ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 18 : 十七 แสดงฝีมือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21,890
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,322 ครั้ง
    28 ก.ค. 63


 

十七

 

 

ผ่านการโยนดอกไม้ของบรรดาหนุ่มสาวไปแล้ว ก็ถึงคราวประชันความสามารถที่ทุกคนเฝ้ารอกัน เพราะสาวงามที่ได้รับอันดับหนึ่งในเทศกาลไซซีนี้จะได้รับสมญานามเทพธิดาบุปผา และชื่อเสียงของนางก็ต้องเป็นที่ร่ำลือไปทั่วอย่างเทพธิดาบุปผาในปีก่อนๆ แน่นอน

สตรีงดงามแต่ละคนต่างอวดความสามารถของตนเองกันอย่างเต็มที่ ทั้งดนตรี ร่ายรำ โคลงกลอน ภาพวาด อักษร พู่กันหรือกระทั่งการเดินหมาก ล้วนนำมาอวดฝีมือกันอย่างเต็มที่อย่างไม่มีใครยอมใคร

ฉินฟางหนี่ว์นั่งดื่มน้ำชาเลิศรสอยู่พลางเหยียดสายตามองสาวงามทั้งหลายที่นางคิดว่าไร้ฝีมือไม่มีทางเทียบนางได้ แต่ยามที่มองเว่ยเฉานางกลับยิ้มอย่างเอียงอาย หลบสายตาเขาทำราวตัวเองเป็นสาวน้อยที่เขินอายกับบุรุษที่แอบรัก นั่นทำให้เว่ยเฉาหัวเราะอย่างพออกพอใจยิ่งนัก

 

นางเป็นสตรีงดงามที่มีสายตาที่ดี

แม้จะงามไม่เท่าคนงามนั้นที่ตนแอบเห็นจากที่ไกลๆ แต่องค์ชายรัชทายาทแห่งแว่นแคว้นอย่างเขาจะมีคนงามรายล้อมกี่คนก็ได้

 

“แม่นางฉินจะแสดงอะไรหรือ?”

“หม่อมฉันจะบรรเลงพิณและร่ายรำน่ะเพคะ...เป็นของขวัญพบหน้าเพื่อมอบให้พระองค์” ฉินฟางหนี่ว์ยิ้มหวาน ก่อนจะเอาผ้าเช็ดหน้ามาบังใบหน้าของตัวเองไว้ด้วยความเขินอาย เว่ยเฉายื่นมือออกไปกุมมือเรียวเล็กไว้เบาๆ เห็นสาวงามพวงแก้มแดงเขาก็ยกยิ้มอย่างพอใจที่สุด

ส่วนบนหอสุรานั้นพวกของเย่ซืออวิ๋นเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดชัดเจน การที่สกุลฉินส่งบรรดาทายาทผู้สืบทอดมาที่นี่ทั้งหมดแสดงว่าให้ความสำคัญกับงานเทศกาลไซวีครั้งนี้มาก

 

ทำให้ฉินฟางหนี่ว์และเว่ยเฉาพบรักกัน ทำให้ฉินฟางหนี่ว์ได้รับสมญานามเทพธิดาบุปผาประจำเทศกาลไซซี

แต่ต้องรอดูว่าพวกเขายินยอมหรือไม่ด้วย

 

“ตกลงนะ ข้ากับน้องฉิงจะลงไปแค่สองคน ทุกคนไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น...เรื่องทำให้คนอื่นขายหน้านี่ข้าไม่เคยทำมาก่อน แต่จะตั้งใจทำให้เต็มที่” องค์ชายใหญ่พยักหน้าหงึกให้คำสัญญามั่นเหมาะ แต่ประโยคที่พูดออกมานั่นทำเอาหยางสุ่ยชิงส่ายหน้าระอา

 

ฝ่าบาท...วิธีการเลี้ยงลูกของท่านนี่มันอย่างไรกันนะ

 

“ซืออวิ๋นเก่งอยู่แล้ว” ลู่ถิงอวี่ดึงสังวาลสีเงินเส้นเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะนำไปสวมไว้ที่ศีรษะของเย่ซืออวิ๋น สังวาลรูปหยดน้ำสีน้ำเงินเข้มที่อยู่ตรงกลางระหว่างปีกหงส์ทั้งสองข้าง

 

ดูงดงามยิ่งนัก...ขับใบหน้าที่งามล้ำอยู่แล้วให้ทวีความงามยิ่งขึ้นไปอีกเท่าตัว

 

เพราะพวกเขาลงความเห็นทั้งหมดว่าไม่อยากให้สกุลฉินสมหวัง ดังนั้นเลยจะขัดขวางฉินฟางหนี่ว์และด้วยความที่เย่ซืออวิ๋นหมั่นไส้เว่ยเฉายิ่งนัก รวมถึงนี่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบเอง ดังนั้นองค์ชายใหญ่เลยขันอาสาจัดการด้วยตัวเอง ไม่ต้องเปลี่ยนชุดหรือประดับอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่สังวาลเส้นเล็กนั่นก็เพียงพอแล้ว

ส่วนหยางฉิงนางเองก็แต่งหน้าเพิ่มเล็กน้อย เส้นผมที่เคยรวบไว้ง่ายๆ ถูกเปลี่ยนมาเป็นทรงหงส์เหินแทน ประดับประดาด้วยอัญมณีสีแดงสดเล็กๆ ไม่มากไม่น้อยเกินไปแต่กลับดูงดงามลงตัว

“น้องฉิงงดงามมาก...อืม...ดูเหมือนยังขาดอันใดอยู่เล็กน้อยนะ” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า มองหยางฉิงที่งามอยู่แล้วแต่ราวขาดอะไรสักอย่าง เย่เฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับเดินมาข้างหน้าหนึ่งก้าวก่อนจะเสียบปิ่นหยกสีแดงเพลิงที่มีพู่สีแดงสดห้อยระย้าลงมา ปลายพู่แต่ละเส้นประดับด้วยลูกปัดสีทองเป็นประกายแวววาว ยามที่นางขยับตัวเล็กน้อยพู่นั้นก็ปลิวไสวราวหงส์สยายปีก

“ให้เจ้ายืมก่อน” เย่เฟิงผละมืออกมาเอ่ยเบาๆ เขาเห็นหยางฉิงทำปากยื่น จมูกเล็กของนางเชิดขึ้นเล็กน้อย เห็นอย่างนั้นเย่เฟิงก็กลั้นขำก่อนจะถอยออกมาหนึ่งก้าว

“ขอบพระทัยเพคะองค์ชายรัชทายาท”

“เจ้าเรียกพี่ใหญ่ของข้าว่าพี่ใหญ่ แต่กลับใช้คำราชาศัพท์กับข้าหรือ?”

หยางฉิงเลิกคิ้ว ก่อนจะคำนับอย่างสง่างามยิ่งนัก “เจ้าค่ะ...พี่รอง”

“น้องรอง เจ้าห้ามรังแกน้องฉิงนะ” เย่ซืออวิ๋นเดินมาขวางหน้าหยางฉิงไว้ พลางทำตาดุใส่เย่เฟิง องค์ชายรัชทายาทได้แต่กลั้นยิ้มอย่างยอมแพ้ เพราะไม่เช่นนั้นเขาได้ถูกพี่ใหญ่ตีเอาแน่ๆ

“เอาล่ะพี่ใหญ่...ถ้ามีอะไรไม่ไหวก็ส่งสัญญาณมือมา นะ พวกข้าจะลงไปช่วยท่านเอง” เย่หานย้ำกับพี่ชายอย่างจริงจัง เห็นแววตาพี่ใหญ่ที่ราวกำลังไปทำเรื่องสนุกแล้วเขาได้แต่ส่ายหน้าขำ

“ข้าไหวน่า น้องสี่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” เย่ซืออวิ๋นทำสีหน้ามั่นอกมั่นใจเต็มที่ ยืดตัวราวกับบอกว่าไว้ใจเขาได้เลย ทำเอาคนอื่นๆ ได้แต่กลั้นยิ้ม

“น่าห่วงน้อยเสียเมื่อไหร่ล่ะ” เย่เซียวหัวเราะ ดีดหน้าผากพี่ใหญ่เบาๆ ก่อนจะจิ้มหน้าผากหยางฉิงด้วยอีกคน ปล่อยให้สองคนนี้ร่วมมือกันป่วนเขาก็เห็นว่าถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะถ้าหากเป็นพวกเขาน่ะป่วนอย่างมีแผนการ แต่ถ้าเป็นทั้งสองคนจะป่วนอย่างบริสุทธิ์ใจซึ่งได้ผลมากกว่าให้พวกเขาลงมือ

อีกทั้งพี่ใหญ่ก็ยังยืนยันว่าพวกเขาน่ะมีทั้งแม่ทัพใหญ่ เป็นทั้งองค์ชายสำคัญ และคุณชายอันดับหนึ่งแห่งต้าเซี่ย เว่ยเฉาอาจไม่รู้จักพวกเขา แต่กับสามคนของสกุลฉินที่มานั้นมั่นใจว่าต้องรู้จักพวกเขาเป็นแน่ มิใช่แค่ฝั่งพวกเขาที่สืบข่าวจากฝั่งสกุลฉิน สกุลฉินเองก็ยื่นมือเข้ามาสืบข่าวฝั่งพวกเขาเหมือนกัน ถ้าเกิดฐานะถูกเปิดเผยขึ้นมาจะกลายเป็นการใช้อำนาจรังแกผู้อื่นเอา

แต่เย่ซืออวิ๋นไม่เหมือนกันเขาเป็นองค์ชายที่ไม่หวังอำนาจใดๆ และอยากเป็นเพียงองค์ชายว่างงาน ดังนั้นต่อให้ถูกกล่าวหาอย่างไรเย่ซืออวิ๋นก็ไม่สน อีกอย่างใครๆ ก็ลือกันมิใช่หรือว่าองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยเป็นไข่มุกบนฝ่ามือของฮ่องเต้เย่เทียนหลง พระองค์ทรงหลับพระเนตรพระกรรณต่อให้องค์ชายใหญ่ทำอันใดก็ไม่ผิด และต่อให้เย่ซืออวิ๋นขัดขวางแผนการของสกุลฉิน ต่อให้คนพวกนั้นรู้ฐานะที่แท้จริงของเขา...ก็ไม่มีทางเปิดเผยและทำอะไรอยู่ดี

 

เพราะพวกเขายังจำเป็นต้องใช้เย่ซืออวิ๋นเป็นตัวหมาก

เย่ซืออวิ๋นรู้และตระหนักในเหตุผลข้อนี้ดี ดังนั้นเขาจึงขันอาสาด้วยตัวเอง...

 

“เอาล่ะ...ไปกันเถอะน้องฉิง” เย่ซืออวิ๋นชักชวนหยางฉิงให้ออกไปร่วมงานกับคนอื่นอย่างร่าเริง ก่อนเดินออกไป มือเรียวข้างหนึ่งยื่นมากุมมือของเย่ซืออวิ๋นไว้ก่อน ไม่ทันที่เย่ซืออวิ๋นจะได้พูดอะไรเขาก็พวงแก้มร้อนวาบเพราะมือของตนถูกอีกฝ่ายยกขึ้นจรดที่ริมฝีปาก ความอุ่นร้อนสัมผัสหลังมือตนเบาๆ แต่กลับทำให้อุ่นวาบไปทั้งร่างและใจสั่นพร่า ดวงตาดอกท้อเปี่ยมเสน่ห์จับจ้องมองมาอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงไพเราะเอ่ยอย่างอ่อนโยน

“ห้ามฝืนนะ”

เย่ซืออวิ๋นไม่ได้ตอบอะไร รีบดึงมือตัวเองกลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเดินหนีไปทันที เพราะขืนอยู่ตรงหนี้ต่อเขาคิดว่าตัวเองอาจจะเขินจนทำอะไรไม่ถูก ลู่ถิงอวี่เลยได้แต่หัวเราะเบาๆ กับลูกแมวน้อยขี้อาย และยิ่งยกยิ้มกว้างมากขึ้นยามใบหน้างามหันกลับมาพยักหน้าให้ตนคล้ายกับให้คำสัญญา

 

ยิ้มอย่างนี้...ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วล่ะ

 

............

 

“ยังมีใครจะประชันกับข้าบ้างอีกหรือไม่เจ้าคะ” น้ำเสียงหวานไพเราะของฉินฟางหนี่ว์ดังขึ้นมาแผ่วเบา นางนั่งอยู่บนเบาะนุ่มกลางทะเลสาบน้ำแข็งที่ถูกเนรมิตเป็นลานแสดงความสามารถสำหรับงานเทศกาลไซซี เมื่อฉินฟางหนี่ว์บรรเลงเพลงพิณภูเขาสูงธารน้ำไหลจบ เสียงเพลงอันแสนไพเราะที่ก้องกังวานไปทั่วบ่งบอกให้รู้ถึงฝีมือพิณอันแสนชำนาญยิ่งของฉินฟางหนี่ว์ นางเลือกฉินเจ็ดสายที่บรรเลงได้ค่อนข้างยากและเลือกหนึ่งในบทเพลงที่เป็นตำนานมาด้วย ทำให้เหล่าผู้ที่กำลังอยากประชัดฝีมือด้วยได้แต่จำใจยอมรับความพ่ายแพ้

 

ทอดสายตาไปทั่วแล้วฉินฟางหนี่ว์ก็ยิ้มน้อยๆ ดูเหมือนว่าตำแหน่งเทพธิดาบุปผานี้จะต้องเป็นของนางอย่างแน่แท้แล้ว ในเมื่อไม่มีใครกล้ามาท้านางประชันต่ออีกแล้ว

หึ...ใครจะมาสู้นางได้เล่า!

 

ตั้งแต่เด็กฉินฟางหนี่ว์เรียนรู้ทั้งดนตรี ร่ายรำ อักษร โคลงกลอน รวมถึงดนตรีอย่างแข็งขัน เพราะสกุลฉินต่างให้ความสำคัญกับบุตรหลานและไม่เลี้ยงคนที่ไร้ความสามารถ นางต้องพยายามไม่ให้น้อยหน้าพี่สาวทั้งสามในตระกูล ดังนั้นตำแหน่งเทพธิดาบุปผาในงานเทศกาลไซซีนี้นางขอรับไว้ก็แล้วกัน!

“ดูเหมือนฟางหนี่ว์จะทำได้แล้ว” อีกมุมหนึ่งเด็กหนุ่มทั้งสามคนยืนคุยกันเบาๆ พวกเขาล้วนเป็นทายาทคนสำคัญของสกุลฉินกันทั้งนั้น

 

ฉินเจาคุณชายใหญ่ว่าที่ผู้สืบทอดสกุลฉินคนต่อไป

ฉินสืออู้คุณชายรองผู้มากความสามารถ

และคุณชายสามฉินไห่ฟง...อัจฉริยะในรอบสิบปีของสกุลฉิน

 

“นางแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ทั้งสตรีและบรรดาบุรุษหลายคนมิอาจสู้นางได้...ส่งข่าวให้ท่านตาทราบกันก่อนเถิด”

“อืม...” ฉินไห่ฟงหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย ร่างสูงเอนตัวพิงต้นไม้ดูปล่อยกายตามสบายและเฉื่อยชายิ่ง แต่ดวงตาของเขาสังเกตเก็บทุกรายละเอียด คิ้วบนใบหน้าหล่อเหลานั้นขมวดเข้าหากันยามที่เห็นสองร่างเดินตรงไปที่ลานแสดงความสามารถกลางทะเลสาบน้ำแข็ง เงาร่างสีฟ้างดงามสะกดสายตาทำให้ผู้คนล้วนหลีกทางให้โดยไม่ต้องทำอะไร ฉินไห่ฟงยกยิ้มบาง “ดูเหมือนจะยังไงจบ...”

“หมายความว่าอย่างไร...”

ฉินไห่ฟงไม่ตอบแต่พัดหยกในมือหุบลงและชี้ไปทางลานประชันความสามารถบนทะเลสาบน้ำแข็ง ทำให้ทุกสายตาล้วนหยุดอยู่ตรงนั้นทันที...

“ในเมื่อไม่มีผู้ใดท้าคุณหนูฉินประลองต่อแล้ว เช่นนั้นข้าขอประกาศว่าตำแหน่งเทพธิดาบุปผาประจำปีนี้เป็นของ...”

“ข้า...ขอลองประชันดู” น้ำเสียงนุ่มนวลดังขึ้น เสียงที่ทำให้เกิดความเงียบขึ้นตามมา ทุกเป้าสายตาจับจ้องไปยังทั้งสองร่างที่เดินมาอยู่กลางลานน้ำแข็ง

 

หนึ่งสตรี หนึ่งบุรุษ...งดงามตรึงสายตา

 

“ยังทันอยู่กระมัง” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าน้อยๆ ใบหน้างดงามคลี่ยิ้มมุมปากดูงดงามอ่อนโยน เส้นผมสีดำยาวสยายปลิวไสวน้อยๆ ตามแรงลมอ่อนๆ ใบหน้างามจับตายิ่งกว่าสตรีถูกขับเน้นให้งามตรึงตายิ่งขึ้นด้วยแต้มปีกหงส์ตรงหน้าผากและสังวาลหยดน้ำที่ทำให้ปีกหงส์ดูราวมีชีวิต ดวงตากลมโตเปล่งประกายสุกสกาวยิ่งกว่าดวงดาราบนท้องฟ้า ยิ่งยามยกยิ้มจางเช่นนั้นยิ่งทำให้ดูคล้ายเทพเซียนมาเยือนโลกมนุษย์

“พี่ชายข้าอยากประชันความสามารถกับแม่นางฉิน ยังทันอยู่ใช่หรือไม่?” หยางฉิงเห็นองค์ชายใหญ่คนงามทำให้คนตกตะลึงแล้วก็ยิ้มกว้าง นางเองก็งดงามจับตาเช่นกัน ชุดสีชมพูอ่อนทำให้นางเป็นสตรีที่ดูอ่อนหวานราวบุปผางามแย้มบาน เครื่องประดับบนเส้นผมสีดำยาวทอประกายระยิบระยับ โดยเฉพาะปิ่นสีแดงสดที่ขับเน้นความงามของนางให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

 

ช่างเป็นสองพี่น้องที่งดงามเหลือเกิน!

 

“ยะ...ยังทัน...ยังทันอยู่ขอรับ”

“ฮึ! เช่นนั้นก็บรรเลงพิณเสียสิ!” ฉินฟางหนี่ว์แค่นเสียง นางกำมือแน่นอย่างไม่พอใจ ความรู้สึกอิจฉาแล่นปราดไปทั่วร่าง ใบหน้าที่งดงามจนน่าริษยานั่น...ทั้งๆ ที่เป็นบุรุษแท้ๆ แต่กลับงดงามยิ่งกว่าสตรีเช่นนางเสียอีก!

“บรรเลงพิณ...ก็ได้กระมัง น้องฉิง...นั่งรอข้าสักครู่นะ”

“ได้สิเจ้าคะพี่ใหญ่” หยางฉิงยิ้มหวาน กลายเป็นสตรีที่ว่าง่ายเชื่อฟังยิ่งขนาดท่านแม่ทัพที่ชมเหตุการณ์จากหน้าต่างหอสุราได้แต่กระตุกคิ้ว

 

เหตุใดฉิงเอ๋อร์ไม่ว่าง่ายกับบิดาเช่นตนเท่าที่ว่าง่ายเชื่อฟังองค์ชายใหญ่บ้างนะ

 

“มีใครให้ข้ายืมพิณบ้างหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นเสาะสายตาหาไปรอบๆ ทุกคนล้วนหลบสายตาอันแสนงดงามที่มองมานั่น มิใช่อะไรหรอก...

 

แต่ยามที่ถูกจ้องมอง...หัวใจรู้สึกวาบหวาบและรู้สึกมิอาจสู้สายตาคู่นั้นได้

แค่ถูกปรายตามองก็ราวตกเป็นทาสของความงดงามนั้น...

ช่างเป็นบุรุษที่งามล่มเมืองจริงๆ!

 

“ใช้พิณอันนี้สิ” น้ำเสียงทุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับพิณงามที่ยื่นมาตรงหน้า เย่ซืออวิ๋นชะงักเล็กน้อยเพราะยามที่เขาเงยหน้าขึ้นไปเห็นเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันที่สวมชุดสีแดงเพลิงจัดจ้านราวกับดวงอาทิตย์เปล่งประกายยามราตรี ดวงตาคมเป็นประกายระริกราวชมชอบดูเรื่องสนุก แต่ที่สะดุดตาเย่ซืออวิ๋นที่สุด...

 

คงเป็น...หยกพกสีแดงเพลิงสลักรูปพระอาทิตย์นั่นต่างหาก

รู้สึกคุ้นเคย...ราวกับเคยเห็นมาเมื่อชาติก่อน

อีกทั้งก็รู้สึกคุ้นหน้าเด็กหนุ่มชุดแดงคนนี้ไม่น้อย

 

แต่ว่า...ช่างมันก่อนเถิด ตอนนี้เขาต้องทำเรื่องตรงหน้าให้เรียบร้อยเสียก่อน เย่ซืออวิ๋นยื่นมือออกไปรับพิณงามนั้นมาถือไว้ “ขอบคุณ” เขากล่าวขอบคุณพลางยิ้มให้ ก้มมองพิณสิบสองสายที่สลักลวดลายอย่างงดงาม ปลายนิ้วเรียวลองไล้สัมผัสสายพิณเบาๆ แค่เสียงเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกได้ทันทีว่านี่เป็นพิณชั้นเลิศ

“ทำให้ข้าสนุกด้วยเล่าคนงาม...” เด็กหนุ่มชุดแดงเพลิงพึมพำเบาๆ ดวงตาทอดมองร่างงามที่เดินไปหยุดอยู่กลางลานน้ำแข็ง นั่งลงบนเบาะนุ่มที่ถูกจัดเตรียมไว้ ก่อนจะวางพิณงามไว้บนตัก เย่ซืออวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สะบัดนิ้วเล็กน้อยจากนั้น...

 

ติง...

 

แค่เสียงสั่นไหวสายแรกทุกคนก็พลันหยุดนิ่งราวถูกสะกดไม่ให้สนใจสิ่งใดนอกจากตั้งใจฟังเสียงอันแสนไพเราะนั่นบรรเลงต่อ...

เย่ซืออวิ๋นสะบัดปลายนิ้วอย่างชำนาญ ไต่ไล้ระดับสายบรรเลงเพลงฝนจันทราใบไม้ร่วงอย่างตั้งอกตั้งใจ เพลงนี้ลู่ถิงอวี่เป็นคนแต่งขึ้นมาด้วยตนเองยามที่เมื่อก่อนพวกเขาอยากออกไปชมทะเลดาวยามราตรีด้วยกัน แต่ฝนกลับตกลงมาเสียก่อนทำให้ได้แต่จับเจ่าอยู่ในเรือนฝูซิง สุดท้ายลู่ถิงอวี่ก็กลัวเขาจะเบื่อเสียก่อนเลยชวนกันแต่งเพลงนี้ขึ้นมา...

และต่อให้เย่ซืออวิ๋นถนัดแต่วาดภาพหรือเขียนอักษรแต่เขาเป็นลูกศิษย์ของมือพิณอันดับหนึ่งแห่งต้าเซี่ยอย่างคุณชายหยกขาวลู่ถิงอวี่นะ! ถิงอวี่สอนเขาบ่อยๆ ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้คุณชายลู่เขาเข้มงวดไม่น้อยเลย ต่อให้สู้อาจารย์ไม่ได้...

 

แต่เอาชนะคนอื่นน่ะ...เย่ซืออวิ๋นคิดว่าตนไม่แพ้ใครหรอก...

 

ฝนจันทราใบไม้ร่วง เป็นบทเพลงที่อ่อนหวานละมุนละไม แต่ขณะเดียวกันก็กล่าวชมทิวทัศน์ความงามของราตรีกาลที่พร่างพราวไปด้วยหยาดฝนโปรยปรายด้วย แม้ลู่ถิงอวี่จะบอกว่ากล่าวชมทิวทัศน์แต่ยามที่คุณชายลู่เขาบรรเลงเพลงนี้กลับจับจ้องแต่หน้าเย่ซืออวิ๋นไม่ละไปไหนเลย

แค่คิดเย่ซืออวิ๋นก็แอบช้อนสายตาไปมองที่หอสุรา เขาเห็นสายตาหวานของลู่ถิงอวี่จับจ้องมาที่ตน แค่มองเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกพวงแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกแล้ว ใบหน้างามที่เขินอายขึ้นมาชั่วแวบหนึ่งราวกำลังคิดคำนึงถึงคนรักนั้นทำให้บทเพลงอ่อนหวานมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า และทวีความงามของร่างที่กำลังไล้ระดับนิ้วไปตามสายพิณอย่างชำนาญนั่นด้วย

แสงจันทราสาดส่องต้องร่างงาม แสงสว่างนวลตาท่ามกลางทะเลบุปผาบนทะเลสายน้ำแข็ง เส้นผมสีดำยาวสยายนั้นปลิวไสว ชายอาภรณ์สีฟ้างามปลิดปลิว สังวาลหยดน้ำบนหน้าผากเคลื่อนไหวเล็กน้อย...

 

ดุจเทพเซียนบรรเลงเพลงให้คนรักและเหล่ามวลมนุษย์ผู้โชคดีได้ยลยิน...

ไพเราะอ่อนหวาน...และงดงามตรึงสายตา

 

ทุกคนล้วนจับจ้องมายังร่างงามกลางลานน้ำแข็ง ไม่ว่าจะเป็นเว่ยเฉาที่ดวงตาวาววับหมายมาดและปรารถนาจะครอบครองร่างงามนั่นเป็นของตนให้ได้ เขารู้สึกหัวใจเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เพียงแค่คิดว่าถ้าหากคนงามนั่นยิ้มให้ตนนั่งข้างตนแล้วต้องรู้สึกราวได้ขึ้นสวรรค์เป็นแน่...

ฉินเจา ฉินสืออู้ และฉินไห่ฟงเองก็เช่นกัน...โดยเฉพาะฉินไห่ฟง ใบหน้าที่ปกติเฉยชาและไม่ค่อยเห็นสิ่งใดอยู่ในสายตานั้นกลับจับจ้องร่างงามนั้นไม่ละสายตาไปไหน ยามที่เขาเห็นพวงแก้มขาวแดงปลั่งก็รู้สึกราวกับหัวใจสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยามที่เห็นรอยยิ้มงามนั้นแย้มขึ้นเล็กน้อยก็ราวย้อมราตรีกาลนี้ให้สว่างไสวขึ้นมา และที่ทำให้ฉินไห่ฟงรู้สึกราวตกอยู่ในห้วงมนต์สะกดที่สุด

 

คือดวงตาคู่นั้น...

งดงามสุกสกาวยิ่งกว่าดวงดาราที่เฉิดฉายบนฟากฟ้า

เพียงแค่ชายสายตาก็นำพาซึ่งหัวใจผู้คนให้สั่นไหว

 

เด็กหนุ่มชุดแดงที่นั่งเอกเขนกดื่มสุราอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่นั้นหัวเราะเบาๆ ดวงตาทรงเสน่ห์พราวระยับ หัวเราะชอบใจและรู้สึกสนใจคนงามที่กำลังบรรเลงพิณอยู่ยิ่งนัก ใช้เพลงที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน ที่สำคัญยังสามารถใช้พิณสิบสองสายได้อย่างชำนาญยิ่งด้วย...

 

เจ้าเป็นใครมาจากที่ใดกันนะ...

 

ส่วนบนหอสุราเหมยหมื่นลี้ เหล่าบรรดาองค์ชายสกุลเย่ต่างมองพี่ใหญ่ของตนอย่างภาคภูมิใจที่สุด แม้พวกเขาจะชมชอบแกล้งพี่ใหญ่แต่รู้ดีว่าพี่ชายของตนนั้นเก่งกาจมาก ถึงเจ้าตัวจะบอกว่าทำอะไรไม่เป็นนอกจากวาดภาพหรือเขียนอักษร แต่พี่ใหญ่ก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างพร้อมพวกเขาทำให้พี่ใหญ่น่ะชำนาญศาตร์และศิลป์ต่างๆ โดยที่เจ้าตัวไม่เคยรู้ตัวหรอก...

เหล่าบรรดาองค์ชายต่างสบตากันแล้วก็หัวเราะเบาๆ พลางคิดในใจว่าพี่ชายของพวกตนนั้นนับวันยิ่งงดงามขึ้นหลายเท่าตัว...มิน่าเล่าเสด็จพ่อถึงได้ส่งองครักษ์ลับเมฆดำมาเพิ่ม อีกทั้งคุณชายใจกว้างบางคนยังกลายเป็นคุณชายใจแคบมากขึ้นทุกวัน

ส่วนลู่ถิงอวี่...คุณชายลู่เท้าคางฟังเพลงฝนจันทราใบไม้ร่วงที่แสนไพเราะอ่อนหวานอย่างตั้งอกตั้งใจยิ่งนัก ตอนองค์ชายใหญ่เลือกเพลงนี้มาบรรเลงลู่ถิงอวี่ยอมรับว่าตนค่อนข้างแปลกใจ มิรู้ว่าตนเคยเล่าให้อีกฝ่ายฟังหรือไม่ว่าเขาแต่งเพลงนี้ขึ้นมาเพื่อกล่าวชมองค์ชายหนุ่มผู้งดงามที่นั่งอยู่ข้างตนในวันนั้นโดยเฉพาะ

 

ผืนฟ้าพร่างพราวดวงดารา จันทรานวลเปล่งปลั่ง

ฝนฤดูใบไม้ร่วงพร่างโปรย กลีบบุปผาปลิดปลิวราวภาพฝัน

งดงามได้มิเท่าเจ้า...

 

“พี่ใหญ่เล่นเพลงนี้ให้เจ้า” เย่เฟิงเอ่ยเบาๆ กับสหายข้างกาย ใบหน้าของถิงอวี่ยามนี้นั้นอ่อนโยนมาก ดวงตาดอกท้อคู่นั้นอ่อนหวานราวน้ำผึ้งจับจ้องเพียงองค์ชายใหญ่ไม่ละไปไหนแม้แต่น้อย...ลู่ถิงอวี่เองก็รู้ดีเช่นกันเพราะเมื่อครู่ยามที่ดวงตากลมโตคู่นั้นมองสบมาก็บอกเขาตรงๆ อยู่แล้ว...

 

ว่าบทเพลงนี้...บรรเลงมอบให้เขา

 

ภาพที่ปรากฎในครรลองสายตาของทุกคนนั้นล้วนประทับอยู่ในความทรงจำของทุกคนที่มาร่วมชมเทศกาลไซซีครั้งนี้ ไม่ต้องให้ใครมาตัดสินใจทุกคนก็ยอมรับไปแล้วว่าบุรุษหนุ่มผู้งดงามคนนี้...

 

งามยิ่งกว่าเทพธิดาบุปผาคนใดเสียอีก...

 

ติง...ติง

 

เย่ซืออวิ๋นสะบิดนิ้วลงบนสายพิณอีกครั้ง ก่อนเสียงเพลงจะค่อยๆ แผ่วลงเพราะมือเรียวละออกมาช้าๆ บทเพลงอันแสนไพเราะก็ค่อยๆ จบลง...แต่ทั่วทั้งบริเวณยังคงเงียบราวตกอยู่ในมนต์สะกด จนเย่ซืออวิ๋นที่กวาดตาไปมองรอบๆ นั้นเริ่มใจเสีย พวงแก้มขาวป่องขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากอิ่มน่ามองเชิดขึ้นราวลูกแมวแสนงอน

 

นี่ฝีมือพิณของตนไม่ได้ความขนาดนี้เลยหรืออย่างไรกัน...

ถิงอวี่ก็ชมเขาตลอดนี่นา

เหตุใดทุกคนจึงได้เงียบกันเช่นนี้เล่า!

 

แปะ แปะ!

 

เสียงปรบมือเบาๆ ดังขึ้นจากเด็กหนุ่มชุดแดงเจ้าของพิณเป็นคนแรก จากนั้นเสียงปรบมือสนั่นดังลั่นก็ตามมา เสียงตะโกนชมเชยความสามารถและความงามของทุกคนนั้นดังอยู่นานมาก จวบจนเย่ซืออวิ๋นลุกขึ้นยืนนั่นล่ะเสียงชื่นชมจึงได้เงียบลง แต่ดวงตาทุกคู่ก็มองร่างของเย่ซืออวิ๋นราวต้องมนต์ไม่หาย

 

คนงามมากความสามารถจริงๆ ด้วย!

 

“ยอดเยี่ยมมากเลยเจ้าค่ะพี่ใหญ่” หยางฉิงเดินไปอยู่ข้างกายเย่ซืออวิ๋นก่อนจะยิ้มหวานเอ่ยอย่างภูมิอกภูมิใจที่สุด พี่ชายคนนี้ของนางนั้นนอกจากงดงามและเก่งกาจที่สุดไปเลย สมแล้วที่เป็นพี่ใหญ่! นางจะเป็นน้องสาวผู้ภักดีไปชั่วชีวิตเลย!

“ต้องยกความดีความชอบให้ถิงอวี่แล้วล่ะ เพลงนี้ข้ายืมถิงอวี่มาน่ะ...น้องฉิงก็รู้ว่าข้าทำเป็นแค่วาดภาพเขียนอักษร เรื่องบรรเลงพิณนี่ถิงอวี่เขาสอนให้ต่างหาก”

“สำหรับข้าแล้วพี่ใหญ่งดงามที่สุดแล้วเจ้าค่ะ พี่ลู่เขาดูราวภาพฝันเกินไป”

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะยื่นมือไปวางมือบนหัวหยางฉิงเบาๆ อย่างเอ็นดู...น้องสาวน่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้คนเป็นพี่ชายอย่างเขารู้สึกสำราญใจยิ่งนัก เห็นทีตอนกลับไปวังหลวงต้องรีบทูลเสด็จพ่อเสด็จแม่ฮองเฮาว่านกุ้ยเฟยแล้วว่าให้รีบน้องฉิงเข้าวังบ่อยๆ

“เช่นนี้ตำแหน่งเทพธิดาบุปผาก็ต้องเป็นของหนุ่มน้อยรูปงามราวเทพเซียนคนนี้เสียแล้วสิ”

“แต่เขาเป็นบุรุษนี่นา...จะยอมรับสมญานามเทพธิดาบุปผาหรือ?”

“เหตุใดจะไม่ยอมรับเล่า เทพธิดาบุปผาจากงานเทศกาลไซซีนั้นเป็นที่โด่งดั่งเลื่องชื่อไปทั่วแผ่นดินเชียวนา จะมีผู้ใดไม่อยากได้บ้างเล่า”

“เปลี่ยนเป็นเทพบุตรบุปผาก็คงได้กระมัง”

“เอาล่ะๆ เช่นนั้นก็ยกให้เขาไปเถิด”

“ใช่ๆ รีบประกาศได้แล้วล่ะ”

“ถ้าเป็นคนงามคนนี้พวกเราล้วนยอมรับ”

“ใช่ๆ”

“ข้าไม่ยอม!” ฉินฟาวหนี่ว์ที่มองเหตุการณ์อยู่ยืนขึ้นอย่างไม่ยินยอม ดวงตาของนางวาวโรจน์ต้องมองเย่ซืออวิ๋นอย่างเกลียดชัง คนผู้นี้มีดีอันใดถึงได้มาทำให้นางขายหน้าเช่นนี้! ทั้งๆ ที่ตำแหน่งเทพธิดาบุปผาเป็นของนางอยู่แล้วแท้ๆ กลับถูกใครที่ไหนมาแย่งไปเช่นนี้นางจะยอมได้อย่างไร!!

 

ยิ่งเห็นใบหน้างดงามที่มองมา ยิ้มให้นางราวเด็กใสซื่อมิรู้ว่าทำอันใดผิดอีกเช่นนั้นแล้วนางยิ่งเกลียดชัง!!

ทั้งเกลียดทั้งริษยา!

 

“ไม่ยอมแล้วอย่างไร...แม่นางจะประชันฝีมือกับข้าต่อหรือ?” เย่ซืออวิ๋นยิ้มน้อยๆ พลางเอียงหน้าอย่างน่ามอง ทำให้เขาดูราวลูกแมวตัวน้อย ส่วนฉินฟางหนี่ว์นั้นราวเป็นคุณหนูจอมเอาแต่ใจที่รังแกผู้งดงามกว่า ผู้คนพากันซุบซิบแล้วมองฉินฟางหนี่ว์ด้วยสายตาที่แปลกไป แต่ฉินฟางหนี่ว์ยังไม่รู้ตัวนางเชิดหน้าขึ้น สะบัดชายอาภรณ์

“ใช่! มาแข่งกันอีกครั้งสิ”

 

นางไม่ยอม! ทำอย่างไรก็ไม่ยอมกลืนความพ่ายแพ้ครั้งนี้เด็ดขาด!

 

“ได้สิ” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าดูใจอกใจกว้างยิ่งนัก ทุกคนล้วนชื่นชมเด็กหนุ่มรูปงามผู้นี้ขึ้นไปอีก แม้คุณหนูฉินจะแสดงกิริยาไร้มารยาทใส่แต่เขากลับใจเย็นและรับมือได้อย่างงดงาม “ในเมื่อครั้งก่อนคุณหนูฉินใช้พิณเป็นหัวข้อ เช่นนี้คราวนี้ให้ข้ากำหนดดีหรือไม่?”

ฉินฟางหนี่ว์เม้มปากแน่น แม้นางจะมั่นใจในฝีมือตัวเองมาก แต่ดูจากการบรรเลงพิณเมื่อครู่นางก็ไม่อยากประมาทคู่ต่อสู้ ถ้าหากเขากำหนดหัวข้อที่นางไม่ถนัด...

“แต่ว่า...อืม...แม่นางฉินเป็นสตรี ส่วนข้าเป็นบุรุษถ้าทำเช่นนั้นอาจจะเป็นการเอาเปรียบแม่นางฉินเกินไป เช่นนั้น...หัวข้อการแข่งขันครั้งต่อไปข้างก็ยังคงยกให้แม่นางฉินเป็นคนกำหนดดีกว่า” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะใสกังวานทำให้รอบข้างเคลิบเคลิ้ม แต่ถ้าหากตั้งใจฟังที่เย่ซืออวิ๋นพูดดีๆ แล้วนั้นก็จะรู้ว่าองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยกำลังกวนโทสะของฉินฟางหนี่ว์อยู่...

หลอกล่อให้นางคิดมาก ให้นางกังวลและสุดท้ายก็ให้ทุกเป้าสายตามองฉินฟางหนี่ว์เปลี่ยนไป...ภาพลักษณ์คุณหนูผู้งดงามเปี่ยมความสามารถที่ฉินฟางหนีว์สร้างขึ้นถูกองค์ชายใหญ่ใช้ถ้อยคำไม่กี่ประโยคหลอกล่อให้นางกลายเป็นสตรีจิตใจคับแคบ ริษยาและชอบเอาชนะเสียแล้ว...

ฉินฟางหนี่ว์ส่งเสียงฮึในลำคอ นางเชิดใบหน้างดงามของตัวเองขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ “วาดภาพ”

ดวงตาของเย่ซืออวิ๋นเป็นประกาย ก่อนจะรีบซ่อนมันไว้อย่างรวดเร็วแล้วจากนั้นก็แสร้งทำเป็นสีหน้ากังวลพลางขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ราวจะบอกเป็นนัยๆ ว่าตนนั้นไม่ถนัดวาดภาพเอาเสียเลย ทำให้ฉินฟางหนี่ว์ยกยิ้มหมายมาดราวกับเห็นชัยชนะอยู่เบื้องหน้า

 

คราวนี้ข้าจะทำให้เจ้าพ่ายแพ้และอับอายขายหน้า...คอยดูสิ!

ถ้าใบหน้างามๆ นั่นซีดเผือดและพ่ายแพ้ล่ะก็นางต้องสะใจที่สุดเป็นแน่!

คนอย่างเจ้ามีหรือจะมาสู้ข้าฉินฟางหนี่ว์ได้!

ไม่มีทาง!!

 

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าที่แสนจะกังวลและลำบากใจของลูกแมวน้อยบางคน เขาหันไปสบตาบรรดาองค์ชายทั้งสี่คนที่อยู่ข้างตนก่อนจะพากันหัวเราะลั่น

“ฮะๆ ...พี่ใหญ่ ฮะๆ!” เย่หานหัวเราะจนตัวงอ เมื่อครู่ตอนเห็นพี่ใหญ่ทำสีหน้าคิดหนักตอนได้ยินคำว่าวาดภาพนั้นเขาถึงกับสำลักสุราเลยทีเดียว

“ดูเหมือนพี่ใหญ่จะแสดงละครเก่งขึ้นสินะ” เย่เซียวหัวเราะในลำคอ กลั้นยิ้มจนปวดแก้ม สุดท้ายก็เปลี่ยนมาหัวเราะลั่นอีกคน องค์ชายสามได้แต่ส่ายหน้าขำ

เย่เฟิงเองก็หัวเราะเบาๆ ออกมาเช่นเดียวกัน ดูเหมือนการที่พวกเขามักแสร้งเล่นละครไม่ชอบหน้ากันให้คนภายนอกดูจนเคยชิน พี่ใหญ่เองก็จะชำนาญการแสร้งทำให้ผู้อื่นตายใจเช่นกัน นับว่าพัฒนาขึ้นมากถ้าหากเสด็จพ่อได้ทอดประเนตรเห็นต้องพอพระทัยเป็นแน่ “พี่ใหญ่ลังเลว่าจะแสดงฝีมืออย่างไรไม่ให้ผู้คนตกตกลึงมากกว่ากระมัง”

ลู่ถิงอวี่มองคนที่กำลังช้อนดวงตามองเขาอยู่อย่างเอ็นดูยิ่ง เขาเอ่ยปากแบบไร้เสียง ทำให้ดวงตากลมโตนั่นขึงใส่หนึ่งคราราวแมวน้อยขี้โมโห แต่พวงแก้มและใบหูกับเป็นสีแดงอย่างน่ามอง จากนั้นก็ไปคุยกับหยางฉิงโดยไม่สนใจตนอีก บุตรสาวท่านแม่ทัพเงยหน้ามาถลึงตาใส่เขาโทษฐานที่บังอาจรังแกองค์ชายใหญ่ จากนั้นก็ชวนกันคุยอย่างรื่นเริง ลู่ถิงอวี่หัวเราะขำก่อนจะหันมายิ้มกับทุกคนพลางเอ่ยขึ้นมาหนึ่งประโยค “ลองมาพนันกันดีหรือไม่ว่าซืออวิ๋นจะรังสรรค์ภาพวาดใดออกมา...”

“หืม?”

“เจ้าอยากพนันอะไรเล่า?”

คุณชายลู่ยกยิ้มมีเสน่ห์ ดูงดงามยิ่งนัก แต่ดวงตาดอกท้อของเขากลับฉายแววเจ้าเล่ห์สายหนึ่ง “ถ้าหากข้าคาดเดาถูก และชนะพนัน...ทุกคนต้องปล่อยให้ซืออวิ๋นมานั่งรถลากกับข้า”

นั่งอยู่ในรถลากคนเดียวนั้นเงียบเหงาเกินไปจริงๆ ถ้าหากมีลูกแมวตัวน้อยมาเจื้อยแจ้วให้ตนคลอเคลียออดอ้อนต้องเป็นอะไรที่พิเศษเป็นแน่

ลู่ถิงอวี่กวาดตามองทุกคนที่เขาเห็นว่ากำลังจับจ้ององค์ชายใหญ่ เขาหรี่ตาลงและจดจำไว้ได้ทั้งหมดว่าใครบ้างที่จับจ้องเมฆงามที่ตนหวงแหน

 

หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า

เว่ยเฉา ฉินเจา ฉินสืออู้ ฉินไห่ฟง และเด็กหนุ่มชุดแดงนั่น...

 

หยกพกสีแดงดุจสีพระอาทิตย์นั่นถ้าหากจำไม่ผิดนั่นเป็นสัญลักษณ์ของพรรคเพลิงสุริยัน...พรรคมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ มิใช่หรือ...

แล้วเหตุใดคนในยุทธภพจึงได้มาที่นี่เมืองอี้ได้กัน...

 

………ต่อ………..

 

การประชันแข่งวาดภาพนั้นทั้งเย่ซืออวิ๋นและฉินฟางหนี่ว์ตกลงที่จะแข่งพร้อมกันเพื่อไม่ให้เกิดการเสียเปรียบ ใช้เวลาเตรียมการแค่ไม่ถึงหนึ่งเค่อทั้งอุปกรณ์วาดภาพ สี พู่กัน และทุกอย่างก็พร้อมเพรียงอยู่ข้างๆ คนทั้งสองที่นั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่บนทะเลสาบน้ำแข็ง ของฉินฟางหนี่ว์นั้นนางจัดเตรียมทุกอย่างมาเองไม่ว่าจะเป็นกระดาษเนื้อดี สีหายาก หรือกระทั่งพู่กันด้ามงามต่างขนาดที่เรียงกันบนผ้าแพรสีแดงสด 

ต่างกับเย่ซืออวิ๋นที่ขอให้คนไปหามาให้ ความจริงแล้วตนก็มีของพวกนี้ติดตัวมาเพราะเป็นคนชอบวาดภาพ ที่สำคัญก็ยกพกพู่กันด้ามหยกขาวขนจิ้งจอกหิมะที่เสด็จพ่อเคยประทานให้ติดตัวไว้ด้วย แต่เย่ซืออวิ๋นไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องนำของเหล่านี้ออกมาใช้ 

 

สำหรับผู้ที่ชำนาญการวาดภาพต่อให้ถ่านขีดเขียนก็สามารถรังสรรค์ให้ออกมางดงามได้ มิได้อยู่ที่อุปกรณ์แต่อยู่ที่ฝีมือ 

 

ฉินฟางหนี่ว์เหยียดดวงตามองไปทางเย่ซืออวิ๋นอย่างดูถูก ก่อนจะลงมือวาดภาพของนางอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่วนองค์ชายใหญ่นั้นก็เอียงหน้าครุ่นคิดมองกระดาษเบื้องหน้าอยู่...ปล่อยให้ฉินฟางหนี่ว์วาดนำไปก่อน

“เขาคิดไม่ออกหรือว่าจะวาดอะไร?”

“หรือเขาอาจจะไม่ชำนาญการวาดภาพก็ได้ นั่งนิ่งอยู่นานแล้วนา”

“เหอะ! ก็แค่งามมากและบรรเลงพิณได้ อาจจะวาดภาพไม่ได้ก็ได้นี่ พวกเจ้าไม่เห็นตอนที่ได้ยินแม่นางฉินบอกจะแข่งวาดภาพหรือเขาหน้าซีดไปเลย”

“เรื่องนั้นน่ะช่างมันเถิด แต่เรื่องที่เขางดงามมากนั้นเป็นของจริง พวกเจ้าดูสิขนาดเขาขมวดคิ้วยังงามเลย!”

“ใช่ๆ”

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้ายิ้มๆ แม้หูของเขาจะไม่ประสาทสัมผัสดีเท่าคนอื่นๆ รอบตัว แต่ว่าก็ได้ยินถนัดกว่าคนทั่วไปอยู่ดี ดังนั้นเสียงซุบซิบจากคนรอบข้างก็ทำให้เขายิ้มออกมา จริงๆ ก็แค่คิดว่าควรจะวาดภาพอันใดออกมาดี ถ้าหากวาดภาพทิวทัศน์ก็อาจจะดูง่ายไปสักเล็กน้อย แต่ถ้าวาดภาพบุคคลลงไปด้วยก็ต้องวาดให้ครบทุกคนที่มากับตน ถ้าวาดถิงอวี่คนเดียวประเดี๋ยวน้องชายทั้งสามได้โมโหหาว่าตนลำเอียงอีก จะวาดน้องชายคนใดคนหนึ่งก็ไม่ได้ แต่ถ้าวาดทุกคนแล้วเสด็จพ่อทรงทราบขึ้นมา...

 

เฮ้อ...เห็นได้ชัดว่าการเป็นองค์ชายใหญ่นั้นไม่ง่ายจริงๆ

 

เย่ซืออวิ๋นนั่งคิดอยู่เรื่อยๆ โดยไม่สนใจฉินฟางหนี่ว์ที่เริ่มทิ้งห่างตนไปแล้ว ผู้คนต่างส่งเสียงกันแซ่งแซ่ คล้ายสงสัยว่าคุณชายรูปงามผู้นี้ถอดใจไปแล้วหรือ ก่อนจะเสียงฮือฮาจะดังขึ้นเมือเห็นมือขาวเรียวนั้นเอื้อมไปจับพู่กัน และเริ่มวาดภาพ...

มือขาวเรียวตวัดลงบนกระดาษอย่างคล่องแคล่วว่องไว แต่ขณะเดียวกันก็ดูอ่อนโยนนุ่มนวลราวผีเสื้อกระพือปีก บางครั้งตวัดจุ่มสีแล้วสี่เล่าโดยที่ไม่ต้องเมียมองว่าสีไหนอยู่ตรงไหน ดวงตากลมโตนั้นตั้งอกตั้งใจยิ่งนัก ประกายตาแวววาวสะท้อนแสงจันทร์เปล่งปลั่งดูงดงามมีชีวิตชีวา เส้นผมสีดำคลอเคลียแก้มขาวผ่อง

 

นี่มันการวาดภาพที่ใดกัน...ราวการร่ายรำเลยมิใช่หรือ

 

ชายเสื้อสีฟ้ายาวนั้นดูพลิ้วไหวตามการขยับมือ แขนเสื้อที่ร่นลงเผยให้เห็นกำไลหยกสีฟ้าครามที่ดูงดงามราวกับจะทำให้ข้อมืองามนั้นเปล่งประกายได้ ใบหน้างามเอียงเล็กน้อย บางครั้งก็ยกยิ้มน่ามองแล้วก็ตวัดวาดภาพของตนต่อ ผู้คนโดยรอยได้แต่จับจ้องร่างนั้นไม่ละไปไหน มองเห็นทุกการกระทำ

 

ไม่ว่าจะเป็นแพขนตาหนาที่เคลื่อนไหวเบาๆ ปลายจมูกเล็กๆ ริมฝีปากแดงดุจอิงเถา 

มือเรียวงามที่ดุจกำลังร่ายรำหาใช้วาดภาพ

 

บางที...เขาต่างหากที่เป็นภาพวาดที่งดงามที่สุดในค่ำคืนนี้...

 

เสียงที่พูดคุยกันเบาๆ ค่อยๆ เงียบลงไปเรื่อยๆ ทุกคนต่างจับจ้องอยู่ที่เย่ซืออวิ๋น ราวรอลุ้นว่าเขาจะรังสรรค์ภาพใดออกมาให้รอชม ส่วนฉินฟางหนี่ว์นั้นนางแอบเหลือบตามองมาเล็กน้อยก่อนจะกำมือแน่น เพราะนางรู้สึกว่ายามนี้ทุกเป้าสายตานั้นหาได้จับจ้องอยู่ที่นางแต่เป็นบุรุษน่าชังผู้นั้น!

 

คอยดูเถิด...ข้าจะทำให้เจ้าสำนึกที่บังอาจมาท้าทายคนอย่างข้า!

 

นางส่งเสียงเหอะในลำคอ ก่อนจะเบนสายตาออกไป ก่อนจะสะดุ้งเฮือกยามเห็นร่างทั้งสามที่คุ้นเคยกำลังมองมาที่นางเช่นกัน ฉินฟางหนี่ว์มือสั่นเล็กน้อยก่อนจะรีบหันกลับมาตั้งใจวาดภาพเหมือนเดิม

 

นางตั้งใจกว่าทุกครั้ง...

 

ท่านตาถึงกับส่งพี่ชายทั้งสามคนมา ย่อมหมายถึงว่าคราวนี้นางห้ามผิดพลาดเป็นอันขาด ไม่ว่าจะเรื่องขององค์ชายเว่ยเฉาหรือกระทั่งตำแหน่งเทพธิดาบุปผา ถ้าหากส่งแค่พี่ชายใหญ่หรือพี่ชายรองมานางยังสามารถทำอะไรตามใจตัวเองได้ แต่คราวนี้ท่านตาถึงกับส่งพี่ชายสามฉินไห่ฟงมาร่วมด้วย

แม้เขาจะดูไม่อินังขังขอบ ไม่สนใจใดๆ และไม่ใช่ผู้สืบทอดของสกุลฉิน แต่ทุกคนในสกุลต่างรู้ดีว่าเขาเข้มงวดและโหดเหี้ยมที่สุด...ไม่มีคำว่าพี่น้องและเครือญาติ มีเพียงสิ่งที่เขาต้องการเท่านั้น

 

ท่านตาและท่านลุงใหญ่สั่งสอนเขามาด้วยตัวเอง

 

ฉินฟางหนี่ว์กังวลจนทำให้นางลงสีในภาพผิดเพี้ยน แต่นางก็กลบสีอื่นลงไปอย่างรวดเร็ว พลางคิดในใจว่าไม่เป็นไรหรอก...เรื่องวาดภาพนั้นนางนับเป็นที่หนึ่งในสกุล ขนาดพี่หญิงใหญ่ที่ว่าเป็นสตรีอันดับหนึ่งของสกุลก็ยังสู้ห่างกับนางหนึ่งก้าวอยู่ดี ดังนั้นนางจึงมั่นใจยิ่งที่จะเลือกหัวข้อนี้มาประชันฝีมือ

เวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ จนใกล้จะครบครึ่งชั่วยามตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อเริ่มใกล้เวลาฉินฟางหนี่ว์ก็เป็นฝ่ายวางพู่กันลงก่อน จากนั้นก็ยืดตัวขึ้นแล้วยิ้มอย่างดงาม

“เสร็จแล้ว...” นางหันไปมองเย่ซืออวิ๋นจากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานเคลือบยาพิษ “คุณชายท่านนี้...เวลาใกล้จะหมดแล้ว ถ้าหากท่านไม่ชำนาญก็เพียงแต่ยอมแพ้...”

“หืม? ข้าวาดเสร็จพอดี ขอโทษทีพอดีนั่งนานเกินไปเล็กน้อย ขาข้าเลยชา” เย่ซืออวิ๋นวางพู่กันลงตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ เพราะทุกคนต่างมัวแต่หลงใหลรอยยิ้มซุกซนน่ามองบนใบหน้างามของเขาอยู่ ยามที่เขาเอ่ยขึ้นก็ทำให้เกิดเสียงหัวเราะเบาๆ จากรอบข้างได้เป็นอย่างดี ขนาดฉินไห่ฟงก็ยังยกยิ้มมุมปาก หรือกระทั่งเด็กหนุ่มชุดแดงเพลิงจากพรรคเพลิงสุริยาก็หัวเราะหนึ่งเสียงอย่างสนุกสนานรื่นเริง

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบรรดาน้องชายของเย่ซืออวิ๋นและลู่ถิงอวี่เลย แต่ละคนกลั้นขำกันจนปวดท้องแล้ว เพราะรู้ดีว่าพี่ใหญ่ของพวกตนนั้นพูดเรื่องจริง ปกติยามนั่งวาดภาพนั้นองค์ชายใหญ่เขาก็ตั้งอกตั้งใจยิ่ง เพ่งสมาธิวาดภาพโดยไม่สนใจสิ่งใด ใครเรียกก็มิค่อยจะได้ยิน แต่พอวาดเสร็จก็มักบ่นว่าขาชาออดอ้อนให้พวกเขาช่วยนวดขาให้สม่ำเสมอ จนเดี๋ยวนี้บรรดาองค์ชายและลู่ถิงอวี่นั้นนวดได้อย่างชำนาญยิ่งจนหมอหลวงยังต้องเอ่ยชมเชย

“เจ้า!” ฉินฟางหนี่ว์กำผ้าเช็ดหน้ำในมือจนยับไปหมด นางรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังกวนโทสะนาง และทำสำเร็จด้วย! นางสูดลมหายใจลึกๆ พยายามระงับความโกรธของตัวเอง ถ้าหากนางอาละวาดขึ้นมาตรงนี้ชื่อเสียงของนางจะพลอยเสียหายไปด้วย และที่สำคัญจะทำให้แผนการของท่านตาไม่ประสบความสำเร็จ ในเมื่อบรรดาลูกพี่ลูกน้องทั้งสามอยู่ที่นี่ด้วยนางต้องถูกลงโทษเป็นแน่! 

“พี่ใหญ่ไหวหรือไม่เจ้าคะ ค่อยๆ ยืดขาออกมานะเจ้าคะ ข้าจะนวดขาให้ท่านเอง” หยางฉิงรีบเดินไปข้างๆ เย่ซืออวิ๋นทันที นางค่อยๆ ดึงขาเรียวงามออกมาวางบนตักตัวเอง จากนั้นก็นวดผ่านเสื้อผ้าให้ ด้วยความที่หยางฉิงฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นน้ำหนักมือของนางจึงพอดิบพอดียิ่งนัก นวดไปก็ชมเชยพี่ใหญ่ผู้งดงามจนเย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าตนเองนั้นแก้มร้อนและใกล้จะลอยได้อยู่แล้ว

“น้องฉิงนี่ล่ะก็...ชมข้าอีกคำข้าอาจจะลอยไปไกลเลยก็ได้นะ”

หยางฉิงหัวเราะอย่างน่ามอง ภาพสองพี่น้องที่คนอื่นเห็นแล้วก็ได้ยิ้มตามและมองอย่างเอ็นดูไปด้วย พลางคิดพร้อมกันว่าบ้านไหนกันหนอที่มีทั้งบุตรชายและบุตรสาวที่น่ารักเช่นนี้ สองพี่น้องที่ดูรักใคร่ใส่ใจกันเช่นนี้มิได้เห็นกันง่ายๆ และท่าทางทั้งสองคนก็ดูจะเป็นชนชั้นสูงเสียด้วย...

“มาเจ้าค่ะ...น้องจะพยุงพี่ใหญ่ขึ้น ค่อยๆ เกาะมือน้องแล้วยืนขึ้นนะเจ้าคะ” หยางฉิงยื่นมือให้เย่ซืออวิ๋นก่อนองค์ชายใหญ่จะพยักหน้าเชื่อฟัง ที่จริงตนก็หายชาแล้วล่ะ แต่เขาเห็นสีหน้าของฉินฟางหนี่ว์ดูจะหงุดหงิดไม่สบอารมณ์มากขึ้นดังนั้นเย่ซืออวิ๋นเลยเล่นละครต่อไป

 

เรื่องนี้เขาเรียนรู้มาจากยามที่ว่านกุ้ยเฟยทรงป่วนสนมที่มาลองดีนั่นล่ะ

 

“ขอบใจนะน้องฉิง” ปกติถ้าหากตนบ่นขาชาแล้วล่ะถิงอวี่กับน้องชายก็จะช่วยนวดให้ จากนั้นก็จะอุ้มเขากลับตำหนักลั่วสุ่ย เสด็จพ่อเองก็เช่นกัน...นานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้ยืนขึ้นแบบนี้

“หามิได้เจ้าค่ะ น้องยินดียิ่ง” นางเริ่มเข้าใจความรู้สึกบรรดาองค์ชายทั้งหลายที่แทบจะประคององค์ชายใหญ่ผู้นี้ไว้บนฝ่ามือเสียแล้วสิ ขนาดนางเองก็ยังอยากปกป้องดูแลถนอมไปเสียทุกอย่างเลย! ยามเห็นรอยยิ้มงามๆ นั่นมอบให้ตนแล้วรู้สึกเหมือนโลกนี้สดใสขึ้นยิ่งนัก!

“เสียเวลามามากเกินพอ มาดูภาพวาดกันได้แล้ว จะได้ตัดสินผลแพ้ชนะกันสักที!” ฉินฟางหนี่ว์เอ่ยอย่างหงุดหงิด น้ำเสียงของนางนั้นเอาแต่ใจจนหลายคนเริ่มมองนางเปลี่ยนไปจากที่เคย

 

ภาพลักษณ์คุณหนูผู้งดงามมากความสามารถของนางกำลังจะกลายเป็นคุณหนูอารมณ์ร้ายจอมริษยาเอาแต่ใจเข้าทุกที

 

“ฟางหนี่ว์กำลังทำอันใดของนาง แสดงกริยาเช่นนั้นออกมาได้อย่างไรกัน” ฉินเจาขมวดคิ้ว มองน้องสาวอย่างมิใคร่จะพอใจเท่าไหร่นัก

“นางคงมั่นใจในฝีมือการวาดภาพของตนเองมาก” ฉินไห่ฟงหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มมุมปาก 

“ฝีมือการวาดภาพของฟางหนี่ว์นั้นดีที่สุดในบรรดาน้องสาวทั้งสี่คน ต่อให้เป็นฮวาซิงก็ห่างจากนางอยู่เล็กน้อย” ฉินสืออู้ว่า “ข้าคิดว่าอย่างไรการประชันภาพวาดครั้งนี้ฟางหนี่ว์ย่อมชนะ เจ้าไม่เห็นหรอกหรือว่าคุณชายคนงามคนนั้นทำสีหน้าลำบากใจอย่างไรตอนฟางหนี่ว์บอกว่าจะแข่งวาดภาพ”

“ลำบากใจหรือ?” ฉินไห่ฟงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เพราะตนนั้นจับจ้องใบหน้างดงามนั้นไม่ละไปไหน ทำให้เห็นได้ถนัดว่าก่อนจะมีสีหน้าลำบากใจดวงตาคู่สวยนั้นเป็นประกายวาว

 

นั่นหาใช่สายตาของคนที่ยอมแพ้หรือเจออะไรที่ไม่ถนัดเลยแม้แต่น้อย...

 

“ลองดูกันไปเถิด”

ฉินสืออู้แค่นเสียงเล็กน้อยเมื่อฉินไห่ฟงพูดอะไรที่ตนไม่เข้าใจ เขาไม่ชอบลูกพี่ลูกน้องคนนี้ที่สุด และไม่อยากมากับคนคนนี้ แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของท่านตาก็ไม่มีใครกล้าขัด

“เช่นนั้นเชิญคุณหนูฉินมากลางลาน” มีคนช่วยยกภาพของฉินฟางหนี่ว์มาวางไว้กลางลานทะเลสาบน้ำแข็งเพื่อให้ทุกคนได้ชมกันถ้วนทั่ว ยามนี้ดวงจันทร์กลมโตอยู่ในตำแหน่งใจกลางท้องผ้า มวลเมฆแหวกออกมิบดบังแสงจันทร์ทำให้สามารถมองเห็นภาพวาดได้ชัดตามมากยิ่งขึ้น...ภาพวาดที่เสียงฮือฮาลั่นตามมาด้วยเสียงชื่นชม

“โอ้! ช่างเป็นภาพวาดที่สวยงามมาก”

“คนในภาพนั่นก็หล่อเหลายิ่งนัก”

“อ้ะ! พวกเจ้าดูสิบุรุษในภาพนี้ดูคล้ายบุรุษที่เก็บดอกไม้ผ้าของคุณหนูฉินได้เลย”

“จริงด้วย เฮ้อ...หนุ่มสาวมีความรักช่างน่าอิจฉาเสียจริง”

เหล่าผู้คนต่างหันไปมองเว่ยเฉาแล้วหันกลับมามองบุรุษในภาพต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าคล้ายเว่ยเฉาถึงเจ็ดส่วน ทำให้ทุกคนเอ่ยชมเชยกันอีกระลอก เว่ยเฉาเองก็รู้สึกปลาบปลื้มและดีใจมากเช่นกัน เขาเห็นภาพบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งดื่มสุราใต้ต้นเหมย แล้วยามที่สบตากับฉินฟางหนี่ว์นางก็หลบสายตาอย่างเอียงอาย

 

สตรีนางนี้...ตนอยากครอบครองเช่นกัน

นางทั้งงดงามทั้งช่างเอาอกเอาใจ บุรุษใดเลยจะทานเสน่ห์ของนางได้

 

แม้เทียบกับหนุ่มน้อยคนงามนั่นแล้วจะเทียบไม่ได้แต่ก็ช่างประไรไป ในฐานะองค์ชายรัชทายาทแคว้นเว่ย ตนจะมีสตรีหรือเด็กหนุ่มในวังกี่คนก็ย่อมได้

“ภาพงดงามสื่อความหวานได้อ่อนหวานเช่นนี้ ดูท่าคุณหนูฉินจะชนะการประชันครั้งนี้เสียแล้ว”

“นั่นน่ะสิ”

“ฝีมือภาพวาดเช่นนี้หาคนมาสู้ได้ยากจริงๆ”

“ฮึ!” ฉินฟางหนี่ว์น้อมรัมคำชมจากรอบด้านอย่างยินดี นางเชิดหน้าของตนขึ้นอย่างทระนงเชื่อมั่นในฝีมือของตนเองอย่างที่สุด นางเหยียดตามองทางเย่ซืออวิ๋นอย่างผู้ได้รับชัยชนะ เห็นอีกฝ่ายกล่าวขอบคุณคนที่ช่วยขนภาพแล้วนางก็แค่นเสียงอีกรอบ

ภาพวาดของเย่ซืออวิ๋นถูกยกมากลางลาน องค์ชายใหญ่เองก็มายืนข้างภาพวาดของตนเช่นกัน แสงจันทรานวลผ่องสาดส่องลงมายังภาพวาดและคนวาดที่ถูกหยางฉิงช่วยประคองอยู่ เสียงฮือฮาจากผู้คนโดยรอบดังสนั่น คราวนี้ผู้คนต่างเบิกตากว้างและต่างขยับตัวมามองภาพวาดของเย่ซืออวิ๋นอย่างตกตะลึง

ภาพทะเลสาบน้ำแข็งและเรือหลิงหลงของเทศไลไซซี...ทะเลสายที่เป็นประกายต้องแสงจันทร์สะท้อนสีสดใสของมวลบุปผา เรือหลิงหลงในภาพวาดนั้นงดงามดุจของจริง ลวดลายที่สลักบนเรือนั้นละเอียดและประณีตยิ่งนัก แต่ที่สะดุดตาที่สุดเป็นสตรีชุดสีชมพูที่เอนกายหลับตาพริ้มพิงต้นเหมยต้นใหญ่ ชายกระโปรงของนางคลี่บานดุจดอกไม้แย้มกลีบ ใบหน้างดงามสดใสแก้มสีแดงเปล่งปลั่ง แพขนตายาวงอน เครื่องประดับสีทองบนมวยผมนั้นงดงามราวของจริงๆ ปิ่นหยกสีแดงเข้มและพู่ห้อยนั้นราวกับเคลื่อนไหวได้จริงๆ...และแต้มสีแดงตรงหน้าผากนวลก็ทวีความงดงามของนางยิ่งขึ้น

 

ดุจเทพธิดาบุปผามาชมงานเทศกาลไซซีและพักผ่อนหย่อนใจ

กลีบดอกเหมยที่ร่วงโยลงมาจากต้นนั้นราวของจริง ยิ่งแสงจันทร์สาดส่องมากระทบยิ่งทวีความงามของภาพราวกับจะเปล่งประกายได้...

 

“งามเหลือเกิน!!”

“นี่เป็นฝีมือของมนุษย์จริงๆ น่ะหรือ!”

“ภาพวาดนี้ราวมีชีวิต”

“แม่นางน้อยในภาพเหมือนจะเคลื่อนไหวได้ ข้าเห็นขนตาของนางขยับ”

“ข้าเองก็เห็น!”

“พวกเจ้าดู! แสงจันทร์ส่องภาพนี้แล้วงามมากยิ่งขึ้นอีก”

“ใช่น่ะสิ!”

หยางฉิงที่เห็นภาพวาดของเย่ซืออวิ๋นในระยะใกล้ก็เบิกตาขึ้นเหมือนกัน...เพราะสตรีในภาพนั้นเห็นชัดว่าหน้าเหมือนนางทุกอย่าง เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยทุกอย่างล้วนเหมือนทางทั้งหมด ขนาดลายปักบนอาภรณ์ยังละเอียดยิบ

“พี่ใหญ่วาดภาพนี้ให้ข้าหรือ” หยางฉิงดวงตาเป็นประกายมององค์ชายใหญ่อย่างยินดีที่สุด 

“ใช่แล้ว...น้องฉิงบ้านเรางดงามขนาดนี้ นานๆ ทีพวกเราจะได้มาร่วมเทศกาลไซซีข้าวาดให้เจ้าเป็นของขวัญดีหรือไม่”

“ดีมากเจ้าค่ะ! พี่ใหญ่ของน้องแสนดีที่สุดในใต้หล้าเลยเจ้าค่ะ ข้าชอบภาพวาดนี้เหลือเกิน!” นางแทบอยากจะเอามากอดไว้ นำไปเสาะหาช่างที่เก่งกาจที่สุดมาทำกรอบใส่แล้วเก็บไว้เป็นสมบัติล้ำค่าประจำตัว

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะอย่างมีความสุข น้องฉิงนี่น่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน มีน้องสาวน่ารักเช่นนี้หัวใจคนเป็นพี่ชายรู้สึกราวมีน้ำผึ้งหวานๆ นับว่าตนตัดสินใจได้ดีมากจริงๆ วาดภาพน้องฉิงจะได้ไม่มีใครหาว่าเขาลำเอียง ถ้าหากใครยังอิจฉาน้องสาวน่ารักเช่นนี้ก็จิตใจคับแคบเกินไปแล้ว...

 

“พวกท่านคาดเดาได้อย่างไรกัน?” หยางสุ่ยชิงมองลู่ถิงอวี่ มองบรรดาองค์ชายทั้งสี่ที่ต่างคาดเดาออกมาว่าองค์ชายใหญ่ต้องวาดภาพบุตรีของตนเป็นแน่อย่างสงสัยเหลือเกิน

“เป็นเรื่องธรรมดามากท่านลุง” เย่เซียวส่ายหน้าเบาๆ “ถ้าหากพี่ใหญ่วาดภาพข้า น้องสี่ หรือพี่รอง พวกเราล้วนไม่พอใจและรู้สึกว่าพี่ใหญ่ลำเอียงเป็นแน่”

เย่หานเองก็พยักหน้า “ยิ่งถ้าหากพี่ใหญ่วาดภาพพี่ลู่ พวกเราก็รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม”

“แต่ถ้าหากพี่ใหญ่วาดภาพพวกเราทุกคนก็เกรงว่าเสด็จพ่อจะทรงไม่พอพระทัยยิ่งกว่า ท่านลุงหยางย่อมรู้ดีว่าเสด็จพ่อทรงรับสั่งให้เหล่าองครักษ์ลับรายงานทุกอย่างเกี่ยวกับพี่ใหญ่...” องค์ชายรัชทายาทกล่าวยิ้มๆ หยางสุ่ยชิงพยักหน้า

“บิดาของพวกท่านใจแคบมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ข้อนี้ข้าเข้าใจดี” ท่านแม่ทัพใหญ่ขมวดคิ้ว “หวังว่าฝ่าบาทคงไม่มาติดใจเอาความฉิงเอ๋อร์ของข้าทีหลังหรอกนะ?”

“ท่านลุงอย่าได้กังวลเลย เป็นน้องฉิงไม่มีปัญหาใดหรอก” ลู่ถิงอวี่ยิ้มน้อยๆ “เช่นนี้พวกเราก็เสมอกันสินะ”

“ฮึ! เจ้าคิดว่าน้องชายอย่างพวกข้าไม่รู้จักพี่ชายตนเองหรืออย่างไรเจ้าคนเจ้าเล่ห์” เย่เซียวถลึงตาใส่คุณชายเจ้าเล่ห์บางคน 

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ โดยที่สีหน้าไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย เขายิ้มพลางเอ่ยเบาๆ ด้วยน้ำเสียงไพเราะน่าฟัง “พวกเจ้ายังจำเดิมพันของพวกเราได้หรือไม่...ผู้ใดคาดเดาภาพที่ซืออวิ๋นวาดได้ย่อมชนะมิใช่หรือ และมีเพียงข้าที่บอกรายละเอียดทั้งหมดได้ชัดเจนยิ่งกว่าผู้ใด...ซืออวิ๋นวาดภาพน้องฉิงและเทศกาลไซซี รวมทั้งเรือหลิงหลงด้วย อย่าลืมว่าพวกเจ้าเพียงแต่เอ่ยปากว่าภาพน้องฉิง...”

“เจ้านี่นะ” เย่เฟิงส่ายหน้าเบาๆ “ช่างสรรหาเหตุผลมาให้ตัวเองได้เสมอเสียจริง”

“นั่นสิพี่ลู่ ท่านเจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว เล็กน้อยก็ไม่ยอม”

“นั่งบนรถลากคนเดียวเหงาเกินไป” ลู่ถิงอวี่ยิ้มรับอย่างไม่เปลี่ยนสีหน้า ทำให้องค์ชายทั้งสามต่างถลึงตาใส่เขาอย่างระอา ส่วนหยางสุ่ยชิงก็พยักหน้าชื่นชมลู่ถิงอวี่ในใจ

 

หน้าหนาเหมือนอาจารย์ของเจ้าตัวยิ่ง...เพราะอาจิงนั้นเป็นคนหน้าบาง อีกทั้งนิสัยของลู่ถิงอวี่ก็เหมือนนายเหนือหัวของตนหลายส่วน สมแล้วที่เป็นศิษย์อาจารย์กัน!

 

..........

 

ส่วนในลานประชันความสามารถกลางทะเลสาบน้ำแข็งนั้นดูเหมือนผลชนะจะชี้ขาดกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะทั้งคู่เลือกวาดภาพในเทศกาลไซซีคล้ายกัน ดังนั้นจึงแบ่งแยกความเหนือชั้นของฝีมือได้ชัดเจน

 

ดูเหมือนคุณชายรูปงามจะเหนือกว่าคุณหนูฉินอยู่หลายส่วน...

ภาพวาดที่ราวมิใช่คนวาด แต่ราวเป็นเทพเซียนรังสรรค์ขึ้นมา

ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยแต่สามารถวาดภาพที่งดงามเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกันนะ

 

ทุกสายตาล้วนมองเย่ซืออวิ๋นอย่างชื่นชม อีกทั้งเห็นอีกฝ่ายวาดภาพให้น้องสาวของตนเองดูเป็นพี่น้องที่รักใคร่และอบอุ่นกันยิ่งนัก

“ภาพวาดของคุณชายงดงามเสมือนจริงเหลือเกิน”

“นั่นน่ะสิ งดงามติดตาข้านัก”

ฉินฟางหนี่ว์เองก็เห็นภาพของอีกฝ่าย นางไม่อยากยอมรับแต่ความจริงเบื้องหน้านั้นตอกย้ำว่าภาพของเขางามกว่านาง! ยิ่งยามที่วางเทียบกันยิ่งเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน!

 

นางพ่ายแพ้! พ่ายแพ้ได้อย่างไรกัน!!

นางไม่ยอมรับ!!

 

“การประชันวาดภาพครั้งนี้คุณชายเป็นผู้ชนะ!!”

“ขอบคุณ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี แม้เขาจะไม่ได้ใช้ฝีมือเต็มที่และอุปกรณ์ที่ใช้วาดก็มิดีเท่าไหร่นักแต่ภาพที่วาดออกมานั้นตนก็พออกพอใจยิ่ง

“เจ้าโกหกข้า! เจ้าเจตนาหาเรื่องกลั่นแกล้งข้าใช่หรือไม่!” ฉินฟางหนี่ว์อารมณ์เสีย นางแทบจะปรี่เข้าไปข่วนบุรุษรูปงามนั้น เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าก่อนจะถูกหยางฉิงดันไปอยู่ด้านหลัง บุตรรีท่านแม่ทัพยืนขวางหน้าองค์ชายใหญ่ไว้อย่างองอาจยิ่งทำเอาเย่ซืออวิ๋นได้แต่กระพริบตาปริบๆ

 

นี่...น้องฉิงปกป้องตนหรือ?

 

องค์ชายใหญ่รู้สึกร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออกขึ้นมาครามครัน พลางถามในใจว่านี่ตนดูอ่อนแอขนาดนั้นเชียวหรือ...

“แม่นางฉิน...ข้าจะไปวางแผนกลั่นแกล้งท่านได้อย่างไรกัน เรามิเคยรู้จักกันมาก่อน อีกทั้งแม่นางเองก็ล้วนเป็นคนเสนอหัวข้อทั้งสองขึ้นมาเอง อย่าลืมสิ” น้ำเสียงเย่ซืออวิ๋นนั้นนุ่มนวลและเป็นความจริงยิ่ง ทุกคนล้วนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเขา ฉินฟางหนี่ว์กำหมัดแน่น นางรู้สึกได้ว่าเล็บจิกลงบนฝ่ามือและรู้สึกขายหน้าอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน!

 

กล้าดีอย่างไร!! มันเป็นใครถึงกล้าทำให้นางอับอายเช่นนี้!!

 

“ใช่...พี่ใหญ่ของข้ากล่าวถูกทุกคำ” หยางฉิงเข้าข้างองค์ชายใหญ่ทุกอย่าง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรล้วนถูกต้องทั้งสิ้น 

“พวกเจ้า!...หึ!...กล้านัก! ข้าจะจำความอับอายในวันนี้ไว้อย่างดี!” นางจะต้องเอาคืนคนที่ทำให้นางอับอายขายหน้าต่อหน้าผู้คน!

“แม่นางฉินข่มขู่ข้ากับน้องหรือ?” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตา ใบหน้างามแย้มยิ้มบางๆ เอียงหน้าเล็กน้อยดูน่าเอ็นดู ราวลูกแมวที่ถูกสตรีใจร้ายกลั่นแกล้งรังแก ทุกสายตาล้วนประณามการกระทำของฉินฟางหนี่ว์ทำให้นางอับอายยิ่งกว่าเดิม ฉินฟางหนี่ว์ที่แต่ไหนแต่ไรมาเป็นคุณหนูสี่ผู้มีแต่คนเอาอกเอาใจไหนเลยจะเคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ นางแทบจะปรี่เข้าไปกระชากสองพี่น้องมาตบตีให้หายแค้น...

“เจ้า!!”

“ฟางหนี่ว์!” น้ำเสียงทุ้มเยือกเย็นเอ่ยเรียกชื่อของฉินฟางหนี่ว์ออกมาทำให้ร่างของนางชะงัก ก่อนบุรุษสามคนจะเดินมาขวางหน้านางไว้ ฉินเจาและฉินสืออู้กุมมือฉินฟางหนี่ว์ไว้คนละข้าง ส่วนฉินไห่ฟงเจ้าของเสียงห้ามนั้นมองเย่ซืออวิ๋นและหยางฉิงในระยะใกล้ ก่อนดวงตาคมจะจับจ้องเย่ซืออวิ๋นนิ่ง ระยะใกล้แค่นี้เขาได้กลิ่นน้ำค้างหอมๆ จากร่างงามนั่นชัดเจน

เย่ซืออวิ๋นเองก็ชะงักเช่นกัน องค์ชายใหญ่เก็บความกังวลทั้งหมดไว้ในใจ ก่อนจะดึงมือหยางฉิงให้นางมายืนข้างๆ จากนั้นก็ยิ้มน้อยๆ ให้คนทั้งหมด

 

สกุลฉิน...การพบเจอกันของพวกเราล้วนไม่เหมือนเดิม...

โดยเฉพาะกับเจ้าทั้งสอง...

ฉินสืออู้...ฉินไห่ฟง

 

“ขออภัยคุณชายด้วยที่น้องสาวของข้าเสียมารยาท” ฉินไห่ฟงประสานมืออย่างนอบน้อม เขาดูเป็นคุณชายที่สูงส่งและเปี่ยมมารยาทยิ่งนัก

“ไม่เป็นไร” เย่ซืออวิ๋นเอ่ย “แม่นางฉินอาจกำลังเสียใจ ข้าเองก็ต้องขออภัยด้วย...ในเมื่อไม่มีอันใดแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนแล้วกัน”

“เอ่อ...คุณชายขอรับ ละ...แล้วตำแหน่งเทพธิดาบุปปาเล่าขอรับ”

 

ท่านชนะการประชันความสามารถครั้งนี้นะ!

 

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าคล้ายนึกขึ้นมาได้ องค์ชายใหญ่กระพริบตาปริบๆ ราวลืมไปแล้วเสียจริงๆ...ความจริงตนก็ลืมไปแล้วนั่นล่ะ เป้าหมายการมาครั้งนี้ก็แค่ไม่อยากให้สกุลฉินได้ในสิ่งที่ต้องการ ลืมตำแหนงเทพธิดาบุปผานั่นไปเสียเลย แต่ถ้าปฏิเสธไม่ยอมรับก็สร้างความเกลียดชังให้ชาวเมืองอี้ได้ เพราะทุกคนต่างให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้มาก เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วครุ่นคิดหนัก ฉินไห่ฟงที่อยู่ไม่ไกลเห็นถนัดตาเขาต้องรีบก้มหน้ากลั้นยิ้ม...

“เอ่อ...ข้าเป็นบุรุษตำแหน่งเทพธิดาบุปผานี่ดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่กระมัง...เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้ามอบตำแหน่งนี้ให้น้องสาวของข้าได้หรือไม่”

เหล่าชาวเมืองล้วนมองหน้ากันราวถามความคิดเห็น แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันพยักหน้าอย่างพร้อมเพียงยามที่เห็นดวงตากลมโตคู่งามมองมาราวกับจะออดอ้อนพาลให้หัวใจสั่นไหวนั้น

 

รู้สึกเอ็นดูและอยากตามใจเสียเหลือเกิน

บุตรชายบ้านใดกันหนอ...คนทั้งบ้านคนถนอมไว้กลางฝ่ามือเป็นแน่

 

ของรางวัลของเทพธิดาบุปผาปีนี้เป็นผ้าโปร่งสีแดงที่งดงามยิ่งนัก ปักลายดอกเหมยสีทองด้วยฝีเข็มที่ชำนาญยิ่งนัก ชายผ้าเป็นริ้วเล็กๆ ห้อยด้วยลูกปัดสีทองที่ดูงดงามทำมาจากทองคำแท้ๆ ทั้งงดงามและเลอค่า เจ้าเมืองเป็นตัวแทนชาวเมืองมอบผ้าผืนนั้นให้เย่ซืออวิ๋น องค์ชายใหญ่ก็นำมายื่นให้หยางฉิงต่อด้วยรอยยิ้มหวาน

 

ฉินฟางหนี่ว์มองผ้าผืนงามนั้นอย่างริษยา!...เพราะแต่เดิมแล้วสิ่งนั้นควรเป็นของนาง!

 

“ขอบคุณทุกท่านมาก เป็นงานเทศกาลที่งดงามและมีสีสันยิ่งนัก” เย่ซืออวิ๋นประสานมือคำนับไปรอบๆ แม้ตนจะมีศักดิ์เป็นองค์ชายแต่เขาไม่เคยถือตัว ชาวบ้านทั้งหลายพากันอมยิ้มก่อนประสานมือกลับพลางชื่นชมคุณชายน้อยในใจ “น้องฉิงพวกเรากลับกันเถิด...”

“เจ้าค่ะพี่ใหญ่”

“โปรดรอสักครู่” ฉินไห่ฟงเอ่ยรั้งทั้งสองคนเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยถาม “ข้าขอทราบนามของคุณชายได้หรือไม่?”

“คุณชายอยากรู้ชื่อของข้าเพื่อจะตามมาเอาความคืนให้น้องสาวของท่านหรือ?” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า ริมฝีปากแดงแย้มยิ้มแต่แววตาองค์ชายใหญ่นั้นกล่าวหาชัดเจนจนฉินไห่ฟงนิ่งชะงัก พลางถามตนเองในใจว่าตนเคยไปทำอันใดให้คุณชายรูปงามผู้นี้ขุ่นข้องหมองใจหรือไม่

 

เหตุใดแววตาอีกฝ่ายจึง...ไม่ชอบพวกเขาชัดเจนขนาดนี้...

จะว่าเพราะเรื่องของฟางหนี่ว์ก็มิน่าใช่...

 

ก่อนเย่ซืออวิ๋นจะเป็นฝ่ายหัวเราะขึ้นมาก่อน “ข้าล้อเล่น...ข้าเป็นเพียงคนสามัญที่มาเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวเท่านั้น มิคู่ควรให้คุณชายทราบชื่อหรอก” เย่ซืออวิ๋นชวนหยางฉิงออกไปจากบริเวณนี้ บุตรีท่านแม่ทัพที่กำลังเจรจาขอภาพวาดของเย่ซืออวิ๋นอยู่ทำหน้ายุ่งมาหาองค์ชายใหญ่

“พวกเขาบอกข้าว่าภาพวาดของท่านจะถูกเก็บไว้ที่หอบุปผาประจำเมือง มิให้ข้าเอากลับไปเป็นธรรมเนียมของงานเทศกาลไซซีน่ะเจ้าค่ะ” นางอยากได้ภาพที่องค์ชายใหญ่วาดให้นางนี่นา...นางขอซื้อในราคาสูงชาวเมืองก็ไม่ยอมขาย

“อย่าหงุดหงิดไปเลยนะ ข้าวาดให้น้องฉิงได้เสมออยู่แล้ว เอาล่าๆ เดี๋ยวกลับไปโรงเตี๊ยมข้าจะวาดให้น้องฉิงอีกภาพ รับรองว่ารายละเอียดไม่ต่างจากภาพนี้แน่นอน”

หยางฉิงยิ้มหวานทันที “เจ้าค่ะพี่ใหญ่”

สองพี่น้องเดินจูงมือกันออกไปท่ามกลางสายตาชื่นชมของทุกคน เทศกาลไซซีปีนี้ถือเป็นตำนานของเมืองอี้ให้กล่าวขานไปอีกหลายสิบปีข้างหน้า...บอกเล่ากันปากต่อปากจนเลื่องชื่อไปทั่วแผ่นดิน

 

.............

 

“พี่สาม! พี่ใหญ่ พี่รอง! พวกท่านมาห้ามข้าทำไมกัน!” เมื่อผู้คนเริ่มแยกย้ายกันไปฉินฟางหนี่ว์มองพี่ชายทั้งสามอย่างไม่ค่อยพอใจ นางข่มความหงุดหงิดไม่ให้อาละวาดออกมาจนลมตีขึ้นจุกอกไปหมดแล้ว!

“ควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีก่อนเถิดฟางหนี่ว์” ฉินไห่ฟงเอ่ยเสียงเรียบเย็น “อย่าได้ลืมว่าท่านตาให้เจ้ามาเมืองอี้นี้ทำไม”

ฉินฟางหนี่ว์เม้มปากตัวเองแน่น นางตัวสั่นขึ้นมาทันที...นางไม่ได้กลัวทำให้ท่านตาผิดหวัง แต่นางเกลียดที่ตนเองจะต้องถูกลูกพี่ลูกน้องสตรีอีกสามคนที่เหลือดูถูกเอา!

“เว่ยเฉาอยู่ตรงนั้น...ไปทำหน้าที่ที่เหลือของเจ้า” ฉินไห่ฟงถอนหายใจก่อนจะหมุนกายกลับไปทางที่พัก ฉินฟางหนี่ว์กระทืบย่ำเท้าอย่างไม่พอใจ

“พี่สาม!!”

“เอาล่ะๆ...น้องหญิงสี่เจ้าอย่าได้โมโหไปเลย เรื่องเทพธิดาบุปผานั่นช่างมันเถิด สิ่งสำคัญที่สุดคือเจ้าต้องทำให้เว่ยเฉาหลงรักเจ้าให้ได้” ฉินเจาเอ่ยปรามขึ้นมา เขาเองก็ไม่ค่อยพอใจที่ฟางหนี่ว์ทำไม่สำเร็จเท่าไหร่แต่ก็สนิทสนมกับนางไม่น้อยจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างระอา

“อย่าไปถือสาไห่ฟงเลย เจ้าก็รู้ว่าเขาน่าโมโหเช่นนี้เสมอ” ฉินสืออู้เองก็ถอนหายใจเบาๆ

“เจ้าค่ะ!” ฉินฟางหนี่ว์ทั้งไม่ชอบทั้งหวาดกลัวฉินไห่ฟง เพราะในบรรดาลูกพี่ลูกน้องที่เป็นบุรุษทั้งหมด เขาไม่เคยตามใจนางเหมือนคนอื่น ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร ทำอันใดตามใจตนยิ่งนักแต่ทั้งท่านตาและทุกคนก็ล้วนไม่ว่าอันใดเขา สตรีคนเดียวในสกุลที่เขาพูดด้วยก็เห็นทีจะมีแค่ฮวาซิงคนเดียว

 

ฮวาซิงที่เป็นสตรีงดงามที่สุดและมากความสามารถที่สุดในสกุล!

คนที่นางริษยาที่สุดเช่นกัน!...

แต่วันนี้ฉินฟางหนี่ว์รู้สึกว่านอกจากฉินฮวาซิงคนนั้นแล้ว ยังมีบุรุษเมื่อครู่ที่ทำให้นางทั้งชังทั้งริษยาเช่นกัน!

 

“ไปจัดการเรื่องของเจ้าให้เรียบร้อยเสียฟางหนี่ว์ พวกข้าจะรอฟังข่าวดี” ฉินเจาเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับฉินสืออู้ ส่วนฉิงฟางหนี่ว์นั้นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะปรับเปลี่ยนสีหน้า นางแย้มยิ้มอ่อนหวานจากนั้นก็เดินไปหาเว่ยเฉา สาวน้อยหลบสายตาเอียงอายก่อนองค์ชายรัชทายาทแคว้นเว่ยจะยื่นมือออกมาพยุงมือเรียวงามของนาง เดินเคียงข้างกันเที่ยวชมงานเทศกาลไซซีราวคนรัก...

 

งานเทศกาลไซซีแห่งเมืองอี้ปีนี้นั้นกลายเป็นงานที่กล่าวขานกันปากต่อปากถึงบุรุษหนุ่มที่งดงามตรึงสายตา...บรรเลงเพลงพิณได้ไพเราะราวเสียงสวรรค์ รังสรรค์ภาพได้งดงามดุจภาพมีชีวิต

 

บ้างก็ลือกันว่าเขากับน้องสาวมิใช่มนุษย์ แต่เป็นเทพเซียนที่ท่องมาในโลกมนุษย์...

เป็นตำนานที่เล่าต่อกันไปอีกหลายปี...

 

........

 

แปะ แปะ

 

เย่ซืออวิ๋นและหยางฉิงเดินกันมาเรื่อยๆ ท่ามกลางสายตาผู้คนที่จับจ้องมองทั้งคู่อย่างชื่นชม เมื่อมาถึงหอสุราเหมยหมื่นลี้ที่อยู่ใกล้ทะเลสาบน้ำแข็งกลับถูกเด็กหนุ่มชุดแดงเจ้าของพิณงามนั้นขวางไว้เสียก่อน อีกฝ่ายปรบมือให้เย่ซืออวิ๋นอย่างชอบใจ

“สนุกมากคนงาม นานแล้วที่ข้าไม่ได้รื่นเริงเช่นนี้ ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ”

เย่ซืออวิ๋นชะงักก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ยื่นพิณคืนเจ้าของ เขารู้สึกว่าคนผู้นี้คุ้นตายิ่ง ไม่ว่าจะชุดแดงเพลิง หรือหยกพกสีแดงสลักรูปพระอาทิตย์นั่น ไหนจะท่าทางที่ราวกับเห็นทั้งโลกเป็นเรื่องสนุกนี่อีกเล่า

 

เหมือนชาติก่อนเขาเคยเจอ...แต่หาใช่ใบหน้าเช่นนี้

อืม...

 

เย่ซืออวิ๋นหรี่ตาลงเล็กน้อย เขามองสำรวจอีกฝ่ายอยู่สองรอบถ้วน บุรุษชุดแดงก็รู้ตัวซ้ำยังผายมือให้อีกฝ่ายสำรวจอย่างไม่อาย หมุนตัวหันซ้ายขวาให้มองเต็มที่อีกด้วย

“มองข้าพอหรือยังเล่าคนงาม”

เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจเบาๆ แอบถลึงตาใส่เงาอีกฝ่าย เรียกตนว่าคนงามๆ อยู่ได้...เหตุใดจึงฟังแล้วรู้สึกกวนโมโหกันนะ

“กับคนที่ปลอมตัวมาข้าก็ไม่อยากมองนักหรอก แต่อย่างไรเสียต้องขอบคุณพิณของคุณชายมาก” เย่ซืออวิ๋นยื่นพิณงามคืนให้อีกฝ่ายที่ไม่ยอมรับไปเสียที ดวงตาของบุรุษหนุ่มชุดแดงเพลิงฉายแววแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะอย่างชอบใจ แต่ยังไม่ยอมยื่นมือไปรับพิณคืนมา

“นอกจากเป็นคนงามที่บรรเลงพิณได้ไพเราะวาดภาพได้งดงามยิ่งแล้ว ยังมีสายตาที่เฉียบคมอีกด้วย”

“ขอบคุณสำหรับคำชมของท่าน...รับพิณของท่านคืนไปได้สักทีแล้วกระมัง”

มือเจ้าของพิณยื่นออกไปก่อนจะชะงักแล้วปล่อยลงข้างลำตัว เรียกให้ดวงตากลมโตคู่งามหรี่มองอย่างหงุดหงิดทันที

“ข้าจะรับก็ต่อเมื่อเจ้ายอมบอกชื่อของเจ้าให้ข้ารู้...”

 

คนที่ทำให้ตนผู้ไม่ค่อยสนใจอะไรรู้สึกสนใจและสนุกสนานได้เช่นนี้นั้นไม่ได้มีบ่อยนัก...อีกทั้งคนงามผู้นี้ยังดูลึกลับ...

และดูสูงส่ง...คล้ายจะมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา

 

คนผู้นี้นี่ช่างกวนโมโหผู้อื่นเสียจริง!

 

องค์ชายใหญ่ถลึงตาใส่อีกฝ่ายหนึ่งที ก่อนจะถอนหายใจ แต่ยิ่งดวงตากลมโตนั้นถลึงมองอีกคนกลับไม่สะทกสะท้านแต่กลับหัวเราะชอบใจเสียแทน

 

ราวลูกแมวน้อยเช่นนี้ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหนเลย

 

“ว่าอย่างไรเล่า...”

“ดูเหมือนประมุขน้อยเนี่ยจะว่างเกินไปกระมัง จึงได้มาท่องเที่ยวไกลถึงเมืองอี้และระรานผู้อื่นเช่นนี้” น้ำเสียงไพเราะดุจเสียงดนตรีดังขึ้นเบาๆ ร่างสูงหนึ่งเดินอย่างเชื่องช้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าเย่ซืออวิ๋น แย้มยิ้มบางให้องค์ชายใหญ่ เอื้อมมือของตนไปกุมมือเรียวงามไว้ เย่ซืออวิ๋นก็เงยหน้ายิ้มหวานให้อีกฝ่ายเช่นเดียวกัน

“เจ้าเป็นใคร?” ประมุขน้อยเนี่ยหรี่ดวงตาของตนเองลง มองมือทั้งสองที่กอบกุมกันไว้อย่างหงุดหงิด...นานแล้วที่ตนไม่ได้รู้สึกเช่นนี้...

“ประมุขน้อยเนี่ยไม่รู้จักข้า แต่ข้ากลับรู้จักท่านดี...” ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ มองเนี่ยรุ่ยเอินอย่างไม่เกรงกลัว แม้อีกฝ่ายจะเป็นประมุขน้อยของพรรคมารที่กล่าวกันว่าน่ากลัวที่สุดในยุทธภพก็ตาม “พวกเราไปกันเถิด ข้าสั่งอาหารเตรียมไว้รอแล้ว เจ้าคงหิวแล้วกระมัง”

“หิวมากเลยด้วย” เย่ซืออวิ๋นทำสีหน้าน่าสงสาร ตอนแรกก็ไม่รู้สึกอันใดหรอก แต่พอลู่ถิงอวี่เอ่ยขึ้นมาตนก็หิวขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว

“อืม...ไปกันเถิด ส่วนพิณนี่มิใช่ของดีอันใด คืนเจ้าของไปก็เรียบร้อยแล้ว” ลู่ถิงอวี่เอาพิณที่เย่ซืออวิ๋นถืออยู่ยัดใส่มือของเนี่ยรุ่ยเอิน จากนั้นก็ดึงมือเย่ซืออวิ๋นและชักชวนหยางฉิงให้เดินไปด้านบน

“ช้าก่อน” เนี่ยรุ่ยเอินยื่นมือขวางทางขึ้นไว้ พลางหรี่ดวงตาลงอย่างเยียบเย็น คล้ายจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายผ่านทางไปเด็ดขาด บรรยากาศรอบกายนั้นเย็นชาและอำมหิตขึ้นจนรอบๆ พากันขนลุกและเริ่มหลีกหนีไปไกลๆ

“อย่าดีกว่า...ท่านมาครั้งนี้ปลอมตัวมา คงมิใครอยากให้ใครรู้ตัวจริงเท่าไหร่นัก ดังนั้น...ถ้าหากเกิดเรื่องขึ้นมาผู้ที่ลำบากจะเป็นท่านมากกว่า” ลู่ถิงอวี่ยิ้มโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน ไม่ได้หวาดกลัวกับท่าทางคุกคามและดวงตาคมของเนี่ยรุ่ยเอินแม้แต่น้อย

“เจ้าเป็นใครกันแน่...รู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นใคร”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มจาง จูงมือเย่ซืออวิ๋นที่มองตนอย่างห่วงใยขึ้นไปด้านบน คราวนี้เนี่ยรุ่ยเอินไม่ได้ขวางพวกเขาไว้ ระหว่างเดินผ่านลู่ถิงอวี่ก็เอ่ยขึ้นเบาๆ “ถ้าหากมิอยากให้ผู้ใดรู้ว่าท่านเป็นใคร...ก็มิควรพกหยกแดงประจำพรรคเพลิงสุริยาของท่านมา...”

ลู่ถิงอวี่จูงมือองค์ชายใหญ่เดินขึ้นไปชั้นบนของหอสุรา แม้ในหน้าของคุณชายลู่จะยิ้มจางอยู่ แต่ในใจนั้นกลับหงุดหงิดขึ้นมาไม่น้อย

 

อยากรู้ชื่อของซืออวิ๋นเช่นนั้นหรือ...

รอไปเถิด...ข้าไม่ให้พวกเจ้ารู้ในเร็วๆ นี้หรอก!

แค่ให้พวกเจ้าได้มองซืออวิ๋นของข้าอยู่หลายชั่วยามก็มากเกินพอแล้ว!

 

……………..

 

ขี้หวงและใจแคบนี่มีรวมอยู่ในคุณชายลู่เขาทั้งหมดเลยนะคะ 555 คนอื่นมองน้องนานเกินไปก็ไม่ยอม นิสัยพี่ลู่เหมือนฮ่องเต้มากจริงๆ ส่วนสามสามี่สี่อนุของน้องก็มากันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วค่ะ เอาจริงๆ ชาติก่อนทุกคนต่างมีเหตุผลในการเข้าไปอยู่ใกล้น้องทั้งนั้น แต่ว่า…หลังน้องจากไปไม่ยังมีอะไรอีกหลายอย่าง แถมยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังอีกไม่น้อยที่เราไม่ได้เขียนเพราะกลัวเป็นการสปอยล์ ดังนั้นทุกคนอย่าเพิ่งเชื่อที่เราเขียนนะคะ 5555

ช่วงนี้เรากำลังจะสอบไฟนอล ดังนั้นอาจจะเจอกันอีกทีวันที่หนึ่งเลยนะคะ วันนี้เราเลยมาอัพยาวเลย 555 

ช่วงนี้อากาศแปรปรวน ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ และอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยน้าาาา

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.322K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,284 ความคิดเห็น

  1. #3028 queenpkk (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 08:41
    สามสามี สี่อนุ ของน้อง นี่ไม่ธรรมดาทุกคนเลยจริงๆ
    #3,028
    0
  2. #2994 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 19:19
    ก็คือเข้าหาน้องอย่างมีเป้าหมายทุกคน สงสารน้องเลย
    #2,994
    0
  3. #2483 mata4chol (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 12:31
    ฉันจะพายเรือผี ชายชุดแดงandพี่ใหญ่ คู่นี้มันต้องมาแล้วปร้ะ ฉันหวังว่าอนาคต เหล่าชายตระกูลฉินจะมาเป็นแนว พี่ชายหวงน้องกับพี่ใหญ่ของฉันนนน งุ้ยยย มัน ครือ ดียยยยย
    #2,483
    0
  4. #2224 sany sanny (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 09:12
    ทุกคนเข้าหาน้องอย่างมีจุดประสงค์หมด แต่น้องในชาติก่อนไม่รู้อะไรเลยจริงหรอ แปลกมาก
    #2,224
    0
  5. #1721 khunsom08 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 03:47
    หวงเก่ง
    #1,721
    0
  6. #1573 Lisaisverycutie (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2563 / 08:18
    พี่ใหญ่น่ารักที่สุดค่าาา
    #1,573
    0
  7. #1050 HYUNPARK (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2563 / 14:52
    เสน่ห์แรงจริงๆพี่ใหญ่นี่น่ะ แม้แต่คนจากพรรคมารยังหลงใหล หวังว่าคงไม่ใช่หนึ่งในอนุหรอกนะ
    #1,050
    0
  8. #920 Inn1427 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2563 / 23:24
    อย่าแกงชั้น ดั้ยป่ด
    #920
    0
  9. #664 sakura17 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 15:29
    ศิษย์อาจารย์นิสัยเหมือนกันเรื่องขี้หวง5555
    นี่แอบคิดนะว่าสามสามีสี่อนุที่ซืออวิ๋นรับมาทุกคนมีเป้าหมายต่อน้องต่างกันแต่ทุกคนต้องเคยหลงรักซืออวิ๋นแน่ๆ
    #664
    0
  10. #565 tongmeelee (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2563 / 16:36
    น่ารักที่สุด
    #565
    0
  11. #558 aeble (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 20:39
    สนุกมากๆเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ เพิ่งได้ตามอ่านมาจนถึงตอนนี้ ชอบมากๆๆ เอ็นดูองค์ชายใหญ่เป็นที่สุดเลยค่ะ555555
    #558
    0
  12. #557 Mynun9412 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 00:44
    รอน่า เราสงสารน้องมากเมื่อชาติก่อน ฮือ ยิ่งนึกถึงยิ่งช้ำจัยยย
    #557
    0
  13. #554 bw_b_w (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 21:57
    เขินนนนน หวงกันออกนอกหน้ามาก555555 ไฟนอลสู้ๆ นะคะไรท์
    #554
    0
  14. #548 0945464098 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 15:10
    จะมีใครเคยเสียใจ ชาติก่อนหลังจากที่น้องจากไปบ้างมั้ยนะ

    สงสารน้อง😥
    #548
    0
  15. #546 DrizzleStar (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 12:54
    ขอสารภาพว่าอ่านแล้วกลัวว่าจะกลายเป็นแนวฮาเร็มซะแล้ว แต่คุณชายเค้าขี้หวงขนาดนี้ก็สบายใจ5555
    #546
    0
  16. #545 นางสาววาย (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 10:17
    หวงเก่ง หึงเก่ง แหมมมมมมมมม
    #545
    0
  17. #543 chos921 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 05:52
    น้องงงง
    #543
    0
  18. #542 Belbet (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 04:34
    นิสัยลูกศิษย์เหมือนอาจารย์เลย หวงเก่งงงงง 5555555
    #542
    0
  19. #541 phanwa881 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 00:11

    หวงเก่ง

    #541
    0
  20. #540 vodkanaja2 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 23:16
    หวงแระ ดูออก หึงเก่งด้วย โธ่พี่ลู่
    #540
    0
  21. #539 Feleh_13455 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 22:51
    เราชอบไรท์แต่งเกี่ยวกับพี่น้องมากๆเลย ดูอบอุ่นมากๆ ชอบตั้งแต่เรื่องฮาเดสแสนงดงามเอาแต่ใจแล้ว มาเรื่องนี้พี่ใหญ่ซื่อบื้อแสนสวยอีก พี่น้องนี่หวงกับแทบไม่ไหวเลย55555
    #539
    0
  22. #538 •.★*[[ToNNaM]]*★.• (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 22:34
    ไรท์คะ เราอยากรู้มากๆค่ะ ว่าในชาติที่แล้ว 3 สามี 4 อนุ มีใครมอบ"ความรักจริงๆ"
    ให้"น้อง"บ้างคะ?
    คือพอน้องเสียชีวิต
    ทุกคนก็แยกย้าย
    นอกจากพิ่ลู่กับกงกง
    เหล่าอนุชาย...
    ไม่รักน้องเลยเหรอคะ?
    #538
    0
  23. #537 shino13 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 22:22

    แหมๆพี่ลู่ขี้หวงจริงๆ555
    #537
    0
  24. #536 Fueled me (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 22:19
    ถ้าให้ซืออวิ๋นเปิดตัวมีหวังหัวกระไดไม่แห้งยิ่งกว่าเก่าแน่นอน เนี่ยจะมีใครเก่งรอบด้านยิ่งไปกว่าน้องฉันอีก วันนี้น้องเจอคนสกุลฉินแล้ววันข้างหน้าก็รอดูได้เลยว่าน้องฉันน่ะเป็นคนสกุลเย่!!!
    #536
    0
  25. #534 PuiPui--r (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 22:16
    ว้ายยย..หน้าแหก รีบๆกลับไปคว้าตำแหน่งเมียน้อยตามที่ถูกสั่งมาเถอะ ถ้าตำแหน่งเทพธิดาก็พลาดตำแหน่งเมียน้อยยังพลาดอีกตระกูลชั่วๆคงไม่เก็บหล่อนไว้ให้เปลืองข้าวหรอกนะยะ
    #534
    0