ตราบชั่วฟ้าดินสลาย

ตอนที่ 12 : 二 เทศกาลร้อยสีสัน (4)...องค์หญิงซูหนี่ว์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,247
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    11 ม.ค. 61

          






          มือขาวดุจหิมะกระชับหมวกที่คลุมด้วยผ้าสีนิลโปร่งทำให้ไม่สามารถเห็นใบหน้าได้ให้แน่นขึ้น รอยยิ้มบางบนเรียวปากนั้นสอดรับกับประกายตาระริกขณะที่กวาดมองเหตุการณ์อยู่บนกิ่งไม้สูง ชายชุดคลุมสีขาวปลิวไสวตามแรงลม คิ้วเรียวพลันเลิกขึ้นเมื่อสัมผัสได้ว่ามีใครบางคนเข้ามาใกล้ 
          “จื่อลู่รึ?” 
          “นายท่าน…” จื่อลู่ที่แต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทเอ่ยเสียงเบา 
          “ให้หัวหน้ากลุ่มองค์รักษ์อวิ๋นมาคุ้มครองข้าด้วยตัวเองเช่นนี้…ไม่ไว้ใจฝีมือข้าหรืออย่างไร?” จื่อลู่ก้มหน้าลง แม้อยากถลึงตาใส่นายท่านผู้ชมชอบเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกแค่ไหนก็ตาม 
          นางเป็นหัวหน้าองค์รักษเงาของเขา…หานอ๋อง แห่งแคว้นอัน รับหน้าที่นี้มานานเกือบสิบปี แต่นางยังคงอยากเปลี่ยนงานอยู่ดี มีอย่างที่ไหนเดินเอ้อระเหยมาแอบดูการพบปะของขุนนางในแคว้นป๋อ ซ้ำยังสลัดองค์รักษ์คนอื่นจนหมด สุดท้ายนางก็ต้องออกโรงเอง ทั้งที่อุตส่าห์กำลังเตรียมอาหารมื้อค่ำให้นายหญิงแท้ๆ 
          “อยากต่อว่าข้ารึ?” 
          “มิกล้าเจ้าค่ะ” 
          เทียนหานเฟิงยิ้ม องค์รักษ์ของเขาบอกไม่กล้า แต่ดวงตานางนั้นกำลังกล่าวหาเขาชัดเจน
           จื่อลู่สนิทสนมกับอวี่เอ๋อร์ราวพี่น้อง จิ้งจอกเก้าหางน้อยของเขาจึงถ่ายทอดวิชาด่าทอทางสายตาให้นางไว้ใช่ด่าทอเขาโดยไร้คำพูด 
          “พวกเขาชักช้ายิ่ง…ตามข้าไม่ทันเอง” 
          “วิชาตัวเบา ‘เหยียบย่างพันกลีบอิงฮวา’ ของท่านมีคนตามทันนับด้วยนิ้วมือเดียวยังไม่ครบนะเจ้าคะ”  

               นายท่านของนางคิดว่าตนเองธรรมดานักหรือไง 

          “เช่นนั้น…เจ้ากลับไปบอกพวกเขาทั้งหมดให้ฝึกวิชาตัวเบาเพิ่ม ข้าจะทดสอบเอง” เขาว่างแล้วก็หาเวลามาดูแลองค์รักษ์ของตนเสียหน่อย เดี๋ยวผู้ใต้บังคับบัญชาจะกล่าวหาว่าเขาเป็นหัวหน้าที่ไม่สนใจใยดี 

          หึ…ต้องสนุกแน่ๆ ไม่ได้ทดสอบฝีมือเจ้าพวกนั้นมานานแล้วด้วยสิ 

          จื่อลู่ทอดถอนใจ นี่นางกำลังหาเรื่องให้พี่น้ององค์รักษ์อวิ๋นอยู่เป็นแน่ ลองนายท่านเอ่ยปากเช่นนี้ต้องกลายเป็นการฝึกที่โหดยิ่งกว่าจะจินตนาการได้      
    
                เฮ้อ!! 
       
             “ไป่เหลียวเป็นคนคุ้มกันอวี่เอ๋อร์หรือ?” 
          “เฮยอู๋ ไป๋อู๋ ก็ตามไปด้วยเจ้าค่ะ” รู้เช่นนี้นางควรไปคุ้มกันนายหญิงเอง แล้วให้ไป่เหลียวมารับมือนายท่านผู้ร้ายกาจ 
               เทียนหานเฟิงเลิกคิ้วนิดๆ ก่อนจะยิ้ม  “ไป่เหลียวรู้อยู่แล้วว่าข้าจะต้องออกมาชมเมืองลำพัง เขาเลยหนีไปคุ้มกันอวี่เอ๋อร์แทน” เติมเชื้อไฟลงไปเล็กน้อย ยามคนสนิททั้งสองถกเถียงกันก็น่าดูชม จิบชารสเลิศของภรรยา มองพวกเขาทะเลาะกันนับว่าสำราญใจโดยแท้ 
          “นายท่านมาทำไมที่นี่หรือเจ้าคะ?” นางไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะว่างจนวิ่งเข้าหาความวุ่นวายเอง นั่นไม่ใช่วิสัยของนายท่านผู้เกลียดความยุ่งยาก 
          “อวี่เอ๋อร์สนิทกับเหลียนเยว่หยินในระดับหนึ่ง สตรีคนนี้กำลังจะเข้าสู่วังวนของการแย่งชิงอำนาจ ข้าจึงมาดูสักหน่อย ไม่อยากให้มีเรื่องเกิดขึ้นกับภรรยาที่ดีของตัวเอง” 
          “แอบฟังการพบปะพูดคุยของขุนนางแคว้นป๋อน่ะหรือเจ้าคะ?” 
          “ไม่ใช่…เจ้าเห็นสามคนนั่นไหม?” ปลายนิ้วเรียวชี้ให้ดู “นั่นคือคนจากแคว้นอวิ้นหยาง อีกสองคนมาจากแคว้นอัน ส่วนตาเฒ่าที่สวมชุดสีเขียวเข้มนั่นคือเหลียนมู่ บิดาของเหลียนเยว่หยิน” 
          จื่อลู่ขมวดคิ้ว ก่อนกระโดดจากกิ่งไม้ไปปรากฎใกล้ๆ ห้องที่พวกเขาพูดคุยกัน  นางอยากเข้าไปใกล้กว่านี้ แต่โดยรอบมีคนคุ้มกันของพวกตาเฒ่าในห้องอยู่ไม่น้อย แต่ละคนเป็นยอดฝีมือ เสี่ยงโดยไม่ใช่เหตุ แม้นางมั่นใจว่าจะเอาชนะได้ ประเดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่ ระยะแค่นี้นางก็ได้ยินเสียงพูดคุยกัน  ผ่านไปสักหนึ่งเค่อนางก็กลับมา 
          “พวกเขาพูดคุยเรื่องของฮองเฮาตระกูลหลี่เจ้าค่ะ” 
          “อืม…” เทียนหานเฟิงพยักหน้า ยิ้มบางยังคงแขวนอยู่ที่มุมปาก 
               แค่นี้เขาก็เข้าใจแล้ว 
          “เช่นนั้นเราไปกันเถิด”
          “ไปไหนอีกเจ้าคะ?” น้าเสียงนางระอาใจชัดเจน 
          “เดินเล่น…” ตอบง่ายๆ ก่อนจะกระโดดลงจากกิ่งไม้ไปยังหลังคาบ้านหนึ่ง และบ้านหนึ่ง อย่างแผ่วเบา การเคลื่อนไหวที่งดงามอ่อนช้อย ราวย่างเท้าอยู่บนกลีบดอกไม้ 

               วิชาตัวเบา เหยียบย่างพันกลีบอิงฮวา 
               ที่กล่าวขานกันว่าเป็นหนึ่งในสามวิชาตัวเบาที่ร้ายกาจที่สุดในใต้หล้า

          “ไม่ต้องตาม…” ทิ้งเสียงเอ่ยไว้ก่อนร่างสีขาวนั้นจะหายวับไปจากครรลองสายตา 
               จื่อลู่หน้าบึ้งแล้วถอนหายใจยาว นางตามไม่ทันแน่นอนอยู่แล้ว
           นายท่านที่น่าชัง!! 
          นายหญิงก็เหลือเกิน นายท่านก็เหลือร้าย
           พวกเขาสองคนช่างเหมาะสมกันยิ่ง!!




          “องค์หญิงซูหนี่ว์?” หลิงซิ่นอวี่เลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ พิจมองดรุณีน้องผู้เลอโฉมที่กำลังก้าวเดินมา ยิ่งสวมใส่ผ้าไหมสีม่วงอ่อน ปักลายดอก งดงาม ฝีเข็มปราณีต เครื่องประดับหงส์สยายปีกล้ำค่า และ…หยกธาราขาวที่ประดับไว้บ่งบอกสถานะองค์หญิงของนางได้อย่างดี 
          “องค์หญงมีธุระอันใดกับหม่อมฉันหรือเพคะ?” เหลียนเยว่หยินย่อกายทำความเคารพ 
          “ข้ามาส่งของขวัญให้เสด็จพี่” องค์หญิงซูหนี่ว์โบกมือให้นางกำนัลนำกล่องสีแดงสดมาวางบนโต๊ะ 
          “เครื่องประดับเหล่านี้เสด็จพี่ประทานให้ และรับสั่งว่าให้ท่านหญิงเหลียนประดับไปเข้าร่วมงานของเสด็จแม่ในวันรุ่งขึ้น” 
          “ข้าไหนเลยจะบังอาจกล้ารบกวนฝ่าบาทถึงเพียงนี้” 
          องค์หญิงยิ้ม “มิใช่ท่านหญิงรบกวนเพียงแต่เสด็จพี่ของข้าประทานให้ เมื่อสักครู่ท่านหญิงเหลียนมิได้บอกว่าจะบรรเลงพิณหรอกหรือ ข้าขอร่วมฟังด้วยได้หรือไม่?” 
          เหลียนเยว่หยินไม่เปลี่ยนสีหน้า และยังคงนอบน้อม “หม่อมฉันเพียงแค่จะบรรเลงให้สหายฟังเท่านั้น ไหนเลยจะรบกวนองค์หญิง” ทางที่ดีคือรีบกลับไปเสีย นางไม่อยากปั้นหน้าท่านหญิงผู้งดงามเสวนากับองค์หญิงคนนี้ 
          ดวงตากลมโตขององค์หญิงผู้เลอโฉมเหลือบมองสตรีที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ เหมือนจะรับรู้ว่าถูกมอง ร่างโปร่งบางนั้นยอบกายลงอย่างมีมารยาทถูกต้องตามธรรมเนียมปฏิบัติ…ราวคุณหนูจากตระกูลผู้ดี 
          ซึ่งหากนางจำไม่ผิด…มิมีคุณหนูตระกูลไหนผูกสัมพันธ์ไมตรีกับท่านหญิงแห่งจวนเสนาบดีสักคน 
          “คาระวะองค์หญิง หม่อมฉันหลิงซินอวี่เพคะ” น้ำเสียงกังวานนั้นไม่มีความประหม่าแม้เพียงนิด ไหนจะรอยยิ้มน้อยๆนั่นอีก 

          สตรีผู้นี้ไม่กลัวเกรงข้าผู้เป็นองค์หญิงเลยเช่นนั่นรึ 

          “ข้าเพิ่งทราบว่าท่านหญิงเหลียนก็มีเพื่อนกับเขาด้วย” วาจาเช่นนี้ฟังอย่างไรก็มิใช่คำชม! 
          “องค์หญิงมิทราบก็ไม่แปลกเพคะ เพราะหม่อมฉันเลือกมากยิ่ง จะคบสหายสักคนก็ต้องพูดคุยกันถูกคอ” หมายความนางไม่สนใจคุณหนูตระกูลผู้ดีที่วันๆ ทำตนไร้สาระอยู่ในห้องหอเหล่านั้นเช่นไรล่ะ!!
          “แม่นางหลิงมาจากที่ไหนหรือ?" องค์หญิงซูนี่หว์เอ่ยขึ้น รับชาที่นางกำนัลข้างกายชงให้ หลิงซิ่นอวี่เลิกคิ้ว ดูเหมือนจะไม่ถือตัว แต่กลับมิยอมแตะต้องอาหารหรือดื่มกินร่วมกับคนอื่น
 
          เป็นองค์หญิงที่…เสแสร้งเก่งไม่น้อย 

          “ข้าเดินทางมาจากแคว้นอัน ได้พบท่านหญิงเหลียนโดยบังเอิญ เราสองคนพูดคุยกันถูกคอยิ่ง เลยสนิทสนมกันรวดเร็ว” เหลียนเยว่หยินยิ้มให้สหายคนใหม่ที่ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรได้อย่างรวดเร็ว 
          “เยว่หยิน…เจ้าจะบรรเลงพิณมิใช่หรือ รีบเถิด จะรบกวนเวลาอันมีค่าขององค์หญิงได้เช่นไรกัน?” นางอยากฟังก็ให้นางฟัง ฟังเสร็จก็ให้นางกลับไป หากยังอยู่ต่ออีกก็เป็นองค์หญิงที่ไร้ยางอายเกินไปแล้ว โฉมงามพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม เพราะเข้าใจความนัยของหลิงซิ่นอวี่ดี บอกสาวใช้ที่นั่งรอรับคำสั่ง 
          “ไปนำพิณอวิ้นเม่ยของข้ามา” 
          “เจ้าค่ะ ท่านหญิง” เมื่อได้ยินชื่อพิณดวงตาขององค์หญิงก็ทอประกายวูบหนึ่ง หลิ่งซิ่นอวี่เลิกคิ้ว 

          ริษยาเช่นนั้นหรือ? 

          เพียงครู่เดียวสาวใช้ก็ยกพิณสีเงินยวงมาอย่างระมัดระวัง และวางตรงหน้าเหลียนเยว่หยิน
 นิ้วเรียวกรีดลงบนสายแผ่วบา เกิดเสียงกังวานก้อง 
          “ฟากฟ้ายามเหมันตฤดู” เสียงหวานเอ่ยขึ้นพร้อมสะกิดสายพิณ ท่วงทำนองนุ่มนวล นิ้วขาวเรียวนั้นเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว เร่งเร้าจะหวะเป็นรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ แผ่วลงอย่างเนิบนาบ และโหนทะยานขึ้นอีก ให้ความรู้สึกเศร้าสร้อยแลตื่นเต้นไปด้วย 

               ราวเกล็ดหิมะที่พร่างโปรยในวันสู้ศึก หึกเหิมและเปล่าเปลี่ยว 

               ท่วงทำนองค่อยๆ กลับมาเนิบนาบ พร้อมเปลี่ยนจังหวะอย่างลื่นไหล  “สกุณาเริงบุปผา” เสียงหวานของผู้บรรเลงเอ่ยขึ้นอีกครา คราวนี้เสียงพิณนั้นนุ่มนวลอ่อนหวาน ราวชายหนุ่มที่เดินทางกลับมาจากศึกสงครามสู่อ้อมกอดของสตรีผู้เป็นที่รัก นิ้วเรียวขยับอย่างคล่องแคล่วมิมีผิดจังหวะแม้เพียงนิด ก่อนจะดีดเสียงสุดท้ายออกมาพร้อมจบได้อย่างดงงาม 
          “ยอดเยี่ยมมากเยว่หยิน!” หลิงซิ่นอวี่เอ่ยชมอย่างจริงใจ  นางไม่เคยเห็นใครบรรเลงพิณสิบสองสายได้ไพเราะขนาดนี้มาก่อน 

          อ้อ…ยกเว้นจอมมารบางคนเอาไว้ 

          “เจ้าชมเกินไปแล้วซิ่นอวี่” ยิ้มรับคำ 
          “ฝีมือของท่านหญิงเหลียนช่างล้ำเลิสไม่มีใครเทียมได้จริงๆ” องค์หญิงซูหนี่ว์ลุกขึ้น ปรายตามองพิณสีเงินนั้นเล็กน้อย “ข้าคงต้องกลับแล้ว ออกมานานกว่านี้ประเดี๋ยวเสด็จแม่จะเป็นห่วงเอาได้” 
          “หากเป็นเช่นนั้นหม่อมฉันก็ไม่บังอาจนั้งองค์หญิงไว้เพคะ” 
          “อืม…เจ้าไม่ต้องเดินไปส่งหรอก ข้ากลับเองได้” ร่างนั้นเดินไปพร้อมขบวนนางกำนัล 
          หลิงซิ่นอวี่พลันเลิกคิ้ว “นางไม่ชอบเจ้า? ว่าแต่…นางคือ?” 
          “เจ้านี่!” มองค้อนสหาย “นางเป็นองค์หญิงของแคว้นป๋อ พระขนิษฐาเพียงองค์เดียวของฮ่องเต้ฉีหรงเฉิง หนึ่งในสี่โฉมงามแห่งยุค…” 
          “…สมญานามซูหนี่ว์? ก็เหมาะสมกับนางแล้ว เหตุใดนางจึงไม่ชอบเจ้าเล่า?” 
          “เจ้าดูออกสินะ…ส่วนมากแล้วต่างชื่นชมองค์หญิงผู้นี้กันทั้งนั้น และพวกเขาก็เข้าใจว่าข้าสนิทกับนาง ซ้ำนางยังชอบพอองค์ชายอวิ๋น จะเกลียดข้าก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”
          “อ้อ…มิน่าเล่า พิณอวิ้นเม่ยของเจ้าก็คงเป็นของกำนันจากท่านอัครเสบาดีสินะ?” 
          “นี่หากยังมีพวกภูตผีข้าจะนึกว่าเจ้าคือจิ้งจอกเก้าหางแปลงกายมาแล้วนะซิ่นอวี่ คาดเดาได้แม่นยำราวอยู่ในเหตุการณ์” หลิงซิ่นอวี่มองค้อนให้หนึ่งครั้ง เหตุใดต้องกล่าวหานางเช่นเดียวกับสามีผู้ร้ายกาจคนนั้นด้วย 
          “คิก…” เหลียนเยว่หยินหัวเราะอย่างน่ารัก สหายของนางดูเยือกเย็นและสงบนิ่งเกินไป เจอองค์หญิงนางก็ไม่กดดันหรือเกลัวเกรง ซ้ำรับมือได้อย่างหมดจด แต่พอมองค้อนนางอย่างนี้แล้วกลับน่ามองไม่น้อย 
          “ข้าคงต้องเปลี่ยนการแสดงพรุ่งนี้เสียแล้ว” นางทอดถอนใจ 
          “หืม?” 
          “เชื่อข้าเถิดว่าพรุงนี้สองเพลงที่ข้าบรรเลงไปจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นเพลงที่องค์หญิงซูหนี่ว์ใช้แสดง” 
          “นางลอกเลียนเพลงของเจ้า?” 
          “มิอาจกล่าวได้ว่าลอกเลียน เพราะท่วงทำนองจะเปลี่ยนตามแนวทางที่นางถนัด รวมถึงความหมายของเพลง แต่เสียงที่สื่อออกมานั้นมิต่างกับของข้า ซึ่งคนที่ไม่เคยฟังข้ามาก่อนย่อมคิดว่าบทเพลงของนางคือต้นแบบ…ส่วนข้าคือผู้ลอกเลียน” 
          “ร้ายกาจ…เป็นองค์หญิงที่เสแสร้างเก่งยิ่งนัก แต่เจ้าดูเหมือนไม่เดือดร้อน” 
               เหลียนเยว่หยินจิบชาที่หลิงซิ่นอวี่ชงให้พร้อมเอ่ย “ซิ่นอวี่...สหายของเจ้าคือสตรีผู้งดงามและเพียบพร้อมที่สุดในใต้หล้า คิดว่าข้าถูกขโมยเพลงที่ใช้บรรเลงไปสองเพลงแล้วข้าจะไม่มีอย่างอื่นให้ทำรึ?” 
          “ร้ายกาจ…มิน่าเล่าเจ้าถึงยอมบรรเลงให้นางฟังแต่โดยดี แทนที่จะใช้บทเพลงอื่น” 
          เหลียนเยว่หยินหน้ามุ่ยนิดหน่อยกับคำชมของสหาย “เห็นอย่างนั้นแต่ฝีมือของนางก็ล้ำเลิศไม่แพ้ข้า บรรเลงเพลงอื่นนางก็รู้ดีว่าใช้แสดงต่อหน้าพระพักตร์ไม่ได้ ซ้ำยังหาข้ออ้างให้นางระรานข้าได้อีก”                หลิงซิ่นอวี่หัวเราะ 
          เหลียนเยว่หยิน…มิใช่แค่งามรูปโฉมและมากสามารถ แต่ยังมีสมองอันชาญฉลาดด้วย ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดจึงสามารถกุมหัวใจของหนึ่งในสองจตุรบุรุษแห่งยุคได้ 
          “เช่นนั้นวันพรุ่งข้าจะรอชม” 
          “ได้…”





          ที่หายไปนาน...เพราะย้ายบ้าน ย้ายที่อยู่ เปลี่ยนงาน และตอนนี้กำลังสอบ และน้องคอมฯ สุดที่รักยังฮาร์ดดิกส์เจ๊ง แต่เรื่องนี้มีพิมพ์อยู่ในเมลบ้างเล็กน้อย  เพราะอย่างนั้นยังคงไม่หายไปไหนนะคะ 555 ไม่ได้บอกไว้ล่วงหน้าต้องขอโทษด้วยน้าาาาา
          พี่เฟิงเป็นสามีที่ดี?? คิดว่านะ อวี่เอ๋อร์ก็เป็นภรรยาที่ดี?? ส่วนสองสามีภรรยาเจอกันได้ยัง...มีแน่นอนค่ะ 
          สำหรับวันนี้...ฝันดีนะคะ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ช่วงนี้พายุเข้า ฝนกตกบ่อย
          ^_^ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

153 ความคิดเห็น

  1. #72 sp-in-k (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2560 / 16:46
    เรื่องนี้ฉลาดกันทุกคน5555
    #72
    0
  2. #64 may (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 20:51
    พึ่งเจอเรื่องนี้ ละอยากบอกว่าชอบแนวนี้ ชอบมากอ่ะ

    ชอบพระ-นางฉลาด ทันคน จะติดตามค่ะ
    #64
    0
  3. #63 primo xxii (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 19:31
    จะรออออออจนหว่าจะถึงตอนที่สามีภรรยาเจอกันนนน งืออออ
    #63
    0