ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 23 : 二十一 ความจริงซ่อนเร้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25,192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,566 ครั้ง
    6 ก.ย. 63

 

二十一 

ความจริงซ่อนเร้น 

 

 

สุสานของอดีตฮองเฮาแห่งแคว้นเว่ยนั้นแม้ไม่ได้บรรจุพระศพอยู่ในสุสานหลวงแต่ก็ได้รับการสร้างอย่างงดงามอลังการ ป้ายสุสานนั้นทำมาจากหยกนิลริ้วทองสลักนามของพระนางไว้และลงทองคำจนเป็นประกาย รอบสุสานก็ดูร่มรื่นได้รับการดูแลอย่างดี มีเครื่องเซ่น ดอกไม้วางไว้ไม่น้อย

 

อดีตฮองเฮาแคว้นเว่ยเป็นเทพธิดาบุปาที่ชาวเมืองอี้ต่างยอมรับและชื่นชม ดังนั้นจึงมีชาวบ้านส่วนมากนำดอกไม้มาวางไว้หน้าหลุมศพพระนางอยู่เสมอ

 

เว่ยฉือจุดธูปโขกศีรษะเรียบร้อยก็นั่งดื่มสุราอยู่หน้าหลุมศพ เขาลงมือขุนหลุมฝังและเครื่องประดับและอาภรณ์งดงามในกล่องด้วยตัวเอง จากนั้นก็นั่งลงเงียบๆ  โดยที่เย่ซืออวิ๋นกับหยางฉิงก็ปล่อยให้เขาใช้เวลาอยู่คนเดียว ทั้งคู่ถอยห่างออกมาหลายก้าวยืนหลบอยู่ใต้ร่มไม้

“เฮ้อ” เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจเบาๆ...ยามที่เขาไปเข้าเฝ้าหลุมศพของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยไม่เคยต้องโดดเดี่ยวเช่นนี้เลย เงาร่างจากด้านหลังของเว่ยฉือนั้นทระนงแข็งแร่ง เย็นชา แต่ขณะเดียวกันก็ดูอ้างว้างไม่น้อย

 

ในวังหลวงที่ต้องแย่งชิงอำนาจ หาความจริงใจได้ยากนั้น...

เมื่อเทียบกับเว่ยฉือแล้วนับว่าตนโชคดีเหลือเกิน

เอาเป็นว่า...นับจากนี้ถ้าหากเจ้าอยากเป็นเพื่อนกับข้า...และไม่ทำผิดอันใดกับข้า พวกเราก็เป็นสหายกันได้

 

เว่ยฉือคาราวะหลุมศพมารดาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาหาเย่ซืออวิ๋นกับหยางฉิงที่ยืนรออยู่ สายลมยามเหมันต์ผัดผ่าน ก่อให้เกิดความหนาวเย็น แต่ในใจองค์ชายรองแคว้นเว่ยกลับเกิดเป็นความอบอุ่นจางๆ

 

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาไม่ได้มาคาราวะสุสานของพระมารดาคนเดียว

มีคนอื่นมาด้วย...

 

“ขอบพระทัยพระองค์มากที่วันนี้เสด็จมากับกระหม่อม ขอบคุณคุณหนูหยางด้วย” เมื่ออยู่กันส่วนตัวเว่ยฉือก็กลับมาพูดคำราชาศัพท์กับเย่ซืออวิ๋นอีกครั้ง เพราะเขารู้สึกจริงๆ ว่าองค์ชายใหญ่ผู้นี้ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์สูงส่ง

“พวกเรามิใช่ถือว่าเป็นสหายกันแล้วหรอกหรือ...มาเคารพสุสานพระมารดาของสหายก็นับว่าเป็นเรื่องสมควร” เย่ซืออวิ๋นตัดสินใจเป็นเพื่อนกับเว่ยฉือเสียเสร็จสรรพ ทำให้องค์ชายรองแคว้นเว่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาปรายมองหยกพกธาราครามและกำไลหยกธาราครามที่ข้อมือขาวเรียวนั่นก็ถอนใจเบาๆ

 

ตามข่าวที่ได้รับรายงานมา...หยกธาราครามนี้ดูเหมือนจะเป็นของลู่ถิงอวี่ผู้นั้นมอบให้

แม้เว่ยฉือจะรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคู่แข่ง แต่บางสิ่งบางอย่างเขาก็ไม่ใคร่คิดอยากจะไปแย่งชิง โดยเฉพาะถ้าหากการแย่งชิงนั้นสูญเปล่า

 

ความสัมพันธ์ที่บ่มเพาะมานานปีระหว่างพวกเขา บรรยากาศที่พวกเขาอยู่ด้วยกันนั้น

ผู้อื่นยากจะเข้าไปแทรกแซง

 

เอาเถิดแม้จะค่อนข้างเสียใจเล็กน้อยแต่เป็นสหายกันก็ดีเช่นกัน

มิตรภาพบางครั้งก็ยั่งยืนดุจขุนเขา

แต่บางครั้งความรัก ความหลงใหลกลับคล้ายสายน้ำหรือสายลมผ่าน

 

“ได้เป็นสหายกับองค์ชายใหญ่และคุณหนูหยางแห่งจวนแม่ทัพนับเป็นเกียรติของข้าเว่ยฉือแล้ว” เว่ยฉือยิ้มอย่างจริงใจอย่างที่นานๆ ทีจะยิ้ม 

“เช่นนั้นขั้นตอนแรกของการเป็นเพื่อนก็อย่าใช้คำราชาศัพท์กันเลย” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าอย่างน่ามอง รอยยิ้มที่เว่ยฉือรู้สึกว่าช่างงดงามและเป็นมิตรยิ่งนัก ต่างจากครั้งก่อนที่เขาเคยไปเยือนต้าเซี่ย

 

ดูท่า...การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นการตัดสินใจที่เว่ยฉือรู้สึกว่าถูกต้องเป็นเรื่องแรกๆ ในชีวิตเลย

 

“ได้สิ...นี่ก็ยามสนธยาแล้ว ข้าจะไปส่งทั้งสองคนกลับที่พัก” เว่ยฉือเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ยามนี้เป็นสีทองรำไร และเริ่มมีสีดำของรัตติกาลมาแทนที่ บ่งบอกให้รู้ว่าอีกไม่นานราตรีกาลก็จะมาเยือนแล้ว เว่ยฉือเองก็ไม่วางใจให้หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีทั้งสองคนนี้กลับกันไปแค่สองคน 

“เช่นนั้นพวกข้าก็รับน้ำใจท่านแล้วกัน” เย่ซืออวิ๋นเองก็ไม่ได้คัดค้าน พวกเขาทั้งหมดเดินออกจากสุสานของอดีตฮองเฮา เย่ซืออวิ๋นกับหยางฉิงนั้นนั่งบนรถลาก ส่วนเว่ยฉือบังคับม้าอยู่ด้านข้าง มีองครักษ์ประมาณสิบคนคอยระวังความปลอดภัย

เมื่อพ้นเมืองอี้และอีกไม่เท่าไหร่ก็จะเข้าสู่เมืองอันหนิงนั้นพวกเขาทั้งหมดต่างหยุดชะงัก เมื่อรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสายลม บรรยากาศกดดันและเยือกเย็นขึ้นมาในพริบตา ขนาดเย่ซืออวิ๋นกับหยางฉิงที่นั่งคุยกันอย่างสนุกสนานก็เปิดผ้าม่านออกมาอย่างเคร่งเครียด

 

ฟิ้วววว~~~

 

เสียงสายลมหวีดหวิวพัดผ่านแผ่วเบา ตามมาด้วยกลิ่นอายสังหารที่คลุ้งไปทั่วบริเวณ เย่ซืออวิ๋นหรี่ดวงตาลงอย่างเยือกเย็น ความสดใสถูกแทนที่ด้วยสงบนิ่ง หรี่มองมือสังหารนับยี่สิบคนที่ปรากฏขึ้นล้อมรอบพวกเขาทั้งหมดไว้ คนเหล่านั้นปิดบังใบหน้าสวมชุดดำโพศีรษะ แต่ดูจากการเคลื่อนไหวแล้วคาดว่าน่าจะเป็นผู้มีฝีมือ

 

และ...มาจากยุทธภพเป็นแน่!

เว่ยฉือหรี่ดวงตาคมลงพลัน หัวสมองกำลังครุ่นคิดอยู่ว่านักฆ่ากลุ่มนี้มีเป้าหมายที่ใครกันแน่...เพราะเขาเองในฐานะองค์ชายรองแคว้นเว่ยก็เป็นเป้าสังหารอยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ดูจะลงทุนไปมากโข และถ้าเดาไม่ผิดเป้าหมายครั้งนี้ไม่น่าจะใช่ตน...

 

แต่เป็นองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ย!

 

เว่ยฉือขยับตัวไปยืนบังหน้าเย่ซืออวิ๋นกับหยางฉิงเอาไว้คล้ายจะปกป้อง วันนี้ตนไม่ได้พกกระบี่มา นับว่าค่อนข้างเสียเปรียบอยู่ไม่น้อย พวกเขาสามคนและองครักษ์อีกสิบคนกับนักฆ่าผู้ชำนาญดูอย่างไรก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด!

 

ผู้บงการครั้งนี้ช่างเลือกเวลาได้เหมาะเจาะลงตัวเหลือเกิน!

 

“องค์ชายใหญ่...คุณหนูหยาง...สถานการณ์พวกเราเสียเปรียบ...”

เว่ยฉือเอ่ยไม่ทันจบประโยคเขาก็เห็นองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยขยับรอยยิ้ม...เป็นรอยยิ้มที่ไม่เหมือนทุกครั้ง

ริมฝีปากแดงเรื่อนั้นกรีดรอยยิ้มเยือกเย็นทว่างดงามน่ามอง...เปลี่ยนความบริสุทธิ์ผุดผ่องกกลายเป็นความยั่วเย้านัยน์ตา มือขาวเรียวแตะลงที่เอวของตัวเองแผ่วเบา ดึงกระบี่อ่อนชางชุนออกมาถือไว้ ปลายกระบี่ต้องลมสั่นไหวแผ่วเบา ลวดลายที่สลักบนกระบี่นั้นเป็นสีทองเงาวาวลายมังกรห้ากรงเล็บ ที่ด้ามกระบี่นั้นมิได้หนาและเป็นด้ามจับเฉกเช่นกระบี่ทั่วไป แต่กลับบางกว่ามากนักสลักนามชางชุนไว้อย่างอ่อนช้อยแต่ทรงพลัง

 

นี่คือ...กระบี่อ่อนที่ถือเป็นศาตราล้ำค่าชิ้นหนึ่งในใต้หล้า

ฝีมือปรมาจารย์ช่างที่เป็นตำนานอันดับหนึ่ง...

เป็นอาวุธคู่กายที่ฮ่องเต้เย่เทียนหลงทรงพระราชทานให้กับเย่ซืออวิ๋นกับพระหัตถ์พระองค์เอง...

 

แม้เย่ซืออวิ๋นจะไม่ค่อยได้นำออกมาใช้บ่อยนักแต่ก็ไม่เคยห่างกายเช่นเดียวกับกำไลหยกธาราครามที่ข้อมือ

หยางฉิงเองก็ดิงมีดสั้นที่นางซ่อนไว้ออกมาถือไว้ทั้งสองมือ แม้จะไม่อาวุธที่นางถนัดแต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรไว้ป้องกันตัวเลย

“ล้อมไว้! อย่าให้หนีไปได้” หัวหน้ามือสังหารเหล่านั้นตะโกนลั่น ก่อนจะเปลี่ยนขบวนเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว  เย่ซืออวิ๋นกระตุกยิ้มมุมปากโบกมือเบาๆ จนชายแขนเสื้อพลิ้วไหว เพียงพริบตาเดียวองครักษ์ที่ซ่อนอยู่ก็ปรากฏตัวขึ้นมา

 

องครักษ์เหล่านั้นสวมชุดดำรัดกุม บนใบหน้ามีหน้ากากครึ่งซีกสวมไว้

องครักษ์เมฆดำ! องครักษ์ลับที่ขึ้นตรงกับของฮ่องเต้เย่เทียนหลง!

 

“องค์ชาย”

“อื้อ...จับเป็นมาสักคน ข้าอยากจะรู้นักว่าใครสั่งมา...เพราะดูท่าแล้วเป้าหมายย่อมต้องเป็นข้ามากกว่าองค์ชายเว่ยกับน้องฉิงแน่” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยเบาๆ เขาใคร่ครวญและตริตรองมาดีแล้ว และองค์ชายใหญ่ก็มิใช่คนโง่มองเส้นสนกลในของนักฆ่าพวกนี้ออก 

“พ่ะย่ะค่ะ!” เหล่าองครักษ์รับบัญชาองค์ชายใหญ่อย่างแข็งขัน ทั้งสองฝ่ายลงมือจู่โจมพร้อมกัน เสียงดาบปะทะกันจนเกิดเสียงกระทบเคร้งคร้าง ท่ามกลางราตรีกาลที่คืบคลานเข้ามา องครักษ์ของเว่ยฉือนั้นพลาดพลั้งแทบจะทั้งหมด เพราะนักฆ่าเหล่านั้นชำนาญยิ่งนัก จู่โจมจุดตายและลงมืออย่างโหดเหี้ยม

 

เคร้ง!!

 

เว่ยฉือที่คว้าดาบจากศพขององครักษ์มาเป็นอาวุธยกดาบขึ้นป้องกันการโจมตีจากกลุ่มนักฆ่า คนเหล่านั้นเห็นชัดว่าไม่ค่อยได้โจมตีเขาเท่าไหร่ แต่พร้อมใจกันเล็งเป้าหมายไปที่องค์ชายใหญ่มากกว่า แต่ว่าที่ทำให้เว่ยฉือแปลกใจก็คือ...

ร่างที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมของกลุ่มองครักษ์เมฆดำนั้นมิได้หวาดกลัวหรือหวั่นเกรงแม้แต่น้อย กระบี่อ่อนชางชุนในมือตวัดอย่างคล่องแคล่ว ดูก็รู้ว่าผ่านการเรียนวรยุทธ์มาอย่างเข้มงวดแต่ที่สะดุดตากว่านั้นคือวิชาตัวเบาที่พลิ้วไหวนุ่มนวลราวกระเรียนกระพือปีกนั่นต่างหาก ยามที่อีกฝ่ายเคลื่อนตัวชายอาภรณ์สะบัดพลิ้ว

 

ดูราวกำลังร่ายรำมากกว่าต่อสู้ในสนามโลหิต!

ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าอีกฝ่ายจะเป็นวรยุทธ์ด้วย...ขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกเหลือเกิน

แม้จะเป็นลูกแมวแต่ก็เป็นแมวที่มีเขี้ยวเล็บ

 

ส่วนหยางฉิงนั้นก็เช่นกัน...เห็นนางงดงามเช่นนี้แต่การลงมือนั้นดุดันยิ่งนัก

เมื่อทางด้านนี้วางใจได้เว่ยฉือก็หันกลับมาระวังตนเองต่อ นักฆ่ากลุ่มนี้ดูราวกับไม่ได้หวังชีวิต แต่คล้ายกับมีเป้าหมายซ่อนเร้นบางอย่าง

“ไม่เลวเลยนี่” ร่างที่กลบกลิ่นอายพลางตัวอยู่บนตนไม้สูงนั้นเหลือบตาลงมามองภาพการต่อสู้เบื้องล่าง...เขาก็คิดไว้แล้วว่าองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยไม่มีทางมาคนเดียวโดยไม่มีคนคุ้มครองหรอก

 

เพียงแต่...ไม่คิดว่าเย่เทียนหลงจะให้องครักษ์เมฆดำมาติดตามถึงสิบคนขนาดนี้

ดูท่า...ข่าวลือที่ได้รับมาว่าองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยเป็นดุจดั่งไข่มุกในฝ่ามือของฮ่องเต้เย่เทียนหลงนั้นจะเป็นเรื่องจริงที่สุด

 

แต่ว่ามิน่าเชื่อเลยจริงๆ ที่เย่เทียนหลงผู้นั้นจะเมตตาบุตรชายที่เกิดจากฉินฉางเล่อและมีสายเลือดครึ่งหนึ่งเป็นคนสกุลฉินได้ขนาดนี้...

 

ดวงตาคมกริบหรี่มองเหล่านักฆ่าที่เป็นฝ่ายเพลี้ยงพล้ำ พลางคิดในใจว่านักฆ่าเหล่านี้ฝีมือก็มิได้เก่งกาจอย่างที่อวดอ้างเท่าไหร่นัก หรือไม่ก็เพราะฝีมือขององครักษ์เมฆดำนั้นร้ายกาจมาก

ก็สมควรที่จะเป็นเช่นนั้นอยู่หรอก...เพราะถ้าหากองครักษ์ของฮ่องเต้แห่งต้าเซี่ยไร้ฝีมือก็คงจะขายหน้าเกินไปจริงๆ ส่วนองค์ชายใหญ่ผู้นั้นเขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะมีฝีมือถึงขั้นนี้ แล้วไหนจะกระบี่อ่อนอันแสนล้ำค่าในมือนั่นอีกเล่า

สถานการณ์ด้านล่างนั้นถูกฝั่งของเย่ซืออวิ๋นควบคุมไว้ได้อย่างราบรื่น กลุ่มนักฆ่าเหล่านั้นเพลี่ยงพล้ำภายใต้การโจมตีของพวกเขา เย่ซืออวิ๋นหอบหายใจ หยดเหงื่อเกาะพราวบนใบหน้าและเส้นผมก็ยุ่งเหยิงไม่น้อย แต่เขามิได้สนใจสภาพของตนกลับมองสำรวจหยางฉิงอย่างเป็นห่วงหลายรอบ เมื่อเห็นว่านางไม่เป็นอะไรก็ยิ้มอย่างวางใจก็หันไปมองเว่ยฉือเป็นรายต่อไป เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็พยักหน้าให้หนึ่งที

“องค์ชาย...เหลือไว้คนหนึ่งตามบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์เมฆดำหิ้วคอนักฆ่าที่รอดชีวิตมาได้และบังคับให้คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของเย่ซืออวิ๋น สกัดจุดเรียบร้อยเพื่อไม่ให้นักฆ่าผู้นี้ชิงฆ่าตัวตายไปเสียก่อน

“ใครเป็นคนส่งเจ้ามา” เย่ซืออวิ๋นถามเข้าประเด็นทันที แต่เพียงพริบตาเดียวเหล่าองครักษ์เมฆดำก็พลันเคลื่อนไหวอีกครั้งเมื่อรับรู้ได้ถึงคนกลุ่มใหม่อีกนับสิบที่พุ่งโจมตีเข้ามา! มีดสั้นด้ามหนึ่งปักเข้าอกของนักฆ่าที่เหลือรอดอยู่คนสุดท้ายจนตายคาที่!

 การปะทะร้อนระอุขึ้นอีกรอบ เย่ซืออวิ๋นเบี่ยงกายหลบอาวุธที่พุ่งเข้าหาตน ริมฝีปากแดงเม้มแน่นเมื่อรับรู้ได้ถึงเรี่ยวแรงมหาศาลจากมีดบินเล่มนั้น เขาถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะตวัดกระบี่อ่อนปัดมันออกไป

“ฝีมือดี” เสียงทุ้มเปล่งหูเอ่ยขึ้นเบาๆ เบื้องหลังแต่กลับทำให้ขนในกายทั้งหมดลุกชันขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ! ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแล่นปราดไปทั่วร่างจนเย่ซืออวิ๋นรีบหมุนกายกลับ ตวัดกระบี่ไปทางต้นเสียงทันที

 

ปึก!

 

“เสียแต่แรงน้อยไป” เสียงของร่างในชุดดำนั่นก็ยังคงพูดต่อวิชาตัวเบาอันแสนเป็นเลิศดุจนางแอ่นโบยบินท่ามกลางหมู่เมฆทำให้เขาสามารถเคลื่อนไหวได้ราวกับหายตัว

 

นางแอ่นล่องเมฆา!

 

“เจ้า!!” เย่ซืออวิ๋นเม้มปากแน่น มือที่ถือกระบี่อ่อนนั้นสั่นไหวเบา เขาเบนสายตาไปรอบๆ เหล่าองครักษ์เมฆดำรับมือกับคนกลุ่มใหม่ได้ แต่ก็ค่อนข้างตึงมือ ส่วนน้องฉิงกับเว่ยฉือเองก็ค่อนข้างลำบากไม่น้อย 

ส่วนบุรุษผู้ลึกลับที่พรางตัวได้อย่างเงียบเชียบผู้นี้นั้นก็ยิ่งอันตรายนัก เพราะราวกับว่าเขาสามารถเข้าประชิดตัวเย่ซืออวิ๋นได้โดยที่ตนไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ซ้ำบรรยากาศรอบกายที่แผ่ออกมานั้นก็เย็นชาน่าขนลุก

 

เย่ซืออวิ๋นรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นี้...

เพียงแต่...

 

มือขาวเรียวกำด้ามกระบี่อ่อนมั่น ก่อนจะทุ่มพลังทั้งหมดเข้าโจมตีอีกรอบ พลังในกายถูกเร่งจนขีดสุดใช้วิชาตัวเบาของตนไล่ตามการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้!!

“ไม่เลว” นัยน์ตาคมกริบในความมืดหรี่ลง มุมปากยกยิ้มน้อยๆ กับความพยายามนั่นก่อนจะเปลี่ยนเป็นหยามหยัน ตวัดมีดสั้นในมือโจมตีกลับไปไปหลายเล่ม แม้เย่ซืออวิ๋นจะปัดได้บางส่วน แต่ก็มีบางส่วนเช่นกันที่ปาดผ่านผิวจนได้เลือด เย่ซืออวิ๋นเว้นระยะห่างออกมาเสียกายทรงตัวเล็กน้อยเพราะร่างกายเริ่มอ่อนแรง นั่นทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้เปรียบพริบตาที่คิดจะลงมือกลับไปอีกครั้งก็เป็นอันต้องเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วเมื่อสัมผัสได้ถึงคมอาวุธที่เฉี่ยวผ่านใบหน้าไป

 

ฉึก!

 

“ซืออวิ๋นมาทางนี้!” น้ำเสียงนุ่มอันแสนไพเราะนั่นเย่ซืออวิ๋นจำได้ขึ้นใจ ความหวาดกลัวในใจราวถูกเสียงนี้ชำระล้างไปจนหมดสิ้น ไม่ต้องไถ่ถามอันใดร่างของเขาก็เคลื่อนกายไปหยุดยืนอยู่ข้างๆ ลู่ถิงอวี่ทันที!

 

ใช่แล้วลู่ถิงอวี่ เขาถือคนที่ยิงธนูออกไปเมื่อครู่ คมธนูเฉียดผ่านใบหน้าของชายปริศนาไปเพียงแค่คืบเดียว!

ถ้าหากอีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบไม่ทันมันจะไม่ใช่แค่การเฉียด...ฝีมือเช่นนี้เรียกได้ว่าแม่นยำยิ่งกว่าจับวาง!

 

ชายปริศนาหรี่ตาลงเมื่อเห็นว่านอกจากลู่ถิงอวี่แล้วยังมีอีกสามคนพร้อมองครักษ์อีกจำนวนหนึ่งมาด้วย ในดวงตาเต็มไปด้วยความแปลกใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ และไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ทำอะไรร่างนั้นก็หายวับไปในพริบตา!

ลู่ถิงอวี่เม้มปากตัวเองแน่น ดวงตาดอกท้อคู่สวยยามนี้เคร่งเครียดยิ่ง

 

เพราะวิชาตัวเบาเมื่อครู่นั้นถ้าหากเขาจำไม่ผิด...นั่นคือนางแอ่นล่องเมฆา

วิชาตัวเบาที่ฉินเซ่าเจ๋อผู้นั้นชำนาญที่สุด!

แสดงว่าคนผู้นั้น...เป็นฉินเซ่าเจ๋อไม่ผิดแน่!

 

“พี่ใหญ่!” เสียงเรียกของเย่เฟิง เย่เซียว และเย่หานดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนทั้งหมดจะรีบวิ่งมาหาเย่ซืออวิ๋นอย่างเป็นห่วง

ภาพนั้นทำให้ร่างที่เพิ่งหายไปเมื่อครู่ยิ้มเย็น ในดวงตาเต็มไปด้วยแผนการมากมาย เขายกขวดเล็กๆ ขึ้นมาก่อนจะนำมีดสั้นที่ปลายมีดเปื้อนหยดโลหิตมาจ่อไว้ สะบัดเบาๆ หยดโลหิตนั่นก็หล่นไปอยู่ในขวดแก้วเล็กๆ นั่นเรียบร้อย 

 

เป้าหมายของแผนการณ์ครั้งนี้สำเร็จแล้ว

แม้ความจริงตรงหน้าจะเด่นชัด

แต่วิธีพิสูจน์ที่ยากต่อการปฏิเสธก็เป็นการยืนยันที่ดีกว่า

 

“หึ...องค์ชายทั้งหมดของต้าเซี่ยมารวมอยู่ที่แคว้นเว่ยทั้งหมด เห็นทีคงต้องเปลี่ยนแผนการณ์สักหน่อยแล้ว”

ดวงตาคมจับจ้องไปยังกลุ่มคนนั้นอีกครั้ง หยุดอยู่ที่ใบหน้าของลู่ถิงอวี่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนไปที่เย่ซืออวิ๋นและหยุดนิ่งอยู่ครู่ใหญ่...

“นอกจากใบหน้าแล้ว...ก็ไม่มีสิ่งใดที่คล้ายเลยจริงๆ”

 

กับฉินฉางเล่อผู้นั้น

แต่ว่า...เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะคนบางคนต่อให้ภายนอกดูเข้มแข็งอย่างไรก็ล้วนมีความอ่อนแอซุกซ่อนไว้อยู่ทั้งสิ้น และยิ่งเมื่อมีสิ่งสำคัญก็ยิ่งอยากปกป้องทะนุถนอม 

 

แต่ถ้าหากสิ่งสำคัญนั้นไม่เป็นดั่งที่คิดไว้ก็คงเจ็บปวดเจียนตาย!!

 

“ข้าจะรอดู...วันที่เจ้าได้รู้ความจริง” เขาละสายตาจากใบหน้าของเย่ซืออวิ๋นก่อนจะเร้นกายหายไปในความมืดมิดทิ้งไว้เพียงความเยือกเย็นและเย็นชาจนถึงกระดูก!

 

………ต่อ………

 

“ถิงอวี่...เจ้ามาได้อย่างไร น้องรอง น้องสาม น้องสี่ด้วย” เย่ซืออวิ๋นที่เพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์อันตรายมายามนี้ก็ได้แต่โล่งใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นแปลกใจยามที่เห็นทุกคนมาปรากฎตัวอยู่ที่นี่ได้ มือขาวเรียวถูกลู่ถิงอวี่ที่โยนคันธนูงามลงพื้นประคองไว้อย่างแผ่วเบา ดวงตาดอกท้อคู่สวยนั้นสำรวจบาดแผลทุกส่วนไม่ให้เล็ดรอดสายตา บรรยากาศรอบตัวคุณชายหยกขาวที่ปกติแสนจะสงบและอบอุ่นดุจสายลมในฤดูใบไม้ผลิยามนี้กลับเยือกเย็นจนอึดอัด

 

บาดแผลเล็กๆ ไม่น้อยบนแขนขาวเรียวนั่นคืออะไรกัน!

แล้วไหนจะรอยโลหิตนั่นอีก!

 

ไม่ใช่แค่ลู่ถิงอวี่คนเดียว เพราะเย่เฟิง เย่เซียว เย่หานต่างก็แผ่บรรยากาศเยือกเย็นออกมายามเห็นพี่ใหญ่ของตนนั้นมีรอยแผลเต็มแขนขาวเรียว แม้จะไม่มากแต่อย่างไรนี่ก็เป็นพี่ใหญ่ที่พวกเขาถนอม!

 

มันน่านัก!!

 

“ข้าไม่ได้เจ็บอะไรนะ” องค์ชายใหญ่รีบเอ่ยอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นท่าทางของแต่ละคน พยายามยิ้มกว้างส่ายหน้ารัว กระพริบตาปริบๆ เพื่อไม่ให้ทุกคนเป็นห่วง แม้แขนจะชาและล้าหรือความหวาดกลัวจะจางหายไปบ้างแล้วแต่เทียบกับการเห็นสีหน้าปวดใจของบรรดาน้องชายและลู่ถิงอวี่แล้วนั้นเขาไม่อยากเห็นมากกว่า “จริงๆ นะ...ดีที่ถิงอวี่ ดีที่พวกเจ้ามาทัน”

“อืม...” ลู่ถิงอวี่ขานรับในลำคอเงียบๆ ฉีกแขนเสื้อตนมาพันมือของเย่ซืออวิ๋นที่มีเลือดซึมอยู่จางๆ ให้ ในดวงตายังเต็มไปด้วยความเยือกเย็น “ซืออวิ๋นกับน้องฉิงกลับไปกับเย่เฟิงและเย่หานก่อนนะ ประเดี๋ยวข้ากับเย่เซียวจัดการเรื่องตรงนี้เสร็จแล้วจะรีบตามไป” แม้ว่าเขาอยากจะไปด้วย คอยประคองถนอมอีกฝ่าย แต่ตรงนี้ก็จะปล่อยไปไม่ได้ อีกทั้งบรรดาองค์ชายทั้งหลายก็หวงและห่วงพี่ชายตนเองมาก เขาอยู่จัดการเรื่องทางนี้ให้เรียบร้อยแล้วค่อยไปเคียงข้างอีกฝ่ายก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง

เย่ซืออวิ๋นยื่นมือไปกุมมือของลู่ถิงอวี่ไว้เบาๆ เหมือนจะอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ก็เม้มปากไว้ ก่อนจะยิ้มบาง “ถิงอวี่ห้ามฝืนตัวเองนะ ข้าจะรอเจ้าอยู่กับทุกคน”

ลู่ถิงอวี่ยกมือเรียวนั่นมาแนบข้างแก้มตนก่อนจะคลี่ยิ้มตอบ รอยยิ้มอ่อนโยนดุจสายน้ำไล้ผ่านกลีบบุปผา ต่างกับความเยือกเย็นเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง “ได้ ข้าฟังซืออวิ๋นเสมออยู่แล้ว เย่เฟิง เย่หาน ฝากเจ้าด้วยเล่า”

“เจ้าเองก็รีบมา” เย่เฟิงที่สำรวจพี่ชายตนเองเรียบร้อยแล้วก้าวไปช่วยประคองหยางฉิง แม้บุตรีจวนท่านแม่ทัพจะไม่ได้รู้เหนื่อยอะไรซ้ำยังเงยหน้ามององค์ชายรัชทายาทคล้ายจะบอกว่ายุ่งไม่เข้าเรื่องอีกก็เถอะ “เจ้ายืนแทบจะไม่ไหวก็อย่าดื้อเลย” เย่เฟิงเอ่ยทั้งอ่อนใจทั้งระอาใจ ส่วนเย่ซืออวิ๋นที่เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ 

 

เสียงหัวเราะที่คลายบรรยากาศแสนน่าอึดอัดอันเกิดจากจิตสังหารของลู่ถิงอวี่และองค์ชายทั้งสาม

 

“มาพี่ใหญ่...ข้าประคองท่านเอง” ปากองค์ชายสี่บอกว่าประคองแต่แท้จริงแล้วคือสามารถอุ้มพี่ชายไว้ในอ้อมแขนได้อย่างง่ายดาย มิหนำซ้ำเย่หานยังหันไม่เลิกคิ้วใส่ลู่ถิงอวี่ที่ทำสีหน้าหงุดหงิดแวบหนึ่งอย่างคนเหนือกว่าด้วย

 

เจ้าคนใจแคบที่ใจแคบแม้กระทั่งน้องชายอุ้มพี่ชายก็ยังไม่ได้

เหอะ!

 

คนที่จะไปก็ไปหมดแล้ว ดังนั้นรอบบริเวณนี้ก็เหลือเพียงลู่ถิงอวี่ เย่เซียว เว่ยฉือและองครักษ์เมฆดำอีกจำนวนหนึ่งที่คอยระวังอยู่โดยรอบ ส่วนองครักษ์ของเว่ยฉือนั้นพลาดท่าถูกสังหารไปตั้งแต่ตอนแรกแล้ว

“องค์ชายสาม คุณชายลู่...ตามไม่ทันขอรับ” องครักษ์ลับเมฆดำผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ รายงานเสียงเบา 

“ช่างเถิด นั่นเป็นนางแอ่นล่องเมฆา หนึ่งในวิชาตัวเบาที่เป็นหนึ่งในสามวิชาตัวเบาที่เลิศล้ำที่สุดในใต้หล้า ตามไม่ทันก็มิแปลกหรอก” ลู่ถิงอวี่ถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะหันไประสานมือคำนับเว่ยฉือ “ขอบพระทัยองค์ชายรองเว่ยที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือพ่ะย่ะค่ะ”

“เว้นคำราชาศัพท์ไปเถิด” เว่ยฉือเองก็มิได้ใส่ใจมารยาทพวกนี้เท่าไหร่นัก อีกทั้งถ้าหากเทียบกันแล้วด้วยฐานะคุณชายอันดับหนึ่งของต้าเซี่ยนั้นก็เทียบเท่าเชื่อพระวงศ์แคว้นอื่นไปแล้ว “ข้ามากกว่าที่ต้องขอบคุณพวกท่าน”

 

เพราะถ้าหากมิได้องครักษ์เมฆดำกับองค์ชายใหญ่ และคุณหนูหยางแล้วเกรงว่าเขาอาจจะเป็นอันตรายไม่น้อยเลยทีเดียว

 

“ท่านคงรู้ดีว่าคนเหล่านั้นมุ่งเป้ามาที่พี่ใหญ่ของพวกข้า” เย่เซียวหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด องค์ชายสามเดินสำรวจโดยรอบเพื่อหาหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ว่าพอจะมีอะไรให้สืบสาวต่อได้อีกบ้าง

เว่ยฉือพยักหน้า “นักฆ่าเหล่านั้นมาจากในยุทธภพ ส่วนมากคนเหล่านี้มิยอมเปิดปากบอกผู้จ้างวาน แต่คนอีกกลุ่มที่โผลเข้ามาตอนหลังรวมถึงคนชุดดำนั่น...วรยุทธ์ล้ำเลิศนัก อีกทั้งยัง...อันตราย”

 

ความรู้สึกที่อีกฝ่ายแผ่ออกมานั้นเย็นชาไปจนถึงกระดูก ทั้งยังชวนให้ผู้คนรู้สึกหายใจไม่ออก

ทรงอำนาจและน่ากลัว

 

เป็นความรู้สึกเดียวที่คล้ายคลึงกับยามพบบฮ่องเต้เย่เทียนหลงแห่งต้าเซี่ยครั้งแรก...เพียงแต่ฮ่องเต้เย่เทียนหลงนั้นทรงอำนาจแต่น่ายำเกรง เปี่ยมด้วยบารมีอันน่าเคารพ ต่างกับคนชุดดำนั้นอย่างสิ้นเชิง

 

“นางแอ่นล่องเมฆา...ฉินเซ่าเจ๋อเช่นนั้นหรือ? เขารู้แล้วว่าพี่ใหญ่อยู่ที่นี่ สกุลฉินเองต้องเคลื่อนไหวแน่ๆ!” เย่เซียวกระโดดลงมาจากกิ่งไม้ใหญ่ก่อนจะลงบนพื้นได้อย่างมั่นคง เขาส่งมีดสั้นเล่มเล็กให้ลู่ถิงอวี่ที่รับไปพินิจดูทันที ดวงตาดอกท้อหรี่ลงราวครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นก็เบิกตาขึ้นราวนึกอะไรได้ ลู่ถิงอวี่เม้มริมฝีปากตัวเองก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับองครักษ์เมฆดำข้างๆ

“ข้าอยากได้ข้อมูลของคนที่จะเข้าเมืองอันหนิงมาตั้งแต่คืนนี้จนถึงวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะใครก็ห้ามปล่อยให้รอดสายตา”

“ขอรับคุณชาย!”

“เจ้าสงสัยอันใด?” เย่เซียวเองก็สังเกตเห็นความร้อนรนบางอย่างที่ลู่ถิงอวี่พยายามกลบไว้เช่นกัน ปกติเจ้าคนหน้ายิ้มนี่ฟ้าถล่มดินทลายอย่างไรก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า มีเพียงพี่ใหญ่คนเดียวเท่านั้นที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้ 

 

ดังนั้นเย่เซียวสามารถสรุปได้ง่ายๆ ว่าย่อมต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพี่ใหญ่ของตนเป็นแน่!

 

“ข้าภาวนาให้เป็นแค่ความสงสัยเถิด” ลู่ถิงอวี่ถอนหายใจ “องค์ชายรองเว่ย...”

“เรียกข้าว่าเว่ยฉือก็พอ ข้าเป็นเพื่อนกับองค์ชายใหญ่ เจ้าเองก็ด้วย...”

“อ้อ...เพื่อนงั้นหรือ?” คุณชายบางคนเลิกคิ้วขึ้น ประกายตาคู่สวยนั้นเยียบเย็นลงวูบหนึ่ง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนจนเย่เซียวที่เห็นยังขนลุก องค์ชายสามต้องโบกมือไปมาผ่านหน้าตัวเอง

 

กลิ่นน้ำส้มฉุนกึกจริงๆ

พี่ใหญ่ก็แค่มีเพื่อนมิใช่หรือ...จำเป็นต้องไหน้ำส้มแตกด้วยหรืออย่างไรกันนะ

อีกอย่าง...เจ้ายังไม่ได้เป็นอะไรกับพี่ใหญ่ของข้าเสียหน่อย!

 

“เช่นนั้นในเมื่อเว่ยฉือเป็นสหายกับซืออวิ๋นของข้า เช่นนั้นข้ารบกวนท่านอีกสักเรื่องสองเรื่องจะได้หรือไม่เล่า”

 

ซืออวิ๋นของข้า

เว่ยฉือเลิกคิ้วกับคำพูดนี้แม้จะรู้สึกหมั่นไส้ แต่องค์ชายรองแคว้ยเว่ยกลับระอาใจไปด้วย...เป็นอย่างที่เขาคิดไว้จริงๆ

คุณชายหยกขาวผู้นี้ความจริงแล้วใจแคบเป็นที่สุด

 

“ถ้าเรื่องที่สกุลฉินติดต่อกับเสด็จพี่ใหญ่ของข้า ข้าจะช่วยจับตาดูให้ อ้อ...รวมถึงเรื่องที่องค์ชายต้าเซี่ยทั้งหมดและคุณชายหยกขาวมาเยือนเมืองอันหนิงข้าจะเก็บไว้เป็นความลับให้” เว่ยฉือรู้ดีว่าลู่ถิงอวี่ต้องการวานเรื่องอันใด แม้เขาจะระแวงว่าเหตุใดเชื้อพระวงศ์ของต้าเซี่ยถึงมาเยือนเมืองหลวงแคว้นเว่ยได้ แต่ตนก็ติดหนี้บุญคุณองค์ชายใหญ่ผู้นั้นอยู่

 

อีกทั้ง...นั่นยังเป็นสหายคนแรกของเขาด้วย

 

ลู่ถิงอวี่พยักหน้ายิ้มๆ คุยกับคนฉลาดย่อมไม่ต้องเปลืองแรงพูดให้มากความจริงๆ ยิ่งเป็นอย่างนี้ก็ยิ่งรู้สึกเสียดายที่รัชทายาทแห่งแคว้นเว่ยมิใช่เว่ยฉือผู้นี้

“ถ้ามีอะไรให้ข้าช่วยก็ส่งคนไปบอก” เว่ยฉือส่งสัญญาณมือให้องครักษ์ของตนที่เพิ่งมาถึง แม้องครักษ์ที่เขาพามาด้วยจะเสียชีวิตไปหมดแล้ว แต่รอบตัวเขาก็ยังมีองครักษ์เงาอยู่สองสามคน ทางหนึ่งคอยคุ้มกันทางหนึ่งไปเรียกกำลังเสริม เมื่อครู่ถ้าหากองครักษ์เมฆดำไม่มาช่วยเขาก็มั่นใจว่าจะไม่เป็นอันตราย อาจบาดเจ็บบ้างเล็กน้อย 

 

เพราะเว่ยฉือระมัดระวังเช่นนี้ตลอดทำให้ฐานะของเขาเป็นที่หวาดระแวงของฝั่งเว่ยเฉายิ่งนัก

 

“นำศพขององครักษ์ที่ตามข้ามากลับไป ฝังพวกเขาอย่างดี มอบเงินชดเชยให้กับครอบครัวของพวกเขาด้วย”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

เว่ยฉือประสานมือให้เย่เซียวกับลู่ถิงอวี่ ก่อนจะหมุนกายเดินออกไป ใบหน้าหล่อเหลาขององค์ชายรองแคว้นเว่ยปรากฏรอยยิ้มจางอ่านยากขึ้นมาสายหนึ่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยการครุ่นคิดก่อนจะเปลี่ยนกลับมาเยือกเย็นเช่นเดิม

 

.............

 

“เขาไว้ใจได้หรือ?” เย่เซียวที่มองตามแผ่นหลังของเว่ยฉือไปกลับมามองลู่ถิงอวี่ เพราะเขารู้สึกว่าเว่ยฉือผู้นี้นั้นซับซ้อนมิใช่น้อยเลยทีเดียว

“เขาไว้ใจได้...ยามที่พูดถึงซืออวิ๋นแววตา น้ำเสียง ล้วนจริงใจอย่างที่สุด เจ้าก็รู้นี่เย่เซียวว่าซืออวิ๋นน่ะมีพลังในการทำให้คนรู้สึกดีกับเขา”

“อ้อ เจ้าก็เลยไหน้ำส้มแตก?” เย่เซียวเลิกคิ้วขึ้น

ลู่ถิงอวี่พยักหน้า “เขามีเสน่ห์มากเกินไป ขนาดยังไม่สวมกวานก็งดงามดึงดูดผู้คนมากมายแล้ว ภู่ภมรผีเสื้อเหล่านั้นน่ารำคาญขัดหูขัดตานัก แต่อย่างไรเสียก็ยังมีประโยชน์” คุณชายลู่เอ่ยประโยคนี้ได้ด้วยรอยยิ้มน่ามอง แต่แววตากลับตรงกันข้ามจนเย่เซียวหัวเราะลั่น

“ในสายตาเสด็จพ่อกับพวกข้าเจ้าก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน...เอาเถิด กลับเข้าเรื่อง รีบสำรวจทีนี่ให้เสร็จเถิด ข้าร้อนใจอยากกลับไปดูพี่ใหญ่จะแย่อยู่แล้ว” เพราะเย่เซียวค่อนข้างชำนาญเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้และวรยุทธ์ดังนั้นลู่ถิงอวี่จึงเอ่ยรั้งเขาไว้

ทั้งคู่สำรวจโดยรอบซ้ำอยู่หลายรอบ รวมถึงตรวจดูบนตัวศพฝ่ายตรงข้ามทั้งหมดหลายรอบก็มิพบอะไรน่าสงสัย นักฆ่าเหล่านั้นยังพอสืบสาวได้แต่ก็คงไม่ได้อะไร ส่วนคนอีกกลุ่มนั้น...

“เหมือนเป็นกองกำลังลับ ข้ามาไม่ทันเห็นวรยุทธ์ของคนพวกนี้ เจ้าได้อะไรบ้าง” 

“เป็นกองกำลังลับจริงๆ เพียงแต่คนพวกนี้มิได้เน้นโจมตีให้เป็นอันตรายถึงชีวิต หลีกเลี่ยงจุดตาย เจ้าดูจุดที่พวกเขาซุ่มโจมตีแล้วมิแปลกใจบ้างหรือ?”

“ใช่ ข้าเองก็แปลกใจ...อีกทั้งคนชุดดำที่เจ้าบอกนั่นก็อาจเป็นฉินเซ่าเจ๋อ เขามิมีทางทำร้ายพี่ใหญ่เป็นแน่ ถ้าเช่นนั้นเขาทำเช่นนี้ไปทำไมกัน?”

ลู่ถิงอวี่ชูมีดสั้นในมือขึ้น ปรือตาลงช้าๆ แล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ ก่อนจะเอ่ยเบาๆ “ถ้าข้าเดาไม่ผิด...ฉินเซ่าเจ๋อคงต้องการเลือดของซืออวิ๋นกระมัง”

“หา...เลือดของพี่ใหญ่? จะเอาไป...ทำ...ไม” เย่เซียวเบิกตากว้างเมื่อเข้าใจในสิ่งที่ลู่ถิงอวี่ต้องการสื่อ องค์ชายสามแผ่จิตสังการอันแสนดุดันออกมารอบตัวจนน่าขนลุก มือใหญ่ฟาดต้นไม้ข้างๆ อย่างไม่กลัวเจ็บ “บ้าเอ๊ย!!” ในดวงตาที่แสนเย็นชาคู่นั้นเต็มไปด้วยความกังวล 

 

และเหนืออื่นใด...คือความหวาดกลัว

 

“สารเลว!...เจ้าพวกตระกูลฉิน!! เจ้าเล่ห์กลับกลอกเสียจริง!”

“เจ้าใจเย็นก่อน” ลู่ถิงอวี่ปรามเบาๆ ก่อนจะสำทับอีกประโยค “ต่อให้เขาได้ไปแล้วจะทำไมเล่า เขาเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เขาแตะต้องซืออวิ๋นได้เช่นนั้นหรือ...เย่เซียวมีพวกเจ้าอยู่ มีข้าอยู่ มีฮ่องเต้และท่านพ่อ ต่อให้ฉินเซ่าเจ๋อรู้แล้วเขาก็ได้แค่รู้เท่านั้น”

ฟังคำพูดนั้นแล้วเย่เซียวก็ใจเย็นลงจริงๆ “แต่...ถ้าหากเขาเอาไปพูดกับพี่ใหญ่...”

 

เขากลัว...กลัวความใกล้ชิดจะกลายเป็นความห่างเหิน

แต่ที่กลัวและไม่อยากเห็นที่สุด...คือน้ำตากับความเสียใจของพี่ใหญ่คนนั้น

 

ลู่ถิงอวี่ถอนหายใจ “เจ้าก็รู้ไม่ใช่หรือเย่เซียว ซืออวิ๋นไม่ได้โง่...และใต้หล้านี้คำพูดคนอื่นมากมายเขาล้วนไม่นำมาใส่ใจ ต่อให้ฉินเซ่าเจ๋อต่อให้สกุลฉินจะพูดอะไร จะมีหลักฐานมายืนยันเพียงใด ถ้าหากไม่ได้รับคำยืนยันจากปากพวกเรา ซืออวิ๋นไม่มีทางเชื่อ”

“อืม...ก็จริงอย่างที่เจ้าพูด” เย่เซียวที่รู้นิสัยพี่ชายตัวเองดีก็คลายความกังวลลงได้บ้าง “พวกเรารีบกลับเถิด ข้าอยากจะไปหาพี่ใหญ่เร็วๆ แล้ว”

“ไปกันเถิด” ลู่ถิงอวี่พยักหน้า ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาตามเย่เซียวไปอีกคน ชายอาภรณ์สีขาวของคุณชายลู่สะบัดพลิ้วตัดกับฟ้ายามราตรีกาล เหล่าศพที่เคยมีถูกบรรดาองครักษ์จัดการนำไปโยนทิ้งที่อื่น เกล็ดสีขาวโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าแผ่วเบาต้องใบใบหน้าที่หล่อเหลางดงามนั้น ลู่ถิงอวี่ทวนคำพูดประโยคที่ตนใช้คลายความกังวลให้เย่เซียวไปเมื่อครู่

 

แท้จริงแล้วนั้นเขาปลอบตัวเองไปด้วย...พูดให้ตัวเองสบายใจ

 

ลู่ถิงอวี่ที่ใกล้ชิดเมฆงามนั้นรู้ดี เขารู้ว่าซืออวิ๋นมีข้อสงสัยบางอย่างในใจ และมีอะไรเล็กๆ น้อยๆ มากมายให้จับสงสัยได้ เพียงแต่ซืออวิ๋นก็ยังเป็นซืออวิ๋นที่ไม่เคยทำให้คนสำคัญของเจ้าตัวลำบากใจ

 

“บางที...เขาอาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้”

 

หรือไม่...เขาก็สงสัยเพียงแต่ไม่เคยเอ่ยถามออกมา

 

ลู่ถิงอวี่ไม่กลัวความจริงบางอย่างจะเปิดเผย แต่ที่เขาหวาดกลัวและไม่อยากเห็นที่สุด...

คงเป็นใบหน้างามที่เปื้อนคราบน้ำตา

 

...............

 

ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ขององค์ชายรัชทายาทแคว้นเว่ยนั้น ชายผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมเนื้อดีนั่งอยู่ริมศาลา ดื่มสุราฤทธิ์ร้อนราวน้ำเปล่า ข้ารับใช้ที่นั่งอยู่ด้านนอกนั้นรอรับใช้อย่างไม่ปริปากบ่น เพราะนี่เป็นแขกขององค์ชายรัชทายาท พวกเขามิกล้าละเลย

ด้านข้างเขานั้นแทนที่จะเป็นเครื่องเคียงกลับเป็นขวดแก้วเล็กๆ ที่มีหยดเลือดลอยจมอยู่ในน้ำใสแวววาว ซึ่งเป็นน้ำยาพิเศษที่หมอเทวดาเหยาผู้เลื่องชื่อในยุทธภพได้ทำขึ้น...

 

โลหิตสีชาดนั้นดุจไข่มุกแดงฉานกลางธารธารา

 

“นายท่านขอรับ...คุณชายกลับมาแล้ว”

“ให้เข้ามา”

ฉินไห่ฟงที่บนบ่ามีละอองหิมะเกาะอยู่เดินเข้ามาในศาลาเล็กริมสวน เขาประสานมือคำนับบิดาก่อนจะนั่งลง “ท่านพ่อ...”

“ท่านตาของเจ้าเล่า?”

“เจ้ามีอะไรสำคัญ ถึงต้องให้ไห่ฟงไปเชิญข้ามา” น้ำเสียงเรียบนิ่งสายหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลัง ชายชราผู้ที่มีใบหน้าหล่อเหลาผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า แม้ใบหน้าจะมีร่องรอยเหี่ยวย่นอันเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าเขาผ่านกาลเวลามามิน้อยแต่บุคลิกของเขานั้นกลับดูสง่างามราวบัณฑิตผู้ทรงปัญญา ยิ่งสวมใส่ผ้าไหมสีขาวสลับเขียวก็ยิ่งเสริมให้ดูสง่ามากขึ้น เส้นผมเป็นสีขาวโพลนทั้งศีรษะ มองไปบางคราก็ราวเทพเซียนผู้หลุดพ้นโลกีย์

 

นี่คือ...อดีตขุนนางที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในต้าเซี่ย

ราชครูผู้ที่บัณฑิตทั้งแผ่นดินอยากกราบไหว้เป็นอาจารย์ แม้จะลาออกจากราชสำนัก แต่ทิ้งชื่อเสียงและสร้างขุนนางเลือดใหม่ขึ้นมากมาย

 

ผู้นำที่ทำให้สกุลฉินกลายเป็นสกุลอันดับหนึ่งในแผ่นดินในอดีต

ฉินเมิ่ง

 

“กำแพงเมืองอันหนิงมีการป้องกันอย่างเข้มงวดมากขึ้น พวกเขาตรวจคนเข้าออกทุกคนอย่างไม่ให้รอดสายตา...ไห่ฟงกับข้าจึงปลอมตัวมากับขบวนส่งนักโทษ อีกทั้งระหว่างทางยังรถม้ายังมีปัญหา เลยล่าช้าเล็กน้อย...เจ้ามีอะไร?” ฉินเมิ่งที่ปกติมิค่อยย่างกลายออกจากคฤหาสน์สกุลฉินที่มณฑลเหอหยวนเท่าไหร่นักสะบัดชายเสื้อนั่งลงบนเก้าอี้ พลางหรี่ตามองบุตรชายคนโปรดอย่างถามไถ่

ฉินเซ่าเจ๋อยิ้มมุมปาก ลุกขึ้นประสานมือคำนับบิดาก่อนจะนั่งลง “ข้ามีข่าวดีสองข่าวจะเรียนให้ท่านพ่อทราบ และคิดว่าคงเป็นการดีกว่าถ้าหากให้ท่านพ่อได้รับรู้และเห็นด้วยตนเอง”

“เจ้าว่ามา”

ฉินไห่ฟงนั่งมองบิดากับท่านตาคุยกัน เขาถอนหายใจแผ่วเบารินสุราให้บิดาและรินชาให้ท่านตาแทนเพราะรู้ว่าท่านตาของตนนั้นไม่ดื่มสุรา และเขาเป็นคนที่ถ่วงเวลาทำให้การเดินทางล่าช้าเอง

 

 เพียงแต่...ทำได้แค่ยืดเวลาออกไปเล็กน้อยเท่านั้น

 

“ตอนนี้องค์ชายทั้งหมดของต้าเซี่ยได้มารวมกันอยู่ที่เมืองอันหนิงแห่งนี้...”

ฉินเมิ่งชะงักมือที่ถือแก้วชา ดวงตาที่ผ่านริ้วรอยของกาลเวลามาคู่นั้นฉายแววบางอย่าง มุมปากยกยิ้มน้อยๆ “อ้อ...นับเป็นข่าวดีจริงด้วย” ก่อนจะหรี่ตาลง “เจ้าบอกว่าองค์ชายทั้งหมด เช่นนั้น...เด็กคนนั้นก็ด้วยสินะ”

“ขอรับ” ฉินเซ่าเจ๋อยกยิ้มมุมปาก “ข้าเองก็มีของขวัญจะให้ท่านพ่อชมเช่นกัน” มือใหญ่ดันขวดแก้วเล็กๆ ที่มีหยดโลหิตอยู่ ฉินเมิ่งและฉินไห่ฟงต่างมองมันอย่างแปลกใจ ฉินเซ่าเจ๋อหัวเราะหึก่อนจะเปิดฝาขวดออกแล้วยกปลายนิ้วตนเองมากัดจากนั้นก็นำไปหยดที่ปากขวด

 

หยดโลหิตเล็กๆ ค่อยๆ หล่นลงไปในน้ำอย่างเชื่องช้า โลหิตสองหยดที่แต่เดิมแยกกันนั้นค่อยๆ เคลื่อนผสานกัน ขยายขนาดขึ้น และหลอมรวมกันจนเป็นหยดเดียว!

ฉินเซ่าเจ๋อมองหน้าบิดาตนเอง ริมฝีปากกรากฎรอยยิ้ม ในแววตาฉายแววลึกล้ำเอ่ยประโยคที่ทำให้ฉินไห่ฟงเบิกตากว้าง 

 “หยดเลือดอีกหยดในขวดนั่น...เป็นขององค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ย...เย่ซืออวิ๋น”

 

………ต่อ…….

 

“บาดแผลไม่ได้เป็นอันตรายอะไรขอรับ...แค่รอยเฉี่ยวของอาวุธมีคมไม่ได้ลึกมาก มะ...หมั่นทายาบ่อยๆ ก็จะหายเองขอรับ” ท่านหมอที่ถูกเชิญมานั้นเอ่ยบอกอาการตะกุกตะกัก ค่อยๆ ประคองข้อมือเรียวงามนั้นวางลงบนเบาะนุ่ม ก่อนจะถอยออกมาห่างๆ เพราะรับรู้ได้ถึงไอเยือกเย็นจากสองบุรุษหนึ่งสตรีที่นั่งมองคนเจ็บอย่างเป็นห่วง

 

ไม่สิ...จะเรียกวาคนเจ็บก็ไม่ได้กระมัง

แค่รอยบาดเท่านั้นมิใช่หรือ...เหตุใดต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่กันด้วยเล่า!

หมอเช่นเขาไม่เคยเห็นใครทำให้เป็นเรื่องใหญ่เท่านี้มาก่อนเลย

 

แต่พอเหลือบไปมองใบหน้างดงามงามจับตาของคนเจ็บที่ยามนี้ดวงตากลมโตนั้นฉ่ำวาวก็แอบพยักหน้าหงึกเห็นด้วย...ก็ดูน่าถนอมเช่นนี้จะหวงมากสักหน่อยก็คงไม่เป็นไรกระมัง

 

“ข้าจะไปส่งท่านหมอเอง” หยางฉิงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น นางเดินไปหน้าประตูเชิญท่านหมอชื่อดังประจำเมืองอันหนิงออกจากห้อง

“ละ...แล้วเทียบยาล่ะขอรับ?”

“ไม่เป็นไรพวกข้ามียาทาแผลชั้นดีอยู่”

คนบาดเจ็บเล็กน้อยอย่างเย่ซืออวิ๋นนั้นเม้มริมฝีปากก่อนจะช้อนตามองน้องรองและน้องสี่ของตน มือเรียวเอื้อมไปวางบนแขนของเย่เฟิง เอ่ยเรียกเสียงแผ่ว “น้องรอง...โกรธข้าหรือ” ก่อนจะเอียงหน้ามองเย่หานอีกคน “น้องสี่ด้วย...โกรธข้าหรือ?”

องค์ชายรัชทายาทแห่งต้าเซี่ยนั่งลงบนเตียงข้างพี่ชาย ส่วนอีกข้างนั้นเย่หานก็ไปนั่ง กลายเป็นพี่ใหญ่นั้นนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างน้องชาย 

“ข้ามิได้โกรธท่าน เพียงแต่เป็นห่วงมากกว่า” เย่เฟิงประคองมือขาวเรียวนั้นขึ้นมาแผ่วเบา กลัวว่าถ้าหากออกแรงมากไปก็จะทำให้บาดแผลเล็กๆ นี่เจ็บกว่าเดิม แม้จะเป็นรอยบาดและรอยเฉี่ยวของอาวุธมีคม รวมถึงรอยช้ำบางแห่ง 

 

แม้จะดูเล็กน้อยในสายตาคนอื่น

และสำหรับผู้ที่ฝึกวรยุทธ์เช่นพวกเขาแผลเช่นนี้จะนับเป็นอะไรได้

แต่พอมันมาเกิดกับพี่ใหญ่ที่พวกเขาต่างถนอมก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่

 

ดวงตาคมเยียบเย็น หมายมาดว่าจะจัดการคนที่บังอาจสร้างรอยแผลให้แขนขาวๆ นี่ให้สาสมแน่นอน!

“ที่ข้ายังมียาไข่มุกวสันต์อยู่ ประเดี๋ยวข้าเอามาให้ท่าน...ไม่สิ ข้าทาให้เองดีกว่า” เย่หานเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน องค์ชายสี่แทบจะอยากปรี่ไปจัดการคนทำแทบจะทันที

“น้องสี่เก็บไว้เถิด ที่ข้ายังมีอยู่ พวกเจ้ามีเสี่ยงอันตรายกว่าข้า...เสด็จพ่อพระราชทานให้ข้ามาตั้งหลายขวดอยู่” พูดถึงไข่มุกวสันต์นั้นเป็นยารักษาบาดแผลที่ได้ผลดียิ่ง เป็นยาชั้นดีที่นอกจากไม่ทิ้งรอยแผลไว้แล้วยังสมานแผลได้อย่างรวเร็วอีกด้วย 

“เช่นนั้นท่านก็เอาออกมาเดี๋ยวข้าทาให้เอง” เย่หานยื่นมือออกาตรงหน้าทำเอาเย่ซืออวิ๋นได้แต่ถอนหายใจ ยื่นมือไปแตะแก้มน้องชาย

“น้องสี่...ข้าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ นะ ไม่เจ็บไม่ปวดอะไรเลย” ยามเห็นแววตากังวลของน้องสี่พี่ใหญ่เช่นเขาก็รู้สึกปวดใจไปด้วย เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง “เจ้าอย่าได้กังวลเลยนะ...เย่หานเชื่อข้าสิ ตอนฝึกวรยุทธ์ข้าเจ็บกว่านี้อีกนะ”

“นั่นไม่เหมือนกันสักหน่อย นั่นท่านฝึกวรยุทธ์ย่อมต้องเกิดแผลอยู่แล้ว แต่นี่มีผู้อื่นมารังแกท่าน...ข้าจะยอมได้อย่างไรกัน!” สีหน้าหงุดหงิดน้ำเสียงหรือก็กรุ่นโกรธ เป็นเจ้าอันธพาลน้อยที่ห่างหายไปนานจนเย่ซืออวิ๋นได้แต่ระอาใจ แต่ถึงกระนั้นเขาก็รู้สึกอบอุ่นอย่างที่สุด

 

เพราะทุกคนล้วนต่างก็เป็นห่วงเขา...

 

“เอาล่ะๆ ข้ารู้แล้ว จะให้พวกเจ้าทายาให้นะ เพราะเช่นนั้นเลิกขมวดคิ้วกันสักทีเถิด เห็นพวกเจ้าเป็นเช่นนี้ข้าเองก็ปวดใจเช่นกันนะ...อ้ะ ขอบใจนะน้องรอง” เย่ซืออวิ๋นยื่นมือไปรับแก้วชาที่เย่เฟิงยื่นให้มาดื่ม ก่อนประตูจะเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับหยางฉิงที่ยกขนมถาดเล็กๆ เดินเข้ามา

“ข้าสั่งคนเตรียมอาหารไว้แล้วนะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวพี่ใหญ่กินก่อนแล้วพักผ่อนเยอะๆ” 

“น้องฉิงก็เช่นกัน เจ้าเองก็เจอเหตุการณ์เดียวกับข้า เหตุใดยังไม่เป็นห่วงตัวเองนะ” เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจเบาๆ 

หยางฉิงหัวเราะ “ก็ข้าไม่ได้บาดเจ็บนี่เจ้าคะ” นางเป็นบุตรีจวนแม่ทัพ สกุลหยางมิเคยปล่อยให้ลูกหลานเหมือนสตรีทั่วไป นางเรียนวรยุทธ์หยิบจับดาบมาตั้งแต่เด็ก บางครั้งก็มักติดตามท่านพ่อไปใช้ชีวิตอยู่ชายแดน ย่อมคุ้นชินกับเรื่องเหล่านี้เป็นธรรมดา แต่องค์ชายใหญ่นั้นไม่เหมือนกัน...

 

แค่เห็นรอยแผลบนแขนขาวๆ นั่นนางก็ปวดใจจะแย่อยู่แล้ว!

 

“ข้าเองก็ไม่ได้บาดเจ็บ...” เย่ซืออวิ๋นชะงักไปเมื่อเห็นดวงตาของทุกคนมองมาที่ตน ก่อนจะทำแก้มป่อง ก้มหน้าลง “ก็ได้ๆ...ข้าบาดเจ็บก็ได้”

“ท่านนี่นะ” เย่เฟิงถอนหายใจอย่างยอมแพ้ ไม่เคยใจแข็งทำตาดุใส่พี่ใหญ่ได้สักที 

“แล้วถิงอวี่กับน้องสามเล่า ยังไม่กลับกันมาอีกหรือ นี่ก็ค่ำมากแล้วนะ ประเดี๋ยวต้องลม ต้องหิมะจะไม่สบายกันอีก”

“ซืออวิ๋นคิดถึงข้าหรือ?” น้ำเสียงไพเราะดังขึ้น พร้อมร่างที่ปีนหน้าต่างเข้ามา อาภรณ์สีขาวของเขาราวจะเปล่งประกายได้ ใบหน้าหล่อเหลางดงามนั้นขยับรอยยิ้มแต่เดินไม่ทันถึงตัวองค์ชายใหญ่ก็ถูกเย่เซียวที่เร็วกว่าตรงดิ่งไปกอดพี่ใหญ่ไว้เสียก่อน

เย่ซืออวิ๋นได้แต่กระพริบตาปริบๆ ไม่เข้าใจ มองน้องสามที่กอดตนแน่นจนขาเขาลอยจากพื้น แต่มือเรียวก็ยังยกขึ้นตบแล้วลูบหลังน้องชายเบาๆ ราวปลอบ

 

แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นานๆ ทีน้องสามที่เป็นนักเลงโตจะเป็นเช่นนี้

ดังนั้นในฐานะพี่ใหญ่ที่ดีตนจะต้องปลอบเสียหน่อย

 

“น้องสาม...”

“พี่ใหญ่...ท่านเป็นพี่ใหญ่ของข้านะ”

ดวงตากลมโตหลุบลงเล็กน้อย ถอนใจแผ่ว กอดตอบน้องชายแน่นขึ้น “ข้าเป็นพี่ใหญ่ของเจ้า เอาล่ะเจ้านักเลงน้อย ปล่อยข้าได้แล้วกระมัง เจ้ากอดจนข้าจะหายใจไม่ออกอยู่แล้วนะ” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยเสียงอ้อนจางๆ ทำให้ความกังวลทั้งหมดของเย่เซียวคลายลง อ้อมแขนใหญ่ค่อยๆ คลายออก ก่อนจะประคองพี่ชายนั่งลงบนเตียงเช่นเดิม แล้วลากเก้าอี้มานั่งตรงข้าม

“ใครเป็นนักเลงน้อยกัน” เย่เซียวรู้สึกว่าคำนี้ไม่ค่อยเหมาะสมกับตนเท่าไหร่นัก

“ก็เจ้าน่ะสิ” เย่ซือวิ๋นหัวเราะเมื่อเห็นใบหน้าขัดใจของน้องสาม ก่อนจะหันไปยิ้มให้ลู่ถิงอวี่ คุณชายลู่นั้นไม่มีช่องว่างให้เข้าไปแทรกเพราะองค์ชายใหญ่ถูกรายล้อมด้วยน้องชายทั้งสามคนของตน

“ถิงอวี่...ตัวเย็นหรือไม่ ดื่มชาร้อนๆ ก่อนนะ” เย่ซืออวิ๋นมองลู่ถิงอวี่อย่างห่วงใย เขาเห็นเกล็ดหิมะบนบ่าถิงอวี่ก็รู้กลัวอีกฝ่ายจะไม่สบายเอา

“อื้ม...พวกเจ้าตามหมอมาดูอาการของซืออวิ๋นกันแล้วสินะ หมอว่าอย่างไรบ้าง?” ลู่ถิงอวี่รับแก้วชาจากเย่เฟิงมาดื่ม ก่อนจะนั่งลงข้างๆ เขามองหยางฉิงที่ลากเก้าอี้ไปนั่งข้างเย่เซียว ช่วยตักขนมแล้วป้อนให้องค์ชายใหญ่ แม้เย่ซืออวิ๋นจะปฏิเสธแต่ดูเหมือนคุณหนูจากจวนแม่ทัพจะยินดียิ่งนักที่ได้ทำหน้าที่นี้

ลู่ถิงอวี่ได้แต่ส่ายหน้า หรี่ตามองหยางฉิงเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจ

 

เอาเถิด...เห็นแก่ที่นางเป็นสตรี และซืออวิ๋นก็เห็นนางเป็นราวน้องสาวคนหนึ่ง เขาจะพยายามไม่ถือสานางก็แล้วกัน

 

“พวกเจ้าสืบความกันได้อย่างไรบ้าง?” เย่เฟิงหันมาถามลู่ถิงอวี่เบาๆ 

ดวงตาดอกท้อหรี่ลงเล็กน้อย มิได้ตอบคำ ก่อนสบตาเย่เฟิงนิ่ง สองสหายสนิทแลกเปลี่ยนสายตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลู่ถิงอวี่จะเปลี่ยนประเด็น “ท่านลุงหยางเล่า?”

“ท่านลุงมีธุระสำคัญต้องไปจัดการ...น้องสาม น้องสี่ เช่นนั้นพวกเราไปดูอาหารที่ครัวให้พี่ใหญ่กันเถิด จะได้ดูว่าพ่อครัวทำของแสลงอันใดบ้าง” เพราะรู้ดีว่าต้องมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแน่ ดังนั้นเย่เฟิงเลยดึงตัวน้องชายทั้งสองคนให้ออกไปกับตนเพื่ออธิบายให้กระจ่าง

“อ้อ...ได้สิ พี่ใหญ่ท่านจะติดตามใจปากเหมือนทุกทีไม่ได้แล้วนะ”

“ตัวตะกละเช่นพี่ใหญ่จะห้ามได้หรือน้องสี่ เจ้าก็รู้ดีนี่”

“ประเดี๋ยวเถิดพวกเจ้าสองคนน่ะ!” พี่ใหญ่ซัดกำปั้นที่ไม่เจ็บใส่ไหล่น้องสามกับน้องสี่ เย่เซียวกับเย่หานก็อยากจะแหย่เพิ่มอีกเล็กน้อย แต่พอเห็นแผลเล็กๆ นั่นแล้วพวกเขาก็พากันไม่แหย่ต่อเพราะกลัวจะกระทบกระเทือน 

“น้องฉิง” เย่เฟิงหันมาเรียกหยางฉิง ยิ้มจางจากนั้นก็ส่งขวดหยกสีนิลให้นาง หยางฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อยยามเห็นขวดหยกนั่นแต่นางก็ไม่ได้ยื่นมือออกไปรับ องค์ชายรัชทายาทถอนหายใจกับความดื้อดึงของนาง ก่อนจะลุกขึ้นมาใกล้แล้วกระซิบเบาๆ 

“เจ้าบาดเจ็บภายใน แม้จะเล็กน้อยแต่กันไว้จะดีกว่า” น้ำเสียงของเขานุ่มนวลน่าฟัง ชวนให้แก้มร้อนผ่าว หยางฉิงหลุบตาต่ำลงก่อนจะยื่นมืออกไปรับมาแล้วดื่มรวดเดียวหมด ความอุ่นวาบแล่นปราดไปทั่วร่างจนนางเองก็รู้สึกดีมาก ลมปราณที่ติดขัดเล็กน้อย ยามนี้ไหลเวียนได้คล่องกว่าเดิม

 

ต้องเป็นยาล้ำค่าแน่นอน

 

“ขอบพระทัยเพคะ”

เย่เฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “พูดราชาศัพท์อีกแล้ว”

“ก็...” หยางฉิงชะงัก นางช้อนตามอง แต่ยามเห็นใบหน้าหล่อเหลานั้นขยับยิ้มคล้ายหยอกเย้าก็กลืนความเขินอายลงท้อง แล้วถลึงตาใส่แทน ทำให้เย่เฟิงหัวเราะในลำคเบาๆ ก่อนจะรู้สึกว่าตนกับหยางฉิงนั้นเป็นเป้าสายตาของคนอื่นๆ เขาก็ได้แต่ยิ้ม

“แฮ่ม น้องรองอย่ารังแกน้องฉิงสิ” เย่ซืออวิ๋นฉีกยิ้มกว้าง ตัดสินใจเข้าข้างหยางฉิงทันที แต่แค่เห็นทั้งสองคนนี้เขาก็ยิ้มจนแก้มแทบปริอยู่แล้ว แทบอยากจะเขียนจดหมายไปบอกฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยเร็วๆ เสียแล้ว

“ข้าไม่กล้ารังแกน้องสาวของพี่ใหญ่หรอก” เย่เฟิงยิ้มให้พี่ชาย แต่เย่ซืออวิ๋นกลับเชิดหน้าขึ้นคล้ายไม่เชื่อ ทำให้องค์ชายรัชทายาทได้แต่ยอมแพ้ ยอมรับข้อกล่าวหาแต่โดยดี ก่อนจะชวนน้องชายอีกสองคนออกไป เพราะขืนอยู่ต่อเขาได้ถูกพี่ใหญ่ฟาดเอาเป็นแน่

“อ้ะ...เช่นนั้นข้าออกไปเตรียมเครื่องหอมให้พี่ใหญ่ดีกว่าเจ้าค่ะ จะได้หลับสบาย” หยางฉิงเองก็จะออกไปด้วย แต่พอนางเห็นว่าในห้องตอนนี้นั้นเหลืออยู่สามคนแล้ว ถ้าหากนางออกไปอีกคนพี่ใหญ่ของนางก็จะต้องอยู่กับคนเจ้าเล่ห์อย่างพี่ลู่แค่สองคนน่ะสิ!

 

เรื่องอันใดนางจะยอมเล่า!...คนผู้นี้น่ะใจแคบยิ่งนัก เมื่อครู่ตอนนางป้อนขนมพี่ใหญ่คิดว่านางไม่เห็นสายตาเย็นๆ ของเขาหรืออย่างไรกัน! 

พี่ใหญ่ยังมิใช่ของเขาสักหน่อย เหตุใดต้องขี้หวงใจแคบขนาดนี้ด้วยเล่า!

 

“อ้อ...เช่นนั้นน้องฉิงก็รีบไปเถิด เจ้ารบกวนเจ้าเตรียมให้ข้ากับทุกคนด้วยเล่า” ลู่ถิงอวี่วางแก้วชาลงอย่างนุ่มนวล คลี่ยิ้มน่ามองให้หยางฉิง “เครื่องหอมช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย น้องฉิงก็ต้องเตรียมให้ตัวเองด้วยนะ วันนี้เจ้าเองก็เหนื่อยมากเช่นกัน” น้ำเสียงไพเราะดุจเสียงดนตรีของลู่ถิงอวี่นั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย สีหน้าหรือก็ดุจดั่งพี่ชายผู้แสนดี แต่หยางฉิงรู้ชัดเลยว่า...

 

บุรุษผู้นี้จงใจไล่นาง!

 

“จริงด้วยน้องฉิง เจ้าต้องใส่ใจตนเองด้วยนะ ข้ากับคนอื่นต้องรบกวนเจ้าแล้ว...” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึก เห็นด้วยกับลู่ถิงอวี่จนหยางฉิงได้แต่อ้าปากข้าง ในเมื่อพี่ใหญ่พูดมาเช่นนี้แล้วนางจะเถียงอันใดได้อีกเล่า ดวงตาของหยางฉิงปรายตามองลู่ถิงอวี่ที่ยิ้มให้นางแล้วก็ได้แต่ถลึงตากลับไป สุดท้ายก็ต้องเดินออกจากห้องอย่างยอมแพ้

 

ร้ายกาจยิ่งนัก!

คอยดูเถิดนางจะเก็บไปรายงานฝ่าบาท!

 

เมื่อหมดตัวก่อนกวนแล้วลู่ถิงอวี่ก็ย้ายตัวเองไปนั่งบนเตียงข้างกายเย่ซืออวิ๋นทันที เขาประคองแขนขาวเรยวนั้นขึ้นมาสำรวจอย่างละเอียดอีกรอบ หยิบยาออกมาจากแขนเสื้อค่อยๆ รินน้ำยาใสๆ แวววาวดุจประกายของไข่มุกลงบนมือแล้วบรรจงทาแผลให้เย่ซืออวิ๋นเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร

ความอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของยาไข่มุกวสันต์นั้นซึมเข้าไปผ่านทางบาดแผลเล็กๆ ปลายนิ้วเรียวยาวไล้ผ่านแผ่วเบาราวกลัวจะทำให้แผลเล็กๆ นั่นเจ็บกว่าเดิม เย่ซืออวิ๋นได้แต่ปล่อยให้ลู่ถิงอวี่ทายาให้ตน เขาไม่ได้บอกว่าตัวเองก็มียาเช่นเดียวกันอยู่หลายขวด ไม่ได้พูดอะไรออกไปด้วย เมื่อทายาเสร็จเรียบร้อยลู่ถิงอวี่ก็ยังไม่พูดอะไร 

มือขาวเรียวค่อยๆ เคลื่อนมาวางไว้บนหลังมือของลู่ถิงอวี่ก่อนจะกอบกุมเบาๆ “ถิงอวี่...”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มบาง เป็นฝ่ายพลิกมือมากอบกุมมือข้างนั้นไว้แทน “วันนี้...กลัวหรือไม่?”

คำถามประโยคเดียวที่ทำให้เย่ซืออวิ๋นเบิกดวงตาขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแย้มยิ้มกว้าง...ยังคงเป็นถิงอวี่ที่รู้จักเขาดี และสังเกตทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขา...ไม่ใช่คนอื่นไม่สังเกต แต่พวกน้องชายน่ะจะถนอมความรู้สึกของเขาเกินไป ส่วนถิงอวี่จะต่างออกไปเล็กน้อย

“กลัวสิ...คนคนนั้นน่ากลัวนัก แต่ว่าข้าก็ไม่ได้ยอมแพ้...” 

ชาติก่อนข้ายอมแพ้ไปแล้ว...ยอมแพ้ในทุกอย่าง ดังนั้นชาตินี้ไม่ว่าเรื่องอะไร ถ้าหากพอมีทางแก้ไข พอมีหนทางล่ะก็...ไม่ว่าอันใดตนก็ไม่อยากยอมแพ้ ต่อให้อีกฝ่ายจะแข็งแกร่งกว่ามากก็เถอะ

 

เพราะชาตินี้...เขาไม่ได้อยู่คนเดียว

 

“ซืออวิ๋นเก่งมาก” ลู่ถิงอวี่ขยับร่างมาใกล้มากขึ้น กลิ่นน้ำค้างหอมจางๆ จากร่างขององค์ชายใหญ่ชวนให้รู้สึกดี“ขอโทษที่ข้าไปช้า” ถ้าหากเขาคาดการณ์ผิด หรือไม่เชื่อในลางสังหรณ์ของตัวเองไปแล้วล่ะก็...ถ้าหากไปช้ากว่านี้สักนิดซืออวิ๋นจะเกิดแผลมากกว่านี้ก็ได้

“ช้าที่ไหนกัน...ถิงอวี่ไปได้ทันเวลาพอดีต่างหาก” เย่ซืออวิ๋นยิ้ม “เจ้าตอนนั้นหล่อเหลามาก!” ปกติถิงอวี่นั้นก็งดงามมากอยู่แล้ว ทั้งหล่อเหลาทั้งงดงาม แต่พริบตาที่อีกฝ่ายจับคันธนูและยิงออกไปนั้นบรรยากาศรอบกายก็ต่างจากทุกทีทวีความหล่อเหลางดงามของเขาให้เด่นชัดขึ้นไปอีกหลายเท่า

“พูดเช่นนี้เจ้าหมายความว่าทุกทีแล้วข้าไม่หล่อเหลาหรือ...หืม?”

“เจ้างดงาม”

“งดงามมิสู้ซืออวิ๋นหรอก”

“จริงหรือ?”

“จริงที่สุด”

คนสองคนผลัดกันชมไปมาไม่หยุดปาก บรรยากาศเปลี่ยนไปเป็นอบอุ่นอ่อนโยนมากขึ้น มือทั้งสองกอบกุมกันไว้แน่น สิบนิ้วสอดประสานจนแทบจะไม่มีช่องว่างใดหลงเหลือ เย่ซืออวิ๋นเอียงคอพิงกับไหล่กว้างของลู่ถิงอวี่ ดวงตากลมโตหลับพริ้มอย่างวางใจ ซึมซับความอบอุ่นและความปลอดภัยราวมีภูผามั่นคงให้พึ่งพิง

 

ทั้งน้องชายสามคน น้องฉิง ถิงอวี่...

ดีเหลือเกิน...

 

“ขอบคุณนะถิงอวี่”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มจาง ยกศีรษะของเย่ซืออวิ๋นขึ้น จากนั้นก็ดันไหล่อีกฝ่ายให้นอนลงบนเตียง จัดการถอดรองเท้าและเสื้อคลุมตัวนอกให้เสร็จสรรพในเวลาเพียงพริบตา “ระหว่างพวกเราสองคนไหนเลยต้องมีคำนี้...ข้ายินดีทำเพื่อซืออวิ๋นทุกอย่าง เจ้าอยากได้อะไรขอเพียงให้เอ่ยปาก”

“จริงหรือ?” คนบนเตียงกระพริบดวงตากลมโตถาม มุมปากยกยิ้มคล้ายจะหยอกเย้าว่าเจ้าพูดจริงหรือเปล่า ลู่ถิงอวี่รู้สึกหมั่นเขี้ยวเจ้าลูกแมวตัวน้อยนี่เหลือเกิน จนอดไม่ที่จะยื่นหน้าไปใกล้อีก...

“อะ...”

ปลายจมูกของทั้งคู่อยู่ห่างกันเล็กน้อย ถ้าหากขยับอีกนิดเดียวก็จะชนกันทันที ระยะห่างระหว่างใบหน้าก็ใกล้ชิดกันยิ่งนัก เห็นภาพของกันและกันสะท้อนอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนของกันและกัน

“จริงสิ” ลู่ถิงอวี่หลุบตาต่ำลงมองริมฝีปากแดงอันแสนเย้ายวนนั้น...เขารู้สึกว่าภาพตรงหน้าช่างงดงามจับตาเหลือเกิน

 

ราวมนต์เสน่ห์ที่ยั่วยวนผู้คนให้หลงใหล และพร้อมทำทุกอย่างตามบัญชา

เมฆางามคนนี้นี่จริงๆ เลยนะ

 

สุดท้ายแล้วคุณชายลู่ก็ได้แต่ข่มใจตนเอง ค่อยๆ กลับมานั่งตัวตรงเช่นเดิม เพราะขืนเขายังอยู่ท่าเดิมอีก มีหวังลู่ถิงอวี่ได้ห้ามใจตัวเองไม่อยู่ อาจจะเผลอ ‘ทำอะไรๆ’ ลงไปจนต้องถูกจับกลับไปลงโทษสาหัสก็เป็นได้ อีกทั้งตอนนี้พวกเขาทั้งคู่ก็ยังไม่โตเต็มที่...

 

แต่อีกไม่กี่เดือนหรอก...

 

“ขอเพียงซืออวิ๋นเชื่อข้า...บางอย่างข้าไม่พูด ไม่บอกเจ้า มิใช่มีเจตนาบิดบัง...เพียงแต่ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้า ไม่อยากเห็นเจ้าเจ็บปวด”

 

และการบอกความจริงนั้นกับเจ้าตัว...ก็มิใช่หน้าที่และขอบเขตที่ตนเข้าไปแทรกแซงได้เท่าไหร่นัก

เขาสำคัญกับซืออวิ๋น และซืออวิ๋นก็สำคัญกับเขา

 

เพียงแต่...เรื่องของครอบครัว อย่างไรเสียก็ต้องเป็นคนในครอบครัวที่ต้องเอ่ยบอกออกมา

 

เย่ซืออวิ๋นหลุบตาต่ำลง แพขนตาสั่นไหวน้อยๆ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือไปกุมมือของลู่ถิงอวี่ที่นั่งข้างเตียงไว้เบาๆ “ได้...ข้าเชื่อถิงอวี่เสมอ เจ้าเอง...ก็อย่าไปไหนนะ”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มรับ เขาล้มตัวลงนอนข้างๆ ไม่ได้ยื่นมือไปสัมผัสมากไปกว่าการกอบกุมสองมือกันไว้เบาๆ “อืม...พักผ่อนเถิดเด็กดี...ประเดี๋ยวจะได้ตื่นมาทานของอร่อย ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนจนเจ้าหลับ”

เย่ซืออวิ๋นยิ้มก่อนจะค่อยๆ ปรือตาลงอีกครั้ง ความเมื่อยล้าและความอ่อนเพลียจากเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้นทำให้ใช้เวลาไม่นานเขาก็หลับไปทันที ลมหายใจสม่ำเสมอและใบหน้างามแต้มรอยยิ้มนั้นทำให้คนมองรู้ว่าคนหลับคงอยู่ในนิทรารมย์ที่ดี

มือขาวเรียวไล้ไปตามใบหน้างามอย่างเอ็นดู ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา...จากท่าทางของซืออวิ๋นเมื่อครู่เขาก็พอจะรู้คร่าวๆ แล้ว

“เจ้าสงสัย...เพียงแต่เจ้าไม่แน่ใจ และไม่กล้าถามออกมา หาใช่เพราะกลัว...แต่เพราะพวกเขาสำคัญกับเจ้ายิ่งนักสินะ”

 

คำถามนั้น ความจริงนั้น มิใช่แค่ซืออวิ๋นจะเสียใจ แต่ทุกคนเองก็ด้วย...

 

“เจ้าน่ะ...เป็นห่วงคนอื่นเกินไปแล้ว” ลู่ถิงอวี่เกลี่ยปลายจมูกขาวเบาๆ เห็นทีกลับต้าเซี่ยไปคราวนี้เขาคงต้องพูดคุยกับฝ่าบาทอย่างจริงจังสักที

 

เพราะลู่ถิงอวี่เอง...ก็อยากปกป้องเมฆางามของตนเช่นกัน

ไม่ว่าจะอะไร

 

เขาก็ไม่อยากให้เกิดภาพในห้วงความฝันขึ้นอีก...

ไม่มีทาง...

 

...............

 

คฤหาสน์หลังใหญ่ในเมืองอันหนิงอันเป็นคฤหาสน์ส่วนตัวขององค์ชายรัชทายาทเว่ยเฉา ยามนี้มีแขกสูงศักดิ์เข้ามาพัก แม้เหล่าข้ารับใช้จะพากันสงสัยว่าผู้ใดกันที่องค์ชายรัชทายาทจำเป็นต้องให้เกียรติถึงเพียงนี้แต่ก็มิกล้าเอ่ยถาม ทำหน้าที่กันอย่างขยันขันแข็ง

ตรงศาลาเล็กริมสระที่ยามนี้จับตัวเป็นน้ำแข็ง ร่างสูงหนึ่งนั่งดื่มสุราอยู่เงียบๆ คนเดียว ดวงตาทอดมองไปไกล ผืนฟ้าราตรีที่มีเมฆบดบังไร้ดาว และมีเกร็ดสีขาวโปรยปรายลงมาจากฟ้า ชวนให้รู้สึกเงียบเงาและเดียวดายยิ่งนัก

ฉินไห่ฟงถอนหายใจแผ่ว รินสุราฤทธิ์ร้อนใส่แก้วแล้วดื่มอีกรอบ...สุราหนึ่งขวดหมดแล้ว และเขากำลังจะต่อขวดที่สอง 

 

อาจเพราะมีเรื่องให้กังวลและต้องคิดมากเหลือเกิน เขาเลยเลือกสุรามาเป็นเพื่อนผ่อนคลายเพียงชั่วครู่

มึนเมาบ้างจะได้คลายความรู้สึกหนักอึ้งในใจนี้ไป...

 

“เหตุใดท่านจึงดื่มสุราถึงเพียงนี้” น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้นพร้อมร่างงดงามที่เยื้องย่างเข้ามานั่งฝั่งตรงข้าม สตรีผู้มีใบหน้างดงามเฉิดฉาย ใครเห็นนางครั้งแรกก็จดจำได้มิรู้ลืม

 

ฉินฮวาซิง...

โฉมสะคราญมากความสามารถที่สุดของสกุลฉิน

 

ฉินไห่ฟงมิได้สนใจนาง เพียงรินสุราให้ตัวเองอีกแก้ว...ท่านตาออกจากจวนสกุลฉินมาเมืองอันหนิงย่อมต้องพาฮวาซิงมาเปิดหูเปิดตาด้วยอยู่แล้ว

ฉินฮวาซิงเองก็มิได้ถามต่อ นางนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ เป็นเพื่อนเขา ช่วยรินสุราให้อีกฝ่าย มิได้เอ่ยปรามหรือห้ามอันใด อาจเพราะพวกเขาสองคนนั้นคล้ายคลึงกันยิ่งนัก และยามนี้นางเองก็รู้ว่าลูกพี่ลูกน้องของนางผู้นี้กำลังมีบางเรื่องในใจ

ฉินไห่ฟงยิ้มมุมปาก หลุบดวงตาต่ำลง จากนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นไปยืนอยู่นอกศาลา เขาปล่อยให้ละอองหิมะต้องใบหน้าโดยไม่สนใจอะไร อาจเพราะในหัวและในใจมันสับสนวุ่นวายไปหมดกระมัง

 

คนอย่างเขาไม่เคยมีเลยคนที่ทำให้รู้สึกสนใจ คนที่ทำให้รู้สึกดีด้วย ทำให้หัวใจที่เคยนิ่งสงบจนเขาคิดว่ามันเย็นชาไปแล้วสั่นไหวได้...

พอได้เจอคนคนนั้น...

 

ฉินไห่ฟงยกยิ้มหยัน...

 

คนที่ว่ากลับกลายมาเป็นน้องชายต่างมารดาที่เขาไม่เคยปรารถนาอยากจะพบเจอ

ความจริง...ที่ไม่น่ารับรู้เอาเสียเลย  

…………..

 

ความจริงบางอย่างก็ไม่นารับรู้เลยจริงๆ นั่นแหละค่ะ ดังนั้นถ้าเลือกได้หลายๆ คนก็คงอยากจะอยู่โดยไม่รู้มันมากกว่า ส่วนน้ององค์ชายใหญ่…น้องเป็นแมวก็จริงแต่แมวน่ะฉลาดเนอะ ^^ น้องสงสัยเพียงแต่ไม่กล้าถาม เพราะไม่ใช่แค่ตัวเองเสียใจแต่ทุกคนก็ด้วย แล้วที่พี่ลู่ไม่บอกน้อง เพราะพี่ลู่ก็เข้าใจน้องดีเข้าใจฮ่องเต้ดีด้วยค่ะ…คนที่บอกความริงน้องแล้วแน่นอนที่สุดก็คือเสด็จพ่อของน้อง ดังนั้นต่อให้คนอื่นจะพูดยังไงก็ไร้ความหมายอยู่ดี อีกอย่างเหมือนในหลายเรื่องที่เราเคยเขียน…สายเลือดไม่ได้เป็นตัวตัดสินความสัมพันธ์และความพูกพันระหว่างผู้คนเสมอไป น้องโตแล้ว ค่อย โตขึ้น และชาตินี้ก็ต่างจากชาติก่อน สภาพแวดล้อมรอบตัวที่น้องไม่ได้อยู่คนเดียว ทำให้มุมมองน้องต่างออกไปเช่นกันค่ะ ^^ เราไม่สปอยล์แล้ววว เดี๋ยวโดนตี 

ครึ่งตอนหลังไม่เครียดเนอะ เอาพี่ลู่มาหวานใส่น้องขัดตาทัพไปก่อน 555 ลองทำมากกว่านี้ดูสิพี่ลู่ ต่อให้เป็นพี่ก็ถูกลากไปโบยแน่ค่ะ 5555 

วันนี้เราเพลียมากกก ไปทำงานตอนเช้าคือสุดๆ ไปเลยค่ะ 555 ฝนตกแบบไปไหนไม่ไได้เลย กว่าจะถึงเล่นเอาเหนื่อยมาก ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยน้าาา พักผ่อนให้เยอะๆ นะคะ รักษาสุขภาพกันด้วยน้าาา อย่าลืมพกร่มด้วยน้าาา ระวังอย่าให้ป่วยกันนะคะ

 

วันนี้เราไปนอนก่อนน้าาา สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^  

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.566K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,283 ความคิดเห็น

  1. #3001 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 00:12
    สงสารน้องมากกกก ชีวิตเจอแต่อะไรกะไม่รู้ สู้เค้าน้องงง
    #3,001
    0
  2. #2819 luvtaetaev (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 8 มกราคม 2564 / 23:43
    เชี่ยยยยย ถามจริงนะ ไอฉินเซ่าเจ๋อ เลวเกิน
    #2,819
    0
  3. #2715 j.thurr (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2563 / 12:50
    งั้นก็แปลว่าฉินเซ่าเจ๋อข่มขืนฉินฉางเล่องั้นสินะ
    #2,715
    3
    • #2715-2 Anail Miza(จากตอนที่ 23)
      25 กุมภาพันธ์ 2564 / 11:16
      อะ งงตรงนี้ ทั้งคู่ไม่ใช่พี่น้องกันหรอคะ ตระกูลฉินเหมือนกัน??
      #2715-2
    • #2715-3 Wachira Worachina(จากตอนที่ 23)
      4 มีนาคม 2564 / 05:43
      ตรงคำว่าพี่น้องต่างมารดาค่ะ
      #2715-3
  4. #2571 Oiljang89 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 11:20
    ไม่น่าแต่งให้องค์ชายใหญ่เป็นลูกคนอื่นเลย...น่าจะให้เป็นลูกฮ่องเต้นั้นแหละ
    #2,571
    0
  5. #2461 sudarat30876 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 14:38
    นั่นไง!!! //ทำไมซื้อหวยไม่เดาถูกแบบนี้บ้างนะ!
    #2,461
    0
  6. #2397 nichaponjay (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 15:22
    เขียนดีมากๆ วางเรื่องได้ดีมากๆครับ ติดตามอ่านและรอต่อไปครับ
    #2,397
    0
  7. #2168 HisokaK (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 11:55
    ว่าละ!//ตบเข่าฉาด
    #2,168
    0
  8. #2011 The Sky 9096 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 / 18:12
    คิดแล้วเชียว เพราะไรท์ย้ำหลายรอบว่าฉินฉางเล่อไม่ใช่สายเลือดฉิน
    #2,011
    0
  9. #1948 Thitaree Huayhongthog (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 12:50
    เกียมทิชชู่แล้ว มาเลย พร้อม
    #1,948
    0
  10. #1894 ตุ้ยนุ้ย (คนอยากเขียน) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 21:07
    เราก็เหมือนเสี่ยวอวิ๋นนี่ล่ะ ไรท์วางปมไว้ให้อ่านก็สงสัยจะใช่,แต่ไม่อยากที่จะคิดเชื่อ100%เพราะสงสารน้อง,แต่พอมาถึงบทนี้ก็ปฏิเสธมันไม่ได้อีกต่อไป โถ โถ ลูก..สงสาร
    #1,894
    0
  11. #1853 khunsom08 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 02:25
    เอาล่ะ รอชม
    #1,853
    0
  12. #1608 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2563 / 14:49

    ว่าล่ะ! ถึงว่าอ่านตอนแรกทำไมรู้สึกว่าน้องไม่ใช่ลูกของฮ่องเต้! มันเป็นงี้เอง! ชาติก่อนฮ่องเต้ถึงเกลียดน้องมัน เพราะไม่ใช่ลูกตัวเองนี่เอง

    #1,608
    0
  13. #1167 HYUNPARK (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 19:49
    ว่าแล้วว่าน้องไม่ใช่ลูกของฮ่องเต้แต่เป็นลูกของฉินเซ่าเจ๋อ น้องเองก็สงสัยเรื่องนี้มาตลอดแต่น้องก็รักให้ใจและให้ความสำคัญกับคนที่อยู่กับน้องอยู่ข้างๆน้องมากกว่าคนที่จะเข้ามาหาแค่ประโยชน์กับน้อง และคนที่น้องให้ใจด้วยทั้งหมดนั้นล้วนก็รักน้องและเห็นน้องเป็นคนสำคัญด้วยเช่นกัน เชื่อว่าต่อให้น้องรู้ความจริงอาจจะมีเสียใจบ้างเล็กๆที่ได้รู้ว่าตัวเองไม่ใช่สายเลือดเดียวกับคนที่ตัวเองรัก แต่น้องจะไม่เสียใจแน่ๆที่รักให้ความสำคัญกับคนเหล่านั้น และอีกอย่างเลยคืออย่าดูถูกความรักของคนรอบตัวน้องไปเลย โดยเฉพาะฮ่องเต้ใจแคบผู้นั้น จะได้รู้กันก็ครานี้แหละว่าฮ่องเต้แห่งต้าเซี่ยใจแคบได้มากแค่ไหน เชื่อใจเสด็จพ่อสุดๆไปเลย
    #1,167
    1
    • #1167-1 puk6506(จากตอนที่ 23)
      8 ธันวาคม 2563 / 09:56
      นั้นไงงงง ว่าแล้วอ่านแรกๆความรู้สืกเราว่าฮ่องเต้ไม่น่าใช้พ่อน้อง
      #1167-1
  14. #1139 Momeawjuu (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 18:56
    อยากกอดน้อง ยัยคนเก่งไม่เป็นไรนะ หนูเก่งอยู่แล้วฮึบๆ!
    #1,139
    0
  15. #1134 RAPIPHAN4869 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 13:02
    เตรียมเสียน้ำตาให้น้องแล้วววว..ฮือออ..ไม่อยากให้น้องเสียใจเลย แต่คงเป็นไปได้ยาก สู้ๆนะน้องงงง
    #1,134
    0
  16. #1131 Ppp (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 กันยายน 2563 / 21:39

    ไม่อยากให้น้องเสียใจเลยย ฮืออ

    รู้ว่าต้องเสียใจ แต่ก็ขอให้เสียใจน้อยลงนะะะ


    #1,131
    0
  17. #1125 มาเวล (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 กันยายน 2563 / 21:00
    กลัวใจขออย่าให้คนที่ฆ่าน้องชาติที่แล้วเป็นเหล่าน้องชายเลย แง
    #1,125
    0
  18. #1123 Inn1427 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 กันยายน 2563 / 12:31
    ป๊าสุดหล่อไม่เคยทำให้ผิดหวังอยู่แล้ว เราเชื่อมั่นในตัวเขา
    #1,123
    0
  19. #1122 bstkr. (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 22:32
    ขอเดานะ ที่เป็นแบบนี้เพราะมีแผนดันน้องเป็นฮ่องเต้ เพราะถ้าสำเสร็จ จะเท่ากับว่าจะได้สายเลือดบริสุทธิ์ของสกุลฉินครองบัลลังก์ ตามที่คนในสกลุลปราถนามานาน แต่เผอิญว่าชาติที่แล้วแผนแตกก่อน ซึ่งก็ต้องมาดูว่าใครเป็นคนฆ่าน้องต่อไป
    #1,122
    0
  20. #1120 เอกเองครับ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 19:45

    แหง่ว ฉินเซ่าจินเป็นพ่อหรือเนี่ย หวังว่าซืออวิ๋นจะไม่หลงลมอีกก็แล้วกัน ตอนนี้ต้องเป็นตอนที่ 21 สิครับ (二 十 一)

    #1,120
    0
  21. #1117 Mint-Nipaporn (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 15:47
    อยากรู้ว่าฮาเร็มไหม
    #1,117
    0
  22. #1116 sakura17 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 12:19
    รักษาสุขภาพด้วยนะคะ^^
    #1,116
    0
  23. #1115 meka000 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 08:16
    เราสงสัยมาตั้งแต่แรกแล้ววว ตกลงเป็นพ่อลูกกันจริงๆสินะ!!!
    #1,115
    0
  24. #1114 cjkk (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 07:29
    ห้ะน้องชายต่างมารดา โอ้โห.... คิดไม่ถึงเลยแง
    #1,114
    0
  25. #1113 เด็กแสบสะท้านโลกา (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 03:56
    เดี๋ยวนะ น้องชายต่างมารดากรี๊ดดดดด นี่อย่าบอกนะว่าสกุลฉินกินกันเองจนมาองค์ชายใหญ่ หรือฉินไห่ฟงเป็นลูกฝ่าบาทเหมือนกันหว่า เหอๆๆ ปมมาม่าชามใหญ่
    #1,113
    0