ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 19 : 十八 ห้วงฝันความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,063
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,809 ครั้ง
    4 ส.ค. 63

十八 

ห้วงฝันความจริง 

 

ความฝันอีกแล้วอย่างนั้นหรือ?

 

เย่ซืออวิ๋นถามตัวเองในใจเมื่อเขาเห็นภาพขมุกขมัวราวอยู่ในห้วงฝัน ภาพตำหนักงามที่รายล้อมด้วยเหมยแดง ศาลาริมน้ำที่ตกแต่งอย่างงดงามจับตา กลีบเหมยสะบัดปลิว...แต่แฝงกลิ่นอายเงียบเงาและเศร้าสร้อยจางๆ 

 

ใช่...นี่เป็นเอกลักษณ์ของตำหนักลั่วสุ่ยนอกวัง

ตำหนักของตนเมื่อชาติก่อน...

 

องค์ชายใหญ่ขมวดคิ้วมุ่น ยามก้าวเดินไปตามเส้นทางที่แสนจะคุ้นชิน...ชาติก่อนตนไม่ค่อยออกไปไหนใช้ชีวิตส่วนมากอยู่ในตำหนักนอกวัง คอยดูแลเหล่าสามสามี่สี่อนุของตนไม่ให้ขาดตกบกพร่อมใดๆ 

 

เป็นการชดเชยที่เย่ซืออวิ๋นดึงพวกเขาเหล่านั้นมา...เพื่อตนเอง

 

‘องค์ชายแน่ใจได้อย่างไรกันว่าความสัมพันธ์ที่พระองค์ไขว่หานั้นเป็นของจริง...’ น้ำเสียงทุ้มที่ฟังดูคุ้นและไม่คุ้นนั่นทำให้เย่ซืออวิ๋นเร่งฝีเท้าไปใกล้ริมศาลามากขึ้น เขาเห็นตัวเองในวัยยี่สิบกำลังนั่งสนทนากับใครคนหนึ่งอยู่ สีหน้าตนยามนั้นทั้งเจ็บปวด สงสัย ไม่เชื่อ ปฏิเสธสิ่งที่ได้ยิน

 

ตอนนั้น...สนทนาอะไรกันนะ

เหตุใดตนจึงจำไม่ได้

 

‘ข้า...’

‘จากสิ่งที่พระองค์ได้รับมาตลอดยี่สิบปี...พระองค์ยังเชื่อว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นคนสำคัญของพระองค์อีกอย่างนั้นหรือ’

‘นั่นเป็นสิ่งที่ข้าเชื่อมาตลอด...’

‘องค์ชายพระองค์ช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน...ลองมองให้แจ้งเถิดว่าใครกันแน่ที่ควรเป็นคนสำคัญของพระองค์กันแน่...พวกเขาเป็นญาติมิตรที่สนิทสนมกับพระองค์จริงหรือ?...’

เย่ซืออวิ๋นเห็นตนในตอนนั้นทำสีหน้าเจ็บปวดอย่างที่สุดและไม่ได้พูดอะไรออกไปเลยแม้แต่น้อย คู่สนทนาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น องค์ชายใหญ่พยายามเพ่งพินิจคู่สนทนาของตนให้ชัด แต่มองอย่างไรก็รู้สึกราวมีหมอกควันมาบดบัง แต่ความรู้สึกบอกตนว่าเขาเป็นอีกหนึ่งคนที่ตันเองสนิทและไว้ใจมาก

 

ราวคนในครอบครัวอีกคนหนึ่ง...

 

‘ท่านลุงเซ่าเจ๋อ...ข้าควรทำอย่างไรดี’

‘องค์ชายเชื่อใจข้าได้เท่าที่เชื่อใจพระองค์เอง ข้าทำทุกอย่างเพื่อท่าน...’

ใบหน้านั้นที่ค่อยๆ เห็นแม้จะเลือนรางแต่เย่ซืออวิ๋นก็พอจะจำได้ ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้าง...นี่เป็นอีกคนในสกุลฉินที่เขาเคยบอกว่าสนิทสนมด้วยที่สุดในชาติก่อน

 

บิดาของฉินไห่ฟง...

ฉินเซ่าเจ๋อ!

 

 

เฮือก!!

“แฮ่กๆ” เย่ซืออวิ๋นหอบหายใจหนัก เส้นผมยาวสยายนั้นชื้นเหงื่อ ใบหน้างามชวนมองมีหยดเหงื่อประปราย ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ยกมือลูบอกตัวเอง ก่อนจะเดินไปรินน้ำชาแล้วยกขึ้นดื่มเพื่อคลายความตื่นเต้นและความกังวลจากห้วงความฝัน

 

ฉินเซ่าเจ๋อ...ฉินเซ่าเจ๋อ

 

นามนี้เขาไม่ควรจะลืมไปแท้ๆ...คนที่ตนสนิทสนมด้วยที่สุด ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนสกุลฉิน แต่ท่านลุงเซ่าเจ๋อผู้นี้ให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนคนอื่น เขาทำให้เย่ซืออวิ๋นที่โหยหาความรักจากบิดาจากครอบครัวรู้สึกราวกับว่าเขาเป็นคนหนึ่งในครอบครัว

 

เป็นราวกับบิดา...

เขาให้คำปรึกษา ให้ความไว้วางใจ ให้คำแนะนำในทุกครั้งที่เย่ซืออวิ๋นต้องการใครสักคน

ท่านลุงเซ่าเจ๋อผู้นี้...

 

“นอนไม่หลับอย่างนั้นหรือ?” น้ำเสียงไพเราะนุ่มนวลน่าฟังราวเสียงดนตรีดังขึ้นมา ก่อนร่างสูงในชุดขาวสะอาดจะปีนหน้าต่างห้องพักของตนเข้ามา เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโตแล้วรีบไปช่วยประคองอีกคนเข้ามาพลางรินน้ำชาลงใส่แก้วแล้วยื่นให้

“ถิงอวี่...เหตุใดจึงปีนหน้าต่างเข้ามาเล่า เดินเข้ามาทางประตูดีๆ ก็ได้แล้วมิใช่เหรอ?” องค์ชายใหญ่กระพริบตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจ ส่วนคุณชายลู่ที่ทำราวกับตนเองนั้นเป็นโจรย่องมาเด็ดบุปผานั้นหัวเราะเบาๆ จิบน้ำชาที่อีกฝ่ายรินให้แล้วยื่นมือตัวเองไปกอบกุมมือขาวไว้เบาๆ โดยที่ไม่ตอบอะไร

มิรู้ว่าฝ่าบาทที่อยู่ไกลไปหลายร้อยลี้นั้นหวงลูกเกินไปหรืออย่างไร ถึงให้องค์รักษ์เมฆดำเกือบสิบคนมาคอยยืนและคอยเฝ้าระวังหน้าห้องพักองค์ชายใหญ่...ตนเลยต้องทำเป็นจอมโจรแอบย่องเข้าห้องคนงามเช่นนี้

“ถิงอวี่...แล้วทำไมเจ้ายังไม่นอนเล่า?” เย่ซืออวิ๋นเปลี่ยนมากอบกุมมือของลู่ถิงอวี่ไว้แทน เอ่ยถามอย่างห่วงใย “นอนไม่หลับไม่ดีต่อสุขภาพของเจ้านะ เจ้าเพิ่งจะฟื้นไข้มิใช่หรือ?”

“มีหยกอุ่นอรุณอยู่ช่วยข้าได้มาก...ซืออวิ๋นอย่าได้กังวลเลย” ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ “เจ้าเองน่ะสิ...นอนไม่หลับหรือ?” น้ำเสียงทุ้มไพเราะไถ่ถามอย่างอ่อนโยนเอาใจใส่ อุ่นวาบไปจนถึงหัวใจ...สลายความกังวลจากความฝันไปจนหมดสิ้น

เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจเบาๆ “อืม...ฝันร้ายน่ะ แต่เป็นฝันที่ช่วยตอบข้อสงสัยหลายอย่างในใจได้” 

 

และช่วยเพิ่มชื่อผู้ต้องสงสัยที่อาจจะฆ่าตนในชาติก่อนได้อีกคน...

 

“บังเอิญเหลือเกิน...ที่คืนนี้ข้าเองก็ฝันเช่นกัน” ลู่ถิงอวี่ว่าผสานมือของตนกับมือของเย่ซืออวิ๋นแนบแน่นขึ้นกว่าเดิม “เป็นความฝันที่แสนเศร้า...และความฝันที่คราวนี้ต่อให้แลกกับอะไรทั้งหมดที่มีข้าจะไม่มีวันปล่อยให้มันเกิดขึ้น แม้จะด้วยชีวิตของตัวเองก็ตาม”

น้ำเสียงของลู่ถิงอวี่คราวนี้นั้นกลับนิ่งเรียบ แฝงความจริงจังแน่วแน่ มั่นคงไม่สั่นคลอน...

“ถิงอวี่!” เย่ซืออวิ๋นเบิกตากว้าง รีบยื่นมืออีกข้างของตัวเองมาปิดปากลู่ถิงอวี่ทันที ก่อนจะส่ายหน้ารัวๆ แล้วขึงตาดุๆ ใส่ “ห้ามพูดอย่างนี้นะ! ใครให้พูดถึงเรื่องชีวิตของตัวเองกันเล่า! คืนคำพูดเดี๋ยวนี้เลย...ถิงอวี่ ไม่เช่นนั้นข้าจะตีเจ้าแล้วจริงๆ นะ!” น้ำเสียงนุ่มขู่ที่คิดว่าน่ากลัวที่สุดนั้นทำให้ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ

 

ลูกแมวน้อยของเขาขู่อย่างไรก็ไม่เคยน่ากลัว...

ดวงตาโตๆ ที่เจ้าตัวคิดว่าดุนั้นดูอย่างไรก็ไม่ดุ

 

“ข้าไม่คืนคำพูดหรอก...”

“ถิงอวี่! อย่าคิดว่าข้าถนอมเจ้ามาตลอดแล้วจะไม่ตีเจ้าที่ดื้อเช่นนี้นะ!” มือเรียวยกขึ้นราวจะตีลู่ถิงอวี่ แต่ก็ชะงักเพราะไม่กล้าทำ 

 

แต่ไหนแต่ไรมาองค์ชายใหญ่ถนอมคุณชายลู่อย่างที่สุด

 

ลู่ถิงอวี่หัวเราะตาพราว มองมือที่เปลี่ยนมาปิดปากเขาไว้ดังเดิม คุณชายลู่ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ใช้ปลายลิ้นร้อนผ่าวของตนแตะมือขาวผ่อง ร้อนวาบไปจนเย่ซืออวิ๋นแดงทั้งตัว พวงแก้มขาวนั้นแดงจัดก่อนจะชักมือของตัวเองกลับออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วเบิกดวงตากลมโตฉ่ำวาวมองลู่ถิงอวี่

คุณชายลู่คิดว่าถ้าหากปล่อยให้องค์ชายใหญ่เขินไปมากกว่าขี้เกรงว่าคนที่ลำบากอาจจะเป็นตนเสียเอง ก็เลยยิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน “ในเมื่อซืออวิ๋นนอนไม่หลับเช่นนั้นพวกเราออกไปดูดวงดาวเมืองอี้แห่งนี้กันเถิดว่างดงามได้เท่าดวงดาวที่วังหลวงกับเรือนฝูซิงของข้าหรือไม่” ลู่ถิงอวี่ลุกขึ้นยืนก่อนจะดึงร่างองค์ชายใหญ่ขึ้นไปทางริมหน้าต่าง

“ถิงอวี่...พวกเราออกไปทางประตูก็ได้ไม่ใช่หรือ?” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ ดึงมือลู่ถิงอวี่ไว้คล้ายจะถามว่าทำไมพวกเขาไม่ออกทางประตูกันดีๆ

“เมฆงามที่สูงส่งมีหนามแหลมเฝ้าหวง ขนาดอยู่ไกลถึงเพียงนี้ก็ยังหวง...หน้าห้องของเจ้ามีองครักษ์เมฆดำไม่น้อยกว่าสิบคนคอยระวังอยู่ แล้วดูเหมือนคำสั่งของฝ่าบาทจะเป็นการไม่ให้ข้าเข้าใกล้ห้องของซืออวิ๋นในยามราตรีกาล ข้าเลยต้องแอบเข้ามาทางหน้าต่าง” ลู่ถิงอวี่ใช้วิชาตัวเบาของตัวเองแอบเข้ามาเงียบๆ

 

วิชาตัวเบาที่ฝ่าบาทเย่เทียนหลงเป็นผู้ถ่ายทอดให้เขาด้วยพระองค์เอง

 

องค์ชายใหญ่ผู้ที่ถูกหวงโดยไม่รู้ตัวได้แต่ยิ้มขำ ก่อนจะเบิกตาโตขึ้นเมื่อถูกลู่ถิงอวี่อุ้มไว้ราวลูกแมวไร้น้ำหนักหนึ่งตัว เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังอยู่ข้างหูอย่างเอื้อเอ็นดูทำให้ปลายหูขาวแดงเรื่อขึ้นมาอีกรอบ

“ตัวเบาเหลือเกิน” ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายก็กินเยอะอยู่เสมอแท้ๆ แต่ตัวเบาราวลูกแมวน้อย...สงสัยเป็นเพราะองค์ชายใหญ่ชอบซุกซนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้กระมัง มักวิ่งไปตำหนักโน่นนี่คอยดูแลบรรดาองค์ชายทั้งสาม ฝ่าบาท ฮองเฮา ว่านกุ้ยแฟยท่านพ่อและเขาอยู่เสมอกระมัง

“ข้ากินเยอะแล้วแท้ๆ” เย่ซืออวิ๋นบ่นงึมงำ ตนเองมักถูกพระบิดา ฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยเรียกไปกินของอร่อยอยู่เสมอ

“ไปกันเถอะ จับข้าไว้ให้แน่นๆ นะซืออวิ๋น...แม้ข้าจะไม่มีวันทำเจ้าตกก็ตาม” ลู่ถิงอวี่ใช้วิชาตัวเบาอันแสนล้ำเลิศกระโดดเหยียบหลังคาลงมาอย่างแผ่วเบา เขาเงยหน้าขึ้นไปสบตากับองครักษ์เมฆดำหลายคนที่มองมาก่อนจะยิ้มแล้ววางองค์ชายใหญ่ลงพื้นอย่างถนอมก่อนจะจับจูงมือกันไปตลอดทาง

มือของลู่ถิงอวี่กอบกุมมือขาวเรียวของเย่ซืออวิ๋นแน่น สิบนิ้วของทั้งคู่สอดประสาน สองข้างทางของเมืองอี้ที่เคยคึกคักยามนี้นั้นเงียบสงบยิ่งเพราะเป็นอีกไม่กี่ชั่วยามก็ใกล้จะย่ำรุ่งแล้ว ผืนฟ้ายามราตรีกาลพร่างพราวไปด้วยดวงดาราและดวงจันทร์กลมโตนวลตา...

 

ทะเลดาวเป็นประกายงดงามจับตา...

 

ความจริงแล้วนั้นลู่ถิงอวี่ไม่ได้ตั้งใจมาหาองค์ชายใหญ่เลยเพราะเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเหนื่อยมากจากงานเทศกาลไซซี อยากให้พักผ่อนให้เต็มที่...แต่เพราะความฝันนั้นทำให้ตนรีบอยากมาเห็นหน้าอีกฝ่ายให้เร็วที่สุด

 

เพื่อบรรเทาฝันร้ายที่เห็น...

 

ลู่ถิงอวี่จำความฝันนั้นได้ชัดตา...ร่างงดงามที่โตกว่าในตอนนี้ ดูงดงามเป็นเอกจนไม่มีใครเทียบได้...

ทว่า...ร่างนั้นไร้ชีวิต...อยู่ในอ้อมแขนของตน

 

ลู่ถิงอวี่เห็นตนเองในความฝันได้แต่คร่ำครวญอย่างเสียใจผสานไปกับความรู้สึกผิด และต่อจากนั้นก็เห็นตนเองครองตัวด้วยความเศร้า สวมใส่อาภรณ์สีขาวดำไปชั่วชีวิต...

 

ภาพเหตุการณ์ที่ราวกับเกิดขึ้นจริง...

เสมือนจริงจนทำให้หัวใจปวดร้าวไปหมด

 

พอตื่นขึ้นมาลู่ถิงอวี่ได้แต่หอบหายใจราวคนป่วยหนัก จนเขากลัวเย่เฟิงที่พักอยู่ห้องเดียวกันจะตื่นขึ้นมา ความเจ็บปวดราวหัวใจแตกสลายนั้นตราลึกลงในหัวใจของเขา...ลู่ถิงอวี่ได้แต่ก่นด่าตัวเองในความฝัน

 

โง่เง่า ไร้ความสามารถ 

 

เจ้าครองตัวด้วยความเศร้า ทรมานตนเองไปชั่วชีวิตแล้วได้อะไรขึ้นมา เหตุใดตอนที่เขาอยู่เจ้าไม่ปกป้องดูแลและถนอมเขาให้ดี มาเสียใจตอนเขาจากไปให้มันได้อะไรขึ้นมา!

 

ลู่ถิงอวี่เจ้าเป็นคนไร้ความสามารถถึงขั้นนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

กับคนที่เจ้ารักเจ้ายังดูแลไม่ได้...แล้วกล้าเป็นเสนาบดีแห่งแว่นแคว้นได้อย่างไรกัน!

 

ดังนั้นลู่ถิงอวี่เลยต้องรีบมาดูคนที่ตนเฝ้าถนอมอย่างเร็วที่สุด โชคดีเหลือเกินที่เห็นอีกฝ่ายยังอยู่ดีมีสุข และยังคงยิ้มให้ตนสะท้อนภาพของตนอยู่ในดวงตางดงามคู่นั้น...

 

โชคดีเหลือเกินที่มันเป็นแค่ความฝัน

เจ้ายังอยู่ตรงนี้...ไม่จากข้าไปไหน

 

และข้าสาบาน...ว่าต่อให้ต้องใช้ทั้งหมดที่มีข้าจะไม่มีวันให้เกิดภาพเหตุการณ์เช่นในห้วงความฝันนั้นเกิดขึ้นเป็นอันขาด!

 

ลู่ถิงอวี่กระชับมือขาวเรียวแน่นขึ้น จนเย่ซืออวิ๋นเอียงหน้ามองอย่างงุนงง กระพริบตาปริบๆ แล้วเอ่ยถามอย่างห่วงใย “ถิงอวี่?”

“ไม่มีอะไร...เพียงแต่รู้สึกอยากกุมมือของซืออวิ๋นไปเช่นนี้เรื่อยๆ ไม่อยากปล่อยเลย” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะหยุดเดินแล้วยกร่างขององค์ชายใหญ่ให้ขึ้นไปยืนบนทางเดินที่ยกสูงขึ้น ส่วนตัวเองก็เดินอยู่ด้านล่างเป็นฐานให้อีกฝ่ายทรงตัว มือของทั้งสองแกว่งเบาๆ 

“ดวงดาวที่เมืองอี้แห่งนี้ก็งดงามไปอีกแบบเหมือนกันนะถิงอวี่”

“อืม...ดาวจะงามขึ้นอยู่กับคนที่ชมดาวด้วยกันมากกว่ากระมัง”

“หืม?”

“ก็ถ้าให้ข้าชมดาวกับซืออวิ๋น ไม่ว่าดาวที่ไหนก็งดงามไปเสียหมด” น้ำเสียงทุ้มหวานน่าฟัง ชวนให้หัวใจสั่นไหวร้อนผ่าว

“ถิงอวี่ชอบแกล้งข้าอีกแล้ว...”

“แกล้งเจ้าที่ไหนกัน” ลู่ถิงอวี่หัวเราะ “แต่ในสายตาข้า...ดวงดาวที่ว่างดงามก็ยังงดงามได้ไม่เท่าซืออวิ๋นของข้า”

“ถิงอวี่!” องค์ชายใหญ่ที่ถูกคุณชายลู่ขยันเกี้ยวสู้ไม่ไหวได้แต่ถลึงตาโตๆ ขู่ แต่พอเห็นรอยยิ้มน่ามองของลู่ถิงอวี่ก็ได้แต่ยิ้มตาม

 

ตนดุถิงอวี่ไม่เคยได้สักที...แค่เห็นอีกฝ่ายยิ้มก็ใจอ่อนแล้ว...

 

“รู้สึกเป็นเกียรตินักที่คืนนี้ได้เทพธิดาบุปผาคนงามของเมืองอี้มาเดินชมดาวเป็นเพื่อน”

“เทพธิดาบุปานั่นเป็นของน้องฉิงต่างหาก ถิงอวี่อย่าเข้าใจผิดสิ...ถิงอวี่!” เย่ซืออวิ๋นชะงักเมื่อทั้งร่างถูกลู่ถิงอวี่รวบมากอดไว้แน่น ใบหน้าของอีกฝ่ายวางลงบนไหล่ของตน ลมหายใจร้อนระต้นคอจนชวนให้หัวใจสั่นไหว เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ ข้างหู 

“ขอข้าอยู่แบบนี้สักพัก”

เย่ซืออวิ๋นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็ยกมือขึ้นลูบหลังลู่ถิงอวี่เบาๆ ราวกำลังปลอบและให้กำลังใจอยู่เงียบๆ...ทุกครั้งยามที่ตนกังวลถิงอวี่ก็มักจะกอดเขาไว้ในอ้อมแขนเช่นนี้เสมอ ทำให้เย่ซืออวิ๋นมีกำลังใจและคลายความกังวล

“ถิงอวี่...ข้าอยู่ตรงนี้นะ”

“อืม...” ลู่ถิงอวี่ขานรับหลับตาลงซึมซับไออุ่นและกลิ่นน้ำค้างหอมกรุ่นไว้ พลางย้ำกับตนเองในใจว่าจะปกป้องและถนอมคนคนนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่สองมือนี้จะทำได้ 

ผ่านไปสักพักลู่ถิงอวี่ก็ยอมปล่อยร่างองค์ชายใหญ่ออกมาจากอ้อมแขน ก่อนจะยื่นมือไปแตะริมฝีปากขององค์ชายใหญ่พลางกระพริบตาออดอ้อน

 

ท่าทางเช่นนี้นั้น...คุณชายลู่ทำกับองค์ชายใหญ่เพียงคนเดียว

เขาอ้อนแค่องค์ชายใหญ่เท่านั้น

 

“ที่ข้าอ่อนแอวันนี้ซืออวิ๋นห้ามไปบอกใครนะ เก็บไว้เป็นความลับของพวกเราสองคนนะ”

เย่ซืออวิ๋นตาพราวระยับ  พยักหน้าหงึก ดีใจที่อีกฝ่ายถ่ายทอดความอ่อนแอให้ตนรับรู้บ้าง ก่อนจะยิ้มกว้าง “ไม่เห็นเป็นไรเลย ถิงอวี่อ่อนแอได้เสมอ ต่อหน้าข้าเจ้าไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งตลอดเวลาหรอกนะ ข้าบอกแล้วนี่นาว่าข้าจะปกป้องเจ้าเอง”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง “ต้องฝากซืออวิ๋นแล้ว”

“อื้ม!” 

คนสองคนเดินไปด้วยกันเรื่อยๆ สองมือสอดประสาน ท่ามกลางราตรีกาลที่กำลังจะย่างเข้าสู่รุ่งสาง ทะเลดาวทอดยาวเป็นประกายระยิบระยับแต่งดงามได้ไม่เท่าความสุขที่สะท้อนในดวงตาทั้งสอง...

 

ดวงดารางดงามได้เพราะคนข้างกาย

คำพูดนี้มิผิดเลยแม้แต่น้อย...

 

……………….

ห่างออกมาจากเมืองอี้นับหลายร้อยลี้...เมืองหลวงแห่งแคว้นต้าเซี่ย ภายในวังหลวงยามนี้กลับดูเงียบงันและสงบกว่าที่เคย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูเหมันต์บรรดาสาวงามบรรดานางสนมมักสรรหาวิธีต่างๆ เพื่อเรียกความโปรดปรานในสายพระเนตรของฮ่องเต้เย่เทียนหลง ยามหิมะโปรยปรายลงมาเช่นนี้พวกนางไหนเลยจะทนต่อความหนาวเหน็บได้ หรือต่อให้ทนได้ฝ่าบาทที่งานยุ่งจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนไหนเลยจะมีเวลามาทอดพระเนตร

“กองฎีกาที่เย่เฟิงกับถิงอวี่ส่งมาอยู่ตรงมุมนั้น เจ้าตรวจสอบอีกรอบแล้วค่อยจัดการตามความเหมาะสม ส่วนนั่นเป็นของเย่เซียวเกี่ยวกับเรื่องการวางแผนป้องกันการรบแถวชายแดนแถวซีเจี้ยง ทางด้านนั้นเป็นของเย่หานเรื่องค่ายกล เขากำลังเสนอการยกระดับความเข้มงวดเรื่องค่ายกลที่ท้องพระโรงไท่หยวนเจ้าลองอ่านดู อ้อ...ทางฝั่งนั้นเป็นของเจ้าตัวน้อยเสี่ยวอวิ๋นเจ้าอ่านแล้วก็ลองดูแล้วกัน ถ้าไม่มีอะไรอยากเพิ่มหรือลดก็ให้เกาจิ้นเอาไปส่งกองช่างศิลป์”

ท่านอัครเสนาบดีลู่จิงกระพริบตาปริบๆ มองฝ่าบาทผู้ทรงปรีชาที่ผลักกองฎีกากองโตและงานมาให้เขา นี่ตนอุตส่าห์วิ่งวุ่นเข้าวังมาทุกวัน ยังต้องเจองานหนักเพิ่มอีกอย่างนั้นหรือ

“ฝ่าบาท...แฮ่ม งานเหล่านี้เป็นของพระองค์มิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ” ท่านอย่ามาใช้งานกันเกินหน้าที่เช่นนี้สิ ข้าเป็นอัครเสนาบดีงานการก็ท่วมบ้านอยู่แล้วนะ

“อ้อ...แต่เจ้าเรียกข้าว่าฝ่าบาท ข้าเป็นฮ่องเต้ นั่นหมายความว่าข้าสามารถสั่งให้อัครเสนาบดีเช่นเจ้าทำงานแทนได้” เย่เทียนหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่ดวงตาคมกริบกับพราวระยับยามมองสีหน้าหงุดหงิดของท่านอัครเสนาบดีคนสำคัญ

“เย่เทียนหลง! ท่านเกิดเกเรอันใดกันแน่ ฮึ” ปกติฝ่าบาทผู้นี้เอางานเอาการมาเสมอแท้ๆ เหตุใดคราวนี้จึงโยนงานมาให้ตนเสียได้

“เป็นข้ออ้างให้เจ้าไม่ต้องวิ่งไปมาระหว่างวังหลวงกับจวนอัครเสนาบดี...ไม่ดีหรือ กองงานที่มากขนาดนี้เจ้าก็มาพักค้างเสียที่นี่ ตำหนักจิ้งหยางมีที่ให้เจ้านอนตั้งมาก..หรือไม่...”

“หรือไม่อะไรของท่านกัน” ลู่จิงเปิดอ่านกองฎีกาจากองค์ชายรัชทายาทและบุตรชายตนเองอย่างตั้งใจ เอ่ยถามคนที่เอ่ยไม่จบประโยค

“หรือไม่เจ้าก็มานอนเตียงข้า” วาจาฝ่าบาทบางพระองค์นั้นเอ่ยได้อย่างน่าไม่อายยิ่งทำให้ท่านอัครเสนาบดีเอือมระอาเกินจะกล่าว

“ท่านดีๆ หน่อย...งานเยอะขนาดนี้อย่าได้มาล้อเล่น” ลู่จริงขึงตาใส่ไปหนึ่งรอบก่อนจะลากเก้าอี้ไม้มานั่งใกล้ๆ เย่เทียนหลงจากนั้นก็จัดเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังของฎีกา ให้ฝ่าบาทประทับตราลัญจกร 

“หึ บุตรชายเจ้าแย่งเจ้าตัวน้อยของข้า เกาะติดเสี่ยวอวิ๋นของข้าราวแป้งเหนียวหนึบ” พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากเหล่าองครักษ์เมฆดำ ทำให้รู้สึกอยากไปจัดการเจ้าลู่ถิงอวี่นั่นสักที บังอาจเอาวิชาตัวเบาที่พระองค์เป็นคนสอนให้แอบเข้าห้องพักเจ้าตัวน้อยหรือ ช่างสมควรถูกลงโทษจริงๆ!

“เฮ้อ...ทำอย่างไรได้เล่า ข้าก็เพิ่งเคยเห็นอาถิงเป็นเช่นนี้” ลู่จิงหัวเราะเบาๆ ตั้งแต่เล็กจนโตนิสัยของถิงอวี่นั้นขนาดเขาที่เป็นบิดาแท้ๆ ก็ยังมองไม่กระจ่าง อีกฝ่ายได้รับการถ่ายทอดทุกอย่างมาจากฝ่าบาทเย่เทียนหลง แต่สิ่งหนึ่งที่ลู่จิงรู้ชัดเลยก็คือ...

 

บุตรชายของตนน่ะ...มีเป้าหมายแน่วแน่ที่จะครอบครององค์ชายใหญ่เป็นของตัวเอง

 

“เป็นท่านที่สอนเขามาเช่นนี้...อีกทั้งการตัดสินใจของเด็กๆ ก็เป็นของพวกเขา พวกเราเข้าไปยุ่งไม่ได้หรอกนะ” 

“อืม...ข้ารู้แต่ก็หมั่นไส้อยู่ดี แค่คิดว่าจะมีใครแย่งเจ้าตัวน้อยไปจากอกข้าก็อยากจะจับเจ้าคนนั้นไปโยนทิ้งให้ไกลๆ เสียแล้ว” เย่เทียนหลงขมวดคิ้ว สีหน้าบ่งบอกชัดว่าไม่ชอบใจ

 

บุตรชายที่พระองค์ถนุถนอมราวไข่มุกบนฝ่ามือ เจ้าตัวน้อยที่ชอบอ้อนราวลูกแมวตัวน้อย ร้องเรียกหาของกิน ร้องเรียกหาเสด็จพ่อ พอคิดว่าจะไปออดอ้อนและเป็นของเจ้าเด็กหน้าเหม็นสักคนก็รู้สึกโมโหแล้ว!

ลู่จิงถึงขั้นไร้วาจาจะกล่าวกับบิดาหวงลูก พลางคิดในใจว่าอาถิงเอ๋ยเจ้าลำบากกว่าเดิมแล้วล่ะ!

 

“เหล่าองค์ชายออกเดินทางจากเมืองอี้แล้ว...อีกไม่กี่สิบลี้ก็จะเข้าแคว้นเว่ยแล้วกระมัง”

“อืม...”

“ท่านกังวลอะไร?” ลู่จิงเอ่ยถามเมื่อสัมผัสได้ว่าวรกายสูงใหญ่ข้างตนนั้นราวคนกังวลอะไรบางอย่าง เพราะรู้จักกันมานานต่อให้อีกฝ่ายจะมีสีหน้าเรียบเฉยยังไงตนก็รู้อยู่ดี เย่เทียนหลงถอนหายใจแผ่วรั้งร่างท่านอัครเสนาบดีมากอดไว้แน่นจากด้านหลัง

“ข้าไม่อยากให้เจ้าตัวน้อยต้องเผชิญหน้ากับฉินเซ่าเจ๋อเลยจริงๆ”

แต่ดูท่าทางแล้วพระองค์คิดว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงที่สกุลฉินหลายคนจะมายังแคว้นเว่ย...ฉินเซ่าเจ๋อผู้นี้อดีตเคยเป็นสหาย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

 

“บางครั้งข้าก็สงสัยเหลือเกินเสี่ยวจิงว่าอำนาจมันเปลี่ยนคนได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

ลู่จิงยิ้มบางหมุนตัวกลับไปกอดอีกฝ่ายเอาไว้ “หลงเกอ...ท่านเคยบอกข้าไว้ว่ามีแต่คนที่จิตใจไม่มั่นคงและไม่รู้จักพอเท่านั้นจึงจะถูกความหอมหวานของอำนาจยั่วยวนเอา อำนาจเปลี่ยนคนในขณะที่คนก็เปลี่ยนอำนาจได้เช่นกัน เหมือนที่ท่านเลือกจะเปลี่ยนอำนาจ...แต่ในขณะที่ฉินเซ่าเจ๋อเลือกที่จะถูกเปลี่ยนด้วยอำนาจ”

“ยังคงเป็นเสี่ยวจิงที่เข้าใจข้า” เย่เทียนหลงยิ้มจาง “เขามีหน้าไปเจอเสี่ยวอวิ๋นก็นับว่าหน้าหนาเกินไปแล้วจริงๆ คิดถึงปีนั้นที่เขาทำกับฉางเล่อแล้ว...”

“อืม...เรื่องปีนั้นขนาดจืออิงที่ไม่ชอบฉางเล่อยังแทบอยากจะคว้ากระบี่ไปแทงฉินเซ่าเจ๋อให้สินชีพไปเสียด้วยซ้ำ อ้อ...จริงสิ เหตุใดหลายวันมานี้ข้าไม่เห็นทั้งฮองเฮาทั้งว่านกุ้ยเฟยนำของอร่อยมาให้ท่านเลยเล่า?” เพราะปกติมักจะมีน้ำแกงจากพระนางทั้งสองส่งน้ำแกงร้อนๆ หรือขนมอร่อยๆ มาให้เสมอเพราะเกรงฝ่าบาทจะทรงงานหนักเกินไป

ฮ่องเต้ถอนหายใจเบาๆ พลางทำสีหน้าระอา “ตั้งแต่ที่ข้าอนุญาตให้เสี่ยวอวิ๋นออกเดินทางไปนอกเมืองหลวง ทั้งเสวี่ยเหมยทั้งจืออิงก็พากันมองเมินข้าแล้ว”

ลู่จิงหลุดหัวเราะลั่นออกมาทันที พลางยิ้มขำ ช่วยฝ่าบาทจัดการกองฎีกาอย่างอารมณ์ดี คิดว่าประเดี๋ยวจะไปเข้าเฝ้าพระนางทั้งสองที่ตำหนักแล้วคาราวะสักสามจอมสักที

 

วีรสตรีจริงๆ!

ต้องแนะนำอาถิงแล้วกระมังว่าถ้าหากอยากครอบครองเมฆงามให้เข้าทางฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟย!

 

......ต่อ......

 

“วันนี้เขาเป็นอะไรเหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าดูน่าหมั่นไส้และขัดสายตากว่าทุกวันนะ”

“นั่นสิ ข้าเองก็รู้สึกเช่นเดียวกับพี่สาม พี่รองท่านรีบจัดการสักทีดีหรือไม่ มิเช่นนั้นข้าจะส่งจดหมายไปกราบทูลเสด็จพ่อแล้วจริงๆ”

“ข้าเองก็รู้สึกหมั่นไส้พี่ลู่เช่นเดียวกันเจ้าค่ะ เขาแย่งพี่ใหญ่ไปเป็นของตนเองคนเดียวเลย”

“เฮ้อ...ข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

เสียงสนทนาของสามบุรุษหนึ่งสตรีดังขึ้นเบาๆ ขณะที่ดวงตาสี่คู่มองไปยังคุณชายชุดขาวบางคนที่อาศัยตักองค์ชายใหญ่หนุนต่างหมอน ทอดตัวยาวหลับตาพริ้มลงบนผืนหญ้านุ่มๆ 

พวกเขาเดินทางออกจากเมืองอี้มาได้สักระยะแล้วอีกไม่กี่สิบลี้ข้างหน้าก็จะเข้าสู่แคว้นเว่ย แม้ข้างหน้าจะมีเมืองเล็กๆ แต่พวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะไม่หยุดพักที่เมืองนั้น เลยพักที่ริมแม่น้ำแห่งนี้แทน พอลงจากรถลากคุณชายลู่เขาก็จับจูงมือองค์ชายใหญ่ไปล้างหน้าล้างตาริมน้ำจากนั้นก็ทำหน้าตาออดอ้อนขอนอนตักนุ่มๆ จนบรรดาองค์ชายหวงพี่ได้แต่มองตาปริบๆ ไม่ทันได้เอ่ยปากห้ามปรามอะไรพี่ชายก็ถูกคนมือไวบางคนแย่งไปแล้ว

 

แม้ปกติลู่ถิงอวี่จะชอบทำตัวเองติดกับองค์ชายใหญ่ แต่หลายวันมานี้พวกเขารู้สึกว่าอีกฝ่ายชักจะตัวติดเกินไปเสียแล้ว แทบจะเป็นเงาตามตัวเสียด้วยซ้ำ

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่...

 

เย่ซืออวิ๋นเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน ตั้งแต่คืนก่อนที่ถิงอวี่บอกตนว่าฝันร้ายดูเหมือนอีกฝ่ายแทบจะไม่ปล่อยให้เขาห่างกายเลย อยู่ด้วยกันเสมอแทบจะตลอดเวลา 

 

เอ่อ...แม้ตนจะชอบก็เถอะ

ตะ...แต่ เวลาถูกถิงอวี่มองมาเย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าหัวใจตนสั่นไหวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ก็...สายตาถิงอวี่หวานจนแทบจะละลายเลยนี่นา

 

เย่ซืออวิ๋นไล้มือไปตามใบหน้างดงามที่นอนบนตักตัวเองอยู่ ชายอาภรณ์สีขาวของอีกฝ่ายปลิวไสวตามแรงลมอ่อนๆ ยอดหญ้าลู่ตามกระแสลมอาบไล้ใบหน้าหล่อเหลางดงามอย่างอ่อนโยน

 

ชาตินี้ไม่เหมือนชาติที่แล้ว

 

ความสัมพันธ์ของตนเองกับคนอื่นก็ไม่เหมือนชาติที่แล้วเลยแม้แต่น้อย...โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับบิดาและเหล่าน้องชาย

 

และ...ความสัมพันธ์กับถิงอวี่ด้วย

 

บางครั้งเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกว่านี่ต่างหากที่เป็นความฝัน เป็นความฝันที่งดงามและอ่อนโยนยิ่ง มีบิดามีน้องชาย มีสตรีที่ราวมารดาตั้งสองคน มีครอบครัวที่เขาไขว่หามาตลอด มีสหายข้างกาย

 

ซ้ำยังมี...คนที่ทำให้เคยหลงรักในชาติที่แล้วอยู่ด้วย

 

ช่างต่างกับชาติก่อนที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเงียบเหงา ไม่มีสัมพันธ์กับผู้ใด ไม่เข้าหาใคร มีเพียงอันกงกงที่คอยอยู่เป็นเพื่อน แม้จะมีถึงสามสามีสี่อนุแต่ก็เหงาเหลือเกิน

 

ขนาดรัก...เขายังไม่กล้ารักเลย

 

ดังนั้นชาตินี้เย่ซืออวิ๋นก็ยังรู้สึกไม่ค่อยกล้าอยู่ดี แม้เขาจะค่อนข้าง เอ่อ...ซื่อบื้อก็ได้ แต่ชาติก่อนก็อายุยี่สิบแล้ว ซ้ำยังเป็นองค์ชายที่เติบโตในวังหลวงจนถึงอายุสิบห้า มีหรือเขาจะไม่รับรู้สายตาที่ถิงอวี่มองตนเองนั้นอ่อนหวานแค่ไหน มีหรือจะไม่รู้ว่าการปฏิบัติที่ลู่ถิงอวี่มีให้ตนนั้นพิเศษกว่าผู้อื่น

 

เย่ซืออวิ๋นรู้ดีว่าดวงตานั้นหวานละมุน...และ...อ่อนโยนยิ่งกว่าสายน้ำ

แต่...เขายังไม่กล้า

 

“ถิงอวี่...”

“หืม?” คนถูกเรียกลืมตาขึ้นมา ดวงตาดอกท้อคู่สวยสะท้อนภาพของเย่ซืออวิ๋นอยู่ข้างใน ใบหน้างดงามปรากฎรอยยิ้มอ่อนโยน “มีอะไรหรือ”

“ถิงอวี่ไม่ได้หลับเหรอ?” ดวงตาโตๆ เบิกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหน้าร้อนวาบ ก็ตัวเองน่ะแอบมองถิงอวี่อยู่ตั้งนานโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้หลับ!

 

ฮือ!

 

“ข้าเพียงพักสายตาเท่านั้นเอง ไม่เช่นนั้นจะรู้หรือว่ามีคนแอบใช้สายตาหลอกกินเต้าหู้ข้าน่ะ” คุณชายลู่เอ่ยกระเซ้ายิ้มๆ เห็นพวงแก้มแดงก่ำและริมฝีปากแดงอ้าออกน้อย ดวงตากลมโตฉ่ำวาวน่าเอ็นดูราวลูกแมวที่ถูกเย้ารังแก

“ขะ...ข้า...”

“แฮ่ม! พี่ใหญ่ข้าเองก็ง่วงเหลือเกิน” เย่หานกระแอมไอก่อนจะใช้มือผลักลู่ถิงอวี่ให้ขยับออกไปแล้วเอนตัวลงนอนบนตักพี่ใหญ่ด้วยอีกคน ส่วนไหล่อีกข้างก็ถูกเย่เซียวจับจองทันที องค์ชายสามยังแอบใช้มือผลักคุณชายบางคนจนแทบจะตกจากตักของเย่ซืออวิ๋น

“ข้าเองก็เพลียไม่น้อย”

ลู่ถิงอวี่ได้แต่ส่ายหน้าระอาใจ ก่อนจะเบนสายตาไปทางเย่เฟิงคล้ายจะถามว่าเจ้าก็ไม่มาออดอ้อนพี่ใหญ่กับเขาด้วยเหรอ?

องค์ชายรัชทายาทเลิกคิ้วส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะไปดึงมือลู่ถิงอวี่ขึ้นโดยที่อีกฝ่ายก็ไม่ขัดข้อง “ให้น้องฉิงอ้อนพี่ใหญ่แทนแล้วกัน ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้า”

“ได้...ท่านลุงหยางเล่า”

“ท่านลุงหยางไปสำรวจรอบๆ” เย่เฟิงเดินนำไปที่ริมลำธารอีกฝั่ง ใช้วิชาตัวเบาเหยียบผิวน้ำก่อนจะร่อนลงอย่างงดงามราวนกโผบิน ลู่ถิงอวี่หันไปยิ้มกับเย่ซืออวิ๋นไล้มือข้างแก้มนวลราวจะบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงก่อนจะใช้วิชาตัวเบาตามเย่เฟิงไปติดๆ

“เกิดอะไรขึ้น” เย่เฟิงเอ่ยถามสหายสนิทของตนทันที “เจ้าเกาะติดพี่ใหญ่จนข้าแปลกใจ”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มจาง ก่อนจะถอนหายใจแผ่ว “ข้าฝันร้าย”

“หืม?”

“เป็นฝันร้ายที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย”

องค์ชายรัชทายาทแห่งต้าเซี่ยเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เพราะปกติคนอย่างลู่ถิงอวี่น่ะเหรอจะเอาความฝันมาคิดมากเป็นจริงเป็นจังได้ขนาดนี้ จะบอกว่าอีกฝ่ายหาข้ออ้างมาเกาะติดพี่ใหญ่ของตนก็ดูจะไม่ใช่ เพราะสมองของลู่ถิงอวี่ย่อมคิดแผนการได้ดีกว่านี้แน่ๆ

“ไหนเจ้าลองเล่ามาสิ”

“ฝันว่าเขา...ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว”

ดวงตาของเย่เฟิงเปลี่ยนเป็นแน่นิ่ง บรรากาศรอบตัวเยือกเย็นขึ้นมาฉับพลัน แต่ก็ยังคงเงียบฟังสหายสนิทเล่าความฝันนั้นต่อ “เขาอยู่ในอ้อมแขนของข้า...ร่างเย็นชืด ไร้รอยยิ้ม ไร้ดวงตาเป็นประกาย...ไร้ลมหายใจ ฝันเห็นตนเองที่โศกเศร้าไว้อาลัยให้เขาชั่วชีวิต น่าขำนัก...ข้าคนนี้ไร้ความสามารถถึงเพียงนั้นเชียวหรือ คร่ำครวญเสียใจยามที่เขาจากไปแล้วได้อะไรขึ้นมา แม้จะเป็นความฝันแต่ข้าก็อยากถามตนเองในฝันนักว่าทำไมตอนที่เขาอยู่ไม่คิดปกป้องถนอมดูแลเขาใหดี...ที่น่าขำกว่านั้นเย่เฟิง ทั้งฝ่าบาท ทั้งเจ้า เย่เซียว เย่หาน หรือทุกคนรอบตัว...ล้วนไม่มีใครเสียใจกับการจากไปของเขาเลยแม้แต่น้อย...”

 

ความโดดเดี่ยวในฝันนั่นลู่ถิงอวี่ยังจำมันได้ดี...คนคนหนึ่งถ้าต้องอยู่ในสภาพเช่นนั้น

หัวใจ...จะยังเข้มแข็งอยู่ได้อย่างไรกัน

 

“ข้าเองก็มาเสียใจเอาตอนเขาจากไป...และก็ฝันเห็นเหตุการณ์เลือนรางที่คล้ายจะเป็นเหตุการณ์เดียวกับฝันนี้ แล้วรู้หรือไม่...ว่ามันน่าแปลกมากที่มันคลับคล้ายเหลือเกินกับความฝันที่ข้าเคยฝันยามยังเด็ก ตอนที่ข้าป่วยหนักครั้งนั้น...ก็เห็นภาพเหตุการณ์ที่คล้านกันเช่นนี้จนน่าแปลกใจ”

 

ถ้าเป็นปกติลู่ถิงอวี่ก็ไม่สนใจกับแค่ความฝันหรอก แต่ภาพเหตุการณ์และเรื่องราวในความฝันมันช่างเหมือนกับที่เขาเคยฝันตอนเด็กเหลือเกิน

เหมือนจริงจนหัวใจราวจะแหลกสลาย

 

“ข้ากลัว...กลัวภาพเหล่านั้นจนต้องให้เขาอยู่ในสายตา ให้มองเห็นเขาทุกเสี้ยวเวลาข้าจึงจะวางใจ...ดังนั้นถ้าหากช่วงนี้เจ้าเห็นข้าติดซืออวิ๋นเกินไปก็มองเมินไปเถิด”

เย่เฟิงถอนหายใจ ดวงตาที่เยียบเย็นและสั่นไหวยามลู่ถิงอวี่บอกว่าในฝันตนและคนอื่นนั้นไม่แม้แต่จะเสียใจกับการจากไปของพี่ใหญ่ทำให้มือแกร่งกำเข้าหากันแน่น...

 

ดูเหมือนในความฝันของถิงอวี่...ตัวเขาจะใจร้ายเสียเหลือเกิน

 

“เจ้าก็รู้ดีถิงอวี่ว่ามันเป็นแค่ความฝัน...เพราะความจริงตอนนี้ถ้าพี่ใหญ่เป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเส้นผม ทั้งเจ้าและพวกข้าล้วนเสียใจอย่างที่สุด ไม่มีทางที่จะไม่กังวล...แค่พี่ใหญ่โดนแก้วบิ่นบาดหรือไม่สบาย พวกเราก็เจ็บแทนแล้ว”

“นั่นสิ...ไม่เหมือนในฝันนั่นเสียเลย ข้าถึงได้บอกเจ้าว่านั่นเป็นความฝันที่เศร้าเหลือเกิน และข้าสาบานกับตนเองไว้แล้ว...ว่าต่อให้ต้องแลกกับอะไรก็ไม่ยอมให้เขาเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายก้อย” ลู่ถิงอวี่เอ่ยย้ำ น้ำเสียงไพเราะเข้มขึ้นราวเอ่ยคำสาบานให้ติดตราลงในใจ

เย่เฟิงยิ้มมุมปาก “ไม่ใช่เพียงแต่เจ้ากระมัง ข้าไม่มีทางปล่อยให้พี่ชายของตัวเองต้องมาเจออันตรายหรอก แม้กระทั่งเรื่องขุ่นข้องหมองใจก็ไม่มีทางยอม ยิ่งน้องสามกับน้องสี่น่ะ...ก็ยิ่งไม่มีทางยอมยิ่งกว่า”

“อืม” ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ...

“อ้อ...แล้วเสด็จพ่อ เสด็จแม่ ว่านกุ้ยเฟยเองก็ไม่มีทางยอมให้พี่ใหญ่เป็นอะไรไปหรอก สักเล็กน้อยก็ไม่ได้ ข้าเกรงว่าถ้าหากมีใครกล้าแตะต้องพี่ใหญ่...คงต้องเตรียมรับมือกองทัพแห่งต้าเซี่ยเอาไว้ให้ดีๆ ด้วย”

 

คิดถึงความหวงที่ว่าแล้วลู่ถิงอวี่ก็อดพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้...เพราะตนเองเจอความหวงที่ว่านั่นมากับตัว

 

“ในความฝันของเจ้ามันเศร้าและเป็นฝันที่โหดร้าย แต่ว่ามันไม่เกิดขึ้นและจะไม่มีวันเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เจ้าที่สาบานกับตัวเอง...ข้าก็เช่นเดียวกัน”

 

กับพี่ชายที่คอยใส่ใจดูแลตนเสมอ ให้กำลังใจและอบอุ่นผู้นั้น...

ถ้ายังปกป้องดูแลไม่ได้ตำแหน่งรัชทายาทนี้ก็ไม่ควรนั่งมันแล้ว!

 

“ประเดี๋ยวต้องอธิบายให้เย่เซียวกับเย่หานฟังอีก...เช่นนั้นฝากเจ้าไปบอกเล่ากับพวกเขาสองคนด้วยเล่า จะได้ไม่ใช้สายตาที่แทบจะตีข้าให้น่วมมองใส่กันอีก...อ้อ อธิบายให้น้องฉิงฟังด้วยก็ดี”

“เจ้าก็ไปอธิบายเองเอง นี่ไม่เกี่ยวกับข้า”

“เจ้าเป็นสหายของข้านี่ อีกอย่างข้ายังกังวลกับฝันร้ายอยู่ ยังอยากอ้อนซืออวิ๋นต่ออีกสักเล็กน้อย”

เย่เฟิงถลึงตาใส่สหายสนิท พลางส่ายหน้าอย่างไม่อยากคุยด้วยต่อแล้ว ชัดเจนว่ากังวลเรื่องในความฝันนั้นเป็นเรื่องรองเรื่องหลักคือคนเจ้าเล่ห์บางคนเพียงแต่อยากหาข้ออ้างมาอ้อนพี่ชายตนก็แค่นั้นเอง!

ลู่ถิงอวี่หรี่ตามองสหายสนิทก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “กับเย่เซียว เย่หานข้าไปอธิบายเองก็ได้ ส่วนน้องฉิง...ต้องฝากเจ้าแล้ว”

เย่เฟิงกลอกตาใส่เจ้าคนน่าหมั่นไส้ที่หาเรื่องมากระเซ้าเย้าแหย่ตน “อย่าได้ใจไปนักเจ้าน่ะ พี่ใหญ่ถนอมน้องฉิงราวน้องสาวแท้ๆ แล้วนางเองก็ซุกซนเจ้าเล่ห์ไม่น้อยหรอก ระวังเถิดนางจะขวางเจ้าที่แย่งพี่ใหญ่ไป”

“อ้อ...ตั้งแต่ถูกตบหน้ามาคราวนั้นดูเหมือนองค์ชายรัชทายาทจะเข้าใจสตรีขึ้นนัก หืม...หรือว่าเข้าใจเฉพาะบุตรีจวนแม่ทัพกันนะ?” 

องค์ชายรัชทายาทคร้านจะคุยกับคุณชายลู่เขาเลยเปลี่ยนเรื่องเสียเลย “เจ้าขอให้องครักษ์เมฆดำไปสืบข่าวของหลายคนมาสินะ?” 

ลู่ถิงอวี่หัวเราะขำ ก่อนจะพยักหน้า “อืม...ข้ารู้สึกข้องใจกับฉินไห่ฟงและเนี่ยรุ่ยเอิน ทางสกุลฉินคาดว่าที่พวกเขามาเมืองอี้คงไม่ใช่เรื่องของฉินฟางหนี่ว์อย่างเดียว ส่วนเนี่ยรุ่ยเอิน...แม้ไม่ค่อยสนใจข่าวสารในยุทธภพแต่เหมือนว่าเขากำลังตามหาของบางอย่างอยู่ ข้าอยากรู้ว่าเขาตามหาอะไรจะได้กันเขาให้ห่างจากซืออวิ๋น”

“เจ้ากินน้ำส้ม?” เย่เฟิงกลั้นยิ้มเพราะรู้สึกว่าลูถิงอวี่จะแสดงชัดขึ้นกว่าเมื่อก่อนเสียอีก เอาเถิด...ก็มีเพียงเรื่องของพี่ใหญ่เรื่องเดียวเท่านั้นล่ะ

“อืม...รู้สึกว่าเมฆงามของข้านั้นงดงามเกินไป มีพวกผึ้งภมรน่ารำคาญมาตอมตมอยู่ร่ำไป” แม้ปากจะยิ้มและดวงตาของลู่ถิงอวี่กลับเย็นชาไม่น้อย จนเย่เฟิงหลุดขำออกมาอีกหน

 

ใจแคบ...

ในฐานะบุตรชายเขาไม่ควรพูด...แต่ว่านิสัยใจแคบของถิงอวี่นี่เหมือนเสด็จพ่อของตนยิ่งนัก

 

“เย่เฟิง ลู่ถิงอวี่” น้ำเสียงทุ้มของหยางสุ่ยชิงดังขึ้นด้านหลังของทั้งสอง การเคลื่อนไหวของท่านแม่ทัพหยางนั้นแผ่วเบาราวไม่มีตัวตนมาก่อน วิชาตัวเบาและการพลางตัวที่ล้ำเลิศ

“ท่านลุงหยาง” เย่เฟิงและลู่ถิงอวี่เอ่ยเรียกพร้อมกัน

“คนที่ตามพวกเรามามีหลายกลุ่ม อยากไปช่วยกันจัดการหรือไม่?” หยางสุ่ยชิงเอ่ยชวนอย่างสนุกสนาน เพราะตั้งแต่ออกจากเมืองอี้ก็พบว่ามีกลุ่มคนหลายกลุ่มที่แอบตามพวกเขามาเงียบๆ คนเหล่านั้นคิดว่าพวกเขาไม่รู้...

 

อ่อนหัดเหลือเกิน

เหตุใดคนเหล่านี้ไม่รู้จักประเมิณกำลังกันก่อนลงมือบ้างนะ

เฮ้อ!

 

“อืม...คนพวกนี้ตามมาเพราะสนใจในตัวซืออวิ๋น ข้าไปจัดการเองดีกว่า เรียกเย่หานกับเย่เซียวไปด้วย...เย่เฟิงส่วนเจ้าคอยดูแลซืออวิ๋นกับน้องฉิงไปแล้วกัน”

“อืม...แต่อย่าลงมือหนักเกินไปเล่า” เย่เฟิงปรามเบาๆ ดูจากสีหน้าและรอยยิ้มของลู่ถิงอวี่แล้วเขาคิดว่าคนที่ตามมาอาจ...ลำบากหน่อย

“เจ้านี่นะ ชักจะเหมือนฝ่าบาทเข้าไปทุกทีแล้ว” หยางสุ่ยชิงส่ายหน้า เขาจำได้เลยว่าเมื่อก่อนมีคนแอบมาสอดส่องเสี่ยวจิงอย่างใส่ใจก็ถูกฮองเต้เย่เทียนหลงทุบตีกลับไปจนจำบ้านเดิมแทบไม่ได้

ลู่ถิงอวี่ยิ้มรับชักชวนเย่เฟิงใช้วิชาตัวเบากลับไปอีกฝั่งของแม่น้ำ ก่อนจะเดินไปหาเย่ซืออวิ๋นที่นั่งให้สองน้องชายและหนึ่งน้องสาวอ้อนอยู่ เห็นแล้วรู้สึกขัดตาเล็กน้อยแต่ช่างเถิด...อย่างไรเสียก็เป็นน้องชายของซืออวิ๋น แม้ใจจะบอกอย่างนั้นแต่คุณชายลู่ก็ยื่นมือไปดึงร่างขององค์ชายใหญ่ให้ลุกขึ้นทำให้ศีรษะของเย่เซียวและเย่หานแทบจะโขกพื้น ส่วนหยางฉิงก็เบิกตาโตถลึงตาใส่ลู่ถิงอวี่ทันที

 

บุรุษใจแคบ!!

 

“ข้ากับคนอื่นจะออกไปจัดการคนที่ตามพวกเรามา ซืออวิ๋นกับน้องฉิงอยู่กับเย่เฟิงนะ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะเอ่ยต่อเมื่อเห็นริมฝีปากแดงอ้าราวจะพูดอะไรสักอย่าง “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ท่านลุงหยางก็ไปกับพวกเราด้วย ไปไม่เกินสองเค่อก็จะกลับมา”

เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบเมื่ออีกฝ่ายเดาได้ว่าตนจะพูดอะไรก่อนจะยิ้มกว้าง “อื้ม ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ คนพวกนั้นไม่ได้มาดีสักนิด น้องสาม น้องสี่เองก็ก็เช่นกัน ส่วนข้ากับน้องฉิงจะเป็นเด็กดีไม่ดื้อไม่ซนอยู่กับน้องรอง”

“ไม่ดื้อ? ไม่ซน?” เย่เหานทวนคำก่อนจะกลอกตายื่นมือไปดึงแก้มพี่ใหญ่ตัวเองเบาๆ ก่อนจะหัวเราะอย่างไม่เชื่อสักนิด

“ท่านกับน้องฉิงน่ะหรือไม่ดื้อไม่ซน? เฮ้อ...พี่รองท่านเจองานหนักแล้วล่ะ” เย่เซียวเองก็เห็นด้วย พลางมองพี่ชายคนรองอย่างสงสาร เกรงว่าการไปจัดการกลุ่มคนที่แอบตามมาจะยังง่ายกว่าคอยดูแลพี่ใหญ่ที่กังวลว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะกลับมามากกว่า

“น้องสาม! น้องสี่! พวกเจ้าสองคนนี่นะ!” พี่ใหญ่ยื่นมือไปทุบน้องชายสองคนเบาๆ พอเย่เฟิงพยักหน้าเห็นด้วยก็ยื่นมือไปทุบน้องรองอีกคน พลางทำแก้มป่องดวงตาฉ่ำไปฟ้องลู่ถิงอวี่ คุณชายลู่ยิ้มขำอย่างเอ็นดู

“ประเดี๋ยวข้าจะเอาคืนให้ซืออวิ๋นเอง พวกเขาช่างร้ายกาจจริงๆ”

“พอๆ พี่ลู่ท่านพอได้แล้ว” 

“นั่นสิ พวกเราไปก่อน เดี๋ยวจะรีบกลับมา” เย่เซียวเดินไปคล้องคอลู่ถิงอวี่ไว้แล้วลากให้เดินออกมา แต่ก่อนจะออมาลู่ถิงอวี่ฉวยข้อมือขาวขององค์ชายใหญ่ไว้แล้มจุมพิตที่หลังมือนั้นเต็ม ดวงตาดอกท้อคู่สวยหวานฉ่ำเงยขึ้นมององค์ชายใหญ่อย่างอ่อนหวาน

“รอข้านะเด็กดี”

“อะ...อื้อ!”

………ต่อ……..

 

เวลาผ่านไปไม่ถึงสองเค่อหยางสุ่ยชิง เย่เซียว เย่หาน และลู่ถิงอวี่ก็กลับมายังจุดพัก แต่ละคนดูจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่หอบและไม่มีแม้กระทั่งรอยเปื้อนหรือรอยยับบนเสื้อผ้าอาภรณ์ โดยเฉพาะชุดขาวของคุณชายลู่นั้น...สะอาดเหมือนตอนไปราวกับว่าเขาแค่ไปเดินเล่นมากกว่าไปมีเรื่องกับผู้อื่น

ส่วนคนที่รออยู่อย่างห่วงใยและกังวลอย่างองค์ชายใหญ่นั้นก็ถูกเย่เฟิงพาเปลี่ยนเรื่องพูดคุยโดยมีหยางฉิงให้ความร่วมมือด้วยอย่างขำๆ  เพราะไม่อยากให้เย่ซืออวิ๋นกังวลเกินไป พอองค์ชายใหญ่รู้ตัวก็เห็นทุกคนกลับมาหมดแล้ว ลู่ถิงอวี่เดินยิ้มหวานมาหยุดอยู่ข้างกาย

“ถิงอวี่...เหนื่อยหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นหยิบผ้าเช็ดหน้ามาช่วยเช็ดหยาดเหงื่อเล็กๆ บนใบหน้าคุณชายลู่ให้อย่างแผ่วเบา ขยับจมูกไปมาเมื่อได้กลิ่นคาวของโลหิตจางๆ แต่ก็มิได้คิดอะไรมากขอแค่ไม่มีใครบาดเจ็บมาก็พอ ดวงตากลมโตคู่สวยสะท้อนความห่วงใยออกมาเด่นชัดจนลู่ถิงอวี่ยิ้มกว้างมากกว่าเดิม

“อืม...เหนื่อยยิ่งนัก” น้ำเสียงทุ้มแผ่ว แม้จะไม่รู้สึกอย่างที่พูดแต่ลู่ถิงอวี่ก็จะเหนื่อยเพื่อให้อีกคนเอาใจใส่

“ถิงอวี่ดื้อเกินไปน่ะสิ เจ้าเพิ่งจะฟื้นไข้มายังจะไปใช้แรงอีก ถ้าไม่สบายขึ้นมาอีกคราวนี้ข้าจะตีเจ้า ไม่สนใจเจ้าแล้ว!” องค์ชายใหญ่ขู่ด้วยเสียงที่คิดว่าดุ แต่ก็ยังคงมองสำรวจลู่ถิงอวี่ทุกส่วนว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ มือใหญ่กว่าเอื้อมมากุมมือเรียวเล็กไว้ก่อนจะยิ้ม

“เช่นนั้นก็แย่น่ะสิ ข้าอยู่ไม่ได้หรอกถ้าหากซืออวิ๋นไม่สนใจข้าน่ะ...”

พวงแก้มขาวเป็นสีแดงเรื่อกับคำพูดหวานๆ ของคุณชายหยกบางคน เย่ซืออวิ๋นเลยทำได้เพียงถลึงดวงตากลมโตฉ่ำวาวใส่เท่านั้น

“แฮ่ม! พี่ใหญ่ข้าเองก็เหนื่อยมากเหมือนกัน” เย่หานเอ่ยเสียงแผ่วๆ คล้ายเรียกร้องความสนใจจากพี่ใหญ่ ทำให้เย่ซืออวิ๋นรีบปล่อยมือลู่ถิงอวี่ก่อนจะไปช่วยดูแลน้องชายทั้งสองคนเพื่อไม่ให้อีกคนน้อยใจ

“เอาล่ะๆ มานั่งๆ ให้ข้าดูพวกเจ้าทั้งสองคนหน่อย” พี่ใหญ่จูงมือน้องสามกับน้องสี่มานั่งตรงริมน้ำ จัดการมองสำรวจสองรอบถ้วนเพื่อความมั่นใจ ก่อนจะจัดการเช็ดหน้าเช็ดมือให้อย่างอ่อนโยน พลางบ่นงึมงำไปด้วย เย่เซียวกับเย่หานก็เชื่อฟังยิ่ง แต่ก็ยังแกล้งเอ่ยวาจาเย้าแหย่ให้ถูกมือเล็กๆ นั่นทุบเอาบ้าง พลางส่งสายตาใส่ลู่ถิงอวี่

 

เหนื่อยที่ไหนกัน! คนหน้ายิ้มบางคนมิรู้ว่าไปโมโหหรือไม่พอใจอันใดมา ถึงได้ลงมือกับเจ้าพวกที่แอบตามมานั่นอย่างไร้ความปราณี

 

แต่พอคิดว่าคนพวกนั้นมาสืบข่าวพี่ใหญ่...เย่เซียวกับเย่หานเองก็ลงมืออย่างไม่คิดอะไรมากเช่นกัน

พี่ใหญ่ของพวกเขาใครจะตามสืบก็ตามได้หรือ

เหอะ!

 

“เฮ้อ! บางทีข้าก็ชักจะสงสัยในวิธีเลี้ยงลูกของฝ่าบาทเสียแล้ว” หยางสุ่ยชิงผู้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแว่นแคว้นที่เมื่อครู่ได้แต่ยืนนิ่งจนแทบจะหลับเอ่ยขึ้นมาอย่างหน่ายใจ

 

เด็กๆ เหล่านี้แม้จะต่างมารดากันแต่แท้จริงแล้วกลับมีนิสัยอย่างหนึ่งที่เหมือนกันยิ่งนัก

นั่นคือ...ใจแคบ

โดยเฉพาะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับองค์ชายใหญ่

 

อีกทั้งแต่ละคนยังเอาแต่ใจและดื้อกันแบบเงียบๆ ด้วย...นี่เขาควรปล่อยให้บุตรีตัวน้อยของตนคลุกคลีกับคนกลุ่มนี้ต่อไปดีไหมหนอ กลัวว่ายามเติบโตกว่านี้ฉิงเอ๋อร์จะติดนิสัยเสียๆ นี่ไปเสียหมด

พวกท่านอย่าได้มาย้อมสีผ้าขาวที่แสนจะใสซื่อบริสุทธิ์ของบ้านข้านะ

 

คนสกุลเย่นี่ร้ายกาจเหมือนกันทุกรุ่นจริงๆ!

 

เย่เฟิงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ นั้นได้ยินชัด องค์ชายรัชทายาทยิ้มบาง “ท่านลุงน่าจะชินแล้วกระมัง” 

“ข้าชินแต่ก็อดบ่นไม่ได้ทุกที”

เย่เฟิงหัวเราะเบาๆ กับสีหน้าเอือมระอาของท่านแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินก่อนจะเดินไปหาลู่ถิงอวี่ที่กำลังใช้สายตาจับจ้องพี่ชายของเขาอยู่ไม่ละไปไหน ขนาดไม่ได้อยู่ใกล้ก็ยังมองไม่คลาดสายตา ราวกับจุดวางสายตาของเขามีไว้ที่เดียวและคนคนเดียว

“ทั้งหมดสิบสองคน ดูจากเสื้อผ้าที่ใส่แล้วมาจากคนสามกลุ่ม สกุลฉินหกคน องครักษ์ของเว่ยเฉาสี่คน และคนของเนี่ยรุ่ยเอินอีกสองคน” ลู่ถิงอวี่ตอบโดยที่ไม่ละสายตามามอง เพราะแค่เสียงฝีเท้าเขาก็รู้ดีแล้วว่าใคร

“พวกเจ้าจัดการอย่างไร?”

 

วิธีการจัดการสายลับที่ดีนั้นอย่างแรกคือการเปลี่ยนให้เขาเป็นสายลับซ้อน ส่วนอีกวิธีคือ...ทำให้เขาหายไปจากโลกนี้เสีย

 

ลู่ถิงอวี่ไม่ได้หันกลับมามองเย่เฟิงเพราะกำลังยิ้มให้กับองค์ชายใหญ่ที่เอียงหน้ามองตนเองอยู่ ดวงตาดอกท้อนั้นอ่อนโยนยิ่งกว่าสายน้ำ แต่คำพูดนั้น...

“ทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสกลับไปบอกข่าวใดๆ กับเหล่าคนอยากรู้อยากเห็นพวกนั้น”

เย่เฟิงพยักหน้า...พวกเขาทั้งหมดแม้จะยังไม่สวมกวานครั้งแรก แต่ว่าก็หาได้อ่อนต่อโลกใสซื่อไม่รู้ถึงความโหดร้ายของโลก ยิ่งเติบโตในวังหลวง เป็นเชื้อพระวงศ์ และอยู่ในวังวนของอำนาจ เสด็จพ่อได้สั่งสอนพวกเขาแทบจะทุกอย่าง

 

ยิ่งสูงเพียงใดก็เป็นไปได้น้อยที่มือจะไม่แปดเปื้อนหยาดโลหิต

และเพราะเป็นเช่นนั้นจึงจำเป็นที่ต้องเข้าใจและแบกรับน้ำหนักของชีวิตที่ว่านั้นไว้ให้ดี...

 

แต่ก็เว้นพี่ใหญ่ไว้สักคน...เพราะรายนั้นราวเกิดมากับความบริสุทธิ์อ่อนโยน เป็นความใสสะอาดและพิสุทธิ์ยิ่งที่ไม่ควรให้แปดเปื้อนใดๆ ในโลกนี้ทั้งสิ้น 

แม้พวกเขาจะไม่ได้ปิดบังว่าทำอะไรมา และมักพาพี่ใหญ่ไปดูการทรมานหรือการประหารนักโทษอยู่บ่อยๆ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายนั้นใจอ่อนเกินไป แต่ก็ไม่อยากให้มือเรียวเล็กอันแสนงดงามนั้นเปื้อนเลือด...

 

อยากปกป้องไว้เช่นเดียวกับรอยยิ้มอันแสนงดงามและดวงตาสุกสกาวคู่นั้น...

 

“บอกพี่ใหญ่ด้วย เดี๋ยวพี่ใหญ่มารู้เอาทีหลัง พวกเราจะถูกตีกันหมด” องค์ชายรัชทายาทผู้ปรีชาสามารถเอ่ยยิ้มๆ เพราะต่อให้เก่งกล้ากันอย่างไรก็ไม่มีใครกล้าหือกับกำปั้นและมือเล็กๆ ของพี่ใหญ่หรอก...

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ “อืม...แต่ซืออวิ๋นก็คงรู้กระมัง เขาทำจมูกฟุดฟิดตอนอยู่ใกล้ข้า แล้วก็เย่เซียว เย่หานด้วย ลูกแมวน้อยจมูกเร็ว” ท้ายเสียงของลู่ถิงอวี่นั้นเอ็นดูและละมุนละไมราวกลับบุปผาต้องผิวน้ำ

องค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยนั้นภายนอกดูงดงามราวสตรี นิสัยอ่อนโยน ดูใสซื่อบริสุทธิ์และว่าง่ายเชื่อฟัง นั่นเป็นสิ่งที่คนภายนอกรับรู้ แต่สำหรับพวกตนแล้วนั้น...องค์ชายใหญ่อ่อนโยนและเอาใจใส่เพียงคนที่เจ้าตัวเห็นว่าสำคัญเท่านั้น ใจดีกับคนที่ควรใจดีด้วย หาได้ใสซื่ออย่างที่คนภายนอกเข้าใจ บางครั้งก็เป็นผู้ใหญ่กว่าภาพลักษณ์ เพราะต่อให้พวกลู่ถิงอวี่กับบรรดาองค์ชายไปทำเรื่องอะไรร้ายๆ กันมา ขอเพียงมิใช่เรื่องที่ทำให้พวกเขาลำบากหรือบาดเจ็บมาอีกฝ่ายก็พยักหน้าเข้าใจพร้อมยิ้มให้ทุกครั้ง...

 

นิสัยเช่นนี้มีหรือจะหัวอ่อนว่าง่ายอย่างที่คนภายนอกร่ำลือ...

องค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นน่ะเป็นลูกแมวน้อยสำหรับคนที่เจ้าตัวเห็นว่าสำคัญ แต่สำหรับผู้อื่นก็มีกรงเล็บและเขี้ยวไว้ต่อกรเช่นกัน

 

สมกับที่ฮ่องเต้เย่เทียนหลงและอัครเสนาบดีลู่จิง รวมถึงลู่ถิงอวี่ และองค์ชายทั้งสามช่วยกันสอนมานั่นล่ะ

 

“จะเข้าแคว้นเว่ยแล้วพวกเราควรปลอมตัวกันดีหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นที่สู้สายตาคุณชายลู่เขาไม่ไหวหันมาถามเย่เซียวกับเย่หานแทน พลางบ่นลู่ถิงอวี่ในใจไปด้วย

 

สายตาถิงอวี่ทำตนใจไม่ดีขึ้นทุกวันแล้ว มองเช่นนี้กันตลอด มิรู้ว่าอยากให้เขาละลายหรืออย่างไรกันนะ!

 

“ก็น่าสนใจ ขุนนางแคว้นเว่ยหลายคนย่อมรู้จักพวกเรา อีกทั้งจะได้สลัดพวกที่อาจจะตามมีหลังได้อีก” เย่หานพยักหน้าเห็นด้วย 

“อืม ข้าก็เห็นด้วยเช่นกัน แต่ว่านะพี่ใหญ่...ข้าว่าท่านน่ะแค่อยากเล่นสนุกเท่านั้นกระมัง” เย่เซียวจิ้มหน้าผากพี่ชายจึกๆ ทำเอาเย่ซืออวิ๋นทำแก้มป่องใส่น้องสาม

“ข้าจริงจังต่างหาก”

“อ้อ”

“น้องสามนี่! ขืนเจ้ายังกล่าววาจาล้อข้าอีกประโยคนะ...”

“ท่านก็จะฟ้องพี่รอง หรือไม่ก็ถิงอวี่” เย่เซียวต่อให้จนจบประโยค ก่อนจะหัวเราะลั่นและวิ่งหลบกำปั้นเล็กๆ ที่หมายจะซัดน้องชายจอมกวนประสาท องค์ชายสามเป็นพี่ชายที่ดีเลยเอาองค์ชายสี่มาบังให้ถูกกำปั้นแทน ทำเอาเย่หานได้แต่หมายไว้ในใจ แล้วก็ต้องวิ่งหนีด้วยอีกคนเพราะตัวเองดันไปหัวเราะสีหน้าบึ้งๆ ของพี่ใหญ่เข้า สามพี่น้องวิ่งไล่กันอย่างสนุกสนานไหนเลยจะมีภาพลักษณ์ของเชื้อพระวงศ์อันสูงส่งและองค์ชายที่ไม่ถูกกันอย่างที่คนภายนอกเข้าใจ

 

เมื่อวางภาระและหน้าที่ลงพวกเขาก็เป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น...

 

“เอาล่ะๆ พอแล้ว...พวกเจ้าสองคนเลิกรังแกซืออวิ๋นได้สักที” ลู่ถิงอวี่หัวเราะก่อนจะเดินเข้ามาห้ามปราม ร่างของเย่ซืออวิ๋นที่กำลังวิ่งอยู่นั้นก็เลยโผเข้าอ้อมกอดของคุณชายลู่เต็มเปา ทำเอาดวงตากลมโตได้แต่ช้อนมองคนที่สูงกว่า พลางอ้าปากค้างแถมให้อีกด้วย “ซืออวิ๋นอยากจะกอดข้าหรือ?”

“ถิงอวี่! เจ้าจะมาห้ามพวกเราหรือมาหลอกกินเต้าหู้พี่ใหญ่ข้า” เย่เซียวรีบดึงพี่ชายออกมากอดไว้ทันที คนบางคนนี่เผลอไม่ได้เสียจริง “ท่านเองก็อย่าให้เจ้านี่เอาเปรียบสิ” องค์ชายสามก้มหน้ามองพี่ชายอย่างระอาใจ

 

กับคนอื่นก็ระวังตัวอยู่หรอก แต่ทำไมกลับลู่ถิงอวี่นี่จึงไม่รู้จักระวังนะ

คนที่ร้ายที่สุดก็คุณชายลู่นี่ล่ะ!

 

“มาๆ ข้ากับพี่สามจะยอมให้ท่านตี อย่าไปใกล้คนเจ้าเล่ห์นั่นเกินไป แค่ออกมาจากวังหลวงไม่กี่วันท่านก็ถูกเอาเปรียบไปทั้งตัวแล้ว” เย่หานรีบเอ่ยปากอีกคน

เย่ซืออวิ๋นได้แต่กระพริบตาปริบๆ อยู่ในอ้อมแขนของน้องชายทั้งสองที่กอดเขาแน่นราวลูกลิง ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังน้องรอง เย่เฟิงก็ยืนขำอยู่อย่างสุภาพ 

“ข้ายังไม่เคยได้เอาเปรียบซืออวิ๋นทั้งตัวเลย...” ดวงตาดอกท้อของลู่ถิงอวี่เปล่งประกายวาวมีเสน่ห์ยิ่ง ทำให้องค์ชายใหญ่หน้าร้อนวาบขึ้นมาอีกรอบ

 

กะ...ก็...ก็วาจาเช่นนั้นมันคืออะไรกันเล่า!

 

“แฮ่ม!” เย่เฟิงกระแอม ส่งสายตาปรามสหายสนิท “พวกเรามาปลอมตัวกันก่อนออกเดินทางเถิด ต้องรีบไปให้ถึงแคว้นเว่ยก่อนค่ำ คงต้องรบกวนน้องสามกับน้องฉิงแล้ว”

“ได้สิเจ้าคะ มาเจ้าค่ะพี่ใหญ่ น้องจะแต่งให้พี่ใหญ่เป็นสตรีงดงามที่สุดไปเลยเจ้าค่ะ” หยางฉิงมีสีหน้าตื่นเต้นยินดีทันที ที่เมืองอี้นางหาซื้อพวกเครื่องประทินโฉมและเครื่องประดับงามๆ ไว้ตั้งมากมาย ยามนี้ได้จับใบหน้างดงามขององค์ชายใหญ่มาแปลงโฉมมีหรือจะไม่คันไม้คันมือน่ะ

“ดะ...เดี๋ยวสิน้องฉิง ผู้ใดเขาจะปลอมเป็นสตรีกันเล่า” เย่ซืออวิ๋นไม่ทันได้ประท้วงก็ถูกมือเรียวแต่แข็งแรงของบุตร่านแม่ทัพลากไปเสียแล้ว ส่วนเย่หานก็มาช่วยทุกคนปลอมตัวเช่นเดียวกัน

 

ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามคณะเดินทางหลุ่มนี้จึงได้ออกเดินทางเข้าสู่แคว้นเว่ย...

 

..................

 

แปะ แปะ แปะ

 

เม็ดหมากกระทบกระดานดังขึ้นอย่างต่อเนื่องแผ่วเบา ฝ่ามือที่มีริ้วของการเวลาค่อยปล่อยมือจากเม็ดหมากสีขาวแวววาวก่อนจะพิจมองนิ่ง ฝั่งตรงข้ามของเขานั้นหาได้มีคนเดินหมากด้วย

 

เป็นการเดินหมากคนเดียว...อยู่ในโลกของตนเอง

 

เปลวเทียนในห้องโบกไสวไปมาราวจะดับแต่ก็มิได้ดับ เพราะว่าในห้องกว้างนี้ได้เปิดหน้าต่างบานเล็กเอาไว้ แว่วเสียงเสียดสีของใบไผ่ด้านนอก และเสียงของหิมะกระทบพื้น ก่อเกิดเป็นสรรพสำเนียงที่ไพเราะและแฝงไปด้วยความสงบยิ่ง

“นายท่านผู้เฒ่าเจ้าคะ นายท่านใหญ่มาขอพบเจ้าค่ะ” สาวใช้หน้าห้องเอ่ยรายงานเบาๆ เพราะรู้ดีว่ายามนายท่านผู้เฒ่าเดินหมากอยู่นั้นห้ามให้ใครไปรบกวน

“เข้ามา”

เสียงเปิดประตูดังขึ้นเบาๆ ตามด้วยร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้ามา เขาคารวะเจ้าของห้องก่อนจะนั่งลงตรงข้าม เว้นระยะห่างกับกระดานหมากนั้นออกมาเล็กน้อย “อาเจาส่งจดหมายมาแจ้งว่าเว่ยเฉาตกหลุมเสน่ห์ของฟางหนี่ว์เข้าแล้วขอรับ เพียงแต่...”

ผู้สูงวัยกว่าหาได้ชะงักมือที่กำลังวางเม็ดหมาก แต่ยิ่งเขานิ่งเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้ผู้มารายงานขนลุก “ตำแหนงเทพธิดาบุปผาของเมืองอี้...มิได้เป็นของฟางหนี่ว์ขอรับ”

บรรยากาศยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงของเม็ดหมากกระทบกระดานและเสียงแว่วหวิวของสายลมกับใบ่ไผ่นอกห้องเท่านั้น

“นิสัยเช่นฟางหนี่ว์ให้นางผิดหวังเสียบ้างคงจะลดทอนความอวดดีของนางลงได้” ในที่สุดเจ้าของห้องก็เอ่ยออกมาอย่างเชื่องช้า “เรียกตัวฟางหนี่ว์กลับมา และให้นางไปคุกเข่าที่ห้องสำนึกผิดเป็นเวลาห้าวัน”

“ขอรับ”

“เจ้าส่งข่าวให้อาเจาและอาสือไปต้าเซี่ย ให้พวกเขาไปพร้อมกับกลุ่มพ่อค้าอัญมณีในอีกสี่วันข้างหน้า ให้รออยู่ที่นั่นเตรียมรับคำสั่งจากข้า...และอย่าก่อเรื่องใดๆ ขึ้นอีกเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นข้าจะใช้กฎสกุลลงโทษเป็นแน่”

“ขอรับ”

“ทางแคว้นเว่ยเหลืออาไห่ไว้เพียงคนเดียวก็พอ ส่งคนไปให้เขาใช้งานเพิ่มขึ้นอีกสักยี่สิบคน”

“ขอรับ”

“ข่าวสารในวังหลวงต้าเซี่ยให้ส่งให้อาเจากับอาสือด้วย โดยเฉพาะข่าวขององค์ชายใหญ่”

“ขอรับ”

“เหตุใดเป็นเจ้าที่มารายงาน เซ่าเจ๋อเล่า?”

“เซ่าเจ๋อ...ไปแคว้นเว่ยแล้วขอรับ”

ผู้สูงวัยเลิกคิ้วขึ้นคล้ายจะแปลกใจเล็กน้อย แต่พริบตาเดียวก็กลับมานิ่งสงบเช่นเดิม เขาโบกมือให้อีกคนออกไปซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครอยากอยู่ในห้องที่เงียบสงัดจนน่าขนลุกเช่นนี้

“ท่านตาเจ้าค่ะ นี่หลานเอง...ฮวาซิงเคี่ยวรังนกมาให้ท่านตาเจ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานนุ่มนวลจากนอกประตูดังขึ้น เจ้าของห้องเอ่ยอนุญาตเบาๆ ร่างของสตรีที่มีใบหน้างดงามผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา นางวางถาดน้ำแกงไว้ข้างๆ และไปชงชาร้อนๆ มาวางไว้ข้างกันด้วย 

“ฮวาซิงช่างเอาใจใส่ตาจริงๆ มีเจ้าคนเดียวที่เป็นห่วงตาแก่เช่นข้า” 

“หลานเพียงว่างกว่าพี่ๆ น้องๆ เท่านั้นเองเจ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานกล่ามอย่างถ่อนตน ใบหน้างามแต้มรอยยิ้มเล็กน้อยมิมากเกินไปแต่ก็ไม่น้อยเกินไป ดูพอเหมาะพอดี 

 

มองแล้วงดงามยิ่ง...

 

“เจ้ากับไห่ฟงเป็นหลานรักของตา รู้หรือไม่เพราะพวกเจ้าทั้งคู่ต่างรู้ความ...รู้ว่าควรทำอย่างไร ควรเอาใจใส่อย่างไร ถ้าหากส่งเจ้าไปแทนฟางหนี่ว์มีหรือจะทำให้ตาผิดหวังเช่นนี้”

ดวงตาของสตรีนามฮวาซิงวูบไหวเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามออกมา การควบคุมตนเองที่ดีเช่นนี้ทำให้ผู้ชราหัวเราะชอบใจ “แต่หลานรักของข้ามีค่าเกินจะส่งไปให้องค์ชายแคว้นเล็กๆ และไม่ได้ความเช่นเว่ยเฉาผู้นั้น...”

“ท่านตานี่ล่ะก็ อย่างไรเสียองค์ชายเว่ยเฉาก็เป็นเชื้อพระวงศ์นะเจ้าคะ ดูพูดเข้าสิ” 

“สกุลของพวกเรานั้นสูงศักดิ์ไม่แพ้เชื้อพระวงศ์แว่นแคว้นใด...หลานรักของข้า มิต้องห่วงข้าจะพาเจ้ากลับไปเมืองหลวงแห่งต้าเซี่ยอย่างสมภาคภูมิ ให้เจ้าได้กลายเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ใครๆ ต่างก็ต้องริษยา”

ดวงตางดงามเป็นประกายวาว ก่อนริมฝีปากแดงเรื่อจะคลี่ยิ้มหวาน“หลานเชื่อท่านตานะเจ้าคะ”

“เด็กดี...เจ้ามาแล้วก็มาเดินหมากกับตาเถอะ ไห่ฟงไม่อยู่ ท่านลุงเซ่าเจ๋อของเจ้าก็ไม่อยู่ ไม่มีใครมีฝีมือเดินหมากกับข้าได้สักคน”

“เจ้าค่ะท่านตา”

 

รอก่อนเถิดต้าเซี่ย...ข้าจะกลับไป พาสกุลฉินกลับไปเหยียบเมืองหลวงแห่งนั้นอีกครั้งอย่างมีเกียรติและพวกเจ้าทุกคนต้องยอมรับ!

 

...................

 

ไอควันสีขาวจากถ้วยน้ำชาลอยอ้อยอิ่งอย่างเชื่องช้า ส่งกลิ่นชาหอมๆ รวยรินไปตามกระแสลม เกร็ดสีขาวค่อยๆ โปรยปรายลงมาจากผืนช้าช้าๆ มือขาวเรียวหยิบจับถ้วยชาก่อนจะยกดื่ม พลางเอนตัวพิงเบาะนุ่มที่รองเก้าอี้ไว้อีกชั้น เส้นผมสีดำยาวปลิวไสวน้อยๆ ดวงตากลมโตทอดมองภาพทิวทัศน์จากบานหน้าต่างก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาจางๆ ยามเห็นแม่นกคาบลูกนกไปหลบหิมะในรังบนต้นไม้ใหญ่

 

รอยยิ้มที่ราวกับมีแสงแดดอันเจิดจ้าสาดส่องเข้ามาในฤดูเหมันต์

 

ทำให้สาวใช้ที่ยกขนมขึ้นวางไว้ข้างๆ ได้แต่มองอย่างตกตะลึง

 

งดงามเหลือเกิน! 

คนงามที่เปลี่ยนบรรยากาศของธรรมชาติได้เช่นนี้เป็นใครกันแน่นะ...

 

“ขอบใจ เจ้าออกไปเถิด”

“เจ้าค่ะคุณหนู”

ยามได้ยินคำว่าคุณหนูจากปากสาวใช้ใบหน้างดงามถึงขั้นเปลี่ยนเป็นเหนื่อยหน่ายแกมระอา ซ้ำยังถอนหายใจออกมาด้วยซ้ำ

ร่างบนเก้าอี้ยื่นมือไปหยิบจานขนมมาไว้บนตัก ชายเชื้อแขนกว้างร่นลงจนเห็นกำไลสีฟ้าครามวงงามที่ข้อมือขาวเรียว

 

หยกธาราคราม...

และแน่นอนว่าคุณหนูคนงามผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากองค์ชายใหญ่แห่งแคว้นต้าเซี่ย...เย่ซืออวิ๋น

 

เย่ซืออวิ๋นกัดขนมไปด้วยพลางถอนหายใจอีกรอบ พวกเขามาถึงแคว้นเว่ยตั้งแต่เมื่อวาน และไม่ได้เข้าพักที่โรงเตี๊ยมใดๆ เพราะท่านลุงหยางบอกว่าเสด็จพ่อมีคฤหาสน์อยู่ที่นี่ เคยซื้อไว้สมัยยังหนุ่มและแม้ไม่ได้มาพักเท่าไหร่นักก็มีข้ารับใช้และคนคอยดูแลอยู่เสมอ การพักที่นี่จะสะดวกกว่าโรงเตี๊ยมที่คร่ำคราไปด้วยผู้คน

 

เพียงแต่...เหตุใดต้องให้ตนปลอมเป็นสตรีด้วยเล่า!

 

ยิ่งคิดองค์ชายใหญ่ก็ยิ่งกัดขนมแรงขึ้นพลางเคี้ยวจนแก้มป่อง...เพราะคราวนี้พวกเขาปลอมเป็นคณะเดินทางธรรมดาๆ ที่มาซื้ออัญมณีจากแคว้นเว่ยไปเป็นของขวัญให้มารดา โดยที่เย่ซืออวิ๋นกับหยางฉิงเป็นพี่สาวน้องสาว ส่วนท่านลุงหยางนั้นเป็นท่านลุง เย่เซียวและเย่หานเป็นพี่ชายที่ไม่อยากปล่อยให้น้องสาวมากันลำพัง ส่วนเย่เฟิงและลู่ถิงอวี่นั้น...

 

เป็นคู่หมั้นคู่หมายของคุณหนูทั้งสอง

 

อยากรู้จริงๆ เลยว่าใครเป็นคนคิดแผนการปลอมตัวครั้งนี้ขึ้นมา น้องฉิงน่ะเอาน้ำยาอะไรไม่รู้ทาตัวจนผิวขาวคล้ำขึ้น ใบหน้าเองก็เช่นกัน แต่ยังคงเค้าความงดงามและเปี่ยมชีวิตชีวาไว้ ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็ถูกเย่หานเอาน้ำยาสำหรับแปลงโฉมทาใบหน้าพลางบ่นไปด้วยว่าพี่ชายตนเองนั้นงดงามเกินไป ปลอมแปลงอย่างไรก็ยังเป็นคนงามอยู่ ก็เลยให้ลู่ถิงอวี่มารับบทคู่หมั้นเสียเลย

คุณชายลู่เขาก็ยิ้มรับอย่างยินดี แล้วก็มององค์ชายใหญ่ตาหวาน ทำให้เย่ซืออวิ๋นได้แต่แก้มร้อนวาบ หัวใจสั่นรัว ทั้งๆ ที่ชาติก่อนก็ได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยา ไม่ควรมาเขินกับคำว่าคู่หมั้นแค่นี้แท้ๆ

 

แต่ตนก็ยังคงเขินอายอยู่ดี...

 

อาจเพราะเห็นความยินดีฉายชัดอยู่ในดวงตาดอกท้อคู่สวยของลู่ถิงอวี่ด้วยกระมัง...ไม่เหมือนชาติก่อนยามที่เขาทูลขอสมรสพระราชทาน แววตาของอีกฝ่ายนิ่งสนิทและอ่านไม่ออกเลยแม้แต่น้อย

 

“เฮ้อ...เป็นสตรีนี่ลำบากกันจริงๆ” เย่ซืออวิ๋นรู้สึกนับถือนัก เพราะอาภรณ์ของตนก็เปลี่ยนมาเป็นอาภรณ์ที่ใส่ได้ทั้งบุรุษทั้งสตรี แต่ต้องอ่อนช้อยงดงาม ไหนจะพวกเครื่องประดับบนผมนี่อีกเล่า...หนักยิ่งนัก

องค์ชายใหญ่ในคราบคุณหนูจากต่างเมืองลุกขึ้นจากริมหน้าต่างก่อนจะเดินออกไปนอกห้อง ยามนี้ท่านลุงหยางคงไปสืบข่าวกับน้องสามน้องสี่ ส่วนน้องรองนั้นเขาจำได้ว่าตามน้องฉิงไปเดินเที่ยวในเมืองหลวงแคว้นเว่ยแล้วกระมัง เพราะน้องฉิงอยากไปคนเดียว แต่อย่างไรก็ไม่เหมาะเย่ซืออวิ๋นเลยได้แต่ส่งสายตาให้น้องรองของตนตามไป

 

ในเมื่อรับบทคู่หมั้นน้องฉิงก็ต้องทำให้สมบทบาทสิ...

แต่ถ้าหากเป็นจริงขึ้นมาเย่ซืออวิ๋นก็ยินดี เขาจะได้รีบส่งข่าวไปบอกฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยทันทีเลย

 

เย่ซืออวิ๋นเดินไปยังห้องที่เขาจำได้ว่าเป็นห้องพักของลู่ถิงอวี่ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปแผ่วเบา เห็นร่างคุณชายลู่เขานอนหลับอยู่บนเตียงก็เดินเข้าไปหาช้าๆ ใบหน้างามยกยิ้มอ่อนโยนพลางไล้มือไปตามใบหน้าหล่อเหลางดงามของลู่ถิงอวี่เบาๆ

 

คงเหนื่อยไม่น้อยล่ะสิ

 

เพราะตอนเดินทางมาถึงคฤหาสน์แห่งนี้ลู่ถิงอวี่ตัวร้อนเล็กน้อย จนต้องเชิญหมอมาจัดยาให้หนึ่งเทียบ และหมอก็ย้ำให้พักผ่อนเยอะๆ อีกทั้งปกติถิงอวี่น่ะประสาทสัมผัสดีมาก ถ้าหากมีคนเข้ามาเช่นนี้มีหรือจะไม่รู้ตัว แต่หลายวันมานี้อีกฝ่ายอยู่ข้างกายเย่ซืออวิ๋นอยู่เสมอ ยามราตรีก็ต้องให้เขาหลับก่อนลู่ถิงอวี่จึงจะยอมนอน เวลากลางวันก็ต้องคอยจัดการงานแล้วส่งกลับวังหลวง ทั้งๆ ที่เพิ่งจะฟื้นไข้แท้ๆ แม้หลายปีมานี้ร่างกายของลู่ถิงอวี่จะดีขึ้นมากแต่ก็ต้องได้รับการดูแลและการพักผ่อนที่ดีอยู่ดี

ดวงตากลมโตมองใบหน้าที่ราวสลักมาจากหยกขาวชั้นเลิศ จนทั่วทั้งแว่นแคว้นยกย่องและให้สมญานามว่าคุณชายหยกขาว...ชาติก่อนฉายานี้ก็เป็นของลู่ถิงอวี่เช่นเดียวกัน

 

บุรุษที่เย่ซืออวิ๋นทั้งรักและชื่นชม...และรู้สึกผิดด้วยมากที่สุด

สามีที่เขาทำร้ายอย่างไม่รู้ตัว ฉุดรั้งให้ตกต่ำ

 

แต่ถึงอย่างนั้น...ลู่ถิงอวี่ก็ยังอ่อนโยนกับตน ช่วงเวลาในตำหนักนอกวังนั้นแม้จะเป็นความอ่อนโยนที่เขามีให้เสมอกับทุกคน แต่ก็เป็นความจริงใจและสำหรับคนที่ไม่เคยได้รับมันจากใครมาก่อนเช่นเย่ซืออวิ๋นนั้นถือเป็นความอบอุ่นอีกอย่างที่ทำให้เขาไม่อ้างว้างเกินไป

 

จน...รักเขาซ้ำๆ และรักเรื่อยๆ

แต่ก็...ไม่กล้า

ทั้งรักและไม่กล้ารัก...

 

“ข้าทำร้ายเจ้า...แต่ว่า...ตอนนี้ข้าจะปกป้องและดูแลเจ้าให้ดีเท่าที่ข้าจะทำได้” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยแผ่วเบา ก่อนจะยิ้มหวาน “ส่วนเรื่องนั้น...ให้ข้ามั่นใจและแน่ใจกว่านี้...ข้าจะบอกถิงอวี่นะ”

 

ให้ข้า...ความหวาดกลัวและความเสียใจจากชาติก่อนเจืองจางลงกว่านี้อีกสักหน่อย...แล้วข้าจะไม่ลังเลในความรู้สึกของตน

เพราะต่อให้มันเด่นชัด...ไม่สิ...มันเป็นเช่นนี้มาเสมอไม่เคยเปลี่ยน

แต่...ตนก็...ไม่กล้า

 

“อือ...” คนหลับค่อยๆ ปรือดวงตาดอกท้อขึ้นมาเชื่องช้า แต่ก็ไม่ได้ตื่นเต็มตาดีเพราะฤทธิ์ยาที่ดื่มไปก่อนนอน ทำให้เย่ซืออวิ๋นสะดุ้งเล็กน้อย เขาแค่อยากแอบเข้ามาดูถิงอวี่ไม่ได้อยากรบกวนให้อีกฝ่ายตื่นนอนเสียหน่อย

 

อ้ะ...แต่ดูเหมือนจะไม่ตื่นดีนะ

 

“อวิ๋น...” ลู่ถิงอวี่ส่งเสียงเรียกเบาๆ ก่อนจะดึงร่างที่นั่งอยู่ข้างเตียงมาหล่นอยู่ในอ้อมแขนตนเองทั้งตัว จากนั้นก็จัดท่าทางเล็กน้อย “นอนเป็นเพื่อนข้าที” พูดแล้วคุณชายลู่ก็หลับตากับไหล่เล็กไปอีกรอบ คราวนี้ใบหน้าดูผ่อนคลายและดูราวกับอยู่ในห้วงฝันดีเพราะกลิ่นน้ำค้างจางๆ รายล้อม แต่คนถูกกอดกลับกระพริบตาปริบๆ พวงแก้มเป็นสีแดงเรื่อ แม้จะงงๆ แต่สุดท้ายเย่ซืออวิ๋นก็ยอมอยู่ในอ้อมแขนของลู่ถิงอวี่ พอพลิกกายจะไปหยิบผ้าห่มก็ถูกกอดไว้แน่น...ราวกับแค่ขยับตัวคนหลับก็ไม่ยอม

“ข้าแค่จะห่มผ้าให้พวกเราเองนะ”

“อืม...”

“ถิงอวี่...อืมแล้วก็คลายวงแขนนิดสิ ข้าขยับตัวไม่ได้แล้ว”

“กอดเจ้านอนอุ่นเสียยิ่งกว่าห่มผ้า...เด็กดี หลับเร็ว” เสียงทุ้มเอ่ยทั้งๆ ที่ยังไม่ลืมตากระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นจนเย่ซืออวิ๋นได้แต่นอนอ้าปากเหวอ เบิกดวงตาโต สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาพร้อมรอยยิ้มหวาน ดวงตากลมโตมองคนที่กำลังกอดตนราวเป็นเด็กเล็กๆ เสียงหัวใจสั่นไหวระรัว ก่อนจะเอ่ยแผ่วเบากับตัวเอง

“คนขี้โกง”

 

ขี้โกงที่ทำให้ใจข้าไม่เป็นของตัวเอง และชอบทำให้ความไม่กล้าที่เกิดขึ้นกลายเป็นความอ่อนหวานเรื่อยๆ ทีละเล็กละน้อย 

ฮึ่ม! ประเดี๋ยวก็ทูลขอสมรสพระราชทานจากเสด็จพ่ออีกรอบเสียเลยนี่!

 

.............

 

“คุณ....” องครักษ์ที่เข้ามาไม่ทันได้เอ่ยเรียกจบคำดี ก็เห็นอีกฝ่ายยกมือขึ้นคล้ายจะบอกให้เงียบ ดวงตาคมภายใต้หน้ากากเงินครึ่งซีกเห็นคุณชายลู่ลูบเส้นผมสีนิลของคนบนตักอย่างแผ่วเบาราวกล่อมเด็ก แม้ไม่เห็นใบหน้าชัดเจนแต่ใครบ้างจะไม่รู้ว่าคุณชายหยกขาวลู่ถิงอวี่อ่อนโยนอ่อนหวานกับคนเพียงคนเดียว

 

แล้วองครักษ์เช่นพวกเขาที่ได้รับคำสั่งมาให้รายงานทุกอย่างเกี่ยวกับองค์ชายใหญ่ให้ฝ่าบาททรงทราบ รวมถึงคอยกันคุณชายลู่ด้วยจะทำอย่างไรดีเล่า

รายงานตามจริงก็อาจเกิดเรื่อง ไม่รายงานก็เกิดเรื่อง

เป็นองครักษ์เมฆดำนี่ลำบากจริงๆ!

 

ลู่ถิงอวี่ส่งสัญญาณมือว่าออกไปคุยกันข้างนอก ก่อนตนเองจะยกศีรษะเล็กขึ้นจากตัก อุ้มอีกฝ่ายขึ้นไปนอนหนุนหมอนดีๆ ห่มผ้าและเหน็บชายผ้าให้เรียบร้อยจากนั้นก็ก้าวเดินไปด้านนอก และหยิบเสื้อคลุมตัวหนาไปด้วย

ร่างกายเขาแม้จะแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมมากแต่อย่างไรก็เคยป่วยมาอย่างยาวนานมาก่อน ดังนั้นทำให้การโหมใช้ร่างกายโดยไม่พักผ่อนทำให้ตัวร้อนขึ้นมาบ้าง ปกติกินยาเทียบเดียวพักผ่อนสักครู่ก็หาย พอคิดถึงตรงนี้ลู่ถิงอวี่ก็ยิ้มออกมาจากอย่างอ่อนโยนยิ่ง

องค์ชายใหญ่บางคนเป็นห่วงเขามากจนต้องแอบมาดูตอนหลับ ที่จริงลู่ถิงอวี่ก็หลับไปแล้วจริงๆ เพียงแต่เขาฝันอีกแล้ว...ฝันถึงเหตุการณ์บางอย่าง และพอได้กลิ่นหอมน้ำค้างอันแสนคุ้นเคยจึงปรือตาขึ้นเล็กน้อย เห็นคนงามนั่งมองอยู่ข้างเตียงก็อดไม่ได้ที่จะรั้งมากอดไว้...คนงามที่มิได้มีดวงตาเศร้าหมองเหมือนในฝัน พอมีอีกฝ่ายอยู่ในอ้อมแขนเช่นนั้นลู่ถิงอวี่ก็ไม่ฝันอันใดอีก...

 

เขาไม่อยากเห็น...สักนิดก็ไม่อยาก

ความเศร้าสร้อย ความเหงาอ้างว้างที่อยู่ในดวงตาคู่สวยนั่น

ราวทำให้ทั้งโลกมืดหม่นลง...

 

รู้สึกว่าดีเหลือเกินที่ตั้งแต่รู้จักกันมาองค์ชายใหญ่ของเขายังไม่เคยมีสายตาเช่นนั้น และลู่ถิงอวี่ก็สาบานกับตนเองไว้อย่างแน่วแน่แล้วว่าไม่มีทางให้อีกฝ่ายมีแววตาแบบนั้นเด็ดขาด

 

เย่ซืออวิ๋นของตน...เหมาะกับดวงตาที่เป็นประกายและสุกใสเจิดจ้าที่สุดแล้ว...

 

“มีอะไรหรือ?” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยถามองครักษ์เมฆดำเบาๆ เมื่อเดินออกมายังนอกห้อง 

“เว่ยเฉากลับวังหลวงแล้วขอรับ เขาพาฉินฟางหนี่ว์ไปด้วยและให้พักอยู่ตำหนักนอกวังที่เป็นของเขาเอง สายของเรารายงานมาว่าช่วงนี้องค์ชายรองเว่ยฉือออกมานอกวังหลวง คาดว่าอาจจะอยู่ในเมืองนี้ขอรับ”

ลู่ถิงอวี่พยักหน้า “ข้ารู้แล้ว...ขอบคุณมาก จริงด้วย...ช่วงนี้ฝากพวกเจ้าจับตาดูคนที่จะเข้ามาแคว้นเว่ยที่เข้ามาทางเมืองอี้ด้วย ข้ารู้สึกว่าอาจมีอะไรเกิดขึ้น แม้จะเป็นความรู้สึกก็ควรระวังไว้ทุกทาง”

“ขอรับคุณชาย” องครักษ์วูบไหวกลายเป็นร่างรางๆ และหายวับไปแล้ว ส่วนลู่ถิงอวี่นั้นยังคงแหงนดวงตามองผืนฟ้าที่มีหิมะโปรยปรายลงมาอย่างแช่มช้าอยู่

 

หิมะ...คล้ายกับในความฝันยิ่งนัก

ทั้งเยือกเย็น เศร้าสร้อย...

 

ยิ่งคิดดวงตาดอกท้อคู่สวยก็เข้มขึ้น มือกำเข้าหากันแน่น ใบหน้าหล่อเหลางดงามนั้นคลี่รอยยิ้มเย็น...พลางเอ่ยย้ำกับตนเอง

“ไม่มีวัน...”

 

ภาพในความฝันนั้นข้าไม่มีวันให้มันยอมเกิดขึ้น!

แม้ต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!

 

……..

 

เขารักเขาหวง แล้วก็ปกป้องของเขาอ่ะเนอะ พี่ลู่นี่ยิ่งโตยิ่งร้ายค่ะ ยิ่งใจแคบด้วย โดยเฉพาะเรื่องหลอกกินเต้าหู้น้องนี่พี่จะค่อยๆ พัฒนาสกิลนี้ให้อัพเลเวลกว่าเดิมค่ะ  ส่วนองค์ชายใหญ่น่ะ…คนอื่นเข้าใจว่าน้องว่าง่ายเพราะภาพลักษณ์ภายนอก แต่จริงๆ แล้วน้องเป็นแบบนั้นแค่กับคนสำคัญเท่านั้นแหละค่ะ ส่วนคนอื่นแมวก็มีเขี้ยวเล็บนะคะ ข่วนเจ็บด้วย ^_^

ช่วงนี้ฝนตกทุกวันเลย พายุเข้า น้ำท่วมอีก ทุกคนต้องอย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยน้าาา พักผ่อนเยอะๆ นะคะ ดูแลตัวเองและรักษาสุขภาพกันด้วยน้าาาา ระวังอย่าให้ตัวเองป่วยนะคะ

ระยะนี้เราจะมาอัพนิยายไม่เกินสี่ทุ่มนะคะ หมอสั่งห้ามนอนดึกเด็ดขาดเลย งืออออ ทางนี้เองก็ไม่อยากไปแอดมิดเหมือนกัน ต้องออกกำลังกายอีก เป็นเครียดจริงๆ ค่ะ งือออ

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.809K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,280 ความคิดเห็น

  1. #4108 0979843633 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 01:47
    บอกเลยถ้าแต่ละคนรู้ว่าอดีตเคยทำอะไรกับน้อง หรือใครที่ฆ่าน้องต้องรู้สึกผิดจนตายอ่ะ
    #4,108
    0
  2. #2995 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 20:33
    แต่ละคนทำน้องเจ็บปวดมากกก รู้ซะบ้างก็ดี เชอะ
    #2,995
    0
  3. #2632 mothergod (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2563 / 21:45
    แงง น้องงงง
    #2,632
    0
  4. #2092 Aim Chaiwong (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 11:47
    ใช้กลับกับกับไม่ถูกนะคะ
    #2,092
    0
  5. #1817 252555555 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 20:42
    อาจจะเป็นพ่อที่ฆ่าน้องหรือไม่ก็ฉินเซ่าเจ๋อที่ฆ่า บางทีฉินเซ่าเจ๋ออาจเป็นพ่อน้อง
    #1,817
    1
    • #1817-1 The Sky 9096(จากตอนที่ 19)
      4 พฤศจิกายน 2563 / 15:20
      เซ่าเจ๋อถ้าฆ่าน้องไม่น่าอุ้มไม่ให้ถิงอวี่
      #1817-1
  6. #1723 khunsom08 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 08:33
    อย่าฝันร้ายอีกนะ
    #1,723
    0
  7. #1597 MonoPoly89 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2563 / 20:12
    น่ารักกันทั้งครอบครัวเลยค่า แต่เราเศร้าเรื่องชาติที่แล้วของน้องสงสารมาก มันก็ดีที่ย้อมกลับมาแก้ไขเรื่องราวต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ เป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวข้ามเรื่องเลวร้ายทุกเรื่องไปได้ด้วยดีนะ😊
    #1,597
    0
  8. #1593 Hibiki10 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2563 / 17:33
    กลัวว่าจะเป็นฮ่องเต้ที่เป็นคนฆ่าน้องในชาติที่แล้วจัง ฮื่อออออ
    #1,593
    0
  9. #1389 dlky (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 23:33
    ดีที่ยังมีคนจำชาติก่อนได้ไม่ใช่แค่น้องคนเดียว ให้ทุกคนรับรู้ด้วยยิ่งดีว่าเคยทำไรกะน้องไว้บ้าง ฝากถึงไรท์เลยนะ ขอเลย ขอดราม่าใหญ่ๆ ให้พวกพี่น้องกับเสด็จพ่อหน่อย ใจเจ็บแทนน้องไม่ไหวแล้ว
    #1,389
    0
  10. #1387 bsss27 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 21:32
    อยากให้ทุกคนในครอบครัวฝันว่าตัวเองทำอะไรกับน้องไว้บ้างจังจะได้รู้สึกเสียไม่อยากให้พระเอกฝันเพียงคนเดียวอยากให้ทุกคนรู้สึกผิดเยอะๆ
    #1,387
    0
  11. #1283 creammimimyy (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 14:20
    นี่คิดว่าคนฆ่าไม่ใช่พี่ลู่นะ ดูจากพาร์ทพิเศษ บอกว่าทีคนอุ้มน้องออกมาแล้วพี่ลู่อุ้มต่อ
    #1,283
    0
  12. #1221 Emmo (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 08:01

    อ่านมาถึงตอนนี้ ยังสงสัยว่าน้องจำหน้าทุกคนได้หมดเลยตั้งแต่แรกพบ ยกเว้นพี่ลู่ที่เจอกันครั้งแรกแต่จำไม่ได้แค่คนเดียว อยากรู้จัง

    #1,221
    0
  13. #1091 Charm32 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2563 / 22:58
    ดูแล้วเล่าสามสามีสี่อนุไม่มีใครไม่รักเสี่ยวอวิ๋นเลยแต่ก้อนะคนทีฆ่าน่าจะเป็นพี่ลู่
    #1,091
    0
  14. #1080 HYUNPARK (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2563 / 02:03
    ดี ให้คนอื่นได้รู้กันซะบ้างว่าในชาติก่อนเคยทำอะไรกับน้องไว้บ้าง ไม่ใช่แค่น้องที่รู้สึกผิดคนอื่นก็ควรรู้สึกผิดที่บังคับให้น้องตายและควรไถ่โทษให้น้อง ว่าแต่ฉินเซ่าเจ๋อนี่เป็นแค่ท่านลุงจริงๆน่ะเหรอ
    #1,080
    0
  15. #939 i-pad+ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 21:13
    ชายเชื้อแขนกว้างร่น = ชายแขนเสื้อกว้างร่น
    #939
    0
  16. #938 Laflour (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 07:45
    อ่านมาถึงตรงนี้ ก็ยังนึกไม่ออกว่ากลิ่นน้ำค้างมันเป็นกลิ่นยังไง น้ำค้างนี่มีกลิ่นด้วยหรอ.... -_-
    #938
    1
  17. #926 l-am-so-sorry (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 07:27
    แพ้ แพ้คำว่าเด็กดีของถิงอวี่ ใครก็ได้ลากชั้นไปเก็บทีค่ะ;-;
    #926
    0
  18. #921 Inn1427 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 00:08
    ชาติก่อนเศร้าจนหดหู่เลย เจ็บจนไม่อยากแม้แต่นึกถึงใช่มั้ยล่ะ แต่มันเคยเกิดขึ้นจริงไม่ใช่แค่ฝันนี่สิ ถึงได้เจ็บลึกขนาดนี้
    #921
    0
  19. #721 Peed33 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2563 / 21:24
    ฟางหนี่ว์น่าสงสารอ่ะ ถึงจะร้าย แต่ก็ร้ายแบบซื่อๆบื้อๆ โง่ๆ ไม่ได้เล่ห์เหลี่ยมมาก ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เป็นแค่คุณหนูเอาแต่ใจที่ถูกปลูกฝังมาแบบผิดๆ อยากได้ความโปรดปราน อยากได้ความสนใจ เอาจริงๆคนแบบนี้มักจะขาดความอบอุ่น ทั้งน่าสงสารและน่าสมเพชในเวลาเดียวกัน
    #721
    0
  20. #693 raweewanla (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 01:20
    ไม่อยากให้คนใกล้ตัวเป็นคนฆ่าน้องเลยย สงสารน้องง
    #693
    0
  21. #681 Yunnill (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 22:41
    ชอบมากกกก -ต้าวน้องแมวมันน่ารักนัก
    #681
    0
  22. #677 FiShandBird (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 09:56
    แง คุณไรท์ก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ! 🥺 สนุกมากเลยค่ะ
    #677
    0
  23. #676 Nekkoya02 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 09:19
    อยากเห็นน้องข่วนพวกคนตระกูลฉินแล้ววว
    #676
    0
  24. #665 sakura17 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 16:09
    จริงๆการย้อนมาก็เหมือนโอกาสครั้งที่สองของลู่ถิงอวี่เหมือนกันนะ โอกาสกลับมาแก้ตัว
    #665
    1
    • #665-1 ผพจอทพจรยยน(จากตอนที่ 19)
      5 สิงหาคม 2563 / 19:52
      เห็นด้วยกับคอมเม้นนี้มากๆ
      #665-1
  25. #650 Belbet (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 08:13

    ยิ่งโตเด็กบ้านนี้ยิ่งใจแคบ 55555555 หวงมาก หวงที่สุดโดยเฉพาะกับเรื่องพี่ใหญ่ ไม่ใช่แค่เด็กๆนะดูท่าแล้วคนที่อาการหนักสุดคือฮ่องเต้ล่ะ 555555555 ขอบคุณมากนะคะ สนุกมากค่ะ

    คุณไรท์รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
    #650
    0