ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 14 : 十四 องค์ชายรองแคว้นเว่ย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,889
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,334 ครั้ง
    10 ก.ค. 63

 

十四

 

 

 

ช่วงเวลาปลายปีนั้นในวังหลวงเองก็วุ่นวายไม่น้อยเหมือนกัน เพราะทุกคนต้องเร่งเตรียมงานปีใหม่กัน แม้ฮ่องเต้จะทรงรับสั่งมาแล้วว่าไม่ต้องจัดงานให้ยิ่งใหญ่มากนัก แต่ข้ารับใช้ทั้งหลายก็ไม่มีใครกล้าหละหลวมหรือขี้เกียจแม้แต่น้อย งานทุกอย่างยังต้องละเอียดและประณีตเหมือนเดิม 

เหล่าองค์ชายเองก็ยุ่งวุ่นวายไม่แพ้กัน...องค์ชายรัชทายาทนั้นถูกเสด็จพ่อโยนงานโครมมาให้ โดยอ้างว่าให้เรียนรู้ ทั้งคอยประสานงาน รับเรื่องจากบรรดาขุนนางและเหล่าข้ารับใช้ทั้งหมดในการจัดเตรียมงาน ยังดีที่เย่เทียนหลงไม่ได้ใจร้ายกับบุตรชายคนไป โยนลู่ถิงอวี่ไปให้ช่วยงานอีกคน...

ความจริงแล้วฝ่าบาทใจแคบบางคนก็คือกันเจ้าคนเจ้าเล่ห์บางคนที่ชอบไปวุ่นวายกับบุตรชายผู้อื่นที่ตำหนักลั่วสุ่ยอยู่ทุกวัน ดังนั้นเย่เทียนหลงเลยทำให้ลู่ถิงอวี่ยุ่งจนแทบไม่มีเวลา...แต่คุณชายลู่ก็ไม่คิดย่อท้อว่างเพียงหนึ่งเค่อก็ต้องไปเห็นหน้าเจ้าของตำหนักลั่วสุ่ยให้ได้ ทำเอาเย่เทียนหลงได้แต่บ่นอีกฝ่ายและเพิ่มงานให้มากขึ้นกว่าเดิม

องค์ชายสามและองค์ชายสี่เองก็ยุ่งเช่นเดียวกัน ขนาดองค์ชายใหญ่ที่อยากจะว่างงานก็มิแคล้ววุ่นวายไม่ต่างกับผู้อื่น เนื่องจากความสามารถในการวาดภาพที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในแคว้นต้าเซี่ย ทำให้เย่ซืออวิ๋นต้องชี้แนะเหล่าช่างศิลป์ทั้งหลายให้วาดภาพออกมาเพื่อใช้ในงานปีใหม่ครั้งนี้ และเขาเองก็ดันไปรับปากฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยไว้ว่าจะวาดลายอาภรณ์ให้พระนางทั้งสองนำไปให้ช่างอาภรณ์หลวงช่วยปักเสื้อผ้าอาภรณ์ใหม่ให้

 

เย่ซืออวิ๋นก็เลยต้องทุ่มเทเต็มที่...ไหนจะยังต้องเตรียมของขวัญปีใหม่ให้แต่ละคนอีก เขายุ่งวุ่นวายมาก

 

“อันกงกง ประเดี๋ยวข้าจะออกไปที่กองศิลป์สักสองชั่วยาม แล้วค่อยกลับมากินมื้อเที่ยง ถ้าหากท่านเกาจิ้นมาถามเรื่องสำรับก็บอกว่าข้าจะไปทานที่ตำหนักจิ้งหยางเอง” เย่ซืออวิ๋นวางพู่กันหยกที่วาดภาพเสร็จเรียบร้อยแล้วลงในถ้วยน้ำ ขยับมือเพื่อยืดเส้นยืดสายคลายความเมื่อยล้า ก่อนจะหันไปหากงกงใหญ่ประจำตำหนักตัวเอง

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” อันกงกงช่วยเตรียมพวกอุปกรณ์วาดภาพพกพาที่องค์ชายใหญ่มักใช้อยู่เสมอ มีผ้าสะอาดและเตาอุ่นพกพาไว้ให้เรียบร้อย ก่อนจะหันไปกำชับนางกำนัลอีกสองคนให้ติดตามองค์ชายใหญ่ไปด้วย กางร่มให้จากนั้นก็เดินไปส่งอีกฝ่ายถึงนอกประตูตำหนัก...

เย่ซืออวิ๋นหันไปยิ้มหวานขอบคุณ ก่อนจะรับร่มมาถือไว้เอง “ให้หรงหวันไปกับข้าแค่สองคนก็พอแล้ว พวกเจ้าเข้าไปในตำหนักเถอะ” หรงหวันที่มักตัวติดเย่ซืออวิ๋นราวเงาตามตัวนั้นพยักหน้ารับ ยื่นมือไปหมายจะขอร่มจากองค์ชายใหญ่มาเป็นคนถือไว้ให้เอง แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้ายิ้ม ส่งร่มอีกคนให้เขา “ข้าถือเองได้...เจ้าเองก็ระวังอย่าให้ตนเองโดนละอองหิมะจนป่วยเอาเถอะ”

 

หรงหวันยกยิ้มเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น...

 

เจ้านายน้อยพระองค์นี้นั้นเป็นองค์ชายที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน หมายถึงในเรื่องของลักษณะนิสัย...เป็นองค์ชายที่ใจดี อ่อนโยน เป็นมิตรกับผู้อื่น เมตตาต่อข้ารับใช้ ซ้ำยังขี้อ้อนกับคนสนิท...แม้จะคอยบอกผู้อื่นว่าอยากเป็นองค์ชายที่อยู่ว่างๆ ไม่อยากทำอะไรแต่เมื่อได้รับงานจากฝ่าบาทก็ทำแก้มป่อง บ่นๆ แต่ก็สามารถจัดการงานได้อย่างเรียบร้อยงดงาม

 

โดยเฉพาะฝีมือในการวาดภาพอันน่ามหัศจรรย์นั่น...

เป็นอัจฉริยะหนึ่งเดียวในแว่นแคว้น

 

และเพราะฝีมืออันโดดเด่นนั่นก็ทำให้องค์ชายใหญ่มักไปกองศิลป์คอยแนะนำช่างหลวงอยู่ประจำ...

 

หรงหวันปล่อยร่มให้องค์ชายใหญ่ถือตามที่อีกฝ่ายต้องการ ส่วนพวกตะกร้าอุปกรณ์นั้นเขาเป็นคนช่วยถือให้...พวกอุปกรณ์วาดภาพทั้งหมดที่องค์ชายใหญ่ใช้เป็นของล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นพู่กัน กระดาษ สี...แม้กระทั่งน้ำที่ใช้ล้างพู่กันก็ยังเป็นน้ำพุบริสุทธิ์

“ข้าวาดภาพสวนดอกเหมยเอาไว้หลายภาพ นอกจากนี้ยังก็มีภาพทิวทัศน์ช่วงเหมันต์ฤดูไว้ด้วย ข้าลองคิดค้นวิธีการใหม่ๆ มาเลยตั้งใจจะนำไปแนะนำให้ช่างศิลป์ใช้ด้วย คงทำให้ภาพงดงามขึ้นอีก...ถ้ามีคนชื่นชมพวกเขาก็ต้องได้รับรางวัลแน่ๆ”

 

ใจดีจริงๆ

 

หรงหวันอมยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก แม้จะไม่ได้พูดแต่สีหน้านั้นบ่งบอกว่าตั้งใจฟังเจ้านายตัวน้อยพูดทุกถ้อยคำ เย่ซืออวิ๋นเองก็รู้ดี ชาติก่อนอนุคนนี้ของเขาก็ไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว มักอยู่เงียบๆ คนเดียวไม่เข้ากลุ่มกับผู้อื่น แต่มีใบหน้าที่หล่อเหลาสะดุดสายตาผู้หนึ่ง

 

เย็นชาแต่งดงาม...

คล้ายต้นเหมยที่ยืนตระหง่านท่ามกลางหิมะ

 

“หือ...ข้างหน้านั่น...” เย่ซืออวิ๋นชะงักเมื่อเห็นขบวนยาวของนางสนมคนหนึ่งเดินมาทางเขา ยามที่เห็นว่าใครยืนอยู่ด้านหน้าสนมคนงามก็ต้องหยุดพลางทำความเคารพ

 

แม้นางจะเป็นองค์หญิงจากต่างแคว้น เป็นสนมยศเจาอี้...

แต่ว่าบุคคลตรงหน้านางนั้นเป็นองค์ชายใหญ่ที่ทั้งวังหลวงต่างร่ำลือกันว่าคือองค์ชายคนโปรดของฮ่องเต้เย่เทียนหลง

ของพระราชทานต่างๆ ล้วนมอบให้ที่ตำหนักลั่วสุ่ยอย่างสม่ำเสมอ...

 

ว่ากันว่าองค์ชายใหญ่เป็นบุตรชายของฉินกุ้ยเฟย อดีตพระสนมที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานมากที่สุดคนหนึ่ง นางเป็นถึงหญิงงามอันดับหนึ่งของต้าเซี่ย...องค์ชายใหญ่เองก็งดงามจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นบุรุษเช่นกัน

 

คงสืบทอดความงามมาจากฉินกุ้ยเฟยสินะ

 

ลี่เจาอี้ยิ้มหวาน พลางถวายคำนับอย่างอ่อนช้อย “ถวายพระพรองค์ชายใหญ่เพคะ”

“อื้ม...” เย่ซืออวิ๋นเองก็ยิ้มกลับไปเช่นกัน ดวงตากลมโตเหลือบมองข้างๆ ลี่เจาอี้เมื่อไม่พบเว่ยฉืออยู่ข้างๆ เขาก็ถอนหายใจ “อากาศหนาวลี่เจาอี้ระวังสุขภาพด้วย...ข้ายังต้องไปที่กองช่างศิลป์อีก คงต้องขอตัวก่อน”

“ขอบพระทัยในความห่วงใยขององค์ชายเพค่ะ หม่อมฉันมิกล้ารบกวนองค์ชายแล้วเพคะ” แม้ปากจะยิ้มแต่ในใจลี่เจาอี้นั้นกลับไม่ชมชอบเลย ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายเป็นองค์ชายใหญ่ล่ะก็นางก็คร้านจะหยุดทักทายเช่นนี้หรอก! อีกฝ่ายก็ทำราวกับรีบไปเหมือนไม่เห็นนางในสายตาเลยด้วยซ้ำ

 

นางเป็นเจาอี้! เป็นองค์หญิง!

 

แต่ในวังนี้กลับสู้สตรีจากจวนแม่ทัพอย่างว่านกุ้ยเฟยคนนั้นไม่ได้! ฮองเฮาก็เช่นกัน! ฝ่าบาทเสด็จมาหานางน้อยครั้งมาก และก็ไม่ได้แตะต้องร่างกายนางด้วยซ้ำ...

 

ทั้งๆ ที่นางวาดหวังว่าการมาแคว้นต้าเซี่ยแห่งนี้...จะได้เป็นสนมคนโปรดและมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น

 

เย่ซืออวิ๋นเดินออกไปแล้ว ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “เฮ้อ...นางคงไม่ชอบข้าเท่าไหร่”

“อย่างทรงใส่พระทัยเลยพ่ะย่ะค่ะ” หรงหวันเอ่ยขึ้น ทำให้เย่ซืออวิ๋นคาดไม่ถึง ชะงักฝีเท้าแล้วหมุนกายกลับมามองหรงหวันทำให้องครักษ์มองมาอย่างสงสัย

“ข้าแปลกใจที่เจ้าปลอบใจข้าน่ะสิ...แต่ข้าก็ไม่สนใจนางอยู่แล้ว นางไม่ใช่คนสำคัญของข้า...ข้าไม่ใส่ใจนางหรอก คิดว่านางเองก็คงเป็นเจาอี้ได้ไม่สงบสุขนักหรอก” เย่ซืออวิ๋นเดินไปช้าๆ บางครั้งก็หันไปคุยกับหรงหวันบ้าง แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้สนทนากลับมา แต่ก็พยักหน้าและส่งเสียงอืม อือ เป็นเชิงสื่อให้รู้ว่าฟังอยู่ทุกคำ นิสัยเช่นนี้นั้นเย่ซืออวิ๋นชินเสียแล้ว

 

ดีที่ชาตินี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มต้นด้วยมิตรภาพ...มิใช่อนุที่ถูกตนบังคับทูลขอพระราชทานมา

 

กับเจิ้นปินเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกว่าที่เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้นั้นดีแล้ว ให้เจ้าตัวได้รักคนที่รัก...สำหรับเขาก็ถือว่านี่เป็นการชดใช้เรื่องราวในชาติก่อนแล้วกัน...

 

ส่วนสำหรับผู้อื่น...เอาไว้ถ้ามีโอกาสเย่ซืออวิ๋นจะหาทางชดเชยให้ไม่มากก็น้อย

แต่สำหรับบางคน...ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็จะพยายามหลีกเลี่ยง

 

.............

 

“ถ้าเสร็จแล้วให้คนไปหาข้าที่ตำหนักลั่วสุ่ยได้เลย ข้าจะมาดูงานและเก็บรายละเอียดสุดท้ายให้พวกเจ้าเอง” เย่ซืออวิ๋นที่กวาดมองและคอยชี้แนะรายละเอียดรวมถึงวิธีการลงสีที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมาให้กับเหล่าช่างศิลป์นั้น เมื่อผ่านมาได้เกือบสองชั่วยามแล้วและเห็นงานคืบหน้าเพิ่มมากขึ้นก็บอกให้ทุกคนพักผ่อนกัน “พวกเจ้าเองก็ไปแยกย้ายพักผ่อนกันเถอะ เหมันต์ฤดูเช่นนี้มิควรอยู่ในวังกันนานๆ นี่ก็ใกล้จะได้เวลาเลิกงานของพวกเจ้าแล้วด้วย” องค์ชายใหญ่โบกพัดหยกจิ๋วในมือไปด้วย

พัดจิ๋วนี้เขาเองก็ไม่ค่อยได้พกสักเท่าไหร่ แต่เห็นบรรดาเหล่าน้องชายต่างพกกันแล้วดูสง่างามมาก เย่ซืออวิ๋นเลยคิดว่าตนพกแล้วก็คงจะทำให้สง่างามขึ้นหลายเหมือนบรรดาน้องชายเช่นกัน

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” เหล่าช่างศิลป์พร้อมใจกันประสานมือคำนับและขอบคุณองค์ชายใหญ่ผู้มีความเมตตาเต็มเปี่ยมคนนี้

ตอนแรกที่ฝ่าบาททรงแบ่งงานให้เหล่าองค์ชายทั้งหลาย และมีองค์ชายที่เลือกมากองช่างศิลป์พวกเขาก็ล้วนแปลกใจทั้งสิ้น เพราะบรรดาเหล่าองค์ชายส่วนมากจะเลือกกรมคลัง กรมอาญา กรมกลาโหม ไม่เคยมีใครสนใจกองงานเล็กๆ อย่างกองช่างศิลป์ แต่ช่วยไม่ได้เพราะว่าองค์ชายใหญ่ทรงเป็นโอรสที่ฝ่าบาททรงโปรดปราน พวกเขาเลยจำเป็นต้องต้อนรับองค์ชายคนนี้ให้ดีเสียหน่อย

แต่ว่า...ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในกองช่างศิลป์องค์ชายใหญ่ก็มิได้สนใจความอึดอัดและการประจบสอพลอของบรรดาช่างศิลป์ทั้งหลาย กลับมุ่งมั่นทำงานของตนเองอย่างจริงจัง ช่วยแนะนำการวาด การลงสีใหม่ๆ ให้ช่างศิลป์อย่างพวกเขาอย่างไม่หวงความรู้หรือหวงวิชา

 

และ...ภาพวาดที่องค์ชายใหญ่ทรงลงมือวาดด้วยพระองค์เองนั้น...

ภาพขุนเขาสลักซับซ้อนนับสิบภายใต้หมู่เมฆเลือนราง ท่ามกลางจันทรากลมโตกระจ่างงดงาม

 

สะกดสายตาทุกผู้ให้จับจ้องมอง...ลบคำปรามาสมากมายให้กลายเป็นคำชื่นชมและความนับถือแทน

ฝีมือขนาดนั้น...เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในแว่นแคว้นก็ไม่มีใครกล้าว่า

 

“อื้ม เช่นนั้นข้าไปก่อน”

“ขอบพระทัยองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ”

องค์ชายใหญ่พยักหน้าโบกมือให้ทุกคนทำตัวตามสบาย ไม่ต้องเคร่งมารยาทมากนัก ก่อนจะเดินออกไปจากกองช่างศิลป์ ใบหน้างดงามจับสายตาผู้คนขององค์ชายใหญ่นั้นแม้ภายนอกจะเรียบนิ่ง แต่ภายในนั้นกำลังหิวและง่วงมิใช่น้อย หางตากลมโตมีหยดน้ำเล็กๆ คลอหน่วยน่าเอ็นดูราวลูกแมวน้อย

“กลับตำหนักลั่วสุ่ยเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?...องค์ชายระวังพ่ะย่ะค่ะ” หรงหวันรีบคว้าตัวองค์ชายใหญ่ที่ชนใครคนหนึ่งเข้าไว้กำลังจะล้มพยุงไว้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่เร็วเท่าคนชนอีกคนที่รีบรวบเอวเย่ซืออวิ๋นไว้

“เป็นอะไรหรือไม่?” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง กลิ่นหอมน้ำค้างจางๆ รื่นจมูก...หอมกรุ่นละมุนละไมชวนให้รู้สึกน่าหลงใหล...

 

มีเสน่ห์อย่างที่สุด

 

“ไม่...ไม่ได้เป็นอะไร” เย่ซืออวิ๋นใช้มือดันไหล่กว้างไว้เพื่อไม่ให้ร่างของพวกเขาทั้งคู่แนบชิดกันเกินไป ก่อนจะรีบเบี่ยงตัวออกจากอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว พอเงยหน้าขึ้นมองเขาก็แทบอยากจะหายไปจากตรงนี้ เพราะคนที่ช่วยเขาไว้...

 

คือเว่ยฉือ!

องค์ชายรองแคว้นเว่ย!

 

เว่ยฉือเห็นเด็กหนุ่มที่สะกดสายตาเขาจากที่ไกลๆ ในระยะใกล้เช่นนี้ก็รู้สึกว่าตนเองนั้นโชคดีมาก...ใบหน้างดงามนั้นงดงามสะกดสายตา ดวงตากลมโตเป็นประกาย ริมฝีปากแดงอิ่มดุจอิงเถา พวงแก้วขาวน่ามอง...เป็นเด็กหนุ่มที่ชวนให้รู้สึกเอ็นดูและถนอมไว้ในอุ้งมือ

“ขอบคุณที่ยื่นมือเข้าช่วย...อย่างไรก็ต้องขอตัวก่อน” เย่ซืออวิ๋นประสานมือขอบคุณ ก่อนจะหมุนกายจะหลีกเลี่ยงแต่กลับถูกเว่ยฉือดึงมือไว้เสียก่อน

“เดี๋ยว!”

“บังอาจ! กล้าเสียมารยาทกับองค์ชายใหญ่หรือ!” หรงหวันก้าวไปยืนขวางเบื้องหน้าเย่ซืออวิ๋นไว้อย่างรวดเร็ว ปัดมือของเว่ยฉือออกไป ใบหน้าขององครักษ์ประจำองค์ชายใหญ่นั้นเคร่งครึมเย็นชายิ่งกว่าทุกที ดวงตาคมนั้นคมกริบราวมีดดาบ

 

องค์ชายใหญ่หรือ...

 

เว่ยฉือชะงักมือตัวเองและก้าวถอยหลังออกมาสองก้าว ก่อนจะคำนับอย่างนอบน้อมและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ต้องขอพระราชทานอภัยองค์ชายใหญ่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ทราบว่าเป็นองค์ชาย...กระหม่อมเว่ยฉือพ่ะย่ะค่ะ” แม้เว่ยฉือจะเป็นองค์ชายเช่นเดียวกัน แต่ตามศักดิ์และฐานะแล้วนั้นองค์ชายใหญ่สูงศักดิ์กว่าเขามาก

 

เพราะต้าเซี่ยเป็นแคว้นใหญ่ที่ทรงอำนาจที่สุดในบรรดาแว่นแคว้นทั้งหมด

 

“ไม่เป็นไร” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้า “ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยนะ”

เว่ยฉือเห็นรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้างงามนั้นแล้วเขาก็รู้สึกว่ามันน่ามองมาก แทบอยากจะทำให้รอยยิ้มนี้ยิ้มกว้างมากขึ้นและมอบให้เขา แต่พอเห็นอีกฝ่ายจะเดินไปก็รีบหาเรื่องคุยเพื่อรั้งเอาไว้

 

อยากคุยด้วยให้มากกว่านี้...

 

“เอ่อ...องค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ พอจะทราบทางไปกองช่างศิลป์หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีเรื่องอยากจะให้ช่างศิลป์ช่วยเหลือพ่ะย่ะค่ะ” ความจริงแล้วเว่ยฉือมิได้มีเรื่องอะไรที่ต้องไปกองช่างศิลป์ แต่เมื่อวานตอนมาเดินกับพี่สาวแถวนี้นั้นเขาเห็นกองช่างศิลป์เข้าพอดีเลยนำมาเป็นข้ออ้าง

“หืม? เช่นนั้นหรือ...ถ้าท่านอยากไปกองช่างศิลป์ก็เดินตรงไปทางนี้ เลี้ยวทางซ้ายไม่กี่ก้าวก็ถึงกองช่างศิลป์แล้วล่ะ แต่ว่าเหลืออีกสองเค่อก็จะได้เวลาเลิกงานแล้ว ถ้าหากท่านอยากมากองช่างศิลป์ล่ะก็ควรมาวันพรุ่งนี้นะ” เย่ซืออวิ๋นอธิบายอย่างใจดี กระชับเสื้อคลุมที่ลู่ถิงอวี่เคยให้มาเมื่อสองปีก่อนให้แน่นขึ้น หรงหวันก็เอียงร่มกางหิมะให้อย่างแข็งขันอยู่ข้างๆ

“ขอบคุณพ่ะย่ะค่ะองค์ชายใหญ่...” เว่ยฉือพยายามที่จะต่อบทสนทนาแต่เขาก็ต้องชะงักยามเมื่อมีร่างสูงหนึ่งเดินผ่านหน้าตนไป ตรงไปหาองค์ชายใหญ่จากนั้นก็บดบังสายตาของเว่ยฉือเอาไว้ด้วยแผ่นหลังของตน

“ถิงอวี่!” เย่ซืออวิ๋นเรียกลู่ถิงอวี่อย่างดีใจ ใบหน้างดงามนั้นปรากฏรอยยิ้มหวานน่ามอง แต่ไม่เท่ากับดวงตาที่เปล่งประกายแวววาวดุจดวงดาราคู่นั้น...

 

นั่นทำให้เว่ยฉือรู้สึกอิจฉาขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

 

แม้เขาจะถูกเสด็จพี่ใหญ่ที่ไร้ความสามารถเหยียดหยามหรือตอนที่อีกฝ่ายได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาท หรือแม้กระทั่งเสด็จพ่อจะทรงลำเอียงรักใคร่อีกฝ่ายมากกว่าอย่างไรเว่ยฉือก็ไม่เคยเกิดความรู้สึกนี้มาก่อน

 

เขาอยากได้รอยยิ้มงดงามนั้นยิ้มมาทางตนเช่นกัน...

อยากให้ดวงตาคู่นั้นมองมาที่เขาเช่นนั้นบ้าง

 

แม้จะเจอกันและเพิ่งพูดคุยกันเป็นครั้งแรก แต่เว่ยฉือก็บอกไม่ถูก...อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ เขาอยากรู้จักองค์ชายใหญ่ผู้นี้ให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม...

 

“มารับซืออวิ๋นน่ะ...วันนี้เหนื่อยหรือไม่?” ลู่ถิงอวี่เองก็คลี่รอยยิ้มหวานให้เย่ซืออวิ๋นเช่นกัน เขาปล่อยให้มือขาวเรียวเล็กกุมมือตัวเองไว้ถ่ายทอดไออุ่นระหว่างกัน ทั้งคู่นั้นยิ้มให้กันแต่คนลำบากกลับเป็นหรงหวันที่ต้องกางร่มไม่ให้หิมะตกใส่ทั้งคู่ ถ้าเอียงไปทางคุณชายลู่มากเกินไปคุณชายลู่ก็จะมองให้เอียงไปทางองค์ชายใหญ่แทน แต่ถ้าเอียงไปทางองค์ชายใหญ่มากเกินไปก็ถูกมองให้เอียงไปทางคุณชายลู่บ้าง

 

เป็นองครักษ์นี่ไม่ง่ายเอาเสียเลย...

ตอนเป็นองครักษ์เมฆดำนั้นยังไม่ยุ่งยากเท่านี้ด้วยซ้ำ

 

“ไม่เหนื่อย ถิงอวี่เหนื่อยกว่าข้าตั้งเยอะ” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ 

“แล้วเหตุใดยามนี้ซืออวิ๋นยังไม่กลับตำหนักอีกล่ะหืม?” ลู่ถิงอวี่ถามยิ้มๆ เขารับรู้ได้ถึงสายตาเย็นชาจากเว่ยฉือ และรับรู้ว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ด้วย แต่ลู่ถิงอวี่มิใคร่จะสนใจ

“ข้าเดินชนกับองค์ชายเว่ยเข้าน่ะ...ได้เขาช่วยไว้”

ลู่ถิงอวี่พยักหน้า ก่อนจะหมุนกายไปกาเว่ยฉือ คุณชายลู่ประสานมือคำนับอย่างสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลางดงามดูดีราวเทพเซียนนั้นคลี่รอยยิ้มสุภาพ เหมาะเจาะลงตัว มิใกล้ชิด มิห่างเหิน ท่วงท่าสูงส่งดุจหยกขาวบริสุทธิ์ 

“ขอบพระทัยองค์ชายเว่ยที่ทรงช่วยเหลือองค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”

เว่ยฉือมองเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับตนที่สง่างามจับสายตา...เขาที่อยู่ไกลไปจนถึงแคว้นเว่ยก็ยังได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคนผู้นี้อยู่ไม่ขาด

 

บุตรชายของอัครเสนาบดีลู่...

อัจฉริยะผู้งดงามดุจสลักมาจากหยกขาว...สหายร่วมเรียนของบรรดาองค์ชายและลูกศิษย์คนเดียวของฮ่องเต้เย่เทียนหลง

 

คุณชายหยกขาว...ลู่ถิงอวี่

 

“ใกล้จะค่ำแล้ว พวกเราคงต้องขอตัวกลับก่อน เสียมารยาทกับองค์ชายเว่ยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่คำนับอย่างมีมารยาท ก่อนจะหันไปกุมมือเย่ซืออวิ๋นไว้แล้วจูงมือองค์ชายใหญ่เดินออกไป เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าให้เว่ยฉืออย่างมีมารยาทแล้วเงยหน้าไปยิ้มหวานให้ลู่ถิงอวี่ คุยอะไรกันสักอย่างที่เว่ยฉือไม่ได้ยินแต่เสียงหัวเราะเบาๆ ที่แว่วมานั้นก็ทำให้ความอิจฉาในใจเว่ยฉือทวีมากขึ้นกว่าเดิม

 

โดยเฉพาะมือคู่นั้นที่กุมกันไว้

 

ลู่ถิงอวี่...ลู่ถิงอวี่

ข้าจะจดจำนามนี้ไว้...

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ จะยังเสด็จไปกองช่างศิลป์อีกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

“ไม่ต้อง กลับเรือนรับรอง” เว่ยฉือบอกกับข้ารับใช้ให้กลับเรือนรับรอง ร่มที่เขาถืออยู่นั้นมิได้งดงามเท่าร่มน้ำมันก้านหยกผลึกแก้วขององค์ชายใหญ่ ในใจเว่ยฉือรู้สึกอยากสนิทสนมและรู้จักองค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยให้ใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม

 

องค์ชายใหญ่...เย่ซืออวิ๋น...

 

หรือว่าบางที...ข้าควรจะไปหาสกุลฉินตามคำเชิญที่เคยปฏิเสธไปสักครั้งท่าจะดี

 

..............

“เจ้าจะบอกข้าว่าเว่ยฉือนั่น...มายุ่งวุ่นวายกับเจ้าตัวน้อยของข้าอย่างนั้นหรือ?” ฮ่องเต้เย่เทียนลงเอ่ยเสียงเรียบ ที่ยามนี้เยือกเย็นลงเมื่อได้ยินถ้อยคำไม่เข้าหูจากลู่ถิงอวี่

“พ่ะย่ะค่ะ”

เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว หันไปมองลู่จิงที่ช่วยรินน้ำชาใส่แก้วให้เขา พลางใช้สายตาถามว่า...บุตรชายเจ้ามาฟ้องข้าเช่นนี้ต้องการอะไร?

เพราะปกติไม่ใช่เย่เทียนหลงจะไม่รู้ว่าลู่ถิงอวี่มีวิธีการต่างๆ นานา ในการจัดการผู้ที่มาป้วนเปี้ยนรอบตัวเจ้าตัวน้อยนั่นให้ห่างและหายไปแบบเงียบๆ โดยมีลูกชายอีกสามคนให้ความร่วมมืออย่างเต็มที เจ้าพวกนั้นมักจัดการกันเองไม่มาบอกเขาอยู่แล้วนี่ ไม่ว่าจะเป็นลูกชายขุนนาง ช่างศิลป์ หรือคนอื่นๆ อีก

 

แต่เหตุใดยามนี้ถึงได้มาฟ้องเขาได้ละ...

 

ฮ่องเต้เย่เทียนหลงหรี่ตามองลูกศิษย์เพียงคนเดียวของตนเอง มุมปากโอรสสวรรค์ปรากฏรอยยิ้มรู้เท่าทัน ก็แปลกใจอยู่ว่าเหตุใดเจ้าลู่ถิงอวี่ที่ไปส่งเจ้าตัวน้อยถึงตำหนักลั่วสุ่ยแล้วยังไม่ยอมกลับไปจวนอัครเสนาบดี แต่กลับอยู่เฝ้าในวังหลวงเช่นนี้

“อยากจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ แค่องค์ชายรองแคว้นเล็กๆ แคว้นหนึ่ง...กล้ามายุ่งวุ่นวายกับเจ้าตัวน้อยของข้า ให้ข้าลงมือก็จะกลายเป็นการรังแกเด็ก เช่นนั้นเจ้าอยากจะจัดการอย่างไรก็ทำไปเถอะ...แค่ไม่ฆ่าก็พอ”

 

องค์ชายแคว้นอื่นมาจบชีวิตในวังหลวงต้าเซี่ย มันจะยุ่งยากเกินไปนิดหน่อย

 

“แฮ่ม! ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ช่วยอย่าพูดเรื่องเช่นนั้นกับบุตรชายกระหม่อมได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” คุยเรื่องฆ่าคนได้หน้าตาเฉยเช่นนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน

“หืม? ลู่จิง...เจ้าก็รู้ดีไม่ใช่เหรอว่าลูกชายเจ้ามิได้ใสซื่อบอบบาง อย่าเหมือนเจ้าตัวน้อยของข้าได้หรือไม่ที่มิรู้ถูกอะไรบังตาเอา เจ้าเลี้ยงเขามาขนาดนี้”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มน้อยๆ ไม่ได้สนใจถ้อยคำจิกกัดของโอรสสวรรค์ “ถ้าฝ่าบาททรงออกพระโอษฐ์เช่นนี้ กระหม่อมก็น้อมรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”

 

เขาก็รู้สึกว่าองค์ชายรองแคว้ยเว่ย เว่ยฉือนั้นขัดตามาก เห็นอีกฝ่ายพยายามหาเรื่องคุยกับองค์ชายใหญ่ก็รู้สึกไม่ชอบใจ...แต่อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นองค์ชายแคว้นเว่ย จะใช้วิธีทั่วไปอย่างที่เคยทำกับคนอื่นๆ ไม่ได้...

 

“เขามาเป็นตัวแทนแคว้นเว่ยถวายของขวัญปีใหม่แก่ฝ่าบาทนะอาถิง ทำอะไรก็อย่าให้เกินเลยไปนัก” ลู่จิงที่รู้นิสัยลูกชายตัวเองดีตักเตือน

“ลูกทราบแล้วขอรับ” ลู่ถิงอวี่ยิ้มรับ เขามีเป็นร้อยวิธีในการลงมือไม่ให้เรื่องมันใหญ่โต แต่ว่า...ทำให้เว่ยฉือขายหน้าเล็กน้อย รีบกลับแคว้นเว่ยไปเร็วๆ นั่นก็ถือเป็นการเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ แล้วกัน...

“พวกเจ้าจะไปเดินเล่นแถวแคว้นเว่ยกันสินะ” เย่เทียนหลงจิบชา เปิดอ่านฎีกาได้ไม่นานก็โยนให้ลู่ถิงอวี่ อีกสองสามเล่มก็ทำเหมือนกัน “เจ้าเอาไปอ่านกับเย่เฟิง พรุ่งนี้ค่อยเอามาบอกข้า...วันนี้ก็ไปตำหนักลู่จื่อเสีย อย่าคิดจะไปตำหนักลั่วสุ่ยเด็ดขาด ข้าออกคำสั่งให้หรงหวันโยนเจ้าออกมาแน่”

เจ้าลู่ถิงอวี่มักหาเรื่องไปนอนค้างตำหนักลั่วสุ่ยของเจ้าตัวน้อยอยู่เสมอ...บุตรชายพระองค์เองก็ไม่รู้อย่างไรยินดีเปิดตำหนักให้ลู่ถิงอวี่ไปพักค้างอย่างระวังตัวเอาเสียเลย กับผู้อื่นก็ระแวงอยู่หรอก แต่กับผู้ใกล้ชิดแล้วนั้น...

 

เป็นเจ้าตัวน้อยใสซื่อขี้อ้อนราวลูกแมวไม่เคยเปลี่ยน

 

ลู่ถิงอวี่ได้แต่ยิ้มน้อยๆ สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด...เมื่อได้รับคำอนุญาตที่ต้องการแล้วก็เก็บม้วนฎีกาสามสี่ม้วนนั้นมาถือไว้ ชายแขนเสื้อร่นลงเล็กน้อยเผยให้เห็นกำไลหยกอุ่นอรุณที่ข้อมือ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วประสานมือคำนับฝ่าบาทผู้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฮ่องเต้ที่เก่งกาจและปรีชาสามารถที่สุดในใต้หล้า

 

แต่ที่จริงแล้ว...ก็เป็นเพียงบิดาที่หวงลูกมากพระองค์หนึ่งเท่านั้น

โดยเฉพาะกับองค์ชายใหญ่ที่ทรงหวงมากเป็นพิเศษ

 

“พรุ่งนี้ท่านพ่อยังต้องประชุมเช้า อย่าหักโหมมากเกินไปนะขอรับ” ลู่ถิงอวี่หันมาคำนับบิดาแล้วยิ้ม ก่อนจะเดินออกไปจากห้องทรงอักษร ทิ้งให้ท่านอัครเสนาบดีได้แต่อ้าปากค้าง

 

ลูกชายนานวันยิ่งไม่เหมือนเขา!

แต่คล้ายฮ่องเต้บางคนเกินไปแล้ว!

 

เย่เทียนหลงหัวเราะในลำคอ...ไม่เสียทีที่ลู่ถิงอวี่เป็นลูกศิษย์เขา แขนแกร่งเอื้อมดึงรั้งเอวลู่จิงให้มาหล่นบนตักกว้าง ใบหน้าหล่อเหลานั้นไซร้ลำคอหอมกรุ่นเบาๆ

“ท่านหยุดไปเลย! พรุ่งนี้มีประชุมเช้า พวกเราควรหลับนอนได้แล้ว” 

“เรื่องที่ต้องเข้าประชุมข้าโยนให้ถิงอวี่กับเย่เฟิงไปทำแล้ว พวกเรามีเวลาให้พักผ่อนน่า...” มือใหญ่เลื่อนไปที่เอวของลู่จิง ปลดสายรัดออกช้าๆ ยึดแขนเรียวไว้ไม่ให้หนีพระองค์ได้...ลู่จิงเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ถึงแม้จะมีวรยุทธ์ก็สู้เขาไม่ได้อยู่ดี

“เย่เทียนหลง! ท่านสำรวมหน่อย ที่นี่เป็นห้องทรงอักษร” ท่านอัครเสนาบดีหันไปถลึงตาใส่โอรสสวรรค์อย่างปรามๆ บุรุษผู้นี้โยนงานให้บุตรชายตนให้บุตรชายผู้อื่นเพื่อที่ตนจะได้มาเหลวไหลเช่นนี้

 

นิสัยไม่ดีเอาเสียเลย!

ผู้ใดกันนะชื่นชมว่าฮ่องเต้ผู้นี้เก่งกาจปรีชาชาญ ราวมังกรจุติลงมา

เหตุใดรู้จักกันมาเกือบครึ่งชีวิตลู่จิงก็เห็นแต่อันธพาลจอมเอาแต่ใจ!

 

“เจ้ากล้านินทาฮ่องเต้ในใจหรือเสี่ยวจิง” เย่เทียนหลงใช้มือใหญ่เชยคางเรียวขึ้น กดประทับจุมพิตร้อนๆ ลงไปเบาๆ หัวเราะในลำคอเมื่อถูกกัดริมฝีปากกลับมา ก่อนจะช้อนร่างลู่จิงขึ้นในอ้อมแขน “กลับห้องบรรทมก็ได้...แม้เจ้าจะลืมไปแล้วว่าพวกเราเคยทำกันที่นี่ก็เถอะ”

 

แล้วจากนั้นฮ่องเต้เย่เทียนหลงก็ถูกท่านอัครเสนาบดีในอ้อมแขนฟาดไปแรงๆ จนถึงตำหนักบรรทม...

 

.............

 

“ใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว วันงานพวกเจ้ากับข้าก็คงยุ่งวุ่นวายกันแน่ เช่นนั้นวันนี้ข้าจะแจกของขวัญปีใหม่ให้ทุกคนในตำหนักก่อนนะ” เย่ซืออวิ๋นที่เรียกข้ารับใช้ทั้งตำหนักมารวมกัน ก่อนจะยิ้มกว้าง พยักหน้าให้อันกงกงนำถุงแดงแจกจ่ายให้เหล่าข้ารับใช้ในตำหนัก ทุกปีองค์ชายใหญ่ก็ทำเช่นนี้เสมอ มอบทองคำก้อนให้คนละก้อนสองก้อน พร้อมอาภรณ์สำหรับผัดเปลี่ยนในแต่ละฤดู  

 

เรียกได้ว่าข้ารับใช้ตำหนักลั่วสุ่ยนั้นทำให้เป็นที่อิจฉาของเหล่าข้ารับใช้ตำหนักอื่นมาเสมอ

แต่ว่าข้ารับใช้ในตำหนักนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาสองสามปีแล้ว...มีแต่ลดน้อยลงอย่างเงียบๆ

 

“ปีนี้มีข้าเพิ่มทองคำให้ทุกคนไปอีกก้อน เพิ่มไปให้ด้วย เผื่อบางคนจะนำไปมอบหรือซื้อของขวัญให้คนในครอบครัวพวกเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนในสี่ฤดูคนละสี่ชุด” พวกทองคำก้อนเล็กๆ นั้นเย่ซืออวิ๋นมีอยู่มาก อาจเพราะเสด็จพ่อทรงเห็นว่าเขาชอบให้รางวัลข้ารับใช้กระมัง เลยรับสั่งให้ช่างหลวงทำทองคำเป็นก้อนเล็กขนาดเท่าปลายนิ้วมาให้ตั้งหลายหีบ ส่วนพวกเสื้อผ้าข้างนอกนั้นเย่ซืออวิ๋นให้คนซื้อมาจากข้างนอก เพราะถ้าไปรบกวนกองอาภรณ์ก็เกรงว่าจะใช้อำนาจขององค์ชายในทางที่ผิด

 

ชาตินี้เขาตั้งใจจะเป็นองค์ชายที่ดีให้มีคนเกลียดน้อยที่สุด...

 

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ องค์ชายใหญ่” เหล่าข้ารับใช้รีบคำนับกันอย่างขอบคุณ ในดวงตาแต่ละคนนั้นคลอน้ำตาด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่องค์ชายใหญ่มอบให้ ยิ่งทำให้พวกเขาเหล่าข้ารับใช้ถวายความจงรักภักดีมากยิ่งขึ้น

“อื้อ! ไม่ต้องขอบคุณหรอก ข้าเองก็ต้องพึ่งพวกเจ้าอีกนานเลย...เช่นนั้นแยกย้ายกันไปทำงานเถอะ” เย่ซืออวิ๋นโบกมือ ก่อนจะเอาถุงสีแดงให้หรงหวัน “ฝากเจ้าไปให้เหล่าองครักษ์ด้านนอกด้วยนะ ส่วนอันนี้ของเจ้า” เย่ซืออวิ๋นชี้ไปที่กล่องไม้ขนาดกลางที่วางอยู่บนโต๊ะ พอหรงหวันเปิดดูก็เห็นมีดสั้นสีเงินวาวขนาดเท่าฝ่ามือ แม้จะเล็กแต่วัสดุที่ใช้ทำ รวมถึงด้ามจับมีดนั้นเป็นเงินแท้

 

ดูก็รู้ว่าเป็นของล้ำค่า

 

“ปกติเจ้าชอบใช้กระบี่ แต่พกมีดสั้นไว้ก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน”

หรงหวันมองรอยยิ้มน้อยๆ ขององค์ชายใหญ่ ก่อนจะหลุบตาลง...ความอบอุ่นที่ได้รับการเอาใจใส่จากเจ้านายพระองค์น้อยนั้นทำให้ใบหน้าที่เย็นชาของราชองครักษ์ลับยิ้มออกมาน้อยๆ ประสานมือคำนับน้อมตัวลงแล้วกล่าวคำขอบคุณ

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

หรงวันเดินออกไปแจกจ่ายถุงอังเปาสำหรับราชองครักษ์ให้องครักษ์คนอื่นๆ ด้านนอก ก่อนจะกลับมารอรับใช้องค์ชายใหญ่เช่นเดิม 

“กล่องนี้ของอันกงกง ท่านห้ามปฏิเสธล่ะ...ของพวกนี้ข้าอุตส่าห์ให้ถิงอวี่ช่วยหามาเลยนะ”

อันกงกงมองกล่องของขวัญที่ยามเปิดดูของข้างใน เป็นเครื่องแก้วชงชาสีใสแวววาวราวราวน้ำแข็งที่แกะสลักมาอย่างประณีตงดงาม มีป้านน้ำชา มีแก้วชาอีกห้าหกใบ กระปุกแก้วสำหรับเก็บใบชาที่ด้านในมีชาสีแดงดุจกลีบของดอกเหมยอยู่

 

นี่เป็นชุดชงชาที่เลอค่าและงดงามมาก...เพราะแก้วชานั้นประดับด้วยไข่มุกเม็ดเล็กๆ และอัญมณีสีแดงสด ราวดอกไม้ที่แย้มบานท่ามกลางหิมะ 

 

เพราะเย่ซืออวิ๋นรู้ว่ากงกงใหญ่ประจำตำหนักตัวเองนั้นชอบสะสมชุดชงชาดีๆ มาก...ชอบดื่มชารสเลิศ ยามไปเบิกที่สำนักพระราชวังเย่ซืออวิ๋นก็แบ่งให้อันกงกงประจำ ทุกปีเขาก็มักมอบอุปกรณ์ชงชาให้อันกงกงเสมอ แต่ปีนี้ลู่ถิงอวี่บอกเขาว่าเห็นชุดชงชา...ไข่มุกเหมันต์ ชุดนี้เข้าพอดีก็เลยซื้อมาให้เขามอบให้อันกงกง

“ที่จริงถิงอวี่เป็นคนซื้อและเสาะหามา แต่ว่าชาเหมยแดงไข่มุกเหมันต์ชุดนี้ เป็นชาที่เมื่อก่อนเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยทรงชอบดื่ม อันกงกงก็เคยบอกข้าว่าชอบดื่มเช่นกัน...หวังว่าท่านจะชอบนะ อ้อ...ข้าให้ช่างหลวงทำเตาพกอันใหม่ให้อันกงกงแล้ว ลวดลายบนนั้นข้าวาดเองเลยนะ”

อันกงกงปาดน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาออก พลางสูดลมหายใจลึกๆ “องค์ชายใหญ่...ขอบพระทัย...ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” 

 

องค์ชายน้อยที่ตนปกป้องดูแล องค์ชายที่สตรีผู้นั้นฝากไว้

ยามนี้ค่อยๆ เติบใหญ่ เปลี่ยนมาคอยดูแลตนบ้างแล้ว...

 

นายหญิง...องค์ชายใหญ่เป็นเด็กดี ท่าได้โปรดอวยพระให้พระองค์พบแต่สิ่งดีๆ เถิด...อย่าได้มีอะไรมาแผ้วพานรอยยิ้มและความสุขนี้ไปเลย

 

“เรื่องเล็กน้อยน่า อันกงกงอย่าร้องไห้สิ ประเดี๋ยวข้าจะร้องตามเอานะ” เย่ซืออวิ๋นกล่าวยิ้มๆ ส่วนอันกงกงก็รีบส่ายหน้ารัวๆ

 

ห้ามกรรแสงนะพ่ะย่ะค่ะ! อัสสุชลหยดเดียวของพระองค์จะทำให้ฝ่าบาทและเหล่าองค์ชายมาเอาคืนกับกระหม่อมได้...โดยเฉพาะคุณชายลู่ผู้นั้น

 

อันกงกงรีบบังคับน้ำตาให้หายไปทันที ก่อนจะน้อมรับชุดอุปกรณ์ชงชาไปเก็บไว้อย่างถนอม หยิบชาเหมยแดงไข่มุกเหมันต์ไปชงมาให้องค์ชายใหญ่ดื่ม ยามกงกงใหญ่ค้อมศีรษะลงทำให้สร้อยยาวที่เจ้าตัวสวมไว้ติดกายไม่เคยห่างนั้นโผล่ออกมา

 

จี้เล็กๆ ที่เป็นหยกแบบเดียวกับของลู่ถิงอวี่และองค์ชายสี่

หยกอุ่นอรุณ

 

เย่ซืออวิ๋นแบ่งมาก้อนเล็กๆ ให้ช่างหลวงทำเป็นจี้เล็กๆ มอบให้กงกงใหญ่ของตัวเอง อันกงกงปฏิเสธอย่างไรก็ถูกองค์ชายใหญ่ทำแก้มป่องไม่คุยด้วยไปหลายชั่วยาม จนสุดท้ายต้องรับมาและสวมไว้ไม่เคยให้ห่างกาย

เย่ซืออวิ๋นยิ้มเมื่อได้รับคำตอบที่น่าพอใจ ดื่มชากับทานขนมอยู่สักพักก็บอกว่าจะออกไปข้างนอก ตนยังต้องเอาของขวัญไปส่งให้เสด็จพ่อ ฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย และน้องชายทั้งสามคนอีก ส่วนของถิงอวี่นั้นประเดี๋ยวเจ้าตัวก็มาเอาที่ตำหนักลั่วสุ่ยเหมือนทุกปีเอง ส่วนของท่านอาจารย์ลู่ก็ฝากถิงอวี่ไป

องค์ชายใหญ่ถือร่มเอง ปล่อยให้เหล่าองครักษ์สองสามคนช่วยกันถือกล่องไม้สำหรับให้ของขวัญไป คนภายนอกจะมองว่าเขาแค่คำตามหน้าที่ ไม่มีใครรู้มูลค่าของข้างใน เพราะทุกคนที่ได้รับต่างก็ทำหน้าบึ้งเสมือนไม่ชอบใจแต่หลังจากนั้นเย่ซืออวิ๋นก็ถูกของขวัญมากมายถมทับเอา

“พวกเราไปตำหนักจิ้นหยางก่อน ค่อยไปตำหนักคุนหนิงของฮองเฮา ไปตำหนักไห่เหมยของว่านกุ้ยเฟย...จากนั้นค่อยไปตำหนักของน้องชายทั้งสามคน” เย่ซืออวิ๋นนับนิ้ว เดินไปตามทางเดินทอดยาวที่ไปยังตำหนักจิ้งหยาง ช่วงเหมันต์ฤดูเช่นนี้ผู้คนในวังหลวงนั้นบางตามาก เหล่านางสนมที่ปกติมักมาชมบุปผากันก็ไม่ค่อยออกมา

 

หรือไม่...ทำไปก็ไร้ประโยชน์

เพราะเสด็จพ่อคงไม่มีเวลามาทอดพระเนตรเห็นพวกนางหรอก

 

เย่ซืออวิ๋นชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นร่างสูงหนึ่งเดินตรงมาที่ตน ใบหน้าคุ้นตาขององค์ชายรองแห่งแคว้นเว่ยนั้นปรากฎรอยยิ้มเป็นมิตร ความจริงแล้วเว่ยฉือเป็นบุรุษรูปงามที่หาได้ยากผู้หนึ่ง มิเช่นนั้นชาติก่อนเย่ซืออวิ๋นที่ชมชอบคนงามคงไม่ทูลขออีกฝ่ายเข้าจวนตนหรอก...แต่ช่วยไม่ได้ที่ชาตินี้นั้นตนล้วนสัมผัสและใกล้ชิดแต่เหล่าคนหน้าตาล้ำเลิศ

 

มิว่าจะเป็นเสด็จพ่อ ท่านอาจารย์ลู่ น้องชายทั้งสามคน

และลู่ถิงอวี่

 

ดังนั้นต่อให้เห็นคนที่หล่อเหลาเพียงใดก็รู้สึกว่านอาจเทียบกลุ่มคนที่ตนรู้จักได้

 

“คาราวะองค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”

“องค์ชายรองเว่ย” เย่ซืออวิ๋นได้แต่พยักหน้ารับ เขาไม่สะดวกประสานมือคำนับกลับ เพราะยังถือร่มอยู่ “องค์ชายเว่ยจะไปไหนหรือ?” เพราะสุดปลายทางเดินนี้มีเพียงตำหนักลั่วสุ่ยของตนเท่านั้น

 

เว่ยฉือคงไม่ได้ไปหาเขากระมัง?

พวกเขามิได้ใกล้ชิดสนิมสนมกันเป็นพิเศษ หรืออีกฝ่ายอยากจะสานสัมพันธ์เพื่อสร้างอำนาจให้ตัวเองก็เลยอยากทำความรู้จักตนขึ้นมา?

 

“เมื่อวานแวะไปกองช่างศิลป์มาเพื่อนำภาพเขียนภาพหนึ่งให้พวกเขาช่วยวิเคราะห์ดูว่าเป็นเช่นไรบ้าง แต่เหล่าช่างศิลป์ต่างมิมีใครใคร่ให้คำตอบได้สักคน และชี้แนะให้มาขอคำปรึกษาจากองค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ” ความจริงเว่ยฉือแค่หาเรื่องมาพูดคุยกับองค์ชายใหญ่ผู้นี้เท่านั้นเอง เขาได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับฝีมือการวาดภาพของอีกฝ่ายมาบ้าง และเมื่อวันก่อนองค์ชายใหญ่ได้บอกเวลาเลิกงานของกองช่างศิลป์ทำให้เขานำมาบิดเบือนเรื่องราวให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง

เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย

 

เหตุใดตนไม่รู้มาก่อนเลยว่าเว่ยฉือสนใจภาพวาดด้วย...ชาติก่อนเจ้าตัวสนใจพวกตำราพิชัยสงครามมากกว่าไม่ใช่หรือ?

 

“เกรงว่าวันนี้องค์ชายรองเว่ยจะมาเสียเที่ยวแล้วล่ะ เพราะข้ากำลังจะนำของขวัญไปถวายเสด็จพ่อที่ตำหนักจิ้งหยาง...ท่านคงต้องมาวันอื่นแล้ว” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้ายิ้มๆ นี่เป็นทั้งข้ออ้างและคำปฏิเสธไปในตัว “ท่านรีบหรือไม่เล่า?”

“ไม่พ่ะย่ะค่ะ” เว่ยฉือขยับไปใกล้ร่างองค์ชายอีกนิด เขาได้กลิ่นของน้ำค้างหอมๆ จากร่างนั้น...กลิ่นบริสุทธิ์ชวนให้อยากเข้าไปใกล้อีกนิด แต่แค่ขยับอีกก้าวก็ถูกองครักษ์ข้างกายของเย่ซืออวิ๋นขวางไว้เสียแล้ว เว่ยฉือเลยจำเป็นต้องชะงีกฝีเท้า

“ถ้าองค์ชายใหญ่ทรงไม่รังเกียจ อนุญาตให้กระหม่อมไปส่งกระองค์หน้าตำหนักจิ้งหยางเถิดพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายรองแคว้นเว่ยอวดรอยยิ้มน่ามอง ใบหน้าที่หล่อเหลาเกินวัยของเขานั้นยามยิ้มแล้วก็มีเสน่ห์มาก ขนาดองครักษ์ข้างกายยังรู้สึกแปลกใจ

 

ปกติองค์ชายรองมิทรงยิ้มเช่นนี้บ่อยนักถ้าไม่ทรงมีเรื่องที่สำราญพระทัยจริง

 

เย่ซืออวิ๋นอ้าปากค้างเล็กน้อยกับความหน้าหนาขององค์ชายต่างแคว้น ดวงตากลมโตเบิกขึ้นเล็กน้อย เป็นกิริยาท่าทางที่น่าเอ็นดูมาก จนเว่ยฉือหัวเราะเบาๆ ในลำคอแทน

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ตนได้เห็นองค์ชายผู้หนึ่งยังคงดูงดงามและซื่อบริสุทธิ์เช่นนี้

ท่ามกลางวังหลวงที่สกปรกโสมม...กลับมีน้ำค้างที่บริสุทธิ์กระจ่างใส มิรู้ว่าได้รับการเลี้ยงดูและเติบโตมาอย่างไร ในดวงตาที่งดงามดุจดวงดาราคู่นั้นจึงได้ใสแจ๋วยิ่งนัก

 

ชวนให้อยากรู้ อยากทำความรู้จัก อยากสนิทสนมและพูดคุยด้วยอีกยิ่งๆ ขึ้นไป...

 

“อ่ะ...เอ่อ...”

“เกรงว่าจะรบกวนเวลาขององค์ชายรองเว่ยพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้ง...ยามนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาถวายของขวัญให้ฝ่าบาท คงไม่เป็นการดีเท่าไหร่นักหากองค์ชายรองเว่ยจะไปตำหนักจิ้งหยาง” น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลอันแสนไพเราะดังขึ้น ร่างสูงในชุดขาวที่แลกลืนไปกับหิมะแต่ไม่ทำให้คนสวมใส่ถูกสีขาวโพลนกลบไปเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเสริมให้เขาดูนุ่มนวล สว่างามมากขึ้นไปอีก หยกพกสีฟ้าครามที่เอวนั้นเป็นหยกชนิดเดียวกับที่องค์ชายใหญ่ใช้ห้อยเอว

“คาราวะองค์ชายรองเว่ยพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่ที่กางร่มน้ำมันมายืนข้างองค์ชายใหญ่นั้นกล่าวขึ้นมา...ร่มของเขาเป็นร่มที่เหมือนกับร่มที่องค์ชายใหญ่ใช้ทุกประการ กระทั่งฝีภาพวาดบนร่มก็ยังเหมือนกัน ใบหน้าหล่อเหลางดงามอย่างหาได้ยากยิ่งแต้มรอยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหันไปมองคนข้างกายที่กำลังยิ้มหวานมาให้เขา มือเรียวยื่นมากุมมืออีกข้างของลู่ถิงอวี่ไว้ก่อนจะขมวดคิ้ว

“ถิงอวี่มือเย็น...ตากหิมะมาอีกแล้วหรือ?” เย่ซืออวิ๋นทำตาโตใส่ลู่ถิงอวี่ทันที “เหตุใดไม่พกเตาอุ่นมาด้วย”

“ข้าเพิ่งกลับมาจากตำหนักลู่จื่อ กำลังจะไปตำหนักจิ้งหยางเช่นกัน”

“ถิงอวี่ตอบไม่ตรงคำถาม อย่าดื้อกับข้านะ” องค์ชายใหญ่แก้มป่อง มองคุณชายลู่ดุๆ...อย่างน้อยเจ้าตัวก็คิดว่าดุ แต่สำหรับลู่ถิงอวี่และผู้อื่นแล้ว ดวงตาเช่นนี้มิต่างอะไรกับแมวน้อยเลย

ลู่ถิงอวี่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร กระชับมือขาวเรียวแน่นขึ้น ถ่ายทอไออุ่นระหว่างกัน ส่วนเว่ยฉือก็มองมือทั้งคู่อย่างไม่ชอบใจ

 

เหตุใดเขารู้สึกว่าทุกครั้งลู่ถิงอวี่มาได้จังหวะพอเหมาะพอดีราวกับคาดการณ์ไว้แล้ว

และมาเพื่อขวางตนกับองค์ชายใหญ่

 

“ข้าไม่ดื้อกับซืออวิ๋น” ลู่ถิงอวี่เป็นเด็กดีสำหรับองค์ชายใหญ่เสมอ คุณชายลู่โน้มใบหน้าลงกระซิบบอกข้างหูคนตัวเล็กกว่า “เย่เฟิงกำลังรออยู่หลังพุ่มไม้ พวกเราไปตำหนักจิ้งหยางพร้อมกัน”

เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง พยักหน้าหงึก “ได้สิ...” 

 

ท่าทางของคนทั้งคู่นั้นใกล้ชิดสนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ...ไม่ใช่แค่สหายธรรมดาเหมือนที่เว่ยฉือเคยเห็น มันมากกว่านั้น...

ราวกับ...คนรัก

 

แต่คงไม่ใช่หรอก แม้ต้าเซี่ยจะเปิดกว้างแต่คนหนึ่งเป็นถึงองค์ชาย อีกคนเป็นบุตรชายอัครเสนาบดี ถ้าสองคนนี้เกิดชอบพอกันขึ้นมาจริงๆ คงลำบากมาก และจากข่าวความขัดแย้งของบรรดาองค์ชายในต้าเซี่ยที่เขารับรู้มา ก็ไม่มีทางที่ทั้งสองคนนี้จะมาลงเอยกันได้

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ คนใดคนหนึ่งต้องสูญเสียฐานันดรองค์ชาย หรืออีกคนอาจต้องสูญเสียตำแหน่งว่าที่อัครเสนาบดี ซึ่งจากประสบการณ์ในการพบเจอผู้คนแล้ว เว่ยฉือคิดว่าคงไม่มีใครยอม

 

จะมีใครละทิ้งยศฐา ละทิ้งอำนาจเพื่อคนอีกคนอย่างนั้นหรือ

ตนไม่เคยเชื่อ...

เพราะท้ายที่สุดแล้วคนเราก็รักษาผลประโยชน์ให้ตัวเองเสมอ

 

“คุณชายลู่ ได้ยินชื่อเสียงมานาน” เว่ยฉือสบตาลู่ถิงอวี่อย่างสำรวจ...แต่กลับพบว่าดวงตาของเด็กหนุ่มที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนนั้นนิ่งสนิท นิ่งดุจบ่อน้ำลึกไร้ละลอกคลื่น แม้ใบหน้าจะงดงามสะดุดตา มุมปากแต้มรอยยิ้มอยู่เสมอ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เว่ยฉือ...อ่านไม่ออก

กับฮ่องเต้เย่เทียนหลงหรืออัครเสนาบดีลู่นั้นแล้วไปเถิด สองท่านนี้อายุมากว่าตนและเป็นบุรุษที่ใต้หล้าต่างยกย่องชมเชย ตนอ่านไม่ออกนั้นถือเป็นเรื่องปกติ แต่กับคนรุ่นราวคราวเดียวกันนั้น...นี่เป็นครั้งแรก

 

ลู่ถิงอวี่...สมคำร่ำลือ

 

“เพียงคำกล่าวเล็กน้อยจากคนภายนอก ลำบากให้องค์ชายรองเว่ยต้องมาใส่พระทัยแล้ว...แค่กๆ” ลู่ถิงอวี่ยกแขนเสื้อขึ้นบังและไอเบาๆ ก่อนจะกำมือหลวมๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ “กระหม่อมร่างกายไม่แข็งแรง ขายหน้าองค์ชายรองเว่ยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“ถิงอวี่!” คนเดือดร้อนกลับเป็นองค์ชายใหญ่บางคนที่เบิกตาขึ้น รีบเข้ามาใกล้ลู่ถิงอวี่จนแทบจะดึงร่างสูงกว่านั้นมากอดไว้ด้วยความเป็นห่วงแล้ว มือเรียวแตะแก้มที่เย็นจัดพลางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะหันไปหาเว่ยฉือแล้วกล่าวเร็ว “องค์ชายรองเว่ย ต้องขอโทษด้วย ข้าคงต้องขอตัวไปก่อน...หรงหวันขอเตาอุ่นให้ข้าที ถิงอวี่...ถือไว้เสียดีๆ เลยนะ เอาร่มของเจ้ามาข้าถือเอง แล้วก็พันผ้าไว้ที่คอด้วย จะปล่อยให้คอเย็นไม่ได้เด็ดขาด พวกเรารีบไปตำหนักจิ้งหยางกันเถิด ที่นี่เย็นเกินไปไม่ดีต่อร่างกายเจ้า” เย่ซืออวิ๋นจัดการทุกอย่างในเวลาเพียงพริบตา ยืดมือเรียวถือร่มให้ทั้งตัวเองและลู่ถิงอวี่ไปด้วย พอคุณชายลู่จะช่วยก็ดันถูกตาโตๆ ถลึงใส่ เลยได้แต่กลั้นยิ้มทำตัวว่าง่ายปล่อยให้องค์ชายใหญ่จูงมือไปตำหนักจิ้งหยางแต่โดยดี

เว่ยฉือมองตามแผ่นหลังของทั้งคู่ที่ลับหายไป...มีหิมะโปรยปรายลงมาแทน เขากำมือตัวเองแน่น พลางรู้สึกไม่พอใจขึ้นกว่าครั้งแรกนัก ก่อนที่ลู่ถิงอวี่จะเดินออกไป...ดวงตาคู่นั้น

 

แวบหนึ่งคล้ายแววตาเย้ยหยัน...คล้ายจะบอกว่า

องค์ชายตัวน้อยนั่น...เลือกอีกฝ่าย มิใช่เขา!

 

ลู่ถิงอวี่!

 

“ไปสืบเรื่องของลู่ถิงอวี่มาให้ข้า! ทั้งความสัมพันธ์ของเขากับองค์ชายใหญ่ด้วย ข้าต้องรู้ทุกอย่าง!” เว่ยฉือสะบัดแขนเสื้อเดินกลับตำหนักรับรองของตัวเอง แม้จะเจอกันแค่สองครั้งแต่เขากลับรู้สึกว่า...

 

ตนกับลู่ถิงอวี่นั้นไม่มีทางเป็นมิตรได้กันแน่นอน!

 

...........

 

“สมกับเป็นถิงอวี่” องค์ชายรัชทายาทที่เห็นเหตุการณ์จากหลังพุ่มไม้กล่าวยิ้มๆ พลางถอนหายใจกับความเจ้าเล่ห์ของเพื่อนสนิท

 

ไอแค่ทีเดียวก็บอกเว่ยฉือได้ชัดเจนว่าพี่ใหญ่เลือกใคร

 

ดวงตาคมสุภาพนุ่มนวลเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงเมื่อเห็นพี่ชายกำลังลากมือสหายมาทางตน เห็นคนที่สูงน้อยกว่ากางร่มให้คนตัวสูงกว่า ท่าทางดูทุลักทุเลไม่น้อย แต่กลับเป็นภาพที่น่ารักไปอีกแบบ

“น้องรอง” เย่ซืออวิ๋นจะตรงเข้าไปกอดน้องชายเหมือนทุกทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายอยู่คนเดียวกลับถูกมือของลู่ถิงอวี่รั้งไว้ คุณชายลู่กระพริบตาราวจะบอกว่าตนเองมือเย็นจนไม่อยากปล่อยมืออุ่นๆ ไป เย่ซืออวิ๋นเลยได้แต่ยิ้มหวานให้น้องชายแทน

เย่เฟิงหรี่ตามองเพื่อนสนิทก่อนจะยื่นมือไปแตะแก้มพี่ชายเบาๆ “แก้มเย็นแล้ว...พวกเรารีบไปตำหนักจิ้งหยางกันเถอะ” องค์ชายรัชทายาทเห็นเหล่าองครักษ์ที่ช่วยกันถือกล่องของขวัญมาก็พอจะรู้ว่าพี่ใหญ่คงนำของขวัญปีใหม่ไปมอบให้ตำหนักต่างๆ เช่นทุกปี

“ได้ๆ...ถิงอวี่ก็ตัวเย็นหมดแล้วเหมือนกัน แต่มือน้องรองอุ่นยิ่งนัก” พี่ใหญ่ยิ้ม ยามมืออุ่นๆ ของน้องชายแตะข้างแก้มให้ความรู้สึกดีไม่น้อยเลย

“ข้าถือตาอุ่นอยู่ตลอด พี่ใหญ่ปล่อยถิงอวี่ให้เขาเดินเองเถิด” ลู่ถิงอวี่นี่ก็ทำตัวว่าง่ายไม่ดื้อไม่เถียงเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่ปกติตนหรือน้องสาม น้องสี่ พูดไปประโยคอีกฝ่ายก็โต้กลับมาเสมอ

“แต่ถิงอวี่ตัวเย็นนี่นา” เย่ซือวิ๋นกระพริบตาปริบๆ มองลู่ถิงอวี่อย่างเป็นห่วง เมื่อครู่ถิงอวี่ไอด้วยนี่นา

เห็นดวงตาใสซื่อที่แสนเป็นห่วงเป็นใยไม่เคยแปรเปลี่ยนไปของคนข้างกายแล้วลู่ถิงอวี่ก็ยิ้มน้อยๆ เอียงหน้า ยื่นมือข้างที่ถูกยัดเตาอุ่นใส่ไปแตะแก้มใส ความอุ่นนั้นทำให้เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าคลอเคลียราวลูกแมว

“อุ่นจัง”

“ข้าดีขึ้นแล้ว ซืออวิ๋นใส่ใจข้าขนาดนี้ย่อมต้องดีขึ้น มาเถอะข้าถือร่มให้เจ้าเองนะ...แล้วก็กุมมือไว้เช่นนี้ด้วย” น้ำเสียงของลู่ถิงอวี่นั้นยามพูดกับเย่ซืออวิ๋นจะอ่อนโยนและละมุนละไมเป็นพิเศษ

“ได้สิ!” เย่ซืออวิ๋นเองก็เงยหน้าขึ้นยิ้มหวานให้เช่นกัน ยื่นมืออีกข้างไปกุมมือเย่เฟิงไว้ “เช่นนั้นมือข้างนี้กุมมือน้องรองนะ ต้องรบกวนทั้งคู่กางร่มให้ข้าด้วยล่ะ”

เย่เฟิงกับลู่ถิงอวี่ยิ้ม คนหนึ่งซ้ายคนหนึ่งขวาช่วยกางร่มกั้นละอองหิมะให้องค์ชายใหญ่ที่อยู่ตรงกลางไปจนถึงตำหนักจิ้งหยาง...

 

.............

 

“เสด็จพ่อ!” เมื่อมาถึงตำหนักจิ้งหยาง ไม่ต้องให้รอรายงานเกาจิ้นก็เชิญทั้งสามคนเข้าไปในตำหนักทันที ส่วนเหล่าองครักษ์นั้นก็รออยู่ด้านหน้า องค์ชายใหญ่ยิ้มหวานถวายพระพรเสด็จพ่อเสร็จก็ถูกเย่เทียนหลงขยี้หัวเบาๆ พลางยกตัวองค์ชายใหญ่ขึ้นจนเท้าลอยไม่ติดพื้น แล้วก็พาไปนั่งตรงเบาะรองหนานุ่มอุ่นๆ

“ปีนี้เจ้าตัวน้อยมีอะไรมาให้ข้ากันนะ หืม?”

องค์ชายใหญ่แก้มพอง ช้อนตากลมแป๋วขึ้นมองบิดา พลางบ่น “ลูกหาใช่เจ้าตัวน้อยแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ ลูกอายุสิบสี่แล้ว เป็นเจ้าตัวใหญ่แล้ว”

 

เหตุใดเสด็จพ่อยังไม่ยอมเปลี่ยนคำเรียกขานอีกเล่า...เขาตัวโตแล้วนะ!

 

 

เย่เทียนหลงหัวเราะหึๆ จิ้มหน้าผากเย่ซืออวิ๋นเล่น เห็นเจ้าตัวน้อยหันซ้ายหันขวาคล้ายกับกำลังมองหาใครอยู่ก็ยกยิ้มมุมปาก “ลู่จิงไปหอตำราหลวง ประเดี๋ยวก็มา”

เมื่อถูกบิดาเดาความคิดได้เย่ซืออวิ๋นก็หัวเราะแหะๆ เห็นน้องชายกับลู่ถิงอวี่กำลังพูดคุยอะไรกันเบาๆ ที่ตนไม่ได้ยิน แต่สำหรับคนที่หูดีและมีกำลังภายในล้ำลึกอย่างเย่เทียนหลงนั้นได้ยินเป็นอย่างดี มุมปากโอรสสวรรค์กระตุกยิ้ม ดวงตาคมปลาบฉายแววบันเทิงใจขึ้นมาวูบหนึ่ง

“เว่ยฉือผู้นี้...ขัดนัยน์ตาข้าเล็กน้อย

“อืม...ข้าก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เห็นทีคงต้องรีบให้เขากลับแคว้นเว่ยอยู่ให้ห่างจากพี่ใหญ่”

“เช่นนั้นงานปีใหม่ก็ให้เขาขายหน้า แล้วก็กลับแคว้นเว่ยไปเลยแล้วกัน”

“เจ้ามีแผน?”

“แน่นอน”

 

สำหรับเจ้าพวกแมลงที่มาวุ่นวายกับเจ้าตัวน้อยของพระองค์นั้น เย่เทียนหลงไม่จำเป็นต้องลงมือไปกำจัดให้ยุ่งยาก มีบุตรชายทั้งสามและลู่ถิงอวี่ช่วยจัดการแทนอยู่แล้ว...

เพราะถ้าตนลงมือเองเดี๋ยวจะถูกลู่จิง ถูกหยางสุ่ย เสวี่ยเหมยและจืออิงค่อนแขวะว่ารังแกเด็ก

ให้เด็กๆ รังแกกันเองนั่นล่ะดีที่สุดแล้ว

 

เย่เทียนหลงมองคนที่กำลังบิดขนมของโปรดกิน พลางป้อนให้เขาไปด้วย ดวงตากลมแป๋วเงยมองเป็นพักๆ แล้วก็ชวนคุยไม่มีวี่แววหวาดกลัวเหมือนตอนเด็กๆ แล้ว...

 

เจ้าตัวน้อยนี่อายุแค่นี้ยังเสน่ห์แรงขนาดนี้แล้ว...

ถ้าหากโตขึ้นคงมิใช่จะหนักกว่านี้หรอกนะ

 

อืม...บางทีข้าก็คิดว่าเจ้าน่าสงสารขึ้นมาเล็กน้อยนะ...ลู่ถิงอวี่

 

………………

 

ก็น่าสงสารอยู่นะคะเสด็จพ่อฮ่องเต้ 555 น้องเป็นคนที่มีเสน่ห์กับคนรอบข้างมาก พี่ลู่ก็ต้องลำบากกันคนอื่นๆ ให้ออกไปโดยที่น้องไม่รู้ตัวเลยยย เห็นใจดีหน้ายิ้มๆ อย่างนั้นคุณชายลู่เขาใจแคบนะคะ 555 แต่เสด็จพ่อฮ่องเต้รังแกท่านอัครเสนาบดีเบาๆ หน่อยนะคะ งานราชการก็ต้องทำ ไหนจะต้องรับมือกับฮ่องเต้อีก…

สำหรับตอนพิเศษ เราต้องขอโทษทุกคนด้วยน้าาาา ทำให้ทุกคนกังวลตามไปด้วยเลย แต่รู้สึกดีและขอบคุณมากเลยค่ะที่ทุกคนเป็นห่วงและแนะนำวิธีมาให้มากมายเลย งือออ ขอบคุณมากเลยนะคะ ก็ถือเป็นความท้าทายของเราเหมือนกันที่เขียนยังไงไม่ให้สปอยล์ 555 ไม่ต้องห่วงน้าาา เราจะพยายามเขียนค่าาา แต่อาจจะไม่ยาวเหมือนเรื่องหลัก ตอนพิเศษที่ร่างไว้คร่าวไม่รู้จะทำให้ทุกคนเดาเนื้อเรื่องได้บ้างหรือทำให้เขวกว่าเดิมกันแน่ค่ะ 555

ขอบคุณทุกกำลังใจและทุกความห่วงใยน้าาา ทุกคนเองก็อย่าลืมดูแลตัวเองและอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยน้าาา พักผ่อนกันเยอะๆ น้าาาา

ตอนพิเศษน่าจะได้เจอกันอีกทีวันจันทร์เลยค่ะ เพราะเสาร์ อาทิตย์เรามีเรียนและอาจารย์ท่านสั่งงานเยอะมาเสมอ 555

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.334K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,299 ความคิดเห็น

  1. #3019 queenpkk (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 18:58
    เป็นเรื่องที่ละมุน อบอุ่นหัวใจ และลุ้นกะบน้องไปด้วยเลยค่ะ
    #3,019
    0
  2. #2988 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 14:32
    น้อนก็คือน้อนบอกเลย5555 ส่วนความสัมพันธ์รุ่นพ่อนั้นจะพยายามทำความเข้าใจเด้อ เพราะเนื้อเรื่องสนุกมากจริงๆ
    #2,988
    0
  3. #2890 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 19:00
    อยากอ่านเรื่องแยกของรุ่นเสด็จพ่อเลยค่ะ มีเรื่องที่สงสัยหลายๆเรื่องมากเลยค่ะ🥲 ส่วนรุ่นลูกนั้นเบาใจแล้วค่ะ มีพี่ถิงอวี่กับน้องๆก้อุ่นใจว่าดูแลยัยหนูได้55555555
    #2,890
    0
  4. #2823 modloveT3T (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 มกราคม 2564 / 01:32
    เราเข้าใจนะที่บางคนไม่ชอบความสัมพันธ์ของคู่พ่อ แต่ทุกคนก็ต้องทำความเข้าใจนะว่าสมัยก่อนเขาเป็นยังไง มันไม่ได้เหมือนกันสมัยนี้
    #2,823
    0
  5. #2626 mothergod (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2563 / 16:43
    ลำบากพระเอกแล้ววว
    #2,626
    0
  6. #1997 예뻐요 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 03:56
    เรื่องความสัมพันธ์รุ่นพ่อคือรู้สึกแอบawkwardแต่จะพยามไม่เอาสายตาของคนยุคปัจจุบันไปตัดสินคนในอดีตนะ เงื่อนไขมันค่อนข้างต่างกันมากจริงๆ
    #1,997
    0
  7. #1996 예뻐요 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 03:51
    ไอเทมคู่เขาเพียบเลยเว่ยฉือเอ๊ยย สงสารหาคนอื่นเถอะๆ
    #1,996
    0
  8. #1886 boobubble (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 02:14
    ชอบทุกอย่าง ชอบหมดไม่ขัดใจด้วย ทุกอย่างดีมาก ความสัมพันธ์ทุกอย่างเข้าใจได้ ดี
    #1,886
    0
  9. #1859 kim_vbts (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 07:04
    สัมพันธ์ของรุ่นพ่อช่วนเราอยากอาเจียน(ขออภัยค่ะ)

    ทั้งคู่มีลูกเเล้วเเถมภรรยายังเป็นผู้หญิง เเละยังเป็นเพื่อนกันอีก จะอาเจียน
    #1,859
    1
    • #1859-1 0814448154(จากตอนที่ 14)
      2 พฤศจิกายน 2563 / 17:53
      เราเข้าใจนะคะ

      แต่นิยายจีนย้อนยุคแนวรั้ววังมันก้เปนแบบนี้แหล่ะค่ะ เพราะอำนาจ ผลประโยชน์ ทายาท ทำให้จำเปนต้องทำอย่างช่วยไม่ได้ เราว่าการที่ไรท์แต่งให้ในรั้ววังมีความสัมพันธ์แบบนี้เป็นอะไรที่ไม่ค่อยมีแล้วก็ดูอบอุ่นมากเลยนะคะ ถ้าจะอ่านนิยายแนวนี้ก็ทำใจเรื่องนี้ไว้ได้เลยค่ะสู้ๆนะคะ เราผ่านจุดนั้นมาแล้ว ผ่านมาได้แล้วจะมีความสุขค่ะ
      #1859-1
  10. #1714 khunsom08 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 00:44
    ดีงามมาก
    #1,714
    0
  11. #1659 thisistimetobestronger (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2563 / 14:53
    มีช่องโหว่เรื่องของปมความสัมพันธ์ของคู่ฮ่องเต้กับสหายเพียบเลยนะคะ คือถ้ามีลูกกันแล้วทั้งคู่ แถมฮองเฮากับกุ้ยเฟยยังรักกันดีทั้งๆที่ใช้สามีร่วมกันสามคนเลยนะ แล้วไม่หมองใจกันอีก คือ มันจะเป็น open relationshipก็ได้ แต่ยังคงแปลกถ้ามองแค่จากตอนที่ผ่านๆมา ทำให้อ่านแล้วเกิดข้อสงสัย แม้จะสนุกแต่ถ้าความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงไม่มีที่มาที่ไปจะทำให้เรื่องไม่กระชับนะคะ หวังว่าตอนหลังๆจะมีเฉลยความสัมพัธ์
    #1,659
    0
  12. #1600 เจ้าแมว (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2563 / 21:53
    Ok I’m done

    แงงงงงง เสียใจอ่ะ อยากจะอ่านจนถึงตอนจบว่าตกลงใครฆ่าน้องจริงๆเลยยยย แต่ว่านะ อย่างที่บอกว่าเราขัดใจคู่ฮ่องเต้ ขอไม่ไปต่อล่ะกันเนอะ นิยายคุณไรท์ดีมากกก แต่อาจไม่ถูกจริตกับมายเช็ตเราเรื่องความถูกผิด รักๆใคร่ๆล่ะมั้ง เราเลยไปด้วยกันไม่ได้ อยากอ่านก็อยากต่อ แต่รู้แน่ว่าถ้าอ่านต่อต้องเจอเซอวิสของคู่พ่อแน่ๆ งั้นคงต้องเฟดตัวเองออกมาแทนล่ะกัน หืออออ เศร้าใจ กว่าจะเจอนิยายดีว่าหากยากแล้ว กว่าจะเจอนิยายดีๆที่เข้ากับจริตเราหายากกว่าอีกกกก
    #1,600
    0
  13. #1489 tea2543 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 23:17
    ขอร้อง ตอนจบ ให้น้องยังเป็นองค์ชายใหญ่หรืออ๋องสักองค์ แล้วพี่ก็เป็นเสนาของพี่ไปเก๋ๆ
    #1,489
    0
  14. #928 HYUNPARK (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 13:19
    บทนี้น้องสามกับน้องสี่คือค่าตัวแพงมาก ถึงมากที่สุด แพงกว่าองค์ชายรองแคว้นเว่ยซะอีกแหละ
    #928
    0
  15. #911 Inn1427 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2563 / 12:46
    ตำแหน่งตัวร้ายจะไปไหนเสีย
    #911
    0
  16. #843 Say. (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 08:38
    นี่ชอบเวลาน้องอยู่กับเสด็จพ่อจังง มันเป็นน่าย๊ากกกก งุ้ยยยยยย ><
    #843
    0
  17. #837 zezeuiaz (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 22:31
    เสื้อผ้าของคนในวังเกือบทั้งหมด เป็นหน้าที่ของกองอาภรณ์ไม่ใช่เหรอ ยกเว้นบางกรณีเท่านั้น ที่จะนำของข้างนอกเข้ามาได้
    #837
    0
  18. #726 molyarat (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 01:32
    สงสาร555น้องเสน่ห์แรง
    #726
    0
  19. #720 บานาน่า'าาา (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2563 / 20:35
    น้อนมุบมินน้อนเป็นคนงาม พี่น้องหวงกันหมด งือ
    #720
    0
  20. #658 sakura17 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 13:45
    นับถือความไม่ยอมแพ้ของเว่ยฉือเลยได้ดูวิธีจัดการคนของคุณชายลู่เลย55
    #658
    0
  21. #551 thx.fornovle (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 19:40
    ชอบมากจนอยากกราบถวายให้ไรท์ขึ้นเป็นฮ่องเต้เลยค่ะT - T
    #551
    0
  22. #513 liver2541 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 22:47
    ศัตรูหัวใจเพียบเลยนะพิลู่วจ๋า น้องน่ารักทุกตอนเลยจ้า
    #513
    0
  23. #419 Fueled me (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 20:01
    ศัตรูหัวใจเพียบ แต่แกมีแต้มต่ออยู่แล้วนะถิงอวี่ มีร้อยคนก็ต่อแถวไปเถอะค่ะถ้าคิวแรกเป็นลู่ถิวอวี่ ฮ่องเต้ก็คือเอ็นดูน้องมาก เรียกเจ้าตัวเล็กครั้งเดียว ก็เป็นเจ้าตัวเล็กของเสด็จพ่อตลอดไป
    #419
    0
  24. #302 ทาสชีสสสส~ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 00:58
    นี่ตามทาอ่านรวดเดียวเลย สนุกมากๆๆ อยากได้พาร์ทพิเศษหลีงน้องชายใหญ่ตายว่าเป็นยังไงกัน แงงงงงง

    พาร์ทเด็จพ่อกับท่านลู่จิงนี่เรียกเลือดลมได้ดีมากค่ะ อรุ่มมม เขาแอบกินกันนานแค่ไหนแล้วคะเนี่ยยย-///-

    บะลั่กๆอุ่กๆๆ

    ชายใหญ่ลูกกก จะซื่อใสเกินไปแร้ว ใอต้าววววว
    #302
    0
  25. #298 L-a-i-L-a-i (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 11:08
    น้อนก็ยังเป็นเจ้าตัวน้อยของสะเด็จพ่อตล้อออด 555
    คาราวะพี่ลู่ ไอทีเดียวของพี่พฆาตศัตรูหัวใจ พี่เจ้าเล่ห์มากค่ะ ใจแคบสุดๆ ไปเลยด้วย5555

    รอระคะไรท์ ไรท์อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยน้าาาา
    #298
    0