ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 13 : 十三 เริ่มเติบใหญ่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28,290
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,510 ครั้ง
    16 ส.ค. 63

十三

 

 

หิมะสีขาวพร่างพราวลงมาจากฟากฟ้าไม่ขาดสาย ทับถมกันจนทำให้พื้นดินเต็มไปด้วยหิมะ หรือพื้นน้ำจับตัวเป็นน้ำแข็ง อากาศในเหมันต์ฤดูเช่นนี้ชวนให้ผู้คนอยากซุกตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา อยู่ในห้องอุ่น หรือไม่ก็ดื่มชาร้อนๆ คลายหนาว ไม่อยากออกไปไหนกันทั้งนั้น

เช่นเดียวกับองค์ชายบางพระองค์ที่ยามนี้กำลังกางร่มน้ำมันคันงาม เร่งฝีเท้าจากตำหนักจิ้งหยางของฮ่องเต้เย่เทียนหลงกลับตำหนักลั่วสุ่ยของตน

แม้สองสามปีมานี้เสด็จพ่อจะตรัสว่าไม่จำเป็นต้องไปเข้าเฝ้าทุกวันเหมือนเช่นสมัยก่อน แต่ทุกๆ สามวันก็จำเป็นต้องไปรายงานความคืบหน้าการเรียนของตัวเองกับท่านอาจารย์ลู่และอาจารย์ท่านอื่นให้เสด็จพ่อทรงทราบรวมถึงทดสอบด้วยพระองค์เอง

 

การไปถวายพระพรเฉยๆ เหมือนสมัยก่อนยังจะง่ายกว่านี้เสียอีก

 

เย่ซืออวิ๋นยกร่มน้ำมันที่เขาเป็นผู้วาดลายด้วยตนเองให้สูงขึ้น กำไลสีครามวงงามที่ข้อมือนั้นเป็นประกายวาว พู่สีหยกสีม่วงใสที่ห้อยอยู่กับก้านร่มถูกแกะสลักเป็นรูปดอกบัวเล็กๆ งดงาม...

 

ของขวัญวันเกิดอายุครบสิบสามปีที่ตนได้มาจากลู่ถิงอวี่

ส่วนก้านร่มอันนี้ก็ทำจากหินผลึกแก้วสีขาวมุก...ของขวัญอายุครบรอบสิบสี่ปีจากลู่ถิงอวี่เช่นกัน

 

ใช่แล้ว...ตอนนี้องค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าเซี่ออย่างเย่ซืออวิ๋นนั้นมีอายุสิบสี่ปีแล้ว....อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเขาก็จะอายุสิบห้า...

จะเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่...และเข้าสู่พิธีสวมกวานครั้งแรกในชีวิต

 

ใบหน้าขององค์ชายใหญ่นั้นนับวันก็ยิ่งงดงามและมีเค้าโครงคล้ายฉินกุ้ยเฟยที่เคยได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งต้าเซี่ยมากยิ่งขึ้นไปทุกที...พวงแก้มที่เคยกลมยุ้ยราวซาลาเปายามนี้นั้นแม้ยังจะป่องอยู่บ้างแต่ก็เรียวงามได้รูปขึ้น รับกับดวงตากลมโตงดงามที่สุกสกาวยิ่งกว่าดวงดารา แต่ในดวงตาคู่นั้นก็ยังคงอ่อนโยน และฉายแววสุขุมขึ้นตามกาลเวลา

 

แล้วยิ่งอ่อนโยนและใสซื่อกับคนสนิทมากกว่าเดิม

 

เส้นผมสีดำยาวสยายขององค์ชายใหญ่ถูกมัดไว้ด้วยผ้าไหมสีขาวงดงามจากแคว้นสู่ชวน ด้ายปักนั้นใช้ทองคำบริสุทธิ์มารีดเป็นเส้นเล็กๆ และปักเป็นลวดลายเกลียวเมฆงดงามล้ำค่าจากชั่งทำอาภรณ์อันดับหนึ่งแห่งแว่นเคว้น

 

เป็นของขวัญที่เย่ซืออวิ๋นได้มาจากน้องรอง...

ไม่สิตอนนี้เป็นองค์ชายรัชทายาทแล้ว...

 

ตนมักจะได้ของขวัญวันเกิด ของขวัญฉลองปีใหม่ จากบรรดาน้องชาย เสด็จพ่อ ท่านอาจารย์ลู่ จากฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยอยู่เสมอๆ...ดังนั้นจึงกล่าวได้เต็มปากว่าองค์ชายใหญ่แห่งตำหนักลั่วสุ่ยร่ำรวยที่สุดในบรรดาเหล่าองค์ชายทั้งหมด

เย่ซืออวิ๋นก้าวเดินช้าๆ อย่างระมัดระวัง เดี๋ยวนี้เขาเองก็มิได้ซุ่มซ่ามเหมือนในอดีตเท่าไหร่แล้ว แม้จะยังสะดุดบ้างก็เล็กน้อย...ใบหน้าที่งดงามสะกดสายตาผู้คนขององค์ชายใหญ่ยังทำให้เหล่าข้ารับใช้ที่เดินสวนไปมาต่างก็อดจ้องมองอย่างตกละตึงไม่ได้

 

องค์ชายใหญ่นั้นนอกจากงดงามมากแล้วยังให้ความรู้สึกอบอุ่นราวแสงแดดที่หลอมละลายหิมะ...

 

พอก้าวขามาถึงตำหนักลั่วสุ่ย เหล่าข้ารับใช้ที่ยืนรอองค์ชายของตนเพราะอีกฝ่ายบอกว่าไม่ต้องติดตามไปตำหนักจิ้งหยางนั้นรีบเข้าไปรับทันที องค์ชายใหญ่กลัวพวกเขาต้องไปลำบากยืนหนาวรออยู่หน้าตำหนัก พอเหมันต์มาเยือนก็มอบเต่าอุ่นพกพาไว้ให้ข้ารับใช้ทุกคน...เป็นเจ้านายที่เมตตากับข้ารับใช้ไม่เปลี่ยนแปลง

 

ดังนั้นทุกคนในตำหนักลั่วสุ่ยล้วนรัก เคารพ และจงรักภักดีกับองค์ชายใหญ่เป็นอย่างมาก

 

“ข้ากลับมาแล้ว...อันกงกงขอช้าร้อนๆ ให้ข้าสักกาเถิด ข้างนอกหนาวเหลือเกิน” ยามก้าวเท้ามาภายในห้องนั้นก็อบอุ่นขึ้นกว่าเดิมมาก เย่ซืออวิ๋นปลดเสื้อคลุมที่ตนเคยได้จากลู่ถิงอวี่มาเมื่อสองปีก่อนมาถือไว้อย่างถนอม ก่อนจะวางพาดไว้ที่ราวไม้แล้วค่อยเรียกหากงกงใหญ่ประจำตำหนัก

“อันกงกงไปเตรียมของว่างให้ซืออวิ๋นอยู่” น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังของคนที่มารอในตำหนักลั่วสุ่ยเอ่ยขึ้นเบาๆ เขาเดินมาช่วยเย่ซืออวิ๋นปัดหิมะออกจากตัว “เหตุใดไม่พกเตาอุ่นไปด้วยเล่า หืม?” ดวงตาดอกท้อคู่สวยมองราวกับจะดุเด็กดื้อซนๆ ที่ไม่รู้จักดูแลตัวเอง

เย่ซืออวิ๋นฉีกยิ้มหวานให้แขกกิตติมศักดิ์ของตน ก่อนจะเดินไปกุมมือของลู่ถิงอวี่ไว้แน่น...ที่ข้อมืองามราวสตรีนั้นสวมกำไลหยกอุ่นอรุณอันแสนล้ำค่าเอาไว้

 

ของขวัญที่เคยได้มา...และไม่เคยปล่อยให้ห่างกาย

 

“ถิงอวี่...เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ อืม...มือของเจ้าไม่เย็น...ดีนัก” นี่แสดงว่าสุขภาพของลู่ถิงอวี่นั้นดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว...การได้หยกอุ่นอรุณไปนั้นมีประโยชน์กับลู่ถิงอวี่มาก เห็นเจ้าตัวบอกว่านำหยกอุ่นอรุณไปช่วยเป็นสื่อกลางในการปรับลมปราณทั้งร่าง ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป...แต่ผิวที่เคยขาวซีดราวคนป่วยอายุสั้นกลับดูดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก ใบหน้าเองก็งดงามมากขึ้นเช่นกัน...

 

หยกอุ่นอรุณเป็นของล้ำค่าจริงๆ ด้วย...ชาติก่อนคนสกุลฉินจึงพยายามอยากได้ อยากครอบครองนัก!

แต่ชาตินี้อย่าหวังแม้แต่จะคิดเลย! เหอะ!

 

คุณชายลู่...บุตรชายของท่านอัครเสนาบดีลู่ที่ได้รับฉายาว่าอัจฉริยะผู้สง่างามดุจหยก...เป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวของฮ่องเต้เย่เทียนหลงที่ทรงเอ่ยพระโอษฐ์และรับรองด้วยพระองค์เอง ซ้ำยังเป็นเพื่อนร่วมเรียนขององค์ชายรัชทายาทและสามารถสอบจอหงวนได้ตั้งแต่อายุสิบสี่...

 

แต่เจ้าตัวอ้างว่าอายุน้อยเกินไปยังไม่สามารถรับตำแหน่งได้...รอให้อายุมากกว่านี้ค่อยรับการเข้าสอบใหม่อีกครั้งและค่อยว่ากันอีกที

นั่นทำให้ผู้ชมทั้งแว่นแคว้นต่างเฝ้ารอดูอัจฉริยะผู้เก่งกาจคนนี้ว่าจะก้าวไปสู่ตำแหน่งเดียวกับบิดาตนได้หรือไม่

 

“มือข้าไม่เย็นแต่มือซืออวิ๋นน่ะสิที่เย็น..ดื่มชาอุ่นๆ ก่อนเถิด” ลู่ถิงอวี่มองคนดื้ออย่างระอาใจ จูงมืออีกฝ่ายไปนั่งบนเตียงเตาอุ่นๆ รินชาที่ตนชงเองใส่แก้วกระเบื้องแล้วรีบส่งให้เย่ซืออวิ๋น

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า ก่อนจะยิ้มหวาน ดวงตาเป็นประกายแวววาวอ่อนโยน ยามที่มองใบหน้าของลู่ถิงอวี่...เห็นอีกฝ่ายแข็งแรงขึ้นทุกวันแบบนี้ เขาก็ดีใจยิ่งกว่าอะไร...

 

นับว่าความพยายามและความตั้งใจของตนนั้นไม่สูญเปล่า

 

“เจ้าเพิ่งกลับมาจากตำหนักของน้องรองหรือ?”

“อืม...แวะมาดื่มชากับซืออวิ๋นก่อน” ระยะเวลาสองปีกว่ามานี้ลู่ถิงอวี่เข้าวังมาทุกวัน...ร่วมเรียนกับองค์ชายรัชทายาท ร่วมช่วยจัดการงานต่างๆ และก็แวะมาตำหนักลั่วสุ่ยได้ทุกวันเช่นกัน

 

เพื่อพบหน้าคนคนนี้...

ปล่อยให้องค์ชายรัชทายาทผู้ที่กำลังจะจมกองฎีกาที่ฝ่าบาทแบ่งมาให้ศึกษาลำบากไปก่อน...

 

ระยะหลังหลายปีมานี้ ฝ่าบาทเริ่มแบ่งปันงานของพระองค์มาให้องค์ชายแต่ละคนเริ่มเรียนรู้ตามความสามารถของแต่ละคน แม้องค์ชายใหญ่เองที่อยากเป็นองค์ชายว่างงานก็ยังได้รับงานบางส่วนมาจัดการ ถึงเจ้าตัวจะบ่นทำหน้าบึ้งอย่างไร ก็สามารถทำงานได้สำเร็จลุล่วงได้ตลอดอยู่ดี...และยังมักแวะเวียนไปกองศิลป์นำความรู้และความสามารถด้านการวาดภาพของตนถ่ายทอดให้ช่างภาพศิลป์หลายคนได้รู้

 

ฝีมือของช่างวาดภาพหลวงของราชสำนักเองก็พัฒนาขึ้นมาก

สร้างสรรค์งานใหม่ๆ ออกมาจนเป็นหนึ่งในสิ่งเลื่องชื่อของแคว้นต้าเซี่ย

 

“ประเดี๋ยวก็จะไปทำงานอีกแล้วสินะ...เช่นนั้นเย็นนี้ข้าจะไปหาเจ้ากับน้องรองที่ตำหนักลู่จื่อ” เย่ซืออวิ๋นยื่นมือไปกุมมือของลู่ถิงอวี่ไว้อีกรอบ ไล้ปลายนิ้วไปตามมือเรียวงามนั้นอย่างชอบใจ ลู่ถิงอวี่ก็หัวเราะและปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจ

 

เพราะเขาเองก็ชอบสัมผัสนุ่มละมุนแบบนี้จากอีกคนยิ่งนัก

 

“อีกเจ็ดวันข้างหน้าข้าทูลขอเสด็จพ่อออกไปนอกวังด้วย ถิงอวี่ว่างหรือไม่พวกเราไปเดินเที่ยวในเมืองกันดีกว่า” องค์ชายใหญ่เอ่ยชวนอย่างคาดหวังเต็มเปี่ยม

“สำหรับซืออวิ๋นข้าว่างเสมอ...พวกเราไปกันแค่สองคนดีหรือไม่?” คุณชายลู่เองก็ยิ้มหวานกลับเช่นเดียวกัน แต่ในดวงตานั้นฉายแววเจ้าเล่ห์จางๆ ที่เย่ซืออวิ๋นไม่สังเกต...ไม่สิสำหรับเย่ซืออวิ๋นแล้ว สายตาของลู่ถิงอวี่จะอย่างไรเจ้าตัวก็คิดว่าน่ามองมาตลอด

“หืม?”

“ไม่ต้องชวนคนอื่นไปด้วย องค์ชายรัชทายาท องค์ชายสาม องค์ชายสี่ก็ไม่ต้อง” คุณชายลู่เอ่ยอย่างใจแคบยิ่งนัก ก่อนจะยิ้มน่ามอง เก็บความเจ้าเล่ห์กลับไป ทำตาใสซื่อเลียนแบบองค์ชายใหญ่ “แต่ละคนก็กำลังยุ่งอยู่มิใช่หรือ พวกเราจะรบกวนพวกเขาได้อย่างไรกัน...แต่ก็หาซื้ออะไรน่าสนใจกลับมาฝากไม่ดีกว่าหรือ?”

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าคล้ายเห็นด้วยกับความคิดของลู่ถิงอวี่โดยไม่สงสัยในความใจแคบ ที่หวงอยากอยู่กับองค์ชายแค่เพียงใหญ่สองคนของคุณชายลู่ จะอ้าปากพูดก็กลับถูกรอยยิ้มหวานที่ราวจะออดอ้อนตนทำเอาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

 

จะกี่ปีๆ เขาก็แพ้ทางลู่ถิงอวี่เสมอ

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ ของว่างวันนี้เป็นขนมเหมยกุ้ยที่ว่านกุ้ยเฟยนำมาให้เมื่อคืนพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงยกจานขนมมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะถอยออกไปยืนรอรับใช้อยู่ห่างๆ เย่ซืออวิ๋นที่ยังคงเป็นองค์ชายใหญ่ผู้ชมชอบของอร่อยอยู่ตลอดเช่นเดิม และชอบฝีมือของว่านกุ้ยเฟยผู้ควบตำแหน่งอาจารย์สอนวิชากระบี่ให้ตนด้วย องค์ชายใหญ่บิขนมเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนจะค่อยๆ ป้อนให้ลู่ถิงอวี่ที่อ้าปากรับโดยไม่ปฏิเสธ

มือขาวเรียวแตะริมฝีปากของลู่ถิงอวี่แผ่วเบา แต่คนบางคนกลับขบเม้มปลายนิ้วเล็กๆ ไม่ยอมปล่อยด้วยริมฝีปากของตน ใช้ดวงตาดอกท้อหวานทอดมององค์ชายใหญ่ที่ยามนี้กำลังแก้มแดงระเรื่ออย่างน่ามอง

“ถะ...ถิงอวี่” ปลายนิ้วขาวเรียวร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่...อบอุ่นไปทั้งร่าง

 

ร้อนผ่าวไปจนถึงหัวใจ

 

สองสามปีที่ผ่านมานี้พวกเขาสนิทสนมกันมากขึ้นกว่าเดิม และสนิทกันยิ่งกว่าชาติก่อนเสียอีก ลู่ถิงอวี่เองก็มักทำให้เขาใจสั่นแบบนี้เสมอ...ทุกครั้งยามที่อีกฝ่ายสัมผัส ยามที่มองมาด้วยดวงตาอบอุ่นอ่อนหวาน

 

มันทำให้หัวใจ...สั่นไหวและเต้นไม่เป็นท่วงทำนองของตนเอง

แต่ก็ช่างละมุนและหวานฉ่ำเหลือเกิน

 

“อย่ามัวแต่ป้อนข้าสิ ซืออวิ๋น” ลู่ถิงอวี่ที่พอใจแล้ว ก็ช่วยบิขนมเป็นชิ้นเล็กๆ ป้อนองค์ชายใหญ่ถึงริมฝีปาก คนสองคนผลัดกันป้อนจนขนมห้าหกชิ้นในจานจนหมด

“ได้เวลาที่ถิงอวี่ต้องไปตำหนักลู่จื่อแล้วสิ เจ้าอย่าหักโหมมากนักล่ะ” เย่ซืออวิ๋นลุกขึ้นไปหยิบผ้าคลุมมาคลุมไหล่ของลู่ถิงอวี่ที่กว้างขึ้นกว่าเดิม พลางผูกกระชับเชือกผ้าคลุมให้แน่น ยัดเตาอุ่นพกพาใส่มืออีกฝ่าย พร้อมร่มน้ำมันอีกหนึ่งคัน การดูแลเอาใจใส่ที่ทำเอาคุณชายลู่ยิ้มขำ

 

กี่ปีๆ คนคนนี้ก็ไม่เปลี่ยน ต่อให้เขาบอกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นมากแล้วก็เถอะ

ใส่ใจจนทำให้รู้สึก...อยากครอบครองเป็นของตนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

แต่อย่างไรเสียก็คงจะเป็นไปได้ยากสักหน่อย...เพราะองค์ชายใหญ่ผู้นี้เป็นที่รักของเหล่าผู้ทรงอำนาจในวังหลวง ไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้ ฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย องค์ชายรัชทายาท องค์ชายสาม องค์ชายสี่...ถ้าหากตนคิดอยากจะครอบครองสมบัติล้ำค่านี้เป็นของตนก็คงต้องวางแผนให้ดีๆ เสียก่อน

“ข้าจะไปส่งถิงอวี่ที่นอกตำหนัก อย่าโหมงานมากนักจนละเลยเวลากินกับเวลาพักผ่อนนะ ทั้งน้องรองทั้งถิงอวี่น่ะล้วนทำงานจนลืมใส่จนตนเองกันเสมอเลย” เย่ซืออวิ๋นทำหน้าตาจริงจัง พยายามพูดด้วยเสียงดุๆ ส่วนลู่ถิงอวี่ก็พยักหน้าเชื่อฟัง และยิ้มไปด้วย 

“ข้าจำที่ซืออวิ๋นบอกได้”

“ถิงอวี่ดีกับข้าที่สุด” องค์ชายใหญ่ยิ้มหวาน ก่อนจับจูงมืออีกฝ่ายไปข้างนอกตำหนักลั่วสุ่ย จากนั้นก็อวยพรและย้ำให้อีกฝ่ายพักผ่อนเยอะๆ ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในตำหนักลั่วสุ่ย

“อันกงกงวันนี้ข้าจะวาดภาพอยู่ในห้อง ถ้าไม่ใช่องค์ชายทั้งสามกับถิงอวี่ ใครมาก็บอกว่าข้าไม่ว่างพบด้วยนะ”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

“บอกหรงหวันให้มาเฝ้าหน้าห้องด้วยล่ะ”

หรงหวัน...ราชองครักษ์เมฆดำที่เสด็จพ่อทรงมอบให้ตนเมื่อสองปีก่อน เป็นองครักษ์ส่วนตัวที่เข้ามาอยู่ภายในตำหนักลั่วสุ่ยแห่งนี้รับใช้องค์ชายใหญ่...ดังนั้นเลยต้องถอดหน้ากากครึ่งซีกของตนเอง ปกปิดฐานะมิให้ผู้อื่นล่วงรู้

 

และใบหน้านั้นที่อยู่ภายใต้หน้ากาก...สำหรับเย่ซืออวิ๋นแล้วคนคนนี้ในชาติก่อนเคยเป็นหนึ่งในอนุของตน

ตอบคำถามข้อสงสัยของเขาในวันนั้นได้อย่างดี...ว่าใครเป็นเจ้าของหน้ากากครึ่งซีกที่เขาเคยเห็นเมื่อชาติก่อน

 

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย...อีกครึ่งชั่วยามกระหม่อมจะยกชาเข้าไปถวายนะพ่ะย่ะค่ะ”

“อันกงกงของข้าแสนดีไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ” องค์ชายใหญ่หัวเราะ ส่วนอันกงกงก็ได้แต่กลั้นยิ้ม รับบัญชาคำสั่งขององค์ชายใหญ่ เย่ซืออวิ๋นเดินเข้าไปในห้องเล็กๆ ที่ตนให้คนสร้างไว้เป็นพิเศษ...เป็นห้องที่เขาเอาไว้วาดภาพ และเก็บของสำคัญต่างๆ ในห้องเล็กๆ ที่ค่อนข้างโล่งนั้นมีเพียงเครื่องเรือนพอดี  ภาพวาดฝีมือของตนแขวนอยู่ตามผนัง ล้วนเป็นภาพเหมือนบุคคลที่เขาสนิททั้งนั้น

เย่ซืออวิ๋นเปิดหน้าต่างบานใหญ่ออก เพื่อให้สามารถมองทิวทัศน์ด้านนอกได้ถนัดตา...ภาพต้นเหมยสองสามต้นริมตำหนักที่ยามนี้กำลังถูกหิมะโปรยปรายลงมาก่อเกิดเป็นสีแดงสลับขาวอันแสนงดงามจับตา...

 

เงียบสงบ เยือกเย็น

แต่ก็งดงามชวนมองยิ่งนัก

 

เย่ซืออวิ๋นจุดตะเกียงให้ความสว่าง ดวงตาที่งดงามอ่อนโยนสะท้อนแสงไฟจนแลดูสงบและนิ่งขรึมต่างจากวัยเด็ก เย่ซืออวิ๋นหยิบกระดาษเนื้อดีที่เขาซ่อนไว้ในกล่องเล็กๆ เนื้อกระดาษเหลืองและเปื่อยไปตามกาลเวลา...บ่งบอกให้รู้ว่าถูกหยิบจับมาอ่านบ่อยแค่ไหน บางข้อความค่อนข้างจาง แต่ตัวอักษรทั้งหมดในกระดาษแผ่นเล็กๆ นั้น เย่ซืออวิ๋นจำได้ขึ้นใจ

 

จดหมายของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟย

 

จดหมายที่กล่าวถึงเขาราวกับรู้ชะตาชีวิตของตนเองดีว่าจะต้องตายไปตั้งแต่เขาอายุยังน้อย...และเตือนเขาเรื่องของสกุลฉินญาติฝั่งพระมารดา

ในจดหมายย้ำไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับสกุลฉินเป็นอันขาด

และบอกให้เขาใช้ชีวิตให้ดี ให้มีความสุข

 

ในจดหมายยังกล่าวอีกหลายอย่าง...ชาติก่อนเย่ซืออวิ๋นค้นพบจดหมายฉบับนี้เมื่อสายเกินไปแล้ว...เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสกุลฉินจนมิอาจถอนตัวได้ ทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยลงไปหลายเรื่องจนไม่อาจแก้ไข

ทำความผิดร้ายแรงลงไปโดยที่ตนไม่รู้ตัว...คิดว่าถอยห่างออกมาจากอำนาจบัลลังก์มังกรแล้ว แต่สุดท้ายก็พัวพันอยู่ในวังวนอำนาจนั้นอย่างถอนตัวไม่ได้

 

ใช่...ผ่านมาสองสามปี เย่ซืออวิ๋นก็เริ่มจำเรื่องราวในชาติก่อนได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เริ่มจำได้ว่าตนเคยทำอะไรลงไปบ้าง 

และเขาก็ยังสืบหาคนที่ฆ่าตนเมื่อชาติก่อนอยู่เรื่อยๆ

ค่อยๆ หาไปทีละเล็กทีละน้อย เก็บรวบรวมข้อสงสัยมากมายให้เป็นรูปเป็นร่าง

 

บางอย่างที่ทำให้เย่ซืออวิ๋นเจ็บปวดทุกครั้งยามที่นึกถึง เขาเม้มปาก กำมือตนไว้แน่น...เพราะยามค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว ความจริงที่เขาอยากจะปฏิเสธแทบตาย

 

เพราะชาติก่อน...การที่ตนต้องตายไปเช่นนั้น

อาจจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องสมควรแล้วก็ได้...

 

เย่ซืออวิ๋นกระพริบตา ก่อนจะเก็บจดหมายกลับไว้ที่เดิมลงล็อคกุญแจเรียบร้อยก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วเปลี่ยนมาหยิบพู่กันด้ามงามตวัดวาดภาพทิวทัศน์ที่เห็นอยู่นอกหน้าต่าง

 

เขาจะไม่มีวันยอมให้เกิดเหตุการณ์เฉกเช่นในอดีตขึ้นอีกแล้ว...จะปกป้องทุกคนที่สำคัญในแบบของเขาให้ได้ ปกป้องบัลลังก์ของน้องชาย

 

ส่วนสกุลฉิน!...หึ!

อย่าคิดว่าคนเช่นข้าเย่ซืออวิ๋นเอาคืนผู้อื่นไม่เป็น! 

 

………ต่อ……………

 

ตำหนักจิ้งหยางอันเป็นตำหนักของฮ่องเต้เย่เทียนหลงนั้นเงียบสงบ ยิ่งในเวลายามเช้าเช่นนี้ก็ยิ่งเงียบไม่น้อย เหล่าข้ารับใช้นั้นรอรับใช้กันอย่างไม่เกียจคร้าน แม้จะมีหิมะโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายจนทำให้รู้สึกหนาวเย็น แต่ด้วยพระมหากรุณาของฝ่าบาทที่พระราชทานเตาอุ่นพกพาให้ข้ารับใช้ในตำหนักทั้งหมด ช่วยลดทอนความหนาวเย็นลงได้มาก

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพหยางขออนุญาตเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เกาจิ้นรายงานเข้ามาจากนอกห้องบรรทม วรกายสูงใหญ่ของฮ่องเต้เย่เทียนหลงค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงกว้างอย่างแผ่วเบาเพราะไม่อยากไปรบกวนคนที่นอนอยู่ข้างๆ กัน พระหัตถ์ใหญ่ดึงผ้าห่มมาคลุมให้อีกฝ่าย ก่อนจะย่ำเท้าเบาๆ ไปนั่ง

“ให้เข้ามา”

เย่เทียนหลงสวมเพียงอาภรณ์สีดำสนิทเรียบง่าย นั่งอย่างสบายใจบนเก้าอี้ เพียงสิ้นเสียงอนุญาตแม่ทัพใหญ่สกุล...หยางสุ่ยชิง บุตรชายคนโตของสกุลหยางซ้ำยังเป็นพี่ชายของว่านกุ้ยเฟย เขามีรูปร่างสูงใหญ่ ร่างกายแข็งแรงกำยำ ใบหน้าคมคร้ามดุดันและมีรังสีรอบกายที่กดดันเต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันชวนให้ผู้คนหายใจไม่ออก

 

แม่ทัพใหญ่ชาญศึก...ผู้ปกปักษ์แผ่นดิน

 

“ถวายพระพร...”

เย่เทียนหลงโบกมือ “เก็บมารยาทของเจ้ากลับไป นั่งลง และอย่าเสียงดังนัก” 

หยางสุ่ยชิงเลิกคิ้ว ก่อนจะนั่งลงตามรับสั่งของฝ่าบาทที่เป็นสหายสนิทตั้งแต่วัยเยาว์ ดวงตาคมกริบปรายไปมองที่พระแท่นบรรทม บนเตียงกว้างนั้นเห็นเพียงเส้นผมสีดำยาวสยายที่โผล่พ้นผ้าคลุมมา แม่ทัพใหญ่ขยับรอยยิ้มมุมปาก สีหน้าดุดันเปลี่ยนมาเป็นหยอกเย้านายเหนือหัว พลางหัวเราะในลำคอ

“ฝ่าบาทหนอฝ่าบาท...ลู่จิงทำงานหนักขนาดนั้น วิ่งวุ่นจัดการงานทั้งวันท่านยังไม่ยอมให้เขาพักผ่อนดีๆ อีก” 

 

อัครเสนาบดีลู่นี่น่าสงสารยิ่งนัก

 

“ดูเหมือนเจ้าจะว่างจนเข้าวังมาบ่นข้า? เหมันต์ฤดูเช่นนี้แม่ทัพใหญ่คงเป็นห่วงชายแดน ให้ข้าออกคำสั่งเคลื่อนทัพตอนนี้เลยดีหรือไม่” เย่เทียนหลงเอนหลังพิงเก้าอี้ พลางลูบไล้ขอบแก้วชาเล่นไปด้วย 

“แฮ่ม ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยสำหรับความห่วงใของฝ่าบาท...” ฮ่องเต้พระองค์นี้ใจแคบไม่เคยเปลี่ยนจริงๆ ตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้ว...ดีนะที่หลานชายตนไม่ติดนิสัยนี้มาจากพระบิดาด้วย ไม่เช่นนั้นคงน่าปวดหัวพิลึก “ข้ามาวันนี้เพราะสกุลฉินมีการเคลื่อนไหวอีกแล้ว พวกเขายื่นมือไปวุ่นวายกับชายแดนแคว้นเว่ย เดือนสี่ปีหน้าก็จะเป็นงานสมโภช คาดว่าคราวนี้คงต้องระวังแคว้นเว่ยให้ดี”

เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว พระพักตร์หล่อเหลาของโอรสมังกรนั้นแม้จะนิ่งสนิท แต่ดวงตาคมกล้ากลับเป็นประกายวูบ มุมปากยิ้มจาง “หึ...คงอยากเชื่อมสัมพันธ์กับองค์ชายรัชทายาทแคว้นเว่ยกระมัง สกุลฉินมิใช่มีหลานสาวที่ว่ากันว่างดงามหลายคนหรอกหรือ”

สกุลฉินมักใช้วิธีนี้เสมอ...เลี้ยงบุตรชายบุตรสาวด้วยกฎอันแสนเข้มงวดของสกุล ให้เติบใหญ่และโดดเด่นในแต่ละด้าน จากนั้นก็ส่งแต่ละคนไปสานสัมพันธ์กับผู้ทรงอำนาจแคว้นต่างๆ เหมือนสมัยก่อนที่ส่งฉินฉางเล่อเข้าวังมาเป็นสนมของเขา

“ข้ามาทูลขออนุญาตไปเดินเล่นชายแดนแคว้นเว่ยสักรอบ เดิมทีก็ว่าหลังปีใหม่จะไปเลย แต่ประเดี๋ยวท่านเรียกหาแล้วข้ามาไม่ได้ จะลำบากอีก” แม่ทัพใหญ่ผู้เจอกองทัพหมื่นแสนก็ไม่เปลี่ยนสีหน้ากลับหวั่นเกรงกับความใจแคบของฮ่องเต้เย่เทียนหลงมาก ตั้งแต่โตมาเขาเจอฤทธิ์เดชของเพื่อนสนิทที่เป็นฮ่องเต้คนนี้ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

“หึ” เย่เทียนหลงกระตุกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมปรายมองคนบนเตียงที่กำลังขยับตัวเปลี่ยนท่านอนที่สบายตัว ก่อนจะยิ้มอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิม ช่วงนี้เขาออกคำสั่งให้มาว่าราชการสามวันครั้ง เพราะหิมะที่ตกหนักทำให้การประชุมเช้าเองก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าใดนัก ยกเว้นมีเรื่องด่วนจริงๆ แต่ขุนนางทุกคนก็มิได้อยู่เฉยๆ ต่างล้วนต้องส่งรายงานมาทุกวัน ท่านอัครเสนาบดีที่ต้องตรวจรายงานพวกนั้นก่อนสรุปส่งฝ่าบาทให้ทอดพระเนตรเลยยิ่งวุ่นกว่าเดิม...เป็นข้ออ้างที่สามารถรั้งคนบางคนให้อยู่ในวังหลวงได้อีกด้วย

“จะขอพาเจ้าสามไปด้วยหรือ?” เย่เทียนหลงคาดเดาได้ว่าหยางสุ่ยชิงมารายงานตนทำไม เขาเองก็รู้ว่าเย่เซียวนั้นถึงคราวที่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นแล้ว เจ้าตัวมักหาโอกาสชวนเหล่าพี่น้องแอบไปนอกวังอยู่เสมอ แต่การเดินทางไปไกลจนต่างแคว้นนั้นยังไม่เคย “ให้ข้าอนุญาตก่อนจืออิงจะได้ไม่มาเอาความกับเจ้าสินะ”

“โธ่...ฝ่าบาทก็รู้ว่าน้องสาวข้านั้นปากบอกไม่หวงบุตรชายเท่าไหร่ แต่ถ้าให้เซียวเอ๋อร์ลำบากสักนิด นางได้เอากระบี่มาฟันข้าพอดี” ท่านแม่ทัพใหญ่ที่ใจอ่อนกับสตรีโดยเฉพาะฮูหยินตัวเอง บุตรสาวและน้องสาวนั้นทำสีหน้าปั้นยาก ไม่คล้ายท่านแม่ทัพชาญศึก แต่คล้ายสามีผู้หวั่นเกรงภรรยาชัดๆ “แต่ถ้าเป็นรับสั่งของฝ่าบาทนางจะยอมฟังอยู่บ้าง”

“ข้าเห็นด้วยที่จะให้เย่เซียวออกไปข้างนอก ส่วนเหตุผลดีๆ ให้ลู่จิงช่วยอธิบายจืออิงกับเสวี่ยเหมยย่อมฟังเขา”

 

ฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยของพระองค์นั้นฟังอัครเสนาบดีมากกว่าพระองค์เองเสียอีก

 

“ข้าจะพาเสี่ยวฉิงฉิงไปด้วย นางเองก็เบื่อที่จะอยู่แต่ในเมืองหลวงแล้ว ให้นางได้เปิดหูเปิดตาสักหน่อย”

หยางฉิง...บุตรสาวคนเดียวของแม่ทัพใหญ่หยางสุ่งชิง คุณหนูแห่งจวนแม่ทัพที่บัดนี้อายุสิบสี่ใกล้จะถึงวัยปักปิ่นแล้ว เป็นที่หมายตาของเหล่าแม่สื่อมากมายในเมืองหลวง เย่เทียนหลงจำเด็กสาวคนนี้ได้ติดตาเพราะนางเข้าวังมาถวายคำนับจืออิงและเสวี่ยเหมยหลายครั้ง

 

นิสัยราวเห็นจืออิงตอนยังเยาว์

ภายนอกอ่อนหวาน แต่ความจริงแล้วนั้น...

 

อืม...บุตรชายของพระองค์เองก็ถึงคราวต้องมีคู่หมั้นคู่หมายบ้างแล้วสินะ

 

“นางมีคนที่ต้องตาต้องใจบ้างหรือยัง?”

หยางสุ่ยชิงหรี่ดวงตาลงพลัน มองฝ่าบาทอย่างไม่เป็นมิตร...ฮ่องเต้ผู้นี้คิดจะแย่งบุตรสาวบ้านอื่นมาให้บุตรชายตนหน้าตาเฉย!

“ฝ่าบาท...ท่านมิเกินไปหน่อยหรือ น้องสาวข้าท่านก็ขโมยเข้าวังหลวงมา นี่ยังจะมาขโมยลูกสาวข้าให้ลูกชายท่านอีก!”

“บุตรชายข้าคนหนึ่งเป็นรัชทายาท อีกคนกำลังฝึกเป็นหัวหน้าหน่วยราชองครักษ์ลับ เจ้าอยากยกบุตรสาวให้คนไหนก็เลือกเลย” เย่เทียนหลงเอ่ยอย่างไม่เห็นสำคัญ แต่ก็ไม่ได้จริงจังมากนัก ตนไม่ใช่บิดาที่ไปก้าวก่ายชีวิตคู่ของบรรดาลูกๆ ถ้าพวกเขาเจอใครที่ชอบพอก็ให้เลือกด้วยตนเอง แต่ก็พูดเผื่อไว้เช่นกัน

 

เพราะทั้งศักดิ์ ฐานะ และความเหมาะสมแล้วนั้น...หยางฉิงเหมาะสมที่จะเป็นชายาขององค์ชายสักคน

 

“เหตุใดไม่มีองค์ชายใหญ่ในตัวเลือกเล่า? องค์ชายใหญ่ผู้นี้น่าเอ็นดูนัก ที่สำคัญยังเป็นสุภาพบุรุษใจดีกับสตรี ปีก่อนที่เข้าวังมาเสี่ยวฉิงฉิงชื่นชมองค์ชายใหญ่ให้ข้าฟังอยู่ตั้งนาน แบ่งขนม แบ่งชาให้นาง วาดภาพให้นางอีก...ซ้ำยังฝากเครื่องประดับน่ารักๆ ผ่านเซียวเอ๋อร์มาให้นางด้วย อ้อ...จริงด้วยเขาส่งของขวัญปีใหม่มาที่สกุลหยางทุกปีเป็นการขอบคุณที่สอนวรยุทธ์ให้ องค์ชายใหญ่น่ารักน่าเอ็นดูและไม่คล้ายผู้มีสายเลือดสกุลฉินเลยจริงๆ”

 

เพราะสกุลฉินนั้นทั้งหยิ่งทะนง ทั้งถือดี

 

เย่เทียนหลงถอนหายใจแผ่วเบา...เจ้าตัวน้อยนั่นนิสัยใจดีไปทั่ว ยิ่งกับคนที่ดีกับเจ้าตัวแล้วก็ยิ่งดีมากกว่าหลายเท่า สมบัติของฉางเล่อถูกเย่ซืออวิ๋นนำไปมอบให้คนโน้นคนนี้แต่ก็ยังเหลือเต็มคลังสมบัติในตำหนักลั่วสุ่ย...บางทีก็ยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย

จะไม่ให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไรกันเพราะเขาก็มักประทานของไปให้ไม่ขาด ฮองเฮาเอย ว่านกุ้ยเฟยเอยก็เช่นกัน ไหนจะองค์ชายทั้งสามที่มักสรรหาของมีค่ามากมายไปให้พี่ชายตน

 

และลู่ถิงอวี่...

ที่แทบจะเสาะหาของล้ำค่ามากมายมาถมกองไว้ที่ตำหนักลั่วสุ่ย

 

“อยากได้เจ้าตัวน้อยนั่นเป็นเขยเจ้าต้องไปรบรากับลู่ถิงอวี่เอาเอง และข้า...ก็ไม่ปล่อยเจ้าตัวน้อยนั้นไปให้บ้านไหนง่ายๆ หรอก” เย่เทียนหลงกระตุกยิ้มยามเห็นสีหน้าของหยางสุ่ยชิงที่เหมือนคนกำลังกินยาขม

“เหอะๆ ลู่ถิงอวี่คนนี้...นิสัยใจแคบยิ่งกว่าท่านเสียอีก เจ้าเล่ห์เสียยิ่งกว่าลู่จิง...เขาเกาะติดองค์ชายใหญ่ราวหมายปองจับจองไว้แล้ว ใครก็ตามที่เฉียดเข้าใกล้และมีเจตนาไม่แน่ชัดล้วนถูกลู่ถิงอวี่หาวิธีให้ไปไกลๆ ผู้ใดจะกล้าไปแย่งชิงกับเขากัน”

 

ซ้ำฝีมีวรยุทธ์ก็เข้าขั้นร้ายกาจ...โชคร้ายที่อีกฝ่ายร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก

แต่ก็ดีขึ้นมากแล้ว...มิรู้ว่าเติบโตกว่านี้จะร้ายกาจเพียงใด

 

“แม่ทัพใหญ่นินทาบุตรชายผู้อื่นเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหนกันเล่า” น้ำสียงนุ่มทุ้มของลู่จิงดังขึ้นจากบนเตียง ลู่จิงยิ้มก่อนจะพยักหน้าทักทายสหายสนิท ทั้งตัวเขาห่อด้วยผ้าห่มผืนหนา ดวงตาดอกท้อตวัดมองฮ่องเต่บางคนที่เดินมาใกล้และดึงทั้งร่างไปกอดไว้ ลู่จิงเองก็ไม่ได้ขัดขืน...เขาขัดขืนไม่ได้

 

เพราะภายใต้ผ้าห่มนี่...ตนไม่ได้สวมใส่อะไรทั้งสิ้น!

เย่เทียนหลงนะเย่เทียนหลง! ท่านจงใจกลั่นแกล้งข้าชัดๆ!

 

“บุตรชายเจ้าร้ายกาจนี่ หึๆ ข้าไม่รบกวนเวลาเจ้าแล้วดีกว่านะอาจิง ฝ่าบาท...กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” หยางสุ่ยชิงกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ที่เขาหัวเราะไม่ใช่ท่านอัครเสนาบดีแต่ยามที่ตนเรียกขานอาจิงนั้นพระเนตรคมกริบก็ตวัดมองทันที จนต้องรีบกลั้นยิ้มแล้วขอตัวออกมาเสียก่อน

 

ไม่เช่นนั้นได้ถูกส่งไปชายแดนก่อนปีใหม่มาถึงแน่ๆ

เฮ้อ...ยังหวงกับแค่คำเรียกขานอีกนะ...ใจแคบไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ

 

ท่านแม่ทัพใหญ่ออกมานอกตำหนักมองหิมะที่โปรยปรายลงมาจากฟ้าไปขาดสาย ก่อนจะสบตาเกาจิ้นที่ยื่นร่มมาให้ยิ้มๆ อย่างรู้กัน

“ท่านแม่ทัพจะไปเยี่ยมว่านกุ้ยเฟยสักหน่อยไหมขอรับ?”

“ข้าว่าเช่นนั้น ทางนี้เจ้าเองก็อย่าเข้าไปรบกวนเล่าเกาจิ้น”

ขันทีใหญ่ประจำตำหนักจิ้งหยางก้มหน้าลงกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ ก่อนจะคำนับน้อมส่งท่านแม่ทัพใหญ่ ส่วนตนเองก็รอรับคำสั่งอยู่ด้านนอกเช่นเดิม

 

.................

 

“นอนพอแล้วหรือ” ภายในห้องบรรทม เย่เทียนหลงช้อนตัวคนทั้งผ้าห่มขึ้นพลางก้าวเดินไปยังถังน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ก่อนหน้าไม่นาน ดึงผ้าห่มออกแล้ววางลู่จิงลงในถังน้ำนั้น

“มีงานอีกมากให้ต้องทำนี่...ท่านก็จริงๆ เลย อนุญาตให้พี่สุ่ยเข้ามาเช่นนี้เจตนาจงใจกลั่นแกล้งข้าชัดๆ” ความอุ่นของน้ำทำให้ลู่จิงรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ผิวขาวของท่านอัครเสนาบดีเปลี่ยนเป็นสีแดงจางๆ ตามลาดไหล่นั้นแต้มด้วยรอยแดงประปรายไล่ลงมาจนถึงแผ่นอก เส้นผมสีดำสนิทยาวสยาย ไออุ่นของน้ำเกิดเป็นหมอกควันจางๆ…ภาพคนงามเปลือยเปล่าในอ่างน้ำดูคล้ายภาพฝันทั้งน่ามองและเย้าอารมณ์อย่างน่าประหลาด

“เขามีธุระ” เย่เทียนหลงขยับมาใกล้ยิ่งขึ้น มือใหญ่ช่วยนวดต้นคอให้ลู่จิงทำให้เขาครางอือออกมาอย่างพอใจยิ่งนัก “เจ้าก็ได้ยิน”

“หยางฉิง...นางเหมาะสมที่จะเป็นชายาขององค์ชายสักพระองค์จริงๆ เพียงแต่พวกเราเองก็ไม่อาจไปบังคับความชอบของเด็กๆ ได้..อา...ไปทางซ้ายอีกนิด”

เย่เทียนหลงยิ้มมุมปาก ยื่นใบหน้าไปจนชิดหลังคอขาว ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดจนลู่จิงที่กำลังเอนตัวพิงถังน้ำอยู่สะดุ้งเฮือก

“กล้าออกคำสั่งกับฮ่องเต้หรือ...จิง?” น้ำเสียงกระเส่าเอ่ยแผ่วๆ ไม่พอริมฝีปากร้อนผ่าวยังขบเม้มใบหูขาวเล่นอย่างหยอกเย้าจนร่างคนในถังน้ำสะท้านเฮือก แล้วลู่จิงก็เบิกตากว้างเมื่อได้ยินเสียงเสียดสีของอาภรณ์ และเสียงกระเพื่อมของน้ำ เพราะพริบตาต่อมาวรกายสูงใหญ่ของฮ่องเต้เย่เทียนหลงก็ลงมาอยู่ในถังน้ำกว้างเดียวกับตนเสียแล้ว!

“ดะ...เดี๋ยว...อื้อ!” ท่านอัครเสนาบดีไม่ทันได้เอ่ยประท้วงทั้งร่างก็ถูกรวบไปชิดร่างสูงใหญ่ ริมฝีปากถูกปิดไว้ด้วยปากของอีกคน มือใหญ่เคล้นคลึงไปทั่วร่างขาวอย่างเชื่องช้าราวหยอกเย้า

“สุ่ยชิงเรียกเจ้าเสียสนิทสนม ฟังแล้วไม่รื่นหูเอาเสียเลย” เย่เทียนหลงขบเม้มใบหูขาวแล้วปล่อย แล้วขบเม้มใหม่อยู่เรื่อยๆ “ไหน...เรียกข้าเหมือนที่เรียกเมื่อคืนสิ” มือใหญ่เลื่อนลงไปต่ำเรื่อยๆ เคล้นคลึงจุดรวมความรู้สึกของลู่จิงอย่างหยอกเย้าจนร่างงามสะท้านเฮือก หอบหายใจแผ่ว ดวงตาดอกท้อคู่สวยฉ่ำวาวถลึงใส่โอรสสวรรค์ แต่เย่เทียนหลงกลับยิ้มมุมปากและลงมือแกล้งหนักขึ้นอีกเท่าตัว

“อ่ะ...ท่าน!...อือ...”

“เรียกให้ข้าฟังเร็วๆ สิ...หืม? หรืออยากให้ข้ารังแกเจ้าเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ข้าชอบนะ...แต่เจ้าจะไหวหรือเสี่ยวจิง?” น้ำเสียงเย่เทียนหลงนั้นเปี่ยมสุขและรื่นเริงใจยิ่งนัก แต่มือหนากลับรังแกท่านอัครเสนาบดีอย่างร้ายกาจ เสียงครางแผ่วดังข้างหูยิ่งกระตุ้นอารมณ์ของเย่เทียนหลงให้มากยิ่งขึ้นอีก

ลู่จิงขมริมฝีปากตัวเองแน่น รู้สึกหมั่นไส้เจ้าคนใจแคบบางคนยิ่งนัก แต่ตอนนี้ตนไม่มีแรงจะสู้เอาเสียเลย ซ้ำยังถูกกระตุ้นให้รู้สึกดีจนแทบบ้า... “หลง...อือ...หลงเกอ

เมื่อได้ฟังสิ่งที่ต้องการเย่เทียนหลงก็กระตุกยิ้มมุมปาก ใบหน้าหล่อเหลาดูพออกพอใจยิ่งนัก มือหนาละออกจากส่วนนั้นเปลี่ยนไปเคล้นคลึงสะโพกนิ่มๆ ก่อนจะยกตัวลู่จิงขึ้นและสอดตัวตนเข้าไปช้าๆ...

“อะ...ไหนท่านบอกว่า...เมื่อคืนก็พอแล้ว...” ลู่จิงประท้วงเสียงแผ่ว ริมฝีปากแดงฉ่ำถูกกดจูบลงอย่าเร้าร้อน พอๆ กับที่กายแกร่งขยับจนน้ำกระเพื่อมออกจากถัง ท่านอัครเสนาบดีได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของฮ่องเต้พร้อมคำกล่าวที่แสนจะเจ้าเล่ห์

“วาจาของบุรุษยามกล่าวบนเตียงนั้นสองส่วนล้วนเชื่อถือไม่ได้...เสี่ยวจิงของข้าก็รู้ดิมิใช่หรือ?”

“ท่านมัน...ร้ายกาจ!”

ฮ่องเต้เย่เทียนหลงหัวเราะรับคำกล่าวปิดผนึกวาจาบ่นของคนในอ้อมแขนด้วยริมฝีปากของตนเอง เปลี่ยนเสียงด่าให้กลายเป็นเสียงครางแผ่วที่เขาชอบฟังแทน...

 

....................

 

“เสด็จพ่อยังไม่ตื่นบรรทมหรือท่านเกาจิ้น?” เย่เซืออวิ๋นที่มาเข้าเฝ้าหน้าตำหนักจิ้งหยางเอ่ยถามเบาๆ ส่วนเกาจิ้นเองก็ได้แต่ยิ้มก่อนจะทูลตอบ

“น่าจะกำลังยุ่งมากกว่าพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าคงตื่นบรรทมแล้ว เพราะเมื่อครู่ท่านแม่ทัพใหญ่มาเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม...เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเสด็จพ่อดีกว่า ข้าเพิ่งวาดภาพเหมยฤดูหนาวเสร็จเลยนำมาถวาย ฝากท่านเกาจิ้นให้เสด็จพ่อด้วยก็แล้วกัน” เย่ซืออวิ๋นส่งกระบอกไม้ให้ก่อนจะยิ้มกว้าง กำลังจะหมุนกายกลับก็เห็นเย่เฟิงเดินมาทางตนเช่นกัน ดวงตากลมโตเบิกขึ้นอย่างยินดี แทบจะตรงดิ่งไปหาน้องชาย แต่ตอนนี้มีคนจับจ้องอยู่เยอะ เย่ซืออวิ๋นเลยเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ พยายามเก็บความยินดีกลับไปทำให้ตนหน้านิ่งที่สุดแทน

“องค์ชายรัชทายาท”

เย่เฟิงเห็นพี่ชายกำลังปั้นหน้านิ่งอย่างสุดความสามารถก็อยากจะหัวเราะ แต่เขาก็กลั้นยิ้มประสานมือคำนับ “เสด็จพี่ใหญ่”

 

ต่อหน้าคนอื่นพวกเขาจะเรียกขานกันอย่างเหินเช่นนี้ เพื่อให้หลายคนเข้าใจว่าเหล่าองค์ชายนั้นขัดแย้งและไม่ถูกกัน

 

“รัชทายาทก็มาเข้าเฝ้าเสด็จพ่อหรือ? แต่เสด็จพ่อกำลังยุ่งคงไม่ว่างพบรัชทายาทกระมัง” เย่ซืออวิ๋นเชิดคางขึ้นราวกับไม่เห็นองค์รัชทายาทอยู่ในสายตา ท่าทางเช่นนั้นดูอวดดีไม่น้อยแต่ก็ดูน่ารักมาก

 

น่ากลัวเสียที่ไหน

ราวลูกแมวน้อยชัดๆ

 

เย่เฟิงเริ่มกลั้นยิ้มไม่อยู่ ส่วนเกาจิ้นนั้นไม่ต้องพูดถึงก้มหน้าลงกลั้นยิ้มจนไหล่สั่นไปหมดแล้ว...พี่ใหญ่นี่ช่าง...น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งกว่าตอนเด็กเสียอีก

“เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเสด็จพ่อแล้วดีกว่า เสด็จพ่อเคยตรัสว่าให้ข้าพาเสด็จพี่ใหญ่ไปหาตำราที่ตำหนักลู่จื่อบ้าง วันนี้เสด็จพี่ใหญ่ว่างหรือไม่เล่า?” วาจานี้คล้ายจะว่ากระทบองค์ชายใหญ่ว่าไร้ความสามารถ แต่องค์ชายรัชทายาทแค่ชวนพี่ใหญ่ไปเล่นที่ตำหนักตนเท่านั้นเอง แน่นอนว่าเย่ซืออวิ๋นก็รู้เจตนาที่แท้จริง เขาแค่นเสียงเหอะคล้ายไม่พอใจ ก่อนจะพยักหน้าอย่างจำยอม ทั้งๆ ที่ในใจนั้นลอยไปตำหนักลู่จื่อแล้ว มีหรือที่เย่เฟิงจะไม่รู้เขาผายมือเชิญอย่างมีมายยาท

“เชิญเสด็จพี่ใหญ่”

ทั้งคู่เดินออกมาจากตำหนักจิ้งหยางพร้อมๆ กัน เย่เฟิงนั้นพาแค่องครักษ์ติดตัวมาคนเดียว เช่นเดียวกับเย่ซืออวิ๋นที่พาหรงหวันมาคนเดียว ยามเดินกันสองคนเย่ซืออวิ๋นก็หัวเราะเบาๆ ทันที

“ข้าเก่งแล้วหรือยังน้องรอง?” พี่ใหญ่ทำตาแป๋วคล้ายลูกแมวรอรับคำชม ทำเอาองค์ชายรัชทายาทห้ามมือไม่ไหวต้องยื่นไปหยิกแก้มพี่ชายเบาๆ ทันที

“พี่ใหญ่เก่งมาก”

“อื้อ! ก็ทุกคนล้วนสอนข้ามาดีนี่นา” เย่ซืออวิ๋นภูมิใจในฝีมือการเล่นละครของตนมาก สองสามปีมานี้ผู้คนล้วนเชื่อว่าเขานั้นไม่ถูกกับบรรดาน้องชายทั้งหลาย ไม่พอใจรัชทายาท “ถิงอวี่ก็อยู่ที่ตำหนักลู่จื่อหรือ?”

เย่เฟิงพยักหน้า “น้องสามน้องสี่ด้วย เดิมทีมาเข้าเฝ้าเสด็จพ่อเสร็จข้าก็ตั้งใจจะไปรับพี่ใหญ่ที่ตำหนักลั่วสุ่ยอยู่แล้ว

เย่ซือวิ๋นตาเป็นประกายชอบใจทันที “นานแล้วที่พวกเราไม่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า” ความจริงจะเรียกว่านานก็ไม่ได้ เมื่อสี่วันก่อนพวกเขาพี่น้องและลู่ถิงอวี่ยังล้อมวงกันกินหม้อไฟร้อนๆ นั่งดูหิมะตก ฟังเสียงพิณอันแสนไพเราะของลู่ถิงอวี่อยู่เลย แต่ช่วยไม่ได้ที่เป็นความเคยชินไปเสียแล้ว...ดังนั้นสำหรับเย่ซืออวิ๋นสี่วันก็ถือว่านาน

เย่เฟิงหัวเราะ เขายื่นมือไปขอร่มจากหรงหวั่นมาถือไว้เอง กางกั้นละอองหิมะให้พี่ใหญ่ “น้องสามกับน้องสี่มีเรื่องสนุกมาชักชวนให้ทำ”

“จริงหรือ...ดีๆ ช่วงนี้ข้าเองก็เบื่องาน เบื่อการเรียนยิ่งนัก” น้องสามและน้องสี่นี่สมแล้วจริงๆ มักหาเรื่องสนุกๆ มาให้พวกเขาได้ทำเสมอๆ เลย “อ้ะ...นั่นขบวนของใครหรือน้องรอง ดูยิ่งใหญ่ไม่น้อยเชียว สนมคนใหม่ของเสด็จพ่อหรือ?” เย่ซืออวิ๋นชะงักฝีเท้ายามที่เห็นขบวนของสตรีที่กำลังมุ่งหน้าไปตำหนักจิ้งหยาง เย่เฟิงเบนสายตาไปทางเดียวกับพี่ชายก่อนจะตอบ

“นั่นคือลี่เจาอี้พ่ะย่ะค่ะ นางเป็นองค์หญิงแคว้นเว่ยที่ส่งมาบรรณาการเมื่อปีก่อน พี่ใหญ่คงจำไม่ได้กระมัง”

เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้ายิ้มน้อยๆ เป็นเชิงบอกว่าตนจำไม่ได้จริงๆ แต่เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับชื่อของลี่เจาอี้คนนี้จากในชาติก่อนอยู่บ้าง “ขบวนของนางดูหรูหราอลังการยิ่งกว่าของว่านกุ้ยเฟยเสียอีก” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้า...นางทำตัวเด่นเช่นนี้ประเดี๋ยวก็ถูกสนมคนอื่นหาเรื่องเป็นแน่ แต่ที่ทำให้เขาสะดุดตามากที่สุดหาใช่ขบวนนั่น แต่เป็นเด็กหนุ่มร่างสูงที่เดินอยู่เคียงข้างนางต่างหาก แม้ใบหน้าจะดูเยาว์วัยกว่าในความทรงจำเล็กน้อย...แต่ว่า...

 

นั่นมัน...ซ่งฉืออู้...

หนึ่งในสามสามีในชาติก่อนของเย่ซืออวิ๋น!

 

“นะ...น้องรอง” เย่ซืออวิ๋นดึงมือน้องชาย พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ดะ...เด็กหนุ่มคนนั้น คือใครหรือ?” น้ำเสียงของเย่ซืออวิ๋นนั้นค่อนข้างสั่นและเต็มไปด้วยความอยากรู้ ชาติก่อนซ่งฉืออู้เป็นคุณชายตกยากจากต่างแคว้นที่ตนรับเข้าตำหนักนอกวังเพราะสงสารอีกฝ่าย ไม่มีทางที่จะมายืนอยู่ข้างองค์หญิงแคว้นเว่ยเช่นนี้ได้แน่ๆ 

 

นั่นแสดงว่า...ตัวตนของคนผู้นี้ก็ไม่เหมือนที่เขารู้ในชาติก่อน

 

เย่เฟิงลิกคิ้วสงสัย ในดวงตาฉายประกายที่อ่านไม่ออกวูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบ “เว่ยฉือ องค์ชายรองแห่งแคว้นเว่ยพ่ะย่ะค่ะ”

 

องค์ชายชายเชียวหรือ...

 

เย่ซืออวิ๋นหรี่ดวงตาลงอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเก็บความสงสัยในใจกลับไป แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มจูงมือองค์ชายรัชทายาทแกว่งไปมาอย่างร่าเริงแทน “ข้าเห็นคนไม่คุ้นหน้าเลยแค่สงสัยเฉยๆ น่ะ...เราไปกันดีกว่า ประเดี๋ยวน้องสามน้องสี่ กับถิงอวี่จะรอนาน”

เย่เฟิงยิ้มรับปล่อยให้พี่ชายจูงมือตนไปและคอยกางร่มให้ไปเรื่อยๆ จนถึงตำหนักลู่จื่อ

 

..........

 

“เว่ยฉือ เจ้ามองอันใด...รีบมาได้แล้ว ข้าจะพาเจ้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท” น้ำเสียงหงุดหงิดจากปากสตรีที่อยู่หัวขบวนดังขึ้น ทำให้เว่ยฉือ องค์ชายรองแห่งแคว้นเว่ยละสายตาจากร่างเล็กๆ ที่เห็นจากที่อีกฝั่งกลับมา ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

 

แต่รอยยิ้มงดงามที่ราวกับจะละลายความหนาวของหิมะในเหมันต์ฤดูนั้น...

ก็ช่างสะกดสายตาเหลือเกิน

 

เด็กหนุ่มคนนั้น...เป็นใครกันนะ

 

………ต่อ……..

 

นับตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์ชายรัชทายาทนั้นตำหนักลู่จื่อก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ข้ารับใช้ในตำหนักล้วนเปลี่ยนหน้าใหม่ ปลดข้ารับใช้เก่าหลายคนออกและมีการคัดเลือกอย่างเข้มงวดกว่าเดิม องครักษ์หลายคนก็ถูกเปลี่ยนแปลง แม้ภายนอกจะดูเป็นการเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะองค์ชายรัชทายาท

แต่ความจริงแล้วเย่เทียนหลงเพียงกำจัดสายสืบที่ซ่อนอยู่ในตำหนักของบุตรชายไปรอบหนึ่ง และเปลี่ยนเป็นที่ไว้ใจได้ รวมทั้งถือโอกาสนี้ให้องครักษ์ลับเมฆดำมาอยู่ข้างกายเย่เฟิงเพื่อคอยดูแลความปลอดภัยอีกที

ดังนั้นยามที่องค์ชายใหญ่เข้ามาในตำหนักลู่จื่อ เย่ซืออวิ๋นก็ไม่ต้องสำรวมกิริยา เบิกตาโตแล้วรีบตรงดิ่งไปร่างสูงที่กำลังหันหลังยืนคุยกับใครบางคนอยู่...

เขาเป็นเด็กหนุ่มร่างสูงดูกำยำแข็งแรง ใบหน้าหล่อเหลา แม้จะยังไม่สวมกวานเล็กแต่ใบหน้ากับดุดัน คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ผิวกายค่อนข้างคร้ามแดดเพราะเจ้าตัวชอบออกแรงตวัดดาบและกระบี่กลางแดดเจิดจ้าอยู่เสมอ สวมใส่ผ้าไหมสีดำปักลวดลายงดงาม บนไหล่ยังมีเกร็ดหิมะบางๆ เกาะอยู่

“น้องสาม!” เย่ซืออวิ๋นเรียกเสียงดัง ก่อนจะโถมกอดเย่เซียวอย่างคิดถึง ร่างสูงนั้นหันกลับมารับร่างพี่ใหญ่เอาไว้อย่างทันท่วงทีก่อนพวกเขาทั้งคู่จะล้มลงไปเสียก่อน เย่เซียวกอดเอวพี่ชายเอาไว้หลวมๆ ถอนหายใจเบาๆ คล้ายระอา แต่ดวงตาที่ปกติดุดันอยู่เสมอนั้นกลับอ่อนโยนลงมาก

“เรียกดีๆ ก็ได้แล้วมิใช่หรือ?” เย่เซียวถอนหายใจแต่ก็ไม่ปล่อยเย่ซืออวิ๋นจากอ้อมแขน ดวงตาใสแป๋วเงยขึ้นมามองน้องสามพลางฉีกยิ้มกว้าง

“ข้าก็เรียกดีๆ แล้ว” พี่ใหญ่พูดอย่างเห็นถูกต้องเป็นที่สุด 

“เฮ้อ...ดีนะที่คราวนี้พี่ใหญ่ไม่สะดุดล้มก่อนมาถึงตัวพี่สาม” น้ำเสียงยียวนของเย่หานดังขึ้นเบื้องหลัง พอได้ยินซืออวิ๋นได้ยินก็ออกจากอ้อมแขนน้องสามไปกอดน้องสี่หมับทันที ด้วยความที่เย่หานนั้นตัวสูงกว่าเขาทำให้เย่ซืออวิ๋นต้องเขย่งเท้าขึ้น พลางย่นจมูกเล็กน้อย

น้องสี่นั้นแม้จะอายุน้อยที่สุดในบรรดาพี่น้อง แต่กลับสูงกว่าตนที่เป็นพี่ใหญ่เสียอีก ใบหน้าก็หล่อเหลาคล้ายคลึงเสด็จพ่อ...แต่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์สายหนึ่งและความยียวนที่ชวนให้รู้สึกว่าเขานั้นหยิ่งทะนงและอหังการ สุขภาพร่างกายน้องสี่เองก็ดีขึ้นมาก ทำให้เจ้าตัวทำตัววางโตได้กว่าเดิม

“มองข้าเช่นนั้นยังติดใจเรื่องส่วนสูงอีกหรือ?” เย่หานโอบเอวพี่ชายไว้พลางยักคิ้วเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ เพราะตั้งแต่เริ่มเติบโต พี่ใหญ่ที่ส่วนสูงมิค่อนเพิ่มขึ้นนักนั้นได้แต่มองมองพวกที่ค่อยๆ สูงเอาๆ ด้วยแววตาอิจฉาอย่างที่สุด พลางบ่นอย่างน้อยอกน้อยใจไปเสียทุกครั้ง...

 

ก็ชอบทำตัวเป็นแมวขี้เกียจเองแท้ๆ

 

“ฮึ ประเดี๋ยวข้าก็สูงเพิ่มขึ้นสักชุ่นสองชุ่น” เย่ซืออวิ๋นเชิดหน้า เขย่งขาขึ้นบอกให้รู้ตัวตนเองจะสูงเท่านี้แน่ๆ ทำให้เย่หานเงยหน้าหัวเราะลั่น เย่เซียวเองก็หัวเราะตามมาเช่นกัน

“ตัวตะกละเช่นท่านฝันหวานอีกแล้ว...แต่ว่านะพี่ใหญ่ท่านเองก็กินมากทุกวัน เหตุใจจึงไม่สูงขึ้นเลยเล่า หืม?” เย่เซียวยื่นมือมาจิ้มหน้าผากพี่ชายจึกๆ

“น้องสาม! เจ้ากล่าววาจากลั่นแกล้งข้า” เย่ซืออวิ๋นถลึงตาใส่เย่เซียว แก้มใสๆ นั้นป่องขึ้นมา แม้จะไม่กลมป่องคล้ายซาลาเปาเหมือนวัยเยาว์แต่ก็น่ารักน่าเอ็นดู

“จะตีข้าหรือ?” เย่เซียวเลิกคิ้ว

“หึๆ” ส่วนเย่หานก็หัวเราะ บันเทิงใจที่ได้ร่วมมือกันกลั่นแกล้งพี่ชาย 

“ตีเจ้า ตีน้องสี่ด้วย” พี่ใหญ่ซัดกำปั้นนุ่มๆ ใส่น้องสามกับน้องสี่รัวๆ แรงที่ใช้นั้นน้อยมากเหมือนลูกแมวตบทำให้นอกจากไม่เจ็บแล้วทั้งเย่หานและเย่เซียวยังหัวเราะชอบใจอีก

“เอาละ...พวกเราเข้าไปในห้องกันเถิด มารับลมริมระเบียงแบบนี้ประเดี๋ยวจะไม่สบายเอา” เย่เฟิงที่ยืนมองอยู่สักพักเอ่ยขึ้นยิ้มๆ เขาตัดสิจใจดึงพี่ชายมาไว้ในอ้อมแขน ช่วยขัดขวางไม่ให้น้องชายทั้งสองกลั่นแกล้งเอาอีก...ผ่านมากี่ปีๆ ทั้งสองคนก็ชอบแหย่และกลั่นแกล้งให้พี่ใหญ่ทุบตีตนเองตลอด มิรู้เป็นนิสัยอันใด วันไหนว่างก็ต้องไปหาเรื่องถึงตำหนักลั่วสุ่ย...เอาของล้ำค่าไปให้แล้วก็ให้พี่ใหญ่ทำหน้าบึ้งใส่ จากนั้นก็หัวเราะลั่นกลับตำหนักตนเองกันไป 

 

เหมือนเสด็จพ่อมิมีผิด

เย่เฟิงรู้สึกว่า...ดีที่ตนไม่มีนิสัยเช่นนี้มา...

 

“น้องรองยังคงดีกับข้าที่สุดไม่เปลี่ยนเลย” พี่ใหญ่ทำกระพริบตาปริบๆ กอดแขนเย่เฟิงไว้ไม่ปล่อย ก่อนจะหันไปเชิดหน้าให้น้องสามกับน้องสี่ แล้วหัวเราะเบาๆ เย่เซียวกับเย่หานเลยยื่นมือมาหมายจะจิ้มหน้าผากอีกคนแต่ถูกเย่เฟิงใช้พัดในมือปัดออก พลางส่ายหน้าห้ามปรามขำๆ

องค์ชายรัชทายาทเองก็รูปงามขึ้นกว่าเดิมมากนัก...ทุกองค์ประกอบบนใบหน้าแทบจะเหมือนฮ่องเต้เย่เทียนหลงยาวเยาว์วัย อีกทั้งนิสัยก็คล้ายคลึงกัน ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายสุขุมและความสุภาพนุ่มนวล คล้ายไผ่สูงเขียวขจีในวสันต์ฤดู...และกลิ่นอายอันสดชื่นในฤดูคิมหันต์ 

 

แค่ได้เห็นเพียงแวบแรกใครก็ต้องรู้สึกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้นั้นเกิดมาเหนือผู้คน

 

“ซืออวิ๋นพูดเช่นนี้...ข้าไม่ดีกับเจ้าหรอกหรือ?” น้ำเสียงไพเราะนุ่มนวลน่าฟังคล้ายเสียงสั่นไหวของสายพิณชั้นเลิศ...ใบหน้าหล่อเหลาสุภาพงดงามราวถูกสวรรค์บรรจงสรรค์สร้างอย่างลำเอียง ไม่ว่าจะเป็นดวงตาดอกท้อเรียวสวยดูสุภาพ  สุขุมเกินวัย ผิวขาวราวหยกเนื้อดี หลอมรวมกันเป็นเด็กหนุ่มรูปงามดุจสลักเสลามาจากหยกขาวชั้นเลิศ

“ถิงอวี่!” เย่ซืออวิ๋นจะออกจากอ้อมแขนเย่เฟิงไปหาลู่ถิงอวี่ แต่องค์ชายรัชทายาทกลับรวบเอวพี่ชายไว้แน่นไม่ปล่อย พลางยิ้มให้ลู่ถิงอวี่ที่ยิ้มกลับมา

 

สหายสนิทสองคนนี้คล้ายกำลังหยั่งเชิงกันเองยิ้มๆ อีกแล้ว...

 

“น้องรอง...” เย่ซืออวิ๋นลากเสียงยาว ช้อนตาแป๋วขึ้นมองราวจะถามว่าเหตุใดจึงไม่ยอมปล่อยตนเองให้ไปหาลู่ถิงอวี่สักที

เย่เฟิงยิ้ม เกลี่ยปลายจมูกพี่ชายเบาๆ “เข้าไปข้างในกันก่อนเถิด”

“อื้อ” พี่ใหญ่เองก็เชื่อฟัง เพราะข้างนอกนั้นหิมะตกลงมาหนักกว่าเดิม ขืนอยู่นานๆ จะไม่ดีกับร่างกายเอาได้

เย่ซืออวิ๋นปล่อยให้น้องชายจูงมือเข้าไปด้านใน มือข้างหนึ่งถูกเย่เฟิงจับไว้ อีกข้างเป็นมือของเย่หาน ส่วนลู่ถิงอวี่ที่ถูกขัดขวางนั้นได้แต่มองทั้งสามคนยิ้มๆ เดินตามเข้าไปในตำหนักพร้อมเย่เซียว

“หึๆ เจ้าคิดจะให้พี่ใหญ่ตรงเข้าหาเจ้าทุกครั้งที่เจอหรืออย่างไร?” เย่เซียวที่เดินข้างลู่ถิงอวี่เอียงหน้า เลิกคิ้ว ท่าทางของเขานั้นราวนักเลงโต ยิ่งอยู่ข้างลู่ถิงอวี่ผู้สุภาพนุ่มนวลแล้วก็แตกต่างกันมาก

“มีอันใดไม่ได้เล่า” ลู่ถิงอวี่ยิ้ม ดวงตาดอกท้อเป็นประกายแวววาวน่ามอง หางตาชี้ขึ้นเล็กน้อยเพิ่มเสน่ห์ให้ลู่ถิงอวี่ไปอีกเท่าตัว “เพราะทุกครั้งที่เจอหน้าเขา ข้าก็อยากจะตรงไปหาแค่เขาเพียงคนเดียวเช่นกัน”

เย่เซียวได้ฟังวาจาเช่นนี้ของสหายก็แหงนหน้ามองฟ้า กลอกดวงตาไปมาหลายรอบ...เจ้าลู่ถิงอวี่ผู้นี้นั้นราวกับมีเป้าหมายแน่นอนในชีวิตแล้วคือการจะขโมยพี่ใหญ่ของพวกเขาไปครอบครอง แม้สองสามปีมานี้จะถูกเสด็จพ่อกลั่นแกล้งและขัดขวางสารพัดวิธีก็ยังไม่คิดย่อท้อเลย เจ้าพี่ใหญ่นั่นก็เหลือเกิน...ในสมองเล็กๆ นั่นก็เต็มไปด้วยเรื่องราวของลู่ถิงอวี่ ออกหน้าปกป้องให้เสียทุกครั้งไป

เมื่อเข้ามาในห้องที่อุ่นขึ้น เย่เฟิงก็ยอมปล่อยเย่ซืออวิ๋นออก องค์ชายใหญ่เลยเดินไปจับจูงมือลู่ถิงอวี่ไว้เบาๆ เพื่อทดสอบความเย็น เงยหน้าขึ้นยิ้มให้ตาใสแป๋วน่ามอง เรียกรอยยิ้มหวานของลู่ถิงอวี่กลับมาเช่นกัน

คุณชายลู่มักจะมีรอยยิ้มบนใบหน้าเสมอใครๆ ต่างก็รู้ดี...แต่รอยยิ้มของเขายามอยู่กับองค์ชายใหญ่นั้นจะอ่อนโยนขึ้นเป็นพิเศษ แฝงความละมุนละไมและความอ่อนหวานบางเบา

 

ราวกับ...มีแค่เพียงคนคนนี้คนเดียวที่มีสิทธิ์ครอบครองรอยยิ้มงามล้ำของลู่ถิงอวี่

 

“เมื่อครู่ซืออวิ๋นบอกว่าเย่เฟิงดีกับเจ้าที่สุด แล้วข้าเล่า...ไม่ดีกับซืออวิ๋นเลยหรือ?” คุณชายลู่รู้สึกติดใจกับปัญหาข้อนี้มาก เห็นเขาเป็นคนใจกว้างแต่กลับบางเรื่องแล้วก็ใจแคบจนเล็กน้อยก็ไม่ยอมปล่อย

 

โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋น

 

เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้ารัวๆ รีบอธิบายเพื่อไม่ให้ลู่ถิงอวี่เข้าใจผิด แต่ไหนแต่ไรมาเขาก็ใส่ใจความรู้สึกของลู่ถิงอวี่ทุกเรื่องอยู่แล้ว “ถิงอวี่เองก็ดีกับข้ามากเช่นกัน” มือเรียวนุ่มนิ่มจับมือของลู่ถิงอวี่ไว้พลางบีบเบาๆ...มือของลู่ถิงอวี่นั้นใหญ่กว่ามือของเขาเสียอีก ยามแนบจับสนิทกันเช่นนี้ราวกับมือนั่นจะกอบกุมมือของเย่ซืออวิ๋นไว้ได้ทั้งหมดเลย “เจ้าอย่าได้น้อยใจไปเลยนะ น้องสามน้องสี่ก็ดีกับข้า”

“มาดื่มชากันก่อน” เย่เฟิงรินชาใส่แก้วให้ทุกคน...เป็นชาโบตั๋นขาวที่ตนเพิ่งได้มา ทานคู่กับขนมดอกเหมยที่ห้องเครื่องเพิ่งทำมาให้แล้วรสดีไม่น้อย

“น้องรองบอกข้าว่าน้องสามกับน้องสี่มีเรื่องสนุกมาบอกกล่าวกันหรือ? มีอะไรว่ามาได้เลย” ท่าทีร่าเริงดีใจที่ได้ก่อเรื่องซนๆ ของเย่ซืออวิ๋นทำให้อีกสี่คนยิ้มขำ ลู่ถิงอวี่ล้างมือเรียบร้อยพลางบิขนมดอกเหมยเป็นคำเล็กๆ ป้อนให้เย่ซืออวิ๋นไปด้วย องค์ชายใหญ่เองก็อ้าปากรับด้วยความเคยชิน...เป็นนิสัยที่ถูกบ่มเพาะมาโดยที่อีกฝ่ายก็ไม่รู้ตัว

 

แต่ลู่ถิงอวี่นั้นรู้ดี...และเขาจงใจให้เป็นเช่นนี้

 

“ท่านลุงบอกข้าว่าหลังปีใหม่สักพักจะไปเที่ยวเล่นแถวชายแดนแคว้นเว่ย และถ้ามีอะไรน่าสนใจก็จะไปเดินเล่นแถวเมืองหลวงแคว้นเว่ยด้วย...ข้าเลยมาถามว่าพวกท่านสนใจไปด้วยกันไหม?” เย่เซียวเอนพิงเก้าอี้ไม้พลางโยกไปมาเบาๆ 

“ข้าตกลงไปสืบข่าว เพราะแคว้นเว่ยมีการเคลื่อนไหวอะไรน่าสงสัย เลยตัดสินใจจะไปพร้อมกันกับพี่สามกับท่านลุงสุ่ย” เย่หานจิบชาร้อนๆ ที่เย่เฟิงรินให้ พลางไอเบาๆ แล้วรีบโบกมือให้พี่ใหญ่ที่แทบจะมาหาเขาทันทีด้วยความเป็นห่วง ดีที่ลู่ถิงอวี่ดึงมือไว้ก่อน “ข้าไม่ได้เป็นอะไร แค่ตอนแอบมาตำหนักลู่จื่อตากหิมะนานไปสักหน่อย”

“น้องสี่นี่ละก็...ร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้วก็เถอะ แต่อย่าได้ไปตากหิมะนานๆ สิ ประเดี๋ยวจะไม่สบายขึ้นอีก” เย่ซืออวิ๋นทำหน้าดุๆ ราวอาจารย์สั่งสอนเด็กดื้อ เย่หานยักคิ้วให้พี่ชายแต่ก็พยักหน้าเชื่อฟังพี่ใหญ่เลยยิ้มหวานกลับมาให้เป็นรางวัล

“ว่าแต่แคว้นเว่ยหรือ?...สนมของเสด็จพ่อที่เราเจอเมื่อครู่ก็เป็นองค์หญิงแคว้นเว่ยใช่หรือไม่น้องรอง?”

“อืม” เย่เฟิงพยักหน้า ปลายนิ้วเกลี่ยขอบถ้วยชาเล่นเบาๆ เขาถูกพี่ใหญ่ขอร้องด้วยดวงตาแป๋วๆ ว่าให้เลิกใช้คำราชาศัพท์สุภาพกับตัวเองได้สักที เขาเป็นองค์ชายรัชทายาท...นอกจากเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ฮองเฮาแล้วผู้อื่นต่างก็ล้วนต้องให้เกียรติเขาทั้งสิ้น พี่ใหญ่เองก็คิดเช่นนั้นทุกครั้งที่เย่เฟิงสุภาพยามอยู่กันส่วนตัวจะขึงตาโตๆ ใส่ ทำแก้มป่องๆ ใส่เสมอ

 

น่าเอ็นดูเกินไปจริงๆ

 

“เว่ยฉือเข้าวังหลวงมากับลี่เจาอี้ คงคิดจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ” เย่เฟิงถอนหายใจเบาๆ “หลายปีมานี้แคว้นเว่ยมีการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย ในบรรดาแว่นแคว้นทั้งหมดที่อยู่ในอาณาเขตกับต้าเซี่ยแคว้นเว่ยถือว่าเป็นแคว้นใหญ่ลำดับต้นๆ แคว้นหนึ่ง...เมื่อสามเดือนก่อนนั้นองค์ชายใหญ่แคว้นเว่ย...เว่ยเฉา ได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์ชายรัชทายาท”

“แต่กลับได้รับการต่อต้านจากขุนนางในราชสำนัก” ลู่ถิงอวี่พูดต่อยิ้มๆ “อำนาจในแคว้นเว่ยแบ่งเป็นสองขั้ว สนับสนุนองค์ชายใหญ่และอีกอีกส่วน...สนับสนุนองค์ชายรองเว่ยฉือ”

พอได้ยินชื่อนี้เย่ซืออวื๋นก็กระตุกเบาๆ ดวงตาหลุบลงเล็กน้อย มือเรียวสั่นไหว แม้จะบางเบาแต่ลู่ถิงอวี่ที่ไม่เคยละประสาทสัมผัสไปจากเย่ซืออวิ๋นเลยนั้นรู้สึกได้ชัด พลางหรี่ตามองอย่างสงสัย

 

ซืออวิ๋นเปลี่ยนไปเล็กน้อยเพราะชื่อของเว่ยฉือ?

 

ดวงตาดอกท้อของลู่ถิงอวี่นั้นเยือกเย็นกว่าเดิม ซุกซ่อนความหงุดหงิดวูบหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจเอาไว้...ใบหน้าหล่อเหลางดงามนั้นยังคงคลี่รอยยิ้มอยู่เช่นเคย

“เขา...เป็นองค์ชายรองจริงๆ สินะ” เย่ซืออวิ๋นถามเบาๆ คำถามนี้เหมือนเขาถามตัวเองและก็เหมือนถามคนอื่นไปด้วย...หนึ่งในสามีทั้งสามของตนเป็นถึงองค์ชายรองแคว้นเว่ย ที่ได้รับการสนับสนุนจากขั้วอำนาจในราชสำนักให้เป็นองค์ชายรัชทายาทอีกคนหนึ่ง

 

นั่นสื่อได้ชัดว่าชาติก่อนที่ซ่งฉืออู้มาอยู่ข้างกายตนนั้นมีจุดประสงค์บางอย่าง...ถึงขนาดปกปิดชื่อ ลดเกียรติฐานะของตนมาเป็นสามีองค์ชายไร้ค่าร่วมกับผู้อื่น

แต่ตนที่เป็นองค์ชายไร้อำนาจในชาติก่อนจะมีประโยชน์อันใดให้ใช้สอยอีกเล่า

 

“เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นองค์ชายรองแคว้นเว่ย อายุรุ่นราวคราวเดียวกับข้า กับพี่ใหญ่และก็ถิงอวี่ เขาเป็นบุตรชายของฮองเฮาพระองค์ก่อน หลังจากที่นางตายไปอำนาจในราชสำนักก็เปลี่ยนมือจนวุ่นวายไปหมด แต่ถึงจะมีอำนาจที่มารดาทิ้งไว้ให้เว่ยฉือก็ยังด้อยกว่าเว่ยเฉาอยู่เล็กน้อย ที่เขามาต้าเซี่ย...คงหวังพึ่งพิงอำนาจของทางนี้เพื่อให้ตัวเองมั่นคงขึ้นกระมัง”

เย่ซืออวิ๋นกำมืออีกข้างของตนที่ไม่ได้ถูกลู่ถิงอวี่กุมไว้แน่น จนเล็บแทบจะจิกลงกับฝ่ามือ แต่เพียงพริบตาเดียวก็ถูกมือที่ใหญ่กว่าดึงมากอบกุมไว้อย่างอ่อนโยน ไล้ปลายนิ้วไปตามรอยเล็มจางๆ บนฝ่ามือนุ่มนิ่มอย่างเชื่องช้าราวปลอบโยน

ลู่ถิงอวี่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่คลี่ยิ้มน้อยๆ ไห้เท่านั้น...เพียงเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย เย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาก พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

 

นี่ไม่ใช่ชาติก่อน...ตอนนี้เว่ยฉือยังไม่ได้มาเป็นหนึ่งสามีของตน

แล้วก็ในเมื่อรู้เช่นนี้แล้วอย่าหวังว่าเย่ซืออวิ๋นจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยอีกเลย!

เจ้าอยากได้อำนาจก็ไปหาเอา อย่าว่ายุ่งวุ่นวายกับข้า...ข้าเองก็จะไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับเจ้าเช่นกัน...ต่างคนต่างอยู่ดีที่สุดแล้ว!

 

เย่ซืออวิ๋นกระชับมือของลู่ถิงอวี่แน่นขึ้นกว่าเดิม พลางเอียงหน้าแล้วอมยิ้มน้อยๆ ให้ลู่ถิงอวี่ ดวงตากลมโตเป็นประกายแวววาวราวดวงดารา และเช่นเดียวกัน...แค่เห็นรอยยิ้มนั้นของเย่ซืออวิ๋น ความหงุดหงิดเสี้ยวหนึ่งที่เกาะกุมจิตใจของลู่ถิงอวี่อยู่ก็หายวับไปทันที

 

ซืออวิ๋นจะสนใจใครบ้างสักเล็กน้อยก็จะเป็นไรไปเล่า...

ในเมื่อคนที่ได้ครอบครองรอยยิ้มอันแสนอ่อนหวานจากองค์ชายใหญ่คนนี้...มีเพียงเขาคนเดียว

 

ส่วนเว่ยฉือผู้นั้น...หาทางให้กลับแคว้นเว่ยไปเร็วๆ นี้เสียเลยดีกว่า...แม้ไม่เคยพบเจอ แต่แค่ได้ยินชื่อลู่ถิงออวี่ก็รู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่ได้ดีอันใด ในเมื่อไม่มีดีอะไรก็อย่าให้เข้าใกล้ซืออวิ๋นเลยจะดีกว่า

 

ลู่ถิงอวี่วางแผนการในใจเรียบร้อย แม้ขณะคิดแผนรังแกผู้อื่นที่ไม่เคยพบกน้าก็ยังคงไว้ซึ่งรอยยิ้มน้อย หาเหตุผลสนับสนุนความคิดของตนเองได้เสร็จสรรพ

“เว่ยเฉาผู้นี้...พี่ใหญ่ เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับท่านเล็กน้อย” เย่หานหันไปมองพี่ชาย

“หืม? ทำไมเหรอ ข้าไม่ได้รู้จักอีกฝ่ายเสียหน่อย”

เย่หานขมวดคิ้วคล้ายลังเลเล็กน้อยว่าจะพูดดีหรือไม่ แต่ยามเห็นใบหน้าสงสัยใคร่รู้ของเย่ซืออวิ๋นก็ถอนหายใจเบาๆ “ข้าได้ข่าวว่าเขากำลังจะแต่งชายารอง...ชายารองของเขามาจากสกุลฉิน...ฉินฟางหนี่ว์”

เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้วงงๆ พยายามค้นหาชื่อนี้ในสมองของตน ก่อนจะพยักหน้าในใจ...นางเป็นสตรีโฉมสะคราญผู้หนึ่ง แต่ชาติก่อนนั้นถ้าตนจำไม่ผิดฉินฟางหนี่ว์ผู้นี้เป็นชายาเอกขององค์ชายสักแคว้นนี่ หาใช่แต่งเป็นชายารอง ตอนนั้นตนยังเคยส่งของขวัญไปให้นางหลายชิ้นเพื่อแสดงน้ำใจในฐานะญาติฝั่งพระมารดาอยู่

 

แต่ชาตินี้ข้าไม่สนใจ...แค่ขึ้นชื่อว่าเป็นสกุลฉินข้าก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยว ไม่อยากให้อันใดสักนิด แม้จะให้มองสมบัติของข้าสักนิด ข้าก็หวง!

 

“นางเป็นคนงามหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นจำหน้าฉินฟางหนี่ว์ได้ไม่ชัดนัก แต่จำคำร่ำลือถึงนางได้ เขาเลยถามเพื่อความแน่ใจ

เย่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย “ภาพวาดของนางที่สายลับส่งมาให้ข้า...ก็มิได้งามอันใด พี่ลู่ยังงดงามกว่าเสียอีก...” และพี่ใหญ่เองก็งดงามกว่ามากนัก...

“แค่ก...ข้าเป็นบุรุษ” ลู่ถิงอวี่ไอเบาๆ รับชาที่เย่ซืออวิ๋นส่งมาให้จิบช้า ปล่อยให้มือเรียวเล็กช่วยลูบหลังไปอย่างอ่อนโยน

“แต่ถิงอวี่งดงามที่สุดเป็นความจริงนี่นา” เย่ซืออวิ๋นไม่รอช้าที่จะชมลู่ถิงอวี่ทันที ในสายตาตนนั้นเสด็จพ่อหล่อเหลาที่สุด น้องรอง น้องสาม น้องสี่ที่มีเค้าโครงหน้าคล้ายเสด็จพ่อก็หล่อเหลาไปด้วยเช่นกัน ขนาดยังไม่เติบใหญ่เต็มที่ยังหล่อเหลากว่าเด็กวัยเดียวกันและผู้ใหญ่หลายคนเสียอีก ส่วนถิงอวี่นั้นชาติก่อนก็เป็นบุรุษที่ได้รับการกล่าวขานว่ารูปงามอันดับหนึ่งในใต้หล้าอยู่แล้ว ชาตินี้ยิ่งได้รับการบำรุงอย่างดี ไหนจะมีหยกอุ่นอรุณช่วยปรับสภาพร่างกาย...

 

ก็ยิ่งทวีความงดงามมากขึ้นหลายเท่า...เย่ซืออวิ๋นยังรู้สึกว่าลู่ถิงอวี่ตอนนี้งดงามกว่าชาติก่อนเสียอีก

 

“แต่ในสายตาข้าซืออวิ๋นกลับงดงามไม่มีใครเทียบได้เลยต่างหากเล่า” วาจาหวานหูน่าฟังไม่เท่าดวงตาดอกท้อที่มองตรงมาอย่างหวานฉ่ำและชวนให้มองแล้วใจสั่นแทบละลาย พวงแก้มของเย่ซืออวิ๋นแดงก่ำ ริมฝีปากแดงอ้าออกเล็กน้อยอย่าน่ามองทำให้คุณชายลู่ห้ามมือตัวเองไม่ไหวต้องยกปลายนิ้วเกลี่ยแก้มแดงเบาๆ

“แฮ่ม!” เสียงกระแอมดังๆ ขององค์ชายรัชทายาท องค์ชายสาม และองค์ชายสี่ดังขึ้นพร้อมกัน แต่ลู่ถิงอวี่ก็ยังไม่ยอมดึงมือกลับมา และยิ้มให้ทั้งสามโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

“แค่กๆ กลับมาที่ข้ากับน้องสี่ก่อน สรุปว่าพวกท่านมีใครสนใจจะไปเดินเล่นแคว้นเว่ยกับข้ากับน้องสี่บ้างหรือไม่?”

“นอกจากท่านลุงส่ยแล้วมีผู้ใดไปอีกบ้าง?” เย่เฟิงเองก็คิดว่าการไปเยือนแคว้นเว่ยนั้นน่าสนใจไม่น้อย แม้พวกเขาจะมักออกไปเที่ยวนอกวังอยู่เสมอ แต่ก็ไม่เคยได้ไปไกลจนถึงแถบชายแดนสักที...การไปครั้งนี้เป็นโอกาสให้เปิดหูเปิดตากาประสบการณ์ใหม่ๆ

เย่เซียวมองพี่รองยิ้มๆ ดวงตาคล้ายรอชมความสนุกสนาน “ฉิงเอ๋อร์จะติดตามท่านลุงสุ่ยไปด้วย”

พอได้ยินชื่อสตรีบางคนเย่เฟิงก็ชะงักรอยยิ้มของตนเล็กน้อย พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ คนอื่นๆ ก็ได้แต่กลั้นยิ้ม...องค์ชายรัชทายาทเป็นสุภาพบุรุษและเด็กหนุ่มผู้หล่อเหลางดงามดุจไผ่หยก แต่คุณหนูสกุลหยางแห่งจวนแม่ทัพกลับแสดงออกชัดเจนว่าไม่ชอบองค์รัชทายาทผู้นี้เอาเสียเลย

มีครั้งหนึ่งที่พวกเขาออกไปเที่ยวนอกวัง ขึ้นไปไหว้พระที่วัดแห่งหนึ่ง เจอกับคุณหนูหยางฉิงผู้นั้นพอดี แรกเริ่มเดิมทีพวกเขาก็จำนางไม่ได้ เพราะนางเข้าวังมาน้อยครั้งมากและนางก็เป็นสตรีจึงไม่ค่อยได้พบเจอกับบรรดาเหล่าองค์ชาย ยกเว้นเย่เซียวที่ถือเป็นญาติผู้พี่ของนางตอนนั้นแยกไปที่อื่น แล้วมิรู้ว่าเหตุใดเย่เฟิงที่สุภาพอยู่เสมอจึงได้ไปใช้กระบี่ตัดผมนางออกไปตั้งหนึ่งชุ่น ดรุณีน้อยดวงตาวาวโรจน์ฟาดฝ่ามือลงบนแก้มเย่เฟิงหนึ่งที จากนั้นก็ย่ำเท้าออกไปอย่างรดวเร็วหมดจด ทำเอาพวกเขาทั้งหมดได้แต่นิ่งงันก่อนจะพร้อมใจกันนับถือคุณหนูน้อยผู้นั้นในใจ

มาทราบเอาคราวหลังตอนนี้ทางเข้าวังมาพูดคุยกับว่านกุ้ยเฟยว่านางเป็นใคร และนางก็เพิ่งรู้ว่าบุคคลที่ตอนฟาดหน้าไปหนึ่งฉาดนั้นเป็นถึงองค์ชายรัชทายาท นึกถึงดวงตากลมโตที่เบิกกว้างตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ได้ทำอันใดผิดของนางแล้วทุกคนก็กลั้นขำออกเบาๆ ทันที มองหน้าองค์ชายรัชทายาทที่บัดบี้กำลังดื่มชาด้วยสีหน้ายิ้มๆ ที่ลดทอนความอ่อนโยนลงหลายส่วน นึกถึงภาพดรุณีน้อยที่ดุคล้ายแม่เสียนางนั้นแล้ว...

 

สมกับที่เป็นคุณหนูจวนแม่ทัพปกปักษ์แผ่นดินจริงๆ

 

“เช่นนี้...ฮะๆ น้องรองก็ต้องคิดเยอะๆ เสียแล้วสิว่าจะไปกับท่านลุงหยางหรือไม่ ส่วนข้านั้นต้องไปแน่นอนอยู่แล้วล่ะ ได้ยินว่าแคว้นเว่ยมีทะเลสาบกระจกเงาที่งดงามมากอยู่ ได้ไปชมทิวทัศน์และวาดภาพไปด้วยต้องดีมากแน่ๆ...ถิงอวี่เล่า?” เย่ซืออวิ๋นหันไปถามคนข้างกาย ลู่ถิงอวี่เอียงหน้ายิ้มๆ

“ซืออวิ๋นอยากให้ข้าไปด้วยหรือไม่?”

เหล่าองค์ชายทั้งสามคนพลางเขม่นของคนเจ้าเล่ห์บางคนอย่างขัดนัยน์ตา...ลู่ถิงอวี่นี่เจ้าเล่ห์เสียจริง ทุกอย่างต้องโยงหาพี่ใหญ่ตลอด ราวจะค่อยๆ แทรกสอดชีวิตของตนเข้าไปในการตัดสินใจของพี่ใหญ่...ให้เป็นความเคยชิน ให้เป็นความคุ้นเคยจนกลายเป็นนิสัย

 

จนรู้ตัวอีกที...ก็ไม่มีวันตัดขาด

 

พวกเขารู้ เข้าใจ และก็มิใช่ไม่เคยลงมือขัดขวาง แต่จนใจที่พี่ใหญ่นั้นไร้ความระมัดระวังกับลู่ถิงอวี่อย่างสิ้นเชิง คล้ายมองอีกฝ่ายสูงส่ง งดงาม บริสุทธิ์ที่สุดในใต้หล้า ขนาดเสด็จพ่อยังหมั่นไส้ มอบหมายงานยากๆ ให้ลู่ถิงอวี่ไปทำอยู่บ่อยๆ

“แต่เดินทางไกลจะเป็นภาระกับร่างกายของถิงอวี่หรือไม่ ข้ากลัวเจ้าจะล้มป่วยเอาได้ แม้อยากให้เจ้าไปด้วยกับข้าแค่ไหนแต่ข้าก็ไม่อยากเอาแต่ใจกับถิงอวี่นี่นา” ดวงตาคู่สวยกระพริบตาปริบๆ 

ความใส่ใจที่มีให้กันมาเสมอและทวีเพิ่มขึ้นไม่เคยขาด คล้ายสิ่งเสพติดที่ลู่ถิงอวี่ได้รับเท่าไหร่ก็ไม่พอ เขายิ้มกระชับมือเรียวแน่นกว่าเดิม “กับข้าซืออวิ๋นเอาแต่ใจได้เสมอ”

“เจ้าพอเถอะ ข้าทนฟังไม่ได้แล้ว” เย่เฟิงถอนหายใจเบาๆ ปรามสหายสนิทของตน เขากำลังกลุ้มใจถิงอวี่ยังมาเกี้ยวพี่ใหญ่ให้เห็นอีก เห็นทีเขาคงต้องทูลรายงานเสด็จพ่อให้ทราบว่าคุณชายลู่นั้นชักจะเอาใหญ่แล้ว

ลู่ถิงอวี่ปรายตามอง แต่ไม่ได้ตอบคำ ทำเพียงหัวเราะเบาๆ และเลิกคิ้วให้เล็กน้อย แต่ในสายตาของเย่เฟิง...เจ้าเพื่อนสนิทคนนี้ช่างน่าหมั่นไส้ขึ้นทุกวัน!

“ข้าเองก็คงไปด้วย...พวกเราไปกันทั้งหมดกระมัง” เย่เฟิงถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างนึกสนุก “คงมีเรื่องให้ทำมากมาย”

“ใช่ แต่ตอนนี้ข้าหิวแล้ว พี่รองตำหนักท่านมีอะไรให้พวกเรากินหรือไม่” เย่เหานลูบท้องตนเองบอกบรรดาพี่ชาย วันนี้ตนเพิ่งกลับจากท้องพระโรงไท่หยวนเพื่อไปฝึกกับองครักษ์เมฆดำ แอบตรงเข้ามาตำหนักลู่จื่อทันที

“มี...ข้าจะสั่งให้คนเตรียมสำรับ”

“หนาวเช่นนี้พวกเรากินหม้อไฟกันเถอะ” เย่ซืออวิ๋นเสนอขึ้นมาด้วยรอยยิ้มกว้าง กระพริบตาปริบๆ มองหน้าแต่ละคน ก็สามารถสรุปมื้ออาหารออกมาได้แล้ว

 

มีใครจะกล้าขัดใจองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นกันเล่า...

 

บุคคลที่ไม่เคยรู้เลยว่าเป็นสมบัติล้ำค่าและถูกพระบิดากับบรรดาน้องชายหวงแหนแค่ไหน...

 

………………..

 

อีกอย่างหนึ่งที่เราคิดน่ากลัวในโลกนี้ก็คือความเคยชินของคนเราค่ะ…เคยชินที่จะมีใครคนหนึ่งอยู่เสมอด้วยเสมอ เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องปกติ พี่ลู่เองก็กำลังทำอย่างนั้นกับน้ององค์ชายใหญ่เขาเหมือนกันค่ะ 555 ก็แอบนิสัยไม่ดีเลยล่ะค่ะ คุณชายลู่เขายังหาเหตุผลมาเข้าข้างความใจแคบของตนเองได้เสมอด้วยค่ะ คนนี้ร้ายๆ ไม่แพ้อาจารย์ของเขาหรอกค่ะ ^_^

องค์ชายแต่ละคนก็เริ่มเติบโตมากขึ้น ทุกคนสูงกว่าพี่ใหญ่กันทั้งนั้นนนน…แต่ละคนก็จะนิสัยแตกต่างกันไป แต่เรื่องหวงพี่นี่พอๆ กันเลยค่ะ 5555 

ช่วงนี้เราถูกสั่งห้ามนอนดึกเด็ดขาด แต่ด้วยเหตุจำเป็นที่เลี่ยงได้ยาก สองสามวันมานี้ก็นอนตีสามตีสี่ วันนี้เลยตั้งใจจะนอนเร็วแล้วค่ะ 555 เคลียร์งานเสร็จบางส่วนแล้วววว ทุกคนเองก็อย่าลืมดูแลตัวเอง อย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ระวังอย่าให้ป่วยได้กันน้าาา ไปข้างนอกอย่าลืมพกร่มกับแมสนะคะ ^_^

น่าจะได้มาเจออีกทีประมาณวันพุธ เดี๋ยวจะค่อยๆ ทยอยแก้คำผิดกับคำตกหล่นตอนก่อนๆ นะคะ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยดูให้น้าาาา

ป.ล. อีกนิด…เพิ่งเห็นยอด Favorite เกิน 1000 แล้ววววว…ทุกคนอยากอ่านตอนพิเศษของใครกันไหมเอ่ยยยย? ^_^

 

อย่าลืมพักผ่อนกันเยอะๆ นะคะ

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่าาาาา ^_^

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.51K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,299 ความคิดเห็น

  1. #3658 SONE07 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 18:12
    เป็นความสัมพันธ์ที่อบอุ่นมากจริงๆค่ะทั้งรุ่นพ่อรุ่นลูกเลยถึงแม้รุ่นพ่อจะทำไปเพราะหน้าที่แต่ทุกคนก็ยังสนิทกันไว้ในกันเหมือนเดิมดีจริงๆเลยค่ะ
    #3,658
    0
  2. #2985 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 12:20
    เรากะคิดว่าความสัมพันธ์รุ่นพ่อมันดูกระอักกระอ่วนอะ แบบเพื่อนเราเป็นเมียเราแล้วเพื่อนอีกคนก็เป็นเมียเรามันจะมองหน้ากันติดจริงๆเหรอ เพราะทุกคนเป็นเพื่อนกันมาก่อนก็ต้องรู้เรื่องอยู่แล้ว แบบเอาจริงดิ ส่วนเด็กๆน่ารักทุกคนจ้าาา
    #2,985
    0
  3. #2304 kunkhonlekkk (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 16:28
    เอาจริงไม่ค่อยโอเคกับคสพ.รุ่นพ่อคือมันหน่วงๆ จะฟินก็ฟินไม่สุด ไรท์เก่งนะที่ทำเราอินขนาดนี้ แต่ไม่ถูกชะตาเลย ส่วนคู่ลูกก็สนุกมากๆ
    #2,304
    0
  4. #2110 PikazZA (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 20:08

    สรุปพี่ลู่คือพระเอก ที่เหลือก็น่าจะเป็นพี่น้องพ่อเดียวกันทั้งหมด

    #2,110
    0
  5. #1783 สนุกสนานจริงๆนะ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 06:37
    เรื่องความสัมพันธ์รุ่นพ่อเรามองว่าเป็นหน้าที่ หน้าที่ของฮ่องเต้ หน้าที่ของฮ่องเฮา ต่างๆ มันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ แม้ใจจะไม่รักแบบคนรักแต่ก็รักแบบเพื่อนร่วมชีวิต มันอาจจะเคยเจ็บปวดมาก่อน แต่ตอนนี้มันสวยงามแล้ว
    #1,783
    2
    • #1783-1 PLIM.PANPJK(จากตอนที่ 13)
      30 ตุลาคม 2563 / 14:23

      เยี่ยม
      #1783-1
    • #1783-2 UnUn_Aloha(จากตอนที่ 13)
      24 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:27
      คิดเหมือนกันเลยค่ะ
      #1783-2
  6. #1712 khunsom08 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 00:21
    เติบโตกันแล้ว
    #1,712
    0
  7. #1599 เจ้าแมว (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2563 / 21:35
    เอาจิงดิ เป็นความสัมพันธ์ที่โคตรใจร้ายอ่ะ เอาเพื่อนตัวเองเพราะอยากมีทายาท แล้วพอมีเวลาว่างก็มาเอากับคนรักตัวเองงี้หรอ มองหน้ากันติดได้ไงอ่ะ ถามจริงๆอยากรู้มากอ่ะ อ่านแล้วขัดใจ เลื่อนผ่านตลอด เห้ออออ
    #1,599
    0
  8. #1564 Lisaisverycutie (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2563 / 12:26
    น่ารักกันจังเลย
    #1,564
    0
  9. #1383 bsss27 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 18:21
    ส่วนตัวไม่ชอบแม่นางฉินถ้าคู่กับรัชทายาทร้องไห้จริงไม่เหมาะไปตบหน้าองค์รัชทายาทแต่ไม่ขอโทษ ถ้าทำผิดก็ต้องขอโทษนี้ทำผิดแต่ไม่ขอโทษเลย
    #1,383
    0
  10. #1371 CCsubstance (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 01:10

    อยากอ่านเรื่องแยกของฮ่องเต้ กับลู่จิงจังเลยยย ขอเป็นตอนพิเศษก็ด้ายยย
    #1,371
    2
    • #1371-1 ployYYploy(จากตอนที่ 13)
      3 ตุลาคม 2563 / 17:21
      +++++++++++
      #1371-1
    • #1371-2 อดีตรีดเงา(จากตอนที่ 13)
      6 ตุลาคม 2563 / 01:52
      +1 ด้วยคนค่ะ โมเม้นฟินเว่อร์!
      #1371-2
  11. #905 Inn1427 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2563 / 08:03
    อยากจับฟัด
    #905
    0
  12. #893 PPR-11 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 23:05
    พี่ลู่ช่างร้ายกาจ!!!!
    #893
    0
  13. #866 ชาลินิน (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 19:31

    คุณไรท์เขียนผิดจากชายาเป็นฉายาค่ะ
    #866
    0
  14. #845 สิรีธร มงคลนิมิตร (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 11:07
    สนุกมากๆค่ะ ชอบพี่ใหญ่ค่าน้องขี้อ้อนอ่ะ หลงรักเลย
    #845
    0
  15. #786 HYUNPARK (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 04:40
    ร้ายกว่าลู่ถิงอวี่ก็ฮ่องเต้นี่แหละร้ยแบบรุ่นสู่รุ่นเลยทีเดียว
    #786
    0
  16. #785 HYUNPARK (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 04:39
    ร้ายกว่าลู่ถิงอวี่ก็ฮ่องเต้นี่แหละ ร้ายแบบรุ่นสู่รุ่นเลยทีเดียว
    #785
    0
  17. #784 HYUNPARK (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 04:37
    คนที่ร้ายพอๆกับลู่อวี่ถิงก็คงจะเป็นฮ่องเต้นั่นแหละ ร้ายแบบรุ่นสู่รุ่นเลยทีเดียว
    #784
    0
  18. #657 sakura17 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 13:25
    คุณชายลู่ร้ายกาจมาก5555
    #657
    0
  19. #512 liver2541 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 22:23
    น้อนโตแล้วก็เป็นน้วองงง แต่ก็สงสารน้องมากเหมือนกันอดีตสามีแต่ละคนมีใครไม่มีเบื้องหลังบ้างเนี่ย ไม่มีใครจริงใจกับน้องบ้างเลยเหรอ อิแม่ใจเจ็บบบบบ
    #512
    0
  20. #429 0945464098 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 07:09
    อยากรู้ความสัมพันธ์ของรุ่นใหญ่ ลองคิดดูว่า ถ้าเป็นเพื่อนสนิทกันหมด แต่ต้องยอมนอนด้วยกันเพื่อให้ได้ทายาท โดยก็มีคนรักอยู่แล้วคงเจ็บพิลึก (เรื่องนี้ไม่มีเกอที่ท้องได้ใช่ป่าว) สงสารลู่จิ้งที่รักฮ่องเต้ สรุปสงสารหมดเลยอ่ะ แล้วแม่ของพระเอกคือใครอ่ะ ไม่เห็นกล่าวถึง
    #429
    7
    • #429-6 bsss27(จากตอนที่ 13)
      21 กันยายน 2563 / 18:22
      เราก็คิดแบบนั้นคือมีอะไรกันหมดใช้กันต่อได้ไง
      #429-6
    • #429-7 Kayla-Lyn(จากตอนที่ 13)
      30 มีนาคม 2564 / 09:15
      จริงค่ะ นิพยายามไม่ไปคิดถึงจุดนั่น กลัวอ่านไม่อิน ขนลุกอ่ะ
      #429-7
  21. #415 Fueled me (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 17:04
    กลายเป็นว่าเหล่าอดีตสามีและอนุทั้งหลายอยากจะแต่งเข้าจวนน้องเฉย เพ้ยยยยยยย จะมีคนรักน้องฉันมากไปแล้ว ฮ่องเต้คะลูกศิษย์ของพระองค์จะร้ายเกินไปแล้ว โปรดระวังของมีค่า!!!!
    #415
    0
  22. #388 Mynun9412 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 03:17
    ชาติก่อนไม่ถูกใครรัก ถึงรักก็สายไป มาชาตินี้ได้ถูกผู้คนรักมาก สงสาร ถ้าไม่ย้อนกลับมาจะเป็นไงนะ
    #388
    0
  23. #292 Mellowpink (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 16:29
    อยากอ่านค้าบบ
    #292
    0
  24. #283 MORNINGGLORY08 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 09:25
    ชาติที่แล้วน้องน่าสงสารจริงๆทั้งตำหนักมีแต่สายลับ
    #283
    0
  25. #275 KulthidaIntong (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 / 00:10
    งื่อออท่านพี่
    #275
    0