ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 26 : 二十四 ขอต้อนรับสู่เมืองหลวง! (一 )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20,996
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,088 ครั้ง
    28 ก.ย. 63

二十四 

ขอต้อนรับสู่เมืองหลวง! 

 

 

“เสี่ยวอวิ๋น...ความจริงแล้ว...ข้าไม่ใช่บิดาของเจ้า”

เมื่อสิ้นประโยคนั้นเย่เทียนหลงก็รับรู้ได้ว่าร่างในอ้อมแขนของเขานั้นสั่นและเกร็งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ได้ยินเสียงสะอื้นขึ้นจมูกเบาๆ พระทัยที่เคยแกร่งกล้าก็สั่นไหวและเจ็บปวดยิ่งนัก ถ้าหากเป็นไปได้เขาก็อยากให้ความจริงนี้กลายเป็นความลับไปตลอดกาล ไม่อยากให้เจ้าตัวน้อยรับรู้

 

เพราะมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะต้องเสียใจ...

แต่เขาก็คิดอย่างที่ลู่ถิงอวี่เคยพูด ว่าการได้รู้เรื่องนี้จากปากของเขาดีกว่าได้รู้จากปากของคนอื่น

 

“ลูก...กระหม่อม...ข้า...” เย่ซืออวิ๋นเสียงสั่นไม่รู้ว่าควรแทนตัวเองว่าอย่างไรดี เขาสับสนไปหมด แม้จะสงสัยอยู่แล้ว...และหาคำตอบจนเจอแต่เขาก็ไม่กล้าที่จะถามออกไป

 

เขากลัว...

 

“เรียกอย่างที่เจ้าเคยเรียกมาเสมอ ข้าเป็นบิดาของเจ้า” เย่เทียนหลงได้ยินคำเรียกขานที่เปลี่ยนไปเขาก็เจ็บปวดราวมีเข็มนับร้อยมาทิ่มแทง “เป็นเสด็จพ่อของเจ้านะเจ้าตัวน้อย”

เย่ซืออวิ๋นป้ายน้ำตาป้อยๆ “ลูก...ยังเรียกเสด็จพ่อว่าเสด็จพ่อได้หรือพ่ะย่ะค่ะ”

 

ในเมื่อพวกเราหาได้มีสายเลือดเดียวกันแม้แต่น้อย

 

“เจ้าเป็นบุตรชายของข้าเย่เทียนหลงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” สุรเสียงทุ้มรับสั่งอย่างหนักแน่นยิ่งทำให้เย่ซืออวิ๋นขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีก น้ำตาไหลลงมาราวสายฝน “สายเลือดสำคัญนักหรือ”

“ไม่พ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้ารัวเสียงขึ้นจมูก “ไม่เลยสักนิด”

“เจ้าตัวน้อย...ข้าน่ะนะรักและเป็นห่วงเจ้ายิ่งกว่าพี่น้องของเจ้าเสียอีก เรียกได้ว่าลำเอียงที่สุด หวงเจ้าที่สุดจนบรรดาน้องชายของเจ้าค่อนขอดว่าข้าใจแคบอยู่เสมอ”

 

ที่แท้เสด็จพ่อก็ทรงทราบว่าทุกคนชอบบอกว่าพระองค์ใจแคบด้วย...

 

เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโตๆ มองพระบิดา เปลี่ยนท่านั่งเป็นหันหน้าหาฮ่องเต้เย่เทียนหลง เพื่อที่จะสามารถสบตาและพูดคุยกันได้...ยามสนทนากันการได้สบตากันนั้นจะทำให้รับรู้อารมณ์และความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่พอฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่เห็นขอบตาแดงๆ จมูกแดงเรื่อ และใบหน้าน่าเอ็นดูที่เปื้อนคราบน้ำตานั่นก็รู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมา

“อย่าร้องไห้เลยเจ้าตัวน้อย...ถ้าขืนเจ้าร้องไห้อีกข้าจะให้คนไปลากเจ้าลู่ถิงอวี่นั่นมาโบยแล้วนะ”

เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะย่นจมูก “เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ลูกร้องไห้มิได้เกี่ยวข้องกับถิงอวี่เลย พระองค์จะพาลไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”

“อ้อ...ข้าก็พาลเช่นนี้ล่ะ ถ้าเจ้าร้องไห้อีกข้าจะทำจริงๆ แล้ว” โอรสมังกรขู่อย่างเอาแต่พระทัย ทำให้เย่ซืออวิ๋นเรียกน้ำตาของตัวเองกลับไปแทบจะทันที...ไหนเลยจะปล่อยให้ถิงอวี่โดนโบยได้เล่า

“ลูกน่ะ...สงสัยอยู่บ้าง เพราะว่าใบหน้าของลูกไม่คล้ายคลึงน้องชาย ไม่คล้ายคลึงเสด็จพ่อหรือใครๆ เลย อีกทั้งทุกคนก็ยังสูงกว่าลูกทั้งนั้น” พอพูดถึงเรื่องนี้เย่ซืออวิ๋นก็เบ้ปากเล็กน้อย เขาน่ะสูงน้อยกว่าน้องชายทุกคนตั้งเยอะ พยายามฝึกวรยุทธ์ก็สูงได้ไม่เท่า เย่เทียนหลงเห็นเจ้าตัวน้อยติดใจเรื่องเล็กๆ เขาก็กลั้นยิ้ม

“อีกทั้งน้องๆ ทุกคนก็มักย้ำอยู่เสมอว่าลูกเป็นคนสกุลเย่ นี่ทำให้ลูกสงสัยอีก พอเก็บข้อสงสัยหลายอย่างมารวมกัน...อีกทั้งในจดหมายของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยก็บอกใบ้เอาไว้บ้าง ลูกก็เลยมั่นใจ...”

“หืม? ฉางเล่อทิ้งจดหมายไว้ให้เจ้าด้วยเหรอ?”

“เอ่อ...พ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นเกาแก้ม “หลายปีก่อนลูกไปรื้อค้นสมบัติของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยก็เลยเจอจดหมายที่เสด็จแม่เขียนทิ้งไว้ให้พ่ะย่ะค่ะ บอกเล่าเรื่องสมัยก่อนรวมถึงเรื่องของสกุลฉินด้วย เสด็จแม่เขียนถึงลูกว่าพระนางไม่ได้มีสายเลือดของสกุลฉิน เป็นบุตรบุญธรรมที่สกุลฉินรับมาเลี้ยงเพราะนางน่ะงดงามเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า”

เย่เทียนหลงถอนหายใจ...ขนาดยามจากไปแล้วฉางเล่อยังชมตนเองว่างามที่สุดได้อยู่อีก

“เสด็จแม่บอกหลายอย่างให้ลูกรู้...แล้วก็บอกว่าถ้าหากลูกสวมกวานเรียบร้อย ถ้าหากอยากเอาจดหมายนี้ให้เสด็จพ่อ ฮองเฮาหรือว่านกุ้ยเฟยอ่านก็ได้ เพราะพระนางก็มีเรื่องที่อยากบอกกับทั้งสามพระองค์อยู่” 

“อืม...เช่นนั้นถ้าหากเจ้าสวมกวานแล้วก็ค่อยเอามาให้ข้าอ่านก็แล้วกัน”

“ลูกสงสัยความจริงเรื่องที่ไม่ใช่บุตรของเสด็จพ่อ แต่ตอนนั้นลูกก็คิดว่าช่างมันเถอะ ไม่ใช่แล้วอย่างไร...ที่ผ่านมาเสด็จพ่อปฏิบัติกับลูกเหมือนน้องชายทุกคน ความผูกพันหลายปีของพวกเราไม่ใช่ของปลอม มันแน่นแฟ้นขึ้นตามกาลเวลา ลูกมีความสุขมากที่ได้อยู่ร่วมกับทุกคน ได้ใช้เวลาด้วยกันกับทุกคน...ดังนั้น..ดังนั้น...ต่อให้ไม่มีสายเลือดเดียวกัน...มันก็ไม่สำคัญอะไรเลย”

“ใช่...มันไม่ได้สำคัญอะไรเลย” เย่เทียนหลงกอดเจ้าตัวน้อยไว้แน่น “เสี่ยวอวิ๋น...พันธนาการที่แน่นหนาที่สุดในโลกนี้หาได้เป็นพันธนาการของสายเลือด คนที่มีสายเลือดเดียวกันเข่นฆ่ากันเป็นธรรมดาก็มีให้เห็นอยู่เสมอ ทั้งเพื่ออำนาจเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ข้าไม่อยากพูดเท่าไหร่...แต่สกุลฉินก็เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจน” 

เย่ซืออวิ๋นเม้มปาก...ชาติก่อนเขาเองก็รู้เพราะตนเองก็เป็นตัวหมากที่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจ

“แล้วเช่นนั้น...สิ่งใดที่สำคัญกว่าสายเลือดหรือพ่ะย่ะค่ะ” ดวงตากลมโตใสซื่อช้อนมองพระบิดาแป๋วราวจะถามคำตอบที่ถูกต้อง

 

“หัวใจและความผูกพัน”

 

ขอบตาขององค์ชายใหญ่ร้อนผ่าวอีกรอบยามได้ยินคำตอบจากพระบิดา หัวใจที่เคยเจ็บปวดเพราะเรื่องนี้จากทั้งในชาติก่อนและชาตินี้ราวได้รับการปลอบประโลม ความอบอุ่นแทรกผ่านไปทั่วร่างตราลงบนกระดูกและหัวใจ

 

ใช่...ตราบใดที่หัวใจยังคงเชื่อมั่นในความรู้สึกของตน

ตราบใดที่ความผูกพันนั้นแน่นแฟ้นไม่มีวันสั่นคลอน

 

ไม่ว่าว่าจะมีสายเลือดเดียวกันหรือไม่นั้น...ก็เทียบกันไม่ได้เลย

 

น้ำตาที่กำลังจะไหลนั้นถูกมืเรียวป้ายออกเมื่อเห็นพระเนตรที่หรี่ลงของพระบิดา...ไม่ได้ เขาจะร้องไห้ไม่ได้ ถ้าขืนเขาร้องไห้ประเดี๋ยวถิงอวี่จะถูกโบยเป็นแน่ เสด็จพ่อน่ะทำอย่างที่ตรัสออกมาเสมอนั่นล่ะ แต่ครั้งนี้คงจะรวมที่หมั่นไส้ถิงอวี่ไปด้วยแน่ๆ

ชาติก่อนถ้าหากเขาไม่วางตัวห่างเหิน ไม่เชื่อคนผิด และกล้าที่จะยื่นมือออกมาสัมผัสกับความอบอุ่นนี้ อาจจะไม่ต้องโดดเดี่ยวและต้องตายไปเช่นนั้นก็ได้...

“เจ้าเป็นคนสกุลเย่ ชื่อของเจ้าบันทึกอยู่ในธรรมเนียบของสกุล บันทึกอยู่ในธรรมเนียบของราชวงศ์...เจ้าเป็นองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ย เป็นบุตรชายของข้าเย่เทียนหลง พี่ชายขององค์ชายทุกพระองค์” สุรเสียงทุ้มของเขาราวกับกับลังตรัสร่างราชโองการออกมา เย่ซืออวิ๋นอยากร้องไห้แต่เขาไม่กล้าร้อง สุดท้ายก็เลยทำได้เพียงยิ้มอย่างน่าตลกออกมา จนเย่เทียนหลงยื่นมือไปดึงแก้มเจ้าตัวน้อยของพระองค์อย่างขำขัน

 

นับว่าการเอาลู่ถิงอวี่มาขู่นั้นก็ไม่เลวเลย แม้จะทรงหมั่นไส้ที่เจ้าตัวมีอิทธิพลกับเจ้าตัวน้อยของพระองค์มากขนาดนี้ก็เถอะ

 

“เสด็จพ่อ” เย่ซืออวิ๋นกอดพระศอของพระบิดาไว้แน่น ซุกหล้าลงกับพระอังสากว้างข้างที่ไม่มีผ้าพันแผล เขาดีใจจนอยากไห้ออกมา ความรู้สึกหนักอึ้งที่ติดค้างอยู่ตั้งแต่ชาติก่อนราวจะจางหายไป อ้อมแขนและตัวตนของพระบิดานั้นหนักแน่นและยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าขุนเขา “ขอบ...ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”

เย่เทียนหลงลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ “ไม่ต้องขอบใจหรอกเจ้าตัวน้อย...แค่เจ้าอย่าร้องไห้อีกก็พอ”

“ร้องด้วยความดีใจก็ไม่ได้หรือพ่ะย่ะค่ะ?” เย่ซืออวิ๋นสูดน้ำมูกกับฉลองพระองค์โดยไม่สนใจว่าจะทำให้อาภรณ์ของฮ่องเต้เปื้อน 

 

อย่างไรเสียก็ไม่โดนดุหรอก

 

“อืม...ต้องดูๆ เป็นเรื่องๆ ไป”

“เสด็จพ่อ...ทรงเอาแต่พระทัย” เย่ซืออวิ๋นบ่นงึมงำแต่มีหรือที่เย่เทียนหลงจะไม่ได้ยิน เขาส่งเสียงหึในลำคอก่อนจะยีหัวเจ้าตัวน้อยจนยุ่ง

“ข้าก็นิสัยไม่ได้เช่นนี้ล่ะ”

“เสด็จพ่อ...”

สองพ่อลูกคู่นี้ราวกับมีเรื่องให้พูดคุยกันมากมาย พอเปิดใจกันแล้วเย่ซืออวิ๋นก็วางตัวสนิทสนมกันยิ่งกว่าเดิมเสียอีก องค์ชายใหญ่ออดอ้อนพระบิดาได้อย่างน่าเอ็นดูยิ่งนักจนเย่เทียนหลงแทบอยากจะยกทุกอย่างให้ตามที่บุตรชายคนนี้ต้องการเอาเสียเลย

“หืม?...นี่เจ้าไปสัญญาเช่นนั้นกับลู่ถิงอวี่หรือ?” เย่เทียนหลงที่นอนตะแคงเอามือเท้าศีรษะไว้ ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ข้างๆ พอฟังเรื่องที่แคว้นเว่ยและทะเลสาบกระจกเงาเขาก็สะดุดตรงที่เจ้าตัวน้อยบอกว่าสัญญาอะไรเอาไว้กับเจ้าตัวร้ายลู่ถิงอวี่นั่น

“ก็...ลูก...ลูกน่ะ”

“เหอะ เจ้าถูกคนเจ้าเล่ห์ร้ายกาจอย่างเจ้านั่นหลอกเอาแล้วเจ้าตัวน้อย ถ้าวันพิธีสวมกวานเจ้าใช้หยกที่เจ้านั่นมอบให้...ก็คล้ายกับรับหมั้นเจ้านั่นแล้วนะ” พระองค์ต้องเรียกลู่ถิงอวี่มาเค้นคอสักรอบแล้วกระมัง อยู่ดีๆ เหตุใดมาหลอกหมั้นบุตรชายคนอื่นเขาเช่นนี้ มันน่านัก!

 

เย่ซืออวิ๋นแก้มร้อนผ่าวแดงระเรื่อ...เขาก็รู้เช่นกันว่าการทำเช่นนั้นราวกับการรับของหมั้น

แต่...แต่ว่า...มันก็...

 

เห็นเจ้าตัวน้อยเขินอายจนใบหน้าแดงเรื่อไปหมดเช่นนั้นแล้วเย่เทียนหลงก็ถอนหายใจ “ชอบเจ้านั้น?”

“ลูก...”

“ลู่ถิงอวี่น่ะเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ นิสัยไม่ดี ใจแคบ มารยาเก่ง” เย่เทียนหลงเอ่ยถึงลูกศิษย์เพียงคนเดียวของตนด้วยวาจากล่าวหาได้นิ่งโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน “เจ้านั่นน่ะชอบเจ้า...สมองของเขาน่ะเหมือนมีไว้เพื่อเรื่องของเจ้าโดยเฉพาะ”

“เอ่อ...” เย่ซืออวิ๋นก็พอจะรับรู้ความรู้สึกของลู่ถิงอวี่ แต่เขาก็กลัวและไม่แน่ใจ ชาติก่อนตนน่ะชอบลู่ถิงอวี่มาก ไม่สิเขารักคุณชายหยกขาวผู้นั้น...แต่เพราะรักอย่างไม่ถูกวิธี ทำร้ายอีกฝ่าย ทำให้ลู่ถิงอวี่ตกต่ำ และเขาก็รู้ดีว่าลู่ถิงอวี่ไม่ได้รักตน...

วันนั้นก่อนที่เขาจะตาย...วันที่เขาทำเรื่องบางอย่างที่ไม่น่าให้อภัยลงไป ก่อนออกจากจวนเย่ซืออวิ๋นรวบรวมความกล้าของตัวเองถามคำถามหนึ่งกับลู่ถิงอวี่...แต่เขาก็ไม่ได้รับคำตอบกลับมา

 

‘ลู่ถิงอวี่...เจ้าเคยรักข้าบ้างหรือไม่...เคยรู้สึกดีกับข้าแม้สักเศษเสี้ยวหรือไม่’

 

เย่ซืออวิ๋นยังจำได้ติดว่าวันนั้นคนชุดขาวบนเตียงนิ่งเงียบไป มองเขานิ่ง คล้ายจะพูดแต่สุดท้ายก็ไม่พูดอะไร สำหรับเย่ซืออวิ๋นแล้วการเงียบของอีกฝ่ายก็เหมือนการปฏิเสธ

 

ไม่เคยรัก ไม่เคยรู้สึกดีด้วย

 

เย่ซืออวิ๋นเสียใจมากจนวิ่งออกมา ตอนแรกเขายังลังเลที่จะทำ สุดท้ายก็ตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยลงไป...สุดท้ายก็ถูกดาบแทงทะลุหัวใจ

เย่ซืออวิ๋นจำเรื่องราวในชาติก่อนได้เกือบหมดแล้ว ยกเว้นคนที่ฆ่าตนในชาติก่อน...และที่เขาจำลู่ถิงอวี่ตั้งแต่แวบแรกไม่ได้เหมือนตอนที่จำสามีหรืออนุคนอื่นก็อาจเป็นเพราะวันนั้นพวกเขาทะเลาะกันและเขาก็เสียใจมาก

 

เสียใจจนไม่อยากจดจำ...

แต่เพราะเขาสำคัญมากจนไม่อย่างอย่างไร...หัวใจก็ไม่เคยลืมเลือนอยู่ดี

 

พอมาชาตินี้สิ่งที่เขาโหยหา ลู่ถิงอวี่คนนั้นที่เขาชอบมาชอบเขา ก็เลยรู้สึกแปลกๆ และกังวลอยู่บ้าง...เขาไม่กล้าที่จะรัก เพราะความเจ็บปวดเรื่องของความรักในชาติก่อนสำหรับเขามันเจ็บยิ่งนัก 

แต่ชาตินี้พอเห็นความทุ่มเทและความพยายามของลู่ถิงอวี่ เห็นการทุ่มเทเอาใจใส่ที่เขามีให้ตน...หัวใจก็พาลหวั่นไหวทุกครั้ง อบอุ่นทุกครั้ง ยามที่สบกับดวงตาดอกท้อคู่สวยที่สะท้อนภาพของเขาอยู่ข้างในความอิ่มเอมหัวใจก็ท่วมท้นออกมาเสมอ

 

และปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึก...

เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ชาติภพจะเปลี่ยนผันอย่างไร

 

ลู่ถิงอวี่ก็ยังเป็นคนเดียวที่เย่ซืออวิ๋นรัก...

 

“ระวังเถิด...เจ้าน่ะจะถูกคนร้ายกาจบางคนหลอกกินจนมิเหลือแม้แต่กระดูก ขืนเป็นเช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ เจ้าก็เตรียมเห็นลู่ถิงอวี่ถูกข้ากับน้องชายเจ้าฆ่าเอาได้เลย”

“เสด็จพ่อ...อย่าทรงตรัสเรื่องโหดร้ายเช่นนี้กับถิงอวี่สิพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่ตีแขนพระบิดาเบาๆ ฮ่องเต้เย่เทียนหลงเลยดีดจมูกเจ้าตัวน้อยที่เข้าข้างคนอื่นทันที

“เจ้านะเจ้า เอาเถิดๆ ข้าเตือนไปอย่างไรเจ้าก็คงเชื่อว่าเจ้าลู่ถิงอวี่ของเจ้าน่ะอ่อนแอ บอบบาง น่าปกป้องอยู่ดี” บุตรชายของพระองค์เชื่อมาเช่นนี้ตั้งหลายปีแล้ว นั่นเพราะคนบางคนช่างมารยาสารไถยิ่งนัก ต่อให้คนอื่นพูดอย่างไรเจ้าตัวน้อยก็มีความคิดฝังหัวไปแล้ว แก้ไม่หายแล้ว

องค์ชายใหญ่ยิ้มแป้น แม้เขาจะรู้ว่าบางครั้งถิงอวี่น่ะแสร้งป่วย แต่พอเห็นอีกฝ่ายออดอ้อนก็พาลใจอ่อนเสมอ แล้วบุรุษผู้นั้นก็มิได้อ่อนแอเท่าไหร่นักหรอก...วรยุทธ์ก็เก่งกว่าเขา สมองก็ดีกว่าเขา 

 

แต่ช่วยไม่ได้ที่เย่ซืออวิ๋นสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะปกป้องลู่ถิงอวี่นี่นา

 

“พอสวมกวานแล้วลูกก็กับน้องรองก็ต้องย้ายไปตำหนักนอกวังสินะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยอย่างเหงาๆ ตามธรรมเนียมต้าเซี่ยแล้วองค์ชายที่อายุครบสิบห้าปีสวมกวานครั้งแรกแล้วนั้นนอกจากเข้าฟังการว่าราชการได้แล้วก็ต้องย้ายออกจากวังหลวงไปยังตำหนักนอกวังของตนเอง เขากับน้องรองน่ะเกิดปีเดียวกันดังนั้นก็ย้ายออกไปไล่เลี่ยหรือพร้อมกัน แต่น้องสามกับน้องสี่ยังคงต้องอยู่ในวังหลวง

 

พอคิดว่าจะไม่ได้เจอกันเหมือนเช่นที่ผ่านมามันก็รู้สึกเหงายิ่งนัก ทั้งน้องชาย ทั้งเสด็จพ่อ ฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย และคนอื่นๆ ด้วย 

ทั้งๆ ที่ชาติก่อนเขาน่ะยินดีที่จะได้ไปอยู่นอกวังมากแท้ๆ แต่พอชาตินี้กลับไม่อยากออกไปเสียได้

 

เพราะวังหลวงที่คนภายนอกต่างบอกว่าเป็นถ้ำเสือบึงพยัคฆ์ที่แสนเย็นชาแห่งนี้ สำหรับเย่ซืออวิ๋นแล้วเป็น ‘บ้าน’ ที่อบอุ่นอย่างที่ไม่เคยพานพบมาก่อน มีความทรงจำเกิดขึ้นมากมาย พอคิดว่าต้องจากไปอยู่ที่อื่นมันก็ช่วยไม่ได้ที่จะ...เหงา

“หืม? ย้ายอะไร? ข้าไม่เห็นรู้เรื่อง” ฮ่องเต้บางพระองค์ตีพระพักตร์นิ่งขรึม ทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้จนองค์ชายใหญ่อ้าปากค้าง “ตำหนักนอกวังของเจ้ายังไม่เรียบร้อย ตำหนักบูรพาของเย่เฟิงก็ด้วย คงต้องรออีกสักปีสองปีพวกเจ้าจึงจะย้ายออกไปได้”

เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ มองพระบิดาอย่างงงวงย... “นี่มันมิใช่...ผิดธรรมเนียมหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าเป็นฮ่องเต้ ข้านี่ล่ะธรรมเนียม” ฮ่องเต้ผู้เอาแต่พระทัยบางคนเอ่ยอย่างเป็นจริงจังที่สุด ตำหนักลั่งสุ่ยนอกวังของเจ้าตัวน้อยนั้นตั้งอยู่บนจุดทำเลที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองหลวง ซึ่งแน่นอนว่ามันใกล้มากกับจวนอัครเสนาบดี ขืนตนปล่อยเจ้าตัวน้อยออกไปยามนี้ก็เท่ากับให้ประโยชน์กับลู่ถิงอวี่น่ะสิ

 

เรื่องอะไรเย่เทียนหลงจะยอม

ให้เจ้าตัวน้อยเป็นเจ้าตัวน้อยของพระองค์อีกสักหลายๆ ปี ก่อนจะถูกเจ้าหน้าเหม็นนั่นแย่งไป

เรื่องนี้ฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยก็เห็นด้วยเรียบร้อย

 

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า เขาเองก็รู้สึกดีใจที่ได้อยู่กับทุกคนในวังต่อ แต่ว่า... “จะไม่มีใครทักท้วงหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“การจะตกแต่งตำหนักนอกวังต้องใช้เงินทองมากมาย ข้าไม่เก็บภาษีชาวบ้านมาใช้เรื่องส่วนตัว ถ้าพวกขุนนางหัวดื้อนั่นพูดมากก็ให้เขาควักจ่ายเองสิ” แม้ท้องพระคลังต้าเซี่ยจะได้มิได้ขัดสน ไม่สิ...ท้องพระคลังร่ำรวยมากด้วย อีกทั้งเย่เทียนหลงก็เป็นฮ่องเต้ที่กล่าวได้ว่าร่ำรวยมากพระองค์หนึ่งดังนั้นเขามิได้ลำบากเรื่องใช้เงิน เพียงแต่หาข้ออ้างไปเท่านั้น พอให้จับจ่ายเอง พวกขุนนางเหล่านั้นก็หุบปากกันสนิทแล้ว

องค์ชายใหญ่มองพระพักตร์ของเสด็จพ่อด้วยแววตานับถือยิ่ง...สมกับเป็นเสด็จพ่อจริงๆ เรื่องทุกอย่างดูง่ายดายไปเสียหมดเลย เย่เทียนหลงเห็นแววตาชื่นชมของบุตรชายก็รู้สึกภูมิใจขึ้นมาไม่น้อย ยื่นมือไปขยี้หัวเย่ซืออวิ๋นจนยุ่งกว่าเดิม

“เสด็จพ่อ...” เย่ซือวอิ๋นประท้วง แก้มพองลม “น้องรอง น้องสาม น้องสี่ และถิงอวี่คงไปพักผ่อนกันสินะพ่ะย่ะค่ะ” ทุกคนก็ควรพักผ่อนมากๆ จริงๆ นั่นล่ะ

“ก็บอกข้ากันเช่นนั้น แต่ข้าว่าคงไปตำหนักหย่งอวี้กระมัง”

เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโตเมื่อนึกขึ้นได้...ก็น้องสามน่ะใจร้อนที่สุดในหมู่พวกเขา เจ้าน้องชายนักเลงโตอาจจะถือดาบออกไปฆ่าคนสกุลฉินเอาก็ได้ พอคิดเช่นนี้เย่ซืออวิ๋นก็รีบผุดลุกขึ้นล้าวรีบก้าวลงจากเตียงทันที

“เสด็จพ่อ...ลูกขอทูลลาไปตำหนักหย่งอวี้ก่อนได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“อืม” เย่เทียนหลงพยักหน้า 

องค์ชายช้อนดวงตามองพระบิดาที่ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงดีๆ แล้ว ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกอดพระบิดาแนนแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อนที่ชวนให้คนฟังใจเหลว “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”

 

ขอบพระทัยที่ทรงรักและเอ็นดูราวบุตรชายแท้ๆ ของพระองค์

ทรงสั่งสอน มอบความกล้า เป็นขุนเขาที่พึ่งพิงให้กันมาเสมอ

ขอบพระทัยที่ไม่ทรงทอดทิ้งกัน...แม้จะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันเลย

 

เย่เทียนหลงยิ้มบาง ใบหน้าหล่อเหลาของโอรสสวรรค์ฉายแววละมุน “ข้าเป็นบิดาของเจ้า...ไหนเลยต้องกล่าวคำขอบคุณมากมาย”

“พ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ่นผละออกมา รู้สึกว่าขอบตาตัวเองร้อนผ่าวอีกแล้ว พอน้ำตาจะไหลก็เห็นพระเนตรคมดุมองมายิ้ม เขาก็รีบพยายามหยุดร้องทันที

 

ไม่ได้หรอก...ถ้าถิงอวี่ถูกโบยขึ้นมาเพราะตน เขาเองนี่ล่ะที่ต้องเจ็บปวดน่ะ

 

“เช่นนั้น...ลูกทูลลาก่อนพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อเองก็ทรงพักผ่อนเยอะๆ นะพ่ะย่ะค่ะ ถ้าพระองค์มิทรงพักผ่อนดีๆ ลูกจะทูลฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย จะบอกท่านอาจารย์ลู่ด้วย”

“ขู่ข้าหรือ?”

“ลูกมิกล้า”

“กล่ากว่าเจ้าก็หายากแล้วเจ้าตัวน้อย” เย่เทียนหลงส่ายหน้า มองคนที่วิ่งออกจากตำหนักจิ้งหยางไปตำหนักหย่งอวี้เพราะเป็นห่วงน้องชาย

“องค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ ฉลองพระบาท! องค์ชาย...เจ้ารีบวิ่งเอาฉลองพระบาทไปให้องค์ชายใหญ่ทรงสวมที เร็วๆ เลย” เกาจิ้นที่รอรับใช้อยู่ด้านนอกเห็นองค์ชายใหญ่วิ่งออกไปโดยไม่สวมรองเท้าก็เป็นห่วงยิ่งนัก ยิ่งพื้นเย็นๆ อยู่ด้วยประเดี๋ยวไม่สบายไปจะทำอย่างไร รีบคว้ารองเท้าใกล้ๆ แล้วยัดใส่มือองครักษ์ที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อนจะให้อีกฝ่ายเอารองเท้าไปให้องค์ชายใหญ่อย่างรวดเร็ว

เย่เทียนหลงส่ายหน้าระอา มองกงกงใหญ่ประจำตำหนักที่เดินกลับเข้ามาเตรียมน้ำชาและของว่างให้พระองค์...เกาจิ้นเองเป็นก็อีกคนที่รักและเป็นห่วงเจ้าตัวน้อยอย่างกับอะไรดี

“แม้นจะยังซุกซนอยู่บ้าง แต่กระหม่อมรู้สึกว่าองค์ชายทุกพระองค์เติบโตขึ้นมาอีกก้าวแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” เกาจิ้นวางชาลงข้างเตียงก่อนจะเอ่ยเบาๆ เย่เทียนหลงยิ้มจาง

“จริงอย่างที่เจ้าว่า”

 

แผ่นหลังของแต่ละคน...มั่นคงขึ้น เติบโตขึ้น

เมื่อผ่านความทุกข์ใจที่แสนสาหัสมาได้...นั่นจะเป็นอีกย่างก้าวหนึ่งของการเติบโต

 

“ท่านหัวหน้าหมอหลวงจัดยาไว้ให้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม...”

“เจ้าให้คนส่งยาสมุนไพรไปที่จวนอัครเสนาบดีที”

“กระหม่อมทราบแล้ว”

“ฝนหมึกให้ด้วยข้าจะร่างราชโองการ...อ้อ...ใช้เยอะหน่อยเล่า”

“พ่ะย่ะค่ะ”

 

ราชโองการฉบับแรกบังคับให้อัครเสนาบดีจอมดื้อดึงและชอบฝืนตัวเองบางคนลาพักงานสักหลายวัน ส่วนราชโองการอีกฉบับ...

 

ให้สกุลฉินทั้งหมดกลับเข้าเมืองหลวง!

 

.................

 

องค์ชายที่สวมรองเท้าที่องครักษ์ตำหนักจิ้งหยางนำมาให้เรียบร้อยก็วิ่งไปตำหนักหย่งอวี้อย่างรวดเร็ว เพราะนิสัยน้องสามของตนนั้นเป็นอย่างไรพวกเขารู้ดี...เจ้าตัวน่ะอารมณ์ร้อนเป็นนักเลงโตไม่ยอมเก็บความแค้นไว้โดยไม่เอาคืนหรอก

“แฮ่กๆ...” องค์ชายใหญ่หอบหายใจอยู่หน้าตำหนัก กงกงใหญ่ของตำหนักหย่งอวี้เห็นองค์ชายใหญ่ยืนหอบหายใจอยู่ก็รู้สึกสงสารยิ่งนัก รีบเชิญองค์ชายใหญ่เข้ามาภายในตำหนักทันที

“น้องสาม!” พอเข้ามาด้านในเย่ซืออวิ๋นก็ตรงดิ่งไปกอดน้องชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทันที “ห้ามไปตีกับผู้อื่นนะ!”

เย่เซียวที่ต้องรับร่างพี่ชายไว้แล้วก็ยังต้องใช้แรงกดเก้าอี้ไม่ให้หงายหลังไปเสียก่อนนั้นได้แต่ส่ายหน้าระอา...พี่ชายผู้นี้นี่อย่างไรกันพอตื่นขึ้นมาก็หาว่าเขาจะไปตีกับคนอื่นเสียได้ ดีนะที่เสด็จแม่ฮองเฮากับเสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟยเสด็จกลับไปแล้ว

“ท่านดีๆ หน่อย ประเดี๋ยวล้มลงแล้วจะเจ็บตัวอีก” เย่เซียวรีบส่งสายตาให้เย่เฟิงกับเย่หานมาพาพี่ใหญ่ออไปสักที แต่พี่น้องทั้งสองคนของเขากลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เสไปหยิบแก้วชามาดื่มกันเสี่ยได้ มีเพียงลู่ถิงอวี่ที่กลั้นยิ้มลุกขึ้นมาแตะไหล่ขององค์ชายใหญ่ที่กอดองค์ชายสามแน่นราวลูกลิงตัวน้อยเบาๆ

“ซืออวิ๋น”

ดวงตากลมโตหันมามองลู่ถิงอวี่ที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ พวงแก้มขาวแดงเรื่อขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุก่อนจะเอียงหน้าคล้ายจะถามลู่ถิงอวี่ว่ามีอะไรหรือ?

“มาดื่มชาก่อนเร็ว...เจ้าคงวิ่งมาจากตำหนักจิ้งหยาง เหนื่อยอยู่มิใช่หรือ” ลู่ถิงอวี่สังเกตเห็นตั้งแต่อีกฝ่ายเข้ามาในตำหนักจิ้งหยางแล้ว ตั้งแต่คนคนนี้ปรากฏตัวสายตาของลู่ถิงอวี่ก็ไม่เคยละไปไหนเลย

เย่ซืออวิ๋นผละจากร่างน้องสามวางมือของตัวเองลงนมือของลู่ถิงอวี่ปล่อยให้อีกฝ่ายจูงมือเขาไปนั่ง ก่อนคุณชายลู่จะชงชากาใหม่ให้เย่ซืออวิ๋นโดยเฉพาะ ท่วงท่ายามชงชาของลู่ถิงอวี่นั้นน่ามองมาก ราวกับเป็นงานศิลปะชั้นเลิศจนเย่ซืออวิ๋นรู้สึกอยากวาดภาพขึ้นมาทันทีเลย

“ดื่มชาก่อน” ชาสีเหลืองอ่อนกลิ่นหอมในแก้วกระเบื้องงดงามถูกผลักมาให้ พอเย่ซืออวิ๋นดื่มชาไปจนหมดแก้วก็รู้สึกสดชื่นขึ้น แล้วก็หันไปขึงตาโตๆ ใส่เย่เซียว

“น้องสาม เจ้าห้ามไปตีกับผู้อื่นโดยไม่คิดหน้าคิดหลังนะ”

“ข้าจะไปตีกับใครได้ ก็ยังนั่งอยู่มิใช่หรืออย่างไร” เย่เซียวส่ายหน้าระอา เสด็จแม่ฮองเฮา เสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟย พี่ชาย น้องชาย สหาย ต่างก็มาเฝ้าเพราะกลัวเขาจะไปตีผู้อื่น “นี่ในสายตาท่านข้าเป็นอย่างไรฮึ?”

“เจ้าเป็นนักเลงโต น้องสาม...อย่ามารังแกข้านะ” เย่ซืออวิ๋นลูบหน้าผากตัวเองที่น้องสามยื่นนิ้วมาดีดเบาๆ พลางหันไปฟ้องลู่ถิงอวี่กับเย่เฟิง น้องสี่น่ะเขาไม่ฟ้องหรอก 

 

เพราะถ้าหากน้องสามเป็นนักเลงโตน้องสี่ก็เป็นอันธพาลน้อย!

 

“เย่เซียว...อย่ารังแกพี่ใหญ่” เย่เฟิงปรามเบาๆ ส่วนลู่ถิงอวี่นั้นหรี่ตาลงยิ้มๆ ใช้ลมปราณเตะเก้าอี้ของเย่เซียวจนเจ้าตัวแทบจะล้มดีที่องค์ชายสามรู้ตัวเลยทรงตัวไว้ได้ทัน

“พูดคุยกับฝ่าบาทเรียบร้อยแล้วหรือ?” ลู่ถิงอวี่ถามขึ้นมาเบาๆ เพราะเขารู้สึกว่าความเศร้าและความกังวลบางอย่างที่รายล้อมรอบตัวซืออวิ๋นหายไปหมดแล้ว

“อื้อ!” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า ยิ้มหวาน “ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลแล้วล่ะ...เดิมทีข้าเองก็กลัวเกินไปที่ไม่ถาม ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรเลย”

ลู่ถิงอวี่ยื่นมือไปกุมมือขาวเรียวนั้นไว้เกลี่ยหลังมือเบาๆ ราวปลอบลูกแมวน้อย “นั่นเพราะทุกคสำคัญไม่ใช่หรือ...ซืออวิ๋นของข้าน่ะจิตใจดีเสมอ ไม่อยากทำให้คนสำคัญต้องเสียใจ...แต่ว่านะซืออวิ๋น คราวหลังเจ้าห้ามเก็บเรื่องไม่สบายใจไว้คนเดียวอีกนะ อย่าลืมสิ...ข้าอยู่ข้างเจ้า” น้ำเสียงไพเราะของลู่ถิงอวี่เอ่ยนุ่มนวล ท้ายประโยคนั้นหนักแน่นและจริงจัง ส่วนคนฟังอย่างเย่ซืออวิ๋นนั้นนอกจากแก้มร้อนผ่าวกว่าเดิมแล้วก็ยังรู้สึกอบอุ่นไปทั้งร่างด้วย แต่บรรดาน้องชายของพี่ใหญ่ที่ถูกคนเจ้าเล่ห์หว่านเสน่ห์นั้นพากันถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

 

เจ้าลู่ถิงอวี่เนี่ยไม่พลาดสักโอกาสที่จะได้เกี้ยวพี่ใหญ่เลย!

 

“ข้าก็อยู่ข้างพี่ใหญ่...พี่ใหญ่ท่านเป็นพี่ชายข้านะ อย่าลืมว่าท่านสกุลเย่ เป็นพี่ชายของข้าเย่หาน” องค์ชายสี่ปัดมือลู่ถิงอวี่ออก ก่อนจะเอามือพี่ชายมากุมไว้แทน เขาเองก็กลัวว่าถ้าหากวันใดวันหนึ่งพี่ใหญ่รู้ความจริงว่าพวกเขาไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันแล้วพี่ใหญ่จะเสียใจ แต่ก็รู้เช่นกันว่าพี่ชายคนนี้เข้มแข็งและแข็งแกร่งกว่าที่แสดงออกมาภายนอกมากนัก

“อื้ม!...ข้าเป็นคนสกุลเย่ น้องรอง น้องสาม น้องสี่เป็นน้องชายของข้า จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” ใบหน้างามแย้มยิ้มกว้างขวาง ดวงตากลมโตที่สุกสกาวดุจดวงดาราคู่นั้นดูเติบโตขึ้น ประกายตามั่นคงและแน่วแน่ขึ้นกว่าเดิม

“ข้าดีใจที่ได้ยินประโยคนี้” เย่เฟิงยิ้ม ความกังวลในใจของเขาสหายหายไปหมดแล้ว แม้พวกเขาไม่ได้พูดและไม่ได้ถามแต่พวกเขาก็พอจะรู้ว่าพี่ใหญ่กับเสด็จพ่อคุยอะไรกัน ในเมื่อสามารถจัดการปัญหาที่ค้างคาใจพวกเขาได้หมดแล้ว ดังนั้นต่อให้เป็นคำพูดของใคร...ไม่ว่าจะมีความจริงใดมายืนยัน

 

ก็มิสู้ความจริงที่หัวใจยอมรับ...

หาใช่สายเลือดเดียวกันแล้วอย่างไร...ความห่วงใย ความผูกพันและสายใยที่ก่อกำเนิดขึ้น

แน่นแฟ้นยิ่งกว่าพันธนาการแห่งสายเลือดทั้งมวล

 

“ในฐานะที่เป็นพี่ชายข้าน่ะนะ...อยากปกป้องพวกเจ้า เพราะเช่นนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นก็อย่าได้โทษตัวเอง พวกเจ้าหาได้อ่อนแอ แต่อย่าลืมว่าพวกเราอายุเพิ่งเท่าไหร่กันเอง แม้จะได้จัดการงานมากมายแต่พวกเรายังด้อยประสบการณ์กันนะ เทียบกับฝั่งนั้นที่อายุเยอะแล้วก็ย่อมต้องเสียเปรียบ...ดังนั้น...” เย่ซืออวิ๋นช้อนตามองทุกคนช้าๆ “ข้าไม่เป็นไรแล้ว...พวกเราผ่านมันไปด้วยกันแล้วนะ”

 

ผ่านมันไปด้วยกัน

ไม่ได้อยู่คนเดียว

 

ความอบอุ่นอ่อนโยนรายล้อมอยู่ในห้อง รอยยิ้มจางแต้มบนใบหน้าทุกคนรับกับคำพูดของเย่ซืออวิ๋นที่พูดออกมาเป็นอย่างดี

“เอาเถอะๆ พวกข้าเข้าใจแล้ว แต่ต่อให้เข้าใจอย่างไรก็ไม่ได้หมายความจะไม่เอาคืนคนสกุลฉินหรอกนะ”

“มิใช่แค่พวกเจ้าเสียหน่อย หนี้คราวนี้ข้าก็ไม่ยอมกล้ำกลืนหรอก!” เย่ซืออวิ๋นขึงตาโตๆ ของตัวเอง เม้มปากแน่นอย่างหงุดหงิดไม่น้อย แต่ดูอย่างไรก็ห่างไกลคำว่าน่ากลัว ทำเอาคนอื่นๆ ได้แต่หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้

“แฮ่ม...พี่ใหญ่ท่านจะไปตะกุยเล็บใส่พวกเขาหรืออย่างไรกัน?” เย่หานกลั้นหัวเราะ พี่ชายคนนี้นี่นะ...ขนาดจะโกรธผู้อื่นหน้ายังไม่ดุเลยแม้แต่น้อย

“ข้าไม่ใช่แมวนะน้องสี่!” คนถูกกล่าวหาว่าจะเอาเล็บไปตะกุยศัตรูนั้นเบ้ปาก ส่งสายตาหาลู่ถิงอวี่ คุณชายลู่เลยยืนมือไปตีเย่หานให้หนึ่งที

“ข้าเห็นด้วยกับน้องสี่ หรือท่านจะไปกัดเอา เขาว่าแมวน่ะนอกจากเล็บคมแล้วก็ยังเขี้ยวคมด้วยนี่?” เย่เซียวเลิกคิ้ว คราวนี้องค์ชายใหญ่ไม่ฟ้องลู่ถิงอวี่กับเย่เฟิงแล้ว ยื่นกำปั้นมาทุบน้องสามกับน้องสี่ปึกๆ เรียกเสียงหัวเราะกับน้องชายที่ชอบแหย่พี่ชายได้เป็นอย่างดี

“เลิกแกล้งพี่ใหญ่ได้แล้ว...พี่ใหญ่หิวหรือไม่ พวกเรามานานาหารด้วยกันดีกว่านะ” เย่เฟิงเปลี่ยนเรื่อง เพราะประเดี๋ยวเขากับถิงอวี่ได้ช่วยพี่ใหญ่ตีน้องสามกับน้องสี่แน่ๆ

พอพูดถึงของกินเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกว่าตัวเองหิวขึ้นมามากเหมือนกัน ท้องเขารองขึ้นมาบ้างแล้ว “ข้าอยากกินหม้อไฟ ให้คนไปเตรียมของได้หรือไม่ วันนี้เรากินกันที่ตำหนักหย่งอวี้นี่ล่ะ ข้าจะนอนที่นี่ด้วย”

 

พอพี่ใหญ่เขาออกปากเช่นนี้มีหรือคนอื่นจะปฏิเสธได้ ก็ล้วนต้องพยักหน้ารับคำกันทั้งนั้น

 

“แต่ข้าต้องกลับตำหนักลั่วสุ่ยก่อนนะ ข้าคิดถึงอันกงกง ขืนเขารู้ว่าข้ากลับมาจากแคว้นเว่ยแล้วไม่กลับตำหนักลั่วสุ่ยล่ะก็ได้ร้องไห้ใส่ข้าเป็นแน่”

“ข้าจะไปกับซืออวิ๋นเอง ถ้าอันกงกงดุเจ้าข้าจะได้ช่วยพูด” ลู่ถิงอวี่ยิ้ม ไหนๆ วันนี้ตอนก็ทูลฝ่าบาทแล้วว่าจะค้างตำหนักหย่งอวี้ อีกทั้งซืออวิ๋นก็มาค้างด้วยเขาก็ถือว่าไม่ผิดคำพูดตนเองกระมัง

“ถิงอวี่ดีกับข้าที่สุดเลย” เย่ซืออวิ๋นยิ้มแป้นให้คุณชายลู่

“พวกเจ้าอยู่เตรียมของอร่อยให้ซืออวิ๋นเถอะ ไม่ต้องไปด้วยหรอก” ลู่ถิงอวี่ลุกขึ้นก่อนจะส่งมือให้เย่ซืออวิ๋น สามพี่น้องได้แต่มองตามแผ่นหลังทั้งคู่อย่างระอาใจ แม้จะหมั่นไส้คนเจ้าเล่ห์บางคนแต่ก็เอาเถอะ พวกเขาเตรียมของกินไว้ให้พี่ใหญ่ดีกว่า ผ่านเรื่องเยอะมาขนาดนี้พี่ใหญ่ต้องหิวมากเป็นแน่ ขืนเตรียมไว้ไม่พอพวกเขาได้ถูกกำปั้นเล็กๆ นั่นฟาดเอาอีก

“พวกเจ้าสองคนควรคิดหาคำพูดดีๆ เอาไว้...เพราะกว่าพี่ใหญ่กับข้าจะได้ย้ายออกจากวังหลวงน่าจะอีกสองสามปีอยู่” เย่เฟิงมองน้องชายทั้งสองคน จากความหวงของบรรดาผู้มรงอำนาจในวังหลวงแล้วนั้นคาดว่าคงอีกสองสามปีนั่นล่ะถึงจะยอมปล่อยให้พี่ใหญ่ออกจากวังหลวง เสด็จพ่อย่อมมีข้ออ้างมากมายมารับมือพวกขุนนางหัวดื้อ ดังนั้นการที่น้องชายทั้งสองบอกว่าจะออกจากวังหลวงไปหลังเย่เฟิง พี่ใหญ่และถิงอวี่สวมกวานเรียบร้อยน่ะ...

 

พี่ใหญ่ได้เสียใจเป็นแน่...

 

“ข้าไม่ได้ออกไปนานแล้วก็ไปไกลเหมือนพี่สาม ไปๆ กลับๆ พี่ใหญ่คงอืม...ไม่ตีข้าหรอกกระมังนะ” เย่หานพยายามพูดให้ตัวเอง

“เหอะ” ส่วนเย่เซียวก็แค่นเสียง ก่อนที่พี่ใหญ่จะเข้ามาพวกเขาก็คุยกันถึงเรื่องต่อจากนี้ เย่เซียวตั้งใจจะไปชายแดนกับท่านลุงหยาง ส่วนน้องสี่ก็จะฝึกงานขององครักษ์ลับอย่างจริงจัง พี่รองกับถิงอวี่ก็คงถูกเสด็จพ่อและท่านอาจารย์เคี่ยวเข็ญอย่างหนักเป็นแน่

 

พวกเขาต้องเติบโต...

ความผิดพลาดครั้งนี้จะเป็นประสบการณ์ที่สำคัญ

 

อยากเข้มแข็งขึ้น แข็งแกร่งขึ้น จนมากพอที่จะสามารถปกป้องคนสำคัญของตัวไม่ให้ต้องเสียน้ำตาอีกเป็นครั้งที่สอง...

 

“พี่รองท่านต้องช่วยพวกข้าพูดเล่า” เย่เซียวรีบหันไปมองพี่ชายคนรองที่ถอนหายใจแผ่ว แต่ก็พยักหน้ารับโดยดี

“พี่ใหญ่เองก็มีสิ่งที่ต้องทำเพิ่มมากขึ้น เขาเสียใจแน่แต่พี่ใหญ่ก็เข้าใจ...เห็นเป็นลูกแมวน้อยเช่นนั้นพี่ใหญ่ของพวกเราก็เป็นผู้ใหญ่มากกว่าที่เห็นเสียอีก”

“ให้พี่ลู่ช่วยพูดอีกเสียง วาทศิลป์เป็นเลิศอยู่แล้วนี่” เย่หานว่า อีกทั้งพี่ใหญ่น่ะถ้าเป็นคำพูดของลู่ถิงอวี่ล่ะก็เชื่อไปแล้วมากกว่าครึ่ง เจ้านั่นถึงได้ใจเอาทุกวัน

“พี่รอง! ถ้าข้ากับน้องสี่ไม่อยู่ท่านต้องคอยกันถิงอวี่มิให้หลอกกินเต้าหู้พี่ใหญ่นะ ข้าไม่อยากร่วมงานมงคลของพี่ใหญ่เร็วเกินไป” แม้อย่างไรเสียพี่ใหญ่ก็หนีลู่ถิงอวี่ไม่พ้นแต่ก็ยืดเวลาให้ช้าลงอีกสักหน่อยก็ยังดี

“จริงด้วย! ข้าลืมไปเลย พี่รองท่านต้องระวังนะ!” เย่หานมองเย่เฟิงอย่างจริงจัง ส่วนองค์ชายรัชทายาทนั้นคลี่พัดในมือโบกเบาๆ พู่หยกโลหิตหงสาพลิ้วไหวตามแรงขยับมือดูงดงามยิ่งนัก

“อืม...ข้าเองก็ไม่อยากร่วมงานมงคลของพี่ใหญ่เร็วๆ นี้หรอก” เย่เฟิงคลี่ยิ้มอ่านยาก “เสด็จพ่อก็เช่นกัน”

 

ดังนั้นลู่ถิงอวี่...นับจากนี้ไปเจ้าหลอกกินเต้าหู้พี่ใหญ่ผู้อื่นไม่สะดวกนักหรอก...

 

………ต่อ…….

 

“สกุลฉินมีความดีความชอบช่วยเหลือบรรดาขุนนาง เปี่ยมด้วยคุณธรรม นายท่านสกุลฉินเป็นผู้ทรงปัญญามากความรู้ พระราชทานให้กลับไปยังเมืองหลวง ทั้งยังอนุญาตให้กลับไปยังคฤหาสน์เดิมที่เคยพักอาศัย วันที่ยี่สิบสองนี้เป็นฤกษ์งามยามดีให้ออกเดินทางได้ จบราชโองการ” ขงหยวนตัวแทนผู้อัญเชิญราชโองการยื่นม้วนราชโองการให้ฉินเมิงที่คุกเข่ารอรับราชโองการอยู่

 

ช่างเป็นราชการที่เรียบง่ายกระชับยิ่งนัก

 

“น้อมรับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ” เหล่าคนสกุลฉินทั้งหมดต่างขานรับอย่างปีติยินดีที่สามารถกลับไปยังเมืองหลวงได้ ตระกูลของพวกเขานั้นแต่เดิมก็ตั้งรกรากอยู่ในเมืองหลวงมาตลอด เพราะความผิดเล็กน้อยในอดีตพวกเขาเลยต้องย้ายออกมา น่าขายหน้ายิ่งนัก ตอนนี้พวกเขาสามารถเชิดหน้าชูตาได้แล้ว!

“ยินดีด้วย” ขงหยวนยิ้มให้ฉินเมิ่งที่ลุกขึ้นยืน แต่เขาก็ไม่ได้มีสีหน้าประจบยินดีดังนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุที่ฝ่าบาทให้เขาเป็นผู้อัญเชิญราชโองการมาแทนที่จะเป็นขุนนางคนอื่นที่เสนอตัวมาเอง เพราะต่างคิดว่าถ้าการกลับไปครั้งนี้ของสกุลฉินจะต้องได้รับเกียรติเหมือนเช่นในอดีตเป็นแน่...

“ข้าจะเป็นคนนำท่านกลับสู่เมืองหลวงเอง...ดังนั้นก่อนออกเดินทางคงต้องรบกวนท่านแล้ว”

“ไม่รบกวน” ฉินเมิ่งรีบส่งราชโองการให้ฉินเซ่าเจ๋อนำไปเก็บไว้ แล้วรีบสั่งให้สาวใช้ไปจัดห้องให้ขงหยวนอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่ผ่านการเวลามาอย่างยาวนานของฉินเมิ่งมองราชโองการสีทองม้วนนั้นด้วยสายตานิ่งเฉยแต่ในใจไม่สบอารมณ์เล็กน้อย เพราะถ้อยคำของเย่เทียนหลงนั้นเรียบง่ายเกินไป ราวกับการกลับสู่เมืองหลวงครั้งนี้ของสกุลฉินไม่สำคัญ เป็นเรื่องสามัญที่ไม่ต้องสนใจนัก 

แม้จะให้ขงหยวนที่เป็นขุนนางคนสำคัญของราชสำนักมาเป็นตัวแทนผู้อัญเชิญราชโองการดูจากภายนอกแล้วเป็นการให้เกียรติสกุลฉิน แต่ฉินเมิ่งเคยเป็นถึงขุนนางคนสำคัญของราชสำนัก เดิมทีต้องเป็นอัครเสนาบดีหรือเชื้อพระวงศ์ด้วยซ้ำที่ต้องมา เย่เทียนหลงไม่มีทางยอมให้ลู่จิ่งมาพวกเขาเข้าใจดี

 

นี่เท่ากับตบหน้าเขาชัดๆ เลยมิใช่หรอกหรือ!

 

“ข้าจะให้คนนำท่านและผู้ติดตามไปที่พัก ระหว่างนี้โปรดทำตัวตามสบายถ้าหากขาดเหลืออย่างไรขอให้บอกกล่าว”

“เกรงใจแล้ว เกรงใจแล้ว” ขงหยวนยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเดินไปที่พักของตนเอง ส่วนคนสกุลฉินนั้นร้อยกว่าชีวิตต่างดีอกดีใจและพูดคุยกันไม่หยุด

“เวลาสองวันจะพอให้ข้าตัดชุดใหม่ได้อย่างไรกัน ทำอย่างไรดี...ไม่ได้แล้วข้าต้องรีบไปบำรุงผิวพรรณ!”

“น้องสามข้าไปด้วย!”

“เหอะ ข้ายังต้องเขียนจดหมายบอกเล่าองค์ชายรัชทายาทเว่ยอีก เฮ้อ...”

“แยกย้ายกันไปจัดเตรียมของให้พร้อม พวกเราต้องรีบเร่งมือกันแล้ว”

“เจ้าค่ะฮูหยินใหญ่!”

“ท่านตา” ฉินฮวาซิงที่มิได้มีท่าทีตื่นเต้นดีใจเหมือนคนอื่นๆ นั้นเดินเข้ามาช่วยประคองฉินเมิ่งกลับเข้าไปด้านใน วันนี้นางสวมกระโปรงยาวและเสื้อแขนกว้างสีชมพูอ่อนปักลายดอกเหมยแดงงดงาม มวยผมรวบอย่างเรียบง่ายประดับเครื่องประดับอย่างพอเหมาะไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป ทุกท่วงท่าเปี่ยมด้วยกริยามารยาทที่ผ่านการบ่มเพาะมาอย่างดี

“ฮวาซิงไม่ดีใจที่จะได้ไปเมืองหลวงต้าเซี่ยเหมือนคนอื่นๆ เช่นนั้นหรือ?” ฉินเมิ่งยิ้มจางปล่อยให้หลายสาวคนโปรดช่วยประคองไป ด้านหลังของเขามีฉินไห่ฟงและคนรับใช้อีกสองสามคนเดินตามมา ฉินไห่ฟงก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีสีหน้าเรียบนิ่ง ราวกับการไปเมืองหลวงนั้นหาใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา

 

แต่นี่ก็เป็นนิสัยปกติของอีกฝ่ายอยู่แล้ว

 

“หลานดีใจเจ้าค่ะ เพียงแต่ไม่ได้ตื่นเต้นอย่างพี่ๆ น้องๆ คนอื่นๆ” ฉินฮวาซิงพาฉินเมิ่งเข้าไปยังห้องของเขา ก่อนจะนั่งลงและชงชาให้ “หลานเพิ่งเคยไปเมืองหลวงแคว้นต้าเซี่ยเป็นครั้งแรก อีกทั้งคราวนี้พวกเราก็ย้ายไปอยู่ที่นั่นถาวร...ท่านตาเจ้าคะ คฤหาสน์หลังเดิมนั้นเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ” ข้อมือขาวเรียวช่วยบีบนวดไหล่ของฉินเมิ่งให้ผ่อนคลาย เพราะแม้ท่านตาจะเป็นเสาหลักของสกุลฉินอย่างไรเสียก็อายุมากแล้ว ร่างกายย่อมร่วงโรยไปตามกาลเวลา

“คฤหาสน์หลังนั้นน่ะหรือ...” ฉินเมิ่งหรี่ตาลงเล็กน้อย “เป็นคฤหาสน์ที่อดีตฮ่องเต้พระองค์ก่อนโน้นเคยพระราชทานให้สกุลฉิน แต่เดิมเป็นพระตำหนักนอกวังสำหรับแปรพระราชฐานในช่วงฤดูร้อน แต่เปลี่ยนมาเรียกคฤหาสน์สกุลฉินแทน...และเป็นทรัพย์สมบัติของสกุลเราสืบมา”

พวกเขาทั้งหมดย้ายถิ่นฐานมาต่างแคว้นเดิมทีคิดว่าฮ่องเต้เย่เทียนหลงจะจัดการกับคฤหาสน์หลังนี้หรือไม่ก็ยึดมันไปเสียแล้ว แต่ไม่นึกว่ากลับมอบมันคืนให้พวกเขาอีก...

 

มิรู้ว่ามีแผนอันใด หรือเพียงต้องการรักษาภาพลักษณ์ฮ่องเต้ผู้ทรงคุณธรรมของตนกันแน่

 

“ฮวาซิงของตางดงามถึงเพียงนี้ เจ้าจะต้องได้ครองตำแหน่งสูงศักดิ์เป็นแน่”

ฉินฮวาซิงมิได้ชะงักมือแต่ดวงตาของนางกลับวูบไหวเล็กน้อย ฉินเมิ่งมิได้สังเกตแต่ฉินไห่ฟงกลับสังเกตเห็น เขาทำเพียงส่ายหน้าเบาๆ จนแทบไม่ขยับด้วยซ้ำถ้าหากไม่สังเกตเอา

“ท่านตา...จะให้หลานเข้าวังหรือเจ้าคะ?”

“ได้ยินมาว่าองค์ชายรัชทายาทกำลังจะสวมกวานในอีกไม่ช้านี้ ตำแหน่งคู่หมั้นว่าที่พระชายาก็ยังมิได้กำหนด...” ฉินเมิ่งหรี่ตาลงมองน้ำชาสีใสในมือ เขาเคยทำให้ฉินฉางเล่อเป็นกุ้ยเฟยได้เหตุใดจะทำให้หลานสาวของเขาเป็นว่าที่พระชายาขององค์ชายรัชทายาทไม่ได้

 

เขาเลี้ยงฉินฮวาซิงมาให้เพียบพร้อมไปทุกอย่าง...

นางจะเป็นอีกหนึ่งสะพานที่นำพาสกุลฉินไปสู่ความสำเร็จ

 

“เจ้าไม่ต้องกังวลอะไร ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เอง”

ฉินฮวาซิงหลุบตาลง นางเปลี่ยนมาทุบไหล่ฉินเมิ่งเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “หลานเชื่อฟังท่านตาเจ้าค่ะ”

ฉินเมิ่งหัวเราะสมใจ “เพราะอย่างนี้เจ้าถึงเป็นหลานรักของตา ไปเถิดไปบอกท่านยายของเจ้า นางจะช่วยเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องประดับของเจ้าให้อย่างสมเกียรติคุณหนูใหญ่ของสกุลฉิน”

 

ต้าเซี่ย...ข้ากลับไปครั้งนี้เพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่ของสกุลคืนมา! ความอัปยศในอดีตข้าจะล้างอายและนำพาสกุลเราให้รุ่งเรืองอย่างที่บรรพบุรุษพวกเราเคยทำ!

 

“เจ้าค่ะ” ฉินฮวาซิงย่อกายลงทำความเคารพฉินเมิ่งกับฉินไห่ฟงก่อนจะเดินออกจากห้องไป นางมิได้ไปเรือนของท่านยายทันทีแต่กลับเรือนฮวาซิงของตนเองก่อน นางเดินเข้าไปในห้องนอนดึงช่องลับที่อยู่ใต้เตียงออกมา มันเป็นม้วนภาพวาดที่สีค่อนข้างซีดเพราะผ่านกาลเวลามาไม่น้อย ยามที่มือขาวเรียวค่อยๆ คลี่ภาพนั้นออก...

 

สตรีเลอโฉมสะคราญงามล่มเมืองสวมใส่อาภรณ์แดงลากยาว

ดูมีเสน่ห์งดงามยั่วยวนราวนางปีศาจที่ล่อลวงผู้คน

 

เค้าโครงใบหน้านั้นไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ดวงตา ริมฝีปาก ล้วนพอเหมาะพอด เส้นผมสีดำยาวดุจเส้นไหมของนางแผ่สยายไร้เครื่องประดับใดๆ...เพราะมันไม่จำเป็นแม้แต่น้อย

 

เครื่องประดับใดก็งามสู้สตรีในภาพมิได้...

ข้างมุมภาพนั้นมีตัวอักษรที่เขียนไว้อย่างสวยงามไว้ว่า

 

‘มอบให้ฉางเล่อ’

 

ใช้แล้ว...สตรีในภาพนี้ก็คืออดีตฉินกุ้ยเฟยของฮ่องเต้เย่เทียนหลง...สตรีที่ทำให้สกุลฉินรุ่งเรืองเป็นสกุลอันดับหนึ่งในตอนนั้น...ฉินฉางเล่อ

 

ฉินฮวาซิงเจอภาพนี้อยู่ในห้องเก็บสมบัติของสกุล ม้วนภาพถูกวางทิ้งกับภาพโบราณล้ำค่าอื่นๆ อย่างไม่ให้ความใส่ใจหรือความสำคัญ แต่สำหรับนางแล้ว...สตรีคนนี้อาจเป็นคนที่เข้าใจนางที่สุด มากกว่ามารดาของนางเองด้วยซ้ำ

 

เพราะพวกนางทั้งสองมิชะตากรรมเหมือนกัน...

ถูกเลี้ยงมาเพื่อเป็นสะพานไปสู่อำนาจและความยิ่งใหญ่ของสกุล โดยที่ไม่ถามความเห็นหรือความต้องการของพวกนางแม้แต่น้อย

 

“เพียงแต่...ข้าไม่เหมือนท่านหรอกนะเจ้าคะท่านป้า” ใบหน้างามแย้มยิ้มจาง ขณะที่ม้วนภาพวาดเก็บเอาไว้ที่เดิม เพราะนางก็รู้ดีว่าคนสกุลฉินต่างไม่มีใครอยากพูดถึงสตรีนางนี้เท่าไหร่นัก โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่ที่เป็นสตรีด้วยกัน...เพราะพวกนางจะพากันริษยาไม่เลิกรา ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายก็ไม่อยู่แล้ว รวมถึงท่านแม่ของนางด้วย “ข้าจะไม่ยอม...เป็นตัวหมากของผู้ใดเด็ดขาด”

 

ชีวิตของนาง ชะตาของนาง อนาคตของนาง

เหตุใดต้องให้ใครมากำหนดด้วยเล่า

 

ฉินฮวาซิงเดินออกจากห้องของตัวเอง ระหว่างทางนางสวนกับฉินไห่ฟงที่เพิ่งกลับมาจากเรือนของฉินเมิ่งลูกพี่ลูกน้องทั้งสองสบตากันเล็กน้อย ก่อนที่ฉินฮวาซิงจะยิ้มบาง “พี่สามเพิ่งกลับจากเรือนของท่านตาหรือเจ้าคะ”

“อืม...”

“เช่นนั้นพี่สามก็ต้องกลับไปพักผ่อนเยอะๆ นะเจ้าคะ” ฉินฮวาซิงเอ่ยอย่างอ่อนหวาน นางเป็นน้องสาวที่แสนดีของบรรดาพี่ชาย เป็นพี่สาวที่มากความสามารถและอ่อนโยนของบรรดาน้องชาวน้องชาย เป็นหลานที่เชื่อฟังกริยามารยาทงดงามของบรรดาผู้ใหญ่

 

แต่ฉินไห่ฟงรู้ดีว่าน้องสาวผู้มิได้ง่ายดายอย่างที่นางพยายามให้ทุกคนเห็น

ฉินฮวาซิงก็เหมือนกับเขา...ไขว่คว้าสิ่งที่ไม่เคยได้รับมาก่อนตั้งแต่เติบโตมา

อิสระ

 

ระหว่างที่เดินสวนกันฉินไห่ฟงกระซิบอะไรบางอย่างเบาๆ ทำให้ดวงตาของฉินฮวาซิงเบิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนเรียวปากบางจะยกยิ้มอ่านยากแล้วเดินยกชายกระโปรงผ่านไป

 

การไปเมืองหลวงฝูหยางครั้งนี้มิใช่แค่ทุกคนคาดหวัง...

พวกเขาเองก็เช่นกัน

และวาดหวัง...การเปลี่ยนแปลง

 

...............

 

หิมะสีขาวที่เคยทับถมกันเต็มพื้นดินนั้นเริ่มละลายบ้างแล้ว สระบัวที่เคยจับตัวเป็นน้ำแข็งยามนี้เริ่มเห็นน้ำและดอกบัวที่เคยหุบกลีบมิแย้มบานตอนเหมันต์ฤดูยามนี้นั้นเริ่มคลี่ดอกตูมราวจะเตรียมแย้มบานในฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาเยือน ระหว่างทางเดินกลีบเหมยที่ร่วงหล่นนั้นแดงงดงามอยู่ตามรายทาง

ร่างสูงโปร่งในชุดสีขาวที่สวมทับด้วยเสื้อคลุมยาวสีฟ้าครามเดินอย่างเชื่องช้าไปตามเส้นทาง มุ่งหน้าไปตำหนักลั่วสุ่ยอย่างคุ้นเคย ชายแขนเสื้อกว้างร่นลงเล็กน้อยเผยให้เห็นข้อมือเรียวขาวที่สวมหยกอุ่นอรุณล้ำค่าควรเมืองไว้ อีกข้างถือกล่องที่ห่อผ้าไหมอย่างดีมาด้วย ยามเขาเดินมาถึงตำหนักเหล่าองครักษ์ก็เปิดทางให้เข้าไปอย่างรวดเร็ว เพราะคุณชายผู้นี้เป็นแขกประจำของตำหนักลั่วสุ่ยอยู่แล้ว

 

ถ้าหากวันไหนไม่เห็นอีกฝ่ายมาเยือนที่นี่นั่นสิถึงจะเป็นเรื่องแปลก

 

“คุณชาย...” อันกงกงที่กำลังจะเดินไปเตรียมของว่างให้องค์ชายของตนชะงักแล้วรีบมาต้อนรับคุณชายลู่ทันที...วันนี้ก็มาอีกแล้วนะขอรับ มาทุกวันเวลาเดิมเสมอไม่ขาดเลยจริงๆ 

“ข้าฝากขนมใส่จานให้ซืออวิ๋นด้วยนะ...แล้วซืออวิ๋นเล่า?” ลู่ถิงอวี่ยื่นกล่องที่ตนหิ้วมาส่งให้อันกงกงที่รับไป

“องค์ชายอยู่ในห้องวาดภาพขอรับ เอ่อ...สองสามวันมานี้องค์ชายอารมณ์ค่อนข้างอ่อนไหว...”

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ เพราะรู้ดีว่าแมวน้อยบางคนกำลังน้อยใจน้องชายสองสามวันมานี้องค์ชายใหญ่ของเขาก็เลยอารมณ์ไม่ดีสักเท่าไหร่นัก “ข้ารู้แล้ว...เดี๋ยวจะช่วยอันกงกงจัดการนะ”

อันกงกงยิ้มรับอย่างวางใจ ถ้าหากคุณชายลู่รับปากเช่นนี้เขาก็วางใจ เพราะคุณชายท่านนี้ล้วนมีวิธีมากมายในการรับมือ องค์ชายของพวกเขาน่ะอารมณ์ไม่ดีทานได้น้อยลงจนข้ารับใช้พากันกังวลไปหมดแล้ว ถ้าหากองค์ชายกลับมากินได้ครบสามมื้อเช่นเดิมพวกเขาจะดีใจยิ่ง

ลู่ถิงอวี่เดินเข้าไปยังตำหนักส่วนใน ก่อนจะเดินผ่านไปยังห้องวาดภาพที่ฝ่าบาททรงรับสั่งใหม่เพื่อองค์ชายใหญ่โดยเฉพาะ หน้าต่างบานใหญ่เปิดกว้างจนเห็นทิวทัศน์ของดอกเหมยแดงที่กำลังร่วงหล่น กลีบสีแดงสดนั้นพัดปลิวตามแรงลมอ่อนๆ ร่วงหล่นลงบนแอ่งน้ำข้างล่าง ดวงตาดอกท้อคู่สวยนั้นฉายแววอ่อนโยนยิ่งนักยามทอดมองร่างที่กำลังนอนฟุบอยู่ตับโต๊ะวาดภาพ ข้างๆ นั้นเป็นภาพที่วาดเสร็จแล้ว

ลู่ถิงอวี่หัวเราะในลำคอแผ่วเบายามเห็นภาพขององค์ชายสาม องค์ชายสี่ที่ยามนี้ใบหน้าหล่อเหลาในภาพวาดนั้นถูกเติมเขี้ยวเติมหางจนแลดูคล้ายปีศาจร้ายน่าขำนัก ส่วนองค์ชายรัชทายาทนั้นก็ถูกเติมหนวดไปเช่นกัน ภาพวาดของลู่ถิงอวี่เองก็ถูกเติมหนวดแมวให้อีกด้วย

 

นี่โมโหจนต้องมาวาดภาพระบายความโมโหสินะ

น่าเอ็นดูเหลือเกิน

 

มือใหญ่ยื่นไปลูบผมคนหลับเบาๆ อย่างอ่อนโยน ลู่ถิงอวี่นั่งเฝ้ามองคนหลับโดยพยายามเคลื่อนไหวให้เบาที่สุดเพราะไม่อยากรบกวนอีกฝ่าย วันก่อนเขายังจำได้ดีเลยที่องค์ชายสามและองค์ชายสี่บอกว่าคงต้องออกจากนอกวังไปสักหลายปี องค์ชายใหญ่ก็เม้มปากแน่นไม่พูดไม่คุยกับทั้งสองคนมาสองวันแล้ว ขนาดองค์ชายรัชทายาทยังโดนลูกหลงไปด้วยอีกคน

 

ที่สำราญพระทัยที่สุดคงเป็นฝ่าบาทที่เห็นพวกเขาถูกองค์ชายใหญ่เมิณ

 

“อือ...” คนที่ตั้งใจว่าจะพักสายตาไปครู่หนึ่งนั้นเริ่มรู้สึกตัว สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่อยู่บนหัวและสายตาคู่หนึ่งที่มองมาก็กระพริบตาปริบๆ จากนั้นก็เอียงหน้าเล็กน้อยราวค้นหาสติของตัวเอง ท่าทางราวลูกแมวน้อยขี้เซาเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากลู่ถิงอวี่ให้คลี่กว้างมากยิ่งขึ้น

เย่ซืออวิ๋นเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอามือกอดอก แก้มขาวนั้นพองลมเข้าแล้วหรี่ตามองลู่ถิงอวี่ เจ้าตัวคิดว่าคงดูน่าเกรงขนาม แต่สำหรับลู่ถิงอวี่แล้วน่าเอ็นดูเกินไปจนเขาแทบจะทนกลั้นยิ้มไม่ไหวแล้ว แต่พยายามไม่หัวเราะเพราะขืนคำเช่นนั้นมีหวังเขาถูกตีแน่ๆ

“ยังโมโหเย่เซียวกับเย่หานไม่หายอีกหรือ?” ลู่ถิงอวี่ถามอย่างอ่อนโยน ไล้มือไปที่พวงแก้มขาวแล้วหยิกเบาๆ อย่างอดใจไม่อยู่

“ข้ามิได้โมโห”

“อืม...มิได้โมโหเลยแต่หลบหน้าทั้งสองคนมาสองวันแล้ว หลบหน้าเย่เฟิงด้วย?” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ กุมมือขาวเรียวไว้แล้วบีบนวดเบาๆ 

“ฮึ! ก็น้องรอง น้องสาม น้องสี่ดื้อ...” ก่อนองค์ชายใหญ่จะหรี่ตาลง “นี่อย่าบอกนะว่าทั้งสามคนติดสินบนถิงอวี่ให้มาช่วยพูดน่ะ”

คุณชายลู่ที่ได้รับสินบนมาจริงกระพริบตาใสซื่อ ยิ้มหวานอย่างที่เย่ซืออวิ๋นพูดไม่ออก “ข้าเห็นทั้งสามคนแผ่ไอเย็นจนใครก็เข้าหน้าไม่ติดแล้วน่ะ...อีกทั้งยิ่งเจ็บปวดใจกว่ามากเมื่อเห็นซืออวิ๋นอารมณ์ไม่ดีเช่นนี้”

“ข้าหรืออุตส่าห์ดีใจที่จะได้อยู่ด้วยกันให้นานๆ อีกสักหน่อย แต่น้องสามดันจะไปชายแดนตั้งหลายปี ส่วนน้องสี่ก็ต้องไปนอกวังกับบรรดาองครักษ์ลับ น้องรองกับถิงอวี่ก็จะยุ่งขึ้นอีก...ทุกคนน่ะน่าตีเหลือเกิน!” 

ลู่ถิงอวี่แบมืออีกข้างให้ราวจะบอกว่าตีได้เลย ทำเอาคนใจแข็งกับคุณชายลู่ไม่เคยได้อย่างเย่ซืออวิ๋นได้แต่ถลึงตามองอย่างยอมแพ้

“ทุกคนน่ะเห็นข้าตามใจก็เอาแต่ใจ...ฮึ!” มันน่านัก...แม้จะรู้ว่าแต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องที่สักวันก็ต้องมาถึงก็เถอะ แต่พอคิดว่าต้องห่างไกลกันมันก็อยากให้เกิดขึ้นอยู่ดี หลายปีมานี้พวกเขาอยู่ด้วยกันมาเสมอ ผ่านอะไรด้วยกันมามากมาย ทั้งทุกข์สุข รอยยิ้ม น้ำตา หรือเสียงหัวเราะ ก็อยู่เคียงข้างกันไม่เคยห่าง ไม่เคยปล่อยให้ใครต้องเดียวดาย 

“ถ้าหากน้องสามน้องสี่ไปไกล แล้วเกิดพวกเขาไม่ดูแลตัวเองเล่า น้องสามน่ะวันๆ เอาแต่ฝึกวรยุทธ์อีกทั้งยังใจร้อนด้วย น้องสี่เองก็ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง แถมยังชอบวางตัวเป็นอันธพาลน้อย...น้องรองกับถิงอวี่น่ะอย่างไรเสียข้าก็วิ่งไปตักเตือนได้ แต่น้องสามกับน้องสี่อยู่ไกลเกินไปข้าเป็นห่วงแล้วจะทำอะไรได้เล่า...” 

 

ไม่ใช่ไม่ยอมรับการห่างไกล...แต่ก็เป็นห่วงเกินไปที่จะเห็นคนที่ตัวเองให้ความสำคัญและคอยถนอมต้องไปลำบาก

เขาเป็นพี่ใหญ่นะ!

 

“ซืออวิ๋นเป็นห่วงพวกเรา...ข้ารู้ดี ทุกคนต่างรู้และเข้าใจ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยช้าๆ ด้วงน้ำเสียงที่ไพเราะเป็นเอกลักษณ์ของเขา “พวกเขาเองก็เป็นห่วงซืออวิ๋นไม่ต่างกัน...ห่วงว่ายามที่เจ้าไกลตาจะเกิดเรื่องอะไรหรือไม่ จะกินอิ่มนอนหลับหรือไม่ จะสำราญใจหรือมีใครมาทำให้ขุ่นข้องหมองใจหรือไม่...แต่ว่า...”

 

ดวงตาสองคู่สบกันแช่มช้า ความเข้าใจกันและกันโดยไม่ต้องเอ่ยเอื้อนนั้นเต้นเร่าอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย

เพราะอยู่ด้วยกันเสมอ สายใยของพวกเขา...บ่มเพาะผ่านกาลเวลา แม้ไม่ต้องพูดก็เข้าใจกันได้

 

เย่ซืออวิ๋นหลุบตาลง เม้มริมฝีปากของตัวเอง “ข้ารู้...พวกเราล้วนต้องเติบโต”

“เด็กดี” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้ม เขาเห็นอีกคนเชิดจมูกขึ้นก็อมยิ้มมากกว่าเดิม ในดวงตาดอกท้ออ่อนโยนละมุนละไมยิ่งกว่าน้ำผึ้งเดือนห้า มือสอดประสานกันเป็นหนึ่ง

“เย่เซียวกับเย่หานบอกข้าว่า...พวกเขาอยากแข็งแกร่งขึ้น เพื่อตนเอง เพื่อเจ้า...และเพื่อคนสำคัญ...ข้ากับเย่เฟิงเองก็เช่นกัน...”

 

เหตุการณ์ครั้งนั้นน้ำตาของเจ้าครานั้น เจ้าที่ร้องไห้หนักเพียงนั้น...ทำให้ไม่ว่าต้องยากลำบากเพียงไร

พวกข้าต่างก็ปฏิญาณกับตนเองอย่างแน่วแน่...ว่าจะไม่ยอมเห็นมันอีกเป็นครั้งที่สอง

จะเข้มแข็งขึ้น เติบโตขึ้น นำบทเรียนนั้นมาเป็นประสบการณ์

 

“พวกเราต่างก็เดินไปตามเส้นทางที่เลือก เพื่อความฝันที่พวกเราเคยบอก...ซืออวิ๋นยังจำวันนั้นที่ท้องพระโรงไท่หยวนได้หรือไม่”

“ข้าจำได้” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า

 

ภาพในวันนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ

 

ลู่ถิงอวี่ยิ้ม รอยยิ้มของเขาคราวนี้แฝงความมั่นคงสง่างาม ดวงตาสาดประกายแรงกล้า งดงามเจิดจรัสราวหยกที่เปล่งประกาย “พวกข้า...กำลังจะทำให้คำพูดนั้นเป็นจริงขึ้นมา” 

เย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าแก้มของตนร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขาก็เข้าใจที่ลู่ถิงอวี่พูด ไม่สิ...เขาเข้าใจที่น้องชายทุกคนต้องการนั่นล่ะ เพียงแต่ยังจัดการความคิดตัวเองและทำใจกับความห่างไกลไม่ได้เท่านั้นเอง

 

เจอหน้ากันทุกวัน อยู่ด้วยกันจนเป็นความเคยชิน พอคิดว่าจะขาดใครไปแล้ว...มันก็เหงายิ่งนัก

 

“ข้าเข้าใจแล้ว”

“ข้ารู้ซืออวิ๋นของข้าน่ะจิตใจดีมาเสมอ พวกเขาเป็นน้องชายของเจ้ามีหรือเจ้าจะไม่เข้าใจพวกเขา แต่พวกเขาก็เกินไปจริงๆ นั่นล่ะชอบทำให้ซืออวิ๋นไม่สบายใจ” 

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ กับคนที่เอาความดีเข้าตัวแล้วยังตีหน้าซื่อกล่าวหาน้องชายเขาอีก “ถิงอวี่นี่ล่ะก็”

ลู่ถิงอวี่ทำเพียงอมยิ้มน้อยๆ “วันนี้ข้าลงมือทำขนมบัวแดงหิมะด้วยตนเอง ประเดี๋ยวซืออวิ๋นลองชิมดูว่าชอบหรือไม่นะ”

เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโตขึ้นมาทันที มองลู่ถิงอวี่อย่างไม่อยากเชื่อเท่าไหร่นัก แม้เขาจะรู้ว่าขนมบัวแดงหิมะเป็นสูตรขนมของสกุลลู่แต่ก็ไม่นึกว่าถิงอวี่จะทำอาหารเป็นด้วย!

 

จะมากความสามารถไปแล้ว!

 

“เจ้าอย่าเพิ่งมองข้าอย่างชื่นชมเช่นนั้น...ขนมนี่ข้าเพิ่งลองทำครั้งแรก ให้ท่านพ่อสอนให้...แม้ข้าจะเคยเห็นท่านพ่อทำมาหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยทำเองสักที ถ้าไม่อร่อยอย่างไรต้องขอโทษเจ้าไว้ล่วงหน้าด้วย” ลู่ถิงอวี่เอ่ยอย่างลำบากใจเล็กน้อย เมื่อก่อนเพราะสุขภาพเขาไม่แข็งแรงดังนั้นเลยได้แต่มองท่านพ่อทำเฉยๆ เห็นองค์ชายใหญ่ชอบขนมชนิดนี้เลยลองทำดูบ้าง

 

อืม...ถ้าซืออวิ๋นชอบอย่างน้อยตนก็จะได้มีข้ออ้างและก็มีเรื่องให้อีกฝ่ายชื่นชมขึ้นมาอีกเรื่อง

ให้สายตาของซืออวิ๋นมีแค่เขาคนเดียวก็พอแล้ว

 

“ข้าจะกินให้หมดเลย! ถิงอวี่ไม่ต้องกังวลนะ” เย่ซืออวิ๋นกระชับมือขาวของลู่ถิงอวี่แน่น พลางยิ้มจนดวงตาหยีลง ต่อให้ไม่อร่อยเขาก็จะกินให้หมดไม่ให้เหลือ ถิงอวี่อุตส่าห์ทำให้เขาทั้งทีนี่นา “ถิงอวี่...เจ้าน่ารักยิ่ง!”

คุณชายลู่ที่ถูกชมนิ่งไปชั่วขณะก่อนปลายหูจะเป็นสีแดงเรื่องอย่างน่ามอง เห็นคนงามตรงหน้าเป็นเช่นนี้เย่ซืออวิ๋นก็เบิกตาโตขึ้นอีก ชาติก่อนเขาไม่เคยเห็นลู่ถิงอวี่เขินอายมาก่อน ชาตินี้อีกฝ่ายก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้เป็นเลิศอยู่เสมอ 

 

เพิ่งเคยเห็นถิงอวี่เขินอายก็วันนี้!

แต่น่ามองยิ่งนัก!

ภาพลักษณ์ที่ดุจดั่งหยกขาวของเขาราวมีกลีบเหมยแดงแต่งแต้มขึ้นมา งดงามจรรโลงสายตายิ่งกว่าเดิมเสียอีก!

 

“เจ้าน่ารักมากๆ เลย!” เย่ซืออวิ๋นรู้สึกได้ใจเลยเอ่ยชมไปอีกประโยค เขาเห็นใบหูอีกฝ่ายแดงเรื่อกว่าเดิมก็ได้ใจมากขึ้น เพราะปกติมีแต่ลู่ถิงอวี่ที่ทำเขาเขิน ยามนี้เลยเหมือนได้เอาคืนมีหรือองค์ชายใหญ่จะปล่อยโอกาสงามๆ นี้ไป “ถิงอวี่ของข้าน่ารักที่สุด!”

 

ถิงอวี่ของข้าหรือ...

 

คำเรียกขานนี้ทำให้ดวงตาดอกท้อของลู่ถิงอวี่หรี่ลงทันที ประกายตาอ่อนโยนถูกแทนที่ด้วยประกายตาอันตรายบางอย่างที่เย่ซืออวิ๋นไม่รู้ตัวเพราะกำลังอารมณ์ดีที่ได้กลั่นแกล้วลู่ถิงอวี่อยู่

“เด็กขี้แกล้ง” ลู่ถิงอวี่หัวเราะในลำคอเบาๆ ดึงมือทีเดียวร่างขององค์ชายใหญ่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ถูกดึงมาอยู่บนตักเขา แขนเรียวกอดร่างในอ้อมแขนไว้แน่นเลื่อนใบหน้าไปวางไว้บนไหล่เล็ก สูดกลิ่นหอมของน้ำค้างอย่างหลงใหล จงใจใช้ลมหายใจร้อนๆ ของตนกระทบต้นคอขาวผ่อง ยามรู้สึกว่าร่างในอ้อมแขนสะท้านเบาๆ เขาก็ยิ่งกดรอยยิ้มสมใจมากขึ้นเป็นเท่าตัว

“ถะ...ถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าแก้มของตนนั้นร้อนมากกว่าเดิม จะขยับก็ไม่รู้สึกว่าร่างกายนิ่งไปเสียแล้ว เลยทำได้เพียงแต่ส่งเสียงเบาๆ เท่านั้น

“ข้าเขิน” ลู่ถิงอวี่เอ่ยอธิบายการกระทำของตัวเองเพียงสองคำง่ายๆ องค์ชายใหญ่เหลือบดวงตากลมโตมองใบหูที่ไม่แดงเรื่อของอีกฝ่ายแล้วอย่างไม่เชื่อเท่าไหร่นัก ลู่ถิงอวี่เองก็หายเขินแล้วนั่นล่ะ แต่เพราะคำเรียกขาน ‘ถิงอวี่ของข้า’ นั่นทำให้ความอดทนของเขาเริ่มมีไม่พอ สุดท้ายเลยต้องดึงเมฆางามที่ไม่รู้ตัวว่าวาจาเช่นนั้นบางคราก็มิต่างอะไรกับการยั่วยวนมาไว้ในอ้อมแขนป้องกันมิให้อีกฝ่ายพูดอะไรไปมากกว่านี้

 

ไม่เช่นนั้น...เขาได้ถูกโบยหนักเป็นแน่...ข้อหาล่วงเกินองค์ชายใหญ่เข้า

 

“เจ้าบอกว่าข้าเป็นของเจ้า?”

“ถิงอวี่ก็ชอบเรียกข้าว่าซืออวิ๋นของข้ามิใช่หรือ แล้วเหตุใดข้าจะเรียกเช่นนั้นไม่ได้” เย่ซืออวิ๋นเถียง พลางกัดไหล่ลู่ถิงอวี่เบาๆ ไปด้วย เห็นตนไม่ทำอะไรเข้าหน่อยถิงอวี่ก็เริ่มดื้อและได้ใจขึ้นมาแล้วจริงๆ ด้วย 

 

ไม่ได้...ต้องใจแข็ง กัดสักหน่อยก็ยังดี! ถิงอวี่จะได้ไม่ดื้ออีก!

 

ลู่ถิงอวี่หัวเราะปล่อยให้ลูกแมวงับไหล่ตนไปจนพออกพอใจ เขาไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย หัวใจเสียอีกที่สั่นไหวราวถูกขนนกที่มองไม่เห็นเขี่ยเอา

 

เฮ้อ...นับวันความอดทนที่มีเริ่มจะหมดน้อยลงเรื่อยๆ เสียแล้วสิ

แต่ว่ายังคงต้องรอไปอีกหลายปีจนกว่าบรรดาคนขี้หวงทั้งหลายจะปล่อยให้เมฆางามนี้มีเจ้าของอย่างเป็นทางการได้

 

“พอใจหรือยัง หืม...ลูกแมวน้อย?” น้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งแต่ไม่เท่าดวงตาที่อ่อนหวานคู่นั้น เย่ซืออวิ๋นรู้ดีว่าถ้าหากจนเผลอเงยหน้าขึ้นไปล่ะก็มีหวังได้เขินอายจนไร้คำพูดคำจาเป็นแน่ ดังนั้นเขาเลยงับไหล่ลู่ถิงอวี่ต่อนั่นล่ะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

“ข้าไม่ใช่แมวนะ”

“อืม” ลู่ถิงอวี่หัวเราะในลำคอ “ไม่ใช่ก็ไม่ใช่”

“ถิงอวี่ขี้แกล้ง” เย่ซืออวิ๋นย่นจมูก

“ซืออวิ๋นยังแกล้งข้าอยู่เลย...ดูสิเติมหนวดให้ข้ากับคนอื่นๆ ด้วย”

“ข้าไม่ตีพวกเจ้าก็ดีแค่ไหนแล้ว ฮึ!”

“อืม...แต่คราวหลังถ้าเจ้าไม่พอใจก็ตีพวกเราได้นะ”

เย่ซืออวิ๋นไม่พูดอะไร รู้ดีว่าแรงตัวเองน่ะเทียบคนอื่นไม่ได้ ขนาดลู่ถิงอวี่ที่ว่าไม่แข็งแรงยังแรงเยอะกว่าเขาเลย องค์ชายใหญ่เลยงับไปอีกคำโต

“หึๆ ข้าเห็นซืออวิ๋นเตรียมสีวาดรูปใหม่ เจ้ากำลังจะวาดรูปผู้ใดหรือ?” ลู่ถิงอวี่ยังคงไม่ปล่อยร่างงามในอ้อมแขนมีลูกแมวตัวน้อยที่เบาแสนเบาอยู่บนตักแบบนี้เขารู้สึกดียิ่งนัก อ้อ...แต่ภาพเช่นนี้อย่าให้บรรดาองค์ชายหวงพี่หรือฮ่องเต้หวงลูกทรงมาทอดพระเนตรเห็นจะดีที่สุด

เย่ซืออวิ๋นคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ดูอย่างไรก็ไม่เจ้าเล่ห์แม้แต่น้อย “มิใช่ว่าวันนี้ค่ำๆ สกุลฉินทั้งหมดจะกลับเมืองหลวงหรอกหรือ ข้าก็ต้องเตรียมของขวัญให้สักหน่อย คนอื่นจะได้ไม่เอาไปพูดให้มากความ”

ลู่ถิงอวี่สัมผัสน้ำเสียงแสนซนนั้นได้เป็นอย่างดี เห็นลูกแมวน้อยกำลังง้างกรงเล็บเขาก็หัวเราะแผ่ว “อืม...ซืออวิ๋นวาดภาพของฉินกุ้ยเฟยหรือ?”

สกุลฉินนั้นทั้งล่างทั้งบนต่างไม่อยากพูดถึงฉินกุ้ยเฟย โดยเฉพาะนายผู้เฒ่าฉินเมิ่งนั่นแต่อย่างไรเสียฉินกุ้ยเฟยก็เป็นเสด็จแม่ขององค์ชายใหญ่และเป็นคนสกุลฉินด้วย วาดภาพพระนางมอบให้ไม่ใช่เรื่องไม่สมควรอันใด เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด แต่คนรับอย่างสกุลฉินต้องกระอักกระอ่วนเป็นแน่

“ถิงอวี่รู้ดีตลอดเลย” เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจเบาๆ ไม่ว่าตนจะทำอะไรลู่ถิงอวี่ก็มักคาดเดาได้เสมอ สมกับเป็นถิงอวี่จริงๆ

“เพราะเป็นเรื่องของซืออวิ๋น สมองข้าก็ใช้ไปกับเรื่องของเจ้าคนเดียวเท่านั้น”

เย่ซืออวิ๋นไม่อยากพูดคุยกับคนที่เอาแต่หยอดคำหวานให้เขาแก้มร้อนแล้ว เลยบอกให้ลู่ถิงอวี่ปล่อยตนได้สักที แต่คุณชายลู่กลับตีหน้าซื่อไม่รู้ไม่ชี้กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นอีก 

“ถิงอวี่!”

“หืม?...ข้ายังเขินอยู่นี่” เรื่องหนังหน้าหนานั้นลู่ถิงอวี่ก็มิแพ้ผู้ใดหรอก

“ถิงอวี่...ปล่อยข้าได้แล้ว ข้าหนักนะ นั่งบนตักเจ้ามานานขนาดนี้ประเดี๋ยวเจ้าจะขาชาเอาได้” เย่ซืออวิ๋นสรรหาเหตุผลมาอ้าง แต่ลู่ถิงอวี่ก็ไม่ยอมปล่อยอยู่ดี

“ข้าอยากกอดซืออวิ๋น...”

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ อันกงกงให้กระหม่อมนำขนมมาให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ” เสียงของหรงหวันดังขึ้นหน้าห้องวาดภาพทำให้ลู่ถิงอวี่ปล่อยองค์ชายใหญ่ลงจากอ้อมแขน เขาหรี่ตาเล็กน้อยยามเห็นองครักษ์ลับเมฆดำผู้นี้ที่ถอดหน้ากากออกไปกำลังเดินเข้ามาเมื่อได้รับคำอนุญาตจากเจ้านาย

หรงหวันมองลู่ถิงอวี่เล็กน้อยก่อนจะนำขนมไปวางไว้บนโต๊ะให้องค์ชายใหญ่ จากนั้นก็ประสานมือคาราวะทั้งคู่ “ข้ารับใช้ตำหนักลู่จื่อมาแจ้งว่าองค์ชายรัชทายาทต้องการพบคุณชายขอรับ” หรงหวันรายงานแค่นั้นแล้วเดินออกไป

 

ลู่ถิงอวี่ส่ายหน้าเบาๆ...ชัดเจนว่าอีกฝ่ายจงใจมาขัดจังหวะเขา

และคงเป็นรับสั่งของฝ่าบาท...หรือไม่ก็องค์ชายรัชทายาทที่ไม่อยากให้อยู่ตำหนักลั่วสุ่ยนานเกินไป

ขี้หวงกันจริงๆ เลย

 

เอาเถิด...ก็เข้าใจได้นั่นล่ะ

วันนี้...พอแค่นี้ก่อนก็ได้

 

“เช่นนั้นข้าก็คงต้องไปทำงานต่อแล้ว ซืออวิ๋นพักผ่อนสักนิดเถิด อย่าลืมทานอะไรด้วยเล่า” 

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าก่อนจะจูงมือลู่ถิงอวี่ออกไปส่งด้านนอกตำหนัก “ซืออวิ๋นเองก็เช่นกันนะ ห้ามฝืนตัวเองจนเกินไป ประเดี๋ยวตอนค่ำพวกเราไปทานมื้อค่ำที่ตำหนักลู่จื่อของน้องรองกัน”

“ได้ ข้าจะบอกเย่เฟิงไว้ให้” ลู่ถิงอวี่ไล้มือข้างแก้มขาว เขารู้สึกว่าการกระทำของตนนั้นได้รับสายตาจับจ้องจากบรรดาองครักษ์รอบๆ ทันที รวมถึงข้ารับใช้ตำหนักลั่วสุ่ยด้วย

 

ลืมไปว่าคนตำหนักนี้ก็หวงเจ้านายของตนที่สุดเช่นกัน

 

ลู่ถิงอวี่หัวเราะกับตนเองเบาๆ...บางทีเป็นเขาก็ไม่ง่ายดายนักจริงๆ ด้วย คุณชายลู่ส่ายหน้าขำ ก่อนจะยิ้มจาง “วันนี้ตอนสกุลฉินกลับมาข้าเตรียมของขวัญชิ้นหนึ่งไว้ให้พวกเขาด้วย...ซืออวิ๋นรอฟังข่าวแล้วกัน”

เย่ซืออวิ๋นเห็นลู่ถิงอวี่ยิ้มเช่นนั้นก็เอียงหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มเช่นนี้...ราวจะมีใครหลายๆ คนกำลังเจอเรื่องลำบากเลยนี่นา

ลู่ถิงอวี่เดินกลับจากตำหนักลั่วสุ่ยไปตำหนักลู่จื่อขององค์ชายรัชทายาทอย่างไม่รีบเร่ง ระหว่างที่เขาเดินนั้น็มีเงาคนวูบไหวมาปรากฎตรงหน้ารายงานอะไรบางอย่างแผ่วเบาแล้วก็หายวับไป รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณชายหยกขาวนั้นคลี่กว้างมากขึ้นแต่แววตากลับนิ่งสนิท

 

คือเป็นของขวัญต้อนรับแรกที่ข้ามอบให้พวกเจ้าแล้วกัน...

แม้จะเบาไปจนดูไม่สมเกียรติสกุลฉิน แต่ข้าจะเรียกเก็บดอกเบี้ยน้ำตาที่พวกเจ้าบังอาจทำเมฆางามของข้าเสียใจไปเรื่อยๆ จนคุ้มทีเดียว!

 

……………

 

สรุปแล้วตอนนี้ก็ไม่จบภายในตอนเดียว…ขอยกยอดเป็นตอนหน้าเลยนะคะ ตอนหน้าจะเป็นตอนจบภาคด้วยค่ะ ^_^

สกิลความหน้าหนาของพี่ลู่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว พอน้องเรียก ‘ถิงอวี่ของข้า’ เข้าหน่อยก็ถึงกับความอดทนหมดกันเลยทีเดียว ก็เห็นใจพี่เขานะคะเนี่ย 555 

อ้ะ เด็กๆ ของสกุลฉินก็ไม่ได้ธรรมดานะคะ โดยเฉพาะฉินไห่ฟงและฉินฮวาซิง แล้วก็…ที่ฉินไห่ฟงเรียกฉินเมิ่งว่าตาไม่ใช่ปู่มันมีสาเหตุอยู่ค่ะ ก็แค่เหตุผลของคนแก่ๆ ที่ไม่ยอมปล่อยวางสักที

อยากเขียนตอนน้องโตแล้ววว พี่ลู่เป็นคนงามแต่บังเอิญว่าคนที่พี่ชอบนั้นงามกว่า ทุกคนล้วนมีพัฒนาการค่ะ ^_^

วันนี้ฝนตกหนักมาก ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองนะคะ รักษาสุขภาพด้วยน้าาา ระวังอย่าให้ป่วยกันนะคะ 

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.088K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,255 ความคิดเห็น

  1. #3297 liver2541 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 16:21
    เพิ่งกลับมาอ่านภาคสอง ดีๆๆ มากเลยค่ะไรท์ รู้สึกเหมืิิอนรี้ดโตมาพร้อมพวกเขาเลยค่ะ
    #3,297
    0
  2. #3005 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 14:08
    เอาแล้วววววแต่ละคนพลิกแพลงกันสุดๆเลยจ้าาาาา
    #3,005
    0
  3. #2642 mothergod (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 14:43
    สนุกมากกกกก อ่านเพลินสุดๆๆๆ
    #2,642
    0
  4. #2204 Cho_aim (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 10:56
    ขอบคุณสำหรับนิยายสนุกๆนะคะ
    #2,204
    0
  5. #1999 The Sky 9096 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 15:05
    สองพี่น้องต้องทรยศไปอยู่กับองค์ชายใหญ่แน่ๆ
    #1,999
    0
  6. #1951 pb.swn_ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 16:07
    ถ้าพวกสกุลฉินรู้ว่าน้องไม่ต้องการบัลลังก์แล้วรู้ว่าทุกๆคนรักน้องมาก จะเอาน้องมาเป็นข้อแลกเปลี่ยนหรือจับตัวน้องไปงี้มั่งเปล่า แล้วน้องจะฆ่าตัวตายเองเพื่อให้ทุกอย่างจบรึเปล่า กลัวไปหมด😢
    #1,951
    1
    • #1951-1 Thawanhatai_100(จากตอนที่ 26)
      20 พฤศจิกายน 2563 / 15:20
      โอ๊ยเธอ!! เราอุตส่าห์คิดให้เเบบโลกสวยเเล้วนะนี่ ขออย่าให้เป็นเเบบนั้นถอะไม่พร้อมมาม่า
      #1951-1
  7. #1857 khunsom08 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 03:47
    เก่งมาก
    #1,857
    0
  8. #1775 เท็ดดี้เรส (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2563 / 12:45
    ใครคือพ่อแท้ๆน้องอ่า
    #1,775
    0
  9. #1674 AirrUtai (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2563 / 09:53
    2หนุ่มแข่งกันงามเนอะ แต่ที่แน่แน่อวิ๋นงามกว่าแน่นอล
    #1,674
    0
  10. #1591 Lisaisverycutie (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2563 / 13:42
    ฮวาซิงกับฉินไห่ฟงจะทำอะไรน่ะ
    #1,591
    0
  11. #1485 sakura17 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 19:54
    ฉินไห่ฟงกับฉินฮวาซิงเหมือนจะทำการกบฎกับตระกูลฉินเลย แต่ก็ยังยืนยันไม่ได้ว่าจะดีกับฝั่งซืออวิ๋นอะ555 ดูฉินไห่ฟงจะรักซื่อสัตย์กับตระกูลฉินมากไม่น่าจะหักหลังนะ
    เริ่มคิดแล้วว่าคนที่ฆ่าซืออวิ๋นอาจจะเป็นฮ่องเต้ เพราะชาติก่อนถึงซืออวิ๋นจะกลัวแต่ก็น่าจะรักเพราะเห็นเป็นพ่อ แล้วอาจจะเสียใจที่สุดชาตินี้ก็เลยจำไม่ได้ว่าใครฆ่า

    เข้าใจที่ถิงอวี่เสียใจขนาดนั้นชาติที่แล้วเลย ก่อนตายซืออวิ๋นก็มาถามอยู่ว่าเคยรักบ้างมั้ยแต่เจ้าตัวไม่ได้ตอบ ซืออวิ๋นตายไปโดยคิดว่าถิงอวี่ไม่ได้รักอะTT
    มีเขียนพระคลังเป็นพระคังฮะ
    #1,485
    0
  12. #1482 ILNM (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 16:36
    ฮวาซิง มาดีแน่ สาธุ
    #1,482
    0
  13. #1435 Littlemar (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 17:52
    รอตอนเด็กๆโตอย่างใจจดใจจ่อเลยค่ะ!!
    #1,435
    0
  14. #1434 raweewanla (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 13:03

    อยากอ่านภาคตอนโตแล้วววว
    #1,434
    0
  15. #1433 Okoy up (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 12:52
    อดใจรอไม่ไหวแล้วววว
    #1,433
    0
  16. #1431 PeRdIx (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 17:21
    ไห่ฟงกับฮวาซิงมาเข้าฝ่ายองค์ชายใหญ่เถอะ
    #1,431
    0
  17. #1429 thanareelin (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 13:02
    รอไรท์แต่งน้องตอนโตเลยทีเดียวค่า แบบอยากได้หนังสือมาเก็บแล้ววว
    #1,429
    0
  18. #1428 yguh (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 12:51
    “ซืออวิ๋นเองก็เช่นกันนะ ห้ามฝืนตัวเองจนเกินไป ประเดี๋ยวตอนค่ำพวกเราไปทานมื้อค่ำที่ตำหนักลู่จื่อของน้องรองกัน”

    ประโยคนี้ต้องเป็น "ถิ่งอวี่เองก็เช่นกันนะ ห้ามฝืนตัวเองจนเกินไป ประเดี๋ยวตอนค่ำพวกเราไปทานมื้อค่ำที่ตำหนักลู่จื่อของน้องรองกัน”
    ใช่หรือไม่
    #1,428
    0
  19. #1427 skyof2692 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 12:26
    เหมือนจะใส่ชื่อผิดรึป่าวนะ ตรงช่วงท้ายๆ ประโยคมันแปลกๆ
    #1,427
    0
  20. #1425 aum sk (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 11:16
    พี่ลู่ก็คือออออ ร้ายกับคนทั้งอำเภอ เพื่อมาโฮกปิ๊ปกับเธอคนเดียว 5555
    #1,425
    0
  21. #1424 มาเวล (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 08:49
    เดาว่าคนฆ่าน่าจะองค์ชายรองนะ เพราะต้องสนิทกับลู่ถิงอวี่ระดับหนึ่ง //หวังว่าฮวาซิงจะเป็นคนดี ผ่ายมือให้น้องสามจ้า
    #1,424
    0
  22. #1423 ลูกอมก้อนรสแมลงสาบ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 07:27
    พี่ลู่หลอกกินเต้าหู้อีกแล้ววว 55555

    ป.ล.ท้องพระคลังนะคะ ไม่ใช่ท้องพระคัง
    #1,423
    0
  23. #1422 Baby_BT (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 07:27
    ฮีลหัวใจสุดๆหวานจนมดขึ้นตา
    #1,422
    0
  24. #1421 VKK42 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 05:36
    คนที่ฆ่าน้อง เดาว่าไม่ชายรอง ก็ชายสี่...
    #1,421
    0
  25. #1420 VKK42 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 05:35

    เขินซีนพี่ลู่มากกกก คนอะไรขยันหยอดดดด นี่ขนาดรอบข้างน้อนแมวมีแต่คนขี้หวงน่ะ
    #1,420
    0