Heart Beat #ป๋อจ้าน #อี้จ้าน #หวังเซียว ( Yaoi )

ตอนที่ 8 : MHz...VIII.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 633
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    15 ม.ค. 63

VIII.

 

เสียงหัวใจที่เต้นดังขึ้นทุกที...เต้นถี่ขึ้นทุกครั้ง

เพียงแค่...สบสายตา

เพียงแค่...เห็นรอยยิ้ม

แค่ได้ยินเขาเรียกชื่อ

ท่วงทำนองของหัวใจก็ไม่เหมือนเดิมสักครั้ง

นั่นคือ...การตกหลุมรัก

.

.


“มากันครบทุกคนแล้วนะ...ถ้าอย่างนั้นก็ทยอยกันขึ้นรถได้แล้ว” เสียงทีมงานประกาศทำให้เหล่านักแสดงทั้งหลายที่นั่งจับกลุ่มคุยกันหอบหิ้วกระเป๋าเดินไปขึ้นรถ เซียวจ้านเองก็เก็บของเดินตามทุกคนไปเหมือนกัน แต่เขาถือกระเป๋าได้แค่แป๊บเดียวก็มีคนมาแย่งไปถือเสียก่อน พอไล้สายตาตามมือไปก็เห็นหวังอี้ป๋อกำลังทำหน้ามึนๆ แล้วก็ยักคิ้วมาให้

“ฉันถือเองได้นะอี้ป๋อ ของนายก็เยอะอยู่แล้ว”

“ผมก็ถือให้ได้เหมือนกัน แต่ถ้าพี่เกรงใจเอานี่ไปถือก็ได้ครับ” หวังอี้ป๋อก็คิดแล้วล่ะว่าคนพี่น่ะต้องปฏิเสธ ใจดีที่หนึ่ง ไม่ชอบเอาเปรียบใครก็ที่หนึ่ง เขาเลยส่งกระเป๋าถือเล็กๆ ที่ข้างในเต็มไปด้วยขนมกับของว่างให้เซียวจ้านถือแทน ขนมพวกนี้หวังอี้ป๋อขอให้พี่ผู้จัดการแวะซื้อมาให้ เพราะเขารู้ว่าคนพี่ชอบกินขนมพวกนี้

เซียวจ้านเลิกคิ้ว จังหวะหัวใจเหมือนจะเปลี่ยนไปอีกครั้งกับความใส่ใจของคนน้อง เขาถลึงตาใส่หวังอี้ป๋อแล้วก็เอากระเป๋าใบนั้นมาถือ

 

อยากถือก็ถือไปเลย...ใช่สิ คนหนุ่มถือของหนักๆ ได้อยู่แล้วนี่ ส่วนเขามันแก่แล้ว...

 

“แน่ใจยังไงนะหวังเหล่าซือว่าเราจะได้นั่งข้างกัน” เซียวจ้านเดินนำไปขึ้นรถ เขาคิดว่าตัวเองน่าจะได้นั่งเซทเดียวกับพวกจั๋วเฉิงและปินเกอมากกว่า ส่วนหวังอี้ป๋อน่ะต้องไปนั่งกับคนสกุลหลานโน่น เขามันคนบ้านเจียง

“ผมมั่นใจเลยต่างหาก” หวังอี้ป๋อยักคิ้ว ยักไหล่ ท่าทางน่าหมั่นไส้จนเซียวจ้านอดที่จะยื่นมือไปตีด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ คนน้องก็ตีกลับไปเหมือนกัน แล้วทั้งคู่ก็ตีกันไปมาเดินไปขึ้นรถไป ความสามารถเพี้ยนๆ ที่เหล่าทีมงานส่ายหน้าและหัวเราะกันอย่างเอ็นดู

แต่พอขึ้นรถไปเซียวจ้านก็ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาทันทีเมื่อที่นั่งของเขากับหวังอี้ป๋อถูกจัดให้ห่างกัน เขาเห็นไห่ควานโบกมือเรียกน้องชายคนรองของตัวเองอยู่ ส่วนที่นั่งของเขาน่ะอยู่แถวท่าเรือจริงๆ ด้วย คนน้องหน้ายุ่ง คิ้วขมวดเข้าหากัน แผ่ไอเย็นออกมาไม่หยุด

“เฮ้ๆ ไม่เอาน่า...นั่งแป๊บเดียวเอง เดี๋ยวก็ได้อยู่ด้วยกัน ไม่คิ้วขมวดหน้างอสิอี้ป๋อ คนอื่นๆ เขาตกใจนายกันหมดแล้วกัน” พอเห็นคนน้องหน้าบึ้งแสนงอน เซียวจ้านก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปลอบ ยื่นมือไปจิ้มหว่างคิ้วหวังอี้ป๋อเบาๆ สองคนที่วอแวกันอยู่ไม่รู้ตัวเลยว่าตกเป็นเป้าสายตาคนทั้งรถ

หลิ่วไห่ควานกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น เขาส่ายหน้ากับความติดคนพี่เวอร์วังของหวังอี้ป๋อก่อนจะหันไปคุยกับเฉาอวี้เฉินที่นั่งอยู่ด้านหลัง คุณชายสกุลจินเหลือบตาไปมองพ่อคนคูลของกองถ่ายแล้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินไปแถวบ้านท่าเรือ พูดคุยอะไรกันเล็กน้อยก็ชวนพี่หญิงคนงามมานั่งด้วยกันเรียบร้อย เซวียนลูยิ้มหวาน มองเซียวจ้านสลับกับหวังอี้ป๋อแล้วหัวเราะ ก่อนจะมานั่งรวมกันด้านหลัง ยกพื้นที่ว่างแถวเหลียนฮวาอู้ให้หวังกงจื่อหนึ่งที่เรียบร้อย

“เจี่ยเจีย ใจร้ายกับผมอีกแล้ว” วังจั๋วเฉิงทำตาละห้อย เขาก็อยากไปนั่งตรงโน้นด้วยนี่นา! ขืนนั่งตรงนี้ได้กลายเป็นอากาศแน่ๆ ไม่งั้นก็ถูกสายตาเย็นชาของหวังอี้ป๋อจับจ้อง

“ขอบคุณครับ” หวังอี้ป๋อค้อมหัวให้เหล่าพี่ๆ เป็นเชิงขอบคุณ เก็บกระเป๋าไว้ด้านบนเรียบร้อยก็ดึงมือคนพี่ให้ไปนั่งด้วยกัน เขายกที่นั่งริมกระจกให้เซียวจ้าน ส่วนตัวเองนั่งตรงกลาง...เหตุผลเดียวเลยคือไม่อยากให้เฉิงเกอคุยกับจ้านเกอ

 

หวังอี้ป๋อพาลและหวง...

ใช่...เขายอมรับ

 

“ห่ะ...หา?” เซียวจ้านนั่งที่เรียบร้อยก็ทำหน้างงๆ นี่คือเปลี่ยนที่นั่งกันเรียบร้อยเสร็จสรรพรวดเร็ว จนเขายังงงๆ เลย รู้เรื่องก็คือมานั่งติดริมกระจกมองสีหน้านิ่งๆ แต่ดวงตาเป็นประกายระยับของหวังอี้ป๋อกับหน้ายิ้มแหยๆ ของเฉิงเฉิง

“จ้านเกอกินไหม?” หวังอี้ป๋อยื่นขนมให้คนพี่ ยื่นจ่อปากจนเซียวจ้านทำได้แค่ต้องอ้าปากกินเท่านั้น พอเห็นคนพี่สนใจของกินเรียบร้อยเขาก็ชวนคุยให้ดูเรื่องอื่น ทั้งพยายามชักจูงให้คนพี่มาสนใจพวกมอเตอร์ไซค์ สเก็ตบอร์ดแล้วก็บาสเกตบอล พอเห็นตาโตๆ กับเสียงว้าวตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ แล้วหวังอี้ป๋อก็ยิ้มกว้าง

 

จ้านเกอน่ารัก!

 

วังจั๋วเฉิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เบ้ปากไปมา แล้วก็ถอนหายใจต่อมาอีกหลายๆ เฮือก เขากลายเป็นอากาศ...ไม่สิ เขาไม่มีตัวตนในสายตาคุณชายรองหลานเขาเสียแล้ว! ก็รู้แหละว่าพอมีจ้านเกอคนอื่นล้วนไร้ความหมาย แต่นายไม่จำเป็นต้องทำเหมือนฉันไม่ได้นั่งอยู่ขนาดนี้ก็ได้นะหวังอี้ป๋อ!

วังจั๋วเฉิงเกาะเบาะรถ วางคางลงบนเบาะ แล้วช้อนสายตาเบ้ปากมองเหล่าคนข้างหลังที่กำลังคุยกันอย่างร่าเริงเฮฮา แต่ละคนชูกำปั้นให้เขาไม่พอชูสองนิ้วให้ด้วยเป็นเชิงบอกว่าสู้ๆ นะ

 

ทุกคนใจร้าย!

แต่หวังอี้ป๋อน่ะใจร้ายที่สุด...แล้วยังพาเซียวจ้านเกอใจร้ายไปด้วยอีกคน!

 

............................

 

เมื่อถึงสถานที่ถ่ายทำ เหล่าผู้กำกับและทีมงานที่ปล่อยให้พวกเขาเฮฮากันก็เริ่มเข้าสู่บทจริงจัง ชนิดที่ลงรถปุ๊บคือถ่ายทำปั๊บเลยทันที อากาศร้อนๆ ที่ทำให้เซียวจ้านต้องถือบทไปด้วยถือพัดลมไปด้วย เขา เว่ยอู๋เซี่ยนของทุกคนถือพัดลมเป่าผมยาวฟูๆ ปากยุ้ยๆ จนน่าเอ็นดู เหงื่อเม็ดเล็กๆ เกาะพราวเต็มหน้า ทำให้แม้ต้องเติมหน้าบ่อยๆ แต่เหล่าช่างเมคอัพไม่บ่นสักคำ

 

ก็เซียวจ้านน่าเอ็นดูมาก...

เหมือนแมวตัวเปื่อยผสมกระต่ายหูยาวที่ไม่ถูกกับอากาศร้อนเลย

 

“โอเค! ดีมาก! ทุกคนพักได้” ผู้กำกับตะโกนบอกเมื่อได้ฉากที่พอใจ เขาพยักหน้าหงึกๆ ปล่อยให้เหล่านักแสดงไปพัก เหลือบตามองเซียวจ้านที่ทีมงานยื่นพัดลมให้ทันที

 

ขวัญใจทีมงานทั้งกองจริงๆ

 

“ไปพักไป หาอะไรเย็นๆ ดื่มด้วย”

“ขอบคุณครับผู้กำกับ” เซียวจ้านรีบขอบคุณทันที “ขอบคุณทีมงานทุกคนด้วยครับ” พูดจบก็ก้าวยาวๆ ตามทีมงานอีกคนไป ส่วนคนอื่นๆ ก็ส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู

 

ก็เข้าใจหวังอี้ป๋อนะว่าทำไมติดคนพี่เขาแจขนาดนั้น

 

“จ้านจ้าน มือถือนายมีคนโทรเข้ามาหลายสายเลย” ทีมงานคนหนึ่งเอามือถือของเซียวจ้านที่ฝากไว้มาส่งให้เซียวจ้านทันที เพราะมันสั่นไม่หยุด แต่พวกเขาก็ได้ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของนักแสดงเลยไม่ได้ดูว่าใครโทร มาแต่คิดว่าคงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทันทีแค่เห็นชื่อคนโทร ใบหน้าที่มักมีรอยยิ้มเสมอของเซียวจ้านเปลี่ยนไปทันที ดวงตาก็วูบไหว แต่เจ้าตัวยังอุตส่าห์เงยหน้ามาฝืนยิ้มให้ทุกคน

“ถ้าเหล่าเฉิน หรือคนอื่นๆ ถามหาฝากบอกด้วยนะครับว่าผมขอไปคุยธุระไม่เกินสิบห้านาทีแล้วจะกลับมา” เซียวจ้านกำมือถือของตัวเองแน่น ก้าวยาวๆ เดินออกไปจนทีมงานห้ามไม่ทัน

 

แล้วถ้าหวังอี้ป๋อมาถามหาจะให้พวกเขาบอกว่ายังนะเซียวจ้าน!

ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าไม่มีใครสู้เวลาหลานเออร์เกอเกอเขาองค์ลงได้นอกจากเซียวจ้านคนเดียวน่ะ!

 

เซียวจ้านเดินออกไปหามุมเงียบๆ สงบๆ ที่ไม่มีคน เขาเม้มปากเข้าหากันแน่น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ชื่อที่เขาบันทึกไว้และนานมากแล้วที่ไม่ได้คุยกัน

“สวัสดีครับ...ประธาน”

( สวัสดีเซียวจ้าน ในที่ก็ได้คุยกับนายสักที )

 

......................

 

“มีใครเห็นจ้านเกอไหมครับ?” หวังอี้ป๋อที่เข้าฉากเสร็จเรียบร้อยเดิมถามทีมงานคนอื่นๆ ไปทั่ว เพราะเขาไม่เห็นคนพี่ในครรลองสายตา ทั้งๆ ที่ปกติหวังอี้ป๋อจะตาไวกับเซียวจ้านเป็นพิเศษแท้ๆ

“ปินเกอ เห็นจ้านเกอไหมครับ?”

“ไม่เห็นอะ” แล้วอวี้ปินก็สะดุ้งทันทีเมื่อเห็นสายตาเย็นจัดและรังสีหงุดหงิดของวังอี้ป๋อ เขากลอกตามองท้องฟ้าอันแสนสดใสสามรอบ จากนั้นก็ถอนหายใจเฮือก “แต่เมื่อกี้ตอนเข้าฉากเสร็จเหมือนเห็นจ้านจ้านเดินไปกับทีมงานทางโน้นนะ”

“ขอบคุณครับ” หวังอี้ป๋อขอบคุณเสียงเรียบ แล้วรีบก้าวยาวๆ ไปตามทางที่อวี้ปินชี้ เขาเจอทีมงานก็ถามหาเซียวจ้านทันที แต่ละคนกลัวตาดุๆ ของหวังอี้ป๋อเลยชี้บอกทางกันเป็นทอดๆ

 

นายจะทำเหมือนหลานวั่งจีตอนออกตามหาเว่ยอู๋เซี่ยนแบบนี้ไม่ได้นะหวังอี้ป๋อ!

พวกเขาไม่ใช่เวินเฉาหรือตระกูลเวินที่ผลักเว่ยอู๋เซี่ยนลงล่วนจั้งกั่งสักหน่อย!

 

หวังอี้ป๋อขมวดคิ้วกล่าวขอบคุณทีมงานแต่ละคน แม้จะเริ่มหงุดหงิดแต่เขาเป็นเด็กดีมีมารยาทเสมอ เดินมาเรื่อยๆ เขาเห็นแผ่นหลังที่สวมชุดสีขาวของตระกูลหลานอยู่ กำลังจะก้าวขาเข้าไปทักแต่เสียงที่ได้ยินนั่นก็ทำให้เท้าที่กำลังจะก้าวไปต้องชะงัก

“บางทีความชอบก็ไม่สามารถบังคับกันได้ครับท่านประธาน...เรื่องของหัวใจผมไม่สามารถบังคับกันได้ หยางเกอเป็นพี่ชายที่ดี...แต่ผมไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่มันเปลี่ยนไป และมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณด้วยครับ...ถึงคุณจะเป็นพ่อของเขาก็ตาม”

.......................

 

( ฉันรู้เซียวจ้าน และลูกชายฉันก็ทำเกินเลยกับนายไว้มาก คงผิดที่ฉันคิดวางมือเลยทำให้นายตกระกำลำบาก ) เสียงตอบจากปลายสายทำให้เซียวจ้านยกยิ้มฝืดๆ

“ความจริงก็ไม่ลำบากอะไรเลยนะครับ ผมแค่ต้องพยายามมากขึ้นเท่านั้นเอง” เขาไม่ได้ลำบากอะไรจริงๆ นะ เพราะรู้สึกว่ามีพี่ผู้จัดการ น้องๆ ในวง แฟนคลับและทุกคนให้กำลัง มีคนอยู่ข้างๆ

 

มีหวังอี้ป๋อ...

 

( นายเป็นเด็กดีเสมอเซียวจ้าน มีแต่คนบอกว่าบริษัทฉันมีเพชรเม็ดงามอยู่ในมือแต่ไม่ดูแลให้ดี ฉันนี่ช่างเป็นประธานที่ตาถั่วไม่มีหัวคิดจริงๆ ทำเอาฉันที่พักผ่อนอยู่ต่างประเทศได้แต่หนักใจเลย )

“ท่านดีกับผมมาเสมอ” ประธานค่ายดีกับเซียวจ้านมาตลอดจริงๆ ให้คำแนะนำ ให้กำลังใจ ให้การสนับสนุน ทำให้เขามีวันนี้ด้วย แต่เมื่ออีกฝ่ายวางมือและปล่อยให้ลูกชายขึ้นมาทำหน้าที่แทน...ทุกอย่างก็เริ่มไม่เหมือนเดิม

( แต่ลูกชายฉันไม่ใช่ เขาชอบนายมาก...อยากครอบครองนายมาก และฉันก็ผิดที่ไม่ฟังตอนนายอธิบาย ที่จริงฉันก็เหมือนทอดทิ้งนายนะเซียวจ้าน )

“ครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญเสมอ...คุณคงไม่เชื่อว่าลูกชายจะมาชอบผู้ชายด้วยกัน โดยเฉพาะศิลปินในสังกัด” เซียวจ้านถอนหายใจเบาๆ “ผมเคยร้องไห้ เคยโวยวาย เคยเสียใจ เคยถามสวรรค์ว่าทำไมเรื่องพวกนี้ถึงได้มาเกิดขึ้นกับผม แต่เมื่อโตขึ้น เมื่อทุกอย่างผ่านไปผมก็ปล่อยวางได้...มันเป็นอดีตไปแล้ว ทุกวันนี้ผมไม่ได้ลำบากอะไร มีแค่บางครั้งที่ผมเหงาบ้างนิดหน่อย แต่ผมมีวิธีดูแลตัวเอง คุณ...ประธานเองก็ไม่ต้องคิดมากไปหรอกครับ”

 

เขาคิดอย่างนั้นจริงๆ เมื่อทุกอย่างผ่านไป มันก็เป็นแค่อดีตที่จะมาเป็นประสบการณ์แค่นั้นเอง...ทำให้โตขึ้น และมองโลกในมุมมองที่กว้างขึ้นได้อีกด้วย ในเรื่องที่ลำบาก มันก็มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น

 

( เรื่องรักเพศเดียวกันอาจไม่ได้รับการยอมรับในประเทศเราก็จริง แต่พอคนคนนั้นเป็นนายฉันก็รู้สึกเสียดายนะเซียวจ้าน...เสียดายทั้งอนาคนของนาย ตัวตนของนาย เพราะฉันเองก็เอ็นดูนายมาก...ส่วนเรื่องซีรีย์ แม้ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ แต่ทางนั้นเต็มไปด้วยคนมีฝีมือและค่ายใหญ่ ฉันเองก็อยากให้ออกมาดี...เรื่องงานนายก็ไม่ต้องกังวล ฉันกลับไปจัดการเอง และจะดีกว่าถ้านายกลับมาแล้วจะไปทานข้าวกับฉันสักมื้อ )

ฟังปลายสายพูดเสียยืดยาว เซียวจ้านก็ยิ้มน้อยๆ “ถ้าคุณมาคนเดียวผมจะหาโอกาสไปแน่นอนครับ”

( ฮะๆ แน่นอน แน่นอน กินข้าวกับดาราดังอย่างนายใครจะคนอื่นไปด้วย ยิ่งลูกชายฉันเอาไปให้เสียบรรยากาศเหรอ โชคดีเซียวจ้าน...ไว้เจอกัน )

“ขอบคุณครับท่านประธาน...ไว้เจอกันครับ”

เซียวจ้านกดวางสายเรียบร้อย เขาถอนหายใจเบาๆ...ประธานค่ายของเขาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นนักธุรกิจที่มีความสามารถ อวิ๋นหยาง...หรือหยางเกอก็เป็นคนที่มีความสามารถ เป็นคนเก่งมากด้วย พวกเขาเคยรู้จักกันมาก่อน เคยเป็นเหมือนพี่น้องที่สนิทกัน...ทุกครั้งที่เซียวจ้านซ้อมหนัก ท้อแท้ ก็มักมีอีกคนให้กำลังอยู่เสมอๆ เขาเป็นผู้ใหญ่ มีความคิดที่กว้าง มีมุมมองชีวิตที่น่าสนใจ...แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป

 

อาจตั้งแต่วันที่เขาถูกสารภาพรัก...และเซียวจ้านปฏิเสธไป

เพราะเขามองอีกฝ่ายเป็นพี่ชายมาตลอด...

 

และหลังจากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป...หยางเกอใช้อำนาจในฐานะผู้บริหารคนใหม่กดดันเขาทุกทาง เซียวจ้านเคยเรื่องยื่นฟ้องบริษัทเพราะความอดทนของเขาหมดลงแล้ว ทำเขาคนเดียวไม่ว่า แต่พี่ผู้จัดการและน้องๆ ในวงมาเดือดร้อนด้วย แต่สุดท้ายเซียวจ้านก็ถอนฟ้อง เพราะเขาเห็นแก่ทุกคน...

หยางเกอพยายามทำให้เขาไม่มีทางเลือก...เพราะครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน เซียวจ้านยังจำคำพูดของอีกฝ่ายได้ไม่ลืม

 

ไม่ว่ายังไง นายก็ต้องกลับมาหาฉันเซียวจ้าน

 

“เรื่องของหัวใจมันบังคับกันไม่ได้...ทำไมพี่ไม่เข้าใจนะ”

และเพราะเหตุนี้...ต่อให้เซียวจ้านรู้สึกดีกับหวังอี้ป๋อแค่ไหน ชอบมากเท่าไร...เขาก็ไม่สามารถพูดออกไปได้ ยิ่งทุกวันนี้หัวใจเต้นแรงทุกครั้งกับการกระทำของอีกฝ่าย

 

แค่เห็นใบหน้า

แค่เห็นรอยยิ้ม

แค่สบสายตา

ได้พูดคุยกัน เล่นกัน และตีกันไปมา

ความรู้สึกมันยิ่งมากขึ้น...มากขึ้น

เริ่มมากกว่าความชอบ...

 

เซียวจ้านหมุนตัวกลับ เขาออกมาสักพักแล้ว เดี๋ยวคนอื่นๆ จะเป็นห่วงเอา แล้วเดี๋ยวเจ้าเด็กหน้าบึ้งบางคนไม่เห็นเขารอ คงได้หน้างอมาตีเขารัวๆ แน่ๆ

แค่คิดถึงคนที่ว่าเซียวจ้านก็ยกยิ้มกว้าง ก่อนจะเบิกตากว้าง อ้าปากน้อยๆ เมื่อเห็นคนที่กำลังคิดถึงปรากฏขึ้นมาด้านหลังอย่างเงียบเชียบ ดวงตาที่สะท้อนแววคำถาม...แต่มากที่สุดคือความห่วงใย ทำให้เซียวจ้านหลุบตาต่ำลง

“จ้านเกอ...” แล้วยังมาเรียกกันด้วยเสียงทุ้มๆ ที่ฟังดูอ่อนโยนแบบนั้นด้วย ปกติหวังอี้ป๋อไม่ทำเสียงอ่อนแบบนี้นี่นา...

 

เจ้าคนเจ้าเล่ห์!

 

หวังอี้ป๋อที่ได้ยินทุกอย่าง และพอเข้าใจอะไรขึ้นมารางๆ เก็บคำพูดลงไปในใจ เขาไม่อยากพูด ไม่อยากถามอะไรทั้งนั้น แม้จะร้อนใจแทบบ้า และอยากรู้แทบบ้าก็เถอะ แต่ถ้าทำให้ใบหน้าของจ้านเกอไม่มีรอยยิ้ม หวังอี้ป๋อจะไม่ทำ!

คนน้องเดินไปใกล้มองคนที่หลุบตาต่ำ ก้มหน้าเหมือนเด็กทำความผิด เงาที่ทอดมาในระยะสายตาทำให้เซียวจ้านเริ่มทำตัวไม่ถูก...ปกติเขาเถียงกลับสู้กลับไปแล้ว แต่ตอนนี้...

เซียวจ้านกำลังจะอ้าปากพูด แต่มือใหญ่ของหวังอี้ป๋อกลับยกมือของเขาขึ้นมากุมไว้ สัมผัสอุ่นๆ ทำให้คนพี่เงยหน้าขึ้นมองพร้อมทำตาโตๆ เห็นสีหน้าเหมือนกระต่ายผสมแมวตกใจแบบนั้นหวังอี้ป๋อก็ยิ้มออกมา เขากอบกุมมือของเซียวจ้านไว้อย่างอ่อนโยน แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้คนพี่ขอบตาร้อนผ่าว

“จ้านเกอ...ผมอยู่ตรงนี้กับพี่นะ”

 

“จ้านเกอ...ผมอยู่ตรงนี้กับพี่นะ” น้ำเสียงทุ้มกับดวงตาที่สะท้อนภาพของเขา และมือของหวังอี้ป๋อที่กอบกุมมือของเขาไว้อย่างอ่อนโยน รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาของคนน้องทำให้ขอบตาที่ร้อนผ่าวอยู่แล้วร้อนจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา

“อืม” เซียวจ้านขานรับ เขาโผเข้ากอดคอหวังอี้ป๋อไว้แน่น แรงโถมของร่างที่สูงกว่านั้นทำให้หวังอี้ป๋อที่ยังไม่ทันตั้งตัวดีเซไปเล็กน้อย แต่พริบตาเดียวเขาก็สามารถรับร่างเซียวจ้านไว้ได้ คนน้องดูจะอึ้งไปนิดๆ กับร่างที่โถมเข้ามาในอ้อมแขน แต่พริบตาเดียวก็ยกแขนโอบเอวเซียวจ้านไว้...เอวเล็กๆ บางๆ ที่หวังอี้ป๋อคิดว่ายังไงมันก็บางกว่าของเขา

 

จ้านเกอตอนนี้...น่าถนอมไว้และปกป้องไม่ให้มีสีหน้าเศร้าๆ แม้แต่น้อย

 

หวังอี้ป๋อโอบเอวเซียวจ้านไว้เบาๆ มือลูบหลังคนหน้าใสช้าๆ ไม่ได้กล่าวคำพูดอะไรมากมาย เพราะสำหรับคนบางคน...คำพูดปลอบโยนนั้นไม่จำเป็น คำว่าเข้าใจนั้นก็ไม่สำคัญ แค่มีอ้อมแขนกับคนอยู่ข้างๆ ก็พอ

เซียวจ้านซุกหน้ากับไหล่คนน้อง เขาไม่ได้ร้องไห้หรือปล่อยน้ำตาออกมา แต่ความอบอุ่นของหวังอี้ป๋อก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นและราวกับมีกำลังใจรวมถึงพลังเอ่อล้นเข้ามา พี่น้องคู่นี้ยืนกอดกันแน่น จนเหล่าทีมงานและนักแสดงคนอื่นๆ ที่เดินมาตามต่างหยุดนิ่งไม่กล้าส่งเสียงเรียก หรือเข้ามาแทรก

 

เพราะบรรยากาศตรงนั้น...ราวกันมีแค่คนสองคน

 

หวังอี้ป๋อเองก็ไม่ได้พูดอะไร เขากอดเอวเซียวจ้านไว้อย่างนั้นเพราะจมูกที่ดีเกินไปของตัวเองได้กลิ่นหอมๆ จากตัวคนพี่...ทำให้รู้สึกไม่อยากปล่อยเลย

 

จ้านเกอตัวนุ่มๆ ตัวอุ่นๆ...จนรู้สึกอยากขโมยกลับไปกอดที่บ้าน

 

“จะเล่าให้ฟังนะ...สัญญาเลย” เซียวจ้านผละออกมาจากอ้อมแขนของหวังอี้ป๋อ ขอบตาแดงๆ และปลายจมูกที่แดงก่ำน้อยๆ นั้นน่าเอ็นดูมาก

 

เหมือนเด็กเล็กๆ ที่ถูกรังแก

ตกลงอายุที่ห่างกันหกปีนี่เป็นเรื่องโกหกสินะ...

 

“ได้สิครับ” หวังอี้ป๋อยื่นปลายนิ้วไปเกลี่ยขอบตาเซียวจ้านช้าๆ “ผมเป็นเด็กดีของเซียวเหล่าซืออยู่แล้ว”

พอได้ยินคำหยอกเย้าของคนน้อง ก็เรียกรอยยิ้มกว้างสดใสและดวงตาเป็นประกายจากเซียวจ้านได้เป็นอย่างดี มือเรียวยกขึ้นเกลี่ยจมูกหวังอี้ป๋อเบาๆ “เหล่าหวังเป็นเด็กดีจริงๆ นั่นแหละ...เราไปกันเถอะ เดี๋ยวทุกคนจะรอกันนานกว่านี้ ผู้กำกับได้ตีฉันกับนายแน่ๆ”

 

ถึงจะมีเรื่องมากมายและมีปัญหายังไงพวกเขาสองคนก็มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ

 

“งั้นไปกันครับ” หวังอี้ป๋อยื่นมือมาให้ พอคนพี่วางมือลงไปก็กอบกุและสอดประสานไว้ทันทีราวกับกลัวเซียวจ้านจะเปลี่ยนใจ ทั้งสองคนจูงมือแล้วแกว่งน้อยๆ รอยยิ้มที่ส่งมอบให้กันทำเอาทีมงานแต่ละคนรีบวิ่งกลับเข้ากองเข้าฉากกันอย่างรวดเร็วจนฝุ่นตลบเพราะไม่อยากไปขัดบรรยากาศโลกนี้มีกันแค่สองเราของพี่น้องคู่นี้

 

เสียงของหัวใจ...และจังหวะหัวใจที่เริ่มเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน

เริ่มเป็นท่วงทำนองของหัวใจ...

 

ของคนสองคน...

.........................

 

 

“เลิกกองแล้ววววว! ในที่สุดก็เลิกสักที!

“นี่มันกี่โมงแล้ว!...ฉันรู้สึกร่างกายล้าไปหมดแล้ว”

“ตีหนึ่งกว่าแล้วอะ”

“ถึงว่า ทำไมฉันเหนื่อยขนาดนี้ ฉันคิดถึงเตียงนอน คิดถึงหมอกับผ้าห่ม!

เหล่านักแสดงแต่ละคนต่างโอดครวญกันไม่หยุด เพราะวันนี้พวกเขาเดินทางตั้งแต่เช้า กว่าจะได้เลิกกองก็ตีหนึ่งกว่าขนาดนี้แล้ว บางคนทิ้งตัวลงพื้นโดยไม่สนใจภาพพจน์ใดๆ ทั้งนั้น ถ้าทำได้คงกลิ้งไปกลิ้งมากับพื้นกันเสียแล้ว ท่าทางเหมือนถูกรังแกของเจ้าพวกตัวแสบทำให้ผู้กำกับกับเหล่าทีมงานส่ายหน้ายิ้มๆ กันเป็นแถว ดูสินั่นปากบ่นไม่มีแรงแต่พอทีมงานเอาน้ำ เอาขนม เอาผลไม้ไปให้ก็กินเอาๆ กินไปบ่นไปไม่หยุดปาก

 

เจ้าพวกลูกลิงตัวแสบเอ๊ย!

 

“พอๆ ไปขึ้นรถกันไปพวกนาย เดี๋ยวใครๆ จะคิดว่ากองอาลิ่งรังแกนักแสดงกัน”

“คร้าบบบบบ”

“จ้านเกอ พี่ไหวไหม” หวังอี้ป๋อเดิมตามแผ่นหลังคนที่เดินไปที่รถ จ้านเกอเดินเซๆ สะลึมสะลือ วันนี้จ้านเกอบทมากกว่าคนอื่นแล้วคนพี่เป็นพวกทำอะไรทำเต็มที่ ทำดีสุดๆ แล้วก็ยังคิดว่าตัวเองทำได้ไม่ดี ทุ่มเทจนเหนื่อยหนักกว่าคนอื่นเขาหลายเท่า

“ไหวสิ ไหว” เซียวจ้านพยักหน้าหงึก อากาศร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนแบบนี้ทำให้คนไม่ชอบหน้าร้อนอย่างเซียวจ้านไม่ชอบใจเอาเสียเลย ยิ่งถ่ายทำนอกสถานที่แบบนี้ก็ยิ่งร้อนหนักกว่าเดิม เขาเดินไปขึ้นรถมินิบัสคันสีเหลืองที่จอดอยู่ เดินไปก็ถอดชุดคลุมสีดำของเว่ยอู๋เซี่ยนไปด้วย ถอดจนเห็นแค่เสื้อกล้ามสีดำที่สวมอยู่ด้านใน เห็นแขนเรียวๆ ที่มีกล้ามเนื้อพอเหมาะพอดี

“จ้านเกอ” หวังอี้ป๋อส่งเสียงดุๆ ไอ้ผิวขาวๆ กับกล้ามเนื้อแขนน่ามอง แล้วยังเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่มองดูแล้วรู้สึกว่า...เซ็กซี่นั่นทำให้ดวงตาคมกริบของคนน้องวาววับขึ้นมา แต่หวังอี้ป๋อก็ขมวดคิ้วทันทีเมื่อรู้สึกว่าไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่จับจ้องเซียวจ้าน เพราะระหว่างทางที่เดินไปขึ้นรถและจ้านเกอถอดเสื้อผ้าออกเพราะขี้ร้อนนั้น...ก็มีคนอื่นๆ นอกจากหวังอี้ป๋อมองไม่หยุด ทำให้องค์คุณชายรองหลานประทับร่างหวังอี้ป๋อ ดวงตาคมดุปรายมองคนที่มองดูเซียวจ้านจนหลายคนพากันสะดุ้ก้มหลบตากันเป็นแถว

 

ตาดุมาก!

 

“จ้านเกอ” หวังอี้ป๋อไม่เรียกเปล่า รีบถอดเอาเสื้อคลุมสีขาวของลานวั่งจีไที่ตัวเองสวมอยู่ปคลุมทับไหล่เซียวจ้านไว้ทันที พอคนพี่หันกลับมามองอย่างงงๆ ไม่เข้าใจ ก็ถูกมือหวังอี้ป๋อลากขึ้นไปนั่งบนรถอย่างรวดเร็ว เขานั่งข้างกระจกและให้เซียวจ้านนั่งข้างๆ ปัดแอร์ให้คนพี่เต็มที่

“พี่ร้อนขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“อื้อ!” เซียวจ้านพยักหน้า เหงื่อเกาะปลายจมูกกับแก้มแดงๆ เพราะอากาศร้อน แล้วยิ่งอยู่ในชุดเสื้อคลุมสีขาวของตระกูลหลานแล้ว...น่ามองมาก

 

หวังอี้ป๋อว่าเซียวจ้านเป็นคนที่เหมาะกับสีขาวอย่างร้ายกาจ

ที่จริง..สีแดงก็ด้วย

แต่จ้านเกอใส่อะไรก็ดูดีไปทุกอย่างนั่นแหละ!

 

คนน้องเองก็กลั้นขำ หัวเราไม่ได้ เพราะแค่เขายิ้มมากเกินไปก็ถูกเมือเรียวๆ ของเซียวจ้านยื่นมาฟาดเอาหลายทีแล้ว หวังอี้ป๋อก็ไม่ยอมแพ้ตีกลับเหมือนกัน สองคนตีกันไปตีกันมาระหว่างรอก็เห็นทีมงานคนอื่นๆ ทยอยขึ้นรถมา หลิวไห่ควานเหลือบตามามองคู่พี่น้องตัวติดกันนิดหน่อย แล้วก็หัวเราะ เขาเห็นตอนเซียวจ้านเกอเดินถอดเสื้อคลุมออกเพราะร้อนและเห็นหวังอี้ป๋อรีบก้าวยาวๆ เอาเสื้อไปคลุมให้เพราะความขี้หวง ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่เห็น จั๋วเฉิง ปินเกอ คนอื่นๆ ก็เห็น ดังนั้นแต่ละคนเลยยิ้มกรุ้มกริ่มมองเซียวจ้านกับหวังอี้ป๋อยิ้มๆ

 

ก็ทั้งขำทั้งรู้สึกว่ามันน่ารักน่าเอ็นดูมากๆ

คนน้องทำสีหน้ามึนๆ ไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็ยักคิ้วเบาๆ ด้วยอารมณ์คล้ายเด็กขี้อวด ส่วนคนพี่น่ะเหรอ ก็ทำตาโตๆ หันหน้าไปมาเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ จนหลายคนได้แต่ส่ายหน้า

พี่จะถูกพยัคฆ์ยิ้มยากเจ้าเล่ห์นี่หลอกกินเต้าหู้ทุกวันแล้วนะจ้านเกอ

“ทีมงานจัดให้ผมพักห้องเดียวกับพี่ใช่ไหมครับ?” หวังอี้ป๋อถามคนข้างๆ รถเริ่มขับออกไปช้าๆ เมื่อทุกคนขึ้นกันมาครบ

“ฉันไม่รู้เหมือนกัน แต่คิดว่าตัวเองน่าจะได้นอนห้องเดียวกับเฉิงเฉิงมากกว่านะ ส่วนนายน่ะคงนอนกับพี่ไห่ควานโน่น” เซียวจ้านพับเสื้อคลุมที่สวมอยู่ส่งคืนหวังอี้ป๋อ แต่คนน้องกลับรับไปแล้วสะบัดออกก่อนจะเอามาคลุมไหล่เขาอีก

อะไรของเหล่าหวัง! กวนประสาทกันหรือไง?

เขาไม่ได้หนาวสักหน่อย ร้อนจะตายอยู่แล้วเนี่ย

“เสื้อคลุมหนักมาก ผมไม่อยากถือเลยครับ ฝากจ้านเกอคลุมไว้ได้ไหมครับ?”

เหตุผลข้างๆ คู กับหน้ามึนๆ เหมือนเป็นเรื่องจริงสุดๆ ของหวังอี้ป๋อทำให้เซียวจ้านอ้าปากค้าง หมดคำจะเถียงต่อ พ่อเห็นคนน้องกระตุกยิ้มมุมปากเหมือนได้รับชัยชนะเซียวจ้านก็ย่นจมูกอย่างหมั่นไส้ ยื่นมือไปฟาดไหล่หวังอี้ป๋อทันที

“มันหนักตรงไหนเนี่ย”

“ถ้านอนคนละห้อง ผมจะเปลี่ยนไปนอนกับจ้านเกอนะครับ” หวังอี้ป๋อหน้ามึน เอาแต่ใจขึ้นมาทันที...ถ้าไม่ใช่ก็เปลี่ยน พี่ไห่ควานก็ไม่อยากนอนร่วมห้องกับคนหน้าบึ้งๆ ของเขาหรอก แล้ววิธีเดียวที่จะไม่ทำให้หวังอี้ป๋อหน้าบึ้งคือให้เขานอนห้องเดียวกับจ้านเกอเท่านั้นแหละ

“หืม?...จะไม่ลำบากคนอื่นๆ หรือไง?” เซียวจ้านขมวดคิ้วนิดๆ ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่อยากทำให้คนอื่นลำบากหรือเดือดร้อน “ไม่เอาแต่ใจสิอี้ป๋อ” เซียวจ้านว่าด้วยน้ำเสียงเหมือนผู้ใหญ่ดุเด็ก จนหวังอี้ป๋อหน้าบึ้งทันควัน ท่าทางแสนงอนเหมือนเด็กไม่ได้ดั่งใจทำให้คนพี่หัวเราะออกมาเบาๆ

ทั้งๆ ที่อบอุ่น ทรงพลัง บางทีก็โตเกินวัย

แต่บางที...ก็เป็นเด็กซนแสนงอนที่ชอบเรียกร้องความสนใจและเอาแต่ใจคนหนึ่ง

“งั้นฉันเปลี่ยนไปนอนกลับนายแทนดีไหม?” เซียวจ้านว่าตัวเองถูกคนอื่นดุ ดีกว่าให้น้องถูกดุนะ เพราะพี่ๆ ทีมงานค่อนข้างตามใจเขาไม่น้อย

พอได้ยินคำถามแบบนั้นก็ทำให้คนหน้าบึ้งแสนงอนกลับมายิ้มจนแก้มขึ้นทันที ตาวาวๆ กับคำพูดที่ฟังดูคล้ายเชิญชวนแบบนั้นมัน...

นี่เขาถูกจ้านเกอยั่วอยู่หรือเปล่านะ...แต่ไม่น่าใช่หรอก จ้านเกอน่ะรู้จักคำว่ายั่วหรือเปล่าเหอะ

แต่หวังอี้ป๋อรู้สึกว่าแก้มเขา...เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย

“อ้าวเงียบ นายหูแดงนี่หวังเหล่าซือ” เซียวจ้านยื่นมือไปแตะหูหวังอี้ป๋อเบาๆ ปลายนิ้วเรียวแตะแผ่วเบาแต่ทำให้คนน้องสะดุ้งแล้วรวบมือของเซียวจ้านเอาไว้ พร้อมพยายามขึงตาดุๆ ใส่ไปหนึ่งที แต่คนพี่กลับยักคิ้วให้

“จ้านเกอ...ไม่ซนครับ” เพราะถ้ายังสัมผัสเขาแบบนี้อีก...หวังอี้ป๋อกลัวเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ คนพี่ก็ช่างไม่รู้ตัวเอาเสียเลยว่าทำให้เขาหวั่นไหวแค่ไหน

เซียวจ้านขมวดคิ้ว ยื่นมือข้างที่ไม่ได้ถูกคนน้องกอบกุมไว้ไปฟาดไหล่หวังอี้ป๋อเบาๆ คำพูดคำจาเหมือนปรามเด็กแบบนั้นคืออะไรกัน เขาอายุมากว่าหวังเหล่าซือตั้งหกปีนะ แล้วดูสิ...เจ้าเด็กนี่ลืมไปแล้วแน่ๆ

แล้วเขานี่แหละ...หัวใจเต้นแรงแถมแก้มร้อนจนต้องควบคุมสีหน้ากับอาการไม่ให้คนน้องจับได้น่ะ

ทุกครั้งที่เข้าใกล้หวังอี้ป๋อ...และยิ่งไปกอดเอาพลังจากอีกฝ่ายมา

เซียวจ้านก็ยิ่ง...ควบคุมตัวเองไม่ได้มากขึ้น

จนกลัวว่าตัวเองอาจจะเผลอเอ่ยบางคำออกไป...

เมื่อรถจอดสนิท เหล่านักแสดงคนอื่นๆ ก็ทยอยกันลงรถไปพลางมองพี่น้องสองคนที่ไม่รู้ตัวว่าถึงที่พักกันแล้วยังคงตีกันอยู่สองคน

“แค่กๆ ฉันจัดห้องไว้ให้พวกนายสองคนอยู่ด้วยกันนะ” ทีมงานที่กำลังจะเดินไปหันมาบอก “รีบๆ ไปพักได้แล้วนะอี้ป๋อ จ้านจ้าน”

“อ้าว ถึงแล้วเหรอครับ?” เซียวจ้านเลิกคิ้วงงๆ มือวางอยู่บนไหล่ของหวังอี้ป๋อเพราะเขาเพิ่งฟาดคนน้องข้อหากวนประสาทเกินไป จากนั้นก็กระพริบตาปริบเมื่อรู้สึกว่ารถจอดสนิทแล้ว

“นี่ถูกอี้ป๋อเขาแกล้งจนลืมล่ะสิจ้านจ้าน” ทีมงานคาดโทษหวังกงจื่อเด็กแสบประจำกองเรียบร้อย จนคนถูกใส่ร้ายอย่างหวังอี้ป๋อได้แต่กลอกตาแล้วก็ถอนหายใจ

จ้านเกอเป็นคนดีประจำกองถ่ายอาลิ่ง ส่วนเขาน่ะตัวร้าย

“น้องแค่กลัวผมนั่งเงียบๆ แล้วเหงามั้งครับ” เซียวจ้านก็แก้ตัวแทนแทบจะทันทีจนเป็นเรื่องปกติ ทีมงานพร้อมใจกันกลอกตา แล้วบอกให้ทั้งคู่ไปพก ที่จัดห้องให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันเพราะ หนึ่งคงไม่มีใครอยู่กับหวังอี้ป๋อที่แยกกับเซียวจ้านได้หรอก อีกฝ่ายต้องสร้างบรรยากาศเย็นชาสุดๆ แน่ สองจะได้ไม่ต้องมาเปลี่ยนให้วุ่นวายทีหลัง ถึงจะดูเหมือนการส่งจ้านจ้านไปเป็นเหยื่อบูชายัญสักหน่อยก็เถอะ

แต่เพื่อกองอาลิ่งที่สดใสในวันต่อๆ ไป...และเชื่อว่าจ้านจ้านจะไม่เป็นอะไร

ฝากด้วยนะปรมาจารย์อี๋หลิง!

 

“จ้านเกอพี่ไปอาบน้ำก่อนเลยนะครับ” เมื่อถึงห้องหวังอี้ป๋อก็ส่งผ้าขนหนูของเซียวจ้านให้ทันที แล้วแทบจะลากคนพี่ไปส่งถึงหน้าห้องน้ำ แต่เซียวจ้านกลับขืนมือเสียก่อน ส่งสายตาปรามๆ เป็นเชิงขมขู่ที่ไม่น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนแมวผสมกระต่ายที่จ้องคนเลี้ยงเวลาไม่ถูกตามใจเลย

“ครับๆ ไม่ต้องมองผมตาดุเลย”

“ก็ให้นายไปอาบก่อน เดี๋ยวฉันต้มโจ๊กกระป๋องให้ พี่ทีมงานอุตส่าห์ให้มารองท้อง เห็นบอกว่าในตู้เย็นมีผลไม้ด้วย ในกระเป๋าพวกเราก็มีของที่เตรียมมาจากบ้าน” เซียวจ้านเป็นฝ่ายเดินไปหยิบผ้าขนหนูของหวังอี้ป๋อออกจากกระเป๋า เพราะเขาช่วยคนน้องจัดกระเป๋าเลยรู้ดีว่าอีกฝ่ายพกอะไรมาบ้าง พอหยิบผ้าขนหนูเสร็จเรียบร้อยก็เอาพาดไหล่คนน้องจากนั้นดันแผ่นหลังหวังอี้ป๋อให้เดินไปหน้าห้องน้ำ “ไปอาบเร็วๆ ไม่ดื้อนะหวังเหล่าซือ”

คนดื้อยิ้มมุมปาก ใช้ดวงตามองคนพี่ขำๆ ก่อนจะยอมยกสองมือเสมอไหล่เดินเข้าห้องน้ำไป ไม่สนใจว่าดวงตากับรอยยิ้มตัวเองจะทำให้คนพี่เขาแก้มร้อนผ่าวและหูแดงจนเก็บอาการไม่ทัน แต่ดีที่หวังอี้ป๋อเดินเข้าห้องน้ำไปแล้วไม่เห็น ไม่อย่างนั้นเซียวจ้านต้องทำตัวไม่ถูกแน่ๆ

 

หวังเหล่าซือขี้แกล้ง!

 

แล้วดูสิเนี่ยแทนที่จะเข้าห้องน้ำไปเฉยๆ เจ้าเด็กขี้แกล้งบางคนก็งำเพลงทำนองอู๋จีจนเขาได้ยินเสียงลอดออกมาจากห้องน้ำ อย่าเรียกว่างำเพลงเลย เรียกว่าร้องเลยดีกว่า

เซียวจ้านถลึงตาใส่ประตูห้องน้ำ เดินไปหยิบโจ๊กกระป๋องที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้กับพวกผลไม้ต้อนรับ รวมถึงเอาของออกมาจากกล่องในกระเป๋า พวกข้าวปั้นเล็กๆ พอดีคำที่เซียวจ้านทำไว้ก่อนออกจากบ้าน ดีที่ในห้องมีพวกไมโครเวฟทำให้อุ่นอาหารได้ไม่ยาก เขาเอาพวกซุปสำเร็จรูปใส่กระเป๋ามาด้วย ดังนั้นแกะใส่กล่อง เทน้ำร้อนก็มีซุปปอุ่นๆ เสิร์ฟพร้อมข้าวปั้นกับโจ๊ก และผลไม้แล้ว

 

ถือเป็นมื้อดึกที่อุดมสบูรณ์ไม่น้อยทีเดียว

 

พอหวังอี้ป๋อเปิดประตูห้องน้ำออกมา ก็ได้กลิ่นอาหารหอมๆ แตะจมูกทำให้พยาธิในท้องพากันร้องประท้วง ใบหน้าหล่อเหลาที่พราวไปด้วยหยดน้ำ เส้นผมเปียกชื้นแนบลู่กับผิวขาวๆ เจ้าตัวสวมชุดนอนสีน้ำเงินเข้มเรียบง่าย เซียวจ้านขมวดคิ้วก่อนจะเดินไปหยิบไดร์เป่าผมที่วางไว้แถวหน้ากระจก ส่งสายตาบังคับให้คนน้องนั่งลง สายตาดุๆ ถ้าไม่ทำตามหวังอี้ป๋อรู้ว่าต้องถูกฟาดแน่ๆ เขายักไหล่เดินไปนั่งบนโซฟาตามบัญชาของจ้านเกอ

 

หวังอี้ป๋อเชื่อฟังจ้านเกออยู่แล้ว

 

“ทำไมปล่อยให้หัวเปียกแบบนี้ เดี๋ยวไม่สบายนะอี้ป๋อ” แม้ปากจะบ่นงึมงำแต่มือเรียวๆ ที่ขยี้หัวหวังอี้ป๋อนั้นอ่อนโยนมาก สัมผัสเบาๆ ทำให้หวังอี้ป๋อรู้สึกดี จ้านเกอก็เป็นแบบนี้ใจดี อ่อนโยน

 

และน่ารักมาก...

 

“ผมนายนุ่มมากเลยหวังเหล่าซือ” เซียวจ้านไล้มือไปตามผมเส้นเล็กที่นุ่มมากๆ ของหวังอี้ป๋ออย่างเบามือ เปิดไดร์เป่าผมให้ช้าๆ รู้สึกเหมือนผมหวังอี้ป๋อคล้ายขนเจ้าเสี่ยวเจียนกั่วของเขาเลย

“นิ่งไปแบบนี้คงไม่คิดว่าผมของผมเหมือนขนแมวของจ้านเกอนะครับ” หวังอี้ป๋อเงยหน้าไปด้านหลัง คนพี่น่ะชอบส่งรูปเจ้าแมวตัวกลมขาสั้นมาให้ดูบ่อยๆ จนหวังอี้ป๋อเข้าใจว่าแมวทุกตัวมันคงขาสั้นตาแป๋วเหมือนเจ้าถั่วน้อยทุกตัว และเพราะเขาหันมาเร็วและเซียวจ้านก็ก้มหน้าลงทำให้ปลายจมูกเฉียดกันไปมาเบาๆ คนพี่อ้าปากเหวอ เบิกตาโตจนเห็นประกายตาใสๆ ได้ชัดเจน ภาพของตัวเขาที่สะท้อนในดวงตาของเซียวจ้านทำให้หวังอี้ป๋อต้องหลุบตาต่ำลง แต่เป้าสายตาเจ้ากรรมดันไปจ้องริมฝีปากที่สดที่อ้าออกน้อยๆ นั่นแทน

 

มันน่ากัด...น่าบดเบียดริมฝีปากตัวเองลงแรงๆ

 

หวังอี้ป๋อจับจ้องริมฝีปากของเซียวจ้านตาวาว ดวงตาคมกริบนั่นคงฉายแววปรารถนาออกมาชัดเจนจนคนพี่รู้สึกตัวได้ เซียวจ้านรีบผุดลุกแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว มือก็ยังไม่ปิดไดร์เป่าผมด้วยซ้ำ การหายไปอย่างรวดเร็วชั่วพริบตานั่นทำให้หวังอี้ป๋อได้แต่นิ่งไปก่อนจะเปลี่ยนมาหัวเราะเบาๆ

 

เขินจนผิวเปลี่ยนเป็นสีแดงและใบหูแดงจัดขนาดนั้น

จ้านเกอนี่นะ...น่าเอ็นดู และน่าแกล้งจริงๆ

 

จะว่าหวังอี้ป๋อชอบวอแวคนพี่หรือติดจ้านเกอเกินไปไม่ได้หรอกนะ ก็จ้านเกอน่ะทั้งน่าแกล้งและน่ารังแกขนาดนี้นี่นา หวังอี้ป๋ออดใจไม่ไหวหรอก

มือใหญ่หยิบไดร์เป่าผมที่ถูกเปิดทิ้งไว้มาปิดแล้วเอาไปเก็บไว้ให้เรียบร้อย เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์กระป๋องมาเปิดฝาดื่มอึกๆ

“ถ้าชวนดื่ม...จะดื่มไหมนะ” หวังอี้ป๋อยกยิ้มน้อยๆ เขาอยากเห็นจ้านเกอตอนเมาว่าจะเป็นยังไง และเขาว่ากันว่าคนเมามักพูดความจริงออกมาทุกอย่างเสียด้วย

 

เว่ยอู๋เซี่ยนคอแข็งขนาดนั้น หวังอี้ป๋อล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าจ้านเกอจะคอแข็งขนาดไหน

 

หวังอี้ป๋อดื่มไปจนเบียร์หมดไปหลายขวด คนพี่ก็เดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมใส่ชุดนอนเรียบร้อย เส้นผมเปียกชื้นเพราะเพิ่งสระผมมาหมาดๆ

 

จ้านเกอเหมือนกระต่ายผสมแมวที่ตกน้ำเลย

 

“เดี๋ยวผมเช็ดผมให้นะครับ อย่าปฏิเสธนะจ้านเกอ” หวังอี้ป๋อดึงมือเซียวจ้านให้มานั่ง เขาเห็นใบหูคนพี่ยังแดงก่ำอยู่เลย...ไม่รู้เขินเขาหรือว่าเพราะอุณหภูมิของน้ำกันแน่

“ก็ได้ๆ นายดื่มเบียร์เหรอ” เหมือนเซียวจ้านจะได้กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ จากตัวคนน้อง

“ดื่มนิดหน่อยครับ จ้านเกอมาดื่มด้วยกันไหม” หวังอี้ป๋อไปยืนช้อนด้านหลัง เอื้อมมือมาเช็ดผมให้เซียวจ้านอย่างอ่อนโยน ผมของจ้านเกอนุ่มมาก แต่ถ้าขืนเขาชมไปเดี๋ยวมีได้เถียงกันอีกแน่ๆ หัวข้อคงไม่พ้นผมใครนุ่มกว่ากันอีกชัวร์เลย หวังอี้ป๋อชอบชมคนพี่ให้เขิน เพราะเวลาจ้านเกอทำอะไรไม่ถูกมันน่ารักมากๆ

“ไม่เอาอะ ฉันคออ่อน ดื่มได้นิดเดียวก็คงเมาชัวร์ เพิ่งนี้ต้องเข้ากองแต่เช้าด้วย”

หวังอี้ป๋อเลิกคิ้ว ก่อนจะส่งเบียร์กระป๋องที่ตัวเองดื่มอยู่ให้เซียวจ้าน สายตาคล้ายออดอ้อนของคนน้องทำให้เซียวจ้านยื่นมือไปรับกระป๋องเบียร์มาดื่มทันที ยังขึงตาใส่ให้หนึ่งทีด้วย

 

แถมด่าตัวเองในใจไปด้วยที่ใจอ่อนกับเจ้าคนน้องเสมอ...ก็เขาแพ้สายตาอ้อนๆ ของหวังอี้ป๋อนี่นา

เจ้าตัวแสบก็เหมือนจะรู้เลยใช้ไม้นี้อ้อนเขาบ่อยๆ

 

เซียวจ้านดื่มเบียร์รวดเดียวหมดกระป๋อง จากนั้นก็ส่งคืนหวังอี้ป๋อทันที แต่พวงแก้มขาวที่แดงก่ำ และดวงตาที่เหม่มอลอยนั่นก็ทำให้คนน้องเผลอจับจ้องทันที ในใจประมวลผลแล้วก็เลิกคิ้ว

 

นี่อย่าบอกนะว่าจ้านเกอเมาเพราะเบียร์กระป๋องเดียว?

 

“จ้านเกอ...พี่เมาแล้วหรือครับ” หวังอี้ป๋อดีดนิ้ว เป๊าะตรงหน้าเซียวจ้านคนพี่ก็ตาใสช้อนมองทันที ส่ายหน้าไปมาจนเส้นผมยุ่งเหยิง

“ไม่...ไม่เมานะ” เสียงไม่อ้อแอ้แต่ตาเหม่อๆ แบบนั้นไม่เมาที่ไหนกันนะ หวังอี้ป๋อกระตุกยิ้มที่มุมปาก ส่ายหน้าเบาๆ “อี้ป๋อ...กินข้าวนะ...นะ”

“ครับ” หวังอี้ป๋อรับคำรับมือคนพี่ที่ยื่นมาจูงมือเขาเดินไปนั่งที่โต๊ะ ตาคู่สวยกลมป๊อกฉ่ำวาวน่ามอง คนพี่ตักโจ๊กตัวเองเข้าปากแล้วก็ยิ้มหวานใส่จนหวังอี้ป๋อรู้สึกว่าไม่ควรปล่อยให้จ้านเกอเขาดื่มเบียร์เลย! เพราะเขาต้องมาลำบากทีหลังเสียเองนี่แหละ

 

คนเราจำเป็นต้องเมาแล้วน่ารักขนาดนี้ด้วยหรือไง

 

“อี้ป๋อ อ้ามๆ อ้ามเร็ว” พอกินโจ๊กกับข้าวปั้นหมด เซียวจ้านก็กลัวคนน้องไม่อื่ม ยื่นผลไม้มาจ่อชิดริมฝีปากทำตาอ้อนเสียจนหวังอี้ป๋ออ้าปากรับทันที พอเห็นเขาเชื่อฟังเซียวจ้านก็พยักหน้าหงึกยิ้มหวานให้ “อี้ป๋อเก่ง”

คำชมซื่อๆ ที่ทำเอาหวังกงจื่อหน้าแดงจัด เขาค้อนใส่คนพี่ที่ยังยิ้มหวานไม่เลิก เก็บพวกอุปกรณ์การกินต่างๆ ไปไว้ และโยนลงถังขยะ ก่อนจะจูงคนพี่ไปนั่งบนเตียงกว้าง เซียวจ้านก็เดินตามแรงจูงของคนน้องอย่างว่าง่าย จนหวังอี้ป๋อชักเป็นห่วงขึ้นมาตงิดๆ

ถ้าจ้านเกอเมาไม่ควรปล่อยให้อยู่คนเดียวเลย ใครจะคิดว่าเว่ยอู๋เซี่ยนที่คอแข็งขนาดนั้นคนแสดงจะจอดเพราะเบียร์แก้วเดียวกัน

“อี้ป๋อ...ขอบคุณนายนะ ขอบคุณมากๆ” เซียวจ้านช้อนตาใสแป๋วมองหวังอี้ป๋อ จนคนโดนขอบคุณแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบ ยื่นมือไปดึงแก้มคนพี่เบาๆ ข้อหาที่คืนนี้ทำให้เขาเขินมาหลายครั้งแล้ว

“ขอบคุณเรื่องอะไรกันครับ ระหว่างเราไม่จำเป็นต้องมีคำนี้”

“งื่อ!” คนเมาส่ายหน้ารัวๆ ก่อนทำหน้าจริงจัง “ต้องขอบคุณ นายอยู่ข้างๆ ฉันเสมอ เป็นพลังให้ฉัน...แค่มีอี้ป๋อ ก็มีความสุขแล้ว”

หวังอี้ป๋ออมยิ้ม จ้องคนบนเตียงตาวาว พอเห็นเขาไม่พูดอะไรคนพี่ก็เบ้ปาก ทำแก้มป่อง ก่อนจะพาตัวเองมาใกล้ ยื่นหน้ามาจนแทบจะชิด หวังอี้ป๋อเองก็ไม่ได้ถอยหนีเขาเห็นดวงตาใสของเซียวจ้านที่สะท้อนภาพของตัวเอง ปลายจมูกของทั้งคู่เฉียดกันไปมาเบาๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ เฉพาะตัวของเซียวจ้านทำให้ความอดทนที่มันมีน้อยนิดอยู่แล้วของหวังอี้ป๋อยิ่งน้อยลงไปอีก

“อี้ป๋อ...ชอบ...” เซียวจ้านพึมพำแผ่วเบาแต่ทำให้คนฟังเบิกตากว้าง ดวงตาคมกริบของหวังอี้ป๋อที่ไม่เคยเสียอาการมาก่อนคราวนี้นั้นเบิกกว้างอย่างตกตะลึง แต่ครั้นจะอ้าปากถามต่อก็เห็นคนพี่หลับตาพริ้มและเอนตัวพิงกับไหล่เขาเรียบร้อย ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอนั้นบ่งบอกให้รู้ว่าเซียวจ้านหลับไปแล้ว!

“จ้านเกอ...นี่ จ้านเกอครับ พี่หลับจริงๆ น่ะเหรอ?” หวังอี้ป๋อล่ะอยาจะเขย่าๆ คนพี่มาถามให้แน่ใจว่าไอ้ ชอบที่ว่านั่นหมายความว่ายังไงกันแน่ เขาอยากเอาแต่ใจและอยากได้คำตอบ แต่ก็รู้ดีว่าวันนี้เซียวจ้านเหนื่อยมาก เจอเรื่องหนักใจมาด้วย แล้วดังนั้นพ่อหนุ่มรูปหล่อเลยได้แต่ถอนหายใจอย่างขัดใจ พยุงตัวคนพี่ให้นอนบนเตียงอย่างเบามือ ก่อนจะนั่งจ้องมองคนหลับอยู่อย่างนั้นไม่ละสายตาไปไหน

 

ชอบ...

 

แค่ได้ยินคำพูดนี้จากปากเซียวจ้านก็ทำให้เขาใจเต้นแรงทั้งๆ ที่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริงแล้ว

 

“พี่เป็นคนเดียวที่ทำให้ผมเป็นหนักถึงขนาดนี้นะจ้านเกอ” ปลายนิ้วเกลี่ยกรอบหน้าขาวของเซียวจ้านอย่างอ่อนโยน มองคนที่หลับลึกราวกับเด็กตัวเล็กๆ ที่น่าเอ็นดู ก่อนใบหน้าหล่อเหลาของหวังอี้ป๋อจะยกยิ้มอ่อนโยน โน้มใบหน้าไปประทับจูบเบาๆ ที่หน้าผากคนพี่กระซิบถ้อยคำด้วยประโยคง่ายๆ แต่กลับจุดรอยยิ้มบางบนใบหน้าคนหลับราวคำพูดประโยคนั้นอวยพระขับกล่อมให้อยู่ในห้วงฝันที่แสนสุข สอดตัวเข้าไปนอนบนเตียงเดียวกันทั้งๆ ที่ห้องนี้เป็นสองเตียงแท้ๆ...

อันนี้ไม่เรียกฉวยโอกาส แต่หวังอี้ป๋อเป็นคนขี้หนาว เขาอยากให้จ้านเกอให้ความอบอุ่นและอยากกอดจ้านเกอให้ไม่หนาวด้วย...เขาออกจะเป็นคนดี

“หลับฝันดีครับ...จ้านเกอของผม”

 

จังหวะหัวใจของเราสองคน

เต้นเป็นจังหวะเดียวกันอย่างช้าๆ...

ขยับใกล้กันไปอีกนิด...อีกนิด


....................


จ้านเกอน่ารักขนาดนั้น...ป๋อตี้ต้องอดทนมากๆ นะคะ 5555 ไม่รู้จะสงสารหรือยังไงดี ยิ่งเวลาพี่เมาแก้มแดงๆ แล้วต้องน่ารักมากแน่ๆ เลยค่ะ งืออออ สู้ๆ นะหวังอี้ป๋อ ^_^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

50 ความคิดเห็น

  1. #36 SOUL (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 08:14
    มีแต่จ้านเกอคนเดียวสินะที่มองอี้ป๋อด้วยฟิลเตอร์เด็กดี 555 คนทั้งกองเค้ารู้หมดแล้วนะว่าเด็กนี่มันร้ายยย
    #36
    0
  2. #28 HookHook (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 11:18

    น่ารักมาก​ ใจสะทือนสุดๆ​ มาต่อเร็วๆนะคะ​ ได้โปรดดดดดด

    #28
    0
  3. #26 ลพเก้า (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 02:37
    จ้านเกอน่ารักมากๆๆๆๆ แงงง อี้ป๋อไปไหนไม่รอดแล้วจริงๆ
    #26
    0
  4. #25 WinnyBambam (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 00:20
    เฮ้ยเขียนดีนะ อ่านง่ายสบายใจ คนอ่านน้อยจัง เชื่อว่จะมีคนมาอ่านเพิ่มแน่นอนค่ะสู้ๆ
    #25
    0