ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 29 : 二 十六 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 一 ต่างเติบโต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,320
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,997 ครั้ง
    18 ต.ค. 63

 

 ตอนที่หนึ่ง : ต่างเติบโต

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ ยามเหม่าแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“อือ...อันกงกงเข้ามาเถิด?”

กงกงใหญ่ประจำตัวองค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าเซี่ยเดินเข้ามาจัดการรวบเก็บม่านระย้าที่รอบเตียงขึ้น มองเจ้านายตัวน้อยที่บัดนี้กลายเป็นชายหนุ่มรูปงามแล้ว...

เย่ซืออวิ๋นวางมือลงบนมือของกงกงประจำตัวเป็นหลักยึด ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง เขาอาบน้ำและเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วแต่ก็ยังนั่งอยู่บนเตียงต่ออีกสักครู่เพราะขี้เกียจลุก ร่างที่สูงขึ้นกว่าแต่เดิมหลายชุ่นยามนี้สวมใส่อาภรณ์สีฟ้าอ่อน เนื้อผ้านั้นเป็นผ้าไหมหายากจากสู่ชวน บางเบาแต่มิได้โปร่งบางเกินไปเหมาะสำหรับอากาศดีๆ ในฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้นัก ฝีเข็มที่ปักลายกระเรียนขาวโดยใช้ดิ้นเงินนั้นก็เป็นฝีมือของช่างกองอาภรณ์ที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่ ที่เอวยังคงพันไว้ด้วยกระบี่อ่อนชางชุนคู่ใจและห้อยพู่หยกพกธาราครามติดตัวไว้เสมอ...

ใบหน้าที่สมัยยังเยาว์นั้นงดงามแล้ว ยามนี้กลับทวีความงามขึ้นอีกหลายเท่า คิ้วโก่งเรียว จมูกเล็ก ผิวกายขาวผุดผาดราวหิมะ ริมฝีปากแดงอิ่มดุจสีของเหมยแดงแย้มบาน และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดสำหรับผู้ที่พบเห็นองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยแล้วประทับใจมิรู้ลืม

 

ก็คือ...ดวงตากลมโตคู่นั้น

ดวงตาที่ราวกับคว้าหมู่ดาราบนฟากฟ้ามาประดับไว้...สุกสกาวงดงามสะกดผู้คนรับกับแพขนตาเรียงตัวสวยนั่น

 

เส้นผมดำยาวที่แต่เดิมมักรวบไว้ด้วยผ้าไหมหรือเชือกยามนี้ถูกรวบขึ้นเป็นมวยเล็กๆ และครอบไว้ด้วยกวานหยกสีครามอมทอง ยึดปักด้วยปิ่นทองฉลุลายมังกรห้าเล็บ ริ้วสีทองในกวานหยกนั้นราวจะเปล่งประกายระยิบระยับล้อกับแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องเข้ามากระทบ

 

ปิ่นทองฉลุลายมังกรห้าเล็บที่ทำได้ยากยิ่ง...และกวานหยกเมฆษริ้วทอง หยกที่ว่ามีเพียงชิ้นเดียวในใต้หล้า

ต่างถูกนำมาเป็นกวานสวมให้องค์ชายใหญ่ในวันที่เขาเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

 

หนึ่งปิ่นทองจากมารดาผู้ล่วงลับ

และหนึ่งกวานหยกจาก...คนสำคัญ

 

ใช่แล้ว...ตอนี้เย่ซืออวิ๋นเป็นชายหนุ่มอายุสิบแปดกำลังจะสิบเก้า และย้ายออกมาอยู่ตำหนักลั่วสุ่ยนอกวังได้ปีกว่าแล้วเช่นกัน

 

“วันนี้ข้าไม่ต้องเข้าประชุมเช้าในท้องพระโรง เช่นนั้นพวกเราแวะไปจวนอัครเสนาบดีกันดีกว่า อันกงกงว่าอย่างไร?” 

“ตามที่องค์ชายรับสั่งเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะให้คนไปแจ้งที่จวนอัครเสนาบดีล่วงหน้าก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ”

“อื้อ...ขอบคุณนะอันกงกง” เย่ซืออวิ๋นยิ้มหวานให้ พาลให้ใจคนเฒ่าคนแก่อย่างอันกงกงละลายแต่เช้า องค์ชายของกระหม่อมทรงงดงามที่สุดในใต้หล้าเลยพ่ะย่ะค่ะ ยิ่งแย้มสรวลเช่นนี้ยิ่งงดงาม “แต่ตอนบ่ายข้ายังต้องเข้าไปกองช่างศิลป์อีก”

เย่ซืออวิ๋นเดินออกมานอกห้องนอนของตนโดยมีอันกงกงเพียงคนเดียวตามมา ข้ารับใช้ทั้งหมดต่างรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่มิโปรดเรื่องยุ่งยากวุ่นวายเท่าไหร่นัก ดังนั้นยามที่เสด็จไปไหนมาไหนมักมีอันกงกงหรือท่านองครักษ์หรงเป็นผู้ติดตามเพียงสองคน น้อยนักที่จะจัดขบวนให้วุ่นวาย

“หรงหวันยังไม่กลับมาสินะ” เย่ซืออวิ๋นได้ให้ท่านองครักษ์หรงไปสืบข่าวบางอย่างให้ตน แต่คาดว่าไม่เกินค่ำวันนี้อีกฝ่ายก็คงกลับมาแล้ว

ตำหนักลั่วสุ่ยนอกวังของเย่ซืออวิ๋นนั้นแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างไปจากตำหนักเดิมของตนเลย เสด็จพ่อได้ให้ช่างตกแต่งที่นี่ให้เหมือนตำหนักเดิมของเขามากที่สุด และใช้เวลาหลายปีทีเดียวกว่าจะตกแต่งเสร็จ ที่จริงก็มิได้อะไรมากนักเพียงแต่ทรงเป็นข้ออ้างของฝ่าบาทที่ไม่อยากปล่อยบุตรชายออกมานอกวังก็เท่านั้น

ใต้หล้าต่างรู้ดีว่าฮ่องเต้เย่เทียนหลงทรงหวงองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นยิ่งกว่ามังกรหวงสมบัติ

“ท่านองครักษ์หรงยังไม่กลับมาพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม...เดี๋ยวเขาก็คงมาเอง ข้าจะไปจวนอัครเสนาบดี ไม่ต้องตามหรอก” เย่ซืออวิ๋นบอกองครักษ์ที่อยู่หน้าประตูตำหนัก ทุกคนมองหน้ากันเล็กน้อยกำลังตัดสินใจว่าควรจะตามหรือไม่ตามไปดี เพราะฝ่าบาททรงรับสั่งกับพวกเขาว่าอย่าไว้ใจคุณชายลู่...ทั้งๆ ที่คุณชายลู่ก็เป็นลูกศิษย์ของพระองค์แท้ๆ

 

แต่พวกเขาก็เข้าใจนายเหนือหัว คุณชายลู่ผู้นั้นยามที่อยู่กับองค์ชายใหญ่แล้วก็มิค่อยน่าไว้ใจจริงๆ นั่นล่ะ อีกทั้งองค์ชายใหญ่ยังงดงามตรึงตาขนาดนี้ ฝ่าบาทที่ทรงเป็นบิดาย่อมหวงมากเป็นธรรมดา

 

เห็นสายตาของแต่ละคนเย่ซืออวิ๋นก็ได้แต่ส่ายหน้า...นับวันเสด็จพ่อก็ยิ่งหมั่นไส้ถิงอวี่มากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก “ข้าไปไม่นานหรอก”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”  สุดท้ายองครักษ์ทั้งหลายก็ได้แต่ยอม เพราะมิอาจขัดสายตาและน้ำเสียงขององค์ชายใหญ่ได้...เป็นเจ้านายที่มิต้องทำอะไรมากมายพวกเขาก็พร้อมใจกันทำตามบัญชาอย่างว่าง่ายแล้ว

เย่ซืออวิ๋นยิ้มอย่างพออกพอใจ เดินออกมาพร้อมกับอันกงกง ถนนไต้เหยียนของเมืองหลวงฝูหยางนั้นมิค่อยมีผู้คนสวนไปมาเท่าไหร่นัก เพราะเป็นย่านที่อยู่ของขุนนางคนสำคัญหรือองค์ชายที่มาอยู่นอกวัง แต่ทั้งท่านเสนาบดีลู่และองค์ชายใหญ่ที่อยู่อาศัยในถนนเส้นนี้ก็หาได้เหมือนชนชั้นเจ้านายคนอื่นๆ มิได้กั้นอาณาเขตและเปิดทางให้สัญจรผ่านไปมาด้วย

จากตำหนักลั่วสุ่ยนอกวังมาจวนอัครเสนาบดีลู่นั้นเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว แค่เห็นองค์ชายใหญ่เสด็จมาองครักษ์หน้าประตูก็รีบเปิดให้องค์ชายใหญ่เข้ามาแล้ว

เย่ซืออวิ๋นเดินไปตามทางเดินของจวนอัครเสนาบดีอย่างคุ้นเคยยิ่งนัก นอกจากตำหนักตัวเองแล้วก็มีจวนแห่งนี้นี่ล่ะที่เขามาบ่อยยิ่งกว่าอะไรดี...

“องค์ชายใหญ่ ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะ” ซุนจี้ พ่อบ้านใหญ่ประจำจวนอัครเสนาบดีที่เพิ่งให้คนเตรียมมื้อเช้าให้คุณชายของจวนเสร็จรีบเข้ามาถวายคำนับองค์ชายใหญ่ทันที...เพราะองค์ชายใหญ่ผู้นี้เป็นคนสำคัญยิ่งของจวนอัครเสนาบดี แทบจะเป็นเจ้าของอีกคนของจวนไปเสียแล้ว

“อย่ามากพิธีเลย ถิงอวี่อยู่ข้างในหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นรีบโบกมือให้ซุนจี้ลุกขึ้นแล้วถามหาลู่ถิงอวี่ทันที

“อยู่พ่ะย่ะค่ะ คุณชายกำลังรับสำรับเช้าพอดี...เช่นนั้นประเดี๋ยวกระหม่อมจะให้ห้องครัวเตรียมเครื่องเสวยให้องค์ชายเพิ่มนะพ่ะย่ะค่ะ อันกงกง ท่านมากับข้าเร็วเถิด” ซุนจี้รีบคว้ามือกงกงใหญ่ของตำหนักลั่วสุ่ยที่ทำท่าจะปฏิเสธตนให้ไปห้องครัวด้วยกันทันที

 

เพื่อที่คุณชายของตนจะได้อยู่กับองค์ชายใหญ่กันสองคน!

เพื่อคุณชาย!

 

อันกงกงที่รู้เท่าทันเจ้าพ่อบ้านนี่แต่ขันทีอย่างตนมีหรือจะสู้แรงได้ ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ของจวนอัครเสนาบดี 

ภายในห้องโถงแห่งนี้ตกแต่งอย่างเรียบง่ายสบายตา โดยเน้นเครื่องประดับที่เป็นสีขาวเสียส่วนมาก ไม่ว่าจะเป็นปะการังมุก เครื่องแก้ว ผ้าม่าน หรือกระทั่งเครื่องเรือน ตามฝาผนังมีภาพวาดเรียงรายอยู่ไม่น้อย บางภาพก็เป็นฝีมือจากปลายพู่กันของสองพ่อลูกสกุลลู่ และหลายภาพที่เป็นฝีมือของเย่ซืออวิ๋นเอง

องค์ชายใหญ่มองร่างสูงที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่...หน้าต่างของห้องนี้เป็นรูปหกเหลี่ยม กรอบหน้าต่างนั้นเป็นไม้หอมจันทร์ฉลุลายเกลียวเมฆ ถ้าหากมองผ่านหน้าต่างไปด้านนอกก็จะเห็นต้นอิงฮวาที่กำลังผลิดอกคลี่บานจนเห็นเป็นสีชมพูสะพรั่ง กลีบดอกไม้ถูกสายลมโชยมาด้านในทำให้ร่างสูงในชุดอาภรณ์ขาวนั้นดูราวเทพเซียนยิ่งขึ้นไปอีก

 

ลู่ถิงอวี่...คุณชายหยกขาวผู้เป็นที่เลื่องชื่อของต้าเซี่ย

 

ใต้หล้าต่างรู้ว่าเขาเป็นบุตรชายของท่านอัครเสนาบดีลู่ เป็นลูกศิษย์คนเดียวที่ฮ่องเต้เย่เทียนหลงออกพระโอษฐ์รับรอง แม้จะดูอ่อนแอไปเล็กน้อยแต่ความสามารถของเขาก็เป็นที่ประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยแบ่งเบางานขององค์ชายรัชทายาท แก้ปัญหาให้ชาวประชา และสิ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของลู่ถิงอวี่ขจรไปไกลอีกอย่างก็คงเป็นการที่เขาสามารถสอบจ้วงหยวนได้ตอนอายุสิบห้า

 

เด็กหนุ่มที่เพิ่งสวมกวานแต่กลับมีความรู้ลึกซึ้งกว้างขวางยิ่งกว่าบัณฑิตทั้งแผ่นดิน

 

ตอนนั้นลู่ถิงอวี่ได้แต่ใช้ข้ออ้างว่าตนยังอายุน้อยไม่อาจรับตำแหน่งจ้วงหยวนหรือทำงานในสภาขุนนางได้ อีกทั้งเพียงแค่อยากลองวัดความรู้ความสามารถของตนดู แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเขาก็ยังเป็นที่จับตามองของผู้คนอยู่ดี

บุรุษที่ว่ายามนี้กำลังหันมามองเย่ซืออวิ๋นเมื่อรู้ว่าถูกจับจ้องอยู่ ใบหน้าที่ทั้งหล่อเหลาและงดงามอย่างลงตัวจนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วหล้านั้นขยับรอยยิ้มอ่อนหวาน...ดวงตาดอกท้ออ่อนละมุนยิ่งกว่าน้ำผึ้ง ร่างสูงรีบผุดลุกขึ้นแล้วเดินมาหาเย่ซืออวิ๋นอย่างรวดเร็ว ยื่นมือไปรวบมือเรียวมากอบกุมไว้ ใช้น้ำเสียงไพเราะของตนเอ่ยเรียกชื่อคนตรงหน้าอย่างละมุนละไม

 

เป็นความอ่อนโยนเจือความอ่อนหวานที่มีให้คนคนนี้เพียงคนเดียว

 

“ซืออวิ๋น”

“อื้อ” เย่ซืออวิ๋นขานรับ น้ำเสียงของลู่ถิงอวี่นั้นต่างจากตอนเด็กมาก ทุ้มต่ำลงแต่ก็ยังไพเราะเช่นเดิม เหมือนเสียงของเครื่องดนตรีที่สั่นไหว “ข้ามาขอถิงอวี่กินมื้อเช้า”

“ดีเลย ข้ากินข้าวคนเดียวเหงายิ่งนัก” คุณชายลู่จูงมืออีกฝ่ายไปนั่งด้วยกัน ทำหน้าตาน่าสงสารชวนให้เห็นใจได้อย่างที่สุด เส้นผมสีดำยาวของเขาถูกรวบไว้และครอบด้วยกวานหยกสีครามเป็นหยกชนิดเดียวกับกำไลธาราครามที่องค์ชายใหญ่ใส่ไว้ที่ข้อมือ ตัวกวานนั้นวาดลาดเมฆสีทอง และปิ่นที่ใช้ยึดกวานก็เป็นปิ่นทองคำสลักตัวอักษร...

ลายเมฆสีทองบนกวานหยกนั้นเย่ซืออวิ๋นเป็นคนวาดด้วยมือตัวเอง เขาใช้ทองคำและสีพิเศษทำออกมาอย่างตั้งใจ ใช้เข็มเล็กๆ เจาะลงไปและค่อยฝังสีทองคำ ต้องค่อยๆ ทำอย่างประณีตและละเอียดรอบคอบที่สุด ส่วนปิ่นทองคำเรียบนั่นก็ถูกลู่ถิงอวี่บอกว่าให้สลักชื่อของเขาลงไป...ชื่อของเย่ซืออวิ๋นบนกวานที่อีกฝ่ายสวม

“เจ้าหน้าแดง?” ลู่ถิงอวี่มองคนตรงหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ “คิดอันใดอยู่ หืม?”

“ไม่ได้คิดอันใดเสียหน่อย ข้าเพียงแค่หิวมากก็เท่านั้นเอง จริงด้วยวันนี้มิมีประชุมเช้าไม่ใช่หรือ เหตุใดท่านอาจารย์ลู่ถึงไม่อยู่เล่า?”

“ท่านพ่อถูกเรียกตัวเข้าวัง ข้าเลยต้องกินข้าวคนเดียว แต่ซืออวิ๋นมาก็ไม่ต้องเหงาแล้ว” ลู่ถิงอวี่คีบอาหารให้องค์ชายใหญ่ เพราะเขาพับแขนเสื้อขึ้นทำให้เห็นหยกอุ่นอรุณที่ข้อมือ หยกล้ำค่าควรเมืองที่ลู่ถิงอวี่ไม่เคยถอดมันออกนับตั้งแต่วันแรกที่อีกฝ่ายสวมให้

 

ของสิ่งใดที่ได้รับมาจากองค์ชายใหญ่เขาไม่เคยไม่ถนอมดูแล

 

เย่ซืออวิ๋นมองสีหน้าเช่นนั้นของเขาแล้วก็ปวดใจ ยื่นมือไปลูบแก้มของลู่ถิงอวี่เบาๆ ราวจะปลอบ จากนั้นก็ตีมือคุณชายลู่เบาๆ “ข้าจะคีบอาหารให้ถิงอวี่เอง ถิงอวี่ไม่ต้องมาดูแลข้า...เมื่อวานเจ้ากับน้องรองเพิ่งกลับมาจากข้างนอก ได้พักผ่อนกันดีๆ หรือไม่ก็ไม่รู้...ข้าจะดูแลเจ้าเอง เจ้ากินเนื้อปลานี่ ได้ยินพ่อครัวบอกว่าดีต่อร่างกายยิ่ง...” 

ลู่ถิงอวี่พยักหน้าเชื่อฟัง คุณชายลู่ที่ปกติมักมีวาจามาให้ผู้อื่นไร้ทางออก ยามอยู่ต่อหน้าองค์ชายใหญ่แล้วก็ทำอะไรไม่ได้เสมอ ได้แต่เชื่อฟังและทำตามที่อีกฝ่ายพูดทุกอย่าง

พ่อบ้านซุนจี้ให้สาวใช้ยกอาหารและขนมมาเพิ่ม โดยล้วนเป็นของโปรดองค์ชายใหญ่ทั้งสิ้น พ่อครัวจวนอัครเสนาบดีเองก็ปลื้มองค์ชายใหญ่เป็นอย่างยิ่งมักเตรียมของที่องค์ชายใหญ่ทรงโปรดปรานไว้เสมอ หลังจากจัดวางอาหารจนเต็มโต๊ะแล้วเขาก็ให้สาวใช้ออกไปรอข้างนอก ตนเองก็ออกไปด้วย

 

คุณชายของบ่าวท่านต้องทำคะแนนมากๆ เข้านะขอรับ!

 

ลู่ถิงอวี่อมยิ้มกับความน่ารักและความใส่ใจของอีกคนที่ไม่เคยลดลงเลย แม้บางครั้งซืออวิ๋นจะรู้ว่าเขาแกล้งทำอีกฝ่ายก็จะทำเมินไปและดูแลเขาเช่นเดิม...แม้ยามนี้จากลูกแมวน้อยจะกลายเป็นแมวที่งดงามสะกดสายตาแล้วก็เถอะ

องค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ย...เป็นดุจดั่งไข่มุกบนฝ่ามือของฮ่องเต้เย่เทียนหลง แต่ใต้หล้าต่างก็รู้ดีว่าองค์ชายผู้นี้มีความสามารถเรื่องการเขียนอักษรและวาดภาพได้เป็นอันดับหนึ่งจนไม่มีใครเทียบเคียงได้ งานสมโภชเมื่อหลายปีก่อนองค์ชายใหญ่สามารถรังสรรค์ภาพอันแสนงดงามออกมาได้เพียงหนึ่งชั่วยาม ชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ อีกทั้งชาวบ้านหรือเหล่าข้ารับใช้ก็ต่างชมว่าองค์ชายนั้นไม่เคยถือองค์ มีกริยามารยาทงดงาม มีน้ำใจ ทรงมีเมตตากับข้าราชบริพารยิ่งนัก เป็นองค์ชายที่ชื่อเสียงดีงาม...ลือกันไปพอกับที่ลือเรื่องความงดงามของเจ้าตัว

 

งามล้ำยิ่งกว่าหมื่นบุปผา เนตรสุกสกาวดุจดั่งดวงดารา แย้มยิ้มหนึ่งคราใต้หล้าพลันสว่างไสว

 

เพราะความงดงามที่ยิ่งโตก็ยิ่งเปี่ยมเสน่ห์นั้นทำให้มีบุรุษมากมายเข้ามามิขาด บางคนมาเพื่อยลโฉม บางคนก็มาเพื่อสานสัมพันธ์ และคนเหล่านั้นก็ถูกลู่ถิงอวี่กับบรรดาองค์ชายไล่ออกไปให้ห่างทั้งหมด

“วันนี้ซืออวิ๋นจะไปกองช่างศิลป์ใช่หรือไม่?”

“อืม มีงานต้องไปจัดการให้เรียบร้อย อีกประมาณครึ่งเดือนเสด็จแม่ฮองเฮาก็จะออกไปไหว้พระขอพรที่วัด จะให้ขาดตกบกพร่องมิได้เด็ดขาด” กองช่างศิลป์นั้นอยู่ภายใต้กรมพิธีการดังนั้นเรื่องเหล่านี้พวกเขาก็จำเป็นต้องช่วยรับผิดชอบและช่วยเตรียมการด้วย

“ซืออวิ๋นไม่คิดจะเป็นเจ้ากรมพิธีการบ้างหรือ?” ลู่ถิงอวี่วางตะเกียบลงเมื่อทานเสร็จเรียบร้อย ปกติเขาก็มิได้กินเยอะ แต่วันนี้มีซืออวิ๋นมาทานด้วยและอีกคนก็มักคีบอาหารให้เขาอยู่เรื่อย ถ้าหากกินไม่หมดก็ถูกดวงตากลมโตคู่สวยนั่นถลึงมองดุๆ เอาได้ นับว่าวันนี้เขากินได้มากกว่าทุกวันทีเดียว

อยากให้องค์ชายใหญ่มาทานด้วยกันทุกมื้อ แต่เห็นทีจะเป็นไปได้ยากยิ่ง เพราะองค์ชายรัชทายาทที่อยู่ตำหนักบูรพาไม่ใกล้ไม่ไกลก็มักเอาของอร่อยมาหลอกล่อพี่ชายให้ไปกินข้าวที่ตำหนักตนอยู่เสมอ หรือบ่อยครั้งที่ฮ่องเต้ผู้ทรงเป็นบิดาหวงลูกผู้นั้นจะรับสั่งให้องค์ชายใหญ่เสด็จไปวังหลวง

 

แต่ว่า...อีกไม่นานหรอก

อีกไม่นานก็คงมีอีกฝ่ายมานั่งกินข้าวกับเขาทุกมื้อแล้ว...

 

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะกับคำถามของลู่ถิงอวี่ ตอนที่เขา และน้องรองอายุครบสิบห้า เสด็จพ่อก็ได้ให้เลือกงานที่อยากทำ แน่นอนว่าในฐานะรัชทายาทแล้วน้องรองต้องเรียนรู้ทั้งหมด ส่วนเขากลับเลือกกองช่างศิลป์ที่อยู่ใต้กรมพิธีการแทน เป็นกองงานเล็กๆ ที่มิได้สลักสำคัญอันใด จนขุนนางคนอื่นๆ ได้แต่แปลกใจ ขนาดสกุลฉินเองก็ยังพยายามโน้มน้าวและเปลี่ยนความคิดของเขาหลายครั้ง แต่เย่ซืออวิ๋นก็ยังยืนยันความคิดเดิมว่าเขามิได้อยากไปยุ่งเกี่ยวกับอำนาจ เขาชอบที่จะทำงานในกองช่างศิลป์ กับผู้คนที่ชอบแบบเดียวกัน ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และได้แลกเปลี่ยนความคิดกับจิตกรคนอื่นๆ 

 

เขายังคงอยากเป็นองค์ชายว่างงานที่ไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับอำนาจเช่นเดิม...แม้บางครั้งจะทำไม่ได้เพราะจำเป็นต้องใช้อำนาจนั้นในการปกป้องตัวเองและคนสำคัญ

 

“ตอนนี้ตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการเป็นของคนสกุลจ้าว...ข้ายังไม่อยากทำให้เสด็จแม่ฮองเฮาทรงเดือดร้อนพระทัย แต่ถ้าหากเขาไม่ได้ความเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นค่อยยึดตำแหน่งนี้มายังไม่สาย...อย่างไรเสียข้าก็เป็นองค์ชายนี่”

ฟังวาจาที่ดูจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากขึ้นนั้นลู่ถิงอวี่ก็ได้แต่หัวเราะอย่างเอ็นดู...แมวน้อยของเขาก็ยังคงเป็นลูกแมวกับคนสำคัญเท่านั้น ส่วนกับผู้อื่นก็ลับกรงเล็บเอาไว้เตรียมจัดการ แต่ก็ยังเป็นซืออวิ๋นคนอ่อนโยนที่ถ้าหากอีกฝ่ายไม่ยื่นมือมาหาเรื่องก็จะไม่หาเรื่องกลับเช่นเดิม

 

อ่อนโยนแต่มิได้อ่อนแอ...

 

จ้าวจงไม่มีทางนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ได้นานนักหรอก เขามีความสามารถไม่เท่าซืออวิ๋นด้วยซ้ำ อีกทั้งยังชอบวางอำนาจเพราะถือว่าเป็นพระญาติของฮองเฮา” ลู่ถิงอวี่ชงชาอิงฮวาขาวให้เย่ซืออวิ๋น รินชาใส่แก้วกระเบื้องเคลือบลายคราม “ในราชสำนักก็มีฎีกากราบทูลพฤติกรรมของเจ้าจงอยู่ไม่น้อย...ซืออวิ๋นกำลังให้หรงหวันไปสืบเรื่องราวเกี่ยวกับเขาใช่หรือไม่?”

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า มองคนที่เขาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาคิดหรือทำอะไร ถิงอวี่อ่านใจเขาออกได้กว่าตอนเด็กเสียอีก “อื้อ...ก็ต้องเตรียมความพร้อมไว้ แม้ข้าจะไม่อยากได้ตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการ แต่จ้าวจงคนนี้ก็ชอบหาเรื่องข้าอยู่ร่ำไป แม้จะหาเรื่องไม่มากแต่ถ้าไม่เอาคืนเสียบ้างเขาจะคิดว่าข้าเป็นลูกแมวป่วยเสียได้” องค์ชายใหญ่ย่นจมูก จ้าวจงคนนั้นชอบกล่าววาจากระทบกระทั่งเขาโดยการเปรียบเทียบกับน้องรอง และชอบโยนงานยากๆ มาให้กองศิลป์ บางงานก็ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกองศิลป์ด้วย อย่างงานราชพิธีนี่ก็ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงแต่พวกเขาก็ต้องทำ ตั้งใจจะให้เขาเสียหน้า

ลู่ถิงอวี่หัวเราะอย่างเอ็นดู ยื่นมือไปเกลี่ยปลายจมูกเล็กๆ นั่น “ถ้าซืออวิ๋นขัดหูขัดตาเขานักก็ยกให้ข้าจัดการดีหรือไม่?”

“ไม่เป็นไร ข้าจัดการเองได้ จะให้ถิงอวี่จัดการให้ทุกครั้งได้ที่ไหน” อีกอย่างถ้าถิงอวี่จัดการประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าวจงคนนั้นก็ได้หายหน้าไปจากกรมพิธีการแล้ว หรือไม่ก็ถูกร้องเรียนจนต้องถอดยศขุนนางเป็นแน่ “ข้าโตแล้วนะ”

“อืม...ซืออวิ๋นของข้าโตแล้วจริงๆ...และก็งามที่สุดด้วย” ลู่ถิงอวี่ไม่เคยพลาดโอกาสที่จะชมเย่ซืออวิ๋นเลยสักครั้ง แล้วคุณชายลู่ก็ได้เห็นพวงแก้มขาวผ่องที่ขึ้นสีแดงอย่างน่ามองกลับมา

 

นี่เป็นภาพของเขาคนเดียว...เป็นเอกสิทธิ์ของลู่ถิงอวี่เท่านั้น

 

“เลิกชมข้าได้แล้ว ตกลงนะ...เรื่องของจ้าวจงกับกรมพิธีการข้าจะจัดการเอง อ้ะ...จริงด้วยข้าต้องไปบอกน้องรองด้วย ประเดี๋ยวน้องรองจะจัดการจ้าวจงไปก่อน”

 

น้องรองของตนก็ต้องรู้สึกขัดตาจ้าวจงแน่ๆ แม้จ้าวจงจะเป็นญาติของเขาก็เถอะ

 

“วันนี้ตอนเย็นหลังกลับจากกองช่างศิลป์ซืออวิ๋นจะไปตำหนักบูรพาใช่หรือไม่?” องค์ชายรัชทายาทมักใช้อำนาจในฐานะองค์ชายรัชทายาทดึงพี่ชายไปทานข้าวที่ตำหนักบูรพาของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง “ข้าจะไปกับเจ้าด้วยนะ” แม้เจ้าของตำหนักจะมิค่อยอยากต้อนรับตนไหร่ก็เถอะ ปกติองค์ชายรัชทายาทผู้สง่างามก็เป็นมิตรและสหายที่ดีกับลู่ถิงอวี่อยู่หรอก แต่ถ้ามีเรื่องเกี่ยวกับองค์ชายใหญ่ขึ้นมาล่ะก็...คุณชายลู่เป็นถูกเหม็นขี้หน้าทุกที

“ได้สิ พวกเราไปด้วยกัน...” เย่ซืออวิ๋นยิ้มแป้น ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “เสียดายที่น้องสี่ต้องไปสืบข่าวต่างเมืองหลายวัน ส่วนน้องสามก็อยู่ชายแดนไม่ได้กลับมา” ดวงตากลมโตฉายแววเหงาหงอยเล็กน้อย ก่อนจะหายไปเมื่อมือใหญ่กว่าดึงมือไปกอบกุมไว้ราวกำลังปลอบ

น้องชายของเขาต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง...น้องสามเย่เซียวที่ออกจากวังหลวงไปประจำอยู่ชายแดนตอนพวกเขาสวมกวาน...กลับมาเข้าพิธีสวมกวานที่วังหลวงอีกครั้งตอนอายุสิบห้าและก็กลับไปประจำที่ชายแดนอีก ชื่อเสียงขององค์ชายสามเย่เซียวนั้นร่ำลือไปทั่วทั้งกองทัพ...เป็นบุรุษหนุ่มอัจฉริยะเชี่ยวชาญในการรบทัพจับศึก เพียงหนึ่งก็สามารถต้านทานได้นับร้อยสมกับที่มีสายเลือดของจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินอยู่ครึ่งหนึ่ง

 

ห้าวหาญดุดัน แข็งแกร่งดุจพยัคฆ์

 

ส่วนองค์ชายสี่เย่หานที่เพิ่งสวมกวานไปไม่นานนั้นก็เข้าประจำตำแหน่งในหน่วยราชองครักษ์ที่อายุน้อยที่สุด และเบื้องหลังก็เป็นหัวหน้าหน่วยขององครักษ์ลับเมฆดำด้วย องค์ชายสี่ที่แต่เดิมร่างกายอ่อนแอไม่แข็งแรงเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มที่องอาจไม่แพ้บรรดาพี่ชายเลย

“ข้าอยากเขียนจดหมายหาน้องสาม...จะฝากของอร่อยและภาพวาดไปให้เขาด้วย”

“ได้สิ รุ่ยเอินก็ยังเดินเล่นอยู่ในเมืองหลวงซืออวิ๋นฝากเขาไปจะได้ผลที่สุด” ลู่ถิงอวี่อมยิ้มเอ็นดูลูกแมวขี้เหงา เขารู้ว่าซืออวิ๋นคิดถึงทุกคนมากแม้แต่ละคนจะขยันส่งจดหมายหรือข้าวของต่างๆ มาให้พี่ใหญ่ของตนเองอยู่เสมอ แต่อย่างไรเสียก็ไม่เท่าการได้เจอกันต่อหน้า ได้พูดคุยและทานอาหารด้วยกัน 

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า คิดถึงประมุขน้อยพรรคมารที่กลายมาเป็นสหายของเขาแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ เนี่ยรุ่ยเอินผู้นั้นน่ะเอ้อระเหยลอยชายอย่างยิ่ง ชมชอบสวมใส่อาภรณ์สีแดงเจิดจ้าอยู่เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ความจริงมิได้มีเพียงเนี่ยรุ่ยเอินแต่กับเว่ยฉือที่เป็นองค์ชายรองแคว้นเว่ยผู้ซึ่งกำลังสู้รบปรบมืออยู่ในสนามการเมืองของการแย่งชิงบัลลังก์มังกรแคว้นเว่ยผู้นั้นก็เป็นสหายอีกคนของเขา

 

จากอดีตสามีและอนุในชาติก่อนมาเป็นสหายที่สามารถช่วยเหลือกันได้อย่างจริงใจในชาตินี้

เย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีนักแล้ว...ดีมากๆ เลยด้วย 

 

“จะเขียนจดหมายเลยหรือไม่ ข้าจะฝนหมึกให้เจ้า...พวกเราย้ายไปที่ศาลาริมสระดีกว่า ชมดอกอิงฮวาไปด้วย เผื่อซืออวิ๋นอยากวาดภาพ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยอย่างเอาใจใส่และรู้ความชอบขององค์ชายใหญ่ดีทุกอย่างทำให้คนฟังอย่างเย่ซืออวิ๋นรู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจจนคลี่ยิ้มหวานมอบให้

 

ไม่ใช่แค่เขาที่ใส่ใจถิงอวี่แต่อีกฝ่ายก็ใส่ใจและดูแลตนเช่นเดียวกัน...

หลายปีมานี้ก็ความรู้สึกที่พวกเขามีให้กันก็มิได้ลดน้อยลงไปเลย...

 

“อื้อ ดียิ่ง...ข้าจะได้ปรึกษาถิงอวี่เรื่องที่เสด็จแม่ฮองเฮาจะไปไหว้พระขอพรที่วัดเกาเสียงด้วย...”

“ข้ายินดีรับฟัง”

เสียงของพวกเขาสอดประสาน หนึ่งคนพูดหนึ่งคนฟัง บางครั้งก็จะหัวเราะกันออกมาเบาๆ...กลีบดอกอิงฮวาสีชมพูโพดพัดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดไว้ ส่งกลิ่นหอมละมุนละไมจางๆ 

 

บางสิ่งบางอย่างย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

แต่บางอย่างก็มิเคยเปลี่ยน...แน่นแฟ้นขึ้น หนักแน่นและมั่นคงยิ่งขึ้นกว่าเดิม...

 

...........

 

“เหตุใดพี่ใหญ่ต้องมาจัดการเรื่องวัดเกาเสียงด้วยเล่า นี่มิใช่หน้าที่ของเจ้ากรมพิธีการอย่างจ้าวจงหรอกหรือ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำขององค์ชายรัชทายาทเย่เฟิงเอ่ยขึ้น คิ้วเรียวบนใบหน้าหล่อเหลาขมวดเข้าหากัน ท่าทีสง่างามดุจไผ่เขียวสูงส่งของเขานั้นยามนี้ค่อนข้างจะไม่พอใจเล็กน้อย

 

แค่ได้ยินว่ามีคนคิดจะฉวยโอกาสใช้งานพี่ชายตนเย่เฟิงก็ไม่ชอบใจแล้ว

 

“ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรเสียก็ถือว่าข้าทำเพื่อเสด็จแม่ฮองเฮาไม่เกี่ยวข้องกับเขาเสียหน่อย” เย่ซืออวิ๋นมองสีหน้าน้องชายแล้วต้องรีบปลอบออกมา คิดไว้แล้วเชียวว่าน้องรองเองก็ต้องไม่พอใจ

“พี่ใหญ่ใจดีเกินไปแล้ว” เย่เฟิงถอนหายใจก่อนจะยอมสงบลงแต่โดยดียามมือเรียวนั้นแนบแก้มเขาแล้วส่ายหน้าราวจะปรามเด็กๆ

แม้จะเขาจะเป็นองค์ชายรัชทยาทผู้มากปรีชาและได้รับคำสรรเสริญเยินยอจากชาวประชาหรือบรรดาขุนนางว่ามากความสามารถราวฝ่าบาทตอนยังพระเยาว์ และมีใบหน้าที่หล่อเหลาสง่างามเป็นที่หมายตาของคุณหนูทั่วทั้งแผ่นดินอย่างไร...คนไม่กี่คนที่ให้เย่เฟิงเชื่อฟังได้ก็มีพี่ใหญ่คนนี้เสมอ

“ข้าใจร้ายเป็นนะ น้องรองไม่ต้องห่วง” 

เย่เฟิงกลั้นยิ้มกับการเชิดหน้าขึ้นของพี่ชาย เห็นใบหน้างดงามทำเช่นนั้นแล้วก็อยากจะบอกยิ่งนักว่าไม่น่ากลัว ตอนเด็กน่าเอ็นดูมาตอนโตก็ยังน่าเอ็นดูอยู่ดี “ถ้าพี่ใหญ่ขัดตาเขาก็เอ่ยบอกข้าสักคำ”

“เจ้ากับถิงอวี่นี่พูดเหมือนกันจริงๆ” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ ส่วนเย่เฟิงก็หรี่ตามองสหายสนิทของตนที่กำลังชงชาและรินชาใส่แก้วให้พวกเขาทั้งสองคนอยู่ การที่ลู่ถิงอวี่ยังปล่อยกรมพิธีการและจ้าวจงไว้ก็เพื่อให้พี่ใหญ่จัดการเองมากกว่ากระมัง เอาเถิด...กับเรื่องแค่นี้พี่ใหญ่จัดการได้อยู่แล้ว

 

แต่ถ้าจ้าวจงล้ำเส้นเกินไป...ประเดี๋ยวเสด็จพ่อก็ทำให้เขาหายไปเอง

 

“เขาเป็นคนสกุลจ้าว ข้าไม่อยากให้เสด็จแม่ฮองเฮาเป็นกังวลเท่าไหร่” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าเล็กน้อย

“พี่ใหญ่มิต้องใส่ใจเรื่องนี้เพราะว่าแต่ไหนแต่ไรเสด็จแม่ก็ไม่ได้ใส่ใจคนสกุลจ้าวอยู่แล้ว” คนเหล่านี้ต่างมุ่งหวังในอำนาจ คิดว่าเป็นพระญาติของฮองเฮาและองค์ชายรัชทายาท...สมัยก่อนก็ยังบังคับให้เสด็จแม่ฮองเฮาเข้าวังมา ทำให้พระนางต้องทุกข์ทนไม่น้อย ถ้าหากมิใช่เพราะเสด็จพ่อ ว่านกุ้ยเฟย และท่านลูจิง ก็มิรู้ว่าเสด็จแม่จะเป็นอย่างไรบ้าง “คนพวกนั้นน่ะ...”

“ข้าไม่ใส่ใจพวกเขาอยู่แล้ว” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า “เอ้านี่...ที่น้องรองขอไว้คราวก่อน ข้าวาดพัดอันใหม่อันให้เจ้าแล้ว อย่าลืมเอาหยกพู่โลหิตหงสามาห้อยไว้ด้วยนะ น้องรองอยากเขียนกลอนอันใดไว้หรือไม่ข้าพกหมึกเกร็ดทองคำมาด้วย จะได้เขียนให้เจ้าเลย...” เย่ซืออวิ๋นส่งพัดหยกสีเขียวไผ่ที่เขากองศิลป์และกองเครื่องประดับทำเป็นพิเศษ โดยเอาหยกไผ่เขียวที่เสด็จพ่อเพิ่งพระราชทานให้มาทำด้ามพัดและสลักเป็นลายไผ่ให้นูนขึ้นจากนั้นก็ลงสีทองไว้ ส่วนตัวพัดนั้นทำจากกระดาษพิเศษ ที่วาดเป็นลายมังกรห้าเล็บกำลังบินอยู่บนผืนฟ้า

พัดอันเก่าของน้องรองที่ใช้มาหลายปีนั้นพังไปแล้ว น้องชายเลยมาขอให้เขาวาดใหม่ให้...แต่เย่ซืออวิ๋นวาดให้เย่เฟิงไปแล้ว ก็ต้องวาดให้น้องสาม น้องสี่ และถิงอวี่ด้วย ขนาดไม่อยู่เขาก็ต้องส่งไปทางจดหมายเลย...

“กลอนหรือ? เช่นนั้นเขียนกลอน ‘งามล้ำยิ่งกว่าหมื่นบุปผา เนตรสุกสกาวดุจดั่งดวงดารา แย้มยิ้มหนึ่งคราใต้หล้าพลันสว่างไสว’ ดีหรือไม่?” เย่เฟิงหัวเราะเมื่อเห็นพี่ชายทำตาโตและแก้มพองใส่เหมือนตอนเด็กๆ เพราะคำกล่าวที่ว่านั่นเป็นคำชมเชยถึงผู้ที่เคยยลโฉมของพี่ใหญ่มาก่อนทั้งสิ้น

“แฮ่ม...เย่เฟิง พัดเล่มนี้เจ้าอยากใช้อยู่อีกหรือไม่?” ลู่ถิงอวี่ส่งเสียงขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เป็นความใจแคบที่เย่เฟิงเห็นจนชินแต่คร้านจะสนใจเขา...

“ข้ายังอยากได้อยู่” เย่เฟิงปลดหยกพู่โลหิตหงสาจากพัดด้ามเดิมของตนก่อนจะนำมาห้อยไว้ที่พัดด้ามใหม่ หยกงามล้ำค่าดูลงตัวกับด้ามพัดยิ่งนัก แม้จะผ่านกาลเวลามาหลายปีแต่ก็ยังดูไม่เก่าลงเลยเพราะเย่เฟิงถนอมมันเป็นอย่างดี

“มิเขียนอะไรชมเชยว่าที่คู่หมั้นเจ้าเล่า?” ลู่ถิงอวี่ดันแก้วชาให้เย่เฟิง ก่อนจะบิขนมดอกอิงฮวาขาวที่พ่อครัวตำหนักบูรพาทำพิเศษให้องค์ชายใหญ่โดยเฉพาะ จากนั้นก็ป้อนให้เย่ซืออวิ๋นกิน มือเรียวจงใจอ้อยอิ่งแตะริมฝีปากแดงนั้นเบาๆ อย่างไม่อยากละออกมา...สัมผัสอุ่นร้อนจนไม่อยากใช้แค่นิ้วสัมผัส

“ลู่ถิงอวี่” เย่เฟิงเรียกเบาๆ เมื่อเห็นสหายของตนหลอกกินเต้าหู้พี่ชายของตนอยู่ คุณชายหยกขาวเอียงหน้าก่อนจะยิ้มกว้าง ยกนิ้วนั้นมาใช้ปลายลิ้นของตนไล้เลียเศษขนมที่ติดมืออยู่เบาๆ 

“ขนมอิงฮวาขาวของตำหนักเจ้ารสชาติหวานล้ำยิ่งนัก” แม้คำพูดจะชมขนมแต่ดวงตาดอกท้อคู่งามนั้นกลับจับจ้องใบหน้าขององค์ชายใหญ่ที่ยามนี้ขึ้นสีแดงก่ำอย่างน่ามอง

“เจ้านี่นะ” เย่เฟิงส่ายหน้าอย่างระอา เขาแทบอยากจะเข้าวังไปทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบแล้วส่งลู่ถิงอวี่ไปช่วยน้องสามที่ชายแดนเสียตอนนี้เลยด้วยซ้ำ

“ข้าไม่คุยกับพวกเจ้าสองคนแล้ว จะไปดูในครัวก่อน วันนี้ข้าอยากกินบะหมี่หยกใบหลิว” เย่ซืออวิ๋นถลึงตาใส่น้องชายและลู่ถิงอวี่ไปคนละที ก่อนจะเดินออกไปในครัว 

“ซืออวิ๋นระวังล้มเล่า”

“อายุขนาดนี้แล้วผู้ใดจะล้มได้อีก” เย่ซืออวิ๋นย่นจมูกใส่ลู่ถิงอวี่ เขามิได้ซุ่มซ่ามเหมือนตอนเด็กๆ แล้วสักหน่อย ตอนนั้นน่ะยังปรับสภาพกับขนาดร่างกายตัวเองไม่ได้ต่างหาก ตอนนี้เขาชินแล้วไม่มีทางสะดุดล้มเด็ดขาด พูดไม่ทันขาดคำองค์ชายใหญ่ก็สะดุดขอบประตูเซจริงๆ ก่อนจะหันไปกระพริบตาปริบๆ ใส่ลู่ถิงอวี่กับเย่เฟิง เกาแก้มตัวเองแก้เก้อจากนั้นก็เดินไปในครัวทันที...

“เขายังคงน่าเอ็นดูไม่ต่างจากตอนเด็กๆ เลย” ลู่ถิงอวี่มองตามแผ่นหลังของเย่ซืออวิ๋นไปอย่างเอ็นดู ก่อนจะหันมาหาเย่เฟิง “วัดเกาเสียง...คงต้องเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าแล้วล่ะ”

“อืม...แม้เสด็จแม่จะเสด็จไปที่นี่ทุกปี แต่อย่างไรเสียก็วางใจไม่ได้...”

ลู่ถิงอวี่ยิ้ม “มิใช่เพราะแค่ซืออวิ๋นหรอกกระมัง เพราะน้องฉิงก็จะไปไหว้พระขอพรกับฮองเฮาครั้งนี้ด้วยหรอกหรือ?” 

เย่เฟิงสีหน้าไม่เปลี่ยนกับการหยอกล้อของเพื่อนสนิท “มิใช่แค่น้องฉิงคนเดียว ทุกปียังมีเหล่าคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์และบุตรีขุนนางติดตามไปด้วย...”

 

สกุลฉินก็ไป...

 

“ป่านนี้น้องฉิงคงกำลังนั่งหัวเราะกับข่าวลืออยู่กระมัง...ซืออวิ๋นจะเขียนจดหมายและส่งของไปให้เย่เซียว เจ้าอยากจะฝากอะไรไปด้วยไหมเล่า? ข้าจะได้ติดต่อเนี่ยรุ่ยเอินเลยทีเดียว”

แม้ข่าวสารของหน่วยองครักษ์ลับของราชวงศ์จะไม่แพ้ผู้ใด แต่ประมุขน้อยเนี่ยแห่งพรรคสุริยันจันทราผู้นั้นน่ะเอ้อระเหยลอยชายทำตามใจตนเอง และมีวิชาตัวเบาที่ล้ำเลิศไปไหนมาไหนได้อย่างรวดเร็ว เหมาะยิ่งกับการเป็นคนส่งข่าวสาร

เย่เฟิงหัวเราะเบาๆ กับสหายที่ทำเหมือนประมุขน้อยเนี่ยเป็นพลส่งข่าว มิรู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของเนี่ยรุ่ยเอินกันแน่ที่ได้มารู้จักกับลู่ถิงอวี่ ที่สรรหาวิธีในการใช้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวให้เป็นประโยชน์...ยกเว้นพี่ใหญ่คนเดียว

“คงไม่ต้องส่งอันใดไปหรอก...เพราะอีกไม่นาน น้องสามก็จะกลับมาเมืองหลวงแล้ว...”

“ซืออวิ๋นคงดีใจยิ่ง”

 

เมฆางามของเขาเฝ้านับรอวันที่จะได้อยู่ด้วยกันมาเสมอ...

 

“เช่นนั้นเจ้ากับข้าก็คงต้องลงมือจัดการอะไรๆ ให้มีสีสันยิ่งขึ้นเพื่อต้อนรับเย่เซียวกลับมาแล้วสิ” คุณชายหยกขาวคลี่รอยยิ้มที่ถ้าหากองค์ชายใหญ่มาเห็นจะต้องบอกเลยว่ามีคนกำลังเดือดร้อนแน่ๆ องค์ชายรัชทายาทก็ยิ้มจางด้วยแววตาอ่านยาก ท่วงท่าสง่างามสูงส่งนั้นเฉียบคมยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

หนี้แค้นที่พวกเจ้าติดพวกข้าไว้...

แม้จะค่อยๆ ทวงคืนมาหลายปี...แต่นับจากนี้คงได้เวลาทวงคืนเต็มที่เสียทีสกุลฉิน!

 

..............

 

.......ต่อ.......

 

ชายแดนแคว้นเว่ยนั้นยามนี้ค่อนข้างตึงเครียด...แต่มิใช่เพราะแคว้นเว่ยคิดจะก่อสงครามกับแว่นแคว้นอื่นที่อยู่โดยรอบหรอก แต่เป็นเพราะความตึงเครียดที่เกิดมาจากสงครามการแย่งชิงอำนาจภายในแว่นแคว้นเอง...ยิ่งนานวันก็ยิ่งเข้มข้นและดุเดือดยิ่งขึ้น

 

การแย่งชิงระหว่างองค์ชายรัชทายาทที่ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้แห่งแคว้นและ...

องค์ชายรองผู้ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะ

 

เหล่าแคว้นใกล้เคียงต่างส่งกองทหารมาตรึงกำลังเอาไว้รอบชายแดน ส่วนของต้าเซี่ยเองผู้ที่มาก็เป็นบุรุษสูงศักดิ์ที่มียศฐาเป็นถึงองค์ชาย

 

องค์ชายสามเย่เซียว...

 

ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาดุดัน ดวงตาคมเข้มแฝงไอสังหาร ร่างสูงกำยำและผิวคล้ามแดดของผู้ที่อยู่กลางสนามรบฝึกวรยุทธ์อยู่เสมอดูองอาจไม่แพ้จอมทัพคนใด องค์ชายสามสวมเพียงชุดสีดำเรียบง่าย และบนศีรษะก็เป็นกวานสีดำสนิทที่ใช้หยกนิลกาลมาทำเป็นกวาน สลักเป็นรูปพยัคฆ์กางปีกสีทอง และยึดไว้ด้วยปิ่นหยกสีนิลประกายทองเข้ม

 

นี่เป็นกวานหยกที่เสด็จพ่อพระราชทานให้เย่เซียว...และคนที่สลักลายลงบนหยกนี่ให้เขาก็เป็นพี่ใหญ่ของเขาเอง

 

เย่เซียวมาอยู่ชายแดนได้หลายปีแล้ว เขาออกเดินทางมาตั้งแต่วันที่ลู่ถิงอวี่สวมกวานเสร็จ ก่อนหน้านั้นเป็นพิธีสวมกวานของพี่ใหญ่และพี่รอง และคราวนี้เขาก็ย้ายมาอยู่ชายแดนแคว้นเว่ยเนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดภายในแคว้น 

แรกเริ่มเดิมทีตอนมายังชายแดนเย่เซียวมิได้มาในฐานะองค์ชาย เขาเริ่มต้นเป็นเพียงทหารธรรมดาๆ และค่อยๆสร้างความน่าเชื่อถือรวมถึงผลงานในกองทัพ ความสามารถที่เป็นที่ประจักษ์ ฝีมือยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม ทำให้เพียงไม่นานเย่เซียวก็เลื่อนขั้นเป็นถึงแม่ทัพคนสำคัญ...และเพื่อนร่วมรบของเขาก็ได้รู้ไม่นานนี้ว่าท่านแม่ทัพของตนนั้นสูงศักดิ์เป็นถึงองค์ชาย แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มแล้วบอกว่าไม่ต้องสนใจ ในกองทัพใครเขาสนใจยศศักดิ์กัน 

 

นิสัยเช่นนี้ยิ่งทำให้ทหารทุกคนยอมรับในตัวองค์ชายมากขึ้น

ไม่เคยถือตัวทั้งที่สูงศักดิ์เป็นถึงโอรสของมังกร...

 

เย่เซียวเดินเข้าไปในกระโจมของตัวเอง ปฏิเสธไม่ให้ใครเขามาคอยรับใช้ ทั้งๆ ที่ทุกคนก็อยากรับใช้ดูแลท่านแม่ทัพคนสำคัญแท้ๆ แต่ขืนพูดไปประเดี๋ยวจะถูกฝ่าเท้าหนักๆ นั่นถีบเอาด้วยความรำคาญ องค์ชายสามส่ายหน้าระอาก่อนจะชะงักเมื่อเห็นร่างที่สวมอาภารณ์สีแดงเพลิงเจิดจ้านั่งอยู่บนโต๊ะและดื่มชาของเขาราวเป็นเจ้าของกระโจมเสียอีก

 

คนที่เอ้อระเหยลอยชายยิ่งกว่าสายลม...และสามารถหลบสายตาของทหารกล้าในค่ายทหารแห่งนี้ได้อย่างงดงามเช่นนี้...

 

เนี่ยรุ่ยเอิน

ประมุขน้อยพรรคเพลิงสุริยา...พรรคมารอันดับหนึ่งในยุทธภพ

 

“อ้อ เจ้ามาแล้วเหรอ...เอ้า พี่ชายเจ้ากับเจ้ามารร้ายฝากจดหมายกับของมาให้น่ะ ข้าเลยเอามาให้” เนี่ยรุ่ยเอินยกชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมดก่อนจะแลบลิ้นเล็กน้อย “รสชาติชาเจ้าไม่ได้เรื่องเท่าไหร่นัก”

เย่เซียวถอนหายใจอย่างระอากับเจ้าคนตรงหน้า เขาไม่พูดกับเนี่ยรุ่ยเอินให้ปวดหัวก่อนจะหยิบห่อผ้าที่เนี่ยรุ่ยเอินวางไว้บนโต๊ะมาเปิดดู ข้างในเป็นขนมที่ใส่กล่องไม้จันทร์หอมมาหลายกล่อง มีภาพวาดที่อยู่ในม้วนหนัง พวกยาสมุนไพรในขวดหยกที่ต้องเป็นยาล้ำค่าเป็นแน่ และ...พัดหยกสีดำด้ามงามนั่น

ใบหน้าดุดันของเย่เซียวพลันอ่อนลง ดวงตาคมกล้านั้นฉายแววอ่อนโยนก่อนจะหยิบพัดหยกสีดำนั้นมาคลี่ออกดู...ข้างในเป็นภาพวาดพยัคฆ์ขาวกำลังโผบิน ข้างๆ กันเป็นตัวอักษรสีทองที่เขียนกลอนอวยพรเอาไว้...ตัวอักษรที่แม้จะดูแข็งแกร่งแต่ก็อ่อนโยนและภาพวาดที่งดงามราวพยัคฆ์มีชีวิตเช่นนี้มีเพียงคนเดียวในแว่นแคว้น...

 

ภาพวาดขององค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ย...เย่ซืออวิ๋น

 

ข้างในยังมีจดหมายสามสี่แผ่น มาจากพี่ใหญ่ พี่รอง น้องสี่ ถิงอวี่...

เย่เซียวเก็บจดหมายเหล่านั้นไว้ในอกเสื้ออย่างถนอม เขาจะค่อยๆ อ่านแล้วก็เก็บรวมไว้ในกล่องไม้ที่เก็บจดหมายเหล่านี้มาหลายปี

เย่เซียวจำได้ติดตาถึงวันที่เขาออกเดินทางมาจากต้าเซี่ย หลังบอกลาเสด็จพ่อที่กอดและตบบ่าอวยพรเขา บอกลาเสด็จแม่ที่พร่ำบ่นอย่างอ่อนโยนอยู่ข้างหู เสด็จแม่ฮองเฮาที่ได้แต่กำชับด้วยความห่วงใย...บรรดาพี่ชาย น้องชาย เพื่อนสนิท 

พี่ใหญ่ที่กอดเขาแน่นทำตาแดงๆ ไม่ยอมร้องไห้ จนเขาต้องถูกลู่ถิงอวี่และพี่รองส่งสายตาเย็นชาใส่ข้อหาเกือบทำพี่ใหญ่ร้องไห้ พี่ใหญ่ผู้นั้นบอกว่าจะเขียนจดหมายมาหาทุกเดือน จะวาดภาพและส่งของอร่อยๆ มาให้เสมอๆ ไม่ให้เขาต้องเหงา จนเย่เซียวได้แต่กลั้นยิ้มระอา จิ้มหน้าผากดึงแก้มพี่ชายและบอกว่าจะเขียนจดหมายกลับมาบ่อยๆ

 

เขาไม่มีอะไรให้ต้องห่วง พี่น้องทุกคนต่างล้วนสัญญาว่าจะดูแลเสด็จแม่ของเขา ดูแลพี่ใหญ่และดูแลตัวเองกันอย่างดีที่สุด

 

เพียงแต่ว่านะพี่ใหญ่...ท่านจะขยันส่งอะไรมาบ่อยๆ มิใช่ว่าไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งส่งจดหมายกับขนมมาหรอกหรือ

 

“คราวนี้ซืออวิ๋นคนงามส่งอะไรมาให้เจ้าอีก อ้อ...ขนมดอกกุ้ยฮวาขาวนั่นเหรอ ข้าเห็นช่วงนี้ที่ตำหนักบูรพากำลังทำอยู่บ่อยๆ รสชาติดีไม่น้อยเลยล่ะ” เนี่ยรุ่ยเอินยื่นมือมาหมายจะขอชิมด้วย แต่เย่เซียวกลับปัดมือเขาออก ท่านประมุขน้อยส่งเสียงเหอะแล้วประมือกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมรามือไปพร้อมบ่น “เจ้ามันงก”

“งกอันใดของเจ้ากัน...จะอยู่หรือไม่ข้าจะได้ให้คนจัดกระโจมไว้ให้” เย่เซียวคร้านจะสนทนากับเจ้าคนเอาแต่ใจตัวเองตรงหน้า ตั้งแต่หลายปีก่อนที่ได้รู้จักกับเนี่ยรุ่ยเอินต่อจากนั้นพวกเขาก็ติดต่อกันเสมอจนนับได้ว่าเป็นสหายคนหนึ่งไปแล้ว

“ไม่ล่ะ ข้ามาเที่ยวเล่นที่นี่เฉยๆ ว่าจะแวะไปเที่ยวที่เมืองอันหนิงไปเจอเว่ยฉือสักหน่อย เผื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ?” เนี่ยรุ่ยเอินโยกเก้าอี้ไปมาจนมันเกือบล้มแต่ก็มิได้ล้ม อาภรณ์สีแดงของเขาสะบัดไปมาดูมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง

เย่เซียวกระตุกยิ้ม หรี่ตามองคนชวนปวดหัวตรงหน้า “จะไปช่วยเขาลอบสังสังหารขุนนางฝ่ายตรงข้ามหรืออย่างไร?”

เนี่ยรุ่ยเอินแหงนหน้าหัวเราะลั่น “ก็ไม่แน่หรอก...แต่เจ้านั่นไม่ชมชอบวิธีการของข้าสักเท่าไหร่นัก” เขากลับมานั่งเป็นปกติเช่นเดิมก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปตบไหล่เย่เซียวเบาๆ “เจ้ามารร้ายนั่นให้ข้าส่งข่าวมาบอกว่าอีกครึ่งเดือนจะมีการเดินทางไปไหว้พระบูชาที่วัดเกาเสียง แล้วก็...รีบๆ กลับไปสักที พี่ชายเจ้าเฝ้ารออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...”

“จะไปลอยชายในค่ายของข้าก็ระวังถูกจับได้เล่า...ข้าไม่ช่วยเจ้าหรอกนะ”

“ไม่ต้องรบกวนเจ้าหรอกองค์ชายสาม” เนี่ยรุ่ยเอินกระโดดออกไปทางหน้าต่างของกระโจมก่อนจะใช้วิชาตัวเบาอันแสนล้ำเลิศของเขาหลบทหารยามออกไปอย่างรวดเร็วจนใครก็จับไม่ได้ เห็นเพียงสีแดงที่เจิดจ้าอยู่เพียงครู่ก่อนจะหายวับไปเท่านั้น

เย่เซียวได้แต่ถอนหายใจเบาๆ...มิรู้ว่าเนี่ยรุ่ยเอินไปถูก ‘เจ้ามารร้าย’ นั่นเกลี้ยกล่อมเอาอย่างไรเจ้าตัวถึงได้กลายมาเป็นคนส่งข่าวสารมาให้เขามาตลอดหลายปีนี้

 

อ้อ...เจ้ามารร้ายที่ว่าก็คือคุณชายหยกขาวผู้เลื่องชื่อแห่งต้าเซี่ยอย่างลู่ถิงอวี่นั่นล่ะ

 

“องค์...แฮ่ม ท่านแม่ทัพขอรับ ทุกคนมารวมตัวกันตามคำสั่งเรียบร้อยแล้วขอรับ” ทหารหน้ากระโจมรายงานโดยรีบเปลี่ยนคำเรียนขานทันที เพราะขืนเรียกประเดี๋ยวก็ถูกองค์ชายสามถลึงตาใส่เอาได้

 

ดวงตาคมยิ่งกว่ามีดเสียอีก...

 

“ข้าจะออกไป อ้อ...แล้วนางเล่า?”

“อยู่ในกระโจมของหมอหลวงเช่นเดิมพ่ะย่ะค่ะ...เอ๊ย...ขอรับ”

ดวงตาคมของเย่เซียวเยียบเย็นยามนึกถึง ‘นาง’ ที่ว่า สตรีที่เขาไม่คิดจะไว้ใจและให้คนจับตาดูอยู่เสมอตั้งแต่ที่นางมักมาวนเวียนอยู่ที่นี่...เย่เซียวเดินออกไปนอกกระโจม ตบไหลทหารที่มารายงานเบาๆ

“จับตาดูนางไว้ให้ดี...แล้วก็ถ้าขืนข้าได้ยินเจ้าใช้คำราชาศัพท์อีกล่ะก็ จะให้เจ้าไปวิ่งขึ้นเขาสักสิบรอบ”

“พ่ะ...ขอรับองค์ชาย เอ๊ย!...ท่านแม่ทัพ!”

 

ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าคิดจะทำหรือวางแผนอะไร แต่...แค่เจ้าเป็นคนสกุลฉินข้าก็ไม่มีทางวางใจและจับตาดูเจ้าไม่ให้คลาดสายตา...

 

.........

 

ช่วงนี้ในเมืองหลวงฝูหยางของต้าเซี่ยนั้นมีข่าวลือหนึ่งที่ลือกันไปจนทั่ว...เมื่อครึ่งเดือนก่อนฮองเฮาได้จัดงานชมดอกไม้ขึ้นในอุทยานหลวง สำหรับฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้หมู่มวลดอกไม้กำลังเบ่งบายอย่างตระกาลตาเลยทีเดียว...และภายในงานนั้นก็ได้มีการให้คุณหนูผู้งดงามในตระกูลใหญ่แสดงความสามารถ

และคุณหนูฉินฮวาซิงจากสกุลฉินก็เป็นสตรีที่แสดงฝีมือและความสามารของตนได้ออกมาเป็นที่ประจักษ์ แต่เดิมนางก็เป็นสตรีที่มีความสามารถอยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นคุณหนูที่ช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเต็มที่ นางอาศัยทักษะความรู้ความสามารถทางการแพทย์ช่วยเหลือผู้คนโดนไม่ห่วงฐานะคุณหนูจากสกุลใหญ่ของตนเอง ทั้งวาดภาพ เดินหมาก ดนตรีหรือเขียนอักษรก็ล้วนชำนาญยิ่ง...

 

จนได้รับการขนานนามว่าเป็นสตรีที่งดงามเพียบพร้อมเป็นอันดับหนึ่งแห่งเมืองฝูหยาง...

 

และก็มีข่าวลือว่าฉินฮวาซิงผู้นี้เป็นคนที่ฮองเฮาหมายตาไว้จะให้หมั้นหมายกับองค์ชายรัชทายาท...แต่บางคนก็ไม่เห็นด้วยเพราะองค์ชายรัชทายาทนั้นคล้ายจะมีสัมพันธ์อันดีกับคุณหนูหยางฉิงแห่งจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน คุณหนูหยางเองก็ไปร่วมงานชมดอกไม้คราวนั้นด้วย แม้นางจะเพียงนั่งเฉยๆ และปรบมือชื่นชมคุณหนูฮวาซิงแต่ทุกคนก็คิดว่านางต้องคิดมากเป็นแน่...

 

ก็ตำแหน่งว่าที่พระชายารัชทายาทนั้นกำลังจะถูกผู้อื่นแย่งไปนี่นา

 

เหล่าชาวเมืองฝูหยางที่ใช้ชีวิตสงบสุขกันมาหลายปีๆ นานๆ ทีจะมีเรื่องให้ซุบซิบต่างก็พูดคุยเรื่องนี้กันหนาหู ผู้ที่ดีใจที่สุดเห็นทีจะเป็นคนในสกุลฉินที่กระจายข่าวลือให้ลุกลามยิ่งขึ้นกว่าเดิมเพราะพวกเขาปรารถนาให้บุตรหลานมีชื่อเสียงโด่งดั่ง โดยเฉพาะสตรีที่โดดเด่นอย่างฉินฮวาซิง...

 

หวังว่านางจะสูงศักดิ์เป็นถึงว่าที่พระชายาขององค์ชายรัชทายาท

เป็นว่าที่ฮองเฮาแห่งต้าเซี่ยในอนาคต

 

ส่วนสตรีในข่าวลือนั้นคนหนึ่งยามนี้เดินทางไปส่งเสียงและยาสมุนไพรที่ชายแดน ส่วนอีกคน...

“ฮะๆ ข่าวลือเหล่านั้นน้องไม่เอามาใส่ใจหรอกเจ้าค่ะ ตอนได้ฟังน้องยังนั่งขำอยู่เลย หึๆ” คุณหนูหยางฉิงแห่งจวนแม่ทัพหัวเราะอย่างเสียกริยา ขณะที่ใช้มือเรียวปาดหยาดน้ำตาออกจากดวงตาเนื่องจากหัวเราะมากเกินไป ก่อนนางจะคลี่ยิ้มหวานให้คนงามเบื้องหน้า “แต่น้องดีใจยิ่งนักที่พี่ใหญ่อุตส่าห์เป็นห่วงและมาถึงจวนแม่ทัพ...คิดถึงพี่ใหญ่นักเจ้าค่ะ” หยางฉิงเอ่ยเสียงหวาน นางล่ะอยากจะไปคลอเคลียออดอ้อนให้พี่ใหญ่ผู้งดงามลูบหัวเหมือนตอนเด็กๆ แต่ถ้าทำเช่นนั้นก็จะเสียกริยาของกุลสตรี แล้วถ้าหากมีใครเห็นอาจจะนำไปพูดเอาได้

 

เฮ้อ...ไม่อยากโตเลยจริงๆ

คิดถึงตอนเด็กๆ ที่นางได้อ้อนพี่ใหญ่ ได้ป้อนขนมให้อีกฝ่าย พอมาตอนโตก็ดันทำไม่ได้เสียแล้ว...

 

“วันก่อนเราก็เพิ่งจะเจอกันไม่ใช่หรอกหรือ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มอย่างเอ็นดูสาวน้อยตรงหน้า...คุณหนูหยางฉิงที่ผ่านพิธีสวมปิ่นมาแล้วงดงามขึ้นกว่าแต่เดิม แต่ความงามของนางนั้นหาได้อ่อนหวานเหมือนคุณหนูสกุลใหญ่ทั่วไป...เป็นความงดงามที่แฝงความแข็งแกร่งและทระนง...จนใครที่พบนางก็ได้แต่พูดว่าสมแล้วที่เป็นสตรีจากจวนแม่ทัพ

มือของสตรีชนชั้นสูงที่ปกติจะเรียบเนียนและดูนุ่มนั้นค่อนข้างหยาบและมีบาดแผลเล็กๆ ไม่น้อย มาจากการฝึกวรยุทธ์อยู่เสมอ...บางคนที่เจอหยางฉิงก็จะพูดว่านางน่ากลัวไม่เหมือนสตรีทั่วไป

“วันก่อนก็ส่วนของวันก่อนสิเจ้าคะ น้องน่ะคิดถึงพี่ใหญ่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้ว...พี่ลู่มองข้าเช่นนั้นทำไมกันเจ้าคะ?” หยางฉิงเขม่นตามองบุรุษชุดขาวที่กำลังนั่งดื่มน้ำชาอยู่ข้างๆ พี่ใหญ่ของนาง...บุรุษที่สตรีทั้งเมืองหลวงต่างพูดกันว่าเขาเป็นเทพเซียนหาใช่มนุษย์ แต่สำหรับนางที่รู้จักเขามาหลายปีก็คิดว่าเขาน่ะเป็นเพียงบุรุษใจแคบที่หวงพี่ใหญ่ของนางยิ่ง พี่ใหญ่ไปที่ไหนเขาก็ไปที่นั่นราวเงาตามตัว

 

ท่านไม่มีงานมีการต้องทำหรืออย่างไรนะ...องค์ชายรัชทายาทสหายของท่านมิใช่ว่ามีงานยุ่งจนวางมือไม่ได้หรอกหรือ แล้วเหตุใดท่านที่เป็นสหายสนิทและผู้ช่วยคนสำคัญของเขาถึงว่างมาตามพี่ชายคนงามของนางเล่า!

 

“องค์ชายรัชทายาทเป็นห่วงน้องฉิงมาก ข้ากับซืออวิ๋นเลยมาดูเจ้าให้เขา...ในเมื่อเจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” ลู่ถิงอวี่เอียงหน้ายิ้มๆ “เย่เฟิงกังวลใจจนแทบทำงานไม่ได้เลยล่ะ”

หยางฉิงหน้าร้อนวาบนางเลยถลึงตาใส่คนขี้แกล้งแบบร้ายๆ อย่างลู่ถิงอวี่ไปหนึ่งที

“จริงๆ นะน้องฉิง น้องรองเป็นห่วงเจ้าไม่น้อยเลย ถึงน้องรองจะรู้นิสัยเจ้าดีแต่เขาก็เป็นห่วงเจ้าอยู่ดี...ถ้าหากไม่กลัวว่าจะทำให้เจ้าเดือดร้อนล่ะก็เขาคงมาหาเจ้าด้วยตัวเองแล้วล่ะ” เย่ซืออวิ๋นรีบเอ่ยเข้าข้างน้องรองของตัวเองทันที เวลาที่ผ่านมาพวกเขารู้ดีว่าน้องรองและน้องฉิงนั้นมีความรู้สึกที่ดีให้แก่กัน ดังนั้นเย่ซืออวิ๋นก็ยิ่งสนับสนุน

หยางฉิงหน้าร้อนไปหมด นางรู้ดีว่าองค์ชายรัชทายาทผู้นั้นเป็นห่วงนาง เขาเป็นบุรุษที่ช่างใส่ใจแม้จะเป็นข่าวลือเล็กๆ น้อยๆ ก็กลัวนางจะกังวล ก่อนหน้านี้นางก็ได้รับจดหมายจากองครักษ์ของเขาแล้วว่าไม่ต้องกังวลใดๆ วันนี้เขายังให้พี่ใหญ่และพี่ลู่มาคุยกับนางอีก

 

เพราะเขาเป็นเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน...คอยดูแลนางปกป้องนาง

เจ้าของปิ่นประดับที่นางใช้ในวันปักปิ่น...บุรุษผู้นั้นเป็นมอบให้กับมือ และเสด็จมาร่วมงานปักปิ่นของนางด้วยตนเอง...

 

“ดูเหมือนน้องฉิงจะเขินเสียแล้ว” ลู่ถิงอวี่หันไปพูดกับเย่ซืออวิ๋นที่อมยิ้มอย่างเอ็นดู องค์ชายใหญ่พยักหน้าหงึกๆ 

“ถิงอวี่อย่าแกล้งน้องฉิงสิ” เย่ซืออวิ๋นรีบปราม เพราะถ้าหากน้องฉิงเขินมากไปประเดี๋ยวนางจะโมโหเอา “วันนี้ข้ากับพูดคุยกับเจ้าเรื่องไปวัดเกาเสียง เดิมทีอยากไปถามเสด็จแม่ฮองเฮาเองว่ามีรายชื่อใครบ้าง แต่จะวิ่งเข้าวังทุกทีก็ใช่เรื่อง น้องฉิงเพิ่งไปพบเสด็จแม่ฮองเฮาและเสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟยมาข้าเลยมาถามเจ้าดีกว่า”

“อ้อ” หยางฉิงพยักหน้า “อย่างที่พี่ใหญ่ทราบจ้าค่ะว่าทุกปีจะเป็นสตรีจากตระกูลขุนนางและตระกูลสูงศักดิ์ไปไหว้พระขอพรที่วัดเกาเสียง สกุลจ้าว สกุลฉิน สกุลหยาง ล้วนไปหมดเจ้าค่ะ...แต่คราวนี้มีรู้ว่าฉินฮวาซิงจากสกุลฉินจะกลับมาทันหรือหรือไม่เจ้าค่ะ น้องได้ข่าวว่านางเดินทางไปกับหน่วยเสบียงเพื่อไปส่งเสบียงและยาสมุนไพรที่ชายแดนแคว้นเว่ย”

หลายปีก่อนสกุลฉินกลับมาเมืองหลวง บุตรหลานของสกุลทั้งหลายเป็นผู้มีความสามารถโดดเด่นและได้รับหน้าที่สำคัญในสายงานต่างๆ ที่โดดเด่นที่สุดคงจะเป็นคุณชายสามสกุลฉิน...ฉินไห่ฟง ปีเดียวกับที่ลู่ถิงอวี่สอบจ้วงหยวนเขาก็ได้ทำงานในสำนักราชบัณฑิต เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น และอีกคนก็คือฉินฮวาซิง...นอกจากรูปโฉมที่งดงามนั่นแล้ว พิณ หมาก วาดภาพ เขียนอักษรนางล้วนมีความสามารถไม่เป็นสองรองใคร และโดดเด่นยิ่งด้วยวิชาความรู้ด้านการแพทย์...นางเป็นลูกศิษย์หญิงคนเดียวของหมอหลวงโจวแห่งราชสำนัก

 

หมอหลวงโจวเป็นหมอหลวงประจำพระองค์ของฮ่องเต้เย่เทียนหลง...และไม่เคยรับสตรีเป็นลูกศิษย์มาก่อน หาใช่เพราะเขาลำเอียงเข้าข้างบุรุษ แต่บทเรียนของเขานั้นสตรีทั่วไปล้วนรับไม่ไหว...แต่ฉินฮวาซิงกลับทำได้

 

ได้พูดคุยกันบ้างตามงานเลี้ยง...หยางฉิงรู้สึกว่าฉินฮวาซิงผู้นี้นั้นไม่เหมือนสตรีคนอื่นๆ ในสกุลฉินเลย...นางมีนิสัยแตกต่างจากพี่น้อง แล้วก็...นางรู้สึกเป็นมิตรกับสตรีผู้นี้ไม่น้อยทีเดียว

“นางต้องกลับมาทันอยู่แล้ว ถ้าหากนางไม่ได้ไปไหว้พระกับขบวนเสด็จของฮองเฮาล่ะก็ ข้าคิดว่าท่านตาต้องโมโหมากเป็นแน่” เย่ซืออวิ๋นเรียกท่านตาได้อย่างคล่องปาก แม้เขาจะไม่ค่อยเคารพนับถือฉินเมิ่งและมักกวนอารมณ์อีกฝ่ายเงียบๆ อยู่เสมอก็เถอะ แต่เรียกเช่นนี้ทั้งๆ ที่ไม่เคารพก็รู้สึกสะใจไม่น้อยอยู่หรอก เย่ซืออวิ๋นรู้ดีว่าตอนทีฉินฮวาซิงบอกว่านางจะเข้าไปสำนักหมอหลวงนั้นท่านตาโมโหแค่ไหน แม้ฉินฮวาซิงจะมีเหตุผลรองรับที่ดีแต่นางก็ถูกตบหน้าไปฉาดใหญ่ ขนาดไม่ได้เห็นกับตาเย่ซืออวิ๋นยังรู้สึกสงสารนางเลย

แต่นับว่าการตัดสินใจของนางนั้นไม่ผิดพลาด...สตรีที่ทำให้สกุลฉินมีชื่อเสียงดีงามจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วแล้วก็มีแค่ฉินฮวาซิงคนเดียวนี่ล่ะ ส่วนคนอื่นนั้นแม้จะงดงามและมีความสามารถแต่พวกนางก็หยิ่งยโสและมักถูกซุบซิบนินทากันว่าชอบวางอำนาจกดข่มเหงผู้อื่น

“ก็จริงเจ้าค่ะ...เพราะสตรีที่ได้รับเลือกให้เข้าไปช่วยฮองเฮาคัดคัมภีร์พระธรรมนั้นน่ะถูกลือกันว่ามีสิทธิ์ที่จะเป็นชายาขององค์ชายรัชทายาทนี่เจ้าคะ” ทุกครั้งเวลาไหว้พระสวดมนต์ ฮองเฮาจะเลือกสตรีสองสามคนมาช่วยคัดคัมภีร์พระธรรมและสวดมนต์เป็นเพื่อนพระนาง หยางฉิงกับสตรีสกุลจ้าวมักได้หน้าที่นั้นอยู่เกือบทุกปี 

“คัดพระธรรมหรือ? ถ้าน้องสี่ได้ยินคงขนลุกเป็นแน่” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ น้องชายคนนั้นน่ะเกลียดการคัดพระธรรมเป็นที่สุดเลย เย่เหานบ่นอยู่เสมอว่าเรื่องน่าเบื่อเช่นนี้มันเกี่ยวข้องกับการเป็นชายาขององค์ชายรัชทายาทที่ตรงไหนกัน คนชอบเอาไปลือกันมั่วๆ อยู่เรื่อยเลย

หยางฉิงเองก็หัวเราะเช่นกัน “น้องก็รู้สึกเช่นนั้นเพคะ ต้องนั่งอยู่นานขยับก็ลำบากยิ่งนัก แถมเสียกริยาก็ไม่ได้อีกเจ้าค่ะเพราะอยู่ในวัด...แต่คิดว่าปีนี้ฮองเฮาคงจะไม่เลือกน้องเป็นแน่เจ้าค่ะ” นางเอียงหน้าฮองเฮาทรงตรัสกับนางแล้วว่าปีนี้จะเลือกใคร...และจะเลือกเพียงคนเดียวด้วย

 

และนางเองก็มีเรื่องต้องทำ

นางก็คิดเหมือนทุกคนว่าการไปไหว้พระขอพรที่วัดเกาเสียงครานี้ต้องมีอะไรเกิดขึ้นเป็นแน่...สกุลฉินสงบมาได้หลายปี พวกเขาคงเริ่มทนรอไม่ไหวแล้วกระมัง

 

“สกุลจ้าวเองก็อยากได้ตำแหน่งชายาขององค์ชายรัชทายาท...เฮ้อ...เป็นตำแหน่งที่ใครๆ ต่างก็แย่งชิงกันทั้งนั้นเลยเจ้าค่ะ” หยางฉิงส่ายหน้าอย่างระอา นางรู้สึกสงสารองค์ชายรัชทายาทไม่น้อย ขนาดคู่ชีวิตที่จะเคียงข้างกันยังมาจากเกมการเมืองเลย แต่องค์ชายรัชทายาทโชคดีที่มีเสด็จพ่อเป็นฝ่าบาทมีเสด็จแม่เป็นฮองเฮา ทั้งสองพระองค์นั้นไม่ได้บังคับองค์ชายเลย ให้พระองค์ทรงเลือกสตรีที่จะมาเป็นคู่ชีวิตด้วยตนเอง

 

ท่านน้าจืออิงบอกว่าองค์ชายรัชทายาทโชคดีกว่าฮ่องเต้มาก...

 

“น้องฉิงอยากจะแย่งกับเขาบ้างหรือไม่เล่า?” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าของหยางฉิง “เอาเถิด...เรื่องไปไหว้พระขอพรที่วัดเกาเสียงพวกเราเองก็จะเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า รับมือสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น”

“พี่ใหญ่มิได้ไปใช่เหรือไม่เจ้าคะ?”

“อืม...ก็ทุกปีงานนี้ส่วนมากเป็นสตรีที่ไปกันนี่นา” ถึงตนจะเป็นองค์ชายก็เถอะ จะเอาแต่ใจเกินไปไม่ได้ ยิ่งพวกเขาเติบโตก็ยิ่งถูกนำมาเป็นฉนวนการแย่งชิงในขั้วอำนาจกันมากขึ้น ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้ปรารถนาอำนาจนั้นเลย ถ้าหากพวกตนเหมือนพี่น้องบ้านอื่นที่ต่างปรารถนาบัลลังก์มังกรนั่นกันล่ะก็ต้องเข่นฆ่ากันแน่ๆ ในเมื่อสภาพแวดล้อมเป็นเช่นนี้

 

องค์ชายรัชทายาทและองค์ชายสี่มีสกุลจ้าวหนุนหลัง

องค์ชายสามมีสกุลหยาง

องค์ชายใหญ่มีสกุลฉิน

ล้วนเป็นสกุลใหญ่ที่ทรงอำนาจกันทั้งนั้น...

 

“งานราชพิธีต่างๆ ข้าเป็นคนจัดเตรียม ถ้ามีคนจะวางลูกเล่นก็คงไม่มีทางทำได้ ดังนั้นข้าคิดว่าคงเป็นระหว่างทางหรือระหว่างงานเป็นแน่ น้องฉิงอย่าลืมพกอาวุธติดตัวไปนะ มีอะไรน่าสงสัยก็เป่านกหวีดที่น้องรองเคยให้เจ้าไว้” เย่ซืออวิ๋นกำชับ ซึ่งแน่นอนว่าหยางฉิงก็ฉีกยิ้มหวานพยักหน้าอย่างว่าง่ายเชื่อฟังยิ่ง ท่าทางเช่นนั้นของนางทำให้ท่านแม่ทัพหยางที่เดินเข้ามาในห้องได้แต่ส่ายหน้า

 

เฮ้อ...บุรุษตระกูลเย่นี่เป็นเช่นนี้กันทุกคนหรืออย่างไรนะ

เป็นประเภทมีเสน่ห์เหลือร้ายชอบล่อลวงลูกหลานบ้านอื่น

 

“ท่านลุงหยาง” เย่ซืออวิ๋นกับลู่ถิงอวี่ลุกขึ้นประสานมือทักทายเจ้าบ้าน เมื่อครู่พวกเขาเข้ามาในจวนสกุลฉิงไม่เจอท่านลุงหยางเลยมานั่งที่ศาลาในสวนแทน อย่างไรเสียก็ต้องระวังจะอยู่กันตามลำพังไม่ได้เพราะหยางฉิงเป็นสตรี

“ถวายพระพรองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ” หยางสุ่ยชิงมองใบหน้าที่งดงามยิ่งกว่าสตรีของเย่ซืออวิ๋นแล้วก็หันไปมองลู่ถิงอวี่...อืม ตามติดยิ่งกว่าเงาตามตัวจริงๆ มิน่านายเหนือหัวของตนถึงได้ชังน้ำหน้าลู่ถิงอวี่ขึ้นทุกวัน และเสี่ยวจิงก็ต้องลำบากขึ้นกว่าเดิม

“ท่านลุงอย่ามากมารยาทกับข้าเลย...จริงด้วยสิท่านลุง วันนี้ได้ยินว่าท่านป้าจะทำของอร่อย ข้าอยู่ร่วมโต๊ะได้หรือไม่?” ดวงตากลมโตคู่สวยเป็นประกายแวววาวยิ่งกว่าอัญมณีจับจ้องอย่างคาดหวัง ทำให้หยางสุ่ยชิงไม่มีทางปฏิเสธใดๆ ได้เลย...ภรรยาของเขาก็เป็นสาวกผู้ภักดีขององค์ชายใหญ่ รักใคร่เอ็นดูอีกฝ่ายยิ่งกว่าบุตรหลานแท้ๆ เสียอีก มีหรือจะไม่ยินดีที่องค์ชายใหญ่จะร่วมมื้อเย็นด้วย

“จวนแม่ทัพเต็มใจต้อนรับองค์ชายเสมอพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่เมื่อครู่เพิ่งกลับจากวังหลวงมา ดูเหมือนฝ่าบาทจะทรงรับสั่งให้องค์ชายเข้าวังนะพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ผู้หวงลูกนั่นต่อให้องค์ชายใหญ่มาอยู่นอกวังแล้วก็ยังรับสั่งให้ไปตำหนักจิ้งหยางอยู่วันเว้นวันเลย

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าเล็กน้อยอย่างสงสัย หันไปหาลู่ถิงอวี่อีกฝ่ายก็ส่ายหน้ายิ้มๆ ให้ตนราวจะบอกว่าไม่รู้เช่นกัน “น่าเสียดายยิ่งนัก ไว้คราวหน้าก็แล้วกัน”

“พี่ใหญ่มาได้เสมอเลยเจ้าค่ะ จวนสกุลหยางยินดีต้อนรับพี่ใหญ่เสมอ” หยางฉิงยิ้มหวานเป็นสาวน้อยน่ารักที่ว่าง่ายเชื่อฟังจนบางทีหยางสุ่ยชิงก็นึกสงสัยว่าเป็นหยางฉิงคนเดียวกับบุตรีของเขาหรือเปล่า นางกระซิบเบาๆ กับเย่ซืออวิ๋น “คราวหน้าอย่าพาพี่ลู่มานะเจ้าคะ” 

 

บุรุษผู้นี้ขี้หวงยิ่งนัก นางนั่งใกล้พี่ใหญ่เกินไปก็มิได้ ยิ้มให้มากเกินไปก็ไม่ได้...คนใจแคบ!

 

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ ส่วนลู่ถิงอวี่ที่หูดีนั้นก็คลี่ยิ้ม มองหยางฉิงนิ่งจนนางขนลุก คุณชายหยกขาวยิ้มกว้างให้คุณหนูจวนแม่ทัพ “น้องฉิงคงอยากให้เย่เฟิงมามากกว่า...ซืออวิ๋นเราเข้าวังไปกันเถิด ประเดี๋ยวค่ำแล้วจะลำบากเอานะ”

“เอ๋ อื้อๆ เช่นนั้นท่านลุงหยาง น้องฉิงข้าไปก่อนนะ” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าก่อนจะลาหยางสุ่ยชิงและหยางฉิงเดินออกไปข้างนอกโดยมีท่านแม่ทัพออกไปส่ง หยางสุ่ยชิงมองบุตรสาวที่โกรธจนหน้าแดงแล้วก็ยื่นมือไปยีหัวนางเบาๆ 

 

เรื่องฝีปากกัดผู้คนด้วยรอยยิ้มน่ะใครก็สู้ลู่ถิงอวี่มิได้หรอก...

แล้วก็นะเหมือนฝ่าบาทจะไม่ได้เชิญเจ้าให้เข้าวังไปด้วยนะลู่ถิงอวี่ เจ้าจะตีเนียนเกินไปแล้วนะ

 

............

 

ยามค่ำคืนเมืองฝูหยางนั้นก็มิได้มืดสนิท แม้ชาวเมืองจะสงบสุขภายใต้ร่มพระบารมีการปกครองของฮ่องเต้เย่เทียนหลง แต่ก็มีการตรวจตราอย่างเข้มงวดอยู่เสมอ มีการเฝ้าระวังภัยโดยไม่ปล่อยปละละเลย 

ในคฤหาสน์ตระกูลฉินที่ยังคงสว่างไสว บางคนก็นอนไปแล้ว ส่วนบางคน...ก็มีเรื่องให้พูดคุยและวางแผนกัน

“ท่านว่าอย่างไร ที่ข้าเสนอไปท่านเห็นด้วยหรือไม่?”

“ข้าย่อมเห็นด้วยกับเจ้าอยู่แล้ว...แต่แผนการนี้พวกเราต้องวางให้รัดกุม และข้ากับเจ้าแค่เพียงสองคน...”

“เจ้าไม่ต้องห่วงเรามีผู้ช่วย!”

“แต่...ถ้าหากท่านปู่รู้เข้า...”

“เจ้าจะมามัวกลัวอะไร! ทุกวันนี้พวกเราก็ถูกกดจนโงหัวไม่ขึ้นอยู่แล้ว ถ้าหากไม่ทำอะไรสักอย่างล่ะก็...” น้ำเสียงคนพูดนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจและความริษยาอย่างปิดไม่มิด “ยิ่งคนคนนั้นมาบ้านเราบ่อยๆ เจ้าก็เห็นว่าพวกเราไม่มีความสำคัญกับท่านปู่เลย! แล้วก็ใบหน้าที่น่าเกลียดนั่น...” ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโหจนต้องเขวี้ยงถ้วยชาลงพื้นอย่างไม่ใยดี เสียงกระเบื้องกระทบพื้นแตกกระจาย เหล่าข้ารับใช้ที่อยู่ด้านนอกนั้นสะดุ้งเฮือกแต่ก็ไม่ได้เข้ามาดู เพราะประเดี๋ยวเจ้านายจะลงไม้ลงมือกับพวกตนได้ ถ้าหากอยากให้เก็บกวาดก็จะเรียกพวกเขาเข้าไปเอง

“ข้าเอาด้วย! ยิ่งคิดถึงมันข้าก็ยิ่งเกลียด!” คู่สนทนาก็เกิดอารมณ์ขึ้นมาเช่นเดียวกัน ยิ่งนึกถึงใบหน้าที่ว่าก็ยิ่งทำให้เกลียดจนอยากขว้างปาข้าวของ

“แม้จะเสียดายที่งานนี้มันไม่ได้ไป แต่กำจัดคนอื่นที่ขัดหูขัดตาไปได้เพื่อเส้นทางอันแสนงดงามของเจ้ากับข้าก็ดีมิใช่หรอกหรือ?

“ใช่!”

“เช่นนั้นเป็นอันตกลง!!”

“ได้!”

เสียงสนทนาของทั้งคู่นั้นถูกร่างหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของต้นไม้ลอบฟัง ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีดำสนิทปิดมิดชิดจนแลดูกลืนไปกับสีดำสนิทของราตรีกาลกระตุกยิ้มหยันก่อนจะกระโดดหายวับไป...แม้การป้องกันจวนสกุลฉินแห่งนี้จะค่อนข้างแน่นหนาแต่ก็ยังธรรมดามากเมื่อเทียบกับท้องพระโรงไท่หยวน อีกทั้งนายผู้เฒ่าของจวนนี้ก็ลำเอียงอย่างเห็นได้ชัดเรือนที่มีผู้คุ้มกันหนาแน่นนั้นเป็นเรือนของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นถ้าหากมีฝีมือก็สามารถลักลอบเข้ามาที่นี่ได้ไม่ยากเย็น

ร่างสูงนั้นเร้นกายไปตามเงามือหลบบรรดาทหารยามที่เดินขวักไขว่ตามท้องถนนยามราตรีได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะกระโดดผลุบเข้าไปในจวนหลังหนึ่ง มือใหญ่ดึงผ้าคลุมหน้าออกแล้วโยนลงพื้นลวกๆ รับน้ำชาที่คนผู้หนึ่งยื่นมาให้ดื่มอึกๆ ก่อนจะส่งแก้วชาเปล่าคืน “ชาร้อนไปสักหน่อยนะ”

“องค์ชาย”

“ทำไม? เจ้าจะว่าข้าหรืออย่างไร?” ผู้ถูกเรียกว่าองค์ชายทำท่าทางประหนึ่งเป็นอันธพาลโตที่อยากราท้ารบตบตีกับผู้อื่น ดวงตาคมของเรียวฉายแววเจ้าเล่ห์จนดูคล้ายแววตาของจิ้งจอกยามจับจ้องเหยื่อ แต่คนถูกจ้องนั้นไม่ได้หวั่นเกรงเพราะรู้นิสัยผู้เป็นนายดี

“กระหม่อมมิบังอาจพ่ะย่ะค่ะองค์ชายสี่”

ใช่แล้วบุรุษผู้นี้ก็คือองค์ชายสี่เย่หานนั่นเอง...องค์ชายที่เพิ่งผ่านพิธีสวมกวานครั้งแรกมาเมื่อไม่นานนี้ ร่างกายแข็งแรงกำยำห่างไกลจากคำว่าร่างกายไม่แข็งแรงอยู่ไกลโข ใบหน้าหล่อเหลาได้รูป รับกับดวงตาคม เส้นผมสีดำยาวถูกรวบไว้ลวกๆ เพราะเขาออกทำภารกิจเลยมิได้สวมกวาน...

ส่วนผู้ที่กำลังรับมือกับเจ้านายผู้เอาแต่พระทัยนั้นก็คือองครักษ์ประจำตัวองค์ชายสี่เจิ้งปิน ชายหนุ่มที่เข้าพิธีสวมกวานครั้งที่สองมาหลายเดือน เป็นบุรุษหนุ่มรูปงามที่มีฝีมือในใช้กระบี่ได้มิต่างกับการร่ายรำ

“เก็บคำราชาศัพท์ของเจ้ากลับไปเถิด...ข้าอยากอาบน้ำ”

“ให้กระหม่อม...” เจิ้งปินพูดไม่ทันเสร็จมือใหญ่ของเย่หานก็ยกขึ้นห้ามเสียก่อน จากนั้นก็จัดการลากองครักษ์เจิ้งไปยังห้องอาบน้ำด้านในที่มีคนเตรียมไว้ให้เรียบร้อย เมื่อก่อนเขายังเด็กกว่าเลยสูงน้อยกว่า มาบัดดนี้ทั้งตัวสูงกว่าทั้งร่างกายแข็งแรงกว่าสามารถลากเจิ้งปินไปไหนมาไหนได้สบายๆ

“เจ้าจัดการ” เย่หานยืนกางแขนออก คล้ายจะบอกให้เจิ้งปินช่วยถอดเสื้อผ้า องครักษ์เจิ้งผู้เย็นชาได้แต่กระพริบตาก่อนจะถอนหายใจอย่างจำยอม ช่วยเจ้านายผู้เอาแต่ใจค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจากร่าง...ร่างกายที่เมื่อก่อนนั้นยังเห็นโครงร่างการเติบโตไม่ชัด มาบัดนี้กลับแข็งแรงกำยำขึ้นกว่าแต่ก่อน...ไหล่กว้างขึ้น มีกล้ามเนื้อที่มาจากการหมั่นฝึกยุทธ์

“หืม?” เย่หานเลิกคิ้วเมื่อเห็นมือขาวๆ นั่นชะงักราวคิดอะไรอยู่ ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “หลงเสน่ห์ข้าหรืออย่างไรเสี่ยวปิน?”

เจิ้งปินเงยหน้ามองคนที่ตัวสูงกว่าก่อนจะค่อยๆ ช่วยถอดเสื้อผ้าอาภรณ์ให้องค์ชายสี่แล้วเก็บพับไว้อย่างเรียบร้อย ก้าวไปยืนอยู่ข้างๆ โดยที่หลุบตาต่ำไม่พูดไม่จา แต่เย่หานก็ตาไวพอที่จะเห็นใบหูของเจิ้งปินแดงก่ำ เขาหัวเราะหึๆ ในลำคอเดินลงถังน้ำไปทั้งร่างเปลือยเปล่านั่นล่ะ น้ำอุ่นทำให้ความเมื่อยล้าคลายลงไม่น้อย...

“จริงด้วย...พี่ใหญ่ข้าส่งอะไรมาหรือไม่?” เย่หานถามถึงพี่ชายที่มักส่งของมาให้อยู่เสมอ จนตอนนี้เขาแทบจะต้องสร้างห้องเก็บของไว้เก็บของที่พี่ใหญ่ส่งมาแล้ว ใบหน้าที่ปกติมักนิ่งเฉยจนอ่านอารมณ์ไม่ออกอยู่เสมอของเย่หานอ่อนโยนลง ดวงตาที่คล้ายจิ้งจอกของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นเอ็นดูขึ้นมา...

 

พี่ใหญ่ที่แม้จะอายุมากกว่าแต่ก็น่าเอ็นดูที่สุดผู้นั้นน่ะ

 

“ส่งมาขอรับ”

“อืม...เช่นนั้นเจ้าไปตำหนักลั่วสุ่ยของพี่ใหญ่ที แจ้งข่าวเรื่องคนสกุลฉินสักหน่อย” เย่หานเอนตัวพิงกับถังน้ำที่ทำจากไม้เนื้อดี กางแขนออกกว้างเล็ก แหงนศีรษะไปด้านหลัง เจิ้งปินเห็นเช่นนั้นก็เดินไปช่วยนวดผ่อนคลายให้ องค์ชายสี่ส่งเสียงพอใจยิ่งนัก ขณะที่ในใจก็กำลังนึกสนุกกับเรื่องที่ได้ยินมา

 

แม้พวกเจ้าจะไม่ได้แตะต้องพี่ใหญ่ของข้าตรงๆ แต่การที่พวกเจ้าบังอาจริษยาพี่ชายข้าและคิดจะหาเรื่องเขาก็เป็นความผิดแล้ว!

ต่อให้พวกเจ้าเป็นปลาซิวปลาสร้อยในสกุลแต่อย่าไรก็เป็นคนสกุลฉิน...ข้าไม่ปราณีหรอก!

 

“ส่งข่าวให้จวนอัครเสนาบดีกับตำหนักบูรพาด้วย...พี่รองกับพี่ลู่เองก็คงกำลังเตรียมการอยู่เช่นกันกระมัง...” เสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอขององค์ชายสี่เย่หานนั้นทำให้เจิ้งปินได้แต่รู้สึกไว้อาลัยคนสกุลฉินในใจ

 

เจ้านายของตน...ไม่สิองค์ชายทุกพระองค์รวมถึงคุณชายลู่นั้นเติบโตขึ้นจากปีนั้นมาก...ก้าวเดินไปบนเส้นทางที่แต่ละคนเลือกอย่างแน่วแน่

 

องครักษ์เจิ้งผู้เย็นชายกยิ้มจาง ขณะที่ตั้งอกตั้งใจนวดขมับให้เย่หานต่อไป

 

การเติบโตนั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งนัก...

…………..

 

ตอนนี้ก็ตามชื่อตอนเลยค่ะ…ต่างเติบโต ทั้งน้ององค์ชายใหญ่และบรรดาน้องชาย น้องฉิง และคนอื่นๆ ต่างก็เติบโตกันไปทีละขั้น ทีละขั้น แต่เด็กบ้านนี้ยิ่งโตก็ยิ่งร้ายกันไปคนละแบบนะคะ ขนาดพี่ใหญ่ของบ้านก็ยังร้ายแบบน่ารักน่าเอ็นดูเลยค่ะ

ส่วนคนที่ตีเนียนและหน้าหนาเป็นอันดับหนึ่งตอนนี้ก็คงเป็นพี่ลู่ เวลาพี่ทำงานพี่ไม่ว่างมาอยู่กับคนงาม เวลาว่างพี่ก็เกาะติดคนงามไม่ปล่อย จนทั้งพ่อทั้งน้องเขาหมั่นไส้ไปหมดแล้ว

ตอนนี้ก็น่าจะครบคู่ทั้งหมดแล้วมั้งนะคะ…อ้อ ยกเว้นท่านประมุขน้อยเขาไว้คนคนของเขา(?) ภาคสองนี้ยังไม่ออกมาเลย 

 

เอาจริงๆ สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เราลังเลอยู่มากเลยค่ะว่าจะอัพนิยายดีหรือเปล่า คิดไปคิดมาอยู่หลายรอบ แต่เพราะทั้งตามข่าวทั้งออกไปข้างนอก เราเลยอยากให้เป็นส่วนเล็กๆ ที่สามารถช่วยฮีลลิ่งทุกคนได้บ้างสักนิดก็ยังดี ถ้าทำให้ใครไม่พอใจเราต้องขอโทษด้วยนะคะ แล้วก็ใครที่ตามเราในทวิตช่วงนี้เราจะรีและทวิตเกี่ยวกับการเมืองมากหน่อย ถ้าหากไม่ชอบสามารถอันฟอลได้เลยนะคะ พวกเราล้วนเคารพคนที่เห็นต่างกัน 

ความรุนแรงไม่ใช่สิ่งที่ดีไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น

 

ช่วงนี้เราอาจจะมาอัพนิยายตอนเช้าๆ ถึงเที่ยงไปสักพักนะคะ 

ฝนตกบ่อยมาก พายุเข้า บางจังหวัดน้ำท่วม ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ 

 

ขอให้เป็นวันอาทิตย์ที่ดีสำหรับทุกคนค่ะ ^_^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.997K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,283 ความคิดเห็น

  1. #3009 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 23:46
    กะคือพลิกโพมากจ้า55555
    #3,009
    0
  2. #2709 บุษยาอธิษฐาน​ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2563 / 19:39
    องค์ชายสามคู่กับฉินฮวาซิงแน่เลย
    #2,709
    0
  3. #2392 Alial_ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2563 / 15:35
    เอ้าแม่ ผิดโพว่าซั่น
    #2,392
    1
    • #2392-1 KanteraNakkhaiw(จากตอนที่ 29)
      12 มกราคม 2564 / 12:47
      เห็นด้วยค่ะ555
      #2392-1
  4. #2217 Cho_aim (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 21:56
    องค์ชายสามจะคู่กับใครน้า

    ขอบคุณสำหรับนิยายค่ะเป็นฮีลลิ่งที่ดีมากๆค่ะ
    #2,217
    0
  5. #2094 suan_fim (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 18:20
    ....นี่เราหลงโพน้องสี่ผิดมาตลอดเลยหรอ..
    #2,094
    0
  6. #2051 sweet-meringue (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 03:34

    อ่านถึงตอนนี้แล้ว รู้สึกเหมือนองค์ชายสี่จะพลิกโพจากตอนเด็กรึเปล่านะ

    #2,051
    0
  7. #2014 The Sky 9096 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 11:51
    ถ้าไม่คิดว่าเป็นลูกเสี่ยวจิง หลงเกอคงเนรเทศไปชายแดนสัก 2-3 ปี
    #2,014
    0
  8. #1902 HYUNPARK (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2563 / 02:48
    เด็กๆในวันก่อนต่างเติบโตขึ้นกันทุกคน แต่สิ่งที่เติบโตยิ่งกว่าอายุหรือรูปร่าง คือความสัมพันธ์ของพวกเขา ยิ่งวันเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ของพวกเขายิ่งเติบโตแน่นแฟ้นขึ้นอย่างที่คนภายนอกยากจะเข้าใจ
    #1,902
    0
  9. #1884 khunsom08 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 00:12
    แต่ละคนโตมาอย่างดีเลย
    #1,884
    0
  10. #1876 Lady Omega (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 18:20
    เขินองค์รัชทายาท อ้าวนึกว่าประมุขน้อยคู่กับอาฟงซะอีก
    #1,876
    0
  11. #1798 Avista (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 23:38
    โตกันหมดแล้วว
    #1,798
    0
  12. #1741 Wibhawadee14682 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 15:24
    ขอบที่อัพค่ะ มันช่วยฮีลเราจริงๆ
    #1,741
    0
  13. #1719 saii130540 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 02:59
    รู้สึกเลยว่าเด็กๆโตขึ้นมากจริงๆ
    #1,719
    0
  14. #1718 PP2545 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 01:35
    รออออออออออ
    #1,718
    0
  15. #1717 _Daonuea_ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 01:32
    คิดถึงงงงงง
    #1,717
    0
  16. #1713 Lasboss (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 00:22
    การเติบโตนั้นเป็นสิ่งที่อัศจรรย์ ชอบประโยคนี้นะ..
    #1,713
    0
  17. #1711 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 23:17

    เด็กๆโตได้สง่างามมาก! แอบภูมิใจแทนฮ่องเต้!

    #1,711
    0
  18. #1710 Nekkoya02 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 23:15
    หักมุมมากค่ะ องค์ชายสี่เมะหรือนี่ 55
    #1,710
    0
  19. #1709 playlamai (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 22:44
    ช่วงนี้ชีวิตมีแต่ปัญหา มีแต่เรื่องแย่ๆ ไม่สามารถหาเซฟโซนให้ตัวเองได้ ยังดีที่ยังสามารถหานิยายมาฮีลตัวเองได้
    #1,709
    0
  20. วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 22:14
    ขอโทษที่ลงเรือองค์ชายสามกับเนี่ยรุ่ยเอินค่ะ55
    #1,708
    0
  21. #1707 Demon D (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 21:52

    รอบตัวมีแต่เรื่องยุ่งยากใจ พออ่านนิยายเรื่องนี้คือมันช่วยฮีลใจมากเลย

    #1,707
    0
  22. #1705 กอลลิล่าแพนแพน (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 21:12
    องค์ชายสามคู่กับฉินฮวาซิงเหรอ ชื่ออะไรนะ? ฮวาๆคนนั้น มุแงงงงงงงงงงงงงงง
    #1,705
    0
  23. #1704 guitar358 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 19:39
    คุณชายลู่ยังน่าหมั่นไส้เหมือนเดิม
    #1,704
    0
  24. #1703 Kwa ' Sc (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 18:37
    อัพค่ะ อย่าไปคิดมาก การคนเราต้องมีช่วงการพักสมองบ้างค่ะ เสพแต่เรื่องเครียดๆมันไม่ดีต่อสุขภาพ
    #1,703
    0
  25. #1702 F-Loner-D (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 18:17
    เป็นกำลังใจให้ไรท์เสมอ
    เราจะสู้ไปด้วยกันค่ะ
    #1,702
    0