ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 27 : 二 十五 ขอต้อนรับสู่เมืองหลวง! (二 ) จบภาค 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20,768
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,364 ครั้ง
    15 ต.ค. 63

ขอต้อนรับสู่เมืองหลวง! (二 )

 

“ได้ยินข่าวหรือยังที่ว่าสกุลฉินกำลังจะกลับเมืองหลวง”

“สกุลฉินไหนเล่า?”

“เจ้าโง่! สกุลฉินของดีตราชครูฉินเมิ่งอย่างไรเล่า พวกเจ้าจำฉินกุ้ยเฟยผู้นั้นได้หรือไม่?” 

“สตรีที่งามล่มแคว้นผู้นั่นน่ะหรือ!”

“ใช่แล้ว...”

“แล้วเหตุใดสกุลฉินจึงไม่อยู่ในเมืองหลวงเล่า พวกเขามิใช่เป็นสกุลที่มีเกียรติรึ?”

“เพราะว่าบุตรชายคนโตสกุลฉินที่เป็นคนสำคัญในกองทัพฉ้อฉลเสบียงหลวง ความผิดนี้ใหญ่หลวงนัก อดีตราชครูในขณะนั้นคุกเข่าอยู่หน้าท้องพระโรงถึงสามวันสามคืนเชียวนา แม้ฮ่องเต้จะทรงพระราชทานอภัยเพราะสืบความแล้วตอนนั้นคุณชายใหญ่สกุลฉินทำเพียงคนเดียวเพราะความโลภ สุดท้ายก็อพยพไปมณฑลเหอหยวนแทน”

“อ้อๆ เรื่องนี้ข้าเคยได้ยิน เมื่อสิบกว่าปีก่อนใช่หรือไม่”

“ใช่ๆ ข้าก็เคยได้ยินมาเช่นกัน”

“แล้วเหตุใดจึงได้กลับมาเมืองหลวงกันเล่า”

“งานล่าสัตว์ที่ผ่านมามีข่าวลือว่าสัตว์ป่าอาละวาด บุตรชายและหลานชายคนรองของสกุลฉินนั้นเสียสละตนเองจนเสียชีวิตเพื่อปกป้องบรรดาขุนนางและครอบครัว”

“โอ้! ความดีความชอบใหญ่หลวง”

“ใช่...เพียงแต่ นี่...ข้าได้ข่าวมา...”

“หืมๆ ว่าอย่างไร”

“ดูเหมือนการกลับมาเมืองหลวงครั้งนี้ของสกุลฉิน มีเงื่อนงำนะ...เหมือนสวรรค์ไม่เต็มใจให้สกุลฉินกลับมาสักเท่าไหร่”

“อย่างไร?”

“เจ้าจำจวนหลังนั้นของสกุลฉินได้ไหมเล่า สองสามวันมานี้มีคนเห็นสตรีชุดแดงอยู่ที่จวนหลังนั้น”

“สตรีชุดแดง? จวนนั่นมิใช่มีคนคอยดูแลหรอกหรือ จะมีคนก็ไม่แปลกนี่”

“เจ้าบ้า! สตรีชุดแดงผู้นั้นปรากฎในยามราตรีแต่กลางวันกลับไม่มีใครเห็นตัว!”

“ยะ...อย่าบอกนะว่า...เป็นวิญญาณ!”

“ชู่ววว! เขาว่าวิญญาณนี้เป็นของฉินกุ้ยเฟยด้วย!”

“หา!”

“ฉินกุ้ยเฟยชอบใส่อาภรณ์แดงดุจดั่งดอกเหมย นางคงไม่อยากให้สกุลเดิมกลับมาเมืองหลวงเท่าไหร่นัก...”

“ทำไมกันเล่า”

“ในอดีตไม่ใช่มีข่าวลือว่าฉินกุ้ยเฟยอยากให้สกุลเดิมย้ายไปจากเมืองหลวงเหรอ เคยมีข่าวลืออยู่นี่นา”

“ข้าก็เคยได้ยินมาเช่นกัน”

“หรือว่าวิญญาณของฉินกุ้ยเฟยออกมาปรากฏให้เห็นเพราะไม่ต้อนรับสกุลเดิมของนาง!”

“ต้องใช่แน่ๆ”

“ต้องรอดูวันที่สกุลฉินกลับมา”

“เจ้าบ้า! มันก็วันนี้ไม่ใช่หรืออย่างไรเล่า! อีกไม่กี่ชั่วยามข้าก็ได้ยินข่าวว่าจะมีการต้อนรับที่หน้าประตูวังแล้ว”

“โอ้! เมืองหลวงของพวกเราสงบเงียบมานาน คงมีเรื่องให้ชมกันสักที”

“นั่นสิ”

................

 

“ข้าเป็นอย่างไรบ้าง” องค์ชายใหญ่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้าน้องชายทั้งสาม รวมถึงลู่ถิงอวี่ด้วยอีกคน ซ้ำคราวนี้ยังมีท่านอัครเสนาบดีที่เป็นตัวแทนพระองค์ของฮ่องเต้เย่เทียนหลงมาด้วย เพราะคราวนี้ลู่จิงจะเป็นตัวแทนพระองค์ไปต้อนรับสกุลฉินกลับเข้าเมืองหลวง เดิมทีเย่เทียนหลงก็ไม่เห็นด้วยและไม่พอใจเท่าไหร่นักที่จะปล่อยให้ลู่จิงเป็นคนไป แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นหัวหน้าขุนนางทั้งหกกรม เป็นขุนนางที่มีเกียรติที่สุดในแคว้นต้าเซี่ย

“งาม”

“งดงาม”

“งดงามมาก”

“ซืออวิ๋นมียามใดบ้างที่ไม่งดงามด้วยหรือ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ ช่วยจัดแต่งอาภรณ์สีแดงสดที่ทำจากผ้าไหมเหมยแดงจากสู่ชวน ปักลายเมฆขดสีทองงดงามและขลิบชายอาภรณ์ด้วยด้ายทองคำ มือเรียวสวมใส่กำไลและเครื่องประดับทองคำ แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือกำไลหยกธาราครามที่ข้อมือขาวผ่อง 

 

ใบหน้างดงามมิได้เติมแต่งใดๆ มีเพียงสวมสังวาลสีทองจี้หยดน้ำสีแดงเพลิง 

ดูรางหงสามีชีวิตกำลังขยับปีกโผบิน

 

งดงามตรึงสายตายิ่งนัก

 

“องค์ชายใหญ่เหมือนพระมารดายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จิงเอ่ยยิ้มๆ มององค์ชายใหญ่ที่ยิ่งโตยิ่งคล้ายคลึงฉินกุ้ยเฟยผู้งดงามล่มแคว้นผู้นั้น แต่ที่ต่างไปก็คือดวงตากลมโตคู่นั้น

 

ใสบริสุทธิ์และเปล่งประกายราวดวงดาราบนฟากฟ้า

แต่ดวงตาของฉินกุ้ยเฟยนั้นถูกบดบังด้วยความแค้นและความริษยา แม้ตอนหลังสายตานางจะเต็มไปด้วยความเศร้าหมองก็เถอะ

 

“เหมือนเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยก็แสดงว่าข้าต้องงดงามมากใช่หรือไม่ท่านอาจารย์”

ลู่จิงหัวเราะ รู้สึกว่าองค์ชายใหญ่จะค่อยๆ เปลี่ยนไปจากตอนแรกมาก ยามนี้ทรงหัวเราะและยิ้มได้อย่างสบายใจกว่าเดิม

 

แต่ก็น่าเอ็นดูเพิ่มมากขึ้นด้วย

เฮ้อ...มิแปลกใจเลยว่าทำไมบุตรชายเขาถึงได้ทุ่มเทสมองเพื่อองค์ชายใหญ่ตั้งมากมายขนาดนี้

 

“ไม่ต้องให้กระหม่อมชม พระองค์ก็ได้รับคำชมมากมายอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” อีกทั้งถ้าหากฝ่าบาททรงทราบล่ะก็ รับรองได้เลยว่าองค์ชายใหญ่ไม่มีทางได้ก้าวเท้าออกจากตำหนักลั่วสุ่ยด้วยสภาพเช่นนี้เป็นแน่

 

ฮ่องเต้ผู้นั้นทรงเป็นบิดาขี้หวงที่สุดในใต้หล้าแล้ว!

 

“พี่ใหญ่งดงามที่สุดอยู่แล้ว” เย่เซียวพยักหน้า 

“ใช่ ยิ่งสวมใส่อาภรณ์สีแดงเช่นนี้ก็ยิ่งงดงามมาก” เย่หานเองก็เห็นด้วยที่สุด พี่ใหญ่ของพวกเขานั้นงดงามกว่าใครอยู่แล้ว

“จริงหรือน้องสาม น้องสี่” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ ยามขยับตัวเคลื่อนไหวสังวาลสีแดงเคลื่อนไหวราวมีชีวิต 

“แน่นอน”

“พี่ใหญ่...ความยาวของอาภรณ์พอดีหรือไม่” เย่เฟิงถามยิ้มๆ เห็นพี่ชายย่นจมูกให้เขาองค์ชายรัชทายาทก็กลั้นยิ้ม

“ข้าไม่ได้ซุ่มซ่ามแล้วนะ น้องรองกลัวข้าจะสะดุดชายอาภรณ์ล้มหรืออย่างไร”

“พี่ใหญ่ ตัวซุ่มซ่ามเช่นท่านอย่าทำให้ขายหน้าเล่า” เย่เซียวจิ้มหน้าผากพี่ชายเบาๆ เลยถูกฟาดเอาหนึ่งหมัด ไม่พอลู่ถิงอวี่ยังช่วยตีให้อีกสองรอบ ข้อหารังแกองค์ชายใหญ่

“ไม่ให้พวกข้าไปด้วยจะดีหรือ?” เย่เฟิงถามพี่ชาย แม้พวกเขาจะไม่อยากไปต้อนรับสกุลฉินสักเท่าไหร่แต่อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ได้ไปเพื่อสกุลฉินสักหน่อย เพราะไปเพื่อพี่ใหญ่ต่างหาก

“ทุกคนก็มิใช่จะอยากไปนี่นา ข้าไปเองนะดีที่สุดแล้ว อีกทั้งท่านอาจารย์ลู่กับถิงอวี่ก็ไปด้วย ไม่ต้องกังวลกันหรอก ข้าไม่ทำให้ทุกคนขายหน้าหรอกน่า” เย่ซืออวิ๋นยืดตัวขึ้นให้มั่นใจในตนเองได้เลย ทำเอาคนอื่นๆ ได้แต่ส่ายหน้าขำ

พี่ชายของพวกเขาน่ะลงทุนแต่งตัวให้งดงามและละม้ายคล้ายคลึงฉินกุ้ยเฟยเพื่อต้อนรับสกุลฉินโดยเฉพาะ หยิบเอาอาภรณ์สีแดงปักลายทองคำล้ำค่าที่ฝ่าบาทให้ช่างอาภรณ์หลวงสั่งตัดเพื่อองค์ชายใหญ่มาสวมก็เพื่ออยากป่วนคนสกุลฉิน

“ถิงอวี่เองก็งดงามมากเช่นกัน” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้ามองบุรุษชุดขาวข้างตัวที่ยังช่วยจัดแต่งเครื่องประดับบนหัวของเขา วันนี้ลู่ถิงอวี่สวมใส่อาภรณ์สีขาวเนื้อนวลที่ราวกับเปล่งประกายได้ เส้นผมสีดำยาวดุจเส้นไหมนั้นรวบขึ้นไว้แล้วปักด้วยปิ่นหยกธาราครามล้ำค่า หยกพกพู่ไหมธาราครามห้อยเอวไว้ พอยืนข้างองค์ชายใหญ่แล้ว...

 

หนึ่งบุรุษงดงามเย็นตาดุยหยกขาวล้ำค่า

อีกหนึ่งบุรุษงามเจิดจ้าทว่าบริสุทธิ์ราวหงสาถือกำเนิดใหม่

 

ยามเคียงคู่กันเช่นนี้เหมาะสมราวสวรรค์บรรจงสรรค์สร้าง

 

“ข้างามอย่างไรก็ไม่สู้ซืออวิ๋นหรอก ในสายตาของข้าเจ้างดงามมากที่สุด”

พอถูกคนงามชมเย่ซืออวิ๋นก็แก้มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ พวงแก้มแดงเปล่งปลั่งยิ่งทวีความงามของเขาให้เด่นชัดมากขึ้น...

“เจ้าเลิกเกี้ยวพี่ใหญ่ของข้าสักทีเถิด ดูแลให้ดีเล่า” เย่เซียวถอนหายใจอย่างระอา คนที่ไม่เคยยอมพลาดโอกาสหลอกกินเต้าหู้พี่ชายผู้อื่น ยื่นมือไปตบไหล่ลู่ถิงอวี่หนักๆ 

“อืม”

“พี่ใหญ่...เสร็จจากเรื่องตรงนี้ ไปตำหนักลู่จื่อกันเถิด เสด็จแม่ทรงทำขนมดอกสาลี่ให้ข้า อีกทั้งข้าเองก็เพิ่งขุดเหล้าสาลี่ออกมา พวกเรามาดื่มกันสักหน่อยดีกว่า” เย่เฟิงยกมือแตะแก้มพี่ชายเบาๆ เหมือนที่เย่ซืออวิ๋นมักทำเสมอยามให้กำลังใจพวกเขา

“จริงหรือน้องรอง” เย่ซืออวิ๋นทำตาโตอย่างดีใจ 

“ข้าจะไปขุดเหล้าที่หมักไว้ด้วย เช่นนั้นเดี๋ยวจะไปหาเสด็จแม่ที่ตำหนักของพระนาง เสด็จแม่คงทำอาหารอร่อยๆ ไว้ไม่น้อย เสร็จแล้วจะนำไปตำหนักลู่จื่อของพี่รองแล้วกัน” เย่เซียวเลิกคิ้วขึ้น เห็นคนตะกละบางคนทำตาโตก็หัวเราะเบาๆ 

 

เป็นตัวตะกละไม่เปลี่ยนจริงๆ แม้ยามนี้จะงดงามตรึงสายตาขนาดนี้ก็เถอะ

 

“อืม...ข้าก็มีเหล้าที่แอบหมักไว้ด้วยนะ” เย่หานหัวเราะ เมื่อเห็นพี่ใหญ่ถลึงตาใส่เขาข้อหาชอบแอบหมักเหล้าเอาไว้ในตำหนัก 

“ข้าเองก็เพิ่งจะแต่งเพลงใหม่ได้ จะนำพิณไปบรรเลงให้ซืออวิ๋นกับทุกคนฟังแล้วกัน” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ 

พวกเขาไม่อยากให้องค์ชายใหญ่คิดมากกับการกลับมาของสกุลเดิม ไม่แม้ที่จะอยากให้ใบหน้างามนั้นขมวดคิ้ว เลยคิดว่าการอยู่ด้วยกันจะทำให้อีกฝ่ายสนใจแค่เรื่องของพวกเขาไม่ต้องไปสนใจเรื่องของสกุลฉินเหล่านั้นหรอก

“ถิงอวี่เก่งกาจจริงๆ เจ้างานยุ่งถึงเพียงนี้ยังแต่งเพลงใหม่ได้อีก” เย่ซืออวิ๋นมองลู่ถิงอวี่อย่างชื่นชม ส่วนคุณชายลู่ที่สำรวจความเรียบร้อยขององค์ชายใหญ่เรียบร้อยแล้วก็พยักหน้ายิ้มหวานรับคำชม

“แต่งเพลงให้ซืออวิ๋นข้ามีเวลาเสมอ”

“ได้เวลาแล้ว พี่ใหญ่กับถิงอวี่ไปกันเถิด” ขืนปล่อยให้อยู่ตรงนี้ต่อไม่รู้ว่าลู่ถิงอวี่จะสรรหาคำหวานใดมาเอ่ยกับพี่ใหญ่ให้พวกเราขนลุกอีก ช่างเป็นคนที่พูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมาได้โดยหน้ายิ้มๆ ไม่สะทกสะท้านเอาเสียเลย

 

ไม่สิ...เจ้านี่พูดเช่นนี้กับพี่ใหญ่คนเดียวเท่านั้น

กับคนอื่นน่ะเป็นคุณชายหยกผู้สง่างามเสมอนั่นล่ะ

 

“ดูแลพี่ใหญ่ด้วยเล่า” เย่เฟิงย้ำกับสหายสนิท ซึ่งลู่ถิงอวี่ก็พยักหน้าให้ความมั่นใจ

“เจ้าเป็นห่วงอาจารย์ของเจ้าเถิด” ลู่ถิงอวี่ปรายตามองบิดาของตนที่โบกพัดงามในมือไปมา ลวดลายบนพัดนั้นเป็นภาพวาดที่องค์ชายใหญ่ทรงวาดให้และท่านพ่อของเขาก็ชอบมากด้วย 

ท่านอัครเสนาบดีหรี่ตามองลูกชายตนเอง แล้วส่ายหน้าราวไม่อยากสนทนาต่อ อาถิงของเขานานวันยิ่งเหมือนฮ่องเต้เย่เทียนหลงโดยเฉพาะเรื่องของนิสัย ขนาดจะบ่นเขาก็ยังเหมือนกัน

เย่เฟิงหัวเราะเบาๆ มองท่านอาจารย์อย่างเป็นห่วงเพราะเขาก็รู้ดีกับทุกคนว่าท่านอาจารย์ลู่กับฉินเซ่าเจ๋อผู้นั้นเคยเป็นสหายที่สำคัญยิ่ง และอืม...สิ่งที่ทำให้เสด็จพ่อของเขาไม่พอพระทัยที่สุดจนแทบไม่อยากให้ท่านอัครเสนาบดีมาเป็นตัวแทนพระองค์ครั้งนี้ก็คงเป็นเพราะ...

 

ฉินเซ่าเจ๋อเคยหลงรักท่านอาจารย์ลู่กระมัง

 

“ฝากเจ้าทั้งสองคนนั่นล่ะ” องค์ชายรัชทายาทตบไหล่ลู่ถิงอวี่เบาๆ ก่อนจะพาเย่เซียวและเย่หานกลับไปจัดการงานที่ค้างคาของตนต่อ ส่วนเย่ซืออวิ๋นนั้นก็หันไปพยักหน้าให้กับลู่จิงและลู่ถิงอวี่ก่อนจะเป็นฝ่ายเดินนำทั้งสองคนออกไปด้านนอกประตูวัง

 

เขาเป็นเชื้อพระวงศ์เป็นโอรสของฮ่องเต้

 

ชายอาภรณ์สีแดงเพลิงลาดยาวไปกับพื้น แผ่นหลังเล็กๆ นั่นดูราวจะเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม ท่วงท่าการย่างก้าวหนักแน่น แผ่อำนาจบารมีของผู้มีศักดิ์เป็นเชื้อพระวงศ์ออกมาอย่างชวนให้เคารพเลื่อมใส ใบหน้างามนิ่งสนิท ดวงตากลมโตที่ปกติมักซุกซนและสดใสอยู่เสมอยามนี้ก็นิ่งงันและเรียบเฉย เป็นองค์ชายใหญ่ที่ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องนอบน้อม

ลู่ถิงอวี่อมยิ้มจางมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นอย่างภาคภูมิใจ 

 

ซืออวิ๋นของเขาก็เติบโตขึ้นมากเช่นเดียวกัน

แต่ว่า...

 

คุณชายลู่กลั้นยิ้มยามเมื่อเห็นอีกฝ่ายหันกลับมาสบตาเขา ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆ แย้มยิ้มงามให้ พอลู่ถิงอวี่เอียงหน้ากระซิบชมกลับไปอย่างไร้เสียงอีกฝ่ายก็แก้มแดงให้เขาเห็น จากนั้นขึงดวงตาใส่ครู่หนึ่งแล้วกลับไปเชิดใบหน้าเดินต่อ

 

ก็เป็นลูกแมวน้อยที่น่ารักและน่าเอ็นดูยิ่งสำหรับตนอยู่ดี...

 

“แฮ่ม! อาถิงเก็บสายตาเจ้าบ้างเถิดนะ ขืนเจ้ายังมององค์ชายใหญ่เช่นนั้นระวังฝ่าบาทจะไล่เจ้าไปชายแดนเอาเล่า” ลู่จิงโบกพัดในมือ ปรามลูกชายตนเอง แต่ลู่ถิงอวี่กลับสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย มองบิดาของตนยิ้มๆ

“ท่านพ่อต้องระวังตัวเล่าขอรับ”

“หืม? เรื่องของเซ่าเจ๋อหรือ? ข้าก็ไม่ได้อะไรมากมาย...”

“ใช่ขอรับ...ท่านอาจจะไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่ว่า...” คุณชายลู่ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้าอาจจะทูลบอกว่าท่านกับฉินเซ่าเจ๋อมองกันนานเกินไป แค่นี้ท่านพ่อก็อาจจะไม่ได้เข้าร่วมว่าราชการแล้ว...อ้อ อีกทั้งในฐานะบุตรชายที่ดี ข้าอยากแนะนำท่านพ่ออีกสักเล็กน้อย ท่านไม่ควรเรียกฉินเซ่าเจ๋อด้วยชื่อที่ฟังอย่างไรก็ดูสนิทสนมเช่นนั้นนะขอรับ...”

“อาถิง! เจ้าคิดจะขายข้าอีกแล้วหรือ!” ลู่จิงมองลูกชายอย่างระอาใจนัก 

“เรียกว่าขายบิดาข้าก็จะเป็นบุตรอกตัญญูเกินไป เรียกว่าช่วยเหลือดีกว่าขอรับ” ลู่ถิงอวี่ยิ้มละไม

“ข้าไม่ควรปล่อยเจ้าให้ฮ่องเต้สั่งสอนเลยจริงๆ” ลู่จิงแทบอยากจะร้องไห้ขึ้นมาครามครัน ไม่อยากเสวนากับลูกชายต่อแล้ว 

ขบวนเสด็จขององค์ชายใหญ่ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงหน้าประตูวัง เย่ซืออวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มือเรียวบีบเข้าหากันแน่น แม้ชาตินี้ตนจะยังไม่เคยเผชิญหน้ากับท่านตาสกุลฉินและท่านลุงเซ่าเจ๋อผู้นั้นตรงๆ แต่ความทรงจำในชาติก่อนกลับเด่นชัดขึ้นมา...

 

ชาติก่อนนั้นเคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่เย่ซืออวิ๋นคิดว่าพวกเขาเป็นครอบครัวของตนจริงๆ

แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ใช่...

 

คนหนึ่งยุยงให้เขาทูลขอสมรสพระราชทานเพื่อทำร้ายสกุลลู่ อีกคนชกจูงให้เขาทำผิดต่อแผ่นดินอย่างไม่น่าให้อภัย

ท่านตาฉินเมิ่ง ท่านลุงเซ่าเจ๋อ

 

พลัน...มือใหญ่กว่าก็กอบกุมมือของเย่ซืออวิ๋นไว้ ยามที่ไล้สายตาไปหาเจ้าของมือก็เห็นร่างสูงของลู่ถิงอวี่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ 

“ข้าอยู่ตรงนี้”

ประโยคนั้นราวสลายความกังวลทั้งหมดของเย่ซืออวิ๋นไป องค์ชายใหญ่กระชับมือของลู่ถิงอวี่ไว้แน่น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครา ก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน

“อื้อ!”

 

ชาตินี้ข้าไม่ได้อยู่คนเดียว ถ้าหากข้าก้าวผิดก็มีคนคอยตักเตือนและนำพาข้ากลับมา

 

ดังนั้น...กับพวกท่านน่ะ ข้าไม่กลัวหรอก

ฮึ!

.............

 

วังหลวงของแคว้นต้าเซี่ยนั้นแตกต่างจากวังหลวงของแว่นแคว้นอื่น เพราะสถานที่แห่งนี้นั้นผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานนับร้อยนับพันปี พระราชวังได้รับการบูรณะดูแลอย่างดีมาทุกยุคสมัย เพียงแค่ประตูวังก็แสดงให้เห็นนถึงความน่าเกรงขามของราชวงศ์แล้ว เหล่าราชองครักษ์ต่างรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดไม่มีผู้ใดกล้าหย่อนยานเลยแม้แต่สักคนเดียว

“ไม่เปลี่ยนไปเลย” ฉินเมิ่งแหงนมองประตูวังอันน่าเกรงขามนั่นแล้วเอ่ยเบาๆ กับฉินเซ่าเจ๋อ สถานที่แห่งนี้ยังคงเหมือนหลายปีก่อนที่พวกเจากไป ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

“นั่นสิขอรับ” ฉินเซ่าเจ๋อยกยิ้มมุมปาก แววตาอ่านยาก

ส่วนคนอื่นๆ ของสกุลฉินนั้นโดยเฉพาะบรรดาเด็กๆ ที่อายุน้อยที่ไม่เคยมาเยือนเมืองฝูหยางมาก่อนต่างตื่นเต้นกันยิ่งนัก เมื่อครู่ตอนพวกเขาเดินผ่านมาเหล่าชาวบ้านต่างก็ออกมาชะเง้อมองดูกัน ทำให้พวกเขารู้สึกว่าว่าได้รับความสำคัญ เหล่าคุณหนูคุณชายที่นั่งเกี้ยวมาเปิดหน้าต่างออกเพื่อมองทิวทัศน์ของเมืองหลวงที่ได้รับการกล่าวขานว่ารุ่งเรืองและสงบสุขที่สุดในใต้หล้า

 

เมืองฝูหยางภายใต้การปกครองของฮ่องเต้เย่เทียนหลง

 

“องค์ชายใหญ่เสด็จ!!” เสียงประกาศแหลมสูงดังขึ้นพร้อมกับประตูวังที่เปิดออก ร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างแช่มช้า

 

แดงเจิดจ้า...

 

นั่นเป็นความรู้สึกแรกที่เข้าสู่สายตาของผู้คนสกุลฉินทุกคน และเหล่าชาวบ้านที่รอดูอยู่หน้าประตูวัง ก่อนร่างหนึ่งจะปรากฏตัวขึ้น ใบหน้างามอันเป็นเอกลักษณ์นั้นเด่นชัดในสายตาผู้เฝ้ามอง พวงแก้มขาว ดวงตากลมโตนิ่งสงบ สังวาลสีแดงขับเคลื่อนเล็กน้อยรับกับแพขนตาเรียงตัวสวยที่เคลื่อนไหวเบาๆ เรียวปากแดงแย้มยิ้มจางแม้บางเบาทว่าน่ามองนัก มือทั้งสองประสานกันที่หน้าท้อง ทุกท่วงท่ากริยาแผ่ไอความสูงส่งออกมาโดยไม่ต้องทำอะไรแม้แต่น้อย

 

ต่างกับท่าทีที่คนสกุลฉินพยายามแสดงออกยิ่งนัก

 

“ถวายพระพรองค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ!” สกุลฉินทั้งหมดคุกเข่าลงถวายคำนับ พลางตัวสั่นและรู้สึกไม่สบายใจอย่างห้ามไม่อยู่

 

เพราะใบหน้านั้น...เหมือนฉินฉางเล่อราวอีกฝ่ายมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง!

 

เย่ซืออวิ๋นหลุบตาลงต่ำมองผู้คนที่คุกเข่าอยู่อย่างนิ่งเฉย แม้ในใจจะรู้สึกขำไม่น้อยก็เถอะ....เขารู้ดีว่าคนเหล่านี้หยิ่งทระนงในสายเลือดของตนกันเพียงใด และยิ่งต้องให้มาคุกเข่าให้กับเขาที่เป็นบุตรชายของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยที่ไม่ใช่คนสกุลฉินแล้วคนพวกนี้ย่อมต้องไม่พอใจ แต่จะอย่างไรเล่า...

 

เขาเป็นองค์ชายใหญ่ เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นโอรสของฮ่องเต้เย่เทียนหลง

 

องค์ชายใหญ่เชิดหน้าเล็กๆ ของตนขึ้น กวาดมองกลุ่มคนสกุลฉินนั้นทั้งหมดราวสำรวจ เขาเห็นฉินฟางหนี่ว์ที่มองหน้าตนอย่างตกตะลึงก็คลี่ยิ้มหวาน นางคงนึกไม่ถึงกระมังว่าคนที่ประชันความสามารถกับนางในเทศกาลไซซีที่เมืองอี้จะเป็นองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยไปได้ เขามองฉินไห่ฟงแล้วคลี่ยิ้มจางให้ มองฉินฮวาซิงอย่างสนใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บสายตากลับมา

“ลุกขึ้นเถิด” เย่ซืออวิ๋นกล่าวเสียงเรียบ เมื่อคนสกุลฉินทั้งหมดลุกขึ้นเขาก็ก้าวเดินไปข้างหน้า มองหน้าฉินเมิ่งแล้วยิ้มอย่างน่ารัก “ท่านตา”

ฉินเมิ่งนิ่งไปเล็กน้อยคาดไม่ถึงว่าองค์ชายใหญ่จะเรียกขานตนเช่นนี้ ไม่ทันได้ตอบรับอะไรเย่ซืออวิ๋นก็หันไปหาฉินเซ่าเจ๋อแล้วเรียกเสียงใส “ท่านลุง”

ฉินเซ่าเจ๋อเองก็ชะงักก่อนจะคลี่ยิ้มแล้วประสานมือคำนับ “องค์ชายทรงให้เกียรติแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“อย่างไรเสียเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยของเราก็เป็นคนสกุลฉิน วันนี้พวกท่านกลับมาเราเองก็ดีใจเช่นกัน” องค์ชายใหญ่เอียงหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟัง แต่สำหรับคนสกุลฉินแล้วล้วนมิค่อยอยากรับเท่าใดนัก

ฉินฉางเล่อเป็นเด็กที่สกุลฉินรับมาเลี้ยงไว้เพราะรูปลักษณ์ที่งามล้ำของนาง มิอาจกล่าวได้ว่าเป็นคนสกุลฉินเต็มตัว แต่องค์ชายใหญ่ผู้นี้กลับกล่าวออกมาเหมือนหลานชายที่ยินดียิ่งที่จะได้พบญาติฝั่งมารดา

“เราได้ยินเรื่องของพวกท่านมาไม่น้อย วันนี้ได้เจอกันก็ปีติยินดียิ่งนัก ประเดี๋ยวท่านตาและท่านลุงเข้าเฝ้าเสด็จพ่อแล้วอย่าลืมมาหาเราที่ตำหนักลั่วสุ่ยเล่า เราอยากสอบถามว่าที่ผ่านมากพวกท่านสบายดีหรือไม่” น้ำเสียงนุ่มนวลว่า ท่วงท่าน่าเอ็นดู เหล่าชาวบ้านที่มาเฝ้าดูอยู่หน้าประตูวังต่างใจละลายและต่างชมเชยว่าองค์ชายใหญ่นั้นกตัญญูยิ่งนัก ซ้ำยังไม่ถือองค์เลยด้วย

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ฉินเมิ่งหรี่ดวงตามองเด็กน้อยตรงหน้าที่กำลังคลี่ยิ้มหวานให้ตน รอยยิ้มนั้นดูจริงใจและเป็นมิตร ราวหลานชายตัวน้อยๆ จนเขารู้สึกแปลกใจอยู่บ้างจริงๆ

 

ไม่สิ...แปลกใจมากต่างหาก

 

“ประเดี๋ยวท่านตาและท่านลุงเข้าพบเสด็จพ่อ ส่วนคนอื่นๆ ก็ให้แยกย้ายกันไปยังจวนของสกุลฉินนะ จะมีคนคอยนำทางให้ ขาดเหลืออย่างไรก็ให้คนมาแจ้งเราได้” เย่ซืออวิ๋นว่า รู้สึกชื่นชมฝีมือการแสดงของตนในใจจนอยากวิ่งไปบอกน้องชายทั้งสามจริงๆ แต่เห็นสีหน้าราวคนกลืนยาขมของคนสกุลฉินแล้วก็รู้สึกขำจนปวดท้องแล้ว

“เป็นพระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ” ฉินเมิ่งเป็นตัวแทนสกุลสั่งให้คนอื่นๆ แยกย้ายกันไป เขายกหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยให้กับฉินไห่ฟงและฉินฮวาซิง ส่วนตน ฉินเซ่าเจ๋อและบุตรชายคนโตนั้นจะเข้าวังเพื่อถวายพระพรฮ่องเต้

ฉินเซ่าเจ๋อทอสดายตามองร่างสูงโปร่งที่ยืนอย่างสงบอยู่ด้านซ้ายมือขององค์ชายใหญ่...ใบหน้านั้นดูจะไม่ค่อยเปลี่ยนไปเท่าไหร่นัก นับจากครั้งสุดท้ายที่เจอกันเมื่อหลายปีก่อน ดวงตาดอกท้อนั้นยังคงเหมือนเดิม...

“ถัดจากนี้ท่านอัครเสนาบดีจะเป็นคนจัดการต่อ...ท่านลู่จิงมาเป็นตัวแทนเสด็จพ่อ” เย่ซือวิ๋นหันไปเรียกท่านอาจารย์ของตนมายืนข้างๆ ลู่จิงเห็นองค์ชายใหญ่มองตนราวให้กำลังใจก็กลั้นยิ้ม

 

เฮ้อ...ลูกศิษย์ผู้นี้น่าเอ็นดูจริงๆ

 

“ไม่เจอกันนานเลยขอรับท่านผู้เฒ่า” ลู่จิงประสานมือคำนับฉินเมิ่ง กริยามารยาทของท่านอัครเสนาบดีนั้นสง่างามมาก แม้ตนจะเป็นขุนนางที่ทรงเกียรติที่สุดในแผ่นดินก็ไม่เย่อหยิ่งถือตัว 

ฉินเมิ่งหรี่ตาลงเล็กน้อย...ตำแหน่งอัครเสนาบดีนี้เป็นสิ่งที่เขาอยากครอบครองมาตลอด แต่สุดท้ายมันก็กลับไปอยู่ในมือของสกุลลู่ เด็กหนุ่มในวัยเยาว์ที่มักมาเที่ยวเล่นจวนของตนเมื่อหลายปีก่อนบัดนี้เติบโตขึ้นเป็นอัครเสนาบดีเสียแล้ว...

“นั่นสิ ไม่ได้เจอกันนานจริงๆ”

“ข้าจะพาท่านไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเอง เพราะองค์ชายใหญ่ต้องไปจัดการงานของพระองค์ต่อ พวกเราไปกันเถิด” ลู่จิงคลี่ยิ้มก่อนจะเดินนำทั้งหมดเข้าไปด้านใน เขาสบตาฉินเซ่าเจ๋อที่จ้องตนอยู่นานแล้วจากนั้นก็ยิ้มจาง แต่ไม่ได้พูดอะไรแม้แต่น้อย

 

เพราะเจ้าลูกชายตัวดีน่ะเอาแต่ยิ้มอยู่น่ะสิ มิรู้ว่าเดี๋ยวจะหาเรื่องขายบิดาเช่นตนอีกหรือเปล่า!

 

“ข้าฝากด้วยนะท่านอาจารย์” เย่ซืออวิ๋นที่เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของคนสกุลฉินก็อารมณ์ดีแล้วเอ่ยกับลู่จิงอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินกลับไปตำหนักลั่วสุ่ยของตน เขาต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไปกองช่างศิลป์ ขืนไปชุดนี้ประเดี๋ยวเหล่าจิตกรเหล่านั้นก็มาคุกเข่าขอให้ตนเป็นแบบวาดภาพอีกเป็นแน่

 

นานวันคนกองช่างศิลป์ยิ่งประหลาดขึ้นทุกวัน

 

ระหว่างที่องค์ชายใหญ่เดินผ่านลู่ถิงอวี่ปลายนิ้วของทั้งคู่ก็เกี่ยวกันแผ่วเบา จังหวะที่เย่ซืออวิ๋นหมุนตัวลู่ถิงอวี่ฉวยโอกาสกระซิบแผ่วเบาให้ได้ยินกันสองคน “ซืออวิ๋นของข้าเก่งมาก”

เย่ซืออวิ๋นย่นจมูกเล็กน้อย ใบหูขาวเป็นสีแดงน่ามอง ก่อนจะเดินกลับตำหนักของตนเองไป ส่วนลู่ถิงอวี่นั้นใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มน้อยๆ แต่ในดวงตาดอกท้อคู่สวยกลับเป็นประกายหวาน

 

ซืออวิ๋นของเขาก็เก่งจริงๆ นี่นา

เอาเถอะ...ได้เวลาแล้วกระมัง

.............

 

“จวนหลังนี้ใหญ่โตยิ่งนัก ใหญ่กว่าคฤหาสน์ที่เหอหยวนตั้งหลายเท่า!”

“นั่นสิ ทั้งงดงามทั้งหรูหราอีกด้วย!”

“นับจากนี้ข้าจะได้อยู่ที่นี่แล้ว ฮะๆ!”

“แค่ประตูจวนก็งดงามยิ่งนัก พวกเราเข้าไปข้างในกันเถิด”

ผู้คนสกุลฉินเข้าไปภายในจวนอย่างเป็นระเบียบ เพราะการจัดการของฮูหยินผู้เฒ่า ฉินฮวาซิงและฉินไห่ฟง

“ทุกคนไปรวมตัวกันที่โถงใหญ่ก่อน จากนั้นข้าจะจัดแบ่งห้องให้แต่ละคน” ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฉินเคยอาศัยในจวนสกุลฉินแห่งนี้มาก่อน ดังนั้นนางย่อมรู้จักที่ทางภายในจวนเป็นอย่างดี นางสั่งการได้อย่างมีระเบียบ บุตรหลานและบ่าวไพร่ทั้งหมดล้วนเชื่อฟัง 

เมื่อทุกคนเข้าไปยังห้องโถงใหญ่ได้ฮูหยินผู้เฒ่าก็พักดื่มชา ก่อนจะจัดแจงเรือนพักให้แต่ละคนอย่างเป็นระเบียบ “สำหรับคนที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่เมื่อหลายปีก่อน เรือนเดิมก็เป็นของพวกเจ้า ส่วนสำหรับหลานชายหลานสาวแล้วข้าจะจัดลำดับเรือนตามอายุของพวกเจ้า”

หลานสาวทั้งหลายที่ได้ยินดังนั้นก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก พวกนางเองก็ล้วนอยากได้เรือนนอนที่แสนงดงามมาเป็นของตนเช่นกัน ที่สำคัญอยากได้เรือนที่อยู่ใกล้กับเรือนใหญ่ของท่านตาท่านยายเพื่อที่พวกนางจะสามารถมาประจบประแจงได้ง่าย แต่ถ้าหากจัดแบ่งเช่นนี้เรือนที่ดีที่สุดต้องตกเป็นของฉินฮวาซิงที่เป็นพี่สาวคนโตเป็นแน่

ฉินฮวาซิงเห็นสายตาของทุกคนที่มองมาอย่างริษยานางก็ไม่ได้ทำอะไรเพียงแต่รินน้ำชาให้ตนเองเท่านั้น เดิมทีนางมีเรือนที่อยากพักอยู่ในใจแล้ว

 

เรือนหลังนั้นที่อดีตฉินกุ้ยเฟยเคยพักอยู่ที่นี่ก่อนจะเข้าวัง...

 

“ท่านยายเจ้าคะ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ ให้น้องๆ เดินสำรวจให้ทั่วจวนก่อนแล้วค่อยให้ทุกคนเลือกเรือนที่ชอบ” ฉินฮวาซิงเสนอทางเลือกที่ดีต่อทุกฝ่าย นางเองก็ไม่อยากรับมือกับความริษยาของพี่น้องตนเท่าไหร่นักหรอก นางมีเรื่องให้ต้องจัดการมากกว่ามาใส่ใจเรื่องไร้สาระเช่นนี้

“หลานเห็นด้วยกับพี่หญิงใหญ่เจ้าค่ะ”

“ใช่เจ้าค่ะท่านยาย”

“หลานก็เห็นด้วยเจ้าค่ะ”

“ในเมื่อฮวาซิงว่าเช่นนั้นก็ได้...ส่วนเรือนของพวกเจ้า จะเลือกกันเองหรือไม่อาเจา อาฟง” 

ฉินเจาหันมองฉินไห่ฟงที่นั่งนิ่งไม่แสดงความคิดเห็น ท่าทางไม่สนใจเช่นนี้ทำให้เขาเองก็ไม่ชอบใจเท่าไหร่ น้องชายคนนี้เป็นเช่นนี้เสมอ แต่เขาก็พูดอะไรมากไม่ได้เพราะท่านตาให้ความสำคัญกับฉินไห่ฟงที่สุด ขนาดเขาที่เป็นทายาทผู้สืบทอดยังสำคัญได้ไม่เท่า!

“ขอรับท่านยาย”

“ฮะ...ฮูหยินขอรับ ฟะ...ไฟไหม้ขอรับ!!”

“ว่าอย่างไรนะ!”

“ฟะ...ไฟไหม้หรือ!”

“ทำอย่างไรกันดี! พวกเรา...พวกเราต้องแจ้งทางการหรือไม่...”

“เงียบกันก่อน! พวกเจ้าอยู่ที่นี่ห้ามโวยวาย!” ฮูหยินผู้เฒ่าผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ก้าวเดินออกไปด้านนอก  โดยมีฉินฮวาซิงคอยช่วยประคอง ยามบอกว่าไฟไหม้พวกเขาต่างพากันตกใจนัก วันนี้เป็นวันแรกที่สกุลฉินกลับเข้าจวนนี้ กลับเข้าเมืองหลวง แล้วเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้คนภายนอกมองว่าอย่างไร!

 

นี่เท่ากับสวรรค์เบื้องบนไม่ยอมรับการกลับมาครั้งนี้หรอกหรือ!!

 

“มันเกิดขึ้นได้อย่างไร!” มองภาพเปลวไฟลุกไหม้เรือนหลังเล็กอยู่นั้นนางก็รู้สึกปวดหัวยิ่งนักเสียแล้ว

“ท่านยาย...ระวังไอร้อนเจ้าค่ะ”

“ไม่ทราบขอรับ...พวกบ่าวกำลังทำความสะอาดอยู่ดีๆ เรือนหลังนี้ก็เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาเองขอรับ!”

“เรือนหลังนี้ไม่มีคนอยู่เหตุใดจึงไหม้เองได้!” ฮูหยินเฒ่ารู้สึกเคร่งเครียดจนสั่นสะท้าน ร่างกายซวนเซดีที่ฉินฮวาซิงประคองไว้ก่อน 

“ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง ฮวาซิงพาท่านยายกลับเรือน” ฉินไห่ฟงก้าวมาข้างหน้าเอ่ยจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ให้คนอื่นๆ แยกย้ายกันไปพักผ่อน ดวงตาคมหรี่ลงสั่งให้บ่าวไพร่ช่วยกันดับไฟ น่าแปลกที่ไฟลุกไหม้อยู่แค่เรือนแห่งนี้ไม่ลามไปไหน แถมยังเป็นการลุกไหม้ที่พอเหมาะพอเจาะเหลือเกิน

 

ราวกับวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

 

ใช้เวลาไม่นานไฟที่ไม่แรงนั่นก็มอดดับลง ฉินไห่ฟงก้าวไปสำรวจอย่างไม่รีบร้อนเท่าไหร่นัก เขาก้มลงหยิบอะไรบางอย่างท่ามกลางกองขี้เถ้ามากุมไว้ มือใหญ่ไล้ไปตามลวดลายบางอย่างที่หลงเหลืออยู่ มิรู้ว่าจงใจทิ้งไว้หรือไม่ทันระวังกันแน่

 

แต่นี่...ก็เท่ากับว่าไฟไหม้เรือนเล็กครั้งนี้มิได้เกิดขึ้นเองแต่มีคนจงใจให้เกิดขึ้น

 

วันนี้ฉินไห่ฟงเชื่อว่าต้องมีข่าวลือเรื่องสกุลฉินไม่เป็นที่ต้อนรับจากสวรรค์แพร่ออกไปเป็นแน่ เรื่องนี้คงทำให้ท่านตาและท่านพ่อไม่พอใจมาก

มุมปากของอัจฉริยะสกุลฉินยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมวาววับเขาเก็บหลักฐานชิ้นสำคัญไว้ในแขนเสื้อ จากนั้นก็เดินออกพร้อมสั่งการบ่าวไพร่ให้จัดการพื้นที่ให้เรียบร้อย

 

ผู้วางแผนครั้งนี้ใช้แผนตาต่อตาฟันต่อฟัน

ท่านตาคิดอยากจะปล่อยข่าวลือของบรรดาองค์ชายแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ ซ้ำยังต้องเก็บกวาดเองทั้งหมด เจ้าของแผนการณ์นี้ก็ใช้ข่าวลือมาตอบโต้

ซ้ำยังเรียกใช้คนของพรรคเพลิงสุริยาได้อีกด้วย...

 

“น่าสนใจจริงๆ”

ฉินไห่ฟงยกยิ้ม ดวงตาคมเต็มไปด้วยความตื่นเต้นท้าทาย...ชักอยากจะรู้เสียแล้วสิว่าเป็นใครกันแน่ แต่ดูเหมือนเขาก็พอจะมีคำตอบอยู่ในใจ

 

เด็กหนุ่มชุดขาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่ยืนเคียงข้างร่างงามขององค์ชายใหญ่ผู้นั้น

ยามทั้งคู่ยืนด้วยกัน...ราวสวรรค์บรรจงสรรค์สร้าง

 

ดวงตาคมหลุบต่ำลง ถอนหายใจเบาๆ ริมฝีปากแค่นยิ้มเจ็บปวดหนึ่งครา ก่อนจะกลับไปนิ่งสงบอย่างเดิมราวไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

 

..............

 

“คุณชายลู่” อันกงกงคำนับคุณชายผู้เป็นแขกประจำของตำหนักลั่วสุ่ยแห่งนี้

“องค์ชายใหญ่เล่า?” เมื่อมาเยือนตำหนักลั่วสุ่ยลู่ถิงอวี่ก็ถามหาเจ้าของตำหนักทันที เขารับหน้าที่มารับองค์ชายใหญ่ไปตำหนักหย่งอวี้ขององค์ชายรอง แม้คนอื่นๆ จะอาสามาเองแต่ลู่ถิงอวี่ก็ใช้วาทศิลป์ของเขาแย่งชิงมาได้ อีกทั้งประเดี๋ยวคนสกุลฉินจะมาเยือนตำหนักแห่งนี้ เขาช่วยซืออวิ๋นจะดีกว่า

“นั่งวาดภาพเล่นอยู่ในห้องขอรับ ให้ข้าน้อยแจ้งองค์ชายใหญ่หรือไม่ขอรับ” 

“ไม่เป็นไร...ประเดี๋ยวจะมีคนมาหาซืออวิ๋นข้ามาช่วยเขารังแกคน...” ลู่ถิงอวี่หัวเราะแผ่วเบา ส่วนอันกงกงที่ตอนแรกก็กังวลใจที่รู้ว่าสกุลฉินจะมาเยือนตอนนี้กลับสบายใจขึ้นมาบ้าง

 

เรื่องใช้คำพูดรังแกคนนั้นคุณชายลู่ผู้นี้ไม่เป็นสองรองใครหรอก ดูจากการที่อีกฝ่ายเคยใช้คำพูดจัดการคนที่คิดมายุ่มย่ามกับองค์ชายใหญ่...

 

“บ่าวฝากด้วยนะขอรับ”

ลู่ถิงอวี่พยักหน้ายิ้มๆ เดินเข้าไปเรือนนอนด้านในอย่างคุ้นเคย คนงามชุดแดงเปลี่ยนมาสวมใส่อาภรณ์สีฟ้าอ่อนเรียบง่ายแล้ว แต่ก็ไม่ลดทอดความงามของอีกฝ่ายลงเลยแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อเห็นองค์ชายใหญ่มือหนึ่งเท้าคางอีกมือตวัดวาดเต่ายักษ์กระดองใหญ่ แล้วเขียนตัวอักษรอายุยืนลงไปตัวอักษรที่อ่อนช้อยงดงามเป็นเอกลักษณ์ ดูราวกับภาพวาดเช่นนี้มีเพียงองค์ชายใหญ่เท่านั้นที่ทำได้

“วาดภาพอันใดกัน เหตุใดจึงดูขี้เกียจเช่นนี้นี้ หืม?” เสียงทักเบาๆ จากด้านหลังทำให้เย่ซืออวิ๋นชะงักมือก่อนจะหันกลับไปมองแล้ววางพู่กันลง คลี่ยิ้มหวาน

“ถิงอวี่”

ลู่ถิงอวี่นั่งลงข้างๆ มองภาพวาดนั้นแล้วก็หัวเราะเบาๆ “ซืออวิ๋นจะวาดให้นายผู้เฒ่าสกุลฉินหรือ?”

องค์ชายใหญ่คลี่ยิ้มซุกซน “แน่นอน เต่าตัวนี้คือเสวียนอู่เลยนะ! เป็นหนึ่งในสี่จตุรเทพ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของอายุมั่นยืนยาวด้วย วาดให้ผู้ใหญ่ก็สมควรที่สุดแล้ว”

ลู่ถิงอวี่กลั้นยิ้มมองเสวียนอู่ที่หน้าตาน่ารักน่าชังยิ่งนัก ขนาดงูที่พันอยู่รอบตัวยังมีดวงตากลมโตที่สำคัญยังมีหนวดเล็กๆ ด้วย ดูอย่างไรก็ห่างไกลคำว่าสัตว์เทพน่าเกรงขาม บอกว่าเป็นลูกเต่าและลูกงูน่าจะเหมาะกว่า

 

ลูกแมวน้อยจงใจชัดๆ...

 

“งดงามหรือไม่ นี่ข้าเขียนตัวอักษรอายุยืนบนกระดองให้ด้วยนะ” เย่ซืออวิ๋นว่า ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ชาติก่อนตนถูกคนสกุลฉินปั่นหัว และใช้เป็นตัวหมาก มาชาตินี้เขาก็จะทำเช่นนั้นกลับคืนบ้าง

 

อยากให้ข้าเป็นหุ่นเชิดหรือ...ได้...พวกเจ้าทนข้าให้ได้แล้วกัน!

 

ข้าจะเป็นหลานชายที่แสนดีเหมือนชาติก่อนนั่นล่ะ เพียงแต่...รับมือกับสิ่งที่ข้าจะป่วนให้ดีแล้วกัน เรื่องเป็นอันธพาลน้อยกับนักเลงโตน่ะเย่ซืออวิ๋นมั่นใจว่าตนก็เรียนรู้มาจากน้องสามน้องสี่ไม่น้อยหรอก!

 

จะทำให้ปวดหัว โมโหจนหนวดสั่นแต่ะทำอะไรไม่ได้เลยคอยดู

ฮึ! อย่าคิดว่าข้าเย่ซืออวิ๋นเอาคืนผู้อื่นไม่เป็น!

รังแกเขาน่ะช่างเถิด แต่กล้ารังแกน้องชายของเขา กล้ารังแกถิงอวี่ อีกทั้งยังทำร้ายเสด็จพ่อกับอาจารย์ลู่อีก!

 

“ถิงอวี่คิดว่าถ้า ‘ท่านตา’ เห็นภาพนี้เข้าจะต้องพอใจมากแน่ๆ ใช่หรือไม่”

“อืม...เขาต้องชอบใจมากเป็นแน่ ฝีมือวาดภาพของซืออวิ๋นเลิศล้ำที่สุดในแผ่นดินแล้วนี่นา” ลู่ถิงอวี่ก็ไม่ลังเลที่จะชม เขารู้ว่าองค์ชายใหญ่กำลังจะทำอะไร ทั้งๆ ที่ดูซุกซนและทำให้ผู้อื่นปวดหัว แต่ลู่ถิงอวี่กลับพร้อมสนับสนุนเต็มที่และรู้สึกว่าแมวน้อยของเขาที่กางเก็บออกมาเล็กน้อยเช่นนี้ดูน่ารักน่าเอ็นดูมาก “ประเดี๋ยวพวกเขาก็จะมากันแล้ว...ข้าเลยมาช่วยซืออวิ๋นจัดการ”

เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง หัวใจอุ่นวาบ ยามมองใบหน้าหล่อเหลางดงามของลู่ถิงอวี่ยิ่งรู้สึกดีมากขึ้นไปอีกหลายเท่า คนคนนี้ทำตามที่พูดไว้เสมอ...ไม่ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวจริงๆ แถมยังมาช่วยเขาป่วนคนด้วย 

 

ถิงอวี่น่ะป่วนเก่งกว่าเขาเยอะ!

 

“มีเรื่องหนึ่งอยากจะบอกเจ้าไว้ก่อน...วันนี้ตอนคนสกุลฉินกลับไปยังจวนหลังนั้น...มีไฟลุกไหม้เรือนเล็กหลังหนึ่ง และตอนนี้มีข่าวลือในหมู่ชาวบ้านทั่วเมืองหลวง...ว่าสวรรค์เบื้องบนไม่ยินดีกับการกลับมาครั้งนี้ของสกุลฉิน”

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้ากระพริบตาปริบๆ ที่จริงวันสองวันนี้เขาก็พอได้ยินข่าวลือมาบ้าง แต่พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นคิดว่าข่าวลือคงไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเสียอีก...ไม่รู้ว่าท่านตาสกุลฉินผู้นั้นจะโมโหจนเป็นลมหรือไม่...

“ฝีมือถิงอวี่หรือ?”

“ข้าแค่วางแผน ส่วนคนลงมือเป็นผู้อื่น” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ สีหน้าไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ทั้งสิ้น “นี่เป็นของขวัญต้อนรับชิ้นแรกที่ข้ามอบให้พวกเขา...”

 

อยากกลับมาอย่างสมเกียรติหรือ...ข้าก็จะทำให้การกลับมาของพวกเจ้าเต็มไปด้วยความคลางแคลงจากชาวประชา

คิดจะใช้ข่าวลือมาสร้างความลำบากให้พวกข้า...ข้าจะใช้ข่าวลือนั้นสนองคืน

นี่แค่เล็กน้อย...เพราะค่าดอกเบี้ยน้ำตาของเมฆางามนั้น พวกเจ้ายังต้องชดใช้ให้ข้าอีกมาก!

 

“ความจริงข้าอยากให้ไฟลุกไหม้เรือนนอนของฉินกุ้ยเฟยจะได้กระพือข่าวลือให้แรงขึ้น เพียงแต่พระนางเป็นพระมารดาของซืออวิ๋น ข้าเลยเปลี่ยนไปที่อื่นแทน”

เย่ซืออวิ๋นกระพริบตา ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานกับความใส่ใจที่อีกฝ่ายมอบให้ตน “ถิงอวี่เจ้าช่างแสนดีเหลือเกิน!”

“อื้อ...ข้าแสนดีเช่นนี้ซืออวิ๋นก็ต้องมีรางวัลให้ด้วยเล่า” คุณชายลู่เอาความชอบเข้าตัวได้อย่างหน้าตาเฉย ดวงตาดอกท้อฉายแววเจ้าเล่ห์สายหนึ่งที่เย่ซืออวิ๋นไม่เห็น

“ถิงอวี่อยากได้อะไรให้บอกข้าได้เลย กับเจ้าน่ะข้าเคยขี้เหนียวเสียที่ไหน” องค์ชายใหญ่ตบอกตัวเองแปะๆ เขาเป็นองค์ชายผู้ร่ำรวยอยู่แล้ว ส่วนลู่ถิงอวี่นั้นก็ยิ้มหวานไม่ทันได้เอ่ยขออะไรอันกงกงก็มาแจ้งว่าคนสกุลฉินมาขอพบเสียก่อน

“รางวัลนั้นประเดี๋ยวข้าค่อยขอทีหลัง...ยามนี้พวกเราไปกันเถิด” ลู่ถิงอวี่ลุกขึ้นยืนก่อนจะยื่นมือมาให้เย่ซืออวิ๋น มือเรียววางลงบนมือของอีกฝ่าย จับจูงกันเดินออกไปต้อนรับ...

 

ไม่สิ...ป่วนคน...

 

...........

.....ต่อ......

 

“ข้างหน้านี้ก็เป็นตำหนักลั่วสุ่ยแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน อภัยด้วยนะขอรับท่านผู้เฒ่าที่มาส่งแค่หน้าตำหนัก ข้ายังคงต้องไปจัดการงานที่ค้างคาต่อ” ท่านอัครเสนาบดีที่มาส่งคนสกุลฉินทั้งสามคนนั้นเอ่ยขึ้นอย่างมีมารยาท เขาดูให้เกียรติฉินเมิ่งไม่น้อย อย่างที่เคยทำมาเสมอสมัยที่เขายังไม่ได้มีศักดิ์ฐานะเป็นอัครเสนาบดี

“ท่านอัครเสนาบดีเกรงใจไปแล้ว” ฉินเมิ่งหรี่ตามองลู่จิงเล็กน้อย เขาเข้าใจดีว่านี่เป็นนิสัยของลู่จิงที่เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ต่อให้เผชิญหน้ากับคนที่ชิงชังหรือไม่ชอบอย่างไรมารยาทของลู่จิงก็ยังเสมอต้นเสมอปลายและมีมารยาทอยู่เสมอ

“ท่านผู้เฒ่าล้อข้าเล่นแล้วขอรับ ท่านเรียกข้าอย่างที่เคยเรียกเถิดขอรับ เช่นนั้นข้าไปก่อน” ลู่จิงประสานมือคำนับก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังเส้นทางที่เพิ่งเดินมา

 

ตำหนักจิ้งหยางของฮ่องเต้เย่เทียนหลง

 

“เจ้ายังเหมือนเดิม” น้ำเสียงทักเรียบนิ่งสายหนึ่งดังขึ้น ลู่จิงชะงักเพราะเขาได้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงของ...ฉินเซ่าเจ๋อ และคำว่าเหมือนเดิมนี้ไม่ได้หมายถึงนิสัยของเขา 

 

แต่หมายถึง...ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฮ่องเต้

 

และในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเยาะหยัน ไม่ต้องหันกลับไปมองลู่จิงก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำสายตาเช่นไรอยู่...สายตาสมเพชและเยาะเย้ยเขา...แต่ลู่จิงไม่สนใจหรอก

“ถ้าหากท่านมีเวลาว่าง จวนอัครเสนาบดีของข้ายินดีต้อนรับ” ลู่จิงก้าวเท้าจากไป พลางถอนหายใจแผ่วเบา บรรยากาศในตำหนักเมื่อครู่ยามที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานอนุญาตให้สกุลฉินเข้าเฝ้านั้นค่อนข้างน่าอึดอัดมาก เย่เทียนหลงแผ่รัศมีของอำนาจผู้ปกครองแผ่นดินออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ราวกับจะข่มขวัญคนสกุลฉินเสียอย่างนั้น ทุกถ้อยคำที่ดำรัสนั้นเต็มไปด้วยอำนาจ แม้จะตรัสถามอย่างเป็นกันเองแต่แทนตัวเองว่า ‘เจิ้น’ ตลอด

 

ขนาดบุตรชายของเขาอย่างลู่ถิงอวี่ยังทนอยู่ไม่ได้ต้องออกมาตำหนักลั่วสุ่ยก่อน

 

แต่ก่อนไปเจ้าบุตรชายตัวแสบที่ชมชอบขายบิดาให้ฮ่องเต้นั้นไม่รู้ไปพูดอันใดกับฝ่าบาท พระเนตรคมกริบถึงได้หรี่มองเขาราวกับจะคาดโทษไว้ก่อน 

 

ทำเอาลู่จิงไม่อยากกลับไปตำหนักจิ้งหยางสักเท่าไหร่นัก

เฮ้อ!

…………

 

“ท่านตาและท่านลุงทั้งสอง เชิญเข้าด้านในเถิด ประเดี๋ยวเราจะให้คนยกอาหารว่างเข้ามาให้ พวกท่านตามสบายเลยนะ” เย่ซืออวิ๋นต้อนรับอย่างมีมารยาท เดินพาทั้งสามคนเข้าไปด้านในตำหนักลั่วสุ่ย โดยที่มีลู่ถิงอวี่ยืนอยู่ข้างๆ แม้คนสกุลฉินจะสงสัยว่าเหตุใดบุตรชายของอัครเสนาบดีถึงได้มาตำหนักลั่วสุ่ยนี้ได้...

ตำหนักลั่วสุ่ยหลังนี้นั้นกว้างขวางและตกแต่งอย่างงดงาม ทิวทัศน์โดยรอบนั้นเป็นธรรมชาติที่สบายตา มีกระทั่งสะบัวงดงามและศาลาที่อยู่ริมสระและกลางสระ ยิ่งเข้ามาด้านในตัวตำหนักก็ยิ่งพบกับความหรูหรา การตกแต่งภายในแม้จะเรียบง่ายแต่ข้าวของเหล่านั้นล้วนเป็นของล้ำค่าทั้งสิ้น 

ไข่มุกราตรีขนาดก้อนกลมเท่ากำปั้นเรียงรายอยู่แทบทุกเสาของตำหนัก ชุดน้ำชานั้นก็เป็นอุปกรณ์ชั้นเลิศ โต๊ะและเก้าอี้หยกทับด้วยเบาะหนานุ่มปักดิ้นทอง พรมขนแกะนุ่มบนพื้นรอบๆ และกลิ่นหอมจางๆ ที่เป็นกลิ่นของอะไรไม่รู้แต่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายมาก ข้ารับใช้ทุกคนในตำหนักก็เป็นระเบียบมีแบบแผน

 

สมกับที่ข้างนอกร่ำลือกันว่าองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นเป็นดุจดั่งไข่มุกบนฝ่ามือของฮ่องเต้เย่เทียนหลง

ความโปรดปรานระดับนี้...ชวนให้นึกถึงยามที่ฉินกุ้ยเฟยเคยได้รับยิ่งนัก

 

“ท่านตาชอบดื่มชาอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ เรามีชาหยกบึงมรกตอยู่ ท่านตาและท่านลุงลองชิมดูสิ” 

 

ชาหยกบึงมรกตเป็นชาบรรณาการล้ำค่าจากต่างแคว้น

ไม่นึกว่าชาล้ำค่าแบบนี้องค์ชายใหญ่ก็จะมีครอบครอง

 

เย่ซืออวิ๋นนำชุดชงชาเสียงสมุทรที่เป็นของบรรณาการเช่นกันออกมา ชุดชงชานี้เสด็จพ่อเอามาวางทิ้งไว้แล้วไม่เอากลับ พอเย่ซืออวิ๋นเอาไปคืนก็บอกว่าไม่รับกลับให้เอาไว้โยนเล่นได้ตามสบาย...วันนี้ตนเลยนำออกมาทำตามพระบัญชา

“จะรบกวนองค์ชายได้อย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ” ฉินเมิ่งมององค์ชายใหญ่ที่ยิ้มอย่างน่ามอง ดูเป็นหลานชายที่น่าเอ็นดูยิ่งนัก 

จริงด้วย...ผู้คนในราชวงศ์ไม่รู้เรื่องขององค์ชายใหญ่ เพราะฉางเล่อก็ไม่มีทางเล่าเรื่องอัปยศให้คนที่นางเกลียดฟัง เพราะพวกเขารู้จักนิสัยนางดีจึงได้วางแผนเช่นนั้น

 

ราชวงศ์ที่สูงส่งนั่นอุ้มชูสายเลือดของสกุลฉินโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย

หึ...

 

นึกถึงบารมีของเย่เทียนหลงตอนแสดงออกมาในตำหนักจิ้งหยางแล้วก็พาลให้คับข้องหมองใจนัก...ชวนให้หายใจไม่ออกจนแทบต้องยอมสยบลง

 

รอไปก่อนเถอะเย่เทียนหลง! ความอัปยศในวันนี้ข้าจะทวงคืน!

 

ฉินเมิ่งหรี่ตามององค์ชายใหญ่ ก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างเป็นมิตรราวผู้ใหญ่ที่มองบุตรหลานตัวน้อยของตน

 

โดยใช้เด็กคนนี้...เป็นเครื่องมือ

 

เย่ซืออวิ๋นเห็นสายตาเช่นนั้นในใจก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงวางแผนกับตนเป็นแน่ แต่ถึงจะรู้อย่างไรก็ยังคงคลี่ยิ้มหวานอย่างเป็นมิตรอยู่ดี “ท่านตาลองชิมชานี้ดู...เอ้ะ...”

 

เพล้ง!!

 

ชุดน้ำชาชั้นเลิศหล่นลงแตกกระจาย เท่านั้นไม่พอน้ำชายังเลอะใส่ชุดของฉินเมิ่ง และเพราะชาที่อุ่นจนร้อนนั่นก็ทำให้ลวกมือฉินเมิ่งไปบ้าง

“ท่านตา! เราขอโทษนะ พอดีว่า...เราค่อนข้างมืออ่อนแรง” เย่ซืออวิ๋นทำสีหน้าลำบากใจ รับผ้าที่ลู่ถิงอวี่ยื่นให้มาช่วยฉินเมิ่งเช็ด แต่ผ้าผืนนั้นเปื้อนหมึกอยู่ก่อนแล้วทำให้ยิ่งเช็ดก็ยิ่งเลอะ

“องค์ชายใหญ่ดีใจที่จะได้เจอพวกท่านเลยทุ่มเทวาดภาพให้พวกท่านจนปวดข้อมือไปหมด อย่าโทษพระองค์เลยนะขอรับ แค่กๆ...” ลู่ถิงอวี่ใช้ชายเสื้อปิดแขนตัวเองก่อนจะกระแอมไอในลำคอเบาๆ สีหน้าค่อนข้างซีดเซียว เขากล่าวขอโทษแทนอย่างจริงใจ ก่อนจะรีบให้นางกำนัลมาช่วยจัดการเก็บพวกเศษกระเบื้องที่พื้น

ฉินเมิ่งหน้าดำไปแล้วอย่างไม่สบอารมณ์แต่ก็พยายามยิ้มอย่างไม่ถือสา เพราะน้ำอุ่นนั่นรดขาเขาไม่พอยังทำอาภรณ์ชั้นดีของเขาเปื้อนอีก

“ท่านตา...เราขอโทษ” เย่ซืออวิ๋นสีหน้าอยากจะร้องไห้ “ท่านตาจะเปลี่ยนชุดหรือไม่...แต่ว่าเสื้อผ้าของเราท่านตาคงใส่ไม่ได้ หรือจะให้คนไปแจ้งกองอาภรณ์ดี”

“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย กระหม่อมไม่เป็นอะไร” ฉินเมิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มององค์ชายใหญ่ที่กำลังมีท่าทีเป็นห่วงเขาอย่างจริงใจแล้วก็ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

 

เด็กคนนี้ไม่ได้จงใจ...

 

“จริงหรือ...ถ้าท่านตาพูดเช่นนั้นเราก็วางใจ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง ก่อนจะเปลี่ยนให้ลู่ถิงอวี่เป็นฝ่ายชงชาให้แทน 

“ท่านคือ...” ฉินเซ่าเจ๋อมองลู่ถิงอวี่อย่างสนใจ แม้เขาจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ที่คาดไม่ถึงก็คงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเด็กสองคนนี้ต่างหาก

 

ราวกับคนรัก...

 

ลู่ถิงอวี่ประสานมือคำนับอย่างสง่างาม “ข้าน้อยยังไม่ได้กล่าวแนะนำตัว...ลู่ถิงอวี่ขอรับ”

แววตาของฉินเซ่าเจ๋อนิ่งสนิทยามมองหน้าของลู่ถิงอวี่...เด็กคนนี้เกิดมาร่างกายอ่อนแอเพราะเขา อาจเพราะตั้งแต่เมื่อก่อนที่เริ่มระแคะระคายความสัมพันธ์ของเย่เทียนหลงและลู่จิง เขาก็เลยวางแผนให้ลู่จิงจำต้องยอมรับสตรีผู้หนึ่งเข้าจวนเพราะรู้นิสัยลู่จิงดีว่าเขาเป็นบุรุษที่ไม่มีทางทำให้สตรีเสียหาย ชักจูงนางผู้นั้นให้หลงอยู่ในวังวนของสิ่งที่เรียกว่าอำนาจ 

 

ถ้าหากตนไม่ได้ครอบครองลู่จิงแล้วล่ะก็...เขาก็ไม่อยากให้ฮ่องเต้ได้ครอบครองเช่นกัน

และลู่ถิงอวี่ก็เป็นเด็กที่เกิดมาจากความผิดพลาดนั้น...แต่ลู่จิงและเย่เทียนหลงกลับสั่งสอนดูแลอีกฝ่ายมาเป็นอย่างดี

 

“เจ้าเหมือนบิดา” ฉินเซ่าเจ๋อกระตุกยิ้ม “เพราะถ้าหากเหมือนมารดา...” เขาไม่ได้พูดต่อแต่สบตาของลู่ถิงอวี่นิ่ง เห็นแววตาสั่นไหววูบหนึ่งในดวงตาของอีกฝ่ายก็กระตุกยิ้มมากขึ้น

 

มิรู้เจ้าตัวจะรู้ตัวหรือไม่ว่าเป็นเด็กที่มารดาไม่ต้องการจนกินยาขับเลือดทำให้มีร่างกายอ่อนแอเช่นนี้

คุณชายหยกขาวเช่นนั้นหรือ...หึ!

 

“ท่านลุงชา...” เย่ซืออวิ๋นยื่นแก้วชาให้ฉินเซ่าเจ๋อคล้ายตัดบทสนทนา ราวกับจะปกป้องลู่ถิงอวี่ ทำให้ฉินเซ่าเจ๋อเลิกคิ้ว

“องค์ชายสนิทสนมกับบุตรชายของลู่...ของท่านอัครเสนาบดีหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“อื้อ! ถิงอวี่เป็นเพื่อนร่วมเรียนกับพวกเราน่ะ อีกทั้งเรากับถิงอวี่ก็สนิทสนมกันมากด้วย” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า คลี่ยิ้มหวาน พวงแก้มเป็นสีแดงปลั่งดูน่าเอ็นดูยิ่งนัก ท่าทางเหมือนเด็กน้อยที่กำลังอยู่ในห้วงรักทำให้คนจากสกุลฉินชะงัก

 

หรือว่าองค์ชายใหญ่จะชมชอบลู่ถิงอวี่เข้าจริงๆ...

เช่นนั้น...สำหรับพวกเขาแล้วเรื่องนี้ก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น

 

“ชาดี”

“ท่านลุงชอบก็สามารถนำกลับไปได้นะ เรายังมีอีกมาก” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า ให้นางกำลังไปเตรียมชาหยกบึงมรกตให้ แต่ฉินเมิ่งกลับห้ามไว้เสียก่อน

“ชาหยกบึงมรกตเป็นของบรรณาการ ปีหนึ่งเก็บได้น้อยนัก มีเพียงเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครอง พวกกระหม่อมนำกลับไปคงไม่เหมาะเท่าไหร่นักพ่ะย่ะค่ะ” ถ้าหากมีคนภายนอกรู้เข้าจะหาว่าพวกเขาเป็นพระญาติแล้วหยิ่งยโสเอาได้ ซึ่งนั่นไม่ควรเป็นภาพลักษณ์ของสกุลฉินเลย

“แต่เราอยากให้นี่ เราเป็นองค์ชายใหญ่ ใครจะกล้าว่าเราได้...พวกท่านนำกลับไปเถิด เอาไปแบ่งท่านยายและพี่ๆ น้องๆ คนอื่นๆ ด้วยก็ดี” เย่ซืออวิ๋นเชิดหน้าขึ้น เอ่ยอย่างเอาแต่ใจ ช่วยลูบหลังลู่ถิงอวี่ที่กำลังไอไม่หยุดอยู่ข้างๆ  “ถิงอวี่ไหวหรือไม่?” ถึงจะรู้ว่านี่เป็นการแสดงแต่เย่ซืออวิ๋นก็อดเป็นห่วงจริงๆ ไม่ได้ ลู่ถิงอวี่ยิ้มจางส่ายหน้าช้าๆ เลื่อนมือไปกอบกุมมือบางไว้อย่างไม่สนใจสายตาใคร

“ไม่เป็นไร...ข้าไหว”

คนสกุลฉินมองภาพความสนิทสนมเบื้องหน้านั้นอย่างมีแผนในใจ ซึ่งแน่นอนว่าเย่ซืออวิ๋นก็รู้ดีว่าหมายถึงอะไร ชาติก่อนก็ไม่ใช่เช่นนี้หรอกหรือ เพราะรู้ว่าเขาชอบถิงอวี่ ท่านตาฉินเมิ่งเลยได้ยุยงและพยายามพูดให้เขาทูลขอสมรสพระราชทานกับถิงอวี่ อีกทั้งตอนนั้นยังเอาหยกอุ่นอรุณมาเป็นหนึ่งในข้อต่อรองอีกด้วย

 

แต่ชาตินี้...อย่าหวังเลยว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่พวกเจ้าต้องการน่ะ!

 

“ยังมีขนมอีกหลายอย่าง ท่านตาและท่านลุงลองชิมดู” เย่ซืออวิ๋นเชิญชวนอย่างเป็นมิตร แต่เขาค่อนข้างปฏิบัติกับฉินเมิ่งและฉินเซ่าเจ๋ออย่างเป็นกันเองมากกว่าฉินเหวินที่เป็นคุณชายใหญ่สกุลฉิน ซึ่งอีกฝ่ายก็รับรู้ได้จึงมีสีหน้าอึมครึมยิ่งนัก ปมที่เขาด้อยกว่าฉินเซ่าเจ๋อมาเสมอทำให้ฉินเหวินเกลียดการที่อีกฝ่ายได้ดีกว่าตน ขนาดเบื้องพระพักตร์องค์ชายใหญ่มันก็ยังได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่า!

เย่ซืออวิ๋นจงใจกระทำให้เป็นเช่นนั้น ในชาติก่อนเขาเห็นความไม่ลงรอยกันของบรรดาลูกหลายสกุลฉินดี จึงนำจุดเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ แต่เขาลงมือทำได้อย่างเป็นธรรมชาตินักดังนั้นไม่มีใครมองออกเป็นแน่ว่าลูกแมวน้อยบางคนกำลังจงใจก่อไฟเล็กๆ ให้เกิดความแตกแยกในสกุลฉิน

“พวกเจ้าไปหยิบภาพวาดที่ข้าเพิ่งวาดเสร็จมาทีสิ สีคงแห้งพอดี แล้วก็หยิบภาพในม้วนสีแดงบนโต๊ะมาด้วยนะ” เย่ซืออวิ๋นหันไปบอกนางกำลังที่รอรับใช้อยู่ข้างๆ เขาไม่ได้ให้อันกงกงมาคอยดูแลเพราะกงกงของเขาก็ไม่อยากเจอหน้าคนสกุลฉินเท่าไหร่นัก

“ข้าไปหยิบให้เองดีกว่า” ลู่ถิงอวี่อาสา เขาลุกขึ้นยืนก้าวเท้าแรกก็ค่อนข้างซวนเซ ดูราวคุณชายขี้โรคที่อ่อนแอยิ่งนัก ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินไปยังห้องวาดภาพขององค์ชายใหญ่ โดยมีดวงตาของเย่ซืออวิ๋นมองตามอย่างห่วงใย

“องค์ชายทรงชมชอบลู่ถิงอวี่หรือพ่ะย่ะค่ะ?” ฉินเมิ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวผู้ใหญ่สอบถามบุตรหลาน พอเห็นแก้มขาวนั้นเป็นสีแดงจางๆ เขาก็ยิ้ม

 

เด็กหนอเด็ก...ยิ่งเด็กที่กำลังตกอยู่ในห้วงรักแล้วก็ไม่ยากนักหรอกที่จะชักจูง

 

“อ่ะ...อื้อ...ใครบ้างจะไม่ชอบถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นแสร้งหลุบตาอย่างเขินอาย พอพูดถึงลู่ถิงอวี่ก็พลันนึกถึงความใกล้ชิดระหว่างพวกเขาขึ้นมา ก็เลยเขินอายโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย

“เช่นนั้น...กระหม่อมอาจจะมีวิธีช่วยองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”

“จริงหรือ” เย่ซืออวิ๋นพยายามเบิกตาโตๆ ของตัวเอง “แต่ถิงอวี่น่ะ...เขาพิเศษมาก เสด็จพ่อโปรดปราดถิงอวี่ยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก ต่อให้ข้าชอบ...ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี” เย่ซืออวิ๋นแสร้งถอนหายใจอย่างเสียดาย 

“เข้าวังมาคราวนี้ไม่คิดว่าจะได้เข้าเฝ้าองค์ชาย กระหม่อมไม่มีของขวัญใดจะให้...เพียงแต่ถ้าหากองค์ชายอยากได้เขา กระหม่อมย่อมมีวิธี” ฉินเมิ่งทอดเสียงต่ำ น้ำเสียงนั้นหลอกล่อผู้คนให้สนใจและทำตามที่เขาชักนำ “ถ้าหากองค์ชายทรงมีเวลาว่าง เสด็จไปจวนสกุลฉินพวกเราอาจจะได้คุยกันมากกว่านี้พ่ะย่ะค่ะ”

“จริงหรือท่านตา!” เย่ซืออวิ๋นยื่นมือไปกุมมือของฉินเมิ่งไว้ ปลายเล็บขององค์ชายใหญ่เกี่ยวผิวอีกฝ่ายจนเป็นแผลแต่ฉินเมิ่งพยายามไม่สนใจ

 

เด็กคนนี้คงดีใจมากเกินไปสินะ...

 

ฉินเมิ่งยิ้มอย่างเมตตา “แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

“เราจะไปแน่นอน”

“อีกไม่นานองค์ชายก็จะย้ายไปอยู่นอกวังแล้ว ทรงมีเรื่องอันใดให้พวกกระหม่อมช่วยเหลือโปรดบอกได้เสมอพ่ะย่ะค่ะ”

“ดีจริงๆ เลยที่พวกท่านกลับมา อยู่ที่เมืองหลวงมีเพียงข้าที่ไม่มีญาติฝังมารดาเลย เหงายิ่งนัก นับจากนี้ข้าก็จะอวดผู้อื่นได้สักที” เย่ซืออวิ๋นว่า 

“องค์ชายไว้ใจพวกกระหม่อมได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้างอย่างมีความสุข แม้ในใจจะค่อนข้างเศร้าเล็กน้อย...ชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้ สกุลฉินหยิบยื่นไมตรีให้เขาที่โหยหาความรักความอบอุ่นจากใครสักคน ชักจูงเขาให้ลงมือทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่น่าให้อภัยลงไป ตนเองที่ตอนนั้นคิดว่าเดียวดายแม้จะรู้ว่านั่นเป็นแผนการณ์ก็ไม่ยอมหลีกหนี แต่ชาตินี้ไม่เหมือนกันแล้ว...

 

เขามีครอบครัว มีคนคอยตักเตือนยามก้าวเดินพลาดพลั้ง...

 

ลู่ถิงอวี่กลับมาพร้อมม้วนภาพวาดสองม้วน ภาพแรกอยู่ในกระบอกสีแดงงดงาม ส่วนอีกภาพนั้นเพียงม้วนแล้วถือไว้ก่อนจะยื่นให้องค์ชายใหญ่

“ขอบใจนะถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นรับภาพมาจากนั้นก็ยื่นภาพให้ฉินเมิ่ง “นี่เป็นภาพวาดเสวียนอู่ที่ข้าเพิ่งวาดเสร็จเพื่อท่านโดยเฉพาะ ท่านตาลองชมดู” 

ฉินเมิ่งคลี่เปิดม้วนภาพนั้นออกก่อนจะชะงักมือและทำสีหน้าว่างเปล่าไปชั่วขณะ เขาพยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมและพยายามคลี่ยิ้มชมเชย แต่รอยยิ้มนั้นดูจะแข็งๆ ไปสักเล็กน้อย

ภาพเสวียนอู่ที่องค์ชายใหญ่วาดนั้นหาใช่เต่าดำและงูอันน่าเกรงขาม แต่เป็นลูกเต่าที่มีกระดองใหญ่ยักษ์ หน้าตาของเต่าดูใสซื่อ แต่กลับมีหนวดขาวเติมไว้ ส่วนงูนั้นก็หางสั้นนักแทบจะพันรอบตัวเต่าไม่ได้ ใส่หนวดจนแลดูมิคล้ายงู ตัวอักษรอายุยืนนั่นแม้จะดูงดงามมีเอกลักษณ์แต่ยามอยู่บนกระดองเต่าเช่นนี้แล้วกลับดูน่าขำมากกว่าน่าเกรงขาม

 

ภาพเสวียนอู่หนึ่งในสี่สัตว์เทพที่ไหน

นี่มันลูกเต่าชัดๆ ไม่ใช่หรืออย่างไร!!

 

“ท่านตาไม่ชอบภาพของเราหรือ ภาพนี้เราทุ่มเทวาดมาก วาดนานจนปวดข้อมือเลยนะ” เย่ซืออวิ๋นว่าสีหน้าค่อนข้างน้อยใจ ส่วนลู่ถิงอวี่นั้นก็กระแอมเบาๆ ในใจกำลังกลั้นยิ้ม...ตั้งใจหรือ? ไม่รู้ลูกแมวน้อยที่ไหนนั่งเท้าคางขีดเล่นอยู่เพียงไม่กี่เค่อก็ได้ภาพลูกเต่า...อ้อ เสวียนอู่อันน่าเกรงขามนี่แล้ว

“ชอบพ่ะย่ะค่ะ” ฉินเมิ่งพยายามระงับความหงุดหงิดในใจ แล้วก็พยายามยิ้มออกมาอย่างชื่นชม “เป็นภาพเสวียนอู่ที่แปลกใหม่มากพ่ะย่ะค่ะ”

 

เด็กนี่จงใจหรือไม่กันแน่...

แต่พอเห็นดวงตาที่มองมาอย่างใสซื่อบริสุทธิ์เช่นนั้นก็คงไม่ได้มีเจตนาใดๆ หรอก แต่องค์ชายใหญ่ผู้นี้คงถูกเลี้ยงมาอย่างถนอมเกินไปจริงๆ นั่นล่ะ...

เหอะ!

 

“ยังมีภาพวาดของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยด้วย เราทุ่มเทวาดนานมาก ลงสีด้วยทองคำจริงๆ ด้วยนะ เราคิดว่าท่านตาและคนอื่นๆ ต้องคิดถึงเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยเหมือนที่เราคิดถึงแน่ๆ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มหวานเหมือนเด็กที่คิดถึงมารดาของตน แต่สำหรับสกุลฉินแล้วชื่อของฉินกุ้ยเฟยนั้นเป็นเหมือนสิ่งที่พวกเขาไม่อยากยอมรับเท่าไหร่นัก นางเป็นสตรีที่ดื้อดึงเกือบทำให้พวกเขาทั้งสกุลพินาศ แม้จะสร้างชื่อเสียงให้สกุลฉินไม่น้อยก็เถอะ

 

แต่นางเป็นเด็กที่สกุลฉินรับมาเลี้ยง หาใช่สายเลือดของสกุล

สิ่งที่สตรีคนนั้นทำได้ดีที่สุดคือการได้รับยศกุ้ยเฟยเดหน้าชูตาให้สกุล และกำเนิดองค์ชายใหญ่ที่จะเป็นตัวหมากนำสกุลฉินไปสู่ความยิ่งใหญ่

 

“พ่ะย่ะค่ะ” ฉินเมิ่งรู้สึกไม่อยากรับภาพทั้งสองของขององค์ชายใหญ่เท่าไหร่นัก แต่ถ้าหากเขาไม่รับก็จะเป็นการเสียมารยาท และอาจทำให้องค์ชายใหญ่รู้สึกไม่ดี พวกเขายังต้องใช้ประโยชน์จากองค์ชายผู้นี้ ดังนั้นจำต้องกล้ำกลืนความโมโหนี้ลงท้องแล้วแย้มยิ้มรับภาพทั้งสองมา “กระหม่อมชอบภาพขององค์ชายใหญ่มากพ่ะย่ะค่ะ...องค์ชายทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก”

“อื้ม เสด็จพ่อก็ตรัสชมเราอยู่เสมอเลยว่าเราวาดภาพสวย ให้เราไปคอยดูแลกองช่างศิลป์ด้วย” 

กองช่างศิลป์...เป็นกองงานเล็กๆ ที่อยู่ภายใต้กรมพิธีการอีกทีนึง การที่องค์ชายพระองค์หนึ่งไปกองงานที่ไม่สลักสำคัญเช่นนี้ดูจะธรรมดาเกินไป องค์ชายใหญ่ต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์มากกว่านี้เพื่อที่พวกเขาจะสามารถทำประโยชน์ได้

 

แต่ว่าคงต้องคุยยามที่อีกฝ่ายอยู่ลำพัง

 

เพราะแม้ลู่ถิงอวี่ผู้นั้นจะดูอ่อนแอ แต่แววตากลับนิ่งเกินไว และอีกฝ่ายยังเป็นเด็กที่ฮ่องเต้เย่เทียนหลงกับลู่จิงสอนมากับมือ ดังนั้นพวกเขาจะไม่ประมาทเด็ดขาด

“จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งอยากรบกวนองค์ชายสักเล็กน้อย”

“ท่านตาเชิญกล่าว ถ้าหากไม่เกินความสามารถของเรา เรายินดีช่วยอยู่แล้ว”

“หลายปีก่อนเสด็จแม่...ฉินกุ้ยเฟยขององค์ชายได้รับพระราชทานหยกอุ่นอรุณจากอดีตฮ่องเต้ เดิมทีน้องชายน้องสาวขององค์ชายเองก็มีสุขภาพไม่แข็งแรงเท่าไหร่นัก ถ้าหากองค์ชายไม่ทรงรังเกียจ กระหม่อมอยากทูลขอหยกอุ่นอรุณสักเสี้ยวหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”

“เอ...เดี๋ยวเราจะลองดูให้นะ เพราะทรัพย์สมบัติของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยนั้นมากมายนัก มิรู้ว่ามีอะไรบ้าง ถ้าอย่างไรเราจะให้คนไปแจ้งท่านตา หรือบางทีเราอาจจะเอาไปให้เอง” 

ได้ยินเช่นนี้ฉินเมิ่งก็ยิ่งกำมือแน่นมากขึ้น เขารู้...ทรัพย์สมบัติของฉินฉางเล่อนั้นมากมายเพียงใด ยามนี้นางเข้าวังมาเพราะไม่อยากให้สกุลฉินน้อยหน้าผู้อื่นและเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับสกุลพวกเขาเลยประเคนของล้ำค่ามากมายให้นาง อีกทั้งนางยังได้รับของพระราชทานมากมายในสถานะสนมที่ฝ่าบาททรงโปรดที่สุดผู้หนึ่ง สุดท้ายแล้วสมบัติเหล่านั้นก็มิได้ตกทอดกลับมา กลับเป็นของเด็กคนนี้...

 

ทั้งๆ ที่มันควรเป็นของพวกเขา! ไม่สิเดิมทีก็เป็นของพวกเขาอยู่แล้ว

แต่ไม่เป็นไร...ค่อยๆ เรียกกลับคืนมาก็มิได้สายเกินไปนักหรอก!

 

“องค์ชายทรงให้เกียรติแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอก เราบอกแล้วว่าดีใจที่ได้เจอกับญาติของเสด็จแม่ พวกท่านตากับท่านลุงเอาของกลับไปด้วยนะ เดี๋ยวเราให้คนเตรียมให้” เย่ซืออวิ๋นให้นางกำนัลเตรียมพวกชา ขนม และพวกชุดชงชาให้กลับไป สามพ่อลูกสกุลฉินใช้เวลาคุยอยู่อีกสักพักก็กลับออกจากตำหนักลั่วสุ่ย โดยมีเย่ซืออวิ๋นออกมาส่งหน้าตำหนัก 

 

................

 

“เฮ้อ! กลับไปได้สักที” องค์ชายใหญ่ใช้ไหล่ของคุณชายลู่เป็นที่พัก กลิ้งหน้ากับไหล่ของอีกฝ่ายแล้วก็บ่นออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย “ข้ายังรู้สึกแกล้งพวกเขาไม่สะใจเท่าไหร่เลย”

“อืม...ก็จริงนั่นล่ะ” มีหรือลู่ถิงอวี่จะห้าม “ซืออวิ๋นทำไปเล็กน้อยจริงๆ ด้วย”

 

ก็แค่วาดภาพลูกเต่ากับฉินกุ้ยเฟยให้ เจตนาด่าฉินเมิ่งว่าเป็นเจ้าลูกเต่า ทำชาหกใส่ ทำให้ชุดเปื้อน เอาเล็บข่วนไปเบาๆ พูดจาให้เข้าใจผิด และสร้างภาพลักษณ์เป็นองค์ชายใสซื่อไม่ค่อยเอาไหน

เป็นการป่วนที่น่ารักน่าเอ็นดูมาก

 

“พวกเขาอยากได้หยกอุ่นอรุณหรือ...อืม คงคิดจะเอามาเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับข้าในอนาคตกระมัง” ลู่ถิงอวี่ชูมือขึ้น หยกงามล้ำค่าควรเมืองอยู่ที่ข้อมือของเขา แต่เพราะวันนี้เขาสวมชุดที่ค่อนข้างพิธีการ แขนเสื้อยาวมากทำให้ไม่สามารถมองเห็นข้อมือของเขาได้ ดังนั้นสกุลฉินเลยไม่รู้ว่าหยกที่พวกเขาอยากได้นั้นเป็นของลู่ถิงอวี่ไปนานแล้ว...

“ข้าจะทำเป็นหาให้ ให้พวกเขารอไปเถิดฮึ อย่างไรเสียหยกอุ่นอรุณที่ข้าก็ไม่มีแล้ว พวกเขาจะเอาไปต่อรองกับถิงอวี่ได้ที่ไหนกัน” องค์ชายใหญ่ย่นจมูก ชาติก่อนตนไม่ค่อยสนใจทรัพย์สมบัติที่มี อันกงกงเป็นคนคอยดูแลแต่ก็ขัดเขาไม่ได้อยู่ดี มาชาตินี้อย่าหวังว่าเขาจะยอมให้มาแตะต้องสมบัติของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยแม้แต่ชิ้นเดียวเลย!

“ไหนข้าขอดูเล็บหน่อยเร็ว เจ็บหรือไม่” เขาเห็นตอนที่เย่ซืออวิ๋นใช้เล็บเกี่ยวมือผู้อื่น ฉินเมิ่งผิวหนังหนาปานนั้นซืออวิ๋นของเขาน่ะเป็นลูกแมวน้อยเล็บบาง มิรู้ว่าเล็บจะบิ่นบ้างหรือไม่

“ไม่เจ็บเลย” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ ได้ป่วนคนโดยที่อีกฝ่ายทำอะไรไม่ได้เช่นนี้รู้สึกดีมากจริงๆ โดยเฉพาะฝ่ายนั้นเป็นสกุลฉินด้วยแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่ายังสู้ถิงอวี่ไม่ได้ อีกฝ่ายดูเป็นคนป่วยที่ร่างกายอ่อนแอจริงๆ จนเย่ซืออวิ๋นยังรู้สึกเจ็บแทนเลย ยิ่งตอนที่ฉินเซ่าเจอ๋พูดถึงมารดาของลู่ถิงอวี่เย่ซืออวิ๋นยิ่งไม่พอใจ

“ตอนข้าไปเอาภาพ พวกเขาพูดอะไรกับซืออวิ๋นหรือเปล่า?” ลู่ถิงอวี่เอานิ้วเกี่ยวพันเส้นผมสีดำยาวของเย่ซืออวิ๋นที่บ่านตนเล่น มันนุ่มนิ่มให้ความรู้สึกราวขนแมว

“อืม...พวกเขาถามว่าข้าชอบถิงอวี่หรือไม่ พอข้าบอกว่าชอบเจ้า พวกเขาก็ต้องคิดหาวิธีบางอย่างเพื่อทำร้ายเจ้าแน่ๆ”

 

เหมือนที่ชาติก่อนยุยงให้ตนทูลขอสมรสพระราชทานแต่งลู่ถิงอวี่เข้าจวน ทำให้อีกฝ่ายไม่มีสิทธิ์เป็นอัครเสนาบดี แม้เย่ซืออวิ๋นจะรู้แต่ตอนนั้นเขาก็ชอบลู่ถิงอวี่จนต้องใช้วิธีเช่นนั้น...

 

ลู่ถิงอวี่มิได้สนใจแผนการชั่วร้ายของสกุลฉิน เพราะที่เขาสนใจคือคำพูดที่แฝงมาในประโยคเมื่อครู่ขององค์ชายใหญ่มากกว่า

ลู่ถิงอวี่ใช้มือโอบรอบเอวของอีกฝ่ายไว้ ก่อนจะกระชับแน่นจนคนที่กำลังสบายกับไหล่ของอีกฝ่ายได้แต่เงยหน้ามามองตาแป๋ว รู้ตัวอีกทีทั้งร่างก็ถูกอีกฝ่ายตวัดช้อนขึ้น คุณชายลู่ที่เมื่อครู่ยังเป็นคุณชายอ่อนแอบอบบางอยู่นั้นยามนี้สามารถอุ้มองค์ชายใหญ่ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ก่อนจะค่อยๆ พาอีกฝ่ายเดินไปยังเตียงด้านใน จากนั้นก็วางร่างของเย่ซืออวิ๋นลงอย่างแผ่วเบา ดวงตาดอกท้อฉายแววอ่อนโยนจนเย่ซืออวิ๋นไม่กล้าสบตา

“ถิงอวี่...”

“เมื่อครู่ซืออวิ๋นบอกว่า..ชอบข้า

“อะ” เย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนวาบ รีบก้มหลบตาโดยพลัน ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี เขาแค่อยากให้สกุลฉินเข้าใจไปเช่นนั้น แม้จะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แต่ว่า... “ข้า...เราคุยกันเรื่องสกุลฉินอยู่มิใช่หรือ” องค์ชายใหญ่พยายามเปลี่ยนเรื่องเพราะรับรู้ได้ถึงอันตรายบางอย่างจากคุณชายลู่

 

ดวงตาดอกท้อคู่นั้น...มองเขาราวกับจะกลืนกิน

ฮื่อ!!

 

“เรื่องของสกุลฉินนั้นไหนเลยจะสำคัญเท่าที่ซืออวิ๋นบอกชอบข้ากันเล่า...” ลู่ถิงอวี่โน้มใบหน้าไปใกล้มากขึ้น แลเห็นดวงหน้างดงามขึ้นสีแดงเรื่อราวผลอิงเถาน่าลิ้มลองเขาก็แทบจะยับยั้งชั่งใจตัวเองไม่ไหว

 

องค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นอันตรายจริงๆ...เป็นแมวน้อยที่บางครั้งก็มีเสน่ห์ในแบบที่ตัวเองไม่เคยรู้

 

“ถิงอวี่!” คนเขินไม่รู้จะทำอย่างไรสุดท้ายก็ได้แต่พยายามขึงดวงตาโตๆ สู้ แต่สำหรับลู่ถิงอวี่แล้วมันน่าเอ็นดูมาก 

“ข้าทวงรางวัลตอนนี้เลยดีกว่า” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ คล้ายจะถามว่ารางวัลอันใด “เมื่อครู่ก่อนสกุลฉินเข้ามา ซืออวิ๋นบอกจะให้รางวัลข้า...เช่นนั้นข้าทวงตอนนี้เลยแล้วกัน”

“ถิงอวี่อยากได้อะไรเล่า” เย่ซืออวิ๋นแก้มป่อง มองคนที่ยังคงกึ่งนั่งกึ่งคร่อมทับอยู่บนตัวเขาไม่ยอมลุกไปไหน ยิ่งมาทำสีหน้าเช่นนั้น แววตาที่มองกันเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้ร้อนไปทั้งตัวแล้ว!

ลู่ถิงอวี่เอียงหน้าราวครุ่นคิด แต่ดวงตากลับเป็นประกายเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอานิ้วชี้แก้มของตัวเองสื่อความหมายของรางวัลที่ว่าทำให้องค์ชายใหญ่เบิกตาโต เม้มริมฝีปากแน่น

 

ถิงอวี่คนขี้แกล้ง!

 

“ซืออวิ๋นรับปากแล้วนะหืม? เด็กดี...” ลู่ถิงอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงหลอกล่อ ยังใจดียื่นแก้มไปให้องค์ชายใหญ่อีกด้วย เย่ซืออวิ๋นมองอีกฝ่ายอย่างหมั่นไส้ ถึงจะรู้สึกเขินอายเพียงไรแต่เขาก็เริ่มรู้สึกเหมือนเสด็จพ่อกับบรรดาน้องชายมาบ้างแล้วว่าถิงอวี่น่ะเจ้าเล่ห์!

“ถ้าเจ้าไม่ทำข้าจะทวงรางวัลจากแก้มเจ้าเองนะ” แล้วเขาก็ไม่รับรองว่าจะไม่ทำให้แก้มขาวๆ นั่นช้ำหรือเปล่า

 

ฟอด! 

 

เสียงจมูกกระทบแก้มคนเจ้าเล่ห์บางคนเบาๆ ก่อนองค์ชายใหญ่จะไปนอนซุกหน้ากับหมอน ไม่ยอมแม้กระทั่งโผล่หน้ามาดูผลงานตนเอง มีเพียงใบหูที่แดงก่ำไปหมดเท่านั้น แต่ถ้าเย่ซืออวิ๋นยังมองสักนิดเขาจะเห็นว่าคุณชายลู่เองก็มีอาการไม่ต่างจากตนเท่าไหร่นักหรอก ใบหน้าหล่อเหลางดงามนั้นเป็นสีแดงเรื่อ ดวงตาหวานฉ่ำทวีความน่ามองของเขาให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

“แฮ่ม คุณชายลู่ขอรับ ข้าน้อยนำชากับขนมมาให้องค์ชายใหญ่ขอรับ” เสียงของอันกงกงดังขึ้นด้านนอก ลู่ถิงอวี่ส่ายหน้าเบาๆ กงกงใหญ่ประจำตำหนักลั่วสุ่ยมาขัดจังหวะได้พบดิบพอดี เขาได้แต่ส่ายหน้า ยื่นมือไปลูบเส้นผมนุ่มๆ นั่นก้มลงกระซิบข้างหูคนเขินที่ไม่ยอมโผล่หน้าออกมา

“ข้ากลับก่อน ประเดี๋ยวจะมารับซืออวิ๋นไปตำหนักลู่จื่อ...อ้อ...แล้วข้าก็ชอบรางวัลเช่นนี้มากด้วย” ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นอีกคนขยับยุกยิก มือเรียวนั้นราวกำเบาๆ คล้ายอยากจะยื่นมาฟาดเขาไม่น้อย เขาคลี่ยิ้มเอ็นดูลุกขึ้นแล้วเดินออกไปด้านนอก เห็นอันกงกงกำลังยืนรออยู่แล้ว

“อันกงกงก็ขี้หวงเช่นกันสินะ”

“มิได้ขอรับ องค์ชายของบ่าวยังอายุน้อยอยู่เลย” อันกงกงก้มหน้าเล็กน้อย ในใจก็บ่นคุณชายหยกขาวตรงหน้าที่ชอบหลอกกินเต้าหู้องค์ชายของตนอยู่เสมอ แม้อย่างไรเสียองค์ชายใหญ่ก็ต้องเป็นของคุณชายลู่อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงแล้ว แต่อันกงกงก็รู้สึกเหมือนลูกหลานถูกเด็กหน้าเหม็นบางคนแย่งไปจากอกอยู่ดี

 

แม้เด็กหน้าเหม็นที่ว่าจะเป็นคุณชายจวนอัครเสนาบดี เป็นลูกศิษย์คนเดียวของฮ่องเต้เย่เทียนหลง คุณชายอันดับหนึ่งแห่งต้าเซี่ยก็เถอะ

 

“อืม...ไม่เป็นไรเพราะอีกไม่นาน ข้าจะทำให้เขาเป็นของข้าและจะหวงยิ่งกว่าที่พวกท่านเป็นเสียอีก” ลู่ถิงอวี่ยิ้มก่อนจะเดินออกจากตำหนักลั่วสุ่ย ทิ้งให้กงกงใหญ่ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจกับคุณชายที่รับมือยากเช่นนี้ พอเดินเข้าไปในห้องก็เห็นองค์ชายของตนนั้นกำลังหน้าแดงจัด กระพริบตาปริบๆ อย่างน่ารักน่าเอ็นดูอยู่บนเตียง 

 

อืม...ถ้าเป็นบ่าวก็จะหวงมากเช่นกันของรับ

องค์ชายใหญ่ของพวกเรางดงามขนาดนี้นี่นา!

 

..........

 

เพล้ง! เพล้ง!!

 

“ภาพพวกนี้นำไปเผาทิ้ง..ไม่สิเผาไม่ได้ ช่างเถิด!” ยามกลับมาถึงจวนสกุลฉิน ฉินเมิ่งโยนภาพวาดสองม้วนที่ได้มาจากองค์ชายใหญ่ลงพื้นอย่างไม่ใยดี มือข้างที่ถูกเล็บข่วนเอานั้นเป็นแผลจางๆ เขากวาดทำลายข้าวของบนโต๊ะอย่างไม่สบอารมณ์เพราะรู้สึกเก็บกดและอัดอั้นมาตั้งแต่ตอนอยู่ตำหนักจิ้งหยางแล้ว ยามเผชิญหน้ากับเย่ซืออวิ๋นก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอรมณ์มากขึ้น ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ทำอะไร และดูใสซื่อขนาดนั้นแท้ๆ 

“เด็กนั่นไม่ได้ความเอาเสียเลย!” ดูอ่อนแอ ไม่ค่อยเอาไหน และไม่มีความทะเยอทะยานแม้แต่น้อย น่ารำคาญยิ่งนัก!

“ข้าว่าที่เป็นเช่นนี้ก็จัดการไม่ยากนักหรอกขอรับ” ฉินเซ่าเจ๋อที่คิดอะไรบางอย่างอยู่เอ่ยกับบิดา “ชักจูงได้ง่าย”

ฉินเมิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างพยายามระงับสติอารมณ์ ปกติเขาเป็นคนใจเย็นอยู่เสมอ แต่ตั้งแต่ครั้งนั้นที่แผนการณ์ไม่ประสบความสำเร็จก็รู้สึกราวตนพ่ายแพ้ ราวต้องเจอกับบรรดาองค์ชายฉินเมิ่งเลยไม่ชอบใจ

 

เป็นแค่พวกเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแท้ๆ!

 

“ไฟไหม้เรือนหลังเล็กนั่นเกิดขึ้นได้อย่างไร! ไห่ฟงกำลังสืบอยู่ใช่หรือไม่!”

“ขอรับ”

“ช่างเถิด เจ้าให้คนพยายามระงับข่าวลือที่กำลังเกิดขึ้นกับสกุลเรา ส่วนเรื่องต้นตอไห่ฟงย่อมจัดการได้”

“เรื่ององค์ชายใหญ่ค่อยลงมือยังไม่สาย ตอนนี้คงต้องจัดการเรื่องเข้าไปราชสำนักของคนสกุลเราเสียก่อน”

“ใช่...อีกสองวันจะมีงานเลี้ยงของเหล่าบัณฑิต ข้าและเจ้าจะไปร่วมงานนั้น” เพราะในอดตฉินเมิ่งเป็นอดีตราชครูที่บัณฑิตมากมายให้ความนับถือ ดังนั้นเพียงแค่มีข่าวว่าเขากลับเมืองหลวงบัตรเชิญก็ถูกส่งมาแล้ว

“ข้าอยากติดต่อกับคนสกุลจ้าว” ฉินเซาเจ๋อหรี่ตา ก่อนที่ฉินเมิ่งจะหัวเราะแผ่วเบาเมื่อรับรู้ว่าฉินเซ่าเจ๋อกำลังทำอะไร

“ได้...พาไห่ฟงไปด้วย หลังจากนั้นให้เขากับอาเจาเตรียมตัวสอบจ้วงหยวนในปีหน้า”

“ข้าทราบแล้ว...เช่นนั้นข้าขอไปเตรียมการ วันนี้ท่านพ่อเองก็พักผ่อนเถิดขอรับ” ฉินเซ่าเจ๋อขอลาออกจากห้อง 

“เซ่าเจ๋อ” ฉินเมิ่งเรียกไว้ทำให้ร่างสูงชะงักแต่มิได้หันกลับมา “เห็นเขาวันนี้แล้วคิดอยากครอบครองเป็นเจ้าของขึ้นมาบ้างแล้วหรือยัง?”

“ข้าคิดมาตลอด...เพียงแต่เขาไม่มีวันเป็นของข้า”

“เช่นนั้นก็ทำให้เป็นของเจ้าเสียสิ”

ฉินเซ่าเจ๋อมิได้ตอบอะไรเพียงเดินออกจากห้องบิดาไปด้านนอก ส่วนนายท่านผู้เฒ่าฉินนั้นก็หัวเราะแผ่วในลำคอ ดวงตาที่ผ่านกาลเวลามาไม่น้อยนั้นฉายประกายอำมหิต

 

ความรักทำให้คนเปลี่ยนแปลง...ถ้าหากรู้จักเล่นกับมันก็เป็นกับดักที่สามารถใช้ควบคุมบงการผู้คนได้เช่นกัน

ชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยเชื่อในความรัก แต่สามารถใช้มันให้เป็นประโยชน์ได้ 

หึ!

 

.............

 

ภายในจวนสกุลฉินที่เคยมืดสนิท ยามนี้เมื่อมีผู้พักอาศัยแล้วก็สว่างไสวมากขึ้น เงาสายหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วผ่านเหล่าผู้คุ้มกันรอบๆ ได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะเปิดหน้าต่างเรือนหนึ่งแล้วกระโดดผลุบเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว

เทียนในห้องนี้ดับไปหมดแล้วจดไม่เห็นอะไรเท่าไหร่นัก แต่เพราะประสาทสัมผัสที่แสนยอดเยี่ยมของเขาทำให้สามารถรับรู้ได้ว่ามีคนอยู่ เขาย่างก้าวไปในห้องนอน ก่อนจะหรี่ดวงตามองคนบนเตียง ยื่นมือออกไปเล็กน้อย

 

อั่ก!

 

พลันมือใหญ่ก็เอื้อมมากระชากมือของผู้บุกรุกยามวิกาล ก่อนจะทุ่มลงบนเตียงไม่หนักไม่เบานักแต่เรียกให้คนถูกทุ่มกระอักไม่น้อย จะตอบโต้ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่แหลมคมจ่ออยู่ที่คอเสียแล้ว!

“เฮ้! วิธีการต้อนรับแขกของเจ้าเป็นเช่นนี้หรือ? เสียทีที่เจ้าเป็นคุณชาย!”

“แขก? ข้าเห็นเพียงผู้บุรุกที่ไม่น่าไว้ใจเท่านั้น” 

“ข้ามีตรงไหนที่ไม่น่าไว้ใจ?” ผู้บุกรุกที่ว่าขมวดคิ้ว ยื่นฝ่าเท้าไปถีบอีกคนออกจากตัว “เกะกะน่ะ หนักก็หนักออกไปสักที!” 

แรงถีบหนักๆ นั่นทำให้เจ้าของห้องได้แต่ถอนหายใจแผ่ว เขามิได้จุดตะเกียงแต่แสงจันทร์ที่สาดส่องลอดผ่านช่องแสงในห้องก็ทำให้เห็นดวงตาเอือมระอาของฉินไห่ฟงชัดเจน

“ไม่ต้องมามองข้าเช่นนั้น เอาไป” ผู้บุกรุกส่งเสียงเหอะในลำคอโยนอะไรบางอย่างให้ฉินไห่ฟง เห็นใบหน้าเรียบนิ่งเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นไปอีก ดังนั้นเลยกระแทกฝ่ามือใส่ไปอย่างอันธพาล แต่ฉินไห่ฟงก็เอียงหลบได้แล้วดีดอะไรบางอย่างกลับไปกระแทกหน้าผากอีกฝ่าย

“เจ้า!”

หยกสีแดงเข้มดุจสีของโลหิตตกกระทบพื้น แม้จะเป็นยามราตรีกาลที่แสงไฟสลัวแต่ตัวหยกก็ยังส่องประกายงดงาม...นี่เป็นหยกที่ฉินไห่ฟงเก็บได้ในเรือนที่ไฟไหม้หลังนั้น

 

หยกที่เป็นสัญลักษณ์ของพรรคเพลิงสุริยา พรรคมารอันดับหนึ่งในยุทธภพ

 

“ข้าคืนให้”

“เหอะ! ข้ายังมีอีกเยอะ”

“เจ้าจงใจ?” จงใจทิ้งหยกไว้ราวจะบอกให้รู้ว่าตนเองเป็นคนทำ

“เช่นนั้นหรือ? ถ้าเจ้าคิดเช่นนั้นก็คงเป็นเช่นนั้น” วาจาของผู้บุกรุกนั้นยียวนยิ่งนัก ไม่พอเจ้าตัวยังยักไหล่อย่างจงใจกวนโมโหด้วย เพียงแต่ฉินไห่ฟงมองอีกฝ่ายนิ่งๆ จนคนกวนโทโสผู้อื่นได้แต่ส่งเสียงเหอะอย่างขัดใจ “คุยกับเจ้าแล้วข้าหงุดหงิดทุกที อย่าลืมจ่ายค่าจ้างข้ามาด้วยเล่า วิธีเดิม...ข้าไปแล้ว!”

ฉินไห่ฟงมองคนที่บอกว่าไปแล้วก็ไปจริงๆ แถมก่อนไปเจ้าตัวยังโจมตีฉินไห่ฟงอีกหนึ่งฝ่ามือด้วย...คุณชายคนสำคัญของสกุลฉินออกไปยืนริมหน้าต่าง ในดวงตาที่เคยนิ่งเฉยเต็มไปด้วยความหน่ายใจกึ่งระอาใจกับคนที่จะมาก็มาจะไปก็ไป ไม่สนใจใดๆ ทั้งสิ้นคนนั้น...

แสงจันทร์เลือนรางสาดส่องให้เห็นเพียงชายอาภรณ์สีแดงดุจเพลิงที่ส่องสว่างท่ามกลางราตรีกาล ก่อนจะหายลับไปเมื่อแสงจันทร์โดนเมฆบดบัง

ฉินไฟ่ฟงปิดหน้าต่างลง มองของที่ถูกโยนมาให้ส่งๆ มันเป็นเพียงแผ่นกระดาษเล็กๆ แผ่นเดียวเท่านั้น มุมปากยกยิ้มจาง...สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังเริ่มพัดมา และเขาเองก็หวังว่าจะเป็นสายลมที่ดี

 

...............

 

ในราตรีนั้นก่อนล้มตัวลงนอนเหล่าผู้คนมากมายมีเรื่องให้ต้องทำ บางคนครุ่นคิดเพื่อตนเอง บางคนเพื่อก็วางแผนเพื่อผู้อื่น บางคนก็กำลังล้อมวงกินหม้อไฟอันแสนอร่อยและสุรารสเลิศกับน้องชายและสหาย บางคนอิงแอบในอ้อมแขนของคนที่รัก ในเมืองหลวงฝูหยางที่เคยเงียบสงบสุขมาเนิ่นนานเองก็กำลังจะเปลี่ยนแปลงเองเช่นกัน

 

อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ไม่มีใครกำหนดได้

 

เหมันต์ฤดูอันหนาวเหน็บกำลังจะสิ้นสุดลง ฤดูใบไม้ผลิที่แสนอบอุ่นกำลังจะเคลื่อนผ่านมาเยือน พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่มิรู้ว่าจะดีหรือร้ายกำลังมาเยือน

 

ทุกสรรพสิ่งมีวันต้องเติบโต...เติบใหญ่ขึ้น

และก้าวเดินไปบนเส้นทางของชีวิตต่อไปเรื่อยๆ...ประสบการณ์ที่ผันผ่านจะทำให้ทุกย่างก้าวนั้นมั่นคงมากยิ่งขึ้น

 

ก้าวเดินเพื่อคนสำคัญ เพื่อผู้อื่น

และเพื่อตนเอง...

 

จบภาคหนึ่ง

………

 

สรุปแล้ว…ตอนนี้ก็เกิน 50,000 ตัวอักษรจนได้ค่ะ 555 เลยต้องตัดตอนที่ท่านลู่จิงไปตำหนักจิ้งหยางแล้วถูกฝ่าบาทหาเรื่องลงโทษกับตอนองค์ชายใหญ่ไปกินอาหารที่ตำหนักองค์ชายรองออก เดี๋ยวเราจะเอามาเป็นตอนพิเศษให้นะคะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเขียนฉากนั้นไปด้วยดีกว่า หาเรื่องลงโทษทั้งทีนี่เนอะ ^_^ ส่วนเด็กๆ ยังเขียนไม่ได้ค่ะเพราะน้องๆ ยังเด็กอยู่ 555 

ที่จริงอยากให้น้องป่วนกว่านี้ แต่เอาแค่นี้ก่อนนี่แค่น้ำจิ้ม น้องกำลังวางแผนเป็นหลานชายผู้น่ารักอยู่ค่ะ ^_^ 

ส่วนภาคสองนั้น คาดว่าตอนแรกเราคงเริ่มเอามาลงวันที่ 15 ตุลานะคะ สอบเสร็จพอดี ระหว่างนั้นอาจจะเอาตอนพิเศษมาลงก่อนสักตอนสองตอน และจะค่อยๆ ทยอยแก้คำผิดค่ะ

อย่างที่เราตั้งใจไว้ว่านิยายเรื่องนี้จะมีสองภาค ภาคแรกเป็นภาคยามวัยเยาว์ปูพื้นความสัมพันธ์ของน้องและคนอื่นๆ เราอยากเขียนใหุ้กคนค่อยๆ เติบโตไปพร้อมๆ กัน ส่วนอีกภาคเป็นตอนเติบโต ปมทั้งหมดและทุกอย่างจะคลี่คลายในภาคสองค่ะ  

 

อย่าลืมดูแลตัวเองและรักษาสุขภาพกันนะคะ

สำหรับวันนี้ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่ะ ^_^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.364K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,280 ความคิดเห็น

  1. #4135 Choikim Hanna (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 17:08
    สนุกมากเลยค่ะ 👍👍👍👍
    #4,135
    0
  2. #3763 maemond (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 20:42
    ลงเรือค่ะ
    #3,763
    0
  3. #3720 ท่านเรย์อิจิโร่ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 มีนาคม 2564 / 23:13
    ขอให้ฉินไห่ฟงเป็นเด็กดี;-;
    #3,720
    0
  4. #3665 SONE07 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 / 07:20
    ตระกูลฉินนี่คือที่สุดของความเลวจริงๆแต่คนที่มาหาฉินไห่ฟงใช่ประมุขน้อยเนี่ยมั้ย ชั้นว่าคู่นี้นี่แหละ
    #3,665
    0
  5. #3189 Kamobee (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:22

    ชอบมากค่ะ รักเลย
    #3,189
    0
  6. #3185 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 / 15:33
    น้องสู้ๆค้าบ//หอมหัว สิ่งหนึ่งเลยที่ตระกูลฉินดูถูกเกินไปก็คือน้องนี่แหละ จะทำแผนพังหมด ฮึๆๆๆ
    #3,185
    0
  7. #3006 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 15:29
    น้องป่วนได้น่ารักมากกก สู้ต่อไปต้าวน่ารักกกกกก จบภาคหนึ่งแล้วและรอภาคสองจ้าาาาาาาา
    #3,006
    0
  8. #2462 sudarat30876 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 18:40
    พวกคนแก่ๆของตระกูลฉินก็หลงไหลอำนาจที่ไม่ใช่ของตน แต่พวกหลานๆกลับไม่อยากได้อำนาจพวกนั้น ชาตินี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่เหมือนชาติก่อนที่ต้องสิ้นตระกูลฉิน สูญเสียองค์ชายใหญ่แน่ๆ ขอให้สายลมที่เปลี่ยนไปนั้น เป็นสายลมที่ดีด้วยเถอะ ไม่อยากให้ยัยน้องซื่ออวิ๋นต้องเจ็บปวดอะไรอีกแล้ว อยากให้น้องได้มีความสุขแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ
    #2,462
    0
  9. #2395 jeeka (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 09:33
    สนุกมาก ชอบดูตอนน้องป่วนคนอะ แต่ทำไมรู้สึกเหม็นหน้าคุณชายลู่ไม่รุ หวงน้อง
    #2,395
    0
  10. #2393 Lookpat1654 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2563 / 17:17
    ขอถามนิดนึงค่ะ ฉินไห่ฟงเป็นหลานที่เกิดจากลูกชาย ต้องเรียกฉินเมิ่งกับฮูหยินเฒ่า ว่าท่านปู่ท่านย่า ไม่ใช่หรอคะ ท่านตาท่ายายคือหลานที่เกิดจากลูกสาวรึป่าว แค่อ่านแล้วมันขัดๆนิดนึงมาหลายตอนแล้ว เลยลองถามดูค่ะ
    #สนุกมากค่ะ 😊💙
    #2,393
    0
  11. #2346 zenandzun (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2563 / 00:04
    สนุกมากๆเลยค่ะ อ่านรวดเดียวเลยค่ะ
    #2,346
    0
  12. #2287 Padazzaaar (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 10:49
    จบภาค1แล้ววว สนุกมากเลยยยย
    #2,287
    0
  13. #2205 Cho_aim (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 12:25
    สนุกมากๆค่ะ รอติดตามต่อไปค่ะ
    #2,205
    0
  14. #2062 ay_ben (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 17:48
    เขียนดีมากๆเลยเราชอบ หวังว่าจะมีนส.ในอนาคตนะ
    #2,062
    0
  15. #2013 The Sky 9096 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 11:18
    กลิ่นความรักลอยมาหรือเปล่า
    #2,013
    0
  16. #1862 khunsom08 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 08:13
    เก่งมาก
    #1,862
    0
  17. #1836 CUTE_VILLAIN (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 23:12
    โอ้พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก
    #1,836
    0
  18. #1828 smile_2543 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 16:45
    นี่รู้สึกว่าปมนายเอกไม่ใช่ปมสำคัญของเรื่องเลยอะ คือตามอ่านเพราะอยากรู้ว่าใครฆ่านางจนถึงตอนนี้ไม่เห็นเกี่ยวกับคำโปรยเลย แต่จะรอตามอ่านนะเพราะเชื่อว่าไรท์ต้องคิดมาดีแล้วแหละ
    #1,828
    0
  19. #1782 sm37an2j (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 01:45
    สนุกมาก
    #1,782
    0
  20. #1781 Avista (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 00:32
    ต่อไปคือเดือดแน่ๆฟาดฟันกันสุด
    #1,781
    0
  21. #1722 mmmtsnn (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 04:06
    สนุกมากกกดีใจที่ได้พบเจอเรื่องนี้นะเจ้าคะ
    #1,722
    0
  22. #1663 sakura17 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2563 / 00:09
    ประมุขเนี่ยกับไห่ฟงจริงด้วย ตีกันเป็นคู่กัดเลย น่ารัก5555 ถ้าประมุขเนี่ยยอมทำงานให้ไห่ฟงจริงแสดงว่าไห่ฟงก็อยู่ฝั่งซืออวิ๋นสินะ ดีใจTT

    เซ่าเจ๋อเหมือนนางจะเอะใจอะไรเลย
    ถิงอวี่เจ้าเล่ห์มาก ตัวเองหอมซืออวิ๋นไม่ได้เลยให้ซืออวิ๋นหอมตัวเองซะเลย5555
    #1,663
    0
  23. #1603 Pugkard Piyamaporn (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2563 / 12:22
    สนุกมากๆเลยยย
    #1,603
    0
  24. #1601 Hibiki10 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2563 / 06:22
    สนุกมากมาย นิยายน้ำดีจริงๆ ชอบทุกอย่างที่คุณไรท์ถ่ายทอดออกมาเลย คู่พ่อคู่ลูกล้วนดีงามทั้งสิ้น ติดตามต่อภาคสอง และขอร่วมเดินทางไปกับพวกเขาจนสุดทางเลยค่ะ
    #1,601
    0
  25. #1592 Lisaisverycutie (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2563 / 15:52
    รอเลยค่าาาา
    #1,592
    0