ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 21 : 二十 ความคล้ายคลึง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25,484
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,530 ครั้ง
    16 ส.ค. 63

二十 

ความคล้ายคลึง 

 

 

ท่ามกลางราตรีกาลที่มืดสนิทมีเพียงแสงจันทราที่สาดสองจากผืนฟ้าให้ความสว่าง และแสงดาวเป็นประกายระยิบระยับเท่านั้นทำให้การเร้นกายท่ามกลางความมืดเป็นไปได้ไม่ยากเท่าไหร่นัก เงามากมายของผู้คนต้องแสงจันทร์ก่อนจะสะท้อนบนพื้นและหายไปอย่างเงียบเชียบ

 

เมืองอันหนิงที่กลางวันคึกคักกลางคืนเงียบสงบปรากฏคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

กระทั่งทหารเฝ้ายามบนกำแพงสูงก็ยังไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

หลังเงาเหล่านั้นหายวับไปก็ปรากฏกลุ่มคนอีกจำนวนหนึ่งขึ้นมาเช่นกัน พวกเขาเฝ้ามองเงาที่หายวับไปเหล่านั้นก่อนจะมองหน้ากัน...

“รายงานคุณชาย”

 

การคาดการณ์ของคุณชายนี่บางครั้งก็แม่นยำราวกับตาเห็นเสียจริงๆ...มิรู้ว่าอีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรกันว่าฝั่งโน้นจะต้องส่งคนเข้ามาเพิ่มแน่ๆ

 

................

 

“ทุกคนยังไม่นอนกันอีกหรือ? นี่ก็ดึกมากแล้วนะ” พี่ใหญ่ที่เดินเข้ามาเห็นบรรดาน้องชายทั้งสามกับลู่ถิงอวี่นั่งร่ำสุรากันอยู่ที่ศาลาริมสระเอ่ยถามขึ้นเบาๆ อาจเพราะว่าช่วงนี้ทุกคนยุ่งกันมาก ไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่ด้วยกันเช่นนี้ก็เป็นได้ ขนาดมาไกลถึงต่างแคว้นพวกเขาที่เป็นองค์ชายต้าเซี่ยก็มิได้ว่างงานกันเลยสักคน

 

ขนาดองค์ชายใหญ่เองก็ยังมีงานของตนเองให้ทำ

เพราะสองวันก่อนหลังจากที่ออกไปเที่ยวข้างนอกและทำให้ตนเองเป็นแผลมาแล้วนั้น พี่ใหญ่ก็ถูกบรรดาน้องชายลงความเห็นกันว่า...

 

ต้องกักบริเวณไม่ให้ไปไหนสักสองสามวัน

ดีที่ลู่ถิงอวี่ช่วยเจรจาหาไม่แล้วองค์ชายใหญ่ได้ถูกพากลับวังหลวงต้าเซี่ยอย่างรวดเร็วเป็นแน่

 

“น้องสี่เจ้าห้ามดื่มสุรา” เย่ซืออวิ๋นรีบยื่นมือไปแย่งขวดสุราในมือของเย่หานมาถือไว้ทันที เจ้าน้องชายคนนี้น่ะเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง ซ้ำร่างกายก็มิค่อยจะแข็งแต่ชอบดื่มสุราฤทธิ์ร้อนแรงที่บาดคอเสมอเลย เย่หานเลิกคิ้วยกขวดสุราขึ้นสูงหลบหนีมือเล็กๆ ของพี่ชายอย่างง่ายดาย พี่ใหญ่เลยขึงตาใส่น้องสี่ ยืดตัวขึ้นสูงเพื่อพยายามแย่งขวดสุราในมือเย่หาน “น้องสี่!”

“เอาล่ะเย่หาน เจ้าก็อย่าแกล้งซืออวิ๋นอีกเลย เจ้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงก็ดื่มสุราให้น้อยหน่อยเถิด” ลู่ถิงอวี่สะบัดชายแขนเสื้อทำให้ขวดสุราในมือเย่หานหล่นมาอยู่มือตนทันที คุณชายลู่หันไปยิ้มคล้ายจะขอความดีความชอบจากองค์ชายใหญ่ ส่วนองค์ชายคนอื่นๆ ก็ได้แต่กลอกตาใส่เขา

 

คนบางคนชักจะหน้าหนาขึ้นทุกวันแล้วจริงๆ...เมื่อวันก่อนก็แอบพาพี่ใหญ่ของพวกเขาไปท่องเที่ยวทะเลสาบกระจกเงากันสองคน หยางฉิงแทบจะข่วนหน้าเขาเสียให้ได้ มาวันนี้ก็ยิ่งทำตัวน่าหมั่นไส้มากขึ้นอีก

 

“เจ้านี่นะจริงๆ เลย เสด็จพ่อส่งจดหมายมาบ่นเจ้าให้พวกข้าตั้งหลายฉบับ แต่เจ้าก็ไม่คิดจะตอบพระองค์กลับ” เย่เฟิงได้แต่ส่ายหน้ากับวิธีทำเมิณไม่รู้ไม่ชี้ของลู่ถิงอวี่ คาดว่าถ้าหากที่ต้าเซี่ยไม่ต้องเตรียมงานเทศกาลบวงสรงและงานล่าสัตว์ประจำปีแล้วล่ะก็ เสด็จพ่อคงได้เสด็จมาเมืองอันหนิงนี่เป็นแน่ 

 

เสด็จพ่อน่ะทรงหวงพี่ใหญ่เสียยิ่งกว่าอะไรดี

ยิ่งเสด็จแม่ฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยก็แทบจะส่งจดหมายมาให้พวกเขาทุกๆ สามวัน ถามว่าเมื่อไหร่จะพาพี่ใหญ่กลับไป วังหลวงเงียบเหงานักเมื่อไม่มีแมวตัวน้อยมาวิ่งเล่น

 

“ข้าไม่เคยเห็นจดหมายที่ว่ามาก่อนเลย” ลู่ถิงอวี่ตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ อย่างน้อยก็มั่นใจว่าท่านพ่อของตนจะสามารถรับมือฮ่องเต้ได้...

 

แม้จะดูเป็นการขายบิดาไปสักหน่อย แต่ก็ทำเพื่ออีกฝ่ายไปด้วย

 

เพราะเข้าใจดีว่าการที่ท่านพ่อกับฮ่องเต้จะใกล้ชิดกันบ่อยๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย...คนหนึ่งเป็นฮ่องเต้ผู้แบกรับผืนดินทั้งแคว้นไว้บ่นพระอังสา อีกคนเป็นอัครเสนาบดีหัวหน้าแห่งกรมขุนนางทั้งหก ต่างฝ่ายต่างก็มีงานยุ่ง และทั้งคู่เองก็ผ่านอะไรมากมายจึงสามารถโอบกอดกันไว้ในอ้อมแขนเช่นนี้ได้...

ตอนที่ลู่ถิงอวี่รู้ว่าบิดาและอาจารย์ที่ตนเคารพนับถือมีความสัมพันธ์เช่นนี้เขายอมรับว่าทั้งตกใจ แปลกใจและต้องใช้เวลาอยู่ไม่น้อยกว่าจะสามารถปรับตัวหรือยอมรับได้ องค์ชายทั้งสามเองก็เช่นเดียวกัน

ฝ่าบาททรงมีฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟยและสนมไม่น้อยอยู่ในตำหนักใน ท่านพ่อของเขาก็แต่งงานกับท่านแม่ แม้นางจะสิ้นใจไปหลังจากให้กำเนิดเขาไม่นานก็เถอะ...แล้วเหตุใดทั้งคู่จึงได้มีความสัมพันธ์ฉันท์คนรักได้

 

แต่เมื่อโตขึ้นเขาก็เริ่มเข้าใจ...อาจเพราะเห็นรอยยิ้มและดวงตาที่เปี่ยมความสุขของทั้งคู่ หรือแม้กระทั่งบรรยากาศรอบตัวที่อ่อนโยนนั่น...

นั่นคือบรรยากาศของคนรักที่ผ่านกาลเวลามาหลายปี...เข้าใจซึ่งกันและกัน

อย่างที่ใครก็ไม่อาจแทรกแซงได้

 

หรือเพราะลู่ถิงอวี่แอบรู้มาว่าคนในใจของท่านพ่อเป็นฝ่าบาทเย่เทียนหลงมาหลายปี...เดิมทีสถานะของทั้งคู่อาจไม่เป็นเช่นนี้ ถ้าหาใช่เพราะหลายปีก่อนสกุลฉินได้วางแผนทำลายความสัมพันธ์ของทั้งคู่โดยใช้สตรีผู้หนึ่งเป็นเครื่องมือ

 

และสตรีที่ว่า...ก็เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดเขาขึ้นมา

 

ลู่ถิงอวี่รู้จากคำบอกเล่าของท่านพ่อและฝ่าบาทและฮงเฮากับว่านกุ้ยเฟย...มารดาผู้นั้นถูกคนสกุลฉินหลอกล่อด้วยอำนาจและทรัพย์สมบัติจนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แต่เมื่อหลายปีก่อนก็นับได้ว่าสกุลฉินนั้นเป็นสกุลอันดับหนึ่งในแผ่นดินต้าเซี่ยจริงๆ...ผู้นำตระกูลเป็นถึงราชครูผู้ทรงอำนาจของแผ่นดิน มีลูกศิษย์มากมายและลูกศิษย์เหล่านั้นก็เป็นขุนนางคนสำคัญของต้าเซี่ยทั้งนั้น บุตรชายล้วนโดดเด่นในวงการขุนนางและด้านอื่นๆ เป็นตระกูลที่มั่งคั่งที่สุด บุตรรีก็แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลดีมีชื่อเสียง บางคนก็แต่งไปกับเชื้อพระวงศ์ต่างแคว้น และบุตรีคนสำคัญอย่างฉินฉางเล่อก็เป็นถึงกุ้ยเฟยของฮ่องเต้เย่เทียนหลง

 

จะหาสกุลไหนมีเกียรติได้เท่านี้อีกเล่า...

 

มารดาของตนเชื่อทุกอย่างที่สกุลฉินพูด...นางอุ้มท้องเขาเพื่อหวังปูความรุ่งเรืองให้ตัวเอง...ดื่มยาขับเลือดขับเด็กในท้องซึ่งก็คือเขาออกมาก็เพื่อความรุ่งเรืองของตัวนาง

ดีที่ท่านพ่อเห็นเข้าเสียก่อนและนางก็ดื่มไปไม่มากทำให้เด็กในท้องไม่อันตรายถึงชีวิต ได้สมุนไพรล้ำค่าจากท้องพระคลังของฮ่องเต้เย่เทียนหลงมาช่วยจนสามารถลืมตาดูโลกได้...เพียงแต่เพราะต้องคลอดก่อนกำหนด เด็กคนนั้นก็เลยร่างกายไม่ค่อยจะแข็งแรง โตขึ้นก็อ่อนแอบอบบางยิ่งนัก...

 

มารดามิเคยเหลียวแล...คนที่ใกล้ชิดทารกน้อยที่สุดกลับเป็นบิดา แม่นม...และฮ่องเต้เย่เทียนหลงเสียแทน

สมุนไพรหายากจากทั่วผืนดินมักพระราชทานให้ลู่ถิงอวี่ไม่ขาด ซ้ำยังทรงสั่งสอนวิชาความรู้ให้ด้วยพระองค์เอง

 

ลู่ถิงอวี่เติบโตขึ้นไม่ทันถึงขวบดีมารดาก็จากไปเสียแล้วโดยที่จำหน้านางไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ภาพวาดของนางในจวนก็มีน้อยนัก...เขาเคยถามท่านพ่อว่าเคยรักมารดาบางหรือไม่ ท่านพ่อเพียงยิ้มอย่างเศร้าสร้อยและลูบหัวเขาเบาๆ 

 

‘หัวใจข้า...มีคนคนหนึ่งซุกซ่อนไว้มานาน แม้ข้าจะไม่ได้รักนาง...แต่สำหรับบุรุษผู้หนึ่งขึ้นชื่อว่ามีภรรยาแล้วข้าก็จะดีต่อนาง ให้เกียรตินางเท่าที่สามีคนหนึ่งจะทำได้’ 

 

ตอนแรกที่ได้ยินประโยคนี้ลู่ถิงอวี่มิค่อยเข้าใจนัก แต่วันหนึ่งเขาก็รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไรเพราะฝ่าบาทเคยบ่นอย่างหงุดหงิดให้เขาฟัง...ว่าช่วงที่ท่านพ่อแต่งงานกับท่านแม่ ท่านพ่อหลบเลี่ยงฝ่าบาทอย่างเห็นได้ชัด...ไม่มีอะไรเกินเลยไปมากกว่าขุนนางกับกษัตริย์

 

แต่ก็ทำให้คนทั้งคู่ที่ไม่เคยรู้ใจตัวเองรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นสำคัญกับตนแค่ไหนขึ้นมาเช่นเดียวกัน

 

และทุกวันนี้ลู่ถิงอวี่ก็เห็นทั้งคู่มีความสุขดี แม้จะงานยุ่งกันไปสักหน่อย...เขาก็เลยพยายามขายบิดาบ่อยๆ เพื่อชดเชยช่วงเวลาหลายปีนั้นให้ทั้งคู่

 

อ้อ...แม้จะเป็นการขายบิดาที่ทำเพื่อตัวเองไปด้วยก็เถอะ

แต่นับว่าได้ประโยชน์เกือบจะทุกฝ่ายกระมัง

 

“ถิงอวี่...คิดอะไรอยู่หรือ? เจ้าได้ยินสิ่งที่ข้าถามหรือไม่?” น้ำเสียงนุ่มๆ ดังขึ้นข้างหูพร้อมดวงตากลมโตที่เมียงมองมาอย่างห่วงใย “หรือว่าเจ้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย...ดื่มสุราให้น้อยลงหน่อยเถิด”

“อืม...ข้าเชื่อฟังซืออวิ๋น” ลู่ถิงอวี่ยอมวางแก้วสุราลงอย่างว่าง่ายเชื่อฟังยิ่ง “เจ้าถามข้าว่าพรุ่งนี้ไปกินอาหารที่เรือนพันรสกันอีกไหม?”

 

แม้เขาจะคิดอะไรอยู่ในใจแต่สำหรับเสียงขององค์ชายใหญ่นั้น...ลู่ถิงอวี่ได้ยินเสมอ

 

“พรุ่งนี้ข้ากับท่านลุงหยางจะเข้าไปเที่ยวเล่นในกองทัพของแคว้นเว่ยสักหลายชั่วยาม คงจะนานกว่าวันนี้ เพื่อสืบข่าวให้ละเอียดขึ้น เสร็จธุระก็น่าจะเย็น เดี๋ยวข้าค่อยตามไปนะพี่ใหญ่” เย่เซียวครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยบอก “อ้อ...ห้ามคิดจะไปด้วย ท่านซื่อบื้อถึงเพียงนี้ หน้าตาก็ใสซื่อจนไปอยู่ในกองทัพไม่ได้หรอก”

 

ขืนให้พี่ใหญ่ผู้นี้ไปกับตนด้วยรับรองความลับได้แตกเป็นแน่ เพราะเขามั่นใจว่าอย่างพี่ใหญ่น่ะไม่มีทางโดนคัดเลือกเข้ากองทัพหรอก...

 

“น้องสาม! เจ้าว่าข้าซื่อบื้ออีกแล้วนะ มานี่เลย...ขนมนี่ไม่ให้เจ้ากินแล้ว” เย่ซืออวิ๋นยื่นมือไปหยิบขนมตรงหน้าเย่เซียวมาจนส่งเข้าปากตน แต่พี่ใหญ่ก็เหลือไว้ให้น้องชายหนึ่งชิ้นจนเย่เซียวหัวเราะลั่นเช่นเดียวกับน้องชายคนอื่นๆ

 

พี่ใหญ่ก็เป็นเสียแบบนี้...ใจดีและช่างใส่ใจเสมอ

 

“ข้าเองก็ไปสืบข่าวสารเหมือนกัน คงมาได้เวลาไล่เลี่ยกับพี่สาม” เย่หานพยักหน้า ยื่นมือไปหยิบขนมตรงหน้าเย่เซียวมา แต่กลับถูกองค์ชายสามปัดมือออก องค์ชายสองคนสู้กันเงียบๆ เหนือจานขนมอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้านเย่เซียวก็ยอมรามือ ส่งขนมนั้นให้น้องสี่ในที่สุด แต่เย่หานก็ผลักจานกลับคืนไป ชัดเจนว่าตนแค่แหย่พี่ชายเล่น

 

พวกเขาพี่น้องแม้ไม่ได้เกิดจากมารดาคนเดียวกันแต่ก็สนิทสนมกันยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

ครอบครัวราชวงศ์บางครั้งก็มิได้เป็นอย่างที่คนภายนอกเข้าใจ...และอบอุ่นได้อย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน

 

“ข้ากับถิงอวี่ต้องจัดการงานของที่ส่งมา แต่พวกเราไปกับพี่ใหญ่ได้” เย่เฟิงเองก็เปลี่ยนจากสุรามาเป็นน้ำชาแทน เพราะทนให้ดวงตากลมโตของพี่ใหญ่ถลึงมองไม่ได้นาน องค์ชายรัชทายาทหัวเราะแผ่วกับความห่วงใยของพี่ชาย...แม้พวกเขาจะคอแข็งกันไม่น้อยก็เถอะ

 

อ้อ...แต่ความจริงแล้วเรื่องดื่มสุราแล้วไม่เมานี่พี่ใหญ่ชำนาญกว่าพวกเขาเยอะจนไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

เมื่อหลายปีก่อนพวกเขาพี่น้องเคยแข่งดวลสุรากันสุดท้ายผู้ชนะกลับเป็นพี่ใหญ่ไปได้จนทุกคนแปลกใจ

 

“ไม่เป็นไร ข้าไปเดินเล่นกับน้องฉิงก่อน จากนั้นค่อยไปรอพวกเจ้าที่เรือนพันรส อย่าได้โดดงานเพราะข้าสิ ประเดี๋ยวข้าจะเขียนจดหมายไปกราบทูลเสด็จพ่อเอานะ” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบา ก่อนจะสำทับอีกประโยคเมื่อเห็นแต่ละคนกำลังจะอ้าปากค้าน “ข้าพาองครักษ์เงาไปด้วย พาน้องฉิงไปด้วย อีกทั้งก็เอาอาวุธไปด้วย พวกเจ้าอย่าได้เป็นห่วงเลย”

 

เหล่าน้องชายหวงพี่มองหน้ากันคล้ายจะถามว่าควรทำอย่างไรดี...แค่เมื่อวันก่อนพี่ใหญ่ออกไปข้างนอกครู่เดียวก็เกิดอะไรขึ้นมากมายแล้ว

เป็นคนที่ดึงดูดเรื่องยุ่งยากเข้าหาตัวจริงๆ...

ตั้งแต่เล็กจนโตก็เป็นเช่นนี้

 

“ต้องพาองครักษ์เงาไปด้วยอย่างน้อยสิบคน ให้พวกเขาเร้นกายอยู่ก็ได้ตกลงไหม?” เย่เฟิงเอ่ยต่อรอง “และห้ามแยกกับหยางฉิงเป็นอันขาด”

“พกกระบี่อ่อนชางชุนติดตัวไว้ด้วยเล่า” เย่เซียวย้ำ

 

พวกเขาบรรดาพี่น้องมีกระบี่และดาบที่เสด็จพ่อทรงพระราชทานให้คนละเล่ม...ของพี่ใหญ่นั้นเป็นกระบี่อ่อนที่สามารถนำมาพันรอบเอวคล้ายเข็มขัดได้

 

“อื้ม”

“พกพวกยาพิษและพลุส่งสัญญาณไปด้วยเผื่อท่านกับน้องฉิงจะเกิดอันตราย” เย่หานเองก็สำทับอีกคน ส่วนคุณชายลู่นั้นนั่งมองบรรดาน้องชายที่ทำราวกับส่งลูกชายออกจากบ้านด้วยแววตาขำๆ

 

มิรู้ว่าใครเป็นพี่ใหญ่ใครเป็นน้องกันแน่

 

“ได้ๆ ข้าฟังพวกเจ้าทุกอย่าง...เลิกกังวลกันได้แล้วน่า ข้าจะได้ไปนั่งฟังเหล่าชาวบ้านพูดคุยกันด้วย อาจจะได้เรื่องได้ราวมามากก็ได้” ปกติยามไปนั่งร้านน้ำชาหรือเดินเที่ยวในเมืองฝูหยางเย่ซืออวิ๋นมักปลอมตัวไปแล้วก็นั่งเหลาอาหารบ้าง อาศัยใบหน้าที่ใสซื่อของตนเองไปไต่ถามเรื่องราวต่างๆ...เขาพบว่าการทำเช่นนี้บางครั้งก็ได้ผลดีกว่าให้องครักษ์ไปสืข่าวเสียอีก

“ห้ามฝืนตัวเองหรือว่าพาตัวเองเสี่ยงอันตรายเด็ดขาดนะซืออวิ๋น...แล้วก็มิต้องสวมบทสตรีแล้วหรอก” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ ถ้าหากไม่ใช่ช่วงนี้มีธุระสำคัญต้องจัดการจริงๆ เขาคงไปกับอีกฝ่ายด้วยแล้ว

“อื้ม...แล้วทุกคนกำลังคุยอะไรกันอยู่ เหตุใดจึงไม่หลับไม่นอนเช่นนี้กันเล่า เรื่องสำคัญหรือ?” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าถามอย่างใครรู้ เอนศีรษะพิงไหล่เย่เฟิงไว้แล้วอ้าปากหาววอด เห็นชัดว่าง่วงแล้วแต่ก็ยังเป็นห่วงคนอื่น

เย่เฟิงเปลี่ยนท่านั่งให้พี่ชายพิงไหล่ได้สะดวกขึ้นมือใหญ่เอื้อมไปประคองเอวของอีกฝ่ายไว้ “เรื่องสำคัญอย่างที่พี่ใหญ่เข้าใจ จากที่ท่านบอก...เกรงว่างานล่าสัตว์ประจำปีครั้งนี้คงต้องระมัดระวังไว้ให้ดีเสียแล้ว” แม้พี่ใหญ่จะได้ยินมาแค่สองคำสั้นๆ แต่ถ้าหากออกมาจากปากของฉินเซ่าเจ๋อพวกเขาก็ไม่อาจไม่ระวังได้

 

เย่ซืออวิ๋นย่นจมูก...ตนน่าจะฟังให้มาให้ชัดกว่านี้จะได้รู้ว่าคนพวกนั้นต้องการทำอะไรกันแน่

 

ลู่ถิงอวี่วางแก้วชาของตัวเองลงก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “เป้าหมายของคนสกุลฉินนั้นชัดเจนว่าต้องการกลับต้าเซี่ยอย่างสมเกียรติ และคืนสู่ราชสำนักอีกครั้ง เพียงแต่พวกเราก็ไม่รู้เช่นกันว่าคนเหล่านั้นจะใช้วิธีไหน”

 

อีกทั้งคนวางแผนยังเป็นเฒ่าฉินที่ทั้งเจ้าเล่ห์และมากประสบการณ์

ไหนจะฉินเซ่าเจ๋อผู้นั้นอีกเล่า

 

“ซืออวิ๋นถ้าหากเห็นฉินเซ่าเจ๋อเจ้าต้องหลีกห่าง ห้ามเข้าไปใกล้เป็นอันขาดนะ” 

“จริงด้วยสิ!” องค์ชายทั้งสามเบิกดวงตาขึ้นราวจะนึกอะไรได้...พวกเขาลืมไปเสียเลยถึงเรื่องของฉินเซ่าเจ๋อและพี่ใหญ่

 

ความสัมพันธ์บางอย่างที่ไม่อยากให้พี่ชายรับรู้

เพราะพวกเขากลัวอีกฝ่ายจะเสียใจ...ไม่อยากเห็นความผิดหวังหรือน้ำตาบนใบหน้างดงามนั้น...

 

“เขากล้ามาปรากฎตัวต่อหน้าพี่ใหญ่ก็ไร้ยางอายเกินไปแล้ว เหอะ!” เย่หานส่งเสียงขึ้นจมูก น้ำเสียงเหยียดหยามอย่างเห็นได้ชัด

“น้องสี่เจ้าก็รู้มิใช่หรือว่าคนสกุลฉินส่วนมากแล้วหน้าหนากว่าที่คิดไว้” เย่เซียวแค่นเสียงหัวเราะในคอ...เรื่องในอดีตแม้ตนจะเกิดไม่ทัน แต่จากการที่ฟังเสด็จแม่และฮองเฮาเล่าให้ฟังเขาก็รู้สึกรังเกียจการกระทำของฉินเซ่าเจ๋อและคนสกุลฉินยิ่งนัก...ยังไม่นับที่คนพวกนั้นเคยวางแผนทำร้ายเสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟยของตนอีก

“พวกเจ้าสองคนน่ะพ่อแล้ว” เย่เฟิงปรามเบาๆ เพราะพี่ใหญ่ของพวกเขาก็มีสายเลือดครึ่งหนึ่งเป็นคนสกุลฉิน แต่พอทุกคนมองพี่ชายที่คิดว่าจะมีสีหน้ากังวลอีกฝ่ายกลับอ้าปากหาววอดอีกรอบคล้ายจะไม่ใส่ใจถึงสิ่งที่พวกเขาพูดแม้แต่น้อย

 

เย่ซืออวิ๋นก็ไม่สนใจจริงๆ นั่นล่ะ...

เขาแซ่เย่...เป็นคนสกุลเย่

นี่เป็นความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

 

“อืมๆ พวกเจ้าพูดกันต่อเลย” เย่ซืออวิ๋นโบกไม้โบกมือเป็นเชิงว่าตามสบาย

“พี่ใหญ่ข้าว่าท่านไม่ไหวแล้ว ไปนอนเถิด ข้าจะพาท่านไปนอนดีหรือไม่?” เย่เฟิงเอ่ยถามขำๆ อย่างเอ็นดูคนเป็นพี่ชาย

“อืมๆ...รบกวนน้องรองแล้ว” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ เย่เฟิงยิ้มขำอุ้มพี่ชายขึ้นในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย...พี่ใหญ่อายุมากกว่าเขาไม่กี่เดือนแต่ตัวเล็กและตัวเบากว่ามาก อุ้มได้ง่ายๆ ราวลูกแมวไร้น้ำหนัก “ประเดี๋ยวข้ามา พวกเจ้าคุยกันก่อนเลย” องค์ชายรัชทายาทแห่งต้าเซี่ยพาองค์ชายใหญ่ที่หลับไปแล้วไปห้องพัก โดยมีสายตาของลู่ถิงอวี่มองตาม

“เฮ้! นี่เจ้าอิจฉาพี่รองที่ได้อุ้มพี่ใหญ่ไปส่งหรือ?” เย่เซียวเห็นสายตาของสหายก็เอ่ยถามทันที ส่วนลู่ถิงอวี่ก็พยักหน้ารับเช่นกัน

“ใช่”

“พี่ลู่ท่านนี่ใจแคบไปแล้วนะ พี่ใหญ่เป็นพี่ชายของพวกเรา ท่านจะมากินน้ำส้มกับพวกเราไม่ได้” เย่หานกลอกตา เปลี่ยนมาดื่มสุราแทน ในเมื่อพี่ชายไม่อยู่แล้วเขาก็ไม่ต้องดื่มชาต่อ ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวถูกพี่ใหญ่ตีเอาอีก แม้จะไม่เจ็บไม่คันเลยแต่ไม่อยากให้ดวงตากลมโตมองดุๆ กันเท่าไหร่

“ข้าก็ใจแคบมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

 

ยอมรับได้หน้าตาเฉยเสียด้วยว่าตัวเองใจแคบ...ความหน้าหนาของคุณชายหยกขาวนี่ไม่มีใครรู้ได้จริงๆ

 

“องครักษ์เมฆดำส่งข่าวมาบอกข้าว่ามีการเคลื่อนไหวของคนสกุลฉิน พวกเขาจ้างนักฆ่าชื่อดังของยุทธภพเข้ามาในเมืองอี้และบางส่วนก็ไปยังแคว้นต้าเซี่ย เกรงว่าคงวางแผนร้ายบางอย่างไว้จริง” ลู่ถิงอวี่ถอนหายใจเบาๆ

“แม้เสด็จพ่อกับท่านอาจารย์ลู่จะระวังตัว แต่คนเหล่านั้นวางแผนไว้ในเงามืดและที่สำคัญ...ไม่เลือกวิธีการด้วย” เย่เซียวดื่มเหล้าจนหมดจอก จากนั้นก็เห็นเย่เฟิงเดินกลับมาเข้าร่วมวงสนทนา

“คราวหลังพวกเจ้าพูดอะไรก็ระมัดระวังหน่อยเล่า แม้พี่ใหญ่จะไม่คิดอะไรก็เถอะ” เย่เฟิงปรามน้องชายทั้งสอง

“ข้ารู้แล้ว”

“คราวหลังข้าจะระวัง”

“คงต้องให้ซืออวิ๋นเลิกปลอมเป็นสตรีไปเดินในเมือง พวกเรากำจัดคนของเว่ยเฉาไปหมดแล้ว ส่วนทางฝั่งเนี่ยรุ่ยเอินคาดว่าไม่ต้องกังวล ถ้าหากปลอมเป็นสตรีใบหน้าของซืออวิ๋นนั้นคล้ายคลึงกับฉินกุ้ยเฟยเกินไป พวกเขาอาจจำซืออวิ๋นได้”

“นั่นสิ ยิ่งโตพี่ใหญ่ก็ยิ่งคล้ายคลึงกับฉินกุ้ยเฟย...สตรีที่กล่าวขานกันว่างดงามเป็นอันดับหนึ่งในต้าเซี่ย ดูจากภาพวาดในธรรมเนียบมนางสนมของเสด็จพ่อข้าก็คิดว่านางงดงามมากจริงๆ” เย่หานพยักหน้า “พี่ใหญ่น่ะทั้งงดงามทั้งน่ารักน่าเอ็นดู”

“เหมือนลูกแมว” เย่เซียวเอ่ยต่อ “แต่อย่าให้ลูกแมวดุขึ้นมา พวกเราไม่มีใครสู้ได้สักคน” องค์ชายสามหัวเราะขำ จำได้ว่าครั้งหนึ่งพวกเขาไปทำงานข้างนอก บังเอิญทุกคนตกอยู่ในค่ายกลแม้จะใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามแต่ก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยกันทุกคน กลับมาก็ถูกพี่ใหญ่ดุเอาด้วยความเป็นห่วง ไม่คุยกับพวกเขาไปทั้งหมดครึ่งค่อนวัน เดือดร้อนต้องไปขอให้เสด็จพ่อช่วยเหลือ

 

เสด็จพ่อก็อย่างไร...ปล่อยให้พวกเขาถูกพี่ใหญ่เงียบใส่ ส่วนพระองค์ก็มองอย่างสำราญพาพี่ใหญ่ออกไปเดินเล่นในเมือง ทั้งๆ ที่พระองค์เป็นผู้สั่งงานแท้ๆ พวกเขาเลยต้องไปขอร้องอาจารย์ลู่ให้ช่วยออกหน้าแทน

 

“นั่นสิ เขามีเขี้ยวเล็บแต่ไม่ค่อยนำออกมาใช้” ลู่ถิงอวี่เองก็หัวเราะอย่างเอ็นดูเช่นกัน วิชากระบี่ของซืออวิ๋นได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์มากความสามารถหลายคน บางครั้งฝ่าบาทเองก็ทรงมาสอนด้วยพระองค์เอง แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าองค์ชายใหญ่มีความสามารถเช่นนี้

“เกรงว่าถ้าหากฉินเซ่าเจ๋อเห็นหน้าพี่ใหญ่เข้า ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรข้าว่าเขาต้องพุ่งเป้าหมายมาที่พี่ใหญ่ทันทีเป็นแน่” เย่เฟิงถอนหายใจเบาๆ

“พวกเราแม้จะมีวรยุทธ์เก่งกาจกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันและผู้ใหญ่บางคน แต่ก็สู้ฉินเซ่าเจ๋อไม่ได้ และนี่ยังไม่รวมพวกคนในยุทธภพเหล่านั้นอีก” 

ลู่ถิงอวี่ไล้ปลายนิ้วไปตามขอบแก้วชา ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “พวกเราพุ่งเป้าที่ไปคนสกุลฉินก็พอ...ส่วนเรื่องของคนในยุทธภพ ข้าคิดว่าประมุขน้อยเนี่ยคงพอจะช่วยอะไรพวกเราได้”

 

ในเมื่อคิดจะมายุ่งเกี่ยวกับซืออวิ๋น...ก็ให้อีกฝ่ายมาช่วยปกป้องดูแลองค์ชายใหญ่ของพวกเขาแล้วกัน

ทำตนให้เป็นประโยชน์เสียหน่อยจะได้ไม่ขัดหูขัดตาเกินไปนัก

 

“เจ้ามีแผน?” เย่เฟิงเลิกคิ้วถาม

“เกี่ยวกับเนี่ยรุ่ยเอินย่อมมี แต่ฝั่งฉินเซ่าเจ๋อ ข้าไม่กล้าเอ่ยปากเลยว่ามี คนผู้นี้ฉลาดวางแผน เจ้าเล่ห์และเลือดเย็นขนาดท่านพ่อกับฝ่าบาทยังบอกว่าเขารับมือยาก”

“พยายามกันเขาออกจากพี่ใหญ่ให้ห่างที่สุดก็แล้วกัน จริงด้วยสิ...ช่วงนี้ข้าแฝงตัวเข้าไปในกองทัพของแคว้นเว่ยกับท่านลุงหยาง พบว่ากองทัพเหล่านี้อ่อนแอและไม่เป็นระเบียบเท่าไหร่นัก แม่ทัพใหญ่เป็นญาติฝั่งมารดาของเว่ยเฉา เกรงว่าตำแหน่งนี้เขาคงได้มาเพราะอาศัยมารมีของหลานชายมากกว่า แต่ที่น่าสนใจคือกองกำลังพิเศษที่เว่ยฉือรับผิดชอบดูแลอยู่ วรยุทธ์เป็นเลิศและที่สำคัญคือมีระเบียบแบบแผนมาก”

“เหตุใดเว่ยเฉาถึงเป็นรัชทายาทได้กันนะ เทียบกับพี่รองแล้วก็เห็นชัดๆ กันอยู่ว่าใครเป็นรัชทายาทที่เก่งกาจกว่ากัน” 

“แค่หน้าตาพี่รองของพวกเราก็หล่อเหลากว่าอยู่แล้ว ความสามารถยิ่งไม่ต้องพูดถึง”

เย่เฟิงที่นั่งดื่มเหล้าอยู่ได้แต่หัวเราะกับคำเยินยอของน้องชายทั้งสอง มิรู้ว่าเย่เซียวกับเย่หานนั้นอยู่กับพี่ใหญ่บ่อยเกินไปหรือไม่คำชมต่างๆ ก็ราวกับเป็นพี่ใหญ่พูดเสียเอง

“คนเช่นนี้ชักจูงได้ง่าย นี่เป็นแผนของสกุลฉิน...ถ้าครอบครองเบื้องหลังราชวงศ์ได้ก็กอบกุมแวดวงขุนนางได้ กอบกุมขุนนางไว้ได้ทั้งหมดก็ควบคุมแว่นแคว้นไว้ได้...ค่อยๆ วางแผนไม่รีบไม่ร้อนให้ดูแยบยลเหมือนการแก่งแย่งอำนาจกันในบรรดาองค์ชาย...ข้าแทบจะอยากคาราวะผู้เฒ่าสกุลฉินสักสามจอกในความสามารถด้านการวางแผนของเขา” แม้จะถือว่าเป็นศัตรูกันแต่ในด้านของความสามารถแล้วนั้นลู่ถิงอวี่ค่อนข้างชื่นชมนายท่านผู้เฒ่าสกุลฉินผู้นั้นมาก

 

ถ้าหากไม่นำความสามารถเหล่านั้นไปใช้ผิดทางและนำมาพัฒนาแว่นแคว้นจะดีเพียงไรกันหนอ

สกุลฉินอาจจะรุ่งเรืองและเป็นสกุลอันดับหนึ่งไม่สั่นคลอน

 

“พูดไปแล้วก็เพราะความโลภและกระหายในอำนาจของผู้คน” เย่เฟิงถอนหายใจแผ่ว “อีกทั้งยังมีเรื่องของความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง บุญคนความแค้นมากมายอยากอธิบาย”

“พวกเราเองก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน จึงพูดอะไรมากมายไม่ได้ เพียงแต่อย่าให้ประวัติศาสตร์ใกล้เคียงเดิม ปกป้องพี่ใหญ่ให้ดีก็พอ อย่าให้มือสกปรกของสกุลฉินยื่นมาแตะต้องเขา” เย่เซียวดื่มสุราฤทธิ์ร้อนจนหมดขวด ก่อนจะโยนขวดไว้ในที่ลับตาเผื่อพี่ใหญ่มาเห็นแล้วหาเรื่องตีเขาเอาได้

“นอกจากพี่ใหญ่ที่ต้องระวังแล้วข้าว่าพี่ลู่กับอาจารย์ลู่ก็ต้องระวังด้วย ตำแหน่งอัครเสนาบดีของสกุลลู่เป็นที่หมายตาของคนสกุลฉินมาช้านานด้วย”

“ท่านพ่อน่าเป็นห่วงมากกว่าข้า เพราะเขาติดหนี้บุญคุณฉินเซ่าเจ๋ออยู่ อ้อ...แต่เรื่องพวกนี้พวกเราคุยกันเองได้ อย่าไปพูดให้ฝ่าบาททรงได้ยินเล่า มิเช่นนั้นมีหวังถูกใช้ให้ไปชายแดนไหนสักที่เป็นแน่” เรื่องนี้ระคายพระกรรณฝ่าบาทที่สุด

“เจ้าตอบน้องสามช้าไปเล็กน้อย กำลังคิดอะไรอยู่หรือ?” เย่เฟิงเอ่ยถามสหายสนิท

“กำลังคิดว่าจะหาอะไรให้เป็นของขวัญซืออวิ๋นตอนเขาอายุครบสิบห้าดี อ้อ...เย่เฟิงเจ้าเองก็ใกล้จะอายุครบสิบห้าและสวมกวานแล้ว อยากได้อะไรเป็นของขวัญหรือไม่เล่า” ฟังดูน้ำเสียงแล้วราวองค์ชายรัชทายาทเป็นของแถมอย่างไรอย่างนั้น ทำเอาเย่เฟิงได้แต่ส่ายหน้า ส่วนเย่เซียวกับเย่หานหัวเราะลั่น

“อยากให้เจ้าเลิกกินเต้าหูพี่ใหญ่ข้าสักที นี่เป็นของขวัญที่ข้าอยากได้ที่สุดแล้ว” เย่เฟิงเลิกคิ้วทำหน้าตาจริงจังยิ่ง ส่วนลู่ถิงอวี่ก็ส่ายหน้าทันทีเช่นกัน

“เรื่องนี้ข้าทำให้ไม่ได้หรอก...บอกให้ซืออวิ๋ของข้าน่าเอ็นดูน้อยกว่านี้สักหน่อยข้าก็ไม่หาเรื่องกินเต้าหูเขาแล้ว” คุณชายลู่เอ่ยอย่างจริงจัง

“พี่ใหญ่ของพวกข้าหาใช่ของเจ้าเสียหน่อย”

“นั่นสิ เจ้าอย่ามาโมเมขโมยพี่ชายผู้อื่นเช่นนี้สิ”

“เพลาๆ ลงหน่อยเถิดถิงอวี่ ข้าชักจะเริ่มทนเจ้าไม่ไหวเสียแล้วนะ”

องค์ชายติดพี่ทั้งสามพากันมองคุณชายลู่ตาขวาง ส่วนลู่ถิงอวี่ก็หาได้นำพาสายตาเหล่านั้นมาใส่ใจ นอกจากยิ้มน้อยๆ อย่างน่ามอง

“เขาเป็นของข้า...มาตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าสบตาเขาแล้ว”

 

ต่อให้กาลผ่านวันเปลี่ยนอย่างไร...ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

และขอเวลาอีกสักหน่อยเขาจะทำให้เมฆางามนั้นมาเป็นของตนอย่างเป็นทางการ...

 

“เอาล่ะๆ ก่อนที่พวกเจ้าจะหมั่นไส้ข้าไปมากกว่านี้ พวกเรามาวางแผนป้องกันเรื่องสกุลฉินในเมืองอันหนิงนี่เสียก่อนเถิด”

“เห็นแก่เรื่องนี้สำคัญกว่า พวกเรายอมรามือชั่วคราวก่อนก็ได้ เพียงแต่ว่า...ในฐานะรัชทายาทแห่งต้าเซี่ยและน้องชายของพี่ใหญ่นั้นข้าขอพูดอะไรสักประโยค...ว่าสิ่งที่เจ้าคาดหวังนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ง่ายๆ พวกเรามิคิดที่จะปล่อยพี่ชายที่หวงแหนไปให้เจ้าง่ายๆ หรอก”

“ใช่แล้วพี่ลู่ท่านไม่ได้ผ่านด่านแค่เพียงพวกเราสามคน แต่ยังมีเสด็จแม่ฮองเฮา และว่านกุ้ยเฟยด้วย” เย่หานเลิกคิ้ว ดวงตาเยือกเย็นไม่น้อย

“อีกทั้งด่านที่ยากที่สุดก็คือเสด็จพ่อ เจ้าก็รู้นี่ถิงอวี่ว่าพี่ใหญ่น่ะเป็นยิ่งกว่าไข่มุกในอุ้งมือของเสด็จพ่อ เรื่องจะยอมยกให้ผู้อื่นง่ายๆ น่ะไม่มีทางเสียหรอก...ต่อให้เป็นเจ้าก็ตาม” เย่เซียวยักไหล่ ในแววตาดูสมน้ำหน้าในความลำบากของลู่ถิงอวี่ไม่น้อย

คุณชายลู่ถอนหายใจแผ่ว สีหน้าค่อนข้างลำบากใจเล็กน้อย เพราะรู้ฤทธิ์เดชในความหวงของฝ่าบาทเย่เทียนหลงดี 

 

เพียงแต่ต่อให้ยากเพียงไรเขาก็จะพยายามเพื่อให้เมฆางามนั้นมาเคียงข้างตนอย่างสมเกียรติที่สุด

 

เขาเป็นของข้า

ตั้งแต่ครั้งแรกที่สบตาข้า เรียกชื่อของข้า...รอยยิ้มนั้น ตัวตนนั้นสลักลงในหัวใจที่อ่อนโยนที่สุด ยิ่งได้อยู่ด้วยกันใช้เวลาด้วยกันลู่ถิงอวี่ก็ยิ่งมั่นใจ

 

ว่าองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นคือสมบัติล้ำค่าและอีกครึ่งของลมหายใจที่เกิดมาเพื่อเขา

ของขวัญที่พิเศษที่สุดที่สวรรค์มอบให้

 

……………..

.....ต่อ........

 

“เมืองอันหนิงแห่งนี้ก็ดีอยู่นะเจ้าคะพี่ใหญ่” หยางฉิงเดินคู่กับองค์ชายใหญ่ไปตามถนนที่คึกคักไปด้วยผู้คน แม้จะสู้เมืองฝูหยางเมืองหลวงของต้าเซี่ยมิได้ แต่ก็นับว่าเป็นเมืองที่รุ่งเรืองอยู่ใม่น้อยทีเดียว

“อืม...น้องฉิงพวกเราไปเข้าร้านนั้น วันก่อนข้ามาเดินเจอเครื่องประดับงามๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว พวกเรามาช่วยกันเลือกไปฝากว่านกุ้ยเฟยกับฮองเฮากันดีกว่า”

“ที่พี่ใหญ่ซื้อมาฝากข้าใช่ไหมเจ้าคะ เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถิดเจ้าค่ะ” หยางฉิงยิ้มกว้าง ก่อนจะลากแขนองค์ชายใหญ่เข้าไปยังร้านเครื่องประดับชื่อดังของเมืองอันหนิง ซึ่งปกติร้านแห่งนี้มักมีแต่เชื้อพระวงศ์ ขุนนางหรือเหล่าเศรษฐีเดินเข้าไปเท่านั้น

“คุณชาย คุณหนู” หล่งจู๊ในร้านเดินมารับคุณหนูและคุณชายผู้มีใบหน้างดงามและท่าทางมีสง่าราศรีคู่นี้ ดูจากผ้าไหมที่ทั้งคู่ใส่แล้วนั้นแม้จะค่อนข้างเรียบง่ายหาได้ไม่ยากนัก แต่การปักลายแบบสองด้านนั้นยากยิ่งนัก

“ข้าพาน้องสาวมาเลือกเครื่องประดับ แล้วก็ฝากคนที่บ้านสักหน่อย...น้องฉิง ไปเลือกกันเถอะ เจ้าอยากได้ชิ้นไหนก็หยิบจับชิ้นนั้นไปเลย”

หยางฉิงกระพริบตาปริบๆ มองพี่ชายที่แสนใจดีและเข้าใจสตรีตรงหน้า “พี่ใหญ่จะซื้อให้น้องหรือเจ้าคะ?”

“แน่นอนสิ ข้าจะใจร้ายปล่อยให้น้องฉิงจ่ายเองได้อย่างไรกันเล่า...ไม่ต้องห่วงนะ พี่ใหญ่ของเจ้าผู้นี้น่ะร่ำรวยไม่น้อยเลยทีเดียวแหละ” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึกๆ อย่างน่าเอ็นดู เดินตามหยางฉิงที่เลือกโน่นเลือกนี่อย่างเพลิดเพลิน ยามที่หยางฉิงซักถามว่าชิ้นนี้ดีหรือไม่ เหมาะสมกับนางหรือไม่เย่ซืออวิ๋นก็ตอบกลับและช่วยนางเลือกอย่างใส่ใจ 

 

การได้มาเลือกพวกเครื่องประดับ อาภรณ์กับองค์ชายใหญ่นั้นหยางฉิงชอบยิ่งนัก...เพราะไม่ว่านางจะถามอะไรก็ได้คำตอบกลับมาเสมอ ไม่เหมือนบุรุษหลายคนที่ยามมาเลือกซื้อของกับสตรีแล้วทำเป็นขอไปที

หรือองค์ชายรัชทายาทผู้นั้นจะซึมซับนิสัยนี้มาจากพี่ชายของตนกันนะ...หลายครั้งที่เขามากับนางก็มักใส่ใจของที่นางถามเสมอ

 

ไม่เอาสิหยางฉิง! จะไปคิดถึงคนคนนั้นทำไมกัน บุรุษน่าเบื่อ!

 

“น้องฉิงแก้มแดงเช่นนี้คิดอะไรอยู่หรือ?” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า ก่อนจะยิ้มตาพราวระยับ “เอ...หรือว่าคิดถึงน้องรองกันหนอ...”

หยางฉิงแก้มร้อนผ่าวกว่าเดิม แต่นางไม่กล้าแม้จะถลึงสายตาใส่องค์ชายใหญ่ เลยทำหน้าตาน่าสงสารแทน

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ อย่างพออกพอใจ...ดูเหมือนการมาแคว้นเว่ยครั้งนี้จะทำให้น้องรองของตนกับน้องฉิงสนิทสนมกันมากขึ้นกว่าเดิมกระมัง...หรือเปล่านะ

“เจ้าเลือกไปเถอะ ข้าเองจะเลือกหยกประดับเอวไปฝากคนอื่นด้วย” เย่ซืออวิ๋นหันไปเลือกหยกประดับเอวเนื้อดีข้างๆ สองพี่น้องเลือกของกันอย่างร่าเริง ขนาดหลงจู๊เห็นยังอดอมยิ้มไม่ได้

 

พี่น้องบ้านไหนกันนะถึงได้ดูน่ารักและกลมเกลียวขนาดนี้

ช่างน่าเอ็นดูจริงๆ

 

ร่างสูงที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในร้านเครื่องประดับนั้นเองก็สังเกตเห็นพี่น้องคู่นี้เช่นเดียวกัน ดวงตาคมเป็นประกายวาววับและเต็มไปด้วยความสงสัยใครรู้

 

เหตุใดอีกฝ่ายจึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า...

 

แม้จะสงสัยอยู่เต็มอกแต่เขาก็เดินเข้าไปใกล้ เห็นใบหน้างดงามนั้นกำลังตั้งอกตั้งใจเลือกหยกประดับเอวอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็อมยิ้มเล็กน้อย...

 

สีหน้าเช่นนี้มีเสน่ห์ยิ่งนัก...ไหนจะกลิ่นน้ำค้างหอมพิสุทธ์นั่นอีกเล่า

 

“ชิ้นนี้...” เย่ซืออวิ๋นที่กำลังยื่นมือไปหยิบยกพกสีแดงกับพู่ไหมสีเดียวกันชะงักมือเมื่อสัมผัสได้ว่ามีคนมาอยู่ใกล้มาก พอไล้สายตาไปเขาก็เห็นร่างสูงในชุดผ้าต่วนสีม่วงเข้มที่กำลังมองเขาอยู่ ดวงตากลมโตเบิกกว้างยามตระหนักรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

 

องค์ชายรองแคว้นเว่ย...เว่ยฉือ!

 

“คาราวะ...”

“เดี๋ยวๆ ห้ามๆ ท่านห้ามคาราวะข้า!” เย่ซืออวิ๋นรีบยกมือห้าม เขาเห็นรอบๆ เพราะเว่ยฉือน่าจะมาในฐานะองค์ชายเลย เขาพาองครักษ์มาด้วยหลายคน ยามที่เขาเดินขึ้นมาเลือกเครื่องประดับที่ชั้นสองที่เย่ซืออวิ๋นกับหยางฉิงเลือกอยู่นั้นองครักษ์ก็ได้คอยรักษาความปลอดภัยและเลือกคนที่จะให้ขึ้นมาชั้นสองแล้ว

 

ดังนั้นไม่เป็นการดีแน่ที่องค์ชายแห่งแคว้นจะมาคาราวะเขา

 

เว่ยฉือเลิกคิ้ว แต่ก็เดาได้ทันทีว่าองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยคงไม่อยากให้ใครรู้ตัวตนที่แท้จริงเป็นแน่...แม้เขาจะสงสัยก็เถอะว่าอีกฝ่ายมาทำอันใดที่แคว้นเว่ยแต่ก็ไม่คิดจะถาม

“แฮ่ม! คาราวะองค์ชายรองเว่ยพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งแล้วเป็นฝ่ายประสานมือคาราวะแทน แม้ฐานะองค์ชายต้าเซี่ยจะเหนือกว่าราชวงศ์แว่นแคว้นอื่นทั้งปวง แต่เย่ซืออวิ๋นก็ไม่ถือเรื่องพวกนี้หรอก เขารีบส่งสายตาให้เว่ยฉือเล่นตามน้ำไปเดี๋ยวนี้

องค์ชายรองแห่งแคว้นเว่ยผู้เคร่งขรึมก้มหน้าลงกลั้นหัวเราะเบาๆ จนไหล่สั่น หลุบตาต่ำเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าให้เบาๆ

 

องค์ชายใหญ่ผู้นี้ถลึงตาไม่น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย...

 

“เหตุใดท่านมา...เอ่อ ช่างเถอะนี่มันแว่นแคว้นของท่านนี่” เย่ซืออวิ๋นเกือบจะถามคำถามไร้สาระออกไปเสียแล้ว เขาเกาแก้มตัวเอง 

“แล้วเหตุใดพระ...เหตุใดท่านจึงได้สะ...”

“เก็บคำราชาศัพท์ของท่านกลับไปด้วย ห้ามสุภาพกับข้า” เย่ซืออวิ๋นเดินเข้าไปใกล้กระซิบเบาๆ ให้เว่ยฉือได้ยิน ซึ่งแน่นอนว่าองค์ชายรองเว่ยให้ความร่วมมือเต็มที่ เขากระแอมเบาๆ ก่อนจะคุยอย่างปกติ

“เหตุใดท่านจึงมาแคว้นเว่ยที่นี่ได้เล่า?”

องค์ชายใหญ่ยิ้มเล็กน้อย “มาชมทิวทัศน์ของทะเลสาบกระจกเงาที่แสนเลื่องลือของแคว้นท่านอย่างไรเล่า จะได้วาดภาพเก็บไว้ด้วย อีกทั้งยังพาน้องฉิงมาเลือกเครื่องประดับงามๆ ด้วยอย่างไรเล่า” เขาก็พูดความจริงเพียงแต่พูดไม่หมดเท่านั้นเอง

หยางฉิงกระพริบตาปริบๆ นางรีบย่อกายถวายความเคารพองค์ชายรองเว่ยฉือผู้นี้ทันที...นางจำเขาได้เมื่องานปีใหม่ ว่าเขามาเป็นตัวแทนของแคว้นเว่ย แล้วก็...ขายหน้าเล็กน้อยตอนมอบของขวัญให้ฝ่าบาทเย่เทียนหลง

 

นางเพิ่งมารู้เอาคราวหลังว่านั่นเป็นฝีมือขององค์ชายรัชทายาทและพี่ลู่

 

“คาราวะองค์ชายรองเพคะ”

“แม่นางหยาง” เว่ยฉือเองก็จำสตรีน้อยผู้งดงามและมีชีวิตชีวาผู้นี้ได้เช่นกัน วันงานปีใหม่นั้นนางเป็นสตรีรุ่นราวคราวเดียวกันคนเดียวที่มิได้ออกมาแสดงความสามารถเบื้องพระพักตร์

“แล้วท่านเล่า เหตุใดถึงมาที่นี่ได้” 

“ข้ามาเลือกซื้อเครื่องประดับ”

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าคล้ายจะถามว่าองค์ชายรองเว่ยฉือมีคนที่สนใจแล้วอย่างนั้นหรือ ถึงได้มาเลือกซื้อเครื่องประดับเช่นนี้ 

 

อืม...ก็เป็นไปได้ ชาติก่อนอีกฝ่ายก็อาจมีคนที่ต้องตาต้องใจแล้วก็ได้

แต่จำเป็นต้องปลอมตัวเข้ามาในตำหนักนอกวังของเขาเพื่ออำนาจสนับสนุน...

 

“เปล่าพ่ะ...เปล่าหรอก” เว่ยฉือส่ายหน้าเอ่ยอย่างยากลำบาก จนเย่ซืออวิ๋นได้แต่ถลึงตาใส่ เว่ยฉือหัวเราะเบาๆ...อาจเพราะองค์ชายใหญ่ผู้นี้ให้ความรู้สึกสูงส่ง สง่างาม และน่าถนอมมากกระมัง เขาเลยหลุดคำราชาศัพท์ออกมาเรื่อยๆ “เสด็จแม่ของข้าชมชอบเครื่องประดับร้านนี้ที่สุด พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบที่เสด็จแม่ของข้าจากไป...ข้ามักจะมาซื้อของร้านนี้ไปฝังไว้ข้างสุสานของพระนางเสมอ...สุสานของสเด็จแม่อยู่ที่เมืองอี้”

เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วหันไปมองหยางฉิงแล้วก็มองเว่ยฉือ...เสด็จแม่ของเขาเป็นถึงฮองเฮาพระองค์ก่อนแห่งแว่นแคว้น

 

แล้วเหตุใดพระศพจึงมิได้อยู่ในสุสานหลวงเล่า

เหตุใดไปอยู่เมืองอี้ได้...แม้เมืองอี้จะอยู่ห่างจากเมืองอันหนิงไม่เท่าไหร่ แต่อย่างไรก็เป็นพระแม่แห่งแผ่นดิน พระศพควรจะฝังอยู่ในสุสานหลวงอย่างทรงเกียรติ

 

เพราะขนาดเสด็จพ่อเย่เทียนหลงมิทรงชมชอบเสด็จฉินกุ้ยเฟยของตนเท่าไหร่นักยังฝังพระศพของนางอย่างสมเกียรติในสุสานหลวงสถาปนายศตามหลังเป็นเล่อหวงกุ้ยเฟย

 

“เสด็จแม่ของข้าเป็นหญิงงามที่เคยได้ตำแหน่งเทพธิดาบุปผาของเมืองอี้”

“อืม...แล้วเสด็จแม่ของท่านทรงชอบเครื่องประดับแบบไหนเป็นพิเศษหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นรู้สึกเสียใจแทนเว่ยฉือเล็กน้อย เขาเกลียดเรื่องวังวนของอำนาจเช่นนี้มาก แล้วก็คิดด้วยว่าสตรีคนหนึ่งที่สูงศักดิ์เป็นถึงอดีตฮองเฮาแห่งแคว้นไม่ควรจะถูกหมิ่นเกียรติเช่นนี้!

 

ฮ่องเต้แคว้นเว่ยผู้นี้ไม่ไหวจริงๆ!

 

เว่ยฉือเลิกคิ้วเล็กน้อย ในดวงตาเต็มไปด้วยความอบอุ่นสายหนึ่งที่นานๆ ทีจะปรากฏ “ท่านจะช่วยข้าเลือกหรือ?”

“อืม...ข้ากับน้องฉิงจะช่วยท่านเลือกเอง...ของที่มอบให้เสด็จแม่ก็ต้องตั้งใจให้มากหน่อย” อาจเพราะตนเข้าใจดีกระมังว่าการไม่มีพระมารดาอยู่ด้วยนั้นเป็นอย่างไร เพียงแต่ตนค่อนข้างโชคดีเพราะเสด็จพ่อทรงอนุญาตให้เขาเข้าไปในสุสานหลวงทุกปี คอยดูแลสุสานของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟย บางปีพระองค์ยังเสด็จไปเพื่อนเขาแต่ก็นั่งอยู่เงียบๆ ไม่ทรงตรัสอันใด แต่ปีไหนที่เสด็จพ่อทรงติดราชกิจ ฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยจะไปกับเขา พระนางทั้งสองจะชื่นชมเขาแล้วบอกว่าเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยน่ะต้องฉิจฉาพวกนางเป็นแน่

“ขอบใจท่านมาก” เว่ยฉือกล่าวประโยคนี้อย่างที่รู้สึกจริงๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกกระมังที่มีคนใส่ใจเขาเช่นนี้ ทั้งๆ พี่เพิ่งรู้จักกัน องค์ชายที่เติบโตในวังหลวงเช่นเขา แม้จะมีฐานอำนาจที่เสด็จแม่ทรงทิ้งไว้ให้ มีความสามารถมากมายเพียงใด แต่ก็มิสู้ความลำเอียงของเสด็จพ่อ...

 

ดังนั้นทุกคนมักจะเว้นระยะห่างไว้กับเขาก้าวหนึ่งเสมอ น้อยครั้งที่จะได้สัมผัสความจริงใจเช่นนี้

แต่คนแรกที่หยิบยื่นความรู้สึกนั้นมาให้กลับเป็นคนที่เขาวาดหวังอยากทำความรู้จักสนิทสนม...และเป็นคนที่เขารู้สึกติดค้างอย่างแปลกประหลาด

 

“เสด็จแม่ของข้าชอบเครื่องประดับที่เป็นสันสดใสเป็นที่สุด”

“สีสันสดหรือ...น้องฉิงชุดเครื่องประดับบังแดงเปลวอัคคีเมื่อครู่นั้นเจ้าว่าเป็นอย่างไร?”

“ดีมากเจ้าค่ะพี่ใหญ่ แต่น้องว่าพวกเราควรหาหวีหยกเลือดนกและผ้าเช็ดหน้ามุกไปด้วยดีไหมเจ้าคะ สตรีอย่างเราน่ะขอพวกนี้ล้วนจำเป็น จริงด้วยสิ...เรียนถามองค์ชายรองเพคะ ปกติพระองค์มักเลือกซื้อแต่เครื่องประดับอย่างเดียวหรือเพคะ”

เว่ยฉือพยักหน้า นึกชื่นชมสตรีสกุลหยางผู้นี้ในใจ...นางไม่หวาดกลัวเขา ซ้ำยังไม่คิดจะยั่วยวนเขาเหมือนสตรีคนอื่นๆ ด้วย

“ท่านนี่นะ มิรู้หรืออย่างไรว่าสตรีน่ะชมชอบอะไรที่สวยๆ งามๆ เสมอ มีเครื่องประดับก็อย่าได้ขาดอาภรณ์งาม เครื่องประทินโฉมและเครื่องหอมด้วย...ใช่ไหมน้องฉิง” องค์ชายใหญ่ผู้คลุกคลีกับสตรีอย่างฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยมาจนชินเอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจ “เช่นนั้นข้ากับน้องฉิงจะช่วยท่านเลือก”

 

อย่างน้อยก็ตอบแทนที่อีกฝ่ายไม่เปิดเปิงตัวตนของเขา

 

แล้วก็...ถือเป็นการชดเชยเล็กๆ น้อยที่เย่ซืออวิ๋นจะทำให้อีกฝ่ายได้ แม้ชาติก่อนคนผู้นี้จะเข้าหาตนเพราะอำนาจ...แต่ในบางมุมเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกสงสารเขา...โดยเฉาะเรื่องเกี่ยวกับพระมารดา

 

บางทีเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกว่าตนอาจเข้าใจอีกฝ่ายขึ้นมาเล็กน้อย...ที่ไขว่หาอำนาจก็เพื่อปกป้องตัวเอง ปกป้องสิ่งที่มารดาเหลือไว้ 

 

ตัวเขาเองถ้าหากไม่มีเสด็จพ่อ น้องชายทั้งสามและถิงอวี่อยู่เคียงข้าง...ถ้าหากเป็นหมือนในชาติก่อนล่ะก็...คงต้องเดียวดายและหนีไม่พ้นชะตามเดิมอีกเป็นแน่

 

เพียงแต่ตัวเขานั้นโชคดี..

และในเมือเขาปล่อยวางกับสามีและอนุคนอื่นได้...ก็ควรปล่อยวางเรื่องเว่ยฉือได้เช่นกัน

เพียงแต่ชาตินี้ข้อให้อีกฝ่ายอย่าได้ทำเรื่องใดพี่ผิดต่อเขาอีกเป็นพอ...

 

แล้วองค์ชายรองเว่ยฉือก็เป็นอันต้องถอยไปยืนรออยู่เงียบๆ ราวคนไร้ประโยชน์เพราะไม่มีหน้าที่ใดต้องทำ มีบ้างบางครั้งที่เย่ซืออวิ๋นและหยางฉิงจะหันมาถามความเห็นเขา ดวงตาที่เคยเย็นชาและเยือกเย็นเกินวัยนั้นเกิดความอ่อนโยนขึ้นมาสายหนึ่ง มุมปากปรากฏรอยยิ้มที่ยากจะเห็น จับจ้องใบหน้าขององค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยไม่ละสายตาไปไหน

 

เป็นเมฆมสูงค่าที่ชวนให้ผู้คนยอมสยบแก่เขาโดยแท้

 

..............

 

เย่ซืออวิ๋นและหยางฉิงเดินตามเว่ยฉือลงมาจากร้านขายเครื่องประดับ รอบตัวพวกเขามีองครักษ์คอยคุ้มกัน ดังนั้นต่อให้ผู้คนพากันสงสัยว่าผู้ใดที่ทำให้องค์ชายรองมีท่าทีสนิทสนมเป็นกันเองด้วยนั้นเป็นใครก็ทำได้เพียงแค่อยากรู้แต่ไม่อาจมองเห็นหน้าได้ชัดเจน จากนั้นก็ไปเข้าร้านอาภรณ์ ร้านขายเครื่องประทินโฉมและเครื่องหอมอีกเกือบชั่วยามก็ออกมาพร้อมข้าวของเต็มไม้เต็มมือ

“วันนี้ขอบใจท่านกับแม่นางหยางมากที่ช่วยเตรียมของขวัญให้เสด็จแม่ของข้า” เว่ยฉือกล่าวอย่างจริงใจ ข้าหากไม่ติดว่านี่เป็นใจกลางเมืองอันหนิงแล้วล่ะก็ตนคงประสานมือคำนับไปแล้ว

 

ขอบคุณในไมตรีที่ยื่นให้เขาในวันนี้...อย่างที่ไม่เคยมีใครหยิบยื่นมาให้นานแล้ว

 

“ไม่เป็นไร ถือว่าตอบแทนที่ท่านช่วยข้าปกปิดตัวตน” เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจเบาๆ 

เว่ยฉือพยักหน้า “องค์...ท่านพักผ่อนในเมืองอันหนิงให้สบายใจเถิด จะไม่มีทหารหลวงคนใดมาวุ่นวายกับท่านเป็นแน่...เรื่องนี้ข้ารับปากได้”

“เอ่อ...” เย่ซืออวิ๋นเชื่อในคำพูดของเขาแต่ก็ยิ้มแหยออกมาเล็กน้อย “เอ่อ...มิรู้ว่าข้าควรพูดดีหรือไม่ แต่เหมือนว่าข้า...แฮ่ม กับสหายของข้าน่าจะไปทำให้องค์ชายรัชทายาทแคว้นท่านไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่กระมัง”

 

ที่จริงก็คือคาดว่าเว่ยเฉาน่าจะแค้นถิงอวี่มากเลยด้วย

เจ้าคนไร้มารยาทนั่นเป็นรัชทายาทได้อย่างไรกันนะ ดูอย่างไรเว่ยฉือก็เหมาะสมกว่าทุกอย่าง

ความลำเอียงนี่ช่างร้ายกาจเสียจริง

 

เว่ยฉือเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมพลันหรี่ลง... “เสด็จพี่ผู้นั้นของข้าคงไม่ทราบฐานะของท่านใช่หรือไม่?” เพราะต่อให้เสด็จพี่รัชทายาทผู้นั้นจะหยิ่งยโสเพียงใด ก็ไม่มีทางกล้าหาเรื่ององค์ชายใหญ่แห่งต้าเซียเป็นแน่

“ใช่แล้ว”

“โปรดวางใจ เขาไม่มีปัญญาทำอะไรได้หรอก” น้ำเสียงของเว่ยฉือนั้นแสดงออกชัดเจนว่าเหยียดหยามเว่ยเฉาเพียงใด...คนผู้นี้ถ้าหากไม่มีความลำเอียงของเสด็จพ่อแล้วล่ะก็ไม่มีทางมีชีวิตอยู่ได้นานหรอก “เมื่อวันก่อนเสด็จพี่รัชทายาทผู้นี้ของข้านำสตรีสกุลฉินผู้หนึ่งแอบเข้ามาในตำหนักบูรพา แต่สตรีนางนั้นน่าจะกลับไปแล้ว” เว่ยฉือคล้ายถามเปรย

 

เพราะเขาอยากรู้ความสัมพันธ์ขององค์ชายใหญ่ผู้นี้กับสกุลฉินที่เป็นสกุลฝั่งมารดาว่าเป็นอย่างไร...จะได้ตัดสินใจต่อไปได้ถูก

 

เว่ยฉือเองก็ไม่อยากให้ตนทำเรื่องขุ่นข้องหมองใจแก่องค์ชายใหญ่หรอก...เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเช่นกัน

เพียงแต่...รู้สึกอยากปกป้องอีกฝ่ายก็เท่านั้น

 

“ฉินฟางหนี่ว์หรือเจ้าคะ นี่เว่ยเฉาผู้นั้นถึงขั้นพานางเข้าตำหนักบูรพาเชียวหรือ” หยางฉิงเลิกคิ้ว ดวงตาฉายแปววแปลกใจไม่น้อย นางเองก็ได้ยินมาว่าองค์ชายรัชทายาทแคว้นเว่ยนั้นมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้ว แต่การพาสตรีนางหนึ่งเข้าตำหนักบูรพาเช่นนี้ดูจะเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติว่าที่คู่หมั้นผู้นั้นเลย

“เสด็จพี่รัชทายาทของข้าผู้นี้ถูกฮองเฮาบังคับหลายอย่าง แม้เขาจะชอบสตรีและบุรุษที่งดงาม แต่ข้อดีคือเขาไม่ได้บังคับใครมา คู่หมั้นหมายของเขาคนนั้นเป็นการจัดการของผู้ใหญ่ เสด็จพี่รัชทายาทเลยต่อต้านและคงอยากทำตามใจบ้างกระมัง” เว่ยฉือมองว่านั่นเป็นการระทำที่ไร้สาระยิ่งนัก เพราะเขามั่นใจว่าคนอย่างเสด็จพี่ผู้นั้นมิมีทางแข็งข้อกับฮองเฮาได้นานหรอก

 

ตัดสินใจอะไรไม่เป็นมาหลายปี พอยากตัดสินใจด้วยตนเอง ก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

ช่างมองอะไรใสซื่อเสียจริง เขาคิดว่าเสด็จพ่อทรงลำเอียง ตามใจเขาแล้วจะทำอะไรก็ได้เช่นนั้นหรือ

 

“ทางที่ดีท่านเองก็พยายามอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับสกุลฉินมากนักเลย...อย่างน้อยข้ากับท่านก็ถือว่ารู้จักกันแล้วครั้งหนึ่ง ข้าก็จะเตือนท่านด้วยความหวังดี” เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจแผ่ว เพราะการที่เว่ยฉือกับเว่ยเฉาต่างก็แย่งชิงบัลลังก์มังกรนั้นกัน ตามวิสัยของคนสกุลฉินแล้วล่ะก็ เย่ซืออวิ๋นค่อนข้างมั่นใจว่าว่าพวกเขาไม่มีทางเข้าข้างใดข้างหนึ่ง แต่ต้องพยายามสนับสนุนผู้ที่มีโอกาสที่สุดเป็นแน่

 

ด้วยข้อเสนอเย้ายวน...ที่เรียกว่าอำนาจ

ไม่สิ...ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งนั้นหรอก...

 

เหมือนอย่างที่ชาติก่อนเขาเคยประสบพบเจอมา...แม้จะรู้ว่าความผูกพันและความใส่ใจที่ได้รับนั้นมีผลประโยชน์เคลือบแฝง แม้จะตระหนักและเข้าใจดี แต่สุดท้ายเขาก็ไม่อาจห้ามตัวเองได้

อาจเพราะชาติก่อนตนนั้นเดียวดายเกินไปกระมัง...พอมีคนหยิบยื่นไมตรีหรือความอบอุ่นให้ แม้เพียงเล็กน้อย แม้จะรู้ว่าหาได้จริงใจแม้แต่น้อย แต่ว่า...มันก็อดไม่ได้ที่จะหลงไปกับความอบอุ่นนั้น

 

เขาไม่อยากให้เว่ยฉือต้องพบเจอชะตากรรมแบบตัวเอง

 

เว่ยฉือหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า “ข้าทราบแล้ว ขอบใจท่านมากที่เอ่ยเตือน”

เว่ยฉือก็รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ตนไม่ได้ตอบรับคำเชิญของสกุลฉินไป เพราะเขาไม่รู้ว่าข้อเสนอของสกุลฉินนั้นจะเป็นอย่างไร แต่จากลางสังหรณ์แล้วนั้นเว่ยฉือมั่นใจว่าจะต้องไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่

 

และถ้าหากเขาเกิดตอบตกลงไปล่ะก็...อาจจะทำให้ไม่สามารถมองใบหน้างามนี้ได้สนิทใจ

 

“องค์ชายข้างหน้าเป็นขบวนเสด็จขององค์ชายรัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ กำลังเสด็จมาทางนี้” องครักษ์ที่ยืนรักษาความปลอดภัยอยู่รอบๆ นั้นรายงานขึ้นมาเบาๆ เว่ยฉือพลันหรี่ตาลงเล็กน้อย ส่วนเย่ซืออวิ๋นกับหยางฉิงนั้นก็มองหน้ากันทันทีเช่นกัน

 

ถ้าหากเว่ยเฉาเกิดเห็นหน้าพวกเขาสองคนขึ้นมาล่ะก็...อาจจะเป็นเรื่องก็ได้

เพียงแต่คนสมองมีปัญหาผู้นั้นจะจำหน้าพวกของสองคนได้หรือไม่นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

 

“ท่านกับแม่นางหยางเข้าไปในร้านน้ำชานี่ก่อนเถิด ถ้าหากเสด็จพี่รัชทายาทเห็นทั้งคู่เข้าต่อให้เขาไม่มีนิสัยชมชอบบังคับผู้ใดก็มีหวังอยากบังคับทั้งสองเข้าตำหนักบูระพาเป็นแน่”

 

หนึ่งบุรุษ...หนึ่งสตรีที่งดงามจับตาคู่นี้ มิควรมาเดินกันตามลำพังสองคนจริงๆ

 

มิรู้ว่าลู่ถิงอวี่ผู้นั้นคิดอย่างไรจึงยอมปล่อยให้องค์ชายใหญ่มาแคว้นเว่ยนี้ได้ ดูจากความหวงและการที่ตนขายหน้าเล็กน้อยในงานปีใหม่เมื่อปีก่อนนั้นเว่ยฉือก็พอจะรู้สาเหตุว่ามาจากไหน เขาไม่สบอารมณ์กับลู่ถิงอวี่ผู้นั้น รู้สึกไม่ชอบหน้าและถึงขั้นหมายมาดว่าอีกฝ่ายเป็นคู่แข่งไปเสียแล้ว

 

ขนาดแคว้นเว่ยชื่อเสียงของคุณชายหยกขาวยังลือมาไม่ขาด

สง่างามอย่าง มากความสามารถ อัจฉริยะ และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ที่เว่ยฉือได้สัมผัสกับตัวมา แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ เขาคิดว่าอีกฝ่ายนั้น...ใจแคบ

 

“พี่ใหญ่ไปกันเถิดเจ้าค่ะ” หยางฉิงรีบจูงมือพี่ชายให้เข้าไปในร้านน้ำชาทันที เย่ซืออวิ๋นหรี่ตาลงเล็กน้อย เพราะร้านน้ำชานี้เป็นร้านเดียวกับวันก่อนที่เขามาและเจอกับสองพ่อลูกสกุลฉินรวมถึงเนี่ยรุ่ยเอินด้วย

เว่ยฉือนั้นได้ให้องครักษ์ของตนอีกสองคนตามเย่ซืออวิ๋นกับหยางฉิงมาด้วย ดังนั้นเสี่ยวเอ้อร์ร้านน้ำชาที่รู้หน้าที่ดีก็เลยจัดเตรียมห้องส่วนตัวให้ทั้งหมดทันที

 

แขกขององค์ชายรองเชียวนา! พวกเขามิกล้าละเลยหรอก!

 

องค์ชายรองผู้นี้แม้จะมีพระพักตร์บึ้งตึงและไม่ค่อยสรวลไปบ้าง แต่อย่างน้อยพระองค์ก็เป็นหนึ่งในเชื้อพระวงศ์ไม่กี่คนที่ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้เหล่าชาวประชา ทรงเสด็จร้านไหนก็ไม่เคยมีรับสั่งให้ปิดร้านเลย ซ้ำยังทรงเสด็จมาทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของชาวบ้านอยู่เสมอ 

 

แม้นพวกเขาจะสงสัยว่าเหตุใดองค์ชายที่เพียบพร้อมทั้งรูปโฉม ความสามารถเช่นนี้มิอาจครองตำแหน่งรัชทายาทได้ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไป เพราะหัวคงมีไม่พอให้ตัด

 

“วันนี้น้องรองช่างมีอารมณ์สุทนรีย์จริงๆ ถึงได้มาเดินเที่ยวในตัวเมืองได้...” เว่ยเฉาเปิดปากทักทาย เขามองเว่ยฉือที่ยืนสงบนิ่งอยู่อย่างไม่สบอารมณ์ 

“ขอบพระทัยองค์ชายรัชทายาทที่ทรงเป็นห่วงถึงกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยฉือประสานมือคำนับอย่างมีมารยาท และท่าทางเช่นนี้ของเขาก็ยิ่งทำให้เว่ยเฉามองอย่างไม่สบอารมณ์

 

เพราะอีกฝ่ายเหมือนไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา!

 

ทั้งๆ ที่เขาหรือก็ตำแหน่งและยศฐาสูงกว่าแท้ๆ แต่ยามอยู่ต่อหน้าน้องชายผู้นี้เว่ยเฉาราวถูกรัศมีบางอย่างของอีกฝ่ายกลบเอาเสียหมด เป็นมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ยามเล่าเรียนด้วยกันอาจารย์ทุกคนมักจะชมว่าเว่ยฉือเก่งกาจอย่างโน้นอย่างนี้ ส่วนเขาน่ะหรือ...ก็ถูกชมเพียงเพราะเป็นโอรสที่เสด็จพ่อทรงโปรดปราดเท่านั้น

 

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ราวถูกประกายของอีกฝ่ายสาดส่องเสียจนกลบตัวตนของเขาไปเสียหมด ขนาดเหล่าขุนนางในราชสำนักก็ยังชื่นชมเว่ยฉือ และต่างก็ไม่เห็นด้วยกับตำแหน่งรัชทายาทของเขา!!

น่าตายนัก!

 

เขาต่างหากที่เป็นบุตรชายของฮองเฮา เป็นบุตรที่เสด็จพ่อทรงรักที่สุด

องค์ชายที่ไม่มีมารดาคุ้มศีรษะและมารดาก็ยังไม่ได้รับการฝังในสุสานหลวงอย่างเว่ยฉือมีอันใดมาสู้เขาได้กัน!!

 

เขาเกลียด!!

แต่ถ้าจะให้พูดหลบหลู่มารดาของอีกฝ่ายเว่ยเฉาก็ไม่ทำ...ไม่เคยทำ อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าการลบหลู่คนตายนั้นไม่ใช่เรื่องดีอันใด

 

“เหอะ! เช่นนั้นขอให้น้องรองมีความสุขต่อไปเถิด กลับวัง!” เว่ยเฉาสะบัดชายเสื้อแล้วหมุนตัวกลับอย่างไม่สบอารมณ์ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาอารมณ์ดีมากแล้วๆ...เพราะข้อเสนอที่แสนยั่วยวนของคนสกุลฉิน 

 

ช่างเถิดๆ อีกไม่นานเขาก็จะได้ฉินฟางหนี่ว์ที่งดงามเข้ามาปรนนิบัติดูแลตัวเองแล้ว

อย่าได้เอาเรื่องน่าขัดใจมาคิดมากเลย!

 

..............

 

หลังจากเว่ยเฉาสะบัดแขนเสื้อออกไปแล้วนั้น เว่ยฉือก็ถอนหายใจออกมา ดวงตาคมฉายแววเหนื่อยหน่ายก่อนจะแปรเป็นเยือกเย็น เขาหันไปออกคำสั่งบางอย่างกับองครักษ์ข้างตัว อีกฝ่ายก็เดินออกไปทันที เย่ซืออวิ๋นกับหยางฉิงลงมาจากร้านน้ำชา ก่อนจะตัดสินใจว่าพวกเขาทั้งสองจะไปเมืองอี้กับเว่ยฉือด้วย 

 

ไปคาราวะอดีตฮองเฮาแคว้นเว่ยผู้เป็นเทพธิดาบุปผาของเมืองอี้คนนั้นสักหน่อย...

 

เว่ยฉือเลยให้คนไปจัดเตรียมรถลากให้อย่างรวดเร็ว แม้เย่ซืออวิ๋นจะปฏิเสธและออกปากว่าเขาขี่ม้าไปได้ก็เถอะ 

โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งของแขกที่อยู่ชั้นสองบนร้านน้ำชากำลังมองมาที่พวกเขาอย่างพิจารณา โดยเฉพาะยามที่มองใบหน้าขององค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นนั้นกลับนิ่ง ครุ่นคิดราวนึกถึงอะไรบางอย่างอยู่ 

“ท่านพ่อขอรับ” ประตูเลื่อนเปิดออกพร้อมร่างสูงหนึ่งที่เดินเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาคมเยือกเย็น...เขาก็คือฉินไห่ฟงนั่นเอง

 

และคนที่กำลังทอดมองลงไปเบื้องล่างก็คือ...ฉินเซ่าเจ๋อ

 

เขาเป็นคนที่ยื่นข้อเสนอกับองค์ชายรัชทายาทเว่ยเฉาผู้นั้นด้วยตัวเอง ตอนที่แยกกันก็มาที่ร้านน้ำชาแห่งนี้อยู่ก่อนแล้ว และได้เลือกห้องเดิมเช่นเดียวกับวันก่อน เพราะเขาสงสัยในตัวสตรีห้องข้างๆ นั่นเหลือเกิน ให้คนคอยเฝ้าอย่างไรก็หาไม่พบ คล้ายอีกฝ่ายหายไปในกลีบเมฆ หรือไม่ก็ไร้ตัวตน...เขาเลยมาดูด้วยตนเอง

 

ถ้าหากไม่ใช่หายไปราวภูตผีหรือเทพเซียนแล้วล่ะก็

นั่นแสดงว่า...สตรีผู้นั้นต้องปลอมตัวมาเป็นแน่

 

และฉินเซ่าเจ๋อก็ได้มอบเงินจำนวนไม่นอนให้บรรดาเสี่ยวเอ้อร์ที่มาทำงานในวันนั้นเพื่อถามปัญหาที่เขาข้องใจ รวมถึงคนที่มาร้านน้ำชาในวันนั้นด้วย...วันนั้นมีสตรีคนหนึ่งกับคุณชายชุดแดงลงมาจากชั้นสองของร้านน้ำชาจริงๆ

 

และใบหน้านั้น...

 

ดวงตาคมหรี่ลง มุมปากยกยิ้มปริศนาเมื่อนึกอันใดออก รอยยิ้มเช่นนั้นของเขาทำให้ฉินไห่หงที่นั่งอยู่ข้างๆ และกำลังรินน้ำชาอยู่ชะงักทันที เพราะรู้ว่ายามใดพี่บิดายิ้มเช่นนี้นั่นแสดงว่ากำลังวางแผนบางอย่าง...

“ไม่นึกว่าจะได้มาเจอกันที่แคว้นเว่ยนี่” ฉินเซ่าเจ๋อหัวเราะแผ่วในลำคอ แวบแรกที่เห็นเขาก็รู้สึกแล้วว่ามันคล้ายคลึงเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เพียงแต่คนที่อยู่ในความทรงจำนั้นเป็นสตรีหาใช่บุรุษ แต่พอลองนึกดีๆ แล้วก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตน

 

ไม่ว่าจะเป็นดวงตา จมูก ริมฝีปาก หรือเค้าโครงหน้าตา...ล้วนคล้ายคลึงสตรีผู้หนึ่งที่เคยถูกกล่าวขานว่างดงามเป็นอันดับหนึ่งแห่งต้าเซี่ยยิ่งนัก

 

ใช่แล้ว...คล้ายกับฉินฉางเล่อ...ฉินกุ้ยเฟย

เป็นความคล้ายคลึงที่มหัศจรรย์ยิ่งนักจนเขานึกว่านางกลับชาติมาเกิดใหม่เสียด้วยซ้ำ...

 

แต่ว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นอายุอานามน่าจะยังไม่ถึงสิบหาปีกระมัง เครื่องหัวยังเป็นเพียงผ้าไหมมัดผมหาใช่กวานก็ยังมิได้เข้าพิธีสวมกวาน 

 

อายุก็เท่ากัน...

บุตราชายของฉินฉางเล่อ...

องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นต้าเซี่ย...เย่ซืออวิ๋นสินะ

 

“ไม่นึกว่าจะเติบโตมาคล้ายมารดาถึงเพียงนี้” ฉินเซ่าเจ๋อพึมพำกับตนเองเบาๆ ใบหน้าของเขาปรากฎรอยยิ้มอ่านยาก ในดวงตาคมเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ “หึ”

 

แม้จะยังไม่ได้ยืนยันให้แน่ใจแต่ฉินเซ่าเจ๋อก็มั่นใจว่าเด็กหนุ่มที่ไปกับเว่ยฉือเมื่อครู่คือองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ย...ผู้ที่จะทำให้สกุลฉินกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

 

“ไห่ฟงเจ้ากลับไปแจ้งข่าวกับท่านตาที่จวนด้วยตนเองที”

แม้ฉิงไห่ฟงจะสงสัยว่าข่าวคราวอันใดกันที่สำคัญถึงขนาดส่งคนไปแจ้งหรือส่งจดหมายไปไม่ได้ แต่เขาก็พยักหน้ารับคำ

“และถ้าหากท่านตาของเจ้าไม่มีธุระสำคัญอันใดก็เชิญมาที่เมืองอันหนิงนี่สักครั้ง...”

“ท่านพ่อเกิดอันใดขึ้นกันแน่ขอรับ” นิสัยปกติของท่านตานั้นหาได้ชมชอบการออกมานอกจวนแม้แต่น้อย ท่านตามักจะนั่งวางหมากเงียบๆ อยู่ในเรือน ไม่ให้ใครรบกวนถ้าหากไม่ใช่เรื่องจำเป็นจริงๆ 

“บอกท่านตาของเจ้าว่าข้าเชิญเขามาพบ ‘หลานชาย’ ที่เขาเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อยามสักครั้ง” ฉินเซ่าเจ๋อยิ้มเย็น ประโยคนั้นของบิดาทำให้หัวใจของฉินไห่ฟงเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง

 

เพราะเขารู้ดีว่า ‘หลานชาย’ ผู้นั้นเป็นถึงองค์ชายใหญ่แห่งแคว้นที่รุ่งเรืองและทรงอำนาจที่สุดอย่างต้าเซี่ย!

 

แม้ฉินไห่ฟงจะไม่เคยพบลูกพี่ลูกน้องผู้สูงศักดิ์คนนั้นมาก่อน...เพียงแต่เขาตระหนักดีว่าคนผู้นี้เป็นความคาดหวังยิ่งใหญ่ของคนสกุลฉินทั้งหมด

และความสัมพันธ์บางอย่างที่อธิบายไม่ถูกระหว่างเขากับองค์ชายใหญ่ผู้นี้ด้วย

 

เพียงแต่ยามที่ท่านพ่อบอกว่าองค์ชายใหญ่ผู้นั้นอยู่ในเมืองอันหนิงแห่งนี้ ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาในห้วงความคิดของฉินไห่ฟงแทบจะทันที

 

จริงสิ...เขาลืมไปได้อย่างไรกัน ถ้าหากพิจมองดีๆ แล้วล่ะก็...ใบหน้านั้นกับท่านพ่อของตนก็มีความคล้ายคลึงกันถึงสองส่วนด้วยซ้ำไป!

 

“ไห่ฟง?”

“ขออภัยขอรับ ลูกจะกลับไปจวนสกุลฉินที่เหอหยวนเดี๋ยวนี้ขอรับ”

“ช่วงนี้เจ้าอ่านหนังสือมากเกินไป กลับไปถึงจวนก็พักผ่อนก่อนค่อยเดินทางมา” คำพูดของเขานั้นราวบิดาที่ดีที่คอยเป็นห่วงเป็นใยบุตรชาย แต่ฉินไห่ฟงก็รู้ดีว่าท่านพ่อต้องการเขาเพื่อใช้งานได้ถนัดมากกว่า 

“ท่านพ่อขอรับ...ข้าขอถามท่านสักประโยค ท่านมั่นใจได้อย่างไรกันว่าเขาเป็นคนที่พวกเราตามหา เพราะสายของเรายังไม่มีใครรายงานว่าองค์ชายใหญ่เสด็จออกมาจากต้าเซี่ยเลย” แม้จะค่อนข้างมั่นใจในสิ่งที่คิด แต่ฉินไห่ฟงก็ยังพยายามตั้งคำถามเพื่อสั่นคลอนความคิดบิดา

“ฮ่องเต้เย่เทียนหลงกับเสี่ยว...กับลู่จิง ย่อมมีข้ออ้างและวิธีการปิดบัง แต่ควายคล้ายคลึงของคนเรานั้นยาจะบิดเบือน เจ้าคิดว่าถ้าหาไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน สายเลือดใกล้เคียงกัน โอกาสที่ใบหน้าคล้ายคลึงจนแทบจะเป็นพิมเดียวกันนั้นมีมากน้อยเพียงใดกันเล่า...ใช่...มันน้อยมากจนแทบเป็นไปไม่ได้ และข้าเองก็เชื่อในสายตาตัวเองด้วยเช่นกัน”

 

ฉินฉางเล่อ...เขาจำสตรีผู้นั้นได้มิลืมเลือน

หาใช่เพราะนางงดงามล่มเมืองแต่อย่างใด...ยามนี้ยิ่งเห็นเด็กหนุ่มที่ใบหน้าเหมือนนางขนาดนั้นมีหรือเขาจะไม่แน่ใจ

 

“แต่ในเมื่อเจ้าถามมาก็ดี...ข้าย่อมมีวิธีพิสูจน์” น้ำเสียงฉินเซ่าเจ๋อเยือกเย็น ดวงตาคมกริบหรี่มองมา ทำให้ฉินไห่ฟงรู้สึกสะท้านวูบหนึ่ง

 

ท่านพ่อกำลังวางแผนบางอย่าง...

 

เขาประสานมือคำนับบิดาก่อนจะเดินออกมาจากห้องน้ำชา ย่างก้าวพลันชะงักเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคำพูดและท่าทีของบิดาเมื่อครู่

 

ข้าภาวนาให้ลูกพี่ลูกน้องผู้สูงศักดิ์คนนั้นของข้าหาใช่ท่าน...

 

ใบหน้างดงามยิ่งกว่าอิสตรีปรากฏขึ้นในหัว กลิ่นน้ำค้างหอมกรุ่นนั่นราวอบอวลอยู่โดยรอบ และคำขอบคุณแผ่วเบาตอนนั้น...

 

ขอให้ไม่ใช่ท่าน...

เพราะมิเช่นนั้นแล้วเกรงว่าระหว่างพวกเราคงไม่มีทางเป็นมิตรกันได้อีก...และข้าเองก็อาจต้องลงมือทำร้ายท่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แค่คิดว่าถูกดวงตาอันแสนบริสุทธิ์คู่นั้นมองมาอย่างเกลียดชัง หัวใจของฉินไห่ฟงก็ปวดร้าวราวมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบขย้ำ เขาทำได้เพียงวางแผนเดินทางไปมณฑลเหอหยวนให้ช้าที่สุดแต่ก็ต้องไม่ให้ท่านพ่อสงสัย

 

...........

 

“นายท่านเรียกหาบ่าวมีอะไรจะสั่งหรือขอรับ?” ภายในห้องน้ำชานั้นคนสนิทของฉินเซ่าเจ๋อเดินเข้ามาทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียก

“พวกนักฆ่าที่จ้างมานั่น...ไปบอกพวกมันว่าข้ามีงานใหม่ให้ทำ งานนี้ไม่ได้ฆ่าเพียงแต่ข้ามีบางอย่างที่อยากเห็นให้ชัดเจนกับตาและได้ยินกับหู”

“บ่าวทราบแล้วขอรับ”

..............

 

เพล้ง!

 

ภายในห้องทรงอักษรที่ยังคงจุดเทียนแม้จะเป็นเวลาดึกมากแล้ว เกิดเสียงอะไรบางอย่างหล่นกระทบพื้นจนเกิดเสียงดังลั่น เกาจิ้นที่รอรับใช้อยู่ข้างๆ นั้นสะดุ้งเฮือกรีบวิ่งไปดูทันที มหาขันทีพลันขมวดคิ้วก้มลงเก็บชิ้นส่วนสิ่งนั้นขึ้นมาสำรวจอย่างรวดเร็ว

 

เพราะนี่เป็นหนึ่งในของรักของหวงของฝ่าบาท...ที่องค์ชายใหญ่ทรงให้เมื่อหลายปีก่อน

 

เป็นตุ๊กตาปั้นดินตัวแรกที่ทรงปั้นเป็น ลงสีและวาดเสริมแต่งด้วยฝีพระหัตถ์พระองค์เองและก็นำมามอบให้ฝ่าบาท สร้างความอิจฉาให้บรรดาองค์ชายทั้งสามกับคุณชายลู่จนไปขอให้องค์ชายใหญ่ทำให้คนละตัว

 

แต่บัดนี้กลับหล่นลงมาแตก...ทั้งๆ ที่ก็วางอยู่ลึก และมีเพียงลมบางเบาพัดผ่านเท่านั้น

 

เย่เทียนหลงขมวดคิ้ว ย่อกายลงมองตุ๊กตาดินปั้นที่แตกเป็นชิ้นๆ มือแกร่งลูบเบาๆ พระเนตรคมกริบหรี่ลงอย่างใช้ความคิด...

 

ลางสังหรณ์บางอย่างกำลังเตือนว่าอาจจะมีอะไรเกิดขึ้น...กับคนที่พระองค์ห่วงใย

 

“เกาจิ้น ไปเรียกตัวลู่จิงเข้าวัง”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้” เกาจิ้นเองก็กังวลไม่น้อยเหมือนกัน ได้แต่ภาวนาในใจว่าอย่าให้เกิดเรื่องอะไรกับองค์ชายใหญ่เลย...

“เหยาหมิง...” เย่เทียนหลงเอ่ยเบาๆ กับความว่างเปล่าในห้อง แต่เมื่อสิ้นเสียงเขาก็ปรากฎร่างสีดำคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า

“ฝ่าบาท...”

“รวบรวมเหล่าองครักษ์เมฆดำและองครักษ์เงาให้เร็วที่สุด ข้ามีเรื่องให้พวกเขาทำ” 

“พ่ะย่ะค่ะ”

 

……………..

 

ขอให้มันเป็นแค่ลางสังหรณ์เถิด...อย่าได้มีอะไรมาเกิดขึ้นกับเจ้าเลยเจ้าตัวน้อย

ต่างคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง...แต่บางคนก็ไม่มีเหตุผลในการกระทำเช่นเดียวกันค่ะ  ในมุมมองขององค์ชายใหญ่นั้น ถ้าหากเขาปล่อยวางกับสามีและอนุคนอื่นได้ ถ้าหากถือสาใครสักคนขึ้นมาก็จะดูไม่ยุติธรรม น้องเป็นคนที่ใจดีมากๆ เลยล่ะค่ะ แต่บางครั้งความใจดีก็ชอบย้อนมาทำร้ายตัวเราเนอะ ^_^ แล้วก็...ความคล้ายคลึงของใบหน้าคนเรานั้นก็เป็นอะไรที่พิเศษมากๆ ด้วยค่ะ เพราะน้องคล้ายฉินกุ้ยเฟยมาก ทำให้เห็นแล้วก็นึกได้ไม่ยากเลยค่ะ โดยเฉพาะคนสกุลฉิน
 

ช่วงนี้เรากำลังยุ่ง...อีกแล้ว 555 ตอ้งเดินทางบ่อย อาจจะมาอีกทีวันพุธหรือไม่ก็วันพฤหัสบดีนะคะ 
 

อย่าลืมดูแลตัวเอง อย่าลืมรักษาสุขภาพ และก็พักผ่อนกันเยอะๆ น้าาา
 


 

ป.ล. ขอให้วันนี้ พรุ่งนี้ เป็นวันที่ดีสำหรับทุกคนค่ะ
 

ราตรีสวัสดิ์และฝันดีนะคะ ^_^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.53K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,282 ความคิดเห็น

  1. #4133 cherry bomb (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 12:25
    เตงงงง ควายคล้ายคลึง มีคำว่าบุตร่านก่อนหน้านี้ด้วย แต่ขออย่าให้น้องเป็นไรเลยยย
    #4,133
    0
  2. #4046 ซีเอชโอเอ็มพียู..yy.. (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 22:29
    หรือซืออวิ๋นจะเป็นลูกเซ่าเจ๋อ
    #4,046
    0
  3. #3301 PINKY0248 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:04
    น้องก็มีเขี้ยวเล็บนะแต่น้องไม่ใช้เลย อาจจะได้ใช้กับสกุลฉินก็ได้
    #3,301
    0
  4. #3188 jc.cj (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:18
    ไม่เข้าใจว่านายเอกจะไปกราบแม่เว่ยฉือทำไม มันจำเป็นหรอ หรือเราอ่านแล้วงงเอง
    #3,188
    0
  5. #2998 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 23:16
    น้องต้องรอด ตอนนี้เข้าใจความสัมพันธ์ของพี่เต้กับท่านลู่ละ รอพาร์ทฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟย
    #2,998
    0
  6. #2916 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 22 มกราคม 2564 / 20:37
    น้องงงงง อย่าเปนอะไรเลยนะลูกนะ;------;
    #2,916
    0
  7. #2010 The Sky 9096 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 / 16:32
    ไรท์ฮะ ความคล้ายคลึง ไม่ใช่ ควายคล้ายคลึง ฮะ อ่านแล้วสะดุ้งเล็กน้อย 555
    #2,010
    0
  8. #2009 The Sky 9096 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 / 16:31
    ไรท์ฮะ ความคล้ายคลึง ไม่ใช่ ควายคล้ายคลึง ฮะ อ่านแล้วสะดุ้งเล็กน้อย 555
    #2,009
    0
  9. #2008 The Sky 9096 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 / 16:30
    อย่าให้พ่อโกรธ
    #2,008
    0
  10. #1762 khunsom08 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2563 / 05:36
    เอาล่ะ น้องต้องปลอดภัย
    #1,762
    0
  11. #1589 Lisaisverycutie (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2563 / 23:57
    อย่าทำอะไรน้องนะ!!
    #1,589
    0
  12. #1579 Oh.vv (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2563 / 02:08
    น้องน่ารักและใจดีมาก คลั่งรักแล้วล่ะ /ขอให้ทุกวันเป็นวันที่สดใสของไรท์ด้วยนะคะ
    #1,579
    0
  13. #1462 เซไฮล่า (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 11:13
    คลั่งรักมากแม่ คลั่งรักเป็นที่หนึ่งงงงง
    #1,462
    0
  14. #1165 Muffin_Kun (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 16:35

    ขอให้ไม่มีใครเป็นอะไรเลย
    #1,165
    0
  15. #1137 HYUNPARK (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 16:04
    ฝ่าบาทต้องปกป้องซืออวิ๋นให้ได้นะ ว่าแต่เซ่าเจ๋อท่านแอบรักท่านอาจารย์ลู่ใช่หรือไม่
    #1,137
    0
  16. #959 Pondfaii (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 10:29
    อ่า... มีความมาม่าโผล่ออกมา
    #959
    0
  17. #958 0892812425 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 02:53
    น้ำตาไหลรอแล้วค่ะไรท์ ฮึก..
    #958
    0
  18. #955 26429 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2563 / 20:25

    รอออออออ
    #955
    0
  19. #952 Chayaras (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2563 / 14:51
    ไรท์จ๋า มาได้แล้วนะ รอนานมาก
    #952
    0
  20. #951 เสี่ยวซิง (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2563 / 13:30
    ฮื่อออสนุกกกลุ้นมากกก
    #951
    0
  21. #950 chuttiporn9972 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 19:42
    เรามารอไรท์ทุกวันเลยยยยย อัปเถอะจ้าาาาา
    #950
    0
  22. #948 0850187354 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 06:47

    มาเถอะมานะ
    #948
    0
  23. #947 MORNINGGLORY08 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2563 / 22:53

    มารอไรท์ทุกวันเลย มิสยูววว
    #947
    0
  24. #946 cake1999 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2563 / 22:49

    ไม่น่าาาอย่าทำน้อนนนนน!!!
    #946
    0
  25. #931 cake08234 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 19:46

    อย่าให้มีอะไรร้ายๆเกิดเลยนะ
    #931
    0