ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 24 : 二十二 ม่านเงามืดคืบคลาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20,183
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,967 ครั้ง
    10 ก.ย. 63

二十二 

ม่านเงามืดคืบคลาน 

 

“อีกสามวันพวกเราจะเดินทางกลับต้าเซี่ยกันแล้ว...ระหว่างนี้ถ้าหากเป็นไปได้พี่ใหญ่อย่าได้ออกไปไหนเลยนะ” เย่เฟิงบอกพี่ชายที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออ่านเล่นอยู่บนเตียงอย่างสงบเงียบ ซึ่งแน่นอนว่าเย่ซืออวิ๋นก็พยักหน้าหงึกอย่างเชื่อฟังน้องชายเป็นอย่างยิ่ง

 

อาจเพราะเขาสัมผัสได้ถึงความกังวลที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวน้องชายแต่ละคน รวมถึงถิงอวี่ด้วยกระมัง

แม้จะพยายามทำตัวเหมือนปกติ แต่เย่ซืออวิ๋นก็รู้ว่าทุกคนกำลังมีเรื่องในใจ

 

และเขาก็คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเขาเป็นแน่

 

หลังจากเหตุการณ์วันก่อนทุกคนก็มีเรื่องยุ่งเพิ่มมากขึ้น มิค่อยอยู่กันเฉยๆ เลยออกไปโน่นไปนี่จนแทบจะไม่มีเวลาได้พักผ่อนจนเย่ซืออวิ๋นได้แต่เป็นห่วง และถึงจะอย่างนั้นทุกคนก็ยังพยายามมาอยู่เป็นเพื่อนตน ผลัดเปลี่ยนกันวันละคนสองคน หรือบางทีก็มาอยู่เป็นกลุ่ม กลัวเขาจะเบื่อที่ไม่ได้ออกไปไหนก็ขนหนังสือและของอื่นๆ มาให้อีกมาก

“ท่านลุงหยางยังไม่กลับมาอีกหรือน้องรอง?”

“ยังเลย” เย่เฟิงเหลือบสายตามองพี่ชายเล็กน้อย “ท่านไม่โกรธพวกเราใช่หรือไม่ ที่ทำราวกักขังท่านไว้เช่นนี้น่ะ” องค์ชายรัชทายาทแห่งต้าเซี่ยผู้ยิ่งใหญ่ยามนี้มีสีหน้าลำบากใจยิ่งนัก เขาไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มที่โตเกินวัยและเป็นรัชทายาทผู้ปรีชาต่อหน้าคนอื่น 

 

เป็นเพียงน้องชายที่กลัวทำให้พี่ชายที่รักและใส่ใจโกรธก็เท่านั้น

 

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ ยกมือแนบแก้มน้องชายแผ่วเบา ยิ้มกว้างจนดวงตาหยีเป็นจันทร์เสี้ยว “น้องรองหนอน้องรอง ข้าน่ะไร้เหตุผลขนาดนั้นเลยเชียวหรือ ที่พวกเจ้าทำก็เพื่อความปลอดภัยของข้า ขนทั้งหนังสือทั้งอุปกรณ์วาดภาพมากมายมาให้ข้า แถมยังผลัดกันมาอยู่เป็นเพื่อนข้าอีก มีตรงไหนที่ข้าต้องเบื่อกัน...เจ้าก็รู้นี่นาว่าพี่ใหญ่ของเจ้าน่ะเป็นตัวขี้เกียจ”

เย่เฟิงยิ้ม ยกมือขึ้นแนบมือขาวนั้น...พี่ใหญ่มีมือที่เล็กกว่าเขามาก ยามทาบทับลงไปแล้วเขาสามารถบังมือนั้นได้มิดเลย...

 

แต่มือเรียวเล็กคู่นี้กลับอบอุ่นและอ่อนโยน คอยปัดเป่าความเหนื่อยล้าและภาระมากมายที่พวกเขาแบกอยู่บนบ่า

ทุกครั้งที่พวกเขาออกไปทำเรื่องอะไรข้างนอกแค่ได้กลับมาเห็นรอยยิ้มและสัมผัสความห่วงใยจากคนคนนี้...ก็เพียงพอแล้ว

 

เป็นทั้งตัวตนและสถานที่ที่ทำให้รู้สึกว่าสามารถทิ้งตัวลงพักผ่อนได้อย่างสบายใจที่สุด

 

“พี่ใหญ่ของข้างดงามที่สุดต่างหากเล่า”

เย่ซืออวิ๋นย่นจมูก คร้านจะฟังคำเยินยอจากปากบรรดาน้องชายเสียแล้ว อ้อ...ลู่ถิงอวี่กับน้องฉิงก็ด้วย แต่ละคนน่ะชมเขาเสียจนเย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าตัวเองน่ะงามที่สุดในใต้หล้าแล้วจริงๆ มิรู้ว่าถูกชมอย่างนี้บ่อยเข้าเขาจะกลายเป็นคนหลงตัวเองขึ้นสักวันหรือไม่

“น้องฉิงเล่า?”

“ข้าเพิ่งบังคับให้นางไปนอนกลางวัน” เย่เฟิงส่ายหน้าเบาๆ รับมือหยางฉิงนั้นยากยิ่งนัก สมกับที่เป็นสตรีจวนแม่ทัพปกปักษ์แผ่นดิน นางช่างสรรหาเหตุผลมากมายมาโต้เถียงเขาได้ร่ำไป วรยุทธ์หรือก็เก่งกาจ บางครั้งก็เสแสร้งอ่อนแอต่อหน้าพี่ใหญ่ได้ดีเยี่ยมจนเย่เฟิงต้องถูกพี่ชายตีอยู่บ่อยๆ

“น้องฉิงเป็นห่วงท่านลุงหยางนี่นา” เย่ซืออวิ๋นกลั้นขำ “เจ้าก็ยอมๆ นางเสียหน่อยเถิด นางเป็นสตรีนะ...พวกเราน่ะมิอาจทำให้สตรีลำบากใจได้หรอกนะน้องรอง” พี่ใหญ่ยิ้มแป้นอย่างอารมณ์ดี เพราะน้อยนักที่น้องรองผู้สุขุมสง่างามของตนจะลำบากใจกับเรื่องสตรีเช่นนี้...และการที่น้องชายตนใส่ใจน้องฉิงเช่นนี้ก็แสดงว่าในใจเขามีหยางฉิงอยู่ไม่มากก็น้อย

 

เฮ้อ...เห็นทีว่าที่ชายาขององค์ชายรัชทายาทแห่งต้าเซี่ยจะกำหนดไว้แล้วเป็นแน่

เสด็จพ่อ ฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟยต้องดีพระทัยมาก 

แต่ท่านลุงหยางต้องอาละวาดและอยากถือดาบมาฟันน้องรองของตนฉับๆ แน่นอน

 

อืม...ต้องรีบคิดหาวิธีรับมือเสียแล้ว คงต้องปรึกษากับฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยเป็นการด่วน แต่น้องรองมีคนที่หมายตาแล้ว น้องสี่ก็มีเจิ้งปินอยู่แล้ว เหลือเพียงน้องสามนักเลงโตที่ไม่คิดจะต้องตาต้องใจใครบ้างเลย

 

เฮ้อ...เห็นชัดว่าการเป็นพี่ใหญ่นี่ไม่ง่ายจริงๆ

 

“พี่ใหญ่คิดอะไรอยู่?” เย่เฟิงเลิกคิ้วเมื่อเห็นท่าทีครุ่นคิดจริงจังของพี่ชาย แถมยังมองเขาแล้วพยักหน้าหงึกๆ อีกต่างหาก...

“คิดว่าอีกไม่นานเจ้าก็จะสวมกวานครั้งแรกแล้ว เจ้าอยากได้อะไรเป็นของขวัญหรือไม่?” 

“พี่ใหญ่จะเข้าพิธีก่อนข้ามิใช่หรอกหรือ” เย่เฟิงอมยิ้ม “ข้าสิต้องถามท่านว่าอยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือไม่?”

พิธีสวมกวานสำหรับบุรุษตามธรรมเนียมโบราณของต้าเซี่ยนั้นจะมีสองครั้ง...ครั้งแรกตอนอายุครบสิบห้าปีเต็มเป็นการสวมกวานเล็กเพื่อบ่งบอกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และครั้งที่สองตอนอายุครบยี่สิบปีเต็ม...เพื่อบ่งบอกว่าเขาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว...

ในบรรดาพวกเขาทั้งหมด เย่ซืออวิ๋น เย่เฟิง และลู่ถิงอวี่นั้นเกิดปีเดียว เพียงแต่ต่างเดือนกัน เย่ซืออวิ๋นเกิดต้นปีในช่วยเดือนอ้าย เย่เฟิงเกิดตอนสามลู่ถิงอวี่ก็เกิดเดือนสามเช่นเดียวกันหลังจากเขาเพียงสิบสองวัน ทำให้พิธีสวมกวานของพวกเขานั้นเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน

“อยากให้พวกเจ้ามีเวลาพักผ่อนเยอะๆ มานั่งๆ นอนๆ กับข้าเยอะๆ ก็พอ” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยสิ่งที่ตนปรารถนาออกมาด้วยน้ำเสียงน่าฟัง จุดรอยยิ้มในแววตาและริมฝีปากของเย่เฟิงได้เป็นอย่างดี ดวงตาคมจับจ้องคนที่หันไปก้มหน้าอ่านหนังสือที่อ่านค้างไว้อีกรอบ

ตอนได้ยินเรื่องโลหิตของพี่ใหญ่ที่อาจถูกฉินเซ่าเจ๋อเอาไป เย่เฟิงยอมรับว่าตนหวาดกลัวยิ่งนัก...นานแล้วที่เขาไม่เคยสัมผัสความรู้สึกเช่นนี้ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับคมดาบหรือศัตรูก็ไม่ทำให้องค์ชายรัชทายาทแห่งต้าเซี่ยหวาดหวั่นได้

 

แต่เขากลับกลัวสิ่งที่เรียกว่าความจริง...

ความจริงบางอย่างก็ไม่สมควรรับรู้เอาเสียเลย...

 

“พี่ใหญ่...”

“หืม?”

เย่เฟิงชะงักไปครู่หนึ่งยามดวงตากลมโตละจากหนังสือมาสบตาตน ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ แล้วจัดการล้มตัวลงนอนบนตักพี่ชาย ทำตัวเหมือนอ้อนอย่างๆ ที่นานๆ ทีจะทำ ไม้นี้เขาเห็นน้องสี่กับถิงอวี่ใช้เป็นประจำ ดังนั้นคราวนี้ตนจะเอามาใช้บ้าง

 

นานๆ ครั้งอ้อนเสียบ้างจะเป็นอันใดไปเล่า

 

พี่ใหญ่ที่ถูกน้องชายคนรองอ้อนชะงักทันที ปิดหนังสือที่อ่านค้างไว้แล้ววางไว้ข้างๆ จากนั้นก็ก้มมองน้องชายที่หลับตาพริ้มอยู่บนตัก ปกติแล้วน้องรองน่ะสุขุมวางตัวเป็นผู้ใหญ่อยู่เสมอ ให้ความรู้สึกเป็นพี่ใหญ่กว่าตนเสียอีก น้อยครั้งมากที่จะอ้อนเช่นนี้ แต่เย่ซืออวิ๋นก็ไม่ได้ว่าอันใด ยกมือขึ้นจะลูบหัวน้องชายก็ชะงักเล็กน้อย...เพราะอย่างไรเสียเย่เฟิงก็เป็นองค์ชายรัชทายาท

 

ว่าที่ฮ่องเต้ที่อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น...หากเขาลูบศีรษะอีกฝ่ายเกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่

 

“ท่านลูบได้” เย่เฟิงเอ่ยทั้งๆ ที่ยังหลับตาราวรู้ใจ จนเย่ซืออวิ๋นหัวเราะ ยื่นมือไปลูบหัวน้องชายเบาๆ ทันที องค์ชายใหญ่ผิวปากเป็นทำนองเพลงผ่อนคลายเพลงหนึ่งแผ่วเบา แม้เย่เฟิงจะขมวดคิ้วนิดหน่อยเพราะเพลงนี้เขาจำได้ดีว่าสหายตัวแสบของตนเป็นคนแต่งไว้ แต่เอาเถิด...เขาจะละไว้ก็แล้วกัน

บรรยากาศผ่อนคลายคลอไปกับท่วงทำนองแผ่วเบา ทำให้ไม่นานนักองค์ชายรัชทายาทแห่งต้าเซี่ยก็หลับลงอย่างผ่อนคลาย ดวงตากลมโตมองน้องชายอย่างอ่อนโยน มือก็ยังไม่หยุดลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ

“เจ้าเป็นน้องชายของข้า...เย่เฟิง”

 

ไม่ใช่แค่เจ้า แต่น้องสาม น้องสี่ ก็เช่นกัน

 

เย่ซืออวิ๋นถอนใจแผ่ว...บางสิ่งบางอย่างเขาสงสัย มีอะไรหลายอย่างให้จับผิด เพียงแต่ตนไม่คิดจะถามออกไป เพราะรู้ดีว่าถ้อยคำนั้นมิได้ทำร้ายเพียงตนเอง แต่ยังทำร้ายคนสำคัญของตนด้วย...

 

บางทีเหตุผลนั้นก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ตนต้องตกตายไปในชาติก่อน

 

แต่...

แล้วอย่างไรเล่า

 

เขาปล่อยวางเรื่องราวในชาติก่อนได้บ้างแล้ว จะไม่นำมาให้เป็นทุกข์ในชาตินี้ อุตส่าห์มีชีวิตกลับมาอีกครั้ง เหตุใดต้องทำร้ายตนด้วยเล่า อายุรวมกันสองชาติก็มิใช่เด็กๆ เหตุใดจะแยกแยะไม่ได้ว่าอันใดจริงอันใดปลอม

 

ความสัมพันธ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้...เขาสัมผัสมันได้ด้วยใจ

ตราลึกและฝังลงในกระดูก

 

ความอ่อนโยน ความอาทร ความรักความอบอุ่นที่ได้รับนั้นล้วนเป็นของจริงทั้งหมด

นี่ต่างหาก...ที่เป็นความจริง

 

“อ้ะ! พี่ใหญ่ ท่านให้พี่รองนอนหนุนตักเช่นนั้นขี้โกงเกินไปแล้ว! ข้าจะนอนด้วย” เสียงเปิดประตูเลื่อนตามมาด้วยเสียงของเย่หานที่เอ่ยอย่างไม่พอใจ องค์ชายสี่รีบถอดเสื้อคลุมโยนไว้ลวกๆ อย่างไม่สนใจใยดี จากนั้นก็รีบเอาหัวไปหนุนนอนตักอุ่นๆ ของพี่ใหญ่ทันที

“เหอะ!” ส่วนองค์ชายสามที่ถูกแซงนั้นก็ได้แต่แค่นเสียงเหอะในลำคอ ลากเก้าอี้ไปนั่งตรงหน้าเย่ซืออวิ๋น เอามือเรียวมากุมไว้เบาๆ แทน ทำให้พี่ใหญ่ได้แต่หัวเราะอย่างจนใจ 

“พี่เซียว ท่านขยับให้ข้าด้วยสิเจ้าคะ! พี่ใหญ่เจ้าขา...ข้าจะมาฟังพี่ใหญ่เล่าเรื่องหนังสือที่อ่านไปเจ้าค่ะ” หยางฉิงเองก็ตามมาทีหลังเช่นกัน นางลากเก้าอี้มาอีกตัว รบรากับลูกพี่ลูกน้องอย่างองค์ชายสามอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ที่ว่างดั่งใจ 

เย่ซืออวิ๋นได้แต่ส่ายหน้าขำ ก่อนแบนสายตาไปที่คนสุดท้ายที่กำลังปิดประตูให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินเข้ามาหาตน ใบหน้าหล่อเหลาและงดงามอย่างลงตัวนั่นส่งรอยยิ้มหวานน่ามองมาให้ ดวงตาดอกท้อโค้งลงอย่างอ่อนโยนที่สุด แม้ไม่ได้เดินมาใกล้เพราะรอบตัวองค์ชายใหญ่ถูกแต่ละคนจับจองไปหมดแล้ว 

แต่ต่อให้มิได้อยู่ใกล้ก็ไม่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับลู่ถิงอวี่แม้แต่น้อย คุณชายหยกขาวสามารถใช้ดวงตาของตนจับจ้ององค์ชายใหญ่อย่างหวานล้ำปานน้ำผึ้งได้ ทำให้พวงแก้มขาวนั้นขึ้นสีเรื่อราวผลอิงเถา

เย่ซืออวิ๋นที่เขินจนชินแต่ก็ยังไม่ชินดีเท่าไหร่นักเผยรอยยิ้มหวานออกมาเช่นเดียวกัน “กลับมาแล้วหรือถิงอวี่”

“อืม...ข้ากลับมาแล้ว วันนี้ซืออวิ๋นเป็นเด็กดีหรือไม่?”

องค์ชายใหญ่เชิดหน้าขึ้นราวจะอวด “ข้าน่ะดีเสมอหรอก”

“ข้ารู้ ซืออวิ๋นของข้าดีที่สุด”

“พี่ลู่เจ้าคะ พี่ใหญ่ยังมิได้เป็นของท่านเสียหน่อย ท่านกล่าวเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ”

“น้องฉิงพูดถูกต้องที่สุดแล้ว พี่ลู่ท่านอย่าได้โมเมเข้าข้างตนเช่นนี้”

“จริงด้วยถิงอวี่ พี่ใหญ่เป็นของพวกข้าต่างหาก”

ขนาดเย่เฟิงที่ถูกความวุ่นวายปลุกให้ตื่นก็ยังส่งเสียงเห็นด้วย ส่วนคุณชายลู่ที่ถูกบรรดาน้องชายและน้องสาวหวงพี่นั้นก็ทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นคล้ายไม่สนใจเสียงนกเสียงกาใดๆ ทั้งสิ้น จับจ้องเพียงเมฆางามของตนอยู่อย่างนั้น ซ้ำยังฮัมเพลงเป็นทำนองหงส์วอนรักจนได้รับสายตาค้อนขวับจากทุกคนยกเว้นเย่ซืออวิ๋นอีก

เย่ซืออวิ๋นยิ้มจนดวงตาเป็นประกาย มองบรรยากาศรอบตัวและผู้คนที่รายล้อมตนอย่างอ่อนโยน สบตากับดวงตาหวานของลู่ถิงอวี่ก่อนจะคลี่ยิ้มจนตาหยี

 

นี่เป็นครอบครัวของข้า...เป็นคนสำคัญของข้า

ความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงหรือสั่นคลอน

 

................

 

ห่างออกไปจากเมืองอันหนิงแคว้นเว่ยอีกเกือบพันลี้...วังหลวงของแคว้นต้าเซี่ยที่ยามนี้ยังคงสว่างไสว โดยเฉพาะตำหนักจิ้งหยางอันเป็นที่ประทับของฮ่องเต้เย่เทียนหลง แม้จะดึกดื่นแล้วแต่เจ้าของตำหนักยังคงยืนมองผืนฟ้าพร่างพราวดวงดาราอยู่เงียบๆ อาภรณ์สีเหลืองทองที่สวมใส่ยามว่าราชการเปลี่ยนมาเป็นผ้าไหมสีดำเรียบง่าย

ในบรรดาฮ่องเต้ทั้งหมดเกือบสามสิบพระองค์ของต้าเซี่ยนั้น...เย่เทียนหลงนับได้ว่าร่ำรวยแต่ก็มัธยัสถ์ที่สุดพระองค์หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ขึ้นครองราชย์ก็รับสั่งให้งดเว้นการเก็บภาษีนานถึงสามปี ตลอดระยะเวลาการปกครองมาก็เก็บภาษีอากรน้อยมาก การปกครองของเขาได้รับการสรรเสริญจากชาวประชาและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักปกครองทั่วหล้า

“อากาศยังหนาวอยู่ เหตุใดท่านไม่ใส่เสื้อคลุมออกมาเล่า มายืนรับลมเช่นนี้ทำไม?” เสียงถามขึ้นจากเบื้องหลังไม่ได้ทำให้เย่เทียนหลงหันกลับไปมอง เขารู้ดีว่าใคร

 

ก็คนที่เขาหาข้ออ้างตั้งมากให้ยอมมาค้างตำหนักจิ้งหยางด้วยกัน

ช่างไม่เหมือนบุตรชายของเจ้าตัวเอาเสียเลย...รายนั้นพยายามไล่เพียงไรก็ทำหน้าหนาจะนอนค้างในวังให้ได้

 

“เหตุใดยังไม่นอนอีก” เย่เทียนหลงเอื้อมมือไปดึงมือลู่จิงให้มายืนข้างกัน คนหน้าบางอย่างท่านอัครเสนาบดีลู่พยายามขืนมือเอาไว้ แต่แรงของเขาก็สู้แรงเย่เทียนหลงไม่ได้อยู่ดี สุดท้ายยังถูกฮ่องเต้เกเรบางพระองค์ดึงมาโอบไว้อีก

“ท่านดีๆ หน่อยมิได้หรือ”

“ยามนี้ไม่มีใครเสียหน่อย ข้าจะเกเรบ้างก็ไม่เห็นมีใครว่า”

ลู่จิงกลอกตา “ข้านี่ล่ะที่จะว่า...ท่านกังวลเรื่องที่พี่องครักษ์เงาส่งมาให้หรือ” เมื่อเช้านี้เย่เทียนหลงได้รับจดหมายลับด่วนจากองครักษ์เงาที่ส่งไปด่วนยังเมืองอันหนิง จดหมายจากองค์ชายทั้งสามพระองค์และลู่ถิงอวี่บุตรชายของเขา เนื้อความในจดหมายนั้นบ่งบอกถ้อยประโยคที่ทำให้ลู่จิงเห็นภาพที่เขาไม่ได้เห็นมานาน

 

แต่ถ้าหากขอได้...เขาก็ขอไม่อยากเห็นใบหน้าหวาดหวั่นพรั่นพรึงเช่นนั้นของเย่เทียนหลงเลย

 

อ้อมแขนแกร่งกระชับโอบกอดลู่จิงแน่นขึ้น “ข้ากลัว...”

 

กลัวว่าถ้าหากเจ้าตัวน้อยของพระองค์รู้ความจริงขึ้นมาแล้วจะไม่เหมือนเดิม...

กลัวแววตากลมโตที่ซื่อบริสุทธ์คู่นั้นจะเปลี่ยนเป็นความห่างเหิน

 

“หลงเกอ...ท่านเห็นเขาเติบโตมาหลายปี ใช่จะไม่รู้นิสัยของเขา...องค์ชายใหญ่นั้นภายนอกราวลูกแมวน้อยที่แสนน่าเอ็นดู แต่ความจริงแล้วเขาเข้มแข็งกว่าที่คนอื่นรู้นัก แม้จะขี้อ้อน...แต่ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมด องค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นนั้นเป็นผู้ใหญ่ที่สุด”

 

ดวงตาคู่นั้นแม้จะใสซื่อ แต่บางคราก็เต็มไปด้วยร่องรอยของประสบการณ์

ราวผ่านกาลเวลามาไม่น้อย...ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายยังไม่สวมกวานด้วยซ้ำ

ในฐานะอาจารย์ลู่จิงรู้ว่าลูกศิษย์คนโปรดของตนน่ะมีเขี้ยวเล็บแต่ไม่เอาออกมาใช้...

 

“เพราะข้ารู้ดีน่ะสิ” เย่เทียนหลงถอนใจ

 

เพราะรู้นิสัยเสี่ยวอวิ๋นตัวน้อยดี ดังนั้นก็รู้อีกว่าเจ้าตัวน้อยจะไม่มีวันเอ่ยถามสิ่งที่อีกฝ่ายอยากรู้ออกมา..

 

“เจ้าตัวน้อยแสนดีเกินไป”

“ท่านก็บอกความจริงกับองค์ชายใหญ่เสียสิ...อีกสามวันทุกคนก็จะกลับมาแล้ว”

“เช่นนั้นเจ้าก็กันลูกชายเจ้าให้อยู่ห่างๆ ลูกชายข้าเสียสิ พ่อลูกก็มีเรื่องจะคุยกัน” เย่เทียนหลงพูดถึงลูกศิษย์คนเดียวของพระองค์แล้วก็แววตาเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดทันที

 

ยิ่งไปต่างแคว้น ไกลหูไกลตาเขา เจ้าตัวหน้าเหม็นนั่นก็หลอกกินเต้าหู้เจ้าตัวน้อยของพระองค์ไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว!

 

ลู่จิงหัวเราะเบาๆ “อาถิงฉลาดหลักแหลม โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับองค์ชายใหญ่ เขาราวใช้สมองทุ่มเทกับเรื่องนี้เท่านั้น”

“ฮึ” พระบิดาหวงลูกแค่นเสียงเหอะอย่างมิชอบใจ สมองของเจ้าลูกศิษย์คนนั้นเอาใช้เพื่อหลอกกินเต้าหู้บุตรชายของเขาโดยเฉพาะ มารยาสารไถ ร้อยเล่มเกวียนทั้งหมดลู่ถิงอวี่ทำหน้าหนาขนมาใช้กับเจ้าตัวน้อยสม่ำเสมอ “ลูกชายเจ้าหน้าหนายิ่ง”

ท่านอัครเสนาบดีแสร้งเบิกตาขึ้น “หลงเกอ...ราวกับท่านว่าตนเองอยู่เลย”

 

เรื่องหน้าหนาน่ะถิงอวี่ได้ต้นแบบมาจากท่านนั่นล่ะ!

 

เย่เทียนหลงหัวเราะในลำคอ ตวัดแขนช้อนร่างท่านอัครเสนาบดีขึ้นในอ้อมแขน ความกังวลของเขาเบาบางลงเพราะมีคนคนนี้อยู่ด้วย ดีนักที่หาข้ออ้างให้เสี่ยวจิงมาค้างคืนด้วยกัน

“เย่เทียนหลงท่านทำอะไรของท่านเนี่ย!” ลู่จิงรีบโอบรอบลำคอแกร่งไว้เพราะกลัวตก เย่เทียนหลงเลิกคิ้วขึ้นก้าวเร็วๆ เข้าไปยังห้องบรรทม จากนั้นก็วางท่านอัครเสนาบดีลงบนเตียงเบาๆ “ท่านดีๆ หน่อย! พรุ่งนี้ยังมีงานล่าสัตว์อีกนะ!”

เย่เทียนหลงหัวเราะหึ ยื่นมือไปแตะใบหน้างดงามของลู่จิง “เสี่ยวจิงเจ้าเป็นถึงอัครเสนาบดี ในสมองอย่างเต็มไปด้วยเรื่องบนเตียงสิ”

“ท่านกล้าว่าข้าหรือ!” ลู่จิงแทบอยากจะฟาดร่างแกร่งกำยำนันแรงๆ สักที อยากจะถามเหนือเกินว่าผู้ใดกันแน่ที่หมกมุ่นมิเลิก! 

“ข้าเพียงจะกอดเจ้านอน ไม่ได้จะทำสิ่งที่เจ้าปรารถนานั่นเลย” แขนแกร่งโอบร่างลู่จิงมาใกล้ โอบกอดไว้แน่น ราวซึมซับไออุ่นเจือกลิ่นหมึกหอมๆ นี่ เห็นฝ่าบาทของตนทำท่าทางราวเด็กๆ แล้วลู่จิงก็ได้แต่ยิ้มจาง ทำตัวว่าง่ายในอ้อมแขนแกร่ง โอบตอบกอดวรกายแกร่งไว้

 

คนเราแม้ยิ่งใหญ่เพียงไรก็ย่อมต้องมีช่วงเวลาที่อ่อนแอ

ฮ่องเต้แล้วอย่างไร...ฮ่องเต้ก็คนมิใช่หรอกหรือ

 

“หลงเกอ...พรุ่งนี้ข้าอยากจะไปกับท่านด้วย” เดิมทีงานล่าสัตว์คราวนี้นั้นลู่จิงไม่ได้เข้าร่วมด้วย แต่ลางสังหรณ์บางอย่างกำลังกระซิบเตือน...

 

คล้ายจะมีบางอย่างเกิดขึ้น...

 

เย่เทียนหลงที่หลับตาอยู่พยักหน้าโดยไม่ลืมตา เอ่ยเสียงหัวเราะในลำคอ “ได้สิ...ปกป้องข้าด้วยเล่าเสี่ยวจิง”

 

ปึก!

 

แล้วราตรีนั้นฮ่องเต้บางพระองค์ก็ถูกท่านอัครเสนาบดีฟาดเข้าให้แรงๆ กล่อมนอน...

 

………ต่อ………..

 

และแล้ววันที่ต้องเดินทางกลับต้าเซี่ยก็มาถึงในที่สุด เย่ซืออวิ๋นกับคนอื่นๆ นั้นเตรียมตัวกันมาตั้งแต่เมื่อวาน ดังนั้นวันเดินทางจึงไม่มีอะไรติดขัด

“ถ้าหากท่านไปต้าเซี่ยก็ไปหาข้าได้” องค์ชายใหญ่เอ่ยกับองค์ชายรองแคว้นเว่ยอย่างเว่ยฉือที่มาส่งเขา องค์ชายรองที่ยามนี้แต่งกายสามัญนัก ถึงแม้ว่าเว่ยฉือจะไม่ว่างและยุ่งมากเพียงไร แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นสหายกันแล้วเขาย่อมมาส่งองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยด้วยตนเอง ที่จริง...นอกจากเว่ยฉือแล้วก็ยังมีประมุขน้อยพรรคมารอย่างเนี่ยรุ่ยเอินที่ยืนอย่างสบายอกสบายใจยิ่งอยู่ด้วยอีกคน

“คนงามน้อยซืออวิ๋นที่เจ้าเป็นถึงองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยแล้วมิยอมบอกข้าเช่นนี้ออกจะเกินไปสักหน่อยกระมัง” ประมุขน้อยผู้สวมใส่อาภรณ์สีเพลิงเจิดจ้าดุจแสงตะวันเอ่ยน้ำเสียงกระเซ้าเย้าแหย่ เขาหรือก็อุตส่าห์พยายามสืบแทบตายว่าสหายคนงามตัวน้อยของตนเป็นใครกันแน่ อยู่ดีๆ วันก่อนเจ้าคนหนุ่มที่รูปงามจนน่าหมั่นไส้นั่นก็โผล่มาขอความร่วมมือ

 

ไม่สิ...เรียกว่าบีบบังคับให้เขาร่วมมือมากกว่า

น่าหมั่นไส้...และน่าสนใจยิ่งนัก

 

วันนั้นเขาถึงได้รู้ว่าสหายน้อยของตนนั้นสูงศักดิ์เป็นถึงองค์ชายใหญ่แห่งแว่นแคว้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างต้าเซี่ย...และตามข่าวลือ องค์ชายใหญ่ผู้นี้ก็เป็นดุจดั่งไข่มุกบนฝ่ามือของฮ่องเต้เย่เทียนหลงเสียด้วย

“เกินไปที่ตรงไหนกัน ข้าน่ะสิต้องถามว่าวันนี้เหตุใดท่านจึงมาส่งข้าได้...ข้ามิได้บอกท่านว่าจะกลับวันนี้นี่นา” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าอย่างสงสัย แม้ตลอดระยะเวลาการอยู่เมืองอันหนิงแห่งนี้ตนจะส่งจดหมายสนทนากับเนี่ยรุ่ยเอินบ้างแต่ก็จำได้มั่นว่ามิได้บอกกล่าวอีกฝ่ายว่าจะกลับวันนี้

ประมุขน้อยยักไหล่ เบนสายตาไปมองลู่ถิงอวี่ที่กำลังอมยิ้มน้อยๆ อยู่แล้วก็เบ้ริมฝีปาก “มีมารร้ายบางคนกระซิบบอกข้า ไม่พอยังใช้ประโยชน์จากข้าอีกด้วย”

‘มารร้าย’ ทำเพียงคลี่รอยยิ้มน้อยๆ อย่างเป็นมิตรให้เนี่ยรุ่ยเอินโดยที่ไม่พูดอะไร ก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้องค์ชายใหญ่ที่มองมาอย่างสงสัย

“ถิงอวี่”

“อืม...ประเดี๋ยวระหว่างทางกลับ ข้าค่อยเล่าให้ซืออวิ๋นฟังดีหรือไม่ เจ้าจะได้มีอะไรฟัง ไม่เบื่อไปเสียก่อน” เป็นการคิดวางแผนมาล่วงหน้าเรียบร้อย คุณชายลู่ทำประหนึ่งเรื่องยุ่งยากต่างๆ นานาเป็นนิทานเล่าระหว่างทางให้องค์ชายใหญ่ฟังเสียอย่างนั้น

“ก็ได้ แต่ถิงอวี่ต้องเล่านะ”

“ข้าเชื่อฟังซืออวิ๋นอยู่แล้ว”

“เจ้าพอสักที เหตุใดทุกลมหายใจเข้าออกของเจ้าถึงได้แต่จ้องจะเกี้ยวพี่ใหญ่ของข้าตลอดเวลาเลย” เย่เซียวที่ตรวจดูความเรียบร้อยบนรถลากเป็นรอบที่สองหันมาบ่นลู่ถิงอวี่อย่างอดใจไม่ได้

“ก็เพราะวันนี้มีเว่ยฉือและประมุขน้อยเนี่ยมาด้วยอย่างไรล่ะ” เย่เฟิงที่เข้าใจสหายตนมีหรือจะไม่รู้ องค์ชายรัชทายาทแห่งต้าเซี่บโบกพัดด้ามงามในมือ พู่หยกโลหิตหงสานั้นพลิ้วไหวไปตามแรงมือของเขา 

เพราะวันนี้มีคนอื่นมาด้วยลู่ถิงอวี่เลยแสดงความหวงของตนออกมาเพิ่มอีกนิด เพื่อแบ่งแยกให้คนอื่นรับรู้...ว่าสำหรับเขานั้นพิเศษออกไป ส่วนคนอื่นก็แค่สหายธรรมดาๆ 

เว่ยฉือนั้นถึงคราวถอนหายใจ ส่วนเนี่ยรุ่ยเอินก็หัวเราะอย่างชอบใจไม่น้อย ดวงตาคมกวาดมองกลุ่มคนเบื้องหน้าอย่างนึกสนุก...ช่างเป็นบรรดาเชื้อพระวงศ์ที่ไม่เหมือนเชื้อพระวงศ์อื่นเอาเสียเลย

 

น่าสนใจจริงๆ ถ้าหากไม่ติดว่าตนแอบหนีมาล่ะก็คงตามไปเที่ยวแคว้นต้าเซี่ยด้วยแล้วเป็นแน่

 

“อีกเดือนกว่าข้ากับน้องรอง รวมถึงถิงอวี่ก็จะเข้าพิธีสวมกวานแล้ว ถ้าหากทั้งสองมีเวลาว่าง สามารถไปร่วมงานได้ข้าก็ยินดี” เย่ซืออวิ๋นเชิญชวนอย่างเป็นมิตร ชาตินี้ทั้งสองคนนั้นเป็นสหายของเขา หาใช่หนึ่งในสามสามีสี่อนุที่แม้จะอยู่ใต้ชายคาเดียวกันก็มิได้ผูกพันอันใดเหมือนชาติก่อนอีกแล้ว

 

เป็นเช่นนี้ก็ดียิ่งนัก...สามารถมองหน้า สามารถช่วยเหลือกันได้ด้วยใจจริง

 

“ข้าจะไปร่วมและเตรียมของขวัญไปให้ท่านแน่นอน” เว่ยฉือให้คำมั่น ยิ้มน้อยๆ ตามใบหน้างามที่ปรากฏรอยยิ้ม เขาทำเป็นไม่สนใจสายตาที่แฝงด้วยจิตสังหารเยียบเย็นของคุณชายหยกขาวข้างกายองค์ชายใหญ่

 

บุรุษที่เขารู้แน่แท้แล้วว่าใจแคบยิ่งกว่าอะไร

คุณชายหยกขาวที่เลื่องลือกันก็มิได้เป็นจริงตามข่าวลือไปเสียหมดจริงๆ ด้วย

 

“ข้าจะพยายามนะคนงามน้อยซืออวิ๋น” เนี่ยรุ่ยเอินนั้นมิได้รับปากทันที “ช่วงนี้ข้าแอบหนีมา กลับไปต้องถูกท่านพ่อสั่งกักบริเวณแน่ ถ้าหากแอบหนีไปได้ข้าจะไปร่วมงานของเจ้าด้วยแน่ๆ อ้อ...แต่มิต้องห่วง ข้าจะส่งของขวัญไปให้ รับรองเจ้าต้องชอบ” เขายักคิ้วอย่างขี้เล่นทำให้เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเงยหน้ามองมือใหญ่ที่กระตุกมือเขาเหมือนเรียกร้องความสนใจของคนข้างตัว

“ข้ารู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย”

เย่ซืออวิ๋นเบิกตาขึ้นทันที ก่อนจะรีบจูงมือลู่ถิงอวี่ขึ้นไปนั่งบนรกลาก จากนั้นก็รีบเอาน้ำ เอาผ้าขนหนูมาช่วยเช็ดใบหน้าและมือของลู่ถิงอวี่ให้อย่างรวดเร็ว การกระทำในพริบตาขององค์ชายใหญ่เรียกให้เว่ยฉือและเนี่ยรุ่ยเอินกระพริบตาปริบๆ ส่วนบรรดาองค์ชายทั้งสามและหยางฉิงนั้นเห็นจนชินเสียแล้ว และรู้ดีด้วยว่า...

 

บางคนแค่หาข้ออ้างเรียกร้องความสนใจแค่นั้นเอง

โดยเอาอาการป่วยของตนมาใช้ให้เกิดประโยชน์

 

“น้องฉิง ยังมีเครื่องหอมที่ช่วยผ่อนคลายอยู่อีกหรือไม่ จุดให้ข้าสักกระถางสิ ถิงอวี่จะได้ดีขึ้น” องค์ชายใหญ่เปิดผ้าม่านรถลากขึ้น โผล่หน้ามาถามหยางฉิงที่กลอกตามองฟ้า

“มีเจ้าค่ะ เดี๋ยวน้องจัดการให้นะเจ้าคะ” แม้จะรู้ว่าลู่ถิงอวี่เสแสร้ง แต่นางมิอาจขัดดวงตาใสแป๋วขององค์ชายใหญ่ได้หรอก ดังนั้นคุณหนูจวนแม่ทัพเลยกระโดดลงจากหลังม้า จากนั้นก็หยิบเครื่องหอมและกระถางเล็กๆ มาจุดก่อนจะยื่นให้เย่ซืออวิ๋น 

“ขอบใจนะ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มแป้น วางกระถางเครื่องหอมเล็กๆ ไว้ข้างเบาะที่ลู่ถิงอวี่นั่ง ก่อนจะบ่นเบาๆ “เพราะถิงอวี่โหมงานหนักมากเกินไปมิยอมพักผ่อนดีๆ นั่นล่ะ เจ้าถึงได้เวียนหัวเช่นนี้ อย่าลืมสิว่าเจ้าร่างกายไม่ได้แข็งแรงเหมือนผู้อื่นเขา คราวหลังถ้าหากข้าห้ามถิงอวี่ต้องอย่าดื้อนะ” องค์ชายใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำดวงตาที่เจ้าตัวคิดว่าดุใส่ลู่ถิงอวี่ คุณชายลู่ตีหน้าสำนึกผิด กระพริบตาราวออดอ้อน น้ำเสียงไพเราะของเขาก็เอ่ยรับอย่างเชื่อฟัง

“อืม...คราวหลังข้าจะไม่ดื้ออีกแล้ว ข้าจะเชื่อฟังซืออว่นทุกอย่างเลยดีหรือไม่?”

เย่ซืออวิ๋นยิ้มจนแก้มแทบปริ ยื่นมือไปลูบแก้มขาวซีดของลู่ถิงอวี่เบาๆ “ถิงอวี่เด็กดี...” ก่อนจะคิดได้ว่ายังมีเว่ยฉือและเนี่ยรุ่ยเอินอยู่ด้านนอกอีก “เช่นนั้นเจ้านั่งพักบนนี้ดีๆ ก่อน ประเดี๋ยวข้าลงไปสนทนากับเว่ยฉือและเนี่ยรุ่ยเอินแล้วจะขึ้นมานั่งเป็นเพื่อนเจ้านะ”

“ไม่เอา” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเหมือนเด็กๆ รีบล้มตัวลงเอาหัวหนุนตักนุ่มๆ หอมๆ นั่นทันที...เหตุใดเขาต้องให้ซืออวิ๋นของเขาไปสนทนากับคนหน้าเหม็นอย่างเนี่ยรุ่ยเอินและเว่ยฉือด้วยเล่า อุตส่าห์พาซืออวิ๋นมานั่งบนรถลากได้แล้วแท้ๆ 

“ถิงอวี่เจ้าอย่าดื้อสิ พวกเขาอุตส่าห์มาส่งพวกเรานะ...เป็นสหายกันก็ควรลากันดีๆ” องค์ชายใหญ่จัดการสั่งสอนคุณชายใจแคบที่นอนหนุนตักตัวเองอยู่

“ก็ลากันดีแล้วมิใช่หรอกหรือ...นี่ก็จะได้เวลาเดินทางแล้ว อีกอย่างทั้งองค์ชายรองทั้งประมุขน้อยเนี่ยก็ดูจะมีธุระมากมายให้จัดการ ส่งแล้วก็ควรกลับได้แล้ว” ลู่ถิงอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นการไล่กรายๆ แต่เพราะน้ำเสียงของเขานั้นไพเราะมากเลยลดทอนความไม่น่าฟังของประโยคนั้นไปได้

ส่วนคนด้านนอกที่ประสาทหูดีจากการฝึกวรยุทธ์นั้นทุกคนพร้อมใจกันเงียบมองหน้ากันโดยไร้วาจาจะกล่าว โดยเฉพาะเนี่ยรุ่ยเอินกับเว่ยฉือ

“ถิงอวี่เขาก็เป็นอย่างนี้ ทั้งสองอย่าได้ถือสาเลย” เย่เฟิงเอ่ยยิ้มๆ “แต่เพราะเขาเห็นพวกท่านเป็นคนกันเองถึงได้แสดงนิสัยเสียๆ เช่นนี้ออกมา”

“ข้ารู้ว่าเขาใจแคบ” เว่ยฉือพยักหน้าเบาๆ คำพูดขององค์ชายรองแคว้นเว่ยทำให้องค์ชายทั้งสามแห่งต้าเซี่ยปรบมือให้เขาในใจหนึ่งที...สมกับเป็นอัจฉริยะแห่งแคว้นเว่ยจริงๆ มิได้ถูกภาพลักษณ์ภายนอกของลู่ถิงอวี่หลอกเอา และรู้ด้วยว่าเจ้านั่นใจแคบอย่างที่สุด!

“เป็นคนกันเองกับคนคนนั้น...ข้าไม่ดีใจสักนิด” เนี่ยรุ่ยเอินยักไหล่ “แต่เอาเถอะ เรื่องที่เจ้าขอความร่วมมือข้าจะช่วยเหลือเต็มที่...”

 

เพื่อสหายตัวน้อยของตนหรอกนะ...

 

“พวกท่านเองก็ควรออกเดินทางได้แล้ว ขออวยพรให้พวกท่านเดินทางปลอดภัย” เว่ยฉือประสานมือเบาๆ เช่นเดียวกับ เย่เฟิง เย่เซียว และเย่หาน หยางฉิงทั้งสี่คนก็ประสานมือรับเช่นกัน ส่วนเย่ซืออวิ๋นนั้นก็กล่อมจนคุณชายลู่เขาลงมาจากรถลากประสานมือให้ทั้งสองคนที่มาเช่นกัน

“ไว้เจอกันที่ต้าเซี่ยนะ ถึงตอนนั้นข้าจะรับรองพวกท่านอย่างดี” 

“ได้! เจอกันที่ต้าเซี่ย!”

เมื่อล่ำลากันเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาที่ต้องออกเดินทางแล้ว เพราะถ้าหากขืนช้าไปกว่านี้การเดินทางจะล่าช้าเอาเสียก่อน ทุกคนต่างขึ้นม้าของตัวเองจากนั้นก็โบกมืออำลาเว่ยฉือและเนี่ยรุ่ยเอิน ส่วนลู่ถิงอวี่กับเย่ซืออวิ๋นที่นั่งอยู่ในรถลากนั้นก็โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างบานเล็ก ส่งรอยยิ้มให้ทั้งสองเช่นกัน

 

อ้อ...แค่องค์ชายใหญ่น่ะนะที่ยิ้มให้

 

มองขบวนเดินทางที่ค่อยๆ ลับสายตาไปแล้ว เว่ยฉือก็หันมามองประมุขน้อยพรรคมารที่ตนเพิ่งได้รู้จักก็วันนี้ ไม่สิ...เขาเหมือนจะเคยเห็นและเคยได้ยินเรื่องราวของอีกฝ่ายอยู่บ้าง แต่ไม่เคยได้ทักทายกันอย่างเป็นทางการเลยสักครั้ง ไม่นึกว่าเพราะองค์ชายใหญ่ผู้นั้นจึงได้มารู้จักกัน

“ถ้าอยากฆ่าพี่ชายเจ้าแล้วแย่งชิงบัลลังก์ปรึกษาพรรคข้าได้นะ เห็นแก่ที่ไหนๆ พวกเราก็เป็นสหายของคนงามน้อยซืออวิ๋นข้าจะคิดราคามิตรภาพ” เนี่ยรุ่ยเอินหรี่ตามองเว่ยฉือก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

 

นี่ก็เป็นเชื้อพระวงศ์ที่ต่างออกไปเช่นกัน

ต้องบอกว่ารอบตัวคนงามน้อยซืออวิ๋นคนนั้นต่างก็ดึงดูดแต่คนที่น่าสนใจมารายล้อมรอบตัว...

 

เว่ยฉือกระตุกยิ้มมุมปาก เขาหันไปสั่งการองครักษ์รอบๆ เบาๆ ก่อนจะหันมาหาเนี่ยรุ่ยเอิน “บัลลังก์นั้นถ้ามันเป็นของข้า ไม่ว่าอย่างไรมันก็จะต้องเป็นของข้า ไม่ต้องรบกวนประมุขน้อยหรอก อีกทั้งถ้าหากข้าจำไม่ผิดพรรคเพลิงสุริยาของท่านมิรับงานฆ่าคนไม่ใช่หรอกหรือ”

“เจ้ารู้เรื่องในยุทธภพไม่น้อยเลยนี่นา” เนี่ยรุ่ยเอินเลิกคิ้ว

“ก็เช่นเดียวกับที่ประมุขน้อยรู้เรื่องราวภายในแคว้นเว่ยมิน้อยนั่นอย่างไรเล่า” เว่ยฉือยิ้มจาง “ของที่ท่านตามหาถ้าหากข้าเจอข้าจะช่วยส่งข่าวให้”

เนี่ยรุ่ยเอินชะงัก หรี่ตามององค์ชายรองแคว้นเว่ยตรงหน้า บรรยากาศรอบตัวของเขาเย็นชาเยือกเย็นจนหายใจแทบจะไม่ออก ก่อนจะจางหายไปทันที ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจแผ่วเบา

“เหตุใดออกมานอกพรรคคราวนี้...ข้าได้รู้คววามจริงที่ว่าเชื้อพระวงศ์ส่วนมากต่างร้ายลึกกันทั้งนั้นเลยนะ ทั้งเจ้า ทั้งองค์ชายจากต้าเซี่ยทั้งสามคนนั่นอีก”

“สามคน?”

“คนงามน้อยซืออวิ๋นไม่นับ เขาใสซื่อและน่าเอ็นดูยิ่งนัก สักเสี้ยวของความร้ายลึกก็ไม่มี” แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายมิได้ใสซื่อไปเสียหมด แต่สำหรับเนี่ยรุ่ยเอินคนที่เขานับเป็นสหายแล้วอย่างไรก็ดีที่สุด ถ้าเขาว่าใสซื่อบริสุทธิ์ก็ต้องใสซื่อบริสุทธิ์

เว่ยฉือยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือคำนับอีกฝ่ายเบาๆ แต่มิได้ค้อมศีรษะลง “นี่เป็นเหตุผลที่ข้าให้ความช่วยเหลือท่าน เพราะท่านเป็นสหายของเขา...ประมุขน้อยก็เชิญสำราญในเมืองอันหนิงตามใจเถิด ต่อให้ท่านไปสร้างความเดือดร้อนให้ขุนนางที่ไหนข้าก็รับรองว่าจะไม่มีใครมาทำอะไรท่าน” องค์ชายรองแคว้นเว่ยหมุนตัวกลับ ชายอาภรณ์ปลิวไสว ดูหยิ่งทรระนงแต่เงาของแผ่นหลังนั้น คล้ายจะไม่อ้างว้างเหมือนที่ผ่านมาแล้ว

เนี่ยรุ่ยเอินยักไหล่ ในดวงตาคมเต็มไปด้วยรอยยิ้มพร่างพราว มุมปากของเขายกยิ้มรื่นเริง ก่อนจะกระโดดทีเดียวก็ขึ้นไปยืนบนยอดไม้สูงด้วยวิชาตัวเบาอันแสนล้ำเลิศ อาภรณ์สีแดงสะบัดพลิ้วตามแรงลมดุจภูตพรายสีแดงที่แสนเจิดจ้า 

 

ออกมาจากพรรคครั้งนี้ได้เรียนรู้อะไรไม่น้อยจริงๆ

ซ้ำยังได้เจอคนที่คาดไม่ถึงอีกมากมายเลยด้วย...

 

ดวงตาคมทอดมองเว่ยฉือที่ขี้ม้าออกไปแล้ว ส่วนไกลๆ นั้นก็เป็นขบวนขององค์ชายใหญ่และคนอื่นๆ เขาอมยิ้มจาง 

“ขอให้พวกเจ้าโชคดี...แล้วไว้เจอกัน” ก่อนจะกระโดดลงมาบนพื้นอย่างนิ่มนวล ทันทีที่เท้าของเนี่ยรุ่ยเอินสัมผัสพื้นผู้ติดตามของเขาก็ปรากฎกายทันที

“ประมุขน้อย...”

“ท่านพ่อคงรู้เรื่องที่ข้าแอบหนีออกมาแล้ว กลับพรรคกันเถิด”

“ขอรับ”

“เรื่องที่ข้าสั่งการลงไปเล่า...เรียบร้อยหรือยัง”

“ขอรับ...นับตั้งแต่นี้พรรคที่อยู่ภายใต้บัญชาของพรรคเพลิงสุริยาจะไม่มีใครรับงานเกี่ยวกับองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยตามคำสั่งประมุขน้อยแล้วขอรับ!”

“ดีมาก”

 

คนที่เขาเนี่ยรุ่ยเอินนับเป็นสหายและให้ความสำคัญ...นั่นหมายถึงมิยอมให้ผู้ใดมาแตะต้องง่ายๆ เช่นเดียวกัน

 

เนี่ยรุ่ยเอินสะบัดแขนเสื้อก่อนจะหายไปจากบริเวณนั้นทันที...คฤหาสน์หลังใหญ่ในเมืองอันหนิงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง...

 

...............

 

“องค์ชายทั้งหมดเดินทางออกจากแคว้นอันหนิงแล้วขอรับท่านพ่อ” ในคฤหาสน์ขององค์ชายรัชทายาทเว่ยเฉา ฉินเซ่าเจ๋อเดินเข้ามาภายในศาลาริมสระ ฉินเมิ่งกำลังเดินหมากอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่มีแม้กระทั่งคนคอยรับใช้ด้วยซ้ำ

“ดี...” ผู้นำตระกูลฉินขยับยิ้มมุมปาก วางเม็ดหมาดสีดำลงไปไล่ต้อนเม็ดหมากสีขาวฝั่งตรงข้ามจนเหลือพื้นที่น้อยมาก “บอกคนของเราเตรียมตัวให้พร้อม”

“ข้าเตรียมคนไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงเวลาพวกเขาจะลงมือทันที” ฉินเซ่าเจ๋อเดินมานั่งฝั่งตรงข้าม กวาดตามองสถานการณ์ในกระดานเพียงครู่ก่อนจะเลิกคิ้ว แต่ไม่ได้พูดอะไร

“ทางต้าเซี่ย...แม้จะไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้เสียหมด แต่ดูเหมือนทุกอย่างก็ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ” 

พอพูดถึงเรื่องนี้ฉินเมิ่งพลันหรี่ตาลงอย่างอันตราย มือที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของการเวลาวางหมากลงบนกระดานจนเกิดเสียงดังปึก 

 

การที่แผนการไม่เป็นไปตามที่คิดทำให้เขาไม่สบอารมณ์จริงๆ และที่สำคัญแผนการนั้นผิดพลาดเพราะว่าหลานชายและลูกชายของเขาเองเสียด้วย!

 

“ศพเจ้ารองและอาสือเล่า?”

ฉินเซ่าเจ๋อยิ้มจาง แม้เรื่องที่พูดจะเป็นเรื่องการเสียชีวิตของพี่ชายคนรองและหลานชายของเขาก็ตาม แต่ผลลัพธ์ของมันนั้นก็คุ้มค่า

 

เพื่อความยิ่งใหญ่และรุ่งโรจน์ของวงศ์ตระกูลก็จำเป็นต้องมีผู้เสียสละบ้าง

และถ้ายิ่งผู้เสียสละนั้นเป็นคนที่หาประโยชน์มิค่อยได้ก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก

 

“อยู่ในแคว้นต้าเซี่ยขอรับ...ตอนนี้ฮูหยินรองกำลังร่ำไห้เสียใจ โวยวายอยู่หน้าเรือนของท่านพ่อ นางไม่รู้ว่าท่านเดินทางมาเมืองอันหนิง”

“ไม่ต้องไปสนใจนาง” ฉินเมิ่งเอ่ยอย่างเย็นชา “ดำเนินแผนการขั้นต่อไปทันที”

ฉินเซ่าเจ๋อพยักหน้า ก่อนจะหยิบเม็ดหมากสีขาวที่กำลังเสียเปรียบอยู่นั้นวางลงไป เม็ดหมากที่พอวางลงบนกระดานก็ทำให้สถานการณ์ทางฝั่งสีขาวดีขึ้นเล็กน้อย ฉินเมิ่งมิได้เหลือบตามองลูกชาย เพียงวางเม็ดหมากสีดำของตนลงไปอีกตำแหน่งหนึ่ง

“ท่านพ่อคิดว่าพวกเขาจะไม่รู้ตัวหรือขอรับ?”

“แล้วเจ้าคิดว่าพวกเขาจะรู้ตัวเช่นนั้นหรือ?”

ฉินเซ่าเจ๋อยกยิ้มมุมปาก ในดวงตาคมเย็นชาคู่นั้นเต็มไปด้วยความร้ายกาจและความเจ้าเล่ห์มากแผนการ “ข้าก็อยากให้พวกเขารู้สึกตัวเช่นกัน...เช่นนี้ดูจะน่าสนุกกว่ามิน้อย”

คราวนี้ฉินเมิ่งเงยหน้าขึ้นมามองบุตรชายเล็กน้อย “ดูเหมือนว่าเจ้าจะค่อนข้างคาดหวังกับเด็กๆ กลุ่มนั้นน่าดู”

“บรรดาเด็กที่ลู่จิงและเย่เทียนหลงสั่งสอนมาเองกับมือ ข้าก็อยากรู้นักว่าจะเป็นอย่างไร...จะเทียบชั้นกับบุตรชายของข้าได้หรือไม่”

ฉินเมิ่งละมือจากหมากบนกระดาน เขาเอื้อมมือไปหยิบแก้วชาข้างๆ แต่ฉินเซ่าเจ๋อกลับรวดเร็วกว่า มือใหญ่เป็นฝ่ายชงชาให้บิดา และรินชาใส่แก้วก่อนจะยื่นให้ด้วยสองมือแทน ฉินเมิ่งจิบชาอุ่นนั้นช้าๆ ก่อนจะหรี่ตามองน้ำชาสีใสในแก้ว เห็นเขาสะท้อนของตนอยู่ในน้ำ เขาก็ละสายตาออกมา

“เจ้ายังคงอาวรณ์อยู่?”

“ข้าทิ้งความอาวรณ์ไปที่เหลืออยู่ในใจไปนานแล้วท่านพ่อ” ฉินเซ่าเจ๋อตอบเสียงเรียบ ในดวงตานิ่งสนิทมิไหวติงเลยแม้แต่น้อย 

“มิคิดอยากแย่งเขามาครอบครองไว้หรอกหรือ?”

คราวนี้ฉินเซ่าเจ๋อไม่ตอบนั่นทำให้ฉินเมิ่งส่งเสียงหัวเราะในลำคอแผ่วเบา วางแก้วชาลงข้างๆ จากนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบเม็ดหมากสีดำของตนก่อนจะวางลงบนกระดาน นิ้วมือเหี่ยวย่นนั้นแตะเม็ดหมากและยังไม่ละออกมา ก่อนจะเอ่ย

“ข้าก็คิดเหมือนเจ้า และรู้สึกว่าเด็กพวกนั้นมิได้โง่...พวกเขาจะรู้ตัว แต่มันก็จะสายเกินไป สุดท้ายก็จะเป็นไปตามที่ข้าต้องการอยู่ดี...หาใช่เพราะพวกไม่ฉลาด แต่เพราะอะไร...เจ้ารู้หรือไม่เซ่าเจ๋อ”

ฉินเซ่าเจ๋อไม่ได้ตอบแม้เขาจะรู้คำตอบที่ว่านั่นดีอยู่แล้ว ดวงตาคมหลุบตาลงมองเม็ดหมาก ที่สุดท้ายหมากสีดำก็สามารถรุกล้ำพื้นที่เข้ามาจนหมากสีขาวไร้ทางถอยหนี ฉินเมิ่งหันไปหยิบชาขึ้นมาดื่มต่อก่อนจะกระตุกยิ้มจางที่มุมปาก

“เพราะพวกเขายังคงไร้ประสบการณ์”

 

พวกเจ้าฉลาดและเป็นอัจฉริยะแล้วอย่างไรกันเล่า...ก็ยังเยาว์นักมิใช่หรอกหรือ ใต้หล้านี้นั้นยังมีเรื่องราวมากมาย มีความสลับซับซ้อนอีกมิรู้เท่าไหร่...

 

ถือว่าข้าสั่งสอนพวกเจ้าให้เป็นรางวัลในการหวนกลับคืนสู้ต้าเซี่ยของพวกเราสกุลฉินก็แล้วกัน...

 

..........

 

ตอนพวกเขามาเยือนแคว้นเว่ยนั้นหิมะโปรยปรายลงมาอย่างแช่มช้า บางส่วนบนพื้นก็ทับถมกันเป็นกองสีขาวโพลน แต่ตอนขามา...หิมะเริ่มละลายบางส่วนแล้ว เป็นแอ่งน้ำอยู่ตามรายทางคล้ายเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าอีกไม่นานฤดูเหมันต์ฤดูกำลังจะหมดไป แทนที่ด้วยฤดูใบไม้ผลิอันแสนงดงาม

“มาแคว้นเว่ยครั้งนี้พวกเราได้อะไรกลับไปไม่น้อยทีเดียว” เย่เฟิงเอ่ยเบาๆ พวกเขาพักผ่อนกันชั่วคราว ก่อนจะเข้าพักในโรงเตี๊ยมเมืองข้างหน้า “ได้รู้กำลังของแคว้นเว่ย รวมถึงเรื่องที่สกุลฉินกับเว่ยเฉามีความสัมพันธ์กัน ได้พบคนสกุลฉิน ซ้ำพี่ใหญ่ยังได้สหายมากฝีมือมาด้วย” พอพูดถึงเรื่องสุดท้ายเย่เฟิงก็เหลือบสายตามองเพื่อนสนิทข้างๆ ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ เพราะพอเขาพูดประโยคสุดท้ายจบลู่ถิงอวี่ก็แผ่ไอเย็นออกมาทันที

 

นิสัยขี้หวงเช่นนี้ก็เหมือนเสด็จพ่อ...

เย่เฟิงมั่นใจว่าตนนั้นไม่มีนิสัยขี้หวง บางทีเขาก็นึกขำนัก ลู่ถิงอวี่เป็นศิษย์ที่นิสัยเหมือนอาจารย์อย่างเสด็จพ่อ ส่วนเขาก็นิสัยคล้ายคลึงกับท่านอาจารย์ลู่

 

“สหายจริงหรือไม่ต้องรอให้เวลาตัดสิน พวกเขาประทับในใจตัวซืออวิ๋น ข้าก็ขอให้มันเป็นแค่ความประทับใจแค่ในเรื่องของมิตรภาพ อย่าให้มันเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น...เพราะข้าไม่มีทางยอม” ลู่ถิงอวี่ทอดสายตามองคนที่กำลังวิ่งตีน้องชายอย่างองค์ชายสามและองค์ชายสี่อยู่ โดยมีหยางฉิงช่วยไล่จับ เป็นภาพที่ร่าเริงและชวนให้ยิ้มตามเหลือเกิน

“เจ้าหวงเกินไปแล้วถิงอวี่”

“ลองเจ้ามีคนที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าอยากใช้เวลากับเขาไปชั่วชีวิต เจ้าก็จะเป็นอย่างข้าเย่เฟิง...” ลู่ถิงอวี่มองสหายยิ้มๆ “แต่ข้าคิดว่า...อีกไม่นานเจ้าต้องรู้สึกอย่างข้าเป็นแน่”

 

เพราะหยางฉิงนั้นยิ่งโตก็ยิ่งงดงาม เมื่อนางเข้าพิธีปักปิ่นคาดว่าคงมีคุณชายทั้งหลายส่งแม่สื่อมาเยือนสกุลหยางไม่เว้นวันแน่ๆ

 

เย่เฟิงส่ายหน้าคล้ายไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคนคนขี้หวงบางคน คุยไปเขาก็เชื่อว่าสหายของตนสรรหาเหตุผลเป็นร้อยมาอ้างได้

“ท่านลุงหยางนัดเจอกับพวกเราก่อนเข้าเมืองฝูหยางใช่หรือไม่?”

“อืม...ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านลุงติดธุระสำคัญอันใด ท่านลุงเองก็ไม่ได้แจ้งอะไรไว้” เย่เฟิงหรี่ตาลง “หยางฉิงเป็นห่วงท่านลุงหยางมาก ถ้าหากท่านลุงยังไม่กลับมาอีก นางอาจออกไปตามหาท่านลุงเอง” องค์ชายรัชทายาทส่ายหน้าอย่างระอาใจ แต่ในดวงตาคมที่สงบนิ่งของเขานั้นเต็มไปด้วยความเอื้อเอ็นดูยิ่งนัก นั่นทำให้ลู่ถิงอวี่ยิ้มขำ

ลู่ถิงอวี่เคาะปลายนิ้วกับหนังสือในมือ “ข้าเกรงว่า...ที่วังหลวงต้าเซี่ยจะเกิดเรื่อง” ลู่ถิงอวี่ไม่ได้รับข่าวสารจากทางวังหลวงมาแทบจะวันหนึ่งแล้ว ทั้งๆ ที่ปกติข่าวสารจะส่งถึงมือพวกเขาตลอด “ข้าบอกไม่ถูกเช่นกัน...แต่ข้าแค่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเอาเสียเลย”

เย่เฟิงพยักหน้า “ข้าเองก็รู้สึกสังหรณ์ไม่ดีเช่นเดียวกับเจ้า ข่าวสารจากต้าเซี่ยเงียบไปเช่นนี้ชวนให้กังวลจริงๆ...อีกทั้งงานล่าสัตว์ประจำปีก็อันตราย แม้จะเตรียมการป้องกันไว้แน่นหนาอย่างไรก็ป้องกันได้ยาก อีกทั้งพวกเขาก็ไม่รู้ว่าสกุลฉินจะมาไม้ไหม”

“ข้าและเจ้าพยายามคิดถึงความเป็นไปได้ทุกทางแล้ว ก็ยากจะคำนวณออกมา...แต่ที่มั่นใจได้เลย ก็คือสกุลฉินกำลังหาทางกลับมาเมืองหลวงฝูงหยาง และกลับมาอย่างสมเกียรติที่สุดด้วย”

“ข้าไม่เข้าใจ” เสียงของเย่เซียวดังขึ้นข้างๆ ทั้งสองคน ก่อนองค์ชายสามจะนั่งลงอย่างผ่อนคลาย ชันขาขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วเท้าแขนบนนั้น “ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างแคว้นเว่ยนั้นเป็นสกุลเย่ และมีฮองเฮาเป็นคนสกุลฉินก็จริง...แต่สกุลฉินถือสิทธิ์อันใจจึงคิดว่าตนเองเหมาะสมกับบัลลังก์มังกรนั้น ดูจากการประพฤติตัวและวิธีในการปกครองคนของพวกเขาแล้ว ข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะเป็นฮ่องเต้ที่ดีได้”

“จะสำคัญอะไรกันเล่าเย่เซียว...ในเมื่อสืบสายเลือดของปฐมกษัตริย์มาก็เข้าใจว่าตนนั้นสูงส่งและมีสิทธิ์ที่จะนั่งบัลลังก์นั้นอย่างชอบธรรม บุตรสาวของพวกเขาแต่ละรุ่นก็รั้งตำแหน่งสูงในวังหลวงต้าเซี่ยกันทั้งนั้น...ถึงแม้จะไม่มีใครได้เป็นฮองเฮาอีกเลยก็ตามเถอะ” ลู่ถิงอวี่เอ่ย “แล้วเจ้าแกล้งซืออวิ๋นจนพอใจแล้วหรือ?”

เย่เซียวเลิกคิ้ว “ทำไม? เจ้าจะเอาคืนที่ข้าแหย่พี่ใหญ่ของข้าหรืออย่างไร พี่น้องหยอกแกล้งกันเป็นเรื่องปกตินี่ถิงอวี่” องค์ชายสามทำท่าทางราวอันธพาลโตที่รังแกคุณชายอ่อนแอผู้หนึ่ง แต่ลู่ถิงอวี่นั้นอ่อนแอแค่ภายนอกเท่านั้น

“อืม...ถ้าซืออวิ๋นมาฟ้อง ข้าจะจัดการเจ้าเอง” ลู่ถิงอวี่พยักหน้ายิ้มๆ เกือบจะถูกเย่เซียวซัดหมัดใส่เอาแล้ว

“พวกท่านจะเริ่มเดินทางกันเมื่อไหร่ พี่ใหญ่ง่วงแล้วนะ...” เย่หานเดินเข้ามาทั้งสามคน องค์ชายสี่ที่ยอมให้พี่ใหญ่ทุบจนพอใจแล้วก็สังเกตเห็นพี่ชายกำลังหาววอดๆ จนดวงตากลมโตฉ่ำน้ำก็คาดว่าอีกฝ่ายคงจะง่วงนอนแล้วกระมัง

“ออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้เลย จะได้เข้าพักในตัวเมืองใกล้ๆ” เย่เฟิงพยักหน้า ลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินไปหาพี่ชายที่กำลังกระพริบดวงตาปริบๆ “ขึ้นไปนอนพักบนรถลากสักครู่เถิดพี่ใหญ่ ประเดี๋ยวถึงที่พักแล้วพวกข้าจะปลุกท่านเอง” มือใหญ่ยกแตะแก้มพี่ชายเบาๆ 

“อื้อ! ข้าก็ง่วงจริงๆ นั่นแหละ น้องฉิงเองก็เช่นกัน...ให้น้องฉิงขึ้นมานอนบนรถลากกับข้าจะได้หรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นหันไปยิ้มอ้อนให้ลู่ถิงอวี่ คุณชายลู่พยักหน้าอย่างใจกว้าง 

“ประเดี๋ยวข้าจะบังคับม้าอยู่ข้างๆ แล้วผิวปากให้ซืออวิ๋นฟังนะ เจ้าจะได้หลับสบาย..น้องฉิงฝากซืออวิ๋นด้วยนะ”

หยางฉิงกลอกตา แต่นางก็คลี่ยิ้มหวาน “เจ้าค่ะ” อีกอย่างหลังกลับไปโอกาสได้สนิทสนมกับบรรดาองค์ชายทั้งหลายเช่นนี้ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่นานนางก็จะเข้าพิธีปักปิ่น ถ้าหากปักปิ่นแล้วระยะห่างระห่างระหว่างบุรุษกับสตรีนั้นจะมากยิ่งขึ้นไปอีก ต่อให้เป็นพี่น้องแท้ๆ หรือลูกพี่ลูกน้องก็ยังต้องเว้ยระยะห่างอยู่ดี

 

ดังนั้นการมาแคว้นเว่ยอย่างนี้ก็เลยเป็นความทรงจำดีๆ และประสบการณ์ที่สนุกสนานมากของนาง

 

ขบวนเดินทางค่อยๆ ออกเดินทางไปอีกครั้ง เมื่อถึงเมืองใกล้ๆ ก็เข้าพักในโรงเตี๊ยมเล็กๆ หนึ่งคืนก่อนจะออกเดินทางต่อ

.............

 

ขบวนเดินทางของบรรดาองค์ชายนั้นผ่านป่าทึบนี่ไปอีกไม่กี่ลี้ก็จะเข้าสู่เขตแคว้นต้าเซี่ยแล้ว บรรยากาศป่าใหญ่นั้นเงียบสงบและทึบ แม้จะเป็นเวลากลางวันแดดก็สาดส่องผ่านมาได้ยาก

“บรรยากาศแปลกๆ” เย่เซียวพึมพำเบาๆ เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายบางอย่างที่แฝงมาในบรรยากาศ มันเยือกเย็นและเจือกลิ่นอายสังหารจางๆ

“ใช่...เหมือนจะมีคนอื่น” เย่หานเองก็รู้สึกได้ ส่วนเย่เฟิงกับลู่ถิงอวี่ที่นำขบวนอยู่นั้นชะงักม้า ก่อนจะลงมาจากหลังม้า ส่งสายตาให้เย่เซียวกับเย่หานไปยืนข้างรถม้า ลู่ถิงอวี่กับหยางฉิงที่สงสัยก็เปิดหน้าต่างออกมา ก่อนจะรีบหดศีรษะเข้าไปเมื่อทุกคนส่งสายตาดุๆ มาให้

“มีคน...” เย่เฟิงหรี่ตา พยายามเพ่งสัมผัสไปรอบๆ “สิบ ยี่สิบ...เกือบห้าสิบคนเลยด้วยซ้ำ” 

“ออกมาเถิด” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงที่ผสานไปกับกำลังภายในทำให้ได้ยินจนทั่ว เมื่อสิ้นเสียงเขา กลุ่มคนเกือบห้าสิบคนที่หลบซ่อนอยู่ก็ค่อยๆ ทยอยออกมา ในมือแต่ละคนนั้นเต็มไปด้วยอาวุธครบมือ ทั้งดาบ จอบและเสียม 

 

คนเหล่านี้ดูไม่คล้ายมือสังหาร จากการแต่งกายแล้วเหมือนเป็นกลุ่มโจรมากกว่า...

จะบอกว่าเป็นโจรภูเขาก็ไม่น่าใช่ เพราะว่ารอบแคว้นต้าเซี่ยนั้นมีการตรวจตราอย่างเข้มงวดทุกปี โจรภูเขาที่ไหนก็ไม่กล้ามาตั้งถิ่นฐานแถวนี้

 

“หรือว่า...คนสกุลฉิน!”

ไม่ใช่แค่ลู่ถิงอวี่ที่คิดอย่างนั้น เพราะเย่เฟิง เย่เซียว เย่หาน รวมถึงเย่ซืออวิ๋นเองก็คิดตรงกัน บรรดาองค์ชายเอาอาวุธของตนมาถือไว้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์

 

กุบ! กับ! 

 

เสียงฝีเท้าม้าที่รีบเร่งมานั้นทำให้ทุกคนแปลกใจ ทั้งกลุ่มคนทั้งหลายนั่นรวมถึงพวกของเย่ซืออวิ๋นเองด้วย อาขาพันธ์ดีพ่วงพีกระโดดผ่านกลุ่มคนเข้ามา ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าพวกของลู่ถิงอวี่ ม้าร้องเบาๆ ก่อนจะสงบลงเมื่อถูกลูบโดยเจ้าของ ทุกคนหรี่ตายามเห็นร่างสูงใหญ่ที่แสนคุ้นตานั่น

“ท่านลุงหยาง!”

หยางสุ่ยชิงพยักหน้าก่อนจะลงจากหลังม้า เขากวาดตามองรอบๆ แล้วหรี่ตาลง ใบหน้าของท่านแม่ทัพใหญ่แห้งต้าเซี่ยนั้นเต็มไปด้วยความกังวล

“เรื่องตรงนี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย!...ช่างเถอะ ทางวังหลวงเกิดเรื่องแล้วล่ะ!” หยางสุ่ยชิงหยิบดาบยาวที่พกมาเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ตรงหน้า

“ท่านลุง ทางวังหลวงเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ” เย่ซืออวิ๋นกับหยางฉิงเดินลงมาจากรถลาก กระบี่อ่อนชางชุนถูกกุมไว้มั่น 

“ท่านพ่อ!” หยางฉิงตรงเข้ามาหาบิดาอย่างเป็นห่วง หยางสุ่ยชิงลูบหัวบุตรสาวเบาๆ หรี่ตาลงสำรวจรอบๆ ก่อนจะขมวดคิ้ว

 

เหตุใดคนพวกนี้จึงได้ไม่มีจิตสังหารเลยเล่า...

 

“ท่านลุง...” เย่ซืออวิ๋นรีบย้ำทันทีเมื่อเห็นหยางสุ่ยชิงชะงัก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เย่ซืออวิ๋นและคนอื่นๆ เบิกตากว้าง เต็มไปด้วยความตกใจและกังวล รวมถึงความเป็นห่วงที่เต้นเร่าอยู่ชัดเจนในดวงตา

“ฝ่าบาทและลู่จิงถูกสัตว์อาละวาดจนบาดเจ็บสาหัส! ตอนนี้ฝ่าบาทยังไม่ได้พระสติเลย!”

เย่ซืออวิ๋นเม้มริมฝีปาก ดวงตาแทบจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ร่างสั่นเทาจนแทบจะทรุดลงกับพื้น ดีที่ได้ลู่ถิงอวี่ช่วยประคองไว้

 

อาจารย์ลู่! เสด็จพ่อ!

ขอให้ปลอดภัยทีเถอะ!

 

…………….

 

อาจารย์ลู่ เสด็จพ่อ…ต้องปลอดภัยนะคะ งืออออ TT  เป็นเงามืดที่คืบคลานเข้ามาจริงๆ นั่นแหละค่ะ ไม่รู้จะมีใครสังเกตไหมว่าตอนนี้ก็มีเฉลยแผนการของคนสกุลฉินบ้างแล้วนิดนึงค่ะ ^^ ตอนก่อนๆ มีคนเมนท์ไว้ถูกบางส่วนด้วยค่าาา 

อย่างที่เคยบอกไว้นะคะว่าองค์ชายใหญ่จะมีสองภาค ภาคแรกก็คือช่วงเวลาเยาว์วัย ซึ่งอีกไม่กี่ตอนก็จะจบภาคหนึ่งแล้วววว ส่วนภาคสองจะเป็นตอนน้ององค์ชายใหญ่อายุ 18 แล้วค่าาา แน่นอนว่า…น้องแต่งงานได้แล้ว ^_^ เดี๋ยวจบภาคแรกเราจะทยอยแก้ไขความผิดและปรับเนื้อเรื่องบ้างบางส่วนนะคะ เพื่อให้เนื้อเรื่องสมบูรณ์มากขึ้นค่ะ

ป.ล. อีกนิดนึง...มีคนอยากให้ประมุขน้อยเนี่ยคู่กับองค์ชายสาม ที่จริงตั้งแต่วางโครงเรื่องไว้ ประมุขน้อยเนี่ยเขาก็มีคู่อยู่แล้วค่าาา และไม่ใช่องค์ชายสามด้วยค่ะ งือออ ต้องขอโทษด้วยน้าาา คู่ของประมุขน้อยเนี่ยน่ะออกมาแล้วด้วยค่า แต่ใครโพไหนนั้น...ต้องไปลุ้นกันเอาน้าาา

ช่วงนี้เรายุ่งและเพลียมาก คนอื่นๆ ก็บอกว่าให้พักผ่อน แต่หลายอย่างทำไม่ได้จริงๆ ค่ะ งืออออ ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองน้าาา พักผ่อนให้เยอะๆ ให้เพียงพอนะคะ อย่าลืมรักษาตัวเองและดูแลสุขภาพกันด้วยน้าาาา ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงเรานะคะ ^_^

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.967K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,282 ความคิดเห็น

  1. #3950 mylovejinjunno (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 28 มีนาคม 2564 / 22:05

    เราจิ้นประมุขน้อยกับเว่ยฉืออ่ะ น่ารักดี

    #3,950
    0
  2. #3003 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 10:56
    เอาแล้ววววววววว
    #3,003
    0
  3. #2050 sweet-meringue (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 01:53

    มาได้ทันเวลาเหมือนติดgps

    #2,050
    0
  4. #1854 khunsom08 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 02:48
    ตื่นเต้นๆๆๆ
    #1,854
    0
  5. #1605 MonoPoly89 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2563 / 00:18
    สนุกค่ะ เปนกำลังใจให้เขียนต่อได้แบบสนุกสนานขึ้นอีกนะคะ
    #1,605
    0
  6. #1527 molyarat (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 29 กันยายน 2563 / 13:54
    สนุกมากกกลุ้นสุดตัว
    #1,527
    0
  7. #1290 b_bbexam (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 17 กันยายน 2563 / 23:45
    อมกตื่นเต้นๆๆๆๆ
    #1,290
    0
  8. #1224 smiLe (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 20:30
    น้องเนี่ยกับองค์ชายเว่อแน่นอน
    #1,224
    0
  9. #1223 P000P000 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 11:05

    ข้าเกรงว่า มันอาจจะเป็นแค่ข่าว
    #1,223
    0
  10. #1222 mee_pa (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 09:53
    ลุ้นมาก ทำไมฮ่องเต้กับท่านลู่เจ็บหนักได้
    #1,222
    0
  11. #1220 Tiwbyun (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 23:11
    ประมุขน้อยชุดแดงคู่กะองค์ชายเว่ยแน่ๆๆๆๆ
    #1,220
    0
  12. #1217 Aris43 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 16:24
    สนุกมากค่ะไรท์ รอตอนต่อไปน้าา อึดอัดจนอยากเข้าไปช่วยเลย😂
    #1,217
    0
  13. #1214 Lalaland332221 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 11:50
    รอออออออออ อ่านมารวดเดียวแบบวางไม่ลงเลยค่ะ
    #1,214
    0
  14. #1210 Ppp (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 13:15

    คุณชายรองเว่ยแน่ๆ5555 เดานะะ

    ฮือออ ค้างงงง อ่านไปล่ะกลั๊วกลัววว สรุกมากๆเลยฮ้าบบบ

    #1,210
    0
  15. #1209 FiShandBird (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 10:41
    แง ขอให้ปลอดภัยๆๆๆๆ ประมุขเนี่ยกับคุณชายรองเว่ยแน่ๆเลย t-t
    #1,209
    0
  16. #1208 guitar358 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 21:22
    เราเชื่อว่าความรักของไรท์ที่มีให้กับตัวเอกมันจะส่งผลให้ตัวร้ายจบอนาถอย่างแน่นอน! ยังไงลูกรักก็ต้องชนะลูกชังอย่างตระกูลฉินอยู่แล้ว!!!!
    #1,208
    0
  17. #1207 HYUNPARK (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 15:51
    เสด็จพ่อกับอาจารย์ลู่ต้องปลอดภัยนะ ว่าแต่เนื้อคู่ของประมุขเนี่ยนี่คุณชายรองเว่ยสินะ นี่เราได้เวลาต้องเก็บตัวเลือกโพแล้วสินะเนี่ย
    #1,207
    0
  18. #1206 Yunnill (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 12:28
    แงงงงงงงง ฝ่าบาทอย่าเป็นอะไรไปน้าา ท่านอาจารย์ด้วยย ใครมันเป็นคนทำ! -พวกสกุลฉิน!! อย่ามายุ่งกับน้องนะ!
    #1,206
    0
  19. #1205 ขุนพลอมนุษย์ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 11:24
    อ่ะฉ่ะ! สนุกมากลุ้นๆ
    #1,205
    0
  20. #1204 kiri2046 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 09:41
    ได้กลิ่นมารน้อยกับชายเวย หื้มมมมมมมมมม
    #1,204
    1
    • #1204-1 defie1988(จากตอนที่ 24)
      11 กันยายน 2563 / 13:03
      ++++++ ด้วยคนเด้อ.
      #1204-1
  21. #1203 Inn1427 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 08:58
    วันๆคิดแต่ทำชั่ว สมองไม่เคยปลอดโปร่งผ่อนคลายเลยใช่มั้ย เกิดมาเปลืองทรัพยากรโลกจริงๆ
    #1,203
    0
  22. #1202 PraewP13 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 07:53
    ไม่มีจิตสังหารงั้นหรอ มันเป็นแผนที่ล่อให้ฆ่าหรือเปล่า อาจจะเอาชาวบ้านธรรมดามาปลอมเป็นโจรแล้วให้พวกองค์ชายลงมือฆ่างี้ จะได้เกิดเรื่องให้คนเกลียดเชื้อพระวงศ์ (เดาเป็นตุเป็นตะ) แต่เรื่องงานล่าสัตว์นี่ว่าอาจไม่ใช่ข่าวจริงอ่ะ ฮ่องเต้กับราชครูลู่ฉลาดขนาดนั้นไม่น่าพลาดท่า อาจเป็นแผนก็ได้
    #1,202
    0
  23. #1201 Whatever it is (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 07:04
    ขอบคุณค่ะ
    #1,201
    0
  24. #1200 oilcaesar (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 06:30
    ประมุขคู่กับ องค์ชายรองเว่ยฉือ แน่ๆ
    #1,200
    0
  25. #1199 0892812425 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 03:24
    คนที่ฆ่าน้องชาติที่แล้ว ต้องเป็นคนที่สงสารเห็นใจน้องแหละ
    #1,199
    0