Heart Beat #ป๋อจ้าน #อี้จ้าน #หวังเซียว ( Yaoi )

ตอนที่ 12 : MHz...XII.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 513
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    13 ก.พ. 63

XII.

.

 

คนคนหนึ่งจะทำให้ผมตกหลุมรักซ้ำๆ แทบจะทุกวินาทีได้ยังไงกัน

แต่เชื่อเถอะว่า...

เขาทำได้

 

แค่เขายิ้ม

แค่เขามองมา

แค่เรียกชื่อผม

 

ผมก็ตกหลุมรักซ้ำๆ ไม่หยุดเลย...

.


“อี้ป๋อ ทำไมนายยังไม่นอนอีก?” เซียวจ้านเอ่ยถามแฟนหมาดๆ ของตัวเองที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ เขาอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยคนน้องที่อาบเสร็จก่อนก็ยังไม่ยอมนอนอยู่ดี เจ้าตัวชะโงกหน้ามาดูมือถือก่อนจะดึงออกจากมือใหญ่แล้วตีหน้าดุ “เล่นมือถือมากไม่ดีนะ”

หวังอี้ป๋อหัวเราะเบาๆ อยากจะบอกแฟนของเขาเหลือเกินว่าทำตาดุแบบนั้นมันไม่ดุ ไม่น่ากลัวสักนิด รู้สึกน่ารักมากกว่านี่สิ

 

อืม...ก่อนหน้านี้ทำไม่ได้ งั้นตอนนี้ทำล่ะกัน

 

คิดแล้วพ่อคนคูลก็เอื้อมมือไปรวบเอวคนพี่มาทันที ทำให้ร่างของเซียวจ้านนั่งปุอยู่บนท่อนขาของคนน้อง พอจะขยับตัวออกก็ถูกล็อคเอวแน่น พอมองไปก็เห็นเจ้าตัวแสบยักคิ้วให้แล้วมองกันด้วยดวงตาพราวระยับ เซียวจ้านเลยถลึงตาใส่อีกรอบแล้วยื่นมือไปฟาดไหล่คนน้อง...แฟนของตัวเองเบาๆ

“อี้ป๋อ! ดีๆ หน่อย ดึงฉันลงมาทำไม”

“ก็จะบอกพี่ว่าพี่น่ะทำตาดุไม่น่ากลัวหรอก น่ารักมากๆ ต่างหาก น่าฟัดด้วย เหมือนเจ้าถั่วน้อยลูกรักของพี่นั่นแหละครับ”

คนถูกชมว่าน่ารักเหมือนแมวทำหน้าหงึเป็นจ้านจ้านสามขวบ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น “ใครมันจะไปหล่อเท่ คูลๆ เหมือนเหล่าหวังกันล่ะ”

 

ทำหน้าน่ามันเขี้ยวจริงๆ จ้านเกอเนี่ย

 

หวังอี้ป๋อจ้องมองแมวเหมียวในอ้อมแขนแล้วคิดในใจ ก่อนจะยิ้มแบบเจ้าตัวแสบให้เซียวจ้าน “พี่ต้องภูมิใจนะ คนหล่อและเท่มากคนนั้นเป็นแฟนสุดที่รักของพี่นะครับจ้านเกอ”

เซียวจ้านว่าถ้าแก้มของเขาระเบิดได้ มันคงระเบิดแล้วแน่ๆ ดูหวังอี้ป๋อสิ! จะหยอดกันไปถึงไหน! แล้วดูรอยยิ้มกับดวงตาแบบนั้น!

 

ฮึ่ย!

 

“เป็นแฟนกันยังไม่ถึงสองชั่วโมง นายก็ออกลายเสียแล้วเหล่าหวัง ร้ายกาจจริงๆ” เซียวจ้านนั่งดีๆ บนท่อนขาคนน้องนั่นแหละ ในเมื่อหวังอี้ป๋อไม่ปล่อยเขาก็ไม่อยากขัดขืนด้วย กอดของอี้ป๋อก็อุ่นมากๆ อีก... มือเรียวบิดหูหวังอี้ป๋อไปมาอย่างหมั่นไส้เพราะไม่อยากทำมากไปกว่านี้ตามประสาคนอ่อนโยน

1 ชั่วโมง 45 นาที 40...ไม่สิ 47 วินาทีแล้วต่างหาก” หวังอี้ป๋อเถียง เขาจำได้แม่นยำตอนที่คนพี่ขอคบ แล้วก็สลักมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้วด้วย ไม่มีทางลืมแน่นอน

เซียวจ้านยิ้ม เคาะจมูกหวังอี้ป๋อเบาๆ “46 นาทีแล้วต่างหาก”

 

เพราะเขาเองก็จำได้แม่นยำไม่แพ้กัน...

มันเป็นเวลาที่แสนงดงามและมีค่า

ตอนที่ท่วงทำนองของหัวใจเต้นไปพร้อมๆ กัน...

 

“ผมห้ามใจตั้งนานแน่ะ อยากประกาศในเว่ยป๋อให้ทุกคนรู้ไปเลยว่าจ้านเกอเป็นของผมนะ แล้วหวังอี้ป๋อเองก็มีเจ้าของแล้วด้วย เจ้าของดีมาก น่ารักมาก...แต่ผมรู้ดีว่าทำอย่างนั้นมันไม่เหมาะสม เพราะจะมีปัญหาตามมาอีกมากมายเลย”

เซียวจ้านซบหน้ากับไหล่หวังอี้ป๋อ ยกยิ้มอ่อนโยนเพราะแม้ไม่ต้องพูดจาอะไรพวกเขาสองคนก็คิดแบบเดียวกัน รู้ใจกัน “ดีแล้วที่นายไม่ทำ...”

“ก็ทั้งพี่และผมต่างก็มีความฝันที่ต้องไขว่คว้า มีเส้นทางอีกยาวที่ต้องเดินไป...อีกอย่างไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นรู้ว่าเราคบกันแบบไหน รักกันแบบไหน รู้กันสองคนก็พอ คนพวกนั้นทำได้ก็แค่มองเท่านั้นแหละ เพราะจ้านเกอน่ะเป็นของผม” น้ำเสียงตอนแรกก็ฟังดูสุขุมหนักแน่นดีอยู่หรอก แต่ท้ายประโยคนี่ออกไปทางเจ้าตัวแสบเอาแต่ใจจนเซียวจ้านต้องหัวเราะเบาๆ อดจะเอ่ยแซวไม่ได้

“ขี้หวงนะอี้ป๋อ”

“ผมขี้หวงมากครับ ยิ่งเป็นพี่ผมยิ่งหวง อยากจะเก็บรอยยิ้มพี่ไว้ให้ผมคนเดียวด้วยซ้ำ หรือผมควรทำงานมากขึ้นแล้วซื้อสนามบิน ซื้อค่ายดีครับ?”

“เว่อร์” เซียวจ้านกัดไหล่คนน้องอย่างอดไม่ได้ เขากลั้นยิ้มทั้งๆ ที่หัวใจเต้นรัวอย่างมีความสุข “ทำไมไม่คิดบ้างล่ะว่าฉันต่างหากที่ต้องหวงนายน่ะหืม? พ่อคนคูล พ่อคนหล่อ”

 

เซียวจ้านก็ว่าตัวเองก็ขี้หวงในระดับหนึ่งเลยนะ ยิ่งเป็นคนรักของเขาที่หน้าตาดี ความสามารถเยอะอย่างหวังอี้ป๋อด้วยแล้ว

 

หวังอี้ป๋อยิ้มกว้าง...ยิ้มทั้งปากและตา มือที่โอบเอวคนพี่อยู่โอบกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิม “จ้านเกอหวงผมได้เต็มที่เลย แต่ผมว่าพี่ไม่ต้องเหนื่อยหรอกครับ เพราะผมหวงตัวเองไว้ให้พี่อยู่แล้ว”

 

หวังอี้ป๋ออาจยิ้มให้ทุกคน...แต่รอยยิ้มที่พิเศษของเขามีไว้ให้คนคนเดียว

 

“ทำให้ได้จริงๆ เถอะ” เซียวจ้านกัดไหล่คนน้องอีกรอบ กัดผ่านเสื้อนอนที่หวังอี้ป๋อใส่อยู่มันเลยทำให้เหมือนเขาถูกแมวตัวโตอ้อนเอามากกว่า “ทำไม่ได้นะ...จะตีนาย”

 

ขนาดขู่ยังอ่อนโยนและน่าฟัดเลย

จ้านเกอนี่จะน่ารักกว่านี้ไม่ได้นะ...มันไม่ดีกับใจของหวังอี้ป๋อเอาเสียเลย

 

“ผมยอมให้พี่ตีทุกซอกทุกมุมเลยนะครับ” ประโยคชวนคิดที่ทำให้คนพี่เงยหน้ามอง พวงแก้มแดงๆ อย่างน่ารักจนหวังอี้ป๋อต้องถามตัวเองอีกหลายรอบว่าแฟนของเขาคนนี้อายุห่างกับเขาหกปีจริงๆ หรือ ถ้าบอกว่าอายุเท่ากันก็มีแต่คนเชื่อ

“เหล่าหวังหื่น!” เซียวจ้านยกมืดขึ้นบิดแก้มทั้งสองข้างของคนน้อง แต่หวังอี้ป๋อก็ยังเป็นหวังอี้ป๋อเมื่อถูกแมวจ้านข่วนเขาก็ใช้สายตาที่มองคนพี่ราวกับจะกลืนกินนั่นรังแกเซียวจ้านแทน ทำเอาคนพี่เขินจัดกว่าเดิม

 

สายตาแบบนี้อีกแล้ว!

 

“หึๆ” หวังอี้ป๋อรังแกคนในอ้อมแขนจนพอใจแล้วก็ยอมเก็บสายตากลับมา ไม่สิ...เขายังไม่พอใจหรอก อยากรังแกอีกนานๆ เลย เพราะการได้เห็นผู้ชายที่ชื่อเซียวจ้านเขินนี่เป็นเอกสิทธิ์และสิทธิของเขาคนเดียว

 

ปกติจ้านเกอของเขามักควบคุมตัวเองได้ดีเสมอ ใจดี ใจเย็น สุขุม อ่อนโยนและเป็นมิตรกับทุกคน

แต่จะมีหวังอี้ป๋อคนเดียวที่ทำให้คนพี่เสียอาการได้ ทำให้ผู้ชายที่ชื่อเซียวจ้านเขินได้

 

ก็เขาเป็นแฟนของจ้านเกอนี่นา

 

“ฉันว่าเราสองคนควรนอนได้สักทีนะหวังอี้ป๋อ ถึงผู้กำกับจะบอกว่าให้นอนตื่นสายได้แต่อย่าลืมว่าพรุ่งนี้มีถ่ายฉากที่วัดกวนอิมนะ” เซียวจ้านที่ยังเขินอยู่ไล้มือไปตามกลุ่มผมของหวังอี้ป๋อเบาๆ อย่างอ่อนโยนเหมือนลูบขนแมว น้ำเสียงแม้จะดูจริงจังแต่ก็แฝงแววอ้อนจนคนน้องมีหรือจะไม่ตามใจ

“ครับๆ งั้นนอนกันนะครับ แต่ผมไม่ไปนอนเตียงโน้นนะ” หวังอี้ป๋อประคองร่างคนพี่นอนลงบนเตียงแล้วก็เอนตัวนอนตามไปด้วย ความจริงทีมงานจัดห้องให้เป็นเตียงเดี๋ยวสองเตียง แต่เขาจะนอนกับจ้านเกอนี่ มากุ้ยโจววันแรกก็เป็นบ้านพัก ตอนนั้นหวังอี้ป๋อไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับคนพี่เขาหน้าตึงไปเลย แต่จะโทษทีมงานก็ไม่ได้เพราะวันนั้นบ้านเจียงเขาถ่ายยาวกันจนถึงเช้า ยังดีที่ทีมงานกลัวองค์คุณชายรองหลายประทับร่างหวังอี้ป๋อเลยจัดบ้านพักที่หันหน้าเข้าหาบ้านพักของเซียวจ้าน พออกมาด้อมๆ มองๆ ก็เห็นพี่น้องคู่นี้ไม่ยอมหลับยอมนอนเล่นเกมกันยันเช้า แต่แอบรู้มาทีหลังเหมือนกันว่าความจริงแล้วหวังอี้ป๋องอแงใส่คนพี่ทางข้อความยาวเหยียด

 

ทีมงานก็อยากรู้นะว่าคูลกายอย่างหวังอี้ป๋อจะงอแงอะไร แต่ไม่กล้าไปถาม...กลัว!

พวกเขาไม่ใช่เซียวจ้าน!

 

“ฉากพรุ่งนี้หนักเลยทั้งนายทั้งฉัน” เซียวจ้านคุยกับหวังอี้ป๋อเบาๆ เห็นอกกว้างๆ ของคนน้องแล้วก็พาหัวตัวเองไปนอนทับบนอกนั้นทันที แน่นอนว่าหวังอี้ป๋อก็โอบกอดคนพี่ไว้ทันที “แต่เป็นฉากที่ฉันชอบมากเลยนะ ตั้งแต่อ่านหนังสือแล้ว”

“ผมก็ชอบนะครับ” หวังอี้ป๋อยิ้มๆ

เพราะในนิยายต้นฉบับนั่นเป็นฉากที่เว่ยอิงสารภาพรักกับหลานวั่งจีแบบชัดๆ...สารภาพรักต่อหน้าพยานเยอะๆ ด้วย ที่จริงก่อนหน้านี้ก็มีฉากที่ผู้กำกับบอกว่าต้องทำให้ปากเป็นแผลกันด้วย แม้จะแสดงเหมือนนิยายต้นฉบับไม่ได้แต่เป็นการแทรกเนื้อหาเนียนๆ

 

อืม...มันก็มีวิธีนี่นา

 

“จ้านเกอ จำเรื่องปากเป็นแผลที่ผู้กำกับบอกเราสองคนได้ไหมครับ?”

“จำได้สิ...ทำไมเหรอ? จะให้ฉันตีปากนายไหมล่ะเหล่าหวัง?” คนพี่ที่ซบอกคนน้องอยู่เงยหน้าขึ้นแล้วยักคิ้วจึกๆ จนหวังอี้ป๋อกลั้นยิ้มกับความน่ารักน่าเอ็นดูนั่น

“ตีกับปากพี่ได้ไหมล่ะ?”

“นายนี่! เลิกคิดจะแกล้งกันสักทีได้ไหมเล่า!

“พี่ก็เลิกทำตัวน่ารักใส่ผมสักทีสิครับจ้านเกอ พี่ไม่รู้หรือว่าผมน่ะต้องอดทนแค่ไหนกัน”

“อดทนอะไรของนาย?” เซียวจ้านกำลังจะถามว่าอดทนอะไรยังไง แต่วินาทีต่อมา จมูก แก้ม และปากของเขาก็ถูกหวังอี้ป๋อสาธิตจนมันน่าจะช้ำ

“ก็ผมอยากทำอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ กับพี่ไม่หยุดเลย” หวังอี้ป๋อก็ว่าตัวเองเป็นพวกมีความอดทนเก่งนะ แต่กับสิ่งเร้าที่เป็นจ้านเกอเขาไม่มีความอดทนเอาเสียเลย ตอนไม่ได้เป็นแฟนกันว่าต้องข่มกลั้นแล้ว พอเป็นแฟนกันก็เลยได้โอกาสขึ้นมาอีกนิดหน่อย “จริงด้วย...เรามาทำตามที่ผู้กำกับบอกกันดีกว่าครับ?”

ดวงตากลมโตของเหมียวจ้านเบิกกว้าขึ้น เมื่อคนน้องเชยคางคนพี่ขึ้นก่อนจะกดจูบลงไปบนริมฝีปากนั้นเบาๆ ขบเม้มและใช้ฟันขบริมฝีปากของคนพี่จนคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเพราะความเจ็บ แต่วินาทีต่อมาหวังอี้ป๋อก็ใช้ปลายลิ้นไล้เลียให้อย่างอ่อนโยน แล้วสลับกันทำอยู่อย่างนั้นย้ำๆ “กัดปากผมสิครับ...จ้านเกอ กัดด้วยฟันของพี่”

เซียวจ้านอยากถลึงตาใส่คนน้อง แต่เขาก็กัดปากของหวังอี้ป๋อย้ำๆ เหมือนที่คนน้องกัดริมฝีปากของเขา มือใหญ่ช้อนหลังเชียวจ้านขึ้นจนร่างบนพี่เกยขึ้นมาบนตัวเขา ริมฝีปากที่บดเบียดและขบกัดย้ำๆ จนเกิดแผลที่ริมฝีปากของทั้งคู่ แต่ริมฝีปากนั้นก็ยังไม่ยอมละออกจากกัน

ดวงตาคมวาววับยามปรือตาขึ้นจับจ้องใบหน้าที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม และวินาทีที่ดวงตาคู่สวยนั้นปรือมองเขาก็ยิ่งทำให้มันวาววับมากกว่าเดิม มือใหญ่สอดไปใต้เสื้อนอนของคนพี่ ไล้ไปตามแนวเส้นกระดูกสันหลังจนรับรู้ได้ถึงแรงสั่นเบาๆ ของคนในอ้อมแขน

“อี้...ป๋อ” เสียงพร่าเรียกชื่อคนน้องเบาๆ ดวงตากลมนั้นวาวฉ่ำน้ำ “จะทำเกอจริงๆ เหรอ?” เซียวจ้านกัดจมูกคนน้องที่ไม่รู้ตัวเลยว่ายิ่งทำแบบนั้นยิ่งเหมือนราดน้ำมันลงบนกองเพลิง

“ทำได้ไหมครับ?” หวังอี้ป๋อก็ถามกลับด้วยเสียงพร่าเช่นกัน ปลายนิ้วยังคงอ้อยอิ่งกับแผ่นหลังเรียบเนียนของคนพี่

“ไม่ได้...เกอกับนายต้องทำงาน”

“อืม...ผมรู้” หวังอี้ป๋อซบหน้าลงกับไหล่คนพี่ สูดลมหายใจลึกๆ อย่างคนที่สะกดกลั้นอารมณ์ เขารู้ดีว่าเขาจะเอาแต่ใจไม่ได้ และพวกเขาสองคนก็ยังมีหน้าที่และงานต้องทำ...แต่ว่า...

 

มีแมวน่ารักสุดๆ มาร้องเมียวๆ และอ้อนอยู่ในอ้อมแขนแบบนี้

มันช่างทรมานจิตใจกันจริงๆ...

 

เซียวจ้านหรี่ตาลงเมื่อสัมผัสลมหายใจคุกกรุ่นและบางอย่างที่แข็งขืนขึ้นมาได้ เขาถอนหายใจเบาๆ ค่อยๆ ไล้ปลายจมูกไปตามแก้มคนน้อง ก่อนจะเอามือแนบแก้มหวังอี้ป๋อแล้วยิ้ม “อยากให้รู้ว่านายไม่ได้อดทนคนเดียวหรอกนะอี้ป๋อ”

หวังอี้ป๋อยิ้มน้อยๆ เขาสัมผัสได้ว่าคนพี่เองก็ตื่นตัวขึ้นมาเช่นเดียวกัน มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่มีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน ยิ่งยามนี้พวกเขามีสิทธิ์ในตัวของกันและกันแล้ว มันก็ยิ่งอยากสัมผัสให้มากขึ้น มากขึ้น

แต่ทั้งเซียวจ้านและหวังอี้ป๋อก็รู้ดีว่าพวกเขาสองคนต้องอดทน...เพื่อหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ และคนที่ไม่รู้จักอดทน ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจก็ไม่ควรได้รางวัลหวานๆ

“อืม...งั้นหลังถ่ายอาลิ่งเสร็จพี่เตรียมใจไว้ให้ดีนะครับจ้านเกอ”

เซียวจ้านเลิกคิ้ว ก่อนจะก้มลงกัดไหล่คนน้องแล้วเงยหน้ายักคิ้วให้ ปลายนิ้วสอดไปตามกล้ามเสื้อนอนของหวังอี้ป๋อ ไล้ลอนกล้ามเนื้อเบาๆ จนร่างคนน้องสะดุ้ง “นายต่างหากเหล่าหวังที่ต้องเตรียมใจเอาไว้หน่อย”

“จ้านเกอ!” หวังอี้ป๋อคำรามเบาๆ แต่เซียวจ้านยักคิ้วให้ ก่อนจะยื่นหน้าไปชิด แล้วก็ยิ้มแบบที่หวังอี้ป๋อขัดไม่ลงและได้แต่ยอมทำตามบัญชาของคนพี่อย่างว่าง่าย

“เด็กดีของเกอ...ถ้าอย่างนั้นคืนนี้เกอจะให้จูบนายเป็นรางวัลดีไหม?” ก็ได้สร้างแผลที่ปากเหมือนที่ผู้กำกับต้องการแล้วก็ได้ให้รางวัลเด็กดีของเขาไปด้วย

“ดีครับ” หวังอี้ป๋อรับคำอย่างว่าง่าย จับท้ายทอยคนพี่ให้จุมพิตทับริมฝีปากของเขาเบาๆ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนจังหวะเป็นร้อนแรงขึ้น...

 

คืนนั้นพวกเขาทั้งคืนจูบกันอย่างนั้นจบหลับใหล มือทั้งสองกอบกุมกัน นอนหลับในอ้อมแขนของกันและกัน

 

วันแรกของการเป็นแฟน...ทำให้หัวใจหวานล้ำกว่าที่เคย

ท่วงทำนองที่เคยเรียบง่ายมาเสมอ

กลับละมุนและอ่อนหวาน

 

แถม...

 

“ดูน้องพวกนายส่งมาอวดสิ!” ผู้จัดการวง Uniq หน้ายุ่งยามเช้า มองสมาชิกแต่ละวงที่จ้องพวกเขาตาปริบๆ

“อี้ป๋อน่ะเหรอครับ?”

“อ้อ หมอนั่นส่งมาอวดเรื่องมีแฟนน่ะเหรอ?”

“บอกว่าไม่โสดแล้ว แฟนชื่อจ้านเกอ”

“น้องส่งข้อความมาให้ผมด้วยครับ”

“นี่หมอนั่นอวดทุกคนเลยใช่ไหมเนี่ย”

“ผมว่าประธานค่าย หานเกอ แล้วก็พี่ๆ น้องๆ วงอื่นในค่าย รวมถึงเกอเกอน DDU กับ OMT แล้วก็คนที่หวังอี้ป๋อสนิทก็น่าจะรู้แล้วนะครับว่าหวังกงจื่อเขามีแฟนแล้ว”

 

ก็เล่นขี้อวด ขี้หวงเสียขนาดนั้น...

เฮ้อ! ขนาดเป็นแฟนกันได้ไม่ถึงชั่วโมงก็เล่นเห่อประกาศให้คนอื่นรู้หมดแล้วขนาดนั้น...

 

สมกับเป็นหวังอี้ป๋อจริงๆ!

 

..........................

 

วันนี้เป็นวันถ่ายฉากที่สำคัญฉากหนึ่งของซีรีย์เฉินฉิงลิ่ง เป็นฉากถ่ายทำที่กุ้ยโจว หลังจากถ่ายทำฉากที่วัดกวนอิมจบ ทั้งกองก็พักกันชั่วคราว เซียวจ้านนั่งพิงไหล่คนน้องยกมือขึ้นปิดปากหาววอดๆ โดยมีหวังอี้ป๋อจ่อพัดลมให้คนพี่อย่างใส่ใจ

“ร้อนขนาดนั้นเลยเหรอครับจ้านเกอ?”

“อืม...ไม่ชอบอากาศร้อนเลย”

หวังอี้ป๋ออมยิ้มมองคนพี่อย่างเอ็นดู จ้านเกอเหมือนเป็นแมวตัวเปื่อยที่หน่ายอากาศร้อนๆ แล้วชอบมาอ้อนเจ้าของ เล่นเอาทาสแมวที่เป็นเจ้าของแมวเหมียวแซ่จ้านอย่างหวังอี้ป๋อแทบอยากจะติดแอร์ทั้งกุ้ยโจวไปเลย

“พี่ชอบฤดูหนาว แฟชั่นฤดูหนาวของพี่น่ารักมาก” หวังอี้ป๋อนั่งดูภาพเซียวจ้านได้เป็นวันๆ เจ้าตัวชอบแต่งตัวน่ารักๆ ดูเหมือนแมวตัวกลมน่ากอด ยิ่งเป็นแฟชั่นสนามบินและชอบถือตุ๊กตาที่แฟนคลับให้ยิ่งน่ารัก

“นายดูเหรอ?” เซียวจ้านเบิกตาโตใส่ “อยากแต่งตัวเท่ๆ แบบเหล่าหวังบ้างเหมือนกันนะ”

“ไม่เห็นยากเลย ผมแนะนำให้จ้านเกอได้ทุกอย่างแหละ หรือถ้าพี่ไม่อยากซื้อก็เอาเสื้อผ้าผมไปลองใส่ดูก่อนได้ว่าชอบไหม?”

“เอางั้นก็ได้ ขอคำแนะนำด้วยนะเหล่าหวัง” รอยยิ้มหวานๆ ตาใสๆ แบบนั้นทำให้หวังอี้ป๋อต้องพยายามระงับสติอารมณ์ตัวเองไม่ให้กัดแก้มด้วยความมันเขี้ยว เขาเลยส่งสายตาราวกับจะกลืนกินคนพี่ออกมาแทน ทำให้เซียวจ้านหน้าแดงก่ำ ยื่นมือไปฟาดไหล่หวังอี้ป๋อไม่หยุด

บรรยากาศระหว่างคนสองคนทำให้กองถ่าย ทีมงาน นักแสดงในกองซีรีย์ต่างมองตากันปริบๆ...ก็เข้าใจว่ามันเหมือนเดิม เหมือนทุกทีที่สองคนนี้อยู่ด้วยกัน แต่ว่า...วันนี้กลับต่างกันออกไป

 

ดูอบอวลไปด้วยความรัก

และดู...เป็นเจ้าข้าวเจ้าของกว่าทุกวันด้วย

 

โดยเฉพาะสายตานั้นของหวังอี้ป๋อ...ปกติเจ้าตัวก็มองเซียวจ้านตาหวานอยู่แล้ว แต่วันนี้กลับทั้งหวานทั้งละมุน ทั้งมีความสุข และก็...ความหวงแหนเด่นชัดกว่าทุกวัน

 

ใช่...มองราวกับจะประกาศให้คนรู้

ว่าเซียวจ้าน...เป็นสมบัติล้ำค่าของเขา

 

“เอ่อ...พี่รู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างสองคนนี้?” วังจั๋วเฉิงหันไปถามหลิวไห่ควานที่ดูจะไม่แปลกใจเท่าไหร่ เจ้าตัวอมยิ้มแล้วทำหน้ามึนๆ ตอนที่เขาถาม ทำเอาวังจั๋วเฉิงก็ทำหน้ามึนไปด้วย

“อ๋อ...อี้ป๋อกับอาจ้านน่ะเหรอ? ก็แบบที่อาเฉิงสงสัยนั่นแหละ?”

“แล้วผมสงสัยอะไรล่ะครับ?”

“อ้าว? ไม่ใช่สงสัยว่าสองคนนั้นทำไมบรรยากาศดูหวานๆ กว่าทุกทีเหรอ? หรือเกอเข้าใจผิด” หลิวไห่ควานหัวเราะแล้วยิ้ม ทำเอาคนอายุน้อยกว่าส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะพยักหน้า ท่าทางที่เอ๋อๆ เหมือนขัดแย้งในตัวเองแบบนั้นทำเอาหลิวไห่ควานหัวเราะอย่างเอ็นดู ยื่นมือไปยีหัววังจั๋วเฉิงเบาๆ

 

นิสัยห่างไกลจากเจียงเฉิงในซีรีย์มาก และน้องก็เข้าถึงอารมณ์ตัวละครได้สุดยอด

อายุยังน้อยแต่ฝีมือดีมากเลยล่ะอาเฉิงน่ะ

 

“กำลังพูดถึงผมกับจ้านเกอกันอยู่หรือครับ?” หวังอี้ป๋อที่เดินมาหยิบน้ำให้เซียวจ้านเอ่ยถาม ทำเอาทั้งวังจั๋วเฉิงทั้งหลิ่วไห่ควานยิ้มแหยทันที

“นายอารมณ์ดีนะ?” หลิวไห่ควานเปลี่ยนเรื่อง “เกี่ยวกับข้อความที่ส่งมาบอกฉันหรือเปล่า?”

“ใช่ครับ” หวังอี้ป๋อพยักหน้า หยิบน้ำเปล่าแช่เย็นและเสียบหลอดเรียบร้อย ก่อนจะหันไปมองหน้าอีกคนที่งงๆ มองเขาทีมองพี่ไห่ควานที

 

จ้านเกอชอบบอกว่าเขาน่ะเรียกอาเฉิงว่าอาเฉิงได้ยังไงในเมื่ออีกฝ่ายอายุน้อยกว่า ก็ดูนิสัยสิ...

 

“ผมกับจ้านเกอเราเป็นแฟนกันแล้ว อาเฉิงงงตรงไหนครับ?”

“ห่ะหา!” วังจั๋วเฉิงเบิกตากว้างกับคำตอบขอพ่อคูลกาย อ้าปากเหวอด้วย ก่อนจะเปลี่ยนมายิ้มกว้าง “ดีใจด้วยนะ อย่ารังแกจ้านเกอมากเกินไปล่ะหวังอี้ป๋อ”

หวังอี้ป๋อได้แต่กลั้นยิ้ม  ทำไมทุกคนที่รู้ว่าเขากับจ้านเกอเป็นเป็นแฟนกันต้องมีแต่ประโยคนี้กันนะ...อย่ารังแกจ้านเกอ

 

ไม่อยากจะบอกเลยว่าก็จ้านเกอของทุกคนน่ารังแกจะตายไป น่าแกล้ง หยอกเล่น

 

“อะไรของนายเหล่าหวัง ไปแกล้งอะไรเฉิงเฉิงเขาหรือเปล่า เห็นมองมาทางนี้แล้วทำตาโต” เซียวจ้านเอียงหน้ามองขวดน้ำที่หวังอี้ป๋อยื่นมาจ่อปากแล้วก็ดูดน้ำก่อนจะถาม ความดูแลระดับไฮคลาสนี้ของหวังอี้ป๋อเป็นเรื่องปกติที่กองถ่ายเห็นจนชินตาแล้ว แต่วันนี้มันหวานกว่าทุกวันจริงๆ

“แค่บอกเขาว่าเราคบกันแล้วน่ะครับ”

เซียวจ้านหน้าร้อนผ่าวกับคำตอบของคนน้อง ดูหวังอี้ป๋อจะอารมณ์ดีมากที่ได้ประกาศความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเขาให้คนอื่นรับรู้

 

ตัวแสบจริงๆ เลย...

 

“พี่แก้มแดงแล้วน่ารักมาก” มือใหญ่กุมมือคนพี่ไว้หลวมๆ ท่าทางเป็นธรรมชาติไม่มีอะไรน่าสงสัย แต่บรรยากาศรอบตัวของหวังอี้ป๋อกลับเต็มไปด้วยความสุขและความอ่อนโยน...โดยเฉพาะดวงตาของเขาที่ใครเห็นแล้วแทบจะละลายได้

“ดีๆ หน่อยอี้ป๋อ! ไปเข้าฉากกันได้แล้ว!” เซียวจ้านดึงมือกลับมาก่อนจะฟาดไหล่คนน้องไปอย่างหมั่นไส้ เดินไปหาทีมงานเพื่อเข้าฉากต่อไป ส่วนหวังอี้ป๋อก็กลั้นยิ้มนิดๆ ยักไหล่กับสายตาประณามของหลายๆ คนที่ส่งมาข้อหาที่เขารังแกจ้านจ้านขวัญใจทีมงานทั้งกองถ่าย

ทั้งคู่แยกย้ายกันไปเข้าฉากของตัวเอง พอทีมงานทักเรื่องรอยแผลที่ปากและชมว่าทำได้สมจริงมากก็ทำให้ทั้งคนพี่ทั้งคนน้องอดเขินนิดๆ ไม่ได้ เพราะพวกเขารู้ดีกว่าใครว่าแผลพวกนี้...

 

มาจากการที่พวกเขาสองคนกัดปากอีกฝ่ายย้ำๆ จุมพิตกันและกันซ้ำๆ ไม่หยุด

 

“เอาล่ะ! ฉากนี้เรียบร้อยแล้วอี้ป๋อ! นายทำได้ดีมาก!” ผู้กำกับตะโกนบอกหวังอี้ป๋อที่ถ่ายอดอารมณ์ออกมาได้ดีเยี่ยม ก่อนจะเดินไปตบไหล่พ่อหนุ่มคูลกายเบาๆ “แต่กลั้นยิ้มหน่อยก็ดี รู้ว่าวันนี้นายอารมณ์ดีมากและมีความสุขมาก”

หวังอี้ป๋อที่ถูกแซวหัวเราะเบาๆ ผู้กำกับเฉินเป็นผู้ใหญ่ที่มากความสามารถและสายตากว้างไกลมากคนหนึ่ง แม้หวังอี้ป๋อจะไม่ได้บอกกล่าว แต่แค่เห็นบรรยากาศระหว่างพวกเขาอีกฝ่ายก็รู้ได้ทันที

“ไม่ต้องห่วงและไม่ต้องระแวง หรือระมัดระวังอะไรมาก  ในกองถ่ายอาลิ่งทุกคนรักและเอ็นดูพวกนายมาก แค่มีความสุขก็พอ”

ใช่ ถ้าเป็นกองถ่ายอื่น หรือคนอื่นป่านนี้ข่าวที่หวังอี้ป๋อและเซียวจ้านคบกันคงแพร่ไปทั่วแล้ว หรือไม่ก็มีภาพหลุดถึงความสนิทสนมของทั้งคู่ออกมาให้นักข่าวโจมตีแล้วแน่ๆ แต่ทั้งหวังอี้ป๋อและเซียวจ้านเองก็รู้ว่ากองถ่ายอาลิ่งอยู่กันเหมือนครอบครัว...ดังนั้นพวกเขาเลยไม่จำเป็นต้องระมัดระวังจนน่าอึดอัดเกินไป

“แต่ก็ระวังไว้หน่อยก็ดี หลายวันก่อนมีพวกนักธุรกิจหลายคนขอเข้ามาดูกองถ่าย คนตะกูลอวิ๋นค่ายที่เซียวจ้านสังกัดอยู่ ดีที่ฉันมีชื่อเสียงมานานเลยไม่ต้องไว้หน้าใคร” คนอื่นต่างหากที่ต้องไว้หน้าเขา...ดังนั้นผู้กำกับจึงสามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่าง ที่จริงต้องขอบคุณอำนาจและการประสานงานของทางเยฮวา ค่ายที่หวังอี้ป๋อสังกัดอยู่ด้วยทำให้การปฏิเสธพวกนักธุรกิจเงินหนาไม่ใช่เรื่องยากอะไร

“ครับขอบคุณที่เตือนผมนะครับ...ส่วนทางนั้นผมเองก็มีวิธีจัดการ”

ผู้กำกับตบไหล่คนหนุ่มแล้วหัวเราะเบาๆ อย่างรู้เท่าทัน เห็นอย่างนี้หวังอี้ป๋อก็หวงของอย่างที่สุด ยิ่งกับสมบัติล้ำค่าแบบเซียวจ้านแล้วเจ้าตัวก็ยิ่งหวงมาก...อายุยังน้อยแต่ก็เป็นพยัคฆ์ซ่อนเล็บ

“ช่วยไม่ได้นะอี้ป๋อ ใครให้คนรักของนายมีเสน่ห์ขนาดนั้นกันล่ะ ทำใจหน่อยละกันนะ”

“ทำไมผมฟังแล้วเหมือนไม่ถูกอวยพรเลยล่ะครับ”

ผู้กำกับเฉินหัวเราะลั่นๆ ก่อนจะเดินไปเรียกคิวต่อไปขึ้นมาถ่ายทำ หวังอี้ป๋อส่ายหน้ายิ้มๆ เดินลงไปข้างล่าง วันนี้พวกเขาถ่ายทำบนภูเขาสูง ดีที่อากาศไม่ร้อนจัดเกินไป ไม่อย่างนั้นหวังอี้ป๋อคงได้เห็นเหมียวตัวเปื่อยมาอ้อนเขาแล้ว

“จ้านเกอ พี่เห็นฉากเมื่อกี้ที่ผมถ่ายไหม เป็นไงบ้างครับ?” หวังอี้ป๋อถามคนที่กำลังเดินไปเข้าฉากแล้วยิ้มกว้างถาม เซียวจ้านหัวเราะเบาๆ ตอนแรกก็ไม่ตอบคำถามคนน้อง แต่อีกฝ่ายถามย้ำแล้วเริ่มทำหน้าบึ้งเขาก็เลยยกนิ้วโป้งขึ้นเป็นการชม

“อ่าๆ ยอดเยี่ยมมาก นายหล่อมาก เหล่าหวัง เท่มากๆ”

“นี่พี่ดูผมอยู่จริงหรือเปล่าครับ?” หวังอี้ป๋อยื่นมือไปฟาดคนพี่เบาๆ ทันที เซียวจ้านหัวเราะก่อนพยักหน้า

“ดูสิ ดูนายอยู่ เท่จริงๆ เลย” เขายื่นมือไปตีคนน้องเบาๆ หวังอี้ป๋อเลยรวบข้อมือเซียวจ้านขึ้นเหนือศีรษะแล้วใช้สายตาหวานจับจ้องอย่างจใจ จนแก้มเซียวจ้านเริ่มร้อนอีกแล้ว เขาเลยขึงตาใส่เจ้าตัวแสบแล้วรีบเดินไปเข้าฉากของตัวเองอย่างรวดเร็ว “ฝากไว้ก่อนเถอะเหล่าหวัง!

เสียงขู่ฟอดๆ ของแมวเหมียวแก้มแดงไม่ได้ทำให้หวังอี้ป๋อกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็ยอมปล่อยให้คนพี่ไปเข้าฉาก ส่วนตัวเองก็ต้องรีบเตรียมตัวถ่ายทำฉากต่อไป

“ดีใจที่เห็นนายมีความสุขขนาดนี้นะจ้านจ้าน” เสียงผู้กำกับเฉินดังขึ้นเมื่อเซียวจ้านเดินไปเข้าฉาก ในมือเขาถือขลุ่ยเฉินฉิงที่ทีมงานส่งมาให้

“สีหน้าผมแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นเลยหรือครับ?” เซียวจ้านยิ้มน้อยๆ ใบหน้าดูเขินอายที่ถูกผู้ใหญ่จับได้

“ไม่หรอก นายก็เก็บอารมณ์ได้ดีเหมือนทุกที แต่แววตาและบรรยากาศรอบตัวดูเปลี่ยนไป มีความสุขมากขึ้นก็เท่านั้นเอง” ผู้กำกับเฉินมองเซียวจ้านอย่างเอ็นดู “ทำงานๆ!

“ครับ!” เซียวจ้านตอบรับอย่างแข็งขัน ถ่ายทำอย่างตั้งใจ เมื่อฉากของเขาถ่ายทำเสร็จโดยที่ไม่ต้องสั่งเทคใหม่

“ฉากต่อไปเลย! จ้านจ้าน จำไว้ว่าฉากนี้ต้องยิ้มหวานทั้งปากทั้งตานะ พอได้ยินเสียงเรียกชื่อต้องยิ้มให้มากๆ...อารมณ์เหมือนเจอคนรักที่ไม่ได้เจอกันมานานนะจำไว้”

“ครับ” เซียวจ้านพยักหน้าหงึก

“คิดว่าต้องห่างจากผมสักสามวันแล้วผมกลับมาก็ได้แล้วครับ” เสียงทุ้มๆ ของหวังอี้ป๋อทำให้เซียวจ้านหันไปขึงตาใส่อย่างอดไม่ได้ เขาเห็นผู้กำกับหัวเราะเบาๆ แล้วก็ยิ่งรู้สึกเขิน

“สำรวมหน่อยหวังอี้ป๋อ” คนพี่ปราม

“ท่านเฉินเขารู้อยู่แล้วครับว่าพวกเราเป็นอะไรกัน” หวังอี้ป๋อเห็นคนพี่เบิกตาโตก็หันไปสบตาผู้กำกับแล้วก็พากันหัวเราะ ก่อนคนอายุมากสุดจะแซวไปหนึ่งประโยค

“ก็เข้าใจนะว่าทำไมชอบแหย่จ้านจ้านให้เขิน แต่ต้องทำงานกันแล้ว”

“ครับๆ” เซียวจ้านกับหวังอี้ป๋อขานรับ คนพี่ยื่นมือไปตีคนน้องสองทีก่อนจะเดินไปประจำตำแหน่ง นี่เป็นฉากสุดท้ายที่ถ่ายทำที่กุ้ยโจวก่อนที่พวกเขาจะกลับไปเหิงเตี้ยนและเก็บงานกัน...อีกไม่นานเฉินฉิงลิ่งก็จะปิดกองลงแล้ว

เซียวจ้านจูงเสี่ยวผิงกั่ว สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะยกเฉินฉิงขึ้นจรดริมฝีปากแล้วเป่าขลุ่ย...ท่วงทำนองเพลงอู๋จีก้องอยู่ในหัว...ไม่ได้เจอคนรักนานอย่างนั้นหรือ ในบทเขาจำได้ดีว่าหลังจากที่เว่ยอู๋เซี่ยนและหลานวั่งจีแยกทางกันแล้วผ่านไปไม่นานเว่ยอู๋เซี่ยนก็ท่องเที่ยวไปทั่ว ตอนผ่านจุดเดิมที่พวกเขาเคยบอกลากันเว่ยอู๋เซี่ยนก็เป่าเพลงเดิมอีกครั้ง...รอเจ้าของเพลงกลับมาบอกชื่อของเพลงนี้

 

อู๋จี...วั่งเซี่ยน

เพลงแห่งความทรงจำอันล้ำค่าของเว่ยอู๋เซี่ยนและหลานวั่งจี

 

เพียงแค่คิดถึงความรู้สึกของเว่ยอู๋เซี่ยนตอนนั้นเซียวจ้านก็ตั้งใจเป่ามากกว่าเดิม เสียงท่วงทำนองอันคุ้นหูและอบอุ่นหัวใจ

“เว่ยอิง...” เสียงเรียกชื่อสองคำที่ทำให้เซียวจ้านชะงัก ก่อนจะหันหลังกลับไป ตอนนี้เขาไม่ต้องพูดบทใดๆ เพียงแค่ใช้ท่าทางและแววตาแสดงออกมาเท่านั้น

เมื่อเห็นร่างสูงของใครบางคนยืนอยู่ และดวงตาที่ทอดมองมาอย่างอ่อนโยนนั้นเซียวจ้านก็คลี่ยิ้มหวาน...ทั้งปากและดวงตา

 

จับจ้องเพียงคนสำคัญ...

เหมือนเว่ยอู๋เซี่ยนและหลานวั่งจี

 

หันหลังกลับมา...เป็นเจ้า

 

เป็นคนที่ทำให้รู้สึกว่าเวลาที่ใช้รอคอยนั้นมีความหมาย

และยังคงเป็นประโยคเดิมไม่ว่าจะเป็นของหลานจ้านกับเว่ยอิง หรือหวังอี๋ป๋อกับเซียวจ้าน

 

เพียงสบตาเจ้า...ข้าก็เข้าใจความหมายของคำว่านิรันดร์

และ...

 

ตกหลุมรักอีกครั้ง ซ้ำๆ ไม่หยุด

 

..........................

 

“นายเปลี่ยนตั๋วให้ฉันเหรอ?” เซียวจ้านที่เก็บเสื้อผ้าของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้วไปเช็คมือถือพบว่ามีข้อความส่งให้เขาเรื่องที่ไฟลท์บินถูกเลื่อน และคนที่ทำก็นั่งหน้าหล่อเล่นเกมในมือถืออยู่แน่ๆ เพราะเขาจำไฟลท์บินของหวังอี้ป๋อได้แล้วมันก็เป็นเที่ยวเดียวกันด้วย

“ใช่ครับ...พี่จะได้มีผมคอยดูแล” หวังอี้ป๋อเงยหน้าจากเกมมือถือแล้วยิ้มกว้าง ยื่นมือออกไปคล้ายอ้อนพอคนพี่วางมือลงมาหวังอี้ป๋อก็ยิ้มแล้วดึงร่างของเซียวจ้านมานั่งบนตักกว้าง ปิดเกมที่เล่นค้างไว้อย่างไม่สนใจทั้งๆ ที่ปกติเขาค่อนข้างติดเกมแท้ๆ

 

ก็จ้านเกอของเขาน่ามองกว่าเกม สำคัญกว่าเกมด้วย

 

“ฉันว่าไม่ใช่แล้วแหละเหล่าหวัง นายน่าจะหาเรื่องแกล้งกันมากกว่าล่ะสิ” เซียวจ้านเอนตัวพิงกับอกอุ่นๆ นั้นอย่างสบายใจ...หวังอี้ป๋อให้ความรู้สึกอบอุ่นและมีพลัง อยู่ใกล้แล้วรู้สึกปลอดภัยและสงบ ทั้งๆ ที่อายุน้อยกว่าแท้ๆ แต่กลับหนักแน่นมั่นคง “แค่อยากกลับด้วยกันก็บอกมาสิป๋อตี้”

หวังอี้ป๋อหัวเราะ โอบเอวกอดคนพี่แน่นขึ้น วางคางบนไหล่เซียวจ้านแล้วอ้อนเหมือนตัวเองเป็นเด็กน้อย “แน่นอนอยากกลับกับจ้านเกอ อยากอยู่ใกล้ๆ พี่ทุกวันเลยด้วยซ้ำ”

“งอแง”

“งอแงกับจ้านเกอคนเดียว”

เซียวจ้านส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่หัวใจกลับเต้นเป็นจังหวะและท่วงทำนองที่แสนอ่อนโยน รอยยิ้มหวานที่แม้จะเห็นแค่ข้างๆ ก็ทำให้หวังอี้ป๋อจ้องแล้วจ้องอีก

 

จ้านเกอยิ้มสวย...

รอยยิ้มที่ราวกับทำให้โลกทั้งใบยิ้มตาม

 

“พรุ่งนี้พอกลับไปก็ได้พักกันสามวัน...พี่ไปที่ค่ายกับผมนะครับ ประธานกับหานเกออยากเจอพี่ พอผมส่งข้อความไปบอกว่าพี่เป็นแฟนผมแล้วก็เร่งมายิกๆ เลย”

“หืม?” เซียวจ้านเลิกคิ้ว ก่อนจะหยิกแขนแกร่งที่กอดตัวเองออกเบาๆ แล้วลุกขึ้นเปลี่ยนท่านั่ง ความจริงเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าโซฟาตัวใหญ่ขนาดนี้ทำไมตัวเองกับหวังอี้ป๋อต้องมานั่งตักกันด้วย แต่เอาเถอะเห็นแก่ที่คนน้องเหนื่อยมาเยอะ เขาเองก็ชอบตักกว้างๆ อุ่นๆ นั่นด้วย

หวังอี้ป๋อพยายามไม่ฉีกยิ้มกว้างเกินไปยามที่คนพี่เปลี่ยนท่านั่งมาเป็นนั่งคร่อมตักเขา สำหรับเซียวจ้านแล้วมันเป็นการให้รางวัลคนน้องและเรื่องธรรมดา แต่สำหรับหวังอี้ป๋อแล้วนี่มันเซ็กซี่มาก! เพราะทำให้เห็นโครงหน้าและเส้นโค้งลำคอสวยชัดเจน

 

คอของจ้านเกอเรียวสวย...สวยมาก

และเหมาะกับการทำรอยมาก

ถ้ามีร่องรอยของเขาทิ้งไว้บนลำคอเรียวนั้น...ต้องเป็นอะไรที่ดีมากๆ แน่ๆ

 

“ส่งข้อความอะไร? ไหนเล่ามาสิอี้ป๋อ” เซียวจ้านใช้มือแนบแก้มคนน้องแล้วบังคับให้จ้องตากับเขา แต่พอเห็นแววตาที่มองกันราวกับจะกลืนลงท้องให้ได้แบบนั้น เซียวจ้านก็หลุบตาลงก่อน

 

เจ้าตัวแสบนี่! เรื่องใช้สายตาแกล้งเขานี่ถนัดจริงๆ!

 

“ก็แค่บอกพี่เมเน กับประธานค่ายแล้วก็หานเกิงให้รู้ไว้ไงครับ พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ที่คอยดูแลผมอยู่” หวังอี้ป๋อเลือกตอบอย่างฉลาด ส่วนเซียวจ้านก็หรี่ตาลงอย่างรู้เท่าทัน เขาไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าคนขี้เห่อขี้อวดนี่จะบอกแค่นี้ เมื่อคืนเห็นนั่งเล่นมือถืออยู่ตั้งนาน

“แค่นี้?”

“มีพี่ๆ ในวง เกอเกอที่ OMT DDU ที่จริงผมอยากบอกอีกหลายคนรวมถึงป๊ากับม๊าด้วย แต่ว่ารออีกหน่อยดีกว่า”

“นายนี่มันจริงๆ เลย!” เซียวจ้านถอนหายใจ ก่อนจะเอามือมาจิ้มจมูกหวังอี้ป๋อแล้วดึงอย่างหมั่นไส้ “นี่มันต่างกับโพสต์ลงเว่ยป๋อยังไง ฮึ?”

“ก็บอกผู้ใหญ่ให้รับรู้ไว้ไงครับ เว่ยป๋อน่ะไว้ประกาศความเป็นเจ้าของ พี่มีแฟนบอยไม่น้อยด้วย...ถ้าทำได้ผมทำตั้งแต่ตอนแรกแล้ว อยากบอกให้ทุกคนรู้ไปเลยว่าพี่น่ะมีเจ้าของแล้ว เป็นของผมคนเดียว”

เซียวจ้านส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ปนเอ็นดู นานๆ ทีจะเห็นหวังอี้ป๋อทำตัวสมอายุ มือเรียวเชยคางคนน้องขึ้นก่อนจะคลี่รอยยิ้มที่หวังอี้ป๋อชอบมองให้ จากนั้นก็งับจมูกหวังอี้ป๋อด้วยริมฝีปากตัวเองเบาๆ การกระทำที่เอ็นดูและหยอกล้อนั้นทำให้หัวใจคนน้องเต้นรัวและเผลอเหม่อไป พอรู้ตัวอีกทีคนพี่ก็ลุกจากตักเขาไปเสียแล้ว

เหมือนเซียวจ้านเองก็จะรู้ว่าถ้าขืนนั่งต่อไปเขาได้ถูกสิงโตขย้ำแน่ๆ เลยรีบฉวยจังหวะที่หวังอี้ป๋อเผลอรีบลุกออกจากตักกว้างทันที เสียงหัวเราะในลำคอและเซียวจ้านก็ยักคิ้วจึกๆ ทำให้หวังอี้ป๋อได้แต่ฝากไว้ในใจ

 

เดี๋ยวเถอะจ้านเกอ! รอให้ปิดกล้องก่อนเถอะ

ผมสัญญาเลยว่าจะทำให้พี่ลุกไม่ได้ทั้งวัน!

 

“ฉันไปจัดกระเป๋าให้นายเตรียมเดินทางนะ” เซียวจ้านบอก “อยากใส่ชุดไหนหรือเปล่า?”

“แล้วแต่พี่เลือกเลยครับจ้านเกอ” ตอนแรกหวังอี้ป๋อก็ตามใจคนพี่ แต่เหมือนเขาจะนึกอะไรได้เลยลุกจากโซฟาแล้วจูงมือเซียวจ้านไปที่ตู้เสื้อผ้า เขาหยิบเสื้อยืดสองตัวของตัวเองออกมาแล้วบอกคนพี่ “ผมเลือกเองดีกว่า พี่ใส่ตัวนี้นะครับ ไหนบอกจะลองเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวดู เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมเป็นสไตลิสส่วนตัวให้จ้านเกอเอง”

 

ที่จริงมันเป็นการประกาศความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอีกอย่างหนึ่ง

เสื้อผ้าของเขา...บนร่างจ้านเกอ

 

“งั้นพรุ่งนี้คงต้องรบกวนเหล่าหวังแล้ว” เซียวจ้านเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเคยคิดอยากเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวบ้างจริงๆ นั่นแหละ “ไปนั่งเล่นเกมต่อไป เดี๋ยวฉันจัดกระเป๋าเอง”

หวังอี้ป๋อยิ้มหวานทั้งปากทั้งตา ก่อนจะชะโงกหน้าไปหอมแก้มเซียวจ้านแรงๆ แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้คนพี่หน้าร้อนวาบ แทบจะโยนเสื้อผ้าใส่อีกฝ่ายทั้งกอง

“จ้านเกอนี่สมกับเป็นฟูเหรินของผมจริงๆ นะครับ”

“ใครเป็นฟูเหรินกันเจ้าเด็กบ้า!

 

...................................

 

ที่สนามบินหวังอี้ป๋อยืนมองเซียวจ้านด้วยความพึงพอใจ เมื่อกี้ได้ยินแว่วๆ มามีคนบอกว่าพวกเขาสองคนเหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก...เรื่องคนเป็นแฟนกันหน้าตา การกระทำ และหลายๆ อย่างมักคล้ายกัน หวังอี้ป๋อเคยได้ยินมา แล้วก็รู้สึกว่าเขากับจ้านเกอก็เป็นอย่างนั้นแหละ

คนน้องเล่นมือถือไปรอคนพี่ทักทายแฟนคลับตัวเองไปด้วย ระหว่างทางเดินไปเข้าเกตเขาแฟนคลับบางคนของเซียวจ้านที่เดินตามก็ฝากขนมไว้ให้เขาถือ หวังอี้ป๋อก็รับไว้ด้วยความเต็มใจ

“ฝากให้เซียวจ้านด้วยนะคะ อ้ะ? คุณหน้าตาดีจังเลยค่ะ เป็นแฟนบอยของเซียวจ้านหรือครับ” เสียงแฟนคลับของเซียวจ้านถามเบาๆ หวังอี้ป๋อที่สวมแมส เซ็ตผมขึ้น ทำให้มองเห็นหน้าไม่ชัดเท่าไหร่ ทำให้หลายคนไม่รู้ว่าคนนี้คือสุดหล่อมากความสามารถแซ่หวัง คิดว่าเขาคือแฟนบอยของเซียวจ้าน

“ครับ...ผมเป็นแฟนบอยอันดับหนึ่งของเซียวจ้านเขาเลย” เขารับคำด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ส่วนแฟนคลับสาวๆ ก็กรี๊ดในใจ แล้วก็มองหวังอี้ป๋ออย่างปลาบปลื้ม

“กรี๊ดดดด! ฝากด้วยนะคะ มารักจ้านจ้านไปด้วยกันนะค่ะ นี่เป็นภาพของจ้านจ้านค่ะ ฉันให้คุณเป็นที่ระลึก” ถุงขนมและภาพถ่ายถูกส่งมาให้หวังอี้ป๋อ เขาก็รับไปด้วยความเต็มใจ ภาพที่ได้คือจ้านเกอตอนสมัยก่อน แก้มกลมๆ ตาโตๆ ปุ้กปิ้กในแฟชั่นฤดูหนาว

“ได้ครับจะรักจ้านจ้านของทุกคนให้มากๆ เลย”

“สุดหล่อคุณช่างแสนดี!

หวังอี้ป๋อยิ้มรับก่อนจะก้าวยาวๆ ไปหาคนพี่ โบกมือให้แฟนคลับของเซียวจ้านด้วย พอเดินไล่มาทันก็ชูของในมือให้เซียวจ้านดู “แฟนคลับจ้านเกอฝากมาครับ ขนมของพี่ อ้อ...แล้วก็ฝากให้ผมรักจ้านเกอให้มากๆ ด้วย”

เซียวจ้านขึงตาใส่คนน้องดุๆ แต่ส่วนแก้มที่โผล่พ้นแมสสีดำนั้นออกมากลับแดงเรื่อจนหวังอี้ป๋อหัวเราะ เขากวาดตามองไปรอบๆ พอเห็นว่าเข้าทางไพรไวทแล้วก็จับมือเซียวจ้านกุมไว้เบาๆ ชะโงกหน้าไปกระซิบริมหูคนพี่

“จะ รัก จนพี่ไม่มีแรงเลย”

“นายจะเริ่มอีกแล้วใช่ไหมเหล่าหวัง!

“หึๆ” หวังอี้ป๋อหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เดินขึ้นเครื่องพร้อมคนพี่ เซียวจ้านให้คนน้องนั่งข้างในเพื่อที่จะได้พักผ่อนให้เยอะๆ เมื่อคืนเห็นคนน้องรับสายโทรศัพท์แล้วคุยนานมาก คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องของเขานี่แหละ

 

เห็นอีกฝ่ายทุ่มเทเพื่อกันและกันแบบนี้แล้วมันทั้งอุ่นใจทั้งเป็นห่วง

 

ทำให้เขาอยากทำอะไรเพื่อหวังอี้ป๋อบ้าง...แม้จะทำไปบ้างแล้วก็เถอะ แต่ยังไม่ได้บอกเหล่าหวังเลย อยากเห็นเจ้าตัวแสบทำตาโตหรือแปลกใจบ้าง

“กลับถึงแล้วจะไปที่บริษัทนายเลยหรือเปล่า?” เซียวจ้านคาดเข็มขัดให้หวังอี้ป๋อเรียบร้อยแล้วก็เอ่ยถาม

“ครับ พี่สะดวกไหม?”

“อื้อ...” เซียวจ้านพยักหน้า “นายอุตส่าห์จัดการอะไรตั้งมากมาย ไม่อยากให้นายกังวลด้วย”

“เพื่อพี่ผมทำได้อยู่แล้ว”

“น่ารัก” เซียวจ้านชม แม้จะไม่เห็นรอยยิ้มแต่หวังอี้ป๋อมั่นใจว่าจ้านเกอของเขาต้องกำลังยิ้มหวานอยู่แน่ๆ เพราะดวงตาคู่สวยนั้นทอประกายเสียจนเขาใจเต้นรัวไม่หยุด

“นอนกันดีกว่า อีกตั้งหลายนาทีกว่าพวกเราจะถึง” เซียวจ้านขอผ้าห่มจากแอร์โฮสเตสก่อนจะสะบัดคลุมให้คนน้องและตัวเอง เขามือมือใหญ่ของหวังอี้ป๋อแล้วยื่นมือไปจับไว้ก่อนจะสอดแทรกปลายนิ้วไปหว่างนิ้วของอีกฝ่ายแล้วกอบกุมไว้เบาๆ “เกอจะกุมมือนายไว้แบบนี้จนกว่าจะถึงดีไหม?”

“ดีครับ” หวังอี้ป๋อรู้สึกเขินและรู้สึกดีมากกับการกระทำของเซียวจ้าน ปกติเขาเป็นคนรุกคนพี่พอมาถูกรุกบ้างแบบนี้ก็รู้สึกดีสุดๆ ไปเลย

 

แต่อยากจะบอกจ้านเกอเขาว่าอย่าน่ารักไปมากกว่านี้ไม่ได้หรือไง

หวังอี้ป๋อต้องใช้ความอดทนมากที่ไม่ให้เผลอขย้ำแมวเหมียวขนฟู หลายต่อหลายครั้ง

เฮ้อ! เขาเก็บกดขนาดนี้ เหมือนหลานวั่งจีที่อดทนรอมาตั้ง 16 ปี

 

“ทำตาหื่นๆ” เซียวจ้านว่าเบาๆ “นอนได้แล้ว เก็บไอ้สิ่งที่นายคิดไว้ค่อยทำตอนถ่ายทำกองอาลิ่งจบเถอะเจ้าคนหื่น”

“พี่ใส่ร้าย” หวังอี้ป๋อมีหรือจะยอมรับ เพราะจ้านเกอเขาน่ารักเกินไป เซ็กซี่เกินไปนั่นแหละ ก่อนสุดหล่อแซ่หวังจะเบิกตากว้างเมื่อพริบตาเดียวเซียวจ้านก็ดึงแมสลงแล้วก้มหน้าลงมากดจูบลงบนริมฝีปากของเขาเบาๆ กระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงพร่า

“ถึงตอนนั้นเกอจะให้ความร่วมมือกับนายเต็มที่ และสัญญาเลยว่านายจะต้องชอบมัน”

โอเค! หวังอี้ป๋อรู้ว่าตัวเองรู้เพิ่มขึ้นอีกอย่างแล้ว จ้านเกอของเขาไม่ใช่แค่อ่อนโยน ใจดี สุขุม มีความเป็นผู้ใหญ่ แต่ยังช่างยั่วไม่มีใครเกินด้วย!

 

.................................

 

แค่หวังอี้ป๋อกับเซียวจ้านลงเครื่องและเดินออกมา พวกเขาก็มีการ์ดเกือบยี่สิบคนมารุมล้อมทันที แล้วพาเดินไปขึ้นรถสีดำติดฟีลม์หนาทึบ เซียวจ้านกุมมือหวังอี้ป๋อไว้แน่น เม้มปากก่อนจะก้าวขึ้นรถ...ร่างสูงใหญ่ที่นั่งรออยู่ก่อนในลิมูซีนคันหรูยกยิ้มทักทาย แต่บรรยากาศรอบตัวเขาเต็มไปด้วยอำนาจและน่าเกรงขาม

 

หานเกิง...

 

“สวัสดีเซียวจ้าน ได้เจอกันอีกแล้วนะ”

“สวัสดีครับหานเกิง”

เมื่อตกลงคบกันแล้ว เซียวจ้านเองก็อยากทำให้ทุกอย่างระหว่างเขากับหวังอี้ป๋อชัดเจนเหมือนกัน...และก็อยากพยายามเพื่อคำว่า...เรา

 

เพื่อท่วงทำนองและจังหวะของหัวใจ

ที่อ่อนหวานที่สุดกับคนสำคัญที่สุดของใจ

...............

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

50 ความคิดเห็น

  1. #42 17122512 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 08:06

    หวานนนนนนนนนนน
    #42
    0