ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 2 : 二 องค์ชายผู้เห็นแก่กิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30,878
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,982 ครั้ง
    25 ก.ย. 63

.

.

 

ฮ่องเต้เย่เทียนหลงถึงขั้นไร้วาจาจะกล่าว พระพักตร์หล่อเหลาว่างเปล่าไปชั่วครู่ ก่อนจะหันไปมองมหาขันทีข้างกายแล้วออกคำสั่ง “บอกห้องเครื่องให้ยกสำรับเช้ามา”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เกาจิ้งขันทีใหญ่ที่คอยรับใช้ข้างพระวรกายของเย่เทียนหลงคำนับแล้วออกไปเรียกห้องเครื่องให้เตรียมตัวยกมื้อเช้าถวายแด่องค์เหนือหัว

เมื่ออยู่กันสองคนกับฮ่องเต้เย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกอึดอัดมากขึ้นกว่าเดิม อาจเพราะบรรยากาศรอบตัวเสด็จพ่อนั้นเต็มไปด้วยอำนาจที่ราวกับกดให้ผู้คนหายใจไม่ออก ยามพระเนตรคมกล้าดุจมังกรจับจ้องก็รู้สึกต่ำต้อยตัวสั่นอย่างห้ามไม่อยู่

 

นี่คือเย่เทียนหลง...ฮ่องตู้ถูกกล่าวขานว่าเก่งกาจและยิ่งใหญ่ที่สุดในสี่คาบสมุทรแปดแว่นแคว้น

แม้จะพระชนม์มายุเพียงแค่สามสิบต้นๆ แต่สามารถกุมอำนาจในราชสำนักไว้ทั้งหมดในฝ่ามือ เป็นนายเหนือหัวเพียงองค์เดียวแห่งต้าเซี่ย!

 

“มานี่” มือใหญ่โบกเรียก เย่ซืออวิ๋นลังเลเล็กน้อย ก่อนจะรีบตรงเข้าไปใกล้ พอมองแล้วก็ยิ่งถอนหายใจ เขาตัวไม่ถึงเอวเสด็จพ่อด้วยซ้ำ ต่อให้อายุมากกว่านี้ก็คงสูงไม่มาก คิดแล้วเหตุใดตนจึงไม่ได้วรกายสูงใหญ่เหมือนเสด็จพ่อผู้นี้มาบ้าง “สรุปหิวจริงหรือ?”

เย่เทียนหลงคล้ายจะไม่เชื่อนัก แต่เจ้าตัวน้อยนี่กลับช้อนดวงตากลมโตขึ้นมองเขาคล้ายกำลังออดอ้อน ดวงตาฉ่ำน้ำที่ดูหวาดกลัวแต่ขณะเดียวกันก็ดูน่ารักยิ่งนัก มือน้อยๆ นั่นเอื้อมมาแตะฉลองพระองค์ลายมังกรแล้วเขย่าเบาๆ อย่างอาจหาญ

 

อย่างน้อยก็ไม่มีโอรสธิดาคนไหนของตนกล้าทำเช่นนี้มาก่อน

 

“ลูกหิวจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ” ตอนแรกก็แค่หาข้อแก้ตัวหรอก แต่ตอนนี้เย่ซืออวิ๋นคิดว่าตนหิวแล้วจริงๆ อย่างน้อยอาหารตำหนักจิ้งหยางที่ถวายแด่ฮ่องเต้ย่อมเลิศรสกว่าตำหนักลั่วสุ่ยของตนเป็นแน่ แค่คิดก็รู้สึกท้องร้องน้ำลายสอแล้ว

เย่เทียนหลงคล้ายเห็นภาพเจ้าลูกแมวหิวโหยใกล้ตัว มุมปากยกยิ้มจาง มือหนาขยี้หัวเย่ซืออวิ๋นเบาๆ “เจ้าตัวตะกละ”

“เสด็จพ่อ...ลูกหิวจริงๆ นี่พ่ะย่ะค่ะ ใครๆ ก็รู้ว่าอาหารตำหนักจิ้งหยางนั้นเป็นของดีและที่สุด วันนี้ถือว่าลูกมีบุญแล้ว” ว่าจบก็ยิ้มแป้นจนดวงตาเป็นประกาย พวงแก้มขึ้นสีราวลูกท้อ

 

เหตุใดพระองค์ไม่รู้มาก่อนว่าเจ้าตัวน้อยนี่จะเห็นแก่กิน

และ...น่าเอ็นดูได้ขนาดนี้

 

“ข้าบอกหรือว่าจะชวนเจ้าอยู่กินมื้อเช้า?” น้ำเสียงทุ้มเคร่งขรึมที่แฝงแววหยอกเย้าอย่างหาได้ยากยิ่งไม่ได้ทำให้เย่ซืออวิ๋นสนใจเท่าความหมายที่บอกว่าเขาจะไม่ได้กินมื้อเช้าที่ตำหนักจิ้งหยาง

“คนใจร้าย” เย่ซืออวิ๋นก้มหน้าบ่นงึมงำ ถลึงตาใส่เงาของฮ่องเต้บนพื้น มือที่กำฉลองพระองค์อยู่กำแน่นขึ้น ในใจกำลังบ่นเสด็จพ่อผู้ยิ่งใหญ่ของตนว่าขี้งกนัก มื้อเดียวก็ไม่ยอมให้ตนกิน กริยาท่าทางขององค์ชายใหญ่อยู่ในสายพระเนตรฮ่องเต้ ตั้งแต่ครองราชย์มาก็ถูกกล่าวหาว่าเลือดเย็นใจร้ายมานัก แต่ไม่เคยมีใครกล้าว่ากันต่อหน้าเช่นนี้มาก่อน

“อ้อ”

“เสด็จพ่อ...แต่ลูกหิวจริงๆ นะพ่ะย่ะค่ะ ตื่นยามเหม่าแล้วก็มาเข้าเฝ้าพระองค์เลย เสด็จพ่อจะพระทัยร้ายกับลูกจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นช้อนตาขึ้นมองไม่หลบ เม้มปากแดงของตนเองแน่น ไหนๆ แล้วก็อ้อนเสด็จพ่อผู้นี้เสียเลย ชาติก่อนตนถูกเกลียดแล้วอย่างไรกัน ตอนนี้ยังหวาดกลัวอยู่บ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าเป็นที่โปรดปรานขึ้นมาจริงๆ ชีวิตเขาก็จะปลอดภัยขึ้นไปอีกหลายขั้น

 

ใต้หล้านี้...จะมีผู้ใดเป็นภูผาอันมั่นคงได้ไปกว่าฮ่องเต้เย่เทียนหลงกันเล่า

 

ฮ่องเต้ทรงถอนพระทัยระอา หน้าผากของเย่ซืออวิ๋นถูกดีดเบาๆ หนึ่งที มือน้อยคลายออกมาลูบหน้าผากตนเองป้อยๆ จะบ่นว่าก็ไม่ได้ ทำได้เพียงก้มหน้าลงทันที

 

แค่อาหารมื้อเดียวองค์ชายใหญ่ก็สามารถทำให้ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่กลายเป็นคนใจร้ายไปได้แล้ว ซ้ำยังทำประหนึ่งเป็นสัตว์ตัวเล็กที่ถูกพญามังกรรังแก

 

“เกาจิ้น วางสำรับเถิด” ขืนช้ากว่านี้พระองค์คงยั้งมือไม่อยู่ เผลอรังแกเด็กน้อยที่เพิ่งรู้ว่าน่ากลั่นแกล้งและน่าสนใจถึงเพียงนี้ พอพูดถึงของกินเท่านั้นแล เจ้าตัวน้อยที่ก้มหน้าก้มตาเมื่อครู่เงยหน้ามองตาแป๋ว จมูกเล็กๆ นั่นราวจะโตขึ้นเมื่อได้กลิ่นอาหาร

 

เย่เทียนหลงเลิกคิ้วพลางส่ายหน้าเบาๆ หรือว่าตำหนักลั่วสุ่ยจะยากจนจริงๆ? นี่พระองค์เป็นฮ่องเต้ที่ใจร้ายกับบรรดาองค์ชายถึงเพียงนั้นเชียว

 

เย่ซืออวิ๋นย้ายมานั่งที่โต๊ะกลม มือจับจูงพระหัตถ์เสด็จพ่อมาด้วย ว่าแล้วเชียวว่าอาหารที่ตำหนักหยางจิ้งแห่งนี้ต้องดีที่สุด ทั้งหน้าตาน่าทาน กลิ่นก็หอมเหลือเกิน

องค์ชายใหญ่ล้างมือ เช็ดมือ จับตะเกียบเรียบร้อยก็รอเสด็จพ่อคีบอาหารก่อน แม้จะหิวอย่างไรตนก็ต้องทำตัวมีมารยาท แต่ฮ่องเต้กลับรั้งมืออย่างเชื่องช้า ไม่คีบอาหารใดๆ สักที ได้ยินเสียงฮึดฮัดไม่พอใจจากเจ้าตัวน้อยแล้วมุมปากนั่นก็ยกยิ้มขึ้น จนคนสนิทอย่างเกาจิ้นยังแปลกใจ

 

นานแล้วที่ฝ่าบาทไม่ได้เบิกบานพระทัยเช่นนี้...วันนี้ในท้องพระโรงคงไม่มีขุนนางคนใดต้องหวาดกลัวกระมัง

 

แต่องค์ชายใหญ่ก็ช่างร้ายกาจยิ่งนัก สามารถมาทานอาหารที่ตำหนักจิ้งหยางได้ ทั้งที่ฝ่าบาทไม่ค่อยพอพระทัยให้ใครมาทานด้วยเท่าไหร่นัก ขนาดฮองเฮานานๆ ครั้งถึงจะได้มาเสวยร่วมกัน ซ้ำรอยยิ้มของฮ่องเต้ก็ล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำ แต่ดูเหมือนองค์ชายใหญ่จะได้รับสิ่งล้ำค่าไปโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน

มื้ออาหารระหว่างฮ่องเต้และองค์ชายใหญ่เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย เย่ซืออวิ๋นคีบอาหารทานอย่างเอร็ดอร่อยยิ่งนัก แม้จะกินเร็วแต่ท่วงท่ายังสุภาพเรียบร้อย งดงาม บางครั้งก็คีบให้ฮ่องเต้อย่างไม่ขี้เหนียว ตอนแรกเย่หลงเทียนก็ชะงักเพราะไม่ค่อยมีใครกล้าทำเช่นนี้กับเขามาก่อน...ไม่สิ เขาไม่ได้กินข้าวพร้อมคนอื่นมานานแล้วเช่นกัน พระเนตรคมกล้ามองผักเขียวในจานตน แล้วมองเนื้อในจานเย่ซืออวิ๋นก่อนจะหัวเราะในใจ

 

หาใช่เพราะเจ้าตัวน้อยนี่มีน้ำใจหรอก คงแค่ไม่ชอบกินผักกระมัง

 

“ผักดีต่อสุขภาพพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อเสวยเยอะๆ ...ปลาก็ย่อยง่าย เสวยอีกนะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นไม่ค่อยชอบกินผัก แต่เขาชอบกินปลากับเนื้อ พอมองในจานตัวเองก็พบว่าแย่งเนื้อฮ่องเต้มามากแล้ว เลยแบ่งปลาให้พระองค์เสียหน่อย อย่างไรเสียเขาก็มาขอข้าวผู้อื่นกิน มือเรียวเล็กใช้ตะเกียบเลาะก้างปลาออกอย่างชำนาญเห็นได้ชัดว่ากินบ่อยแค่ไหน เนื้อขาวๆ หอมๆ วางลงในจานของเย่เทียนหลงพร้อมรอยยิ้มหวาน

เย่เทียนหลงคร้านจะเจรจากับเจ้าตัวตะกละนี่แล้ว เขาทานข้าวเงียบๆ เป็นจานที่สองและสาม นั่นทำให้เกาจิ้นดีใจนัก วันนี้ฮ่องเต้เสวยได้เยอะกว่าทุกวันต้องขอบคุณองค์ชายใหญ่มากๆ เสียแล้ว

เย่ซืออวิ๋นหารู้ไม่ว่าสายตาที่มหาขันทีอย่างเกาจิ้นมองตนนั้นอ่อนโยนลงหลายส่วนนัก แต่เย่เทียนหลงสัมผัสได้ชัดเจน เขากลับทำเพียงถอนหายใจเบาๆ

อาหารคาวถูกยกไปแทนที่ด้วยของหวาน ผลไม้ และน้ำชา เย่เทียนหลงมองชาเดือนหกแล้วก็หรี่ดวงตา “เกาจิ้นเปลี่ยนชา”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เกาจิ้นรีบให้นางกำนัลไปเปลี่ยนชา ฝ่าบาทโปรดดื่มชาเดือนหกที่มีรสเข้มและฝาดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่วันนี้มีองค์ชายใหญ่ที่อายุยังน้อยมาด้วยคงไม่เหมาะจะดื่มชารสเข้มข้น

“นำชาลู่เหมยมา” เกาจิ้นตกใจเล็กน้อยก่อนจะรีบทำตามรับสั่ง ลู่เหมยเป็นชาล้ำค่าที่ต่างแคว้นส่งมาบรรณาการ เพียงแค่หนึ่งถ้วยก็แพงและหาดื่มได้ยากยิ่ง แต่ฝ่าบาทกลับประทานให้องค์ชายใหญ่อย่างง่ายดาย

เย่ซืออวิ๋นไม่รู้ว่าชาที่ว่าล้ำค่าเพียงใด แต่เขาเห็นน้ำชาสีใสดุจหยก กลิ่นหอมดอกเหมย ยามยกดื่มก็หอมหวานและสดชื่นไปทั้งร่าง ริมฝีปากคลี่ยิ้มชอบใจขึ้นมาทันที ท่าทางเช่นนั้นทำให้เย่เทียนหลงยิ้มบางเช่นกัน

 

เด็กน้อยมักชอบอะไรพวกนี้เสียจริง

 

“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะขนมดอกกุ้ยกับชาของพระองค์รสเลิศยิ่งนัก” เย่ซืออวิ๋นที่ถูกของกินหลอกล่อจนลดความหวาดกลัวลงยิ้มแย้มแจ่มใส มือบิดขนมดอกกุ้ยเป็นชิ้นเล็กๆ เข้าปากลังเลว่าควรส่งให้ฮ่องเต้ด้วยดีหรือไม่ เขามองขนมกุ้ยชิ้นสุดท้ายในมือตน แล้วก็ถอนใจอย่างจำยอม ยื่นออกไปข้างหน้าเล็กน้อย คล้ายจะถามว่าท่านกินหรือไม่

เย่เทียนลงไม่เคยชอบของหวาน ขนมดอกกุ้ยนี่เกาจิ้นคงเตรียมไว้ให้เย่ซืออวิ๋นโดยเฉพาะ แต่พอเห็นท่าทางเสียดายหวงของกินเช่นนั้นแล้วเย่เทียนหลงก็ยอมให้มือเล็กๆ นั่นป้อน ท่ามกลางสายตาตกใจของนางกำนัลขันทีในตำหนักจิ้งหยาง

“หวานไป...เจ้ากินดีๆ” เย่เทียนลงใช้ปลายนิ้วเช็ดเศษขนมที่ปากของเย่ซืออวิ๋นออก สัมผัสร้อนวาบทำให้เย่ซืออวิ๋นชะงัก พวงแก้มพลันร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่อยู่ ยิ่งเห็นพระพักตร์หล่อเหล่าคมคายที่มุมปากนั้นกำลังยกยิ้มก็รู้สึกว่าตนเองกำลังเขินอายอย่างหนัก

 

เสด็จพ่อผู้นี้ช่างเปี่ยมเสน่ห์อย่างร้ายกาจเสียจริง!

 

“การเรียนของเจ้า...”

“อ้า ลูกมารบกวนเสด็จพ่อนานเกินไปเสียแล้ว อีกประเดี๋ยวพระองค์ยังต้องออกว่าราชการ ลูกนี่ไม่ไหวเลยพ่ะย่ะค่ะ ลูกว่าตนควรกลับตำหนักลั่วสุ่ยได้แล้ว...” พอถูกลากเข้าเรื่องเรียนเย่ซืออวิ๋นก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที ความกลัวเกรงในตอนแรกของเขาหายวับไปหมด เพราะเย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าเสด็จพ่อผู้นี้ก็หาได้เย็นชาดั่งที่คิด ชาติก่อนที่ตนถูกเกลียดอาจเพราะไม่เคยเข้าหาพระองค์เช่นนี้มาก่อนก็ได้

เย่เทียนหลงพูดไม่ออกไปชั่วครู่ ส่ายหน้าเบาๆ ดูเอาเถิด...ตอนเขาพูดกับเจ้ารองเจ้าสามก็ไม่ตั้งใจฟัง พอเขาพูดกับเจ้าตัวก็เฉไฉเปลี่ยนเรื่อง

 

นอกจากเป็นตัวตะกละแล้วยังเป็นตัวขี้เกียจอีก

 

“อ้อ เจ้ากลับได้...แต่ถ้าอาจารย์ที่สอนเจ้ามาฟ้องข้าแม้แต่คนเดียว ข้าจะลดเบี้ยหวัดตำหนักลั่วสุ่ย”

เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโตขึ้นทันที ลดเบี้ยหวัดเขาก็อดตายน่ะสิ! เพิ่งชมไปเมื่อครู่เอง...เขาขอถอนคำพูดในใจของตน!

ดวงตาที่ถลึงมองเงาตนบนพื้นเช่นนั้นเย่เทียนหลงเห็นหลายครั้งแล้ว เจ้าตัวน้อยนี่ไม่กล้าหาเรื่องเขาแต่เงาของเขากลับถูกเจ้าตัวถลึงตาใส่จนพรุนไปทั้งตัวแล้วกระมัง “แต่ถ้าเจ้าทำได้...หนึ่งเดือนต่อจากนี้ข้าจะให้เจ้ามาทานอาหารที่ตำหนักจิ้งหยาง...”

ข้อเสนอที่น่าสนใจเหลือเกิน เย่ซืออวิ๋นเปลี่ยนเป็นคลี่ยิ้มหวานทันที เจ้าตัวพยักหน้าหงึกๆ คำนับอย่างนอบน้อม “ลูกจะไม่ทำให้เสด็จพ่อผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ...เช่นนั้นลูกทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”

ความจริงแล้วเห็นแก่ของกินมากกว่าล่ะสิ เย่หลงเทียนได้แต่ส่ายหน้าระอา พอเย่ซืออวิ๋นเดินออกไปจากตำหนักแล้ว บรรยากาศรอบกายองค์ราชาก็เยียบเย็นขึ้นอีกเท่าตัว พระเนตรคมกริบวาววับหารู้ว่าครุ่นคิดอันใดอยู่กันแน่

 

แต่ใครเล่าจะอาจหาญเดาใจฮ่องเต้

 

“รุ่ยจื่อ...ไปสืบตำหนักลั่วสุ่ย” คำสั่งเพียงประโยคเดียวพร้อมกับเงาดำที่วูบไหวมาเคารพเบื้องพระพักตร์จากนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว

เย่หลงเทียนเคาะปลายนิ้วกับโต๊ะ มุมปากยกยิ้มเย็นชา

 

ข้าก็อยากรู้ว่าเจ้ากำลังจะทำอะไรเย่ซืออวิ๋น

 

......................

 

เย่ซืออวิ๋นออกมาจากตำหนักจิ้งหยางพลางถอนหายใจเบาๆ ราวกับตนใช้พลังไปมากเหลือแสน เขารู้ว่าการกระทำของตนทำให้เสด็จพ่อระแวงและสงสัยพระทัยเป็นแน่ แต่ตนไม่ได้คิดร้าย ไม่ได้วางแผนใดๆ

 

เพียงแค่...เอาตัวรอดก็เท่านั้น

เขายังจำความเจ็บปวดที่ดาบแทงทะลุหัวใจได้อยู่ มันตกค้างไม่ไปไหน และเพราะสัมผัสนั้นยังคงอยู่เย่ซืออวิ๋นเลยไม่อยากสัมผัสมันอีก

 

ความโปรดปรานจากฮ่องเต้คือหนึ่งในยันต์คุ้มภัยที่ดีที่สุดให้แก่ตน

 

เย่ซืออวิ๋นคิดอะไรเพลินๆ ปลายเท้าดันสะดุดอาภรณ์ตัวเอง โดยที่ขันทีหรือเหล่านางกำนัลก็ช่วยไม่ทัน เขาหลับตาปี๋เตรียมตัวรับความเจ็บปวดแต่ปรากฎว่าไม่มีอันใดเกิดขึ้น มีเพียงกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นไผ่อันแสนเย็นสงบโอบล้อม ได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาข้างหู

เย่ซืออวิ๋นพบว่าตนเองซุกอยู่กับอ้อมกอดคนผู้หนึ่งที่กำลังส่งรอยยิ้มเล็กๆ มาให้ คนที่เขาไม่คิดว่ามาอยู่ตรงนี้ได้เพราะน่าจะเข้าเรียนไปแล้ว

“พี่ใหญ่ไม่เจ็บใช่หรือไม่?” น้ำเสียงเรียบแต่อ่อนโยนเอ่ยถามทำให้เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้างด้วยดวงตาเป็นประกายทันที

“น้องรอง”

 

.........................

 

เย่เฟิงมองพี่ชายใหญ่ของตนที่กำลังยิ้มอยู่อย่างอ่อนใจ นึกสงสัยว่าปล่อยให้คนคนนี้เดินคนเดียวต้องอันตรายเป็นแน่ ไม่มีอันใดให้สะดุดก็สามารถสะดุดชายอาภรณ์ล้มได้

“น้องรองมิใช่ว่ากำลังจะเตรียมตัวเรียนหนังสือหรอกหรือ?”

“พี่ใหญ่เล่า?” เย่เฟิงเปลี่ยนมาจูงมือพี่ชายตนไว้แล้วจูงเดินไปข้างหน้า ข้างกายเขามีแค่ขันทีคนสนิทกับนางกำนัลแค่สองคน เพราะเย่เฟิงติดใจสายตาของเย่ซืออวิ๋นตอนก่อนออกมาจากตำหนักจิ้งหยางแล้ว วันนี้ก่อนเข้าเรียนเขาเลยแวะมาดูพี่ชายคนนี้เสียหน่อย ใครจะนึกว่ามาทันเห็นคนซุ่มซ่ามพอดี

“ตอนแรกข้าว่าจะอู้ไปนั่งวาดรูปริมสระบัว แต่...ตั้งใจเรียนสักหน่อยคงไม่เสียหาย” นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่เสด็จพ่อผู้นั้นบอกว่าจะให้มาทานข้าวที่ตำหนักจิ้งหยางทุกวันหรอกนะ เขาไม่ได้เห็นแก่กินขนาดนั้น “อ้ะ นี่เรากำลังไปไหนกันน่ะน้องรอง?” เย่ซืออวิ๋นเงยหน้ามองน้องรองที่ตัวสูงกว่าตนตาปริบๆ เมื่อพบว่าไม่ใช่ทางเดินไปตำหนักลั่วสุ่ยของตน

“ชาและขนมตำหนักลู่จื่อของข้ารสดีไม่น้อย” องค์ชายรองไม่ตอบคำถามแต่กลับเอ่ยมาประโยคหนึ่งแทน

“เช่นนั้นเราไปกันเถิด” ไม่ต้องรอให้เย่เฟิงพูดต่อ คนเย่ซืออวิ๋นก็พยักหน้าหงึก ลากน้องรองของตนเดินไปทันที ส่วนเจ้าของตำหนักก็ยกยิ้มมุมปาก เดินตามพี่ชายต้อยๆ

 

ก็เพิ่งรู้วันนี้เองว่าพี่ใหญ่ผู้นี้หลอกล่อด้วยของกินได้ง่ายดายนัก

 

ตำหนักลู่จื่อของเย่เฟิงนั้นแตกต่างจากตำหนักลั่วสุ่ยมาก เพราะที่นี่สงบร่มรื่นด้วยไผ่สูงที่รายล้อมเต็มไปหมด ราวกับไม่ใช่ตำหนักในพระราชวัง สวนไผ่เล็กๆ ริมสระน้ำขนาดกลางนั้นน่ามานั่งพักผ่อน เย่ซืออวิ๋นกวาดตามองอย่างชอบใจ ชาติก่อนตนไปเยือนตำหนักน้องชายแต่ละคนน้อยนัก เรียกได้ว่าไม่ผูกสัมพันธ์กับผู้ใดทั้งสิ้น ตำหนักลู่จื่อเป็นเช่นไรเขาจำไม่ค่อยได้เสียแล้ว แต่ตอนนี้กลับเห็นชัดตา...

ขันทีและนางกำนัลตำหนักลู่จื่อมององค์ชายทั้งสองอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่พูดอันใด ยามผู้เป็นนายสั่งให้ยกขนมและน้ำชาไปวางไว้ในสวนไผ่ก็น้อมรับคำสั่งอย่างง่ายดาย

เย่เฟิงจูงมือพี่ชายไปนั่งในสวน โต๊ะที่นั่งเป็นหินอ่อนสีดำเย็นสบาย มีเบาะนุ่มรองไว้อยู่ก่อนแล้ว สามารถมองทิวทัศน์สระน้ำที่กำลังสะท้อนแสงยามเช้าได้งดงาม ทั้งคู่นั่งรอเพียงไม่นานนางกำนัลก็ยกขนมและน้ำชาเข้ามาวางไว้ เย่เฟิงโบกมือหนึ่งครั้งทั้งหมดก็เว้นระยะห่างออกไปทันที การปกครองตำหนักที่มีระเบียบเรียบร้อย และมีแต่ผู้เชื่อฟังเช่นนี้ทำให้เย่ซืออวิ๋นเปิดหูเปิดตา

 

มิแปลกใจเลยที่ชาติก่อนน้องรองได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาท...ความสามารถเหมาะสมจริงๆ แค่ในตำหนักก็ระเบียบเรียบร้อยขนาดนี้

 

“ชาพุทราน้ำผึ้งและขนมถั่วกวนรสชาติไม่เลว พี่ใหญ่ลองชิมดู” เย่เฟิงรินชาใส่แก้วหยก ตักน้ำผึ้งหอมที่หมักกับดอกไม้ใส่ลงไปหนึ่งช้อน ท่วงท่าสุภาพนุ่มนวลและงดงามราวภาพวาด อีกทั้งใบหน้านั้นหรือก็น่ามอง เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ ยามคนน้องเลื่อนแก้วชาและถาดขนมมาให้เขา

“อร่อย...ชาก็รสดี ทานคู่กันแล้วลงตัวนัก” เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโตอย่างชอบใจ แค่คำแรกก็ยิ้มแป้นเสียแล้ว จากนั้นก็ดื่มต่อกินต่ออย่างรื่นเริง ทั้งๆ ที่เพิ่งอิ่มมาจากตำหนักจิ้งหยางแท้ๆ

เย่เฟิงมองพี่ชายตนที่กำลังกินอย่างมีความสุข ขนมถั่วกวนสี่ห้าชิ้นในจานและชาพุทราน้ำผึ้งหนึ่งกาหมดไปในเวลาไม่นาน ดวงหน้าขาวเนียนนั้นดูอิ่มเอม มุมปากก็แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตาที่งดงามสุกสกาวดุจดวงดาราเป็นประกายระยับ

 

งดงามยิ่งกว่าภาพวาดเสียอีก...

 

เย่เฟิงเคยได้ยินผู้คนกล่าวขานถึงฉินกุ้ยเฟยที่ไม่เคยเห็นหน้าเพราะนางจากไปเสียก่อนว่าเป็นหญิงงามล่มเมือง เป็นสตรีที่ทำให้เสด็จแม่ผู้อ่อนโยนของตนบอกว่าอิจฉาและสงสารยิ่งนัก...ดูจากพี่ใหญ่ผู้นี้ที่แม้วัยเพียงสิบสองหนาวแต่กลับงดงามจนทำให้ผู้คนใจอ่อนนี่แล้วคิดว่าคำกล่าวขานนั่นก็เป็นจริงอยู่กระมัง

“ใกล้ยามซื่อแล้ว ข้าก็ต้องไปเตรียมตัวเรียนเช่นกัน...น้องรอง ขอบใจมากสำหรับขนม คราวหลังข้าต้องมาอีกแน่ๆ ถ้าน้องรองว่างก็ไปตำหนักลั่วสุ่ยของข้าได้ ข้าจะต้อนรับอย่างดี” เย่ซืออวิ๋นที่อิ่มจนท้องกลมว่าเสียงใส สำหรับสิ่งมีชีวิตขี้เกียจเช่นเขาการได้กินของอร่อยๆ นั้นดีงามยิ่งกว่าได้รับของมีค่าเสียอีก

“ข้าจะไปส่ง” เย่เฟิงยื่นมือไปเบื้องหน้า ส่วนเย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้วก่อนจะหน้าร้อนวาบ ยามมือนั้นแตะแก้มเขาเชื่องช้านุ่มนวล ปลายนิ้วไล้ขอบปากที่เปื้อนเศษขนมออกอย่างอ่อนโยน...เขาจะไม่เขินอายเท่าไหร่นัก หากน้องรองไม่ส่งเศษขนมนั่นเข้าปากตน!

 

ดูดีเกินไปแล้ว!

 

เย่เฟิงมองคนแก้มแดงก่ำแล้วยิ้มจาง ยื่นมือจูงพี่ใหญ่ของตนเดินออกไปนอกตำหนักเพราะขืนปล่อยให้อีกฝ่ายกลับตำหนักลั่วสุ่ยคงได้หกล้มก่อนถึงเป็นแน่ เมื่อถึงตำหนักเรียบร้อยเย่ซืออวิ๋นก็โบกมือพร้อมกล่าวคำขอบคุณด้วยรอยยิ้มแป้น เรียกรอยยิ้มบางๆ จากเย่เฟิงกลับมา องค์ชายรองหมุนกายกลับไม่นานก็ถึงตำหนักของตน รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไป

“องค์ชาย” ร่างที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเอ่ยเรียกเสียงเบา “ไม่พบอะไรผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ นางกำนัลในตำหนักลั่วสุ่ยบอกเพียงว่าองค์ชายใหญ่ฝันร้ายมาหลายคืน แต่นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีอะไรพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายใหญ่หาได้ติดต่อกับใครเป็นพิเศษ นอกจากมาเข้าเฝ้าฝ่าบาทที่ตำหนักจิ้งหยางแล้วก็เก็บตัวอยู่ในตำหนักส่วนมากถ้าไม่วาดภาพก็อ่านหนังสือหรือนั่งเกาพิณเล่นพ่ะย่ะค่ะ”

เย่เฟิงพยักหน้า ปลายนิ้วเรียวเคาะโต๊ะเบาเป็นจังหวะ ฟังไปแล้วคลับคล้ายเสียงดนตรี “ส่งคนเข้าไปแฝงตัวในตำหนักลั่วสุ่ยข้าต้องการรู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างของที่นั่น”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

“เจ้าไปได้...ขอบคุณมาก”

“หามิได้กระหม่อม ได้รับใช้พระองค์ถือเป็นเกียรติของหม่อมฉัน” องค์ชายรองผู้ปรีชาสามารถแม้ยังเยาว์วัย ซ้ำยังฉลาดช่างวางแผนและมีคุณธรรมเหมาะสมที่จะเป็นรัชทายาทยิ่งกว่าผู้ใด

เมื่อองค์รักษ์ลับของตนออกไปแล้วเย่เฟิงก็ขมวดคิ้วครุ่นคิด เขาแปลกใจกับพฤติกรรมที่ไม่เคยเห็นขององค์ชายใหญ่นักอยากรู้เหมือนกันว่าฝ่ายนั้นจะทำอะไร ถึงได้ดูมีท่าทีสนิทสนมกับตนเช่นนี้...

 

แต่ว่า...

พอนึกถึงรอยยิ้มที่แสนงดงามนั่นแล้ว กับท่าทางกินอย่างมีความสุขเช่นนั้น...

 

มุมปากองค์ชายรองผู้ถูกกล่าวขานว่าสง่างามสูงส่งดุจไผ่สูงก็ยกยิ้ม ดวงตาที่ปกติเรียบนิ่งเฉยชาอยู่เป็นนิจนั้นทอประกาย ปลายนิ้วที่เคาะโต๊ะกลมกลายเป็นจังหวะเชื่องช้าจนได้ยินเสียงเป๊าะๆ

“ให้คนเตรียมขนมถั่วกวนกับชาพุทราน้ำผึ้งไว้เยอะๆ เสียหน่อย...” เย่เฟิงออกคำสั่งกับนางกำนัลที่รอรับคำสั่งอยู่ด้านนอกก่อนจะยิ้มขำหนึ่งครากับความจริงที่เพิ่งรู้มาวันนี้

“เพคะองค์ชาย”

 

พี่ใหญ่ผู้นั้นนอกจากซุ่มซ่ามแล้วก็ยังเห็นแก่กินอีกด้วย

 

................

 

เมื่อเข้ามาในตำหนักลั่วสุ่ยเย่ซืออวิ๋นถอดรองเท้าออก ห้ามไม่ให้ใครรบกวนแล้วปีนขึ้นเตียงก่อนจะกลิ้งอย่างเกียจคร้าน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ยกมือก่ายหน้าผาก

เขารู้ว่าพฤติกรรมวันนี้ของตัวเองคงทำให้คนสงสัย ทั้งเสด็จพ่อ ทั้งน้องรอง แต่ตนก็หาได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง...อ้อ มีสิ เจตนาไม่อยากตายเร็วแค่นั้นล่ะ คนหนึ่งเป็นฮ่องเต้ อีกคนเป็นว่าที่รัชทายาทในอนาคต เกาะติดสองคนนี้ไว้ได้ชีวิตเขาย่อมปลอดภัยขึ้นเยอะ

แต่ดูจากท่าทีวันนี้แล้วทั้งสองคนนี้คงไม่เกี่ยวข้องกับผู้ที่สังหารเขาในชาติที่แล้วเป็นแน่...ฮ่องเต้เย่เทียนหลงไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่ต้องมาสนใจองค์ชายตัวเล็กๆ เช่นเขา ส่วนน้องรองผู้นั้น...นึกถึงใบหน้างดงามหล่อเหลาของผู้เป็นน้องแล้วเย่ซืออวิ๋นก็ถอนหายใจ

ชาติก่อนใครๆ ก็ชื่นชมว่ารัชทายาทแห่งต้าเซี่ยนั้นหล่อเหลายิ่งนัก สง่างามราวไผ่สูงอันแสนล้ำค่า กริยามารยาทล้วนงดงามสูงส่ง เพียงแย้มยิ้มหนึ่งคราก็ขโมยหัวใจสาวงามทั่วแผ่นดิน เปี่ยมความสามารถเชี่ยวชาญทั้งบู๊และบุ๋นคำพูดนี้ไม่เกินจริงนัก เพราะวันนี้เย่ซืออวิ๋นก็ถูกเสน่ห์ของน้องชายทำให้ไปไม่ถูกเช่นกัน น้องรองที่เพียบพร้อมเช่นนี้ก็คงไม่สังหารองค์ชายไร้ประโยชน์เช่นตนเป็นแน่

 

แต่ก็ยังคงต้องดูต่อไปนานๆ ...ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เขาเลยต้องทำให้เสด็จพ่อโปรดปรานเข้าไว้ ตีสนิทน้องชายให้มากๆ ...

เฮ้อแค่จะมีชีวิตยืนยาวยังต้องคิดมากเสียขนาดนี้ เกิดเป็นเย่ซืออวิ๋นนี่ไม่ง่ายเอาเสียเลย

 

คิดไปคิดมาเย่ซืออวิ๋นก็ลุกขึ้นนั่ง เดินไปหยิบหมึกกับพู่กันแล้วก็กระดาษบนเตียง ไล่เขียนรายชื่อผู้ต้องสงสัยแต่ละราย วงกลมตัวใหญ่ๆ ไว้ที่องค์ชายสามเย่เซียวกับองค์ชายสี่เย่หาน

ชาติก่อนเย่เซียวและเย่หานแสดงออกมาชัดเจนว่าชิงชังเขายิ่งนัก แต่น้องสามยังไม่ร้ายกาจเท่าน้องสี่เพราะน้องสามเป็นคนค่อนข้างอารมณ์ร้อน คิดอะไรก็พูดออกมาเสียหมด ต่างกับน้องสี่ผู้นั้นที่แม้ร่างกายจะอ่อนแอ ท่าทางสุภาพอ่อนโยนแต่น่ากลัวมาก พวกเขาเจอกันไม่บ่อย เมื่อมีตำหนักนอกวังเป็นของตัวเองก็ยิ่งไม่ค่อยได้เจอกัน ทุกครั้งที่เจอน้องสามจะกล่าววาจากระทบกระทั่งเรื่องที่เขาไร้ประโยชน์แล้วยังมีสามสามีสี่อนุ ส่วนน้องสี่...แม้จะไม่กล่าวว่าออกมาชัดๆ แต่แววตาสะท้อนความดูถูกเหยียดหยาม ซ้ำยังเหน็บแนบแบบอ้อมๆ ให้ต้องใช้สมองคิด...น่าปวดหัวเหลือเกิน

 

สองคนนี้น่าสงสัยไม่น้อย...

 

เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้ว ก่อนจะวงกลมเล็กๆ ไว้ท้ายชื่ออีกเจ็ดชื่อ...สามสามีสี่อนุของตนก็น่าสงสัยเช่นกัน แม้จะเป็นเหล่าคนงามที่ดูอ่อนแอบอบบางก็ไว้ใจไม่ได้ หรือมีใครต้องตาเหล่าคนงามของเขาในชาติก่อน โกรธเกลียดตนที่ใช้อำนาจองค์ชายแย่งมาเลยฆ่าเขาทิ้งเสีย

 

อืม...เป็นไปได้

 

คงต้องหาโอกาสไปดูเหล่าคนงามของตนในชาติที่แล้วเสียหน่อยจะได้เก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ถูกต้อง...เริ่มจากคนแรก...

ดวงตาคู่สวยจับจ้องรายชื่อหนึ่งไว้มั่น ลายมือของเย่ซือวิ๋นนั้นเป็นตัวอักษรแบบสิงซู แต่เพราะเย่ซืออวิ๋นถนัดการวาดภาพ เขาเลยดัดแปลงเป็นแบบที่เขียนง่ายโดยปลายหางจะตวัดขึ้นและเชื่อมต่อกัน มองดูแล้วคล้ายภาพวาดแถบหนึ่ง ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชื่อที่อ่านได้ว่า

 

ลู่ถิงอวี่

 

นี่เป็นสามีคนแรกที่เย่ซืออวิ๋นทูลขอสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้ บุรุษหนุ่มผู้ถูกกล่าวขานว่าหล่อเหลางดงามน่ามองที่สุดแห่งแผ่นดิน แต่ร่างกายอ่อนแอจนเป็นโฉมงามอาภัพ ทายาทสายตรงเพียงคนเดียวของสกุลลู่ผู้ถือครองตำหนักเอกอัครเสนาบดีแห่งแว่นแคว้น

 

ลู่ถิงอวี่...ลู่ถิงอวี่

 

พลันภาพหนึ่งแวบเข้ามาในหัว...รอยยิ้มอ่อนโยนเอื้ออาทร ใบหน้าหล่อเหลางดงาม มือเรียวยาวที่ขยับไหวไปตามฉินสิบสองสายบรรเลงบทเพลงอันแสนไพเราะคอยขับกล่อม อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์รับกับท่วงท่าดุจเทพเซียนของเขา ยิ่งคิดเย่ซืออวิ๋นก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด อกซ้ายเต้นเร่าจนเขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยื่นมือไปเผากระดาษเหล่านั้นจนกลายเป็นขี้เถ้า กระพริบตาหนึ่งครั้งแล้วเอนตัวซุกกับหมอนนุ่มๆ บนเตียง

 

ลู่ถิงอวี่ไม่เคยรักตน...เขารู้ดี ชาติก่อนยิ่งอีกฝ่ายอ่อนโยนด้วยเท่าไหร่เขาก็ยิ่งเจ็บปวดและเกลียดตัวเองด้วยเท่านั้น

 

ริมฝีปากแดงเม้มแน่น ตัดสินใจว่าควรนอนจะได้ไม่คิดมากเสียงรายงานจากหน้าประตูก็ทำให้เย่ซืออวิ๋นลุกขึ้นมานั่งตัวตรงทันที

“องค์ชายอาจารย์ฟางมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจัดเตรียมอุปกรณ์การเรียนที่ศาลาเรียบร้อยแล้ว”

“ขอบใจนะอันกงกง ช่วยเข้ามาเปลี่ยนชุดให้ข้าทีสิ” ลืมไปว่าเขามีเรียน ตอนแรกว่าจะขี้เกียจเสียหน่อย แต่ขืนให้ตาแก่คร่ำครึอย่างอาจารย์ฟางไปทูลเสด็จพ่อ มีหวังได้อดตายเป็นแน่...ชาติก่อนก็จำได้ดีว่าอาจารย์ฟางท่านนี้ขี้ฟ้องเป็นที่หนึ่ง!

อันกงกงเปิดประตูเข้ามาเห็นองค์ชายน้อยของตนนั่งดีก็เอนตัวลงไปนอนต่อราวลูกแมวขี้เกียจแล้วก็ทั้งขำทั้งเอ็นดู เก็บพู่กันกับหมึกที่ตั้งเกะกะอยู่ตรงปลายเตียงออกไปวางไว้ดีๆ ก่อนจะเปลี่ยนชุดให้อีกฝ่ายอย่างชำนาญ ร่างเล็กๆ นั่นให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พอติดพู่หยกเสร็จก็ยิ้มตาหยี

“อันกงกงนี่เก่งกาจยิ่งนัก ถ้าไม่มีท่านข้าต้องลำบากแน่ๆ วันคืนในตำหนักลั่วสุ่ยคงผ่านไปอย่างยากลำบากที่สุด”

“องค์ชายพอพระทัยกระหม่อมก็ดีใจพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงตอบยิ้มๆ เขาเอ็นดูและถนอมองค์ชายน้อยผู้นี้ยิ่งนัก แม้จะความคิดอาจเอื้อมไปมากแต่เพราะเห็นมาตั้งแต่ตอนองค์ชายผู้นี้ประสูติและตนก็เคยเป็นข้ารับใช้ของฉินกุ้ยเฟยมาก่อน...

“ถ้าอยากให้ข้าพอใจกว่านี้อันกงกงคนดีต้องเตรียมเสี่ยวหลงเป่าไว้เป็นของว่างให้ข้าด้วยนะ”

 

ที่แท้ก็ชมเพราะหวังของกิน...

 

อันกงกงกลั้นยิ้ม พยักหน้ารับคำสั่งอย่างว่าง่าย เดินไปเปิดประตูให้องค์ชายใหญ่ของตน ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็กลอกตามองฟ้าสีคราม

 

ได้เวลาเริ่มเรียนที่แสนน่าเบื่อ...

 

...................

 

“องค์ชายทรงพระปรีชาสามารถล้นเหลือพ่ะย่ะค่ะ” อาจารย์ฟางมองลูกศิษย์ของตนอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นเท่าไหร่นัก องค์ชายใหญ่ผู้นี้ปกติก็หาค่อยได้ตั้งใจเรียนอยู่แล้ว ตนเองก็รับคำสั่งจากองค์เหนือหัวให้มาชี้แนะบรรดาองค์ชายทั้งหลาย ในลูกศิษย์ทั้งหมดเขาไม่อยากสอนองค์ชายใหญ่ผู้นี้ที่สุด เพราะเห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายฟังเพียงผ่านๆ เข้าหูซ้ายออกหูขวา ให้ทำแบบทดสอบก็ทำส่งๆ บางทีก็โดดเรียนโดยอ้างว่าไม่สบายบ้างล่ะ แต่วันนี้กลับทำแบบทดสอบได้ถูกต้องหมดทุกข้อ ซ้ำยังตั้งอกตั้งใจฟังและสอบถามเรื่องที่สงสัยเป็นอย่างดีจนเขาแปลกใจเหลือเกิน

 

องค์ชายใหญ่ไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่านะ?

 

เห็นสายตาที่มองมาแบบไม่อยากเชื่อนั่นแล้วเย่ซืออวิ๋นก็ยิ้มมากขึ้น ต้องทำหน้าตกใจถึงขนาดนี้เลยหรือไงกันนะ อาจารย์ฟางนี่ไม่ไหวเอาเสียเลย...ลืมไปเขาไม่ใช่ศิษย์รักเหมือนน้องรองกับน้องสามนี่นา

“แฮ่ม ท่านอาจารย์ฟาง เวลาเสด็จพ่อตรัสถามท่านเรื่องการเรียนของข้า ท่านก็ชมข้ามากหน่อยเถอะนะ สัญญาว่าต่อจากนี้ข้าจะตั้งใจเรียน ตั้งใจฟัง ไม่อู้ ไม่ดื้อ ไม่ซนให้ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยอีกแล้ว”

 

พระองค์รู้ตัวด้วยหรือว่าแต่ก่อนทั้งอู้ ทั้งดื้อ ทั้งซน

 

อาจารย์ฟางคิดอยู่ในใจแต่ไม่หาเรื่องตายโดยพูดออกไปแน่ๆ ...ว่าแต่เมื่อครู่บอกว่าให้ชมต่อหน้าพระพักตร์บ่อยๆ หรือฮ่องเต้จะมีข้อแลกเปลี่ยนกับองค์ชายผู้นี้กันนะ? พระองค์ทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก สามารถทำให้โอรสผู้เกียจคร้านหันมาตั้งใจเรียนได้ สมแล้วที่เป็นโอรสสวรรค์!

“เอ่อ...ข้าทำเพื่อปากท้องตัวเอง ท่านต้องเข้าใจข้าหน่อยนะ อย่าลืมชมข้าเยอะๆ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มประจบประแจง รอยยิ้มของเขานั้นงดงามเวลาออดอ้อนขึ้นมาต่อให้คนใจหินก็ยังต้องยอมแพ้ แล้วนับประสาอะไรกับคนแก่อย่างอาจารย์ฟางที่เผลอยิ้มตาม เผลอพยักหน้าขานรับไปเรียบร้อย พอรู้ตัวอีกทีก็ได้แต่ชะงัก

 

องค์ชายใหญ่น่ากลัวไปแล้ว!

แต่...ดูท่าทางยิ้มตาหยี พวงแก้วยุ้ยๆ แพขนตาขยับไหวอย่างงดงามน่ารักน่าเอ็นดูนั่นสิ!

 

“อาจารย์ฟางใจดีกว่าที่ข้าคิดไว้ เมื่อก่อนท่านชอบตีหน้าเคร่ง แถมยังจริงจัง ข้าก็เลยเกรงๆ แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าท่านนั้นใจดี พวกเรามาเริ่มใหม่กันเถอะ ข้าจะเป็นลูกศิษย์ที่ดีไม่ทำให้ท่านหนักใจแน่นอน” เย่ซืออวิ๋นให้คำสัญญา เรื่องที่เรียนเหล่านี้ชาติก่อนแม้เขาจะเรียนมาแล้ว แต่ก็ไม่เคยได้ตั้งใจฟังจริงๆ ดังนั้นมาเรียนใหม่แม้จะน่าเบื่อก็ถือว่าไม่เลวเท่าไหร่

 

อะไรที่ทำให้คนอื่นเกลียดเขาจะพยายามไม่ทำ!

 

“กระหม่อมดีใจที่พระองค์จะหันมาตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายทรงอย่าได้กังวลพระทัย ต่อหน้าพระพักตร์หม่อมฉันจะชื่นชมองค์ชายแน่นอน” หัวใจคนแก่ที่เห็นเด็กๆ คิดได้นี่ปลาบปลื้มยินดีเหลือเกิน จนแทบอยากจะยกชายเสื้อขึ้นมาซับน้ำตา

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ สองศิษย์อาจารย์นั้นหันมาสนใจตำรากันอีกรอบ หนึ่งคนสอน หนึ่งคนฟัง จดแล้วซักถามอย่างตั้งอกตั้งใจ ทำให้อันกงกงที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ไกลนั้นน้ำตาไหลด้วยความปลาบปลื้ม เอาผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาที่ไหลไม่หยุด ดีใจประหนึ่งบุตรหลานของตนบรรลุแล้ว ทำให้นางกำนัลทั้งหลายก้มหน้าไม่มองกันเป็นแถว

 

ไม่น่าดูเอาเสียเลย ไม่น่าดู!

 

จวบจนต้นยามเซิน อาจารย์ฟางเลยได้ลากลับไปด้วยความยินดีท่วมท้นในอก ซ้ำยังได้รับชาหลิวล่องบึงมรกรตกลับบ้านไปอีกหนึ่งห่อใหญ่ เย่ซืออวิ๋นยืดเส้นยืดสาด ฉีกขา ยืดแขนจนสุด อ้าปากหาววอดๆ จนหางตามีน้ำตาซึม แม้กิริยาไม่งามไปบ้างแต่พอองค์ชายใหญ่ทำแล้วดูราวเป็นแมวที่น่าเอ็นดู อันกงกงรีบถืออ่างน้ำ และให้นางกำนัลยกชากับขนมเข้ามาทันที พลางจับมือเล็กๆ นั่นมาล้างอย่างแผ่วเบา

 

องค์ชายตั้งใจเล่าเรียนยิ่งนัก ดูสิเนี่ยมือเปื้อนหมึกไปหมดแล้ว

 

เย่ซืออวิ๋นยิ้มมองกงกงคนสนิทถูกมือและเช็ดมือให้เขาเรียบร้อย ก็รินน้ำชาใส่แก้วให้ เก็บทุกอย่างบนโต๊ะเล็กๆ ออก ซ้ำยังมาช่วยนวดไหล่คลายความเมื่อยล้าให้อย่างรู้ใจกันอีก...ชาติก่อนไม่รู้ว่ายามตนตายไปแล้วอันกงกงเป็นอย่างไรบ้าง คนผู้นี้ภักดีกับเขาดูแลเขามาตลอด...โดยไม่พูดอะไรไม่สนว่าเขาจะเงียบใส่ หรือดื้อดึงแค่ไหน

 

คิดไปแล้วชาติก่อน...เขาก็ทำร้ายผู้คนแบบเงียบๆ ไม่รู้ตัวมาไม่น้อยจริงๆ

โดยเฉพาะกับคนใกล้ตัว

 

“อันกงกงไม่ต้องห่วง หลังจากนี้ข้าจะตั้งใจเรียน ไม่ทำให้ท่านปวดหัวแล้วแน่นอน”

“องค์ชาย...” อันกงกงซาบซึ้งยิ่งนัก แม้เมื่อก่อนองค์ชายจะไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ แต่ก็ดีกับข้ารับใช้ไม่น้อย แล้วองค์ชายยามนี้นั้นช่าง...ดีเหลือเกิน คล้ายกับเติบใหญ่ขึ้นในช่วงเวลาข้ามคืน

 

ถ้าฉินกุ้ยเฟยยังอยู่ต้องดีพระทัยเป็นแน่

 

“เดี๋ยวนวดเสร็จท่านไปขอสีที่สำนักราชวังให้ข้าสักหน่อย เลือกสีดีๆ มาด้วยล่ะ ให้คนอื่นไปข้าไม่ไว้ใจเท่าไหร่” เย่ซืออวิ๋นเอียงคอให้อันกงกงนวด ฝีมือนวดนี่ดีจริงๆ ทำเอาความล้าตอนนั่งเรียนหลังขดหลังแข็งหายวับไปเลย

“องค์ชายจะทรงวาดภาพหรือพ่ะย่ะค่ะ?” อันกงกงรู้ว่าองค์ชายของตนนั้นมีฝีมือการวาดภาพได้งดงามที่สุด เพียงแต่ส่วนมากมักใช้หมึกดำวาดเขียนแทนสีเพราะขี้เกียจออกไปสำนักราชวัง แต่คราวนี้...

เย่ซืออวิ๋นยิ้มตาหยี “ข้าจะติดสินบนเสด็จพ่อย่อมต้องทุ่มเทให้เต็มที่สักหน่อยสิ”

 

นี่เขาทำเพื่อชีวิตน้อยๆ ของตัวเอง ทำเพื่อปากท้องเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้นแล้ว! บัลลงบังลังก์อันใดล้วนไม่อยากได้!

 

.......................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.982K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,255 ความคิดเห็น

  1. #4196 temnotthxmes (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 17:00
    ส่อแววอินเสท ผมนั้นใจไม่ดีแต่อาจจะเป็นความเอ็นดูล๔กเอ็นดูหลานก็ได้🥲 เอาเป็นว่าทุกคนระแวงน้อง ก็แน่สิ จู่ ๆ มาดีด้วยนี่มันแปลกมากเลยไม่ใช่หรอ เข้าใจพวกแกนะเว้ย .ตบบ่า
    #4,196
    0
  2. #4161 Present (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2564 / 05:05
    ใครเป็นพระเอกเนี่ย
    #4,161
    0
  3. #4087 NNYuki (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 เมษายน 2564 / 05:40
    น้องลูก ทำตัวน่ารักมากกกกกก แต่ยิ่งน่ารักก็ยิ่งอันตรายไหมน้า
    #4,087
    0
  4. #3862 wan62063 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มีนาคม 2564 / 03:08
    แต่เอาจริงคนที่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้จะโดนเพ่งเล็งก่อนเสมอ ขอให้น้องรอดจ้า
    #3,862
    0
  5. #3734 knunkim (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มีนาคม 2564 / 10:56
    ดีแล้วลูก เอาใจเขามาใส่ใจเรา
    #3,734
    0
  6. #3105 Frizzy G (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:07

    เข้าใจน้องเลย ทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว สงสาร
    #3,105
    0
  7. #3053 kuyakmekai (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:42
    ไม่น้าาา จะโดดลงเรือคนบาปไม่ด้ายยยTT~TT //ขาข้างนึงเหยียบเรือ
    #3,053
    0
  8. #2957 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 11:10
    ต้าวน่ารักน้าาาาา มุมิมากๆ
    #2,957
    0
  9. #2886 AtitayaSomkaew (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 21:07
    ใครก็ได้บอกหน่อยตกลงฮ่องเต้ชื่ออะไร เย่หลงเทียนหรือเย่เทียนหลง ^_^
    #2,886
    0
  10. #2877 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 มกราคม 2564 / 21:26
    เรือบาปลอยมาแต่ไกลเลยค่ะคุณพี่
    #2,877
    0
  11. #2873 AyuraBinDawud (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มกราคม 2564 / 12:56
    มันได้ว่ะ เรือบาป
    #2,873
    0
  12. #2666 normal curve (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2563 / 20:21
    เรือบาปลอยมาแต่ไกล
    #2,666
    0
  13. #2656 Book Cafe (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2563 / 09:56
    เรือบาปมากตอนนี้ ทั้งพ่อทั้งน้อง!!! >\\\\<
    #2,656
    0
  14. #2586 mothergod (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 17:59
    หมั่นเขี้ยววว ไปยกขนมหวานมาาาาา
    #2,586
    0
  15. #2578 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 01:36
    ก้อนนนนนน หมั่นเขี้ยววว
    #2,578
    0
  16. #2482 Foxgo_O (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 11:29
    ลงทุกเรือ โดยเฉพาะเรือพ่อ ไม่ไหวแล้วววววว
    #2,482
    0
  17. #2459 chutikranta (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2563 / 21:35
    ลงเรือพ่อได้มั้ยยย
    #2,459
    1
    • #2459-1 Wolf25701(จากตอนที่ 2)
      9 ธันวาคม 2563 / 22:43
      555 อย่าใจร้อน พออ่านไปเรื่อยไปจะเจอเรือสำราญติดปีก
      #2459-1
  18. #2309 ??’ I_allaLVK ^,^ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 / 12:30

    น้องงงงง ทำไมเอ็นดูอ่ะ งื้อออออ
    #2,309
    0
  19. #2308 ??’ I_allaLVK ^,^ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 / 12:23
    น้องงงงง ทำไมเอ็นดูอ่ะ งื้อออออ
    #2,308
    0
  20. #2275 monana13 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 01:58
    น้องเปลี่ยนไปคนก็สงสัยกันหมดเลย แต่ก่อนน้องเป็นยังไงในสายตาคนอื่นกันแน่นะ
    #2,275
    0
  21. #2165 เป็นเอเลี่ยน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 / 21:49
    ปรากฎชาตินี้น้องตายเพราะคนอิจฉา ลูกกกกกก
    #2,165
    0
  22. #2160 Choco'l Pis (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 / 03:39
    ทุกเรือเป็นเรือบาปหมดเลยยยยย ตอนนี้ แล้วทุกคนก็ดูน่ากลัวลึกๆ กันหมด อย่างว่า ในวังอะนะ
    #2,160
    0
  23. #2121 Mew (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 / 22:06

    โห น้องรองก็เป็นไปกับเค้าด้วยเหรอ ไว้ใจใครได้บ้างเนี่ย

    #2,121
    0
  24. #2054 ay_ben (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 07:51
    คือเราลงผีได้มั้ย บาปแล้วๆๆๆㅠㅅㅠ
    #2,054
    1
    • #2054-1 ay_ben(จากตอนที่ 2)
      10 พฤศจิกายน 2563 / 08:05
      พออ่านถึงอันกงกง’เคยรับใช้กุ้ยเฟยมาก่อน...’ เอ๊ะ ความสัมพันธ์ต้องห้าม? บาปแหละชั้น
      #2054-1
  25. #1934 예뻐요 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 00:21
    ดีเกินไปคนเขาก็เกลียดนะลูก โลกนี้มันอยู่ยาก เห้อ
    #1,934
    1
    • #1934-1 ay_ben(จากตอนที่ 2)
      10 พฤศจิกายน 2563 / 07:52
      จีงงมาก
      #1934-1
  26. #1898 MikaelaChan (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2563 / 18:49

    จิ้นพ่อลูกจะผิดมั้ย....

    #1,898
    1
    • #1898-1 Justnan_jrw(จากตอนที่ 2)
      14 พฤศจิกายน 2563 / 21:07
      นี่ก็คิด
      #1898-1