ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 25 : 二 十三 ประสบการณ์ครั้งใหญ่ที่ต้องก้าวผ่าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21,063
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,219 ครั้ง
    18 ก.ย. 63

二 十三 

ประสบการณ์ครั้งใหญ่ที่ต้องก้าวผ่าน 

 

 

“อาการของฝ่าบาททรงเป็นอย่างไรบ้าง!” ท่านอัครเสนาบดีที่สภาพร่างกายเรียกได้ว่าบาดเจ็บไม่น้อย เส้นผมยุ่งเหยิงเสื้อผ้าก็เปื้อนไปด้วยคราบเลือดขณะนี้กำลังทรุดนั่งลงกับพื้นเยียบเย็น มือเรียวเอื้อมมือไปกุมมือใหญ่ของคนที่สลบไสลไม่ได้สติอยู่บนเตียงในกระโจม ด้านนอกนั้นเหล่าหมอหลวงที่ติดตามขบวนประพาสมาด้วยต่างวิ่งวุ่นกันเต็มไปหมด สีหน้าของทุกคนล้วนซีดเผือด

 

เพราะอาการของฮ่องเต้นายเหนือหัวนั้นไม่สู้ดีนัก!

 

“ฝ่าบาททรงเสียพระโลหิตมากพ่ะย่ะค่ะ ทรงถูกเขี้ยวเสื้อกัดเข้า แผลค่อนข้างลึก...อีกทั้ง...อีกทั้ง...” หมอหลวงตัวสั่นเทา พยายามพันแผลและใช้สมุนไพรช่วยห้ามเลือด อ่างน้ำข้างๆ นั้นเจิ่งนองไปด้วยสีแดงของโลหิตจนดูน่ากลัว “อีกทั้งทรงมีไข้สูง...”

“รักษาให้หาย! ต้องการสมุนไพรอะไรหรืออะไรให้เอ่ยบอก!” ลู่จิงเอ่ยอย่างเย็นชาทิ้งคราบท่านอัครเสนาบดีผู้สง่างามยามอยู่ต่อหน้าขุนนางไปหมด

“ขะ...ขอรับ” หมอหลวงทั้งหลายที่ถวายการรักษาอยู่รอบๆ นั้นตัวสั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ บรรยากาศในกระโจมก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด กลิ่นอายของโลหิตคลุ้งไปทั่ว ลู่จิงกุมมือใหญ่เอาไว้แน่น เขาไม่ขยับไปไหนมาหลายชั่วยามแล้วตั้งแต่เกิดเรื่องกลับมา

 

เพราะมีเสือเข้ามาโจมตีพวกเขา...และฮ่องเต้เย่เทียนหลงก็ถูกเสือกัดเอาและเสียเลือดจนสลบไป!

 

ความเงียบรายล้อมอยู่รอบกระโจมเป็นเวลานาน อ่างน้ำถูกเปลี่ยนไปหลายต่อหลายอ่าง แต่กลิ่นเลือดก็ยังคละคลุ้งไปทั่วห้องอยู่ดี กลิ่นเลือดผสมกับกลิ่นยาสมุนไพรจนรู้สึกคลื่นเหียนไปหมด

ลู่จิงเฝ้านับรอเวลาอย่างใจจดจ่อ ดวงตาจับจ้องเพียงวรกายแกร่งบนเตียง พระพักตร์หล่อเหลานั้นซีดเผือดไร้สีเลือด ลมหายใจแผ่วจนน่าใจหาย ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่าล่าสัตว์ยังคงเต้นเร่าอยู่ในดวงตา

 

ท่านเป็นอันตรายถึงชีวิตเพราะปกป้องข้า...

ถ้าหากไม่ใช่เพราะช่วยดึงตัวข้า...ท่านที่วรยุทธ์เป็นเลิศเช่นนี้มีหรือจะพลาดท่าได้

 

“หลงเกอ...ขอโทษ...ข้าขอโทษ” ลู่จิงซบหน้าลงกับมือใหญ่ จรดมือนั้นกับหน้าผากของตัวเอง ดวงตาดอกท้อคู่สวยแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ...คามหวาดกลัวบางอย่างแล่นปราดไปทั่วร่าง

 

เขาไม่ได้กลัวอย่างนี้มานานแล้ว...กลัวการสูญเสีย

 

 

มือใหญ่สั่นไหวเล็กน้อยทำให้ลู่จิงเบิกตาขึ้น พอเงยหน้าไปก็เห็นดวงพระพักตร์หล่อเหลานั้นคลี่ยิ้มอ่อนเพลียมาให้จางๆ 

 

รอยยิ้มมุมปากนั้น...ราวจะช่วยปัดเปาความหวาดกลัวทั้งหมดให้หายไป

แย้มสรวลของโอรสสวรรค์

 

“หลงเกอ!”

“ฝ่าบาท!”

“ฝ่าบาททรงได้พระสติแล้ว!”

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอพระราชทานอนุญาตฝังเข็มก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ” บรรดาหมอหลวงที่ตื่นเต้นดีใจเมื่อนายเหนือหัวฟื้นคืนสติ รีบมาถวายการรักษาการอย่างเร่งด่วน เย่เทียนหลงที่แม้จะยังอ่อนแรงอยู่นั้นส่งสายตาสื่อความนัยให้ลู่จิง มือใหญ่ที่ยังคงไร้เรี่ยวแรงเอื้อมไปยีหัวยุ่งๆ ของท่านอัครเสนาบดีเบาๆ ก่อนจะทิ้งมือลงข้างเตียงอีกครั้ง

“เกิดอะไรขึ้นอีก!” ลู่จิงตกใจเมื่อเห็นฮ่องเต้เย่เทียนหลงหมดสติไปอีกรอบ

“ขะ...ข้าน้องฝังเข็มทำให้ฝ่าบาททรงสลบไปขอรับ พระอาการตอนนี้จำเป็นต้องพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ไม่มีอะไรให้ต้องห่วงแล้วขอรับ”

ลู่จิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างพยายามระงับสติอารมณ์ เรียกเอาความเยือกเย็นของตัวเองที่เคยมีกลับมา ตอนนี้เขาเองก็มีเรื่องให้ต้องจัดการ ในเมื่อฝ่าบาทไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วงแล้วก็อย่าปล่อยให้เหตุการณ์ครั้งนี้หลุดการควบคุมเกินไป

“เรื่องที่ฝ่าบาททรงฟื้นพระสติแล้ว ห้ามพวกเจ้าแพร่งพรายออกไปตอนนี้เด็ดขาด!” ลู่จิงลุกขึ้นใช้ดวงตาเย็นชากวาดมองหมอหลวงหลายคนในกระโจม

“ขะ...ขอรับ!”

“ถ้าหากเรื่องนี้หลุดออกไป ข้าจะไม่สืบสาวว่าเป็นใคร แต่พวกเจ้าทั้งหมดต้องรับผิดชอบด้วยกัน!”

เหล่าหมอหลวงต่างก้มหน้ากันอย่างหวาดกลัว ขนลุกชันทุกคน เพราะครั้งนี้พวกเขาเห็นท่านอัครเสนาบดีที่สง่างามและอ่อนโยนอยู่เสมอนั้นเย็นชาจนน่ากลัว

ลู่จิงเหลือบตามองคนบนเตียงแวบหนึ่งอย่างเป็นห่วง ก่อนจะเดินออกไปนอกกระโจม สภาพของท่านอัครเสนาบดีทำให้เหล่าราชองครักษ์ทั้งหลายต่างล้วนเป็นห่วง

“ท่านควรให้หมอหลวงดูอาการและพักผ่อน” น้ำเสียงเรียบดังขึ้นข้างหลังทำให้ลู่จิงหันกลับไปมอง ก่อนจะถอนหายใจแผ่ว 

“ฝ่าบาททรงฟื้นพระสติแล้ว” ลู่จิงเอ่ยเบาๆ ก่อนจะยืดตัวขึ้นฉีกชายเขนเสื้อมามัดผมที่ยุ่งเหยิงของตน ใบหน้าขาวเปื้อนคราบเลือด คราบดินโคลน แต่กระนั้นก็หาได้ลดทอนความงดงามของเขาลงเลยแม้แต่น้อย “ข้าจะไปดูในป่าล่าสัตว์ ต้องมีอะไรหลงเหลืออยู่เป็นแน่ ถ้าไม่มีก็ต้องหาให้มี!” 

“ท่านเองก็ควรพักผ่อนดีๆ” เหยาหมิงหัวหน้าราชองครักษ์ลับเมฆดำเอ่ยเตือนอย่างเป็นห่วง เพราะเขาเองก็รู้ดีว่าท่านอัครเสนาบดีกำลังฝืนตัวเองอยู่เช่นกัน สภาพเช่นนี้ควรให้หมอหลวงตรวจดูอาการดีๆ และควรพักผ่อนมากกว่า

“ไม่ได้! ข้าจะปล่อยให้เบาะแสหายไปไม่ได้เด็ดขาด เสือตัวที่โจมตีฝ่าบาทนั้นยังอยู่ใช่หรือไม่”

“อยู่”

“องครักษ์ลับเมฆดำมีคนที่เชี่ยวชาญยาพิษอยู่ด้วย ให้เขามาตรวจสอบเสือตัวนั้นให้ละเอียดที ข้ารู้สึกว่ามันอาจจะถูกวางยาให้คลั่ง!” ลักษณะของเสือตัวนั้นผิดปกติ เขาสงสัยตั้งแต่ตอนแรกแล้ว แต่เพราะเป็นห่วงฮ่องเต้เย่เทียนหลงจนแทบไม่มีเวลาใสใจอย่างอื่น 

“ได้”

“แล้วศพของสองพ่อลูกสกุลฉินนั่นเล่า”

“เก็บไว้ในกระโจม หมอหลวงได้ใช้น้ำแข็งมารักษาศพให้พวกเขาแล้ว” 

ลู่จิงเม้มปากแน่น พวกเขาจะยอมให้ศพของสองพ่อลูกสกุลฉินนั่นเป็นบุบสลายไม่ได้เด็ดขาด เพราะบรรดาขุนนางรวมถึงชาวบ้านต่างก็รับรู้กันถ้วนว่าทั้งสองเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องฝ่าบาท รวมถึงปกป้องบรรดาขุนนางอีกหลายคนจนต้องตายไป...

“สืบว่าทำไมพวกเขาถึงมาโผล่ที่นี่ได้”

“เส้นทางที่ป่านี้เป็นทางลัด ขบวนพ่อค้าอัญมณีที่มาด้วยได้บอกกล่าวไว้เช่นนั้น”

ลู่จิงเม้มริมฝีปาก กำมือตัวเองแน่นจนเล็บจิกกับฝ่ามือแต่เขาหาได้สนใจความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย...เพราะรู้สึกเจ็บใจจนพูดไม่ออก ทั้งๆ ที่ก็คาดการไว้ว่าอาจจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น คาดการถึงความเป็นไปได้มากมายที่คนเหล่านั้นจะลงมือ

 

แต่ที่ไม่คิด...และคิดไม่ถึงก็คือ...

การที่สกุลฉินกล้าสละชีวิตของบุตรชายและหลานชายตัวเองนั่นต่างหาก

 

เหตุใดเพื่อความสำเร็จ เพื่อประโยชน์...และเพื่อสิ่งที่เรียกว่าอำนาจนั้น...คนเราถึงได้เลือดเย็นจนทำร้ายคนในครอบครัวเดียวกันอย่างนี้ได้นะ

 

ดวงตาดอกท้อคู่นั้นทอดมองไปไกล ใบหน้าคนผู้หนึ่งเขายังคงจำได้มั่นไม่ลืมเลือน คนที่เปรียบเสมือนเพื่อน พี่ชาย...และสุดท้ายก็กลายเป็นศัตรูกัน

 

แผนการนี้ข้ารู้ว่าท่านมีส่วนเกี่ยวข้อง...ไม่เช่นนั้นเหตุใดเสือตัวนั้นถึงได้จู่โจมข้าก่อน

เพราะท่านรู้ดีว่าข้าเป็นจุดอ่อนของเขา...

 

“เซ่าเจ๋อ...ข้าไม่เข้าใจเจ้าจริงๆ”

 

อำนาจนั้นมันหอมหวานจนเจ้าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ครอบครองมันเชียวหรือ...ทำร้ายฉางเล่อ ทำร้ายหลงเกอ ทำร้ายข้า และยัง...วางแผนฆ่าครอบครัวตัวเอง

 

วันนั้นลู่จิงยังจำได้ติดตาก่อนที่สกุลฉินทั้งหมดจะย้ายออกจากเมืองหลวงไปมณฑลเหอหยวน อีกฝ่ายยื่นมือออกมาก่อนจะหดมือกลับไปโดยที่ไม่พูดอะไร และคำถามนั้น...

 

‘เจ้าพอใจกับสถานะเช่นนี้จริงๆ น่ะเหรอเสี่ยวจิง...เขาให้สถานะอะไรกับเจ้าไม่ได้ เจ้าก็ยังเลือกเขา แล้วสักวันหนึ่งเจ้าจะต้องเสียใจกับทางเลือกนี้’

มือเรียวกำเข้าหากันแน่น เอ่ยสั่งการกับบรรดาองครักษ์รอบๆ ไม่สนใจสภาพร่างกายของตัวเองจนหัวหน้าราชองครักษ์ลับเมฆดำส่ายหน้าหน่ายใจเพราะห้ามอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ฟังเอาเสียเลย

ดวงตาดอกท้อคู่สวยแน่วแน่ มองไปรอบๆ เหล่าองครักษ์ที่ต่างแยกตัวกันไปคอยเฝ้ารักษาความปลอดภัยรอบๆ ส่วนบรรดาขุนนางและครอบครัวของขุนนางที่ตามมาด้วยนั้นต่างก็อยู่ในกระโจมและห้ามออกไปนอกบริเวณพื้นที่ป่านี้เป็นอันขาด

“ข้าไม่เคยเสียใจ” ลู่จิงเอ่ยกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะยิ้มจาง...ตั้งแต่เด็กจนโตเขาเป็นฝ่ายถูกปกป้องมาเสมอ ดังนั้นครั้งนี้เขาจะเป็นฝ่ายปกป้องมังกรผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นบ้าง

 

ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม...ข้าก็ไม่เสียใจ

ขอเพียงยังได้อยู่ข้างๆ ท่านก็พอ

 

.................

 

ส่วนสถานการณ์ทางเย่ซืออวิ๋นนั้นก็เรียกได้ว่าตึงเครียดยิ่งนัก บรรยากาศโดยรอบนั้นอึมครึมและเต็มไปด้วยความกังวล บรรดาองค์ชายและลู่ถิงอวี่ต่างก็เป็นห่วงคนที่อยู่วังหลวงกันจนร้อนรน

“เกิดอะไรขึ้นกับเสด็จพ่อและท่านอาจารย์ลู่หรือท่านลุงหยาง!” เย่ซืออวิ๋นเป็นห่วงจนร้อนรนไปหมด 

“ถูกเสือในป่าตอนงานล่าสัตว์ทำร้ายเอา ฝ่าบาทถูกเสือกัด ส่วนลู่จิงเองก็บาดเจ็บสาหัส” หยางสุ่ยชิงตวัดดาบแล้วยาวในมือเป็นวงกลม แรงหวดของดาบนั้นชวนให้รู้สึกครั่นคร้าม แม่ทัพใหญ่ผู้ปกปักษ์แผ่นดินท่ามกลางศพศัตรูนับพันหมื่นแผ่จิตสังหารออกมาอย่างเต็มที่ แต่เขาก็ไม่ลงมือทันที

 

เพราะคนที่รายล้อมรอบตัวอยู่นั้น...น่าสงสัยยิ่งนัก

ดังนั้นเขาจึงยังไม่จู่โจมทันที

 

...งานล่าสัตว์...

 

เย่ซืออวิ๋นเม้มปากตัวเองแน่น แค่บอกว่าเสด็จพ่อและท่านอาจารย์ลู่บาดเจ็บในงานเทศกาลล่าสัตว์พวกเขาก็รู้ชัดแล้วว่าเป็นแผนของคนสกุลฉิน!

“ไม่เป็นไร...ฝ่าบาทและท่านพ่อจะปลอดภัย” ลู่ถิงอวี่กระชับมือขาวเรียวไว้แน่นราวจะปลอบโยน เขาเองก็เป็นห่วงบิดาเช่นกัน แต่รู้ดีว่าท่านพ่อและอาจารย์ของตนจะไม่เป็นอะไร ไม่ใช่แค่เชื่อมั่นอย่างเดียว แต่เพราะสกุลฉินจะกลับเมืองหลวงอย่างสง่าผ่าเผยได้ต้องได้รับราชโองการจากฝ่าบาทเท่านั้น

“บ้าเอ๊ย! ข้ารีบกลับไปเมืองหลวงจะแย่อยู่แล้ว!” เย่เซียวสบถอย่างหงุดหงิด มือใหญ่ถืออาวุธเตรียมพร้อม

“คนพวกนี้น่าสงสัย” เย่เฟิงหรี่ตามองรอบๆ ในมือขององค์ชายรัชทายาทถือกระบี่ด้ามยาวเอาไว้เตรียมรับมือกับสถานการณ์เช่นกัน

“พวกเราควรฝ่าวงล้อมนี้ไปเลยดีหรือไม่?” เย่หานส่งเสียงหงุดหงิด แทบอยากจะฝ่ากลุ่มคนเหล่านี้กลับไปเมืองหลวงจะแย่อยู่แล้ว! แต่เพราะเขาเองก็คิดว่าคนเหล่านี้น่าสงสัยจึงยังไม่ลงมือทันที

 

ถ้าหากเป็นนักฆ่าหรือโจร...ถ้าเช่นนั้นมีจุดประสงค์อันใด และไม่มีนักฆ่าที่ไหนที่ไม่มีจิตสังหารเช่นนี้หรอก อีกทั้งถ้าหากเป็นโจรก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้

อีกทั้งอาวุธเหล่านั้น...มีดาบบ้าง จอบบ้าง เสียมบ้าง ดูอย่างไรก็ไม่ใช่นักฆ่าหรือโจรภูเขาเป็นแน่

 

“โจมตีโดยไม่เน้นจุดตาย แค่ทำให้พวกเขาสลบไปก็พอกระมัง?” เย่เซียวหันไปหาลู่ถิงอวี่กับเย่เฟิงคล้ายจะถามความเห็น ทั้งคู่หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า

 

ดูเหมือนวิธีนี้จะเหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์เช่นนี้แล้ว

 

“เช่นนั้นก็ลงมือกันเถอะ!” 

“เย่เซียวเจ้ามาปกป้องซืออวิ๋นเถอะ” ลู่ถิงอวี่ดึงปลอกกระบี่ยาวของตนออก ก่อนจะกุมไว้มั่น ยกหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยองค์ชายใหญ่ให้องค์ชายสาม เพราะในบรรดาพวกเขาท่านลุงหยางและเย่เซียวมีวรยุทธ์สูงที่สุด เพียงแต่ท่านลุงหยางต้องเป็นคนนำฝ่าฟันออกไป

“ได้...พี่ใหญ่ ท่านห้ามอยู่ห่างข้าล่ะ”

“อื้ม!” เย่ซืออวิ๋นเม้มปาก พยักหน้าเชื่อฟัง ในมือเองก็กุมกระบี่อ่อนชางชุนไว้แน่น ในใจกังวลจนเป็นห่วงไปหมดจนมือสั่นเทา ลางสังหรณ์บางอย่างกำลังร้องเตือนแต่เขาก็บอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร!

 

คิดสิ...คิดสิเย่ซือวิ๋น!

เหตุการณ์เบื้องหน้ามันมีอะไรแปลกๆ และมีข้อสงสัยเต็มไปหมด!

 

ดวงตากลมโตคู่สวยมองการต่อสู่เบื้องหน้า ฝ่ายพวกเขานั้นโจมตีไม่เน้นจุดตายเพียงแต่ฟาดให้สลบ แต่คนเหล่านั้นก็แข็งแรงมาก ลักษณะเหมือนใช้แรงมาจนเคยชิน อีกทั้งการโจมตีที่โจมตีกลับมาก็เหมือนเพิ่งฝึกมาไม่นาน ดูสะเปะสะปะยิ่งนัก

“พี่ใหญ่! หลบ!” เพราะคิดอะไรเพลินๆ อยู่เย่ซืออวิ๋นเลยไม่รู้ตัวว่ามีดาบสั้นพุ่งมาหาเขา ดีที่เย่เซียวดึงหลบไว้และปัดดาบออกไปทัน

 

เคร้ง!!

 

เสียงดาบสั้นหล่นกระทบพื้น องค์ชายสามหรี่ตาลงมองกลุ่มคนชุดดำประมาณสี่ห้าคนที่มาใหม่นั้นอย่างเคร่งเครียด คนพวกนี้ต่างจากกลุ่มคนก่อนหน้า

 

ตรงที่...มีจิตสังหารเต็มเปี่ยม! และจ้องจะเอาชีวิตพวกเขาเป็นแน่!

 

“ดาบพวกนี้...เหมือนดาบที่ใช้โจมตีซืออวิ๋นกับเว่ยฉือที่แคว้นเว่ย!” ลู่ถิงอวี่หรี่ตาลงเมื่อเห็นดาบที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน ไม่ได้หมายถึงลักษณะภายนอก แต่หมายถึงวัสดุที่ใช้ในการผลิตขึ้นมานั่นต่างหาก

 

คนพวกนี้เป็นกลุ่มคนที่สกุลฉินส่งมา!

แต่ว่า...เพราะเหตุใดกันล่ะ

 

“นักฆ่าพวกนี้ฆ่าได้ ส่วนกลุ่มคนเหล่านั้นห้ามฆ่าเด็ดขาด!” หย่างสุ่ยชิงแทงดาบใส่ศัตรูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตวัดดาบที่เปื้อนโลหิตเพื่อคุ้มครองบุตรี 

เหล่าองค์ชายรวมถึงลู่ถิงอวี่พยักหน้า แม้การต่อสู้เช่นนี้จะทำให้พวกเขาลำบากและสิ้นเปลืองแรงมากก็เถอะ 

“ข้าเกลียดสถานการณ์เช่นนี้จริง” ลู่ถิงอวี่ถอยหลังมาจนชนกับหลังของเย่เฟิง พลางบ่นด้วยน้ำเสียงหอบ แม้ร่างกายเขาจะแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม แต่การออกแรงมากเกินไปและการที่ต้องสับเปลี่ยนการต่อสู้ไปพลางเช่นนี้ยิ่งทำให้เหนื่อยกว่าเดิม

“นั่นสิ...ข้าเองก็เกลียดสถานการณ์ที่เหมือนวิ่งอยู่บนฝ่ามือคนอื่นเช่นนี้มากเหมือนกัน” เย่เฟิงขมวดคิ้ว องค์ชายรัชทายาทแห้งต้าเซี่ยใช้ฝ่าเท้าทีบศัตรูออกไปเต็มแรง เขาหงุดหงิดที่แรงของตัวเองไม่มากเท่าที่ควร

“คนพวกนี้กำลังทำบ้าอะไรกันเนี่ย!” เย่หานสบถลั่น เพราะว่ากลุ่มคนชุดดำนั้นสู้ไปพลางฉีกดึงเสื้อผ้าของพวกเดียวกันไปด้วย เห็นชุดที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อคลุมสีดำนั้นลู่ถิงอวี่และเย่เฟิงก็ขมวดคิ้วทันที...

“พี่ใหญ่! บ้าเอ๊ย! คนเหล่านี้เหตุใดจึงจ้องจะทำร้ายพี่ใหญ่อยู่ได้นะ” เย่เซียวปัดจอบและเสียมทิ้งไป แต่แรงของเด็กกับผู้ใหญ่นั้นต่างกันทำให้เขาต้องดึงตัวพี่ใหญ่มาหลบไว้หลังตัวเองแทน เย่ซืออวิ๋นก็ไม่อยู่เฉย ใช้กระบี่อ่อนชางชุนของตนสกัดการโจมตีได้บ้าง “ท่านอย่าออกไปอยากการคุ้มกันของข้าเด็ดขาดนะ!”

“อื้อ!” เย่ซืออวิ๋นเม้มปากแน่น สะบัดกระบี่อ่อนเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็ว กระบี่อ่อนนั้นบาดเสื้อของกลุ่มคนชุดดำจนขาด เมื่อเห็นชุดที่ซ่อนอยู่ด้านในเย่ซืออวิ๋นก็เบิกตากว้าง

“บ้าเอ๊ย! เกะกะน่า!” เย่เซียวแทงกระบี่ใส่ร่างกลุ่มคนชุดดำ คนเหล่านั้นเริ่มทยอยล้มลงจนเกือบหมด มีคนที่หลุดรอดไปได้แต่หยางสุ่งชิงก็ตามไปอย่างรวดเร็ว

 

ตึก...ตึก

 

เสียงหัวใจของเย่ซืออวิ๋นเต้นรัวเร็ว ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อนึกอะไรขึ้นได้...มันเป็นเรื่องในชาติก่อน แม้เขาจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่เขาก็ได้ยินเรื่องราวมา...

 

องค์ชายรองเย่เฟิงถูกกักบริเวณเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม!

สาเหตุเพราะ...

 

ดวงตากลมโตมองสถานการณ์ตรงหน้า ร่างกายสั่นเทา เม้มริมฝีปากเข้าหากันจนช้ำ ดูเหมือนลู่ถิงอวี่กับเย่เฟิงก็พอจะเดาสถานการณ์ได้เช่นกัน ทั้งสองชะงักมือ แต่กลุ่มคนที่ถือจอบและเสียมเหล่านั้นไม่ได้หยุดลงด้วย ยังโจมตีเข้ามาเรื่อยๆ 

เย่ซืออวิ๋นตัดสินใจแน่วแน่อย่างรวดเร็ว เขาจะไม่มีทางยอมให้แผนการณ์นั้นของสกุลฉินสำเร็จเป็นอันขาด! จะไม่ยอมให้น้องรองต้องเจอเหตุการณ์เหมือนในชาติก่อนอีก! “น้องสามพาพวกเขาเข้าไปในรถม้า!!”

แม้เย่เซียวจะไม่เข้าใจแต่เห็นดวงตาของพี่ใหญ่นั้นหวาดกลัวและหนักแน่นยิ่งนัก เย่เซียวเลยทำตามคำสั่งใช้วิชาตัวเบาของตนไปด้านหลังพี่ชายกับลู่ถิงอวี่ ก่อนจะฟาดมือลงที่ท้ายทอยของเย่เฟิงและลู่ถิงอวี่โดยที่ทั้งสองคนไม่ทันตั้งตัว เย่ซืออวิ๋นตรงเข้าไปช่วยคุ้มครอง เย่หานกับหยางฉิงที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ก็ช่วยคุ้มกันเช่นกัน

“พี่สามทำอะไรของท่านกัน! โจมตีพี่รองกับพี่ลู่ทำไม!” เย่หานสบถลั่น

“พาพวกเขาเข้าไปในรถลาก! น้องสี่น้องฉิง! เจ้าก็ขึ้นไปด้วย!!” เย่ซืออวิ๋นลากน้องชายขึ้นรถ ซ้ำยังลากมือหยางฉิงเข้าไปโยนในรถลากอีกคน!

“พี่ใหญ่! ทำบ้าอะไรของท่าน!” เย่หานโวยวายจะลงมาจากรถลากก็ชะงักเพราะเห็นใบหน้าที่ยิ้มอย่างจนใจและเศร้าๆ ของพี่ชาย

“พี่ใหญ่ปล่อยให้น้องออกไปนะเจ้าคะ!” หยางฉิงร้องโวยวาย นางลงไปไม่ได้เพราะหน้าต่างปิดจากด้านนอก อีกทั้งพี่ใหญ่ยังยืนขวางประตูรถลากอยู่

“น้องสาม! เจ้าเข้าไปด้วย!”

“ท่านจะบ้าเหรอ! ท่านรับมือคนเดียวไม่ไหวหรอก!”

“ไหวสิ...เดี๋ยวพวกเขาก็ไม่โจมตีแล้วล่ะ!” เย่ซืออวิ๋นยิ้มจาง ใบหน้าเศร้าหมอง 

“ท่านพูดอะไร...เสียงฝีเท้า? มีพวกมาเพิ่มอีกแล้วหรือ!” เย่เซียวสะดุ้งเฮือกเตรียมตัวพร้อมที่จะโจมตี 

“กลุ่มคนพวกที่มาล้อมพวกเราแต่แรก...ไม่ใช่โจรภูเขา ไม่ใช่นักฆ่า” เย่ซืออวิ๋นกลืนน้ำลายลงคอ สะบัดกระบี่อ่อนในมือโจมตีคนเหล่านั้น “แรกเริ่มเดิมทีข้าก็สงสัย แต่ว่า...พอเห็นชุดที่ซ่อนอยู่ของพวกคนชุดดำนั้น...”

เย่เซียวชะงักเหมือนจะนึกได้เช่นกัน...ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้น มองพี่ชายที่กำลังคลี่ยิ้มเศร้าๆ มาให้ตน

“ใช่...พวกเขาเป็นชาวบ้านที่ถูกฝึกมา เลยไม่มีจิตคุกคามหรือจิตสังหาร ส่วนกลุ่มคนชุดดำเหล่านั้นก็ซ่อนชุดเช่นเดียวกันไว้ข้างใน...”

ชาติก่อนเย่ซืออวิ๋นเคยได้ยินข่าวลือว่าองค์ชายรองเย่เฟิงทำร้ายชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องเข้า ลู่ถิงอวี่เองก็อยู่ในเหตุการณ์ พลาดพลั้งจนมีชาวบ้านหลายคนเสียชีวิต...โดยมีขุนนางฝ่ายตรวจการและชาวบ้านอีกหลายคนเป็นพยาน!

ดังนั้นการแต่งตั้งรัชทายาทก็ล่าช้าไปนานหลายปี และองค์ชายรองเย่เฟิงต้องถูกกักบริเวณนานเป็นเวลาหนึ่งปี!! แต่ลู่ถิงอวี่นั้นแต่งเข้าจวนองค์ชายใหญ่เสียก่อนทำให้เขาไม่ถูกโจมตีเท่าเย่เฟิง! แต่ชาตินี้ไม่เหมือนกัน! ชาตินี้อย่างไรเสียลู่ถิงอวี่ต้องเป็นอัครเสนาบดี!

“บ้าเอ๊ย!” เย่เซียวสบถลั่นกับแผนการต่ำช้าสกปรกเช่นนี้ หูของเขาได้ยินเสียงฝีเท้าเขาผลักเย่หานและหยางฉิงเข้าไปในรถลากจากนั้นก็ลงกลอนจากด้านนอกไม่ให้พวกเขาออกมา

“พี่สาม!”

“พี่เซียว!” ทั้งสองคนทุบรถม้าลั่น หาวิธีที่อยากจะออกมาเต็มที่ ส่วนเย่เฟิงและลู่ถิงอวี่นั้นยังคงถูกแรงฟาดของเย่เซียวทำให้ยังไม่ได้สติ

“อยู่ด้านในห้ามออกมา!” เย่เซียวตวาดลั่น 

“น้องสาม! เจ้าเองก็ต้องเข้าไปด้วย!” เย่ซืออวิ่นดึงมือน้องสามไว้ แต่เย่เซียวกลับส่ายหน้า องค์ชายสามยิ้มจาง เขาเข้าใจแล้วว่าพี่ชายต้องการทำอะไร

“พี่ใหญ่ตัวซื่อบื้อ...ท่านจะรับความผิดครั้งนี้ไว้คนเดียวได้อย่างไรกันเล่า” เย่เซียวดึงจมูกพี่ชายเบาๆ “ข้าไม่ยอมหรอกนะ”

เย่ซืออวิ๋นชะงัก ดวงตากลมโตคู่สวยของเขาเบิกกว้าง จากนั้นส่ายหน้าอย่างห้ามปรามไม่ได้ มือเรียวตวัดกระบี่อ่อนเข้าโจมตีคนเหล่านั้น กระบี่อ่อนชางชุนในมือแทงเข้าที่อกของอีกฝ่าย ดวงตาคู่สวยหลับแน่นราวไม่อยากเห็น ก่อนจะดึงกระบี่ออกมาแรงๆ จนร่างกายเซ ดีที่เย่เซียวรั้งไว้ทัน องค์ชายสามตวัดดาบแทงฝ่ายตรงข้ามจนล้มตึง แม้จะหลีกเลี่ยงตำแหน่งสำคัญแต่ยามดึงดาบออกมาหยาดโลหิตก็สาดกระเซ็นไปทั่วอยู่ดี กลิ่นคาวคละคลุ้งจนชวนให้อาเจียน

 

...................

 

“เซ่าเจ๋อ...เจ้ารู้คำสอนของราชวงศ์เย่ที่สืบทอดกันมานานหรือไม่?” ฉินเมิ่งที่กำลังดื่มน้ำชาอยู่นั้นเอ่ยขึ้นเบาๆ 

ฉินเซ่าเจ๋อส่ายหน้า ฉินเมิ่งหัวเราะแผ่ว

โอรสสวรรค์ถือกำเนิดจากปวงประชา...รัชทายาทที่กล้าลงมือกับราษฎรของตัวเอง จะมีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์ได้อย่างไรกัน หรือต่อให้มี...เวลาในการครอบครองบัลลังก์นั้นก็ย่อมต้องล่าช้าออกไป เวลาที่ล่าช้านั้นเป็นประโยชน์ของพวกเรา”

“สมกับเป็นท่านพ่อ” ฉินเซ่าเจ๋อยกยิ้มจาง “ข้าจะให้คนปล่อยข่าวลือทันทีที่พวกเขาเข้าเมืองหลวง” ก่อนจะกวักมือเรียกฉินไห่ฟงให้เดินเข้ามา ข้างๆ ฉินไห่ฟงมีฉินฮวาซิงเดินมาด้วย

“ท่านตา ท่านลุง” ฉินฮวาซิงทำความเคารพอย่างอ่อนช้อยงดงาม นางนั่งลงข้างฉินเมิ่งแล้วช่วยชงชาให้ทั้งท่านตาและท่านลุง

“ฮวาซิง เจ้ากำลังจะได้ไปเยือนเมืองหลวงของแคว้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างเมืองฝูหยางในไม่ช้านี้แล้ว...ดีใจหรือไม่”

“เจ้าค่ะท่านตา” ฉินฮวาซิงคลี่รอยยิ้มอ่อนหวาน 

“ดีๆ ข้าจะพาสกุลฉินกลับไป และทวงคืนความยิ่งใหญ่ให้กลับสู่ตระกูลฉินของพวกเราอีกครั้ง!”

 

.................

 

เสียงฝีเท้าที่ดังแว่วจากที่ไกลๆ นั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนชายชราในชุดผ้าไหมอย่างดีจะปรากฎขึ้นพร้อมกับกลุ่มชาวบ้านอีกหลายคน ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้ตั้งใจมาทางนี้แต่เป็นทางผ่าน ชายชราที่อยู่หน้าสุดเบิกตากว้างกับภาพตรงหน้า

 

ซากศพเกลื่อนพื้นโดยที่มีคนสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งงดงามยิ่งกว่าสตรี อีกคนองอาจห้าวหาญราวจอมทัพ

 

“นี่มัน...” ท่านขุนนางผู้ตรวจการเบิกตากว้างกับภาพนั้น 

 

นั่นมันองค์ชายใหญ่และองค์ชายสามไม่ใช่หรือ!

แล้วก็...ศพเหล่านั้นเป็นชาวบ้านนี่!

เกิดอะไรขึ้นกันแน่!!

 

เย่ซืออวิ๋นหอบหายใจ อาศัยร่างน้องสามที่สูงกว่าพิงไว้ไม่ให้ล้มไปเสียก่อน ในฐานะองค์ชายการที่ลงมือทำร้ายราษฎร ชาวบ้านนั้นมันน่าเศร้างใจเหลือเกิน ชาติก่อนมิรู้ว่าน้องรองกับถิงอวี่จะแบกรับกับความรู้สึกนี้อย่างไร

 

เพราะแค่นี้...เขาก็แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว

 

“ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไรพี่ใหญ่” เย่เซียวดึงร่างพี่ชายมากอดปลอบ มือใหญ่ลูบแผ่นหลังคนที่กำลังสะอื้นไห้กับไหล่เขาเบาๆ ดวงตาคมเยียบเย็นลงเมื่อนึกถึงตัวการณ์ที่บีบให้พวกเขาลงมือเช่นนี้...

“อะ...องค์ชาย” ขงหยวนขุนนางใหญ่ฝ่ายตรวจการเดินเข้ามาคาราวะองค์ชายทั้งสอง มองสถานการณ์อย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก 

“ท่านขง...” เย่เซียวพยักหน้า “พวกข้าถูกโจมตี เลยป้องกันตัว”

“แต่...พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดานะพ่ะย่ะค่ะ”

“ชาวบ้านธรรมดาถืออาวุธครบมือ พวกเจ้าสามารถให้กรมอาญามาตรวจสอบคดีนี้ได้” เย่เซียวเอ่ยเสียงเย็นขณะที่กำลังกลอดปลอบพี่ชายอยู่

“แล้ว...ในรถม้านั่นเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

“พวกข้าเพิ่งเดินทางกลับมาจากชมทะเลสาบกระจกเงาที่แคว้นเว่ย ข้างในเป็นองค์ชายรัชทายาท ลู่ถิงอวี่ และน้องสี่เย่หาน” เย่เซียวเอ่ยเสียงเรียบ

“แคว้นเว่ย?” ขงหยวนตกใจ มิใช่บรรดาองค์ชายทั้งหลายอยู่ในวังหลวงกันหรอกหรือ เหตุใดจึงกลับมาจากแคว้นเว่ย เหตุใดจึงมาเกี่ยวข้องกับเรื่องฆ่าแกงชาวบ้านเช่นนี้ได้กัน

“ถะ...ถิงอวี่ร่างกายอ่อนแอ...เขาเดินทางไกลเลยต้องพักผ่อน ส่วนองค์ชายรัชนั้นวุ่นวายกับงานที่เสด็จพ่อส่งมาให้ น้องสี่เองก็ร่างกายไม่ค่อยจะแข็งแรงเช่นกัน เลยให้พวกเขาพักผ่อนอยู่ในรถม้า” เย่ซืออวิ๋นปาดน้ำตาออกจากดวงตา ก่อนจะออกจากอ้อมแขนเย่เซียวแล้วมองขุนนางฝ่ายตรวจการอย่างจริงจัง

เขาไม่ได้เอ่ยถึงน้องฉิง เพราะอย่างไรเสียนางก็เป็นสตรี ถ้าหากพบว่านางอยู่ร่วมกับบุรุษหลายคนชื่อเสียงของนางอาจจะเสียหายเอาได้

“องค์ชาย...เรื่องนี้อย่างไรเสียกระหม่อมต้องกราบทูลฝ่าบาท และอาจต้องให้กรมอาญามาตรวจสอบ เพราะกลุ่มคนที่ตายยังไงก็เป็นชาวบ้านธรรมดา เรื่องนี้...เรื่องนี้เกรงกว่า...”

“ข้าจะรับผิดชอบเอง” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยอย่างหนักแน่น 

เหล่าชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังนั้นแม้ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไร แต่พอจะจับใจความได้ว่ากลุ่มคนที่รังแกชาวบ้านธรรมดาๆ อย่างพวกเขานั้นเป็นเชื้อพระวงศ์ พอมองหน้ากันก็หวีดร้องขึ้นมา

“กรี๊ดดดด! เชื้อพระวงศ์ฆ่าชาวบ้าน! เชื้อพระวงศ์ฆ่าประชาชน!”

“น่ากลัว! น่ากลัวเหลือเกิน!”

เย่ซืออวิ๋นเม้มปากแน่น ถูกเย่เซียวดึงเข้ามากอดไว้อีกรอบ องค์ชายสามส่งสายตาเย็นชาใส่กลุ่มคนที่กรีดร้องเหล่านั้นจนพวกเขาหุบปากสนิท จะขยับวิ่งหนีก็ไม่ได้ เพราะมีองค์รักษ์ล้อมรอบอยู่

“ทะ...ท่านลุงหยางเล่า” เย่ซืออวิ๋นสะอื้น น้ำเสียงสั่นไหว น้ำหนักของชีวิตคนนั้นมันหนักจนเขาแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว

“ข้าส่งสัญญาณให้องครักษ์ไปบอกท่านลุงหยางแล้วว่าห้ามปรากฏตัว ท่านลงคงซุ่มอยู่แถวนี้” เย่เซียวกระซิบ กอดปลอบพี่ชายไปด้วย รอบตัวองค์ชายสามเต็มไปด้วยความเย็นชา ราวจะเชือดเฉือนใครก็ตาม 

 

ปึก! ปัง!

 

ประตูรถลากถูกเปิดออกก่อนจะปิดลงอีกครั้ง องค์ชายรัชทายาท องค์ชายสี่ และคุณชายลู่ลงมาจากรถลาก เมื่อเห็นพี่ชายที่แทบจะยืนไม่ไหวอยู่แล้วในอ้อมแขนเย่เซียว เย่เฟิงกับเย่หานก็รีบตรงดิ่งไปหาทันที 

“พี่ใหญ่!!”

ลู่ถิงอวี่กวาดมองสถานการณ์รอบๆ เพียงไม่นานเขาก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ที่จริงเขาสงสัยตั้งแต่ที่เห็นชุดของคนชุดดำนั่นแล้ว ซ้ำวิธีการต่อสู้ที่ใช้จอบและเสียมนั่น เหมือนเป็นชาวนา ชาวไร่ที่ได้รับการฝึกมาเป็นเวลาไม่นานให้พอจับและเหวี่ยงอาวุธได้ 

 

นี่เป็นแผนที่มีไว้เพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ

ลิดรอนความน่าเชื่อถือของเย่เฟิงในฐานะองค์ชายรัชทายาท! และความน่าเชื่อถือขององค์ชายคนอื่นๆ ด้วย!

แต่...แผนการณ์นั้นไม่สำเร็จเพราะองค์ชายใหญ่ทำลายมันเสียก่อน!

 

ลู่ถิงอวี่เดินเข้าไปหาคนที่กำลังร้องไห้อยู่ในบรรดาอ้อมแขนน้องชาย เขาตบไหล่เย่เซียวเบาๆ ราวให้กำลังใจ จากนั้นก็ดึงองค์ชายใหญ่มากอดไว้แน่น

 

คนคนนี้ปกป้องพวกเขาโดยแบกรับความผิดทั้งหมดเอาไว้ด้วยตัวเอง

เย่เซียวเองก็เช่นกัน...

 

“ถิงอวี่...ฮึก...ข้า...”

“เหตุใดต้องทำเช่นนี้” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเสียงพร่า ความรู้สึกมากมายอัดแน่นอยู่ในใจ แต่เหนืออื่นใดคือความโกรธ เขาโกรธตนเองที่ไร้ความสามารถ โกรธที่ตนอ่อนแอ และไม่มองอะไรให้ถี่ถ้วนกว่านี้ โกรธที่ต้องเห็นน้ำตาของคนที่เขาเฝ้าถนอม!

“ให้ข้า...ได้ปกป้องพวกเจ้า” เย่ซืออวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ยามนี้เสด็จพ่อและท่านอาจารย์ลู่เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ข้าจะยอมให้พวกเจ้าเกิดเรื่องไม่ได้เด็ดขาด...”

 

ในฐานะพี่ใหญ่แล้วเขาไม่มีทางยอม!

 

“เพียงแต่...เพียงแต่...ฮึก” เย่ซืออวิ๋นกอดลู่ถิงอวี่แน่นร้องไห้กับอ้อมแขนอบอุ่นนั้น

 

เพียงแต่การลงมือกับคนอื่นจนถึงขั้นชีวิตครั้งแรกนั้นสำหรับเขามันก็ยากเย็นเกินไปอยู่ดี...น้ำหนักของชีวิตคนนั้นเกินกว่าจะแบกรับ แม้เขาจะมีชีวิตมาสองชาติ 

แต่นี่...ก็เป็นครั้งแรกที่เขาฆ่าคน

และยังเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ อีกด้วย

 

“เด็กดี ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไรนะ ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย” ลู่ถิงอวี่กระซิบปลอบ เขามองเย่เฟิงที่กอดเย่เซียวอยู่ ก่อนพวกเขาจะกอดกันแน่น ท่ามกลางซากศพและกลิ่นคาวของหยาดโลหิต ผสานไปกับเสียงร่ำไห้ขององค์ชายใหญ่ 

เย่เฟิง เย่เซียว เย่หาน รวมถึงลู่ถิงอวี่ต่างมองคนที่สะอื้นเบาๆ อยู่ ในดวงตาของพวกเขานั้นเต้นเร่าไปด้วยความเสียใจและความโกรธ

 

สกุลฉิน! แค้นคราวนี้พวกข้าจะทวงคืน!

พวกเจ้าบังอาจทำให้พี่ใหญ่ของพวกข้าเสียน้ำตาและเสียใจ!! 

หนี้คราวนี้จะให้พวกเจ้าชดใช้อย่างสาสม!!

 

หิมะสีขาวค่อยๆ โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าอีกครั้ง ราวจะช่วยกลบสีแดงสดของโลหิตแต่มิอาจกลบความรู้สึกผิดทับถมในใจนั้นได้...

 

แต่ว่า...นี่จะเป็นก้าวสำคัญของการเติบโต

และเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าในชีวิตของพวกเขา...เข้มแข็งขึ้น กล้าแกร่งขึ้น

 

ยามที่สิ้นฤดูเหมันต์ฤดูใบไม้ผลิก็จะมาเยือน มวลบุปผาที่เคยเงียบเหงาก็จะค่อยๆ แบ่งบาน ย้อมสีขาวโพลนของหิมะให้กลายเป็นสีสันอันแสนงดงามของฤดูใบไม้ผลิ

 

อัญมณีงามยิ่งเจียระไนก็ยิ่งเจิดจรัส...

 

 

………ต่อ…….

 

หลังจากนั้นเย่ซืออวิ๋นและน้องชายรวมถึงลู่ถิงอวี่ก็เข้าสู่วังหลวง พวกเขาทั้งหมดมุ่งหน้าไปตำหนักจิ้งหยางด้วยความเป็นห่วงฮ่องเต้เย่เทียนหลงเพราะได้รับข่าวจากหยางสุ่ยชิงว่าฮ่องเต้เสด็จกลับจากพื้นที่ป่าสำหรับล่าสัตว์แล้ว พวกเขาไม่ได้ไปพักผ่อนทั้งๆ ที่เพิ่งเกิดเรื่องร้ายมา และร่างกายแต่ละคนก็ล้าไปหมด แต่ด้วยความเป็นห่วงและอยากดูให้เห็นกับตาตนเอง ส่วนหยางฉิงก็กลับจวนแม่ทัพไปพร้อมกับหยางสุ่งชิงแล้ว

 พอไปถึงหน้าตำหนักการก็พบการคุ้มกันที่เข้มงวด บรรดาราชองครักษ์ต่างยืนอารักขาอย่างแน่นหนากว่าทุกที หมอหลวงก็วิ่งเข้าออกๆ แถมขันทีและนางกำนัลที่รอรับใช้อยู่ด้านนอกนั้นก็สีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

 

นั่นทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้นในใจของบรรดาคนเพิ่งมาถึงทั้งหมด

กลัว...กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพระบิดาของตน!

 

“องค์ชาย!” เกาจิ้นที่เพิ่งออกมาจากในตำหนักนั้นเห็นบรรดาองค์ชายและคุณชายลู่ก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะถวายพระพร สีหน้าของท่านกงกงกใหญ่ประจำตำหนักนั้นมิสู้ดีนัก 

“เสด็จพ่อและพระอาจารย์ลู่อาการเป็นอย่างไรบ้างเล่าท่านเกาจิ้น” เย่ซืออวิ๋นแทบจะเกาะแขนลู่กงกงถามแล้วถามอย่างเสียกิริยาไปแล้ว 

กงกงใหญ่ประจำตำหนักเห็นท่าทางขององค์ชายใหญ่แล้วจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอมองไปรอบๆ เขาก็ชะงัก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้

“ฝะ...ฝ่าบาท...ทรง...”

เย่ซืออวิ๋นเบิกตาขึ้นแล้วรีบลากมือเย่เฟิงกับเย่เซียวที่อยู่ใกล้ที่สุดปิดประตูเข้าไปด้านในทันที เขาได้แต่ภาวนาในใจอย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับพระบิดาและท่านอาจารย์

“เสด็จพ่อ!”

เมื่อทุกคนเข้าไปด้านในตำหนักกันหมดแล้ว เกาจิ้นเอ่ยกำชับกับทุกคนอีกรอบ จากนั้นก็เป็นฝ่ายปิดประตูตำหนักแล้วเข้าไปข้างในด้วยอีกคน

“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ!” เย่ซืออวิ๋นเดินผ่านห้องทรงงานด้านนอกเข้าไปยังตัวห้องบรรทมด้านใน กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ผสมไปกับกลิ่นสมุนไพรยิ่งทำให้รู้สึกเวียนหัวไม่น้อย ในใจเต็มไปด้วยความกังวลและเคร่งเครียด

“องค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง องค์ชายสาม องค์ชายสี่ อาถิง” น้ำเสียงนุ่มนวลของลู่จิงที่นั่งอยู่กับพื้นข้างเตียงเอ่ยขึ้นเมื่อสังเกตเห็นผู้มาเยือนทั้งหมด ท่านอัครเสนาบดีนั้นอาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์จนสภาพมอมแมมเมื่อก่อนหน้าหายวับไปแล้ว ลู่จิงสวมใส่ชุดสีขาวเรียบง่ายปล่อยผมยาวสยายโดยไม่ได้มัด ทำให้ใบหน้าของเขาดูอ่อนเยาว์ลง

 

และดูงดงามจนถ้ามองเผินๆ อาจจะคิดว่าเขาเป็นสตรี

แม้ยามนี้ใบหน้าจะซีดไร้สีเลือด ริมฝีปากก็แห้งผากก็เถอะ

 

“ท่านอาจารย์ลู่!” ทุกคนโล่งใจที่เห็นลู่จิงปลอดภัย ก่อนจะมองวรกายสูงใหญ่ที่นอนหลับอยู่บนเตียงอย่างหวาดหวั่นใจ พวกเขาไม่รู้ว่าพระอาการของเสด็จพ่อเป็นอย่างไร ในสายตาพวกเขาเสด็จพ่อนั้นยิ่งใหญ่แข็งแกร่งเสมอ

 

ดุจภูผาสูงตระหง่านที่ไม่มีวันสั่นคลอน

ดังนั้นพอเห็นพระองค์เป็นเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็เลย...หวั่นใจ

 

“ท่านพ่อ” ลู่ถิงอวี่เดินตรงเข้ามาหาบิดา คำนับอย่างนอบน้อม ดวงตาดอกท้อมองผู้เป็นพ่ออย่างเป็นห่วง แม้ภายนอกท่านพ่อจะดูไม่เป็นอะไรมาก แต่ลู่ถิงอวี่ก็รู้ดีว่าบิดาของตนนั้นดื้อเงียบเพียงไร

 

ใบหน้าที่ซีดขนาดนั้นต้องกำลังฝืนอยู่เป็นแน่

 

“อาถิงกลับมาแล้วเหรอ...เรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้ากับบรรดาองค์ชาย พี่หยางมาบอกข้าแล้ว” ลู่จิงมององค์ชายใหญ่และองค์ชายสามอย่างรู้สึกเสียใจ ก่อนจะถวายคำนับอย่างเต็มพิธีการ “ลำบากองค์ชายทั้งสองพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

 

ปกป้องคนสำคัญโดยดึงเป้าของแผนร้ายนั้นมาไว้ที่ตนเอง

เป็นความกล้าหาญที่ชวนให้ผู้ใหญ่เช่นพวกเขาปวดใจเหลือเกิน

 

“ไม่เป็นไรหรอกท่านอาจารย์” เย่เซียวรีบร้อนพยุงลู่จิงขึ้น เย่ซืออวิ๋นก็ด้วย 

“เสด็จพ่อพระอาการเป็นอย่างไรบ้างหรือท่านอาจารย์” เย่เฟิงมองพระบิดาอย่างเป็นห่วง บรรดาองค์ชายทั้งหมดรวมถึงลู่ถิงอวี่ด้วยนั่งลงข้างเตียง พื้นของตำหนักจิ้งหยางในฤดูหนาวนั้นปูพรมนุ่มไว้ รวมถึงในห้องก็มีเตาอุ่นวางไว้หลายจุดทำให้ไม่หนาวนัก

ลู่จิงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ ท่าทางเช่นนั้นทำให้เย่ซืออวิ๋นเบิกตากว้าง มือเล็กเอื้อมไปกุมพระหัตถ์ใหญ่ของเสด็จพ่อไว้ทันที

“เจ้าส่ายหน้าบอกว่าข้าไม่เป็นอะไร แต่เจ้าตัวน้อยน่ะไม่คิดเช่นนั้นนะเสี่ยวจิง” สุรเสียงทุ้มคุ้นหูเอ่ยขึ้น พระหัตถ์หนากุมมือองค์ชายใหญ่ไว้เบาๆ พระเนตรคมกริบปรือตาขึ้น เย่เทียนหลงตบหลังมือเย่ซืออวิ๋นสองสามที ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นมากึ่งนั่งกึ่งพิงอยู่กับเตียงบรรทม 

“เสด็จพ่อ!!” องค์ชายทั้งสี่พระองค์เห็นท่าทางของพระบิดาแล้วก็พลันโล่งใจ แทบจะพากันปีนขึ้นพระแท่นบรรทมกันเสียหมดแล้ว

“ทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ!”

“เสด็จพ่อทรงเจ็บตรงไหนบ้างพ่ะย่ะค่ะ”

“เกาจิ้นท่านตามหมอหลวงให้ที”

“เสด็จพ่อทรงสรวลทำไมพ่ะย่ะค่ะ”

บรรดาองค์ชายต่างผลัดกันพูดโน่นพูดนี่จนเย่เทียนหลงได้แต่ผุดรอยยิ้มมุมปากขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ มองเจ้าพวกตัวแสบที่สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง พระหัตถ์ใหญ่ยื่นมือไปขยี้หัวบุตรชายทีละคน ลู่ถิงอวี่ก็โดนไปด้วยเช่นกัน

“ข้าไม่ได้เป็นอะไร” เย่เทียนหลงรับน้ำชาที่ลู่จิงยื่นให้มาจิบ ก่อนจะเอ่ยบอกให้ทุกคนคลายความกังวลลง “อาการไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง”

“แล้วข้างนอกนั่นเล่าพ่ะย่ะค่ะ ลูกเห็นบรรดาองครักษ์เต็มไปหมดเลย แถมนางกำนัลและขันทีก็สีหน้ามิค่อยจะสู้ดี ท่านเกาจิ้นเองก็ด้วย ลูกร้อนใจไปหมดนึกว่าจะเกิดอะไรกับเสด็จพ่อเสียแล้ว” เย่ซืออวิ๋นเขี่ยพระหัตถ์ของพระบิดาไปมา แก้มพองลมเล็กน้อย

“มีคนอยากเห็นข้าไม่สบายหนัก ก็เลยสร้างสถานการณ์ให้ได้สมใจก็แค่นั้น” เย่เทียนหลงตอบเรียบๆ ก่อนจะมองลู่จิงนิ่ง เห็นใบหน้าที่ซีดลงๆ ก็รู้สึกขัดพระทัยยิ่งนัก

 

เจ้าอัครเสนาบดีจอมดื้อดึงนี่!

 

“เรื่องมันเป็นมาอย่างไรกันแน่ท่านอาจารย์” เย่เฟิงเอ่ยสอบถามเรื่องราวทั้งหมด 

ลู่จิงเป็นฝ่ายเล่าเรื่องทั้งหมดเพราะกลัวจะกระทบกับอาการป่วยขององค์เหนือหัว “วันก่อนกระหม่อม ฝ่าบาท และขุนนางอีกจำนวนหนึ่งก็แยกตัวกันไปล่าสัตว์เหมือนปกติ แต่จู่ๆ ก็มีสัตว์บางส่วนที่อาละวาดทำร้ายพวกครอบครัวขุนนางที่ไปด้วย กระหม่อมกับฝ่าบาทรีบร้อนจะกลับมาดูสถานการณ์ แต่บังเอิญเหลือเกินที่มีเสือคลั่งตรงเข้ามาทำร้ายพวกเรา...ทำร้ายกระหม่อม ฝ่าบาทช่วยกระหม่อมไว้ก็เลยเป็นอันตรายพ่ะย่ะค่ะ”

ลู่ถิงอวี่ฟังที่บิดาเล่าก็เบนสายตาจากองค์ชายใหญ่ไปสบกับพระเนตรคมกล้าของฝ่าบาทคล้ายจะถามอะไรบางอย่าง พอเย่เทียนหลงพยักหน้าเขาก็ถอนหายใจ

 

ท่านพ่อหาเรื่องโทษตัวเองอีกแล้ว ทั้งยึงดื้อดึงอย่างที่สุดด้วย

 

“ตอนนั้นพระอาการของฝ่าบาทมิสู้ดี ซ้ำยังเป็นไข้สูง ไหล่ถูกเขี้ยวและกรงเล็บของเสือกัดเอา ตอนนั้นหมอหลวงบอกว่าค่อนข้างเสี่ยง แต่พอได้พระสติขึ้นมาก็ไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” แล้วยิ่งกลับวังหลวงด้วยแล้วก็ยิ่งไม่มีอะไรให้ต้องกังวล หัวหน้าหมอหลวงของแคว้นต้าเซี่ยเป็นหนึ่งในหมอเทวดาผู้มีชื่อเสียง อีกทั้งท้องพระคลังของฮ่องเต้เย่เทียนหลงก็เต็มไปด้วยสมุนไพรล้ำค่ามากมาย ดังนั้นผ่านไปแค่วันเดียวพระอาการก็ดีขึ้นมา

บรรดาองค์ชายทุกคนล้วนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ

“พวกเจ้าเองก็เกิดเรื่องสินะ” เย่เทียนหลงลูบหัวเย่ซืออวิ๋นและเย่เซียวเบาๆ “ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยเจ้าตัวน้อย ลูกสาม”

เย่ซืออวิ๋นหลบสายตาบิดา ก่อนจะช้อนมองอย่างแน่วแน่ “ลูกก็แค่อยากปกป้องน้องชายของลูกกับถิงอวี่ น้องสามน่ะสิพ่ะย่ะค่ะที่ดื้อ ลูกให้ไปอยู่ในรถลากด้วยก็ไม่ยอม” 

“ลูกไหนเลยจะปล่อยให้ตัวซื่อบื้อเช่นพี่ใหญ่ทำเช่นนั้นอยู่คนเดียว”

“น้องสาม ข้ามิได้ซื่อบื้อเสียหน่อย” เย่ซือวิ๋นทำแก้มป่องใส่น้องสาม ก่อนจะมองพระบิดาตาแป๋ว “เสด็จพ่อ...ลูกไม่ควรทำเช่นนี้เหรอพ่ะย่ะค่ะ”

 

เขาเป็นฝ่ายถูกปกป้องมาตลอด ทั้งจากเสด็จพ่อ จากท่านอาจารย์ลู่ ฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย จากน้องชายทั้งสามและจากลู่ถิงอวี่เอง 

 

ชาติก่อนไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกเช่นนี้เลย...ความรู้สึกของการถูกหลายคนรักและเอาใจใส่ พอได้รับความรู้สึกนั้นก็อยากถนอมผู้คนเหล่านั้นเอาไว้ แม้เขาจะไม่ได้เก่งกาจเหมือนคนอื่นๆ

แต่ปกป้องในแบบที่เขาทำได้...

 

เย่เทียนหลงมองเย่ซืออวิ๋นนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือออกไปยีหัวลูกชายเบาๆ “ถ้าหากเจ้าถามข้าที่เป็นบิดาเจ้า...ทุกสิ่งที่บุตรชายข้าทำก็ล้วนควรทั้งนั้นล่ะ เจ้าทำเพื่อปกป้องน้องชาย ปกป้องลู่ถิงอวี่” เย่เทียนหลงยิ้มน้อยๆ “เจ้าตัวน้อยของข้าโตขึ้นจนข้าตกใจจริงๆ”

เมื่อได้ยินรับสั่งของเสด็จพ่อเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกว่าน้ำตาที่เหมือนจะแห้งเหือดไปแล้วนั้นเหมือนจะไหลออกมาอีก เขาพยายามไม่ร้อง พยายามทำตัวให้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะรู้ดีว่าทุกคนเป็นห่วง ยามได้ยินเสด็จพ่อพูดเช่นนี้ขอบตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบ ริมฝีปากแดงแม้มแน่น ปลายจมูกขาวเป็นสีแดงเรื่อ ริมฝีปากยับยู่ไปมาไม่น้อย พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ 

 

ท่าทางเช่นนั้นน่าสงสารยิ่งนักเหมือนลูกแมวที่ถูกมนุษย์ใจร้ายรังแกแล้วสู้ไม่ได้

 

ขนาดเกาจิ้นยังรู้สึกปวดใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฮ่องเต้เย่เทียนหลง บรรดาองค์ชาย และลู่ถิงอวี่ที่ต่างก็มีสีหน้าเจ็บปวดตาม

“ฮึก...ลูกน่ะ...ลูก...” เย่ซืออวิ๋นปาดน้ำตาออกจากดวงตาป้อยๆ เหมือนตัวเองเป็นเด็กๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่เขาร้องไห้ออกมาอีกแล้ว ร้องไห้หนักกว่าตอนอยู่ในป่าเสียอีก แต่เพราะรู้เช่นกันว่าการร้องไห้ครั้งนี้ไม่ต้องกลัวอะไร ไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์อะไร

 

มีคนคอยปลอบโยน มีคนคอยรับฟัง

มีภูผาตั้งตระหง่านให้พึ่งพิงและออดอ้อน

 

“เสด็จพ่อ...ลูกน่ะ...ฆ่าคน พ่ะย่ะค่ะ ฮืก...ฮือ...ลูกไม่ได้ ไม่ได้อยากทำ ฮึก เพียงแต่ จะให้น้องๆ เกิดเรื่องไม่ได้ ลูกน่ะ...เป็น ฮือ...เป็นพี่ชายนะพ่ะย่ะค่ะ”

 

พี่ชายที่อยากปกป้องน้องชายที่รักของตน

 

“เจ้าตัวน้อย” เย่เทียนหลงรวบร่างบุตรชายคนโตมากอดไว้แน่น พระหัตถ์ใหญ่ลูบหัวเย่ซืออวิ๋นราวกำลังปลอบ อ้อมแขนแกร่งกอดเย่ซืออวิ๋นไว้แม้ไม่ได้พูดอะไรแต่ความอบอุ่นและความรู้สึกปลอดภัยจนชวนให้เรื่องมากมายเหมือนถูกชำระล้างให้หายไป

 

เพราะอ้อมแขนนี้มั่นคงและปลอดภัยที่สุดในโลก

 

“ทุกอย่างมันจะผ่านพ้นไป...เจ้าจะเติบโตขึ้น” เย่เทียนหลงเอ่ยเสียงนุ่มๆ “ไม่เป็นไรร้องไห้ออกมาเถอะเจ้าตัวน้อย...เจ้าทำดีที่สุดแล้ว”

สิ้นเสียงพระบิดาเย่ซืออวิ๋นก็ปล่อยโฮลั่นอีกรอบ มือเรียวโอบรอบลำคอของเสด็จพ่อไว้ ซุกใบหน้ากับพระอังสากว้างปล่อยให้น้ำตาเปื้อนฉลองพระองค์อย่างไม่สนใจ โดยมีแต่ละคนมองอยู่เงียบๆ 

เย่เฟิง เย่เซียว เย่หาน ลู่ถิงอวี่ ต่างกำมือตัวเองแน่น พวกเขาเห็นน้ำตาของเย่ซืออวิ๋นแล้วก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทุกครั้ง

 

ไม่อยากให้คนคนนี้ร้องไห้เลย

อยากปกป้องดูแลทะนุถนอมให้มีแต่รอยยิ้ม...

 

ภายในตำหนักจิ้งหยางก้องไปด้วยเสียงร้องไห้ที่ชวนให้คนฟังปวดใจ ก่อนเสียงนั้นจะค่อยๆ เงียบไปเพราะคนร้องนั้นเพลียจนหลับไปคาอ้อมพระกรของบิดา

“หลับไปแล้วสินะ” เย่เทียนหลงถอนหายใจเบาๆ เอื้อมมือไปเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าลูกชายอย่างแผ่วเบา มือใหญ่ลูบหัวราวปลอบ “นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ข้าเห็นเขาร้องไห้เช่นนี้” เย่เทียนหลงอุ้มเย่ซืออวิ๋นให้นอนลงบนแท่นบรรทมของตัวเองดี ส่วนตนเองก็ก้าวลงมาจากเตียง ห่มผ้าให้แล้วก็เดินนำทุกคนไปนอกห้องบรรทม

“เรื่องเป็นมาอย่างไรกันแน่” เย่เทียนหลงนั่งลงก่อนจะรับเสื้อคลุมที่ลู่จิงส่งมาให้คลุมไว้ พระเนตรคมกล้ามองราวจะให้ท่านอัครเสนาบดีไปพักดีๆ เสียที แต่ลู่จิงไม่สนใจเขา 

ทุกคนผลัดกันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เย่เทียนหลงและลู่จิงฟัง ดังนั้นเมื่อฟังจบต่างก็พากันขมวดคิ้วแน่น

“พวกเจ้าบอกว่าขงหยวนผ่านไปพอดีสินะ” เย่เทียนหลงเลิกคิ้วขึ้น เขาจำได้ว่าขงหยวนส่งรายงานมาว่าออกไปตรวจราชการแถวนั้นจริง ดังนั้นถ้าหากผ่านไปเส้นทางนั้นก็ไม่น่าแปลกใจ ปกติขงหยวนค่อนข้างสนิทสนมกับชาวบ้าน เป็นผู้ตรวจการที่ซื่อตรงมากคนหนึ่ง ชาวบ้านเหล่านั้นคงจะตามมาส่งเขาเข้าเมือง

 

ช่างบังเอิญเสียจริงๆ...วางแผนมาดีและช่างรอบรู้ความเคลื่อนไหวของขุนนางในเมืองหลวงไม่น้อยทีเดียวเลย

สมกับเป็นมันสมองของอดีตราชครูผู้ยิ่งใหญ่อย่างฉินเมิ่งยิ่งนัก!

 

“กระหม่อมเดาว่าชาวบ้านที่ตามขงหยวนไปนั้นจะถูกคนสกุลฉินจ้างวานมา พวกชาวบ้านที่มาล้อมโจมตีองค์ชายตอนแรกนั้นสวมเสื้อผ้าเหมือนคนปกติทั่วไป แต่พวกชุดดำกลับซ่อนชุดดำหรับคำไร่ไถนาไว้ด้านใน คนกลุ่มแรกใช้จอม เสียม เป็นอาวุธ มีบางคนที่ใช้ดาบ ถ้าหากตรวจสอบดีๆ อย่างไรเสียก็เจอพิรุธมากมาย” ลู่จิงหอบหายใจเล็กน้อยก่อนจะพยายามกลบเกลื่อนแต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายพระเนตรคมกล้าของฮ่องเต้เย่เทียนหลงและบรรดาลูกชายลูกศิษย์ได้อยู่ดี

“ข้าเดาว่าพวกเขาก็มิได้ต้องการจะใส่ร้ายป้ายสีถึงขั้นว่าพวกท่านฆ่าชาวบ้านหรอก เพียงแต่อยากสร้างรอยด่างพร้อยให้พวกท่าน เพราถ้าหากวันใดวันหนึ่งองค์ชายรองทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ องค์ชายสามองค์ชายสี่มีตำแหน่งในที่มั่นคง และถิงอวี่ก็อัครเสนาบดีก็อาจเอาเรื่องนี้มาโจมตีได้”

“พวกชาวบ้านที่ตามขงหยวนไปกล่าวว่าราชวงศ์ลงมือกับชาวบ้าน คำพูดประโยคนี้ดูอย่างไรก็เตรียมการไว้ล่วงหน้าและมีคนเตรียมไว้ให้พูด พวกเขาเป็นชาวบ้านก็ไม่พอใจและโวยวายที่ถูกทำร้าย แต่พวกเขาก็อาจจะไม่รู้ว่าการทำร้ายเชื้อพระวงศ์เองก็มีโทษประหารเก้าชั่วโคตร” เย่เฟิงถอนหายใจเบาๆ 

“อย่างที่ท่านอาจารย์ลู่บอกสถานการณ์เช่นนั้นกรมอาญาลงไปตรวจสอบก็จะพบเจอพิรุธมากมาย แต่ทุกคนล้วนตายเรียบแล้ว จะสืบสาวไปต่อก็ยากและคงปิดคดีไปเงียบๆ แต่อาจจะมีข่าวลือออกมาเรื่อยๆ ว่าเชื้อพระวงศ์ทำร้ายประชาชน” เย่หานขมวดคิ้วครุ่นคิด เพราะหลังจากพาพี่ใหญ่ขึ้นไปบนรถลากแล้วพวกเขาก็ได้ให้ขงหยวนไปประสานงานกับกรมอาญาให้มาลงพื้นที่ตรวจสอบ ทุกคนล้วนตายหมดเหมือนได้รับคำสั่งให้ต้องฆ่าตัวตาย ส่วนชาวบ้านที่อ้างว่ามาส่งขงหยวนเหล่านั้นก็แยกย้ายกันกลับ พวกเขาได้ให้องครักษ์ติดตามไปลับๆ แล้ว แต่คาดว่าคนเหล่านั้นเมื่อเอาเรื่องไปพูดเสร็จก็ตายอยู่ดี

“ถ้าแผนการนี้สำเร็จไปได้อย่างสวยงามตอนที่เจ้าขึ้นครองราชย์คงจะเกิดปัญหาตามมาไม่น้อยเลยทีเดียว รวมถึงข้าเองก็อาจไม่มีคุณสมบัติของการเป็นขุนนาง” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเรียบๆ ใบหน้าที่มักมีรอยยิ้มอยู่เสมอยามนี้กลับนิ่งสนิทจนและดูคล้ายล้มสงบก่อนพายุมา

“ใช่” เย่เฟิงแค่นยิ้ม “ถ้าหากไม่มีพี่ใหญ่กับน้องสามยื่นมือเข้ามาช่วย พวกเราคงต้องเจออะไรลำบากในอนาคตเป็นแน่”

“พี่รอง น้องสี่ ถิงอวี่ ข้ากับพี่ใหญ่ไม่ได้ถือเป็นเรื่องใหญ่ถึงเพียงนั้น” เย่เซียวถอนหายใจพลางกลอกตา “พี่ใหญ่ทำเพื่อพวกท่าน ข้าก็ทำเพื่อพี่ใหญ่แล้วกัน...ถ้าให้เขาแบกรับเรื่องนี้คนเดียวข้าคงเจ็บใจกว่านี้ ข้าไม่ได้อยากเป็นรัชทายาทเรื่องนี้ไม่ต้องกังวล อีกอย่างข้าก็อยากเป็นแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพใหญ่ลงมือกับใครเล็กน้อยหาใช่ความผิดสำคัญอะไร” เย่เซียวเอ่ยอย่างไม่กังวลเท่าไหร่นัก

 

ถ้าหากมีปัญหาจริงๆ เขาก็อ้างจะไปกักบริเวณตัวเองที่ชายแดนสักปีสองปี เพราะหลังพิธีสวมกวานของพี่ใหญ่ พี่รอง และถิงอวี่เขาก็ตั้งใจจะทูลขอออกไปข้างนอกอยู่แล้ว

 

หาประสบการณ์ให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น

เพื่อที่จะสามารถปกป้องคนสำคัญของตัวเอง...ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตานั้น...ขอเห็นครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก็พอแล้ว!

 

“พี่สาม! ท่านสบายใจเกินไปแล้ว” เย่หานถลึงตาใส่ ก่อนจะถูกเย่เซียวจิ้มหน้าผากเอา เขารู้ดีว่าถ้าหากเป็นคนอื่นก็คงทำเช่นเดียวกัน เพราะไม่อยากให้พี่ใหญ่แบกรับความรู้สึกนี้ไว้คนเดียว ทุกคนกำลังเจ็บใจที่อ่อนแอมองไม่รอบคอบ ไม่ละเอียด และเจ็บใจที่ไม่ได้ทำเช่นเดียวกันกับที่เขาทำ...

“ข้ารู้พวกท่านเป็นห่วงข้ากับพี่ใหญ่ และโกรธเจ้าพวกสกุลฉินนัก แต่พี่ใหญ่และข้าก็ไม่เคยเสียใจที่กระทำเช่นนั้น...เอาเถอะกลับเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า ท่านอาจารย์ข้าได้ยินว่าบุตรชายคนรองของสกุลฉินและฉินสืออู้เสียชีวิตในงานล่าสัตว์คราวนี้ เรื่องเป็นมาอย่างไรกันแน่?”

“อ้อ ข้าเองก็สงสัยเรื่องนี้เลยให้ไปตรวจสอบ พ่อลูกสกุลฉินเข้ามาเมืองหลวงฝูหยางเพราะเดินทางมากับขบวนอัญมณี พวกเขาก็มาเช่นนี้ทุกเดือนและผ่านเส้นทางนั้น แม้ช่วงเวลาในงานล่าสัตว์จะมีองครักษ์ไปกันผู้คนไม่ให้ผ่านเส้นทางนั้นอยู่แล้ว แต่พวกเขาอ้างว่าไม่รู้เรื่อง...ซึ่งแน่นอนว่าเชื่อไม่ได้ พอสัตว์ในป่าอาละวาดทั้งสองคนนั้นก็เสี่ยงชีวิตช่วยปกป้องขุนนางและครอบครัวในงาน”

“สัตว์พวกนั้นถูกยากระตุ้นหรือขอรับท่านพ่อ?” ลู่ถิงอวี่เอ่ย เพราะการที่เหล่าสิ่งมีชีวิตในป่าจะอาละวาดพร้อมกันหลายๆ ตัวน่ะเป็นไปได้ยาก ต้องถูกยาหรือสมุนไพรอะไรสักอย่างกระตุ้นเอาเป็นแน่

“ใช่...แม้กลิ่นจะจางจนแทบจะหายไปหมดแล้ว แต่องครักษ์ลับเมฆดำมีคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญเรื่องยาพิษ เขามีการรับกลิ่นที่พิเศษกว่าคนทั่วไปเลยบอกข้าได้ว่ามันคือหญ้าพายุ”

หญ้าพายุสำหรับมนุษย์แล้วไม่มีกลิ่นใดๆ เป็นสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาอาการบาดเจ็บภายในแต่สำหรับพวกสัตว์ป่าที่มีการรับกลิ่นเร็วกว่ามนุษย์แล้วจะได้กลิ่นที่แตกต่างกันออกไปเป็นยาที่กระตุ้นให้คลั่งขึ้นมา ยิ่งถ้าหากเอาให้กินโดยตรงก็ยิ่งมีอาการคลั่งเยอะกว่าเดิม หญ้าตัวนี้จะสลายไปเมื่อไปอยู่ในร่างกายของสัตว์แล้วจะทิ้งกลิ่นตกค้างเอาไว้โดยที่ตรวจสอบไม่ได้แต่ถ้ามีคนที่จมูกไวก็จะได้กลิ่นจางๆ แน่นอน

“หึ” เย่เทียนหลงแค่นเสียง 

“คนพวกนั้นอยากกลับเมืองหลวง แต่ข้าไม่นึกว่าพวกเขาจะโหดร้ายกับชีวิตของบุตรชายและหลานชายตัวเองถึงเพียงนั้น”

 

แม้เขาจะรู้ว่าคนสกุลฉินนั้นโหดร้าย โหดเหี้ยมไปจนถึงกระดูก ที่เขาทำกับฉินฉางเล่อเย่เทียนหลงพอจะเข้าใจได้...ในเมื่อฉินฉางเล่อไม่ใช่สายเลือดที่แท้จริงของสกุลฉิน พวกเขาเลยหลอกใช้นางเป็นตัวหมาก

พยัคฆ์ร้ายไม่กินลูกตัวเอง...แต่สกุลฉินกลับทำได้ลงคอ

 

“ข้าจะได้จดจำไว้ว่าคนสกุลฉินโหดเหี้ยมขนาดนี้ ครั้งหน้าจะได้ลงมือโดยไม่ต้องสนใจอะไร” เย่หานเอ่ยเสียงเย็น

“พวกเขาสละชีวิตคนในครอบครัวเช่นนี้ แสดงว่าต้องมั่นใจว่าครั้งนี้กลับเมืองหลวงได้เป็นแน่”

“ใช่...ความดีความชอบครั้งพวกเขาจะได้กลับเมืองหลวง” เย่เทียนหลงเอ่ย “ในเมื่องปรารถนากันมาเสียนานข้าก็จะทำให้ความปรารถนานี้ของสกุลฉินเป็นจริง”

ทุกคนเบิกตาขึ้นเล็กน้อยแต่ก็เข้าใจสิ่งที่ฮ่องเต้เย่เทียนหลงสื่ออกมา...แต่เดิมสกุลฉินนั้นมีชื่อเสียงดีงาม ฉินเมิ่งก็เป็นคนที่บัณฑิตส่วนมากนับถือ เป็นอาจารย์ของขุนนางในราชสำนักหลายคน พวกเขาอยู่ในเงามืดลงมือกับคนในที่แจ้งอยู่เสมอ ในเมื่อพวกเขาอยากกลับมาเมืองหลวงก็แสดงว่ามาอยู่ในที่แจ้งเช่นเดียวกับพวกเขา

 

คราวนี้พวกเขาก็สามารถลงมือตอบโต้ได้อย่างเต็มที่เช่นกัน!

 

“นั่นสิพ่ะย่ะค่ะ...เมืองหลวงของต้าเซี่ยไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นหรอก” ลู่ถิงอวี่ยกยิ้มร้ายกาจ กับศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ในที่ลับนั้นยากจะรับมือก็จริง แต่ถ้าหากศัตรูปรากฏตัวในที่แจ้งแล้วล่ะก็...ในเมืองหลวงฝูหยางที่ฮ่องเต้เย่เทียนหลงสามารถปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือได้...

 

ข้าจะให้พวกเจ้าชดใช้น้ำตาของซืออวิ๋น!

และวันที่พวกเจ้ากลับมาข้าลู่ถิงอวี่จะเตรียมของขวัญต้อนรับเอาไว้ให้อย่างสมเกียรติ!

 

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ จวนของสกุลฉินหลังนั้นยังไม่มีผู้ใดมาซื้อและอาศัยอยู่ต่อใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“อ้อ...ใช่ เพราะบัณฑิตส่วนมากนั้นเคารพให้เกียรติฉินเมิ่ง อีกทั้งจวนสกุลฉินก็ราคาสูง เลยไม่มีใครกล้าซื้อต่อหรอก” เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว “เจ้าวางแผนจะทำอะไรสินะ”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มจาง “กระหม่อมแค่อยากเก็บค่าตอบแทนน้ำตาขององค์ชายใหญ่แค่นั้นเองพ่ะย่ะค่ะ”

“ได้...เจ้าอยากเล่นอะไรก็ทำไปเถิด เพราะจากนี้ข้าเองก็จะให้พวกเขาชดใช้ที่บังอาจทำให้ลูกชายของข้าต้องเสียใจ” พระเนตรคมกล้ามองลูกชายแต่ละคน เย่เทียนหลงรู้ดีว่าเรื่องนี้ลูกชายของเขาและลู่ถิงอวี่ล้วนเสียใจมาก แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้พวกเขาเติบโตขึ้น

 

เพราะเย่เทียนหลงรู้สึกได้ว่าแววตาของเด็กๆ เปลี่ยนไป...

จนน่าแปลกใจเหลือเกิน

 

“และ...ที่พวกเขาทำให้เจ้าตัวน้อยของข้าเสียน้ำตา!”

 

เกล็ดย้อนของมังกรไม่ควรแตะ...และยิ่งเป็นพญามังกรด้วยแล้วต้องรอรับผลการกระทำ!

 

“ที่จริง...กระหม่อมคิดว่าวันนี้ตอนเข้าสู่เมืองหลวงจะมีข่าวลือเรื่องที่พวกเราทำร้ายชาวบ้านออกมา แต่นี่กลับเงียบยิ่ง” เย่เฟิงว่าแต่เขาก็พอจะเดาออกว่าเป็นเพราะอะไร

 

เพราะพี่ใหญ่

 

สกุลฉินอยากครอบครองต้าเซี่ย อยากนั่งบัลลังก์มังกรพวกเขาจำเป็นต้องให้พี่ใหญ่ที่ใต้หล้าต่างรู้ว่าเป็นโอรสองค์โตของราชวงศ์เย่เป็นฮ่องเต้หุ่นเชิด ดังนั้นชื่อเสียงของพี่ใหญ่ไม่อาจเสื่อมเสียได้เป็นอันขาด

 

แผนการของคนพวกนั้นต้องปั่นป่วนเพราะพี่ชายของเขา...

เย่เฟิงกำหมัดแน่นก่อนจะถูกลู่ถิงอวี่ตบบ่าอย่างให้กำลังใจ...เพราะพวกเขาก็รู้สึกคล้ายกันเรื่องที่อยากปกป้องเมฆางามนั้นไว้

 

“พวกเจ้ากลับมาแล้วก็ไปพบมารดาของพวกเจ้าหน่อยเถิด พวกนางเป็นห่วงพวกเจ้ากันยิ่งนัก” 

“เสด็จแม่เสด็จมาเยี่ยมเสด็จพ่อแล้วหรือยังพ่ะย่ะค่ะ” เย่หานถาม

“นางกับจืออิงมาตั้งแต่ตอนข้ากลับมาตำหนักจิ้งหยางครั้งแรกแล้ว เฮ้อ...” 

สองสตรีผู้กุมอำนาจแห่งวังหลวงต้าเซี่ยต่างก็เทศนาสั่งสอนฮ่องเต้เย่เทียนหลงและอัครเสนาบดีลู่จิงไปเกือบครึ่งชั่วยามด้วยความเป็นห่วงจนวางใจแล้วถึงได้กลับตำหนักของตนไป

เห็นพระพัตร์ระอาใจปนสำนึกผิดของบิดาแล้วทุกคนก็พากันกลั้นยิ้มจาง เมื่อรู้ว่าเสด็จพ่อไม่เป็นอะไรทุกคนก็ถวายคำนับแล้วก็กลับตำหนักของตนไปด้วย ก่อนไปยังเดินเข้าไปมองคนที่หลับอยู่บนแท่นบรรทมอย่างเย่ซืออวิ๋นอีกหนึ่งรอบ เมื่อเห็นพี่ชายยังหลับสนิทอยู่ก็วางใจกว่าเดิม

 

ใบหน้าที่เคยเปื้อนคราบน้ำตายามนี้นิ่งสงบและแต้มรอยยิ้มเล็กน้อยราวเจอห้วงนิทราที่ดี

ดีแล้ว...เพราะแม้แต่ในความฝันพวกเขาก็อยากให้พี่ใหญ่เจอแต่ความฝันที่งดงาม

 

ตำหนักจิ้งหยางนั้นกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เจ้าของตำหนักมองสองพ่อลูกสกุลลู่แล้วก็ถอนหายใจ เพราะเขารู้ดีว่ายามนี้ลู่ถิงอวี่เองก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก...ทั้งร่างกายรวมถึงจิตใจด้วย

เจ้าลูกศิษย์คนนี้น่ะห่วงและหวงเจ้าตัวน้อยของพระองค์ยิ่งกว่าอะไรดี เสี่ยวอวิ๋นเสียใจและร้องไห้เสียขนาดนั้นมีหรือที่ลู่ถิงอวี่จะไม่โกรธ การที่เจ้าตัวไม่ออกไปจัดการหรือลงมือทำอะไรสักอย่างกับสกุลฉินเขาก็แปลกใจมาก แต่ก็พอเข้าใจด้วยเช่นกัน...

 

เพราะเวลานี้การอยู่เคียงข้างเจ้าตัวน้อยนั้น...สำคัญที่สุด

 

“เก็บความแค้นเอาไว้ก่อนเถอะ” เย่เทียนหลงถอนหายใจเบาๆ “ข้ารู้ว่าเจ้าและพวกเจ้าโกรธ ข้าเองก็เช่นกัน...แต่ว่า...”

“กระหม่อมทราบดีพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่กำมือแน่น ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาของซืออวิ๋นของเขายังคงเต้นเร่าในดวงตาและความทรงจำ บีบหัวใจจนเจ็บแน่นไปหมด

 

ทั้งๆ ที่สัญญากับตัวเองเอาไว้แล้ว! 

เขาเกลียดที่ตัวเองอ่อนแอเช่นนี้!

 

“หึ” เย่เทียนหลงกระตุกยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของลู่ถิงอวี่ เขายื่นมือไปแตะไหล่ลู่จิง ท่านอัครเสนาบดีก็ยื่นมือไปขยี้ศีรษะบุตรชายเบาๆ คล้ายกำลังปลอบ

“อาถิง...เจ้าอยากร้องไห้หรืออยากให้ข้าปลอบหรือไม่” ลู่จิงยิ้มน้อยๆ ส่วนลู่ถิงอวี่นั้นหรี่ตามองบิดาอย่างระอาใจ

“ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วงลูกหรอกขอรับ ลูกว่าท่านพ่อต่างหากที่ควรจะพักผ่อน” ท่านพ่อที่อ่อนเพลียจนแทบจะนั่งไม่อยู่นี่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าเขาเสียอีก

“เขาพูดถูกแล้ว เสี่ยวจิงเจ้าไปพักสักที” 

“กระหม่อมยังต้องไปที่กรมอาญาอยู่พ่ะย่ะค่ะ เกรงว่า...”

“นี่เป็นพระบัญชาของข้า เจ้ากล้าขัดคำสั่งหรือ...ส่วนเรื่องที่กรมอาญาให้หยางสุ่ยชิงริบผิดชอบไปแล้วกัน”

“แต่ว่า...”

“ไปพักผ่อนเดี๋ยวนี้!” เย่เทียนหลงย้ำเสียงเรียบ ลู่จิงรู้ว่าฝ่าบาทเอาจริงถ้าหากตนยังไม่ไปพักผ่อนดีๆ อาจจะถูกฮ่องเต้ผู้ฟื้นตัวเร็วเกินไปผู้นี้ทำอะไรแปลกๆ เอาอีก

“กระหม่อม...”

“เสี่ยวจิงข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วง ร่างกายหัวใจและสมองเชื่อมโยงกัน เจ้าควรพักผ่อน”

ลู่จิงพยักหน้า ก่อนจะถูกรวบเข้าอ้อมแขนแกร่งของเย่เทียนหลง พระหัตถ์หนาลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ ราวปลอบเด็กๆ ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาตอนแรกเขาก็รู้สึกว่าเสี่ยวจิงของเขาน่าเป็นห่วงกว่าตัวเขาเสียอีก

“ข้าไม่เป็นไร ทุกคนไม่เป็นอะไร” เย่เทียนหลงกระซิบปลอบ “ไม่ต้องห่วงแล้วเสี่ยวจริง...เจ้าไม่ต้องเข้มแข็งต่อหน้าข้า”

“อืม...หลงเกอ ขอบใจนะ” ลู่จิงปรือตาลงกับอ้อมพระกรที่แสนอบอุ่นก่อนจะหลับไปทั้งอย่างนั้น เย่เทียนหลงถอนหายใจแผ่วเบาแล้วก็มองลู่ถิงอวี่ที่มอบิดาของตนอย่างโล่งใจ

“ท่านพ่อดื้อดึงมาเช่นนี้เสมอ ชอบฝืนตัวเองด้วย” นิสัยเช่นนี้ของบิดาน่ะช่างน่าปวดหัวเหลือเกิน

“เขาโทษตัวเอง ข้าไม่อยากให้เขาคิดมาก” เพราะรู้นิสัยกันดีเย่เทียนหลงเลยมั่นใจว่าเรื่องคราวนี้ลู่จิงต้องโทษตัวเองอยู่แน่ๆ

“เสือตัวนั้น...จู่โจมท่านพ่อก่อนฝ่าบาทสินะพ่ะย่ะค่ะ...ฝีมือของฉินเซ่าเจ๋อ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเพราะไม่อยากรบกวนการพักผ่อนของบิดา

“ใช่” เย่เทียนหลงเอ่ยอย่างเยือกเย็น ดวงตาคมกริบนั้นเต็มไปด้วยประกายตาเย็นชา “เจ้านั่นรู้ว่าเสี่ยวจิงเป็นจุดอ่อนของข้า”

“ที่พวกเขาอยากให้ฝ่าบาทกับท่านพ่อบาดเจ็บเพราะจะได้ปล่อยข่าวลือเรื่องพวกเราได้อย่างเต็มที่ แม้จะไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตแต่ก็ส่งผลต่อชื่อเสียงของพวกเราอยู่ดี”

“แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่พวกเขาวางไว้เพราะเสี่ยวอวิ๋นและเย่เซียว...”

“หนี้คราวนี้พวกเขาต้องชดใช้ให้กระหม่อมอย่างสาสม”

 

ทั้งคนที่เขารัก บิดาของเขา สหายของเขา

 

“หึ”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มจางๆ “มีเรื่องหนึ่งที่กระหม่อมอยากทูลให้ฝ่าบาททรงทราบไว้...ดูเหมือนองค์ชายใหญ่จะทรงสงสัยเรื่องสายเลือดของตนเองแล้ว และถ้าหากกระหม่อมคาดไม่ผิด...องค์ชายใหญ่อาจจะมีคำตอบที่แน่ใจอยู่ในใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เย่เทียนหลงชะงัก พระเนตรคมกล้าอ่อนแสงลงเต็มไปด้วยประกายตาซับซ้อน พระหัตถ์กำเข้าหากันแน่น...เพราะเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวที่สุด

 

กลัว...ว่าเจ้าตัวน้อยจะเปลี่ยนไป

 

“พระองค์รู้จักองค์ชายใหญ่ดี เขาใจดีและบริสุทธิ์ที่ไม่ถามเพราะไม่อยากทำให้ทุกคนลำบากใจ ดังนั้น...”

“เจ้าอยากให้ข้าบอกความจริงกับเจ้าตัวน้อยสินะ”

ลู่ถิงอวี่ยิ้ม เขาลุกขึ้นก่อนจะถวายคำนับฮ่องเต้ที่เป็นอาจารย์เพียงคนเดียวของตน “การได้ยินจากพระโอษฐ์ของพระองค์เองย่อมดีกว่าได้ยินจากปากผู้อื่น”

เย่เทียนหลงนิ่งไม่ได้ตอบอะไร

“กระหม่อมขอฝากท่านพ่อไว้กับพระองค์ ส่วนตัวเองจะกลับไปจวนอัครเสนาบดีพ่ะย่ะค่ะ” ที่จวนก็คงกำลังยุ่งไม่น้อยอยู่เป็นแน่

“วันนี้เจ้าอยู่ที่วังหลวงนี่ล่ะ จะไปตำหนักลู่จือหรือตำหนักลั่วสุ่ยก็ได้...ข้าอนุญาตเฉพาะวันนี้” 

ลู่ถิงอวี่เลิกคิ้วกับความใจดีของฝ่าบาท ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ ให้คนที่ตั้งใจจะให้เขาอยู่เป็นเพื่อนคอยปลอบองค์ชายใหญ่

“ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอทูลอนุญาตไปพักค้างที่ตำหนักหย่งอวี้ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

 

ตำหนักขององค์ชายสาม

 

เย่เทียนหลงพยักหน้า แม้เย่เซียวจะทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่เย่เทียนหลงเข้าใจบุตรชายคนนี้ดี เจ้าตัวน่ะอารมณ์ร้อนมาแต่ไหนแต่ไร อาจจะแอบออกไปจากวังหลวงแล้วก็ลงมือฆ่าคนสกุลฉินเอาก็ได้

ลู่ถิงอวี่เดินไปมององค์ชายใหญ่อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะออกจากตำหนักจิ้งหยาง หิมะที่เคยปกคลุมวังหลวงเริ่มละลายบ้างแล้ว ดูเหมือนปีนี้ฤดูใบไม้ผลิจะมาเยือนเร็วกว่าทุกปี คุณชายลู่เดินไปตามทางเส้นทางที่มุ่งสู่ตำหนักหย่งอวี้อย่างคุ้นเคย เขาเห็นองค์รักษ์คุ้นหน้าคุ้นตาก็ยิ้มจาง

เมื่อเดินเข้าไปภายในตำหนักก็เห็นฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยทรงประทับอยู่ กอดจนองค์ชายสามแทบจะตัวแบนอยู่แล้ว องค์ชายรองกับองค์ชายสี่ก็นั่งมองอยู่ยิ้มๆ

“คุณชายลู่” กงกงใหญ่ประจำตำหนักเอ่ยทักทาย ทำให้ทุกคนหันมามองลู่ถิงอวี่แล้วก็ลากเขาเข้ามาร่วมวงแทน เย่เซียวที่ถูกทุกคนรุมล้อมได้แต่ส่ายหน้า ใบหน้าหล่อเหลายกยิ้มจาง มองสบตาทุกคนที่อยู่รอบๆ

 

เขาไม่เคยอยู่คนเดียว...

นี่พี่ใหญ่...ไม่เป็นไรหรอก...ทั้งข้าและท่านไม่ได้โดดเดี่ยว

ถ้าพวกเราเหนื่อยหรือล้าก็ยังมีคนอยู่ข้างๆ เสมอ...

เพราะเช่นนั้นไม่เป็นไรจริงๆ

 

.............

 

เมืองอันหนิง แคว้นเว่ย

คฤหาสน์ในองค์ชายรัชทายาท

 

เพล้ง!!

เพล้งง!

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ”

“ไม่รู้สิ แต่ข้าได้ยินเสียงเพล้งเช่นนี้มาเกือบหนึ่งเค่อได้แล้ว”

“ดูเหมือนพวกกระเบื้องและแก้วน่าจะแตกไปหมดเรือนแล้วล่ะ”

“ข้ารู้ๆ! มีคนมาส่งข่าวบอกอะไรท่านผู้เฒ่ามิรู้ จากนั้นท่านผู้เฒ่าก็ไล่ทุกคนออกมาแล้วก็มีเสียงเพล้งดังลั่นออกมาจากเรือน พอข้ากับคนอื่นไปดูก็เห็นท่านผู้เฒ่าปาชุดน้ำชาลงพื้นแล้วไล่พวกข้าออกมา ผิดกับทุกครั้งที่ค่อนข้างจะสุขุมเยือกเย็น”

“จริงด้วย”

“อย่ามันแต่นินทาเจ้านาย พวกเขาเป็นแขกขององค์ชายรัชทายาทนะ!”

“จริงด้วย!”

ภายในห้องกว้างที่ตกแต่งอย่างงดงามประณีตนั้นยามนี้บนพื้นเกลื่อนไปด้วยเศษแก้วและเศษกระเบื้องที่แตกเกลื่อนพื้น ฉินเมิ่งหอบหายใจอย่างเหนื่อยหอบ มือคู่นั้นกำเข้าหากันแน่น ดวงตาวาวโรจน์ยิ่งนัก

 

ผิดแผน! ทุกอย่างผิดแผนไปหมด ไม่เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้!

เพราะเด็กนั่น!

 

“ถ้าหากเจ้าไม่ได้มีสายเลือดสกุลฉิน...”

 

 ถ้าหากไม่เพราะข้าจำเป็นต้องใช้เจ้า...ข้าฆ่าเจ้าไปนานแล้วเด็กบ้าเอ๊ย!

 

ครั้งนี้เขาเสียหายไปไม่น้อย ช่างเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มเอาเสียเลย! แล้วยังต้องสั่งระงับข่าวลือที่คิดจะปล่อยไป ไม่พอยังต้องสั่งให้ไปปิดปากพวกที่รู้เรื่องนี้ให้เงียบไว้อีก!

เย่เทียนหลงไม่ต้องทำอะไรสักอย่างพวกเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายเก็บกวาดให้เอง!!

น่าตายนัก! มันน่าตายเหลือเกิน!

 

เพล้ง!

ฉินเมิ่งหยิบชุดน้ำชาหายากที่อยู่ใกล้มือฟาดลงพื้นจนเสียงแตกกระจายอีกรอบ ราวจะใช้มันระบายความโกรธที่คุกกรุ่นอยู่ในใจให้ออกมา

“ท่านพ่อ...” ฉินไห่ฟงมองบิดาของตนที่ยืนนิ่งอยู่หน้าห้องไม่ได้เข้าไป ฉินเซ่าเจ๋อจิกเล็บลงกับฝ่ามือตัวเอง เพราะเขาก็รู้สึกโมโหเช่นเดียวกับบิดาแต่ไม่ได้อาละวาดเช่นนั้น 

 

ท่านพ่อมั่นใจว่าแผนครั้งนี้จะสำเร็จไปได้ด้วยดี...ไม่นึกว่าจะถูกพลิกกลับมาเช่นนี้

 

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวท่านตาของเจ้าก็ดีขึ้น” ให้ท่านพ่อได้อาละวาดก็ดีเหมือนกัน เพราะหลายปีมานี้นี่อาจจะเป็นครั้งแรกๆ ที่ท่านพ่อเสียทีพลาดท่า...

 

ดูเหมือนข้าจะไม่ได้ประเมิณพวกเจ้าต่ำไปเลยจริงๆ

สมแล้วที่เป็นลูกศิษย์ที่สองคนนั้นสั่งสอนมากับมือ

 

ฉินเซ่าเจ๋อหมุนตัวกลับส่วนฉินไห่ฟงก็เหลือบมองไปในห้องเล็กน้อย ก่อนจะตามบิดาของตนออกไป...เขารู้สึกเป็นห่วงคนคนนั้นเหลือเกิน ตอนที่สายข่าวของสกุลมารายงานฉินไห่ฟงทำแก้มน้ำชาหลุดออกจากมือ ท่านพ่อกับท่านตาเข้าใจว่าเขากังวลที่แผนการผิดพลาด 

 

แต่แท้จริงแล้ว...เขาเป็นห่วงสภาพจิตใจขององค์ชายใหญ่

 

ก่อนฉินไห่ฟงจะยิ้มเยาะตัวเอง...ช่างทำอะไรงี่เง่าไร้สาระเสียจริงตัวข้า เป็นห่วงไปเขาก็ไม่รับรู้ และต่อให้รู้ฉินไห่ฟงก็มั่นใจว่าเมฆางามผู้สูงศักดิ์คนนั้นไม่เต็มใจนับญาติกับตนเป็นแน่

 

..............

 

ภายในตำหนักจิ้งหยางท่านอัครเสนาบดีที่ตื่นเรียบร้อยแล้วก็ขออนุญาตกลับไปจวนเสนาบดีของตัวเอง เพราะเขาทิ้งจวนไปหลายวันแล้วถ้าขืนไม่กลับไปมีหวังในจวนต้องวุ่นวายไม่น้อยแน่

ฮ่องเต้นั่งลบนเตียงบรรทมของตนที่ถูกเย่ซืออวิ๋นยึดไป วรกายสูงใหญ่ที่ฟื้นตัวเร็วจนหมอหลวงพากันตกตะลึง ส่วนท่านหัวหน้าหมอหลวงที่เพิ่งมาตรวจอาการให้นายเหนือหัวกลับท่านเสนาบดีนั้นหน้ายุ่งบ่นทั้งสองคนไปยกหนึ่ง จัดยาไว้ให้แล้วก็กลับไปยุ่งวุ่นวายกับสำนักหมอหลวงของตนต่อ

เย่เทียนหลงมองเด็กน้อยบนเตียงเงียบ มือใหญ่เกลี่ยแก้มขาวเบาๆ ทำพูดของลู่ถิงอวี่ก่อนออกไปนั้นเขาก็รู้สึกเห็นด้วย...แต่ก็...ยังไม่อยากทำอยู่ดี

 

ถ้าหากเจ้าตัวน้อยรู้ความจริงแล้วไม่เหมือนเดิมเล่า...ถ้าหากดวงตาคู่นั้นตัวตนนั้นเจ็บปวดเล่า

พระองค์เองก็คงจะเสียใจที่สุด

 

เขายังจำได้ดีวันที่ฉินกุ้ยเฟย ฉินฉางเล่อจะตายได้ติดตา ก่อนตาย...นางเอามือของเขาไปกุมไว้แน่น นางไม่เอ่ยขอให้เขายกโทษ ไม่เอ่ยขออะไร มีเพียงประโยคเดียวก่อนนางสิ้นลมหายใจ...

 

ปกป้องเขาด้วยเพคะฝ่าบาท ปกป้องเขาให้เหมือนบุตรชายของพระองค์เอง

 

ที่ผ่านมาเย่เทียนหลงไม่ค่อยได้สนใจเจ้าตัวน้อยมาเกือบสิบสองปี เขาให้ทุกอย่างเท่าที่องค์ชายคนหนึ่งจะได้รับ เพราะการเห็นเย่ซืออวิ๋นบางทีก็ตอกย้ำบาดแผลในอดีตของตน อีกฝ่ายก็ไม่ได้เข้าหาเขาหรือคนอื่น วางตัวห่างเหินซ้ำยังค่อนข้าวหวาดกลัวเขาและทุกคนด้วย แต่ว่าพอเจ้าตัวน้อยเปลี่ยนไป เข้าหาคนอื่นๆ ช่างออดช่างอ้อน เย่เทียนหลงก็ใจแข็งไม่ลง

 

ไม่ใช่บุตรชายของพระองค์แล้วอย่างไร...

เขารักอีกฝ่ายราวบุตรชายแท้ๆ เท่านั้นก็พอ

 

“อือ...” เย่ซืออวิ๋นที่ได้หลับไปตื่นหนึ่งค่อยๆ ขยับตัว ดวงตากลมโตคู่สวยปรือขึ้นมา ก่อนจะกระพริบตาปริบๆ เห็นพระพักตร์ของพระบิดาเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ก็เอ่ยขึ้นเบาๆ “เสด็จพ่อ...”

“ตื่นแล้วหรือเจ้าตัวน้อย”

“พ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นหาวอีกหนึ่งที ก่อนจะมองไปรอบๆ ไม่เห็นคนอื่นๆ เขาก็คิดว่าทุกคนคงไปพักผ่อนแล้ว ดีแล้วล่ะ ไม่เช่นนั้นเขาเองก็จะกังวล

“เสี่ยวอวิ๋น”

“พ่ะย่ะค่ะ” ดวงตากลมโตช้อนมองพระบิดาตาแป๋วราวลูกแมว ทำให้เย่เทียนหลงยกยิ้มเอ็นดู ดึงบุตรชายที่อีกไม่ถึงเดือนก็กำลังจะสวมกวานครั้งแรกแล้วแต่ตัวกลับเบาหวิวมานั่งบนตักกว้าง องค์ชายใหญ่กระพริบตาปริบๆ แต่เขาชอบอ้อมพระกรอุ่นๆ ของเสด็จพ่อและรู้สึกยังอยากอ้อนต่ออีกรอบก็ไม่ขัดขืน

“เจ้า...มีสิ่งใดอยากจะถามข้าหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นชะงักกับคำถามประโยคนั้น บางอย่างที่เขาเก็บลึกไว้ข้างในกำลังค่อยๆ ถูกแย้มออกมาอีกครั้ง

“ลูก...”

“เช่นนั้น...เจ้าอยากรู้เรื่องบางอย่างจากข้าหรือไม่”

เย่ซืออวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตากลมโตคู่สวยหวั่นไหวก่อนจะเปลี่ยนเป็นนิ่งและแน่วแน่มั่นคง “ความจริงนั้น...ถ้าหากได้ทราบจากโอษฐ์ของเสด็จพ่อ ลูกก็ยินดีพ่ะย่ะค่ะ”

 

ให้เขาได้รู้...จากปากของบิดา

เพราะมันดีกว่ามีคนอื่นมาบอกเขา

 

เย่เทียนหลงกอดเย่ซืออวิ๋นไว้หลวมๆ “สิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้...มันไม่สำคัญใดๆ เลย เพราะสำหรับข้าแล้วเจ้านั้นสำคัญ เป็นบุตราชายของข้าเย่เทียนหลง”

เย่ซืออวิ๋นฟังสุรเสียงที่มั่นคงและเปี่ยมอำนาจจนฟังเสมือนราชโองการนั่นก่อนจะยิ้มจาง พยักหน้าหงึกๆ เอื้อมไปกุมพระหัตถ์ของเสด็จพ่อไว้ว่าไม่เป็นไร ดวงเนตรคมกริบหรี่ลงก่อนจะเอ่ยเสียงเบาหวิว

 

“เสี่ยวอวิ๋น...ความจริงแล้ว...ข้าไม่ใช่บิดาของเจ้า”

 

……………..

 

เกือบอัพในเด็กดีไม่ได้ไปเลยค่ะ T_T เพิ่งรู้ว่าตอนๆ หนึ่งเด็กดีลงได้ไม่เกินห้าหมื่นตัวอักษร

ตอนนี้น้องได้รู้ความจริงจากปากเสด็จพ่อแล้ว แต่อย่างที่น้องเคยบอกไว้ว่ามันไม่สำคัญหรอก ส่วนคนอื่นๆ ก็โกรธมากโมโหมากด้วย และรอที่จะได้เอาคืน ค่าดอกเบี้ยน้ำตาของน้ององค์ชายใหญ่นั้นแพงมากเลยค่ะ สกุลฉินเองก็อยู่ไม่สงบสุขหรอกค่ะ งานนี้สกุลฉินก็พลาดไปเยอะเหมือนกัน โมโหจนหนวดกระดิกแล้วค่ะ 555 น้องยังไม่ได้เอาคืนให้ตัวเองก็โมโหไปแล้ว เดี๋ยวพอลูกแมวโตสกุลฉินจะกระอักกว่านี้ค่ะ ^_^

อีกอย่างหนึ่งครึ่งตอนแรกทุกคนถามเราว่าทำไมฝั่งตัวร้ายฉลาดและฝั่งน้องดูสู้ลำบาก เพราะพวกน้ององค์ชายยังเด็กอยู่ ฝ่าบาทกับท่านลูงจิงก็เจอเรื่องของตัวเองที่ต้องจัดการ ส่วนฝั่งโน้นล้วนเป็นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์เจนสนาม ฝ่ายหนึ่งอยู่ที่แจ้งฝ่ายหนึ่งอยู่ที่ลับ ภายนอกยังรักษาภาพลักษณ์ดีๆ เอาไว้ด้วย จากนี้ฝั่งนี้ก็จะเริ่มเอาคืนทีละเล็กละน้อยแล้วค่ะ ^_^

ช่วงนี้เราติดประชุมทุกวันเลยจะมาดึกสักหน่อยนะคะ งานเรายุ่งมากๆ เลยค่ะ แต่จะพยายามมาบ่อยๆ นะคะ ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยน้าาา รักษาสุขภาพกันด้วย ระวังอย่าให้ป่วยกันนะคะ เห็นมีข่าวพายุเข้ายังไงก็ดูแลตัวเองกันดีๆ น้าาา

ป.ล. อีกนิด...เห็นมีคนถามหาคู่ของประมุขน้อย แอบกระซิบบอกว่าไม่ใช่องค์ชายรองเขานะคะ คนคนนี้โผล่มาแล้ว ตอนนี้ก็มีนะคะ ^_^ แต่เราสปอยล์ไม่ได้ เพราะคู่นี้ฟาดกันมันส์ทั้งปาก ทั้งมือเท้า ^_^

 

ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงและเป็นกำลังใจให้เรานะคะ ดีใจมากเลยค่ะ งืออออ ^_^

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.219K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,279 ความคิดเห็น

  1. #4239 shokon477 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2564 / 01:55
    ตอนนี้ก็มาแสดงว่า คู่ของประมุขน้อยคือ ฉินไห่ฟง แน่ๆ
    #4,239
    0
  2. #4117 Mayyongchy (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 20:54

    น้ำตาไหลพรากๆเลย สงสารที่สุด ฮืออออออ เจ้าแมวน้อยทุกคนจะอยู่ข้างๆเสมอ รวมถึงเราด้วย
    #4,117
    0
  3. #4070 กัลย์คเณพร (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 เมษายน 2564 / 12:53
    คู่ประมุขน้อยหรือว่าจะเป็น....ฉินไห่ฟง
    #4,070
    0
  4. #4043 아가세 MB (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 18:00
    สงสารตอนน้องร้องที่สุด ทำไมเด็กคนนึงที่อยากอยู่กับครอบครัวที่ตัวเองรัก ใช้ชีวิตอย่างสงบ กินของอร่อย และอ้อนพ่อกับน้องหรือแม่ๆตัวเอง แง
    #4,043
    0
  5. #3168 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:53
    แงงงงง ลูกแม่;----;ใจเหลวเป๋วไปหมดเลยค่ะ สงสารน้อง กอดๆนะลูกนะ
    #3,168
    0
  6. #3080 patsawee_ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 03:26
    แง ร้องไห้ สงสารตอนน้องร้องมาก😢😢😢😢
    #3,080
    0
  7. #3004 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 11:52
    สงสารน้องงงง โอ๋ๆน้าาาาาา
    #3,004
    0
  8. #2669 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2563 / 23:53
    แมวเจ็บ คนอ่านก็เจ็บ น้องงงง T-T
    #2,669
    0
  9. #2394 jeeka (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 01:19
    เสียใจ ร้องไห้พร้อมแมวน้อยเลย
    #2,394
    0
  10. #2233 yurayurisaki (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 03:40
    ดีนะเดาเอาแต่แรกแล้วว่าคงไม่ใช่พ่อลูกกันจริงๆเลยไม่ร้องไห้แต่ก็เส้าอยู่ดีอ่ะมารู้ตรงๆ เฮ้ออออ น้องก็คงจะพอเดาออก สงสารน้องงงง
    #2,233
    0
  11. #2202 Cho_aim (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 09:30
    สงสารน้องมาก

    ขอบคุณสำหรับนิยายนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #2,202
    0
  12. #2106 cncdwr (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 02:58
    ประสบการณ์จะทำให้ทุกคนต้องเติบโตขึ้น
    #2,106
    0
  13. #2093 thifu (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 15:53
    เป็นตอนที่เสียน้ำตาเยอะมาก วางแผนกันมาแนบเนียนสุด ปวดใจแทนฮ่องเต่และองค์ชายใหญ่จริงๆ ฮือออ
    #2,093
    0
  14. #1856 khunsom08 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 03:19
    เปียกปอน
    #1,856
    0
  15. #1774 Avista (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2563 / 07:43
    แรงมาก
    #1,774
    0
  16. #1611 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2563 / 07:28

    สงสารน้อนนนนน อ่านไปก็น้ำตาซึมตามน้องมันไป เราก็ตกลงไปในบ่วงขององค์ชายใหญ่หาทางขึ้นไม่เจอแล้วเหมือนกัน! ยิ่งอ่านก็ยิ่งเจ็บใจพวกสกุลฉินจริงๆ! ฉินกุ้ยเฟยคงจะเป็นเมียรองของฉินเซ่าเจ๋อที่โดนหลอกใช้ให้เข้ามาเป็นสนม เอาเม็ดพันธ์ตัวเองที่เพาะไว้ให้เป็นลูกฮ่องเต้ เพื่อที่ตัวเองจะได้ทำการใหญ่ ยึดบัลลังจากสกุลเย่มาเป็นของสกุลฉินสินะ

    #1,611
    0
  17. #1606 Pompaii (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2563 / 11:50
    แอบคิดว่าฮ่องเต้ไม่ได้เจ็บจริง แต่เป็นแผนการให้คนสกุลฉินเร่งดำเนินการ
    #1,606
    0
  18. #1596 Baekie18 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2563 / 10:43
    ตอนแรกคิดไว้แล้วแหละว่าองค์ชายใหญ่ไม่ใช่ลูกฮ่องเต้ มีครั้งนึงบอกว่าหน้าเหมือนฉิน(จำไม่ได้)ก็คิดว่าเป็นพ่อองค์ชายใหญ่แน่ๆ แต่บทก่อนๆพูดแค่ว่าสายเลือดสกุลฉินครึ่งนึงเลยยังมาขัดแย้งอยู่ พอมีบอกว่าแม่ไม่ใช่คนสกุลฉินก็เลยมั่นใจเลยว่าไม่ใช่ลูกฮ่องเต้จริงๆ
    #1,596
    0
  19. #1532 molyarat (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 29 กันยายน 2563 / 15:02
    จะร้องงงงง55
    #1,532
    0
  20. #1484 sakura17 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 19:08
    แม่ซืออวิ๋นไม่ใช่สกุลฉิน หรือเพราะอย่างนี้ แม่เลยแค้นสกุลฉินเพราะโดนหลอกด้วยรึเปล่า
    แอบน้อยใจหน่อยๆตอนชาติที่แล้วคือฮ่องเต้ก็รู้นะว่าซืออวิ๋นไม่เข้าหา+กลัวอะ ฮ่องเต้ก็เลยไม่สนใจ ซืออวิ๋นตัวคนเดียวในวังอะ สงสารมากTT
    คู่ของประมุขน้อยหรือจะเป็นเย่เซียวหรอ คนนี้ก็เก่งทั้งปากทั้งบู๊555
    #1,484
    0
  21. #1403 namu_pari (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 กันยายน 2563 / 20:35
    ทำไมฉิมเมิ่งถึงเป็นตาไห่หงอะ ไม่ได้เป็นปู่เหรอ หรือเราอ่านข้ามตรงไหนไปหว่า 😅
    #1,403
    2
    • #1403-1 namu_pari(จากตอนที่ 25)
      23 กันยายน 2563 / 20:36
      ฉินเมิ่งกับไห่ฟงสิ พิมพ์ผิดไปหมด
      #1403-1
    • #1403-2 jc.cj(จากตอนที่ 25)
      9 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:30
      น่าจะปู่รึเปล่าคะ พ่อของพ่อ
      #1403-2
  22. #1394 kiri2046 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 10:59
    ดิ๋ว!!!! คู่ประมุขน้อย หรือเป็นคนฝั่งฉินที่เป็นห่วงยัยหนู!!!!!!
    #1,394
    0
  23. #1348 supine.ty (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 13:41
    ชาตินี้ทุกคนโอ๋น้องมากๆ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยยย
    #1,348
    0
  24. #1347 Ppp (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 12:03

    แงงงงงงง ร้องไห้เลยย พวกสกุลฉินจะต้องโดนดี ฮืออออ

    #1,347
    0
  25. #1346 tongmeelee (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 08:20

    รออออออ
    #1,346
    0