ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 3 : 三 ภาพวาดขององค์ชายใหญ่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29,846
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,212 ครั้ง
    25 ก.ย. 63

.三.

 

เช้านี้ก็ยังเป็นอีกวันที่เย่ซืออวิ๋นมาร่วมทานอาหารเช้าที่ตำหนักจิ้งหยางของฮ่องเต้เย่เทียนหลง หลายวันมานี้เรียกได้ว่าองค์ชายใหญ่ถือเป็นแขกประจำของตำหนักจิ้งหยางไปเสียแล้ว มหาขันทีข้างวรกายฮ่องเต้อย่างเกาจิ้นปลาบปลื้มยิ่งนักเพราะการมาขององค์ชายน้อยทำให้ฝ่าบาททานข้าวได้มากกว่าเดิมทุกวัน แล้วก็ทรงอารมณ์ดีขึ้นด้วย อย่างน้อยหลายวันที่ผ่านมามีขุนนางน้อยคนที่ถูกกริ้วในท้องพระโรงยามไม่ได้ดั่งพระทัยโอรสสวรรค์

“วันนี้เจ้าไม่มีเรียน?” หลังทานมื้อเช้าเสร็จ เกาจิ้นก็ยกขนมถั่วกวนดอกกุ้ยพร้อมน้ำชาลู่เหมยขึ้นวางให้เย่ซืออวิ๋น องค์ชายใหญ่ยิ้มตาวาวเมื่อเห็นขนมและชาของโปรด ดวงตาที่มองเกาจิ้นนั้นเคารพขั้นสูงสุด เพราะวันนี้ท่านมหาขันทียังเตรียมเกี๊ยวน้ำไส้หมูใบหลิวให้เขาอีกด้วย

 

ช่างแสนดีเหลือเกิน!

 

“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ...วันนี้ลูกตั้งใจจะไปวาดภาพแถวสระบัวที่ตำหนัก เห็นแดดดีไม่น้อย” อากาศเช่นนี้เหมาะกับการไปนั่งเล่น นอนเล่น กินของอร่อยๆ แล้วก็วาดภาพสวยๆ ที่สุด ไม่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งก้มหน้าอ่านตำรา ฟังท่านอาจารย์ทั้งหลายพร่ำสอน

“เจ้าทำได้ดี” เย่เทียนหลงชม มิรู้ว่าเจ้าตัวน้อยนี่ไปติดอามิสสินจ้างอันใดกับอาจารย์ที่สอนความรู้ต่างๆ แต่ละคนต่างพร้อมใจกันชมเชยว่าองค์ชายใหญ่หันมาใฝ่รู้ ตั้งใจเรียน ซ้ำยังมีความรู้ความสามารถมากอีกด้วย

เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง นับว่าการตั้งใจเรียนทำตัวเป็นเด็กดีของตนนั้นไม่เสียเปล่าจริงๆ “เช่นนั้นลูกจะได้มารับมื้อเช้าที่ตำหนักจิ้งหยางทุกวันใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ...”

 

ขนมดอกกุ้ยและชาลู่เหมยของโปรดข้า...ได้กินทุกวันแล้ว!

 

ฮ่องเต้เลิกคิ้วกระบี่ของตน ใบหน้าหล่อเหลานั้นปรากฏรอยยิ้มมุมปาก ยามจับจ้องเจ้าตัวตะกละน้อยตรงหน้า หลายวันที่ให้องค์รักษ์เงาไปสืบความในตำหนักลั่วสุ่ยก็ไม่พบข้อผิดปกติอันใด เจ้าของตำหนักใช้ชีวิตได้เรียบง่ายจนแทบไม่คล้ายองค์ชายผู้หนึ่ง ซ้ำยังมีเมตตากับเหล่าบ่าวไพร่จนเป็นที่ร่ำลืออีก

 

เพียงแต่...ไม่มีอะไรซุกซ่อนอยู่จริงๆ เช่นนั้นหรือ?

 

“จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ มารบกวนเสด็จพ่อหลายวัน วันนี้ลูกเลยนำของตอบแทนเล็กๆ น้อยมาทูลถวายเสด็จพ่อด้วย” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาคล้ายออดอ้อน ยื่นมือไปรับม้วนกระดาษที่ถูกใส่ในกระบอกหนังส่งให้เย่เทียนหลง บรรยายสรรพคุณเพื่อให้ดูอลังการเข้าไปอีกขั้น “ลูกวาดเองกับมือเลยพ่ะย่ะค่ะ ใช้เวลานานไปสักหน่อย...เสด็จพ่อทอดพระเนตรดูสิพ่ะย่ะค่ะ”

ดวงตาคาดหวังแถมรอยยิ้มก็แย้มกว้าง ชวนให้ต้องขยับยิ้มตาม เย่เทียนหลงค่อยๆ ดึงกระดาษแผ่นหนาออกมา พอคลี่กางดวงตาคมกริบก็เบิกขึ้นเล็กน้อย

เป็นภาพวาดตำหนักจิ้งหยางแห่งนี้ที่งดงามราวกับภาพจริง รายละเอียดเล็กน้อยก็ใส่ใจและวาดออกมาได้ดีเยี่ยม คล้ายกับผู้วาดจดจำทุกรายละเอียดของตำหนักแห่งนี้ได้ แสงสี และเงา ที่สะท้อนบนพื้นทางเดิน รวมถึงเงาของต้นไม้ใบหญ้ายังดูสวยงาม เสมือนสายลมไล้พัดใบไม้และบุปผาให้ปลิวไหวอยู่ในภาพ

เย่เทียนหลงเหลือบตามองเจ้าของภาพที่กำลังยิ้มกว้างอยู่...เคยมีคนบอกว่าองค์ชายใหญ่นั้นศาสตร์ใดก็ล้วนไม่ค่อยชำนาญ แต่เรื่องการวาดภาพเขียนอักษรแล้วไซร้กลับเป็นอัจฉริยะที่หาตัวได้ยากยิ่ง

 

จากภาพวาดที่อยู่ในมือ...ก็คงจะจริงดั่งว่า

 

“อืม...เกาจิ้นเอาไปใส่กรอบไว้” ฮ่องเต้ม้วนภาพวาดใส่กระบอกหนังดังเดิม ยื่นส่งให้ขันทีข้างกาย “หาช่างฝีมือดีสักหน่อย”

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” กระหม่อมจะให้ช่างหลวงทำอย่างเต็มที่แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ เพราะจากการที่รับใช้ข้างพระวรกายมานานเกาจิ้นรู้ดีว่าฮ่องเต้ทรงพอพระทัยภาพวาดขององค์ชายใหญ่มาก

เกาจิ้นออกไปแล้วเย่เทียนหลงก็ยกชาขึ้นจิบ แต่เย่ซืออวิ๋นกลับหน้ายุ่ง ถลึงตามองเงาโอรสมังกรบนพื้น นี่เขาอุตส่าห์ทุ่มเทวาด ตั้งอกตั้งใจ เสียสละเวลานอนอันมีค่า...แต่คำชมสักคำก็ไม่เห็นได้

 

เสด็จพ่อพระทัยร้าย!

 

“เจ้าไม่พอใจ?”

“กระหม่อมมิกล้า”

 

ไม่กล้า...แต่หน้าบึ้ง ตาขวาง...อืม...ช่างไม่กล้าเสียจริง

 

“หึ...เจ้าทำได้ดี” เสียงทุ้มชมเชย แต่ที่ทำให้เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโตที่สุดคือมือใหญ่นั่นที่ยื่นมือขยี้หัวของเขาเบาๆ พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้านั้นต่างหาก...แม้เพียงเล็กน้อย แต่ก็ทำให้คนมองรู้สึกตาพร่า

 

โอรสมังกรแย้มสรวล...รอบด้านราวสว่างไสว

พระองค์ยิ้มได้งามจนแสบตาเกินไปแล้ว!

 

“ละ...ลูก...เอ่อ...” เย่ซืออวิ๋นรู้สึกแก้มร้อน ทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาชั่วขณะ “เอ่อ...ลูกไม่รบกวนเสด็จพ่อแล้วดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ เดี๋ยวพระองค์ต้องเสด็จออกว่าราชการ...เช่นนั้นวันนี้ลูกทูลลาไปก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ”

อยู่ไม่ได้แล้ว...อยู่ไปก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาแปลกๆ ...คงเป็นเพราะยามปกติเสด็จพ่อผู้นี้หารอยยิ้มได้ยากนัก พระพักตร์หลอเหลานั้นเคร่งขรึมเยือกเย็นอยู่เป็นนิจด้วยกระมัง

 

ยามใจดีขึ้นมาแม้เพียงน้อยนิดก็ตาม...แต่ผู้ที่ได้รับกลับรู้สึกล้ำค่ายิ่ง

 

“ซืออวิ๋น”

“พ่ะย่ะค่ะ?” เย่ซืออวิ๋นที่กำลังเตรียมตัวออกจากห้องขานรับ พลางเลิกคิ้วแปลกใจ เสด็จพ่อผู้นี้เพิ่งเคยเรียกชื่อของเขาครั้งแรก...หมายถึงครั้งแรกจริงๆ เพราะชาติก่อนชื่อของตนก็ไม่เคยออกมาจากโอษฐ์ของโอรสมังกร ฮ่องเต้มักเรียกเขาว่า เจ้าใหญ่ องค์ชายใหญ่มากกว่า...

“รอประเดี๋ยว” วรกายสูงใหญ่ลุกไปยังโต๊ะทรงอักษร จากนั้นก็หยิบเอากล่องขนาดกลางบนโต๊ะมา แล้วยื่นให้เย่ซืออวิ๋น “ให้เจ้า...อย่าซุกซนเกินไปเล่า”

 

ผู้ใดซุกซนกันพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมหรือสุภาพ ใช้ชีวิตได้เรียบง่ายที่สุดแล้ว!

 

เย่ซืออวิ๋นประสานมือคำนับ ยื่นมือรับกล่องไม้สีน้ำตาลเข้มนั่นมา...นี่มันไม้หอมแก่นจันทร์ เป็นไม้ล้ำค่าที่นิยมนำมาทำกล่องใส่เก็บพวกเครื่องประดับหรืออัญมณีที่มีค่าควรเมือง แต่เขามั่นใจว่าเสด็จพ่อไม่มีทางมอบพวกอัญมณีให้ตนเป็นเน่ มือเรียวเล็กๆ ค่อยๆ เปิดฝากล่องที่อยู่ด้านในออก ดวงตากลมโตนั้นเบิกขึ้น แพขนตาเรียงตัวสวยขยับไหว ก่อนใบหน้าจะยิ้มตาหยีอย่างดีใจ ค่อยๆ ยกของด้านในออกมา

 

พู่กันด้ามงาม โดยด้ามจับทำจากหยกขาวน้ำดี...และขนพู่กันนั้นก็ขาวนุ่มมาก ซ้ำพอดมใกล้ๆ ยังมีกลิ่นหอมจางๆ อีก

 

แม้ไม่รู้ว่าพู่กันด้ามนี้มาจากไหน แต่รู้ว่าเป็นของล้ำค่าแน่นอน! อย่างน้อยขนพู่กันนั้นก็ทำมาจากขนปลายหางจิ้งจอกหิมะ!

 

เป็นของดี!

 

“เจ้าชอบ?” เย่เทียนหลงไม่ต้องรอคำตอบใดๆ เห็นท่าทีราวลูกแมวตัวน้อยได้ของถูกใจเช่นนั้นก็เป็นคำตอบแล้ว เจ้าตัวน้อยพยักหน้าหงึกๆ รัวๆ จนเส้นผมกระจาย ดวงตาที่มองเขานั้นเคารพเทิดอูลอย่างยิ่ง จนฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ต้องยกยิ้มมุมปาก เพิ่งมีคนดีใจกับของที่เขาให้ขนาดนี้ ทั้งที่ไม่ใช่ของมีค่าอันใดขนาดนั้น แต่พอรุ่ยจื่อส่งข่าวมาว่าองค์ชายใหญ่ชอบวาดภาพ พระองค์ก็หยิบจับพู่กันหยกขาวจากท้องพระคลังส่วนพระองค์มาเพื่อจะมอบให้เจ้าตัวน้อยนี่

“ชอบมากพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อลูกขอบพระทัยพระองค์ยิ่งนัก” เย่ซืออวิ๋นประสานมือคำนับอีกรอบ เห็นท่านเกาจิ้นเดินมาพร้อมห่อผ้าแล้วก็ยื่นให้อันกงกงๆ เขาก็พลันเลิกคิ้วสงสัย

“ฝ่าบาทให้กระหม่อมเตรียมขนมชาหลงจิ่งและขนมเม็ดบัวขาวหิมะ รวมถึงมีชาลู่เหมยที่องค์ชายทรงโปรดไว้ให้แล้วพ่ะะย่ะค่ะ พรุ่งนี้องค์ชายมา กระหม่อมจะให้ห้องเครื่องทำปลาหิมะขาวนึ่งไว้ให้พ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านเกาจิ้น! ท่านช่างดีเหลือเกิน!” พอได้ยินว่าตนจะพกของอร่อยกลับตำหนักได้ เย่ซืออวิ๋นแทบจะถลาเข้าไปกอดขาท่านมหาขันทีผู้ยิ่งใหญ่เสียเดี๋ยวนั้น ดวงตาวาวๆ จับจ้องเกาจิ้นจนอีกฝ่ายได้แต่กลั้นยิ้มอย่างเอ็นดู ก้มหน้าประสานมือคำนับองค์ชายใหญ่ผู้น่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง

“องค์ชายตรัสหนักไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ...เป็นพระบัญชาของฝ่าบาทที่เตรียมไว้ให้พระองค์”

“เสด็จพ่อ ขอบพระทัยเสด็จพ่อยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นมองฮ่องเต้อย่างเทิดทูลบูชายิ่ง นอกจากได้ของล้ำค่าแล้วยังได้ขนมอร่อยๆ ที่มีเฉพาะตำหนักจิ้งหยางกลับไปอีก

พระเนตรมังกรจับจ้องเจ้าตัวน้อยที่ยิ้มแป้นจนตาหยี ราวกับจะเห็นหางและหูแมวจางๆ จนพระองค์ได้แต่ยกยิ้มในใจ

 

เหมือนยิ่งนัก...กับแมว

 

“วาดภาพมาให้ข้าอีก...”

“ได้พ่ะย่ะค่ะ! ลูกจะทุ่มเทแรงกายแรงใจวาดภาพให้เสด็จพ่อแน่นอน ทรงโปรดยากทอดพระเนตรภาพเช่นไรให้คนไปถ่ายทอดคำสั่งที่ตำหนักลั่วสุ่ย ลูกจะนำมาถวาย”

“อืม...”

“เช่นนั้นลูกทูลลาพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่ออย่าลืมถนอมพระวรกายด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ” ชาติก่อนยามประชุมขุนนางในท้องพระโรง เสด็จพ่อผู้นี้มักกริ้วโกรธากลับมาบ่อยครั้ง หรือบางคราก็รังแกเหล่าขุนนางให้หวาดกลัวอยู่เสมอ

“หึ...” เย่เทียนหลงมองตามแผ่นหลังเล็กๆ ที่ลับสายตาไปจากประตูตำหนักจิ้งหยาง เห็นเจ้าตัวน้อยนั่นสะดุดขอบประตูตำหนักดีที่อันกงกงประคองไว้เสียก่อน รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กๆ นั่นดูจะกว้างขวางกว่าตอนมาเสียอีก “เกาจิ้นเปลี่ยนชุด”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เกาจิ้นรีบช่วยองค์เหนือหัวสวมอาภรณ์มังกร เตรียมออกว่าราชการ เห็นรอยแย้มสรวลบนพระพักตร์แล้วคาดว่าวันนี้ฝ่าบาทพระอารมณ์ดียิ่งนัก

องค์ชายใหญ่ช่างเยี่ยมยุทธ์เสียจริง ในบรรดาพระโอรสทั้งหมด มีเพียงองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นเท่านั้นที่สามารถมาทานข้าวตำหนักจิ้งหยางและได้รับรอยแย้มสรวลจากฝ่าบาทเช่นนี้ได้

“ค่ำๆ เจ้าให้คนไปตำหนักลั่วสุ่ยบอกซืออวิ๋นว่าข้าอยากได้ภาพวาดท้องพระโรงไ่ท่หยวน” น้ำเสียงฮ่องเต้นั้นคล้ายจะสนุกสนานบนความทุกข์ของผู้อื่นอย่างไรอย่างนั้น จนเกาจิ้นได้แต่เหงื่อตก ถอนคำพูดในใจแทบไม่ทัน

 

ท้องพระโรงแห่งราชสำนักเหล่าองค์ชายที่ยังไม่ผ่านพิธีสวมกวานไม่สามารถเข้าไปร่วมฟังราชกิจได้ แล้วฝ่าบาทจะให้องค์ชายใหญ่ไปหาแบบวาดมาจากที่ใด?

นี่ตกลงว่าทรงเอ็นดูหรืออยากกลั่นแกล้งกันแน่พ่ะย่ะค่ะ

 

เกาจิ้นได้แต่ถามคำถามนั้นในใจ เพราะขืนเขากล้าถามออกไปเกรงว่าหัวคงมีให้ตัดไม่พอ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาช่วยจัดอาภรณ์ให้องค์เหนือหัวอย่างรวดเร็ว

“ชักสนุกเสียแล้วสิ”

 

ข้าอยากรู้เช่นกันเย่ซืออวิ๋นว่าเจ้าจะทำอย่างไร...อย่าทำให้ข้าผิดหวังเสียล่ะ

 

..............

 

 

เย่ซืออวิ๋นก้าวออกมาจากตำหนักจิ้งหยางอย่างอารมณ์ดีเป็นที่สุด ซ้ำยังเดินชมนกชมไม้ ชมบุปผาตลอดทางเดินอย่างมีความสุขเสียอีก แน่นอนว่าสาเหตุที่ทำให้ตนดีใจไม่ใช่เพราะพู่กันอันแสนงดงามในกล่องที่ถืออยู่แต่เป็นของอร่อยๆ ในมืออันกงกงนั่นต่างหาก!

ชาลู่เหมยนั้นเป็นของบรรณาการหาดื่มได้ยากยิ่ง ส่วนขนมชาหลงจิ่งแม้จะทำได้ไม่ยาก แต่เย่ซืออวิ๋นเคยให้ห้องเครื่องทำรสชาติก็ไม่อร่อยนุ่มลิ้นเท่าที่ตำหนักจิ้งหยาง ขนมเม็ดบัวหิมะขาวก็หากินได้ไม่ยาก แต่รสชาติหอมหวาน เย็นสดชื่นนั้นก็ไม่มีใครทำได้อร่อยเท่าตำหนักจิ้งหยาง

 

พ่อครัวของเสด็จพ่อนี่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกจริงๆ

 

“ดูเหมือนพี่ใหญ่จะอารมณ์ดีเหลือเกินนะพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงทักแฝงแววหงุดหงิดทำให้เย่ซืออวิ๋นชะงักฝีเท้า อันกงกงและนางกำนัลอีกสองคนก็เช่นกัน เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้วไล้สายตาไปมอง

บนสะพานโค้งนั้นเด็กน้อยวัยสิบเอ็ดปีในชุดสีเขียวครามยืนพิงขอบสะพานด้วยท่าทางโอหังไม่น้อย ใบหน้าที่แม้เยาว์วัยก็ยังฉายแววหงุดหงิดไม่ชอบใจ ดวงตาคู่นั้นเหลือบมามองเย่ซืออวิ๋นพร้อมยกยิ้มกวนโทโสคนมอง

เอกลักษณ์ขององค์ชายสามเย่เซียวนั้นแต่เล็กจนโตก็ไม่เปลี่ยน เพราะภาพของน้องสามผู้นี้ที่เขาคุ้นเคยในชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้แหละ

“น้องสาม” เย่ซืออวิ๋นชิงยิ้มหวานให้ ก้าวเดินไปหาช้าๆ แต่เดินได้ไม่ถึงสามก้าวก็สะดุดชายอาภรณ์ตัวเองจนเซ ดีที่เขาสามารถทรงตัวได้ จากนั้นก็ยืนยิ้มแหยๆ ให้น้องชาย

 

เจ้าตัวซุ่มซ่ามนี่!

 

เย่เซียวกลอกตามองบนใส่ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชาย เห็นรอยยิ้มหวานจนดวงตาหยีลงคล้ายลูกแมวแล้วขัดสายตาไม่น้อยจริงๆ

 

หาได้ดูมีสง่าราศีสมกับที่เป็นชายใหญ่แม้แต่น้อย นี่ไปทำให้เสด็จพ่อทรงโปรดที่ตรงไหนกันนะ ถึงได้ไปทานข้าวที่ตำหนักจิ้งหยางทุกวันได้!

 

“วันนี้น้องสามไม่มีเรียนหรือ?” เย่ซืออวิ๋นถามอย่างอยากรู้ เห็นหน้าตาหงุดหงิดเหมือนเหม็นเบื่อทั้งโลกอย่างนี้น้องสามก็ตั้งอกตั้งใจเรียนยิ่ง ขยันผิดกับเขาลิบลับ

“ไม่มี” เย่เซียวตอบเสียงห้วนๆ ในใจก็คิดว่าทำไมเจ้าตัวเปี๊ยกนี่ยังยิ้มอยู่ได้นะ อีกอย่างเป็นพี่ใหญ่ไม่ใช่หรือ สูงให้มากกว่าเขาไม่ได้หรืออย่างไรกัน! ทั้งๆ ที่เขาเป็นน้องสามยังสูงมากกว่าตั้งเยอะ!

“เอ่อ...อ้อ ข้าเองก็ไม่มีเรียนเช่นกัน...เช่นนั้นน้องสามไป...เอ่อ นั่งเล่นที่ตำหนักลั่วสุ่ยของข้าดีไหม?” เย่ซืออวิ๋นอยากสานสัมพันธ์พี่น้องด้วยและทำเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตน้อยๆ ของตนด้วย...เพราะน้องสามเองก็เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ฆ่าเขาเมื่อชาติก่อน

“ชวนข้า?” เย่เซียวกอดอก ก่อนจะแสยะยิ้ม “พี่ใหญ่กับพี่รองสนิทสนมกันดีมิใช่หรือ ทำไมไม่ไปชวนพี่รองเล่า?”

“น้องรองมีเรียนน่ะสิ พวกเราสองคนว่างเหมือนกัน เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถอะ...น้องสามข้ายังมีขนมอร่อยๆ กับชาหอมๆ ให้ทานด้วยนะ”

 

ใครเขาจะถูกล่อเพราะของกินกันหา! ผู้ใดเขาจะเป็นตัวเห็นแก่กินกันเล่า คิดว่าชากับขนมจะล่อเขาได้หรืออย่างไรกัน!

 

“ตำหนักลั่วสุ่ยของข้านั้นร่มรื่นน่านั่งเล่นมากเลยนะน้องสาม มีศาลากลางสระน้ำด้วย วันนี้ข้าตั้งใจจะวาดภาพเล่น...ไปด้วยกันเถอะนะ” เย่ซืออวิ๋นอวดความดีงามของตำนักลั่วสุ่ยเต็มที่ ดวงตากระพริบปริบๆ แพขนตาเรียงตัวสวยนั้นเคลื่อนไหวทุกครายามที่เขาขยับ ดุจดั่งปีกผีเสื้อที่กำลังขยับไหว

 

งดงามจับตา...

 

ขนาดเย่เซียวยังมองอย่างตกตะลึงไปชั่วขณะ ใบหน้าเป็นสีแดงก่ำ พอรู้ตัวนั่นแหละถึงได้ถลึงตาใส่เย่ซืออวิ๋นไปหนึ่งที

 

ตัวอันตรายจริงๆ !

 

“นะ...น้องสาม ไปตำหนักลั่วสุ่ยกันเถอะน่า ข้าสัญญาว่าจะวาดภาพให้เจ้าภาพหนึ่งด้วย” น้ำเสียงเย่ซืออวิ๋นนั้นนุ่มนวลซ้ำยังใสกระจ่างยิ่ง แม้จะยังอายุน้อยอยู่แต่ดูมีความไพเราะและพิเศษมาก คล้ายจะทำให้ทุกคนที่ได้ยินคล้อยตามสิ่งที่เขาพูด

“ก็ได้ๆ เลิกพิรี้พิไรสักที ไปก็ไปสิ” แม้ปากจะบอกอย่างรำคาญ แต่สีหน้าหงุดหงิดและดวงตาของเย่เซียวกลับอ่อนลงมาก จากนั้นองค์ชายสามก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อพี่ชายดันสะดุดล้มอีกรอบแล้ว

 

ซุ่มซ่าม!

 

เย่เซียวคว้ามือเย่ซืออวิ๋นไว้ทัน “ท่านเดินดีๆ บอกเสด็จแม่ด้วยว่าข้าจะไปตำหนักลั่วสุ่ยของพี่ใหญ่ มื้อเย็นจะไปทานอาหารพร้อมพระองค์ พวกเจ้าเองก็กลับไปเถอะ” จากนั้นก็หันไปบอกขันทีกับนางกำนัลที่คอยรับใช้อยู่ให้กลับตำหนักไป

 

เพราะเย่เซียวมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าตัวซื่อบื้อเช่นพี่ใหญ่ไม่ทำอันใดตนหรอก

 

หาใช่เพราะเขาไร้สัญชาตญาณป้องกันตัวหรือเพราะอ่อนหัดเกินไป ขึ้นชื่อว่าเกิดในราชวงศ์ย่อมต้องสงสัยและระแวงไปแทบทุกอย่าง แต่เพราะดวงตาคู่นั้นต่างหาก...

 

ดวงตาที่ใสบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างยามเช้า ซ้ำยังอ่อนโยนและเปิดเผยตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง

เป็นดวงตาที่เย่เซียวไม่เคยพบเจอมาก่อน

 

“เราไปกันเถอะน้องสาม” เย่ซืออวิ๋นยิ้มเมื่อได้ดั่งใจ จูงมือน้องชายต้อยๆ แต่เดินไปไม่กี่ก้าวก็สะดุดชายอาภรณ์ตัวเองจนแทบล้มอีก เดือดร้อนเย่เซียวต้องยื่นมือไปจับไว้แล้วเป็นฝ่ายลากพี่ใหญ่ให้เดินเอง เพราะเขาก็รู้จักทางไปตำหนักลั่วสุ่ยอย่างดี ขืนปล่อยให้เจ้าตัวซุ่มซ่ามนี่เดินนำมีหวังได้ล้มให้อับอายขายหน้าข้ารับใช้

 

ช่างเป็นพี่ใหญ่ที่ไม่ไหวเอาเสียเลย!

 

เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ จากนั้นก็ยิ้มพลางคิดในใจว่าน้องสามผู้นี้ก็ใจดีกว่าที่คิดนี่นา...แค่แสดงออกมาไม่เก่ง และชอบทำหน้าเหม็นเบื่อทุกสิ่งแค่นั้นล่ะมั้ง

 

น้องสามนี่...น่ารักเสียจริง!

 

“คราวหลังก็หาอาภรณ์ที่มันสั้นกว่านี้มาใส่ จะได้ไม่สะดุดล้มเอาอีก”

“เหมือนว่าข้าจะผอมลงนิดหน่อย เลยทำให้เสื้อผ้าอาภรณ์มันหลวมขึ้นน่ะ” เพราะช่วงตื่นขึ้นมาใหม่ๆ เย่ซืออวิ๋นเครียดกินไม่ได้นอนไม่หลับมา แม้หลายวันที่ผ่านมาเขาจะกินครบสามมื้อทุกวันก็ยังต้องขุนต่ออีกนิด

“ก็ให้คนไปบอกกองอาภรณ์สักคำ เดี๋ยวพวกเขาก็มาวัดตัวให้พี่ใหญ่เอง...ท่านเดินดีๆ ไม่ได้หรือ!” สะดุดชายอาภรณ์ตัวเองไม่พอยังสะดุดหินได้อีก

“น้องสาม...เจ้าใจดียิ่ง”

เย่เซียวหน้าแดงเถือก แก้มร้อนผ่าว เขาถลึงตามองเย่ซืออวิ๋นหนึ่งครั้ง “ท่านเงียบเถอะ!”

 

เจ้าพี่ใหญ่คนนี้นี่วาจาไม่น่าฟังเอาเสียเลย

เขาไม่ใช่คนใจดีสักหน่อย! ไม่เคยใจดีด้วย!

 

..............

องค์ชายสามเย่เซียวโอรสเพียงพระองค์เดียวของว่านกุ้ยเฟยได้แต่คิดในใจว่าพี่ชายใหญ่ของตนนั้นประหลาดนัก ประหลาดเกินไปแล้ว...เชื้อเชิญเขามาตำหนักลั่วสุ่ยไม่พอ ดูแลอย่างดีจนแขกเช่นเขาทำตัวไม่ถูก ทั้งชาทั้งขนม ทั้งชวนคุยจนตอบแทบไม่ทัน ซ้ำยังให้เขามานั่งริมสระบัวเพื่อที่ตนเองจะได้เอาเขาเป็นแบบวาดภาพอีก

 

กินยาอันใดผิดไปหรือไม่หนอ...

แต่ว่าก็ว่าเถิดหนา...ถ้าหากวาดเขามาดูไม่ได้ล่ะก็...จะรังแกไห้ร้องไห้ไปเลยเจ้าพี่ใหญ่ประหลาด!

 

“น้องสามอย่าขมวดคิ้วสิ หน้าตาน่ารักของเจ้าบึ้งตึงไปหมดแล้ว ไม่พอใจอันใดหรือเปล่า...อ้ะ หรือว่าหิว?” เย่ซืออวิ๋นชะงักพู่กันก่อนสะบัดจุ่มน้ำเปล่า ถามน้องชายอย่างห่วงใยตามประสาพี่ชายที่ดี

“ผู้ใดเขาจะหิวกัน เค่อก่อนก็เพิ่งทานขนมไป...อย่าบอกว่าท่านหิวอีกแล้ว?”

ขนมบนโต๊ะสามสี่อย่างที่อันกงกงยกมาให้เย่เซียวก็หยิบกินไปไม่กี่ชิ้น ดื่มชาไปเพียงกาเดียว แต่พี่ใหญ่ผู้เป็นเจ้าของตำหนักกลับกินเยอะกว่า ดื่มเยอะกว่า...แล้วหิวอีกแล้วหรือ?

 

ตัวตะกละเสียจริง!

 

“ข้าหิวอีกไม่ได้หรือ?” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ คล้ายจะถามว่าตนทำผิดอันใด ชาติก่อนแม้จะเป็นองค์ชายแต่เพื่อเอาชีวิตรอดจะกินจะซื้ออะไรเขาก็ต้องคิดทุกทาง ซ้ำยังต้องเลี้ยงดูเหล่าคนงามให้อยู่ดีกินดีเลยต้องระมัดระวังหลายอย่าง มาชาตินี้ตนเลยอาศัยความเป็นเด็กอยากกินของอร่อยๆ ก็ต้องได้กิน

เย่เซียวเห็นดวงตากลมโตที่มองมาอย่างอ้อนๆ เช่นนั้นแล้วก็พลันรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังรังแกเจ้าลูกแมวหิวโหยตัวหนึ่งอยู่ชัดๆ

 

ทำสีหน้าเช่นนั้น ดวงตาเช่นนั้น...ผู้ใดกันจะไม่ใจอ่อน!

เจ้าพี่ใหญ่ที่แสนร้ายกาจนี่!

 

“ท่านรีบวาด! วาดเสร็จข้าจะพาท่านไปทานข้าวกับเสด็จแม่ข้าสักมื้อ ถือเป็นค่าจ้างก็แล้วกัน แต่ถ้าท่านวาดออกมาไม่งามหรือด้อยกว่าข้าตัวจริงแม้เพียงส่วนเดียวล่ะก็...เหอะ!” เย่เซียวขึงตาพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ท่าทางหรือก็ราวนักเลงโตมากกว่าองค์ชาย แต่เย่ซืออวิ๋นกลับไม่โกรธเขารู้สึกว่าน้องสามที่เป็นเช่นนี้ดูจริงใจและซื่อตรงกว่าหลายคนมากนัก

 

ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็บอกว่าไม่ ท่าทางหาเรื่องทั้งๆ ที่เป็นคนจิตใจดี

ต่อให้เขาวาดภาพเจ้าตัวออกมาไม่สวยเย่ซืออวิ๋นก็มั่นใจว่าตนจะได้ไปกินข้าวที่ตำหนักของว่านกุ้ยเฟย

 

“ได้ยินมาว่าตำหนักของว่านกุ้ยเฟยมีน้ำแกงตุ๋นรังนกสูตรพิเศษ...ใช้รังนกสดใหม่ ตุ๋นด้วยไฟอ่อนๆ น้ำแกงไก่เคี่ยวนานนับวัน โรยด้วยชาหลงจิ่งหอมๆ สีใดดุจมรกตจริงหรือเปล่าน้องสาม!” เย่ซืออวิ๋นพูดไปก็กลืนน้ำลายลงคอไปด้วย ชาติก่อนเสด็จพ่อทรงพอพระทัยน้ำแกงของว่านกุ้ยเฟยเป็นพิเศษ โปรดให้นางเข้าเฝ้าที่ตำหนักจิ้งหยางเพื่อถวายน้ำแกงอยู่บ่อยครั้ง

 

เย่ซืออวิ๋นหวังว่าตนจะมีบุญได้ลิ้มลองบ้าง!

 

“น้ำแกงตุ๋นรังนกนั่นเสด็จแม่ทำถวายเสด็จพ่อเท่านั้น นานๆ ทีข้าเองถึงจะได้ลองชิม...พี่ใหญ่คิดว่าตนจะโชคดีขนาดนั้นเลยหรือ?” เย่เซียวกลอกตาใส่เจ้าตัวตะกละเห็นแก่กิน ดูไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอันใดแต่เรื่องของกินล่ะหูตาไวนักเชียว!

“แฮ่ม...แล้วเช่นนั้นตำหนักของว่านกุ้ยเฟยมีอันใดอร่อยอีกหรือไม่?”

“ท่าน...ช่างเถิด วาดภาพของข้าให้ออกมาดีก็พอ แล้วท่านจะได้รู้เองว่าตำหนักเสด็จแม่ของข้ามีอะไรอร่อยอีกหรือไม่”

“เช่นนั้นข้าเองก็ต้องทุ่มสุดฝีมือแล้วสินะ อันกงกง ไปเอาสีที่เก็บไว้มาเพิ่มให้ข้าที...เอาล่ะ น้องสามเจ้านั่งดีๆ ข้าจะตั้งใจวาดแล้ว"

 

เห็นแก่กินชัดๆ

อันใดคือจะตั้งใจวาดแล้ว แสดงว่าก่อนหน้านั้นยังมิได้ตั้งใจหรอกหรือ

 

อันกงกงที่นั่งรอรับใช้อยู่รีบทำตามคำสั่งขององค์ชายน้อย หยิบสีในตะกร้าสานมาวางไว้ข้างๆ เย่ซืออวิ๋น จัดการเปลี่ยนน้ำให้อย่างรู้ใจ จนเย่ซืออวิ๋นหันไปยิ้มกว้างขอบคุณกงกงคนสนิท

จากนั้นมือขาวเรียวเล็กนั่นก็ตวัดปลายพู่กันอย่างคล่องแคล่ว ดุจดั่งผีเสื้อกำลังขยับปีกร่ายรำ จุ่มสีแล้วขีดเขียนลงบนแผ่นกระดาษอย่างชำนาญ ดวงตามุ่งมั่นเจิดจ้ายิ่งนัก แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านเข้ามาในศาลาริมสระบัว แสงและเงาตกลงบนร่างของเย่ซืออวิ๋น ดูงดงามจับตา

เย่เซียวนั่งดีๆ เท้าคางมองมุมจริงจังของพี่ใหญ่ที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน...ไม่นึกว่าเจ้าตัวตะกละซุ่มซ่ามเช่นนั้นเวลาตั้งอกตั้งใจขึ้นมาแล้วจะดูดีขนาดนี้...ขับเน้นใบหน้าที่แม้ยังเยาววัยก็ยังคงงดงามนั้นให้งดงามยิ่งขึ้นอีก

เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม เย่ซืออวิ๋นก็วางพู่กันลงในน้ำที่เปลี่ยนเป็นสีเข้มไปแล้ว เขาเอนตัวพิงเบาะนุ่มที่อันกงกงเอามาให้นั่งพิง พลางถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อน เพราะการวาดภาพแต่ละครั้งนั้นล้วนใช้แรงกายและแรงใจไม่น้อย คราที่เขาวาดตำหนักจิ้งหยางก็ใช้เวลาหลายวันกว่าภาพจะออกมาเสร็จสมบูรณ์ ซ้ำหลังจากนั้นต้องนอนพักยาวๆ อีกครึ่งวันด้วย

“เสร็จแล้วหรือ?” เย่เซียวเลิกคิ้วเมื่อเห็นท่าทีเป็นแมวเปื่อยของพี่ชาย พลางลุกขึ้นไปฝั่งตรงข้าม เพราะรู้ว่ากระดาษยังไม่แห้งดีอาจทำให้ภาพวาดผิดเพี้ยนไปได้ เห็นแก่ความพยายามเกือบหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมานี่เขาจะไม่ทำให้มันเสียเปล่าล่ะกัน

ยามที่ดวงตาดุๆ ขององค์ชายสามมองภาพวาดที่ถูกขึงไว้แน่นนั้นเขาก็เบิกตากว้างอย่างแปลกใจ...ภาพของตนที่กำลังนั่งเอ้อระเหยชมสระบัวอยู่อย่างไม่ค่อยสนใจอันใด ขาข้างหนึ่งชันขึ้น มือวางลงบนเข่า อาภรณ์สีเขียวครามนั้นดูปลิวไสวตามสายลมอ่อนๆ ราวกับกำลังโบกสะบัดอยู่ในภาพ เส้นผมสีนิลยาวสยายบางส่วนถูกมัดรวบไว้ด้วยผ้าปักสีเดียวกับชุด แม้จะดูโอหังและอันธพาลหาเรื่องเกินเด็กวัยสิบเอ็ดหนาวไปเสียหน่อย แต่เย่เซียวที่รู้จักตัวตนของตัวเองดีกลับรู้สึกว่าภาพเช่นนี้...ดวงตานั้นทอดมองไปยังสระบัวสีใสเบื้องล่าง บัวงามหลากหลายสีเงาสะท้อนผืนน้ำดูเป็นประกายระยิบ ตัดกับฟากฟ้าสีครามได้อย่างงดงามลงตัว

 

ภาพนี้ช่างเหมือนตัวตนของเขาเสียเหลือเกิน

เป็นภาพที่แค่มองก็รู้สึก...ราวถูกดึงดูดเข้าไปเสียแล้ว

 

“ดีหรือไม่น้องสาม” เย่ซืออวิ๋นเห็นท่าทางเช่นนั้นแล้วก็ยิ้มตาหยี ไม่ต้องเดาเขาก็รู้ว่าน้องสามของตนชอบภาพวาดฝีมือเขามาก

เย่เซียวชะงักนิ่งงัน ไม่ตอบคำใดๆ จนเย่ซืออวิ๋นต้องยื่นมือไปจับชายเสื้อน้องสามแล้วเขย่าเบาๆ พร้อมเรียกชื่อซ้ำอีกรอบ “น้องสาม เย่เซียว...ได้ยินข้าหรือไม่”

“ได้ยิน อยู่ใกล้เพียงแค่นี้ท่านไม่ต้องเสียงดังก็ได้” เย่เซียวหันมาขึงตาใส่เบาๆ เขารู้สึกชอบภาพวาดของตนที่เย่ซืออวิ๋นวาดมาก แทบอยากจะม้วนกลับตำหนักไปให้ช่างหลวงใส่กรอบแล้วแขวนไว้ดูเสียด้วยซ้ำ “ฝีมือใช้ได้ไม่น้อยเลยนี่พ่ะย่ะค่ะ...พี่ใหญ่?” เย่เซียวเลิกคิ้ว น้ำเสียงแม้จะฉายแววชื่นชมก็ยังส่อแวววาจาหาเรื่อง

“แน่นอนอยู่แล้ว น้องสามชอบก็ดี...เอาล่ะ สรุปว่าข้าจะได้เป็นแขกที่ตำหนักของว่านกุ้ยเฟยใช่หรือไม่”

“หึ เป็นตัวตะกละน้อยจริงๆ ด้วย”

“ผู้ใดเขาเป็นตัวตะกละน้อยกันเล่า น้องสามนี่!” เย่ซืออวิ๋นถลึงตาใส่น้องชาย ยามเห็นเจ้าน้องสามหัวเราะในลำคอ ทำราวกับเขาอายุน้อยกว่าทั้งๆ ที่เขาหรือก็เป็นพี่ใหญ่แท้ๆ เย่ซืออวิ๋นเลยยื่นมือออกไปฟาดเบาๆ อย่างอดไม่ได้

เย่เซียวจับมือเล็กๆ ที่ฟาดเขาราวกับแมวข่วนนั่นไว้ ท้องนิ้วชี้และบริเวณนิ้วโป้งนั้นหยาบเล็กน้อย เป็นเอกลักษณ์ของคนที่หัดจับพู่กันบ่อย บรรดาเหล่าอาจารย์ที่สั่งสอนวิชาให้เหล่าองค์ชายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าองค์ชายใหญ่แม้จะไม่เก่งกาจเท่าเขากับพี่รอง แต่เรื่องวาดภาพและอักษรกลับไม่มีใครเทียบได้...

 

วันนี้เท่ากับเย่เซียวได้พิสูจน์คำพูดเหล่านั้นแล้ว

 

“เช่นนั้นก็ไปเถิด จะยามอู่แล้ว เสด็จแม่ของข้าคงกำลังใกล้จะตั้งโต๊ะพอดี...ภาพนี้ท่านรอให้แห้งดีเสียก่อนแล้วก็ให้คนไปแจ้งข้า ข้าจะมารับเอง” เขาไม่ไว้ใจน้องเหล่ากำนัลหรือขันที กลัวจะทำยับกันไปเสียก่อน

“น้องสามอยากเขียนกลอนอันใดลงไปหรือไม่ ให้คนส่งมาให้ก็ได้”

“อืม...” เย่เซียวขานรับก่อนจะลุกขึ้น จากนั้นก็ก้มมองพี่ใหญ่ที่กำลังเงยหน้ามองเขาตาแป๋วคล้ายลูกแมว...อายุหรือก็มากกว่าแท้ๆ เชียว ดูทำตัวสิ ไม่พอยังยกมือขึ้นมาเกาแก้มเขินๆ อีก

“แหะๆ น้องสาม...ข้าลุกไม่ขึ้นเสียแล้ว ปวดขามากไปหน่อย” เขานั่งนานๆ แล้วลุกไม่ขึ้นทุกที ต้องนวดๆ ขาให้ผ่อนคลายเสียก่อน

“นั่งนานเกินไปล่ะสิ” เย่เซียวย่อกายลง จากนั้นก็ถือวิสาสะดึงขาของเย่ซืออวิ๋นมาเบาๆ เลื่อนชายอาภรณ์ให้ไปกองรวมกันตรงเข่า แล้วลงมือบีบนวดให้เบาๆ ทุกจุดที่กดลงไปทำให้เย่ซืออวิ๋นตาโตอย่างผ่อนคลายที่สุด ไม่รู้มาก่อนเลยว่าน้องสามเก่งกาจเรื่องทักษะการนวดขนาดนี้!

“ท่านควรทูลขอเสด็จพ่อเรียนวรยุทธ์ก็ดีนะพี่ใหญ่” เพราะเขากับเย่เฟิงก็ได้เรียนวรยุทธ์เช่นกัน แต่ดูเหมือนเสด็จพ่อจะไม่ให้พี่ใหญ่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย ขนาดน้องสี่ที่ร่างกายอ่อนแอแบบไม่จริงจังผู้นั้นเสด็จพ่อยังตามใจโดยให้อาจารย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องลมปราณมาสอนเป็นพิเศษแท้ๆ

 

ไม่รู้ว่าทรงรักและเป็นห่วงพี่ใหญ่...หรือไม่ใส่พระทัยกันแน่

 

ถ้าไม่อย่างนั้นทำไมไม่ให้เรียนวรยุทธ์ติดกายไว้ เพราะขึ้นชื่อว่าองค์ชายหรือเชื้อพระวงศ์ทุกคนล้วนต้องพบเจอสถานการณ์อันตรายบ้างไม่มากก็น้อย องค์รักษ์ที่เก่งกาจเพียงใด การป้องกันที่แน่นหนาอย่างไร...ก็ไม่เท่าป้องกันด้วยตัวเอง

“ข้าไม่อยากเรียน...เรียนวรยุทธ์นั้นลำบากเกินไป ต้องฝึกตั้งแต่วัยเยาว์กว่านี้ ข้าไม่ชมชอบทำให้ตนเองลำบาก การได้กินของอร่อยและวาดภาพสวยๆ ก็พอแล้ว...” ชาติก่อนองค์ชายทุกคนต่างก็ได้ร่ำเรียนวรยุทธ์ไว้ป้องกันตัว แต่เย่ซืออวิ๋นกลับถูกสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวโดยเด็ดขาด เสด็จพ่อห้ามเขายุ่งกับบรรดาเรื่องราวในราชสำนัก กระทั่งวรยุทธ์ก็ไม่ให้ฝึก กองคีตศิลป์ก็ไม่ให้ย่างกรายเข้าไป ทรงโปรดให้เขาเป็นเพียงองค์ชายไร้ประโยชน์ที่ถูกร่ำลือว่าลุ่มหลงมัวเมาในเหล่าคนงาม

 

เสด็จพ่อ...เกลียดเขา

 

เย่เซียวเลิกคิ้วคล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน...พี่ใหญ่พูดราวกับไม่สนใจลาภยศ ไม่หวังตำแหน่งรัชทายาทที่เหล่าองค์ชายต่างวาดหวังครอบครอง แต่ดวงตาคู่นั้นก็สะท้อนความจริงใจออกมาและแน่วแน่ใจวาจาตนเอง

 

แต่เรื่องนี้...คงต้องรอดูกันต่อไปอีกนาน

 

เพราะเย่เซียวเข้าใจดีว่าใต้หล้านี้น้อยคนนักที่จะไม่ใฝ่หาอำนาจเหนือผู้คน...

ฮ่องเต้แห่งต้าเซี่ยล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างวาดหวังจับจ้องตาเป็นมัน อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น ทั้งสี่คาบสมุทรแปดแว่นแคว้น...

 

“ข้าดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณน้องสาม” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง ค่อยๆ ลุกขึ้น อาการปวดเมื่อยล้วนหายเป็นปลิดทิ้งจนเขาได้แต่อุทานในใจกับทักษะการนวดอันน่าเหลือเชื่อนั่น จากนั้นก็เอียงหน้าครุ่นคิดเบาๆ ตนกำลังจะไปตำหนักของว่านกุ้ยเฟย...กุ้ยเฟยเพียงคนเดียวในขณะนี้ เพราะฮ่องเต่เย่เทียนหลงนั้นมีสนมน้อยมาก คัดเลือกสามงามทุกปีก็มักได้มาเพิ่มแค่หนึ่งหรือสองคน บางปีถ้าเก็บเกี่ยวไม่ดีก็ยังถูกยกเลิกไปอีก แสดงให้เห็นว่าเป็นราชาที่ไม่ลุ่มหลงในสตรี

 

จะชาติที่แล้วหรือตอนนี้...เสด็จพ่อก็เหมือนเดิม

 

ว่านกุ้ยเฟยผู้นั้นเดิมทีเป็นบุตรีของอดีตแม่ทัพใหญ่สกุลหยาง นามเดิมว่าหยางจืออิง แม้นางจะไม่ได้มีรูปโฉมงดงามล่มเมือง แต่เป็นคนที่ท่วงท่ามีเสน่ห์ รู้จักเอาอกเอาใจ รู้รับรู้ถอย...เสด็จพ่อเลยโปรดปรานนางและให้ดำรงตำแหน่งกุ้ยเฟยเพียงหนึ่งเดียว

ชาติก่อนที่ตนตายเย่ซืออวิ๋นไม่รู้ว่าเคยทำให้กุ้ยเฟยผู้นี้ไม่พอใจบ้างหรือเปล่า แต่ในเมื่อมีชีวิตใหม่แล้ว เช่นนั้นตนก็จะทำตัวเป็นเด็กดีกับนางแล้วกัน!

“น้องสามรอประเดี๋ยวก่อน ไปพบหน้าว่านกุ้ยเฟย ข้าควรหาของไปมอบให้พระนางด้วย ตำหนักข้ามีของล้ำค่าอยู่ไม่น้อย น้องสามไปด้วยกันเถิด ไปช่วยเลือกเครื่องประดับให้ว่านกุ้ยเฟยกัน” เย่ซืออวิ๋นกลัวตนจะเลือกได้ไม่ต้องใจ เลยคว้ามือเย่เซียวแล้วดึงเข้าไปด้านในห้องส่วนตัว ใช้แรงงานน้องชายให้ยกกล่องเครื่องประดับออกมาวางไว้ แล้วลงมือรื้ออย่างร่าเริง เล่นเอาเย่เซียวได้แต่กระพริบปริบๆ แล้วถอนหายใจเบาๆ

 

พี่ใหญ่นี่นะ...ประหลาดเกินไปแล้วจริงๆ

แต่...

 

มุมปากขององค์ชายสามผุดรอยยิ้มจาง ใบหน้าที่ปกติมักหาเรื่อง ทำตาดุ นั้นคราวนี้อ่อนโยนลงมากโดยที่เจ้าตัวก็หาได้รู้ตัว...

 

..................

 

สุดท้ายเย่ซืออวิ๋นก็เลือกปิ่นดอกเหมยที่ใช้ทับทิบประดับตกแต่งอย่างงดงามล้ำค่ามาหนึ่งอัน เข้าคู่กับหวีประดับไข่มุกแดงเล็กๆ เรียงตัวสวย ตามที่เย่เซียวบอกว่ามารดาตนนั้นโปรดปรานดอกเหมยเป็นพิเศษ จากนั้นก็ให้อันกงกงหากล่องไม้จันทร์แดงมาหนึ่งกล่อง วางผ้าแดงปักลายมงคลแล้ววางเครื่องประดับลงไปก็เดินออกมาจากตำหนักลั่วสุ่ย พร้อมอันกงกง

เย่เซียวเป็นคนถือกล่องไม้จันทร์แดงนั้นไว้เอง เพราะมั่นใจว่าขืนให้พี่ใหญ่จอมซุ่มซ่ามนี่ถือ เครื่องประดับเหล่านี้คงไปไม่ถึงมือเสด็จแม่ของเขาแล้ว

“เดินดีๆ” เย่เซียวปรามเบาๆ มือหนึ่งคว้าแขนพี่ชายไม่ให้สะดุดไปเสียก่อน มือนึงถือกล่องไว้อย่างมั่นคง

“แหะๆ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มหยี ปล่อยให้น้องชายจูงมือส่วนตนเองก็เดินตามต้อยๆ ดวงตามองแผนหลังของน้องสามแล้วคลี่ยิ้ม

 

ดูองอาจมั่นคง...โตไปต้องยิ่งกล้าแกร่งกว่านี้เป็นแน่

สมกับที่มีสายเลือดของจวนแม่ทัพ

 

กึก

 

เย่เซียวชะงักฝีเท้า ยามจับจ้องไปยังร่างที่เดินมาทางพวกเขาสองคน ดวงหน้าที่ผ่อนคลายหย่อนอารณ์เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งและแววตาค่อนข้างบึ้งตึงไม่น้อยเมื่อเห็นว่าเป็นใคร

 

พี่รอง...เย่เฟิง

และ...มหาขันทีข้างวรกายฮ่องเต้เกาจิ้น

 

“พี่ใหญ่” เย่เฟิงคำนับเย่ซืออวิ๋นอ่ยทักทายอย่างสุภาพก่อนจะหันมายิ้มให้เย่เซียว ทำเมินมองไม่เห็นมือทั้งสองที่กุมกันไว้ เพราะเขาพอจะเข้าใจดีว่าพี่ใหญ่คงจะซุ่มซ่ามอีกแล้วเป็นแน่

“น้องรอง...ท่านเกาจิ้นด้วย?” เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้ว “มีอันใดกันหรือ?”

“เสด็จพ่อให้ท่านเกาจิ้นมาเชิญพี่ใหญ่ไปตำหนักจิ้งหยาง ข้าเลยขอตามมาด้วย...พี่ใหญ่กับน้องสามเล่า?”

“วันนี้ไม่มีเรียนข้าเลยชวนน้องสามไปนั่งเล่นที่ตำหนักลั่วสุ่ย พวกเราว่าจะไปทานข้าวที่ตำหนักของว่านกุ้ยเฟยกัน...แต่เห็นทีคงไม่ได้ไปเสียแล้ว” เย่ซืออวิ๋นรู้สึกเสียดายจริงๆ นั่นล่ะ...ก็เขาอยากกินของอร่อยที่ตำหนักของว่านกุ้ยเฟยนี่นา!

“เช่นนั้นหรือ ดูเหมือนพี่ใหญ่กับน้องสามจะสนิทสนมกันดี” เย่เฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย พลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก คล้ายกำลังถูกแย่งแมวตัวน้อยของตนไป

“แน่นอนพวกเราย่อมสนิทกันดี” เย่เซียวตอบอย่างอารมณ์ดี พอใจที่เห็นเย่เฟิงดูหงุดหงิด แม้เจ้าตัวจะสามารถกลบมันไว้ภายในเสี้ยวพริบตาแต่เขาที่รู้จักและเห็นพี่ชายคนนี้เป็นคู่แข่งย่อมรู้ดี “พี่ใหญ่ยังวาดภาพให้ข้าภาพหนึ่งอีกด้วย”

“เช่นนั้นหรือ?”

“เอ่อ...แฮ่ม! ท่านเกาจิ้น เสด็จพ่อให้ข้าเข้าเฝ้าด้วยเรื่องอันใดหรือ หรือว่าตำหนักจิ้งหยางทำของอร่อยใหม่ได้เลยให้ข้าไปชิมด้วย?” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยขัดเบาๆ ยามสัมผัสได้ถึงบรรยากาศเยือกเย็นแปลกๆ ระหว่างน้องชายทั้งสอง

 

หรือสองคนนี้จะไม่ถูกกันหนอ?

 

คำถามเพียงประโยคเดียวขององค์ชายใหญ่ทำให้บรรยากาศเคร่งเครียดหายไปทันที ทั้งสามคนพร้อมใจกันมองใบหน้าน่ารักขององค์ชายใหญ่ที่กำลังกระพริบตาปริบๆ งงๆ มองคนโน้นที คนนั้นทีราวลูกแมวตัวน้อย

เย่เซียวถอนใจจากนั้นก็ถลึงตาใส่เจ้าพี่ชายจอมตะกละ...นี่เห็นตำหนักจิ้งหยางของโอรสสวรรค์เป็นห้องเครื่องหรืออย่างไรกัน ส่วนเย่เฟิงนั้นก็อมยิ้ม มองพี่ใหญ่ด้วยสายตาเอ็นดู

“อัครเสนาบดีลู่มาเข้าเฝ้า ฮ่องเต้เลยให้กระหม่อมมาทูลเชิญองค์ชายไปพบพ่ะย่ะค่ะ” เกาจิ้นตอบยิ้มๆ มององค์ชายใหญ่อย่างเอ็นดู เห็นทีเดี๋ยวไปถึงเขาต้องให้คนเตรียมขนมกับชาดีๆ ไว้ให้แล้วล่ะจะไม่ทำให้องค์ชายน้อยทรงผิดหวัง

เย่เซียวพยักหน้าเบาๆ เข้าใจว่าฮ่องเต้จะทำอะไร...เขาหันไปมองพี่ชายที่ยืนนิ่งไปอย่างแปลกใจ “ประเดี๋ยวข้าไปทานข้าวที่ตำหนักเสด็จแม่ ส่วนเครื่องประดับเหล่านี้พี่ใหญ่เอาคืนไปก่อนเถิด ไว้วันไหนไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่ของข้าแล้วค่อยเอาไป”

“ไม่เป็นไรๆ ข้าฝากน้องสามมอบให้ว่านกุ้ยเฟยด้วย เดี๋ยววันหลังข้าจะไปคำนับพระนางเป็นแน่ ของขวัญนี้ฝากไปล่วงหน้าก่อน” เย่ซืออวิ๋นที่ได้สติกลับมายิ้มให้เย่เซียว เขาปล่อยมือน้องสามแล้วก็ตบหลังมืออีกฝ่ายเบาๆ “ถ้าได้บทกลอนที่อยากเขียนลงในภาพแล้วให้คนมาส่งมอบให้ข้าแล้วกัน”

“ได้...เช่นนั้นท่านเดินดีๆ ...พี่รอง ท่านเกาจิ้น ฝากพี่ใหญ่ด้วย”

“น้องสามไม่ต้องเป็นห่วง” เย่เฟิงยิ้มก้าวมากุมมือพี่ใหญ่ของตนไว้เบาๆ ใช้แรงที่มากกว่าดึงเย่ซืออวิ๋นมาไว้ข้างกายตน “ข้าจะดูแลพี่ใหญ่อย่างดี”

“เหอะ” เย่เซียวส่งเสียงเหอะในลำคอ ประสานมือคำนับเย่ซืออวิ๋นและเย่เฟิงหนึ่งครา ก่อนจะหมุนกายกลับไป พร้อมอันกงกง ที่ได้รับสายตาจากเจ้านายให้ตามไปส่งองค์ชายสาม

“เช่นนั้นเราก็ไปกันเถิดน้องรอง ท่านเกาจิ้น” เย่ซืออวิ๋นยิ้ม เอ่ยชวนทั้งคู่ให้เดินไปพร้อมกัน ส่วนในใจนั้นกำลังเคร่งเครียดอย่างหนัก...และเสี้ยวหนึ่งก็แฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว

อัครเสนาบดีลู่...ลู่จิง เป็นบิดาของคนที่เขาทั้งอยากเจอและไม่อยากเจอที่สุด บุรุษผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนสุภาพ บรรเลงฉิน ดีดพิณอย่างชำนาญให้เขาฟังอยู่บ่อยครั้งในชาติก่อน

 

อดีตสามีที่เย่ซือวิ๋นทูลขอสมรสพระราชทาน

ลู่ถิงอวี่...

 

ข้าทั้งอยากเจอและไม่อยากเจอท่าน...ทั้งคิดถึงและไม่อยากคิดถึง

เพราะข้ารู้ดีว่าแม้ท่านจะอ่อนโยน หรือใจดีกับข้าเพียงไร...

 

ท่านก็ไม่เคยรักข้า...

 

........................

 

#ใครฆ่าองค์ชายใหญ๋

น้องสามเขาเป็นคนแรกที่ได้เป็นแบบให้พี่ใหญ่วาดภาพ เดี๋ยวสาเหตุนี้แหละค่ะจะทำให้องค์ชายสามลำบาก 555 ถูกกลั่นแกล้ง ส่วนองค์ชายใหญ่ก็ไม่รู้เรื่องรู้ราว น้องแค่ทำเพื่อชีวิตน้อยๆ ของตัวเองกับปากท้อง แค่นั้นเองค่าาาา 

อย่าลืมดูแลตัวเอง อย่าลืมรักษาสุขภาพ กันด้วยนะคะ

ราตรีสวัสดิ์ ฝันดีค่าาา

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.212K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,284 ความคิดเห็น

  1. #4255 รักคริสเทา ชอบไคโด้ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2564 / 00:08
    ตัดองค์ชายสามออกจากคนฆ่าองค์ชายใหญ่ได้เลยยยยยยย
    #4,255
    0
  2. #4194 BeeBangpho (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 14:04
    น่ารักกกก
    #4,194
    0
  3. #4170 skiki2 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 เมษายน 2564 / 19:58
    เอ็นดูเหล่าองชาย~~~~น่ารัก
    #4,170
    0
  4. #4169 skiki2 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 เมษายน 2564 / 19:58
    เอ็นดูเหล่าองชาย~~~~น่ารัด
    #4,169
    0
  5. #4162 Present (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 เมษายน 2564 / 05:24
    ทำไมบ้านนี้หน้าแดงใส่กันบ่อยนะ 555
    #4,162
    0
  6. #3735 knunkim (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มีนาคม 2564 / 11:17
    งั้นแสดงว่าน้องรักข้างเดียวข้าวเหนียสนึ่งสินะ
    #3,735
    0
  7. #3651 oomka (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 11:57
    สงสารน้อง ไม่มีใครที่ไว้ใจได้สักคน
    #3,651
    0
  8. #3106 Frizzy G (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:29
    เอ็นดูเเต่ยังไม่ไว้ใจกัน

    ชาติก่อนนั้น เเย่ยิ่งกว่า โดดเดี่ยว ไม่มีใครไว้ใจโดนกีดกันไม่ได้ทำในสิ่งที่รัก

    สุดท้ายโดนฆ่าตาย
    #3,106
    0
  9. #2991 queenpkk (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 17:04
    ลุ้นๆๆๆ ใครฆ่าา ไม่น่าจะใช่น้องๆ
    #2,991
    0
  10. #2958 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 11:39
    สงสารน้องมากจริงๆชีวิตแบบโดดเดี่ยวไปอีกอะ ทำดีกับเค้าเพื่ออยู่รอด แต่เค้ากลับเอาแต่ทำร้ายเรา แงงงง
    #2,958
    0
  11. #2878 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มกราคม 2564 / 22:03
    เหมือนทุกคนเอนดูน้องแต่ก้ไม่ไว้ใจน้องด้วยอ่า อยากบอกว่าน้องแค่เหนแก่กินแค่นั้นเอง แอแงงงงงง ช่วยใจดีกับน้องด้วยเถอะนะ🥺
    #2,878
    0
  12. #2588 mothergod (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 18:37
    แต่งดีมากเลยย แต่แบบปูเรื่องมาให้คิดว่าเป็นถิงอวี่มากกก 555555
    #2,588
    0
  13. #2505 kristkatt (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 02:36
    เป็นนิยายที่อ่านเเล้วร้องไห้มาทุกตอนจนถึงตอนนี้

    ชีวิตน้องดูโดดเดี่ยวมากๆ ไม่มีใครที่พอจะรัก

    พอจะไว้ใจได้เลยซักคน

    พยายามเพื่อที่จะให้คนไม่เกลียดเพื่อรักษาชีวิตทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เศร้ากว่าซีนดราม่าที่ตั้งใจใส่มาตรงๆซะอีก ยิ่งพยายามทำทุกอย่างให้คนรักมากเท่าไหร่บนความกลัวว่าจะไม่มีใครรัก ยิ่งทำให้น้องเหมือนจะออกห่างจากตัวตนของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น เเถมยังไม่มีใครซักคนไว้ใจอีก

    งือออ เศร้า

    ถึงคุณไรท์บอกว่าไม่เศร้าเเต่จริงๆมันเศร้ามากเลย

    คุณไรท์ทำได้ดีมากๆ

    ขอบคุณนะคะ
    #2,505
    2
    • #2505-1 un_jeanne(จากตอนที่ 3)
      28 ธันวาคม 2563 / 13:23
      จริงมากค่ะ เห็นด้วยมากๆเลย ฮือออออ
      #2505-1
    • #2505-2 Demon ni(จากตอนที่ 3)
      1 มกราคม 2564 / 13:47
      เห็นด้วยมากค่ะ พี่ใหญ่ชีวิตน่าเศร้ามาก
      #2505-2
  14. #2390 346287 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2563 / 07:58
    ฮองเต้กับอาจารย์นี้.......
    #2,390
    0
  15. #2276 monana13 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 02:19
    น้องทำเหมือนในชาติก่อนไม่มีใครรักหรือคนที่ไว้ใจได้เลย
    #2,276
    1
    • #2276-1 yuu1(จากตอนที่ 3)
      12 ธันวาคม 2563 / 23:05
      ใช่ คิดเหมือนกันเลย
      #2276-1
  16. #2122 Mew (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 / 05:27

    เป็นพี่ใหญ่ที่เหมือนน้องเล็กของบ้าน

    ในที่สุด! กำลังคิดอยู่เลยว่าไม่จำเป็นต้องมีพระเอกก็ได้มั้ง

    #2,122
    1
    • #2122-1 yurayurisaki(จากตอนที่ 3)
      20 พฤศจิกายน 2563 / 01:27
      นี่คิดไปแล้วค่ะว่าควรharem555
      #2122-1
  17. #2055 ay_ben (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 08:16
    น้องสามคนซึนปะครับ
    #2,055
    0
  18. #1893 Treerainbow (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 20:37

    องค์ชายใหญ่ไม่ใช่ลูกแท้ๆของฮ่องเต้สินะคะ

    ดูจากบริบทต่างๆในบทนี้ คนที่รู้ความจริงน่าจะมีฮ่องเต้กับท่านเสนาบดี

    ่ส่วนครอบครัวฝั่งแม่ของน้องก็คิดการใหญ่อยู่ ทำให้ท่านพ่ฮ่องเต้ต้องจับตาดู

    มโนต่อไป หวังว่าพระเอกจะไม่ใช่คุณชสยขี้โรคคนนั้นนะ

    เราค่อนข่างเชียร์ไทป์พี่น้อง(ไม่แท้)อยู่

    #1,893
    1
    • #1893-1 The Sky 9096(จากตอนที่ 3)
      2 พฤศจิกายน 2563 / 11:24
      เราว่าน่าจะเพราะฮองเต้รักลูกชายมากกว่า เพราะยิ่งทำว่าเกลียดเท่าไรลูกยิ่งปลอดภัย จากทั้งพี่น้องและคนที่จะหาผลประโยชน์จากตำแหน่งองค์ชายใหญ่
      #1893-1
  19. #1667 khunsom08 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2563 / 02:00
    สนุกมาก
    #1,667
    0
  20. #1640 napa_toey (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 20:17
    ฉัน ชอบ เรือ บาป ยิ่ง นัก!!!!!!
    #1,640
    0
  21. #1572 Bongnahungg (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2563 / 08:13
    นี้มันเรือบาป! พายแปป
    #1,572
    0
  22. #1432 Moo_k (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 19:25
    เรือบาปต้องมาแล้ววว
    #1,432
    0
  23. #1172 Am_mpye (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 12:04
    เรือบาปต้องมาแล้ววววว
    #1,172
    0
  24. #867 PPR-11 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 19:33
    ฮือออ ตูจะขึ้นเรือบาป!!! ไม่ลงไม่รอพระเอกมันแย้ววว!!!//โดดขึ้นเรือ
    #867
    1
  25. #857 Inn1427 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 16:55
    เด็กๆอย่าตีกัน5555555
    #857
    0