ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 20 : 十九 ทะเลสาบกระจกเงา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,363
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,329 ครั้ง
    9 ส.ค. 63

十九

 ทะเลสาบกระจกเงา 

 

 

ดวงตากลมโตคู่สวยปรือขึ้นมาช้าๆ แพขนตาเรียงตัวสวยขยับไหวเบาๆ ก่อนจะหันมองไปรอบๆ เมื่อสัมผัสได้ว่าความอบอุ่นที่เคยรายล้อมอยู่รอบตัวนั้นหายไปเสียแล้ว

 

ถิงอวี่ไปไหนเสียแล้วเล่า...

 

เย่ซืออวิ๋นเลิกผ้าห่มผืนหนาที่คลุมให้ตนเองออก ก่อนจะเห็นว่าที่ข้างเตียงนั้นมีกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนไว้พร้อมมีน้ำชาที่ส่งไอควันสีขาวบ่งบอกให้รู้ว่าเพิ่งชงไม่นานกับขนมใส่จานกระเบื้องตั้งไว้

 

‘ข้าออกไปจัดการงานข้างนอก เด็กดีตื่นแล้วดื่มชาและทานขนมรองท้องเสียก่อน ตอนค่ำจะมาพาซืออวิ๋นไปกินอาหารที่เรือนพันรส’

 

“ก็อายุเท่ากันไม่ใช่หรือไรนะ” องค์ชายใหญ่บ่นกับตัวเองเบาๆ แต่ก็ยิ้มกว้าง ยื่นมือไปหยิบชาหอมๆ และขนมมาทานเล่น ลู่ถิงอวี่น่ะชอบเรียกเขาว่าเด็กดีเสมอ ทุกครั้งที่ได้ยินก็พาลให้แก้มร้อนผ่าวเสมอเช่นกัน

องค์ชายใหญ่กินและดื่มเรียบร้อย ออกมาเปิดหน้าต่างแหงนมองท้องฟ้าก็พบว่ายังเป็นเวลากลางวันอยู่ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย 

“อืม...ออกไปเดินเล่นข้างนอกสักหน่อยดีกว่ากระมัง จะได้ดูว่ามีอะไรน่าสนใจแล้วซื้อมาฝากคนอื่นๆ ด้วย” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้ากับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเดินมาหน้าคันฉ่องบานเล็กในห้อง มองหน้าตัวเองเล็กน้อยก็พบว่าการปลอมตัวนั้นยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก่อนจะเดินไปฝนหมึกจากนั้นก็เขียนจดหมายบอกลู่ถิงอวี่ไว้ว่าตนจะออกไปข้างนอก เดินไปหยิบผ้าคลุมผืนหนาที่ลู่ถิงอวี่เคยให้ไว้เมื่อหลายปีก่อนมาคลุมตัวแล้วเดินออกจากห้อง

แต่ไม่ทันได้ก้าวออกนอกคฤหาสน์ก็พบว่ามีองครักษ์ชุดดำใบหน้าสวมหน้ากากครึ่งซีกไว้สามสี่คนยืนขวางไว้ องค์ชายใหญ่ถึงขั้นกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ยามเห็นแต่ละคนยกมือขึ้นคาราวะตน

“องค์ชาย”

“ข้าแค่จะออกไปเดินเล่น ทุกคนไม่ว่าง ข้าเลยจะไปคนเดียว...พวกท่านไปกับข้าด้วยก็แล้วกัน ตกลงหรือไม่”

เหล่าองครักษ์เมฆดำผู้ถูกองค์ชายใหญ่ทำดวงตาวาวๆ ใส่มีหรือจะใจร้ายได้ลง ทุกคนมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้า จากนั้นก็เร้นกายแฝงตัวไว้เงียบๆ เป็นนัยว่าจะติดตามไปแบบไม่ให้คนอื่นเห็น

 

องค์ชายใหญ่ผู้นี้เป็นแก้วตาดวงใจของฝ่าบาท...

มีหรือพวกเขาจะขัดใจได้

คำสั่งจากองค์ชายรัชทายาทก็คือให้คอยดูแลอย่าให้องค์ชายใหญ่ซุกซนเกินไปแต่ห้ามขัดใจเป็นอันขาด...

 

องค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นในคราบสตรีจากต่างเมืองเดินออกมาจากคฤหาสน์ ดวงตาคู่สวยกวาดมองสองข้างทางถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนและการค้าขายอันคึกคัก เป็นเมืองที่มีรื่นเริงไม่น้อย แม้จะเทียบกับเมืองอี้แล้วยังจะขาดสีสันไปบ้าง แต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการเติบโต ผู้คนที่สวนกันไปมานั้นมีเหล่าลูกหลานขุนนางหรือชนชั้นสูงอยู่ด้วยหลายคน ดูจากอาภรณ์ผ้าไหมชั้นเลิศและการมีคนติดตามด้านหลังเป็นขบวนนั่น...

 

พอกับเหล่าสนมนางในของเสด็จพ่อเลย

 

เมืองหลวงของแคว้นเว่ยเรียกว่าเมืองอันหนิง...เพียงแต่ถ้าหากเทียบกับเมืองหลวงฝูหยางของต้าเซี่ยแล้วนั้นค่อนข้างแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

 

อย่างน้อยเมืองฝูหยางก็ไม่มีขอทานนั่งตามตรอกหรือซอกถนน...

 

ฮ่องเต้เย่เทียนหลงจัดการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง...ทรงดูแลพสกนิกรอย่างเต็มที่ มิได้เพียงให้ความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น แต่ทุกเมืองของต้าเซี่ย...ล้วนไม่มีใครต้องไปนั่งอยู่ข้างถนน

 

เสด็จพ่อเคยตรัสไว้...ว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับผู้เป็นจักรพรรดิเหนือผู้คนใต้หล้านั้น

คือการทำให้ประชาชนภายในแว่นแคว้นอยู่ดีกินดี...อย่าให้พวกเขาอดอยากเป็นอันขาด

 

ยิ่งใหญ่สมกับเป็นพระบิดาของข้าจริงๆ!

 

เย่ซืออวิ๋นยิ้มชื่นชม ก่อนจะเดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ ถ้าเจออะไรน่าสนใจที่เหมาะสมกับคนอื่นๆ เย่ซืออวิ๋นก็ไม่ลังเลที่จะซื้อ ต่อให้เป็นของราคาแพงเพียงใดองค์ชายใหญ่ก็สามารถจ่ายได้

เพราะทรัพย์สมบัติที่เสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยเหลือทิ้งไว้ให้ตนนั้นมีมากมายมหาศาล เสด็จพ่อเองก็มักมอบของมีค่าและเงินให้ตนอยู่ประจำ อีกทั้งเย่ซืออวิ๋นยังมีหยกพกที่ลู่ถิงอวี่เคยให้ไว้อยู่กับตัว คุณชายลู่บอกว่าขอเพียงมีหยกพกนี้ก็สามารถเบิกเงินจากร้านทุกร้านที่สกุลลู่มีส่วนอยู่ได้ เอาจริงๆ เย่ซืออวิ๋นก็มีพวกสัญลักษณ์ที่สามารถใช้เบิกแทนเงินสดได้จากเสด็จพ่อ จากน้องชายทั้งสาม รวมถึงฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยอยู่ด้วย

 

ดังนั้นเขาไม่กลัวอดหรอก...

 

เหล่าเถ้าแก่เจ้าของร้านในเมืองอันหนิงได้แต่มองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของสตรีผู้แสนงดงามที่พวกตนไม่รู้จักอย่างแปลกใจ พลางคิดว่าคุณหนูบ้านไหนกันหนอจึงสามารถซื้อของมีค่าได้มากมายขนาดนี้โดยสีหน้าไม่เปลี่ยนและไม่ลังเลแม้แต่น้อย

จะบอกว่าเป็นองค์หญิงจากวังหลวงมาก็มิใช่...เพราะเหล่าพ่อค้าแม่ค้าทุกคนในเมืองอันหนิงแห่งนี้รู้จักองค์หญิงแต่ละพระองค์ดี แต่ละครั้งที่เสด็จมาน่ะมีนางกำนัลและองครักษ์ติดตามเป็นขบวน บางพระองค์ก็ต้องสั่งปิดถนนด้วยไม่มีทางมาคนเดียวแบบนี้แน่

 

แต่...ช่างเป็นคุณหนูที่งดงามเหลือเกิน

ยามหยิบจับอะไรก็ดูน่ามองไปเสียหมด พูดจาไพเราะน่าฟัง มีมารยาทซ้ำยังไม่ถือตัวอีกด้วย ยิ่งยามแย้มยิ้มยิ่งดูงดงามจับสายตา

 

เมื่อเดินซื้อของได้มารอบหนึ่งถ้วน องค์ชายใหญ่ที่ส่งมอบห่อผ้าให้เหล่าองครักษ์เมฆดำเอาไปถือนั้นถือเพียงห่อผ้าเล็กๆ เดินเข้าร้านน้ำชาชื่อดังประจำเมือง องครักษ์ที่เพิ่งเคยทำหน้าที่ช่วยถือของนั้นได้แต่กระพริบตาปริบๆ แต่พวกเขาไหนเลยจะปล่อยให้องค์ชายใหญ่ถือของหนักๆ ได้เล่า ขืนฝ่าบาททรงทราบมีหวังถูกลงโทษเป็นแน่ อย่าว่าแต่ฝ่าบาทเลยขอเพียงทราบถึงองค์ชายทั้งสามพวกเขาก็ไม่รอดแล้ว

 

ที่น่ากลัวที่สุด...ก็คือคุณชายลู่

เพราะวิธีการของคุณชายหยกขาวลู่ถิงอวี่นั้นแม้พวกเขาจะเป็นถึงองครักษ์เมฆดำก็ยังขยาด

สมแล้วที่เป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวของฮ่องเต้เย่เทียนหลง!

 

เย่ซืออวิ๋นเดินเข้ามาในร้านน้ำชาใหญ่ประจำเมือง องค์ชายใหญ่ไม่ได้รู้ว่านี่เป็นร้านที่ดีที่สุดและมักมีแต่ชนชั้นสูงจับจองไว้เสมอ เพียงแต่อยู่ใกล้ที่สุดเท่านั้นเอง เพียงย่างเท้าเข้าไปองค์ชายใหญ่ในคราบของสตรีงามก็ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนในร้านทันที

 

โดยเฉพาะดวงตาสองคู่ที่จับจ้องอยู่เมื่อเห็นร่างงามนี้ก้าวเท้ามา...

แม้จะไม่เหมือนกับครั้งนั้นที่เคยเห็นที่เมืองอี้...แต่ทว่าต่อให้ปกปิดหรือปลอมตัวอย่างไรก็ไม่อาจปิดบังความงามและดวงตาคู่นั้นได้...

 

คนเราเปลี่ยนแปลงใบหน้าหรือน้ำเสียงได้...แต่ดวงตาที่งดงามดุจดวงดาราสุกสกาวบนฟากฟ้านั่น

ดวงตาที่พิสุทธิ์และพานพบได้ยากยิ่ง

ไม่มีวันปกปิดหรือเปลี่ยนแปลงได้เด็ดขาด...

 

“คุณหนู...รับอะไรดีขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ที่เดินเข้ามารับนั้นรู้สึกแก้มร้อนผ่าว แค่มองจากไกลๆ ก็รู้สึกว่างามแล้วแต่พอเห็นในระยะใกล้แล้วช่างงดงามและน่าเอ็นดูยิ่งนัก

 

คุณหนูจากบ้านไหนกันหนอ...

 

“เอาปลาหลูนึ่งบ๊วยกับชาให้ข้าสักกานะ” เย่ซืออวิ๋นบอกกับเสี่ยวเอ้ออร์ที่เดินมารับลูกค้า ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น “จริงสิที่นี่มีห้องส่วนตัวหรือไม่?”

“มีขอรับคุณหนู” เสี่ยวเอ้อร์พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน เต็มที่กับการปรนนิบัติคุณหนูผู้งดงามคนนี้ 

“ข้าขอเป็นห้องส่วนตัวดีกว่า...ข้าสั่งอาหารเพิ่มด้วยนะ...” เย่ซืออวิ๋นคิดว่าถ้าอยู่ในห้องส่วนตัวจะได้ให้องครักษ์เมฆดำมาทานด้วย ไหนๆ ตนก็ใช้งานพวกเขาขนาดนั้นแล้วเลี้ยงอาหารอร่อยสักมื้อ จะได้ไม่เป็นองค์ชายที่รังแกคนอื่นเกินไป

“ขอรับคุณหนู...เชิญทางนี้ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์เดินนำเย่ซืออวิ๋นขึ้นไปชั้นสอง ก่อนจะเปิดห้องส่วนตัวที่เงียบสงบห้องหนึ่งให้ “เชิญเลยขอรับ รอสักครู่ประเดี๋ยวจะมีคนยกอาหารเข้ามาให้นะขอรับ”

“ขอบคุณมาก” เย่ซืออวิ๋นส่งเงินตำลึงก้อนให้เสี่ยวเอ้อร์เป็นน้ำใจ เสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นได้แต่รับไว้อย่างดีใจ...คุณหนูบ้านไหนกันนะ นอกจากงดงามแล้วยังมือเติบอีกด้วย ต้องได้รับความทะนุถนอมจากคนในครอบครัวเป็นแน่

เย่ซืออวิ๋นนั่งรออยู่ในห้อง ก่อนจะเปิดหน้าต่างบานใหญ่ออก ดูเหมือนร้านน้ำชาชั้นสองนี่จะมีห้องส่วนตัวเพียงสิบห้องเท่านั้น ทุกห้องได้รับการจับจองเต็มไปหมด ห้องนี้แม้ว่าไม่ใช่ห้องที่สามารถชมทิวทัศน์ได้งดงามที่สุดแต่ก็เงียบสงบไม่น้อย สามารถมองเห็นผู้คนที่ขวักไขว่กันไปมาบนท้องถนน ดูจากผืนฟ้าที่เป็นสีเทาหม่นเหมือนหิมะกำลังจะโปรยปรายลงมาอีกครั้งแล้ว

“เหตุใดท่านพ่อจึงมาอยู่ที่แคว้นเว่ยได้เล่าขอรับ?” น้ำเสียงทุ้มจากห้องที่อยู่ใกล้กันทำให้เย่ซืออวิ๋นชะงัก ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างขึ้นอย่างแปลกใจ

 

เพราะเสียงนี้เขาคุ้นเคยดีจากในความฝันครั้งล่าสุดที่ผ่านมา

เสียงของท่านลุงเซ่าเจ๋อ...และเสียงของฉินไห่ฟง

 

บังเอิญเสียจริง...

 

เย่ซืออวิ๋นลุกขึ้นไปเอาหูแนบกับผนังทันที องค์ชายใหญ่พยายามย่างเท้าอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้เกิดเสียง หูแนบกับผนังตั้งใจฟังเต็มที่ ขนาดลมหายใจองค์ชายใหญ่ยังควบคุมไว้อย่างดีเลย

“ข้าอยากมาดูน่ะ...งานที่ฟางหนี่ว์ได้รับมอบหมายดูเหมือนางจะทำพลาดกระมัง”

“ขอรับ...เทพธิดาบุปผาเมืองอี้นางไม่สามารถครอบครองไว้ได้”

“นางหยิ่งยะโสมาตลอด ได้เจอความผิดหวังบ้างก็ดีกับนาง...เพียงแต่ในบรรดาบุตรสาวตระกูลฉินทั้งหมด ฮวาซิงงดงามเป็นที่หนึ่ง แต่ฟางหนี่ว์ก็ถือเป็นสตรีที่งดงามไม่ด้อยกว่าใคร...ซ้ำยังมีความสามารถมากด้วย ข้าอยากรู้เสียจริงว่าใครกันที่ทำให้ฟางหนี่ว์พ่ายแพ้ได้”

ภายในห้องข้างๆ นั้นฉินไห่ฟงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เอ่ยบอก “เป็นสตรีจากต่างเมืองขอรับท่านพ่อ ฟางหนี่ว์ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ด้วย แต่ในเรื่องของเว่ยเฉานางก็ทำสำเร็จขอรับ”

ฉินไห่ฟงไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มรูปงามผู้นั้นให้บิดาเขาทราบ...ไม่รู้ว่าทำไมเช่นกัน เพราะรู้สึกว่าถ้าหากท่านพ่อทราบอาจจะทำให้คนคนนั้นที่ตนไม่รู้จักเป็นอันตรายได้

 

แม้ไม่รู้จัก...แต่ก็อย่าปกป้องอย่างบอกไม่ถูก

 

“ช่างเถิด...เรื่องของฟางหนี่ว์น่ะนางเองก็คงได้รับบทเรียนแล้ว ส่วนเรื่องของเจ้า...สถานการณ์แคว้นเว่ยนี่เป็นอย่างไรบ้าง?” 

ฉินเซ่าเจ๋อผู้นี้เป็นบุรุษที่หล่อเหลาอย่างหาตัวจับยากผู้หนึ่ง คิ้วเข้ม ดวงตาคม ดูมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ ร่างกายกำยำแข็งแกร่ง ที่สำคัญ...เค้าโครงบางอย่างบนใบหน้านั้น...

 

คล้ายองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยอยู่สองส่วน...

 

“การแก่งแย่งตำแหน่งรัชทายาทของแคว้นเว่ยกำลังดุเดือดขึ้นมากขอรับ เพียงแต่...ในสายตาลูกแล้ว เว่ยเฉาหาได้มีความสามารถเท่าองค์ชายรองเว่ยฉือเลยขอรับ อย่างน้อยเว่ยฉือก็ควบคุมอารมณ์เป็นและไม่อวดเบ่งอำนาจของตนเอง” ฉินไห่ฟงถอนหายใจเบาๆ 

“หึ” ฉินเซ่าเจ๋อส่งเสียงในลำคอ ดวงตาคมเป็นประกายคมกริบอ่านยาก “ถ้าไม่โง่แล้วจะชักจูงได้ง่ายๆ หรือ...ท่านตาของเจ้าอยากได้อำนาจขององค์ชายรัชทายาทแคว้นเว่ยมาช่วยสนับสนุนตระกูลฉิน ดังนั้นจึงเลือกสนับสนุนคนที่ชักจูงได้ง่ายกว่า...พวกเราเคยยื่นข้อเสนอมากมายให้เว่ยฉือ แต่เขากลับปฏิเสธ...ดังนั้นจึงต้องใช้เว่ยเฉาเป็นหมาก”

ฉินไห่ฟงพยักหน้า “เช่นนั้นทางแคว้นต้าเซี่ยเล่าขอรับ?” เสียงของฉินไห่ฟงเบาลงเมื่อเอ่ยถึงเรื่องสำคัญ ทำให้องค์ชายใหญ่ขยับแนบหูฟังมากขึ้น จนถึงขั้นออกมาฟังนอกห้องแนบหูอยู่ตรงประตูห้องข้างๆ เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น ริมฝีปากก็เบ้ไปมา 

 

ทำไมไม่พูดกันให้เสียงดังกว่านี้เล่า เขาได้ยินไม่ชัดเลย!

 

“งานล่าสัตว์...” เย่ซืออวิ๋นแทบจะเปิดประตูเข้าไปในห้องเสียแล้วกับเสียงที่เบาแสนเบาจนจับใจความแทบไม่ได้นั่น

 

กึก!

โครม!

 

เพล้ง!

 

เย่ซืออวิ๋นที่กำลังจะก้าวกลับไปยังห้องตัวเองแล้วตัดสินใจว่าจะให้องครักษ์เมฆดำมาสืบข่าวต่อนั้นเพราะรีบวิ่งเกินไปทำให้ตนสะดุดกับกระเบื้องที่หล่นอยู่ที่พื้นจนล้ม แขนเรียวถูกเศษกระเบื้องบาดจนเลือดไหล แต่เย่ซืออวิ๋นไม่ได้รู้สึกเจ็บ รีบลุกขึ้นจากนั้นก็วิ่งเข้าไปในห้องของข้างๆ ของตัวเองอย่างรวดเร็ว

“นั่นใคร!!” ฉินเซ่าเจ๋อและฉินไห่ฟงออกมาจากห้อง เพราะเสียงที่ล้มอยู่และหายไปเช่นนี้ดูราวจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...อาจมีใครมาแอบฟังพวกเขาสนทนากัน

“นายท่าน เกินอะไรขึ้นขอรับ?” เสี่ยวเอ้อร์สองสามคนที่ถือถาดอาหารได้แต่สงสัย พอเห็นเศษกระเบื้องที่ตกอยู่ที่พื้นก็เบิกตากว้าง รีบก้มหน้าก้มตาขอโทษจนแทบจะลงไปคุกเข่าทันที “ขอโทษขอรับนายท่าน ขอโทษด้วยพวกเราจะรีบจัดการเก็บกวาดให้ขอรับ ก่อนหน้านี้คุณหนูสองคนทะเลาะกันปาแก้วชาใส่กัน เก็บกวาดไม่หมดต้องให้นายท่านลำบากแล้ว”

ฉินเซ่าเจ๋อหรี่ดวงตาลง เขาไม่ได้สนใจเสี่ยวเอ้อร์พวกนี้ แต่กลับหันไปมองห้องข้างๆ “ใครใช้ห้องนั้น”

ดวงตาคมกริบแสนเย็นชานั่นทำให้เสี่ยวเอ้อร์สามคนตัวสั่นขึ้นมาพร้อมกัน เพราะว่า...ดวงตาคูนั้นเย็นชาและอำมหิตยิ่งนัก ราวกับถ้าหากพวกเขาไม่เอ่ยในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการได้ยิน

 

พวกเขาจะต้องตายแน่ๆ...

 

“อ่ะ...เอ่อ เป็นคุณหนูคนหนึ่งขอรับนายท่าน”

ฉินเซ่าเจ๋อเห็นถาดอาหารหลากหลายนั่นก็เอ่ยถามอีกประโยค “อาหารพวกนี้เป็นของห้องข้างๆ นี่กระมัง” 

“ขะ...ขอรับ”

“คุณหนูผู้นั้นมาคนเดียวหรือ?”

“ขอรับนายท่าน แต่กลับสั่งอาหารมากมายเช่นนี้ พวกเราก็แปลกใจเช่นเดียวกัน แต่ว่าคุณหนูจ่ายเงินไว้เรียบร้อยแล้วขอรับ พวกข้าน้อยก็เลยไม่ได้ติดใจสงสัย...ขอรับ”

“หึ...ข้าอยากจะรู้จักคุณหนูที่ว่านั่นเสียหน่อย” ฉินเซ่าเจ๋อกระตุกยิ้มมุมปาก เจตนาอยากจะเดินเข้าไปในห้องข้างๆ ส่วนเย่ซืออวิ๋นนั้นกำลังใจเต้นรัว เขาใช้วิชาตัวเบาแอบหนีออกไปทางหน้าต่างไม่ได้เพราะว่าข้างล่างเป็นตลาด ส่วนประตูหน้าห้องตอนนี้ก็มีฉินเซ่าเจ๋อและฉินไห่ฟงอยู่

 

เขาไม่มีทางหนีได้เลย...

ทำอย่างไรดี...ทำอย่างไรดี!

 

“ท่านพ่อขอรับ...อย่างไรเสียท่านพ่อไปรอที่ห้องก่อน เดี๋ยวข้าจะไปดูให้ดีหรือไม่ขอรับ” ฉินไห่ฟงก้าวออกมาหนึ่งก้าว...เพราะเขารู้กระมังว่าใครที่อยู่ในห้องข้างๆ 

 

บุรุษในคราบสตรีที่ตนเห็นตอนก้าวเข้ามาในร้านน้ำชาแห่งนี้...ตรึงสายตาของเขาเอาไว้

และกลิ่นหอมน้ำค้างจางๆ ที่รวยรินอยู่รอบๆ ที่แม้จะได้กลิ่นแค่เพียงครั้งเดียวก็จำได้ไม่ลืมเลือน...

 

“ไม่เป็นไร ข้าไปดูเอง...” ฉินเซ่าเจ๋อเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปยืนอยู่หน้าห้อง มือใหญ่เปิดประตูบานเลื่อนออกอย่างรวดเร็ว...

 

เพียงแต่...ไม่มีคนอยู่ในห้องเลยแม้แต่คนเดียว

 

ฉินเซ่าเจ๋อออกไปชะเง้อที่ริมหน้าต่าง ดูจากความสูงและข้างล่างที่คร่ำคราไปด้วยผู้คนแล้ว ถ้าหากใช้วิชาตัวเบาหลบซ่อนก็ต้องเป็นวิชาตัวเบาที่ล้ำเลิศที่สุด ถ้าหากเป็นสตรีอาจจะเป็นไปไม่ได้...

 

หรือว่าอาจจะเดินไปห้องข้างๆ...

 

“ห้องข้างๆ นี่เป็นห้องของผู้ใด?” ฉินเซ่าเจ๋อหันไปถามเสี่ยวเอ้อร์ที่มองอย่างงงๆ สับสนอยู่เพราะไม่เห็นคนในห้อง...แล้วอาหารเหล่านี้เล่าจะให้ใครกิน ยังดีที่คุณหนูผู้งดงามคนนั้นจ่ายเงินแล้ว มิเช่นนั้นพวกเขาจะต้องถูกเถ้าแก่ด่าเตลิดเปิดเปิงเป็นแน่

“คุณชายท่านหนึ่งขอรับ...เขาเป็นคุณชายที่สวมใส่ชุดแดงพวกข้าน้อยเลยจำได้แม่นยำ”

“เฮ้! นี่คุณหนูที่อยู่ห้องนี้บอกว่าห่ออาหารไว้แล้วเดี๋ยวจะมีคนมาเอา นางเจอสหายที่มารออยู่แล้วเลยออกไปเดินเล่นด้วยกัน” เสี่ยวเอ้อร์อีกคนในร้านเดินขึ้นมาบอกกล่าวกับเพื่อนร่วมงาน ทำให้สายตาของฉินเซ่าเจ๋อหันไปมองอีกฝ่ายทันที แม้จะงงแต่เพราะดวงตาคมกริบนั่นทำให้ตัวสั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

 

นายท่านผู้นี้ดวงตาเฉียบคมเหลือเกิน!

 

“คุณหนูที่อยู่ห้องนี้นางออกไปนานแล้วหรือยัง?”

“ขอรับ...หลังสั่งรายการอาหารนางก็เดินมาบอกเลยขอรับ ยังกระชับให้พวกข้าน้อยมาเก็บแก้วชาตรงทางเดินด้วยเผื่อจะมีคนมาเหยียบเอาขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ที่มาใหม่เอ่ยอย่างนอบน้อม 

“อืม...ขอบใจมากพวกเจ้าไปเถอะ” ฉินเซ่าเจ๋อหยิบเงินถุงโยนให้ก่อนจะหันไปหาฉินไห่ฟงที่ยืนมองสำรวจราวค้นหาสิ่งผิดปกติ “ไห่ฟงไปกันเถิด ไปจากที่นี่กันดีกว่า”

“ขอรับท่านพ่อ” ฉินไห่ฟงพยักหน้า เดินออกไปพร้อมกับฉินเซ่าเจ๋อ...ที่จริงที่เขาไปยืนจุดนั้นหาใช่เพราะต้องการสำรวจรอบๆ เพื่อหาสิ่งน่าสงสัย เพียงแต่...สังเหตุเห็นหยดเลือดที่มุมห้อง แล้วก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตัวเองจึงต้องไปยืนเหยียบและขยี้หยดเลือดนั้นจนมันหายไป

 

อาจเพราะ...กลัวคนที่เคยอยู่ในห้องนี้จะเป็นกังวลกระมัง

สำหรับคนที่ไม่เคยขัดคำสั่งท่านตาหรือท่านพ่ออย่างเขา ไม่สนใจผู้ใดอย่างเขา...นี่นับเป็นครั้งแรกที่ทำเพื่อคนอื่นขนาดนี้

 

ที่สำคัญตนเพิ่งเคยเจอคนที่ว่าเพียงครั้งเดียว

ไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนาม ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหนเสียด้วย

 

“ให้คนมาเฝ้าที่นี่ไว้ ถ้าเห็นคุณหนูที่ว่านั่นให้คนแอบตามนางไปทันที...แม้จะไม่ค่อยน่าสงสัยแต่ว่าเพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจปล่อยไปได้ นางอาจได้ยินสิ่งที่พวกเราพูดคุยกัน”

ฉินไห่ฟงพยักหน้า “ขอรับท่านพ่อ...ถ้าเช่นนั้นท่านพ่อกลับที่พักไปก่อน ประเดี๋ยวจัดการทางนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วข้าจะตามไปขอรับ”

“อืม...ถ้าหากเป็นเจ้าข้าก็ไว้วางใจ” ฉินเซ่าเจ๋อตบไหล่บุตรชายก่อนจะเดินออกไปจากร้านน้ำชา ฉินไห่ฟงถอนหายใจแผ่ว ขณะที่มองไปยังชั้นสองถัดจากห้องที่เขากับบิดานั่งดื่มชากันเมื่อครู่สองห้อง...เห็นดวงตาสองคู่มองมาที่ตน

 

คู่หนึ่งนั้นเต็มไปด้วยประกายตาสนุกสนานรื่นเริงราวชมดูเรื่องสนุก

และอีกคู่...ดวงตากลมโตที่แสนงดงามราวนำดวงดารามาใส่ไว้...ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจและคล้ายจะมีคำถามถามไถ่มาทางสายตา...

 

ฉินไห่ฟงยิ้มเล็กน้อย ค้อมศีรษะให้เล็กๆ ก่อนจะออกคำสั่งกับคนของตัวเองที่อยู่รอบๆ จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปด้านใน เพียงแต่เขาไม่ได้ขึ้นไปชั้นสองอีกแล้วกลับนั่งอยู่ข้างล่างแทน...

 

..............

 

“พวกเจ้าสองคนรู้จักกันมาก่อนหรือคนงาม...เหตุใดเขาต้องช่วยเจ้าด้วยเล่า?” น้ำเสียงรื่นเริงเอ่ยถามคนข้างๆ เห็นดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยคำถามเช่นนั้นก็ได้คำตอบในใจ

 

คนงามก็ไม่รู้เหมือนกันกระมัง

แต่...ช่างเป็นคนที่ใสซื่อนัก...คนแบบนี้พานพบได้ยากยิ่งจริงๆ

เป็นใครมาจากที่ไหนกันแน่นะ

 

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน...และแปลกใจมากที่เขาช่วยเหลือข้า” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยอย่างงงๆ มือเรียวกดมืออีกข้างที่เป็นแผลเล็กๆ เพราะรอยบาดของเศษกระเบื้องไว้ แม้จะเล็กแต่ก็ทำให้มีเลือดไหลออกมาอยู่ดี 

“เอาล่ะ...เอามือของเจ้ามานี่” เนี่ยลุ่ยเอินดึงมือขาวเรียวนั้นมากุมไว้ เพียงพริบตาเดียวก็ถูกสะบัดออกอย่างรวดเร็ว พร้อมร่างที่ถดห่างเขาไปอีกหลายชุ่นทำให้ประมุขน้อยแห่งพรรคมารอดส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้

 

เห็นเป็นแมวน้อยแท้จริงแล้วก็มีเขี้ยวเล็บสินะ

แต่...น่าเอ็นดูเสียมากกว่าน่ากลัว

 

“ข้าแค่จะดูแผลให้เจ้า ยารักษาของพรรคเพลิงสุริยานั้นมีค่ามาก ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ด้วย ไม่เกินสองวันแขนเจ้าก็กลับมางามดั่งเดิมแล้ว”

เย่ซืออวิ๋นหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะยอมยื่นมือออกไปแต่โดยดี...เนี่ยรุ่ยเอินหัวเราะในลำคอประคองมือข้างนั้นพลางสำรวจดูแผลอย่างแผ่วเบา

 

แผลเล็กน้อย และเล็กมากในสายตาผู้ที่คร่ำคราอยู่ในยุทธภพเช่นเขา

เพียงแต่...พออยู่บนมือขาวเรียวนี่ก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที

 

มือใหญ่หยิบขวดยาออกมาจากแขนเสื้อก่อนจะค่อยๆ ป้ายลงบนแผลเล็กๆ นั้นอย่างเบามืออย่างที่ไม่ค่อยทำกับใคร จากนั้นก็ฉีกชายแขนเสื้อตัวในของตนมาพันแผลไว้ให้เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

“ขอบใจ” เย่ซืออวิ๋นพึมพำเบาๆ ส่วนเนี่ยรุ่ยเอินก็ยักไหล่ แต่ใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มชอบใจครู่หนึ่ง...คำขอบคุณคำเดียวแต่ฟังดูจริงใจยิ่งนัก

“ไม่เป็นไร...อ้ะ! เดี๋ยวสิคนงามข้าช่วยเจ้าตั้งสองครั้ง ครั้งแรกคือพาเจ้าออกมาจากห้องนั้น ส่วนครั้งนี้ก็ดูแผลให้เจ้าอีก จะไม่ตอบแทนอันใดข้าหน่อยหรือ?” เนี่ยรุ่ยเอินไม่ยอมปล่อยมือขาวเรียวออก ยิ่งอีกฝ่ายพยายามดึงแค่ไหนเขาก็ออกแรงดึงจนร่างแมวขนฟูที่กำลังถลึงตาใส่ตนเองมาใกล้มาขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็พยายามไม่ให้โดนแผลที่ฝ่ามือแม้แต่น้อย

“ฮึ่ม! ประมุขน้อยเนี่ยต้องการอันใดจากข้า...แม้ว่าครั้งแรกข้าจะไม่ได้ขอให้ประมุขน้อยเนี่ยช่วย แต่อย่างไรเสียท่านก็ช่วยข้าก็เถอะ” 

ประโยคนี้แม้จะฟังดูดีแต่ใจความจริงๆ คือตั้งใจเจตนาว่าเนี่ยรุ่ยเอินนั้นยื่นมือเข้ามายุ่งโดยไม่ได้ขอเอง ทำเอาประมุขน้อยที่เพิ่งเคยมีคนพูดเช่นนี้ด้วยหัวเราะเบาๆ

ก็จริงของคนงามเขา...ตนยื่นมือเข้าไปยุ่งเอง เพราะดันหูดีเกินไปเลยได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวรอบๆ และพอรู้ว่าคนงามที่ตนจับตาดูอยู่นั้นกำลังเดือดร้อน แม้จะเห็นว่าดวงตาคู่นั้นคิดหาวิธีได้แล้ว แต่ตนก็ยังยื่นมือเข้าไปช่วยอยู่ดี...ซ้ำพอเข้ามาอยู่ในห้องเขาก็ยังจ้างเสี่ยวเอ้อร์ที่มาส่งอาหารให้ไปพูดตามที่บอกไว้

 

เจ้าแผนการไม่น้อยเลยทีเดียว

หาได้ดูงดงามแค่เพียงภายนอกเท่านั้น...

 

เย่ซืออวิ๋นขึงตาของตัวเองใส่เนี่ยลรุ่ยเอิน ตั้งใจว่าถ้าหากอีกฝ่ายยังไม่ปล่อยมือตนล่ะก็จะซัดอาวุธหรือไม่ก็ยาพิษใส่แล้วจริงๆ ด้วย

 

คนกวนประสาท!

 

ชาติก่อนมิเห็นเป็นเช่นนี้เลยแท้ๆ...อ้อ แต่ชาติก่อนเนี่ยรุ่ยเอินหาได้เป็นประมุขน้องพรรมารนี่ เป็นเพียงชายหนุ่มรูปงามผู้มาจากยุทธภพและเกิดเรื่องขึ้นในเมืองหลวงทำให้ต้องแต่งเข้าตำหนักขององค์ชายใหญ่

 

ในบรรดาอนุของตนทั้งหมดคนที่คุยกับเขาบ่อยที่สุดและบอกกันโต้งๆ ว่าที่แต่งเข้าตำหนักมาก็เพราะมีเป้าหมายที่ต้องการตามหาของบางอย่าง

เพียงแต่ชาติก่อนเย่ซืออวิ๋นไม่รู้เช่นกันว่าของอะไรที่คนผู้นี้ต้องการหา

เอาเป็นว่า...เพื่อชดใช้ให้เขาเย่ซืออวิ๋นจะพยายามช่วยหาก็แล้วกัน...

 

“บอกชื่อของเจ้าให้ข้ารู้เป็นบุญสักหน่อยเถิดคนงาม มิเช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าคนงามไปเช่นนี้เรื่อยๆ”

“เป็นคนงามไม่ดีตรงไหนกัน” องค์ชายใหญ่เชิดหน้าขึ้น ท่าทางดูอวดดีแต่ในสายตาของเนี่ยรุ่ยเอินแล้วราวลูกแมวเชิดคางขึ้นชัดๆ น่าเอ็นดูจนเขาต้องหัวเราะออกมา “บอกท่านก็ได้...เรียกข้าว่าซืออวิ๋น ขออภัยที่ไม่อาจบอกแซ่ให้รู้ได้”

“ไม่เป็นไรแค่ได้รู้ชื่อเจ้าข้าก็พอใจแล้ว” เนี่ยรุ่ยเอินยอมปล่อยมือขาวในที่สุด “เพราะดูเหมือนรอบตัวเจ้าจะมีแต่หนามแหลม คนที่ข้าส่งไปสืบเรื่องของเจ้าก็มิได้กลับมารายงานอันใด คาดว่าพวกเขาคงหายจากโลกแล้วเป็นแน่” แค่คิดถึงบุรุษชุดขาวที่มาขวางตนไว้คราวก่อนเนี่ยรุ่ยเอินก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาแวบหนึ่ง

 

อาจเพราะ...ไม่เคยมีใครกล้าท้าทายเขาเช่นนั้นมาก่อนกระมัง

ที่สำคัญเขายังไม่รู้ชื่อเจ้าคนที่ว่านั่นด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่เจ้านั่นกลับรู้จักเขาดี!...

 

“คนเหล่านั้นเป็นศัตรูกับเจ้าหรือ?”

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า ดวงตาคู่สวยนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มจาง “ใช่...เป็นศัตรู”

แม้จะมีสายเลือดครึ่งหนึ่งเหมือนกัน...เพียงแต่ว่าคนกลุ่มนั้นวางแผนทำร้ายและติดจะแตะต้องคนสำคัญของตน ชาติก่อนก็ใช้ตนเป็นหมาก และ...ยังทำร้ายเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยของตัวเองด้วย

 

มีเหตุผลมากมายที่ต้องเป็นศัตรูกัน...

 

แต่เขาไม่เข้าใจ...ว่าทำไมฉินไห่ฟงต้องช่วยเหลือตนด้วย เขาได้ยินคำพูดที่อยู่หน้าห้องแม้จะไม่ชัด แต่คนหูดีอย่างเนี่ยรุ่ยเอินก็คอยบอกเล่าให้ฟังว่าสนทนาอันใดกัน จึงแปลกใจยิ่งนัก

 

เพราะสิ่งที่เย่ซืออวิ๋นรู้ดีมาตั้งแต่ชาติก่อน...ฉินไห่ฟงผู้นี้เชื่อฟังท่านตาสกุลฉินและท่านลุงเซ่าเจ๋อเป็นอย่างมาก

 

“อืม...เห็นแก่ที่เจ้าทำให้ข้ามีเรื่องสนุกให้ชม ถ้าหากมีเรื่องอันใดให้ช่วย...เป่าเจ้าสิ่งนี้ ต่อให้ไม่ใช่ข้าได้ยินเหล่าหัวหน้าทั้งเจ็ดของพรรคเพลิงสุริยาก็พร้อมรับคำขอของเจ้าหนึ่งข้อ” เนี่ยรุ่ยเอินส่งหยกแก้วที่ข้างในกลวงและปลายด้านหนึ่งนั้นคล้ายเครื่องเป่าให้เย่ซืออวิ๋นที่รับไปอย่างงงๆ แม้จะไม่อยากรับเท่าไหร่นักแต่ดูจากแววตาชวนหาเรื่องของเนี่ยรุ่ยเอินแล้วคาดว่าต้องยัดเยียดให้ตนเป็นแน่

“ข้าไม่อยากติดค้างน้ำใจผู้อื่น...ท่านรอสักครู่” เย่ซืออวิ๋นหยิบพู่กันขนจิ้งจอกหิมะออกมาจากแขนเสื้อก่อนจะยื่นส่งให้เนี่ยรุ่ยเอิน “ถ้าหากท่านไปเมืองฝูหยาง ต้องการความช่วยเหลือสามารถนำของชิ้นนี้ไปยื่นที่หอเทียนอวิ๋นได้ ถ้าหากไม่เกินกว่ากำลังและไม่ใช่เรื่องผิดต่อแผนดินข้าพร้อมที่จะช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่”

เนี่ยรุ่ยเอินพิจมองพู่กันหยกด้ามงามในมือตน...ดูก็รู้ว่านี่เป็นของล้ำค่า ขนพู่กันนี้เป็นคนจิ้งจอกหิมะที่หายาก เพราะการได้มานั้นหาใช่การฆ่าแล้วถลกหนักเอาขนมา แต่เป็นการรอให้ขนหางของจิ้งจอกหิมะค่อยๆ ผลัดขนออกมาแล้วเก็บบนพื้นหิมะ ด้ามพู่กันก็เป็นหยกขาวใสกระจ่าง สลักตัวอักษรอวิ๋นสีทองที่ปลายด้าม

 

เป็นคนงามที่ไม่ธรรมดาอย่างที่คาดจริงๆ

 

“เห็นเจ้าแล้วข้ารู้สึกเสียดายเหลือเกินที่เจอเจ้าช้าไป...เพราะดูเหมือนซืออวิ๋นคนงามจะมีเจ้าของเสียแล้ว คนเช่นข้าเนี่ยรุ่ยเอินไม่มีวิสัยแย่งคนของผู้อื่น แม้ไม่ได้ครอบครองเจ้าแต่เราก็มาเป็นสหายกันดีหรือไม่...คนงามน้อย?”

“ข้าจะไม่เป็นสหายกับท่านก็เพราะคำเรียกขานเช่นนี้ล่ะ...แต่เอาเถิด มีสหายเป็นถึงประมุขน้อยก็เป็นกำไรของข้ากระมัง” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง ยามที่ยิ้มดวงตาของเขาเป็นประกายงดงามยิ่งนัก ขนาดเมื่อครู่เนี่ยรุ่ยเอินพูดว่าอยากเป็นสหายยังใจสั่นเลย

 

ไม่ไหวๆ คนงามผู้นี้เสน่ห์ร้ายกาจเกินไปแล้ว!

ยามแย้มยิ้ม ยามแพขนตาขยับเคลื่อนไหวราวพาหัวใจของผู้คนไปด้วย

 

เฮ้อ! เจ้าบุรุษชุดขาวที่เป็นเจ้าของคนงามซืออวิ๋นผู้นี้ชีวิตต้องลำบากไม่น้อยเป็นแน่...คิดๆ ไปแล้วเนี่ยรุ่ยเอินก็เกิดความสงสารที่หาได้ยากยิ่งขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง 

 

“ข้าออกมานานแล้ว ต้องกลับก่อนล่ะ ประเดี๋ยวคนอื่นจะเป็นห่วงวันนี้ขอบคุณประมุขน้อยเนี่ยมาก” เย่ซืออวิ๋นลุกขึ้น ความรู้สึกหนักอึ้งบางอย่างในใจคล้ายคลายลงมา...

 

อย่างน้อยชาตินี้ตนกับเนี่ยรุ่ยเอินก็เริ่มต้นด้วยการเป็นสหาย...หาใช่อนุและองค์ชาย

เป็นเช่นนี้ก็ดีไม่น้อยทีเดียว

 

“เช่นนั้นข้าจะไปส่งเจ้า คุณหนูคนงามเดินกลับคนเดียวดูจะอันตรายไม่น้อย อ้อ...ถึงข้าจะรู้ว่าเจ้าน่าจะมีคนคอยตามดูแลอยู่ก็เถิด” เนี่ยรุ่ยเอินลุกขึ้นก่อนจะสะบัดแขนเสื้อชุดสีแดงเพลิงร้อนแรงมิได้ลดทอนเสน่ห์ร้ายกาจของเขาเลยแม้แต่น้อย กลับเพิ่มความน่ามองและมีเสน่ห์เย้ายวนให้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย...

 

สมกับที่เป็นประมุขน้อยพรรคมารเสียจริง!

 

เย่ซืออวิ๋นไม่ปฏิเสธน้ำใจ เพราะตนยังสวมบทบาทของสตรีอยู่...อีกทั้งพวกเขาสองคนก็ตกลงเป็นสหายกันแล้ว ด้วย ถ้าหากเนี่ยรุ่ยเอินเกิดคิดทำอะไรองครักษ์เมฆดำก็อยู่ด้วย เขาเดินออกไปพร้อมกับเนี่ยรุ่ยเอิน ส่วนอาหารที่สั่งไว้ก็ให้องครักษ์มาเอาไปแล้ว ดังนั้นต่อให้คนของสกุลฉินตามไปก็ไม่มีทางรู้ว่าเขาเป็นใครและอยู่ที่ไหนแน่

ระหว่างเดินลงมาจากชั้นสองเนี่ยรุ่ยเอินทำหน้าที่บุรุษที่ดีคอยระวังทางและช่วยประคองมือให้คุณหนูคนงามค่อยๆ เดินลงบันไดอย่างเชื่องช้า สายตาแทบจะทุกคู่มองเขาอย่างริษยาที่ได้เคียงข้างคนงาม 

แต่ดวงตาของฉินไห่ฟงที่นั่งดื่มน้ำชาอยู่นั้นกลับแย้มยิ้มขึ้นเล็กน้อย สอดประสานกับรอยยิ้มบนมุมปากของเขาพอดี

ตอนที่เดินผ่านโต๊ะของฉินไห่ฟงที่นั่งอยู่คนเดียวนั้นเย่ซืออวิ๋นเอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่กลับทำให้ดวงตาของอัจฉริยะแห่งสกุลฉินเป็นประกายวาว ใบหน้าที่ปกติไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่นักนั้นปรากฏยิ้มกว้างทั้งปากและนัยน์ตา

“ขอบคุณ...”

 

เพียงคำกล่าวขอบคุณแผ่วเบาก็ไพเราะน่าฟังและคุ้มค่า...

 

…………..

…….ต่อ…..

 

“ท่านส่งข้าตรงนี้ก็พอ ขอบคุณมากที่มาส่ง” เมื่อใกล้ถึงคฤหาสน์ที่พักของตน เย่ซืออวิ๋นก็หันไปบอกเนี่ยรุ่ยเอินที่เดินอยู่ข้างตน ประมุขน้อยแห่งพรรคมารเห็นคนงามน้อยประสานมือคาราวะตนเสียมีมารยาทแล้วก็รู้สึกขำในใจ

 

อาจเพราะรอบตัวเขาไม่ค่อยมีใครเคร่งมารยาทเช่นนี้กระมัง

คนงามน้อยซืออวิ๋นผู้นี้ราวเชื้อพระวงศ์จากแคว้นไหนสักแคว้นจริงๆ

 

ไม่ว่าจะเป็นลักษณะท่าทางหรือการวางตัว มารยาท น้ำเสียงลักษณะการพูดจา และยิ่งมีสง่าราศรียิ่งกว่าองค์ชายรัชทายาทแคว้นเว่ยที่ตนเคยพบในงานเทศกาลที่เมืองอี้นั่นเสียอีก

แต่ถ้าหากเป็นเชื้อพระวงศ์จริงๆ ก็นับว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ที่หาได้ยากนัก...เพราะการอยู่ท่ามกลางการแก่งแย่งของสิ่งที่เรียกว่าอำนาจนั้น

 

ดวงตากลับใสบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้...

 

เนี่ยรุ่ยเอินยักไหล่ “ไม่เป็นไร ถือเสียว่าข้ามาส่งสหาย...แต่ว่านะคนงามน้อยซืออวิ๋นถ้าหากเจอกันครั้งหน้าช่วยเก็บมารยาทพวกนี้ของเจ้ากลับไปเถอะ กับสหายแล้วเกรงอกเกรงใจเช่นนี้ข้ารู้สึกผื่นคันขึ้นไปทั้งแขน”

เย่ซืออวิ๋นได้แต่กลั้นยิ้ม ถลึงตาใส่เนี่ยรุ่ยเอินแวบหนึ่งอย่างอดไม่อยู่...เป็นคนที่กวนประสาทและชอบเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกเสียหมดเลยจริงๆ

 

แต่ก็เป็นคนตรงและจริงใจ...เพราะทุกคำที่เขาพูดนั้นสอดคล้องกับดวงตาคมเป็นประกายน่ามองคู่นั้น...

แล้วไหนจะคำเรียกขานนั่นอีกเล่า...อุตส่าห์บอกชื่อไปแล้วแท้ๆ ยังเติมคำว่าคนงามน้อยนำหน้าชื่อเขาอยู่อีก

 

เนี่ยรุ่ยเอินเหลือบดวงตามองที่หน้าประตูคฤหาสน์ ถึงจะระยะไกลไม่น้อย แต่สำหรับพวกที่สายตาดีเกินคนปกติเช่นเขาเห็นร่างหนึ่งที่กำลังยืนพิงกำแพงอยู่ และคาดว่าฝ่ายนั้นก็น่าจะมองเห็นตนเช่นกัน เพราะดวงตาคู่นั้นเยียบเย็นจนแทบจะฆ่าฟันคนทางสายตาได้

 

อ้อ...มีคนคอยหวงอยู่จริงๆ ด้วยสินะ

 

ประมุขน้อยพรรคมารเบนสายตากลับมามองคนข้างกาย ก่อนจะหัวเราะในลำคอ...สมบัติน่าหวงขนาดนี้ เป็นตนก็คงไม่อยากปล่อยให้คลาดสายตาเช่นเดียวกัน

“หึๆ ไว้เจอกันอีกนะคนงามน้อยซืออวิ๋น อ้อ...ขอให้เจ้าโชคดีเล่า” เนี่ยรุ่ยเอินโบกมืออำลาก่อนจะใช้วิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยมพาตนเองออกไปจากบริเวณนี้อย่างรวดเร็ว

 

ไม่ไหวๆ กลิ่นน้ำส้มเหม็นคละคลุ้งจนแสบจมูกแล้วจริงๆ

 

เย่ซืออวิ๋นถลึงตาใส่แผ่นหลังนั้น ก่อนจะหัวเราะเบาๆ...ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเกี่ยวกับเรื่องของเนี่ยรุ่ยเอินนั้นผ่อนคลายลงมากจริงๆ การได้รู้จักเป็นสหายกันเช่นนี้นับว่าดีกว่าชาติก่อนมาก

 

อย่างน้อยตนก็สามารถปฏิบัติกับเนี่ยรุ่ยเอินได้อย่างจริงใจ และอีกฝ่ายก็ปฏิบัติกลับมาเช่นเดียวกัน

 

“ดีเหลือเกิน...”

“คนแอบหนีเที่ยวคนเดียว ยังพูดคำนี้ออกมาอีกหรือ...เด็กดื้อ” น้ำเสียงไพเราะคุ้นเคยดังขึ้นเบื้องหลัง แต่คราวนี้น้ำเสียงนั้นค่อนข้างเย็น ลมหายใจอุ่นร้อนระต้นคอทำให้เย่ซืออวิ๋นรู้ว่าร่างของตนนั้นแนบชิดกับใครคนหนึ่งที่มายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

“ถิงอวี่...” องค์ชายส่งเสียงเรียกเบาๆ เพราะรู้ดีว่าใคร แต่เขากลับได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอ...เสียงหัวเราะที่ทำให้ตนรู้สึกขนลุกแปลกๆ

“หืม?...ทำไมเล่า คนเกเรมีอะไรจะแก้ตัวอย่างนั้นหรือ?”

“เอ่อ...ข้าก็เขียนจดหมายบอกเจ้ากับทุกคนแล้วนี่นาว่าจะออกไปข้างนอก ถิงอวี่จะมาโกรธข้าไม่ได้นะ” องค์ชายใหญ่ประท้วงเรียกหาความยุติธรรมให้ตนเอง เพราะจากที่รู้จักกันมานานทั้งชาติก่อนและชาตินี้นั้นทำให้เขารู้ว่า...

 

คุณชายลู่เขากำลังอารมณ์ไม่ดี...

แล้วสาเหตุนั้นก็น่าจะมาจากตนนี่ล่ะ

 

ลู่ถิงอวี่น่ะเป็นคนที่อารมณ์ไม่ดีแล้วไม่เหมือนคนอื่น...ถ้าเขาโมโหเขาก็จะยิ้ม ยิ้มหวานมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ดวงตาจะนิ่งสนิทจนคนไม่สงสัยรู้ตัวอีกทีก็ถูกคุณชายลู่จัดการไปเสียแล้ว

“อีกทั้งข้าไม่ได้แอบหนีเที่ยวคนเดียวเสียหน่อย มีองครักษ์เมฆดำไปด้วยตั้งสามคน ข้าบอกถิงอวี่บอกทุกคนแล้ว เช่นนี้ไม่เรียกหนีเที่ยว” เย่ซืออวิ๋นแก้ต่างให้ตนเอง แต่ลู่ถิงอวี่กลับหัวเราะด้วยเสียงไพเราะของตนมากขึ้น แขนแกร่งกระชับเอวบางของคนในอ้อมแขนแน่นจนร่างทั้งสองแนบชิดกันยิ่งนัก

“แล้วซืออวิ๋นได้เขียนบอกไว้หรือไม่ว่าจะมีแมลงน่ารำคาญมาเกาะแกะเจ้า หืม?”

“กะ...ก็...ถิงอวี่ เข้าไปคุยกันข้างในดีหรือไม่ เราอยู่หน้าคฤหาสน์นะ” องค์ชายใหญ่รู้สึกอยากจะร้องไห้นัก เหตุใดถิงอวี่ยามอารมณ์ไม่ดีจึงได้รับมือยากขนาดนี้กัน ปกติคุณชายลู่น่ะมีน้อยมาก น้อยมากๆ ที่จะมีใครทำให้เขาขุ่นข้องหมองใจได้ จนเย่ซืออวิ๋นคิดว่าอีกฝ่ายน่ะไม่เคยโกรธ ไม่เคยโมโห ไม่เคยหงุดหงิดอะไรด้วยซ้ำ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็พบว่าเรื่องเดียวที่ทำให้คุณชายหยกขาวลู่ถิงอวี่เป็นเช่นนั้นได้ก็มักมีแต่เรื่องของตนนี่ล่ะ

 

ทุกครั้งเย่ซืออวิ๋นแค่อ้อน แค่ตามใจอีกฝ่ายก็หายโกรธแล้ว

เพียงแต่ครังนี้...ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเช่นทุกที

 

“เจ้าเขินอายหรือ? แต่ข้าไม่เขินอายนี่...ผู้ใดอยากจะมองก็ให้เขามองไปสิ” ดวงตาดอกท้อมองพวงแก้มขาวผ่องที่อยู่ใกล้เพียงแค่นี้ กลิ่นหอมน้ำค้างอบอวล เขาไม่สนใจสายตาของผู้คนที่กำลังเดินผ่านและเมียงมองมา รวมถึงสายตาที่อยากจะร้องไห้เต็มแก่ของบรรดาองครักษ์เมฆดำทั้งหลายด้วย

 

เพราะตอนนี้ในสายตาของลู่ถิงอวี่นั้น...มีเพียงเด็กดื้อในอ้อมแขนเท่านั้น

 

เขาออกไปจัดการงานข้างนอกครู่เดียวกลับเข้ามาก็ไม่เห็นลูกแมวน้อยที่นอนอยู่บนเตียงแล้ว เห็นเพียงจดหมายวางทิ้งไว้ จนอยากไปตามอีกคนมาดุสักที แต่ก็เข้าใจดีว่าควรปล่อยให้ซืออวิ๋นไปไหนมาไหนคนเดียวบ้าง แม้จะไม่ใช่แคว้นต้าเซี่ยก็เถอะ สุดท้ายลู่ถิงอวี่ก็รอคอยอย่างใจเย็นโดยที่ไม่บอกบรรดาองค์ชายหวงพี่ทั้งสาม เพราะไม่เช่นนั้นแต่ละคนคงได้พลิกเมืองอันหนิงนี่เพื่อตามหาพี่ใหญ่ของตนแน่ๆ

เพียงแต่..ไม่คิดว่าออกไปครู่เดียวเมฆงามของตนจะทำให้แมลงน่ารำคาญที่ชื่อว่าเนี่ยรุ่ยเอินมาตามได้ แล้วท่าทางรวมถึงบรรยากาศระหว่างซืออวิ๋นกับเนี่ยรุ่ยเอินก็เปลี่ยนไปเป็นสนิทสนมกันเช่นนั้นเมื่อไหร่ไม่รู้

 

แค่ออกไปชั่วครู่ ห่างสายตาแค่เพียงครั้งเดียว องค์ชายใหญ่ก็ไปทำให้คนหลงเสน่ห์มาได้อีกคน

ซ้ำคนที่ว่ายังเป็นถึงประมุขน้อยพรรคสุริยา...พรรคมารอันดับหนึ่งของยุทธภพด้วย

 

เนี่ยรุ่ยเอินผู้นั้น...ดูแล้วก็หาได้เป็นคนดีอันใด

รูปงามสู้ตนไม่ได้ ฐานะก็ไม่ได้ ซ้ำยังเกะกะน่ารำคาญสายตาอีก

 

ลู่ถิงอวี่คิดอย่าใจแคบเป็นที่สุด บอกกับตัวเองในใจว่าคราวนี้ต่อให้อีกฝ่ายอ้อนอย่างไรก็ห้ามใจอ่อน ถ้าหากไม่ดุเสียบ้างบางคนจะต้องไม่ระวังตัวและมีหมู่แมลงน่ารำคาญมาอยู่รอบกายอีกเป็นแน่

“ข้าจะพาซืออวิ๋นไปทะเลสายกระจกเงา ถ้าพวกเย่เฟิงเสร็จธุระก็บอกพวกเขาว่าให้เจอกันที่เรือนพันรส” ลู่ถิงอวี่ตัดสินใจอุ้มคนงามในอ้อมแขนขึ้น เอ่ยบอกกับบรรดาองครักษ์เมฆดำก่อนจะใช้วิชาตัวเบาของตนพาองค์ชายใหญ่ที่ได้แต่งงๆ หายไปจากบริเวณนี้ทันที

 

วิชาตัวเบาจันทราเร้นเงา

วิชาตัวเบาที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นเลิศที่สุดในใต้หล้า...ซุกซ่อนได้แม้กระทั่งเงาจันทร์

ที่ฝ่าบาทเย่เทียนหลงทรงชำนาญที่สุดและถ่ายทอดให้ลูกศิษย์เพียงคนเดียว

 

องครักษ์เมฆดำแต่ละคนได้แต่กระพริบตาปริบ ยืนนิ่งราวเป็นหุ่นไปเสียแล้ว...พวกเขาอยากจะกลับไปถามนายเหนือหัวเหลือเกินว่าครั้งที่พระองค์ทรงถ่ายทอดวิชานี้ให้คุณชายลู่นั้น พระองค์ได้ทรงคิดไว้แล้วหรือยังว่าคุณชายบางคนจะใช้วิชานี้มาขโมยโอรสของพระองค์ไป

 

ไม่สิ...ถ้าฝ่าบาททรงทราบล่วงหน้าคงไม่มีทางสอนคุณชายลู่เป็นแน่

 

แต่พวกเขานี่สิ...จะรายงานพระองค์อย่างไรดี...ก่อนจะถึงพระเนตรพระกรรณฝ่าบาท ยังต้องคิดด้วยว่าจะรายงานองค์ชายรัชทายาทและองค์ชายอีกสองพระองค์อย่างไรดีไม่ให้พวกตนโดนด่าเปิง

 

เฮ้อ!...เป็นองครักษ์เมฆดำที่ไม่ง่ายเสียเลย

พวกเขาขอลาออกกันตอนนี้จะทันหรือไม่!

 

........................

 

 

แคว้นเว่ยนั้นมีทะเลสาบที่งดงามจนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วใต้หล้าอยู่ที่หนึ่ง...เล่าลือกันว่าในอดีตได้มีเซียนผู้หนึ่งที่ดูแลน้ำทิพย์บนสวรรค์เดินทางท่องโลกผ่านมาทางนี้และบังเอิญทำน้ำทิพย์หยดหนึ่งลงสู่ผืนปฐพี เกิดเป็นทะเลสาบที่งดงามราวภาพวาดขึ้นมา...

ผืนน้ำกว้างสีเขียวมรกตแวววาวจนเห็นหินหลากสีด้านล่าง ฝูงมัจฉาแหวกว่ายไปตามสายธารอย่างแช่มช้า หมู่ปักษาบินผ่านและบ้างก็แวะเกาะอยู่ริมไม้ใหญ่ที่อยู่ริมทะเลสาบ แม้จะเป็นฤดูเหมันต์ที่ทะเลสาบบางส่วนจับตัวเป็นน้ำแข็งและปกคลุมด้วยสีขาว แต่ก็มิอาจบิดบังความงดงามและประกายระยิบระยับของผิวน้ำได้เลย...

 

ที่แห่งนี้ถูกเรียกขานว่า...ทะเลสาบกระจกเงา...

ยิ่งใกล้ยามอาทิตย์อัสดงยามนี้สีส้มทองรำไรเริ่มจับผืนฟ้า...สะท้อนลงในทะเลสาบจนดูคล้ายกระจกที่สะท้อนเงาจากผืนฟ้า...

 

เมื่อมาถึงที่หมายลู่ถิงอวี่ก็ปล่อยเย่ซืออวิ๋นลงอย่างนุ่มนวล องค์ชายใหญ่ได้แต่กระพริบตาปริบๆ แต่ไม่กล้าเถียงอันใดเพราะเกรงว่าถ้าหากตนประท้วงเรื่องที่ถูกอุ้มมา ประเดี๋ยวลู่ถิงอวี่ได้พูดเรื่องออกไปข้างนอกขึ้นมาอีก ดวงตากลมโตเลยกวาดมองทิวทัศน์รอบๆ อย่างสำรวจแทน ก่อนจะเบิกตาขึ้นกับความงดงามเบื้องหน้า

“ที่นี่งดงามเหลือเกิน...แม้จะเป็นเหมันต์ฤดูแต่กลับงดงามเหลือเกิน นี่ถ้าหากเป็นคิมหันต์ฤดูหรือวสันตฤดูต้องงดงามมาเป็นแน่...ข้าน่าจะเอกระดาษกับสีมาด้วย” เย่ซืออวิ๋นพกพู่กันติดตัวไว้เสมอ โดยเฉพาะพู่กันที่เสด็จพ่อเคยพระราชทานให้ตนตอนอายุสิบสองด้ามนั้นที่ไม่เคยห่างกายเลย หลังจากนั้นเสด็จพ่อก็สั่งทำพู่กันแบบเดียวกันแต่ต่างขนาดรวมถึงสลักตัวอักษรอวิ๋นสีทองไว้ที่ปลายด้ามด้วยอีกสี่ด้าม

 

ที่ตนให้เนี่ยรุ่ยเอินไปก็เป็นหนึ่งในสี่ด้ามนั้น...

 

“ข้าค่อยพาซืออวิ๋นมาวันหลัง” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ จูงมือขาวเรียวให้เดินเข้ามาในเก๋งริมทะเลสาบ เพราะเป็นฤดูหนาวผู้คนเลยมักอยู่ในบ้านมากกว่าออกมาท่องเที่ยวข้างนอก ดังนั้นยามนี้ทะเลสาบกระจกเงาที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงามีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น

“ถิงอวี่ดีกับข้ายิ่งนัก...” องค์ชายใหญ่ยิ้มหวาน แต่พอเห็นรอยยิ้มและดวงตารู้เท่าทันของคุณชายลู่ก็ได้แต่เปลี่ยนมายิ้มแหะๆ แทน “ถิงอวี่...เจ้ายังไม่เลิกถือสาข้าอีกหรือ...ข้าก็บอกแล้วว่าไม่มีอะไรจริงๆ นะ”

“จริงหรือ...เช่นนั้นซืออวิ๋นลองเล่าให้ข้าฟังสิว่าออกไปข้างนอกวันนี้ไปทำอะไร ไปเจอใครบ้าง....และทำไมที่มือของเจ้าจึงได้มีแผลเล็กๆ อ้อ...รวมถึงเหตุใดเนี่ยรุ่ยเอินจึงได้มาส่งเจ้าด้วย อธิบายให้ละเอียดอย่าได้ตกหล่นแม้แต่สักครึ่งคำเล่า” ลู่ถิงอวี่เอ่ยด้ยน้ำเสียงไพเราะ รอยยิ้มหรือก็หวานน่ามองยิ่งนัก แต่ดวงตาดอกท้อที่มององค์ชายใหญ่นั้นคล้ายจะเอาความจนเย่ซืออวิ๋นไปไม่ถูก

 

งือออ...ถิงอวี่ที่เป็นเช่นนี้รับมือยากจริงๆ!

ควรจะฟ้องท่านลู่จิงกับเสด็จพ่อดีหรือไม่นะ!

 

เมื่อเห็นลูกแมวน้อยยังคงเงียบคุณชายลู่เลยเดินไปนั่งจากนั้นก็เอื้อมมือไปรั้งเอวของเย่ซืออวิ๋นให้มานั่งปุบนตักตัวเอง ใช้แขนรวบร่างนั้นไว้ไม่ให้ขยับไปไหน ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่มๆ “ไหนเล่ามาสิ”

องค์ชายใหญ่หน้าร้อนวาบ อยากจะถามเหลือเกินว่าคุยกันแบบอื่นดีหรือไม่ นั่งคุยกันดีๆ ไม่ได้หรือ...เหตุใดถิงอวี่ถึงเหมือนเสด็จพ่อยามที่ชอบเค้นความจริงจากเขานักนะ พระองค์ก็จับตนนั่งตักแบบนี้เช่นกัน

 

สมแล้วที่เป็นศิษย์อาจารย์กัน

 

“ถิงอวี่...”

“เล่าเร็ว...เจ้าก็รู้ว่าข้าอยู่อย่างนี้ได้ทั้งวัน กอดเจ้าได้ทั้งวันนะ หืม?”

“ข้าเล่าก็ได้” เย่ซืออวิ๋นเสียงอ่อย ก่อนจะถลึงตามองลู่ถิงอวี่แวบหนึ่ง ดวงตาราวลูกแมวเช่นนั้นน่ารักน่าเอ็นดูเสียจนลู่ถิงอวี่ต้องพยายามห้ามใจตนเองไม่ให้กดจมูกลงบนพวงแก้มนั่น

 

แต่เขารู้ดีว่าอะไรควรอะไรไม่ควร...ตนก็ไม่อยากท้าทายอำนาจของฮ่องเต่เย่เทียนหลงเกินไป เขาหาเรื่องหลอกกินเต้าหู้องค์ชายใหญ่อยู่เสมอก็จริง แต่อยู่ในขอบเขตที่ไม่เกินเลย...

 

เอาไว้ให้ถึงเวลา...แล้วข้าจะไม่ลังเลที่จะกดจมูกบนผิวนุ่มๆ นั่นให้ทั้งตัวเลย!

 

“ถิงอวี่นี่จริงๆ เลย เพราะข้าตามใจเจ้ามาเสมอสินะ ฮึ่ม...แต่ข้าบอกก็ได้ ก็ถิงอวี่เป็นห่วงข้านี่นา” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึก เปลี่ยนท่านั่งให้ผ่อนคลายมากขึ้น เอนตัวพิงอกของลู่ถิงอวี่ไว้ ก่อนจะกุมมือทั้งสองของลู่ถิงอวี่ไว้แน่น

 

เผื่อถิงอวี่เกิดอยากตีตนขึ้นมา...กุมไว้ก่อนเป็นการดี

 

“ข้าไปเดินซื้อของมาฝากทุกคนน่ะ เอ่อ...พอดีข้าได้ยินเสียงของฉินไห่ฟงคุยกับคนคนหนึ่ง เขาเรียกว่าท่านพ่อ...”

ดวงตาดอกท้อของลู่ถิงอวี่เยือกเย็นขึ้นมาวูบหนึ่ง นิ้วที่พันปลายผมดำยาวของเย่ซืออวิ๋นเล่นอยู่นั้นหยุดชะงัก พลางถอนหายใจ

 

ตัวปัญหาใหญ่และจัดการยากที่สุดโผล่มาเสียแล้ว...เหมือนที่กังวลไว้ก่อนหน้า

 

ฉินเซ่าเจ๋อผู้นี้แม้กระทั่งท่านพ่อของเขากับฮ่องเต้ยังออกปากว่ารับมือยาก...สิ่งที่ทำให้คนคนนี้ร้ายกาจที่สุดก็คือความโหดเหี้ยมและเลือดเย็น

 

ดูจากสิ่งที่เขาทำลงไปในปีนั้นแล้วก็เป็นคนที่อำมหิตจริงๆ นั่นล่ะ

และบางที...คนผู้นี้ก็ไม่ควรมาปรากฏตัวต่อหน้าองค์ชายใหญ่

 

เห็นทีการให้อีกฝ่ายปลอมเป็นสตรีคงต้องพอแค่นี้...เพราะถ้าหากฉินเซ่าเจ๋อเกิดเห็นใบหน้าที่คล้ายกับฉินกุ้ยเฟยเข้าต้องเกิดปัญหาตามมาเป็นแน่

“ข้าก็เลยอยากรู้ว่าคุยอะไรกัน จะให้องครักษ์เมฆดำไปสืบข่าวก็ไม่ทัน ข้าเลยไปแอบฟังเอง...” เย่ซืออวิ๋นเล่าไปก็เหลือบตามองลู่ถิงอวี่ไปด้วย 

“อ้อ...ไปแอบฟัง ไม่ระวังตัวเอาเสียเลย” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ น้ำเสียงดุขึ้นมาเล็กน้อยจนคนเล่าอย่างเย่ซืออวิ๋นได้แต่ยิ้มไม่ออกขึ้นทุกที

 

รู้สึกราวฟ้ากระจ่างก่อนเมฆฝนมาชัดๆ เลย

เขาร้องให้ใครช่วยได้บ้างไหมเล่า!

 

“อ่ะ...เอ่อ ละ...แล้วก็นั่นล่ะ พอดีข้ารีบไปหน่อยเลยเผลอสะดุดกับกระเบื้องจากแก้วชาบนพื้น บาดมือเล็กน้อย...”

“เจ็บหรือไม่?” ลู่ถิงอวี่จับมือขาวเรียวขึ้นมาดูก็พบว่ามีตำหนิแผลเล็กๆ ที่สมานตัวดีแล้วอยู่ แม้ไม่ใช่แผลใหญ่มากแต่คุณชายลู่ก็ขมวดคิ้วด้วยความเห็นห่วงอยู่ดี ก่อนจะยกมือเรียวนั้นมาใกล้แล้วกดจูบเบาๆ ทำให้เย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนวาบอีกหน แขนก็ราวจะแดงไปด้วย

 

ทุกครั้งที่ถูกถิงอวี่สัมผัสเช่นนี้...หัวใจก็พาลสั่นไหวราวไม่ใช่หัวใจตนเองเสมอ

 

“เดี๋ยวข้าเอายาทาให้ จะได้ไม่เหลือรอยแผลทิ้งไว้” เพราะลู่ถิงอวี่รู้สึกปวดใจนักต่อให้แผลจะเล็กราวแมวข่วนก็เถอะ และคาดว่าถ้าหากองค์ชายทั้งสามกับฝ่าบาททรงทราบเข้า ร้านน้ำชานั้นอาจถูกปิดได้...แม้จะเป็นร้านน้ำชาต่างแคว้น แต่เขาเชื่อว่าคนสกุลเย่ทำได้

“อืม...อย่าขมวดคิ้วสิ ข้าไม่ได้เจ็บอะไรเลยจริงๆ นะ” เย่ซืออวิ๋นไม่ได้บอกว่าเนี่ยรุ่ยเอินช่วยทายาให้แล้ว ขืนเขาพูดไปเกรงว่าตนเองจะได้เผชิญหน้ากับรอยยิ้มหวานจัดของลู่ถิงอวี่ไม่เลิก

“แล้วจากนั้น?”

“หลังจากนั้นข้าก็มาหลบในห้อง แต่พวกเขาสงสัยเลยจะมาดูห้องข้างๆ ด้วย ข้าเลยพยายามคิดหาทางออก เนี่ยรุ่ยเอินที่อยู่ห้องถัดไปก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพาข้าไปซ่อนที่ห้องของเขา ข้าจ้างคนที่มาส่งอาหารให้ไปบอกกล่าวเรื่องเท็จกับคนสกุลฉิน...ก็แค่นี้เองนะถิงอวี่ เห็นหรือไม่ว่าไม่มีอะไรจริงๆ” เย่ซืออวิ๋นพยายามกระพริบตาปริบๆ พยักหน้าหงึกยืนยันว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ นะ เพราะเช่นนั้นควรเลิกเอาความกับตนได้แล้ว

“อ้อ...เจ้าเล่ามข้ามไปตั้งเยอะ” ลู่ถิงอวี่มีหรือจะไม่รู้ทัน เพราะทุกครั้งยามที่สนทนากันเขาไม่เคยละสายตาไปจากอีกคน ทำให้รู้ดีว่าท่าทางอย่างนี้น่ะคนบางคนคงเล่าข้ามไปไม่น้อยทีเดียว และจงใจเล่าข้ามในส่วนที่จะทำให้เขาหงุดหงิดด้วย

 

อาจเพราะอีกฝ่ายก็รู้จักเขามากเช่นเดียวกัน

เพราะอยู่ด้วยกันแทบจะทุกวัน...เป็นธรรมดาที่จะเข้าใจกันและกัน

 

“ถิงอวี่...ละเว้นข้าสักครั้งไม่ได้หรือ” องค์ชายใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อน ช้อนดวงตากลมแป๋วขึ้นมองเจ้าของอ้อมแขน ปกติเวลาอยากให้ใครตามใจองค์ชายใหญ่ก็มักใช้ไม้นี้และได้ผลเสมอ

 

ไม่เคยมีใครขัดใจได้หรอก...

 

ลู่ถิงอวี่ยิ้ม ใจอ่อนยวบลงเกินครึ่งแต่คุณชายลู่ก็ส่ายหน้าจนเย่ซืออวิ๋นหน้ายุ่ง “ถ้าไม่เห็นหน้าเนี่ยรุ่ยเอินที่มากับเจ้าข้าอาจทำเมินได้ แต่บังเอิญเห็นเขามาส่งเจ้าแล้วถ้าไม่รู้สาเหตุวันนี้ทั้งวันพวกเราก็นั่งอยู่เช่นนี้เถิด”

 

กอดอีกฝ่ายไว้บนตักเช่นนี้ทั้งวันทั้งคืนลู่ถิงอวี่ก็ไร้ปัญหาใดๆ

 

เย่ซืออวิ๋นเชิดจมูกขึ้นเล็กน้อย อยากจะตีลู่ถิงอวี่สักทีแต่ก็ตัดใจทำไม่ลง...ปกติยามน้องรอง น้องสาม น้องสี่ หรือน้องฉิงบอกตนว่าถิงอวี่ใจแคบนั้นเขาไม่เคยเชื่อ พอมาเจอกับตัวเองเช่นนี้ก็คิดว่าบางทีควรเชื่อทุกคนไว้บ้างก็ดี

“นินทาข้าในใจหรือ?” ลู่ถิงอวี่ยิ้มเมื่อเห็นดวงตากลมโตนั่นหลุบต่ำลง ก่อนจะเงยขึ้นมามองตนเมื่อเขาเดาถูก 

“ว่าเจ้าใจแคบในใจ...เอาเถิดเจ้าถามมาดีกว่า ว่าอยากรู้อะไร เพราะที่ข้าเล่าก็มีแค่นี้จริงๆ” เย่ซืออวิ๋นคิดว่าสู้ไปก็สู้คุณชายลู่ไม่ได้ สุดท้ายเลยพบกันครึ่งทางดีกว่า

“ข้าจะถามซืออวิ๋นไม่กี่คำถาม เพราะทนใจร้ายรังแกเจ้าไม่ไหวหรอก...”

เย่ซืออวิ๋นบ่นงึมงำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะทำตาแป๋วเมื่อลู่ถิงอวี่เลิกคิ้วรีบพยักหน้าคล้ายจะบอกว่าเจ้าถามมา ถามมาเลย ข้ายินดีตอบ

“การที่ฉินเซ่าเจ๋อบิดาของฉินไห่ฟงเลิกสนใจได้เพราะฉินไห่ฟงให้ความช่วยเหลือเจ้าใช่หรือไม่?”

“ถิงอวี่รู้ได้อย่างไรกัน! เจ้าเก่งกาจเกินไปแล้ว” เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโตอย่างตกใจและแปลกใจ แม้เขาจะรู้สึกว่าลู่ถิงอวี่น่ะมักคาดการณ์อะไรได้แม่นราวตาเห็นก็เถอะ แต่นี่แม่นยำเกินไปแล้ว!

 

ถิงอวี่นี่ยอดเยี่ยมที่สุดจริงๆ ด้วย!

 

“อ้อ...เขายื่นมือเข้ามาช่วยจริงๆ ด้วย...องค์ชายใหญ่ของข้าช่างเสน่ห์แรงเหลือเกิน ขนาดฉินไห่ฟงที่เพิ่งเจอกันครั้งเดียวยังช่วยเหลืออย่างไม่ลังเล” น้ำเสียงลู่ถิงอวี่นั้นคล้ายจะเอาความจนเย่ซืออวิ๋นแทบอยากจะร้องไห้

 

สักนิดก็ไม่ยอมปล่อยให้ผ่านเลย

 

“ถิงอวี่...ข้าไม่ได้ขอให้เขาช่วยเสียหน่อย แม้ข้าจะแปลกใจก็เถอะ...ว่าแต่เจ้ารู้ได้อย่างไรเล่า บอกข้าได้หรือไม่?”

“เพราะฉินเซ่าเจ๋อจะวางใจถ้าหากฉินไห่ฟงรับปากบางอย่างไป เขาอาจบอกว่าจะคอยรับผิดชอบเรื่องนี้และจับตาดูเอง บิดาของเขาจึงวางใจ...เขาเห็นเจ้ากระมัง?”

“ถิงอวี่เจ้ามากสามารถเกินไปแล้วนะ” ดวงตากลมโตของเย่ซืออวิ๋นเบิกขึ้นอย่างตกตะลึง ลู่ถิงอวี่เลยหัวเราะแผ่วยื่นปลายนิ้วมาเกลี่ยปลายจมูกเบาๆ อย่างเอ็นดูแทน

“ชมอย่างไรข้าก็ไม่เลิกถามหรอกนะ...เหตุใดเนี่ยรุ่ยเอินจึงมาส่งเจ้าได้เล่า?”

“ก็ข้าปลอมเป็นสตรีอยู่นี่นา แม้จะมีองครักษ์เมฆดำอยู่ด้วยแต่พวกเขาเร้นกายอยู่ อีกทั้งใกล้ค่ำแล้ว สตรีที่ไหนจะมาเดินคนเดียวแล้ว เนี่ยรุ่ยเอินก็เลยอาสามาส่ง”

“ประมุขน้อยเนี่ยเป็นคนดีเช่นนี้เหตุใดข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลย” ลู่ถิงอวี่เลิกคิ้ว...ชื่อเสียงของเนี่ยรุ่ยเอินในยุทธภพเป็นอย่างไรนั้นทุกคนต่างรู้กันถ้วน

 

เลือดเย็น...โหดร้าย

ไม่เคยใจดีกับใคร

 

“เขาก็เป็นคนดีในระดับหนึ่งนะถิงอวี่...พวกเราตกลงเป็นสหายกันแล้วด้วย เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก” เย่ซืออวิ๋นพยายามเล่าให้เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด ในสำหรับคุณชายลู่ผู้แสนใจแคบแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว

“สหายหรือ? เขาคิดกับเจ้าแค่สหายจริงหรือเปล่า?”

“แน่นอน” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า

“เอาอันใดมามั่นใจหืม เจ้าลูกแมวน้อย...” ลู่ถิงอวี่ได้แต่ยิ้มอย่างอ่อนใจ...ดูท่าแล้วเนี่ยรุ่ยเอินจะทำให้องค์ชายใหญ่ของเขาสนิทสนมด้วยจริงแล้วนั่นล่ะ เพราะถ้าสนิทแล้วก็จะปกป้องอีกฝ่ายแบบไม่รู้ตัวเช่นนี้

 

แต่ถ้าหากเป็นสหายกันจริงๆ อย่างที่ซืออวิ๋นบอกเรื่องนี้ก็นับว่าเป็นประโยชน์มาก

การมีประมุขน้อยแห่งพรรคมารช่วยดูแลซืออวิ๋นอีกคนจะปลอดภัยยิ่งขึ้นไปอีก

 

“ข้าไม่ใช่แมวเสียหน่อย ขืนเรียกข้าว่าแมวบ่อยเข้า ข้าจะข่วนถิงอวี่แล้วนะ!” องค์ชายใหญ่พองลมเข้าแก้มก่อนจะกางนิ้วคล้ายจะข่วนเสียให้ได้ น่ารักราวลูกแมวน้อยขนฟูจริงๆ จนลู่ถิงอวี่หัวเราะเสียงดังอย่างไพเราะน่าฟังออกมา “หัวเราะอีก ถิงอวี่...”

“เอาล่ะๆ ว่าอย่างไรซืออวิ๋นมั่นใจได้อย่างไรว่าเนี่ยรุ่ยเอินคิดกับเจ้าแค่สหาย เพราะถ้าหากเขาไม่คิดเช่นนั้นจริงๆ ข้าก็อยากหาเรื่องประมุขน้อยพรรคมารสักที”

“ถิงอวี่อย่าหาเรื่องใส่ตัวหรือทำให้ตนลำบากสิ นี่ไม่ใช่วิสัยเจ้าเลยนะ...ก็สายตาของเขามองข้าเหมือนเพื่อนจริงๆ ไม่ได้หวานฉ่ำเหมือนสายตาที่ถิงอวี่มองข้านี่”

ดวงตาดอกท้อของลู่ถิงอวี่เบิกขึ้นเล็กน้อย ปลายหางตาโค้งอย่างอ่อนโยนที่สุด แววตาคมวาววับไปด้วยความพออกพอใจ

 

นับว่าการพยายามและการแสดงออกของตนที่ผ่านมาหลายปีนั้นไม่สูญเปล่าจริงๆ

ซืออวิ๋นรู้ตัวด้วยว่าสายตาเขาที่มองอีกฝ่ายนั้นหวานเพียงใด...ต่างกับที่คนอื่นมองและที่เขามองคนอื่น

 

“ตาหวานเช่นไรกันหนอ ข้าไม่เคยรู้ตัวเลย” ลู่ถิงอวี่ตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ อารมณ์หงุดหงิดประมุขน้อยพรรคมารหายวับไปทันที แทนที่ด้วยความอารมณ์ดีเพราะเห็นพวงแก้มแดงก่ำ ดวงตากลมโตฉ่ำวาว ริมฝีปากแดงเม้มแน่นราวจะบ่นอะไรเขาแต่ก็ไม่บ่นออกมา

 

ซืออวิ๋นเขินเขา...

 

“ถิงอวี่...ถ้าแกล้งข้าอีก ข้าจะกัดเจ้าแล้วนะ!”

“หึๆ” ลู่ถิงอวี่ยิ้มกว้าง ตัดสินใจเก็บดวงตาหวานของตนกลับไป เย่ซืออวิ๋นเลยหายใจได้คล่องขึ้นหน่อย ก่อนจะช้อนตามองคุณชายลู่อีกครั้ง แล้วก็เอียงหน้า ยิ้มหวานให้คนมองใจสั่น

“ถิงอวี่...ปล่อยข้าก่อนได้แล้ว ข้าอยากไปเดินเล่นชมทะเลสาบนะ อาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าแล้ว ต้องงดงามที่สุดเป็นแน่...นะ ปล่ยข้าเถิดนะถิงอวี่คนดีของข้า”

 

ออดอ้อนกันเสียน่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้....ผู้ใดในใต้หล้าจะกล้าขัดใจกันเล่า

 

“ได้สิ เรื่องลงโทษเจ้าค่อยว่ากันอีกที” 

คุณชายลู่อุ้มร่างในอ้อมแขนลงให้ยืนดีๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เย่ซืออวิ๋นทำสีหน้าราวโดนรังแก “ถิงอวี่...ข้าทำผิดอะไรกันเล่า”

“พาตนเองไปเสี่ยงอันตรายก็ควรถูกตีแล้ว ยังทำให้แมลงน่ารำคาญมาวุ่นวานกับตนเองอีก...ยิ่งต้องถูกลงโทษหนักขึ้นไปอีก”

“ถิงอวี่กินน้ำส้มหรืออย่างไรกัน!” องค์ชายใหญ่ยกมือขึ้นกอดอกมองลู่ถิงอวี่ราวพร้อมรบ แต่พออีกฝ่ายมองกลับมาด้วยดวงตาละมุนก็ไม่ต่อไม่ถูก พวงแก้มร้อนวาบ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วมองลู่ถิงอวี่ตรงๆ

คุณชายล่ะพยักหน้าจริงจัง “อืม...ข้ากินน้ำส้ม ไหน้ำส้มแตกด้วย...”

 

ยอมรับกันตรงๆ เช่นนี้ก็ได้ด้วย

 

เย่ซืออวิ๋นแก้มร้อนผ่าวอีกรอบ มือไม้ไม่รู้ว่าควรวางไว้ตรงไหนดี รู้สึกสู้ลู่ถิงอวี่ไม่ได้เลยจริงๆ...อีกฝ่ายบอกว่าหวงกันได้หน้ายิ้มและจริงจังเช่นนี้ก็...

 

เขินจนแทบละลาย...

 

“ข้าจะทำตามที่ถิงอวี่ต้องการหนึ่งอย่าง แต่ว่าถิงอวี่ต้องช่วยข้าพูดกับน้องรอง น้องสาม น้องสี่ด้วยนะ...ช่วยอธิบาให้ทุกคนเข้าใจจะได้ไม่มาเอาความกับข้าด้วย”

 

รับมือถิงอวี่คนเดียวเขาก็เหนื่อยและลำบากเช่นนี้แล้ว...ถ้าเกิดต้องรับมือน้องชายทั้งสามอีกเขาคง...

 

พี่ใหญ่ที่ไม่เหมือนพี่ใหญ่เริ่มคิดไม่ตก เพราะรู้ดีว่าน้องชายแต่ละคนยามเค้นคำตอบจากตนนั้นสามัคคีกันดียิ่งกว่าอะไร อีกทั้งตนเองยังหาเรื่องให้ได้แผลด้วย...คราวก่อนแก้วบิ่นบาดเอาเล็กน้อยก็วุ่นวายกันไปจนครึ่งค่อนวัน แล้วก็อาจส่งจดหมายไปให้เสด็จพ่อ...

 

ไม่อยากจะคิดเลย!

 

“ได้” ลู่ถิงอวี่รับคำง่ายจนเย่ซืออวิ๋นแปลกใจ แต่แววตาเจ้าเล่ห์ที่คล้ายสมดั่งใจของลู่ถิงอวี่นั้นถูกซุกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน มือเรียวเอื้อมไปกุมมือเย่ซืออวิ๋นไว้ก่อนจะจูงให้เดินออกไปจากศาลา 

ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงสาดส่องไปทั่วราวกับมีมือที่มองไม่เห็นวาดผ่าน ลงสีเสกสรรอย่างงดงาม เหล่าฝูงปักษาเริ่มบินกลับรัง ขับขานเสียงร้องไพเราะ สายลมพัดพาให้ก้อนเมฆเคลื่อนคล้อย ถูกแสงสีทองย้อมจนเป็นดูนุ่มฟูน่ารักและสวยงาม

 

และภาพนั้นก็สะท้อนลงในทะเลสาบที่ใสยิ่งกว่ากระจก

วารีใสดุจแผ่นฟ้าผืนที่สอง

 

ลู่ถิงอวี่จูงมือเรียวให้เดินไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึงขอบทะเลสาบ เห็นดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบๆ อย่างชอบใจ ดูคันไม้คันมือจนอยากวิ่งไปหยิบอุปกรณ์มาวาดภาพเสียเดี๋ยวนี้ เห็นท่าทางเช่นนั้นลู่ถิงอวี่ก็รู้ดีว่าองค์ชายใหญ่ผู้เชี่ยวชาญการวาดภาพนั้นอยากเสกสรรค์ผลงานที่แสนงดงามขึ้นมาอีกแล้ว...เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายน่ะสามารถจำภาพที่เห็นไปวาดลงบนกระดาษได้เสมือนจริง แต่องค์ชายใหญ่น่ะชอบวาดโดยเห็นของจริงมากกว่า

“ไว้คราวหน้าข้าจะพาซืออวิ๋นมาอีกนะ...วันนี้ให้เจ้าได้ชมทิวทัศน์โดยที่ไม่ต้องคิดอะไรมากไปก่อน”

“พรุ่งนี้เลยได้หรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นตื่นเต้นคิดว่ากลับไปจะเตรียมสีอะไรบ้าง กระดาษแบบไหน พู่กันกี่ขนาดไว้ให้เรียบร้อย

“ได้สิ”

“ถิงอวี่ดีกับข้าที่สุดเลย” เย่ซืออวิ๋นแกว่งมือลู่ถิงอวี่อย่างดีใจยิ่ง ลืมความใจแคบและเรื่องที่ถูกอีกฝ่ายหวงไปเสียแล้ว

“แน่นอน...มานี่สิข้าจะพาซืออวิ๋นไปชมอะไรที่งดงามกว่านี้” ลู่ถิงอวี่โอบเอวเย่ซืออวิ๋นมาใกล้ชิดจนร่างอีกฝ่ายลอยขึ้นจากพื้นจากนั้นก็ใช้วิชาตัวเบาจันทราเร้นเงากระโดดพาเย่ซืออวิ๋นไปยืนอยู่ใจกลางทะเลสาบ การเคลื่อนไหวของเขานุ่มนวลแผ่วเบายิ่งนัก ราวเงาของแสงจันทร์สาดส่องบนผิวน้ำ กระทั่งรองเท้าปักนั้นยังไม่เปียกด้วยซ้ำ วงน้ำกระเพื่อมเล็กๆ ก่อนจะประคองเย่ซืออวิ๋นให้ยืนบนแผ่นน้ำแข็งเล็กๆ 

 

แต่คล้ายกับพวกเขาทั้งคู่ยืนอยู่กลางทะเลสาบ...

 

ชายอาภรณ์สีขาวและสีฟ้าของทั้งคู่สะบัดพลิ้วตามแรงลม แสงอาทิตย์อัสดงย้อมร่างของทั้งสองจนเป็นแสงเงาที่งดงาม มือทั้งสองกอบกุมประสานกัน เส้นผมสีดำยาวสนิทพัดปลิวจนราวกับจะพัดรวมกัน

 

ดูงดงามยิ่งกว่าภาพวาดเสียอีก...

 

“งามมาก” เย่ซืออวิ๋นมองไปรอบๆ อย่างมีความสุข...เขาเองก็ใช้วิชาตัวเบานางแอ่นล่องเมฆาที่ว่านกุ้ยเฟยลและเย่เซียวสอนให้ เป็นวิชาตัวเบาที่สืบทอดมาในสกุลหยางแต่เย่ซืออวิ๋นก็ได้เรียน อีกทั้งน้ำแข็งบริเวณนี้ก็แข็งและหนามาก ถิงอวี่คงเห็นเลยพาเขามา...

 

มองทิวทัศน์จากริมฝั่งทะเลสาบกับกลางทะเลสาบมองออกไปนอกฝั่งเช่นนี้ก็งดงามไปอีกมุมมองเช่นกัน...

 

“ใช่แล้ว...งามยิ่งนัก” ลู่ถิงอวี่พยักหน้าเห็นด้วยเพียงแต่ดวงตาของเขาหาได้มองทิวทัศน์รอบนอก จับจ้องเพียงใบหน้าของเย่ซืออวิ๋นเท่านั้น ยิ่งเห็นรอยยิ้มมีความสุขของอีกฝ่ายดวงตาของคุณชายลู่ก็โค้งขึ้นอย่างอ่อนโยนละมุนละไมยิ่งกว่าสายน้ำ

“จริงด้วยสิ เมื่อครู่ถิงอวี่รับปากข้าว่าจะช่วย เจ้าอยากขออะไรจากข้าเล่า” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าหันกลับมาถาม เป็นจังหวะที่เห็นสายตาหวานของลู่ถิงอวี่พอดี แก้มขาวแต้มสีแดงอย่างน่ามอง ดูไปก็คล้ายสีของท้องฟ้ายามนี้นัก

ลู่ถิงอวี่กระชับมือของเย่ซืออวิ๋นแน่นขึ้น ก่อนจะยิ้มน่ามอง “ยังจำของขวัญปีใหม่ที่ข้าให้เจ้าได้หรือไม่?”

“หยกก้อนนั้นน่ะหรือ?...จำได้สิ หยกนั้นงดงามมาก อันกงกงก็บอกว่านี่เป็นหยกล้ำค่ายิ่งกว่าหยกอุ่นอรุณเสียอีก ข้าเก็บไว้ในคลังสมบัติและคอยดูแลอยู่เสมอ” 

 

ขนาดเสด็จพ่อที่ทรงทอดพระเนตรเห็นยังเงียบไปครู่ใหญ่เลย...พลางมองลู่ถิงอวี่อย่างไร้คำพูดคำจา

ราวหยกก้อนนั้นเป็นของหายากที่สุด

 

หยกฝนเมฆาริ้วทอง...เป็นสมบัติหายากในตำนานที่มีเพียงก้อนเดียวในใต้หล้า...อันกงกงบอกข้าไว้ว่าฉินกุ้ยเฟยทรงเตรียมปิ่นหยกฉลุลายทองคำอันล้ำค่าไว้ให้เจ้าใช้ในพิธีสวมกวานแล้ว แต่พระนางมิได้เตรียมกวานไว้ให้เจ้าเพราะอยากให้ฝ่าบาททรงทำหน้าที่นั้น”

ปกติพิธีสวมกวานครั้งแรกนั้นจะเริ่มขึ้นตอนเด็กผู้ชายอายุครบสิบห้าปีเต็ม...วัยที่เริ่มเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่ และพิธีสวมกวานครั้งที่สองตอนอายุยี่สิบ...ตอนเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว และในพิธีเหล่านี้ส่วนมากล้วนเป็นบิดามารดาจัดการให้ มารดาขององค์ชายใหญ่ล่วงลับไปแล้วแต่พระนางได้เตรียมของไว้ให้...ยกเว้นตัวกวานที่ฉินกุ้ยเฟยคงคาดให้ฮ่องเต้เย่เทียนหลงทรงเป็นคนจัดการ...

 

ทรงอยากให้ฝ่าบาทสวมกวานให้องค์ชายใหญ่ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง

 

ลู่ถิงอวี่เข้าใจเรื่องนี้ดี...และรู้ด้วยว่าตนไม่อาจเข้าไปแทรกแซงหน้าที่เหล่านี้ได้

แต่ว่า...เขาก็ทำในขอบเขตที่ตนทำได้เช่นกัน

 

“ใช่แล้วล่ะ”

“ข้าอยากให้ซืออวิ๋นใช้หยกฝนเมฆาริ้วทองทำกวานที่เจ้าจะใช้สวมในพิธีสวมกวานครั้งแรก...จะได้หรือไม่” เพราะอย่างไรเสียฝ่าบาทก็ต้องเป็นผู้สวมกวานให้องค์ชายใหญ่ด้วยพระเองค์เองอยู่แล้ว

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าคล้ายครุ่นคิด...แม้จะไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติที่ตราไว้เป็นกฎหมายหรือลายลักษณ์อักษรแต่ถ้าหากบุรุษหรือสตรีที่จะเข้าพิธีสวมกวานหรือพิธีปักปิ่นนั้นใช้กวานหรือปิ่นมีคนมอบให้...

 

นั่น...ก็คล้ายกับเป็นของหมั้น

คล้ายกับการประกาศว่าตัวเอง...มีคนจับจองไว้แล้ว

 

“ได้หรือไม่...ซืออวิ๋น” เสียงไพเราะของลู่ถิงอวี่นั้นราวเสียงดนตรี คราวนี้คนพูดเจตนาจงใจเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอย่างที่สุด ใบหน้าหล่อเหลางดงามนั้นหรือก็ดูน่ามองกว่าทุกครั้ง ทำให้คนฟังอย่างเย่ซืออวิ๋นราวต้องมนต์สะกด ดวงตากลมโตหลุบมองผิวน้ำ ใบหูเป็นสีแดงเข้ม 

“ได้สิ”

สองคำที่เอ่ยออกมาเรียกรอยยิ้มหวานล้ำเปี่ยมสุขให้ปรากฏบนใบหน้าของคุณชายหยกขาว เสริมให้เขานั้นดูงดงามราวจับต้องไม่ได้ขึ้นอีกและหัวเราะออกมาราวเด็กๆ ที่ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ เย่ซืออวิ๋นที่เห็นอีกฝ่ายดีใจเช่นนั้นก็หัวเราะตามไปด้วย

 

ดียิ่งนักที่ทำให้ถิงอวี่มีความสุขได้เช่นนี้...

 

เสียงหัวเราะสอดประสานกับเสียงแว่วของสายลมที่โพยพัดไพเราะดุจเสียงดนตรี ก่อเกิดเป็นท่วงทำนองของสองเราขึ้นมาอย่างแช่มช้าและอ่อนโยนที่สุด

 

ให้กวานหยกฝนเมฆาริ้วทองประกาศความเป็นเจ้าของแทนข้า...

ว่าเมฆางามสูงค่า...มีผู้จับจองและหวงแหนไว้แล้ว...

 

……………..

มีคนขี้หวงมากกกก อยู่หนึ่งคน แถมเป็นคนขี้หวงที่ยอมรับว่าตัวเองหวงได้อย่างหน้าไม่อายด้วยค่ะ 555 ก็องค์ชายใหญ่เขาโตขึ้นเสน่ห์ยิ่งมากขึ้นนี่เนอะ ถ้าไม่รีบจองไว้แต่เนิ่นๆ เดี๋ยวก็ได้มีผีเสื้อมาวนเวียนรอบๆ อีกหรอกค่ะ แค่สองคนนี่คุณชายบางคนก็หงุดหงิดจะแย่อยู่แล้ว ในสายตาฮ่องเต้พี่ลู่นี่คือแมลงตัวร้ายที่ชอบมายุ่งกับลูกชาย ส่วนในสายตาพี่ลู่คนอื่นน่ะเป็นแมลงร้ายที่ไม่มีดีอะไรสักอย่างเลยค่ะ 555

หวานๆ กันมาเยอะแล้ว เดี๋ยวตอนหลังๆ น่าจะเครียด(?) แล้วนิดนึงหรือเปล่านะ…แฮ่ม แต่ไม่ได้ดราม่าอะไรหรอกมั้งนะคะ คนอ่านชอบไม่เชื่อเราเพราะหลาบจำกับตอนพิเศษ…งือออ ที่จริงตอนชาติก่อนกับตอนน้องจากไปถ้าลงรายละเอียดเยอะจริงๆ ทุกคนอาจจะกลายเป็นมาม่าชามโต และทุกคนอาจจะมาระเบิดเรา 555 แต่ว่า…ทุกอย่างมีเหตุและผลของตัวมันเสมอ 

ยังติดตอนพิเศษทุกไว้…รีเควสได้นะคะว่าอยากอะไร ^_^

แผนการนอนก่อนสี่ทุ่มของเรายกเลิกไปแล้วค่ะ 555 T_T เพราะงานเยอะจริงๆ ช่วงนี้เปิดเทอมแล้วไม่ต้องพูดถึงปริมาณงานเล้ยยย เรียนออนไลน์ทำให้เราต้องไปหาหมอบ่อยมากกกก ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ อย่าลืมรักษาสุขภาพด้วย พักผ่อนให้เพียงพอน้าาา ระวังอย่าให้ตัวเองป่วยกันนะคะ

ขอบคุณสำหรับกำลังใจและความห่วงใยของทุกคนน้าาาา

 

สำหรับวันนี้ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่าาาาา ^_^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.329K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,255 ความคิดเห็น

  1. #4241 PU pudding (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2564 / 18:35
    เขินมาก เขินแบบที่ไม่เคยเขินมาก่อน ไรท์บรรยายดีมากเลยค่ะ รู้สึกเข้าถึงอารมณ์ของตัวละคร ไม่เคยเจอพระเอกแบบคุณชายลู่มาก่อน เขินมั่กๆคับ ฮือ❤️
    #4,241
    0
  2. #3030 queenpkk (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 14:26
    พี่เขาร้ายนะคะทุกท่าน
    #3,030
    0
  3. #2996 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 21:32
    ของหมั้นกันเลยทีเดียว แลงทากกกกก
    #2,996
    0
  4. #2910 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 มกราคม 2564 / 20:47
    เค้าหมั้นกันแล้วค่ะคุณพี่ แอแงงงงงงง หัวอกคนเปนมัมหมีของน้องมันฟูปัยหมดเหนลูกเปนฝั่งเปนฝา🥺
    .สงสารองครักษ์เมฆดำ5555555แล้วฉันเลือกอะไรได้มั้ยยยย
    #2,910
    0
  5. #2662 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2563 / 15:44
    มันดีต่อใจแรงงงงง
    #2,662
    0
  6. #2485 mata4chol (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 13:33
    วงวาน องครักษ์เมฆดำมาก555 เป็นองครักษ์ก็คิดหนักเหมือนกันนะครับ
    #2,485
    0
  7. #2232 Padazzaaar (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 01:54
    หวานมากกกก แง
    #2,232
    0
  8. #2171 MooBiN FlYingpig (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 13:33
    หวงน้องมากก ยิ่งโตใจยิ่งแคบเหมือนฝ่าบาทที่สอนมาเลยนะพี่ลู่555
    #2,171
    0
  9. #1761 khunsom08 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2563 / 05:04
    เขินมาก พี่ลู่หวงเก่ง
    #1,761
    0
  10. #1396 ไฮดร้า009 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 16:30
    เขินยิ้มจนปวดแก้ม พระเอกกุเกี้ยวเก่งมาก ขายอ้อยจนหมดแคว้นแล้ว แถมตอนนึงยาวจุใจมาก ชอบมากค่า
    #1,396
    0
  11. #1136 HYUNPARK (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 14:46
    ฉินไห่ฟง เพราะเป็นพี่ชายของซืออวิ๋นสินะถึงได้รู้สึกอยากปกป้องนัก
    #1,136
    0
  12. #1128 Gpandora (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 5 กันยายน 2563 / 11:14
    แต่งภาษาดีมากค่ะ ตอนนึงก็ยาวไม่สั้น ปกติเราไม่ค่อยเม้นให้เรื่องไหน แต่อยากบอกไรท์จริงๆ เรื่องนี้สนุกมาก เราว่าดีกว่าเรื่องที่ได้อันดับท็อปๆบางเรื่องอีกด้วยซำ้ ขอบคุณที่แต่งมาให้ได้อ่านกันนะคะ ขอไรท์อย่าทิ้งเรื่องนี้เลยนะ เราอ่านหลายเรื่องที่ชอบๆ นักเขียนมักหายไปกลางคัน T.T
    #1,128
    0
  13. #942 _Daonuea_ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2563 / 14:42
    ดือที่สุดดดดด
    #942
    0
  14. #930 l-am-so-sorry (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 17:21
    ฉินเซ่าเจ๋อ......เป็นพ่อซืออวิ๋น?
    #930
    0
  15. #922 Inn1427 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 01:05
    หวานติดลิ้นเลย
    #922
    0
  16. #906 PPR-11 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2563 / 09:03
    อิพี่ลู่โยนไหน้ำส้นไม่พอ โยนอาหารหมามาแจกอีก พอเถอะค้าบ!!!! จุก!!!
    #906
    0
  17. #898 musique (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2563 / 02:23
    ชอบเรื่องนี้นะครับ แต่อยากขอให้เบาฉากหวานที่มากเกินไปนิดนึง อ่านมากๆแล้วหลังๆเลี่ยนมากเลย ถึงจะบอกว่าตัวเอกนิสัยแนวเฉยกับคนทั้งโลกดีกับเจ้าคนเดียว แต่เหมือนฉากหวานมันเยอะเกินไป ทำให้ไม่ค่อยสมูทในเนื้อเรื่องครับ
    #898
    0
  18. #795 primo xxii (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 20:16
    ตอนพิเศษนั้นเส้าจริง แต่ก็ทำให้รู้เรื่องหลายๆอย่าง อยากรู้อีกค่ะ เรื่องที่เรายังไม่รู้ เซอไพรได้ไหมคะแงงงง เส้าเหมียนหมาแต่ตราตรึงใจมากจริงๆ บีบกันให้แตกทุกประโยคเลย ชอบบบบบมากๆๆๆ
    #795
    0
  19. #793 molyarat (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 13:26
    หวงสุดไรสุด
    #793
    0
  20. #792 jasuhimo (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 12:15
    หวงมากแหละดูออกกก
    #792
    0
  21. #790 nyymmpph (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 00:31

    สนุกมากเลยค่ะ น่ารักจริงๆอ่านทั้งวันเลย
    #790
    0
  22. #788 Littlemar (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 14:53

    รอต่อน้าาาาาา
    #788
    0
  23. #783 บานาน่า'าาา (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 01:39
    รอนะคะ ใจบาง เรื่องนนี้น่ารักมากอันดับ1 ในใจจจ
    #783
    0
  24. #782 บานาน่า'าาา (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 01:39
    รอนะคะ ใจบาง เรื่องนนี้น่ารักมากอันดับ1 ในใจจจ
    #782
    0
  25. #781 P000P000 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 23:53
    ถ้าตอนพิเศษอยากได้ แบบพิเศษใส่ไข่หลายๆฟองเลย ขอแบบน้องมีลูกกับพี่ลู่อ่ะ อร๊ายยยยย แค่คิดก็เขินแล้ว
    #781
    0