ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 12 : 十二 ของขวัญ (二)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25,054
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,355 ครั้ง
    3 ธ.ค. 63

十二

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ ยามเหม่าแล้ว” กงกงใหญ่ประจำตำหนักลั่วสุ่ยเดินเข้ามาภายในห้องบรรทมทันมีเมื่อเรียกขานผู้เป็นนายไปสามสี่ครั้งแล้วยังไม่ได้ยินเสียงตอบรับกลับมส อันกงกงขมวดคิ้วแน่นรีบเปิดประตูและก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นห่วง เพราะข้ารับใช้ในตำหนักแห่งนี้ต่างรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่นั้นไม่เคยนอนตื่นสาย

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงอันกงกงแฝงแววเป็นห่วง ร้อนใจ ยามไม่เห็นผู้เป็นนายบรรทมอยู่บนเตียงนุ่มๆ

“อันกงกงหรือ...ข้าอยู่นี่ ฮ้าว!” น้ำเสียงงัวเงียตอบกลับมาแผ่วเบา อันกงกงเบิกตากว้างรีบสาวเท้าไปยังที่มาของเสียงทันที เขาเห็นห้องเล็กที่ทำไว้สำหรับเป็นห้องเก็บคลังสมบัติส่วนตัวขององค์ชายใหญ่

 

และไว้เก็บสินเดิมของฉินกุ้ยเฟย...

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ เกินอันใดขึ้น?” อันกงกงรีบย่อตัวลงถามองค์ชายของตนที่นั่งอยู่บนกล่องใบหนึ่ง เส้นผมยุ่งเหยิง ใบหน้าเปื้อนคราบฝุ่นอย่างน่าสงสาร

 

ราวลูกแมวมอมแมมหนึ่งตัวที่ใครเห็นก็ต้องอยากโอบไว้มากอดแนบอก

 

“อือ...ข้าแค่เข้ามาหาของ...แต่หาไปหามาก็ไม่เจอ”

 

กลับเจอสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เจอแทน...จดหมายของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยที่ตอนนี้เขายังไม่ได้อ่านพับเก็บไว้ในแขนเสื้อ

 

เย่ซืออวิ๋นหาววอดอีกครั้ง พลางยกสองมือขึ้นราวเด็กอยากให้ผู้ใหญ่อุ้ม ดวงตากลมโตเป็นประกายฉ่ำรื้นน้ำตาแวววาวยิ่งกว่าดวงดารา “อันกงกง...ท่านทราบหรือไม่ว่าหยกอุ่นอรุณที่เป็นสมบัติของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยไปไหนเสียแล้ว...ข้าหาอย่างไรก็หาไม่เจอ”

 

หยกอุ่นอรุณ...

หยกวิเศษที่ร่ำลือกันว่าช่วยให้ผู้พกหรือผู้สวมใส่มีร่างกายที่อบอุ่นตลอดเวลา ซ้ำยังสามารถป้องกันพิษได้นับร้อยชนิดอีกด้วย...

 

นี่เป็นสมบัติล้าค่ำที่ชาติก่อนเย่ซืออวิ๋นยกให้สกุลฉินไปอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ และต่อมาก็ถูกใช้เป็นหนึ่งในข้อแลกเปลี่ยนที่ทำให้เขาแต่งลู่ถิงอวี่เข้าจวนตนเอง...เพราะเห็นว่าหยกนี้เป็นประโยชน์กับลู่ถิงอวี่ แต่เพราะเมื่อก่อนไม่เคยสนใจ ท่านตาสกุลฉินมาขอเขาก็ยกให้ มารู้ค่ามันก็ตอนที่ทำอะไรไม่ได้เสียแล้ว...

 

ดังนั้นชาตินี้เขาจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีกเด็ดขาด!

 

อันกงกงขมวดคิ้วสงสัย...เหตุใดจึงได้ถามหาสมบัติของนายหญิงฉางเล่อขึ้นมาได้ แต่เอาเถิด...สมบัติเหล่านั้นล้วนเป็นขององค์ชายอยู่แล้ว องค์ชายจะเอาไปทำอย่างไรก็ได้

 

ขอเพียงอย่ามอบให้ผู้ที่ไม่สมควรได้รับก็พอ

 

“ประเดี๋ยวกระหม่อมดูให้พ่ะย่ะค่ะ องค์ชายเช็ดหน้าก่อนเถิดนะพ่ะย่ะค่ะ ทรงมอมแมมเช่นนี้แล้วกระหม่อมปวดใจเหลือเกิน” อันกงกงเอาผ้าสะอาดที่พกติดตัวเสมอมาเช็ดหน้าให้อย่างแผ่วเบา เย่ซืออวิ๋นยิ้มปล่อยให้กงกงคนสนิททำแต่โดยดี ก่อนจะยกมือโอบรอบไล่อันกงกงเอาไว้

 

คนคนนี้...คอยดูแลเขามาไม่ต่างจากญาติสนิทคนหนึ่ง

แม้หาได้มีสายเลือดเดียวกัน...แต่กลับผูกพันแน่นแฟ้น

ชาติก่อนมิรู้ว่าตนทำร้ายอันกงกงที่ดีกับตัวเองเช่นนี้ไปโดยไม่รู้ตัวมากมายเท่าไหร่ และมิรู้ว่ายามที่เขาตายไปอันกงกงจะเป็นเช่นไร

 

“องค์ชาย...”

“ดีเหลือเกินที่มีอันกงกง...ถ้าไม่มีท่านข้าต้องลำบากมากแน่ๆ”

 

ชาตินี้...ท่านเองก็เป็นคนที่ข้าจะปกป้องเช่นกัน

 

“โธ่ องค์ชายของกระหม่อม ทรงตรัสอันใดเช่นนี้เล่าพ่ะย่ะค่ะ ได้ดูแลองค์ชายเป็นเกียรติของกระหม่อมแล้ว” อันกงกงยิ้มประหนึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ที่เห่อหลานและคิดว่าลูกหลานบ้านตัวเองนั้นดีที่สุดในใต้หล้า พลางสำรวจความสะอาดบนใบหน้าขาวผ่องนั้นอีกรอบ ก่อนจะลุกไปตรงมุมห้องด้านในสุด เปิดดูสองสามกล่อง แล้วยกกล่องสีทองนวลออกมา “นายหญิง...เสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยขององค์ชายทรงซ่อนไว้ในกล่องกลพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายหาทรงยังหามาไม่ถึงด้านหลังกระมังพ่ะย่ะค่ะ?”

“อื้ม! ทรัพย์สมบัติของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟมากมายนัก ข้าหามาทั้งคืนแล้วก็หาได้แค่ครึ่งเดียว...ข้างในนี้เป็นหยกอุ่นอรุณหรือ?” เย่ซืออวิ๋นรับกล่องสีทองขนาดพอดีมือนั้นมาถือพลางสำรวจไปด้วย...

“พ่ะย่ะค่ะ หยกอุ่นอรุณเป็นของพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้ หลายปีก่อนในงานฉลองสมโพชแคว้น ฉินกุ้ยเฟยทรงร่ายรำลำนำเทพธิดาได้งดงามจนเป็นที่เลื่องลือ และยังเป็นศักดิ์ศรีของแคว้นต้าเซี่ย อดีตฮ่องเต้ทรงพระราชทานหยกอุ่นอรุณให้เป็นของรางวัล เดิมทีนี่เป็นสมบัติวิเศษ...ถ้าหากยังมิได้สัมผัสผิวผู้สวมใส่ ต้องเก็บไว้ในกล่องทองคำเพื่อที่สั่งคำโดยเฉพาะ เพื่อรักษาคุณภาพของหยกพ่ะย่ะค่ะ”

 

แต่ชาติก่อนคนสกุลฉินกลับใส่มันในกล่องไม้สีทองแทน

แม้จะอยากอยู่อย่างสงบและไม่อยากสร้างศัตรูกับใคร...แต่บางอย่างเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกว่า

เขาโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว!

 

เย่ซืออวิ๋นก้มมองกล่องในมือ พลางเปิดสลักออกช้าๆ ...ข้างในเป็นหยกสีขาวเนื้อดีขนาดพอเหมาะ ...เนื้อหยกดูใสบริสุทธิ์มาก และข้างในยังมีริ้วทองคำบิดเป็นเกลียวอยู่ด้วย ผิวของหยกเงาวาวคล้ายมีประกายของทองคำเคลือบไว้อีกชั้น...

 

หยกที่ถือกำเนิดมาจากปรากฎการณ์มหัศจรรย์ทางธรรมชาติ

สมบัติวิเศษที่มีค่าควรเมือง

 

“อันกงกงช่วยดูให้ข้าทีว่าขนาดนี้เท่านี้เหมาะที่จะนำไปทำกำไลกับแหวนสักวงหรือเปล่า?”

“องค์ชายจะทรงใส่เองหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้า ยกแขนข้างซ้ายขึ้นจนชายอาภรณ์ร่นลงไป เผยให้เห็นกำไลสีฟ้าครามวงงามที่ส่องประกายแสงไฟระยิบระยับ

“นี่มัน...หยกธาราครามหรือพ่ะย่ะค่ะ?” อันกงกงเบิกตาขึ้นทันทีเมื่อเห็นกำไลหยกที่ข้อมือองค์ชายของตน...

“ถิงอวี่ให้ข้ามาน่ะ ยังมีเสื้อคลุมขนจิ้งจอกหิมะตัวนั้น พู่หยก และหวีที่ทำจากหยกธาราครามอีกด้วย”

 

คุณชายลู่ขอรับ ท่านจะขนสมบัติมาถมตำหนักลั่วสุ่ยหรืออย่างไรกัน?

แล้วองค์ชายของบ่าว...เหตุใดน้ำเสียงจึงได้ดูโอ้อวดและดีใจเช่นนั้นเล่าพ่ะย่ะค่ะ...

 

อันกงกงรู้สึกราวกับว่าองค์ชายน้อยของตนกำลังจะถูกพรากจากอกไปอย่างไรไม่รู้...แต่เห็นท่าทางดีใจและติดคุณชายลู่แจเช่นนั้นแล้ว เขาก็พูดอะไรไม่ได้...

เอาเถิดคุณชายลู่เขาอะไรๆ ก็ดี...ยกเว้นเสียแต่ร่างกายอ่อนแอไปหน่อย

แต่ข้อเสียอื่นใดล้วนไม่มี...กระมัง

 

“เช่นนั้นแสดงว่าองค์ชายจะทำของขวัญตอบแทนคุณชายลู่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“ก็หยกอุ่นอรุณมีประโยชน์กับถิงอวี่นี่นา เขาพกติดตัวไว้ย่อมดีกับสุขภาพร่างกาย...แล้วก็มอบให้น้องสี่ด้วย น้องสี่เองก็สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง”

 

ในเมื่อชาติก่อนคนสกุลฉินอยากได้เพื่อมาเป็นข้อต่อรองนัก...เช่นนั้นชาตินี้เย่ซืออวิ๋นจะดับความคิดนั้นเสียเลย!

 

อันกงกงพยักหน้า คิดว่าคุณชายลู่และองค์ชายสี่นั้นเหมาะกับสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ “หยกก้อนขนาดนี้น่าจะพอดีกับกำไลหนึ่งและแหวนหนึ่งวง ถ้าองค์ชายต้องการทำกำไลและแหวน กระหม่อมว่าองค์ชายอาจต้องกราบทูลฝ่าบาทให้มอบช่างหลวงมาพ่ะย่ะค่ะ เพราะช่างทั่วไปอาจทำให้หยกล้ำค่าเสียหายได้”

“ข้าก็ว่าเช่นนั้นล่ะ เดี๋ยวข้าจะลองขอพระราชทานอนุญาตเสด็จพ่อดู...คงต้องทำให้หลวมกว่าขนาดข้อมือถิงอวี่สักหน่อย โตขึ้นก็ยังสามารถใส่ได้...แหวนของน้องสี่ก็เช่นกัน”

 

เย่ซืออวิ๋นรู้ขนาดข้อมือและขนาดนิ้วของลู่ถิงอวี่กับเย่หานดี ก็เขาจับอยู่แทบจะทุกวันนี่นา

 

“แล้วนอกจากนี้ยังมีสมบัติล้ำค่าใดที่มีค่าพอกันอีกหรือไม่อันกงกง ข้าต้องหาขอขวัญให้น้องรองและน้องสามด้วย” ขืนตนไม่มีล่ะก็...น้องชายอีกสองคนได้น้อยใจเป็นแน่

 

การเป็นพี่ใหญ่นั้นไม่ง่ายจริงๆ

 

อันกงกงยิ้มยามเห็นองค์ชายน้อยขมวดคิ้วครุ่นคิดจริงจัง เขากวาดตามองไปรอบๆ ...กงกงใหญ่จำสมบัติล้ำค่าในคลังนี้ได้เป็นอย่างดีว่ามีอะไรบ้าง เพราะเขาช่วยเจ้าของเดิมจัดเรียงด้วยมือตนเอง

 

ยามนั้นที่ตำหนักเหลียนฮวาของฉินกุ้ยเฟยถูกปิดตาย...พวกเขาสองนายบ่าวก็ใช้วิธีนี้ฆ่าเวลากัน

 

“ยังมีพู่หยกโลหิตหงสาอยู่หนึ่งอัน เพียงแต่ขนาดไม่ใหญ่มาก ไม่เหมาะจะทำเป็นหยกห้อยพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงเดินไปก้มๆ เงยๆ อยู่หน้ากล่องสมบัติที่รายเรียง ก่อนจะดึงกล่องเล็กๆ ระหว่างซอกกล่องใหญ่ทั้งหลายออกมา แล้วก็หยิบอีกกล่องมาด้วย

พอเย่ซืออวิ๋นเปิดดูของข้างในก็พยักหน้ายิ้มอย่างพอใจ “พู่หยกนี่ให้น้องรองไว้ทำพู่ห้อยพัดได้พอดี ส่วนดาบสั้นนี้น้องสามต้องชอบเป็นแน่”

“ดาบสั้นจากเหล็กนิลพ่ะย่ะค่ะ เหล็กชนิดนี้ว่ากันว่าตีมาจากไหลภูเขาไฟ มีไอความร้อนหลงเหลืออยู่ กระหม่อมก็มิรู้ว่าจริงหรือเท็จ”

“ขอบคุณนะอันกงกง แค่นี้ข้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงจะถูกน้องชายน้อยใจใส่แล้ว”

 

อันกงกงก้มหน้ากลั้นยิ้ม...ข่าวลือภายนอกนั้นลือไปกันว่าเหล่าองค์ชายต่างเกลียดชังและแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกันอยู่ แต่มีไม่กี่คนที่รับรู้ว่าเหล่าองค์ชายทั้งหลายนั้นรักและสามัคคีกันดียิ่ง

 

ไม่สิ...มักทะเลาะแย่งความสนใจจากองค์ชายใหญ่กันบ่อยๆ มิใช่หรือ...

อืม...ข่าวลือก็มีมูลความจริงนั่นละ

 

“เฮ้อ! ข้าเหนื่อยมาทั้งคืนแต่พออันกงกงมาทุกอย่างก็ง่ายดายไปหมดเลย อันกงกงนี่สุดยอดที่สุดเลย” องค์ชายใหญ่ชื่นชมด้วยแววตาแวววาวที่จริงใจยิ่ง จนอันกงกงแทบจะตัวลอยอยู่แล้ว

“องค์ชายทรงเรียกกระหม่อมได้ตลอดเวลานะพ่ะย่ะค่ะ”

“แต่อันกงกงเหนื่อยเพราะข้ามาทั้งวันแล้ว ข้าไม่อยากรบกวนนี่นา ให้ท่านได้พักผ่อนเยอะๆ จะได้มีแรงมาดูแลข้าอีกอย่างไรเล่า” เย่ซืออวิ๋นยิ้มหวานพลางลงจากกล่องใบใหญ่ที่นั่งอยู่ ปัดไปตามเสื้อผ้าที่เปื้อนฝุ่นไม่น้อย “เราออกไปกันเถอะ วันนี้คงไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักจิ้งหยางสายสักเล็กน้อยแล้ว...ให้นางกำนัลไปแจ้งท่านเกาจิ้นให้ข้าทีนะ”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย...แฮ่ม...องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ไม่มีผู้ใดที่จะมอบของให้อีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงกระแอมเตือน ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็ส่ายหน้าทันที

 

ยังมีใครอีกเล่า...ก็หมดแล้วนี่

 

เห็นเจ้านายกระพริบตาปริบๆ แล้วอันกงกงก็ได้แต่น้ำตาตกใน...องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ พระองค์จะลืมฝ่าบาทไม่ได้เด็ดขาดนะพ่ะย่ะค่ะ! พระองค์จะไปทูลขอช่างหลวงจากฝ่าบาทเพื่อทำของขวัญให้คุณชายลู่และองค์ชายสี่ แถมยังมอบสมบัติล้ำค่าพอกันให้องค์ชายรองและองค์ชายสาม

 

แต่มิมีของฮ่องเต้...

 

แค่คิดอันกงกงก็ตัวสั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ทันที...และคาดว่าถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ องค์ชายทั้งหลายรวมถึงคุณชายลู่ได้ลำบากเป็นแน่!

 

และหัวเขาเองก็อาจไม่รอด!

 

“ฝ่าบาทเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

“เสด็จพ่อทรงเป็นฮ่องเต้ ร่ำรวยยิ่งกว่าข้าเสียอีก มีสมบัติล้ำค่าใดบ้างเล่าที่พระองค์มิมีครอบครอง” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าสงสัย

“แต่ก็ไม่เท่ากับของที่ได้จากบุตรชายนะพ่ะย่ะค่ะ” เพื่อชีวิตอันแสนสงบของตนที่แก่แล้ว เพื่อความสุขของงค์ชายทั้งสามและคุณชายลู่อันกงกงเลยเกลี้ยกล่อมต่อ

“อืม...จริงด้วย แต่เสด็จพ่อทรงโปรดภาพวาดที่ข้าวาดที่สุดนี่นา...จริงด้วย เมื่อคืนตอนข้ารื้อ...แฮ่ม ตรวจดูสมบัติของเสด็จแม่ เห็นไม้ขาวเนื้อดีน่าจะเอามาทำเป็นกรอบรูปภาพท้องพระโรงไท่หยวนได้พอดีเลย” เย่ซืออวิ๋นตีมือตัวเองเข้าหากันเมื่อนึกออก

“ไม้กระดูกเซียนหรือพ่ะย่ะค่ะ...เช่นนั้นก็เหมาะสมอยู่”

“ดีๆ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วข้าว่าข้าเตรียมให้ท่านอาจารย์ลู่ ฮองเฮา และว่านกุ้ยเฟยด้วยเลยจะดีกว่า จะได้ไม่มีใครเสียใจทีหลัง”

อันกงกงรีบรับคำเห็นด้วย รีบช่วยองค์ชายใหญ่เสาะหาของขวัญที่เหมาะสมกับแต่ละท่านอย่างตั้งใจพลางปาดเหงื่อไปด้วย

 

ชีวิตน้อยๆ ของบ่าว...ในที่สุดก็รอดเสียที

องค์ชายใหญ่ของบ่าว...พระองค์มิทรงทราบหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะว่า...ฮ่องเต้เย่เทียนหลงนั้นทรงพระทัยแคบนัก

โดยเฉพาะเรื่องของที่มาจากองค์ชายใหญ่...

 

......................

 

 

ภายในห้องทรงงานของฮ่องเต้เย่เทียนหลงนั้นยามนี้เงียบสงบนัก มีเพียงเสียงพลิกกระดาษไปมา และเสียงตวัดพู่กันเบาๆ เท่านั้น เหล่าข้ารับใช้ในตำหนักต่างรู้ดีว่ายามฝ่าบาททรงงานนั้นถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นจริงๆ ห้ามใครมารบกวนเด็ดขาด

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ท่านอัครเสนาบดีลู่ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เกาจิ้นรายงานอยู่หน้าประตู พลางเลื่อนประตูออก ให้ท่านอัครเสนบดีลู่เข้ามา ส่วนตนเองก็ตามมารับใช้ด้วย เกาจิ้นเปลี่ยนกาน้ำชาที่เริ่มเย็นชืดแล้วเป็นน้ำอุ่น ยกขนมที่เมื่อครู่ท่านอัครเสนบดียื่นให้ใส่จานหยกอย่างคล่องแคล่วย พลางวางไว้ในจุดที่ฝ่าบาทจะทรงเอื้อมหยิบได้ง่ายๆ ก่อนจะถอยออกไปข้างนอก พลางปิดประตูให้อย่างรู้ใจ

“ถวายบังคมฝ่า...”

“มานวดให้ข้าที” เย่เทียนหลงไม่ปล่อยให้ลู่จิงพิรี้พิไรทำความเคารพ วางพู่กันลงพลางกวักมือเรียกอย่างรวดเร็ว ท่านอัครเสนาบดีขมวดคิ้วก่อนจะเดินไปใกล้ๆ

“เหตุใดไม่เรียกเกาจิ้นมานวดให้เล่า” ลู่จิงดึงแขนเสื้อมาพับ พลางนวดไหล่กว้างของเย่เทียนหลงไปด้วยบ่นไปด้วย “ข้าเป็นเสนาบดีไม่ใช่ผู้รับใช้ส่วนตัวของท่านเสียหน่อย”

“แต่ข้าเป็นฮ่องเต้...เกาจิ้นนวดดีเกินไป ประเดี๋ยวจะหลับเอาก่อนทำงานเสร็จ”

“หมายความว่าข้านวดไม่ได้เรื่อง?” ลู่จิงหรี่ตาพลางทุบไหล่อีกฝ่ายแรงๆ “เช่นนั้นไปให้นางสนมของท่านนวดเป็นอย่างไร?”

มุมปากฮ่องเต้เย่เทียนหลงกระตุกขึ้นเล็กน้อย พระเนตรมังกรนั้นเต็มไปด้วยความรื่นเริงที่ได้เหย้าแย่อารมณ์ของท่านอัครเสนาบดีผู้สุขุมได้

 

การกลั่นแกล้งลู่จิงนั้นบันเทิงใจเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

 

“เจ้ากินน้ำส้มอีกแล้ว”

“เย่เทียนหลง!”

“หึๆ ...เจ้าจะนวดต่อหรือจะมานั่งตรงนี้?”

ลู่จิงเอียงหน้ามองตรงนี้ที่อีกฝ่ายชี้...ตรงตักกว้าง เขาก็ทุบไหล่ฮ่องเต้ไปอีกสองสามครั้งโดยไม่หวั่นเกรงพระอาญา

 

ในเมื่อเดี๋ยวนี้ฝ่าบาทชักเอาใหญ่แล้ว!

 

“ท่านจริงจังหน่อย! ข้ามาเพราะเรื่องคนสกุลฉิน หน่วยข่าวกรองส่งข่าวมาบอกว่าคนสกุลฉินสองสามคนเข้าเมืองหลวงมาพร้อมขบวนสินค้า พวกเขามาถึงก็ติดต่อคหบดีใหญ่ประจำเมืองทันที...คงวางแผนการอะไรอีกเป็นแน่”

“พวกเขาต้องการกลับเมืองหลวง...จะวางแผนอะไรได้เล่า?” เย่เทียนหลงแค่นเสียง

หลายปีก่อนหลังฉางเล่อเสียชีวิต บุตรชายคนโตของสกุลฉินก็ตายเพราะข้อหาฉ้อฉลเสบียงกองทัพ ซึ่งเป็นความผิดใหญ่หลวง เฒ่าฉินจอมเจ้าเล่ห์ที่วางตัวเป็นผู้ทรงภูมิมาตลอดเลยมีหรือจะลากทั้งตระกูลมาเปื้อนน้ำโลนด้วยเลยคุกเข่าขอขมาหน้าวังหลวง บอกว่าจะบุตรชายทรยศแผ่นดิน แม้ฮ่องเต้จะทรงอภัยโทษแต่สกุลฉินทั้งหมดไม่กล้ารับ ขอเนรเทศทั้งตระกูลไปมณฑลเหอหยวนแทน

 

ทำเช่นนั้นนอกจากทำให้ชื่อเสียงของสกุลฉินไม่มัวหมองแล้ว ยังเป็นเกราะคุ้มกันให้คนสกุลฉินอีกขั้นหนึ่งด้วย

ทุกคนต่างพากันชื่นชมและนับถือ พลางบอกเล่าว่าผู้เฒ่าฉินเป็นขุนนางตัวอย่าง...

 

“สมัยก่อนตาเฒ่าฉินเป็นอาจารย์สอนเหล่าขุนนางดีๆ ในราชสำนักอยู่หลายคนและสกุลฉินก็ร่ำรวยมาช้านาน เขาย่อมต้องหาเส้นสายและวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว”

ลู่จิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางบีบนวดไหล่กว้างของเย่เทียนหลงไปด้วย “พวกเขาคาดหวังในตัวองค์ชายใหญ่ไว้มาก...อยากให้องค์ชายใหญ่เป็นรัชทายาท แต่องค์ชายใหญ่เองก็ไม่คิดสนใจตำแหน่งนั้นแม้แต่น้อย มิรู้ว่าถ้าคนสกุลฉินมาได้ยินความฝันขององค์ชายใหญ่จะพากันเป็นลมล้มตึงกันหมดหรือไม่” เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ

 

องค์ชายใหญ่ผู้น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก...

อีกทั้งยังเป็นคนแรกที่ทำให้บุตรชายของเขาลู่จิง อย่างลู่ถิงอวี่คิดและทุ่มเทเพื่อเขามากมายขนาดนี้

 

ยามนึกถึงเจ้าตัวน้อยที่หลายวันก่อนวิ่งมาออดอ้อนขอช่างหลวงสี่ห้าคนจากพระองค์เย่เทียนหลงก็หัวเราะอย่างเอื้อเอ็นดู...ทำตาวาวๆ ออดอ้อนราวลูกแมว แถมยังบอกว่าขอเก็บไว้เป็นความลับตรงๆ เช่นนั้น ชวนให้คนใจอ่อนดีแท้...

“ดูเหมือนเจ้าตัวน้อยนั่นกำลังจะทำอะไรบางอย่างอยู่ วันก่อนยังวิ่งมาขอช่างหลวงจากข้าไปหลายคนอยู่”

“หืม? องค์ชายใหญ่น่ะหรือ?”

“ลูกชายเจ้ามอบหยกธาราครามให้ลูกชายข้า?” เย่เทียนหลงหันหลังกลับไปหรี่ตาใส่ลู่จิง มือใหญ่เอื้อมคว้าดึงตัวท่านอัครเสนาบดีมาไว้บนตังกว้าง ก่อนจะเอาท่อนขาแข็งแกร่งทับไว้จนลู่จิงไม่มีทางดิ้นหนีได้เลยแม้แต่น้อย

“เย่เทียนหลงท่านสำรวมหน่อย!” ลู่จิงปรามแต่สุดท้ายก็ทำอะไรฮ่องเต้ผู้ทรงเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจไม่ได้อยู่ดี “ถิงอวี่ขออนุญาตท่านแล้ว”

“หึ...เขาขอข้าก็จริง แต่อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าของพวกนั้นเขาเองก็มีเป็นคู่ๆ เช่นกัน...ลูกชายเจ้าชักจะร้ายกาจขึ้นทุกวัน”

 

เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก...ส่วนบุตรชายเขาน่ะหรือก็ใสซื่อตามลู่ถิงอวี่ไม่ทัน

ไม่สิ...เจ้าตัวน้อยนั่นคงฝังความคิดไปเสียแล้วว่าลู่ถิงอวี่อ่อนแอ บอบบาง น่าปกป้อง

พระองค์ได้ยินคำพูดประเภทนี้ทีไรเป็นอันทนฟังไม่ได้ทุกที

 

“ล้วนเป็นท่านที่สั่งสอนเขามาเช่นนี้” ลู่จิงจิกเล็บลงบนแขนแกร่งที่กอดรัดตนเองอยู่ “ข้าน่ะหรือไม่เคยมีนิสัยเจ้าเล่ห์เลย”

“จริงหรือ?” เย่เทียนหลงก้มมองคนในอ้อมแขนพลางถามไปด้วย เห็นท่านอัครบดีเขากรีดแขนตนเช่นนั้นก็ส่ายหน้า “เจ้าชอบข่วนเสียจริงลู่จิง ข่วนหลังข้าจนเป็นรอยมิพอ ยังลามมาแขนอีก”

“ข้าไปข่วนหลังท่านตอน...ไหน...” ลู่จริงที่เหมือนถูกกล่าวหาเบิกตาขึ้นยามนึกออก ใบหน้าหล่อเหลางดงามของท่านอัครเสนาบดีเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ ดวงตาที่ปกติเยือกเย็นและสงบนิ่งอยู่เสมอนั้นยามนี้ฉ่ำวามน่ามองนัก

 

นี่เป็นลู่จิงที่มีแค่เย่เทียนหลงคนเดียวที่มีสิทธิ์ได้เห็น...

 

“ต้องให้ข้าบอกไหมว่าคืนก่อน...”

“เย่เทียนหลง!”

“หึๆ เอาเถิด...กลับมาคุยเรื่องเจ้าตัวน้อยของข้ากันต่อ”

“ท่านก็เอาแต่เรียกเขาว่าเจ้าตัวน้อย”

“เสี่ยวอวิ๋นตัวน้อยนิดราวลูกแมว เรียกเขาเช่นนั้นก็เหมาะสมดีแล้ว...ข้าคิดว่าตนเองรู้ว่าเจ้าตัวน้อยกำลังทำอะไร เจ้าเองก็น่าจะดีใจ”

“หืม?”

“จำงานสมโภชเมื่อหลายปีก่อนที่ฉางเล่อร่ายรำลำนำเทพธิดาได้หรือไม่?”

“ได้สิ เพราะการร่ายรำนั่นมิใช่หรือที่ทำให้ฉางเล่อได้รับตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง...ไม่สิหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแว่นแคว้น”

“แล้วจำของรางวัลที่เสด็จพ่อพระราชทานให้นางได้หรือไม่”

ลู่จิงขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนจะเบิกตาขึ้นเล็กน้อย “หยกอุ่นอรุณหรือ!” อดีตเขาไม่สนใจหยกอุ่นอรุณที่ลือกันว่าเป็นสมบัติวิเศษอะไรนั่นเท่าใดนัก แต่ตอนนี้เขาสนยิ่ง เพราะสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์กับบุตรชายของเขา!

“ใช่...การที่เจ้าตัวน้อยมาขอช่างหลวงจากข้า น่าจะเอาไปทำหยกอุ่นอรุณที่ว่า และคาดว่าคงมอบให้ลูกชายเจ้ากับเจ้าสี่”

 

ลู่จิงได้ยินก็อดจะซาบซึ้งในตัวองค์ชายใหญ่ไม่ได้...องค์ชายใส่ใจบุตรชายของเขายิ่ง

และถิงอวี่ก็เชื่อฟังที่องค์ชายใหญ่พูดทุกคำด้วย

 

“เฮ้อ...ถิงอวี่ช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้สนิทสนมกับองค์ชายใหญ่ เดิมทีข้าและท่านเสาะหาหยกอุ่นอรุณให้เขาไปทั่ว แต่ใต้หล้านี้มีเพียงที่ฉินกุ้ยเฟยเคยได้เท่านั้น ไม่นึกไม่ฝันว่าบุตรชายข้าจะได้มาเช่นนี้”

“ลูกชายเจ้าคิดกับเจ้าตัวน้อยของเข้าเช่นสหายแน่หรือ เหอะ...สายตาเขาน่าโมโหยิ่งนัก”

“พวกเขายังเด็กอยู่น่า ท่านก็อย่าใจแคบนักเลย”

“เหอะ!”

ท่านอัครเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับความใจแคบของฮ่องเต้ผู้นี้ดี พลางเอนพิงไหล่กว้างที่แสนอบอุ่นมั่นคง “ถ้าสกุลฉินอยากกลับเมืองหลวง...ตำแหน่งของข้าก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่พวกเขาหมายตา”

 

คนสกุลฉินเล็กตำแหน่งอัครเสนาบดีมานาน แต่ว่าตำแหน่งนี้ตกทอดมาในสกุลลู่ทุกยุคสมัย...

ผู้เฒ่าสกุลฉินแข่งขันกับท่านพ่อของเขามาหลายปี...ย่อมต้องยากครอบครองตำแหน่งนี้แน่

 

“เขาแก่แล้ว”

“แต่ข้าว่าความสามารถของเขาหาได้เลอะเลือน...แต่องค์ชายใหญ่น่าเป็นห่วงกว่าข้าเสียอีก ท่านเคยคิดไหมเทียนหลงว่าถ้าหากฉินเซ่าเจ๋อได้พบองค์ชายใหญ่...”

 

แค่ได้ยินชื่อคนผู้หนึ่งเย่เทียนหลงก็รัดเอวลู่จิงแน่นขึ้น ซุกใบหน้าหล่อเหลากับไหล่บางนั่น

ชื่อนี้...เขาไม่อยากได้ยินเอาเสียเลย!

และยิ่งไม่อยากให้เจ้าตัวน้อยของพระองค์ต้องพอเจอกับคนผู้นี้!

 

“เขายังกล้ามีหน้าปรากฏตัวต่อหน้าเสี่ยวอวิ๋นหรือ...ที่เขาทำกับฉางเล่อ...ช่างเถิด ข้าจะส่งองครักษ์เมฆดำให้ไปอยู่ข้างกายเสี่ยวอวิ๋นสักคน เพื่อความปลอดภัยของเขา และจะให้องครักษ์เงาแฝงตัวคอยเฝ้าระวังอยู่ด้วย”

“ถิงอวี่ก็ให้ข้ามาถามท่านเหมือนกัน ข้าว่านะเทียนหลงพวกท่านนี่ชักจะเหมือนกันทุกวันแล้ว”

“หึ...วันนี้เจ้านอนนี่ แล้วข้าจะไม่หาเรื่องลูกชายเจ้าไปสักครึ่งเดือน”

“เย่เทียนหลง! ท่านมันคนเจ้าเล่ห์!”

“ใช่...แต่ว่านะลู่จิงบิดาที่ดีเช่นเจ้า คงต้องทำหน้าที่บิดาที่ดีเพื่อบุตรชายเสียแล้ว” เย่เทียนหลงอุ้มลู่จิงขึ้นในอ้อมแขนก่อนจะลุกขึ้น

“เดี๋ยวๆ ท่านจะพาข้าไหน!”

“ห้องนอนของข้า” ประตูห้องทรงอักษรนี้กับประตูห้องนอนของเขานั้นเชื่อมกัน “เกาจิ้น”

“ยังจะเรียกเกาจิ้นอีก!”

ขันทีใหญ่ประจำตัวฮ่องเต้ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มๆ ไม่เปลี่ยนแปลงราวกับเคยชินกับภาพที่เห็นตรงหน้านี้แล้ว...ก็เคยชินจริงนั่นล่ะ

เกาจิ้นรับใช้ฮ่องเต้มาตั้งแต่สมัยที่เย่เทียนหลงยังเป็นองค์ชายน้อย จวบจนทุกวันนี้มีหรือจะไม่รู้พระทัยนายเหนือหัว

“กระหม่อมเตรียมน้ำในสระสรงให้ฝ่าบาทกับท่านลู่จิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ ไล่เหล่านางกำนัลและข้ารับใช้อื่นหลบไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“เอาอาหารไปส่งที่ตำหนักลั่วสุ่ยด้วย เจ้าไปด้วยตนเอง...ดูความเป็นอยู่ของเจ้าตัวน้อยมาด้วยว่าเขาขาดเหลืออะไรหรือไม่”

“เกาจิ้นท่านเอาขนมบัวแดงหิมะไปให้องค์ชายใหญ่ด้วยนะ ข้าเข้าครัวทำมา”

“เจ้าทำให้เสี่ยวอวิ๋นแต่ไม่แบ่งข้าหรือ?”

“แบ่งท่านทำไม ท่านบอกไม่ชอบของหวานมิใช่หรือ! เย่เทียนหลงเดี๋ยวๆ ...ท่านปล่อยข้านะ ข้าเดินไปเองได้!”

“ลงโทษเจ้า”

“ท่านมันฮ่องเต้ใจแคบ!”

“ข้าก็หาใช่คนดีอยู่แล้วนี่”

เกาจิ้นค้อมตัวส่งทั้งคู่พลางส่ายหน้ายิ้มๆ ...แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับไปเคยเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย...

 

แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นตามกาลเวลาที่ผันแปร

จะมีสักกี่คนกันเล่าที่เป็นได้เช่นนี้...

 

และถ้าหากรุ่นนี้มีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นไม่แพ้รุ่นก่อน...ก็เป็นอะไรที่ล้ำค่ายิ่งนัก

 

...................

......ต่อ.....

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายของกระหม่อม...วันนี้มีเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งเกิดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงเดินเข้ามารายงานองค์ชายใหญ่ของตนที่หลังฝึกซ้อมวิชาตัวเบาเสร็จเรียบร้อยก็มานั่งวาดภาพโฉมสะคราญร่ายรำกระบี่ที่ริมสระบัวต่อ

หลายวันมานี้องค์ชายใหญ่ตั้งอกตั้งใจฝึกวิชาตัวเบาและวิชากระบี่มากนัก ขยันเล่าเรียนจนองค์ชายสามกับว่านกุ้ยเฟยที่เป็นอาจารย์ได้แต่สงสัย แม้แขนขาจะเต็มไปด้วยแผลหรือรอยช้ำแค่ไหนก็มีแววตาที่มุ่งมั่นจนคนสอนก็ได้แต่ยอม

 

แต่พวกเขาข้ารับใช้ในตำหนักลั่วสุ่ยน่ะปวดใจกันจะแย่อยู่แล้ว

องค์ชายตัวน้อยของพวกกระหม่อมมีแผลทุกวันเลย...

 

“มีเรื่องใหญ่อะไรหรืออันกงกง?” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ ไม่ได้ละมือจากภาพวาดที่เหลือเพียงการลงสีผสมทองคำเคลือบไว้อีกชั้น...เขากำลังวาดภาพว่านกุ้ยเฟยให้เป็นของขวัญที่พระนางยอมสอนวิชากระบี่ประจำสกุลหยางให้ “แต่ข้าเหมือนจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดานะ ทุกคนดูไม่ตื่นเต้นกันเลย”

เพราะสีหน้าข้ารับใช้แต่ละคนในตำหนักลั่วสุ่ยนั้นต่างไม่มีอันใดเปลี่ยนแปลง โดยที่องค์ชายใหญ่ไม่รู้เลยว่านอกจากเรื่องสะเทือนฟ้าสะเทือนดินแล้วสิ่งที่ทำให้ข้ารับใช้ตำหนักนี้กังวลก็คือการที่เจ้านายของพวกเขากินไม่ได้นอนไม่หลับนั่นล่ะ

 

นั่นเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของคนตำหนักนี้แล้ว!

 

“วันนี้ท้องพระโรงฝ่าบาททรงประกาศราชโองการแต่งตั้งองค์ชายรองเป็นรัชทายาทแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เย่ซืออวิ๋นเบิกตากลมโตขึ้น รีบวางพู่กันหยกลงในอ่างน้ำก่อนจะรีบผุดลุกขึ้นทันทีที “อันกงกง! เร็วๆ พวกเรารีบไปตำหนักลู่จื่อไปแสดงความยินดีกับน้องรองกันเถอะ เอาพู่หยกโลหิตหงสาอันนั้นมาเร็วๆ เลย!” เย่ซืออวิ๋นพูดก็ไปก้ามไป เขารับเสื้อคลุมจากนางกำนัลมาสวม พลางก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยเรื่อยๆ อันกงกงและนางกำนัลสองสามคนที่คาดการณ์นิสัยผู้เป็นนายไว้นั้นจัดขบวนเล็กๆ ตามไปข้างหลังทันที

“กระหม่อมได้ข่าวมาว่ายามที่ได้ฝ่าบาทให้ท่านอัครเสนาบดีอัญเชิญราชโองการไปตำหนักลู่จื่อนั้นทรงพบองค์ชายสาม องค์ชายสามเสียมารยาทต่อหน้าขบวนเชิญราชโองการทำให้ถูกลงโทษสำนึกผิดอยู่ในตำหนักหย่งอวี้ ว่านกุ้ยเฟยเร่งขอเข้าเฝ้าไม่นานนักพระเนตรแดงก่ำออกมาจากตำหนักจิ้งหยางพ่ะย่ะค่ะ”

เย่ซืออวิ๋นได้ฟังก็ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนจะเอียงหน้าครุ่นคิด...น้องสามคงสร้างสถานการณ์ให้คนภายนอกเห็นว่าตนเองนั้นไม่พอใจที่ตนเองได้รับตำแหน่งรัชทายาทเป็นแน่ ส่วนว่านกุ้ยเฟย...คาดว่าพระนางต้องไปยินดีและบ่นเสด็จพ่อมากกว่าที่ทรงแต่งตั้งรัชทายาทล่าช้า

 

เฮ้อ...เรืองแสดงละครนี่ตนสู้ผู้อื่นไม่ได้จริงๆ

เย่ซืออวิ๋นกำมือตัวเองแน่น ชูกำปั้นขึ้นฟ้าเบาๆ ...ข้าเองก็ต้องสร้างสถานการณ์ แสดงละครให้เก่งๆ เหมือนทุกคนบ้างแล้ว!

 

ใช้เวลาไม่นานนักเย่ซืออวิ๋นก็มาถึงตำหนักลู่จื่อของเย่เฟิง ตอนนี้รอบๆ ตำหนักเต็มไปด้วยหน่วยราชองครักษ์ที่คอยรักษาความปลอดภัยอยู่อย่างเข้มงวด อาจเพราะฮ่องเต้เย่เทียนหลงไม่ทรงยืดเยื้อแต่งตั้งรัชทายาทมาหลายปี ทำให้เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างคาดหวังและแบ่งอำนาจเป็นฝักฝ่าย พอทรงประกาศแต่งตั้งขึ้นมาเลยทำให้เกิดคลื่นลมขึ้นในราชสำนัก

เย่ซืออวิ๋นชะงักฝีเท้ายามเห็นองค์รักษ์ที่เฝ้าหน้าทางเข้าตำหนักสวมใส่หน้ากากสีขาวครึ่งซึก แต่ดวงตาที่มองเห็นนั้นกลับรู้สึกคุ้นเคยราวกับเห็นที่ไหนมาก่อน...อีกทั้งรูปร่างนั่นก็ดูจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาด้วยนี่นา...

 

แต่เป็นถึงราชองครักษ์เมฆดำเลยหรือ?

 

“องค์ชายใหญ่...เชิญพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ทั้งสองเปิดทางให้องค์ชายใหญ่เข้าไป คนที่เย่ซืออวิ๋นบอกว่าคุ้นหน้านั้นเหลือบดวงตามองหน้าองค์ชายใหญ่แวบหนึ่งก่อนจะก้มหน้านิ่งดั่งเดิม สำหรับผู้ติดตามนั้นให้มีเพียงอันกงกงแค่คนเดียวเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ เย่ซืออวิ๋นฝากให้กลับไปช่วยเก็บของที่ศาลาที่ตนวางทิ้งไว้เพราะรีบมาที่นี่

“ขอบใจนะ” องค์ชายใหญ่แย้มยิ้มให้ ก่อนจะรีบเดินเข้าไปข้างในตำหนักทันที ด้านนอกตำหนักลู่จื่อมีข้ารับใช้อยู่ด้านนอก แสดงว่าภายในคงมีแค่กงกงใหญ่ประจำตำหนักกับองครักษ์ประจำตัวน้องรองอยู่แค่สองคนแน่ๆ

“เจ้าใจร้อนเกินไปแล้ว” เย่ซืออวิ๋นชะงักมือที่กำลังจะเลื่อนประตูออก เสียงที่ได้ยินคือเสียงของน้องรองที่ค่อนข้างเอือมระอา “ทำเช่นนี้เจ้าก็ถูกลงโทษไปด้วย”

“ถ้าข้าไม่ทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ ประเดี๋ยวคนอื่นจะไปสงสัยว่าเหตุใดพี่ใหญ่กับน้องสี่ไม่โวยวาย น้องสี่นะช่างเถอะ แต่พี่ใหญ่ที่แสนซื่อบื้อเช่นนั้นคงแสร้งโมโหหรืออาละวาดไม่เป็นหรอก คนอื่นที่รอชมจะสงสัยเอาได้ ข้าสร้างเรื่องเช่นนี้เป้าสายตาผู้อื่นจะได้มาตกที่ข้าแทน” เสียงนั้นเป็นเสียงของน้องสามเย่เซียวที่ว่ากันว่าถูกลงโทษให้สำนึกผิดอยู่ภายในตำหนัก แต่เย่ซืออวิ๋นกลับขมวดคิ้ว

 

นี่ตนคงไม่ซื่อบื้อขนาดนั้นกระมัง...

น้องสามนี่นะ...วาจายังกวนประสาทมิเปลี่ยนเลยจริงๆ

 

แม้จะบ่นน้องชายอย่างไรแต่เย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกอุ่นวาบและตื้นตันกับความห่วงใยที่น้องชายมีให้ อันกงกงและกงกใหญ่ประจำตำหนักลู่จื่อที่ยืนอยู่หน้าประตูนั้นกระแอมไอเบา จากนั้นก็กลั้นยิ้มก้มหน้าก้มตาไม่รู้ไม่ชี้

เย่ซืออวิ๋นทำตาวาวใส่ทั้งคู่ จากนั้นก็เลื่อนประตูเข้าไปแล้วก็ถลึงตาใส่น้องชายทั้งสอง “ข้ามิได้ซื่อบื้อนะน้องสาม!”

“พี่ใหญ่? ทำสีหน้าอันใดของท่าน นอกจากไม่น่ากลัวแล้วยังตลกอีก” เย่เซียวหัวเราะกับหน้าบึ้งๆ แก้มป่องๆ ของพี่ชาย พลางเดินไปจับจูงมืออีกฝ่ายมานั่งข้างๆ กัน

“ฮึ! น้องสามชอบว่าข้านัก...น้องรองเจ้าดูเขาสิ” เย่ซืออวิ๋นทำแก้มป่องฟ้องน้องชายคนรอง เย่เฟิงที่เพิ่งเลื่อนเป็นรัชทายาทหมาดๆ ยื่นมือไปลูบแก้มพี่ชายอย่างอ่อนโยนคล้ายกำลังปลอบ

“น้องสามปากร้ายเช่นนี้เสมอพ่ะย่ะค่ะ พี่ใหญ่มาตำหนักลู่จื่อมีธุระอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” เย่เฟิงยื่นมือไปดีดหน้าผากน้องสามให้เป็นการเอาคืนแทนพี่ใหญ่ เย่เซียวหน้ายุ่งแต่ก็ไม่ได้หลบ เพราะขืนไม่ปล่อยให้พี่รองทำตากลมๆ ของพี่ใหญ่ก็ไม่เลิกถลึงใส่เขาอยู่ดี

 

น่ากลัวนัก...น่ากลัวเหมือนลูกแมว

 

“ข้ามาแสดงความยินดีกับน้องรองน่ะสิ เจ้าได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทแล้ว...ดีใจกับเจ้าด้วยนะ!” เย่ซืออวิ๋นกุมมือเย่เฟิงไว้ทั้งสองข้าง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความยินดีจากใจจริง ซ้ำยังฉายแววชื่นชมออกมาเต็มเปี่ยม

“ขอบพระทัยพี่ใหญ่มาก” เย่เฟิงกระชับมือพี่ชายไว้แน่น ดึงร่างที่นั่งใกล้ๆ กันมากอดไว้จนเย่ซืออวิ๋นแทบจะนั่งอยู่บนตักของน้องรองแล้ว

“อ่ะ...เอ่อ...อื้ม!” เย่ซืออวิ๋นตบไหล่น้องชาย พลางลูบหลังไปมา จนเย่เฟิงพอใจแล้วนั่นล่ะเลยปล่อยพี่ชายกลับไปนั่งที่เดิม เย่ซืออวิ๋นเลยหันไปลูบแก้มน้องสามที่นั่งอยู่อีกข้างต่อ “น้องสาม...ถูกเสด็จพ่อลงโทษให้อยู่ภายในตำหนักมิใช่หรือ ข้าได้ข่าวลือมา”

แววตาเป็นห่วงของพี่ชายทำให้เย่เซียวหัวเราะ เอื้อมมือไปกุมมือเรียวเล็กไว้ “เสด็จพ่อแค่ออกคำสั่งเพื่อตัดปัญหา แต่มิทรงเข้มงวดอะไร ข้าเลยใช้วิชาตัวเบาแอบมาหาพี่รอง”

“คราวหลังห้ามทำอะไรบุ่มบ่ามแบบนี้แล้วนะ ข้าเองก็อาละวาดเป็น...ให้แสร้งทำไม่พอใจที่น้องรองได้ตำแหน่งรัชทายาทน่ะข้าทำเป็นอยู่แล้ว”

น้องสามกับน้องรองเลิกคิ้วขึ้นทันที พลางมองพี่ใหญ่ด้วยแววตาไม่อยากเชื่อ แล้วหันไปกลั้นยิ้มกันทั้งคู่ จนพี่ใหญ่แก้มป่องอีกครา

 

นี่มันสีหน้าที่ไม่เชื่อกันเลยสักนิดนี่นา!

 

“ท่านแค่ทำหน้าให้น่ากลัวยังยากเลยนะพี่ใหญ่” เย่เซียวกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น

“แฮ่ม! พี่ใหญ่หน้าตาน่าเอ็นดูเกินไปพ่ะย่ะค่ะ ต่อให้หงุดหงิดก็ยังดูน่าเอ็นดูอยู่ดี” เย่เฟิงยิ้มน้อยๆ รีบตบหลังมือพี่ชายปุๆ เพราะกลัวอีกฝ่ายจะโกรธ

“ฮึ! ข้าจะทำให้ดู” เย่ซืออวิ๋นกอดอก พลางคิดในใจว่าเขามันไม่น่ากลัวเลยหรืออย่างไร...สักนิดก็ไม่เลยหรือ? ก่อนจะรีบยิ้มกว้างเมื่อนึกได้ว่าตนมาทำไม “เอ้า...นี่ของขวัญแสดงความยินดีกับตำแหน่งรัชทายาทของน้องรอง ลองเปิดดูสิ...น้องรองต้องชอบเป็นแน่” เย่ซืออวิ๋นเอากล่องเล็กๆ ในแขนเสื้อออกมายื่นให้น้องชาย

เย่เฟิงเลิกคิ้วก่อนจะรับกล่องนั้นมาถือไว้ ส่วนเย่เซียวก็ขยับไปดูใกล้ๆ อย่างอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน องค์ชายรัชทายาทค่อยๆ เปิดฝากล่องออก เขาเบิกตากว้างยามที่เห็นของข้างใน

มันเป็นหยกทรงกลมสีแดงสดดุจสีของโลหิต แม้ขนาดเล็กแต่ประกายสีทองแวววาวงดงามทำให้ดูคล้ายเปลวไฟมีชีวิตกำลังพลิ้วไหวไปมา พู่ไหมที่ถักอย่างประณีตงดงามเป็นสีแดงเช่นเดียวกัน ที่ปลายพู่แต่ละเส้นถูกห้อยไว้ด้วยไข่มุกสีแดง

 

หยกชนิดนี้...แค่เห็นเย่เฟิงก็รู้ทันทีว่าเป็นสมบัติล้ำค่า

และถ้าหากเขาจำไม่ผิด...

 

“มันเรียกว่าพู่หยกโลหิตหงส์หา...น้องรองนำห้อยพัดที่เจ้าชอบพกไว้ก็ได้ น่าจะเข้ากันได้ดีอย่างดงามเชียว”

“ขอบพระทัยพี่ใหญ่มากพ่ะย่ะค่ะ” เย่เฟิงหยิบพู่หยกอันเล็กขึ้นมา ความอุ่นจางๆ ทำให้มือของเขารู้สึกอุ่นไปด้วย...เคยได้ยินมาเช่นกันว่าหยกโลหิตหงส์ษาเป็นของล้ำค่าที่ร้อยปีจะมีสักที แค่เศษหยกก็สามารถซื้อเมืองดีๆ ทั้งเมืองอยู่แล้ว แต่นี่กลับเป็นก้อนกลมที่งดงามไร้ตำหนิ

 

เป็นหนึ่งในสมบัติของสกุลฉิน

แต่มิคาดว่าวันนี้จะมาอยู่ในมือตน

 

“ว่ากันว่าหยกชนิดนี้มีคุณสมบัติคล้ายไข่มุกราตรี ตำนานกล่าวว่าเป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ตกผลึกมาจากหยดเลือดของหงส์ ทั่วทั้งแผ่นดินที่สมบูรณ์ขนาดนี้มีเพียงสองก้อนเท่านั้น” เย่เซียวเองก็มองอย่างสนใจ “พีใหญ่ช่างสรรหาของล้ำค่าให้พี่รองจนข้าอิจฉานัก”

 

แต่ดูจากท่าทางงงๆ นี่แล้วคาดเดาได้ไม่ยากว่าพี่ใหญ่ก็คงไม่รู้ความสำคัญและความล้ำค่าของมันหรอก

สมกับเป็นพี่ใหญ่จริงๆ

 

“น้องสามจะอิจฉาน้องรองทำไมกัน ข้าก็เตรียมของไว้ให้เจ้าแล้ว น้องสามไปเอาที่ตำหนักลั่วสุ่ยได้ทุกเมื่อ หรือจะให้ข้าเอาไปให้ที่ตำหนักหย่งอวี้ก็ยังได้เลยนะ”

 

ว่าแล้วเชียวว่าน้องสามต้องรู้สึกไม่เท่าเทียมเป็นแน่...ดีนะที่ตนคาดการไว้ก่อน

ข้านี่ช่างเป็นพี่ใหญ่ที่ฉลาดยิ่งนัก!

 

“หืม? ท่านเตรียมของดีอะไรไว้ให้ข้า...ถ้าหากน้อยหน้ากว่าหยกโลหิตหงส์ษาก้อนนี้ข้าจะ...” เย่เซียวหรี่ตามองพี่ใหญ่ที่กำลังทำตาวาวๆ ใส่เขา เป็นเชิงว่าเขาจะกล้าทำอะไร

 

อืม...นิสัยเปิดเผยและเอาแต่ใจขึ้นมาอีกนิดแล้ว...แต่เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว

แรกเริ่มเดิมทีพี่ใหญ่ยังเกร็งๆ อยู่บ้าง คล้ายคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา ระวังตนเองอยู่เสมอๆ ...แต่ระยะหลังมาพี่ใหญ่เริ่มเป็นของตัวเองมากขึ้น เอาแต่ใจได้อย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ซึ่งพวกเขาทั้งหมดก็ยินดีที่เป็นเช่นนี้

 

“จะเพิ่มบทเรียนวิชาตัวเบาของท่านให้หนักขึ้น แล้วก็ยึดของอร่อยที่เสด็จแม่ทำกินให้หมด”

“น้องสามใจร้าย” เย่ซืออวิ๋นหน้ายุ่ง หยิกแก้มนุ่มๆ ของเย่เซียวหนึ่งที “ถ้าเจ้าทำข้าจะไปทูลฟ้องเสด็จพ่อว่าเจ้ารังแกข้า”

“ขี้ฟ้อง”

“ฮึ! ...เอาละๆ ข้าเตรียมดาบสั้นเหล็กนิลไว้เจ้าแล้วนะ น้องสามต้องชอบแน่ๆ ท่านอันกงกงบอกว่าเป็นหนึ่งในสมบัติล้ำค่าอีกอย่างเลยนะ”

เย่เซียวตาววาวอย่างยินดีเมื่อได้ยินของขวัญที่พี่ใหญ่เตรียมไว้ให้ตน...เหล็กนิลนั้นเป็นเหล็กหายาก เขาเคยเห็นแค่ที่ปลายทวนของท่านลุงเท่านั้น

“ข้าชอบ!”

เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจ “เจ้าชอบข้าก็ดีใจ น้องรองก็ชอบ...นับว่าการไปรื้อของในคลังสมบัติของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยนั้นไม่เสียเปล่าแล้ว อ้อ...ข้ายังเตรียมของไว้ให้น้องสี่กับถิงอวี่ด้วย ทุกคนจะได้ไม่ต้องเสียใจ”

“หืม? เดี๋ยวนะ...ท่านเตรียมไว้ให้พวกเราครบหมดทุกคน?” เย่เซียวเลิกคิ้ว ก่อนจะหันไปมองเย่เฟิงที่คิดเช่นเดียวกับตน

“พี่ใหญ่...แล้วได้เตรียมไว้ให้เสด็จพ่อหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” เย่เฟิงเอ่ยถาม ถ้าหากเสด็จพ่อทรงทราบว่าพวกเขาได้ของขวัญจากพี่ใหญ่แล้วพระองค์ไม่ได้ล่ะก็...

 

ไม่อยากจะนึกถึงบทลงโทษเลย!

 

“ข้าให้ช่างหลวงเอาไม้กระดูกเซียนไปทำกรอบภาพวาดท้องกระโรงไท่หยวนให้เสด็จพ่อแล้วล่ะ...วันนี้ก็น่าจะเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะนำไปถวาย” เย่ซืออวิ๋นมองหน้าน้องชายทั้งสองคนตาปริบๆ เหตุใดน้องชายถึงได้ถามเหมือนอันกงกงกันนะ ไม่ได้เตรียมของขวัญไว้ให้เสด็จพ่อแล้วทำราวกับทุกคนจะเดือดร้อนขึ้นมาเสียได้

 

เสด็จพ่อทรงร่ำรวยกว่าตนเสียอีกมิใช่หรือ

 

“ข้ายังเตรียมของขวัญไว้ให้ฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย และอาจารย์ลู่อีกด้วย...เอาล่ะ เช่นนั้นข้ากลับไปตำหนักลั่วสุ่ยก่อนดีกว่า ในเมื่อน้องรองเป็นรัชทายาทแล้วข้าเงอก็ขี้เกียจไม่ได้เช่นกัน อ้ะ...มื้อค่ำนี้พวกเราไปขอข้าวที่ตำหนักจิ้งหยางของเสด็จพ่อกินกันดีกว่า ฉลองที่น้องรองได้ตำแหน่งรัชทายาทต้องทานอาหารดีๆ สักหน่อย”

“พี่ใหญ่ดูตื่นเต้นยินดีเสียยิ่งกว่าข้าอีกนะ” เย่เฟิงส่ายหน้ายิ้มๆ อย่างเอ็นดูในตัวพี่ชาย...พี่ใหญ่ให้ความรู้สึกคล้ายน้องน้อยกว่าใคร แต่บางมุมก็เป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ...กว่าพวกเขาทั้งหมดด้วย

“อื้ม! ก็ดีใจมากนี่นา” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง กอดน้องชายทั้งสองคนไว้พลางเอ่ยชม “น้องชายของข้าเก่งกาจกันยิ่งนัก ข้าเองก็ไม่ยอมแพ้หรอก” ว่าเสร็จองค์ชายใหญ่ก็เดินออกไปข้างนอกตำหนักทันที ซ้ำยังทำหน้าตาบึ้งๆ ที่ดูอย่างไรก็น่ารักน่าเอ็นดูมากกว่าน่ากลัว

พอออกนอกตำหนักลู่จื่อ เย่ซืออวิ๋นก็พยายามทำหน้าบึ้ง ปากกับจมูกแทบจะหลอมรวมกัน พลางสะบัดแขนเสื้อคล้ายจะบ่งบอกว่าตนอารมณ์ไม่ดี ย่ำเท้าโครมๆ เดินออกไปราวกับบอกทุกคนว่าตนนั้นไม่พอใจอย่างที่สุด

จากนั้นก็มีข่าวลืออกไปว่าองค์ชายใหญ่เองก็ทรงไม่พอพระทัยในตำแหนงรัชทายาทที่ฝ่าบาททรงพระราชทานให้องค์ชายรอง หน้าบึ้งตึงกลับตำหนักลั่วสุ่ยแล้วยังอาละวาดทำลายข้าวของอีกด้วย

 

ทำเอาหลายคนถึงกับสำลักน้ำชาทันทีที่ได้ข่าวลือนี้ พลางกลั้นขำกันจนไหล่สั่น

นับว่าองค์ชายบางคนก็เติบโตขึ้นมาแล้ว...

 

...................

 

“เสด็จพ่อ...ทรงพอพระทัยกับของขวัญที่ลูกนำมามอบให้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” เย่ซืออวิ๋นบนตักของฮ่องเต้เย่เทียนหลงช้อนตาแป๋วๆ มองเสด็จพ่อ พลางกลิ้งใบหน้านิ่มๆ ของตนไปกับพระอังสากว้าง

“อืม...” เย่เทียนหลงบีบแก้มนิ่มๆ ราวซาลาเปาของเจ้าตัวน้อยบนตัก ไม่ได้ตอบคำถามในทันที หยิบขนมดอกกุ้ยมาป้อนให้เย่ซืออวิ๋นที่อ้าปากรับแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่อง พอเคี้ยวเสร็จก็มองราวกับจะรอรับคำชมจากเสด็จพ่อต่อ

“เสด็จพ่อ...”

“ชอบสิ ทำตาโตๆ ใส่ข้าเช่นนี้ไม่น่ากลัวหรอกนะเจ้าตัวน้อย” เย่เทียนหลงเคาะจมูกเย่ซืออวิ๋นเบาๆ “มิใช่คนอื่นที่หลงเชื่อการเสแสร้งแสนน่าเอ็นดูของเจ้าเสียหน่อย” พระองค์ยังจำข่าวลือเมื่อเย็นได้ดีทำให้สำลักน้ำชาจนเลอะใส่กองฎีกาด้วยซ้ำ

“ลูกไม่น่ากลัวเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เย่ซืออวิ๋นครุ่นคิดอย่างจริงจัง...หรือเขาจะไม่น่าเกรงขามเลยสักนิดเดียวจริงๆ กันนะ

“ไม่น่ากลัวสักนิด ไหนลองทำหน้าที่คิดว่าตนเองน่ากลัวที่สุดให้ข้าดูสิ” เย่เทียนหลงเท้าคางมองเจ้าตัวน้อยบนตัก ที่ยามนี้กำลังทำหน้าตาที่เจ้าตัวคิดว่าบึ้งตึงอย่างที่สุด แก้มขาวนั้นป่องขึ้นทำให้ริมฝีปากแดงยู่ไปมา ดวงตาก็พยายามขึงให้ดูโตราวไม่พอใจ แต่แค่เสี้ยวเวลาก็กระพริบตาปริบจนแพขนตาขยับไหว ทลายความน่ากลัวที่ไม่เคยมีไปจนหมดสิ้น

เย่เทียนหลงส่งเสียงหัวเราะลั่น ขนาดเกาจิ้นที่รอรับใช้อยู่ข้างๆ ยังก้มหน้าลงไปกลั้นขำจนไหล่สั่น

 

น่ารักมากกว่านะกลัวนะพ่ะย่ะค่ะองค์ชายใหญ่...

 

“เสด็จพ่อ!” เย่ซืออวิ๋นถลึงตาใส่เสด็จพ่อที่ชอบกลั่นแกล้งบุตรชาย งับพระอังสาภายใต้เสื้อคลุมมังกร แต่น้ำหนักนั้นน้อยนิดราวลูกแมวงับเย่เทียนหลงไม่สะทกสะเทือนยังหัวเราะลั่นอีกรอบ

“เสี่ยวอวิ๋น...หรือข้าต้องเรียกเจ้าว่าเสี่ยวอวิ๋นมาวมาวแล้ว หืม?”

เสี่ยวอวิ๋นมาวมาวตะกุยเล็บใส่แขนแกร่งโดยไม่พูดไม่จา เย่เทียนหลงที่แกล้งบุตรชายจนพอใจแล้วก็ยื่นมือไปลูบผมเย่ซืออวิ๋นเบาๆ “ภาพของเจ้างดงามมาก...ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะให้ช่างหลวงทำกรอบจากกระดูกไม้เซียนมาด้วย”

 

ไม้ล้ำค่าที่ปกติมักนำไปแกะสลักเป็นภาพพุทธรูปกลับถูกเจ้าตัวน้อยนำมาทำเป็นกรอบภาพแทน

นี่ถ้าหากสกุลฉินรู้ว่าสมบัติล้ำค่าของตนถูกนำมาแจกพร่ำเพรื่อแบบนี้มิรู้ว่าจะเป็นลมล้มตึงไปเลยหรือไม่กันนะ

 

แต่ไม้กระดูกเซียนสีขาวที่ลงสลักทองคำนั่นเข้ากับภาพท้องพระโรงไท่หยวนที่แสนงดงามตระกาลตานั้นยิ่งนัก พระองค์ก็รู้นะว่าเจ้าตัวน้อยมีฝีมือการวาดภาพที่เก่งกาจเหนือผู้ใด...แต่พระองค์มิคิดว่าจะสามารถขนาดนี้

 

รังสรรค์ภาพท้องพระโรงไท่หยวนได้ราวกับมีชีวิต

ทุกรายละเอียดนั้นเหมือนนำมาย่อส่วนและใส่ไว้ในภาพ

 

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ท่านอัครบดีลู่และคุณชายลู่ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

“อ้ะ...ถิงอวี่มาด้วยหรือ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง กำลังจะลงจากตักของเสด็จพ่อก็ถูกกอดรัดไว้แน่นเสียก่อน เย่เทียนหลงก้มมองบุตรชายพลางถอนหายใจ เคาะหน้าผากเจ้าตัวน้อยที่พอได้ยินชื่อลู่ถิงอวี่ก็ดีใจอย่างกับอะไรทันที

“ให้เข้ามา”

“อ่ะ...เอ่อ องค์ชายรัชทายาทและองค์ชายสี่ และเอ่อ...องค์ชายสามขอเข้าเฝ้าด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”

เย่เทียนหลงกลอกพระเนตร “ให้เข้ามาทั้งหมดนั่นล่ะ”

เหล่าผู้มาเยือนเข้ามาภายในตำหนักจิ้งหยางก็เห็นองค์ชายใหญ่กำลังนั่งตักฝ่าบาท คนอายุน้อยกว่าดิ้นจะลงแต่ฮ่องเต้ผู้ทรงชมชอบกลั่นแกล้งบุตรชายนั้นกลับรัดไว้แน่น เย่ซืออวิ๋นเลยส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังท่านอาจารย์ลู่

 

ท่านอัครเสนาบดีช่วยพูดกับฝ่าบาทของท่านด้วยเถิด!

มีแค่ท่านเท่านั้นที่จะพูดกับเสด็จพ่อได้

 

ลู่จิงกลั้นยิ้มอย่างเอ็นดูกับสายตาขอความช่วยเหลือราวลูกแมวน้อยขององค์ชายใหญ่ กระแอมเบาๆ “ถวายพระพรฝ่าบาทและองค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ วันนี้กระหม่อมเข้าวังมาเพราะได้ยินว่าองค์ชายใหญ่มีของจะให้กระหม่อม ถ้าไม่รบกวนพระองค์จนเกินไปกระหม่อมขอดูได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ”

“ได้สิ ได้ๆ เสด็จพ่อ...ปล่อยลูกลงได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ลูกจะได้เอาของขวัญให้ทุกคน” เย่ซืออวิ๋นช้อนตาแป๋วๆ ออดอ้อนเสด็จพ่อ เห็นฝ่าบาทเลิกพระขนงขึ้นก็ยื่นหน้าไปหอมแก้มสากแรงๆ จากนั้นก็กระพริบตาปริบๆ “นะพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อของลูก”

เสด็จพ่อที่ถูกบุตรชายออดอ้อนอย่างน่ารักน่าเอ็นดูใส่ เบิกพระเนตรขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยอมปล่อยอีกฝ่ายออกจากอ้อมแขนแต่โดยดี

 

ก็เล่นออดอ้อนได้เสียน่ารักขนาดนี้ พระองค์จะไม่ใจอ่อนได้อย่างไรกัน

 

“ถิงอวี่” พอลงจากอ้อมแขนของเสด็จพ่อ เย่ซืออวิ๋นก็ตรงไปหาลู่ถิงอวี่ทันที คุณชายลู่เอื้อมมือไปกุมมือเล็กไว้พลางยิ้มอย่างอ่อนโยนรับคำเรียกขาน

“เจ้าสามคำสั่งกักบริเวณของข้าเจ้ากล้าขัดหรือ หืม?” เย่เทียนหลงหันไปมองเย่เซียว องค์ชายสามประสานมือจากนั้นก็เอ่ยทูล

“พี่ใหญ่ชวนมาขออาหารทานที่ตำหนักจิ้งหยางสักมื้อพ่ะย่ะค่ะ ประเดี๋ยวลูกจะทำให้ข้างนอกลือกันว่าลูกมาขอลดโทษจากเสด็จพ่อไม่ยอม สั่งเพิ่มโทษก็ได้พ่ะย่ะค่ะ ช่วงนี้ท่านลุงเข้าวังมาเยี่ยมเสด็จแม่บ่อยๆ กระหม่อมจะฝึกซ้อมเพลงดาบกับทวนอยู่ภายในตำหนักพ่ะย่ะค่ะ”

“พี่สามช่างวางแผนมาดีแล้ว” เย่หานส่ายหน้า มองพี่สามอย่างนับถือยิ่ง...มิใช่บอกว่าเขาเจ้าเล่ห์หรอกหรือ เหตุใดตนรู้สึกสู้คนรอบตัวมิได้กันนะ

 

อ้อ...ยกเว้นพี่ใหญ่ไว้สักราย

 

“แฮ่ม...องค์ชายของขวัญที่บอกว่าจะให้กระหม่อมเล่าพ่ะย่ะค่ะ?” ลู่จิงทำหน้าหนาเอ่ยถามหาของขวัญของตนเอง

“อ้อ...อยู่ตรงนี้อย่างไรเล่า นี่เป็นของท่านอาจารย์ลู่ อันนี้ของน้องสาม ส่วนกล่องนี้ของน้องสี่...แล้วก็นี่ของถิงอวี่นะ” องค์ชายใหญ่วิ่งวุ่นหยิบกล่องของขวัญที่เตรียมมาไว้วางในมือของแต่ละคน “ของท่านอาจารย์ลู่เป็นบันทึกสิบสองศาสตร์ค่ายกลโบราณ เห็นท่านอาจารย์บอกว่าชอบศึกษาค่ายกล...ของน้องสามเป็นดาบสั้นทำจากเหล็กนิล ส่วนของน้องสี่กับถิงอวี่นั้นเป็นหยกอุ่นอรุณนะ ข้านำเอาเชือกเทียนทองคำมาร้อยกับแหวนไว้ น้องสี่จะได้พกติดตัวไว้ตลอดถ้าหากโตขึ้นจะได้นำมาสวม ส่วนของถิงอวี่นั้นข้าทำเป็นกำไลหยกให้นะ ขนาดอาจจะหลวมไปหน่อย...เผื่อไว้ตอนเจ้าโต”

ลู่ถิงอวี่มองกำไลหยกอุ่นเขาอรุนที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับร่างกายเขานั้นนิ่ง ความรู้สึกบางอย่างตีวนอยู่ภายในหัวใจ ทั้งยินดี อบอุ่นไหลปราดไปทั่วร่าง

 

และเหนืออื่นใด...ความรู้สึกอยากครอบครองที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน

 

“ข้าสวมให้นะ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มหวาน จากนั้นก็ดึงข้อมือของลู่ถิงอวี่มาค่อยๆ สวมกำไลหยกวงงามให้ ยามเห็นมันอยู่บนลำแขนเรียวงามราวกับหยกนั้นเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกว่ามันสวยงาม...งดงามมาก

 

สมกับเป็นถิงอวี่ที่ได้รับสมญานามว่าเป็นบุรุษที่งดงามที่สุดในเมืองหลวงจริงๆ !

 

“ขอบคุณนะพี่ใหญ่ ข้าชอบมาก” เย่หานเดินมากอดพี่ชายไว้พลางเอ่ยบอก

“อืม...เจ้าชอบข้าก็ดีใจมาก...ทุกคนเล่า ชอบของที่ข้าเตรียมมาให้หรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นทำตาโตๆ พลางรอคำชมจากทุกคน คนอื่นๆ เห็นเช่นนี้มีหรือจะใจร้ายบอกว่าไม่ชอบได้ลงน่ะ

“ลูกชายข้านี่ร่ำรวยเสียจริง” เย่เทียนหลงมองบุตรชายที่นำของล้ำค่ามาให้คนอื่นเป็นว่าเล่น สกุลฉินแต่เดิมนั้นร่ำรวยยิ่งนัก ตอนแต่งเข้าวังหลวงฉินฉางเล่อนำสินเดิมมามากมายหลายหาบ สกุลฉินเองก็ไม่ได้ให้บุตรสาวขายหน้าของล้ำค่าของตระกูลต่างล้วนนำมาเป็นสินเดิมให้ทั้งหมด

“ล้วนเป็นของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยทั้งนั้นพ่ะย่ะค่ะ...เสด็จพ่อวันนี้น้องรองได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาท พวกเราเลยมาขอของอร่อยที่ตำหนักจิ้งหยางทานพ่ะย่ะค่ะ”

“เกาจิ้น ไปบอกห้องเครื่องให้เตรียมสำรับไว้สำหรับหลายคนแล้วกัน”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

“ฝ่าบาทจะทรงงานต่อหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ท่านอัครเสนาบดีเดินไปช่วยนายเหนือหัวตรวจทานฎีกา ส่วนองค์ชายทั้งหลายก็หันไปนั่งมองลู่ถิงอวี่กับองค์ชายรัชทายาทเล่นหมากล้อมกันอยู่

“อืม...เจ้ามานั่งข้างๆ นี่มา” เย่เทียนหลงออกคำสั่ง ดึงฉวยมือเรียวของลู่จิงให้มานั่งเก้าอี้ข้างๆ พลางโยนฎีกาส่วนหนึ่งไปให้ท่านอัครเสนาบดีช่วยทำ

ส่วนเหล่าเด็กๆ นั้นก็นั่งลุ้นการเดินหมากของเย่เฟิงกับลู่ถิงอวี่อยู่ ยามมือขาวเรียวของลู่ถิงอวี่เคลื่อนหยิบเม็ดหมากนั้นชายเสื้อก็ร่นลงจนเผยให้เห็นกำไลหยกวงงามที่มือ

 

กำไลหยกอุ่นอรุณอันแสนล้ำค่า

 

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าเข้าไปใกล้มองเม็ดหมากอย่างที่อยู่บนกระดานอย่ารู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้านัก เรื่องใช้สมองเช่นนี้เห็นแล้วเขาก็รู้สึกตาลายนัก ลู่ถิงอวี่เห็นใบหน้างดงามนั้นกำลังขมวดคิ้วก็กลั้นยิ้ม ขยับออกเล็กน้อยให้ร่างองค์ชายใหญ่มองเห็นกระดานให้ชัดเจนขึ้น

“ซืออวิ๋นลองเล่นดูไหม?” ลู่ถิงอวี่เอ่ยถามอย่างอ่อนโยน

“ไม่เอาหรอกข้าไม่ชอบการเดินหมาก อีกทั้งฝีมือน้องรองและถิงอวี่นั้นก็ยอดเยี่ยมเกินไปด้วย”

“ข้ากับเย่เฟิงจะสอนท่านเอง...มาเถอะ” ลู่ถิงอวี่ยิ้มด้วยรอยยิ้มที่เย่ซืออวิ๋นขัดไม่ลง ชะโงกหน้ามามองในกระดาษด้วยสีหน้าตั้งใจยิ่ง สุดท้ายก็แทบจะขึ้นมานั่งบนตักของลู่ถิงอวี่ คุณชายลู่แยกขาออกกว้างเพื่อให้องค์ชายใหญ่นั่งได้ถนัดมากขึ้น กระซิบข้างหูพลางอธิบายแต่ละจุดที่วางหมากลงไปด้วย

องค์ชายทั้งสามเหลือบตามองคุณชายเจ้าเล่ห์บางคนอย่างขัดหูขัดตา แต่เห็นพี่ใหญ่ดูมีความสุขและตั้งอกตั้งใจยิ่งนักจะทำเป็นมองไม่เห็นไปเสียก่อนก็ได้

แต่พระเนตรคมกริบของฮ่องเต้เย่เทียนหลงที่เหลือบมามองนั้นทนเห็นบุตรชายถูกคนอื่นหลอกกินเต้าหู้ไม่ได้เลยกระแอมเตือนเสียงดัง แต่เห็นดวงตาออดอ้อนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ ของบุตรชายแล้วพระองค์ก็ได้แต่มองเมิณไปอีกคน

 

ข้าฝากไว้ก่อนแล้วกันลู่ถิงอวี่!

 

.............

 

มื้อค่ำในตำหนักจิ้งหยางนั้นผผานพ้นไปแล้ว อาหารมากหน้าหลายตาหลากหลายชนิด และเป็นทำด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศทั้งนั้น รังสรรค์ออกมาเป็นของโปรดของทุกคนที่ล้อมวงการทานอาหาร ปิดท้ายด้วยชาบุปผาหยกที่องค์ชายใหญ่เจอในคลังสมบัติของฉินกุ้ยเฟยและนำมาให้ได้ลองชิมกัน

“ทุกวันหลักจากที่เรียนกับลู่จิงเสร็จสิ้น ให้เจ้ามาที่ตำหนักจิ้งหยางทุกวัน...ข้าจะให้ช่วยเจ้าตรวจฎีกา” เย่เทียนหลงหันไปบอกเย่เฟิง “ในฐานะรัชทายาทเจ้ามีเรื่องมากมายให้ต้องทำเพิ่มขึ้นจากเดิม”

“ลูกทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เย่เฟิงรับคำอย่างมุ่งมั่น

เย่เทียนหลงหันไปมองบุตรชายอีกสามคน “พวกเจ้าเองถ้าสนใจก็มาได้” พูดไม่ทันจบแต่ละคนก็ส่ายหน้ารัวกันทันที

“ลูกยังต้องฝึกซ้อมวรยุทธ์พ่ะย่ะค่ะ” เย่เซียวรีบปฏิเสธคนแรก ให้คนเกลียดการใช้สมองอย่างมาช่วยฎีกาน่ะหรือ...ปวดหัวกันพอดี

“ลูกเองก็ตั้งใจจะฝึกฝนการใช้อาวุธลับเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” เย่หานรีบเอ่ยตามมา...ให้เขาไปอ่านฎีกาจากพวกขุนนางน่าโมโหนั่น

“ส่วนลูกเองก็ต้องฝึกวิชาตัวเบา ฝึกวิชากระบี่ ไหนยังต้องวาดภาพ...ลูกไม่อยากยุ่งกับกองฎีกาที่น่าปวดหัวเหล่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ลูกยังอยากเป็นคนว่างงานอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ จากนั้นก็ส่ายหน้ารัวๆ เป็นเชิงว่าไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยเด็ดขาด

“หึ...พวกเจ้านี่นะ” เย่เทียนหลงยีหัวลูกชายคนโต “ลู่ถิงอวี่นับตั้งแต่วันนี้ให้เจ้ายื่นป้ายอนุญาตที่ข้าเคยให้ เข้าวังมาทุกวัน เจ้าต้องเรียนรู้ทุกอย่างไปพร้อมกับเย่เฟิง”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” ลู่ถิงอวี่ประสานมือรับคำ ก่อนจะหันไปมองสหายสนิทที่บัดนี้เป็นองค์ชายรัชทายาทแล้วก็คลี่ยิ้มให้ เช่นเดียวกับที่เย่เฟิงก็ยิ้มกลับมาอย่างยินดี

 

การได้ร่วมเรียนรู้สิ่งต่างๆ กับถิงอวี่นั้นเป็นอะไรที่สนุกสนานยิ่งนัก

 

“เช่นนั้นลูกจะนำของอร่อยๆ ไปให้ทุกคนเองนะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า ก่อนกระพริบตา “พวกเรามาพยายยามไปด้วยกันเถอะนะ”

“อื้ม!” แต่ละคนรับคำกันอย่างหนักแน่น พลางหัวเราะออกมาพร้อมกัน

 

มุ่งมั่นในเส้นทางที่ตนเลือกเดิน...และเดินไปบนนั้นอย่างมั่นคง โดยไม่ต้องหวั่นเกรงอะไร

เพราะมั่นใจว่าบนเส้นทางนั้น...มิเคยเดินอยู่เพียงผู้เดียว

 

“ดึกขนาดนี้พวกเราขึ้นไปดูดาวบนตำหนักจิ้งหยางกันดีหรือไม่ หืม? เจ้าตัวน้อย” เย่เทียนหลงก้มลงอุ้มเย่ซืออวิ๋นขึ้นมาในอ้อมแขนพลางเอ่ยถาม แน่นอนว่าองค์ชายใหญ่พยักหน้าหงึกๆ อย่างยินดี

“ที่เสด็จพ่อเคยตรัสไว้ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ วันนี้ทุกคนก็อยู่ เช่นนั้นพวกเราขึ้นไปดูดาวกันดีกว่า วันพรุ่งลูกจะวาดภาพให้ทุกคนเลย”

“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” เย่เทียนหลงสะกิดปลายเท้าแค่เพียงครั้งเดียว วรกายสูงใหญ่ก็พาองค์ชายใหญ่มาปรากฎบนหลังคาของตำหนักจิ้งหยางแล้ว บรรดาองครักษ์ทั้งหลายเงยหน้ามองพลางก้มหน้าลงอย่างไม่แปลกใจ เพราะฝ่าบาทมักทำเช่นนี้อยู่เสมอๆ แต่คราวนี้ดูเหมือนจะมีองค์ชายทั้งสี่พระองค์ครบ อ้อ...ยังมีท่านอัครเสนาบดีและคุณชายลู่ด้วยอีกคน

“ดวงดาวงดงามสุกสกาวราวอวยพรให้ตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทของน้องรองเลย...” เย่ซืออวิ๋นหันไปยิ้มกว้างให้เย่เฟิงอย่างยินดี ทำเอาองค์ชายรองก็ยิ้มกว้างออกมา

“งดงามสู้เหมือนสายตาของซืออวิ๋น” ลูถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ น้ำเสียงไพเราะกับใบหน้างดงามที่ราวกับจะส่องประกายได้ในยามราตรีนี้ทำให้เย่ซืออวิ๋นรู้สึกแก้มร้อนผ่าวอีกแล้ว เสด็จพ่อขององค์ชายผู้เขินอายที่เห็นก็ขึงพระเนตรใส่เจ้าคนชอบหว่านเสน่ห์ใส่บุตรชายผู้อื่นบางคน

 

องค์ชายทั้งสามกลั้นหัวเราะ พลางสมน้ำหน้าเจ้าคุณชายลู่ในใจ

 

ลู่ถิงอวี่ได้ส่ายหน้ากับแต่ละคน...อืม...ดูเหมือนว่าแต่ละคนจะหมายหัวเข้าไปเสียแล้ว การเข้าหาองค์ชายใหญ่ครั้งต่อไปอาจลำบากสักเล็กน้อย

แต่ไม่เป็นไรหรอก...ลู่ถิงอวี่มีวิธีให้ได้มาในสิ่งที่เขาต้องการเสมอ

โดยเฉพาะ...

 

ดวงตาดอกท้องดงามหันไปมองดวงตากลมโตที่เปล่งประกายราวกับจะแข่งกับทะเลดาวบนฟากฟ้าขององค์ชายใหญ่ที่มองตนอยู่ จากนั้นก็คลี่รอยยิ้มหวาน เขาชอบยามที่เห็นใบหน้างดงามนั้นเปลี่ยนไปและเขินอายเพราะตน

 

โดยเฉพาะคนที่ข้าลู่ถิงอวี่...หมายตาและวาดหวังครอบครอง

 

จากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ผลัดกันพูดคุยเรื่องราวต่างๆ มากมาย ลู่ถิงอวี่และเย่เฟิงนั้นมองหน้ากันก่อนจะผิวปากเกิดเป็นบทเพลงอันแสนไพเราะแผ่วเบาขึ้นมา คลอไปกับสายลมยามราตรีกาลที่พัดผ่าน ท่ามกลางทะเลดาวบนผืนฟ้ายามราตรีกาลอันงดงามจับตา

 

รอยยิ้มเด่นชัดบนพักตร์...

ดวงตาฉายชัดเปี่ยมสุข

 

ล้ำค่ายิ่งกว่าของขวัญล้ำค่าใดๆ ในโลกใบนี้...ของขวัญที่ราวกับสวรรค์ประทานพรมาให้

วัยเยาว์อันแสนงดงาม...มิตรสหายและคนสำคัญข้างกาย


 

........................


 

น้ององค์ชายใหญ่เขารวยนะคะ 555 ฉินกุ้ยเฟยทิ้งของมีค่าไว้ให้น้องเยอะมาก แล้วน้องก็ชอบเอามาให้คนอื่นแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว ^_^ รู้สึกขำน้องที่พยายามทำให้ตัวเองดูน่ากลัว...ทำยังไงก็น่ากลัวไม่ขึ้นจริงๆ โตไปก็ยังไม่ได้พัฒนาด้านนี้ขึ้นเลยค่ะ กระพริบตาทีเดียวความบึ้งตึงหายหมด 555
 

ตอนหน้าแต่ละคนจะเริ่มโตขึ้นแล้วนะคะ...ต่างม่งมั่นทำในสิ่งที่อยากทำกัน แม้องค์ชายใหญ่เขาจะบอกว่าอยากเป็นองค์ชายว่างงาน แต่เพราะน้องมีคนสำคัญเพิ่มขึ้น เลยเรียนรู้ที่จะปกป้องคนสำคัญและความสุขของน้อง จากที่ตั้งใจจะอยู่อย่างสงบก็ขยันฝึกโน่นฝึกนี่ และเพราะทุกคนล้วนใส่ใจ ทำให้น้องเริ่มเอาแต่ใจและบอกความต้องการของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นการเติบโตที่ดีของน้องเลย ^_^

สำหรับพระเอก...คาดว่าทุกคนคงรู้แล้วว่าเป็นใคร เพราะเดาได้ไม่ยาก 555 ทำไมต้องเป็นคนนี้ทั้งๆ ที่น้องก็กลับมาเกิดใหม่แล้วทำไมยังต้องจมกับคนเดิม...เรื่องของชาติก่อนเราจะค่อยๆ เฉลยนะคะ แอบกระซิบนิดนึงว่าที่น้องกลับมาก็เพราะคุณชายลู่เขานั่นล่ะค่ะ...อืม ทั้งสองคนมีวาสนาต่อกัน แต่ชาติก่อนมีเรื่องราวมากมาย ต่อให้มีวาสนา...แต่ก็ไม่อาจเคียงคู่ประมาณนี้ละมั้งคะ เราเล่ามากไม่ได้ เดี๋ยวจะเป็นการสปอยล์เนื้อเรื่อง ^_^ แต่รับรองว่าทุกอย่างมีที่มาที่ไปแน่นอนค่า
 

ช่วงนี้อากาศแปรปวน กลางวันร้อน กลางคืนฝนตก ใครที่เป็นภูมิแพ้เหมือนเราลำบากหน่อยนะคะ ตาบวมและน้ำตาไหลไม่หยุดเลย T_T ทุกคนอย่าลืมดูแลสุขภาพน้าาา พักผ่อนกันเยอะๆ นะคะ ขอบคุณสำหรับความห่วงใยของทุกคนน้าาา ที่จริงเราเป็นคนแข็งแรงนะคะ แต่ช่วงนี้ยุ่งมาก นอนดึกตลอดบวกกับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ภูมิแพ้เลยถามหามาเดือนกว่าแล้ว 
 

สำหรับวันนี้...ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^
 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.355K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,282 ความคิดเห็น

  1. #3657 SONE07 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:45
    ฉินกุ้ยเฟยดูรวยเกหน้าเกินตามาก55555555555
    #3,657
    0
  2. #3078 Frizzy G (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 01:59
    อบอุ่น น่าเอ็นดู
    #3,078
    0
  3. #2975 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 00:08
    ขอให้น้องมีความสุขแบบนี้ไปนานๆน้าาาาา
    #2,975
    0
  4. #2889 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 10:59
    เอนดูองค์ชายใหญ่มากไม่ไหวแล่ว555555 อยากจับหอมหัว ตอนนี้อบอุ่นหัวใจมากๆเลยค่ะไรท์ ความสัมพันธ์ของพวกเขาคือคอยสนับสนุนกันและกันตลอดเลยอ่า หัวอกคนเปนแม่มันปริ๊มปริ่ม ฮึกกกกกก ต่อไปพี่ถิงอวี่คงรุกหนักแล้วสินะคะ ขอยาดเกียมยาดมก่อนค่ะ แอแงงงงงงงง
    #2,889
    0
  5. #2634 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2563 / 23:54
    อบอุ่นหัวใจมากกก
    #2,634
    0
  6. #2623 mothergod (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2563 / 13:52
    คลังสมบัตินั้นมีอะไรบ้างนะ ของน่าจะเยอะ😂
    #2,623
    0
  7. #2108 PikazZA (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 14:18

    แต่ล่ะคนนะ เอ็นดูชายใหญ่

    #2,108
    0
  8. #2096 taemynnn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 20:12
    แคว้นแห่งการแสดง 55555 เนื้อเรื่องตอนนี้อบอุ่นมาก ดีมาก มากซะจนกลัวว่าจะเกิดเรื่องอะไรไม่ดีขึ้น
    #2,096
    0
  9. #1979 0814448154 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 06:39
    เสด็จพ่อก็คือกร้าวใจมาก
    #1,979
    0
  10. #1827 CUTE_VILLAIN (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 16:39
    ใจชั้นมันสู่ขิต
    #1,827
    0
  11. #1706 khunsom08 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 21:35
    น้องใจดีมาก
    #1,706
    0
  12. #1697 โบลี (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 15:59

    อ่านแล้วอิ่มใจกับความรักในครอบครัวและมิตรภาพที่งดงามจังเลยค่ะ

    #1,697
    0
  13. #1588 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2563 / 23:56

    รู้สึกอยากจะขย้ำเสี่ยวมาวอวิ๋น!!

    #1,588
    0
  14. #1569 ployYYploy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2563 / 18:59
    ชอบคู่ฮ่องเต้จัง
    #1,569
    0
  15. #1488 tea2543 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 22:34
    มันทัชใจทุกประโยคจริงๆนะ นี้เป็นคนขแบจดจำชีิตวัยเด็กมากด้วยสิ😊
    #1,488
    0
  16. #739 ผู้เปงเมียเลา (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 13:52
    นี้คิดว่าถิงอวี่เป็นลูกฮ้องเต้ละนะ555สอนกับมือหาหยกให้ด้วย ดูเหมือนฮ้องเต้จะให้ความสำคัญถิงอวี่ที่สุดเลยถ้าไม่นับเรื่องความเอ็นดู คือเค้าคิดๆละแบบแงง๊ ทำไมถิงอวี่ถึงได้รับความสำคัญจากฮ้องเต้จังหรือเพราะถิงอวี่มีพ่อเป็นเมียลับฮ้องเต้อ่า5555
    #739
    0
  17. #723 molyarat (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 00:14
    น้องตัวกลมๆ
    #723
    0
  18. #719 HYUNPARK (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2563 / 18:18
    น้องน่ารักไม่ไหว เสด็จพ่อเขาก็หวงลูกชายไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
    #719
    0
  19. #717 บานาน่า'าาา (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2563 / 16:19
    สรุกอะน้องน่ารักเป็นท่รักของทุกครแต่ปมคือทำใจแม่ไม่ดีมากลูก
    #717
    0
  20. #716 KMKADSARIN (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2563 / 15:54
    เอ็นดูความอุ้มลูก
    #716
    0
  21. #710 vviiwwyy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 21:57
    แฮปปี้มากกก ตอนนี้ ม่ะอยากคิดถึงปมดราม่าเรยย
    #710
    0
  22. #655 sakura17 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 12:24
    ไม่แปลกใจเลยถ้าจะบอกว่าคุณชายลู่เป็นคนฆ่าแล้วก็เป็นคนที่พาย้อนกลับมาด้วย เพราะถ้าน้องกบฏจริงคุณชายลู่ที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งลูกชายก็ต้องทำหน้าที่อะ
    #655
    0
  23. #510 liver2541 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 22:00
    น้อนน่ารักจนใจเจ็บเลยค่ะไรท์

    ไม่อยากให้น้อนต้องเจอดราม่าอะไรทั้งนั้นอ่ะ ลูกชั้นหวง ~T_T~
    หวีดร้องคุณฮ่องเต้กับพ่อพิลู่ โอ้ววว รุ่นใหญ่เผ็ชมากเลยค่ะ กรี๊ดดดด
    #510
    0
  24. #414 Fueled me (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 16:27
    ฉางเล่อคือแม่น้องหรอ-เราก็นึกว่าเป็นสหายของฮ่องเต้ แต่ล่าสุดก็มีตัวละครใหม่มาอีกแล้ว คนสกุลฉินนี่มักใหญ่ใฝ่สูงจริงๆ เดี๋ยวแกได้เจอน้องฉันคงกระอักเลือดตาย5555555555555 ฮ่องเต้ก็คือหวงลูกไม่ไหวแล้ว ก็อย่างว่าน้องน่ารักน่าเอ็นดู;—; จะชาติก่อนชาตินี้ฉันว่าเขาก็มีใจให้กันแหละเพียงแต่น้องไม่มีวาสนาพอ งืออออออออ ชาตินี้น้องต้องอายุยืนนะ!!!
    #414
    0
  25. #290 Mellowpink (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 14:01
    ชอบมากๆเลยค่ะ;-;
    #290
    0