ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 30 : 二 十七 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 二 วัดเกาเสียง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18,975
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,956 ครั้ง
    22 ต.ค. 63

ภาคสอง ตอนที่สอง : วัดเกาเสียง

 

 

ตามราชประเพณีของต้าเซี่ยนั้นทุกปียามฤดูใบใผลิมาเยือนได้ครบประมาณหนึ่งเดือน...ฮองเฮาผู้ปกครองวังหลังจะนำบรรดาสตรีผู้สูงศักดิ์ไปกราบไหว้ขอพรและถือศีลอยู่ที่วัดเกาเสียงอันเป็นวัดประจำราชวงศ์เป็นเวลาเจ็ดวันเพื่อเป็นการขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองปกปักษ์แว่นแคว้น ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ข้าวนาพืชสวนเจริญงอกงาม 

 

และวันพรุ่งก็จะเริ่มเสด็จมาแล้ว

 

ดังนั้นในฐานะผู้รับผิดชอบใหญ่ของงานราชพิธีนี้องค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นเลยขี่ม้ามากับขบวนราชองครักษ์มาตรวจสอบความเรียบร้อยของงานเป็นครั้งสุดท้าย บรรดาหลวงจีนและเณรในวัดต่างคุ้นชินกับองค์ชายใหญ่ผู้งดงามและไม่ถือตัวผู้นี้แล้ว แม้อีกฝ่ายจะสูงศักดิ์แต่วาจาและกริยานั้นกลับไม่หยิ่งยโส น้ำเสียงน่าฟัง ยามที่พูดคุยก็มักแย้มยิ้มอยู่เป็นนิจ อีกทั้งดวงตาก็ยังดูบริสุทธิ์งดงามราวปราศจากกิเลสหรือสิ่งมัวหมองทั้งปวง

 

ขนาดดวงตาของผู้ที่ออกบวชและอยู่ในพระธรรมมานานหลายคนยังไม่อาจบริสุทธิ์ได้เท่านี้

 

ดังนั้นทุกคนในวัดเกาเสียงเลยดีใจยิ่งนักที่องค์ชายใหญ่เป็นผู้รับผิดชอบหาใช่ขุนนางที่ชอบยกตนข่มท่านหลายคน

เย่ซืออวิ๋นเดินสำรวจความเรียบร้อยไปทั่ววัด เขาตรวจตราอย่างละเอียดกระทั่งห้องพักของบรรดาสตรีที่กำลังจะมาเข้าพัก ความปลอดภัยและการวางกำลังคนทั้งหมด ถึงอยากเป็นองค์ชายว่างงานเพียงไรแต่เย่ซืออวิ๋นมักได้เรียนรู้หลายอย่างจากเสด็จพ่อและท่านอาจารย์ลู่ของตนอยู่เสมอ ดังนั้นเขาเลยสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างเรียบร้อย

องค์ชายใหญ่เดินไปยังสวนไผ่เขียวของวัดเกาเสียง สวนนี้เขาเคยมาอยู่บ่อยครั้ง ที่นี่มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่านด้วย แม้จะไม่ใช่คิมหันต์หรือวสันต์ฤดูแต่ไผ่ที่นี่ก็งดงาม ยืนต้นตระหง่าน เป็นสีเขียวที่ชวนให้สงบนิ่งยิ่งนัก บวกกับบรรยากาศบริสุทธิ์เจือความสูงส่งของวัดเกาเสียงแล้วสวนแห่งนี้ดุจสถานที่หลุดพ้นดีๆ นี่เอง

 

ป๊อก ป๊อก

 

เสียงเหมือนไม้กระทบกันคล้ายเสียงไม้ที่เหล่าหลวงจีนไว้เคาะยามสวดมนต์ดังแว่วมา ทำให้เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้ว ก้าวเท้าไปตามเส้นทางที่ได้ยินเสียงนั่น...เสียงเคาะไม้กับเสียงสายน้ำและสายลมผสานกันไปเป็นหนึ่งเดียวทำให้รู้สึกสงบใจอย่างน่าประหลาด

องค์ชายใหญ่เดินไปตามเสียงที่ได้ยิน ศาลาไม้สีน้ำตาลที่อยู่ท่ามกลางดงป่าไผ่เขียวขจีนั้นดูสงบเงียบยิ่งนัก ในนั้นมีร่างหลวงจีนผู้หนึ่งสวมใส่อาภรณ์สีขาวพิสุทธิ์ทั้งตัว สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งนัก ใบหน้าที่แม้จะโกนศีรษะจนโล้นเตียนนั้นก็ยังหล่อเหลาเจือความบริสุทธิ์สูงส่ง กลางหน้าผากยังคงแต้มสัญลักษณ์หยินหยางสีแดงเข้ม ดวงตาหลับพริ้มทำสมาธิอยู่กับการสวดมนต์เบื้องหน้า...

 

นี่เป็นครั้งแรกที่เย่ซืออวิ๋นเห็นคนที่บริสุทธิ์ราวหลุดพ้นจากกิเลสทั้งมวล ดุจเทพเซียนจุติลงมา

นอกจากลู่ถิงอวี่แล้วไต้ซือท่านนี้นับเป็นคนแรก...

 

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าเล็กน้อย คิดว่าไม่ควรย่างเข้าไปรบกวนความสงบของผู้อื่น แม้เขาจะมาวัดเกาเสียงหลายครั้งแต่มิเคยพบเจอไต้ซือท่านนี้มาก่อน ถ้าอยากรู้ความเป็นมาคงต้องถามจากผู้อื่นเอากระมัง

“ในเมื่อพระองค์เสด็จมาแล้วก็เข้ามาเถิดพ่ะย่ะค่ะองค์ชายใหญ่” น้ำเสียงเรียบรื่นเสนาะหูสายหนึ่งดังขึ้นทำให้ฝีเท้าของเย่ซืออวิ๋นชะงัก หมุนกายกลับไปสบกับดวงตากระจ่างใสดุจน้ำพุในใสในคิมหันต์ฤดูของหลวงจีนผู้ดูหลุดพ้นดุจเทพเซียนที่ลืมตาขึ้นมาพอดี

องค์ชายใหญ่คลี่ยิ้มก่อนจะเดินเข้าไปภายในศาลา “มารบกวนความสงบของไต้ซือ ต้องขอภัยอย่างยิ่ง” เย่ซืออวิ๋นประสานมือขออภัย ก่อนจะนั่งลงตรงข้าม มองหลวงจีนผู้นั้นที่กำลังส่งรอยยิ้มอ่อนโยนแต่ก็อ่านยากมาให้

“นี่เป็นโชคชะตา”

“ท่านรู้ว่าข้าเป็นใคร?” เย่ซืออวิ๋นเอียงคอ เพราะจำได้ว่าตนยังไม่ได้แนะนำตัว แต่ไต้ซือท่านนี้สามารถบอกได้ว่าตนเป็นองค์ชายใหญ่

“ย่อมต้องรู้” นัยน์ตลึกล้ำคู่นั้นมองสบกับเย่ซืออวิ๋นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้องค์ชายใหญ่สะดุ้งเฮือก ขนลุกชันขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ในชาติก่อน...”

“ท่าน...” ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำว่าชาติก่อนจากปากของอีกฝ่าย ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามเรียกความใจเย็นของตนเองกลับมา

 

เสด็จพ่อและท่านอาจารย์ลู่กล่าวไว้เสมอว่าไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใด ต่อให้เสียเปรียบหรือสิ้นหวังเพียงใดก็อย่าลืมสิ้นถึงสติ...

 

“หมายความอย่างไร?”

ไต้ซือชุดขาวหลุบดงตาต่ำลง มุมปากคลี่รอยยิ้มจาง “แม้ชาติก่อนจะมิเคยได้พูดคุยกัน...แต่กระหม่อมเป็นหนึ่งในผู้ที่ส่งพระองค์คืนสู่สวรรค์คาลัย”

เย่ซืออวิ๋นชะงักเล็กน้อยยามที่อีกฝ่ายบอกว่าเป็นหนึ่งในผู้ส่งเขาคืนสู่สวรรค์...การตายในชาติก่อนเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากนึกถึงที่สุดแม้จะทำใจกับมันได้บ้าง แต่ความหวาดกลัวและความเจ็บจากคมดาบที่แทงทะลุขั้วหัวใจนั้นก็ยังไม่ได้จางหายไปทั้งหมด

 

อีกทั้งการที่มีคนมาพูดเรื่องชาติก่อนกับตนเช่นนี้ก็...เป็นครั้งแรกเช่นกัน

 

เย่ซืออวิ๋นเม้มปากตัวเอง กำมือเข้าหากันแน่น... “เช่นนั้น ท่าน...ท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมชาตินี้ข้าถึงได้มาเกิดใหม่อีกครั้ง และเป็น...ในช่วงเวลานี้” นี่เป็นสิ่งที่เขาสงสัยมาตลอด แม้ชาติก่อนองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ใจบุญ และมีเมตตามากผู้หนึ่ง แต่เย่ซืออวิ๋นก็มั่นใจว่าไม่เพียงพอกับความผิดที่เขาทำ...ไม่สามารถชดเชยกับสิ่งที่เขาทรยศแผ่นดินไป จนได้รับโอกาสให้มาเกิดใหม่อีกครั้งเช่นนี้หรอกกระมัง...

 

เขาอยากรู้ว่าเหตุใดสวรรค์ถึงได้ให้โอกาสตน

ถ้าบอกว่าเพราะเขาทำความดีเขาก็ไม่เชื่อ เพราะเรื่องไม่ดีที่เขาทำก็เยอะไม่แพ้กัน

 

ไต้ซือผู้นั้นลืมดวงตาที่งดงามปราศจากกิเลสทางโลกขึ้นสบกับดวงตากระจ่างใสของเย่ซืออวิ๋น ก่อนจะยิ้ม...เป็นรอยยิ้มที่คนมองรู้สึกสงบนิ่งและผ่อนคลายยิ่งนัก “กระหม่อมบอกได้เพียงว่า...แผ่นดินนี้ติดค้างท่าน และชาติก่อนของท่านนั้นมีผู้คนมากมายปรารถนาให้ท่านพบเจอกับความสุข ผู้คนเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้แผ่นดิน...อีกทั้งวาสนาด้ายแดงของท่าน...คนผู้นั้นปรารถนาอย่างจริงใจ กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต...” พูดถึงตรงนี้ไต้ซือชุดขาวก็ชะงัก ดวงตาคู่นั้นมองไปยังยอดไผ่เขียวก่อนจะก้มหน้าลงอีกครั้ง

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้ามอง คล้ายจะไม่เข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก ชาติก่อนยังมีคนปรารถนาให้เขาพบกับความสุขอีกเช่นนั้นหรือ แล้วก็วาสนาด้ายแดงอันใดกัน...

“กระหม่อมทูลถามองค์ชายสักประโยค...”

“เชิญไต้ซือกล่าว”

“องค์ชายเคยคิดเคียดแค้นเรื่องราวในชาติก่อนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

คำถามที่ทำให้เย่ซืออวิ๋นชะงักอีกครั้ง ก่อนจะส่ายหน้า...เพราะคำถามนี้เขาก็เคยถามตัวเองมาหลายครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าตนเคยเคียดแค้นเรื่องราวในชาติก่อนหรือไม่...ทั้งครอบครัว น้องชาย ทั้งบรรดาสามสามีสี่อนุของตน หรือแม้กระทั่งสกุลฉิน

 

คิดไปคิดมามากมายสุดท้ายแล้วคำตอบก็ยังคงเหมือนเดิม...

 

“ไม่เคย...ข้าไม่เคยเคียดแค้น” น้ำเสียงของเย่ซืออวิ๋นสะท้อนความจริงใจออกมา “เพียงแต่ข้าสงสัย...สงสัยว่าผู้ใดเป็นคนฆ่าข้า ฆ่าทำไม สงสัยว่าเหตุใดชีวิตในชาติก่อนของข้าถึงเป็นเช่นนั้น แม้ข้าจะทำเรื่องผิดพลาดไปมากมายก็เถอะ...บางอย่างข้าได้คำตอบแล้ว แต่บางอย่างข้าก็ยังหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้”

 

แต่สำหรับการกระทำของคนสกุลฉินในชาตินี้...เขาไม่ปล่อยวางง่ายๆ หรอก

 

“เพราะจิตใจขององค์ชายบริสุทธิ์...และดวงตาของท่านก็สะท้อนความบริสุทธิ์อ่อนโยนปราศจากความเคียดแค้นออกมา เป็นดวงตาที่หาได้ยากยิ่ง”

เย่ซืออวิ๋นได้ยินคำชมมาจนบ่อย แต่คำชมเชยที่บริสุทธิ์จริงใจปราศจากสิ่งใดราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกเขินขึ้นมาบ้างเช่นกัน...

“เอ่อ...ขอบคุณท่านไต้ซือ” เย่ซืออวิ๋นเกาแก้มตนเอง ก่อนจะเอียงหน้าเมื่อเห็นใบหน้านั้นส่งรอยยิ้มจางมาให้ บอกไม่ถูกเช่นกันแต่ตนรู้สึกว่าไต้ซือผู้นี้นั้นไว้ใจได้...แม้จะเจอกันครั้งแรกและตั้งคำถามแปลกประหลาดก็เถอะ “เรื่องในชาติก่อนไม่มีใครรู้และข้าเองก็ไม่ได้เอ่ยกับผู้ใด แม้ท่านจะน่าสงสัยแต่การได้พูดคุยกับท่านวันนี้ทำให้ข้าดีใจยิ่งนัก ว่าแต่...ขอเรียนถามสักประโยค...ไต้ซือมีนามว่ากระไรหรือ?”

“ข้าแซ่เกานามตัวเดียวว่าเสียง...ชื่อเดียวกับวัดแห่งนี้”

“เป็นชื่อที่ดี...” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึก พอแหงนหน้ามองท้องฟ้าก็ชะงัก เพราะนี่ก็สายมากแล้วแต่เขายังตรวจตราความเรียบร้อยไม่เสร็จ ประเดี๋ยวได้กลับค่ำแน่ๆ วันนี้เสด็จพ่อทรงมีรับสั่งให้ตนไปทานมื้อค่ำที่ตำหนักจิ้งหยางด้วย ขืนไปช้าหรือไม่ได้ไปล่ะก็เรื่องใหญ่เป็นแน่ “สายมากแล้ว ไต้ซือข้าคงต้องขอตัวก่อน...ขออภัยอีกครั้งที่รบกวนความสงบของท่าน” เย่ซืออวิ๋นพนมมือและโน้มตัวลงก่อนจะรีบวิ่งไปตามรายทางทันที ก่อนไปเสียงเรียบลื่นเสนาะหูของไต้ซือผู้นั้นก็รั้งไว้เสียก่อน

“องค์ชาย...ไม่ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นขอพระองค์จงเชื่อมั่นในสายใยและความผูกพัน และรับฟังมากกว่าใช้อารมณ์”

แม้จะเป็นคำเตือนที่ประหลาดแต่เย่ซืออวิ๋นก็พยักหน้าหงึกอย่างน่าเอ็นดู ก่อนจะรีบก้าวเท้ายาวๆ และเปลี่ยนเป็นวิ่งออกไปแทน

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”

“อ้าว...” เย่ซืออวิ๋นชะงักเมื่อเห็นเณรน้อยเดินเข้ามาพอดี เขาชะงักฝีเท้าแล้วเอ่ยถาม “ไต้ซือที่อยู่ในป่าไผ่ผู้นั้นเป็นใครกัน?”

“ป่าไผ่?” เณรน้อยมีสีหน้าสงสัยคล้ายไม่เข้าใจคำถาม เย่ซืออวิ๋นก็เอียงหน้า ในใจคิดว่าตนคงไม่ได้เจอพวกเทพเซียนหรือภูตผีเข้ากระมัง แต่ผู้ที่ให้ความรู้สึกสะอาดพิสุทธิ์ราวหลุดพ้นผู้นั้นจะเป็นภูตผีไปได้อย่างไรกัน

“เป็นไต้ซือที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก เขาสวมจีวรสีขาว กลางหน้าผากยังเป็นมีสัญลักษณ์หยินหยางด้วย”

เณรน้อยเบิกตากว้างขึ้นมองเย่ซืออวิ๋นอย่างแปลประหลาด ก่อนแววตาจะเต็มไปด้วยความเลื่อมใสยิ่งนัก จนองค์ชายใหญ่ได้แต่เลิกคิ้ว

“องค์ชายพระองค์เป็นผู้มีบุญบารมีอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ ไต้ซือที่ว่าคงเป็นท่านเจ้าอาวาสเกาเสียของพวกเราเป็นแน่...ปกติแล้วท่านเจ้าอาวาสมิได้ปรากฎตัวให้ผู้ใดเห็นง่ายๆ นอกจากฝ่าบาท...สมกับเป็นองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”

 

อันใดคือสมกับเป็นข้ากัน

 

เย่ซืออวิ๋นได้แต่กระพริบตาปริบๆ ไม่เข้าใจ ก่อนจะเดินตามเณรน้อยที่มานำทางกลับไปทำงานของตนเองต่อ...คิดว่าค่อยถามเรื่องไต้ซือเกาเสียงผู้นี้กับเสด็จพ่อก็แล้วกัน อย่างน้อยถ้าหากมีอันใดสงสัยจะได้มาถามอีก...

 

...............

 

ท่ามกลางป่าไผ่ที่เงียบสงัด ไต้ซือเกาเสียงทอดสายตาออกไปยังฟ้าสีครามเบื้องหน้า ใบไผ่ปลิดปลิวส่งกลิ่นหอมจางๆ ให้ความรู้สึกสงบไม่น้อย

“ในเมื่อมาแล้วเหตุใดคุณชายไม่ลงมาพบอาตมาสักครั้งเล่า...” น้ำเสียงเรียบรื่นเสนาะหูของไต้ซือเกาเสียงเอ่ยขึ้นไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย สิ้นเสียงของเขาร่างสูงหนึ่งก็ปรากฏกาย อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์นั้นปลิวไสว ใบหน้าหล่อเหลางดงามอย่างลงตัวเป็นเอก รอยยิ้มที่มักแต้มใบหน้าอย่างอ่อนโยนเสมอบัดนี้หายวับ กระบี่ด้าวยามในมือของเขาชี้ไปยังลำคอของไต้ซือเกาเสียง 

 

ใช่แล้ว...บุรุษผู้นี้คือลู่ถิงอวี่

 

เดิมทีเขานั่งรถม้ามาทีหลังเย่ซืออวิ๋น ทางหนึ่งมาเรื่องวางกำลังราชองครักษ์และก็มาเพราะคิดถึงซืออวิ๋นของเขาด้วย แต่ไม่คิดว่าจะมาได้ยินบทสนทนาระหว่างไต้ซือผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดเกาเสียงผู้นี้กับองค์ชายใหญ่ของเขาเสียก่อน

 

ชาติก่อนอันใด...

 

แม้จะเป็นเรื่องที่ตนไม่เข้าใจแต่พอนึกถึงความฝันที่เขาเคยฝันเมื่อหลายปีก่อน...ฝันร้ายที่ไม่อยากนึกถึงกับเรื่องราวที่พอได้ฟังวันนี้ก็ทำให้เข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาจางๆ

 

เพียงแต่ในเมื่อเมฆางามของเขาไม่เอ่ยปาก ลู่ถิงอวี่ก็ไม่มีทางเอ่ยถามให้อีกฝ่ายต้องเสียใจหรือกังวลใจ

เขาเชื่อว่าต้องมีสักวันที่ซืออวิ๋นจะเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ตนฟัง...แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อแต่ลู่ถิงอวี่จะเชื่ออย่างหมดหัวใจ

 

“ข้าจะไม่ถาม...เพียงแต่อยากรบกวนท่านเจ้าอาวาสสักประโยค หากท่านจะพูดอะไรโปรดอย่าทำให้เขาเสียใจ เพราะมิเช่นนั้นต่อให้เป็นท่านเจ้าอาวาสผู้สูงส่งเช่นท่าน...ข้าก็ไม่ปราณี” ลู่ถิงอวี่จำไต้ซือรูปนี้ได้มิใช่เพราะเคยเจอกัน...แต่ในความฝัน งานพิธีศพขององค์ชายใหญ่ไต้ซือผู้นี้มาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้ด้วยตนเอง...เจ้าอาวาสของวัดเกาเสียงประจำราชวงศ์ ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นเทพเซียนผู้หลุดพ้นหยั่งรู้ชะตาดินฟ้าผู้นี้จะปรากฏตัวแต่พิธีสำคัญเท่านั้น...

ไต้ซือเกาเสียงคลี่รอยยิ้มจาง ทำราวกับไม่เห็นปลายกระบี่แหลมคมที่จ่อคออยู่ในสายตา “ถ้าหากคุณชายไม่รังเกียจโปรดนั่งสนทนากับอาตมาสักครั้งได้หรือไม่?”

ลู่ถิงอวี่หรี่ดวงตาของตนลงก่อนจะเก็บกระบี่กลับคืนและนั่งตรงข้ามกับไต้ซือเกาเสียง

“นี่เป็นครั้งแรกที่อาตมาได้พูดคุยกับอัครเสนาบดีผู้ปรีชาสามารถหนึ่งในเสาหนักของแว่นแคว้น”

“ข้ายังมิได้ถือครองตำแหน่งนั้น ไต้ซือกล่าวเกินจริงไปแล้ว”

“คุณชายย่อมรู้ดี...ว่าข้ามิได้หมายถึง ‘ในยามนี้’ ” 

คำกล่าวในยามนี้ทำให้ลู่ถิงอวี่หรี่ดวงตาลง ก่อนจะถอนหายใจยาว “ความฝันที่ข้าเห็นนั่น...เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงสินะ” มือของเขากำเข้าหากันแน่นจนปลายเล็บจิกกับฝ่ามือ...ฝันร้ายที่เขาเฝ้าภาวนาไม่ให้เกิดขึ้นนั้นกลับเคยเกิดขึ้นมาแล้ว

 

และความจริงที่ยากจะหลีกเลี่ยง...ว่าตนทำให้เมฆางามนั้นต้องหลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจ

ไร้สามารถไม่อาจปกป้องคนสำคัญที่รักได้

 

“จริงหรือเท็จ เคยเกิดขึ้นหรือไม่ล้วนเป็นลิขิตสวรรค์...ผู้คนมากมายติดค้างเขา ในขณะที่เขาเองก็ติดค้างผู้คนมากมาย มีวาสนารักแต่ไม่อาจเคียงคู่ และเป็นโอกาสของเขารวมถึงใครอีกหลากหลายคน...” น้ำเสียงเรียบรื่นเสนาะหูนั้นเอ่ยใจความเข้าใจยาก แต่น่าแปลกที่ลู่ถิงอวี่กลับรู้สึกว่าตนเข้าใจ เขาเพียงหัวเราะอย่างไม่อาจคาดความคิดได้ในลำเบาๆ 

“ท่านไต้ซือ...ข้าไม่เคยเชื่อในลิขิตสวรรค์เท่าสองมือและสมองของตัวเอง แต่ถ้าเรื่องที่ข้าคาดเดาและสงสัยไว้นั้นเป็นความจริง นี่ก็เป็นครั้งแรกกระมังที่ข้าขอบคุณสวรรค์”

 

ขอบคุณที่พาเขากลับมาให้ข้า...ได้ทำตามความปรารถนาของตนเองก่อนตายไปในความฝัน

 

ร่วมเรียงเคียงหมอน เป็นสามีภรรยาร่วมผูกผม รักใครถนอมมิหน่าย

เคียงคู่มิพรากจากอีกเป็นครั้งที่สอง

 

“คุณชายทุ่มเทเพื่อบ้านเมืองอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทะนุบำรุงประราราษฎร์ สร้างวัดสร้างเจดีย์ และสวดมนต์อธิษฐานทุกค่ำคืน...”

“สวรรค์เมตตาถึงเพียงนั้น?” ลู่ถิงอวี่หัวเราะเสียงเบา ในน้ำเสียงไพเราะราวเสียงดนตรีนั้นเต็มไปด้วยความไม่ค่อยเชื่อเท่าใดนัก “ช่างเถิด...เรื่องราวจะเป็นมาอย่างไรข้าล้วนไม่สนใจ ขอเพียงเขาอยู่กับข้าก็พอ...รบกวนความสงบของไต้ซือมามากแล้ว ข้าเองคงต้อขอตัวก่อน...ไต้ซือเองก็อย่าได้ลืมคำเตือนของข้าเล่า” คุณชายหยกขาวลุกขึ้นยืน พนมมือคำนับอย่างนอบน้อม 

“คุณชาย...สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังโพยพัด โปรดระวังตัว”

ฟังคำเตือนจากไต้ซือผู้ที่กล่าวขานว่าหยั่งรู้ฟ้าดินแล้วใบหน้าของลู่ถิงอวี่ก็มิได้เปลี่ยนแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่สวยนั้นฉายประกายเยือกเย็น

“ข้าเองก็วาดหวังให้เป็นสายลมที่ดี และแปดเปื้อนโลหิตน้อยที่สุด...ขอบคุณสำหรับคำเตือนของไต้ซือ” 

ดวงตาบริสุทธิ์ของไต้ซือเกาเสียงมองตามแผ่นหลังของลู่ถิงอวี่ที่เดินลับไปจากป่าไผ่ ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา พนมมือขึ้นแล้วสวดมนต์พึมพำ

“ลิขิตสวรรค์ ลิขิตสวรรค์ อามิตาพุทธ”

............

 

หลังตรวจตราความเรียบร้อยเสร็จสิ้นแล้วเย่ซืออวิ๋นก็บอกลาบรรดาไต้ซือและเณรที่ออกมาส่งตนเองหน้าประตูวัด ปฏิเสธมิให้ใครมาส่งที่ตีนเขา วัดเกาเสียงตั้งอยู่บนเนินเขาสูงบันไดวัดนั้นค่อนข้างชันวิธีเดียวที่จะมายังวัดแห่งนี้ได้คือต้องเดินขึ้นมาเท่านั้น ต่อให้เป็นฮ่องเต้เย่เทียนหลงเสด็จมาด้วยพระองค์เองก็ยังต้องเดินขึ้นไป ดวงตาคู่สวยกวาดมองบันไดวันอย่างไม่ให้มีอะไรเล็ดรอดสายตา...อุบายของสตรีในวังหลังและสตรีชั้นสูงมิใช่ตนไม่รู้ บันไดชันๆ นี่ทำให้คนตกไปได้อันตรายดีนักแล

เย่ซืออวิ๋นเดินลงบันไดมาเรื่อยๆ เขาผูกม้าคู่ใจไว้ที่ตีนเขาก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อยยามเห็นรถม้าคุ้นตา อาชาสีขาวปลอดพันธุ์หายากตัวพ่วงพีดูแข็งแรงปราดเปรียว ตัวรถม้าทำด้วยไม้จันทร์แดงซึ่งเป็นไม้หายากและมีกลิ่นหอม แม้จะไม่มีคนเฝ้าแต่เย่ซืออวิ๋นรู้ดีว่า...

 

นี่เป็นรถม้าของจวนอัครเสนาบดี

 

“ถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นเปิดผ้าม่านออกก่อนจะผุดเข้าไปแล้วส่งเสียงเรียกอย่างดีใจ แต่ก็ชะงักเมื่อไม่พบลู่ถิงอวี่แต่กลับพบบุรุษหนึ่งที่เอกเขนกถือขวดสุราเล็กๆ ท่วงท่าผ่อนคลายยิ่งอยู่แทน 

“ท่านนี่นะ อันใดก็เรียกขานแต่พี่ลู่” น้ำเสียงยียวนกวนโทโสกล่าวว่า ก่อนจะรีบรับร่างที่โถมเข้ากอดตนไว้จนต้องรีบวางขวดสุราไว้บนโต๊ะเล็กๆ

“น้องสี่!”

“อืมๆ ทำราวกับไม่ได้เจอหน้ากันมาเป็นแรมเดือนไปได้ ข้าเพิ่งเจอท่านเมื่อหลายวันก่อนก่อนมิใช่หรอกหรือ” เย่หานพึมพำอย่างอ่อนใจประคองร่างพี่ชายที่กอดเขาแน่นให้นั่งขึ้น ดีนะที่พี่ใหญ่มิได้หนักมากเท่าไหร่ซ้ำยังตัวนุ่มนิ่ม มิเช่นนั้นเขาได้สำลักสุราออกมาเพราะแรงกดทับเป็นแน่

“เจ็ดวันก็ถือว่านาน เจ้าชอบหายหน้าหายตาไป” พี่ใหญ่เชิดหน้าขึ้นมองน้องสี่อันธพาลน้อย จนเย่หานได้แต่หัวเราะในลำคอ ดวงตาจิ้งจอกของเขาพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนยามอยู่ต่อหน้าพี่ชายผู้นี้

“ข้าก็มาแล้วนี่อย่างไร” เย่หานจิ้มแก้มพี่ชาย “เสร็จธุระที่วัดเกาเสียงแล้วหรือ?”

“อืม...แล้วนี่เจ้ามาได้อย่างไ รถม้านี้มิใช่เป็นของถิงอวี่หรอกหรือ?”

“นั่นสิข้าเองก็สงสัยเช่นกัน” เจ้าของรถม้าตัวจริงอย่างคุณชายลู่ที่ขึ้นรถม้ามาหรี่ดวงตาลงเล็กน้อยมององค์ชายใหญ่ในอ้อมแขนองค์ชายสี่อย่างไม่ชอบใจแวบหนึ่ง แน่นอนว่าเย่หานเห็นสายตาของคนขี้หวงดีเขาเลยกระชับอ้อมแขนกอดพี่ชายแน่นขึ้นอีก ก่อนจะส่ายหน้าเมื่อเห็นคนเจ้าเล่ห์ยกแขนเสื้อขึ้นมาปิดแล้วไอเบาๆ เท่านั้นล่ะพี่ชายของเขาก็หันไปหาลู่ถิงอวี่ทันทีจนแทบจะไปนั่งตักอีกฝ่ายอยู่แล้ว

“ถิงอวี่...รู้สึกไม่สบายตัวหรือ ข้าก็บอกให้เจ้าพักผ่อนเยอะๆ ช่วงนี้เจ้าโหมทำงานจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน แล้วนี่เจ้ามาวัดเกาเสียงได้อย่างไร แม้จะเป็นฤดูใบใผลิแต่อย่างไรเจ้าก็ต้องดูแลตัวเอง...วัดเกาเสียงลมค่อนข้างแรง ถิงอวี่...ฟังข้าอยู่หรือไม่”

“ฟังสิ...ข้าเพียงรู้สึกหนาวเล็กน้อย” ลู่ถิงอวี่ยิ้มตาใส ดึงคนงามมากอดไว้ราวกับจะใช้ไออุ่นจากร่างในอ้อมแขนมาไล่ความหนาวเย็นที่เจ้าตัวกล่าวอ้าง

“พี่ลู่ท่านเลิกหลอกกินเต้าหู้พี่ชายข้าสักทีเถิด” เย่หานกลอกตา ทนมองภาพตรงหน้าไม่ได้ขึ้นมากะทันหัน พี่ใหญ่นี่ก็กระไรเหตุใดถึงยอมให้เจ้าคนเจ้าเล่ห์นั่นกอดแต่โดยดี ไม่พอยังกอดตอบอีก...มิรู้หรืออย่างไรว่าเขาเสแสร้งแกล้งทำ มีอย่างที่ไหนอากาศสบายถึงเพียงนี้ยังบอกหนาว

เย่ซืออวิ๋นกอดลู่ถิงอวี่อยู่พักหนึ่งก่อนจะกลับไปนั่งดีๆ ข้างอีกฝ่าย รถม้าเริ่มเคลื่อนตัว เขาพาหรงหวันมาด้วยและน้องสี่คงพาเจิ้งปินมา องครักษ์เจิ้งคล้ายจะเป็นเงาตามตัวองค์ชายสี่ไปเสียแล้ว หาใช่เพราะเจิ้งปินจะทำอย่างนั้นหรอก แต่น้องชายตนน่ะสิที่ลากอีกฝ่ายให้ไปไหนมาไหนด้วยราวอันธพาลโต

“น้องสี่กับถิงอวี่มาวัดเกาเสียงเพราะเหตุใดหรือ?”

“ข้ามาเพราะข่าวสารที่ให้เจิ้งปินไปบอกท่านนั่นล่ะ มาดูลาดเลาสักเล็กน้อยว่าพรุ่งนี้จะมีเรื่องสนุกอันใดให้ชม”

“ถิงอวี่เล่า?”

“คิดถึงเจ้า” น้ำเสียงไพเราะเอ่ยอย่างอ่อนหวาน ทำให้เย่ซืออวิ๋นพวงแก้มร้อนผ่าว ถลึงตาโตๆ ของตนเองใส่คนที่พูดคำหวานไม่รู้เวล่ำเวลา ส่วนเย่หานนั้นยกมือขึ้นปิดจมูกอย่างเหม็นกลิ่นความหวานที่อบอวลไปทั่ว

 

ไม่ไหวๆ ยิ่งโตพี่ลู่ยิ่งปากหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้ามากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

 

คุณชายหยกยาวถูกมือเรียวฟาดไหล่เอาเบาๆ หนึ่งที เลยหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวตอบ “ข้ามาดูเรื่องการวางตำแหน่งองครักษ์คุ้มกันน่ะ ซืออวิ๋นก็รู้ดีว่าองค์ชายรัชทายาทย่อมเป็นห่วงว่าที่คู่หมั้นของตนเพียงไร”

“อ้อ...น้องรองนี่ล่ะก็นะ ถ้าไม่ติดว่าเขางานยุ่งคงมาจัดการด้วยตนเองไปแล้ว” พี่ใหญ่ส่ายหน้าขำอย่างรู้นิสัยน้องชายตนเองดี...น้องรองก็เหมือนเสด็จพ่อ

 

ขี้หวงเหมือนกัน

ไม่สิ...น้องสี่ก็ใช่ ส่วนน้องสาม...รายนั้นยังมิเจอคนที่ต้องตาต้องใจ แต่เย่ซืออวิ๋นมั่นใจว่าอย่างนักเลงโตนั่นต้องขี้หวงที่สุดอีกผู้หนึ่งเป็นแน่

 

“หึๆ ใครใช้ให้มีคนคิดรังแกว่าที่คู่หมั้นพี่รองกันเล่า...พี่สามส่งข่าวมาบอกว่าฉินฮวาซิงเดินทางจากชายแดนแคว้นเว่ยมานานแล้ว เดิมทีนางควรถึงเมืองฝูหยางหลายวันก่อน แต่ดูเหมือนนางจะจงใจเดินทางให้ช้าลงและเพิ่งจะถึงจวนสกุลฉินวันนี้” เย่หานหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจความคิดสตรีผู้นี้เท่าไหร่นัก แต่ก็มิได้ไม่ชอบนางมากเหมือนสตรีสกุลฉินคนอื่นๆ

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า ก่อนจะยิ้มพรายคล้ายวางแผนอันใดอยู่ “เช่นนั้นก่อนเข้าวังวันนี้...ข้าจะแวะไปเยี่ยมเยียนท่านตาสักหน่อย นำของขวัญไปมอบให้บรรดาน้องสาวพี่สาวที่จะมาไหว้พระขอพรด้วย” 

เย่หานกับลู่ถิงอวี่หัวเราะขำ องค์ชายใหญ่ของพวกเขาเติบโตขึ้นเป็นแมวที่มีเขี้ยวเล็บแหลมคมแต่มิค่อยนำออกมาใช้ และน่ารักน่าเอ็นดูเพิ่มขึ้นด้วย...ปากบอกว่าจะแวะไปเยี่ยมเยียน นำของไปให้ แต่เจตนาจริงๆ แล้วก็คงตั้งใจไปดูท่าทีและสืบข่าวคราวกระมัง และสกุลฉินก็ต้องเต็มใจเปิดประตูให้องค์ชายใหญ่เข้าไปด้วย...

“เจ้าเล่ห์” เสียงชมแผ่วเบาทำให้องค์ชายใหญ่หันไปเชิดหน้าใส่คุณชายหยกขาว หรี่ดวงตากลมโตคู่สวยของตน คล้ายจะถามว่าข้าเจ้าเล่ห์แล้วจะทำไม จะกล้ามีปัญหาหรือ ท่าทางเช่นนั้นทำให้ลู่ถิงอวี่ได้แต่อมยิ้ม ยื่นใบหน้าของตนไปเอ่ยกระซิบข้างหูของเย่ซืออวิ๋น “และงดงามที่สุด”

คนหูดีอย่างเย่หานถึงับกลอกตาและทำสีหน้าเหม็นเบื่อขึ้นมาทันที ส่วนคนถูกชมอย่างองค์ชายใหญ่นั้นก็แก้มแดงไปตามระเบียบ ซุกหน้ากับไหล่ของลู่ถิงอวี่กำลังชั่งใจว่าควรกัดไหล่อีกฝ่ายข้อหาชอบใช้คำพูดรังแกกันดีหรือไม่

“ข้าชักจะทนนั่งอยู่ในนี้ไม่ไหวเสียแล้ว”

“เช่นนั้นเจ้าก็ไปเสียสิ” ลู่ถิงอวี่ออกปากไล่อย่างไม่เกรงใจ

“เรื่องอะไรเล่า ขืนข้าไม่อยู่พี่ลู่ก็จะถือโอกาสกินเต้าหู้พี่ใหญ่ของข้ามากขึ้นมิใช่หรือ...เช่นนั้นข้าอยู่ให้ท่านขวางหูขวางตาเล่นจะดีกว่า” เย่หานเลิกคิ้วยียวน คว้าขวดสุราบนโต๊ะเล็กๆ มาดื่มต่อ ลู่ถิงอวี่หรี่ตาลงมององค์ชายสี่แวบหนึ่งและกลับมาสนใจคนที่ซุกไหล่เขาอยู่แทน...องค์ชายสี่ไม่น่าสนใจเท่าซืออวิ๋นของเขาหรอก

รถม้าเคลื่อนผ่านมาได้สักพักก็ถึงหน้าตำหนักขององค์ชายสี่แล้ว เย่หานเพิ่งย้ายออกมามีตำหนักนอกวังเป็นขอตนเองเมื่อไม่นานมานี้ เดิมทีเสด็จแม่กับเสด็จพ่อก็จะรั้งเขาไว้ในวังสักพักอยู่หรอก เพียงแต่เย่หานมีเรื่องให้ต้องทำ การออกมาอยู่นอกวังจะสะดวกกับหน่วยลับอย่างเขามากกว่า 

“พี่ใหญ่จะแวะไปจวนสกุลฉินก่อนเข้าวังใช่หรือไม่?”

“อื้อ...น้องสี่ดูแลตัวเองด้วยเล่า อย่าซุกซนเกินไปนัก พักผ่อนเยอะๆ กินข้าวให้ครบทุกมื้ออย่าได้ขาด ถ้าไม่สบายใจก็ไปหาข้าได้”

ฟังคำบ่นเช่นนั้นแล้วเย่หานก็ได้แต่พยักหน้ารับ...ขืนเขาไม่พยักหน้าสิ ถูกถลึงตาใส่และถูกฟาดเป็นแน่ 

“ฮึ เจ้าพยักหน้าไปส่งๆ นั่นล่ะข้ารู้ดี...เจิ้งปินอย่าลืมดูแลน้องสี่ด้วยนะ ถ้าเขาดื้อก็ตีได้เลย” เย่ซืออวิ๋นหันไปพูดกับท่านองครักษ์เจิ้งที่คลี่ยิ้มน้อยๆ มาให้เขา เย่หานมองตามสายตาพี่ชายแล้วหัวเราะหึในลำคออย่างเจ้าเล่ห์

“ข้าก็อยากให้องครักษ์เจิ้งลอง ‘ตี’ ดูบ้างเหมือนกัน” แล้วดูสิว่าผู้ใดกันแน่ที่จะถูกตีน่ะ

เห็นท่าทางราวอันธพาลโตของน้องชายแล้วเย่ซืออวิ๋นได้แต่ตบไหล่เจิ้งปินอย่างให้กำลังใจ ส่วนเจิ้งปินก็ยังคงหน้านิ่งไม่เปลี่ยนแปลง เย่หานกำชับพี่ชายตนอีกหลายประโยก่อนจะหมุนตัวเข้าตำหนักของตนเองไป เย่ซืออวิ๋นมองตามแผ่นหลังทั้งทั้งคู่แล้วส่ายหน้า ก่อนจะหันไปบอกหรงหวันที่ยามนี้กลายมาเป็นคนบังคับม้าไปเสียแล้ว “ไปจวนสกุลฉินสักครู่นะหรงหวัน”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

เย่ซืออวิ๋นปล่อยผ้าม่านลงก่อนจะกลับไปนั่งพิงเบาะนุ่มๆ ในรถม้าเช่นเดิม ตักของเขาพลันถูกศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำเงางามดุจเส้นไหมวางลงมา ลู่ถิงอวี่ยิ้มจางซุกหน้ากับตักนุ่มๆ เอ่ยเรียกเสียงเบา “ซืออวิ๋น...”

“หืม?”

“วันนี้ตอนที่เจ้าคุยกับไต้ซือเกาเสียง...ข้าได้ยินทั้งหมด” 

เย่ซืออวิ๋นชะงักมือของตัวเองที่กำลังจะเกี่ยวพันเส้นผมของลู่ถิงอวี่เล่น ก่อนจะถอนหายใจ ใบหน้างามยกยิ้มจาง...ความจริงแล้วลู่ถิงอวี่ไม่จำเป็นต้องบอกเขาก็ได้ว่าตัวเองได้ยินการสนทนาของเขากับไต้ซือเกาเสียง แต่อีกฝ่ายก็ทำตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าจะบอกเขาทุกเรื่องถ้าหากบอกได้หรือเขาถาม

“มีบางอย่างที่ข้าไม่ได้บอกเจ้า เพียงแต่ข้าเองก็ให้สัญญา...ว่าถ้าหากก้าวผ่านมันไปได้แล้ว ข้าจะบอกถิงอวี่ดีหรือไม่...ทุกเรื่องเลย”

“ได้สิ...ข้าจะรอวันนั้น” ลู่ถิงอวี่สอดมือประสานกับมือเรียวที่กำลังเล่นกับเส้นผมของเขา หลับตาลงซึมซับกลิ่นหอมของน้ำค้างอ่อนๆ อันเป็นกลิ่นประจำกายองค์ชายใหญ่ “แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ทำให้เจ้าไม่สบายใจก็ไม่ต้องพูดก็ได้”

 

เพราะใดๆ ก็ไม่สำคัญเท่าเจ้า

 

เย่ซืออวิ๋นเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการสื่อก็เลยคลี่รอยยิ้มหวาน ก้มหน้าลงจนแทบจะชนกับคนที่นอนตักตนอยู่ ยามลู่ถิงอวี่ลืมตาขึ้นมาก็เห็นใบหน้างามอยู่ใกล้เพียงนิด เห็นรอยยิ้มงามแย้มกว้าง ดวงตาคู่สวยที่กำลังสะท้อนภาพของตนอยู่ข้างใน เส้นผมสีดำยาวคลอเคลียข้างแก้มขาวผ่อง ปลายจมูกโด่งเลื่อนมาแตะเบาๆ ที่หน้าผากของลู่ถิงอวี่ก่อนจะยืดตัวขึ้นแล้วกลับไปพิงเบาะนุ่มเช่นเดิม เสียงนุ่มนวลเอ่ยขึ้นท่ามกลางความสงบเงียบและความอบอุ่นภายในรถม้า

“ขอบใจนะถิงอวี่ของข้า”

ลู่ถิงอวี่ได้แต่หลับตาลงอีกครั้ง พลิกตัวซุกหน้ากับหน้าท้องขององค์ชายใหญ่ พยายามสงบสติอารมณ์ของตนเองให้เยือกเย็นไม่เผลอรังแกคนงามที่เดี๋ยวนี้ชมชอบทำให้เขาหมดความอดทนอยู่เรื่อย เพราะถ้าหากมองหน้าของซืออวิ๋นต่อรับรองความนี้เขาได้ล่วงเกินองค์ชายใหญ่ให้ฝ่าบาทพิโรธเป็นแน่

 

ลูกแมวโตขึ้นแล้วเขี้ยวคมเล็บคมและช่างยั่วไม่มีผู้ใดเกินเลย!

 

……ต่อ……

 

แม้ปากบอกว่าจะนำของมาฝากบรรดาพี่สาวน้องสาวทั้งหลายที่จวนสกุลฉิน แต่เย่ซืออวิ๋นก็หาได้นำสมบัติในคลังของตนเองออกมาสักชิ้นไม่ เขาแวะที่ร้านขายเครื่องประดับชื่อดังของเมืองหลวง หยิบส่งๆ ใส่ถาดแล้วก็ไปจ่ายเงินอย่างไม่ใส่ใจ ต่างกับเวลาที่ค่อยๆ เลือกเครื่องประดับฝากฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย และหยางฉิงมากเหลือเกิน ตอนนั้นน่ะองค์ชายใหญ่ใส่ใจทุกรายละเอียดเลยทีเดียว ทำให้ลู่ถิงอวี่ที่นั่งรออยู่ได้แต่อมยิ้มกับความแสบสันต์ที่น่าเอ็นดูขององค์ชายใหญ่

พวกเขาใช้เวลาไม่นานจากนั้นก็ไปยังจวนสกุลฉิน องครักษ์ที่หน้าจวนเห็นองค์ชายใหญ่เสด็จมาก็รีบเปิดประตูต้อนรับให้เข้ามาทันที ส่วนลู่ถิงอวี่นั้นปฏิเสธไม่เข้าไปเพราะเมื่อวันก่อนในท้องพระโรงเขาเพิ่งถวายฎีกาถึงการทำงานของฉินเหวินไปว่าเจ้าตัวอาจติดสินบน ทำให้ฉินเหวินถูกพักงานและอาจจะต้องหลุดพ้นจากตำแหน่งสำคัญในกรมโยธาธิการ

 

คนตระกูลฉินคงชังน้ำหน้าเขาไม่น้อยอยู่หรอก...

แต่ยังก่อน แค่พักงานฉินเหวินน่ะธรรมดาเกินไป...ของจริงคือต่อจากนี้

 

เย่ซืออวิ๋นสามารถเดินเล่นในจวนสกุลฉินได้อย่างคุ้ยเคยยิ่งนัก เพราะเขามาที่นี่บ่อยมาก คนภายนอกร่ำลือกันว่าองค์ชายใหญ่กตัญญูมิลืมญาติฝั่งมารดา ที่จริงแล้วเย่ซืออวิ๋นแค่มายั่วโมโหคนสกุลฉินเล่นเท่านั้นเอง เหล่าสตรีในสกุลเห็นเขาที่ใบหน้าคล้ายคลึงเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยก็พากันริษยาและอึดอัดทุกครั้งที่ต้องเจอเขา เย่ซืออวิ๋นก็ชอบที่จะเห็นดังนั้น ท่านตากับบรรดาท่านลุงท่านป้าที่ต่อให้ถูกเขาทำให้โมโหแทบตายอย่างไรก็ต้องไว้หน้าเขา

“วันนี้ท่านตาไม่อยู่หรอกหรือ?” เย่ซืออวิ๋นถาม

“นายท่านผู้เฒ่าออกไปข้างนอกพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

องค์ชายใหญ่ปั้นสีหน้าเสียใจและเสียดายอย่างที่สุดออกมาก่อนจะส่ายศีรษะเบาๆ “เสียดายยิ่ง เรามีเรื่องอยาจะมาปรึกษาท่านตาอยู่ด้วย...ช่างเถิดท่านตามีธุระเราเข้าใจดี ประเดี๋ยวยกกล่องเหล่านี้ไปให้บรรดาพี่สาวทีนะ ได้ยินว่าพวกพี่สาวจะไปไหว้พระที่วัดเกาเสียงในวันพรุ่ง เราเลยนำพวกเครื่องประดับมาให้”

“พ่ะย่ะค่ะ”

เย่ซืออวิ๋นคลี่รอยยิ้มที่ทำให้เหล่าข้ารับใช้ทั้งหมดตกตะลึงและนิ่งค้างไปหนึ่งหน ก่อนจะเดินไปแถวสวนภายในจวน ระหว่างทางเดินเย่ซืออวิ๋นก็พบกับท่านป้าใหญ่ของสกุลฉินเข้าเสียก่อน...นางเป็นบุตรสาวคนโตของสกุลฉินมารดาของฉินฮวาซิง ส่วนสามีของนางนั้นเสียไปแล้วนางเลยกลับมาอยู่กับสกุลเดิม ที่จริงบุตรสาวที่แต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป...แต่ใครให้นางกำเนิดฉินฮวาซิงที่ฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่เด็กเล่า สกุลฉินเลยรับนางกลับมา 

เรื่องนี้ไม่ต้องให้ใครสืบ ในจดหมายของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยก็ระบุไว้ชัดเจน แล้วนางก็เป็นคนที่ไม่ชอบเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยของเขาเอามากๆ แต่ต่อหน้าเขาที่เป็นองค์ชายไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องนอบน้อมอยู่ดี

“องค์ชายใหญ่...ถวายพระพรเพคะ”

“ท่านป้า” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้ายิ้มๆ ท่าทางเช่นนั้นทำให้คนที่ก้มหน้าอยู่กำผ้าเช็ดหน้าแน่นไปอีก...

 

องค์ชายใหญ่ผู้นี้ยิ่งเติบโตยิ่งงดงาม...งามล้ำยิ่งกว่าฉินกุ้ยเฟยที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นสตรีที่งดงามที่สุดในเมืองหลวงเมื่อหลายปีก่อนเสียอีก

ต่อให้นางชังน้ำหน้าอย่างไรนางก็จำเป็นต้องทำดีกับอีกฝ่าย...เพราะองค์ชายใหญ่ผู้นี้สามารถเป็นสะพานไปสูงสู่ตำแหน่งพระชายาในองค์ชายรัชทายาทของลูกสาวนางได้

 

“ท่านป้าดูสีหน้ามิค่อยดีเท่าไหร่ มีอะไรที่เราพอจะช่วยได้บ้างหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นถามอย่างห่วงใย ดูอย่างไรก็เป็นหลานชายที่แสนดี ทำให้คนมองใจชื้นจนอยากจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง

“คือว่า...องค์ชายเพคะ เฮ้อ...หม่อมฉันกังวลใจอยู่เรื่องเดียว ในฐานะที่เป็นแม่คนแล้ว...บุตรสาวของหม่อมฉัน...”

“ทำไมหรือ?” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาทำสีหน้าใสซื่อไม่รู้เรื่องราวอันใดทั้งๆ ที่เขาจงใจถามและก็รู้ว่านางจะยกเรื่องนี้มาพูด...ใต้หล้าต่างรับรู้ว่าองค์ชายใหญ่เป็นไข่มุกในมือของฮ่องเต้เย่เทียนหลง วาจาของเขานั้นประโยคเดียวก็ทำให้ฮ่องเต้ทรงรับฟังได้แล้ว ถ้าหากเย่ซืออวิ๋นช่วยพูดเรื่องการแต่งงานของฉินฮวาซิงล่ะก็...

“ฮวาซิงของพวกเรานั้นทั้งงดงาม ทั้งกริยามารยาทเรียบร้อย มีความสามารถ...แต่นางอายุจะยี่สิบแล้วยังไม่ได้ออกเรือน หม่อมฉันเกรงว่า...ฮวาซิงจะเสียใจเพคะ”

มิใช่ไม่มีใครสนใจฉินฮวาซิง คุณชายสกุลดีในเมืองหลวงทั้งหลายส่งแม่สื่อมาไม่เว้นวัน เพียงแต่ฉินฮวาซิงมักหลบอยู่แต่ในสำนักหมอหลวง หรือไม่ก็สถานที่รักษาคนไข้ที่พวกผู้มีสกุลเหล่านั้นไม่อยากเฉียดไปใกล้ บางทีนางก็ไปส่งยาสมุนไพรและรักษาทหารแถวชายแดน และสกุลฉินเองก็คิดว่าสตรีคนนี้สามารถปูทางไปสู่อำนาจให้สกุลได้มากกว่านี้

 

อย่างที่ฉินกุ้ยเฟยเคยทำ...

 

“อ้อ...เช่นนั้นท่านป้าไม่ต้องกังวลไป” เย่ซืออวิ๋นจงใจกระซิบเสียงเบา “เราได้ยินฮองเฮาพูดว่าการไปไหว้พระที่วัดเกาเสียงครานี้พระนางจะเลือกพี่ฮวาซิงให้ไปช่วยคัดคัมภีร์พระธรรมให้...เพียงคนเดียว”

“จริงหรือเพคะ!” นางเบิกตากว้างอย่างดีใจยิ่ง ก่อนจะรีบเก็บอาการเสียกริยาของตัวเองทันที การที่ฮองเฮาคัดเลือกฮวาซิงของนางก็หมายความว่า...ฮวาซิงกำลังเป็นที่ต้องตาต้องใจของฮองเฮาและจะแต่งตั้งให้นางเป็นพระชายาขององค์ชายรัชทายาทมิใช่หรือ!

“จริงสิ...วันนี้เราเลยนำเครื่องประดับมามอบให้พี่ฮวาซิง ของภายในกล่องนี้เราเลือกเองกับมือเลยนะ ในเมื่อเจอท่านป้าแล้วก็ฝากท่านป้ามอบให้พี่ฮวาซิงด้วยแล้วกัน” เย่ซืออวิ๋นให้หรงหวันที่ตามติดมาด้วยยื่นกล่องไม้ให้ ก่อนจะยิ้มจาง “เรายังต้องเข้าวังอีก...คงต้องกลับก่อน”

“น้อมส่งองค์ชายเพคะ...หม่อมฉัน หม่อมฉันขอฝากองค์ชายทูลถึงความสามารถของฮวาซิงเบื้องพระพักตร์บ้างสักเล็กน้อยจะได้หรือไม่เพคะ ลูกคนนี้ทำหม่อมฉันกังวลใจเหลือเกิน”

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า ก่อนจะยิ้ม “ได้สิ”

 

แต่จะพูดให้เสด็จพ่อฟังอย่างไรก็เรื่องของเขาล่ะนะ...

 

“ขอบพระทัยองค์ชายยิ่งนักเพคะ”

“ไม่เป็นไร...ก็เราเป็น ‘ญาติ’ กันนี่” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะในใจตรงคำว่าญาติ คนเหล่านี้คิดจะใช้ประโยชน์จากเขาเพื่อไปสู่หนทางของอำนาจ เขาก็จะให้ใช้...แต่อยู่ที่ว่าจะเป็นไปตามที่คนเหล่านี้คิดหรือไม่นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

ดวงตากลมโตคู่สวยมองกล่องเครื่องประดับที่อยู่ในมือของท่านป้าใหญ่แล้วก็ถอนหายใจแผ่ว...อย่างน้อยของในกล่องนี้เขาก็ตั้งใจเลือกกว่ากล่องอื่น

 

และหวังว่าท่านจะเข้าใจ...

 

...........

 

หลังกลับจากจวนสกุลฉินเย่ซืออวิ๋นก็ตรงเข้าวังหลวงทันที เขามาตำหนักจิ้งหยางโดยไม่แวะไปที่ไหนก่อน เกาจิ้งรีบมาต้อนรับและเชิญองค์ชายใหญ่เข้าไปด้านในโดยไม่ต้องรับสั่งอนุญาตจากนายเหนือหัว...ส่วนคนหลังอย่างคุณชายลู่นั้นท่านมหาขันทีประจำพระองค์ได้แต่มองอย่างเห็นใจและก็เชิญอีกฝ่ายเข้าไปด้วยเช่นกัน

 

คุณชายขอรับมิใช่เมื่อวันก่อนฝ่าบาทเพิ่งไล่ท่านมิให้มาที่นี่อยู่เลยมิใช่หรือ...

 

“เสด็จพ่อ” เย่ซืออวิ๋นส่งเสียงเรียกสดใส ประสานมือคำนับหนึ่งรอบก็รีบวิ่งไปหาฮ่องเต้ที่นั่งทำงานอยู่ทันที เห็นคนที่คอยแยกกองฎีกาอยู่ข้างๆ แล้วก็ทักทายเสียงใสด้วย “ท่านอาจารย์ลู่”

“ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะองค์ชายใหญ่” ลู่จิงคลี่รอยยิ้มเอ็นดู เขาประสานมือโดยที่ไม่ได้ลุกขึ้นยืน เพราะบนตักเต็มไปด้วยกองฎีกา ถ้าหากลุกขึ้นมีหวังได้จัดใหม่อีกรอบเป็นแน่ องค์ชายใหญ่ก็รีบโบกไม้โบกมือว่าไม่ต้องมาพิธี พลางมองเสด็จพ่อของตนตาแป๋ว

ฮ่องเต้เย่เทียนหลงในวัยสี่สิบกลางๆ นั้นยังคงมีพระพักตร์หล่อเหลาไม่เปลี่ยน พระเนตรคมกล้ายิ่งขึ้นกว่าเดิม ทวีอำนาจและบารมีของผู้ปกครองแว่นแคว้นยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีก ยามที่มีม่านมาลาบังพระพักตร์ในงานใหญ่ๆ ก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วแล้ว ยามนี้ไร้ม่านมาลาบดบัง สวมเพียงอาภรณ์สีดำลายมังกรเก้าตัว รวบผมง่ายๆ ดูปล่อยตัวทว่ากลับมิได้ลดทอนความหล่อเหลาลงเลยแม้แต่น้อย...

“มองข้าทำไมหรือเจ้าตัวน้อย...อ้อ...ลู่ถิงอวี่ข้ามิได้บอกเจ้าหรือว่าสองสามวันนี้อย่าได้มาตำหนักจิ้งหยางอีก” เย่เทียนหลงหันไปหรี่ตามองคุณชายหยกขาวที่คำนับเขาเสร็จก็ยืดตัวตรงคลี่ยิ้มจางอยู่ด้านหลังเจ้าตัวน้อยของพระองค์

 

เจ้าคนที่ตามติดบุตรชายคนอื่นยิ่งกว่าเงาตามตัว!

 

“กระหม่อมเป็นห่วงท่านพ่อพ่ะย่ะค่ะ เลยมาดู...ทำให้ฝ่าบาทขุ่นเคืองพระทัยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” 

“เสด็จพ่อ...ถิงอวี่มาเป็นเพื่อนลูกด้วย อย่าทรงดุเขาเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่กระพริบตาปริบๆ ออดอ้อนพระบิดาได้อย่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง จนเกาจิ้นได้แต่ก้มหน้าลงหัวเราะ...ตอนยังเยาว์องค์ชายใหญ่อ้อนได้อย่างน่ามองแล้ว ตอนโตก็ไม่ต่างกันนักหรอก

 

ฝ่าบาทไม่เคยพระทัยแข็งได้หรอก

 

“เจ้านี่นะ ถูกคนเจ้าเล่ห์นั้นหลอกเอาแล้วก็ยังไปเข้าข้างเขาอีกเจ้าตัวน้อย” เย่เทียนหลงถอนหายใจ พลางดึงแก้มป่องๆ ของเย่ซืออวิ๋นเบาๆ 

 

องค์ชายใหญ่หน้ายุ่ง เขาสวมกวานแล้ว อีกปีกว่าก็จะสวมกวานอีกครั้งและเป็นผู้ใหญ่อย่างเป็นทางการ เสด็จพ่อก็ยังชมชอบเรียกว่าเจ้าตัวน้อยไม่เปลี่ยน...เขาอยากเป็นเจ้าตัวใหญ่บ้างนี่

 

ลู่ถิงอวี่มองคนที่อ้อนอย่างน่าเอ็นดูด้วยแววตารักใคร่อย่างที่สุด ก่อนจะเดินไปช่วยท่านพ่อของตนเองจัดการกองฎีกา ที่เขาบอกว่าเป็นห่วงท่านพ่อของตัวเองนั้นก็ไม่ใช่โกหก เพราะหลายวันมานี้ท่านพ่อดูจะมีอาการไม่ค่อยสบายเท่าไหร่นัก “ข้าทำเองขอรับ...ท่านพ่อดีขึ้นหรือไม่?”

“ข้าบังคับให้เขาดื่มยาสมุนไพรแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วง” ไม่ทันที่ลู่จิงจะได้เป็นฝ่ายอ้าปากตอบฮ่องเต้เย่เทียนหลงก็เป็นคนที่เอ่ยพระโอษฐ์ตอบขึ้นมาแทน พลางมองท่านอัครเสนาบดีอย่างระอาใจแวบหนึ่ง

 

ดื้อเป็นที่หนึ่ง...แล้วยังฝืนตัวเองเก่งไม่แพ้ใครหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะเย่เทียนหลงรู้จักลู่จิงมานานก็คงมองไม่ออก ลู่จิงน่ะเก็บอาการเก่ง

 

ท่านอัครเสนาบดีที่โดนทั้งนายเหนือหัวทั้งลูกชายบ่นได้แต่ยิ้มจาง มองลู่ถิงอวี่ที่หยิบจับฎีกาไปจัดการเองแล้วก็มองเย่เทียนหลงแวบหนึ่งอย่างยอมแพ้ ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็หัวเราะเบาๆ แทน

ท่านอาจารย์ลู่น่ะปกติก็เก่งกาจมากความสามารถอยู่หรอก แต่สู้ถิงอวี่กับเสด็จพ่อไม่ได้สักที สองคนนี้น่ะเป็นสองคนในใต้หล้าที่สามารถทำให้ท่านอัครเสนาบดีจนด้วยคำพูดได้

 

“เช่นนั้นราตรีนี้กระหม่อมคงต้องฝากท่านพ่อให้ฝ่าบาททรงช่วยดูแลแล้ว...จะเป็นการรบกวนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่จัดการกองฎีกาทั้งหมดไปเรื่อยๆ มือขาวเรียวของเขานั้นคลี่อ่านและแยกประเภทได้อย่างรวดเร็ว

ฮ่องเต้พยักหน้า ดึงแก้มลูกชายที่นั่งเฉยๆ ไม่ได้ต้องเอื้อมมือไปหยิบขนมของเขามากิน...เจ้าตัวตะกละน้อยนี่กี่ปีก็ไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ “แล้วอย่างไร? เจ้าจะมีข้อแม้หรือไม่เล่า”

 

ปกติเจ้าลู่ถิงอวี่น่ะมักมีข้อต่อรองมาต่อรองกับพระองค์เสมอ...นักต่อรองตัวฉกาจที่ต่างแคว้นต่างก็เข็ดขยาด ไม่อยากเจอหน้า...เพราะเสียเปรียบและสู้วาทศิลป์ของเจ้าคนหน้ายิ้มนี่ไม่ได้

 

ลู่ถิงอวี่ยิ้ม มององค์ชายใหญ่ที่กำลังเท้าคางมองเขาอยู่...สบตาเขาราวกับรอฟังว่าเขาจะทำอย่างไร แม้จะจัดกองฎีกาไปด้วยแต่ว่าลู่ถิงอวี่ก็สามารถใช้สายตามององค์ชายใหญ่ได้ เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของคุณชายลู่เขา

“หนนี้กระหม่อมไม่มีข้อแม้ใดพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่อยากรบกวนฝ่าบาทช่วยติเตียนนิสัยดื้อเงียบของท่านพ่อสักเล็กน้อย” ลู่ถิงอวี่ละสายตาจากเย่ซืออวิ๋นไปมองบิดาตัวเอง “ฝืนตัวเองไม่ใช่เรื่องดีเลย ถ้าไม่สบายขึ้นมาแล้วตัวเองก็ลำบากนะขอรับท่านพ่อส่วนงานเหล่านี้กระหม่อมจะจัดการเองพ่ะย่ะค่ะ”

 

ดู...ดูเข้าเถิด นี่เจ้าเป็นลูกชายข้าหรือเป็นพ่อข้ากันแน่นะอาถิง!

นับวันเจ้ายิ่งนิสัยเหมือนฮ่องเต้

 

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะอย่างเบิกบานใจ ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยกับลู่ถิงอวี่ ท่านอาจารย์ลู่น่ะดื้อเงียบจริงๆ นั่นล่ะ ต้องฝากเสด็จพ่อของตนให้ช่วยดูแลแล้ว “เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ...วันพรุ่งที่วัดเกาเสียง ลูกอยากจะตามไปด้วยอย่างลับๆ จะทรงอนุญาตหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว หันไปรับสั่งให้เกาจิ้นยกชาและขนมมาเพิ่มอีก เพราะเวลาไม่นานเจ้าตัวตะกละน้อยก็กินขนมหมดจานไปเสียแล้ว กงกงใหญ่ที่สั่งให้คนเตรียมไว้แล้วอย่างรู้ใจนั้นก็รีบยกขึ้นโต๊ะถวายองค์ชายใหญ่ทันที และยังนำไปวางข้างๆ ลู่ถิงอวี่ด้วย

“เจ้าจะไปก็ได้ เพราะคงมีคนตามเจ้าไปด้วยแน่ๆ” เย่เทียนหลงปรายตามองลู่ถิงอวี่ “จากข่าวของเย่หาน เย่เฟิงเองก็คงอาจจะตามไปอย่างลับๆ” 

 

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า...น้องรองเป็นห่วงน้องฉิงแน่นอนอยู่แล้ว

 

“ระมัดระวังตัวเล่าเจ้าตัวน้อย อย่าได้มีแผลกลับมา”

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ...”

“อ้อ...แล้วก็หนทางสู่การเป็นองค์ชายว่างงานของเจ้าน่าจะยากเย็นขึ้นอีก วันพรุ่งในท้องพระโรงจ้าวจงจะถูกปลดจากตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการ” เย่เทียนหลงเอ่ยเรียบๆ ส่วนคนฟังก็เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย หันไปมองลู่ถิงอวี่ราวจะถามว่าฝีมือเจ้าหรือเปล่า คุณชายลู่ก็ส่ายหน้าเบาๆ ตอบกลับมา

“ขงหยวนถวายฎีกาความผิดของและละเลยหน้าที่ของจ้าวจงต่อฝ่าบาทโดยตรงพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย และขุนนางคนอื่นก็ถวายฎีการ้องเรียนตามมาพ่ะย่ะค่ะ เขาไม่มีทางครองตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการไว้ได้อีกแล้ว” ลู่จิงที่ลุกขึ้นมาชงชาให้ฮ่องเต้เย่เทียนหลงและองค์ชายใหญ่นั้นเป็นฝ่ายตอบก่อน 

เย่ซืออวิ๋นมองเสด็จพ่อของตัวเองเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าหงึก...เขาเชื่อว่าเบื้องหลังต้องเป็นการลงมือของเสด็จพ่อเป็นแน่ มิเช่นนั้นแล้วอยู่ดีๆ เหตุใดบรรดาขุนนางทั้งหลายที่กลัวเกรงบารมีสกุลจ้าวถึงถวายฎีกาพร้อมๆ กันได้เล่า

“หึ ข้าขัดตาจ้าวจงมานาน เจ้าขอให้น้องชายเจ้าไม่ต้องทำอะไร แต่ไม่ได้ขอกับข้านี่” ฮ่องเต้ผู้เอาแต่พระทัยตนเองว่าด้วยพระพักตร์นิ่งๆ ทำเอาองค์ชายใหญ่กับท่านอัครเสนาบดีได้แต่ถอนหายใจยาว

ความจริงแล้วฝ่าบาทเพียงแค่เกลียดที่เจ้าจงกล้าโยนงานให้องค์ชายใหญ่ ก่อนที่องค์ชายใหญ่จะนึกอะไรขึ้นมาได้เสียก่อน เจ้าตัวกระพริบตาปริบๆ ยื่นมือไปแตะแขนแกร่งของเสด็จพ่อไว้คล้ายจะอ้อนขออะไรสักอย่าง

“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ เรื่องปลดจ้าวจงชะลอไว้ก่อนได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ หลังกลับมาจากวัดเกาเสียงลูกจะนำเรื่องนี้ไปบ่นต่อหน้าท่านตา แล้วบอกว่าอยากนั่งตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการ...เมื่อพวกเขาลงมือ เสด็จพ่อค่อยออกราชโองการปลดจ้าวจง”

“สกุลจ้าวจะได้ขัดแย้งกับสกุลฉินแทนสินะ...ซืออวิ๋นเก่งยิ่งนัก” ลู่ถิงอวี่มองลูกแมวน้อยเล็บคมอย่างเอ็นดู “เช่นนั้นเรื่องนี้ยกให้กระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

ลู่ถิงอวี่ขยันอาสา แม้เขาจะมีงานล้นมือแต่ก็ยังสามารถเจียดเวลามาจัดการคนที่บังอาจเคยแกล้งเมฆางามของตนได้

“ยกให้เจ้าก็ได้” เย่เทียนหลงยื่นแก้วชาให้ลู่จิงเอาไปดื่ม ยื่นมือไปยีหัวลูกชายเบาๆ องค์ชายใหญ่ที่แม้จะสวมกวานครั้งแรกแล้วและงดงามจนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วแคว้นทำตาแป๋วถามพระบิดาเสียงใส

“เสด็จพ่อจะได้เวลาเสวยแล้วหรือยังพ่ะย่ะค่ะ ลูกหิวยิ่งนัก”

เย่เทียนหลงแหงนหน้าหัวเราะลั่นกับความตะกละของเจ้าตัวน้อยที่กี่ปีๆ ก็ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ยังคงเห็นตำหนักจิ้งหยางของพระองค์เป็นที่กินของอร่อยอยู่เสมอ กระทั่งพ่อลูกสกุลลู่ยังอมยิ้มอย่างเอ็นดู ส่วนเกาจิ้นก็ต้องรีบไปเร่งห้องเครื่องให้ยกอาหารเข้ามาได้แล้ว

 

ตำหนักจิ้งหยางอันใหญ่โตโออ่ารายล้อมด้วยความอบอุ่นจางๆ อย่างที่เคยเป็นมาเสมอ แม้บรรดาองค์ชายทั้งหลายจะออกไปอยู่นอกวังกันหมดแล้ว แต่ก็มักแวะเวียนมาที่นี่อยู่ตลอด

 

...........

 

“พี่ใหญ่เจ้าคะ พี่เตรียมการเรียบร้อยแล้วใช่ไหมเจ้าคะ...วันพรุ่งจะไม่มีผู้ใดจับได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

“เจ้าจะกลัวอะไร ถ้าหากมีใครจับได้พวกเราก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ไปสิ”

“ใช่...พวกเจ้าสองคนต้องทำตัวให้แนบเนียน อย่าให้ผู้ใดจับได้เด็ดขาด”

“น้องทั้งสองทราบแล้วเจ้าค่ะพี่ใหญ่ ขอบพระคุณพี่ใหญ่นะเจ้าคะที่ช่วยเหลือน้องทั้งสอง”

“เจ้าเป็นน้องสาวร่วมอุทรกับข้า ข้าจะยอมให้เจ้าทนอัปยศได้อย่างไรกัน”

“เมื่อเย็นได้ข่าวว่านางนั่นได้เครื่องประดับงดงาม ท่านป้ายังโอ้อวดอยู่เลยว่าองค์ชายใหญ่รับปากจะช่วยพูดเรื่องหมั้นหมายให้นาง! นางจะได้เป็นว่าที่พระชายาขององค์ชายรัชทาทายาท ข้ายอมไม่ได้เด็ดขาด!!”

“เจ้าไม่ต้องห่วง...ข้าก็อยากรู้นักว่าราชวงศ์จะกล้ารับสะใภ้ที่ชื่อเสียงเน่าเหม็นได้อย่างไร”

“น้องจะรอดูเช่นกันเจ้าค่ะ!”

“ข้าจะรอสมน้ำหน้านางกับนางหยางฉิงนั่น ชอบทำตัวหยิ่งยโสกันนัก!”

“พวกเจ้ารอดูได้เลย”

เสียงบทสนทนาภายในห้องหับมิดชิดที่ดังลอดออกไปนั้นแผ่วเบานัก แต่ถ้าหากเป็นคนหูดีอย่างคนสองคนที่แอบอยู่บนหลังคาโดยที่ไม่มีใครเห็นนั้นกลับได้ยินชัดเจน

 

หนึ่งชุดดำจนกลมกลืนไปกับราตรีกาล และหนึ่งชุดแดงเพลิงเจิดจ้าดุจดวงตะวันในยามค่ำคืน

 

ชายหนุ่มชุดดำยื่นมือไปหิ้วคอคนชุดแดงก่อนจะกระโดดหลบไปยังห้องของตัวเอง คนถูกหิ้วดิ้นไม่หลุดแล้วก็ตีลังกากลับหลังจากนั้นก็ยกเท้าหมายจะถีบผู้ที่บังอาจใช้กำลังกับตนแรงๆ สักที แต่อีกฝ่ายก็รู้ทันเอียงหลบแล้วผลักเจ้าตัวร้ายที่ชอบต่อยตีลงไปนั่งดีๆ

“เจ้า!”

“ดื่มชา” เสียงทุ้มเยือกเย็นว่า มือคว้ากาน้ำชาที่ยังคงอุ่นอยู่รินใส่แก้วก่อนจะยื่นไปให้อีกคน ใบหน้าหล่อเหลานิ่งเรียบ ดวงตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง ทว่า...ก็ยังดูหล่อเหลาหาตัวจับยาก

เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงกำยำที่มีใบหน้าหล่อเหลาเป็นที่ชวนฝันของบรรดาสตรีในเมืองหลวง...ด้วยศักดิ์ฐานะคุณชายสามสกุลฉิน และหัวหน้าประจำหอตำราหลวงประจำสำนักราชบัณฑิตที่อายุน้อยที่สุด อัจฉริยะที่เก่งกาจหาตัวจับยากอีกคน

 

ฉินไห่ฟง

 

“เหอะ! พี่น้องเจ้านี่กระไรกัน เหตุใดจึงวางแผนร้ายกับพี่น้องด้วยกันเองเพราะความริษยานะ ขนาดข้าเป็นคนพรรคมารข้ายังไม่ใจดำอำมหิตถึงเพียงนี้เลย” คนชุดแดงรับชาไปดื่มทีเดียวหมด จากนั้นก็ยื่นแก้วขออีกถ้วย ใบหน้าชวนมองมีเสน่ห์ขณะเดียวกันก็ดูเย้ายวน ดวงตาเรียวคู่นั้นเป็นประกายอิสระตามใจตัวเองอย่างยิ่ง เอ้อระเหยลอยชายยิ่งกว่าสายลม เส้นผมสีดำยาวไม่สวมกวานเพราะรำคาญทั้งๆ ที่เลยวัยสวมกวานมาแล้วนั้นถูกมัดไว้ด้วยเชือกผ้าไหมสีแดง

 

ประมุขน้อยพรรคมาร...เนี่ยรุ่ยเอิน

 

“ความริษยาเป็นบ่อเกิดของความอำมหิต”

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงทำหน้านิ่งเช่นนี้อยู่อีก นี่เจ้าน้ำแข็งพันปี ข้าหรืออุตส่าห์ช่วยคุ้มครองน้องสาวเจ้าให้กลับมาเมืองหลวงอย่างปลอดภัย ขอบคุณข้าสักคำก็ไม่มี แล้วยังทำหน้าที่ใส่ข้าอีก!” เนี่ยรุ่ยเอินหงุดหงิดจนต้องยื่นมือไปต่อยฉินไห่ฟงรัวๆ แต่หมัดของเขากลับถูกรับได้อย่างสบายๆ แล้วเจ้าคนหน้านิ่งที่ว่านั่นก็ใช้ชาปิดปากเขาอีก

 

หน็อย!

 

“เจ้าหยิบตั๋วเงินในห้องข้าไปเท่าไหร่?” ฉินไห่ฟงถามนิ่งๆ ให้ประมุขน้อยที่ทำราวกับเป็นขโมยสะดุ้งเฮือก ก่อนจะตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ 

“ตั๋วเงินอันใดกัน ข้าไม่เห็นจะรู้เลย”

“เสี่ยวรุ่ย...”

“เพ้ย! อย่าเรียกข้าว่าเสี่ยวรุ่ยนะเจ้าน้ำแข็งพันปี! ข้าไม่คุยกับเจ้าแล้ว เรื่องวัดเกาเสียงวันพรุ่งข้าจะช่วยดูให้ อ้อ...นี่จดหมายที่ข้าเอามาให้เจ้า อ่านเอาแล้วกัน ข้าไปแล้ว!”

“เดี๋ยว” ฉินไห่ฟงดึงมือของคนที่กำลังจะผลุบออกไปทางหน้าต่าง พอเห็นคนดื้อเพ่งดิ้นให้หลุดจากมือเขาก็ได้แต่ถอนหายใจ “จดหมายนี่...จากเขาหรือ?”

“ก็ใช่ มีแค่เจ้านั่นที่สามารถใช้ข้าเป็นพลส่งจดหมายได้เช่นนี้”

ดวงตาคมของฉินไห่ฟงหรี่ลงเล็กน้อย ความหงุดหงิดแวบหนึ่งปรากฏขึ้นในแววตาก่อนจะหายวับไปอย่างรวดเร็ว “อ้อ...สนิทสนมกันรึ”

“ก็คงเป็นเช่นนั้น แต่ข้าสนิทกับคนงามน้อยซืออวิ๋นและเย่เซียวกว่าเล็กน้อย กับเจ้านั่นน่ะข้าไม่อยากสนิทด้วยหรอก” เนี่ยรุ่ยเอินเบ้หน้า 

 

ผู้ใดจะอยากไปสนิทสนมกับมารร้ายกัน!

 

“องค์ชายสามก็ด้วย?”

“เป็นอันใดของเจ้า เดี๋ยว! เจ้าทำอะไรเนี่ย!!” ท่านประมุขน้อยอยากจะอ้าปากโวยวาย แต่มือใหญ่กลับปิดปากเขาไว้อย่างรู้นิสัยดี 

 

ปิดปากข้าไม่เท่าไหร่...เจ้ามากัดคอข้าหาอะไร!

 

“เจ้าเป็นสุนัขหรืออย่างไรกัน!” เนี่ยรุ่ยเอินถีบฉินไห่ฟงออก รู้สึกโมโหจนอยากต่อยตีเจ้าคนที่รังแกผู้อื่นแล้วยังทำใบหน้าเย็นชาใส่กันนี่สักที...แต่พอเห็นว่าในมืออีกฝ่ายกำลังถือตั๋วเงินที่คงเอามาจากอกเสื้อเขาไว้ก็ได้แต่แค่นเสียงอย่างหงุดหงิด

“ขี้งกเสียจริงนะเจ้า”

ฉินไห่ฟงมองรอยฟันที่ค่อยๆ แดงจนเด่นชัดบนลำคอขาวก่อนจะยิ้มจางแวบหนึ่ง แล้วดึงพู่หยกที่เขาห้อยเอวไว้เสมอออกมาโยนให้เนี่ยรุ่ยเอิน มันกระทบหน้าผากท่านประมุขน้อยหนึ่งรอบ และถูกรับไว้ก่อนจะหล่นลงพื้น

“เจ้า!...นี่อะไร?”

“หยกนั่นเจ้านำไปเบิกเงินได้ทุกร้านที่ข้าดูแลอยู่...คุ้มกว่าตั๋วเงินที่เจ้าขโมยไป”

เนี่ยรุ่ยเอนเสหลบสายตา ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่รู้ไม่ชี้ “ผู้ใดขโมย ข้าแค่หยิบเป็นค่าจ้างไปเฉยๆ ส่วนหยกนี่ในเมื่อเจ้ายัดเยียดให้ ข้าจะรับไว้ก็ได้ เฮ้อ...เจ้ากับเจ้ามารร้ายนี่ร่ำรวยเสียจริง”

ฟังถึงประโยคนี้ฉินไห่ฟงก็เลิกคิ้ว แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเยือกเย็นขึ้นอีกระดับ “เขาให้อะไรเจ้า?”

“เหตุใดข้าต้องบอกเจ้า! เจ้าหาใช่บิดาข้าสักหน่อย ข้าไปแล้ว!!” ร่างในชุดแดงเพลิงใช้วิชาตัวเบาหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว รวดเร็วยิ่งกว่าสายลมพัดผ่าน ชายอาภรณ์แดงพลิ้วไสวและเจิดจ้าสะท้อนแสงจันทร์สลัว ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของเจ้าของห้องฉายแววหงุดหงิดและเหนื่อยใจปนเปไป ก่อนจะเอ่ยเบาๆ ทำให้องครักษ์เงาข้างตัวปรากฏขึ้นทันที

“บอกฮวาซิงให้เตรียมการ...ข้าให้นางตัดสินใจ”

“ขอรับคุณชาย”

องครักษ์เงาของเขาหายวับไปอย่างรวดเร็ว ส่วนฉินไห่ฟงได้แต่ถอนหายใจ นึกถึงคำถามของคนที่อยู่ในห้องเมื่อครู่นี้

เพราะสกุลฉินสั่งสอนให้ลูกหลานต้องเป็นที่หนึ่งอยู่เสมอ แข่งขันกันเองอยู่ร่ำไป ดังนั้น...ความริษยาที่บ่มเพาะมานานหลายปีจึงทำให้เกิดการวางแผนมุ่งร้ายต่อคนในครอบครัว ต่อคนในสายเลือดเดียวกันเอง

ร่างสูงถอนหายใจแผ่ว ที่ผ่านมาเขาและฮวาซิงไม่เคยขัดคำสั่งท่านตา เพราะต้องการความไว้วางใจและความเชื่อมั่น แม้พวกเขาจะไม่เคยเห็นด้วยกับแนวทางของสกุล

 

พวกเขาวาดหวังการเปลี่ยนแปลง...

 

“วัดเกาเสียง...คงต้องไปสินะ”

 

............

 

ขบวนของฮองเฮาสกุลจ้าวเคลื่อนไปตามเส้นทางมุ่งสู่วัดเกาเสียงอย่าไม่รีบเร่ง รถม้าสีทองงดงามดูน่าเกรงขามที่มีองครักษ์คอยระมัดระวังอยู่รอบๆ ภายในคือสตรีที่สูงศักดิ์ที่สุดในวังหลวง ซึ่งเป็นผู้นำการเดินทางไปสักการะบูชาไหว้พระที่วัดเกาเสียงในครั้งนี้ ตลอดสองข้างทางตอนออกจากเมืองหลวงเหล่าชาวบ้านต่างออกมายืนรอรับชมบารมีของฮองเฮาที่มิค่อยออกจากวังผู้นี้กันทั้งนั้น ม่านในรถม้าถูกเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่แม้จะผ่านกาลเวลาไปแล้วหลายปีก็ยังคงงดงาม

ฮองเฮามิได้แต่งหน้าหนาจัด ทำเพียงปะแป้งบาง สวมชุดขาวสะอาด บนศีรษะมีเพียงปิ่นหยกด้ามงามที่ปักผมด้ามเดียว คอยย้อมสรวลทักทายและพูดคุยกับชาวบ้านตลอดเส้นทาง

ด้านหลังขบวนเสด็จเป็นเหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางและสกุลสำคัญในเมืองหลวง ที่ตามเสด็จมาวัดเกาเสียงด้วย และหนึ่งในคุณหนูเหล่านี้ที่โดดเด่นตามหลังรถม้าของฮองเฮาคือ...

 

คุณหนูฉินฮวาซิงจากจวนสกุลฉิน

และคุณหนูหยางฉิงจากจวนแม่ทัพ

สตรีทั้งสองที่มีข่าวลือว่ากำลังแย่งชิงตำแต่งว่าที่พระชายาขององค์ชายรัชทายาทกัน

 

แม้จะเป็นข่าวลือร้อนแรงเพียงใดหยางฉิงและฉินฮวาซิงก็มิได้ทำตัวให้โดดเด่นขึ้นมา พวกนางปฏิบัติตัวเช่นเดิม และสงบเสงี่ยมยิ่งนัก จนเหล่าบรรดาสตรีที่รอชมเรื่องสนุกต่างได้แต่งุนงงกันเป็นแถว

ขณะเดินทางออกเดินทางมาตั้งแต่เช้า ยามสายก็ถึงวัดเกาเสียแล้ว วัดเกาเสียงตั้งอยู่บนเนินเขาสูง ต้องเดินขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้นยามถึงตีนเขา คุณหนูทุกคนก็ต้องลงมา ฮองเฮาก็ได้เสด็จลงมาจากรถม้า พระนางมองหน้าหยางฉิงที่ส่งรอยยิ้มมาให้อย่างเอ็นดูก่อนจะกวักมือเรียกนาง

“หยางฉิงมาหาเปิ่นกงสิ ช่วยพยุงเปิ่นกงขึ้นไปข้างบนหน่อย”

“เพคะฮองเฮา” หยางฉิงที่ถูกเรียกย่อกายลงรับบัญชาของฮองเฮา ก่อนจะก้าวเท้าออกจากขบวนมาด้านหน้า ท่ามกลางความริษยาจากบรรดาสตรีอื่นๆ 

“อืม...แต่ถ้าพยุงเปิ่นกงคนเดียวเจ้าจะเหนื่อยได้ เช่นนั้นหาผู้ช่วยสักคนดีหรือไม่...ฉินฮวาซิง เจ้ามาช่วยพยุงเปิ่นกงอีกข้างหนึ่งสิ”

“เพคะฮองเฮา” ฉินฮวาซิงย่อกายลง ก่อนจะเดินไปช่วยประคองแขนฮองเฮาที่อีกข้างหนึ่ง นางกับหยางฉิงได้รับสายตาไม่พอใจจากบรรดาสตรีทั้งหลายแต่พวกนางก็หาได้สนใจเดินขึ้นไปบนบันไดกับฮองเฮาอย่างเชื่องช้า มามาใหญ่ ขันทีใหญ่ประจำตำหนักคุนหนิง และบรรดานางข้าหลวงเดินตามหลังมาก่อนจะตามด้วยบรรดาคุณหนูทั้งหลาย เมื่อขบวนของสตรีทั้งหมดเดินขึ้นไปในวัด ตีนเขาก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

“พวกนางขึ้นไปกันหมดแล้ว” คนที่เดินทางมากับขบวนเสด็จด้วยแต่เร้นกายอยู่เงียบๆ อย่างองค์ชายใหญ่กระโดดลงมาจากกิ่งไม้ใหญ่ ก่อนจะหันไปมองคนข้างกายแล้วสำรวจทั่วตัวรอบหนึ่ง “ถิงอวี่เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”

เพราะลู่ถิงอวี่ได้นอนพักไปเพียงหนึ่งชั่วยามกว่าๆ เท่านั้นเอง ไหนจะต้องจัดการงานแทนท่านลู่จิงและวันนี้ยังต้องมาวัดเกาเสียงอีก ขนาดตนบอกแล้วว่าไม่ต้องมาๆ ให้พักผ่อน ลู่ถิงอวี่ก็ยังจะดื้อเพ่งมาให้ได้อีก 

 

และเย่ซืออวิ๋นก็รู้เหตุผลดีว่าที่คุณชายลู่เขาดื้อน่ะเพราะเป็นห่วงเขา

 

“ข้าไม่ได้เป็นอะไร ซืออวิ๋นอย่างได้กังวลเลยนะ” ลู่ถิงอวี่ยื่นมือไปกุมมือขาวเรียวไว้แล้วบีบเบาๆ เห็นดวงตาขององค์ชายใหญ่หรี่มองอย่างเป็นห่วงก็ยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้น “แค่ซื่ออวิ๋นอยู่กับข้าก็ไม่เป็นอะไรแล้ว”

“จริงหรือ?”

“อื้ม!”

องค์ชายรัชาทายาทอย่างเย่เฟิงที่แอบออกมาด้วยได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอากับความหน้าหนาและนิสัยที่ชอบสรรหาทุกอย่างมาอ้อนพี่ชายผู้อื่น ลู่ถิงอวี่หัวเราะในลำคอมองไปรอบๆ ก่อนจะเปรยเสียงเบา

“ฝากบอกคนที่มากับเจ้าด้วยว่า..อย่าเพิ่งลงมือเด็ดขาด”

แว่วเสียงแค่นหัวเราะในลำคอตอบกลับมาพร้อมเสียงสายลมเสียดสีกับใบไม้แต่ไม่มีผู้ใดสักคน เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้วอย่างสงสัย แม้จะคุ้นหูว่าเสียงแค่นหัวเราะในลำคอนั่นเป็นเสียงของเนี่ยรุ่ยเอินก็เถอะ

“เจ้าคิดจะทำอะไร?” เย่เฟิงหรี่ตามองลู่ถิงอวี่อย่างครุ่นคิดก่อนจะชะงักเล็กน้อยราวเริ่มเดาอะไรได้ องค์ชายรัชทายาทมองสหายสนิทด้วยสายตาเยียบเย็น “ลู่ถิงอวี่...ถ้าเกิดอะไรกับน้องฉิงแม้แต่เล็กน้อย ต่อให้เป็นเจ้าก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ข้า”

“ข้ารู้...และมั่นใจว่าน้องฉิงจะปลอดภัย”

เย่เฟิงส่ายหน้าอย่างระอากับคนมากแผนการ “เจ้ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่ จึงได้แค่รอดู ทั้งๆ ที่ทุกอย่างก็เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว”

“บางทีมิตรภาพของสตรีนั้นก็ลึกซึ้ง บุรุษเช่นพวกเราไม่อาจเข้าใจได้หรอก”

“อ้อ...ฟังดูแล้วคุณชายลู่ช่างเข้าใจสตรีดีเสียเหลือเกิน”

“มิเท่าองค์ชายรัชทายาทหรอกพ่ะย่ะค่ะ”

สองสหายสนิทพลันกันตอบโต้ไปมา ส่งสายตามองกันแวบหนึ่ง ทำเอาคนกลางอย่างองค์ชายใหญ่ได้แต่กระพริบตาปริบๆ ก่อนจะถอนหายใจมองน้องชายที มองลู่ถิงอวี่ที ดวงตาดอกท้อของคุณชายหยกขาวนั้นเป็นประกายตาอ่อนโยนยามจับจ้องใบหน้างามที่บัดนี้ราวเด็กอยากรู้อยากเห็น เสียงที่ไพเราะดุจเสียงดนตรีของเขาเอ่ยประโยคที่ทำให้คนงามแก้มแดงจัดอย่างน่ามอง

 

“เข้าใจสตรีหรือไม่ข้าไม่รู้ รู้แค่ว่าทั้งชีวิตนี้ข้าคิดเพียงจะเข้าใจเมฆางามของข้าคนเดียวเท่านั้น...”

 

………..

 

ปากหวานที่สุดเท่าที่เคยเขียนมาก็คือคุณชายลู่เขานี่แหละค่ะ หน้าหนาไม่มีใครเกินด้วย 555 ส่วนน้องก็ยังเป็นเจ้าตัวน้อยของเสด็จพ่อไม่เปลี่ยน น้องอยากเป็นเจ้าตัวใหญ่แต่ก็ไม่ได้เป็น 555 เป็นเจ้าตัวน้อยตลอดกาล แต่น้องเจ้าเล่ห์ขึ้นนะคะ สงสัยอยู่ใกล้คนเจ้าเล่ห์บางคนบ่อยๆ แน่เลย 

ส่วนคนหน้านิ่งของประมุขน้อยทุกคนก็น่าจะรู้ทำตอบแล้วเนอะ คู่นี้รักกันด้วยมือเท้าและกัดกันด้วยคำพูดคำจาตลอดเลยค่ะ ^_^

วันนี้มาดึกแทนเช้า เพราะช่วงนี้เราไม่ค่อยได้นอนเลยตื่นเช้าไม่ไหวจริงๆ ค่ะ 

สถานการณ์ช่วงนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมายเลย ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองและอย่าลืมรักษาสุขภาพกันนะคะ ดูแลตัวเองกันดีๆ น้าาา

 

สำหรับวันนี้ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.956K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,282 ความคิดเห็น

  1. #3652 Nisaratkk (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 12:29
    ปื้มปิ้มแงงงงง ฉินฟงไฟกับฮวาซิงงง แงงง รู้สึกดีใจที่น้องอยากเปลี่ยนแปงงตระกูล กรี้ดดดดดดด
    #3,652
    0
  2. #3011 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 11:14
    น่ารักทุกคู่เลยตอนนี้ 5555
    #3,011
    0
  3. #2672 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2563 / 18:15
    ฉันชอบฉินไห่ฟงกับน้องเนี่ยยยย
    #2,672
    0
  4. #2645 mothergod (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 17:34
    หยอดตลอดอะ คนนี้😆
    #2,645
    0
  5. #2174 sakura17 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 22:54
    ฉินไห่ฟงกับประมุขเนี่ยนี่ตีกันตลอด คนที่รู้ตัวก่อนคงเป็นไห่ฟงแถมหึงด้วย ประมุขเนี่ยยังไม่รู้อะไร5555
    ที่ว่าคนที่ทำประโยชน์ให้แผ่นดินมาก สวรรค์เลยให้ซืออวิ๋นเลยกลับมานี่คงเป็นเหล่าสามีกับอนุแน่เลย ทั้งเว่ยฉือ ถิงอวี่ ประมุขเนี่ย ไห่ฟง

    ส่วนด้ายแดงก็ต้องเป็นถิงอวี่
    #2,174
    0
  6. #2015 The Sky 9096 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 15:31
    เสี่ยวรุ่ย 5555
    #2,015
    0
  7. #1976 HYUNPARK (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 04:52
    จนถึงตอนนี้เรื่องในครั้งอดีตก็ยังติดอยู่ในใจของเจ้าตัวน้อยไม่เคยจางหายไปสินะ แต่ดีเหลือเกินที่เจ้าตัวน้อยไม่ได้ให้ค่าอะไรกับมันมาก เพียงแค่ติดใจในบางเรื่อง อยากให้ซืออวิ๋นได้ปลดล็อกตัวเองจากอดีตได้หมดซะที เจ้าตัวน้อยคงจะได้ใช้ชีวิตได้เต็มที่กว่านี้ ถึงแม้ว่าตอนนี้ก็ดูท่าว่าจะเต็มที่อยู่ตลอดก็ตาม ส่วนท่านประมุขน้อยเนี่ยคือเรียกว่าใช้ชีวิตอิสระมากจนในตอนก่อนหน้าแอบเดาผิดเดาถูกไปแล้วว่าท่านเนื้อหอมมากไม่รู้ว่าจะได้ปรองดองกับคุณชายท่านไหน แต่จากตอนนี้ก็คือกระจ่างแจ่มแจ้งแก่ตามากๆ มีการฝากรงฝากรอยไหนจะมอบพู่ห้อยติดตัวไว้ให้อีก แถมจะเอาไปใช้เบิกตั๋วเงินได้ด้วยอีก ถ้าสมัยนี้ก็คือบัตรเครดิตดีๆนี่เอง ฉินไห่ฟงสายเปย์หรือเนี่ย
    #1,976
    0
  8. #1885 khunsom08 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 00:40
    น่ารักมาก มิตรภาพสหาย
    #1,885
    0
  9. #1863 กอลลิล่าแพนแพน (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 08:30
    ชอบคู่รุ่ยเอินมากก เราหวังว่าสองพี่น้องตระกูลฉิน ไห่ฟงกับฮวาซิงจะออกจากตระกูลเร็วๆ เพราะมั่นใจว่าสองคนนี้แตกต่างจากคนอื่นๆ สองคนนี้อยู่ฝ่ายเรายังไงล่ะ!!!!!!
    #1,863
    0
  10. #1824 Whatever it is (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 13:50
    น่ารักกุ๊กกิ๊ก
    #1,824
    0
  11. #1821 guitar358 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 21:49
    ไห้น้ำส้มใครแตกคะ!!!!
    #1,821
    0
  12. #1820 _Daonuea_ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 08:58
    ผรือคนที่ฆ่าน้องคือฮ้องเต้
    #1,820
    0
  13. #1819 Demon D (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 03:44

    ถิงอวี่คือไม่แผ่วเลย หยอดแต่ละทีคือเขินแทนน้อง


    ปล. ชอบทุกคู่เลยอ่ะ รอลุ้นคู่สุดท้ายว่าเว่ยฉือจะคู่กับใคร



    #1,819
    0
  14. #1818 Lalaland332221 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 21:04
    น่ารักกกกกกก
    #1,818
    0
  15. #1816 vivivenus (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 19:59
    ชอบมากมาย ไม่ขัดใจคู่ไหน. เหมาะสมแล้ววว
    #1,816
    0
  16. #1814 Patcharee_AP (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 18:18
    รอออออออออ
    #1,814
    0
  17. #1813 Whanzaaaa (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 16:14
    ชอบทุกคู่เลย / ขอแก้คำผิดนะคะ ด้าวยาว-ด้ามยาว เสาหนัก-เสาหลัก ประราราษฎร์-ประชาราษฎร์ ย้อมสรวล-แย้มสรวล
    #1,813
    0
  18. #1812 tea2543 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 15:37
    เอาละ2สาว ผน5กกำลังค่ะ จัดการมันให้หมดดด จัดการมันนนนน
    #1,812
    0
  19. #1811 Pugkard Piyamaporn (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 15:33
    ชอบทุกคู่เลยย รอนะคะ
    #1,811
    0
  20. #1810 fasai137 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 13:56
    เกลียดความสรรหาคำมาหยอดน้องได้ตลอดเวลาของพี่ถิง เราเขินตลอดจนตัวจะแตกแทนน้องแล้วเนี้ยยยย
    #1,810
    0
  21. #1809 VKK42 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 13:54
    แหมมมมมมมมมม ปากหวานเหลือเกิ๊ลลล
    #1,809
    0
  22. #1808 cake08234 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 13:08
    ทีนี้ก็คบทุกคู่แล้ว555555
    #1,808
    0
  23. #1807 MORNINGGLORY08 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 11:22
    สนุกมากกก ตลบหลังกันไปมา
    #1,807
    0
  24. #1806 Ppp (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 10:02

    ในที่สุดดด รุ่ยเอินมีคู่แล้ววว55555 ยังเหลือองค์ชายรองเว่ยอีกคนนึง5555 อ่านประโยคท้ายนี่ถึงกับต้องเบะปากใส่พี่ลู่หนึ่งที หวานมากกก ปากอ่ะ55555

    #1,806
    0
  25. #1805 ZVKIKI (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 09:56
    โอ้ยย พี่ลู่นี่ร้ายจริงๆ เขิลลลลลล
    #1,805
    0