ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 17 : 十六 เมืองอี้และเทศกาลไซซี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24,580
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,300 ครั้ง
    26 ก.ค. 63

十六 

เมืองอี้และเทศกาลไซซี

 

 

กุบ...กับ...

เสียงฝีเท้าม้าหลายตัวค่อยๆ เคลื่อนอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบ อาชาพันธุ์ดีหลายตัววิ่งนำหน้าและด้านหลังนั้นเป็นรถลากที่ภายนอกตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่ถ้าหากผู้ที่มีความรู้เรื่องไม้มาพิจดูก็จะรู้ว่าทำจากไม้จันทร์ทองล้ำค่า ยามสายลมพัดผ่านจะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ชวนให้สดชื่น...

 

อาชาพ่วงพีสองตัวที่ลากรถม้าเป็นสีขาวดุจหิมะ...ขนเงาวาวเป็นอาชาสายพันธุ์หายาก

 

บุรุษผู้นำขบวนนั้นเป็นชายหนุ่มผู้องอาจ ร่างกายแข็งแรงสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมคร้ามดุดัน แผ่รังสีสังหารออกมาจากใบหน้า

 

แม่ทัพใหญ่แห่งต้าเซี่ย...สมญานามพยัคฆ์สงคราม

หยางสุ่ยชิง

 

“พี่ใหญ่...เหตุใดท่านไม่ไปนั่งในรถลากเล่า มาขี่ม้าตากอากาศหนาวข้างนอกทำไมเล่า?” เย่เซียวหันไปหาพี่ใหญ่ที่กำลังขี่ม้าตัวงามอยู่ข้างๆ ก่อนออกเดินทางพวกเขาก็เตรียมรถลากไว้ให้พี่ชายแล้ว แต่เจ้าตัวกลับจูงม้าตัวงามที่เสด็จพ่อพระราชทานให้แล้วยกรถลากให้บุตรชายท่านอัครเสนาบดีขึ้นไปนั่งแทน เพราะอีกฝ่ายนั้นร่างกายอ่อนแอและเพิ่งจะฟื้นจากอาการป่วยปล่อยให้ตากอากาศเย็นๆ ในเหมันต์ฤดูไม่ได้

“ได้มาชมทิวทัศน์ข้างนอกทั้งที ข้าย่อมต้องอยากขี้ม้าเอง...น้องสี่น่ะสิ ร่างกายก็ยังมิใช่แข็งแรงเท่าใดมิใช่หรือ ก่อนมาเจ้ายังไปตากหิมะมาอีก ควรไปนั่งในรถลากกับถิงอวี่ถึงจะถูก ข้างในนั้นกว้างขวางให้นั่งกันสามสี่คนยังได้เลยนะ”

เย่หานยิ้มน้อยๆ กระแอมไปเบาๆ อยากจะบอกวาตนนั้นแข็งแรงดียิ่ง ต่อให้ตากหิมะนานกว่าก่อนมาก็เถิด แต่ว่าความเอาใจใส่สม่ำเสมอที่พี่ใหญ่มีให้ก็ทำให้เย่หานพยักหน้าเชื่อฟัง “อีกเดี๋ยวเข้าพักที่โรงเตี๊ยมหน้า ข้าค่อยขึ้นไปนั่งบนรถลากแล้วกัน”

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า ยิ้มหวานให้น้องสี่ที่เริ่มเชื่อฟังตนขึ้นมาก แม้บางคราวจะชอบทำท่าทีวางโตยียวนชวนโมโหประจำ แต่ทุกครั้งยามที่ตนปรามหรือวานอะไรน้องสี่มักเชื่อฟังเสมอ น้องสามก็เช่นกัน...

เย่เฟิงบังคับม้ามาใกล้พี่ใหญ่ ยื่นมือไปแตะแก้มนิ่มเบาๆ คล้ายทดสอบความเย็น พี่ชายก็หันมายิ้มกว้างให้ ดวงตาคมที่คลับคล้ายดวงตาของฮ่องเต้เย่เทียนหลงนั้นมองเสื้อคลุมตัวงามที่พี่ใหญ่มักสวมติดกายไว้เสมอแล้วก็ยิ้มน้อยๆ พยักหน้าพอใจ

 

เสื้อคลุมที่ถิงอวี่เคยให้ไว้ตัวนี้ช่างมีประโยชน์นัก...เพียงแต่จะดีกว่านี้ถ้าหากคนเจ้าเล่ห์บางคนไม่ทำเป็นเสื้อคู่

ไม่สิ...ไม่ใช่แค่เสื้อครู่ ของขวัญที่ลู่ถิงอวี่มอบให้พี่ใหญ่นั้นส่วนมากแล้วล้วนเป็นของคู่กันทั้งนั้น

 

“ถ้าไม่ไหวก็ห้ามฝืนนะ” เย่เฟิงเอ่ยกับพี่ชายเบาๆ บุคลิกของเย่เฟิงนั้นสุขุมราวจะเป็นพี่ใหญ่เสียมากกว่า

“ได้ๆ ข้าเชื่อฟังน้องรอง” พี่ใหญ่เองก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย 

หยางสุ่ยซิงที่มองดูความสัมพันธ์ของเหล่าองค์ชายอยู่นั้นยกยิ้มจาง ในแววตาฉายความอบอุ่นหนึ่งสาย...เพราะเขาเข้าใจดีว่าความสัมพันธ์เช่นนี้โดยเฉพาะในหมู่เชื้อพระวงศ์นั้นหาได้เกิดขึ้นมาง่ายๆ แต่ดูเหมือนว่าบรรดาองค์ชายทั้งสี่จะมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นอยากจะสั่นคลอน

“อีกไม่กี่สิบลี้ข้างหน้าก็จะถึงเมืองอี้แล้ว ประเดี๋ยวพวกเราพักผ่อนกันที่โรงเตี๊ยมในเมืองก็แล้วกัน” หยางสุ่ยชิงผู้คุ้นเคยกับเส้นทางแถบนี้ดีเอ่ยขึ้น ก่อนจะบังคับม้าไปข้างรถลากอีกคัน ไม่ทันได้ทำอะไรผ้าม่านก็เปิดขึ้นเสียก่อน เด็กสาวผู้มีใบหน้างดงามจับตาผู้หนึ่งโผล่พ้นบานหน้าต่างเล็กๆ มา

 

นางคือหยางฉิง...บุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนดุจไข่มุกในอุ้งมือของจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

 

หยางฉิงผู้นี้เป็นคุณหนูที่งดงามผู้หนึ่ง จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในสี่สาวงามแห่งเมืองหลวง...ใบหน้านางเรียวเล็กน่ามอง ผิวขาวผ่องดุจไข่มุก เส้นผมดำยาวเงามดุจเส้นไหมจัดเป็นทรงเรียบง่ายปักด้วยปิ่นหยกสีเขียวมรกตด้ามเดียว แต่ก็ยังดูมีสง่าราศี

 

อ่อนโยนทว่าไม่อ่อนแอ...

 

“ท่านพ่อ...ลูกขอออกไปขี่ม้าด้วยมิได้หรือเจ้าคะ?” หยางฉิงเอ่ยถามบิดาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเล็กน้อย นานๆ ทีนางจะได้ออกมาจากเมืองหลวงโดยที่เหล่าท่านแม่ ท่านตา ท่านยาย ลุงป้าน้าอามิขัดข้อง นางก็อยากขี่ม้าชมทิวทัศน์บ้าง แต่ก็เข้าใจดีว่าทำเช่นนั้นอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ นางเลยแค่บ่นไปเท่านั้น

 

คุณหนูที่ยังมิได้ปักปิ่นหากมาขี่ม้าร่วมกับเหล่าบุรุษเช่นนี้ประเดี๋ยวผู้คนจะเอาไปนินทาเอาอีก แม้นางจะมิใคร่สนใจ แต่นางก็หาได้ชมชอบเรื่องยุ่งยากเท่าใดนัก

 

“เจ้าก็รู้คำตอบอยู่แล้วนะฉิงเอ๋อร์ อดทนอีกนิดนะลูก” กับบุตรสาวแล้วนั้นหยางสุ่ยชิงอ่อนโยนยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

“ความจริงพวกเราให้น้องฉิงแต่งกายเป็นบุรุษก็ได้นะท่านลุงหยาง” เย่ซืออวิ๋นยิ้มเสนอความคิดยิ้มๆ ทำให้หยางฉิงยิ้มหวานให้องค์ชายใหญ่ทันที

“ความคิดนี้ไม่เลวเลยเพคะ ท่านพ่อ...ท่านพ่อก็ลูกว่าลูกนั้นแต่งหน้าได้อย่างชำนาญยิ่ง ซ้ำองค์ชายสี่เองก็เชี่ยวชาญในการแปลงโฉมด้วย ท่านพ่อลองพิจารณาดูเถิดนะเจ้าคะ” หยางฉิงกระพริบตาปริบๆ ออดอ้อนอย่างน่ารักยิ่ง ปกตินางมิค่อยอ้อนบ่อยนัก แต่ตั้งแต่รู้จักกับองค์ชายใหญ่แล้วก็คล้ายซึมซับพฤติกรรมเช่นนี้มาเช่นกัน

เหล่าองค์ชายมองหน้าพี่ใหญ่ที่กำลังทำสีหน้าอวดๆ ราวจะบอกว่าข้าเก่งใช่ไหมเล่าอย่างขำๆ ความคิดซุกซนเช่นนี้มีเพียงพี่ใหญ่เท่านั้นที่จะเสนอมา แล้วก็มีเพียงหยางฉิงที่จะเห็นด้วย ขนาดลู่ถิงอวี่ที่นั่งอยู่ในรถลากอีกคนก็ยังหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างเอ็นดูเลย

เย่ซืออวิ๋นเสหน้ามองทางอื่น ก่อนจะกระแอมเบาๆ “ข้าเห็นน้องฉิงนับวันเฝ้ารอวันนี้มาตลอด นางคงไม่อยากนั่งอยู่ในรถลากเฉยๆ หรอก”

“ไว้เรื่องนี้ค่อยคุยกันอีกทีแล้วกัน” เย่เฟิงเอ่ยขึ้น ทำให้หยางฉิงหันมององค์ชายรัชทายาทผู้สง่างาม นางยิ้มน้อยๆ ปล่อยผ้าม่านลงแล้วกลับไปดื่มชาในรถลากต่อ ทำให้เย่เฟิงส่ายหน้าเบาๆ มุมปากปรากฎรอยยิ้มอ่านไม่ออก

 

เป็นสตรีที่ควบคุมตนเองได้ดี รู้จักรับรู้จักถอย รับมือได้ยากยิ่ง...

 

เย่ซืออวิ๋นหันไปมองน้องชายอีกสองคนก่อนจะหัวเราะอย่างมีเลิศนัย จนเย่เฟิงรู้ตัวเลยถลึงตาใส่น้องชายทั้งสองแล้วก็ยิ้มอย่างจนใจให้พี่ใหญ่ จากนั้นก็บังคับม้าไปใกล้ๆ หยางสุ่ยชิงที่กำลังหรี่ตามองตนอยู่ ท่านแม่ทัพถอนใจแผ่ว ในใจกำลังพร่ำบ่นนายเหนือหัวไม่หยุด

 

นี่มิใช่ว่าบุตรชายท่านจะแย่งลูกสาวข้าไปอีกคนหรอกนะ!

 

เย่ซืออวิ๋นบังคับม้าไปใกล้ๆ รถลากของเย่ซืออวิ๋น และเขาไม่จำเป็นต้องส่งเสียงเรียก คุณชายลู่ที่อยู่ริมหน้าต่างก็เปิดผ้าม่านขึ้น ใบหน้างดงามเป็นเอกนั้นขยับยิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงไพเราะเอ่ยขึ้นคล้ายออดอ้อนกึ่งฟ้องจางๆ “ข้าเหงา”

องค์ชายใหญ่แก้มร้อนผ่าวขึ้น แล้วยามสบกับดวงตาดอกท้อคู่งามของลู่ถิงอวี่ที่มองตรงมาที่ตนก็ยิ่งรู้สึกร้อน แม้ตนจะคุ้นชินกับสายตาเช่นนี้แล้วแต่ก็ยังเขินอายทุกครั้งอยู่ดี

“เช่นนั้นข้าจะบังคับม้าอยู่ข้างๆ รถลากคุยเป็นเพื่อนถิงอวี่ดีหรือไม่?” 

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ข้าจะใจร้ายทนให้ซืออวิ๋นลำบากได้อย่างไรกันเล่า” มือขาวเรียวยื่นออกไปแตะแก้มขาวขององค์ชายใหญ่ ชายแขนเสื้อร่นขึ้นจนเผยให้เห็นกำไลหยกอุ่นอรุณที่ข้อมือ คุณชายลู่เกลี่ยปลายนิ้วแผ่วเบา แต่สำหรับเย่ซืออวิ๋นแล้วนั้นมันรู้จักสั่นไหวไปจนถึงหัวใจ ยิ่งประโยคถัดมายิ่งทำให้หลุบตาต่ำลง “ข้าแค่อยากอ้อนซืออวิ๋นเท่านั้นเอง”

“ถิงอวี่...” องค์ชายใหญ่ลากเสียงยาวแต่ไม่ยอมเงยหน้ามามอง ก่อนจะหนีความเขินอายโดยการบังคับม้าไปข้างหน้าเกวียน ลู่ถิงอวี่หัวเราะแผ่ว ปล่อยผ้าม่านลง ความจริงตนก็อยากจะออกไปขี่ม้ากับคนอื่นด้วย แต่ช่วยมิได้ที่ก่อนหน้านี้ดันป่วยเล็กน้อยเพราะเร่งจัดการงานให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง เพราะฝ่าบาทที่เคารพเพิ่มงานให้ตนไม่เว้นวัน ดังนั้นก็เลยถูกองค์ชายใหญ่และองค์ชายทั้งสามทั้งบังคับทั้งขู่เข็ญขึ้นไปบนรถลาก ปกติเย่ซืออวิ๋นย่อมมีวิธีรับมือและวาทศิลป์ที่ทำให้ตนได้มาในสิ่งที่ตนต้องการเสมอ

 

แต่ดูเหมือนว่าเหล่าองค์ชายทั้งสามจะรู้ดีว่าสิ่งใดเป็นจุดอ่อนของตน...เพราะส่งองค์ชายใหญ่มาเป็นคนเจรจา แล้วลู่ถิงอวี่ที่มิเคยขัดใจองค์ชายใหญ่ได้เลยนั้นมีหรือจะไม่ฟัง

 

บนรถลากนั้นมีพรมขนแกะและผ้ายัดขดแกะเตรียมไว้ มีโต๊ะเล็กๆ ชุดน้ำชารวมถึงขนมน่าทาน ฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยล้วนจัดการเตรียมการด้วยพระองค์เองดังนั้นมิต้องห่วงใดๆ 

ลู่ถิงอวี่เอนกายพิงผนังรถลาก หูฟังเสียงการเคลื่อนไหวรอบๆ นอกจากเสียงฝีเท้ามากและเสียงรถลากแล้วก็มีมีเสียงใดอื่นอีก แต่ว่าพวกเขารู้ดีว่ามีเหล่าองค์รักษ์เงาเคลื่อนไหวตามมาด้วยหลายคน แม้จะมิได้พกเหล่าทหารองครักษ์มาด้วยแต่นั่นก็ไม่ได้จำเป็น เพราะทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นวรยุทธ์ กระทั่งหยางฉิงเองก็เช่นกัน ที่สำคัญองครักษ์เงาที่ฝ่าบาทคัดเลือกมาให้ติดตามก็เป็นองครักษ์ลับกลุ่มเมฆดำด้วย 

ลู่ถิงอวี่ชันขาขึ้นมาข้างหนึ่ง เปิดตำราที่ข้างในเป็นสอดไว้ด้วยม้วนฎีกา นี่ก็เป็นงานที่ฝ่าบาททรงรับสั่งให้ทำ แม้ตนจะเดินทางอยู่ก็ตาม แต่ก็ต้องทำงานส่งให้องครักษ์เงานำไปส่ง องค์ชายรองก็มิแพ้ตนหรอก ลู่ถิงอวี่ตั้งใจอ่านไปช้าๆ ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก จากนั้นก็ผิวปากขึ้นเป็นเพลงหงส์วอนรักอันแสนไพเราะขึ้นมา คนที่อยู่ด้านนอกเลิกคิ้วพลางกลอกตามองผืนฟ้าอย่างหน่ายใจ แต่องค์ชายใหญ่บางคนนั้นกลับพวงแก้มแดงก่ำขึ้นมาอีกรอบ...

 

หยางสุ่ยชิงหัวเราะลั่นชอบใจ พลางคิดว่าลู่ถิงอวี่ผู้นี้ช่างเจ้าเล่ห์และร้ายกาจยิ่งนัก!

คนหนึ่งก็บิดาหวงลูก อีกคนก็ขยันเกี้ยวบุตรชายพญามังกร

หนึ่งศิษย์หนึ่งอาจารย์คู่นี้นับว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อและสมแล้วที่เป็นศิษย์อาจารย์กัน!

 

................

 

เมื่อเดินทางเข้ามาในตัวเมืองได้สักพักพวกเขาก็แวะดื่มกินกันที่เหลาอาหารประจำเมือง ก่อนจะเดินหาโรงเตี๊ยมสำหรับพักผ่อนราตรีนี้ พวกเขามิได้พักโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมืองแต่เลือกโรงเตี๊ยมกลางๆ ที่สะอาดและเงียบสงบแทน

“เสี่ยวเอ้อร์มีห้องพักว่างให้พวกเราสักสี่ห้าห้องหรือไม่?” หยางสุ่ยชิงถามเสี่ยวเอ้อร์ผู้มีท่าทีคล่องแคล่ว

“ขอรับนายท่าน โรงเตี๊ยมเล็กๆ ของพวกเรานั้นแขกมิค่อยมากนัก แต่รับรองว่าห้องสะอาดมากขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ประจำโรงเตี๊ยมเอ่ยอย่างกระตือรือร้น ลูกค้าโต๊ะนี้นั้นดูดีมีสง่าราศีราวชนชั้นเจ้านาย ซ้ำใบหน้าแต่ละคนก็ยังเหล่าเหลางดงามเป็นที่สุดด้วย แม้เมืองอี้แห่งนี้จะคึกคักเพราะเป็นเมืองแถวชายแดน เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาแต่แขกชุดนี้กลับเป็นผู้ที่มีใบหน้าหล่อเหลางดงามที่สุดเท่าที่เคยเห็น

“ขอให้พวกเราห้าห้องก็พอ เหลือไว้ให้แขกคนอื่นมาพักบ้าง” เย่เฟิงส่งเงินตำลึงทองให้เสี่ยวเอ้อร์ที่ตาวาววับขึ้นมาทันที ดูท่าทางแขกกลุ่มนี้น่าจะร่ำรวยยิ่งนัก! ที่สำคัญยังมิเอาแต่ใจหรือวางโต ซ้ำยังชวนให้ผู้คนรู้สึกดีด้วยยิ่งนัก เห็นเช่นนี้เสี่ยวเอ้อร์ก็อดที่จะกระซิบกระซาบเบาๆ ไม่ได้ “แฮ่ม...เหล่านายท่านขอรับ เมืองอี้ของพวกเรายามนี้นั้นคึกคักยิ่งนักเพราะใกล้จะถึงเทศกาลไซซีที่เป็นเทศกาลขึ้นชื่อประจำเมืองแล้วขอรับ หลายวันก่อนมีแขกผู้สูงศักดิ์ ขุนนางและเหล่าเศรษฐีหลายคนแวะมา วันก่อนก็มีวิวาทกันกลางถนนเพื่อเกี้ยวสาวงามนางหนึ่งเลยขอรับ”

“สตรีหรือ?” เย่เซียวเลิกคิ้ว ก่อนจะยื่นมือไปยีหัวหยางฉิงที่กำลังกินดื่มอย่างเต็มที่อยู่ “งดงามกว่าน้องสาวข้าหรือไม่เล่า?”

เสี่ยวเอ้อร์มองคุณหนูผู้งดงามที่ดื่มกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้วพยักหน้ารัวๆ “คุณหนูท่านนี้งดงามกว่ามากนักขอรับ...ข้าเห็นสตรีที่พวกแย่งชิงกัน ยามที่นางลงจากเกี้ยวมาทำสีหน้าเย่อหยิ่ง แล้วก็มิสนใจบุรุษทั้งสองแม้แต่น้อยขอรับ...นางเกาะแขนสาวใช้เดินไปร้านเครื่องประดับข้างๆ ข้ายืนอยู่ตรงหน้าร้านพอดีเลยได้ยินสาวใช้เรียกนางว่าคุณหนูสี่ น่าจะมาจากสกุล...อืม...สกุลฉินขอรับ”

เมื่อได้ยินทุกคนก็ชะงักมือ และแลกเปลี่ยนสายตากันเล็กน้อย องค์ชายใหญ่กระพริบตาสองสามครั้ง ก่อนจะสนใจอาหารบนโต๊ะมากกว่า คีบอาหารแปลกๆ ที่ไม่เคยกินมาก่อนให้หยางฉิงลองชิมด้วย หนี่งบุรุษหนึ่งสตรีที่ชมชอบกินทั้งคู่มิสนใจเรื่องที่ได้ยินมาเท่าไหร่นัก ยามที่เจออะไรอร่อยถูกลิ้นเย่ซืออวิ๋นก็จะคีบให้ลู่ถิงอวี่กับน้องชายทั้งสามคนด้วย ทำให้แต่ละคนถอนหายใจกันยิ้มๆ

 

พี่ใหญ่ควรจะกังวลมากที่สุดแท้ๆ ดูเหมือนว่าจะมิสนใจสกุลฉินจริงๆ เลยเสียด้วย

 

“โอ้...นี่เป็นน้องสาวของคุณชายหรือขอรับ”

“ใช่แล้วล่ะ” ลู่ถิงอวี่เป็นคนเอ่ยขึ้นมา เพราะในบรรดาทุกคนที่นี่นั้นเขาเป็นคนที่มีวาทศิลป์ สามารถแต่งเรื่องโกหกได้น่าเชื่อถือยิ่งโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย “ท่านลุงของข้าอยากพาน้องสาวไปชมทะเลสาบกระจกเงาที่แคว้นเว่ย พวกข้าพี่น้องเลยตามมาด้วย” ลู่ถิงอวี่แอบอ้างเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างแนบเนียน 

“พี่เสี่ยวเอ้อร์ยังมีเรื่องอะไรน่าสนใจอีกหรือไม่?” เย่หานเป็นคนถามขึ้นมา หยิบถุงเงินมายื่นให้อีกหนึ่งถุง เพราะบรรดาโรงเตี๊ยม เหลาอาหารและร้านน้ำชาพวกนี้นับเป็นแหล่งข่าวชั้นดีสำหรับเหล่าสายลับเลย จากนั้นเสี่ยวเอ้อร์ก็เล่าเรื่องราวต่างๆ ในช่วงนี้ออกมาอย่างมิขาดตกบกพร่องและเต็มใจยิ่งนัก

 

................

 

“องครักษ์เงาไปสืบข่าวมาให้แล้วพบว่าเป็นฉินฟางหนี่ว์ นางมากับฉินเคอบิดาของตน” เย่เฟิงที่พักห้องเดียวกับลู่ถิงอวี่นั้นจัดการงานเรียบร้อยก็ฟังเรื่องที่องครักษ์เงามารายงาน ก่อนจะหรี่ตามองลู่ถิงอวี่เล็กน้อย “ยังมีเว่ยเฉาที่ปลอมตัวมากับกลุ่มองครักษ์ด้วย เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

ลู่ถิงอวี่ชงชาทะเลหยกที่เป็นชาขึ้นชื่อของเมืองอี้ให้เย่เฟิง ก่อนจะหัวเราะแผ่ว “สร้างดวงชะตาดอกท้อ เสริมสะพานความรักให้บุรุษและสตรี เมืองอี้แห่งนี้กำลังจะมีเทศกาลไซซี...เทศกาลเลือกคู่ที่ขึ้นชื่อของเมือง หนุ่มสาวพบกันท่ามกลางประจักษ์พยานและบรรยากาศที่งดงาม ว่าที่ชายารองที่ราวกับฟ้าประทานให้เช่นนี้ ถ้าหากแต่งเข้าวังบูรพาไปย่อมได้รับการยอมรับมากกว่าชายาเอกอยู่แล้ว ซ้ำยังเป็นคุณหนูสี่จากสกุลที่ร่ำรวยและมีประวัติยาวนานอีกด้วย” เขาจิบชาเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “ช่างวางแผนได้แยบยลหลายตลบนัก เจ้าว่าเช่นนั้นหรือไม่เล่าเย่เฟิง?”

“อืม...วางแผนสร้างชื่อเสียงให้เหล่าลูกหลานได้งดงามจริงๆ” เย่เฟิงส่ายหน้าเบาๆ “ชานี่รสดีมิน้อย”

“ข้าเห็นด้วยกับเจ้า”

“เช่นนั้น...พี่ใหญ่?” เย่เฟิงพูดไม่ทันจบ เย่ซืออวิ๋นก็เปิดประตูห้องพักของเย่เฟิงกับลู่ถิงอวี่เข้ามามองทั้งสองคนตาปริบๆ

“กำลังคุยเรื่องเครียดหรือทำงานกันอีกใช่หรือไม่ทั้งสองคนน่ะ น้องสามกับน้องสี่ก็ออกไปทำธุระข้างนอก ข้าเลยมาหาทั้งสองคน” เพราะเย่ซืออวิ๋นรู้ดีว่าทั้งน้องรองและลู่ถิงอวี่นั้นงานยุ่งมาก 

“ซืออวิ๋นอยากลงไปเดินเที่ยวในเมืองหรือไม่ ชาวเมืองกำลังเตรียมงานเทศกาลไซซีอยู่ คงคึกคักไม่น้อยทีเดียว” ลู่ถิงอวี่รินชาให้เย่ซืออวิ๋นที่นั่งลงข้างๆ องค์ชายใหญ่ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที

“ได้หรือ เช่นนั้นถิงอวี่กับน้องรองจะไปกับข้าหรือไม่? พวกเราไปเดินเที่ยวด้วยกันเถิด” พี่ใหญ่กุมมือลู่ถิงอวี่กับน้องชายแล้วกระพริบตาออดอ้อนที่ไม่เคยมีใครขัดได้ลงสักที แม้กระทั่งฝ่าบาทผู้ยิ่งใหญ่อย่างเย่เทียนหลงก็มิเคยสู้ดวงตาคู่นี่ได้

เย่เฟิงหัวเราะพลางตบหลังมือพี่ใหญ่เบาๆ “ข้ายังต้องเร่งจัดการงานฎีกาส่งให้เสด็จพ่อก่อนเช้าวันพรุ่งนี้ พี่ใหญ่ไปกับถิงอวี่สองคนเถิด”

“หืม?” เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยื่นหน้าไปใกล้เย่เฟิงอย่างสงสัย พลางเอียงคอ “น้องรองน่ะหรือยอมให้ข้าไปกับถิงอวี่สองคน?” ใช่ว่าตนจะไม่รู้ว่าเหล่าน้องชายมักคอยขัดขวางตัวเองกับลู่ถิงอวี่อยู่เสมอแต่เป็นการลงมือที่ราวสหายตีกันมากกว่า

“อืม...ข้าเองก็แปลกใจเช่นกันนะเย่เฟิง วันนี้เจ้าไม่สบายตัวหรือเปล่า?” ขนาดลู่ถิงอวี่ยังแปลกใจเลย

“ข้าสบายดีน่า” เย่เฟิงหรี่ตามองทั้งพี่ชายทั้งสหาย ก่อนจะสบตาลู่ถิงอวี่ยิ้มๆ สหายสนิทสองคนนี้แลกเปลี่ยนสายตากันครู่หนึ่ง ก่อนลู่ถิงอวี่จะพยักหน้าเบาๆ 

“ประเดี๋ยวจะซื้อของอร่อยกลับมาฝากเจ้าแล้วกัน ซืออวิ๋นเราไปกันเถิด” ลู่ถิงอวี่ลุกขึ้นไปหยิบผ้าคลุมมาสวมไว้เรียบร้อย ก่อนจะไปจูงมือองค์ชายใหญ่ชวนไปหยิบผ้าคลุมของตนแล้วเดินออกไปข้างนอก เย่เฟิงรินชาให้ตัวเองพลางมองจากหน้าต่างไปที่ริมถนน เขาเห็นพี่ใหญ่พยายามเขย่งเท่าตัวเองผูกเสื้อคลุมให้ถิงอวี่ให้แน่นขึ้น พลางทำหน้าที่เจ้าตัวคิดว่าดุแล้วจูงมือถิงอวี่เดินออกไปช้าๆ เย่เฟิงส่ายหน้าช้าๆ ยิ้มอย่างระอาใจเล็กน้อย

 

ถ้ามิติดว่าตนจำเป็นต้องจัดการงานด่วนส่งให้เสด็จพ่อคงไปด้วยแล้วแน่ๆ...อีกอย่างถ้าหากต้องเจอกับคนสกุลฉินการมีถิงอวี่อยู่ข้างกายพี่ใหญ่จะดีกว่า...

 

มุมปากองค์ชายรัชทายาทแห่งต้าเซี่ยปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย...ยกชาขึ้นดื่มก่อนจะหยิบยกงานที่ค้างคามาจัดการต่อ

วิธีการจัดการผู้คนอย่างแยบยลโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวนั้นในหมู่พวกเขาถิงอวี่ชำนาญที่สุด ถ้าหากไม่ได้เจอกันก็แล้วไป แต่ถ้าได้เจอกัน...ก็ถือว่าพวกเจ้าโชคร้ายแล้วกันสกุลฉิน...

 

..................

 

หนึ่งบุรุษผู้สง่างามดุจหยก หนึ่งบุรุษผู้งดงามบริสุทธิ์ดุจน้ำค้าง คนหนึ่งสวมอาภรณ์ขาวอีกคนสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อน เดินพูดคุยกันเบาๆ พลางชมความครึกครื้นของตัวเมืองอี้ไปด้วย แม้ยามบ่ายใกล้ค่ำเช่นนี้ก็ยังคึกคักเต็มไปด้วยผู้คน หลายคนช่วยกันตกแต่งสองข้างทางกันอย่างแข็งขัน และผู้คนส่วนมากก็มักเมียงมองสองบุรุษที่เดินคุยกันเบาๆ อย่างสนใจใคร่รู้

เพราะแม้เมืองอี้แห่งนี้จะมีผู้คนแวะเวียนมาเสมอ หน้าตาหล่อเหลาหรืองดงามก็มีให้เห็นอยู่เสมอ แต่บุรุษที่ทั้งงดงามและมีเอกลักษณ์ตรึงสายตาเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก 

 

เป็นคงามงามที่เปี่ยมสง่าราศีและความสูงศักดิ์โดยไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น

 

“น้ำตาลปั้นไหมถิงอวี่?” เย่ซืออวิ๋นที่เดินดูสองข้างทางอย่างตั้งใจเห็นร้านขายน้ำตาลปั้นที่ปั้นได้งดงามร้านหนึ่งก็จูงมือลู่ถิงอวี่ไปทันที “ข้าขอน้ำตาลปั้นสองอันนี้”

“ขอรับคุณชาย” คนขายเห็นท่าทางน่าเอ็นดูของคุณชายผู้งดงามท่านนี้ก็ยิ้มแป้นทันที พลางส่งน้ำตาลปั้นรูปกิ่งเหมยกับกิ่งท้อให้เย่ซืออวิ๋นไปถือ องค์ชายใหญ่ถามราคาแล้วก็จ่ายเงินโดยไม่รอเงินทอน ก่อนจะชูน้ำตาลปั้นทั้งสองคล้ายจะให้ลู่ถิงอวี่เลือกก่อน คุณชายลู่ยิ้มขำชี้ไปที่ดอกเหมย เพราะรู้ว่าองค์ชายใหญ่ชอบดอกท้อมากกว่า “ขอบคุณขอรับ!” คนขายตะโกนขอบคุณเสียงดัง

 

ช่างเป็นคุณชายที่น่าเอ็นดูและมือเติบยิ่งนัก...น้ำตาลก้อนราคาไม่เท่าไหร่กลับให้มาตั้งเยอะ

 

“หวาน” เย่ซืออวิ๋นอมน้ำตาลปั้นแล้วก็เอ่ยออกมาเบาๆ “แต่ก็อร่อยไม่เลว ซ้ำยังมีกลิ่นดอกท้อด้วย ของถิงอวี่อร่อยหรือไม่เล่า?”

“ลองชิมดู” ลู่ถิงอวี่ยื่นน้ำตาลปั้นมาจ่อริมฝีปากของเย่ซืออวิ๋น แต่องค์ชายใหญ่กลับส่ายหน้าเพราะไม่อยากแย่งของลู่ถิงอวี่ 

“ถิงอวี่ชิมแล้วค่อยบอกข้า...”

“อืม...” ลู่ถิงอวี่ส่งน้ำตาลปั้นหวานๆ เข้าปาก ขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีกลิ่นดอกเหมยรสชาติหวานมาก แต่ปั้นได้งดงามมิน้อย”

ทั้งสองคนเดินกันไปชิมของอร่อยที่น่าสนใจไปด้วย บางครั้งถ้าเห็นเครื่องประดับพื้นเมืองที่น่าสนใจก็ซื้อไปฝากคนรู้จักด้วย

“ถิงอวี่...พู่ไหมสีแดงนี่กับสีชมพู เจ้าว่าอันไหนเหมาะกับเสด็จ...เอ่อ กับท่านป้าเสวี่ยเหมยมากกว่ากัน?”

“สีแดง เดี๋ยวข้าจัดการให้เอง ซืออวิ๋นไปนั่งรอในร้านน้ำชาก่อนดีกว่า เดินมาสักพักแล้วนี่นา” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ ชี้ไปที่ร้านน้ำชาข้างๆ 

เย่ซืออวิ๋นเอียงคอเล็กน้อย “แต่ถิงอวี่น่ะสิ เดินมาพร้อมข้าร่างกายเจ้าก็เพิ่งจะฟื้นไข้นี่นา ไปพักก่อนมิดีกว่าเหรอ?”

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะวางพู่ไหมสีแดงและสีชมพูในมือองค์ชายใหญ่ลง กำชับเจ้าของร้านกว่าเดี๋ยวพวกเขาจะกลับมาซื้อ จากนั้นก็จูงมือองค์ชายใหญ่ไปนั่งภายในร้านน้ำชาก่อนจะเดินออกมาซื้อของต่อ การกระทำที่นุ่มนวลและเอาใจใส่เช่นนั้นทำให้หลายๆ คนปลาบปลื้มราวถูกคุณชายรูปงามผู้นี้เป็นผู้ใส่ใจเสียเอง

“เหอะ!” เด็กหนุ่มในชุดผ้าต่วนสีน้ำเงินที่เห็นเหตุการณ์อยู่แค่นเสียงอย่างไม่ชอบใจนัก และรู้สึกมิค่อยจะถูกชะตากับเด็กหนุ่มวัยใกล้เคียงกันที่สวมชุดขาทั้งตัวกำลังเลือกพู่ไหมอย่างตั้งใจอยู่นั่น เขาเพิ่งเดินผ่านมาทางนี้แต่กลับได้ยินเสียงร่ำลือว่ามีเด็กหนุ่มรูปงามบนถนน ตอนแรกนึกว่าเป็นตนเสียอีก

 

คนเหล่านี้มีตาหามีแววไม่เสียจริง!

เขาเดินดุ่มๆ ไปตรงหน้าร้านข้านพู่ไหมเล็กๆ ปกติร้านเล็กเช่นนี้มิใคร่อยู่ในสายตาตนหรอก!

 

เย่ซืออวิ๋นที่นั่งดื่มน้ำชาอยู่ในร้านเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี แต่ก็มิได้เข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะเชื่อมั่นในตัวลู่ถิงอวี่ว่าสามารถจัดการได้...อีกอย่างใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นก็รู้สึกคุ้นเคยและคล้ายมากกับใบหน้าขององค์ชายรองแคว้นเว่ยอย่างเว่ยฉือ

 

ถ้าหากคาดเดาไม่ผิดเขาน่าจะเป็นองค์ชายรัชทายาทของแคว้นเว่ย

เว่ยเฉา

 

ลู่ถิงอวี่เองก็รู้สึกเช่นกัน แต่ก็มิสนใจนัก...พูดให้ถูกก็คือไม่อยู่ในสายตาของเขาเลยด้วยซ้ำ คุณชายลู่ยังคงพิจารณาพู่ไหมที่หยิบมาดูอย่างตั้งใจ  รวมถึงพวกเครื่องประดับพื้นเมืองที่น่าสนใจด้วย แต่ทุกครั้งที่เขาหยิบจับชิ้นไหนเว่ยเฉาก็เอ่ยปากว่าตนจะเอาชิ้นนั้นด้วย คนขายได้แต่ทำสีหน้าปั้นยากและรู้สึกเห็นใจคุณชายชุดขาวที่ถูกอันธพาลใหญ่ผู้นี้รังแกเอา ดูจากผ้าต่วนที่ใส่นั่นแล้วคาดว่าน่าจะเป็นชนชั้นสูงเสียด้วย

“พู่ไหมสองสีนี้แล้วก็ปิ่นหยกสองชิ้นนี้ ห่อให้ข้าด้วย” ลู่ถิงอวี่ยื่นของให้คนขายที่รับไปห่อผ้าอย่างรวดเร็ว รับเงินที่คุณชายผู้สง่างามส่งมาให้ ก่อนจะหมุนกายกลับไป ยิ่งเห็นเช่นนั้นเว่ยเฉาก็ยิ่งรู้สึกโมโห

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” องครักษ์ของเว่ยเฉาที่มาด้วยขวางหน้าลู่ถิงอวี่เอาไว้ทันที พวกเขาทั้งหมดตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งถนนเส้นนี้ ดูจากสถานการณ์แล้วราวกับคุณชายชุดขาวผู้สง่างามดุจหยกกำลังถูกคุณชายอีกคนที่ดูร้ายกาจกลั่นแกล้งรังแก

ภายในเกี้ยวหลังงามก็เช่นกันสตรีที่มีใบหน้างดงามคนหนึ่งเลิกผ้าม่านขึ้นเพื่อดูเหตุการณ์ “คุณหนูเจ้าคะ ดูเหมือนจะเป็นองค์ชายรัชทายาทเว่ยเจ้าค่ะ”

“ฮึ! เป็นถึงองค์ชายรัชทายาทแต่กลับทำตัวราวนักเลงโต เหตุใดท่านตาต้องให้ข้าแต่งกับคนผู้นี้ด้วย!” สตรีที่อยู่ในเกี้ยวคนนี้คือฉินฟางหนี่ว์นั่นเอง ถ้าหากมิใช่คำสั่งของท่านตามีหรือที่นางจะเสียเวลาในการบำรุงผิวพรรณของตัวเองมาถึงเมืองเล็กๆ อย่างเมืองอี้นี้หรอก!

“แล้วเด็กหนุ่มชุดขาวนั่นเล่าเขาเป็นใครกัน” ฉินฟางหนี่ว์เห็นหน้าไม่ชัด แต่นางสัมผัสได้ถึงความสง่างามของเขาจากที่ไกลๆ ช่างดูงดงามสง่างามต่างกับองค์ชายไม่ได้ความผู้นั้นยิ่งนัก!

 

บุรุษเช่นนี้ถึงจะคู่ควรและเหมาะสมกับนาง! มากกว่าองค์ชายไม่เอาไหนนั่น!

 

“ข้าบอกให้เจ้าหยุด! เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร!!” เว่ยเฉาตวาดลั่น เห็นใบหน้าที่สงบนิ่งไม่เปลี่ยนของเจ้าชุดขาวนี่ก็รู้สึกหงุดหงิดอีกเท่าตัว ทำราวกับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ก็แค่สามัญชนผู้หนึ่งจะมาเทียบเท่าเชื่อพระวงศ์และว่าที่ฮ่องเต้แคว้นเว่ยเช่นเขาได้อย่างไรกัน!

ลู่ถิงอวี่หาได้สนใจเว่ยเฉาเขากลับส่ายหน้าเบาๆ คล้ายปรามไม่ให้องค์ชายใหญ่บางคนวิ่งมาทางตน เพราะองค์ชายรัชทายาทแคว้นเว่ยนั้นขึ้นชื่อว่าชมชอบสาวงาม แม้จะมีว่าที่พระชายาของตนแล้วก็ยังเกี้ยวเหล่าคุณหนูในแว่นแคว้น แต่ก็มีเรื่องลับๆ ที่เย่หานสืบมาให้ตนได้...

 

องค์ชายรัชทายาทแห่งแคว้นเว่ยผู้นี้เลี้ยงหนุ่มรูปงามเอาไว้หลายคนอยู่เช่นกัน

ลู่ถิงอวี่ยอมรับว่าตนหวง...มิอยากให้สายตาน่ารังเกียจของเว่ยเฉาจ้องมององค์ชายน้อยของตน

สักเล็กน้อยก็ไม่ได้

 

“เจ้าไม่ได้ฟังที่ข้าพูดอยู่หรอกเหรอ!!”

“ในเมื่อตัวท่านยังไม่รู้แจ้งว่าตนเองเป็นใคร แล้วมีเหตุผลใดที่ข้าต้องรู้ว่าท่านเป็นใคร” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเสียงเรียบนิ่ง แต่เสียงของเขาไพเราะน่าฟังยิ่งนัก ราวเสียงบทเพลงที่เกิดจากพิณชั้นเลิศ ทำให้ผู้คนเคลิบเคลิ้ม 

 

ช่างเป็นเด็กหนุ่มรูปงามที่ดูสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง...ราวหยกขาวไร้ตำหนิ

 

ปกติเว่ยเฉาเองก็ชมชอบหนุ่มน้อยรูปงาม แต่สำหรับคนตรงหน้านั้นแม้จะงามกว่าคนทั้งหมดที่เขาเคยเห็น แต่เว่ยเฉากลับมีความรู้สึกไม่ชอบอย่างรุนแรง ราวกับการมีอยู่ของอีกฝ่ายคุกคามเขา แม้จะเพิ่งรู้จักและเห็นหน้ากันครั้งแรกแต่เว่ยเฉาก็รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

“เจ้ากล้าดียังไงพูดกับข้าเช่นนี้! เห็นชุดที่ข้าสวมใส่หรือไม่! เห็นแล้วก็ควรรู้ว่าเจ้าไม่มีทางเทียบข้าได้!” สำหรับแคว้ยเว่ยนั้นมีสีเสื้อผ้าที่สงวนไว้สำหรับเชื้อพระวงศ์คือสีทอง สีม่วง สีน้ำเงิน แต่สำหรับต้าเซี่ยนั้นนอกจากสีทองแล้วล้วนเปิดกว้างกว่ามาก

“แล้วอย่างไร?” ลู่ถิงอวี่ถอนหายใจแผ่ว เข้าใจดีเลยว่าเหตุใดแคว้นเว่ยจึงได้แบ่งอำนาจออกเป็นสองฝั่ง ในเมื่อองค์ชายรัชทายาทดูมิได้ความและอวดเบ่งอำนาจเสียขนาดนี้ ต่างกับเว่ยฉือที่ฉลาดเฉลียว มีน้ำอดน้ำทนและวางแผนการณ์อยู่ลึกคนนั้น

“เจ้า!! สั่งสอนมัน!” 

ลู่ถิงอวี่เบี่ยงตัวหลบการโจมตีที่เข้ามาหาตน เขาเพียงแค่หมุนปลายเท้า ชายอาภรณ์ขาวพลิ้วไสวอย่างนุ่มนวล ค่อยๆ ทิ้งตัวลงข้างลำตัว

 

ราวเทพเซียนที่ท่องชมสวน...มากกว่าหลบการโจมตีจากกลุ่มพวกกักขฬะ

 

ลู่ถิงอวี่ดีดเหรียญเงินเล็กๆ ในมือใส่เข่าของคนทั้งหมด เขาแฝงกำลังภายในไว้ด้วยทำให้เพียงพริบตาเดียวคนเหล่านั้นก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าตน ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงโห่สนับสนุนของคนโดยรอบ

“เจ้า!!” เว่ยเฉายิ่งโมโหมากกว่าเดิมยามที่เห็นองครักษ์ของตัวเองสู้ไม่ได้ เขาเป็นองค์ชาย เป็นองค์ชายรัชทายาทนอกจากน้องรองสมควรตายผู้นั้นแล้วทุกคนล้วนต้องประจบเอาใจตนทั้งสิ้น! “ฝากไว้ก่อนเถิด! ข้าจะเอาคืนให้สาสม กลับ!!” เว่ยเฉาสะบัดแขนเสื้อ แล้วยกยกเท้าถีบเหล่าองครักษ์ไม่ได้ความไปด้วยหลายทีเพื่อระบายอารมณ์ ตะโกนใส่ฝูงชนรอบข้างให้หลีกทาง ลู่ถิงอวี่นั้นส่ายหน้าเบาๆ เดินเข้าไปในร้านน้ำชาพร้อมยิ้มให้เย่ซืออวิ๋น

“ถิงอวี่! เป็นอย่างไรบ้าง” เย่ซืออวิ๋นรีบจับมือลู่ถิงอวี่มากุมไว้ ใช้ดวงตากลมโตสำรวจลู่ถิงอวี่สองสามรอบเมื่อพบว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติก็วางใจ “เขานิสัยเลวร้ายยิ่งนักถึงกับเสียงดังใส่ถิงอวี่ ไร้เหตุผล บ้าอำนาจ...คนผู้นี้เป็นองค์ชายรัชทายาทได้อย่างไรกันนะ!” องค์ชายใหญ่รู้สึกโมโหจนตัวสั่นไปหมด 

 

ดูอย่างน้องรองของตนสิ! เป็นองค์ชายรัชทายาทที่สง่างามมากความสามารถขนาดไหน เทียบกันไม่ได้เลยจริงๆ น้องชายของตนนั้นยอดเยี่ยมที่สุดจริงๆ ด้วย!

 

“เอาล่ะๆ ไม่โมโหแล้วนะ” ลู่ถิงอวี่ที่กลายมาเป็นคนปลอบยิ้มน้อยๆ กระชับมือขาวเรียวไว้แน่น ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยหลังมือเบาๆ ราวกับช่วยบรรเทาความโมโหของลูกแมวขนพอง 

“ถ้าเจอหน้าเขาอีกก็ต้องสั่งสอนให้หนักๆ ไปเลยนะ ข้าจะช่วยสั่งสอนด้วย!”

“อืม...ได้สิ แต่ว่า...ซืออวิ๋นอย่าเผยหน้าให้เขาเห็นจะดีกว่า”

“ทำไมเล่า”

“ข้าหวง” ลู่ถิงอวี่ตอบกลับ “เหตุผลแค่นี้ได้หรือไม่?”

“อ่ะ...เอ่อ...” เย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนวาบ ช้อนดวงตากลมโตของตนมองคนตรงหน้าจากนั้นก็หลุบดวงตาต่ำลงอย่างรวดเร็ว แล้วก็พยักหน้าหงึกเป็นเชิงว่ายอมรับฟังที่ลู่ถิงอวี่พูด นั่นทำให้แววตาของลู่ถิงอวี่วาววับอย่างพอใจ รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏทั้งปากทั้งนัยน์ตา ทำให้เขาดูสง่างามกว่าเดิม ไม่จำเป็นต้องพูดใดๆ ใครที่มีตาย่อมต้องรู้ว่าเด็กหนุ่มที่งดงามอีกคนนั้นพิเศษที่สุดสำหรับเด็กหนุ่มชุดขาวคนนี้...

 

................

 

“มันเป็นใคร!!” ในอีกมุมหนึ่งดวงตามาดร้ายจับจ้องลู่ถิงอวี่จากที่ไกลๆ พลางถามเสียงเย็นกับองครักษ์รอบตัว “ไปสืบมาให้ข้า...แล้วก็...ไปสืบมาด้วยว่าหนุ่มน้อยรูปงามที่สวมชุดฟ้านั้นเป็นผู้ใด!”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

เว่ยเฉาจับจ้องใบหน้าของเย่ซืออวิ๋นด้วยแววตาละโมบอยากครอบครอง แม้จะเห็นจากระยะไกลก็ทำให้ตนรู้สึกใจเต้นรัว ช่างงดงามน่าถนอมยิ่งนัก แล้วยิ่งมากับเจ้าคนสมควรตายที่บังอาจทำให้ตนขายหน้านั่นด้วย ถ้าหากแย่งมาเป็นของตนได้...ก็จะหยามน้ำหน้ามันได้เช่นกัน

 

รอข้าก่อนเถิดคนงาม!

 

...............

 

“เจ้าไปสืบความมาให้ข้าทีว่าหนุ่มชุดขาวเมื่อครู่นั้นเป็นใครกันแน่”

“คะ...คุณหนูเจ้าคะ แต่ถ้าทำเช่นนี้ ถ้าหากนายท่านรู้เข้า...”

“ก็ทำอย่าให้ท่านพ่อรู้สินางโง่!” มืองามผลักศีรษะสาวใช้ที่พูดจาไม่เข้าหูแรงๆ จนชนกับผนังเกี้ยว สาวใช้ตัวสั่นรีบคุกเข่ารับคำอย่างรวดเร็วทันที 

ฉินฟางหนี่ว์แค่นยิ้ม นางกรีดนิ้วเรียวงามของตนพลางมองคันฉ่องพกพาขนาดเล็กไปด้วย...ใบหน้าที่งดงามเช่นนี้ นางไม่เชื่อหรอกว่าจะมีใครไม่สนใจ ต่อให้นางเป็นว่าที่ชายารองขององค์ชายรัชทายาทแล้วอย่างไร ยังมิได้รับการแต่งตั้งมิใช่หรือ และบุรุษผู้นั้นก็ทำให้หัวใจนางเต้นระรัวได้...

 

นางเป็นถึงคุณหนูสี่ของตระกูลฉิน ชายใดจะปฏิเสธนางได้!

 

…………..

หลังเดินเที่ยวในเมืองอี้จนทั่ว ซื้อโน่นซื้อนี่จนเต็มสองไม้สองมือองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นก็จูงมือคุณชายลู่กลับไปเรียงเตี๊ยมที่พักของตัวเองอย่างมีความสุข มือทั้งสองที่กอบกุมกันนั้นแกว่งไปแกว่งมาเบาๆ ลู่ถิงอวี่มองคนข้างกายยิ้มๆ 

 

เห็นท่าทางมีความสุขเช่นนี้แล้วคงต้องพาองค์ชายใหญ่ออกมาเที่ยวนอกวังหลวงบ่อยๆ เสียแล้ว...จากนั้นก็พักค้างที่จวนอัครเสนาบดี...เรือนฝูซิงของตนนั้นเตรียมห้องไว้ให้องค์ชายใหญ่โดยเฉพาะอยู่แล้ว ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ก็มีเตรียมไว้พร้อม

 

“วันพรุ่งจะมีงานเทศกาลไซซี พวกเรามาเที่ยวงานกันดีหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยชวนอย่างสนุกสนาน นานๆ ทีจะได้มาเที่ยวกันเช่นนี้ ยามปกติเสด็จพ่อมิใคร่จะยอมให้ตนออกไปเดินเล่นนอกวังคนเดียวเท่าไหร่นัก ต้องมีน้องชายหรือถิงอวี่ไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งคนเสมอ หรือไม่ก็ต้องไปกับเสด็จพ่อเท่านั้น...แต่ถ้าหากทุกคนไม่ว่างก็ต้องมีองครักษ์เงาติดตามไปอย่างน้อยยี่สิบคน

 

เสด็จพ่อทรงหวงเกินไปหรือกลัวตนก่อเรื่องก็ไม่รู้

 

“แค่เราสองคนดีหรือไม่?” คุณชายลู่เอ่ยชวนมาแค่สองคน แต่ก็ยิ้มเล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าเป็นไปได้ยากยิ่ง...องค์ชายหวงพี่ทั้งหลายไม่มีทางยินยอมหรอก

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ เอียงหน้าจนเส้นผมคลอเคลียพวงแก้มนิ่ม จนดูคล้ายลูกแมว ดวงตากลมโตหยีลงเป็นประกายยิ่งกว่าดวงดาว “ถิงอวี่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้”

“ถ้าซืออวิ๋นอยากมาเที่ยวกับข้าแค่สองคนข้าย่อมมีวิธี” ลู่ถิงอวี่เอ่ยอย่างมั่นใจ

“ถ้าเช่นนั้นน้องรอง น้องสาม น้องสี่ น้องฉิงก็ต้องน่าสงสารแย่สิ ทุกคนก็ต้องอยากออกมาเดินเที่ยวกันทั้งนั้น” แต่ทำอย่างไรได้เล่า พวกเขาเป็นองค์ชายแม้จะเดินทางมาไกลก็มีงานให้จัดการอยู่ดี ขนาดเย่ซืออวิ๋นเองก็ยังต้องวาดภาพเพื่อส่งไปให้เหล่าช่างศิลป์ได้วิเคราะห์ศึกษา หรือแลกเปลี่ยนความรู้กันอยู่เลย

“แล้วข้าไม่น่าสงสารหรอกหรือ?” ลู่ถิงอวี่ยิ้มหวานออดอ้อน เขาหยุดเดินทำให้เย่ซืออวิ๋นชะงักไปด้วย ก่อนใบหน้าที่แสนจะหล่อเหลางดงามอย่างหาได้ยากยิ่งนั่นจะยื่นมาใกล้เย่ซืออวิ๋น คุณชายลู่ถือโอกาสสูดดมกลิ่นน้ำค้างหอมๆ จากองค์ชายใหญ่ คลี่ยิ้มออดอ้อน “ซืออวิ๋นไม่สงสารข้าสักนิดเลยหรือ”

“อะ...” เย่ซืออวิ๋นอ้าปาก เบิกตากว้าง ก่อนพวงแก้มจะร้อนผ่าวยิ่งกว่าอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนในฤดูคิมหันต์ กระพริบตาปริบๆ แล้วรีบหลุบตาต่ำลงเพราะสู้ดวงตาดอกท้อเปี่ยมเสน่ห์ของลู่ถิงอวี่ไม่ได้ “ถะ...ถิงอวี่! เหตุใดต้องชมชอบรังแกข้าตลอดเลยเล่า”

“ข้ารังแกซืออวิ๋นที่ตรงไหนกัน” ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ เพราะมืออีกข้างกุมมือเรียวเล็กไว้ อีกมือช่วยองค์ชายใหญ่ถือหอผ้าต่างๆ ทำให้ตนไม่มีมือว่างมาไล้พวงแก้มนิ่ม เขาเลยใช้สายตาไล้ตามพวงแก้มนั้นแทน

“ชอบแกล้งให้ข้าเขินนี่ไม่เรียกรังแกได้อย่างไรกัน!” องค์ชายใหญ่เชิดหน้าแก้มป่อง ก่อนจะกระพริบตาปริบๆ แล้วยิ้มเปลี่ยนมายิ้มกว้างเมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของลู่ถิงอวี่

 

ชาตินี้ถิงอวี่มีความสุข...ดีเหลือเกิน

 

“ถิงอวี่...มีคนตามเรามาหรือ?” เดินมาได้สักพัก พวกเขาก็เดินวนเวียนกันมาสองรอบไม่ยอมกลับโรงเตี๊ยมสักทีเพราะต่างสัมผัสได้ว่ามีคนตามมาด้วย เย่ซืออวิ๋นเองก็ถูกฝึกวรยุทธ์มาอย่างเข้มงวด แม้จะไม่เก่งกาจเท่าบรรดาน้องชายแต่เหล่าอาจารย์ก็ชื่นชมว่าตนนั้นทำได้ดียิ่ง มีหรือที่เขาจะสัมผัสไม่ได้ว่ามีคนตามมาน่ะ

“อืม....เป็นสองกลุ่ม องค์ชายรัชทายาทแคว้นเว่ยคงไม่ยอมรามือง่ายๆ ส่วนอีกฝั่งนั้นข้าก็ยังไม่แน่ใจนัก...ซืออวิ๋นเหนื่อยหรือยัง เรากลับโรงเตี๊ยมกันเลยดีหรือไม่?”

“พวกเราเดินเวียนกันมาสองรอบก็เพื่อไม่ให้คนพวกนี้รู้ไม่ใช่เหรอว่าพวกเราพักที่ไหน?”

“ต่อให้พวกเขารู้ก็ไม่มีปัญญาทำอะไรได้หรอก”

 

ตั้งแต่ที่พวกเขาเข้าพักในโรงเตี๊ยมแห่งนั้น การรักษาความปลอดภัยก็ยกระดับขึ้นอย่างเข้มงวดทันที บรรดาเสี่ยวเอ้อร์ในร้านน่าจะมีองครักษ์ลับเมฆดำแฝงอยู่แล้ว 

 

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า ตนเองก็เชื่อมั่นในบรรดาองครักษ์เมฆดำและเชื่อมั่นในตัวน้องชายทุกคนเช่นกัน ก่อนจะกระพริบตาปริบๆ “ถิงอวี่...เจ้าว่าหัวองค์ชายรัชทายาทแคว้นเว่ยผู้นั้นมีปัญหาหรือไม่เล่า?”

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ กับความน่ารักของแมวตัวน้อยข้างกาย “ทำไมหรือ?”

“ก็ถ้าหัวไม่มีปัญหา หรือไม่ปัญญาทึบเกินไปเขาจะมาหาเรื่องถิงอวี่ทำไมกัน?”

 

แม้ถิงอวี่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์แต่ศักดิ์ ฐานะและความยอมรับที่เขาได้นั้นเทียบเท่าเชื้อพระวงศ์ด้วยซ้ำ

น้องรองเคยบอกเขาไว้...ว่าคุณชายอันดับหนึ่งแห่งต้าเซี่ย สูงศักดิ์ยิ่งกว่าบรรดาองค์ชายแว่นแคว้นต่างๆ เสียอีก...

 

“เขาย่อมมีปัญหา แต่อย่าไปสนใจเลย เขาไม่คู่ควรให้ซืออวิ๋นมาสนใจเลยด้วยซ้ำ”

“อืม...ดูไปแล้วข้าก็เห็นว่าเขามิมีอันใดดีเลยจริงๆ เป็นองค์ชายรัชทายาทเหมือนกันแท้ๆ แต่น้องรองของข้านั้นเก่งกาจกว่าตั้งมากห่างกันราวกับฟ้ากับเหว หน้าตาหรือก็หล่อเหลาสง่างามกว่ามาก นิสัยก็ดียิ่งนัก เพียบพร้อมแสนดีเหมาะสมกับตำแหน่งรัชทายาทแห่งแคว้นกว่าใครทั้งหมด!”

 

น้องชายตนนั้นดีที่สุด!

 

“พี่ใหญ่ชมจนข้าตัวจะลอยไปเขาไท่ซานแล้ว” น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลน่าฟังดังขึ้นเบื้องหลังของทั้งคู่ พอเบนสายกลับไปมองก็เห็นเย่เฟิงยืนกลั้นยิ้มอยู่ ข้างๆ เขานั้นเป็นบุรุษหนุ่มน้อยที่หน้าตางดงาม ผิวพรรณผ่องผุดผาดราวสตรี

 

นางก็คือหยางฉิงที่ปลอมตัวเป็นบุรุษนั่นเอง

 

“พาน้องฉิงมาเที่ยวหรือเย่เฟิง?” ลู่ถิงอวี่เปิดปากคล้ายจะกระเซ้าเย้าแหย่สหายตน คิ้วเรียวบนใบหน้าเลิกขึ้น ดวงตาดอกท้อฉายแววเจ้าเล่ห์

เย่เฟิงหรี่ตามองสหายตัวเองก่อนจะโบกพักในมือเบาๆ หุบพัดแล้วส่ายหน้า “ข้ามาเป็นเพื่อนนางซื้อของ มิได้มาเที่ยวอย่างเที่เจ้าเข้าใจ”

“จริงหรือ?”

“ถิงอวี่ อย่าแกล้งน้องรองสิ” เย่ซืออวิ๋นยื่นมือเข้ามาช่วยในฐานะพี่ชายที่ดี แม้องค์ชายใหญ่จะตาวาวๆ มองเย่เฟิงทีมองหยางฉิงที แล้วก็ยิ้มกว้างคล้ายคิดอะไรอยู่คนเดียวก็เถอะ

หยางฉิงส่ายหน้าน้อยๆ นางมิได้เขินอายเพียงแต่หัวเราะขำอย่างน่ามอง “ทำอย่างไรได้เล่าเพคะ ทุกคนล้วนมิมีใครอยู่ในโรงเตี๊ยมเลย องค์ชายใหญ่กับพี่ลู่ก็มาเดินเที่ยวกันลำพังสองคน หม่อมฉันเห็นร้านเครื่องหอมอยู่ไม่ไกลตั้งใจจะมาดูคนเดียว แต่องค์ชายรัชทายาททรงทอดพระเนตรเห็นเสียก่อน”

 

เขาใช้วิชาตัวเบามายืนขวางนางไว้ นางเดินไปซ้ายเขาก็ขวางซ้าย เดินไปทางขวาก็เขาก็ขวางทางขวา ไม่พูดไม่จา สุดท้ายก็เดินตามนางมาตลอดทาง พอจับจ่ายซื้อเครื่องหอมอันใดเขาก็เป็นคนจ่ายเงินให้นางแทน นางจะคืนก็ไม่รับแถมยังเอาฐานะรัชทายาทของตัวเองมาบังคับให้นางรับของไว้อีก

เห็นแก่ที่เขาไม่ทำให้นางถูกท่านพ่อดุที่แอบออกมาคนเดียวและรอยยิ้มของเขานางก็ได้แต่จำยอม...

 

องค์ชายใหญ่เอียงหน้ามองน้องชายตัวเองยิ้มๆ ก่อนจะหันไปถามลู่ถิงอวี่ทางสายตา ทั้งคู่ยกยิ้มอย่างรู้กันจนเย่เฟิงได้แต่กระแอมเบาๆ ปรายสายตาไปมองสตรีในคราบบุรุษที่กำลังหัวเราะขำเพราะท่าทางจนใจอย่างนานๆ ทีจะได้เห็นจากองค์รัชทายาทผู้สง่างามแห่งต้าเซี่ย

 

เจ้าช่วยเอียงอายสักนิดได้หรือไม่หยางฉิง...

 

“แฮ่ม...พี่ใหญ่กับถิงวี่เก็บใครกลับมาหรือ?”

“เจอเว่ยเฉามาหาเรื่องระหว่างทาง น้องรอง! เขาวางอำนาจใส่ถิงอวี่ด้วย! ไร้มารยาทยิ่งนัก” องค์ชายใหญ่หน้ายุ่งฟ้องน้องรองของตนทันที คาดว่าถ้าหากกลับไปวังหลวงก็คงฟ้องฮ่องเต้เย่เทียนหลงด้วย

“หืม?” เย่เฟิงเลิกคิ้ว หรี่ตาลงเล็กน้อย... “แล้วอีกฝั่งเล่า?”

“อาจจะเป็นคนของฉินฟางหนี่ว์ เมื่อครู่ข้าเห็นเกี้ยวของนางบนถนน” แม้จะเพียงแวบเดียวแต่สำหรับสายตาของลู่ถิงอวี่นั้นแล้วไม่มีสิ่งใดเล็ดรอดไปได้ แต่ไหนแต่ไรมาสกุลฉินชอบใช้ข้าวของที่ราคาแพงและหรูหรา เกี้ยวไม้บุปผาหอมฉลุลายเทพธิดา ประดับประดาด้วยอัญมณีและทองคำเช่นนั้นมีแต่สกุลฉินเท่านั้นที่ชอบใช้

“ดวงดอกท้อชักจูงหมู่มวลผึ้งภมรหรือถิงอวี่?” เย่เฟิงเลิกคิ้วขึ้นมองหน้าลู่ถิงอวี่คล้ายจะไถ่ถาม เขาคิดว่าฉินฟางหนี่ว์คงเห็นลู่ถิงอวี่จากที่ไกลๆ กระมัง ด้วยรูปลักษณ์ของคุณชายหยกขาวแห่งแคว้นต้าเซี่ยนั้นมีสตรีใดบ้างที่จะไม่หลงเสน่ห์เขาในคราแรกที่เจอ ส่วนเหตุใดเย่เฟิงไม่คิดว่าฉินฟางหนี่ว์ต้องหมายตาพี่ใหญ่ของตนนั้น...

 

เพราะพี่ใหญ่เป็นบุรุษที่งดงามยิ่งกว่าสตรีเสียอีก...ฉินฟางหนี่ว์ผู้นั้นคงยังมิทันได้เห็นหน้าพี่ใหญ่ เพราะถ้าหากเห็นเข้าเขาคิดว่านางคงชังพี่ใหญ่มากกว่าชมชอบ 

 

เย่ซืออวิ๋นนั้นชะงักทันที มือที่กุมมือลู่ถิงอวี่อยู่กุมแน่นขึ้น ดวงตากลมโตคล้ายจะสั่นไหวเล็กน้อย ในอกรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะหายวับไปทันทีกับประโยคถัดมาของลู่ถิงอวี่

“ข้าไม่สนใจผึ้งภมรหรือบุปผา สนเพียงเมฆงามข้างกายเท่านั้น เพียงแต่เมฆางามนั้นสูงศักดิ์เกินไป ซ้ำยังมีหนามแหลมคอยเฝ้าหวง ข้าเลยต้องกลายเป็นดอกท้อชมชอบหลอกกินเต้าหู้...ซืออวิ๋นว่าอย่างนั้นหรือไม่ หืม?” ลู่ถิงอวี่ใช้สายตาอ่อนหวานทอดมองคนข้างกาย บรรยากาศรอบตัวคุณชายลู่นั้นละมุนละไมและอ่อนโยนยิ่ง น้ำเสียงหรือก็ไพเราะเสนาะหู เป็นเช่นนี้ทุกครั้งยามที่เขาอยู่กับเย่ซืออวิ๋น

“คะ...ใคร เมฆ...เมฆงามอะไร ข้าไม่รู้ด้วยแล้ว...ถิงอวี่ชมชอบแกล้งให้ข้าเขิน ไม่คุยกับเจ้าแล้ว ไม่คุยกับน้องรองด้วย น้องฉิงพวกเราไปกันดีกว่า กลับโรงเตี๊ยมกันเถิด!” เย่ซืออวิ๋นถลึงตาโตๆ ใส่น้องชายกับลู่ถิงอวี่ ปล่อยมือออกจากมือใหญ่กว่า ก่อนจะชวนหยางฉิงให้เดินกลับไปพร้อมกัน แน่นอนว่าหยางฉิงที่เป็นหนึ่งในสาวกผู้ภักดีขององค์ชายใหญ่ย่อมตามไปทันที นางหัวเราะขำก่อนจะชวนองค์ชายใหญ่ผู้เขินอายคุยเรื่องอื่น ทิ้งสองสหายที่สนิทกันให้ยืนกระพริบตาปริบๆ อยู่

“เพราะเจ้าที่ทำให้ข้าถูกพี่ใหญ่ถลึงตาใส่ไปด้วย” เย่เฟิงส่ายหน้าขำ 

“อืม...ขอโทษเจ้าด้วย” แม้จะเอ่ยอย่างนั้นแต่ลู่ถิงอวี่กลับรู้สึกเอ็นดูคนที่เขินจนวิ่งหนีเขากลับโรงเตี๊ยมมากกว่า “เจ้าก็รู้ดี...เขาเขินเช่นนี้เสมอ”

“ทางที่ดีอย่าให้ข้าหมั่นไส้เจ้าไปมากกว่านี้ มิเช่นนั้นข้าจะส่งจดหมายไปรายงานเสด็จพ่อ เจ้าอาจได้ถูกเรียกตัวกลับก่อนถึงแคว้นเว่ย” 

ลู่ถิงอวี่ถอนหายใจเบาๆ “ควรทำอย่างไรกับคนเหล่านั้นดี?”

“เจ้าไม่มีแผนการ?” เย่เฟิงเลิกคิ้ว เพราะปกติเพื่อนสนิทคนนี้นั้นมักมีแผนการดีๆ อยู่เสมอ

“ย่อมมี เพียงแต่ถ้าหากข้าลงมือเองคราวนี้เว่ยเฉาอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ข้ารู้สึกถึงสายตาพวกนั้นจับจ้องซืออวิ๋นมากกว่าตนเอง คาดว่าเว่ยเฉาคงเห็นหน้าซืออวิ๋นแล้วและคงหมายตาเอาไว้เป็นแน่” เพราะลู่ถิงอวี่รู้ว่ามีองครักษ์กลุ่มหนึ่งที่แยกตามองค์ชายใหญ่กับหยางฉิงไป

“เขากล้าหรือ?” เย่เฟิงเอ่ยเสียงเยียบเย็น ก่อนจะเหยียดยิ้ม “แค่เขากล้าหมายตาพี่ใหญ่ เสด็จพ่อก็สามารถออกคำสั่งให้โจมตีแคว้นเว่ยทั้งแคว้นได้แล้ว”

 

องค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นเป็นดุจดั่งแก้วตาดวงใจของบรรดาผู้ทรงอำนาจในแคว้นต้าเซี่ยทั้งนั้น

 

“อืม...ยกให้เจ้าจัดการแล้วกัน เพราะเรื่องนี้เจ้าใจเย็นกว่าข้า” 

“ปกติเจ้าก็ใจเย็นอยู่ แต่พอเป็นเรื่องพี่ใหญ่แล้วดูเหมือนความใจเย็นของเจ้าจะหายไปเกินครึ่งเลยทีเดียว” เย่เฟิงถอนหายใจเบาๆ ก่อนออกคำสั่งกับองครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่รอบๆ “จัดการคนที่ซุ่มอยู่ทั้งหมด แล้วแฝงตัวไปแทน”

 

ไม่มีเสียงตอบรับมาเห็นเพียงเงาดับวูบไหวจางๆ เท่านั้น

 

“วิธีเช่นนี้ก็ไม่เลว” ลู่ถิงอวี่พยักหน้า ก่อนจะยิ้ม “ได้รู้ข่าวสารระหว่างที่คนเหล่านั้นอยู่ในเมืองอี้แห่งนี้ด้วย เพราถ้าหากเป็นข้าคงทำให้เว่ยเฉาเกิดเรื่องขึ้นจนต้องรีบหนีกลับแคว้นเว่ยแล้ว”

 

กับเรื่องขององค์ชายใหญ่ คุณชายลู่นั้นใจแคบมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว

 

“เหมือนที่เจ้าทำให้เว่ยฉือขายหน้าในงานปีใหม่ที่ผ่านมานั่นล่ะสิ”

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ เดินคุยกับเย่เฟิงกลับโรงเตี๊ยมไปช้าๆ ไม่รีบร้อน เมื่อไปถึงก็เห็นบรรดาน้องชาย พี่ใหญ่ ท่านลุงหยางรวมถึงหยางฉิงกำลังนั่งทานเกี๊ยวน้ำมื้อดึกกันอยู่ พี่ใหญ่ที่หายเขินอายแล้วรีบเดินมารับน้องรองกับลุ่ถิงอวี่ก่อนจะจับจูงมือทั้งคู่ไปกินเกี๊ยวน้ำและขนมที่ซื้อมาจากด้านนอกกัน พลางพูดคุยสนทนากันอย่างครื้นเครง และตกลงกันว่าจะไปเที่ยวงานเทศกาลไซซีด้วยกันก่อนออกเดินทางจากเมืองอี้

 

.................

 

“ตกลงคุณชายคนนั้นเขาเป็นใครกันเหม่ยฉี?” ฉิงฟางหนี่ว์ที่ทาสมุนไพรบำรุงผิวพรรณอยู่ในโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งของเมืองอี้ เอ่ยถามข้ารับใช้ที่นางให้ไปสืบข่าวมา

“คนที่บ่าวจ้างไปกลับมารายงานว่าเขาเป็นคุณชายจากต้าเซี่ยเจ้าค่ะคุณหนู เดินทางมากับครอบครัวพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเล็กๆ ที่ถนนนอกเมืองเจ้าค่ะ”

“คุณชายจากต้าเซี่ยหรือ?” ฉินฟางหนี่ว์ให้สาวใช้มาหวีผมให้ตนเอง ก่อนใบหน้าของนางจะคลี่ยิ้ม “มิน่าถึงได้ดูสง่างามถึงเพียงนั้น...หวีผมข้าเสร็จก็ออกไปได้แล้ว ข้าต้องการพักผ่อน”

“เจ้าค่ะคุณหนู”

คืนนี้ฉินฟางหนี่ว์ตั้งใจจะรีบนอน เพราะพรุ่งนี้นางจะตื่นมาแต่งตัวแต่เช้า เพื่อให้ตนเป็นสาวงามและน่าจับตาที่สุดในเทศกาลไซซี

 

และสายตาของบุรุษผู้นั้นย่อมต้องจับจ้องมาที่นาง...

 

.............

 

 

“เป็นแค่สามัญชนธรรมดากล้ามมีเรื่องกับข้าเช่นนั้นหรือ! กล้าดีนัก!” เว่ยเฉาที่พักอยู่ในโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งของเมืองอี้เช่นกันหรี่ตาลงอย่างมาดร้ายเมื่อได้รับรายงานจากองครักษ์ที่ตนให้ไปสืบข่าว

“มันจะไปร่วมงานเทศกาลไซซีด้วยใช่หรือไม่...เช่นนั้นข้าจะทำให้มันขายหน้าจนอับอายต้องกลับไป จะได้รู้ว่าไม่ควรมาหาเรื่องข้า!”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

“ให้คนไปเตรียมการและซื้อคนเพิ่มให้ข้าด้วย ข้าจะเล่นงานพวกมัน”

“พ่ะย่ะค่ะ”

องครักษ์ผู้นั้นออกมานอกโรงเตี๊ยมก่อนจะกระซิบถ้อยคำไม่กี่ประโยคจากนั้นก็หมุนกายกลับเข้าไปในโรงเตี๊ยมต่อ

 

มิรู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่จะขายหน้า...

เห็นทีพรุ่งนี้คงมีเรื่องสนุกให้รอชม...

 

..................

 

“ทางนี้มีดอกเหมยกุ้ยงามๆ ราคาไม่แพง! เร่เข้ามาเลย!”

“ทางนี้มีดอกเหมยแดงสดสวยๆ”

“ร้านของข้าขายดอกไม้กระดาษที่งดงามประณีตเหมือนดอกไม้จริงนัก ซื้อครบห้าดอกข้าแถมให้ด้วย เรเข้ามาได้เลย!”

เสียงอึกทึกครื้นเครงในเมืองอี้นั้นดังไปทั่ว ท้องถนนคึกคักยิ่งนัก สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย บนท้องถนนก็มีผู้คนขวักไขว่ในอาภรณ์งดงามเดินสวนกันไปมา ยิ่งยามเย็นย่ำใกล้จะเริ่มเทศกาลไซซีเช่นนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งคึกคักกว่าตอนกลางวันมากนัก

แต่ที่ทำให้สะดุดตาที่สุดคงเป็นกลุ่มของนักเดินทางหกเจ็ดคนที่กำลังเดินในตัวเมืองกันอย่างสนุกสนานนั้นต่างหาก

 

แน่นอนว่าเป็นกลุ่มของเย่ซืออวิ๋น...

 

องค์ชายใหญ่ที่ถูกเหล่าน้องชายกับหยางฉิงช่วยแต่งกายนั้นวันนี้งดงามจับตามาก เส้นผมสีดำยาวดุจเส้นไหมถูกรวบไว้ด้วยผ้าสีน้ำเงินเข้มแม้จะไม่ใช่ไหมธาราครามอย่างที่มักใช้เสมอเพราะไม่อยากเป็นที่สะดุดตาแต่คุณภาพก็มิได้ด้อยไปกว่ากันเลย นอกจากนี้ยังปักปิ่นหยกสีเขียวมรกตเรียบๆ ใบหน้างดงามมิได้แต่งแต้มใดๆ แต่ตรงหน้าผากถูกวาดด้วยสัญลักษณ์รูปปีกหงส์สีแดงสดราวปีกหงส์มีชีวิตกำลังขยับบิน เย่ซืออวิ๋นวาดให้หยางฉิงแล้วก็ถูกบรรดาน้องชายบอกว่าตนควรจะวาดด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังสวมใส่อาภรณ์สีฟ้าอ่อนปักลายเมฆมงคล สวมทับด้วยเสื้อคลุมตัวโปรดที่ลู่ถิงอวี่เคยให้ตนไว้

 

เท่านี้ก็ทำให้องค์ชายใหญ่กลายเป็นหนุ่มน้อยรูปงามมากกว่าแมวน้อยอย่างทุกที

 

องค์ชายใหญ่ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนทั่วทั้งท้องถนน แต่ทุกคนก็คงทำได้เพียงแต่มอง เพราะหนุ่มน้อยงดงามผู้นั้นถูกบุรุษผู้งดงามดุจสลักมาจากหยกขาวผู้หนึ่งกุมมือไว้ไม่ปล่อย

 

ราวกับประกาศความเป็นเจ้าของ

 

“พี่ใหญ่ของพวกเรานี่งดงามจนมีแต่คนมองตามนะเจ้าคะ” หยางฉิงยิ้มกว้าง นางเดินอยู่ด้านหลังองค์ชายใหญ่ เพราะลู่ถิงอวี่กุมมืออีกข้างอยู่ ส่วนอีกข้างนั้นก็ถูกองค์ชายรองกุมมือไว้เช่นกัน และเนื่องจากวันนี้พวกเขาออกมาท่องเที่ยวกันข้างนอกทำให้ต้องเก็บคำราชาศัพท์ไปและสวมบทเป็นญาติพี่น้องกันแทน

 

หยางสุ่ยชิงเป็นบิดาของนางที่พานางมาเที่ยวแคว้นเว่ยโดยแวะเมืองอี้ระหว่างทาง ส่วนบรรดาองค์ชายนั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องที่สนิทสนมกันเลยตามมาด้วย 

 

“น้องฉิงบ้านเราก็งดงามที่สุดเหมือนกัน” เย่ซืออวิ๋นชมเสียงใส “น้องๆ บ้านข้าก็หล่อเหลาที่สุด”

 

น้องๆ ที่ว่าหล่อเหลาพลางมองพี่ใหญ่อย่างจนใจ แม้สีหน้าจะดูอวดกันเล็กน้อยก็ตาม

 

“แล้วข้าเล่า” ลู่ถิงอวี่ถามทันที เพราะตนนั้นไม่ได้รับคำชมเหมือนคนอื่น...

“ถิงอวี่มีตอนไหนที่ไม่งามด้วยเล่า” เย่ซืออวิ๋นมองคนที่ตนกุมมืออยู่พลางเอียงหน้าสงสัย “เจ้าเป็นบุรุษที่งดงามที่สุดในใต้หล้าเท่าที่ข้าเคยเห็นมาเลย”

ลู่ถิงอวี่ยิ้ม “ข้าเป็นอันดับสอง...เพราะบุรุษที่งดงามเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้านี้ข้าว่าไม่มีใครสู้ซืออวิ๋นได้หรอก”

เย่ซืออวิ๋นแก้มร้อนวาบ ตากลมแป๋ววาวฉ่ำกับคำชม “จริงหรือ?”

“แน่นอนเจ้าค่ะ!” หยางฉิงพยักหน้าทันที “งดงามที่สุดในแผ่นดิน ในใต้หล้าเลยเจ้าค่ะ!” ทั้งดงามทั้งน่าเอ็นดู และที่สำคัญก็เป็นบุรุษที่ใส่ใจสตรีมากด้วย

“น้องฉิงชมข้าเกินไปแล้ว...”

“ข้าพูดความจริงนี่นา ทุกคนก็เห็นด้วยกับข้าใช่ไหมเจ้าคะ”

“อืม...พี่ใหญ่บ้านข้างดงามที่สุดจริงๆ นั่นล่ะ” เย่เฟิงรับคำ

“แต่ซื่อบื้อนัก” เย่หานหัวเราะเบาๆ ทำให้พี่ใหญ่ถลึงตาใส่หนึ่งที

“เป็นตัวตะกละด้วย”

“น้องสาม! น้องสี่!” เย่ซืออวิ๋นหันไปทำแก้มป่องใส่น้องสามน้องสี่ที่กล่าววาจารังแกตน แต่พริบตาเดียวก็หัวเราะเพราะแววตาน้องชายนั้นชื่นชมราวกับจะเห็นด้วยกับคำพูดที่บอกว่าเขาเป็นบุรุษที่งดงามที่สุดในแผ่นดินจริงๆ

ลู่ถิงอวี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยื่นมือออกไปข้างเล็กน้อย ดีดลูกอมเม็ดเล็กๆ ใส่องค์ชายสามและองค์ชายสี่ข้อหาใช้คำพูดรังแกองค์ชายใหญ่

“เจ้านี่เกินไปจริงๆ” เย่เซียวถึงขั้นไร้วาจาจะกล่าว ส่วนเย่หานก็กลอกตาใส่ลู่ถิงอวี่ แต่คุณชายลู่ไม่สนใจกลับก้มหน้าคุยกับเย่ซืออวิ๋นอย่างมีความสุข

“เทศกาลไซซีนี่เป็นอย่างไรหรือถิงอวี่”

“เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นมาสำหรับหาคู่น่ะ...ในทะเลสาบอี้ฟางของเมืองนี้น่ะยามที่หิมะจับตัวเป็นน้ำแข็งจะงดงามราวผลึกแก้วสะท้อนแสงจันทร์และแสงดาราบนผืนฟ้าเป็นประกายงดงามมาก ยังมีเรือไม้หลิงหลงลงยาทองคำที่เป็นของคู่เมืองของเมืองอี้แห่งนี่ด้วย สตรีจะขึ้นไปอยู่ในเรือและโยนดอกไม้ที่นางพับเองลงมา อาจเป็นดอกไม้ผ้าหรือดอกไม้กระดาษก็ได้ แต่ถ้าหากใครไม่มีก็ซื้อดอกไม้มาได้ จากนั้นบุรุษไหนที่ต้องใจดอกไม้ดอกไหนก็จะหยิบมาและเขียนคำกลอนแนบไว้กับดอกไม้นั้นกลับไปที่เดิม เมื่อสตรีกลับมาเก็บกลับไปก็และมอบของแทนใจไว้แทนดอกไม้ก็เท่ากับตกลงรับรัก”

“อ๋อ...ก็เป็นเทศกาลที่หนุ่มสาวต่างเฝ้ารอสินะ” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า ชาติก่อนตนก็ได้ยินมาเช่นกัน แต่ว่ามิค่อยได้สนใจเท่าไหร่นัก ชาตินี้ได้มาเที่ยวเองก็ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ที่สำคัญเขามิได้มาคนเดียว...มีถิงอวี่และบรรดาน้องชายอยู่ด้วย

 

“นอกจากนี้ยังมีงานประชันความงามและความสามารถของบุรุษสตรีด้วย”

“แต่พวกเราแค่มาเที่ยวงานเฉยๆ คงมิได้ไปประชันอะไรกันกับเขาหรอกกระมัง พูดถึงเรื่องความงามทั้งบุรุษสตรีจะมีใครมาสู้ถิงอวี่กับน้องชายของข้าได้ น้องฉิงเองก็งดงามที่สุด พูดเรื่องความสามารถใครจะเขียนกลอนได้ไพเราะเท่าน้องรอง เพลงดาบและกระบี่ใครจะเก่งกว่าน้องสาม ใครจะใช้อาวุธลับและรำกระบี่ได้งดงามเท่าน้องสี่กับน้องฉิง”

“แล้วก็...ผู้ใดในแผ่นดินจะวาดภาพได้งดงามเท่าพี่ใหญ่ด้วยใช่หรือไม่” เย่เฟิงต่อประโยคให้ พลางส่ายหน้ายิ้มๆ พี่ใหญ่นั้นมักสรรหาคำชมมาชื่นชมพวกเขาได้ตลอด ในสายตาของพี่ใหญ่แล้วน้องชายของตัวเองคงเป็นน้องชายที่ดีที่สุดในใต้หล้าจริงๆ พวกเขาก็ชมชอบคำชมจากพี่ใหญ่ผู้นี้ มักสรรหาเรื่องมาให้ถูกชมอยู่เสมอเช่นกัน

“นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว งานเทศกาลกำลังจะเริ่ม...พวกเราไปกันเถิด ข้าจองหอสุราชั้นบนสุดไว้แล้ว ที่นั่นสามารถชมทิวทัศน์ได้ทั่วทั้งทะเลสาบอี้ฟาง” หยางสุ่ยชิงเดินนำทั้งหมดไปที่หอสุราใกล้ๆ พลางถอนหายใจระอา สายตาคมกริบของท่านแม่ทัพสอดส่องไปมา มิรู้ว่าฝ่าบาทไปทราบข่าวมาจากไหนจึงได้ส่งองครักษ์เมฆดำมาคุ้มครองมากขึ้น ซ้ำยังฝากจดหมายมาให้ตนดูแลองค์ชายใหญ่ให้ดี อย่าให้แมลงหน้าเหม็นมาตอมเด็ดขาด!

 

แมลงหน้าเหม็นที่น่ากลัวที่สุดก็เป็นลู่ถิงอวี่นั่นล่ะ...

 

ทั้งหมดเดินเข้าไปในหอสุรา ‘เหมยหมื่นลี้’ ที่ดีที่สุดของเมืองอี้ เถ้าแก่ลิ่วเจ้าของหอสุราเดินมาต้อนรับลูกค้ารายใหญ่ด้วยตนเอง ก่อนจะเดินพาขึ้นไปชั้นบนสุด

“หอสุราแห่งนี้เป็นของเสด็จพ่อ” เย่หานกระซิบเบาๆ ให้ทุกคนรู้ 

“อืม...บิดาของพวกท่านซื้อหอสุราแห่งนี้ไว้เพราะสุราเหมยหมื่นลี้อันเลื่องชื่อ เป็นสุราที่สืบทอดกันมาในตระกูลลิ่วและไม่ยอมขายสูตรให้ผู้ใด เสี่ยวจิงและเสี่ยวเหมยชอบสุราที่นี่มากบิดาผู้เอาแต่ใจและร่ำรวยเกินไปของพวกท่านก็เลยซื้อหอสุรานี่เสียเลย”

“สมกับเป็นเสด็จพ่อ” บรรดาลูกชายของบิดาผู้เอาแต่ใจและร่ำรวยเกินไปเอ่ยปากชมเชยพร้อมกันทันที ทำให้หยางสุ่ยชิงได้แต่กลอกตา

 

เหมือนกันทั้งพ่อทั้งลูก!

 

“เช่นนั้นข้าคงต้องขอชิมเหล้าชื่อดังที่ท่านพ่อชมชอบจนต้องซื้อหอสุราไว้เสียแล้ว”

“ถิงอวี่ห้ามดื่มมากไปนะ”

“ได้สิ ข้าฟังซืออวิ๋นเสมอ”

“เด็กดี”

“แฮ่ม! พี่ใหญ่มานั่งริมหน้าต่างเถิด จะได้ชมทิวทัศน์ข้างนอกชัดเจน น้องฉิงก็คงอยากชมทิวทัศน์เช่นกัน ริมหน้าต่างก็ยกให้ทั้งสอง” เย่เซียวดึงมือพี่ชายและลูกพี่ลูกน้องมาริมหน้าต่าง ก่อนจะวางแขนพาดบนไหล่ลู่ถิงอวี่แล้วลากไปนั่งข้างโต๊ะเล็กๆ ทันที เห็นเจ้าสหายหน้ายิ้มนี่เกาะติดพี่ใหญ่ไม่หยุดก็ขัดตาจริงๆ 

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ ยอมเดินไปนั่งข้างเย่เฟิงแต่โดยดี พวกเขาทั้งหมดสั่งอาหารมากมายบนโต๊ะ ทั้งหมดล้วนเป็นของกินและชาที่เย่ซืออวิ๋นชื่นชอบทั้งนั้น ผลัดกันคนละอย่างเพราะรู้ใจพี่ใหญ่ดี ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็สามารถเอ่ยปากสั่งของที่น้องชายและลู่ถิงอวี่ชอบได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ขนาดที่ของชอบของหยางสุ่ยชิงและหยางฉิงเขาก็จำได้

หยางฉิงชอบองค์ชายใหญ่ผู้นี้มาก...มิได้ชอบในเชิงชู้สาว แต่นางทั้งเอ็นดูและรู้สึกรักใคร่ราวกับคนในครอบครัวเดียวกัน เขาเอาใจใส่นางราวกับน้องสาว ที่สำคัญยังมักชอบวาดภาพงดงามและส่งของขวัญมาให้นางเสมอ องค์ชายใหญ่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นความอบอุ่นอันละมุนละไม เป็นสายใยของเหล่าองค์ชายทั้งหลาย นางเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าครอบครัวราชวงศ์จะอบอุ่นได้ยิ่งกว่าครอบครัวสามัญชนเช่นนี้

 

และนางก็มั่นใจว่าองค์ชายใหญ่เป็นตัวเชื่อมความรู้สึกเหล่านั้น นางก็เลยชมชอบที่จะได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศเหล่านี้เช่นกัน ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขมาก...

 

“เหล้านี่รสดีจริงๆ” เย่หานผู้ชมชอบดื่มสุราถึงกับเอ่ยปากชม สุราหอมกลิ่นดอกเหมยกระทั่งดื่มไปก็ยังอบอวลอยู่ในปาก รสชาติร้อนแรงแต่ไม่แสบคอ มิได้นุ่มลิ้นแต่กลมกล่อมยิ่งนัก 

“อืม...หอมกลิ่นดอกเหมยยิ่งนัก ยังได้รสชาติดอกเหมยและหวานเล็กน้อยด้วย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมท่านอาจารย์ลู่กับเสด็จแม่ฮองเฮาชมชอบนัก” เย่เซียวเองก็เห็นด้วย ยกขวดสุราสีขาวขึ้นดื่มจนหมด 

“เป็นสุราที่มีสีแดงคล้ายสีของดอกเหมยด้วย” เย่เฟิงรินสุราใส่แก้วให้หยางสุ่ยชิงกับหยางฉิงก่อน จากนั้นก็รินให้ตนเองกับลู่ถิงอวี่  ส่วนของพี่ใหญ่นั้น...

ลู่ถิงอวี่เอาแก้วหยกมันแพะสีขาวแวววาบออกมาจากแขนเสื้อ มีอยู่คราหนึ่งตอนอายุสิบสองเย่ซืออวิ๋นไม่ระวังทำให้ขอบแก้วที่บิ่นเล็กน้อยบาดนิ้วมือเอา แม้จะเป็นแผลเล็กๆ แต่ทุกคนกลับเดือดร้อนมาก ตั้งแต่นั้นลู่ถิงอวี่ก็พกหยกแก้วมันแพะที่เรียบลื่นและแตกหรือบิ่นได้ยากมาติดตัวเสมอเพื่อให้องค์ชายใหญ่ใช้ดื่มโดยเฉพาะ

“รสดีจริงๆ ด้วย” เย่ซืออวิ๋นตาโต ดื่มจนหมดแก้วแล้วยื่นขอแก้วต่อไปจากลู่ถิงอวี่ หยางฉิงเองก็เช่นกัน นางอดขำไม่ได้เมื่อคุณชายหยกขาวคุณชายอันดับหนึ่งแห่งต้าเซี่ยมาคอยรินเหล้าให้องค์ชายใหญ่กับนางเช่นนี้รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก

“ข้างนอกดูเหมือนจะเริ่มงานกันแล้วนะน้องฉิง” เสียงเพลงแผ่วเบาค่อยๆ บรรเลงขึ้นมา เหล่าหญิงสาวมากหน้าหลายตาที่ต่างแต่งกายกันอย่างดงามค่อยๆ เยื้องย่างเดินขึ้นบนเรือหลิงหลง ยังมีเหล่าบุรุษที่งดงามไม่น้อยกันบนเรือด้วย ต่างโยนดอกไม้ที่ตนทำเองหรือไม่ก็ซื้อมาลงทะเลสาบน้ำแข็ง 

 

บุปผาหลากสีสันมากมายตัดกับสีของน้ำแข็งที่สะท้อนแสงจันทร์และแสงดาวนั้นงดงามยิ่งนัก...เกิดเป็นแสงสีแวววาวน่ามอง เรือหลิงหลงที่เต็มไปด้วยผู้คนเองก็ดูมีมนต์ขลังจนเย่ซืออวิ๋นอยากวาดภาพขึ้นมาทันทีทันใด

 

“องค์ชายใหญ่เพคะดูสิเพคะนั่นน่าจะเป็นฉินฟางหนี่ว์กระมัง”

“เมื่อครู่ยังเรียกว่าพี่ใหญ่อยู่เลยนะน้องฉิง ไม่ใช้คำราชาศัพท์กันสิ” เย่ซืออวิ๋นยิ้ม กระพริบตาออดอ้อนจนหยางฉิงหัวเราะ นางเป็นคนที่ตามใจองค์ชายใหญ่เหมือนทุกคนนั่นล่ะ ขนาดสตรีผู้ยิ่งใหญ่ในวังหลังทั้งสองคนอย่างฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยยังตามใจองค์ชายใหญ่เสียยิ่งกว่าอะไรดี

“ได้เพคะ...ได้สิเจ้าคะพี่ใหญ่” มีพี่ชายที่น่ารักน่าชังเช่นนี้นางย่อมยินดีและจะเป็นน้องสาวผู้ว่าง่ายแน่นอน!

ภายนอกหน้าต่างนั่นสตรีที่ดูงดงามมากผู้หนึ่งในอาภรณ์สีชมพูงดงามที่ปักลายดอกเมยตระกาลตา ชายกระโปรงของนางสะบัดพลิ้วราวดอกไม้แย้มบาน เส้นผมถูกรวบเป็นทรงนางฟ้าเหินและมีเครื่องประดับทองคำเล็กๆ  ล้ำค่าและปิ่นระย้าดอกเหมยด้ามงามที่บ่งบอกให้รู้ว่านางผ่านพิธีปักปิ่นมาแล้วปักไว้บนมวยดูงดงามยิ่งนัก ใบหน้าของนางถูกตกแต่งอย่างงดงาม ปากอิ่มทาด้วยชาดแดงก่ำ 

 

ดูเย้ายวนและงดงามประหนึ่งเทพธิดา...

ในบรรดาสตรีบนเรืองหลิงหลงทั้งหมดเรียกได้ว่านางงดงามที่สุด...

 

“ฉินฟางหนี่ว์ผู้นี้งดงามมิน้อยเลยจริงๆ แต่ดูเสริมแต่งมากเกินไปจนคล้ายดอกไม้ปลอม ดูสมบูรณ์แบบ จรรโลงสายตาแต่มิค่อยสบายใจเลยเจ้าค่ะ” หยางฉิงเห็นสตรีที่งดงามมาเยอะ อย่างท่านฮองและท่านน้าของนางก็นับว่างดงามหาตัวจับยาก แต่นอกจากความงามแล้วนั้นทั้งสองยังเป็นสตรีที่มีชีวิตชีวายิ่งนัก “ข้าเห็นด้วยที่สตรีรักสวยรักงาม เพราะข้าเองก็ชมชอบแต่งกายให้สวยงามเช่นกัน เพียงแต่มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี สตรีเช่นเราก็เลยต้องลำบากแต่งเนื้อแต่งตัวให้พอดีเจ้าค่ะ”

“ถ้าน้องฉิงอยากได้เสื้อผ้าอาภรณ์งามๆ ลวดลายไม่เหมือนใครก็มาหาข้าได้ ข้าวาดให้กองอาภรณ์ปักลายให้ได้เสมอ”

“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่ใหญ่ ท่านดีกับน้องสาวเช่นข้ามากจริงๆ”

“มีน้องสาวแสนดีและน่ารักเช่นนี้ข้าย่อมต้องใส่ใจมากอยู่แล้ว” เย่ซืออวิ๋นยื่นมือไปลูบหัวหยางฉิงเบาๆ อย่างเอื้อเอ็นดู เขามีแต่น้องชาย ส่วนน้องสาวที่เกิดจากพระสนมของเสด็จพ่อก็มิค่อยสนิทสนมเลย เพราะดูเหมือนเหล่าบรรดาพระสนมจะไม่อยากให้บุตรธิดามาเกี่ยวข้องกับบรรดาองค์ชายอย่างพวกเขาสี่คน

“พี่ใหญ่ นางกำลังโยนดอกไม้แล้วเจ้าค่ะ อื้อ...ดอกเหมยสีแดงสดงดงามเช่นนั้นราวดอกเหมยจริงเลยเจ้าค่ะ”

“ใช้ผ้าทำด้วยเจ้าค่ะ นางทำเองได้งดงามขนาดนี้มีฝีมือจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ”

เย่ซืออวิ๋นหมุนจอกมันแพะที่มีสุราเหมยหมื่นลี้อยู่ในมือพลางหัวเราะเบาๆ ชาติก่อนแม้ตนจะไม่รู้จักฉินฟางหนี่ว์มากเท่าใดนัก แต่กิตติศัพท์ความเอาแต่ใจของนางนั้นลือกันว่ามากที่สุดในบรรดาบุตรหลานสกุลฉินทั้งหมด ฉินฟางหนี่ว์ที่ถือตนว่างดงามเป็นคุณหนูผู้บอบบางไม่มีทางมาทำอะไรเช่นนี้หรอก คาดว่าสกุลฉินคงหาช่างมาทำให้ฉินฟางหนี่ว์โดยเฉพาะมากกว่า

เย่ซืออวิ๋นเท้าคางมองกับกรอบหน้าต่าง ฟังเสียงเพลงที่แว่วมาจากข้างนอก แสงจันทร์จากฟากฟ้าเริ่มกระจ่างนวลตามากขึ้น สะท้อนทะเลสาบน้ำแข็งจนเป็นประกายแวววาว ดอกไม้บนพื้นน้ำแข็งทำให้ผลึกทะเลสาบน้ำแข็งเป็นสีของดอกไม้หลากสี

“พี่ใหญ่เจ้าคะ ดอกไม้ของฉินฟางหนี่ว์มีคนแย่งกันเก็บหลายคนเลยเจ้าค่ะ แต่ดูเหมือนจะถูกคนกันไว้ อ้อ...องค์ชายรัชทายาทแคว้นเว่ยเป็นคนเก็บไปได้นี่เองเจ้าค่ะ แต่องค์ชายผู้นี้มีว่าที่พระชายาอยู่แล้วนี่นา ดูเหมือนเด็กสาวทั้งหลายจะหลงเสน่ห์องค์ชายรัชทายาทแคว้นเว่ยมิน้อยเลยเจ้าค่ะ ดูสินั่นพวกนางต่างเขินอายกันจะแย่”

“เว่ยเฉาผู้นั้นหล่อเหลาตรงไหนกันนะ” เย่ซืออวิ๋นเบ้ปากมิชอบใจเอาเสียเลย เขาทอดสายตาไปที่ทะเลสาบน้ำแข็ง เว่ยเฉาเขียนกลอนของตนเองแนบไว้ แต่มิได้โยนดอกไม้กลับที่เดิมกลับถือไว้อย่างนั้น เหล่าบุรุษคนอื่นต่างก็ทยอยกันเอื้อมเก็บดอกไม้ในทะเลสาบมาถือไว้และเขียนบทกลอนของตนแนบไปด้วย บรรยากาศดูคึกคักครื้นเครงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงหยอกล้อกันของบรรดาหนุ่มสาว

 เวลาผ่านเกือบครึ่งชั่วยามเหล่าสตรีทั้งหลายก็ออกมาจากเรือหลิงหลงต่างเสาะหาดอกไม้ของตน บางคนอ่านกลอนด้วยท่าทีเอียงอาย บางคนก็มีท่าทีผิดหวัง สตรีที่ใจเดียวกันกับบุรุษก็เก็บดอกไม้กลับเปลี่ยนเป็นของแทนใจ บางคนก็มิได้ตอบรับใดๆ มีเพียงเว่ยเฉาเท่านั้นที่ยืนนิ่งอยู่ริมฝั่ง และยามฉินฟางหนี่ว์เยื้องย่างออกมาจากเรือหลิงหลงเขาก็ชูดอกเหมยผ้าในมือขึ้นมาคล้ายจะบอกนางว่าตนนั้นเก็บดอกไม้นี้ไว้ สตรีงามมีท่าทีเอียงอายแววตาสั่นไหวราวเจอบุรุษผู้เป็นรักแรก ทั้งสองสบตากันนิ่งงันราวกับโลกนี้มีเพียงสองคน

 

ช่างเป็นภาพที่งดงามราวกับฝัน...

ราวกับฟ้าบันดาลชักพาหนุ่มสาวผู้เหมาะสมกันคู่นี้มาพบกัน...

 

“ช่างวางแผนได้ดีจริงๆ...ซืออวิ๋นพอแล้วนะ ดื่มมากไปแล้ว” ลู่ถิงอวี่ที่ไม่รู้ว่ามานั่งช้อนหลังเย่ซืออวิ๋นอยู่เมื่อไหร่เอ่ยขึ้นมา เขายื่นหน้าผ่านไหล่เย่ซืออวิ๋นไปมองภาพด้านนอกก่อนจะพึมพำเบาๆ

“อะ...อือ” เย่ซืออวิ๋นเองก็พยักหน้าเชื่อฟัง เอนตัวพิงลู่ถิงอวี่อย่างเคยชิน “ถิงอวี่ว่าวางแผนอะไรกันนะ”

“พี่ใหญ่คิดว่าเหตุการณ์ตรงหน้านั้นดูราวกับฟ้าบันดาลเลยใช่หรือไม่...แต่จริงๆ แล้วมีคนวางแผนขึ้นมาต่างหาก” เย่เฟิงเอ่ยขึ้นเบาๆ 

“จำที่ข้าเคยบอกท่านได้หรือไม่ว่าสกุลฉินหมายจะให้ฉินฟางหนี่ว์เป็นชายารองของเว่ยเฉา แต่ศักดิ์และฐานะของชายารองนั้นอย่างไรก็ไม่มีทางเทียบได้กับชายาเอก องค์ชายรัชทายาทเว่ยมีว่าที่ชายาอยู่แล้ว เป็นคุณหนูฝั่งพระญาติของฮองเฮาแคว้นเว่ย” เย่หานดื่มเหล้าอีกไห “เทศกาลไซซีเมืองอี้แห่งนี้ขึ้นชื่อนัก ว่ากันว่าหนุ่มสาวที่พบกันในเทศกาลนี้เป็นคู่ครองที่ฟ้าอำนวยให้...พี่ใหญ่คิดว่าอย่างไรเล่า?”

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า ก่อนจะเบิกตาขึ้นเมื่อนึกอะไรได้ “ศักดิ์และฐานะของชายารองจะได้รับการยอมรับยิ่งกว่าชายาเอก!” 

 

สมแล้วที่เป็นสกุลฉินเจ้าเล่ห์เหลือเกิน!!

 

“นอกจากนี้ยังสร้างชื่อเสียงให้ฉิงฟางหนี่ว์อีกด้วย ถ้าหากการประชันความงามและความสามารถนี้นางเป็นที่หนึ่งขึ้นมา...ก็เท่ากับจะได้สมญานามเทพธิดาบุปผา คราวนี้ชายารองที่เพียบพร้อมและฟ้าบันดาลให้เช่นนี้ชายาเอกที่อาศัยเพียงยศศักดิ์และเส้นสายของฮองเฮามีหรือจะสู้นางได้”

“แต่ต้องรอดูว่าว่านางและสกุลฉินจะได้สมหวังหรือไม่...” เย่เฟิงสบตากับลู่ถิงอวี่ก่อนทั้งคู่จะยกยิ้มเจ้าเล่ห์

“หือ...น้องสี่ เจ้าลุกขึ้นมานี่สักครู่สิ ถิงอวี่เจ้าก็ด้วย...ช่วยข้ามองให้ชัดๆ เสียหน่อย” เย่เซียวที่มายืนพิงข้างๆ ขอบหน้าต่างอยู่ขมวดคิ้วยามโผล่หน้าออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาคมหรี่ลงเมื่อเห็นคนที่คาดว่าอาจจะคุ้นตา... 

“มีอะไรหรือ?” ลู่ถิงอวี่ลุกขึ้นก่อนจะยื่นมือให้องค์ชายใหญ่ลุกขึ้นด้วย บรรดาองค์ชายทั้งหลายเลยจับจ้องอยู่ที่เป้าสายตาของเย่เซียว

ตรงนั้นเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันสามคนที่มีใบหน้าหล่อเหลาสะดุดตากำลังมองไปทางทะเลสาบน้ำแข็งและเรือหลิงหลงอยู่...คล้ายกับลังเฝ้ารอและวาดหวังอะไรสักอย่าง

“ทายาทผู้สืบทอดสกุลฉิน...ฉินเจา ฉินสืออู้ และ...อัจฉริยะแห่งสกุลฉินที่ร่ำลือกันว่าเก่งกาจที่สุดในรอบหลายสิบปี...ฉินไห่ฟง

เย่ซืออวิ๋นหรี่ตาลงทันทีเขาเห็นฉินสืออู้ที่เป็นหนึ่งในสามสามีของตนยังไม่ทำให้รู้สึกขมวดคิ้วและใจเต้นกระหน่ำได้เท่ากับเห็นฉิงไห่ฟงผู้นั้น...

 

หนึ่งในคนสกุลฉินที่เขาสนิทสนมด้วยที่สุด! อนุอีกหนึ่งคนของเขา...แต่คราวนั้นเจ้าตัวไม่ได้เป็นอัจฉริยะของสกุลฉิน เป็นเพียงเด็กที่สกุลฉินรับเลี้ยงไว้ และฉินสืออู้ก็ชังน้ำหน้าเขามาก เย่ซืออวิ๋นรู้สึกสงสารเลยรับเข้าตำหนักนอกวัง...

 

คิดไม่ถึงเลยจริงๆ!

นี่ชาติก่อนสามสามีสี่อนุของตนมีใครไว้วางใจกันได้บ้างนะ! 

ฮึ่ม!!

 

…………..

 

สามสามีสี่อนุของน้องเริ่มทยอยมากันเกือบครบแล้วค่ะ แต่องค์ชายใหญ่เขาก็ทำใจไว้บ้างแล้วเลยไม่กังวลมาก น้องแค่อยากรู้ว่าใครฆ่าตัวเองฆ่าทำไม และมีความสุขกับชีวิตในชาตินี้ แถมองค์ชายใหญ่ของพวกเราก็ยังรู้สึกกินน้ำส้มเป็นบ้างแล้วนะคะ 555 ชาติก่อนน้องหึงพี่ลู่ไม่ได้เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนั้น แต่ชาตินี้น่ะหรือ…หึๆ ถ้าพี่ลู่ทำน้องกังวลใจนิดเดียวพี่ก็โดนถล่มแน่ค่ะ ทั้งวังล้วนรักองค์ชายใหญ่ ขนาดน้องฉิงยังเป็นสาวกองค์ชายใหญ่เลยค่ะ 

ป.ล. ฉินไห่ฟงคนนี้…เป็นหนึ่งตัวละครสำคัญเลยแหละค่ะ ^_^ เขามีความเชื่อมโยงกับองค์ชายใหญ่ด้วยยย แต่เราสปอยล์มากไม่ได้น้าาาา

ป.ล.อีกนิดนึง ยอด fovorite เกินสองพันแล้ววว ทุกคนอยากอ่านตอนพิเศษตอนไหนกันบ้างไหมเอ่ยยยย

ช่วงนี้ฝนตกหนักมากกกก ทุกคนอย่าลืมดูแลสุขภาพ อย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยน้าาา ออกไปข้างนอกก็อย่าลืมพกร่มหรือเสื้อกันฝนกันด้วยนะคะ ระวังอย่าให้ตัวเองไม่สบายกันไปน้าาาา พักผ่อนเยอะๆ กันด้วยนะคะ วันนี้มาดึกนิดนึงน้าาาา

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่าาาา ^_^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.3K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,255 ความคิดเห็น

  1. #4103 0979843633 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 23:33
    น้องผู้เป็นหมากให้ทุกคน แงงสงสารอ่ะชีวิตน้องเหมือนหมากตัวหนึ่งอ่ะที่บับนะ มันจุกอยู่ในอก มัมหมีอยากกอดหนูเหลือเกินลูก
    #4,103
    0
  2. #3095 Frizzy G (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:43
    สามสามี สี่อนุไม่ธรรมดาจริงๆ
    โดนหลอกเสมอเลย
    องค์ชายใหญ่ชาติก่อน น่าสงสารมาก นึกถึงทีไรอยากร้องไห้ทุกที
    #3,095
    0
  3. #2993 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 18:19
    แต่ละคนไม่ธรรมดาจริงงง
    #2,993
    0
  4. #2663 sunflowerrrr (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2563 / 16:39
    สามสามีสี่อนุของน้องนี่ไม่ธรรมดาสักคนเลยนะ 🤦🤦
    #2,663
    0
  5. #2654 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 22:49
    สงสารลุงหยางเค้านะฮะ 😂😂
    #2,654
    0
  6. #2235 Missjust (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 16:34
    เด็จพ่อฆ่ารึเปล่า
    #2,235
    0
  7. #2220 sany sanny (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 00:57
    สามสามีสี่อนุขององค์ชายไม่ธรรมดาสักคนจริงๆ 55555555
    #2,220
    0
  8. #2219 sany sanny (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 00:08
    ฉินซูหนี่ว์น่าจะเป็นหลานปู่ของตาองค์ชายใหญ่ไม่ใช่หรอ ทำไมเรียกตาเฒ่าฉินว่าตาล่ะคะ
    #2,219
    1
    • #2219-1 sany sanny(จากตอนที่ 17)
      24 พฤศจิกายน 2563 / 00:19
      ฉินฟางหนี่ว์สิ
      #2219-1
  9. #1778 sm37an2j (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2563 / 21:11
    คนร้ายอยู่นั้นแหละ
    #1,778
    0
  10. #1727 thisistimetobestronger (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 12:19
    เหมือนลืมว่าเพิ่งสิบสี่ กินเหล้าแล้วหรอ ยังไม่ได้สวมกวานเลยนี่ หรือชั้นงง
    #1,727
    2
    • #1727-1 เหมียวๆ(จากตอนที่ 17)
      3 พฤศจิกายน 2563 / 11:13
      ในโลกโยราณสิบสี่สิบห้านี่พร้อมมีลูกมีผัวมีเมียแล้วนะคะ
      #1727-1
    • #1727-2 The Sky 9096(จากตอนที่ 17)
      4 พฤศจิกายน 2563 / 10:19
      เหล้าอ่อนๆ คงอารมณ์สปายบ้านเรา
      #1727-2
  11. #1720 khunsom08 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 03:20
    เอาล่ะ ลุ้นเลย
    #1,720
    0
  12. #1548 Wan_NY (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2563 / 01:36
    โอยยย ยัยน้องไม่รุเรื่องไรกะเค้าเลยอ่ะชาติก่อนน แต่ดันโดนลากไปเปนตัวหมากอีก เส้าาา
    #1,548
    0
  13. #1032 HYUNPARK (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 12:58
    ไห่ฟงผู้นี้ไม่ธรรมดาแน่นอน ดูท่าจหล่อเหลาเอาการนะ แหะๆๆ
    #1,032
    0
  14. #919 Inn1427 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2563 / 22:49
    ไห่ฟง แค่ชื่อก็แพ้แล้ว ไม่ได้รื่นหูซักนิด ปัดตก!
    #919
    0
  15. #663 sakura17 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 15:01
    โมโหแล้ววว
    #663
    0
  16. #522 liver2541 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 11:57
    'ข้าเหงา' นี่นึกภาพพี่ลู่ทำน้ำเสียงอ้อนๆ ได้ชัดเลนค่ะ555555 อ้อยเก่งสุดไรสุดเลนคนนี้ ก็น้อนน่ารักอ่ะ5555
    #522
    0
  17. #471 Baitoey440824 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 19:03
    สนุกมากๆค่ะ
    #471
    0
  18. #468 ณัฐวดี (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 06:49

    ขอบคุณมากคะ ปกติอ่านแต่เรื่อแย่งชิงวางแผนฆ่าฟันกันจากนิยายอค์ชายฮ่องเต้สนมฮองเฮาเจอเรื่องนี้ทุกคนรักกันช่วยกันปกป้องเอาใจแล้วมีความสุขขอบคุณมากคะ

    #468
    0
  19. #465 Pugkard Piyamaporn (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 14:47
    รอค่าาาา
    #465
    0
  20. #464 MORNINGGLORY08 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 12:26
    ว่าไปสามสามี สี่อนุของน้องแต่ละคนก็หล่อเริ่ดทุกคนเลยนะ 555
    #464
    0
  21. #463 sryhwdt (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 10:58

    แหมแต่ละคนมีแต่เด็ดๆทั้งนั้น
    #463
    0
  22. #462 Fueled me (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 09:40
    ชาติที่แล้วน้องซืออวิ๋นของเรานี่เป็นหมากโดยแท้เลย;—; น้องถูกหลอกใช้แล้วก็ถูกสังหารอย่างเลือดเย็นด้วย ฮือออออออออ ตอนนี้หูตาน้องฉันกว้างไกลขึ้นแล้ว ใครอย่าคิดจะมาจูงจมูกเชียว!!!
    #462
    0
  23. #461 shino13 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 06:50

    น่าจะมีละครฉากใหญ่ให้ดู
    #461
    0
  24. #460 molom (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 01:45
    รอออน้าาอยากเห็นน้องไปหักหน้าาาคุณหนูฉิมนัก
    #460
    0
  25. #459 PhimpinTT (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 23:28
    ย้ำอีกครั้งว่าชาติก่อนแต่ละคนนี่ตัวดีทั้งนั้น ปังค่ะ ปัง ปังปินาศ
    #459
    0