ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 16 : 十五 ปีใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22,618
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,337 ครั้ง
    17 ก.ค. 63

 

十五

 

งานฉลองวันสิ้นปีในวังหลวงต้าเซี่ยนั้นไม่ได้จัดอย่างยิ่งใหญ่เหมือนแว่นแคว้นอื่น ฮ่องเต้เย่เทียนหลงเพียงอนุญาตให้ตัวแทนทูตจากต่างแคว้นมาถวายของขวัญและจัดงานเลี้ยงต้อนรับ และเลี้ยงครอบครัวขุนนางกับมีการแสดงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น งานเลี้ยงในวังใช้เวลแค่เพียงสองชั่วยามครึ่งก็เลิก ปล่อยให้เหล่าขุนนางทั้งหลายกลับไปฉลองกับครอบครัว

 

ฮ่องเต้เองก็อยากข้ามปีกับครอบครัวมากกว่าเหล่าขุนนางนี่

ธรรมเนียมใดๆ ถ้าเรื่องมากนักเย่เทียนหลงก็ให้ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด...ตัดทอนแต่สิ่งที่จำเป็นก็พอ

 

เมื่อเข้ามาในตำหนักจิ้งหยางเหล่าผู้คนที่คุ้นเคยสนิทสนมก็นั่งคุยเล่นกันก่อน เย่เทียนหลงถอดเสื้อคลุมมังกรสีดำสนิทที่ปักลวดลายมังกรห้าเล็บออก ส่งม่านระย้าแสนหนักอึ้งให้ฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยที่มาช่วยเขาจัดการเสื้อผ้า

 

ยังดีที่พวกนางมินั่งดื่มชาสนทนากับบรรดาเจ้าลูกชายทั้งสี่และคนอื่นๆ จนลืมพระองค์

 

“ฝ่าบาทเสด็จมาช้านะเพคะ พวกหม่อมฉันนั่งรอจนชาหมดไปหลายกาแล้ว” จ้าวฮองเฮาเอ่ยกับฮ่องเต้ยิ้มๆ ส่งเสื้อคลุมเรียบๆ ให้ฝ่าบาทสวม

“ข้ามิใช่พวกเจ้าที่สร้างเรื่องขอตัวออกมาก่อนได้อย่างงดงามกันนี่” เย่เทียนหลงส่ายหน้า 

“ฝ่าบาทก็ยังมีท่านลู่จิงอยู่นะเพคะ” ว่านกุ้ยเฟยหัวเราะอย่าน่ามอง “แล้วนี่ท่านลู่จิงเล่าเพคะ”

“ลู่จิงอยู่พูดคุยและเป็นตัวแทนอำลาพวกคณะทูตต่ออีกสักพัก ประเดี๋ยวก็คงมา” เย่เทียนหลงจูงมือสตรีทั้งสองให้ไปนั่งรวมกับเหล่าลูกชายและสหายสนิทที่นั่งหัวเราะอย่างครื้นเครงกันอยู่

“เสด็จพ่อ...” องค์ชายทั้งสามประสานมือคาราวะบิดา ก่อนองค์ชายใหญ่จะฉีกยิ้มกว้างแล้วมองเสด็จพ่อตาแป๋ว ทำให้ฮ่องเต้ยื่นมือไปจิ้มหน้าผากอีกฝ่ายเบาๆ 

“มองข้าทำไมหรือเจ้าตัวน้อย”

“วันนี้เสด็จพ่อหล่อเหลายิ่งกว่าทุกวันเลยพ่ะย่ะค่ะ น้องรองเองก็มีใบหน้าคล้ายเสด็จพ่อเข้าทุกทีแล้ว...ยิ่งนานวันก็ยิ่งหล่อเหลา”

เย่เทียนหลงกับเย่เฟิงที่ถูกชมนั้นยกยิ้มมุมปากเหมือนกันเปี๊ยบจนเย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึก...

 

เหมือนกันจริงๆ ด้วย

 

“พี่ใหญ่เองก็ปากหวานขึ้นเช่นกัน” เย่เฟิงมองพี่ชายยิ้มๆ ส่วนเย่เทียนหลงนั้นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเอ่ยถาม

“แล้วข้ากับเย่เฟิงหล่อเหลากว่าเจ้าลู่ถิงอวี่ของเจ้าหรือไม่เล่า? หืม?” พระเนตรคมกริบมองเจ้าลู่ถิงอวี่ที่ว่า ซึ่งตอนนี้อีกฝ่ายกำลังรินชาใส่แก้วให้บุตรชายคนโตของพระองค์ ใบหน้าชวนน่าหมั่นไส้นั่นยิ้มน้อยๆ ราวไม่เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ ทั้งสิ้น คอยเอาแต่ใจใส่เย่ซืออวิ๋นไม่สนใจคนอื่นใดอีก

“เสด็จพ่อกับน้องรองก็หล่อเหลาน่ามอง ส่วนถิงอวี่ก็งดงามน่ามองมากเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” 

“ชมข้าทุกวันเช่นนี้...อยากได้อะไรเป็นของขวัญเพิ่มเติมหรือ?” ลู่ถิงอวี่ถามด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน คอยตักอาหารให้เย่ซืออวิ๋นอยู่ตลอด ขาดเหลือก็แต่การป้อนให้ถึงปากแล้ว

“ไม่ได้อยากได้อะไรแล้วเสียหน่อย...ของขวัญที่ถิงอวี่ให้ข้ามา ข้าก็ชอบมากด้วย...” ปีใหม่คราวนี้ลู่ถิงอวี่มอบหยกก้อนสีขาวนวลที่ข้างในมีริ้วสีทองให้ตน พร้อมกับบอกยิ้มๆ ว่าเดี๋ยวเขาอายุครบสิบห้าหยกชิ้นนี้จะได้ใช้ประโยชน์ของมันเอง

“ภาพวาดที่ซืออวิ๋นมอบให้ข้า ข้าเองก็ชอบมากเช่นกัน” ลู่ถิงอวี่กอบกุมมือขาวเรียวไว้ พอได้ยินเสียงกระแอมในลำคอจากฝ่าบาทก็ปล่อยออกช้าๆ อย่างเสียดาย แต่ปลายนิ้วก้อยของทั้งคู่กลับเฉียดชนกันไปมาเบาๆ 

“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมว่าเพิ่มงานให้ถิงอวี่มากขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ เขาจะได้มีไม่เวลาว่างไปทำอย่างอื่น” เย่เซียวมองสหายของตัวเองอย่างหมั่นไส้ 

 

เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่านานวันเข้าถิงอวี่ยิ่งเอาใหญ่นะ...

 

“ลูกเซียว...เจ้าอย่ารังแกสหายตัวเองสิ” ว่านกุ้ยเฟยมองเย่เซียวด้วยสายตาปรามๆ ก่อนจะมองลู่ถิงอวี่อย่างให้กำลังใจแวบหนึ่ง...สำหรับนางเอง ลู่ถิงอวี่ก็เปรียบเสมือนลูกศิษย์อีกคนที่ตนคอยสอนวรยุทธ์ให้  แม้จะไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ที่อีกฝ่ายอยากมาแย่งเจ้าตัวน้อยของพวกนางไป...

 

แต่ว่า...มองหาทั่วใต้หล้านี้นางก็ไม่คิดว่าจะมีใครเหมาะสมกับองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นไปได้มากกว่าคุณชายหยกลู่ถิงอวี่แล้วล่ะ

อย่างน้อยการที่เขาต้องรับมือฮ่องเต้เย่เทียนหลงและบรรดาองค์ชายหวงพี่มาหลายปีได้อย่างดงามก็เกรงว่าจะไม่มีใครทำได้อีกแล้ว...

 

“อย่างพี่ลู่ไม่เห็นมีตรงไหนน่าสงสารเลยพ่ะย่ะค่ะ” เย่หานกลอกตา เพราะขนาดเจ้าตัวยุ่งวุ่นวายเพียงใดก็หาโอกาสไปตำหนักลั่วสุ่ยได้เสมอไม่เว้นวัน ยิ่งพอได้ยินว่ามีคนไปวุ่นวายกับพี่ใหญ่อย่างองค์ชายแคว้นเว่ยนั่นลู่ถิงอวี่ยิ่งขยันไปตำหนักลั่วสุ่ยกว่าเดิม

“แค่กๆ” ลู่ถิงอวี่กระแอมไอเบาๆ ก่อนจะจิบชาร้อนที่คนข้างกายส่งมาให้ มือขาวเรียวลูบหลังลู่ถิงอวี่อย่างอ่อนโยน ดวงตากลมโตก็มองมาอย่างเป็นห่วงค คุณชายลู่ส่ายหน้ายิ้มๆ 

“ข้าไม่เป็นไร ช่วงนี้อากาศเย็นเลยไอเล็กน้อย ซืออวิ๋นอย่าได้เป็นห่วงเลย”

“เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องเข้าวังมาแล้ว ข้าอนุญาตให้เจ้าหยุดปีใหม่หลายๆ วัน พักรักษาตัวเป็นอย่างไร?” เย่เทียนหลงมองเจ้าคนที่ขยันเรียกร้องความสนใจจากเจ้าตัวน้อยของตนอยู่บ่อยๆ

 

แค่การกระแอมไอไม่กี่คราก็ทำให้เย่ซืออวิ๋นเชื่อและใส่ใจแต่เจ้าตัวแล้ว

 

“พ่ะย่ะค่ะ...กระหม่อมคงต้องให้ท่านพ่อคอยดูแลแล้วพ่ะย่ะค่ะ ขุนนางในวังได้หยุดปีใหม่สองวัน ท่านพ่อเองก็จะได้พักผ่อนด้วย” ลู่ถิงอวี่อมยิ้มเล็กน้อย สบพระเนตรคมกริบนั้นอย่างไม่หวั่นเกรง เพราะเรื่องเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น ยามที่องค์ชายใหญ่ใส่ใจเขาจนออกนอกหน้าฝ่าบาทมักมองตาขวางเช่นนี้เสมอ...

“เจ้านี่นะ” เย่เทียนหลงถอนหายใจเบาๆ...รู้สึกว่าเจ้าลู่ถิงอวี่กลับมีลูกไม้ขึ้นเยอะกว่าแต่ก่อนจริงๆ “มาเดินหมากกับข้าแล้วกัน...ถ้าหากเจ้าชนะช่วงปีใหม่นี่ข้าจะให้เจ้าเข้ามาพักค้างในวังได้ แต่ถ้าหากข้าชนะคงต้องให้เจ้าอยู่จวนอัครเสนาบดีคนเดียวแล้ว”

 

หมายความว่าเขาจะให้ลู่จิงอยู่แต่ในวังหลวง

ส่วนลู่ถิงอวี่ก็ไปอยู่เฝ้าจวนอัครเสนาบดีเสียคนเดียวเถิด!

 

“น้อมรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นอันกงกงก็ไปยกกระดาษหมากล้อมหยกออกมาวางไว้ข้างๆ แต่ยังไม่ยกขึ้นบนโต๊ะเล็ก เพราะปล่อยให้เหล่าเจ้านายทั้งหลายทานอาหารกันก่อน สำรับดึกวันนี้จัดอยู่ริมระเบียงตำหนักจิ้งหยาง เหล่าราชองครักษ์คอยอารักขาให้ความปลอดภัยอยู่รอบๆ ทำให้ไม่มีใครเข้ามารบกวน ดังนั้นพวกเขาเลยวางตัวสนิทสนมกันอย่างไม่ต้องเสแสร้งสร้างภาพลักษณ์

เพราะถ้าหากให้คนภายนอกมาเห็นคงได้ตกใจที่เห็นฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยผู้แย่งชิงความโปรดปรานกันพูดคุยกันอย่างสนิทสนม กระซิบกระซาบหัวเราะกันอย่างเบิกบานใจ ไหนเลยจะมีเค้าคนชังหน้ากันให้เห็น ส่วนบรรดาองค์ชายที่ลือกันว่าไม่ถูกกัน แย่งชิงสร้างผลงานและความโปรดปรานจากฝ่าบาท ตอนนี้ไหนเลยจะมีองค์ชายในข่าวลือที่ว่า เห็นเพียงพี่น้องที่สนิทสนมกันมาก เหล่าน้องชายที่ปล่อยให้พี่ใหญ่ออดอ้อน...

สำหรับอาหารค่อยๆ พร่องไป แต่ยังไม่เห็นท่านอัครเสนาบดีมา เย่เทียนหลงขมวดคิ้วเข้าหากัน พลางลุกขึ้นยืนไปกระซิบให้องครักษ์ประจำพระองค์ออกไปดูลู่จิงเสียหน่อย ส่วนตนเองก็มานั่งเดินหมากกับลู่ถิงอวี่ ข้างกายฮ่องเต่เย่เทียนหลงมีองค์ชายรอง องค์ชายสามและองค์ชายสี่ ส่วนองค์ชายใหญ่นั้นกลับไปนั่งเกาะแขนลู่ถิงอวี่ตาแป๋วให้กำลังใจอีกฝ่ายในการเดินหมาก อ้างว่าพระบิดาทรงเก่งกาจและมีน้องชายทั้งหลายให้กำลังใจแล้ว

มิรู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าการกระทำเช่นนั้นทำให้ลู่ถิงอวี่ลำบากขึ้น แต่คุณชายลู่ก็ไม่ได้เดือนร้อนเพราะเจ้าตัวชมชอบกลิ่นอายน้ำค้างหอมๆ และความอบอุ่นข้างๆ นี่มาก..เพียงตาแรกที่เดินฮ่องเต้เย่เทียนหลงก็เริ่มเดินจุดยากเสียแล้ว ทั้งสองผลัดการเดินหมากกันคนละตา ท่ามกลางการลุ้นของผู้อื่น...ยังดีที่ศิษย์อาจารย์คู่นี้เลือกเดินหมากขาวดำกัน มิใช่เดินหมากสีเดียวเหมือนที่ทั้งคู่ชมชอบ

 

มิเช่นนั้นคงมีแต่คนปวดหัว

 

ฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยเองก็กระซิบกระซาบพูดคุยกัน บางครั้งก็หันมาถามความเห็นองค์ชายใหญ่เรื่องภาพวาดที่จะนำมาปักอาภรณ์บ้าง เย่ซืออวิ๋นแม้จะตาแป๋วหูนึงฟังลู่ถิงอวี่อธิบายการเดินหมากไปด้วย หันไปตอบรับและชี้แนะภาพวาดงามๆ ว่าควรวาดแบบใดจึงจะปักอาภรณ์ออกมาให้งดงามไปด้วย...

 

นับว่าเป็นการแยกแยะสมาธิที่น่าชื่นชมยิ่งนัก

 

ใช้เวลาอีกประมาณเกือบครึ่งชั่วยามลู่จิงถึงเดินเข้ามา ท่านอัครเสนาบดีของครอบครัวราชวงศ์ยิ้มๆ ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นสีน้ำเงินเรียบง่าย ผูกผมด้วยผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มเข้ากับชุด แม้จะยังคงยิ้มอยู่เช่นเดิมแต่สำหรับเย่เทียนหลงแล้ว...

 

ลู่จิงดูซีดเซียวลง...คล้ายบาดเจ็บ

 

เกิดอะไรขึ้นกันแน่...

 

ไม่ใช่แค่เย่เทียนหลงเท่านั้นที่สังเกตเห็นทุกคนก็เช่นกัน แม้กระทั่งองค์ชายใหญ่ผู้ใสซื่อก็ยังผิดสังเกต แต่เจ้าตัวกลับไม่เอ่ยเอื้อนอันใดมา หันไปกระพริบตาปริบๆ ใส่ลู่ถิงอวี่กับพระบิดา

เย่เทียนหลงละมือจากเม็ดหมากลุกขึ้นไปหาลู่จิง ดวงตาคมกริบหรี่มองรอยยิ้มขัดตาทัพที่ส่งมาให้...เสี่ยวจิงของตนเวลาทำอันใดเกินตัวมาก็มักยิ้มมาให้เช่นนี้เสมอ

“เหล่าคณะทูตเรื่องมากยิ่งกว่าจะยอมกลับไปพิรี้พิไรไม่เลิก...ขออภัยฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย และบรรดาองค์ชายด้วยพ่ะย่ะค่ะ” 

ฮองเฮาขมวดคิ้วหันไปมองหน้าว่านกุ้ยเฟย ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปสำรวจท่านเสนบาดีพร้อมกันแล้วมองหน้าสหายสนิทคนนี้อย่างไม่เชื่อรอยยิ้มปั้นแต่งนั่นของอีกฝ่าย

 

อัครเสนาบดีลู่หลอกผู้คนได้ใต้หล้า...ด้วยใบหน้าสุขุม ด้วยรอยยิ้มนุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์

แต่กับเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเยาว์เหล่านี้แล้ว...ไม่มีทางโกหกได้

 

“เจ้ามาแล้วก็มานั่ง บุตรชายเจ้ากำลังถูกฝ่าบาทของเจ้ารังแกอยู่นะเสี่ยวจิง” ฮองเฮาเอ่ยยิ้มๆ จูงมือว่านกุ้ยเฟยกลับไปนั่งข้างๆ ดั่งเดิม ยกหน้าที่จัดการท่านอัครเสนาบดีให้ฝ่าบาทจัดการ

 

แต่ไหนแต่ไรมาเสี่ยวจิงก็ดื้อเงียบมาเสมอ

แล้วก็มีแต่หลงเกอเท่านั้นที่ปราบพยศคนดื้อเงียบนี่ได้

 

“ท่านอาจารย์ลู่อายุน้อยกว่าเสด็จพ่อ ฮองเฮา และว่านกุ้ยเฟยหรือพ่ะย่ะค่ะ?” องค์ชายใหญ่มักได้ยินคำเรียกเสี่ยวจิงนี้อยู่บ่อยครั้งแต่ไม่เคยถามสักที

เย่เทียนหลงจับข้อมือลู่จิงให้ไปนั่งข้างตนก่อนจะหันไปวางหมากเล่นกับลู่ถิงอวี่ต่อ แล้วยื่นมือไปจิ้มหน้าผากเจ้าตัวน้อยเบาๆ “อืม...ลู่จิงอายุน้อยกว่าพวกเราอยู่ปีหนึ่งน่ะ”

“พวกเราก็เลยชอบเรียกเขาเสี่ยวจิง ลูกอวิ๋นมิคิดว่าน่ารักหรอกหรือ” ฮองเฮาหัวเราะยิ้มๆ พระนางเรียกองค์ชายทุกคนนำหน้าด้วยคำว่าลูกเสมอ

เย่ซืออวิ๋นยิ้มตาหยี “น่ารักมากพ่ะย่ะค่ะ...เหมาะกับท่านอาจารย์ลู่มากเลย”

ลู่จิงกระแอมเบาๆ เมื่ออายุขนาดนี้แล้วยังถูกชมเหมือนเด็กๆ อยู่อีก...สหายของขาแต่ละคนนี่ก็จริงๆ เลย ตั้งแต่เด็กมาก็หาเรื่องแกล้งเขา อายุมากขึ้นก็ให้เด็กๆ แกล้งเขาอีก แล้วอย่างลู่จิงที่ไม่เคยสู้สายตาขององค์ชายใหญ่ได้ก็ได้แต่จำยอมรับคำว่าน่ารักนั่นไว้ พลางจิกเล็บลงบนแขนแกร่งของฝ่าบาทแทน

ลู่ถิงอวี่มองสำรวจบิดาตนเองอย่างเป็นห่วง พลางถามไถ่ด้วยสายตา แต่ลู่จิงกลับส่ายหน้ายิ้มๆ เห็นท่านพ่อที่แสนดื้อเงียบของตนแล้วลู่ถิงอวี่ก็ได้แต่ถอนหายใจยิ้มๆ ก่อนจะเงยหน้าสบพระพักตร์โอรสมังกรที่มองเขาอยู่ก่อนแล้วอย่างรู้เท่าทัน

 

สองศิษย์อาจารย์ที่เหมือนกันยิ่งกว่าบิดาบุตรชายร่วมสายเลือดทั้งสองนี้ยิ้มเหมือนกันขึ้นมาย่อมต้องมีผู้เคราะห์ร้าย!

แล้วจากความน่าจะเป็นที่ผ่านมา...ดูเหมือนว่าท่านอัครเสนาบดีจะเป็นเป้าหมายหลัก

 

“กระหม่อมว่าหมากกระดานนี้ควรเปลี่ยนเดิมพันสักเล็กน้อย ฝ่าบาทเห็นว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ ใช้ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยหลังมือขาวผ่องของเย่ซืออวิ๋นที่เกาะไหล่ตนอยู่ ศีรษะเล็กๆ นั่นพิงไหล่ลู่ถิงอวี่ไว้ออดอ้อนคล้ายลูกแมว

 

น่าเอ็นดูยิ่งนัก...

 

“อ้อ...ดีสิ ข้าหากกระดานนี้เสมอก็ถือว่าข้อตกลงของพวกเราลุล่วง...”

“ถ้ากระหม่อมเลือกพักตำหนักลั่วสุ่ยเล่าพ่ะย่ะค่ะ?”

เย่เทียนหลงขมวดคิ้ว หรี่ดวงตาดุๆ มองคนเจ้าเล่ห์อย่างลู่ถิงอวี่ แต่เอาเถิด...ให้เจ้าสักวันก็แล้วกัน เพราะเขาเองก็มีเรื่องที่ต้องรีดเค้นจากเจ้าอัครเสนาบดีปากแข็งนี่อยู่

“ได้”

“เช่นนั้นท่านพ่อ...ก็คงต้องรบกวนฝ่าบาทด้วยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม”

“อาถิง! นี่เจ้าตกลงอันใดกับฝ่าบาทกัน เจ้าขายข้าอีกแล้วหรือ!” เจ้าลูกชายคนนี้นี่! ทั้งแว่นแคว้นต่างชื่นชมเจ้าว่ามารยาทดีพร้อม กตัญญูยิ่งมิใช่หรือ...เหตุใดจึงขายบิดาได้บ่อยเช่นนี้กัน! ซ้ำยังทำได้ชำนาญยิ่ง หน้ายิ้มไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย

“ลูกเพียงเป็นห่วงท่านพ่อ” ลู่ถิงอวี่กล่าวได้ราบรื่นงดงามนัก หันไปมององค์ชายใหญ่ว่าเขาทำถูกแล้วใช่หรือไม่ พอองค์ชายใหญ่พยักหน้าท่านอัครเสนาบดีผู้สง่างามก็อ้าปากค้าง ส่วนคนอื่นๆ ก็หัวเราะทันที

ฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยยกมือขึ้นปิดปาก พลางส่ายหน้าขำ มองลู่จิงอย่างสงสาร

“เสี่ยวจิงหนอเสี่ยวจิง เมื่อก่อนเจ้าก็ถูกอดีตฮ่องเต้และท่านอาจารย์ทั้งหลายขายอยู่บ่อยครั้ง มายามนี้ยังถูกลูกชายกับบรรดาลูกศิษย์ขายอีก”

“ช่วยไม่ได้นี่นาน้องหญิง ใครให้แต่ไหนแต่ไรมาเสี่ยวจิงของพวกเรารับมือฝ่าบาทได้ดีที่สุดกันเล่า เขาย่อมต้องถูกขายเช่นนี้เป็นธรรมดา”

 

ลู่จิงได้แต่ร่ำไห้อย่างไร้เสียง...อยากจะถามจริงๆ ว่าตำแหน่งอัครเสนาบดีที่ตนเป็นอยู่นี่ลาออกได้หรือไม่นะ!

 

พวกเขาครอบครัวราชวงศ์และครอบครัวท่านอัครเสนาบดีต่างพูดคุยข้ามปีกันอย่างครื้นเครง ตกดึกก็มีผลุหลากสีปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ย้อมผืนฟ้าราตรีกาลให้กลายเป็นสว่างไสวเจิดจ้า กระดานหมากถูกยกไปเก็บพร้อมผลเสมอที่ทำให้ลู่จิงได้แต่จำยอม เปลี่ยนมาเป็นการยกเรื่องราวต่างๆ มาพูดกันมากมาย น้ำชาถูกแทนที่ด้วยสุรารสอ่อนสำหรับเหล่าองค์ชายและสตรีทั้งสอง บางครั้งเย่เซียวกับเย่หานก็แอบดื่มสุรารสร้อนแรงของเสด็จพ่อบ้าง เลยถูกพี่ใหญ่ตีมือข้อหาซุกซนกันไปนั่นล่ะ

รอยยิ้มเปี่ยมสุขแต้มบนใบหน้าของทุกคน ผสานไปกับเสียงพิณบทเพลงคำอวยพรจากผืนฟ้าปฐพีจากฝีมือของคุณชายลู่ผู้มีฝีมือบรรเลงเพลิงพิณที่เป็นเลิศที่สุดในเมืองหลวง...นับวันข้ามปีผ่านไปช้าๆ จวบจนแสงสีทองรำไรจับขอบผืนฟ้าวันใหม่...

 

พวกเขาทั้งหมดจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน...

 

สำหรับเหล่าเชื้อพระวงศ์ ผู้ครองแว่นแคว้นหรือสตรีผู้ทรงอำนาจในวังหลังแล้วนี่เป็นปีใหม่ที่เรียบง่ายยิ่ง...แต่กลับเป็นความเรียบง่ายที่เปี่ยมสุข และอบอุ่นหัวใจมากที่สุด เป็นเช่นนี้มาสองสามปี...

 

และจะดำเนินต่อไป...ไม่เปลี่ยนแปลง

 

……………..

 

................

 

“เกิดอะไรขึ้น?” เย่เทียนหลงเอ่ยถามคนในอ้อมแขนนิ่งๆ ใบหน้าหล่อเหลาทว่าเยือกเย็นนัก ดวงตาคมกล้ากับเต็มไปด้วยความกดดันชนิดที่ทำให้ผู้ใดก็ไม่อาจปฏิเสธ ปกติเย่เทียนหลงเป็นมังกรที่เก็บงำกรงเล็บของตนเองกับคนสนิท แต่ยามนี้เมื่อต้องเค้นคอคนดื้อเงียบก็ไม่ลังเลที่จะดุดันขึ้น

หลังจากวันใหม่ของปีใหม่มาเยือน เย่เทียนหลงได้งดว่าราชการเป็นเวลาสามวันติด หลังให้สองสตรีและเด็กๆ แยกย้ายกันไปพักผ่อน เย่เทียนหลงก็รีบกักตัวลู่จิงไว้ทันที

อัครเสนาบดีลู่ในอ้อมแขนของโอรสสวรรค์ถอนหายใจแผ่ว ลู่จิงหันหน้าเข้าหาเย่เทียนหลง ยื่นมือไปโอบกอดลำคอแกร่งไว้แล้วยิ้มจางคล้ายจะคลายความโกรธกริ้วของเย่เทียนหลงลง ใบหน้างดงามฉบับบัณฑิตของเขานั้นวางบนไหล่กว้าง “ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย...อย่าได้โมโหไปเลย”

“หึ...เจ้าจะทำตัวออดอ้อนเช่นนี้ยามที่ทำอะไรเกินตัว และต่อให้อ้อน ตอนนี้ข้าก็ไม่ใจอ่อนหรอกนะเสี่ยวจิง...บอกมาเร็วเข้า” มือแกร่งดึงเชือกรัดเอวของลู่จิงออก เลื่อนมือสอดไปใต้เนื้อผ้า สัมผัสผิวนิ่มลื่นมือเบาๆ 

“หลงเกอ...ท่านฟังดีๆ มิดีกว่าหรอกหรือ?” นานๆ ทีลู่จิงเรียกคำว่าหลงเกอออกมาเองเช่นนี้ ท่านอัครเสนาบดีลู่โอบกอดกายแกร่งไว้ก่อนจะถอนหายใจแผ่ว “ข้าอยู่ส่งคณะทูตจนถึงคนสุดท้าย เขาค่อนข้างมึนเมาเลยให้คนประคองกลับไปเรือนรับรอง ข้าเองก็ไปส่งด้วยตัวเอง...แต่ระหว่างทางกลับเห็นคนน่าสงสัยที่น่าจะปลอมแปลงมาเป็นหนึ่งในคณะฑูต ข้าเลยตามไปพร้อมองครักษ์อีกสองสามคน เขาซัดอาวุธลับมาโดนแขนข้า ดีที่เบี่ยงตัวหลบทัน องครักษ์ที่เหลือก็ตามไปแล้ว อีกเดี๋ยวก็คงได้ข่าว”

เย่เทียนหลงขมวดคิ้ว...งานปีใหม่ในวังหลวงยังมีคนกล้าลักลอบเข้ามา ทั้งๆ ที่มีการวางความปลอดภัยอย่างเข้มงวดมาก แต่การจากที่มาคนเดียวคาดว่าไม่น่าจะมาก่อการอะไรใหญ่โต

 

น่าจะมาสืบข่าวมากกว่า...

 

“ข้าคาดเดาว่าน่าจะมาสืบข่าว แต่คงจำได้ว่าข้าเป็นใครเลยเบี่ยงเบนความสนใจกระมัง วิชาตัวเบาของเขาคุ้นตาอยู่ไม่น้อย...อืม...คิดไปคิดมาก็คล้ายวิชาตัวเบาเหยียบย่างหยาดพิรุณของฉินเซ่าเจ๋ออยู่บ้าง แต่คาดว่าไม่น่าจะใช่เขา”

ยามได้ยินนามนี้เย่เทียนหลงก็ได้แต่ขมวดคิ้ว ในดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยความดุดันเจือแววเศร้าขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว อ้อมแขนแกร่งโอบกอดร่างของลู่จิงแน่นขึ้น

“อย่าทำเรื่องเช่นนี้อีก...วรยุทธ์ของเจ้าแข็งทื่อกว่าเมื่อก่อนมิใช่น้อย อย่าได้พาตนเองไปเสี่ยงอีก” น้ำเสียงของเย่เทียนหลงทั้งดุทั้งเข้มงวดยิ่งนัก แต่ลู่จิงกลับหัวเราะพยักหน้าอย่างว่าง่ายเชื่อฟัง

“ไม่ทำอีกแล้วแน่นอน ข้าก็พาองครักษ์ไปด้วยมิใช่หรือ ไม่ได้ใจร้อนตามไปเองอีก...วางใจเถิดหลงเกอ ข้ายังจำที่ท่านพูดได้อย่างดี...และไม่อยากเป็นขุนนางชั่วให้ชนรุ่นหลังสาปแช่งหรอกนะหลงเกอ”

 

ตนยังจำได้ดี...วาจาที่ราวกับคำสาบานนั่น...ยามที่เย่เทียนหลงเอ่ยกับตนในวันที่ขึ้นครองราชย์...

ดุจคำสาบานที่หนักแน่นยิ่งกว่าขุนเขา ล้ำค่ายิ่งกว่าทองพันชั่ง...

 

เย่เทียนหลงหัวเราะหึ มองแขนขาวเรียวที่ถูกผ้าขาวพันแผลและใส่ยาไว้เรียบร้อย ก่อนมาตำหนักจิ้งหยางลู่จิงคงให้หมอหลวงจัดการเรียบร้อยแล้ว...เห็นยามนี้ไม่มีรอยเลือดซึมออกมาก็รู้ว่าไม่ได้เป็นแผลลึกและร้ายแรงมากนัก แต่เย่เทียนหลงก็ยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดี

“ประเดี๋ยวให้เกาจิ้นไปหยิบยาไข่มุกวสันต์มา เจ้าต้องทาอย่างสม่ำเสมอ”

“ขอรับๆ ข้าทราบแล้วขอรับหลงเกอ” ลู่จิงพยักหน้าเชื่อฟังยิ่งนัก เห็นดวงตาคมยังจับจ้องตนไม่ยอมละไปไหนเขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายยังเป็นห่วงอยู่ อัครเสนาบดีผู้สุภาพอ่อนโยนมาเสมอได้แต่ยิ้มจาง โน้มลำคอแกร่งของโอรสสวรรค์ลงมา...แนบทับริมฝีปากของตนเองลงบนริฝีปากอีกฝ่ายแผ่วเบา ก่อนจะผละออกมาแล้วยิ้มกว้าง... “หลงเกออยากพิสูจน์ด้วยตนเองหรือไม่เล่า...หืม?”

ฮ่องเต้เย่เทียนหลงเลิกคิ้วก่อนจะหัวเราะเบาๆ ออกมา มือแกร่งโอบรัดเอวคนที่นานๆ ทีจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเช่นนี้ไว้แน่น ใช้สายเสื้อสะบัดคราเดียวม่านสีทองก็คลี่ลงมารายล้อมรอบเตียง เย่เทียนหลงดันคนในอ้อมแขนให้นอนลงบนเตียงนุ่ม ก้มลงกัดริมฝีปากลู่จิงไม่หนักไม่เบา น้ำเสียงทุ้มนั้นทั้งเอ็นดูและรักใคร่

“เจ้าจิ้งจอกน้อย...ของข้า”

 

ไออุ่นสอดผสาน ผิวกายแนบสัมผัส ดวงตาสะท้อนตัวตนของกันและกัน ร่างกายรวมเป็นหนึ่ง

เช่นเดียวกับหัวใจ...

 

.............

 

ภายในตำหนักลั่วสุ่ยขององค์ชายใหญ่นั้น แม้จะเป็นยามเช้าของวันใหม่แล้วแต่เนื่องจากเจ้านายของตำหนักเพิ่งกลับมาจากการเฝ้าปีและภายในสามวันนี้ก็ไม่มีงานใด ทำให้เย่ซืออวิ๋นบอกกับทุกคนว่าตนเองจะนอนพักสักสองสามชั่วยาม โดยที่ลากมือลู่ถิงอวี่มาด้วย ตอนแรกองค์ชายอีกสามพระองค์ก็จะมาด้วยเพราะไม่ไว้วางใจคุณชายลู่ แต่ถูกฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยห้ามปรามจึงได้แยกย้ายกันไปตำหนักของตนอย่างไม่ยินยอมนัก

 

ลู่ถิงอวี่เชื่อว่า...ไม่ช้าก็เร็ว เหล่าองค์ชายติดพี่ทั้งสามนั่นได้มาตำหนักลั่วสุ่ยเป็นแน่

 

หลังอาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดผ้าไหมเรียบลื่นสบายตัวแล้ว เย่ซืออวิ๋นที่ปล่อยผมยาวสยายโดยไม่มัดใดๆ ก็นั่งอยู่บนเตียงพลางขมวดคิ้วไปด้วย...ใบหน้าขององค์ชายใหญ่ยิ่งโตก็ยิ่งงดงาม ทุกส่วนบนใบหน้านั้นพอเหมาะและกรอปกันได้อย่างลงตัวนัก โดยเฉพาะดวงตากลมโตที่แสนงดงามนั่น

 

ยิ่งยามนี้ปล่อยผมยายสยาย เส้นผมดุจไหมดำเรียบลื่นชั้นเลิศคลอเคลียแก้มขาว 

งดงามอ่อนโยน แฝงความบริสุทธิ์ เจือกลิ่นอายสูงส่ง...

 

ลู่ถิงอวี่เฝ้ามองภาพนี้ยิ้มๆ ก่อนจะยื่นมือไปแตะตรงหว่างคิ้วเรียวที่กำลังขมวดเข้าหากันเบาๆ แล้วเอ่ยถามเสียงนุ่มนวล “ซืออวิ๋นกำลังกังวลอะไร หืม?”

“ข้าเป็นห่วงอาจารย์ลู่ เห็นได้ชัดว่าท่านอาจารย์น่าจะบาดเจ็บ” เย่ซืออวิ๋นหันมามองลู่ถิงอวี่ พวงแก้มขาวพองลมขึ้น “ท่านอาจารย์ลู่ก็ช่างดื้อเงียบจริงๆ เลย”

“ท่านพ่อก็เป็นเช่นนี้” คุณชายลู่พยักหน้ายืนยันนิสัยบิดาตนเอง ก่อนกุมมือเรียวไว้ “มิได้บาดเจ็บมากหรอก ก่อนมาตำหนักจิ้งหยางท่านพ่อคงให้หมอหลวงจัดการแผลให้แล้ว ซืออวิ๋นอย่าได้กังวลเลยนะ”

“ข้าเป็นห่วงนี่นา”

“ข้ารู้ แต่มีฝ่าบาทอยู่ ท่านพ่อมิมีทางเป็นอันใดไปได้หรอก ซ้ำยังต้องถนอมตัวเองให้ดีที่สุดด้วย” ลู่ถิงอวี่เล่ายิ้มๆ ก่อนจะดันไหล่เล็กนั่นให้เอนตัวลงนอนบนเตียง เย่ซืออวิ๋นก็ไม่ได้ขืนตัวนอนลงอย่างว่าง่าย ก่อนจะกระตุกมือลู่ถิงอวี่เบาๆ

“ถิงอวี่ก็นอนด้วยกันสิ เตียงนี้ตั้งกว้างซ้ำยังเป็นเตียงเตาอุ่น เหมันต์ฤดูเช่นนี้นอนแล้วรู้สึกสบายมากทีเดียว”

ลู่ถิงอวี่เลิกคิ้วเรียวงามของตนขึ้นนิดๆ ในดวงตาดอกท้อคู่สวยวาบผ่านไปด้วยรอยยิ้ม “ข้าไปนอนเรือนข้างไม่ดีกว่าเหรอ?” 

คนนอนส่ายหน้าจนเส้นผมกระจาย ปอยผมยาวคลอเคลียมือขาวของลู่ถิงอวี่ ให้ความรู้สึกนุ่มราวจนแมว “ที่นี่สบายกว่านี่นา”

“แน่ใจหรือ?”

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึก ดวงตากลมแป๋วบริสุทธิ์ยิ่งนัก ชัดเจนว่าองค์ชายใหญ่มิได้คิดอะไรมาก และไม่ได้คิดว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม แค่ชวนสหายสนิทนอนเล่นพักผ่อนด้วยกันเท่านั้น...คนคิดเยอะกลับเป็นลู่ถิงอวี่เสียอีก เขาถอนหายใจ ยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม มองคนงามน้อยที่ทำตาใสแจ๋วใส่ตนแล้วอดยื่นมือไปเกลี่ยปลายจมูกเล็กเบาๆ ไม่ได้

“ช่างไม่ระวังตัวเอาเสียเลย”

“หืม? ถิงอวี่พูดอันใดนะ” เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้วเมื่อได้ยินไม่ถนัด ก่อนจะรู้สึกถึงไออุ่นข้างกายยามร่างสูงกว่าล้มตัวลงนอนข้างๆ แขนของลู่ถิงอวี่ข้างหนึ่งหนุนใต้ศีรษะ อีกข้าง...กลับวางไว้บนเอวของเย่ซืออวิ๋น

 

ตึก...ตัก

 

เสียงหัวใจขององค์ชายใหญ่เต้นระรัว ใบหน้าขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดดุจผลอิงเถา กลิ่นหอมเย็นคล้ายกลิ่นไม้จันทร์จากตัวของลู่ถิงอวี่รายล้อมรอบตัวเขา ไออุ่นจากร่างอีกฝ่ายก็แนบชิดจนชวนให้ใจสั่นนัก 

 

ชาติก่อนแม้ได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยาและตนเองก็ชมชอบอีกฝ่าย แต่มิเคยใกล้ชิดกันขนาดนี้มาก่อน!

ข้าแค่คิดว่าเตียงเตานี่ดีกว่าเตียงธรรมดาๆ ของเรือนข้างเท่านั้นเอง! ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยสักนิด!

 

พลันได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มๆ ในลำคอของลู่ถิงอวี่ดังแว่วมา เย่ซืออวิ๋นเลยหันไปเบิกตาโตแล้วกระพริบตาปริบๆ ท่าทางเขินอายจนทำอะไรไม่ถูก “ถิงอวี่...”

“ข้าทำตามที่ซืออวิ๋นต้องการแล้วนะ...หืม?”

“กะ...ก็...” เย่ซืออวิ๋นอ้ำอึ้ง เขินอายจนแก้มร้อนผ่าวที่สุด “อะ...เอ่อ...เมื่อครู่ถิงอวี่บอกว่าท่านอาจารย์ลู่ต่างหากที่ต้องถนอมตนเองให้ดี เพราะ...เพราะอันใดหรือ” องค์ชายใหญ่บางคนเปลี่ยนเรื่องกันเสียดื้อๆ ทำให้คนที่รู้ทันอย่างคุณชายลู่หัวเราะอย่างอ่อนโยน

 

น้ำเสียงไพเราะที่ราวกับเสียงดนตรีชั้นเลิศ...ยามที่อยู่กับเย่ซืออวิ๋นก็ยิ่งอ่อนโยนและไพเราะขึ้นอีกหลายเท่าตัว

ราวกับจะสื่อว่า...คนผู้นี้พิเศษที่สุด

 

“ท่านพ่อเคยเล่าให้ข้าฟัง...เมื่อหลายปีก่อน วันที่ฝ่าบาททรงเสด็จขึ้นครองราชย์ได้บอกกับท่านพ่อบอกกับฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย และท่านลุงหยางไว้...ว่าถ้าหากพวกเขาเป็นอะไรไปก่อนพระองค์มิได้คืนสู่ผืนฟ้า ปฐพีตามวัฎจักรชีวิต ฝ่าบาทจะเซ่นใต้หล้าเป็นเครื่องสังเวย...ให้โลหิตล้างแผ่นดิน” น้ำเสียงเย่ซืออวิ๋นเล่านุ่มๆ แต่ความหมายที่สื่อออกมานั้นกลับทำให้เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ พลางคิดในใจว่า...

 

ช่างสมกับเป็นเสด็จพ่อยิ่งนัก! องอาจและทรงอำนาจกว่าผู้ใดในใต้หล้า!

 

ลู่ถิงอวี่ยิ้มน้อยๆ องค์ชายใหญ่เป็นบุตรชายที่ชื่นชมพระบิดาของตนยิ่งนัก ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้าด้วยกระมัง...

“ดังนั้นทุกคนเลยจำเป็นต้องดูแลตัวเองให้ดี ไม่พยายามพาตนไปเสี่ยงอันตราย” 

“ความสัมพันธ์ของเสด็จพ่อและสหายวัยเยาว์นั้นช่างลึกซึ้งและน่าอิจฉานัก...แต่พวกเราก็ไม่ด้อยกว่ากันหรอกใช่หรือไม่ถิงอวี่”

 

กระพริบตาปริบๆ แล้วก็ทำดวงตาใสวาวราวกับเป็นความจริงอย่างที่สุดเช่นนี้ลู่ถิงอวี่มีหรือจะปฏิเสธได้ คาดว่าองค์ชายทั้งสามก็ต้องพยักหน้าเห็นด้วยเป็นแน่...

 

“อื้ม!” ลู่ถิงอวี่ยิ้ม ซุกหน้าของตัวเองลงกับไหล่เล็กๆ กลิ่นหอมน้ำค้างบริสุทธิ์ที่ชัดเจนกว่าเดิมทำให้รู้สึกอยากสัมผัสและสูดดมทุกวัน...

 

เหมือนว่าตนจะรู้จักโลภขึ้นมาบ้างเสียแล้ว

 

“เอาล่ะ...นอนได้แล้ว” ลู่ถิงอวี่กระซิบเบาๆ ราวกับหลอกล่อเด็กน้อย ดึงผ้าห่มผืนหนามาคลุมร่างทั้งสอง กระชับอ้อมแขนที่วางอยู่บนเอวบางขององค์ชายใหญ่ให้แน่นขึ้น ออกแรงดึงร่างขององค์ชายใหญ่มาแนบชิด ร่างกายแนบสัมผัสกันจนแทบไร้ช่องว่าง

“ถะ...ถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นเสียงสั่น พอช้อนตาขึ้นมองก็เห็นดวงตาดอท้ออ่อนโยนที่ชวนให้ใจสั่นกว่าเดิมก้มมองมา สุดท้ายองค์ชายใหญ่ที่สู้สายตาของลู่ถิงอวี่ไม่ได้ก็เลยหลุบตาต่ำลง ซุกใบหน้ากับแผ่นอกของลู่ถิงอวี่เสียแทน ดวงตาดอกท้อของคุณชายลู่เป็นประกายวาววับชอบใจ

“ถ้ายังไม่นอนอีก ข้าจะตีซืออวิ๋นแล้วนะ” ลู่ถิงอวี่ขู่ยิ้มๆ แม้ปากบอกว่าจะตี แต่สำหรับเขาที่ถนอมองค์ชายใหญ่ยิ่งกว่าไข่มุกในอุ้งมือมีหรือจะทำลง 

“ถิงอวี่จะตีข้าหรือ?” เย่ซืออวิ๋นเงยหน้าขึ้นไปแต่ไม่สบตาลู่ถิงอวี่ กลับกัดลงบนไหล่ของอีกฝ่ายเบาๆ ราวลูกแมวหยอกเจ้าของ “ถิงอวี่จะใจร้ายกับข้าได้ลงคอจริงๆ หรือ...”

 

ไม่มีทางเลยน่ะสิ...อย่าว่าแต่ตีเลย ต่อให้เอ่ยด้วยเสียงดุๆ ลู่ถิงอวี่ก็ไม่ทำหรอก

แล้วยังจะมาทำท่าทางน่ารักเช่นนี้อีก มิรู้ว่าควรเตือนองค์ชายใหญ่ดีหรือไม่...ว่าอย่าไว้ใจเขานัก แต่เพื่อตัวเองลู่ถิงอวี่ว่าเขาไม่เตือนดีกว่า ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ล่ะ...

 

“ลูกแมวน้อย พวกเรานอนกันเถิด”

“อืม...ถิงอวี่หนาวหรือเปล่า” เย่ซืออวิ๋นกลัวอีกฝ่ายจะหนาวเลยเอื้อมมือไปกอดรอบเอวลู่ถิงอวี่ไว้แน่น ปรือตากลมโตลงด้วยความง่วง เพราะความอบอุ่นที่รายล้อมและกลิ่นอายจากลู่ถิงอวี่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัยและสงบจนเริ่มอยากนอนมากกว่าเดิม

“ไม่หนาวหรอก...นอนเถอะเด็กดี” ลู่ถิงอวี่ยิ้มอ่อนโยน เห็นดวงตาปรือปรอยหลับลงพร้อมลมายใจสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเจ้าตัวหลับไปแล้ว เป็นความไว้ใจอย่างที่สุดที่อีกฝ่ายมีให้ตน ทำให้ลู่ถิงอวี่ได้แต่ยิ้ม ในดวงตาจุดประกายความอ่อนหวานละมุนละไมราวสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ มองใบหน้างดงามที่อิงแอบกับอกตน ยื่นใบหน้าไปจุมพิตลงบนศีรษะเล็กๆ เบาๆ ก่อนตัวเองจะค่อยๆ ปรือตา เข้าห้วงนิทราลงเช่นกัน...

 

................

 

“ท่านดูเขาสิ”

“ภาพเช่นนี้อย่าให้เสด็จพ่อทรงมาทอดพระเนตรจดีที่สุด มิเช่นนั้นถิงอวี่ได้ถูกโบยเป็นแน่”

“แต่ข้าว่าควรทูลเชิญเสด็จพ่อมาทอดพระเนตรสักครั้งท่าจะดี”

น้ำเสียงคุ้นหูทั้งสามเสียงที่สลับกันพูดไปมาทำให้คนประสาทสัมผัสเร็วอย่างลู่ถิงอวี่ตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทรา เขาค่อยๆ ขยับตัวอย่างเชื่องช้าเพื่อไม่ให้รบกวนคนข้างๆ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งอย่างไร้ท่าทีความงุวงงุนแม้แต่น้อย เพราะลู่ถิงอวี่รู้ว่าองค์ชายทั้งสามต้องมาตำหนักลั่วสุ่ยเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้หลับลึกมากนัก 

มือเรียวยกนิ้วขึ้นจรดริมฝีปากราวกับจะบอกทั้งสามคนว่าอย่าเสียงดังมากนัก ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียง ดึงผ้าห่มคลี่คลุมให้องค์ชายใหญ่เบาๆ แล้วย่างเท้าอย่างแผ่วเบาลงกับพื้น

“เหตุใดไม่พักผ่อนกันเล่า...พวกเจ้าน่ะ”ลู่ถิงอวี่เอ่ยถามเบาๆ พลางรินชาให้คนทั้งสาม องค์ชายรองเย่เฟิงรับชามาดื่ม ส่วนองค์ชายสามกับองค์ชายสี่นั้นถลึงตาใส่คุณชายลู่อย่างหมั่นไส้ ก่อนจะรับชามาจิบ

“เพิ่งกลับมาจากตำหนักจิ้งหยางน่ะ” เย่เฟิงหรี่ตามองลู่ถิงอวี่ ดวงตาขององค์ชายรัชทายาทส่งสายตาเตือนสหายของตนให้ระวังตัวเสียหน่อย อย่าหลอกกินเต้าหู้พี่ชายผู้อื่นให้มากนัก 

“ท่านพ่อคงถูกอาวุธลับลอบทำร้าย แต่มิได้บาดเจ็บมากนัก คงใส่ยาและทำแผลเรียบร้อยแล้ว...คาดว่าคงไปเจอคนน่าสงสัยเลยตามไปกระมัง” ลู่ถิงอวี่คาดการณ์ แต่คนอื่นๆ กับมองเขานิ่งๆ

 

ราวกับอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ

 

“อืม...ท่านอาจารย์บอกว่าวิชาตัวเบานั้นคล้ายวิชาของทางสกุลฉินก็เลยสงสัยและตามไปน่ะ ยังดีที่ให้ราชองครักษ์ตามไป แทนที่ตนเองจะไปเอง...ไม่เช่นนั้น...” เย่เฟิงส่ายหน้าเพราะรู้ดีเช่นกันว่าเสด็จพ่อเคยตรัสอันใดไว้

“องครักษ์กลับมาแล้วล่ะสิ?”

“กลับมาแล้วล่ะ” เย่หานดื่มชาร้อนๆ ที่เป็นชาโปรดของตน เพราะตำหนักลั่วสุ่ยมีชาที่พวกเขาชอบจัดเตรียมไว้อยู่เสมอ และพี่ลู่เขาก็รู้ดีว่าใครชอบดื่มชาอะไร ดังนั้นเลยชงชาสามกาให้พวกเขาสามคน

 

หึ! ถึงอย่างไรเขาก็ยังคาดโทษเรื่องที่อีกฝ่ายหลอกกินเต้าหู้พี่ใหญ่อยู่ดี!

 

“องครักษ์เหล่านั้นกลับมาพร้อมนำศพมาด้วย ท่านอาจารย์ไปยืนศพแล้วก็พบว่าเป็นคนเดียวกับที่เจอแน่นอน”

 

“ท่านพ่อน่ะหรือ?” ลู่ถิงอวี่เลิกคิ้วคล้ายอยากจะถามว่าบิดาตนมีแรงลุกขึ้นไปด้วยเหรอ ส่วนเย่เฟิงกับเย่เซียวนั้นกระแอมในลำคอเบาๆ มีแต่เย่หานที่ยักคิ้วยิ้มๆ พวกเขาพร้อมใจกันทำเป็นเมิณรอยแดงที่ลำคอของท่านอัครเสนาบดีแล้วก็ไม่เตือนให้อีกฝ่ายรู้ด้วย

“แล้วความว่าอย่างไรเล่า?”

“กำลังสืบต่ออยู่น่ะ แต่ทั้งเสด็จพ่อและท่านอาจารย์ก็มั่นใจว่าเป็นเรื่องของสกุลฉินเป็นแน่ พวกเขาคงตั้งใจจะมาสืบข่าว” เย่เซียวถอนหายใจเบาๆ “ท่านลุงเองก็ถูกเรียกเข้าวังมา พี่รองคาดว่าพวกเราอาจต้องเดินทางไปแคว้นเว่ยก่อนงานสมโภชเสียแล้วล่ะ”

“อืม...” ลู่ถิงอวี่ครุ่นคิด “เจ้าคิดเหมือนข้า...คาดว่าหลังเทศกาลหยวนเซียวพวกเราอาจต้องเตรียมเดินทางไปแคว้นเว่ย สกุลฉินเองก็ย้ายไปอยู่แถบนั้นเช่นกัน ที่สำคัญพื้นที่ตรงนั้น...ก็เป็นพรมแดนเชื่อมต่อกับแคว้นหนิงด้วย สกุลฉินช่างเลือกย้ายไปได้ดีจริงๆ”

 

แคว้นหนิงเป็นแคว้นเล็กๆ แต่ขึ้นชื่อเรื่องอัญมณีงดงาม นับว่าเป็นแคว้นเล็กที่ร่ำรวยแคว้นหนึ่ง

 

“เหอะ! ตาเฒ่าสกุลฉินนั่นช่างวางแผนได้ลึกซึ้งจริงๆ...เขาคิดมากมายเพื่อหวังครอบครองแผ่นดินต้าเซี่ย ข้าอยากรู้นักว่าเขาเอาอะไรมามั่นใจว่าสกุลฉินมีสิทธิและอำนาจนั้น” เย่หานกลอกตา เขาไม่เคยชอบคนสกุลฉิน...ฉินกุ้ยเฟยเคยทำร้ายพระมารดาและว่านกุ้ยเฟย เคยทำให้เย่หานเกือบมีชีวิตไม่รอด...จนเขาต้องกลายเป็นองค์ชายที่สุขภาพอ่อนแอ นั่นเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ตนไม่ค่อยชอบพี่ใหญ่นัก

 

แต่พี่ใหญ่ก็เหมือนพี่ชายทั้งสองและพี่ลู่...

ที่ช่วยชีวิตตนไว้โดยไม่สนใจสิ่งใด

 

เย่เซียวเห็นแววตาน้องชายกร้าวขึ้นก็ยื่นมือไปจิ้มหน้าผากหนึ่งที จนเย่ฟานหันไปถลึงตาใส่ แล้วก็หัวเราะเบาๆ บอกให้พี่สามสบายใจนั่นแหละ

“นั่นสิ สกุลเย่เป็นเชื้อพระวงศ์ปกครองต้าเซี่ยมาช้านาน...สกุลฉินคิดอย่างไรกันว่าพวกตนนั้นเหมาะสม”

 

ปัญหานี้ทั้งพวกเขาและบรรดาผู้ใหญ่ต่างก็ครุ่นคิดมานานมาก แต่ก็มิได้คำตอบ

 

“ฮ้าว...อือ...เพราะว่าสกุลฉินแต่เดิมนั้นสืบเชื้อสายมาจากตระกูลเก่าแก่ก่อนที่เป็นเชื้อพระวงศ์ในสมัยก่อนเช่นเดียวกับสกุลเย่ พวกเขาก็เลยคิดว่าตนเองก็มีเชื้อสายกษัตริย์กระมัง...” น้ำเสียงง่วงงุนเอ่ยขึ้นเบาๆ ทำให้ทั้งสี่คนหันไปมองร่างเย่ซืออวิ๋นที่หาววอดๆ ที่หางตามีหยาดน้ำคลอหน่วย เจ้าตัวตาปรือเดินต้อยๆ ราวเด็กน้อยมาทางนี้ เย่เซียวกับเย่หานรีบกดไหล่คุณชายไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะขยับตัว ปล่อยให้เย่เฟิงเป็นคนเดินไปรับร่างพี่ใหญ่มานั่งอยู่ข้างๆ เย่ซืออวิ๋นพิงอกน้องชายคล้ายจะหลับต่อเสียให้ได้

เขาตื่นมาเพราะรู้สึกว่าไออุ่นข้างกายนั้นหายไปแล้ว พอกวาดตามอรอบๆ ก็เห็นน้องชายทั้งสามกับถิงอวี่นั่งคุยกันเบา แล้วก็บังเอิญได้ยินเข้าพอดี

“ง่วงเช่นนี้ไม่นอนต่อเล่า?” เย่เฟิงก้มมองพี่ใหญ่ยิ้มๆ แม้บางครั้งเขาจะรู้สึกว่าพี่ใหญ่นั้นดูเป็นผู้ใหญ่กว่าตน เพราะหลายมุมมองที่แสดงออกมาก็เปี่ยมด้วยประสบการณ์ บางครั้งก็ช่างสัเกตสีหน้าและอารมณ์ผู้คน แต่อาจเพราะหลายปีมานี้พี่ใหญ่ทั้งสนิทสนมและวางใจพวกเขาอย่างที่สุด ดังนั้นจึงเผยนิสัยจริงๆ ออกมาต่อหน้าพวกตน

 

ขี้อ้อนราวลูกแมว และเอาแต่ใจเล็กๆ...ชวนให้ตามใจ

 

“ไม่นอน...คุยกับพวกเจ้าดีกว่า”

“ตาจะหลับอยู่แล้วยังจะไม่นอนอีก” เย่เซียวยื่นมือไปดึงจมกูเย่ซืออวิ๋นเบาๆ เห็นดวงตากลมโตพยายามปรือมาถลึงตาใส่เขาก็หัวเราะชอบใจ คลายแรงที่กดลู่ถิงอวี่เอาไว้แล้วยักคิ้วให้อีกฝ่าย

“พี่ใหญ่เรื่องที่ท่านพูดเมื่อครู่นี้นั้น...ท่านรู้มาจากไหนหรือ?”

“ในคลังสมบัติของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยมีบรรทุกภูมิหลังประจำสกุลอยู่ แม้จะเป็นฉบับคัดลอกข้อความไม่ค่อยครบถ้วนก็เชื่อมโยงได้...” เย่ซืออวิ๋นหาววอดอีกครั้ง ก่อนจะเห็นมือขาวเรียวที่สวมกำไลหยกอุ่นอรุณอยู่ยื่นก้อนเล็กๆ ใส่ๆ มาจ่อที่ริมฝีปาก จากนั้นก็อ้าปากรับอย่างว่าง่าย

 

รสชาติเปรี้ยวหวานกำลังดี และมีรสเผ็ดเล็กน้อยทำให้หนังตาตึงๆ หายไปทันที แทนที่ด้วยความสดชื่นในลำคอ

 

“เคี่ยวมาจากพวกผลไม้รสเปรี้ยวผสมเกลือกับพริกลงไปเล็กน้อย ช่วยแก้ง่วงได้ดีนัก” ลู่ถิงอวียิ้มบาง แม้องค์ชายใหญ่จะถูกองค์ชายรัชทายาทกอดไว้แน่นไม่ยอมให้มาหาตนก็ไม่ใช่ปัญหา เขาเพียงขำกับความหวงพี่ขององค์ชายทั้งสามก็เท่านั้นเอง

 

ดูเหมือนว่าการเข้ามาเห็นตนกับองค์ชายใหญ่นอนหลับบนเตียงเดียวกันจะทำให้ทั้งสามพระองค์หมั่นไส้มากขึ้นกว่าเดิม

 

“พี่ใหญ่...บันทึกเหล่านั้นพวกเราขอดูสักหน่อยจะเป็นอันใดหรือไม่?” เย่เฟิงถาม

“ไม่เป็นไร...เดี๋ยวข้าไปเอามาให้” เย่ซืออวิ๋นเงยหน้ามองน้องชายยิ้มๆ เห็นแต่ละคนมีแววตาที่คล้ายจะเป็นห่วงตนก็ยิ้มกว้างมากขึ้น น้องๆ คงคิดว่าตนจะกังวลเรื่องสกุลฉินเป็นแน่...เดิมทีเรื่องนี้ชาติก่อนเย่ซืออวิ๋นก็รู้มาบ้าง เพราะนายเฒ่าสกุลฉินที่เป็นท่านตาของตนนั้นพร่ำบอกถึงความยิ่งใหญ่ของสกุลฉินให้ฟังอยู่สเมอ แต่เขาคิดว่าเป็นเรื่องโกหก เพราะไม่มีหลักฐานใดๆ กล่าวไว้เลยมิใคร่จะสนใจนัก มาสนใจเอาจริงๆ เพราะในจดหมายที่เสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยเขียนไว้ก็มีเรื่องเหล่านี้

 

แม้ตนจะไม่ได้บอกเรื่องจดหมาย...แต่เรื่องบันทึกนั่นก็เป็นของจริง

 

“ข้าไม่ได้กังวลอะไรจริงๆ นะ” พี่ใหญ่สบตาน้องชายแต่ละคนและลู่ถิงอวี่ก่อนจะย้ำด้วยรอยยิ้มกว้าง “ทุกคนมิต้องเป็นห่วงหรอก...อย่างที่ข้าบอกพวกเจ้าไป ข้าเป็นคนสกุลเย่”

 

เขาเป็นคนสกุลเย่...เป็นบุตรชายของฮ่องเต้เย่เทียนหลง และพี่ใหญ่ของบรรดาองค์ชายทั้งสาม

เสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยเองก็บอกไว้ว่านางตัดขาดกับสกุลฉินแล้ว...

 

ชาติก่อนแม้จะจำไม่ได้ทั้งหมด แต่เย่ซืออวิ๋นรู้ดีว่าตนได้ทำความผิดบางอย่างลงไปเป็นแน่...อย่างน้อยการที่เขายื่นมือไปช่วยสกุลฉินโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั่นก็นับเป็นความผิดหนึ่งแล้ว

ดังนั้นชาตินี้อย่าหวังว่าสกุลฉินจะได้อันใดจากตัวเขาไปเลย...สักนิดก็ไม่มีทาง!

 

ยิ่งมาคิดร้ายกับเหล่าคนสำคัญของเขายิ่งยอมไม่ได้!

 

แต่ละคนมองสีหน้าจริงจังยิ่งของเย่ซืออวิ๋นพลางกลั้นขำในลำคอ...ตาโตๆ นั่นโตขึ้นกว่าเดิม จมูกเล็กก็เชิดขึ้น คงคิดว่าท่าทางเช่นนี้ดูจริงจัง แต่แท้จริงแล้วนั้น...

 

น่ารักและน่าเอ็นดูมาก

 

“ข้าไปช่วยท่านหา” เย่เซียวหัวเราะขำเสียงดังก่อนจะยื่นมือมาให้เย่ซืออวิ๋น พี่ใหญ่ก็วางมือลงไปบนมือของน้องสามแล้วจูงกันเดินไปช่วยหาบันทึก เย่ซืออวิ๋นดึงกุญแจที่ห้อยคอออกมา แต่เนื่องจากทั้งสองคนหายกันไปสักพักอีกสามคนที่เหลือเลยมาตาม ดังนั้นองค์ชายทั้งสี่พระองค์และหนึ่งคุณชายลู่ก็มานั่งปุกันอยู่ในห้องคลังสมบัติขององค์ชายใหญ่ ช่วยกันเปิดอ่านบรรทุกเล่มโน้นเล่มนี้กันอย่างตั้งใจ

อันกงกงที่แอบชะเง้อคอมามองด้วยความเป็นห่วง บางคราวก็ยกขนมและน้ำชามาให้ เอาตะเกียงมาวางไว้อย่างใส่ใจ บางครั้งก็ถูกเหล่าองค์ชายลากมาสอบถามเรื่องที่ไม่เข้าใจอีก แม้ตอนแรกอันกงกงจะงงๆ และไม่อยากพูดเท่าไหร่นัก แต่ยามเห็นองค์ชายใหญ่พยักหน้าให้ยิ้มๆ อันกงกงก็ค่อยๆ เล่าสิ่งที่ตนพอรู้ออกมาใหทุกคนฟัง 

แล้วอันกงกงก็เป็นอันต้องยุ่งไปอีกขั้นเมื่อองค์ชายรัชทายาทให้คนไปทูลเชิญเสด็จฝ่าบาทและอัครเสนาบดีลู่มาอีก พอทั้งเสด็จมาฝ่าบาทยังพกท่านแม่ทัพหยางห้อยท้ายมาด้วยอีกคน คราวนี้ตำหนักลั่วสุ่ยต้องรองรับผู้มากอำนาจบารมีจนวุ่นวายไปหมด ข้ารับใช้ทั้งหมดต่างวิ่งวุ่นเพื่อไม่ให้ตำลั่วสุ่ยขายหน้า พลางโอดครวญเจ้านายตัวน้อยผู้เป็นที่รักของตนทั้งตำหนักในใจ

 

องค์ชายหนอองค์ชาย คราวหลังพระองค์ช่วยบอกพวกเราล่วงหน้าก่อนได้หรือไม่...

 

แค่นี้ทุกคนก็ไม่วิ่งเทียวไปเทียวมากันหลายรอบแล้ว เพราะกลัวว่าจะทำให้ฝ่าบาทระคายเคืองพระทัย แต่พอเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะขององค์ชายใหญ่แล้วนั้นทุกคนก็พร้อมใจกันยอมวุ่น

บรรยากาศในห้องคลังสมบัติก็ดูอบอุ่นยิ่งนัก ฝ่าบาทนั่งบนกล่องเก็บคลังสมบัติที่ซ้อนกันไปสามชั้น ข้างล่างมีหนึ่งอัครเสนาบดี หนึ่งแม่ทัพรวมถึงเหล่าองค์ชายทั้งสี่และหนึ่งคุณชายก็นั่งอยู่บนพื้นพรมนุ่มๆ ช่วยกันเปิดบันทึกขาดๆ หายๆ บ้างก็ปรึกษากันเบาๆ 

องค์ชายใหญ่เจ้าของตำหนัก รวมถึงองค์ชายสามและองค์ชายสี่ผู้ไม่ถูกกับตำรานั้นอ้าปากหาววอดกันหมด แทบจะหลับคาตำราพวกนั้นแล้ว เย่เทียนหลงส่ายหน้าขำ พลางดีดหน้าผากลูกชายไปคนละที เอ่ยเสียงเย็น “ห้ามหลับ...ใครหลับข้าจะให้ไปช่วยหมยเสวี่ยคัดพระธรรมสูตร”

“เสด็จพ่อ...” เย่ซืออวิ๋นลากเสียงอ้อน “ที่นี่มีทั้งเสด็จพ่อ อาจารย์ลู่ ท่านลุงหยาง ไหนจะมีน้องรองกับถิงอวี่อยูตั้งหลายคน ปล่อยพวกเราทั้งสามไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าตัวน้อยจอมขี้เกียจ” เย่เทียนหลงดึงแก้มบุตรชายคนโตเบาๆ อุ้มเย่ซืออวิ๋นมานั่งบนตักกว้าง องค์ชายใหญ่ที่กำลังจะเข้าพิธีสวมกวานเล็กในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้ากลับถูกพระบิดาอุ้มได้ง่ายๆ สบายๆ เบิกตาโต แต่อ้อมแขนของพระบิดานั้นสำหรับเย่ซืออวิ๋นแล้วแต่ไหนแต่ไรมาก็อบอุ่นและปลอดภัยที่สุดในใต้หล้า ดังนั้นเขาเลยนั่งเงียบๆ พอเย่เทียนหลงเปิดตำราอ่านเย่ซืออวิ๋นก็อ่านไปด้วย แต่อ่านอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องสุดท้ายก็เลยหาวมาอีกวอด

 

ความรักของบิดาที่ชาติก่อนเย่ซืออวิ๋นไขว่หา...

ความรักของครอบครัวที่ชาติก่อนไม่เคยได้สัมผัส...

 

ยามนี้เขามีสิ่งที่ต้องการทั้งหมดล้วนมี...ส่วนเรื่องคนที่รักนั้น...

 

แค่คิดใบหน้าของลู่ถิงอวี่ก็ลอยเข้ามาในห้วงความคิด ความใกล้ชิดเมื่อเช้าทำให้แก้มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ คิดอะไรไปมากมายสุดท้ายก็หลับคาอ้อมแขนของพระบิดาไปทั้งอย่างนั้น

“หลับแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่ที่มักสังเกตุองค์ชายใหญ่อยู่เสมอเอ่ยขึ้นเบา ทุกคนเลยย้ายสายตาไปยังร่างที่นอนหลับบนตักเย่เทียนหลงราวลูกแมวอย่างเอ็นดู ก่อนจะพากันยิ้มขำออกมา

“เช่นนั้นเดี๋ยวข้ามา” เย่เทียนหลงอุ้มบุตรชายขึ้นมาราวลูกแมวไร้น้ำหนัก เจ้าตัวน้อยในอ้อมแขนก็คงสบายมากเพราะยิ้มออกมาเหมือนอยู่ในห้วงฝันดี โอรสมังกรได้แต่ส่ายหน้าขำวางอีกฝ่ายลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา คลุมผ้าห่มและเหน็บชายผ้าให้อย่างเรียบร้อย ลูบหัวเย่ซืออวิ๋นเบาๆ ก่อนจะหันกายกลับ เย่เทียนหลงเลิกคิ้วยามเห็นลู่ถิงอวี่ถือบันทึกสองสามเล่มและพิณงามในมือมาด้วย

“หม่อมฉันมาบรรเลงพิณถวายองค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม ทำให้เย่เทียนหลงได้แต่ส่งสาตาคาดโทษพลางยื่นมือไปจิ้มหน้าผากเบาแรงๆ หนึ่งทีก่อนจะกลับไปยังห้องคลังสมบัติ การไม่เอ่ยอะไรนั้นเป็นการยอมรับกลายๆ ให้ลู่ถิงอวี่ทำตามใจได้

คุณชายลู่นั่งขัดสมาธที่ปลายเตียง ไล้ปลายนิ้วไปตามสายพิณบรรเลงเพลงหงส์วอนรักออกมาได้อย่างไพเราะลึกซึ้ง จนบิดาหวงลูกและบรรดาองค์ชายหวงพี่พากันขมวดคิ้วกึก ได้แต่ส่ายหน้ากับความเจ้าเล่ห์ที่ผสานรวมไปกับความหน้าหนาของคุณชายหยกบางคน...

 

หงส์วอนรักดังก้องกังวานไปทั่วตำหนักลั่วสุ่ย ท่วงทำนองหวานซึ้ง ละมุนละไม ราวกล่อมเกลาคนที่อยู่ในห้วงนิทราให้ฝันดียิ่งขึ้นไปอีก

 

…………..

 

คราวก่อนคุณชายลู่เล่นเพลงหงส์หาคู่จีบน้อง คราวนี้เล่นเพลงหงส์วอนรักไปอีก แถมยังนอนเตียงเดียวกันด้วยยย แต่เรื่องนี้โทษพี่ลู่คนเดียวไม่ได้นะคะ เพราะองค์ชายใหญ่เขานั้นไม่ระแวงพี่ลู่สักนิดดดด เจตนาดีของน้องบางทีก็คล้ายการยั่วบวน ยิ่งโตขึ้นสกิลนี้ก็จะอัพยิ่งขึ้นค่ะ แล้วคนที่ลำบากจะเป็นพี่ลู่เองนั่นแหละ 5555 ส่วนฝ่าบาทกับท่านเสนาบดีนั้น…ปล่อยไปเถอะเนอะ 5555

คำผิดกับเรื่องตรงไหนที่แปลกๆ เดี๋ยวเรามาเคลียร์พรุ่งนี้นะคะ วันนี้ต้องไปทำงานวิจัยต่อแล้วววว

อย่าลืมดูแลตัวเอง อย่าลืมรักษาสุขภาพ แล้วก็พักผ่อนให้เพียงพอกันด้วยน้าาา ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงเรานะคะ ทุกคนเองก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ น้าาาา

 

สำหรับวันนี้….ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่าาาา ^_^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.337K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,279 ความคิดเห็น

  1. #4264 MatteMe (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2564 / 13:00
    ยิ่งน้องมีความสุขในชาตินี้ เรายิ่งรู้สึกเศร้า มันแบบ ... มันเป็นสิ่งที่น้องควรจะได้ตั้งแต่ชาติที่แล้ว 😔
    #4,264
    0
  2. #2990 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 15:45
    มันอบอุ่นนะชาตินี้แต่พอมองชาติที่แล้วของน้องคือน้ำตาได้เป็นโอ่งๆราชบุรีเลย น้องโดดเดี่ยวและโดนหลอกใช้จากทุกคน แล้วไม่มีใครอยากเปิดใจคุยกับน้องก่อนด้วย หรืออธิบายให้น้องฟังก็ยังดีอะ ยังไงเราก็ว่าเศร้ามากกกอยู่ดี
    #2,990
    0
  3. #2630 mothergod (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2563 / 20:28
    น้องงงงง โดนหลอกกินเต้าหู้ตลอดดด
    #2,630
    0
  4. #1888 natsume0000 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 12:30
    อ่านมาถึงนี่รู้สึกว่าน้องถูกหลอกใช้เป็นเหยื่อทั้งจากตระกูลฉินและจากพ่อแม่พี่น้องทุกคนรอบๆตัวน้องเลยและถ้าเราคิดไม่ผิดคนที่ฆ่าน้องเราว่าอ้องเต้คนพ่อน่ะแหล่ะดูท่าแล้ว
    #1,888
    1
    • #1888-1 The Sky 9096(จากตอนที่ 16)
      4 พฤศจิกายน 2563 / 09:10
      ชาติก่อนเพราะความผิดของแม่ ทุกคนเลยไม่ค่อยชอบน้อง น้องเอาแต่เก็บตัว พอออกมาอยู่ข้างนอก ตาก็มาประจบเอาใจ คงคิดใช้น้องเป็นฮ่องเต้หุ่นเชิด จะได้ไม่มีใครคัดค้าน สุดท้ายต้องฆ่าเพื่อจบปัญหาไม่ให้ลุกลามประชาชนเดือดร้อน
      #1888-1
  5. #1877 kim_vbts (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 19:03
    อ่านเเล้วเหนื่อยรองจากวิชาคณิตศาสตร์
    #1,877
    0
  6. #1716 khunsom08 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 01:14
    ร้ายนักนะ
    #1,716
    0
  7. #1590 Hibiki10 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2563 / 07:54
    อ่านถึงตรงนี้ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมชาติก่อนน้องถึงแต่งคนเข้ามาเป็นสามีมากมาย หรือเพราะแค่พวกเขาล้วนงดงามแค่นั้น เลยถูกล่อลวงหลอกใช้ได้ง่ายเลย
    #1,590
    2
    • #1590-1 อดีตรีดเงา(จากตอนที่ 16)
      7 ตุลาคม 2563 / 00:46
      น่าจะเป็นวิธีที่น้องมันคิดได้ ว่าทำแบบนี้เสด็จพ่อฮ่องเต้จะได้เชื่อ ว่าน้องมันไม่ได้อยากได้บัลลัง เราเข้าใจถูกใช่มั้ยอ่ะ?
      #1590-1
    • #1590-2 เหมียวๆ(จากตอนที่ 16)
      4 พฤศจิกายน 2563 / 00:11
      น่าจะใช่เพราะสมัยนั้นคู่รักชายคือต้วนซิวซึ่งเหมือนตัวประหลาดไม่มีสิทธิ์ที่ควรได้รับมาหมายอะไรอย่างถ้าเป็นองค์ชายก็ไม่ได้ตำแหน่งสูงๆ
      #1590-2
  8. #1566 Lisaisverycutie (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2563 / 14:20
    ทำไมมันเศร้าแปลกๆแงงง
    #1,566
    0
  9. #1384 bsss27 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 19:06
    ความสัมพันธ์ของรุ่นพ่อสงสารพ่อของพระเอกแล้วฮองเต้นอนกับเพื่อนตัวเองทำไมถึงใช้ของร่วมกันได้
    แล้วน้องก็โครตน่าสงสารที่ไม่เคยมีใครเสียใจกับกับจากไปของตัวเองยกเว้นพระเอกกับกง
    #1,384
    0
  10. #1381 dlky (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 14:54
    เห็นด้วยกับเม้นที่ 631 แค่คิดภาพชาติที่แล้วที่ทุกคนมีความสุขครอบครัวสุขสันต์แล้วน้องอยู่ฉลองกับอันกงกงสองคนนี่คือน้ำตาคลอเลยนะ ทำไมพวกคุณใจร้ายกันขนาดนี้อ่ะ ยิ่งเราสงสัยว่าคนที่ฆ่าน้องคือเสด็จพ่อ แล้วพอน้องไว้ใจพ่อขนาดนั้น ถ้าหวยออกที่เสด็จพ่อเป็นคนฆ่านี่โกรธจนน้ำตาไหลแน่ๆ อ่ะ ไหนจะความสัมพันธ์รุ่นพ่อที่อีรุงตุงนังอีก ไรท์ต้องเฉลยแล้วแหละ
    #1,381
    0
  11. #936 HYUNPARK (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 02:42
    ล้วนเป็นเรื่องที่งดงามและน่ายินดีเป็นอย่างมากในชาติภพนี้ของน้อง แต่พอมองย้อนไปในชาติที่แล้วน้องน่าสงสารขนาดไหนกัน โดดเดี่ยวสักเพียงไหนนะ ถึงจะรู้สึกดีกับเรื่องตรงหน้าแต่อดีตยังตามหลอกหลอน โดยส่วนตัวคิดว่าเวลาที่น้องนึกเปรียบเทียบปัจจุบันกับอดีตแล้วมีหรือที่ความทรงจำในอดีตที่น่าเศร้ามันจะไม่ทำร้ายน้อง อาจจะไม่ได้แสดงอาการอะไรแต่มันก็มีสักส่วนลึกๆที่ยังไงมันก็เจ็บปวดอย่างแน่นอน มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า
    #936
    0
  12. #850 มาเวล (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 11:57
    พอชาตินี้น้องมีความสุข ก็แอบเส้า แต่เหมือนคอมเมนท์นึงที่ตงิดว่า ฮ้องเต้แต่งเพื่อนสมัยเด็กทั้งที่ไม่รักเพื่อมีลูกหรอ แล้วตระกูลลู่คือ อาจารย์โดนบังคับแต่งงานหรือยังไงอ่ะ เราว่าความสัมพันธ์รุ่นพ่อดูสับสนมาก แอบตงิดๆ แต่ยอมอ่านต่อ เพราะสนุกมาก
    #850
    0
  13. #770 re - ann (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 19:59

    เรื่องนี้แปลกที่เด็กๆ ทุกคนยอมรับความสัมพันธ์ประหลาดของรุ่นพ่อแม่ได้ นับถือจิตใจจริงๆ อาลู่ไม่เคืองพ่อแทนแม่ของตัวเองเหมือนหลอกแต่งทั้งที่ไม่รัก เป็นเครื่องมือผลิตลูกแต่ใจอยู่กับฮ่องเต้ ยิ่งตามหลักแล้วพวกองค์ชายน่าจะรังเกียจอาจารย์ด้วยซ้ำ ยอมรับกันได้หน้าตาเฉย

    #770
    0
  14. #718 KMKADSARIN (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2563 / 17:34
    เอ็นดูพ่อหลงลูกมากกก
    #718
    0
  15. #662 sakura17 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 14:30
    คุณชายลู่จะไม่ปล่อยซืออวิ๋นแม้กระทั่งยามนอนเลยสินะ555
    #662
    0
  16. #631 supine.ty (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 22:00
    อ่านตอนนี้แล้วยิ่งเศร้า ถ้าทุกคนใส่ใจน้องกว่านี้ ไม่มองน้องด้วยอคติก็จะได้รู้จักแมวน้อยที่น่ารักแล้วแท้ๆๆๆ ในขณะที่ทุกคนฉลองด้วยกันในชาติที่แล้วเด็กตัวเล็กๆต้องอยู่ตัวคนเดียว โอยยยยใจชั้น
    #631
    0
  17. #552 thx.fornovle (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 20:04
    ชอบไม่ไหวแล้วอ่านซ้ำๆได้เรื่อยๆเลย
    #552
    0
  18. #525 MORNINGGLORY08 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 14:13
    อบอุ่นมากกกกๆๆ ละมุนไปหมดเลย รักเรื่องนี้มากๆเลยค่ะไรท์
    #525
    0
  19. #520 liver2541 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 10:37
    อบอุ่นมาก น่ารักกก อยากให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นอีกกลัวน้องจะเสียใจ

    ตอนนี้มาช่วยเยียวยาจากตอนที่แล้วได้มากเลยค่ะ ไม่ไหว ตอนก่อนอ่านเปียกปอน
    #520
    0
  20. #432 sunnylinat (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 12:56
    ชอบเรื่องนี้มากกกกกกกกกกกก เป็นนิยายวังหลังที่ละมุนมากค่าาาาาาาา
    #432
    0
  21. #431 0945464098 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 12:03
    สนุกมาก ทั้งน่ารัก ละมุนละไมไปหมด อยากให้ถนอมความสัมพันธ์วัยเยาว์เอาไว้ มันบริสุทธิ์มากเลย ไม่อยากให้น้องมีคู่เลยอ่ะ หวง
    #431
    0
  22. #421 Fueled me (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 20:52
    ชาติที่แล้วกับชาตินี้ของน้องต่างกันราวฟ้ากับเหวเลย น้ำตารื้นแล้วนะ!!!!! คนสกุลฉินร้ายมากจริงๆ คงจะวางแผนตั้งแต่ส่งฉินฉางเล่อมาเป็นสนมแล้ว แล้วอีกคนที่พูดถึงน่ะเป็นใครกัน ลุงของซืออวิ๋นหรอ แต่เรื่องคงจะคลี่คลายตอนที่น้องอายุยี่สิบล่ะมั้ง เพราะทามไลน์คงไม่ต่างจากอดีตมาก เราก็จะได้รู้สักทีว่าใครฆ่าองค์ชายใหญ่ผู้น่ารักของฉัน!!!!!
    #421
    0
  23. #418 fonkk (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 19:46
    น้องมีความสุขแล้วนะชาตินี้ ขออย่ามีอะไรมาทำให้น้องเศร้าเลย
    #418
    0
  24. #404 dewwiizodiac (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 11:33
    ไอต้าวน้อนนนน่าน้วยจริงๆ
    #404
    0
  25. #399 Pugkard Piyamaporn (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 23:40
    อบอุ่นมากๆ
    #399
    0