Heart Beat #ป๋อจ้าน #อี้จ้าน #หวังเซียว ( Yaoi )

ตอนที่ 10 : MHz...X

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 529
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    23 ม.ค. 63

X.

 

บางอย่าง...ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล

โดยเฉพาะเรื่องของ หัวใจ

ไม่ต้องใช้เวลา ไม่ต้องใช้อะไรมาพิสูจน์

 

แค่

 

หัวใจของของเราตรงกัน

ท่วงทำนองที่ดังก้องในหัวใจนั้น...

เป็นของสองเรา

ก็พอ...


 

“เดี๋ยววันนี้ถ่ายฉากนี้เสร็จพวกเราจะพักกองเป็นเวลาสองวัน แล้วก็ไปเจอกันที่กุ้ยโจว ทางทีมงานจัดการตั๋วให้เรียบร้อยแล้ว อ้อ...หวังอี้ป๋ออนุญาตให้นายไปช้าได้นะ” เหล่าทีมงานและผู้กำกับได้รับการแจ้งจากทางค่ายต้นสังกัดของหวังอี้ป๋อว่าอีกฝ่ายมีงานด่วนเข้ามา เป็นงานสำคัญที่เลี่ยงไม่ได้ และก็โชคดีที่อยู่ในช่วงพักกองพอดี

“ขอบคุณครับ” คนที่นั่งรอเซียวจ้านแต่งหน้าอยู่หันมาพยักหน้าแล้วก็ยิ้มน้อยๆ เหล่าทีมงานหัวเราะกันเบาๆ เพราะหวังอี้ป๋อต่างจากครั้งแรกที่มากองมาก เดิมทีพวกเขาก็รู้ว่าหวังอี้ป๋อเป็นคนเก่ง มีความสามารถ แม้จะเย็นชาไปบ้างแต่เจ้าตัวมีมารยาทเสมอ ไม่เคยหยิ่งอะไร เพียงแต่ถ้าไม่ได้สนิทกันก็จะดูเงียบๆ เหมือนคนหยิ่งๆ ไปสักหน่อย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเป็นเด็กดีมากคนหนึ่ง โชคดีที่วันนั้นทีมงานส่งเซียวจ้านไปเป็นหน่วยกล้าตาย ทำให้ทุกวันนี้กองถ่ายอาลิ่งเป็นกองถ่ายที่ได้เห็นรอยยิ้มของหวังอี้ป๋อมากที่สุด

“จะเอาอะไรไหม?”

“ขอขนมให้จ้านเกอดีกว่าครับ นั่งแต่งหน้านานแล้ว”

“รู้ใจพี่เขาดีจังน้า” ทีมงานแซว ใครๆ ก็รู้กันหมดแหละว่าพี่น้องคู่นี้น่ะพิเศษ แต่ไม่มีใครพูดอะไร เอาแต่ลุ้นอยู่เงียบๆ มากกว่า ว่าเมื่อไหร่จะมีใครบอกอะไรออกไปสักที พวกเขาที่เป็นคนลุ้นก็เครียดเหมือนกัน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็น่ารักดี เรียกรอยยิ้มให้ทุกคนในกองได้เสมอ

“ก็จ้านเกอเขา...เป็นของผมนี่นา” หวังอี้ป๋อยอมรับง่ายๆ ตามประสาคนคูลๆ เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากเหล่าทีมงานได้อย่างดี ก่อนจะเดินไปหยิบขนมคบเคี้ยวมาให้ตามที่หวังอี้ป๋อขอ

“คุยอะไรกับทีมงานสนุกสนานเชียวนาย โอ๊ะ! ขอบใจนะอี้ป๋อ” เซียวจ้านที่แต่งหน้าแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็เดินมาหาคนน้องที่นั่งรออยู่ อีกฝ่ายยื่นขนมพร้อมน้ำมาให้เรียบร้อย เดี๋ยวนี้ถ้าวันไหนเขาแต่งหน้าเสร็จก่อนก็จะเป็นฝ่ายไปรอหวังอี้ป๋อ ถ้าวันไหนคนน้องแต่งหน้าเสร็จก่อนก็จะมานั่งรอเขาแบบนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่มันเป็นความเคยชินไปแล้ว ต่อให้วันนั้นอีกฝ่ายไม่มีบทก็จะไปนั่งรอ “เล่นเกมด้วยหรือเปล่า?” เซียวจ้านชะโงกหน้าไปดูมือถือของตัวเองในมือคนน้อง

 

ใช่...มือถือของเขาที่ถูกหวังอี้ป๋อยึดไปเรียบร้อย คนบางคนหน้ามึนยื่นมือถือของตัวเองมาให้เซียวจ้านใช้แทน

 

“ครับ เกมแข่งรถน่ะ แข่งกับอาเฉิง” หวังอี้ป๋อขยับที่บนเบาะให้คนพี่นั่งด้วย ยังเหลือเวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนเริ่มกองดังนั้นคนอื่นๆ เลยหามุมผ่อนคลายกัน และส่วนมากถ้าไม่ถ่ายรูปก็เล่นเกมกันแบบนี้แหละ

“พี่เขาอายุมากกว่านะนายน่ะ” เซียวจ้านดึงจมูกหวังอี้ป๋ออย่างหมั่นไส้ ก็เรียกเฉิงเฉิงว่าอาเฉิงแบบนั้นเหมือนอีกฝ่ายอายุน้อยกว่า ถึงเจ้าตัวจะค่อนข้างเด๋อๆ น่าแกล้งจริงก็เถอะ

“ต้าเกอยังเรียกพี่ว่าอาจ้านเลยครับ”

“ก็ต้าเกอเป็นต้าเกอนี่” เซียวจ้านเถียงกลับ ส่วนหวังอี้ป๋อก็มองหน้าเซียวจ้านยิ้มๆ เห็นจมูกโด่งนั้นเชิดขึ้นนิดๆ ปากก็มุบมิบงึมงำน่ามองเหมือนที่ชอบทำบ่อยๆ “แต่กับฉันนายยังไม่เห็นเป็นพี่เลยขนาดอายุมากกว่าตั้งหกปี”

“ผมไม่อยากเป็นน้องนี่”

“หืม? แล้วหวังเหล่าซืออยากเป็นอะไร?” เซียวจ้านเคี้ยวขนมหนุบหนับ เสร็จแล้วก็ไม่ต้องเรียกหาน้ำดื่ม เพราะหวังอี้ป๋อจัดการยื่นมาจ่อปากเรียบร้อย คนพี่ก็ทำเพียงงับหลอดดูดแล้วยักคิ้วใส่คนน้อง ดูชินกับการใส่ใจที่อีกคนมีให้ ความจริงแล้วในกองถ่ายต่างก็รู้กันดีว่าไม่ใช่แค่หวังอี้ป๋อหรอกที่ใส่ใจเซียวจ้าน คนพี่ก็ใจคนน้องทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องอาหารการกินไปถึงเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งการ ก็ดูแลกันสองคนจนสไตลลิสจะตกงานหมดแล้ว

“พี่อยากฟังตอนนี้เลยหรือ” ดวงตาคมที่มองตรงมาอย่างสื่อความหมายทำให้เซียวจ้านอ้าปากเหวอ หัวใจเต้นระรัวขึ้นมาอีกระลอก มันทั้งละมุนทั้งอบอุ่นจนเขา...

“ไม่...ไม่เอา” คนพี่ส่ายหน้าปฏิเสธจนเส้นผมกระจาย “ไม่อยากรู้แล้ว ห้ามพูดด้วย กินไปเลย” ไม่พูดเปล่ามือเรียวก็เอาขนมป้อนคนน้องอย่างรวดเร็ว หวังอี้ป๋อหัวเราะในลำคออ้าปากรับขนมทั้งๆ ที่ไม่ชอบกิน

 

ไม่ควรเร่งรัดเกินไปสินะ...คนพี่เขาคิดเยอะ ดังนั้นหวังอี้ป๋อจะให้เวลาเซียวจ้านอีกสักหน่อย

 

“พี่จะพักผ่อนอย่างเดียวเลยไหมครับ สองวันที่ได้หยุด”

“พักวันเดียว อีกวันมีงานถ่ายแบบนิตยสาร ว่าจะไปเยี่ยมเจ้าพวกน้องๆ หน่อย” พอหวังอี้ป๋อเปลี่ยนเรื่องเซียวจ้านก็ยิ้มน้อยๆ เพราะนั่นแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเข้าใจที่หวังอี้ป๋อมีให้เขา เจ้าตัวก็ช่วยดูแลเช็ดปาก หาน้ำให้คนน้องดื่ม ดูแลกันสองคนจนทีมงานคนอื่นเริ่มหมดหน้าที่

“อยากจะชวนจ้านเกอไปร่วมงานที่บริษัทด้วยอยู่นะครับ แต่พี่ติดงาน ไว้คราวหน้าแล้วกัน” มันคล้ายงานครบรอบของบริษัทในสังกัดของหวังอี้ป๋อที่ศิลปินทุกคนแทบจะต้องเข้าร่วมถ้าไม่มีงานจำเป็นจริงๆ และค่ายของเขาก็ค่อนข้างแปลกถ้าจะพาใครไปงานด้วยต้องเป็นคนในครอบครัว เพื่อนสนิทหรือไม่ก็คนสำคัญมากๆ

 

 หวังอี้ป๋อเลยอยากชวนเซียวจ้านไปด้วย

 

“คนนอกอย่างฉันเข้าได้ด้วยเหรอ แต่เหมือนว่านายจะมีถ่ายรายการด้วยใช่ไหม ทำงานหนักเกินไปแล้วนะหวังเหล่าซือ”

“ไม่อยากให้คนที่ทำงานหนักยิ่งกว่าอย่างเซียวเหล่าซือว่าหรอกครับ” หวังอี้ป๋อว่าตัวเองรับงานเยอะแล้ว แต่สู้คนพี่ไม่ได้เลย อีกฝ่ายทำงานจนตัวผอมเอวบางหมดแล้ว

เซียวจ้านยิ้มก่อนจะหัวเราะเบาๆ “ก็ทำงานเยอะๆ เพื่อที่แฟนคลับจะได้ไม่ผิดหวังที่มารักคนชื่อเซียวจ้านไง” อีกอย่างเขาก็ไม่ได้คิดว่ามันหนักหนาอะไร ในเมื่อเป็นสิ่งที่ชอบ ทำในสิ่งที่รัก แค่มีความสุขกับมันเท่านั้นเอง มองไปข้างหน้าเพราะรู้ดีว่ายามตัวเองเหนื่อยล้าก็แค่พักผ่อนลง และมีหลายคนให้กำลังใจอยู่ไม่ไปไหน “หวังเหล่าซือจะได้ชมกันเยอะๆ ด้วย”

“พอผมชมจ้านเกอก็ไม่ฟังทุกที” หวังอี้ป๋อมีหรือจะไม่อวยคนพี่ ในสายตาเขาจ้านเกอไม่มีตรงไหนไม่ดี แต่พอเริ่มชมก็ถูกอีกฝ่ายตีแล้ว ไม่รู้เขินหรือฟังเขาชมไม่ได้กันแน่ ทั้งๆ ที่กับคนอื่นไม่เห็นมีปฏิกิริยาเลย

“ก็นายชอบอวยเกินจริง” ไม่ใช่แค่คำพูด แต่น้ำเสียง สายตา ทุกอย่างของหวังอี้ป๋อทำให้เซียวจ้านรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนเลิศเลอเพอเฟคสุดๆ ไปเลย “ฉันจะไปกุ้ยโจวพร้อมนายนะ”

“หืม?”

“ไม่ได้เหรอ?” แววตาเป็นห่วงเป็นใยที่สะท้อนออกมาชัดเจนนั้นทำให้หวังอี้ป๋ออุ่นวาบไปทั้งใจ ก็เป็นเสียแบบนี้จะไม่ให้เขาห้ามใจตัวเองไม่ให้ตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ยังไงกัน ใครก็ตามที่อยู่ใกล้ผู้ชายที่ชื่อเซียวจ้านไม่มีทางห้ามใจตัวเองไม่ให้เกิดความรู้สึกดีๆ ได้หรอก

“ตามบัญชาของอี๋หลิงเหล่าจูเลยครับ”

อี๋หลิงเหล่าจูย่นจมูก ยื่นมือมาฟาดไหล่คนน้องอย่างหมั่นไส้ แล้วทั้งคู่ก็ตีกันไปตีกันมาเหมือนปกติ จนผู้กำกับส่งเสียงเรียกเข้าฉากนั่นแหละถึงได้ชูกำปั้นให้กำลังใจกันแล้วแยกย้ายไปถ่ายฉากของแต่ละคน

 

 

“ถึงหอพักแล้วอย่าลืมโทรหาผมนะครับ”

“นายย้ำมารอบที่สิบแล้วหวังเหล่าซือ แน่นอนว่าถึงหอแล้วฉันจะโทรหานายทันที นายน่ะรีบไปได้แล้วผู้จัดการของนายรอนานแล้วนะ เดี๋ยวต้องไปเตรียมตัวทำงานกับออกงานอีก” เซียวจ้านส่ายหน้าดึงมือคนน้องให้มายืนดีๆ เอาหมวกที่สวมอยู่สวมไปที่ศีรษะของหวังอี้ป๋อ ก่อนจะยิ้ม “ช่วงนี้อากาศร้อนใส่ไว้แล้วกัน ในกระเป๋านายมีพัดลมพกด้วย ฉันใส่ไว้ให้แล้ว”

หวังอี้ป๋อยิ้มน้อยๆ เอื้อมมือไปกุมมือคนพี่ไว้ ดีที่มันเป็นทางออกส่วนตัวและไม่มีคน ดังนั้นเขาเลยไม่กลัวจะมีภาพหลุด “ขอบคุณครับ” เพราะคนพี่เป็นคนจัดกระเป๋าให้หวังอี้ป๋อทุกอย่าง ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจหรอก แต่พออ้อนไป คนช่างเอาใจใส่บางคนก็จัดการให้เสร็จสรรพ ทำเอาพวกพี่ไห่ควานถึงกับมองเขาอย่างประนามทันทีที่กล้าใช้แรงงานจ้านเกอของทุกคน

“จ้านจ้าน อี้ป๋อ” ผู้จัดการของหวังอี้ป๋อทักมาแต่ไกล ทำเป็นไม่เห็นมือของทั้งสองคนที่กุมกันไว้ เซียวจ้านเป็นฝ่ายดึงมือออกก่อน จากนั้นก็โค้งทักทายอย่างมีมารยาท

“สวัสดีครับ”

“สวัสดีๆ ลำบากจ้านจ้านแล้วที่ต้องดูแลอี้ป๋อของพวกเรา คงไม่ถูกเอาแต่ใจใส่ใช่ไหม” พวกเขาต่างรู้สึกเป็นห่วงมาก เพราะหวังอี้ป๋อน่ะตอบแชทกลับมาสั้นๆ เพราะระหว่างถ่ายทำภาพบางอย่างไม่สามารถปล่อยให้หลุดออกมาได้ แล้วแชทที่ส่งมาก็คูลๆ ตามประสาหวังกงจื่อเขา บางทีแชทก็สุภาพสุดๆ เพราะคนตอบเป็นเซียวจ้านที่ครองมือถือของหวังอี้ป๋ออยู่ เจ้าตัวบอกว่าคนน้องยึดมือเขาไปแล้วและส่งมือถือตัวเองมาให้แทน

 

เอาแต่ใจขนาดนี้เป็นเด็กดีตรงไหนกันนะ!

 

“อี้ป๋อเป็นเด็กดีมาก ตั้งใจทำงานมาก ไม่ทำให้ลำบากเลยครับ เขาเก่งมากๆ เลย” เซียวจ้านก็อวยคนน้องอย่างริงใจ พยักหน้าหงึกหงัก จนคุณผู้จัดการได้แต่ร้องในใจ

 

เซียวจ้าน...ฟิลเตอร์นายที่มีให้หวังกงจื่อของพวกเราหนาเกินไปแล้ว ยิ่งไปถ่ายทำข้างนอกด้วยกันก็ยิ่งรู้สึกว่าฟิลเตอร์จะหนาขึ้นกว่าเดิมด้วย...

 

แล้วไอ้ท่าทางเมื่อครู่ บรรยากาศระหว่างคนสองคนที่อยู่ด้วยกัน

รอยยิ้ม สายตา ท่าทาง

 

ผู้จัดการส่งสายตาดุจัดให้ศิลปินในความดูแลทันที แต่หวังอี้ป๋อก็ทำหน้าไม่เข้าใจ หันไปยิ้มให้คนพี่ข้างๆ “ให้ผมไปส่งไหมครับ?”

“ผู้จัดการของฉันก็มารออยู่แล้วเหมือนกัน...นายกลับเถอะ” เซียวจ้านปฏิเสธ เขาอยากให้คนน้องพักผ่อนเยอะๆ จะเวียนไปส่งเขาทำไม “ไว้เจอกันนะ...โชคดีกับงาน และก็...โทรมาละ”

“ผมจะโทรหาพี่” หวังอี้ป๋อให้คำมั่นด้วยน้ำเสียงจริงจัง แค่ระยะเวลาสั้นๆ ที่ไปออกกองถ่ายด้วยกัน ได้เห็นหน้าจ้านเกอแทบจะทุกวัน อยู่ใกล้กันมันกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว ดังนั้นการห่างกันสองสามวันมันเลยเป็นความรู้สึกที่ค่อนข้าง...ทรมาน

เซียวจ้านยิ้มตาหยี ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาสดใสและมีความสุขไปด้วย คุณผู้จัดการยังยิ้มตามเลย “ไม่แน่ฉันอาจจะโทรหานายก่อน”

 

ถ้าทนกับความรู้สึกนี้ไม่ไหว

 

มือเรียวเอื้อมไปตบหลังมือคนน้องเบาๆ อย่างให้กำลังใจ โค้งให้ผู้จัดการของหวังอี้ป๋ออย่างมีมารยาทและหันไปโบกมือให้ผู้จัดการของตัวเองที่กำลังจะเดินมาหา

“เราไปกันเถอะอี้ป๋อ”

“ได้ครับ ขอบคุณพี่ที่มารับ ผมขับเองนะ”

“ทำงานมาเหนื่อยๆ ก็นั่งไปเถอะนาย วันนี้ฉันพาคนขับรถมาด้วย” ทั้งคู่เดินคุยกันไปและออกทางไพรเวท ทำให้เจอแฟนคลับและนักข่าวน้อยมาก หวังอี้ป๋อก้าวยาวๆ กระชับหมวกที่ใครบางคนให้ไว้ ไออุ่นจางๆ ทำให้รู้สึกยิ้มขึ้นมาไม่ได้ เมื่อมาถึงมินิแวนติดฟิลม์ดำเขาก็สอดตัวเข้าไปด้านในทันที พอเห็นคนขับรถที่ว่าก็เลิกคิ้วนิดๆ

“พี่อี้เซียน” โจวอี้เซวียน พี่ใหญ่ประจำวงที่มาทำหน้าที่คนขับรถกิตติมศักดิ์

อี้เซวียนยิ้มน้อยๆ ให้น้องเล็กของวง ดวงตาคมมองอย่างเอ็นดู “ทำงานหนักแต่ดูจะไม่ผอมเลยนะ”

“ผมมีคนดูแลดีครับ” หวังอี้ป๋อยักไหล่ ไม่ถอดหมวกออกแม้จะเข้ามาในรถแล้วก็ตาม คำพูดของเขาทำให้ผู้จัดการเบ้ปาก และมองค้อนศิลปินในการดูแลของตัวเองทันที

 

จะอวดอีกล่ะสิหวังกงจื่อ!

ใช่สิ...พวกเขามันไม่มีเซียวจ้านเป็นของตัวเองเหมือนายนี่!

 

“ชักอยากเจอหน้าจ้านเกอของนายเสียแล้ว เหวินฮั่นชมให้ฟังไว้เยอะเลย ฉันดูคลิปการแสดง ร้องเพลงของพี่เขาแล้วก็รู้สึกอยากเจอตัวจริงมากขึ้น...ตาดุนะนาย”

“พวกพี่ทุกคนนี่ว่างกันจริงๆ” หวังอี้ป๋อขมวดคิ้ว รู้สึกหวงจ้านเกอของเขาขึ้นมาทันทีทันใด ก็อีกฝ่ายมีเสน่ห์เสียขนาดนั้น ใครอยู่ใกล้ต้องตกหลุมรักแน่ๆ แล้วหวังอี้ป๋อก็ไม่อยากมีคู่แข่งเพิ่ม แค่เจ้าลูกชายประธานค่ายบ้านั่นเขาก็หงุดหงิดแล้ว

“เออ มีคนกำลังตามสืบข้อมูลของนายอยู่” ผู้จัดการของหวังอี้ป๋อหันไปบอก หวังกงจื่อขมวดคิ้วเข้าหากัน ประกายตาเย็นชาเยือกเย็น บรรยากาศต่างกับตอนอยู่กับเซียวจ้านเหมือนคนละคน

“คนที่ชื่ออวิ๋นหยางสินะครับ” หวังอี้ป๋อรู้ดี

“อืม...แต่ไม่ต้องห่วง เขาจะได้แค่ในสิ่งที่ทางค่ายอยากให้รู้ อ้อ...แล้วก็ประธานค่ายอยากคุยกับนายเป็นการส่วนตัว หานเกิงด้วย...”

หวังอี้ป๋อเอนตัวพิงพนักโซฟา ยกมือถือขึ้นมาเฝ้ารอสายจากเซียวจ้าน ประกายตาคมจริงจัง “ผมเองก็มีเรื่องอยากคุยกับทั้งสองคนเหมือนกัน”

เขาจะทำให้ทุกอย่างเริ่มชัดเจน...

 

 

“เมื่อกี้หวังอี้ป๋อใช่ไหมจ้านจ้าน?” ผู้จัดการของเซียวจ้านถามอย่างสงสัย คิ้วขมวดเข้าหากันทันทีเมื่อเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคย

“อ๋อ ใช่ครับ...อี้ป๋อกับผู้จัดการของเขานั่นแหละครับ ตอนแรกน้องจะไปส่งผมด้วย แต่ผมอยากให้เขาไปพักผ่อนเยอะๆ เดี๋ยวผมถือเองครับ” เซียวจ้านไม่ยอมส่งกระเป๋าให้ผู้จัดการของเขา ทำเอาคนอายุมากกว่าถอนหายใจเฮือก

“อย่าดื้อได้ไหมจ้านจ้าน” ทำงานมาเหนื่อยๆ ช่วยให้เขาได้ดูแลในฐานะผู้จัดการหน่อยได้ไหม

“พี่จะตีผมหรือไงครับ” เซียวจ้านหัวเราะ เปิดประตูรถเข้าไปนั่งข้างใน พร้อมกระเป๋าเบ้ขนาดกลาง ข้างในไม่มีอะไรนอกจากของฝากหรอก

“ขืนตีนายฉันมีหวังถูกน้องๆ นายตีกลับเอาน่ะสิ” เจ้าพวกนั้นเห่อพี่ใหญ่คนนี้จะตายกัน แค่เขาบอกว่าเซียวจ้านจะกลับมาสองสามวันก็เคลียร์คิวกันโดยไม่ปรึกษาเขาเลย

เซียวจ้านพิงเบาะในรถแล้วคลี่รอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ผมมาทำอาหารเช้าให้ทุกคนทานดีกว่า” เขาไม่ได้อยู่ร่วมกับทุกคนมาสักพักแล้วเหมือนกัน

“ได้ๆ!” ผู้จัดการพยักหน้าหงึก ยิ้มกว้างดีใจ ก่อนจะค่อยๆ ชะลอรถลงเมื่อเข้าใกล้บริเวณหอพัก อาหารฝีมือของเซียวจ้านอร่อยสุดๆ แต่นานๆ ทีอีกฝ่ายจะทำให้พวกเขาทาน ถ้าไม่ใช่โอกาสสำคัญจริงๆ ไม่ใช่เพราะเซียวจ้านหวงฝีมือหรอก แต่อีกฝ่ายไม่ค่อยมีเวลาสักเท่าไหร่ต่างหาก

“นอกจากพวกเราแล้วมีใครที่ได้กินฝีมือนายบ่อยๆ อีกไหม” รถจอดสนิท ก่อนผู้จัดการจะลงมาเปิดประตูให้เซียวจ้าน

“ก็มีคุณพ่อกับคุณแม่ แล้วก็...หวังอี้ป๋อน่ะครับ ขอบคุณครับพี่” เซียวจ้านกดส่งข้อความพร้อมเซลฟี่รูปโชว์สองนิ้วให้หวังอี้ป๋อ พร้อมกับบอกว่าเขาถึงห้องเรียบร้อยแล้ว ให้หานกวงจวินวางใจได้

“หา? อะไรนะ? หวังอี้ป๋อ?” ผู้จัดการเบิกตาโต ก้าวตามแผนหลังเซียวจ้านไป ลางสังหรณ์ที่พี่ใหญ่ของวงจะถูกใครบางคนแย่งไปกลับมาอีกครั้ง “จ้านจ้าน...เอ่อ...” ทั้งสองคนชะงักเมื่อเห็นใครบางคนนั่งจิบกาแฟอยู่ในห้องรับแขกของหอพัก ใบหน้าคุ้นตาทำให้เซียวจ้านนิ่งไปทันที เขาเปลี่ยนท่าทีเป็นสงบนิ่งแล้วเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสุภาพเป็นทางการ

“สวัสดีครับ...ท่านประธาน”

 

“สวัสดีครับ...ท่านประธาน”

“สวัสดีเซียวจ้าน ไม่ได้เจอกันสักพักดูเหมือนจะผอมลงนะ” ประธานค่ายของเซียวจ้าน...อวิ๋นเฉิน เอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง พลางมองเซียวจ้านอย่างเอ็นดเหมือนผู้ใหญ่มองเด็ก เห็นดวงตาที่กวาดมองไปรอบๆ คล้ายกำลังระมัดระวังของเซียวจ้านแล้วอวิ๋นเฉินก็หัวเราะเบาๆ “ไม่ต้องห่วง...อาหยางถูกสั่งงานให้ไปต่างประเทศ ไม่ได้มาด้วยหรอก จะเจอเธอพาลูกชายฉันมาทำไมให้เสียบรรยากาศล่ะจริงไหม?”

“เอ่อ...ครับ” เซียวจ้านได้แต่ยิ้ม เขามองพี่ผู้จัดของตัวเองคล้ายถามไถ่ว่ารู้ไหมว่าวันนี้ท่านประธานค่ายจะมาที่นี่ อีกฝ่ายก็ส่ายหน้ารัวๆ

“เรียกได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ วันนี้ฉันผ่านมาแล้วได้ยินน้องๆ ในวงนายพูดถึงพอดี เลยคิดว่าอยู่รอเจอนายสักหน่อยจะดีกว่า” อวิ๋นเฉินเอ่ยอย่างอารี เขาดูเหมือนเป็นคุณลุงใจดีคนหนึ่ง มากกว่านักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

“ท่านประธานมีธุระจะคุยกับผมหรือเปล่าครับ? ถ้ายังไงเชิญขึ้นไปด้านบนก่อนดีกว่า” เซียวจ้านเองก็สามารถรับมือได้อย่างไม่ติดขัด

“ไม่เป็นไร วันนี้ฉันยังมีประชุมต่ออีก แค่อยากจะมาเจอหน้าเธอสักหน่อย...ดูเธอมีความสุขดีฉันก็วางใจ”

“ขอบคุณครับ”

“หึๆ คงเกร็งล่ะสิ ไปสนุกกับพวกน้องๆ ต่อเถอะ ฉันก็แค่อยากเจอหน้าเธออย่างที่บอก...เลขาฉันเองก็มาตามแล้ว” อวิ๋นเฉินแซวเลขาของเขาที่เดินเข้ามา เซียวจ้านกับผู้จัดการเองก็โค้งลาประธานค่ายอย่างเคารพ พอเห็นอีกฝ่ายขึ้นรถไปเรียบร้อยเซียวจ้านก็หันไปมองพี่ผู้จัดการของตัวเองทันที

“พี่เชื่อไหมครับว่าท่านประธานเขาแค่มาเจอผมเฉยๆ”

“ไม่เชื่อ...มันต้องมีอะไรแน่ๆ ช่วงนี้พวกข้างบนนั่นก็ป้อนงานให้น้องๆ ในวงนายไม่น้อยเลยทีเดียว แถมมีงานของวงตั้งหลายงาน แต่ยังดีที่ฉันยังมีอำนาจในการเลือกและกรองงานให้พวกนายได้อยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องการอะไรกันแน่”

เซียวจ้านเม้มปากตัวเองแน่น ท่าทีของท่านประธานก็ไม่มีอะไรน่าสงสัยเลย แม้แต่น้อย แต่เซียวจ้านกลับรู้สึกว่ามันเหมือนมีบางอย่างไม่ค่อยถูกต้อง

“จ้านเกอ!

“จ้านเกอกลับมาแล้วทำไมไม่ขึ้นมาละครับ”

“พี่มาเร็วๆ มาให้กอดสักทีเร็วๆ

“คิดถึงจังเลย จ้านเกอ!

เสียงโหวกเหวกโวยวายของเจ้าพวกโกลเด้นเห็นเจ้าของดังมาจากทางลงห้องพัก ทำให้เซียวจ้านเงยหน้าไปแล้วยิ้มกว้างทันที แต่เมื่อครู่ตอนได้ยินเสียงเรียก จ้านเกอนั้น กลับมีหน้าใครบางคนแวบเข้ามาในหัว

 

คนที่อายุน้อยกว่าเขาถึง 6 ปี...

หวังอี้ป๋อ

 

“ไม่เจอพี่ตั้งนาน ผอมลงนะครับ” เซียวจ้านถูกเจ้าน้องๆ ในวงดึงไปกอดหมับด้วยความคิดถึง คนโน้นดึง คนนี้ดึงจนเขาเวียนหัวไปหมด ได้แต่ส่งเสียงประท้วงและยิ้มกว้างแทน ทำเอาแต่ละคนปลาบปลื้มกับรอยยิ้มสดใสที่ไม่ได้เห็นมานานนี่กันมาก

คิดถึงรอยยิ้มของจ้านเกอเขาชะมัด

 

“ท่านประธานคะคุณชายติดต่อมาค่ะ...เอ่อ...ท่าทางจะกำลังอารมณ์ไม่ดีด้วยค่ะ” เลขาของอวิ๋นเฉินถอนหายใจขณะที่นั่งอยู่ในรถคันหรู

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องรับ” อวิ๋นเฉินส่ายหน้าเบาๆ ลูกชายของเขาคงอารมณ์ไม่ดี เพราะเขาเองด้วยที่ไม่ออกคำสั่งให้อีกฝ่ายไปต่างประเทศในช่วงเวลานี้

“เอ่อ...คุณชายคงอยากคุยเรื่องคุณเซียวจ้าน”

“แน่นอน มีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวแหละที่มันอยากคุยกับฉัน...เธอว่ายังไงล่ะเสี่ยวเหมย เซียวจ้านดูมีความสุขดี การที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับลูกชายของฉันดูเหมือนเป็นอะไรดีๆ สำหรับเด็กคนนั้นนะ”

“ถ้าคุณชายดีกับคุณเซียวจ้านเธอก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะคะ คุณเซียวจ้านเขาเป็นคนใจดี...”

“เด็กคนนั้นใจดีเกินไปน่ะสิ...และเพราะดีเกินไปฉันเลยเสียดายถ้าจะต้องปล่อยให้หลุดมือ ไหนๆ ก็ทำใจยอมรับที่ลูกชายชอบเซียวจ้าน ชอบผู้ชายได้แล้วและเด็กคนนั้นก็ดีมากด้วย...ฉันเองก็อยากได้เขามาเป็นครอบครัวเดียวกัน” อวิ๋นเฉินมองผ่านกระจกรถยนต์ไปเขาเห็นเซียวจ้านกำลังถูกน้องๆ ในวงดึงไปกอดแล้วก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

 

คนที่เปรียบเสมือนรอยยิ้มในใจผู้คนแบบนั้น...

 

“ดีกว่าปล่อยให้คนนอกมาฉกตัวไป เสี่ยวเหมยไม่เห็นด้วยกับฉันหรือไง?”

“เอ่อ...ฉันชอบคุณเซียวจ้านเธอนะคะ เธอยิ้มให้ฉันทุกครั้งเลย เห็นแล้วก็รู้สึกปลื้มทุกครั้งเลยค่ะ ถ้าถูกคนอื่นแย่งไปก็เสียดายเหมือนกัน แต่คนอื่นที่ว่านั่น...”

“เป็นหนุ่มหล่อมากความสามารถ พร้อมทั้งรูปสมบัติทั้งคุณสมบัติที่ชื่อหวังอี้ป๋อสินะ” อวิ๋นเฉินเอ่ยอย่างรู้เท่าทัน แม่เลขาสาวเลยยิ้มแก้เก้อ

 

ก็หวังอี้ป๋อเขาหล่อมากจริงๆ นี่นา

 

อวิ๋นเฉินถอนหายใจเบาๆ “เธอรับโทรศัพท์แทนฉันที บอกลูกชายฉันด้วยว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายของมัน ถ้ายังทำให้เซียวจ้านมาชอบมันไม่ได้ก็เลิกหวังได้แล้ว...ปล่อยให้เด็กคนนั้นไปเจอคนที่ดีว่าเถอะ”

 

แต่ถ้าเป็นไปได้...ฉันก็หวังให้เธอมาเป็นครอบครัวเดียวกันนะ

เซียวจ้าน...

 

 

( พี่รับสายผมช้า ) เสียงทุ้มจากปลายสายฟังดูแสนงอนไม่น้อย ทำให้เซียวจ้านได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะกลั้นยิ้ม เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ปล่อยให้หยดน้ำจากเส้นผมถูกผ้าขนหนูที่วางพาดคออยู่ซับไปช้าๆ

“ขอโทษนะอี้ป๋อ ฉันเพิ่งอาบน้ำเสร็จนี่นา”

( หืม? จ้านเกออาบน้ำ ใส่ชุดคลุมอาบน้ำอยู่ด้วย? )

เซียวจ้านขมวดคิ้วนิดๆ พวงแก้มที่ขึ้นสีชมพูอ่อนเพราะน้ำอุ่นดูจะแดงมากขึ้นกว่าเดิม “จินตนาการอะไรของนาย!” ถึงเขาจะใส่ชุดคลุมอาบน้ำอยู่จริงๆ ก็เถอะ แต่พอได้ยินเจ้าคนน้องพูดอะไรแบบนี้...

 

มันเหมือนดวงตาคมของหวังอี้ป๋อกำลังจับจ้องเขาอยู่ใกล้ๆ

 

“ขนาดไม่อยู่ใกล้ยังแกล้งกันได้เลยนะ”

( หึๆ ) เซียวจ้านได้ยินเสียงของหวังอี้ป๋อหัวเราะในลำคอเบาๆ ( ไม่ได้คิดอะไรเลยครับ จ้านเกอน่ะสิใส่ร้ายผมอีกแล้ว...แต่เหนื่อยจังเลยครับ ) เสียงทุ้มของคนน้องออดอ้อนจนทำให้เซียวจ้านส่ายหน้าเบาๆ คิดว่าถ้าอยู่ใกล้ๆ หวังอี้ป๋อต้องมานั่งพิงไหล่เขาแล้วก็รบเร้าให้เขาลูบหัวแน่ๆ

 

มันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาสองคน...ถ้าถ่ายทำหนักๆ ก็มักมีอีกฝ่ายเป็นที่พักเสมอ

ใกล้กันจนเป็นธรรมดา...จนเป็นความเคยชิน

พอห่างกันแบบนี้ แม้จะยังไม่ถึงวัน...หัวใจกลับตะโกนชัดว่า...

คิดถึง...

 

“ร้องเพลงให้ฟังดีไหม?”

( ดีครับ...ผมชอบฟังเสียงของจ้านเกอ ชอบเสียงเพลงที่พี่ร้องให้ผมฟัง...คนเดียว )

“วั่งเซี่ยน?” เซียวจ้านเอ่ยชื่อเพลงโปรดของทั้งเขาและหวังอี้ป๋อ ปลายนิ้วเคาะกับเก้าอี้ที่นั่งเบาๆ จากนั้นก็ค่อยๆ ร้องเพลงออกมาอย่างตั้งใจ ท่วงทำนองวั่งเซี่ยนจากเมนโวคอลเสียงเพราะ ราวกับขับกล่อมความเมื่อยล้าของทั้งต้นสายและปลายสาย...เพราะหวังอี้ป๋อเองก็ฮัมเพลงคลอเสียงของเซียวจ้านเช่นกัน...

( ขอบคุณครับ ) เมื่อเสียงร้องหยุดลงหวังอี้ป๋อก็กล่าวขอบคุณนุ่มๆ เหมือนเซียวจ้านจะแลเห็นรอยยิ้มและดวงตาคมที่ฉายแววแป๋วๆ เหมือนลูกสิงโตตัวเล็กจับจ้องเขาอยู่เลย

 

เหล่าหวังเวลาอ้อนน่ะ...ต่อให้ไม่เห็นหน้า เห็นตัว

ก็ทำให้หัวใจของเซียวจ้าน...เต้นไม่เหมือนเดิมเสมอเลย

 

ท่วงทำนองของหัวใจ...เป็นอย่างนี้เพราะหวังอี้ป๋อคนเดียว

 

“ตั้งใจทำงานหรือเปล่า?” เซียวจ้านยิ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ไม่ดื้อ ไม่ซนนะ”

( ผมดื้อและซนกับจ้านเกอคนเดียวต่างหาก )

“ฉันควรดีใจไหมเหล่าหวัง?” เซียวจ้านหัวเราะ ก็พอจะรู้แหละว่าหวังอี้ป๋อที่อยู่กับคนอื่นน่ะเป็นคูลกายยิ้มยาก แต่พออยู่กับเขานี่เป็นเจ้าตัวแสบหวังชัดๆ

 

เซียวจ้านพิเศษสำหรับคนน้อง...

และหวังอี้ป๋อเองก็พิเศษสำหรับเขาเช่นกัน

 

( งานเรียบร้อยครับ ได้รับคำชมด้วย จ้านเกอไม่ต้องห่วงหรอก...พี่ละครับ? )

“เจอเจ้าพวกน้องๆ น่ะ แต่ละคนทำเหมือนไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว คุยกันหลายชั่วโมงเลย แล้วก็ทำมื้อค่ำให้เจ้าพวกนั้นนิดหน่อย”

( เหอะ...คนอื่นได้ทานอาหารฝีมือจ้านเกอ แต่ผมไม่ได้ทาน ) เหมือนเซียวจ้านจะได้ยินคนปลายสายบ่นอย่างน้อยใจ เขาอมยิ้มน้อยๆ

“นานๆ ทีจะทำให้เจ้าพวกน้องๆ กับพี่ผู้จัดการทาน แต่นายน่ะ...ได้ทานฝีมือฉันบ่อยกว่าคนอื่นเขายังจะมาบ่นอีก”

( ผมไร้เหตุผลแบบนี้ละครับ )

 

หวังอี้ป๋อกำลังงอแงเป็นเด็กชายหวังอีกแล้วสิ

 

“ไม่ดื้อนะหลานเออร์กงจื่อ เดี๋ยวฉันจะตีนายด้วยเฉินฉิงหรอก” เซียวจ้านขู่เหมือนเขาขู่เด็ก

( หึๆ ยอมให้พี่ตีครับ...จ้านเกอ ส่งรูปของพี่มาให้ผมดูหน่อยได้ไหมครับ ผมจะได้มีกำลังใจทำงาน ) เสียงทุ้มนั้นออดอ้อนอย่างที่ชวนให้ใจละลาย ทำให้แก้มของเซียวจ้านร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม

“แลกกัน...ส่งรูปนายมาด้วย อ้อ ไม่เอาภาพถ่ายจากในเน็ตพวกนั้นล่ะ”

( กับจ้านเกอผมถ่ายเซลฟี่ไปให้พี่คนเดียวครับ )

“ถ้าอย่างนั้นนอนได้แล้วเหล่าหวัง ดึกแล้วนายต้องพักผ่อนเยอะๆ พรุ่งนี้ยังมีงานอีกไม่ใช่หรือไง?”

( พี่เองก็ต้องพักผ่อนนะจ้านเกอ...ฝันดีนะครับ )

“ฝันดีหวังอี้ป๋อ”

( อ้อ...ผมคิดถึงพี่นะครับจ้านเกอ อยากเจอหน้า และคิดถึงจนแทบบ้าอยู่แล้ว )

หวังอี้ป๋อกดวางสายไปแล้ว ทิ้งให้คนได้ฟังคำบอกคิดถึงอย่างเซียวจ้านแก้มร้อน เขาจ้องมือถือของตัวเองพร้อมๆ กับเสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำไม่หยุด

วางสายไปก่อนแบบนี้แล้วจะได้ฟังที่เขาอยากบอกหรือไง

ว่าทางนี้เองก็คิดถึงเหมือนกัน

อยากเจอหน้า...

จนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว...

 

ติ๊ด ติ๊ด

 

เสียงมือถือของเขาแจ้งเตือน พร้อมภาพถ่ายชูสองนิ้วกับหน้ามึนๆ ของใครบางคนถูกส่งเข้ามาในแชทส่วนตัว แล้วจากนั้นก็ตามมาอีกหลายๆ ภาพ ทำให้เซียวจ้านยกยิ้มกว้าง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นหัวเราะขำ

 

หน้างอเหลือเกินเหล่าหวัง

 

“ต้องถ่ายส่งกลับไปด้วยสินะ เพื่อให้เป็นการเอาเปรียบ” เซียวจ้านเดินไปหามุมเหมาะๆ ที่แสงพอดีๆ ตามประสาคนมีความศิลปะในตัว จากนั้นก็ยิ้มกว้างให้กล้องแล้วกดเซลฟี่ถ่ายรูปตัวเองส่งไปให้คนน้องเท่ากับจำนวนที่อีกคนส่งมา เขาวางมือถือไว้แล้วก็เดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย จากนั้นก็หยิบสมุดวาดภาพกับดินสอขึ้นมา

 

โดยที่ภาพต้นแบบ...

เป็นคนบางคนที่อยู่ไกลออกไป...

แต่แทบจะทุกอิริยาบถนั้น...ชัดเจนในความรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายอยู่ใกล้ๆ

 

“ทำตัวน่ารักเกินไปจนฉันแทบไม่เชื่อว่านี่คือนายเลยหวังอี้ป๋อ” ประธานค่ายใหญ่ของเยฮวาไขว้ห้าง นั่งเท้าคางมองเจ้าหนุ่มหน้าหล่อที่ยิ้มหวานไปคุยโทรศัพท์ไป พอวางสายปุ๊บก็หาที่ทางถ่ายรูปแล้วก็กลับมาทำหน้านิ่งๆ เหมือนเดิม

 

สองมาตรฐาน...ไม่สิมาตรฐานเดียวกับคนเดียวมากกว่า

 

“ผมเองยังนึกว่าภาพหลอน” หานเกิง...หรือฮันคยองเองก็แซวยิ้มๆ ส่วนหวังอี้ป๋อนั้นได้แต่มองทั้งคู่อย่างจนใจ และไม่อยากเถียงด้วย

“มีอะไรกันแน่ครับทั้งสองคนน่ะ...” มือถือของเขาแจ้งเตือนว่ามีคนส่งภาพเข้ามา และไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นจ้านเกอแน่ๆ แต่ตอนนี้หวังอี้ป๋อยังไม่ได้เปิดดูเพราะต้องคุยกับผู้มีอำนาจสูงสุดในค่ายอย่างทั้งสองคนนี้เสียก่อน

“ปกตินายซ้อมเต้นแทบตายก็ไม่เคยเห็นโอดครวญ นี่นิดๆ หน่อยๆ เป็นอ้อนเขาไปหมด...พามาให้เจอหน่อยสิกับเซียวจ้านน่ะ ฉันอยากทำความรู้จักเอาไว้เยอะๆ” หานเกิงเอ่ยเบาๆ แต่รอบตัวเขากลับเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามจนหวังอี้ป๋อเองก็รู้สึกเกรงๆ

 

หานเกอให้ความรู้สึกน่ายำเกรงเสมอ...แม้จะเป็นคนใจดีมากก็เถอะ

 

“พี่แค่คุยกับจ้านเกอของผมอย่างเดียวใช่ไหมครับ...และจะไม่ทำอะไรเขา” หวังอี้ป๋อถามอย่างจริงจัง “ที่ทั้งสองคนเรียกผมมาก็เพราะเรื่องนี้...ผม”

“พอๆ” ท่านประธานคนงามยกมือห้าม ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปกติหวังอี้ป๋อก็ไม่ใช่คนพูดมากอยู่แล้ว แต่คราวนี้พูดไม่หยุดเลย

 

อาจเป็นเพราะมีคนคนนั้นมาเกี่ยวข้อง...

คงจริงนั่นแหละ ที่เวลามีความรักคนเรามักไม่เหมือนเดิม มันจะมีคนบางคนที่เป็นข้อยกเว้นของทุกอย่าง

 

“เรียกนายมา เพราะจะบอกว่าหลังถ่ายทำซีรีย์จบพาจ้านเกอของนายมาพบฉัน มาพบอาหาน...เรื่องของพวกนายเราจะคุยกันตอนนั้น คุยกับพวกนาย...สองคน” เสียงย้ำจริงจังของท่านประธานทำให้หวังอี้ป๋อเม้มปากแน่น

“พี่เขา...ยังไม่รู้ ไม่สิ...รู้ว่าผมชอบ แต่ผมยังไม่ได้บอกออกไปตรงๆ เลย ระหว่างเรารู้สึกดีๆ ต่อกัน...แต่มันยังไม่ชัดเจน”

“พ่อคูลกายอย่างนายน่ะนะ?” ทั้งหานเกิงและประธานค่ายมองอย่างไม่อยากเชื่อ แต่ไหนแต่ไรมาหวังอี้ป๋อเป็นคนมุ่งมั่นและกล้าพุ่งชนกับทุกอย่างเสมอเพื่อให้ได้สิ่งที่ไขว่คว้า เขามักเต็มที่และไม่ย่อท้อ

 

แต่กลับไม่กล้า...สารภาพรัก

 

ผู้ใหญ่ทั้งคู่สบตากันยิ้มๆ จากนั้นก็หัวเราะเบาๆ

คนเราเก่งกล้าเกินวัยแค่ไหน พอเป็นเรื่องของหัวใจ...ก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยหรอก

 

“อ้อ...ถ้าอย่างนั้นก็ไปทำอะไรให้มันชัดเจน แล้วค่อยมาเคลียร์กัน นายอยากจะเคลียร์ทางพวกเราก่อนค่อยไปขอพี่เขาคบหรือไง?” หานเกิงถามอย่างรู้ทัน

“ผมอยากให้จ้านเกอมั่นใจ เชื่อใจ...ว่าผมสามารถดูแลเขาได้ และพี่ก็รู้ว่าคำเซย์เยสจากทางนี้เป็นหนึ่งในสิ่งยืนยัน”

หานเกิงตบไหล่หวังอี้ป๋อเบาๆ “นายจริงจังกับเขาฉันเข้าใจ แต่ก็อยากให้นายเข้าใจด้วยเหมือนกันว่านายเป็นศิลปินในค่ายพวกเรา ดังนั้น...ต่อให้ฉันกับประธานมีคำตอบให้นายยังไง มันก็ไม่สู้การคุยกันทั้งกับนายและกับเซียวจ้านเขา...พาเขามา แล้วนายจะได้คำตอบหวังอี้ป๋อ”

“แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ผมหวังน่ะเหรอครับ? ผมไม่อยากทำให้จ้านเกอเสียใจ...”

“แม้จะเคยเห็นผ่านๆ แต่เซียวจ้านคนนั้นเป็นผู้ใหญ่และเข้มแข็ง อย่าตัดสินใจแทนเขา...เพราะว่าเขาคงไม่ยินดีถ้าให้นายเป็นคนเดียวที่ปกป้อง”

หวังอี้ป๋อกำมือแน่น ดวงตาคมเงยสบทั้งคู่ด้วยประกายตามุ่งมั่น แน่วแน่

“ผมรับปาก...”

 

ดวงตาของคนที่มีความรักมั่นคง...และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อความรักนั้น

มันงดงามเสมอ...

 

“ดี...คราวนี้มาพูดถึงเรื่องของพวกที่ยื่นมือเข้ามาวอแวกับเรื่องของนายกัน เป็นทายาทตระกูลอวิ๋น ค่ายของเซียวจ้าน เขาต้องการข้อมูลนายหลายอย่างเลย...”

“เขาชอบจ้านเกอ” หวังอี้ป๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ บรรยากาศรอบตัวกลับเยือกเย็นขึ้น จนหานเกิงหัวเราะอย่างถูกใจ

 

เด็กคนนี้เป็นพยัคฆ์ซ่อนเล็บ...ถ้าไปล้ำเส้นมากๆ เข้า ก็อาจถูกคมเขี้ยวของพยัคฆ์ขย้ำ

 

“จัดการเบื้องต้นไปแล้ว หรือนายอยากเล่นแรงกว่านี้สักหน่อย? กับคนที่ชอบมายุ่งย่ามกับสมบัติคนอื่น บางทีเราก็ไม่ต้องยั้งมือหรอกนะ?” หานเกิงเสนอความคิด

“ผมเห็นด้วยกับพี่”

“ผู้ชายสองคนนี้นี่หยุดไปเลย” ท่านประธานถึงกับกลอกตาอย่างระอา มองค้อนผู้ชายสองคนในห้อง หนึ่งคนอายุมาก หนึ่งคนอายุน้อย “ชอบทำให้เป็นเรื่องใหญ่ทั้งคู่ ฉันจัดการเอง...ขอย้ำนะ ว่าฉันจัดการเอง ห้ามที่บ้านใครยื่นมือเข้ามายุ่ง!

หวังอี้ป๋อกับหานเกิงมองหน้ากันทันที ก่อนเสียงย้ำที่ทำให้ทั้งคู่ต้องรีบหันกลับไปพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง

“เข้าใจไหม!

“ครับ!

หวังอี้ป๋อถอนหายใจเบาๆ จากนั้นก็หยิบมือถือขึ้นมาดูรูปที่ใครบางคนส่งมา จากนั้นดวงตาคมก็เบิกกว้างขึ้นกับภาพที่เห็น

 

ตอนคุยกันจ้านเกอบอกเขาว่า...ใส่ชุดคลุมอาบน้ำ

 

แต่พี่จะถ่ายภาพเซลฟี่ตัวเองชูสองนิ้วด้วยท่าทางน่ารักเหมือนแมวผสมกระต่ายทั้งชุดคลุมอาบน้ำมาให้เขาไม่ได้! แล้วไอ้ชุดคลุมสีขาวนั่นก็แหวกจนเห็นแผ่นอกขาวๆ ชัดเจน...

 

มัน...

 

ทั้งเซ็กซี่น่ามอง...น่ารัก

น่ารังแก!

 

“แก้มแดงไปเลย นายเป็นอะไร?” หานเกิงหันมามองเจ้าน้องชายที่กำลังแก้มแดง หูแดงอยู่อย่างแปลกใจ เขาชะเง้อหน้าไปดูในมือถือของหวังอี้ป๋อจากนั้นก็ฉวยโอกาสที่อีกคนกำลังอึ้งอยู่ดึงมือถือออกมาดู ดวงตาคมเป็นประกายระยับ

“มีเสน่ห์ขนาดนี้มิน่าละถึงตกเด็กบ้านเราไปได้ เจี่ยเจียพี่ดูสิ” หานเกิงส่งมือถือให้ประธานค่ายคนงามดู อีกฝ่ายก็รับไปดูอย่างกระตือรือร้น ดวงตาเบิกขึ้นมาทันที

“น่ารักจัง! เหมือนแมวเลย มีฟันกระต่ายด้วย...น่ารัก!

“เอามือถือผมคืนมาเลยนะครับทั้งสองคนน่ะ!” หวังอี้ป๋อที่ได้สติคืนมาแล้วรีบแย่งมือถือคืนมาจากทั้งคู่อย่างรวดเร็ว พ่อคูลกายมองคนในภาพอย่างทำอะไรไม่ถูก จากนั้นก็พิมพ์ข้อความกลับไป

พี่ทำผมคิดถึงมากกว่าเดิมเสียอีกจ้านเกอ...

เซียวเหล่าซือคนขี้แกล้ง!’

 

เจอกันคราวนี้ไม่สนใจอะไรแล้ว จะฟัดแก้มขาวๆ นั่น ปากแดงๆ นั่นให้หายคิดถึงเลยจริงๆ ถ้าไม่ทำจะไม่ใช่หวังอี้ป๋อแล้ว!

 

....................

 

 นายจะกล้าเร้ออออ ป๋อตี้ 5555 แค่พี่ยิ้มป๋อก็ยอมทุกอย่างแล้วววว 

ช่วงนี้อากาศบ้านเราแย่มาก อย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

สำหรับวันนี้...ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่าาา ^_^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

50 ความคิดเห็น

  1. #50 zezeuiaz (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:29
    อย่าว่าแต่ป๋อแพ้รอยยิ้มจ้านเลย เราเองก็โดนตกเพราะรอยยิ้มจ้านเหมือนกัน ยิ้มเดียวก็ยาวนาน ทุกวันนี้ยังไปไหนไม่รอด
    #50
    0
  2. #38 SOUL (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 15:26
    น่ารักกกกกกกก คิดถึงฟันกระต่ายของจ้านเกอออออ ><
    #38
    0
  3. #34 underwater369 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 มกราคม 2563 / 09:30

    น่ารักมากเลย อยากฟัดกระต่ายด้วย

    #34
    0
  4. #33 ลพเก้า (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 มกราคม 2563 / 03:15
    ต้องฟัดให้หายคิดถึงแล้วล่ะ!!
    #33
    0
  5. #32 17122512 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 02:39

    มาต่อเร็วๆนะคะ
    #32
    0