ตราบชั่วฟ้าดินสลาย

ตอนที่ 11 : 二 เทศกาลร้อยสีสัน(3)...จวนเสนาบดีแคว๋นป๋อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,331
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    11 ม.ค. 61

         



           “พี่ใหญ่...เหตุใดข้าไม่เห็นอาซ้อ?”  เทียนซือเสียนเลิกคิ้วถามเมื่อไม่เห็นพี่สะใภ้ที่มักเคียงข้างพี่ชายเสมอ 
          “เจ้ามาเยี่ยมข้าหรือมาหาอวี่เอ๋อร์?” ร่างสูงในชุดสีม่วงประจำตำแหน่งส่ายหน้า ขนาดกับน้องชายพี่ใหญ่ยังกินน้ำส้ม? นี่ออกจะเกินไปแล้ว 
          “มาเยี่ยมท่าน ข้าเบื่อในวังยิ่ง!” กฎระเบียบวุ่นวายน่ารำคาญนัก หากไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นอ๋องสี่ เป็นเชื้อพระวงศ์ เขาจะไม่เข้าพักในเรือนรับรองอันแสนเบื่อหน่ายนั่นเด็ดขาด! 
          “อย่าบ่นนักเลยซือเสียน...หากเจ้าเบื่อหน่ายขนาดนั้นไปเป็นเพื่อนเล่นให้ชิงซาและหมิงชุนหน่อยดีหรือไม่?” เทียนหานเฟิงลูบขอบแก้วกระเบื้องสีขาววาดลายดอกเหมยแดง 
          “ข้ายอมเป็นคนว่างงานดีกว่าเล่นกับลูกของท่าน!” เทียนซือเสียนปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เด็กสองคนนั้นยิ่งกว่าปีศาจและนางมารในร่างมนุษย์...เหตุใดเขาต้องเอาตัวเองเป็นหุ่นฟางให้เจ้าสองพี่น้องรุมรังแกด้วย! จะตอบโต้อาจเป็นการรังแกเด็ก แต่อยากถามนักว่าเด็กที่ไหนจะสามารถใช้วรยุทธ์และวิชาตัวเบาได้ดียิ่งกว่าผู้ใหญ่หลายคน 

          การสั่งสอนของพี่ใหญ่มีปัญหาจริงๆ! 

          “แล้วอาซ้อไปไหนหรือพี่ใหญ่?” 
          “จวนอัครเสนาบดีแห่งแคว้นป๋อ” ตอบง่ายๆ 
          “หา? เหตุใดอาซ้อจึงไปที่นั่น...ค้าขาย?” 
          “เหลียนเยว่หยินเชิญนางไปดื่มชา” 
          เทียนซือเสียนนั่งตัวตรงทันใด “อาซ้อเจอนางแล้ว? ซ้ำยังสนิทสนมขนาดไปดื่มชากันด้วย?” 
          “อวี่เอ๋อร์เล่าให้ข้าฟังว่าเมื่อวานนางพบอวิ๋นเจินหยางและเหลียนเยว่หยิน พูดคุยกันถูกคอจึงตกลงเป็นสหายกัน เจ้าไม่ต้องเข้าเฝ้าฉีหรงเฉิง?” 
          “ข้าไปมาแล้ว...จึงมาหาท่านนี่ล่ะ ระเบียบในวังของแคว้นป๋อไม่เลวเลยพี่ใหญ่ ซ้ำสนมนางในของฉีหรงเฉิงเองก็ยังงดงามด้วย” 
          “ชมชอบก็มาอยู่เสียสิ ข้าจะบอกหลงซิ่นให้เจ้ามาเป็นทูตที่นี่ เขากับน้องสามคงดีใจจนแทบปิดเมืองฉลอง” 
          “พี่ใหญ่!” 
          “หึๆ” 
          “เหตุใดจึงชอบรังแกข้านักนะ” 

               เขาเป็นน้องเล็กที่ถูกพี่ใหญ่ พี่รอง พี่สามรุมกลั่นแกล้งมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนโตทุกคนก็ยังไม่เลิกรังแกเขา ช่างน่ารันทดยิ่งนัก!!  

          “ฉีหรงเฉิงมีฮองเฮา แต่กลับอยากได้ตัวเหลียนเยว่หยิน ไม่น่าแปลกหรือพี่ใหญ่?” 
          “มีสิ่งใดน่าแปลก...ข้าเคยได้ยินว่าเหลียนเยว่หยินเคยมีรายชื่อให้เข้าถวายตัว ด้วยยศตำแหน่งของบิดานาง นางอาจได้รั้งตำแหน่งหนึ่งในเฟย หรือสูงถึงกุ้ยเฟยด้วยซ้ำ แต่เพราะนางป่วยจนไม่ได้สติเกือบเดือน ทำให้ไม่อาจเข้าร่วมได้ และพอฟื้นตื่นมาก็ราวกับเป็นคนละคน...” 
          “หืม? เป็นคนละคนเช่นไรหรือพี่ใหญ่ เหตุใดข้าจึงไม่เคยรู้” 
          “เมื่อก่อนนางเป็นคุณหนูอารมณ์ร้าย ซ้ำยังเอาแต่ใจ อาละวาดรังแกบรรดาลูกอนุของเสนาบดีเหลียนอยู่ร่ำไป เสนาบดีเหลียนก็มิได้ใยดีในตัวนางสักเท่าไหร่นัก มีชื่อเสียงในด้านร้ายมากกว่าดี แต่พอนางฟื้นตื่นกลับมีนิสัยที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง...สุขุมขึ้น มากสามารถ ใจเย็นขึ้น บวกกับรูปโฉมที่มีทำให้กลบชื่อเสียงไม่ดีของนางไปทั้งหมด จนทุกวันนี้ใครๆ ต่างก็กล่าวขานนางในฐานะโฉมสคราญอันดับหนึ่ง” 
          “คนเราจะเปลี่ยนแปลงกันได้เพียงแค่ป่วยหรือพี่ใหญ่” ขมวดคิ้วอย่างสงสัย 
          “ไม่มีทาง...ต่อให้คิดปลงตกในชีวิตแล้วก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไปราวกับคนละคนไดหรอก” 
          “ไม่มีผู้ใดสงสัยบ้างเลยหรือ?” 
          “จะสงสัยไปทำไมเล่า? คนที่ใกล้ชิดนางก็มีเพียงบิดา มารดานางเสียไปนานแล้ว บ่าวไพร่ในจวนหรือจะกล้าสงสัยนาง เสบาบดีเหลียนย่อมต้องดีใจหนักหนาที่ลูกสาวของภรรยาเอกนั้นมีพร้อมทั้งรูปโฉมและความสามารถ”
          “อ้อ...เพื่อเสริมฐานอำนาจให้เขาสินะ” เทียนซือเสียนพยักหน้า สตรีที่มีรูปโฉมงามล้ำ...มักถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อเพิ่มเสริมอำนาจบารมีให้วงศ์ตระกูล...จนบางทีเขาก็อดสงสารพวกนางไม่ได้เหมือนกัน 

          มีใบหน้างดงาม...มิรู้ว่าเป็นวาสนาหรือเป็นเวรกรรมกันแน่ 

          “แล้วฮองเฮาแคว้นป๋อ” 
          “หลี่เหมยตาน? สกุลหลี่ไม่ได้กุมอำนาจในราชสำนัก...นางเป็นเพียงฮองเฮาที่มีเพียงตำแหน่งเท่านั้น” 
          “น่าสงสาร” 
          “สตรีวังหลังมีผู้ใดบ้างที่น่าสงสารรึ?” เทียนหานเฟิงเลิกคิ้วขึ้น 
          “นั่นสิ...ในวังหลังของเสด็จพ่อเองก็เช่นกันกัน โชคดีนักที่เสด็จแม่และท่านแม่คนอื่นไม่ตบตีกันเพื่ออำนาจ” แม้เสด็จพ่อจะมีสนมนางในมากมาย แต่ท่านก็เคารพและให้เกียรติเสด็จแม่ รวมถึงใส่พระทัยในตัวท่านแม่คนอื่นๆ ไม่เช่นนั้นทุกวันนี้คงไม่ทิ้งงานที่ปรึกษาไปเที่ยวเล่นเผ่าชมฟ้าหรอก 
          “กลับไปบอกน้องรองสิ...ว่าเลือกภรรยาก็เลือกให้ดีๆ” 
          “ปีหน้าจะมีพิธีคัดเลือกสาวงาม...อย่างไรเสียพี่รองต้องได้ฮองเฮา ไม่เช่นนั้นเกิดเรื่องแน่แท้” 
          “หลงซิ่นไม่มีสตรีที่ต้องตาต้องใจบ้างรึ?” เจ้าน้องชายคนนั้นสนใจแต่กองฎีาจริงๆ 
          “พี่รองวันๆ ทำแต่งาน เอาเวลาว่างที่ไหนไปสนใจสตรี จนข้าคิดว่าเขาอาจแต่งงานกับกองฎีกาแล้ว” 
          “หลงซิ่นเอาจริงเอาจังจนเป็นนิสัย ไม่เหมือนเจ้าที่เอาแต่เที่ยวเล่น” 
          “พี่ใหญ่...ท่านที่เดินทางไปทั่วหล้าและทิ้งตำแหน่งโยนไว้ด้านหลังอย่าพูดว่าข้าเลย ไม่น่าเชื่อถือสักนิด” 
          “หึๆ...” เทียนหานเฟิงส่ายหน้า จิบชา 
          “ว่าแต่...พี่ใหญ่ไปรู้เรื่องของเหลียนเยว่หยินมาจากที่ใด?” 
          “อวี่เอ๋อร์สนใจในตัวนาง ข้าในฐานะสามีย่อมต้องตระเตรียมการทุกทางเพื่อให้รู้ว่าภรรยาของข้า...จะปลอดภัย” ฟังคำตอบอันแสนอ่อนโยนนี้แล้วเขาอยากจะกลอกตานัก 

          พี่ใหญ่ที่ร้ายกาจ... 
         
           “ข่าวจากเผ่าชมฟ้าหรือขอรับ?” เทียนซือเสียนพอจะคาดเดาที่มาได้ ในแผ่นดินนี้...จะมีผู้ใดที่รวบรวมข่าวสารได้แม่นยำและเที่ยงตรงเท่าเผ่าชมฟ้าอีก 
          “ใช่แล้ว...” 
          “หลิงเจียวหั่วมีความเห็นเช่นไรเกี่ยวกับเหลียนเยว่หยิน?” 
          “เจียวหั่ว?...อืม...เขาบอกว่าเหลียนเยว่หยินเกิดภายใต้ดาวหงส์” 
          “ดาวหงส์? อา...ข้าไม่อยากเข้าใจแล้วพี่ใหญ่...ท่านไม่ต้องอธิบาย เหมือนจะเป็นเรื่องปวดหัวยิ่ง ข้าไม่อยากรู้” เทียนสือเซียนยกมือห้าม 
          “หึๆ” เทียนหานเฟิงส่ายหน้า น้องชายไม่ใช่ไม่ฉลาด เพียงแต่เกลียดเรื่องยุ่งยากจับใจ ก็...ยังนิสัยไม่โตนั่นล่ะ...อาจเพราะถือว่าตนเป็นน้องสุดท้องด้วยก็ได้ 
          “ท่านอาซือ!  ท่านอาซือมาเล่นกับชิงเอ๋อร์นะเจ้าคะ!” เด็กสาวตัวน้อยวิ่งมาเกาะแขนท่านอาอย่างน่ารัก ส่งสายตาออดอ้อนที่ใครได้เห็นก็จำต้องใจอ่อน เทียนซือเสียนอุ้มหลานสาวขึ้นก่อนจะหอมแก้มนิ่มฟอดใหญ่ 
          “ชิงซาจะเล่นอะไรเช่นนั้นหรือ?” 
          “วีรบุรุษช่วยสามงามเจ้าค่ะ ชิงเอ๋อร์จะเป็นวีรบุรุษ ท่านอามาเป็นโจรป่าลักพาสามงามนะเจ้าคะ!” มองท่าทีตื่นเต้นของนางมารน้อยแล้วเหลือบไปมองเด็กอีกคน 
          ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครต้องรับบทเป็นโฉมงาม เทียนซือเสียนถอนหายใจ 
          “วิธีเลี้ยงของท่านมีปัญหายิ่งนักพี่ใหญ่” มีที่ไหนให้พี่ชายเป็นสามงามแล้วน้องสาวไปช่วย อีกอย่าง...ในความเป็นจริงเจ้าเด็กหมิงชุนก็ไม่จำเป็นต้องให้ใครไปช่วยหรอก นิสัยราวกับถอดแบบจากพี่ใหญ่เสียขนาดนั้น เอาตัวรอดได้อย่างไม่ต้องห่วงกังวล  โจรป่าที่เสี่ยงลักพาตัวเขาไปอาจต้องขอร้องอ้อนวอนแทน 
          “พี่หมิงงดงามขนาดนี้จะให้เป็นวีรบุรุษได้เช่นไรล่ะเจ้าคะ!” 
          “ใช่แล้วชิงเอ๋อร์...เจ้าแข็งแกร่งยิ่ง” เทียนหานเฟิงสนับสนุนบุตรสาว “หมิงชุน...ทำตัวอ่อนแอเข้าไว้ รอวีรบุรุษไปช่วย” เทียนหมิงชุนถอนหายใจ 

               เอาเถิด...เอาที่บิดาและนางมารน้อยสบายใจ อย่างไรเสียท่านแม่ไม่อยู่เขาก็ไม่มีใครเข้าข้างอยู่แล้ว 

          “หมิงชุนที่น่าสงสาร” เทียนซือเสียนมองหลานชายอย่างเห็นใจ แต่พอคิดได้ว่าเจ้าปีศาจน้อยนี่ร้ายกาจเกินวัย เขาก็เก็บความห่วงใยกลับมาทันที 
          “ซือเสียน...ฝากเด็กๆ ด้วย” ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นสะบัดอาภรณ์สีขาวไปด้านหลัง 
          “พี่ใหญ่จะที่ใดหรือ?” 
          “อยากไปเดินเล่นสักหน่อย...” ยกยิ้มบางๆ แต่คนเป็นน้องชายกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มเช่นนี้...น่ากลัวพิกล ส่ายหน้าเบาๆ เอาเถิด...พี่ใหญ่เอาตัวรอดได้ เขาเสียอีกที่กำลังจะถูกเด็กสองคนรุมเสียแล้ว... 
          เฮ้อ...ชีวิตอ๋องสี่เทียนซือเสียนเหตุใดจึงลำบากนักนะ





          จวนอัครเสนาบดีเหลียนแห่งแคว้นป๋อเน้นการตกแต่งอย่างหรูหรา และตระกาลตา ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ไม้หายาก รูปปั้นหินประดับจากฝีมือช่างชั้นเอก สระน้ำขนาดใหญ่ ศาลาริมน้ำ รวมถึงของพระราชทานต่างๆ สมกับเป็นจวนของเสบานดีของแคว้นที่ร่ำรวยที่สุดจริงๆ 
          “ซิ่นอวี่ลองดูชาหลงจิ่ง ข้าเพิ่งได้มา เจ้าจิบดูสักหน่อย” น้ำเสียงอ่อนหวานของเหลียนเยว่หยินทำให้หลิงซิ่นอวี่ยิ้มรับ  และคิดว่า

               น้ำเสียงเช่นนี้สอดรับกับรูปลักษณ์งามเลิศของนาง 

          คิ้วเรียวโก่งดั่งคันศร บนใบหน้าขาวผ่องดุจหิมะ เรียวปากบางแดงอวบอิ่มราวกลีบเหมย ดวงตาสุกสกาวยิ่งกว่าดวงดาราบนฟากฟ้า เส้นผมสีดำสนิทเรียบลื่นดุจแพรไหมถูกรวบเป็นทรงเมฆาเคลื่อนอย่างงดงาม ประดับปิ่นมุกล้ำค่าอย่างพอเหมาะ ยิ่งสวมใส่อาภรณ์สีส้มอ่อนปักลวดลายนกยูงขาว ทำให้นางดูราวกับเทพธิดาผู้งดงามที่ลงมายังโลกมนุษย์ 
          “สระมังกร...มีสีเขียวมรกตสมชื่อ ว่ากันว่าแค่ได้กลิ่นชาชนิดนี้ก็ทำให้ผ่อนคลายได้ไปถึงสามวัน นับเป็นชาหายาก” หลิงซิ่นอวี่จิบชาช้าๆ ก่อนจะเอ่ย  “เป็นหลงจิ่งชั้นเลิศ” 
          “ได้ยินเจ้าชมข้าก็ดีใจ” เหลียนเยว่หยินยิ้มรับ ฟังจากที่อวิ๋นเจินหยางเล่าก็พอจะรู้ว่าสหายคนใหม่มีความชำนาญเรื่องชามากกว่าผู้ใด 
          “เจ้ามีสิ่งใดจะแนะนำหรือไม่? ฝีมือชงชาของข้าอาจไม่ดีนัก” นางกังวลใจเรื่องนี้จริงๆ นางไม่ถนัดด้านชงชาสักเท่าไหร่ 
          “เจ้าทำได้ดีมากแล้ว แต่อยากได้อรรถรสของหลงจิ่งมากขึ้น เจ้าควรชงในแก้วกระเบื้องใสทรงสูง ที่สามารถมองเห็นได้ ยามเห็นใบชาโลดแล่นอยู่เหนือน้ำร้อน ส่งกลิ่นหอมกำจาน นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีอีกช่วงหนึ่ง” 
          “จริงรึ? การชงชาก็มีหลากหลายรูแบบจริงๆ ข้ายังต้องเรียนรู้อีกเยอะ มา นอกจากดื่มชาแล้วข้ายังให้พ่อครัวทำขนมดอกกุ้ยไว้ด้วย เจ้าลองชิมดู” เห็นโฉมงามกระตือรือร้นเช่นนี้หลิงซิ่นอวี่ก็ไม่ปฏิเสธน้ำใจ 
          “เจ้าอย่าได้หัวเราะ ข้าไม่ค่อยมีมิตรสหายมากนัก โดยเฉพาะสตรี...มีเจ้าคนแรก” 
          “น่าแปลก...ด้วยตำแหน่ง รูปลักษณ์ความสามารถของเจ้า ย่อมดึงดูดผู้คนให้เข้าหา?” หลิงซิ่นอวี่เลิกคิ้ว ความจริงนางแปลกใจตั้งแต่มาหน้าจวนและบอกว่าเป็นสหายของท่านหญิงเหลียนเยว่หยินแล้ว คนในจวนนี้ดูราวกับจะไม่ค่อยเชื่อถือสักเท่าไหร่ที่ท่านหญิงของตนจะมีสหาย 
          “สิ่งเหล่านั้นต่างก็ทำให้ข้าอยู่อย่างโดดเดี่ยว” 

               เพราะงามล้ำเหนือใคร สามารถยิ่งกว่าสตรี ทำให้เกิดความริษยาและเกิดข้อเปรียบเทียบ

                เหลียนเยว่หยินจึงชอบที่จะอยู่คนเดียว ใช้เวลาว่างของนางไปกับตัวเอง คนที่นางนับว่าเป็นสหายได้นั้นอาจมีเพียงอวิ๋นเจินหยาง และสตรีตรงหน้ากระมัง 
          “สตรีเหล่านั้นมิได้รังเกียจเจ้าหรอก พวกนางเพียงอิจฉาเจ้าเท่านั้น อย่าไปใส่ใจเลย” น้ำเสียงกังวานว่าเรียบง่าย “เจ้างามเช่นนี้...ซ้ำยังกุมใจจตุรบุรุษแห่งยุคสมัยถึงสองคน ทั้งที่พวกนางไขว่คว้าแทบตายยังไม่มีโอกาส ไหนเจ้ายัง...อืม...ไม่ยอมเลือกผู้ใด จะไม่ให้สตรีเหล่านั้นเจียนคลั่งได้อย่างไร หึๆ” 
          “พูดราวกับเจ้าไม่ใช่สตรี” เหลียนเยว่หยินแทบจะส่งค้อนให้สหายคนใหม่ 
          “ก็ข้าไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้...ข้าชอบท่องเที่ยวค้าขาย และสนเพียงชากับครอบครัวของข้าเท่านั้น” 
          “น่าอิจฉาเจ้ายิ่งนัก” แค่มองลักษณะท่าทางการวางตัวของหลิงซิ่นอวี่ นางก็รู้แล้วว่าแตกต่าง... ดูมีอิสระ พึงพอใจในชีวิต ไม่ถูกผูกมัด รอยยิ้มและแววตานั้นมองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยเหตุและผล นั่นหมายความว่าชีวิตต้องผ่านหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ก็ยังสง่างาม สวมอาภรณ์เรียบง่ายไร้เครื่องประดับหรูหรามีราคา แต่มีรัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาทำให้ผู้พบเห็นเกิดความสนใจ 
          “คนเราต่างมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน ข้าไม่อาจเป็นเช่นเจ้าได้ เช่นเดียวกับที่เจ้าก็ไม่อาจเป็นแบบข้า อย่าทำสีหน้าเช่นนั้นเลย ประเดี๋ยวบุรุษทั่วทั้งหล้าจะประณามข้าที่บังอาจทำให้โฉมงามของพวกเขาขมวดคิ้ว” 

               เท่านั้นล่ะ...เหลียนเยว่หยินก็แย้มยิ้มงดงาม ราวบุปผาที่คลี่บานอย่างแช่มช้า ขนาดคนที่เป็นสตรีอย่างนางเห็นแล้วยังรู้สึกชื่นชม 

          ต้องขอบคุณจอมมารที่บ้าน เพราะยามที่เฟิงแย้มยิ้ม...นางใจสั่นและหน้าแดงกว่านี้มากนัก 
         
           “เจ้านี่!” 
          “ไม่ได้เชิญท่านอัครเสนาบดีมาหรอกหรือ?” 
          “องค์ชายอวิ๋นมาในฐานะแขกบ้านแขกเมือง เชิญมาคงไม่ง่ายนัก ข้าไม่อยากให้เป็นเรื่องราว” 
          “ลำบากแท้...” 
          “เจ้านี่จะเกี้ยวข้าให้องค์ชายหรืออย่างไร?” เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม 
          “มีสิ่งใดไม่ดีกัน? แม้ข้าไม่เคยเจอฮ่องเต้แคว้นป๋อ แต่ข้าคิดว่าท่านอัครเสนาบดี...เข้าท่ากว่าเยอะ” 
          “เรื่องนี้คงต้องดูกันไปอีกนาน ใต้หล้าไหนเลยจะมีแค่บุรุษสองคนนี้เสียเมื่อไหร่ ข้าไม่แต่งกับพวกเขาก็ใช่ว่าจะหาสามีไม่ได้แล้ว ซ้ำข้าเองอายุยังน้อยเหตุใดข้าต้องผูกมัดตนเองด้วย” 
          “พูดได้ดี” หลิงซิ่นอวี่ยิ้มขำ นั่นสิ…แต่นางเองก็ออกเรือนตอนอายุสิบห้า…หลังจากนั้นจึงพบกับอิสระในชีวิตอย่างแท้จริง  

          ดวงตากลมโตของโฉมงามเหลือบมองสหายที่มีท่าทีผ่อนคลาย จิบชาเรื่อยๆ สตรีตรงหน้าไม่เหมือนสตรีที่อื่นที่นางเคยพบ ดูมีอิสระอย่างน่าอิจฉา ไม่คัดค้านคำพูดของนาง ซ้ำยังเห็นด้วย สตรีส่วนมากมักจะกังวลเรื่องแต่งงาน เพราะหากอายุ 17 แล้วยังไม่ออกเรือนถือว่าเป็นเรื่องอับอาย 

               แต่นาง...แค่อยากเจอคนที่รักนางจริงๆ พร้อมที่จะเดินเคียงข้างนาง มีนางเพียงคนเดียว...ไม่ต้องร่ำรวย ยิ่งใหญ่ ขอแค่พร้อมที่จะอยู่กับนาง...เท่านั้น 

          หลิงซิ่นอวี่คนนี้ไม่ได้มีแววตาริษยายามมองนาง ต่างกับหญิงสาวทั่วไปที่ยามพูดคุยกันมักจับจ้องนางอย่างไม่ชอบใจ ซ้ำยังเปรียบเทียบตนเองกับนางเสมอ จนน่ารำคาญนัก แต่คนตรงหน้า...มองนางราวกับเด็กซนคนหนึ่ง 
          “เจ้าลองฟังข้าดีดพิณดีหรือไม่? ข้าจะใช้แสดงในงานเทศกาลร้อยสีสันครานี้” 
          “ได้ฟังเสียงดนตรีของโฉมสะคราญนับเป็นเกียรติ” 
          เหลียนเยว่หยินมองสหายก่อนจะยิ้มขำ “ตกลงเจ้าจะเกี้ยวข้าให้องค์ชายอวิ๋นหรือเกี้ยวข้าเองกันแน่ ดูพูดเข้า” 
          “นั่นสิ...” 
          “ในเมื่อท่านหญิงหลินจะบรรเลงพิณข้าขอฟังด้วยได้หรือไม่?” น้ำเสียงหวานที่ดังขึ้นมาทำให้สตรีทั้งสองหันไปมอง ก่อนที่หลินเยว่หยินจะเก็บรอยยิ้มบนใบหน้ากลับไปและเอ่ยเสียงเรียบ 
          “องค์หญิงซูหนี่ว์”




เรื่องนี้ท่านอ๋องสี่ของเราน่าสงสารจริงๆนั่นล่ะคะ ไม่ว่าใครๆก็พากันรังแก 555 ส่วนองค์หญิง...ไม่รู้จะมาดีหรือมาร้ายนะคะ 
ขอบคุณที่ติดตามและให้กำลังกันนะคะ ปลื้มมมมมม ^_^
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

153 ความคิดเห็น

  1. #62 primo xxii (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2560 / 17:12
    หายยยยไปนานเลยน้าาาา จะงอนแล้วเนี่ยยย
    #62
    0