ตราบชั่วฟ้าดินสลาย

ตอนที่ 13 : 二 เทศกาลร้อยสีสัน (5)...เริ่มงาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,275
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    11 ม.ค. 61

               





               “พี่เฟิง…ท่านงามเกินไปแล้ว” หลิงซิ่นอวี่เอ่ยขึ้นมาเบาๆ เมื่อเห็นสามีในอาภรณ์สีขาวปักลายวิหคสีทอง เส้นผมสีดำดุจเส้นไหมของเขาถูกรวบเป็นมวยประดับด้วยชุดเครื่องทองนกกระเต็นโผบินแม้ไม่กี่ชิ้นแต่ดูโดดเด่น ใบหน้าไร้การตกแต่งมีเพียงเรียวปากบางที่แต้มสีชาดสด และสังวาลจี้หยดน้ำที่วางจากบนมวยผมมาบรรจบหว่างคิ้วทั้งสองพอดิบพอดี
 
               ยามยกยิ้มน้อยๆ แล้วราวกับปลิดดวงวิญญาณผู้คน
               จอมมารผู้นี้…น่ากลัวเกินไปแล้ว

               “อวี่เอ๋อร์…เจ้าอย่าชมข้ามากเกินไป” เทียนฟานเฟิงยิ้มขำ มองดวงตากึ่งชื่นชมกึ่งกล่าวหาของภรรยา 
               เขาจำเป็นต้องปลอมเป็นสตรี เพราะอวี่เอ๋อร์จะไปงานเทศกาลร้อยสีสันกับเหลียนเยว่หยิน แน่นอน…เทียนฟานเฟิงไม่มีทางให้ภรรยาที่น่ารักของตนไปหาอันตรายด้วยตัวคนเดียว

               สตรีคนนั้นต้องถูกกลั่นแกล้งเป็นแน่แท้ ไม่มีเหตุผลอันใดที่เขาจะให้อวี่เอ๋อร์ของเขาต้องโดนลูกหลงไปด้วย

               “ท่านพ่อ…ท่านงามเหลือเกินเจ้าค่ะ ขนาดพี่หมิงยังงามสู้ท่านไม่ได้” ชิงซามองบิดาอย่างนับถือ 

                นี่สิ! คือโฉมสะคราญงามล้มแคว้น!
               บิดาของนางช่างงดงามที่สุด!
     
               “เจ้านี่นะ…รอให้พี่ชายเจ้าโตขึ้นกว่านี้ เขาก็เป็นปีศาจที่พร้อมทำร้ายหญิงสาวดีๆ แล้ว ไม่สิ…ตอนนี้หมิงเอ๋อร์ก็เป็นปีศาจไปแล้ว ดรุณีน้อยที่น่าสงสารเหล่านั้นล้วนถูกเจ้าหลอกลวง”
               เทียนหมิงชุนไม่สนใจบิดา มือยังคงช่วยติดเครื่องประดับบนมวยซาลาเปาให้น้องสาว 

               นางมารน้อยอยู่ไม่เคยนิ่ง ซนยิ่งนัก 

               “ล้วนแต่มีท่านพ่อเป็นแบบอย่าง…”
               “สองพ่อลูกเลิกเถียงกันได้แล้ว…เอาล่ะ ชิงเอ๋อร์ หมิงเอ๋อร์ เดี๋ยวท่านอาซือจะมา พวกเจ้าอยู่กับเขาเป็นเด็กดีนะ” ให้เด็กๆ อยู่ในการดูแลของเทียนซือเสียนเป็นเรื่องที่ปลอดภัยกว่ามากนัก เพราะตาแก่แคว้นอันบางคนล้วนต้องการชีวิตเทียนหานเฟิง พวกเขาอาจมีอันตรายบ้างเล็กๆ น้อย

               แต่เทียนซือเสียนไม่ใช่…เขาเป็นอ๋องสี่แห่งแคว้นอัน เป็นเชื้อพระวงศ์
               หากมาเกิดอันตรายใดๆขึ้นในบ้านอื่นเมืองอื่น แคว้นป๋อคงต้องรับศึกหลายด้าน

               “ท่านพ่อจะไปกับท่านแม่แค่สองคนหรือขอรับ?” เทียนหมิงชุนเอ่ยถาม แม้บิดาจะมีฝือมือเป็นเลิศแต่ก็ขี้เกียจออกแรงเกินไป…
               “จื่อลู่กับไป่เหลียวปลอมตัวเข้าไปในงานแล้ว องค์รักษ์อวิ๋นของข้าก็ปะปนอยู่ในงาน” พูดมาถึงตรงนี้เทียนหานเฟิงก็ทอดถอนใจ 
                    เจ้าองค์รักษ์น่าตายพวกนั้นไม่เชื่อฝีมือเขาหรือไงนะ? พอถามไปก็เล่นขนกันมายืนนิ่งหน้าประตูราวยักษ์ปักหลั่น เล่นจัดคนปะปนไปในงานกันเอง ซ้ำยังเอายอดฝีมือของหน่วยไปอีก 

               ใช้งานคนได้ไม่คุ้มจริงๆ 
               เอาเถอะๆ…กลับไปหุบเขาจื่อเถิงหลัวคราวนี้เขาจะหาบททดสอบมาให้เจ้าพวกนั้นทำกัน         

               “ดีแล้วขอรับ…”
               “ชิงซา เข็มเงินของเจ้าต้องติดตัวเอาไว้ กำไลหมื่นพิษให้ใส่ทั้งสองข้างนะ” เทียนหานเฟิงก้มมองลูกสาว 
               “เจ้าค่ะท่านพ่อ” ชิงซาน้อยยิ้มหวานและชูกำไลสีแดงโลหิตที่ข้อมือให้ดู ยกชายกระโปรงขึ้นให้เห็นกระพรวนข้อเท้าสีเงินยวง 
               “กระพรวนพรากวิญญาณชิงเอ๋อร์ก็ใส่ไว้เจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่อย่าได้เป็นห่วง” แม้นางจะเป็นเด็กน้อย แต่นางเป็นหลานรักของบรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลาย ของวิเศษของหายากมากมายนางล้วนมี เอาออกมาใช้สักสองสามอย่างนับว่าไม่เสียหาย
               “กระพรวนพรากวิญญาณของไป่เหลียว?” เทียนหานเฟิงเลิกคิ้ว สหายผู้นั้นถึงขั้นนำหนึ่งในสี่ของวิเศษพรรคจันทราโลหิตมาให้ชิงเอ๋อร์ของเขา??
 
                    นับว่านางมารน้อยน่ากลัวยิ่งแล้ว…

               “ส่วนเจ้านะหมิงชุน…แค่พัดคู่เดียวคงพอกระมัง?” เทียนหานเฟิงเลิกคิ้วนิดๆ 
               “ขอรับ…” 
               พัดคู่เป็นศัตราที่เขาคุ้นมือที่สุดแล้ว 
               “อืม…แม่รู้ว่าเจ้ามีฝืมือแต่ นอกจากพัดแล้วเจ้ายักพกสิ่งใดติดตัวหรือไม่?” หลิงซิ่นอวี่มองลูกชาย อายุน้อย…แต่มั่นใจและทะนงตน เพราะเขาได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดจากผู้ยอดยุทธ์ทั้งหลาย แต่ลูกชายยังไร้ประสบการณ์ในหลายด้านไปไม่น้อย
               “มีพิษงูเหลือมอัคคี ผงสลายร่าง และเครื่องเป่าเรียกท่านน้าองค์รักษ์อวิ๋นขอรับ” เขารู้จักประมาณตนเอง…แม้จะเชื่อมั่นฝีมือ แต่ไม่อยากให้ท่านแม่เป็นห่วง
               “ดี…”
               “พี่ใหญ่ อาซ้อ ข้ามารับเด็กๆ แล้ว…ต้องรีบหน่อย ข้าแอบมาได้ครู่เดียว พิธีการน่าเบื่อจริง” เทียนซือเสียนที่แต่งกายด้วยชุดดำปิดหน้าปิดตากระโดดเข้ามาทางหน้าต่าง ดีนะที่องค์รักษ์ด้านนอกรู้ว่านี่คือท่านอ๋องสี่ ไม่อย่างนั้นทำตัวเช่นนี้คงโดนดาบเสียบทะลุไปแล้ว
               “โอ้! พี่ใหญ่! ท่านงามเหลือเกิน! หากท่านเข้างานไปด้วยใบหน้านี้ สตรีทั้งหลายในงานต้องกระอักเลือดตายเป็นแน่!” เทียนซือเสียนเอ่ยชมอย่างจริงใจ

               งามมาก! ราวเทพเซียนผู้บริสุทธิ์ที่ลงมายังโลก
               แค่ยิ้มเดียวก็ล่มเมือง!
               น่าเสียดายที่พี่ใหญ่มีนิสัยซึ่งห่างไกลจากทำว่าเทพเซียนไปไกลนัก

               จอมารร้ายนั่นล่ะเหมาะสมที่สุดแล้ว…

               “ข้าก็คิดเช่นนั้น…จึงต้องให้พี่เฟิงปิดหน้าปิดตาสักหน่อย” ในงานเทศกาลร้อยสีสัน มีคุณหนูตระกูลผู้ดีที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นไม่น้อย นางเหล่านั้นล้วนใส่หมวกกว้างมีผ้าโปร่งคลุม หากสามีผู้งามเลิศของนางจะปิดหน้าสักเล็กน้อยก็ไม่ใช่ปัญหา
               “อาซ้อ…วันนี้ท่านเองก็งดงาม” เทียนซือเสียนยิ้ม 
               
               พี่สะใภ้ใหญ่ของเขาไม่ใช่คนหน้าตางดงามเลิศ แต่นางมีเสน่ห์ในตัวเอง ดวงตาของนางราวกับมีมนต์สะกด ท่วงท่าบุคลิกของนางนั้นทรงอำนาจ ยิ่งยามนี้สลัดอาภรณ์เรียบๆ ที่ชอบใส่ มาสวมชุดสีฟ้าอ่อนเข้ารูปอวดรูปร่างงดงามให้เห็นชัด
                ผ้าไหมสีฟ้าปักลายดอกจื่อเถิงหลัวอย่างประณีต นับว่าฝีมือของจื่อลู่ก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว

               “อวี่เอ๋อร์ย่อมงดงาม มิต้องให้เจ้ามาชม” เทียนหานเฟิงกอดเอวภรรยาเข้าหาตัว ส่งยิ้มหวานจัดให้น้องชาย

               พี่ใหญ่นี่กินน้ำส้มบ่อยเกินไป…น่าชังนัก!

               “เอาล่ะๆ ชิงเอ๋อร์ หมิงชุน มาๆ มาหาท่านอา วันนี้มีขนมอร่อยทั้งนั้น นั่งกับท่านอาดูการแสดงได้ชัดด้วยนะ” อุ้มชิงซาขึ้นมากอด ก่อนจะเอ่ยลา 
               “พี่ใหญ่ อาซ้อ ไว้เจอกันในงานนะขอรับ”
               “ต้องทำเป็นไม่รู้จักข้านะซือเสียน” หลิงซิ่นอวี่ยิ้ม ให้อ๋องสี่แห่งแคว้นอันหนึ่งในจตุรบุรุษแห่งยุคมารู้จัก ก็น่าสงสัยเกินไป…
               “ได้ขอรับอาซ้อ” เขาฟังคำอาซ้ออยู่แล้ว “หมิงชุน…ตามข้ามาเองนะ” กระโดดออกไปด้วยวิชาตัวเบาทันที 
               เทียนหมิงชุนหันมาคำนับบิดามารดาก่อนจะออกไปอีกคน
               “อืม…เป็นท่านหรือพี่เจียวกันที่สอนประกายอัสนีให้หมิงชุน” ลูกชายนางใช้หนึ่งในสามวิชาตัวเบาที่ร้ายกาจที่สุดในใต้หล้าได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แม้ยังไม่สมบูรณ์แต่ก็น้อยคนแล้วจะตามเขาทัน
               “พี่ชายเจ้าเป็นคนสอน…ข้าเข้าใจเพียงแค่เหยียบย่างพันกลีบอิงฮวา ส่วนประกายอัสนีกับท้าล่องนภา นั้นข้าไม่อยากศึกษาให้ถ่องแท้ ยุ่งยากเกินไป หากข้าใช้ได้หมดผู้อื่นจะไม่มีอะไรไว้โอ้อวดแล้ว”
               ความหมายก็คือหากเขาคิดจะฝึกเขาทำได้ แต่ไม่อยากทำ เพราะทั้งเหยียบย่างพันกลีบอิงฮวา ประกายอัสนี ท้าล่องนภา ก็เป็นวิชาตัวเบาที่เลิศล้ำที่สุด ขั้นตอนการฝึกนั้นย่อมซับซ้อน ต้องทำความเข้าใจไปทีละขั้น ทีละขั้น 
               “หมิงชุนเพิ่งฝึก คงตอนไปเผ่าชมฟ้าครั้งก่อน ด้วยนิสัยของเขาไม่เหมาะกับวิชาตัวเบาที่ข้าเป็น ให้พี่ชายเจ้าสอนนับว่าดีแล้ว” 
                    เหยียบย่างพันกลีบอิงฮวา เป็นวิชาตัวเบาที่นุ่มนวลดุลเยื่องย่างบนกลีบดอกไม้ ต้องอาศัยการทรงตัวที่ยอดเยี่ยม เข้าใจถึงทิศทางของลมและการเคลื่อนคล้อยของทุกสรรพสิ่งในบริเวณ ต่างกับประกายอัสนีที่รวดเร็ว ฉับไว อาศัยกำลังกายและดวงตาที่เฉียบคม
               หลิงซิ่นอวี่มองสามีที่ยังกอดนางไม่ปล่อยแล้วถอนหายใจ “ทุกวันนี้ข้ายังสงสัย พวกท่านเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน หรือจะสร้างปีศาจไว้ครองใต้หล้ากันนะ” 

               ล้วนสั่งสอนแต่ละอย่าง…ดีๆ กันทั้งนั้น!

               “หึ…ลูกชายของเจ้ากับข้าก็ต้องให้สมฐานะสิ จะได้ปกป้องน้องสาวอย่างชิงเอ๋อร์ได้” อีกอย่างการสั่งสอนหมิงชุนก็เป็นการแข่งขันของพวกเขาด้วย หากเจ้าลูกชายทำตามที่ใครสอนไม่ได้ แสดงว่าคน นั้นไร้ฝีมือ

                ถูกปรับแพ้ยังไม่เท่าโดนกล่าวหาว่ามิมีปัญญาสั่งสอนให้เด็กเข้าใจ เหอะ!

               “เอาล่ะๆ….ใส่ผ้าปิดหน้าเจ้าค่ะ เราจะไปในจวนเสนาบดีเหลียนกันแล้ว” มือเรียวคว้าผ้าโปร่งสีขาวมาสวมให้สามี แล้วยิ้ม
               “อืม…ว่าอย่างไรก็ว่าตามเจ้า” เขาเป็นสามีที่ดี ย่อมเชื่อฟังภรรยาอยู่แล้ว เทียนหานเฟิงเปิดผ้าโปร่งออก จุมพิตปากของหลิงซิ่นอวี่เบาๆ แล้วดึงมือนางให้เเดินตามมา
               ดวงตาสีน้ำเงินมองแผ่นหลังของสามีด้วยความระอาปนอ่อนใจ

               จอมมารร้าย…ที่ขยันทำให้แก้มนางร้อน
               เกือบสิบปีมานี้ก็ยังไม่เคยเปลี่ยน…




               มวลบุปผาคลี่บานสะพรั่งเต็มอุทยานหลวง แม้จะเป็นในช่วงเหมันตฤดู แต่ดอกไม้หายากทั้งหลายต่างถูกนำมาประดับตกแต่งได้อย่างงดงามลงตัว บรรดาขุนนางชั้นสูงทั้งหลายต่างจับจูงภรยาและบุตรชาย บุตรสาวเดินเข้างานกันจนเหล่าขันทีขานชื่อกันแทบไม่ทัน  บ้างหยุดพูดคุยสนทนากันเล็กน้อยตามประสาคนรู้จัก ก่อนจะเดินไปนั่งรอในงานด้วยกัน แต่การประกาศต่อมาทำให้เป้าสายตาทุกคู่หยุดมองและจับจ้องมาที่ประตูทางเข้าอุทยานหลวงทันที…
               “ท่านเสนาบดีเหลียนและครอบครัวมาถึงแล้ว” เสบาบดีเหลียนพาภรรยาเอกที่เพิ่งเลื่อนจากภรรยารองมาในงาน 
                    แต่ที่ทำให้ทุกคนจับจ้องไม่ใช่พวกเขา…
                  ร่างโปร่งบางงดงามราวเทพธิดาในอาภรณ์สีแดงสด ขับผิวกายขาวให้ผุดผาด ผ้าไหมสีแดงนั้นปักลายดอกบัวขาวสะอาด ตัดกันจนเห็นได้ชัด ชายผ้าลากยาว เครื่องประดับสีทองทั้งข้อมือ สร้อยคอ สังวาลและเครื่องประดับศีรษะชุดใหญ่ที่ดูค่าควรเมือง ดวงตากลมโตเฉลียวฉลาด รับกับริมฝีปากอิ่มสีสด ใบหน้างดงามราวเทพธิดาจากเก้าชั้นฟ้าจุติลงมา…รอยยิ้มแต้มมุมปากเพียงนิดนั้นก็สะกดซึ่งวิญญาณผู้มอง

               นี่คือ…เหลียนเยว่หยิน 
               โฉมสะคราญที่ถูกกล่าวขานว่างดงามเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า!!

               “แค่เจ้าเดินเข้ามา คนในงานทั้งหมดเหมือนถูกสะกด เฮ้อ…นี่กระมังที่เรียกว่าเสน่ห์คนงาม” เหลียนเยว่หยินหัวเราะขำให้กับคำพูดของสหาย จับจูงมือหลิงซิ่นอวี่ไว้ 
               "ท่านพ่อ…ลูกขอออกไปเดินเล่นโดยรอบสักนิดได้หรือไม่เจ้าคะ?" ยังมีเวลาอีกหนึ่งชั่วยามกว่าจะได้ฤกษ์เริ่มงานเลี้ยง นางไม่อยากนั่งอยู่ในนี้ ปั้นยิ้มให้คนที่เข้ามาหา หรือทักทายเหล่าสตรีทั้งหลาย
               “รีบกลับมา อย่าได้ทำให้เสียหน้าข้า” 
                    "ทราบแล้วเจ้าค่ะ" ดึงมือหลิงซิ่วอวี่ ซึ่งคนถูกดึงก็ดึงมือร่างที่ปิดหน้าไว้ให้ตามมาด้วยอีกคน จึงกลายเป็นเหมือนเพื่อนสนิทสามคนจับมือกันแทน?
               เหล่าคนมองต่างก็สงสัยไม่น้อย…ท่านหญิงเหลียนไม่ได้มีสหายที่สนิทสนมนักมิใช่หรือ…ซ้ำยังยิ้มและหัวเราะอย่างที่ไม่เคยเห็นบ่อยนักด้วย…
               
               สตรีชุดสีฟ้ากับอีกคนที่ปิดบังใบหน้านั้นคือใครกัน?




                              ยังไม่ได้คอมคืนมาเลยยยยย ฮือออ เรื่องคำผิดกับคำที่ยังเป็นภาษาปัจจุบันอยู่เดี๋ยวมาแ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

153 ความคิดเห็น

  1. #73 sp-in-k (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2560 / 16:52
    ค้างงงง
    #73
    0
  2. #69 Niolin (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 กันยายน 2560 / 13:31
    รออ่านตอนต่อไปนะคะ
    #69
    0
  3. #67 Barea (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 21:40
    ครอบครัวอวี่เอ๋อร์น่ารักมาก เรียบง่ายแต่อบอุ่น
    #67
    0
  4. #66 primo xxii (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 20:52
    รออออออนะะ เค้ายักกพี่เฟิงที่ฉุดดเยย ~
    #66
    0
  5. #65 Mind-Wiratchaya (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 20:36
    รอค่ะไรท์ สู้ๆ
    #65
    0