เลิฟเสด็จพ่อสุดๆไปเลย เสน่ห์เหลือร้าย
    #2,498
    0
  7. #2222 Cho_aim (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 06:34
    อยากรู้เลยว่าตระกูลฉินรับได้หรอที่หลานชายคนโปรดเข้ากับองค์ชายทั้ง4

    ขอบคุณสำหรับนิยายมากๆนะคะะ
    #2,222
    0
  8. #2175 sakura17 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 / 06:26
    ฉินไห่ฟงมาร่วมกับเหล่าองค์ชายอย่างนี้ คนตระกูลฉินไม่สงสัยกันหรอ ฉินเมิ่งฉลาดมากเลยนะ ถึงจะเป็นหลานรัก หรืออ้างว่าเพื่อตีสนิทซืออวิ๋น
    #2,175
    0
  9. #2111 Lisaisverycutie (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 20:45
    เก่งเก่งกันทั้งนั้นเลย
    #2,111
    0
  10. #2064 Timjel (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 23:55
    สนุกมากกกกด รอดูแก้เกมส์สกุลฉิน เอาอะไรมามั่นใจว่าเก่งกว่าฮ่องเต้~
    #2,064
    0
  11. #2005 HYUNPARK (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 / 03:29
    ใดๆคือเสด็จพ่อใหญ่คับฟ้าที่สุด สกุลฉินเป็นใครกันจะมากล้าเก่งกว่าผู้ปกครองต้าเซี่ย ก็แค่สกุลที่หลงมัวเมาอยู่กับอำนาจ อยู่ใต้ฝ่ามือเขาแท้ๆคิดจะไปตัดแขนเขาซะงั้น มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกมั้ง คิดจะเป็นใหญ่แต่แค่สั่งสอนลูกหลานให้รักใคร่กลมเกลียวยังทำไม่ได้เลย มีแต่ปลูกฝังให้แก่งแย่งชิงดีฝักใฝ่ในอำนาจ แต่ก็อย่างว่าแหละท่านอดีตราชครูฉินจะเป็นคนดีเองยังยากเลยจะให้ไปสั่งสอนคนอื่นก็ดูท่าว่าหนทางคงริบหรี่
    #2,005
    0
  12. #1942 Ohmycandy (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 19:54

    คุณไรท์เขาไปหมั่นกันตอนไหนนนนนนนนนนฮืออออออออออ
    #1,942
    0
  13. #1941 ธรินทร์น่า (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 15:02
    สนุกมากๆเลยไรท์
    #1,941
    0
  14. #1940 0945464098 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 06:19
    ตาเซ่า รักยังงัย ถึงต้องทำให้คนที่ตัวเองรักลำบาก บีบคั้นเค้า ทำแบบนี้ใครมันจะไปรักตัวเองลง คนเห็นแก่ตัว สู้พี่เต้ก็ไม่ได้ ชิ
    #1,940
    0
  15. #1938 jitirat5253 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 02:22
    ไรท์อดทนเก่งมาเลยค่ะ 5หมื่นคำคือมันยาวมาก แต่เราอ่านแปปเดียวจบเพราะว่าสนุกไม่ติดขัด สู้ๆนะคะเป็นกำลังใจให้
    #1,938
    0
  16. #1931 Pugkard Piyamaporn (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 18:08
    สนุกมากเลย รอค่าาา
    #1,931
    0
  17. #1930 zezeuiaz (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 16:49

    ไรท์บอกยาว แต่เรารู้สึกสั้น ไม่เราอ่านเร็วเกินไป ก็เรื่องนี้สนุกเกินไปแน่เลย ถ้าไม่งั้นเราคงไม่รู้สึกว่าอ่านสักกี่รอบ เราก็ไม่รู้สึกเบื่อสักที อ่านซ้ำบ่อยมาก จนจำรอบที่อ่านไม่ได้แล้ว ปกติไม่ชอบการวนลูป หากเรื่องนี้ทำเราวนลูปได้ซะงั้น

    #1,930
    0
  18. #1929 SuSaya (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 16:13
    คลื่นลูกใหม่ผนึกกำลัง คนเก่าๆสู้เด็กๆไม่ไหวแล้ว
    #1,929
    0
  19. #1928 @GhYloSFa94_ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 15:33

    สู้ๆนะไรท์
    #1,928
    0
  20. #1927 PP2545 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 14:44
    รอออออออออออ
    #1,927
    0
  21. #1926 Whatever it is (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 12:42
    ขอบคุณค่ะ
    #1,926
    0
  22. #1925 I AM ME_381512 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 12:40
    สมน้ำหน้า!!!
    #1,925
    0
  23. #1924 Demon D (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 12:15

    ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ประชาชนก็ไม่ได้โง่จ้า ฉินเมิ่งกับฉินเซ่าเจ๋อควรเปิดกะลาได้แล้วนะ

    //รอคุณชายน้ำแข็งกับประมุขน้อย

    #1,924
    0
  24. #1923 khunsom08 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 10:37
    สกุลฉินนี่นะ
    #1,923
    0
  25. #1922 pcard (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 10:23
    เกมพลิกจ้าาา สกุลฉินจะเอาไงต่อ 555++
    //ชอบทุกคู่เลยค่า รออ่านตอนพิเศษเล้ยยย
    #1,922
    0