คัดลอกลิงก์เเล้ว

ขยะนอกถุงดำ

โดย 0988700516

คนมักคิดว่าสิ่งที่เราทิ้งออกไปจากชีวิตมากที่สุดคือขยะ เเต่ชีวิตของนนท์ เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ได้ทิ้งอะไรหลายๆอย่างไปจากชีวิตนอกจากขยะในถุงดำ เชิญรับชมได้ในเรื่องสั้น ขยะนอกถุงดำ

ยอดวิวรวม

17

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


17

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  3 ก.ค. 62 / 23:44 น.
ขยะนอกถุงดำ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
คนมักคิดว่าสิ่งที่เราทิ้งออกไปจากชีวิตมากที่สุดคือขยะ เเต่ชีวิตของนนท์ เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ได้ทิ้งอะไรหลายๆอย่างไปจากชีวิตนอกจากขยะในถุงดำ เชิญรับชมได้ในเรื่องสั้น ขยะนอกถุงดำ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 3 ก.ค. 62 / 23:44



ผมชื่อนนท์ ตอนนี้เวลา23:55 ผมกำลังนอนแผ่อยู่บนเตียงอันเก่าคร่ำครึในบ้านเกิดของผม อายุปัจจุบันก็ปาไปตั้ง99ปีแล้ว ถือว่าผมอายุยืนมากเลยทีเดียว และอีก 5 นาทีผมจะอายุครบ 100 ปีบริบูรณ์ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของผมเอง(วันที่ 8มีนาคม) แต่แน่นอนว่าผมคงไม่มีเรี่ยวแรงมากพอจะลุกมาเป่าเค้กวันเกิด หรือออกไปฉลองปาร์ตี้เหมือนช่วงวัยรุ่นอีกแล้ว สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้ คงเป็นแค่การหวนระลึกถึงเหตุการณ์ในชีวิตตั้งแต่เกิดจนปัจจุบันเท่านั้น...

Phase 1 วัยเด็ก (1-12 ขวบ)
ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าวัยเด็กคือวัยที่สดใสที่สุด มันคือวัยแห่งการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทุกชนิด และเด็กทุกคนต่างเปรียบเสมือนผ้าขาว ที่สาดสีอะไรย่อมเป็นไปตามสีนั้น เด็กคนนั้นถูกเลี้ยงดูแบบไหน เด็กคนนั้นย่อมเติบโตมาแบบนั้นเช่นกัน
ภาพวัยเด็กของทุกคนคือมนุษย์ตัวเล็กๆ หน้าตาอ่อนเยาวน์ สดใสร่าเริง กำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานด้วยร่างกายที่แข็งแรง มีครอบครัวอันอบอุ่นเป็นที่พึ่ง และสามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างปลอดภัยในทุกคืน เพราะอยู่ภายใต้การปกป้องของครอบครัวและบ้านอันแข็งแกร่ง แต่ตรงกันข้ามกับผม...ผมเติบโตในบ้านหลังเล็กอันคับแคบและรกรุงรัง ฐานะครอบครัวไม่สู้ดีนัก ทั้งพ่อและแม่ล้วนเป็นคนเก็บขยะด้วยกันทั้งคู่ โรงเรียนผมก็เป็นโรงเรียนวัด พอวันไหนอากาศร้อนเป็นพิเศษก็ต้องกัดฟันเรียนอย่างเข้มแข็ง เพราะโรงเรียนผมไม่มีงบพอจะซื้อเครื่องปรับอากาศเหมือนโรงเรียนเอกชนหลายๆแห่ง
หลังเลิกเรียน ทุกคนมักออกไปวิ่งเล่นตามประสาเด็ก แต่ผมกลับต้องมาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน ลำพังพ่อและแม่คงหาเงินได้พอสำหรับค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่น ค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเล่าเรียน ฯลฯ และมีเงินค่าขนมให้ผมเท่า “ขี้นก” ถ้าผมอยากปั้นมันให้ใหญ่เท่า “ขี้หมา” ได้ ผมต้องหาเอาเอง!
แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะกลับบ้านมาแล้วไม่มีกลิ่นขยะ เพราะผมต้องช่วยพ่อแม่เก็บขยะทุกวันโดยไม่มีวันหยุด ตกค่ำ ผมจะวิ่งตรงไปที่ห้องน้ำก่อนเสมอ เพราะผมตั้งกฎว่า “ต้องอาบน้ำก่อน ถึงค่อยมากินข้าวอย่างสบายใจเฉิบ” แต่กฎนี้มันก็ใช้ไม่ได้ในทุกๆครั้ง เพราะหากบางวันที่สมาชิกในครอบครัวป่วย เราอาจต้องเจียดเงินมาใช้อย่างประหยัดกว่าเดิม ส่งผลให้บางช่วงผมต้องอดมื้อกินมื้อ
ถึงแม้ชีวิตวัยเด็กผมจะดูไม่มีความสุขเลย แต่มันก็ไม่เสมอไป ผมจำได้ว่าผมมีความสุขมากเวลาได้ต่อเลโก้ ประดิษฐ์หุ่นยนต์ หรือได้ลงมือสร้างของเล่นด้วยฝีมือตัวเอง ซึ่งเลโก้ที่ต่อมันคือสิ่งที่เพื่อนบ้านให้มาเป็นของขวัญ ส่วนหุ่นยนต์ที่ผมสร้างก็คือหุ่นยนต์ที่ทำจากขยะ เช่น กล่องนม หรือขวดพลาสติกที่คนเอามาทิ้ง มันไม่ได้มีอะไรพิเศษนักหรอก...
ถึงแม้ผมจะยากจนกว่าคนอื่นๆ แต่เรื่องความอบอุ่นในครอบครัวผมว่าผมไม่เป็นที่สองรองใคร เพราะก่อนไปโรงเรียน ผมจะกอดครอบครัวผมทุกวัน และเรานอนในมุ้งเดียวกันทุกคืน ถึงแม้พ่อผมจะเคยติดเหล้ามาตั้งแต่ผมเพิ่งเข้าเรียน แต่เพราะคำห้ามปรามของแม่ก็ทำให้พ่อเลิกมันเพื่อผมได้สำเร็จ แน่นอนว่าเขาเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับเด็ก เพราะผมเคยแอบกินเหล้าของพ่อด้วยซ้ำ ซึ่งเพราะมันไม่อร่อย ผมจึงไม่กินต่อ...ถึงแม้วัยเด็กของผมจะขมขื่นเพียงใด แต่ความรักมันช่างหอมหวานเหลือเกิน

Phase 2 วัยรุ่น (13-18 ปี)
ช่วงวัยเด็ก ผมมีเพื่อนสนิทนิสัยดีอยู่เยอะพอควร แต่พอย่างเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นตอนมัธยม ผมกลับทิ้งพวกเขาไป และตัวผมก็ดึงดูดแต่เพื่อนเลวๆเข้ามา ส่งผลให้ชีวิตผมต้องขึ้นอยู่กับเพื่อนตลอด ไม่อยากทำอะไรด้วยตัวเอง จนกว่าเพื่อนเลวๆนั่นจะยอมรับ
จริงอยู่ที่ตอนเด็กผมได้รับความรักจากครอบครัวอย่างเต็มเปี่ยม แต่มันคงเป็นเรื่องปกติที่วัยรุ่นมักทำอะไรตามเพื่อนเสมอ ทำให้ผมต้องทิ้งครอบครัวที่ผมรัก และตัวตนอันสดใสในวัยเด็กไป
เพื่อนเลวๆพวกนั้นวันๆไม่ทำอะไรนอกจากสูบบุหรี่และโดดเรียน การเรียนผมจึงแย่ลงกว่าเดิมทันที เพราะผมละทิ้งการเรียนไปโดยไม่สนใจใยดี และแน่นอน หลังเลิกเรียน การช่วยพ่อแม่ทำมาหากินคงเป็นเรื่องไร้สาระไปแล้ว เนื่องจากเพื่อนต้องมาก่อนครอบครัวก่อนเสมอ ผมจึงตามเพื่อนอันเลวทรามพวกนั้นไปสูบบุหรี่ และเที่ยวเตร่จนกลับบ้านดึกหลายครั้ง
ช่วงแรกๆคุณแม่ก็ไม่รู้ว่าผมเปลี่ยนไป แต่เมื่อเงินในบ้านเริ่มหายไป และตัวตนอันน่ารักมันได้ถูกทิ้งไปแล้ว คุณแม่จึงรู้ทันทีว่าผมเองที่เป็นตัวการ ท่านคงทำอะไรไม่ได้นอกจากตักเตือน แต่แน่นอน ผมไม่ฟังเขาง่ายๆขนาดนั้นหรอก บุคคลที่ผมจะฟังหรือให้ความเคารพคือเพื่อนเท่านั้น
แต่ก็ไม่เสมอไป อันที่จริง ผมมักสวมหน้ากากปลอมเป็นคนดีต่อหน้าผู้หญิงหลายคน บุคคลที่ผมจะเคารพรองลงมาคือผู้หญิงที่ตรงสเป็ก ครั้งหนึ่ง หลังเลิกเรียน ผมเคยยืมมอเตอร์ไซค์เพื่อนขี่ออกไปจากหมู่บ้าน และพบกับนักเรียนผู้หญิงที่หน้าตาน่ารักคนหนึ่ง เธอคนนั้นรถมอเตอร์ไซค์เสียอยู่กลางถนนระหว่างที่ซ้อนมากับพี่สาว ด้วยความที่ฝ่ายนั้นเป็นผู้หญิงที่ซ่อมรถไม่เป็นทั้งคู่ แต่ผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่มีความสามารถเรื่องเครื่องยนต์ การประดิษฐ์ หรือต่อเลโก้อยู่แล้ว ทำให้ผมต้องสวมหน้ากากเป็นผู้ชายที่แสนดี และเดินเข้าไปช่วยซ่อมรถให้กับสาวคนนั้นเฉกเช่นสุภาพบุรุษ 
เมื่อผมซ่อมรถให้เธอเสร็จ ผมก็ได้พูดคุยกับเธอคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง เธอคนนั้นชื่อ “แนน” แนนชื่นชมผมมากที่ผมซ่อมรถเก่ง มีน้ำจิตน้ำใจและให้เกียรติเพศหญิง แถมยังเป็นผู้ชายที่ดูสุภาพเรียบร้อยดั่งเทพบุตร หารู้ไม่ว่า อันที่จริง ผมมันก็แค่สัตว์นรกจอมเสแสร้งตนหนึ่งเท่านั้น
เราทั้งสองออกมาเจอกันอาทิตย์ละ 3 ครั้ง และคุยกันบ่อยมากๆ ช่วงแรกที่คุยกัน ผมรู้แค่ว่าแนนเป็นผู้หญิงที่เรียนเก่ง หน้าตาน่ารักเหมือนเทพธิดา และยังเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์ดีอีกด้วย ซึ่งผมก็แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าต่อให้เธอเรียนเก่งขนาดไหน เธอก็ยังโง่ที่ถูกสัตว์นรกอย่างผมหลอกเข้าเต็มเปา
ผมและแนนตัดสินใจคบหากัน ช่วงแรก หน้ากากผมมันก็ยังไม่แตกหักหรอก แต่พอคบกันนานเข้า หน้ากากผมมันก็พังไปโดยปริยาย จนแนนเห็นใบหน้าอันแฝงไปด้วยความเลวทราม และเจ้าเล่ห์...แน่นอนว่า ไม่มีเทพธิดาองค์ไหน อยากคบหาดูใจกับสัตว์นรก และแล้ว เทพธิดาที่ซื่อสัตย์ในความรักองค์นั้น ก็ทิ้งผมไป

Phase 2.5 วัยรุ่นตอนปลาย (19-25 ปี)
ผลลัพธ์จากพฤติกรรมอันไม่เอาไหนของผมมันไม่ใช่แค่ไม่ดี แต่มันแย่ยิ่งกว่าแย่เสียอีก! ไม่ใช่แค่เทพธิดาอันงดงามองค์นั้นทิ้งสัตว์นรกอย่างผมไป แต่รวมถึงความล้มเหลวในการศึกษาอีกด้วย! ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ผ่านเพราะไอ้เพื่อนเลวพวกนั้นพาผมโดดเรียน อันที่จริง จะไปโทษแต่เพื่อนพวกนั้นมันก็ไม่ถูกหรอก โทษตัวผมเองซะน่าจะเหมาะสมกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ผมและพวกนั้นมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนต่างโรงเรียนก่อนวันจบการศึกษาอีกด้วย ความผิดช่วงวัยรุ่นมันคงมีจำนวนมากกว่าเงินในบัญชีแม่ผมด้วยซ้ำ
สถานะของผมไม่ใช่เด็กน่ารักอีกแล้ว สถานะของผมคือ เด็กที่คบเพื่อนเลวๆจนตัวเองเลวตาม โดดเรียนบ่อยจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ผ่าน ติดบุหรี่ ชอบสวมหน้ากากหลอกผู้หญิงให้มาติดกับจนตัวเองเป็นฝ่ายถูกทิ้งเสียเอง ทิ้งครอบครัวอันเป็นที่รักอย่างหน้าตาเฉย และทะเลาะกับเพื่อนต่างโรงเรียนในวันจบการศึกษา...ปัญหาทุกปัญหารุมล้อม และด้วยความหุนหันพลันแล่น ผมจึงเลือกวิธีจะหยุดชีวิตแบบนี้เสียที นั่นก็คือ “การฆ่าตัวตาย”
แต่ไม่น่าเชื่อ ผมยังจำภาพก่อนผมจะโดดจากชั้น 2 ของบ้านได้อยู่เลย ตอนนั้นผมกำลังจะกระโดดอยู่แล้ว แต่พ่อและแม่กลับมาห้ามไว้ได้ทัน มันอาจเป็นเรื่องบังเอิญแต่ผมยังไม่เคยลืมเลย ผมร้องไห้ที่ตักท่านอย่างสลดใจ ทุกหยดน้ำตาแสดงถึงความปวดร้าวต่อชีวิตที่ผมเชื่อว่าพระเจ้ากำลังกลั่นแกล้ง แต่มันไม่ใช่เลย
“ขึ้นชื่อว่าพระเจ้า ท่านไม่มีเวลามากลั่นแกล้งมนุษย์หรอกนะลูกชาย...ลูกต่างหาก ที่กลั่นแกล้งตัวเอง” แม่พูดขณะที่ผมกำลังร้องไห้
ท่านกอดผมอย่างแน่น และปล่อยให้ผมได้ฉุกคิดถึงการกระทำเก่าๆทั้งหลาย เรียนรู้มัน เพื่อจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
นับแต่วันนั้น ผมก็ไม่คิดจะทิ้งชีวิตผมอีกเลย...
ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ หลังจากผมร้องไห้วันนั้น ผมบังเอิญไปเห็นประกาศที่เสาไฟฟ้าหน้าบ้าน เรื่องการแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์ ผมรู้ตัวว่าผมเป็นคนถนัดเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงเข้าประกวดโดยไม่ลังเล ช่วงมัธยมมีโอกาสดีๆเข้ามาในชีวิตผมหลายครั้ง แต่ผมก็ทิ้งมันไป เมื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมจะไม่ปล่อยโอกาสดีๆให้หลุดลอยอีกต่อไปแล้ว
กติกาในการแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์คือ ให้บุคคลใดก็ได้สร้างหุ่นยนต์ด้วยวัสดุประเภทอะไรก็ได้ ผมลงมือสร้างมันจนรู้สึกว่ามันเท่ห์กว่ากับหุ่นยนต์อื่น เและนำมันมานำเสนอในวันแข่งขัน ในฮอลล์แห่งหนึ่งในจังหวัดกรุงเทพมหานครฯ
ระยะทางไม่ใช่อุปสรรค ต่อให้มันจะไกลแค่ไหนผมก็จะไป ต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ มันก็อยู่ในประเทศไทยเหมือนกัน ฉะนั้น เมื่อผมประดิษฐ์หุ่นยนต์ตัวแรกจากเศษขยะด้วยศิลปะจากหัวใจเสร็จ ผมก็พามันเข้ากรุงเทพฯ ในเช้าวันถัดมาทันที
คนที่มาแข่งขันแต่งตัวดีกันหมด มีแต่ผมที่แต่งตัวบ้านๆและเชยกว่าใคร เท่าที่ผมสังเกต หุ่นยนต์ของผมและคนอื่นมันก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่นะ ฉะนั้น การแต่งตัวและฐานะ มันใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินแพ้ชนะกันไม่ได้แน่นอน
ตอนผมขึ้นเวที ทุกคนต่างหัวเราะคิกคักกันเบาๆ เพราะหุ่นยนต์ที่ผมพามันเข้าเมือง มันคือหุ่นยนต์บ้านนอกที่สร้างจากเศษขยะ ผิดกับคนอื่นที่มักจะสร้างด้วยวัสดุมีราคา แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอมันได้อย่างสำเร็จ
ตอนประกาศผลผมใจเต้นตึกตักตลอดเวลา ผมกำลังลุ้นว่าโอกาสที่ผมคว้ามันครั้งนี้จะส่งผลอย่างไรกับตัวผม และแล้ว หูผมก็จับได้ถึงชื่อเล่นของผม
“รางวัลชนะเลิศในการแข่งขันแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์ประจำปี 2562 ได้แก่...คุณนนท์!! ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 298ขอเสียงปรบมือด้วยครับ!!” 
เสียงประกาศชื่อเล่นจากพิธีกรดังขึ้น ทำเอาผมตาโตขึ้นมาทันที และเสียงปรบมือก็ดังสนั่นฮอลล์แห่งนี้ ผมขึ้นไปรับโล่และเงินรางวัล100,000 บาทบนเวทีอย่างสง่างาม ตอนนั้นผมยิ้มแก้มปริแล้ว เพราะผมรู้สึกว่าการคว้าโอกาสนี้มามันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
เรื่องน่าภูมิใจไม่ได้มีอยู่แค่บนเวทีเท่านั้น เพราะเมื่อผมลงจากเวที 
“คุณนนท์ครับ ผมมีชื่อว่าOO นะครับ...” เขายื่นนามบัตรให้ผม “ทางเราเห็นว่าสิ่งประดิษฐ์ของคุณนั้นน่าสนใจมาก มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่จำเป็นต้องสร้างด้วยวัสดุที่ราคาแพง แต่มันสร้างด้วยเศษขยะ และมันมีความหมายที่ลึกซึ้ง ขยะที่คุณนำมาสร้าง ผมเห็นศิลปะของมัน มันแสดงถึงอารมณ์ต่างๆได้ชัดเจน ดังนั้น ทางเราจึงขอเชิญคุณไปเข้าร่วมการศึกษาดูงานประดิษฐ์ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเวลา 3 วัน และที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 5 วัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ คุณนนท์สนใจไหมครับ”
ผมตาโตทันทีเมื่อได้ยินข้อเสนอดีๆแบบนั้น เลือดสูบฉีดไปทั่วตัวจนร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ผมกุมมือผู้จัดการและเขย่าไปมา พร้อมพูดขึ้น
“ผมสนใจครับ มีรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมไหมครับ!!”
“เอาเป็นว่าผมให้โอกาสคุณนนท์กลับไปคิดและให้คำตอบผมภายในอาทิตย์หน้านะครับ นี่เบอร์ติดต่อของเราครับ หากได้คำตอบแล้วหรือมีข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติมก็ติดต่อมาได้ที่เบอร์นี้เลยนะครับ อ้อ...แล้วก็ ผมขอเบอร์คุณนนท์เอาไว้ด้วยครับ...คุณไม่ต้องแปลกใจนะว่าทำไมคุณถึงชนะ ผมบอกเลยว่าผมเห็นถึงศิลปะจากภายใน ผมและคุณเท่านั้น ที่รู้สึกถึงมัน”
ผมบอกเบอร์โทรศัพท์บ้านของผมไปเพราะผมไม่มีโทรศัพท์ของตัวเอง แต่ผู้จัดการคนนั้นก็ไม่ได้ทำท่ารังเกียจแต่อย่างใด 
ผมเดินทางกลับต่างจังหวัดด้วยความปลาบปลื้มพร้อมหุ่นยนต์เศษขยะและเงินรางวัล ผมวิ่งเข้าไปในบ้านพร้อมตะโกนข่าวดีที่ครอบครัวต่างพากันตกใจและดีใจไปพร้อมๆกัน ผมขอร้องพ่อแม่ให้อนุญาตไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศ ตอนแรกคุณแม่ก็ดูเหมือนว่าจะใจหายเพราะลูกชายต้องไม่อยู่บ้านและเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรก แต่ด้วยความหวังดี คุณแม่จึงช่วยผมเก็บกระเป๋าตั้งแต่คืนนั้นทันที ทั้งๆที่เหลือเวลาอีกตั้ง 10 วันด้วยซ้ำ!

Phase 3 วัยผู้ใหญ่ (26-40 ปี)
การไปดูงานที่ต่างประเทศนั้นสนุกมาก ผมได้ความรู้แปลกใหม่มากมาย ซึ่งมันเป็นการเปิดหูเปิดตาที่น่าตื่นเต้นสุดๆ เมื่อผมลงเครื่องจากสนามบินที่ไทย ผมก็ตรงไปยังบ้านของผมเพื่อกลับไปกินกับข้าวฝีมือแม่ ผมคิดถึงข้าวคลุกปลาทูของแม่เสียยิ่งกว่าข้าวปั้นปลาดิบของญี่ปุ่น การได้ห่างหายครอบครัวไป 1 อาทิตย์ มันช่างยาวนานราวกับทิ้งพวกเขาเป็นปีๆ
แต่โชคชะตาก็ไม่ได้ให้เราทำตามใจนัก ผู้จัดการอีกท่านหนึ่งเสนอให้ผมไปทำงานตำแหน่ง CREATIVE ในบริษัทประดิษฐ์ของเล่นชื่อว่า xx ซึ่งผมจำเป็นต้องย้ายไปกรุงเทพฯ เป็นเวลานานไม่ต่างอะไรกับนักศึกษาที่มาพักหอแถวมหาวิทยาลัย และเมื่อผมได้เงินมาก้อนหนึ่ง ผมจะนำเงินส่วนนี้กลับมาให้พ่อและแม่ของผม ผมสัญญากับตัวเองทันที
ผมเข้าทำงานในบริษัทแห่งนี้ได้พิเศษกว่าใครๆ เพราะผมเป็นคนเรียนไม่จบ แต่เพราะความสามารถอันน่าตกใจทำให้ผู้จัดการคนนี้วางใจในจินตนาการผม การทำงานวันแรกมันไม่เหมือนกับเปิดเทอมวันแรก จริงอยู่ที่เราได้พบกับเพื่อนใหม่หลายคน แต่หน้าที่ความรับผิดชอบนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
เรื่องที่พิเศษที่สุดสำหรับวันนี้คือ ผมได้พบกับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่หน้าตาสวยงามมาก เธอเป็นคนนิสัยดีเหมือนกับแนนทุกอย่าง ผู้หญิงคนนั้นชื่อ “พริม” เธอทำงานอยู่ตำแหน่งเดียวกับผม โดยที่เธอก็เพิ่งเริ่มทำงานก่อนผมประมาณ3 วัน ทำให้พวกเราทั้งสองเป็นเหมือนน้องใหม่กันทั้งคู่ มีอะไรสงสัยก็มักจะสงสัยเรื่องเดียวกัน และเมื่อเราอยู่ในสถานะเดียวกัน เราก็มักจะคุยกันบ่อยมากขึ้น
ผมยังจำบทสนทนาแรกที่ผมคุยกับพริมได้อยู่เลย เนื่องด้วยผมไม่คุ้นชินเมื่อต้องถอดหน้ากากออกและเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง ผมจึงรู้สึกเขินอายเวลาสนทนากับคนสวยๆอย่างพริม ซึ่งบทสนทนาแรกคือการถามทาง ผมถามทางว่าห้องน้ำไปทางไหนอย่างสุภาพ เพราะผมก็ไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับเธอดี เมื่อสิ้นคำถาม เธอก็เอ่ยปากถามผม
“เธอชื่ออะไร มาใหม่ใช่มั๊ย?”
“ใช่ เราชื่อนนท์นะ”
“จ้ะ เราชื่อพริม เราก็เพิ่งมาใหม่เหมือนกัน เราเพิ่งมาแค่ 3 วันเอง มีอะไรก็ช่วยๆกันนะ”
เวลาผ่านไป ผมกับพริมก็ได้ทำงานคู่กันบ่อยขึ้นจนเราสนิทกันดั่งเพื่อนแท้ แต่พวกเราทั้งสองไม่ได้คิดกันแค่เพื่อน และแล้ว พวกเราก็เริ่มเผยความในใจซึ่งกันและกัน
ผมกับพริมตัดสินใจคบหากันอย่างจริงใจ และผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้ความรักครั้งนี้ช้ำใจเหมือนครั้งก่อน หน้าที่ผมคือทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ผมจะไม่ยอมให้ตัวผมเป็นสาเหตุให้เราทั้งคู่ต้องเลิกกัน ซึ่งผมมั่นใจว่าความรักครั้งนี้จะยืนยาวแน่ๆ
2 เดือนผ่านไป ผมก็ตกลงกับพริมว่าจะขอตัวกลับบ้านเพื่อนำเงินไปเลี้ยงดูพ่อแม่ เพราะผมจากท่านมานานแล้ว พริมอนุญาตให้ผมกลับโดยไม่ลังเล แถมยังขอไปทำความรู้จักกับครอบครัวของผมอีกด้วย!
ครั้งนี้ ผมกลับมาบ้านพร้อมเงินจำนวนหนึ่งกับผู้หญิงใจดีคนหนึ่ง ทันทีที่ผมลงจากรถบขส.แดง ผมก็วิ่งเข้าไปกอดครอบครัวอย่างเร็วไว พร้อมแนะนำแฟนสาวของผมให้พ่อแม่รู้จัก...ท่านไม่ได้ทำท่าตกใจหรือโกรธเคืองใดๆเลย แต่กลับรู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่ไอ้ลูกชายคนนี้สามารถหาคู่ชีวิตได้ด้วยตนเองแล้ว ท่านต้องรับพริมโดยทำอาหารอย่างสุดฝีมือ ซึ่งพริมก็ชื่นชมและยกนิ้วให้กับฝีมือการทำอาหารของแม่ผม ส่วนตัวผมเอง อาหารที่แม่ทำก็ยังคงอร่อยเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลง
เวลาผ่านไปหลายปี ผมกับพริมก็ยังรักกันเหมือนเดิม ความรักครั้งนี้เป็นความรักที่จริงใจที่สุด จึงเป็นสาเหตุให้ผมกับพริมตัดสินใจแต่งงานกัน ช่วงนั้นผมทำงานอย่างหนักเพื่อจะจัดงานให้วิเศษที่สุด วันจริง ผมเชิญคุณพ่อคุณแม่ให้เข้ามาร่วมงานแต่งงานที่กรุงเทพฯด้วย แถมผมยังให้พ่อเลือกชุดสูทตามใจชอบ พ่อบอกว่าขอที่ราคาไม่แพง แต่นิ้วของพ่อกลับจิ้มสูทที่ราคาหลายพันเลยทีเดียว
หลังจากแต่งงานไป 1 ปี ผมกับพริมก็ได้มีลูกด้วยกัน เราได้ลูกสาวหน้าตาน่ารักและแข็งแรง ผมตั้งชื่อให้เธอว่า “โดนัท” เด็กคนนี้มีสัยคล้ายกับพวกเราทุกอย่าง เธอเป็นเด็กที่เชื่อฟังพ่อแม่และไม่เคยทำอะไรนอกลู่นอกทาง ผมสัญญากับตัวผมว่าจะดูแลลูกสาวให้ดีที่สุด บัดนี้ ชีวิตผมเปลี่ยนไปแล้ว มันจะเริ่มน่าตื่นเต้นเมื่อมีสมาชิกใหม่ถือกำเนิดขึ้น

Phase 4 วัยกลางคน (41-60 ปี)
เมื่อมีเด็กตัวเล็กๆเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกัน มันทำให้ผมอดนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาตอนเด็กไม่ได้ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว ว่าเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาวจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่โตมากับพ่อแม่ที่ยากจนหรือชอบใช้ความรุนแรงจะเป็นเด็กก้าวร้าวเสมอไป พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ และพวกเขาจะไม่นำปมด้อยนั้นมาตอกย้ำชีวิตของเขา...เด็กผู้หญิงคนนี้ ผมจะเลี้ยงดูเขาให้สุดความสามารถ โดยสาดแต่สีสวยงาม ให้ความรักอย่างไร้เงื่อนไข พร้อมเสริมความเข้มแข็งในจิตใจ และเมื่อผมจากเขาไป เขาจะต้องดำเนินชีวิตต่อโดยปราศจากความทุกข์ใดๆ
เวลาผ่านไปหลายปี เด็กน้อยก็เริ่มเติบใหญ่ โดนัทจะอายุ 15 ในไม่ช้า ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในตัวลูกสาว และผมเองก็เปลี่ยนแปลงตัวเองไปมากมายเหมือนกัน
ตอนนี้ฐานะที่บ้านของผมมั่งคั่งจนสามารถใช้เงินทุกวันโดยไม่ต้องประหยัดก็ได้ แต่เราไม่ทำเช่นนั้น เมื่อครอบครัวผมมีเงินมากขึ้นจนเบื่อแล้ว ผมก็ตัดสินใจบริจาคมันให้ผู้ยากไร้ พ่อแม่ เพื่อนบ้าน ฯลฯ ผมให้พวกเขาอย่างไร้เงื่อนไข ผมไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ ผมให้พวกเขาเพียงเพราะผมอยากจะให้ แต่ไม่น่าเชื่อ ตอนแรกผมคิดว่าพวกเขาไม่ได้ตอบแทนอะไร แต่พวกเขากลับตอบแทนผมทันทีเมื่อผมบริจาคเงินให้พวกเขา เขาไม่ได้มอบตุ๊กตาผมเป็นของขวัญ หรือพาผมไปกินข้าวที่ร้านอาหารหรูๆ แต่สิ่งตอบแทนเหล่านั้นคือ...รอยยิ้ม และความรัก
เมื่อโดนัทเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็ถึงคราวเธอทำมาหากินเลี้ยงดูตัวเอง ตอนนี้ผมหมดหน้าที่การส่งเสียเธอเรียนแล้ว ต่อจากนี้ลูกสาวผมมีชีวิตที่เป็นอิสระ และตัวผมเองก็มีอิสระในการรักผู้อื่นอย่างไร้เงื่อนไขเหมือนกัน
ผมเดินทางมาเกินครึ่งชีวิตแล้ว ทุกวันนี้ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ทำด้วยไม้โอ๊คจากฝรั่งเศษในบ้านที่มีเงินจำนวนมากกองอยู่ ซึ่งผมก็ไม่ได้เอามันไปใช้ นอกจากทรัพย์สินที่มากล้น ผมยังมีพละกำลังในการขยับเขยื้อนร่างกาย หากผมจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โอ๊คจนกล้ามเนื้อใช้งานไม่ได้ และต้องนำเงินที่ผมกองไว้มาใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลก็คงไม่เหมาะ ผมนำพละกำลังและทรัพย์สินที่ผมมีอยู่ ไปทำประโยชน์แด่โลกใบนี้เสียดีกว่า
เพื่อนบ้านผมบางคนมักถามบ่อยๆว่า “นนท์ไม่เสียดายเงินที่ทิ้งไปเหรอ? และถ้าแกขาดแคลนขึ้นมาจะทำอย่างไร” ผมยิ้มอ่อนและตอบว่า
“ผมไม่เสียดายเงินที่ผมให้ไป ผมให้พวกเขาเพียงเพราะผมอยากจะให้ ผมเห็นว่าพวกเขาเป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน ส่วนข้อที่ถามผมว่าถ้าขาดแคลนขึ้นมาจะทำอย่างไร...ผมไม่เคยทำอะไรที่เบียดเบียนตัวเอง ผมไม่เคยให้ผู้อื่นจนผมอดอยากปากแห้งเหมือนสมัยเด็กๆ และทุกวันนี้ ลูกสาวผมก็มีการงานที่รายได้มหาศาล ผมจึงมั่นใจว่าผมไม่มีทางเดือดร้อน แถมชีวิตผมก็มีความสุขดี”

Phase 5 วัยชรา (61-99 ปี)
กาลเวลาผ่านไป เราย่อมเปลี่ยนไป ผมเดินทางมาเกือบทั้งชีวิตแล้ว และช่วงวัยนี้อาจเป็นวัยสุดท้ายที่ผมจะมีพลังกายพอจะสื่อสารกับเพื่อนมนุษย์ ถึงแม้ผมจะดูเหมือนชายชราผู้อัดแน่นไปด้วยประสบการณ์และความรู้ก็เถอะ แต่ผมว่าผมก็ยังไม่เข้าใจสัจธรรมของโลกและเพื่อนมนุษย์ได้มากพออยู่ดี
เนื่องด้วยพละกำลังที่ค่อยๆถดถอย บวกกับสถานะที่ไร้ซึ่งหน้าที่ต้องปฏิบัติ ผมจึงหันมาศึกษาสัจธรรมอย่างที่คนเฒ่าคนแก่ทั่วไปมักจะทำกัน โดยเริ่มจากนั่งสมาธิที่บ้านตอนอยู่คนเดียว ช่วงแรกผมอาจไม่ค่อยคุ้นชินกับสภาวะนิ่งๆนัก แต่สักพัก เมื่อจิตเรานิ่ง กายเราก็นิ่งไปเอง
ผมยังมีกำลังทรัพย์เหลืออยู่อีกเยอะพอสมควร แต่ผมไม่มีแรงพอจะเดินทั่วภูมิภาคไปแจกจ่าย หรือนำเงินส่วนนั้นมาทำอะไรอีกต่อไปแล้ว ผมจึงนำไปบริจาค ณ สถานที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมนัก นั่นก็คือ “วัด” นั่นเอง...ตอนนี้ลูกสาวผมกำลังสนุกกับชีวิตวัยทำงานเป็นอย่างมาก เนื่องจากผมไม่อยากรบกวนความสนุกของเธอ ผมจึงใช้ชีวิตอยู่กับพริม คู่ชีวิตของผม 2 คน และพวกเรามักจะไปปฎิบัติธรรมที่วัดอยู่บ่อยๆ
จากการฝึกฝนนั่งสมาธิจากในบ้านเป็นเวลาสักพัก ทำให้ผมสามารถนั่งสมาธินอกสถานที่เป็นเวลานานได้สบายๆ ท่ามกลางร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ มีเสียงสรรพสัตว์จำนวนมากรายล้อมอยู่รอบตัว เช่น นก สุนัข แมว ฯลฯ เสียงเหล่านั้นดังขึ้นมาพักหนึ่งและดับไป ยังไม่มีเสียงไหนที่เกิดขึ้นแล้วดังต่อโดยไม่มีวันหยุด อันที่จริงความสงบ มันไม่ได้อยู่ที่ภายนอก แต่มันอยู่ภายในต่างหาก เพราะต่อให้เสียงภายนอกดังแค่ไหน แต่หากใจเราสงบ มันก็สงบตาม เมื่อผมสงบ มันทำให้ผมตระหนักถึงสัจธรรมข้อหนึ่งว่าแท้ที่จริงแล้ว ไม่มีอะไรบนโลกมีตัวตนจริงๆ ตัวเราก็ไม่มีอะไรเลย กระบวนการแรกมาจากการรวมตัวของเซลล์เท่านั้น มนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าเรา เป็นเพียง “ความว่างเปล่า” เพราะลึกๆแล้ว พวกเขาไม่มีอะไรเลย
เมื่อผมตระหนักได้เช่นนั้น ผมก็มองย้อนกลับไปยังอดีต ถึงความโกรธ ความเศร้า ความผิดหวังที่ผมเคยมีต่อคนรอบตัว และมองว่ามันเป็นเรื่องตลก ที่เราต้องมานั่งโกรธ ผิดหวัง ทุกข์ใจกับความว่างเปล่า เราเกิดมาเพื่อจากลาแท้ๆ แล้วเราจะโกรธกันไปเพื่ออะไร เราให้อภัยก้อนเนื้อเดินได้ที่ถูกสร้างจากความว่างเปล่าดีกว่าไหม เพราะก้อนเนื้อเดินได้เหล่านั้นไม่ได้อยู่บนโลกนี้ตลอดไป
ในการนั่งปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ผมได้ดึงจิตใจให้กลับสู่ความสงบ และละทิ้งความฟุ้งซ่านออกไป ผมละทิ้งความโกรธต่อเพื่อนมนุษย์และให้อภัยพวกเขาจากใจจริง และผมได้ละทิ้งอัตตาบางส่วนจากหัวใจผมเอง อัตตาคือความเป็นตัวกูของกู (จากท่านพุทธทาสภิกขุ) เมื่อผมเลิกยึดติดกับตัวกูของกู ผมจึงกล้าตายจากโลกนี้ไปโดยไม่หวงแหนตัวกูของกูอีกต่อไป

Phase 6 The last phase ลมหายใจสุดท้าย บทสรุปของชีวิต (วินาทีสุดท้าย)
บัดนี้ ผมเดินทางมาถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต ผมเริ่มหวนระลึกถึงเหตุการณ์ทั้งชีวิตตอน 23:55 ผมอยากเก็บพวกมันมาทบทวนให้หมดภายในเวลา 5 นาทีก่อนวันพรุ่งนี้จะมาถึง และผมก็ทำสำเร็จ ตอนนี้ 23:59 เหลืออีก 1 นาทีก็จะวันเกิดผมอย่างที่บอกไปตอนต้น การระลึกถึง 99 ปีที่ผ่านมามันทำให้ผมได้ตระหนักว่าผมทิ้งหลายๆอย่างไปจากชีวิต ซึ่งมีทั้งสิ่งที่ควรทิ้งและไม่ควรทิ้งปะปนกันไป
ช่วงวัยเด็ก ผมทิ้ง “ความปราถนา” ไป ความปราถนาจะได้เรียนโรงเรียนเอกชน มีเครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำ ความปราถนาที่จะมีครอบครัวที่ร่ำรวย มีเงินมีทองใช้ไม่ขาดมือ หรือความปราถนาจะได้วิ่งเล่นหลังเลิกเรียนแทนที่จะมาเก็บขยะ
ช่วงวัยรุ่นผมทิ้งสิ่งที่ไม่ควรทิ้งไปมากมาย ในด้านหน้าที่ ผมทิ้งการเรียน เวลา และโอกาสดีๆที่จะเข้ามาในชีวิต ในด้านความสัมพันธ์ ผมทิ้งคำสอน ครอบครัว และคนรักอย่างแนนไป ในด้านตัวตน ผมทิ้งความดี และตัวตนในวัยเด็กไป
ช่วงวัยรุ่นตอนปลายผมทิ้งสิ่งหนึ่งที่ห้ามทิ้งเป็นอันขาด นั่นก็คือ ทิ้ง “ชีวิต”และก็ได้ทิ้งสิ่งไม่ดีไปเหมือนกัน ผมทิ้ง “เพื่อนเลวๆ” พวกนั้น และ “ตัวตนอันต่ำทราม” ช่วงวัยรุ่นให้หายไป
ช่วงวัยผู้ใหญ่ ผมทิ้ง “ความโสด” และหันมาใช้ชีวิตแบบคนมีคู่
ช่วงวัยกลางคน ผมทิ้ง “เงื่อนไข”(สิ่งตอบแทน) “ความเกลียดชัง”ไป ผมสามารถรักและให้ผู้อื่นโดยไม่มีเงื่อนไข
ช่วงวัยชรา ผมทิ้ง  “พันธนาการจากอดีต” “ความคิดลบ” “ความโกรธ” “ความฟุ้งซ่าน” “ความทุกข์ใดๆ” และ “อัตตา”(ตัวของกู) บางส่วน...เด็กเก็บขยะอย่างผม ก็ทิ้ง “ขยะ” และทิ้ง “เขยิบ” ไปไม่ต่างกับคนทั่วไป
 บัดนี้ ถึงเวลาที่ดวงวิญญาณต้องเดินทางสู่โลกใหม่ ต่อไปนี้ผมจะไม่ลุกขึ้นจากโลงศพอีก วันนี้เป็นทั้งวันเกิดและวันตายของผม ลมหายใจสุดท้าย...ผมละทิ้งได้ 3 สิ่ง คือ ลมหายใจ คุณงามความดี และ สังขาร...ลาก่อนนะ เพื่อนมนุษย์ :)















 





 

ผมชื่อนนท์ ตอนนี้เวลา23:55 ผมกำลังนอนแผ่อยู่บนเตียงอันเก่าคร่ำครึในบ้านเกิดของผม อายุปัจจุบันก็ปาไปตั้ง99ปีแล้ว ถือว่าผมอายุยืนมากเลยทีเดียว และอีก 5 นาทีผมจะอายุครบ 100 ปีบริบูรณ์ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของผมเอง(วันที่ 8มีนาคม) แต่แน่นอนว่าผมคงไม่มีเรี่ยวแรงมากพอจะลุกมาเป่าเค้กวันเกิด หรือออกไปฉลองปาร์ตี้เหมือนช่วงวัยรุ่นอีกแล้ว สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้ คงเป็นแค่การหวนระลึกถึงเหตุการณ์ในชีวิตตั้งแต่เกิดจนปัจจุบันเท่านั้น...
Phase 1 วัยเด็ก (1-12 ขวบ)
ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าวัยเด็กคือวัยที่สดใสที่สุด มันคือวัยแห่งการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทุกชนิด และเด็กทุกคนต่างเปรียบเสมือนผ้าขาว ที่สาดสีอะไรย่อมเป็นไปตามสีนั้น เด็กคนนั้นถูกเลี้ยงดูแบบไหน เด็กคนนั้นย่อมเติบโตมาแบบนั้นเช่นกัน
ภาพวัยเด็กของทุกคนคือมนุษย์ตัวเล็กๆ หน้าตาอ่อนเยาวน์ สดใสร่าเริง กำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานด้วยร่างกายที่แข็งแรง มีครอบครัวอันอบอุ่นเป็นที่พึ่ง และสามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างปลอดภัยในทุกคืน เพราะอยู่ภายใต้การปกป้องของครอบครัวและบ้านอันแข็งแกร่ง แต่ตรงกันข้ามกับผม...ผมเติบโตในบ้านหลังเล็กอันคับแคบและรกรุงรัง ฐานะครอบครัวไม่สู้ดีนัก ทั้งพ่อและแม่ล้วนเป็นคนเก็บขยะด้วยกันทั้งคู่ โรงเรียนผมก็เป็นโรงเรียนวัด พอวันไหนอากาศร้อนเป็นพิเศษก็ต้องกัดฟันเรียนอย่างเข้มแข็ง เพราะโรงเรียนผมไม่มีงบพอจะซื้อเครื่องปรับอากาศเหมือนโรงเรียนเอกชนหลายๆแห่ง
หลังเลิกเรียน ทุกคนมักออกไปวิ่งเล่นตามประสาเด็ก แต่ผมกลับต้องมาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน ลำพังพ่อและแม่คงหาเงินได้พอสำหรับค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่น ค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเล่าเรียน ฯลฯ และมีเงินค่าขนมให้ผมเท่า “ขี้นก” ถ้าผมอยากปั้นมันให้ใหญ่เท่า “ขี้หมา” ได้ ผมต้องหาเอาเอง!
แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะกลับบ้านมาแล้วไม่มีกลิ่นขยะ เพราะผมต้องช่วยพ่อแม่เก็บขยะทุกวันโดยไม่มีวันหยุด ตกค่ำ ผมจะวิ่งตรงไปที่ห้องน้ำก่อนเสมอ เพราะผมตั้งกฎว่า “ต้องอาบน้ำก่อน ถึงค่อยมากินข้าวอย่างสบายใจเฉิบ” แต่กฎนี้มันก็ใช้ไม่ได้ในทุกๆครั้ง เพราะหากบางวันที่สมาชิกในครอบครัวป่วย เราอาจต้องเจียดเงินมาใช้อย่างประหยัดกว่าเดิม ส่งผลให้บางช่วงผมต้องอดมื้อกินมื้อ
ถึงแม้ชีวิตวัยเด็กผมจะดูไม่มีความสุขเลย แต่มันก็ไม่เสมอไป ผมจำได้ว่าผมมีความสุขมากเวลาได้ต่อเลโก้ ประดิษฐ์หุ่นยนต์ หรือได้ลงมือสร้างของเล่นด้วยฝีมือตัวเอง ซึ่งเลโก้ที่ต่อมันคือสิ่งที่เพื่อนบ้านให้มาเป็นของขวัญ ส่วนหุ่นยนต์ที่ผมสร้างก็คือหุ่นยนต์ที่ทำจากขยะ เช่น กล่องนม หรือขวดพลาสติกที่คนเอามาทิ้ง มันไม่ได้มีอะไรพิเศษนักหรอก...
ถึงแม้ผมจะยากจนกว่าคนอื่นๆ แต่เรื่องความอบอุ่นในครอบครัวผมว่าผมไม่เป็นที่สองรองใคร เพราะก่อนไปโรงเรียน ผมจะกอดครอบครัวผมทุกวัน และเรานอนในมุ้งเดียวกันทุกคืน ถึงแม้พ่อผมจะเคยติดเหล้ามาตั้งแต่ผมเพิ่งเข้าเรียน แต่เพราะคำห้ามปรามของแม่ก็ทำให้พ่อเลิกมันเพื่อผมได้สำเร็จ แน่นอนว่าเขาเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับเด็ก เพราะผมเคยแอบกินเหล้าของพ่อด้วยซ้ำ ซึ่งเพราะมันไม่อร่อย ผมจึงไม่กินต่อ...ถึงแม้วัยเด็กของผมจะขมขื่นเพียงใด แต่ความรักมันช่างหอมหวานเหลือเกิน
Phase 2 วัยรุ่น (13-18 ปี)
ช่วงวัยเด็ก ผมมีเพื่อนสนิทนิสัยดีอยู่เยอะพอควร แต่พอย่างเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นตอนมัธยม ผมกลับทิ้งพวกเขาไป และตัวผมก็ดึงดูดแต่เพื่อนเลวๆเข้ามา ส่งผลให้ชีวิตผมต้องขึ้นอยู่กับเพื่อนตลอด ไม่อยากทำอะไรด้วยตัวเอง จนกว่าเพื่อนเลวๆนั่นจะยอมรับ
จริงอยู่ที่ตอนเด็กผมได้รับความรักจากครอบครัวอย่างเต็มเปี่ยม แต่มันคงเป็นเรื่องปกติที่วัยรุ่นมักทำอะไรตามเพื่อนเสมอ ทำให้ผมต้องทิ้งครอบครัวที่ผมรัก และตัวตนอันสดใสในวัยเด็กไป
เพื่อนเลวๆพวกนั้นวันๆไม่ทำอะไรนอกจากสูบบุหรี่และโดดเรียน การเรียนผมจึงแย่ลงกว่าเดิมทันที เพราะผมละทิ้งการเรียนไปโดยไม่สนใจใยดี และแน่นอน หลังเลิกเรียน การช่วยพ่อแม่ทำมาหากินคงเป็นเรื่องไร้สาระไปแล้ว เนื่องจากเพื่อนต้องมาก่อนครอบครัวก่อนเสมอ ผมจึงตามเพื่อนอันเลวทรามพวกนั้นไปสูบบุหรี่ และเที่ยวเตร่จนกลับบ้านดึกหลายครั้ง
ช่วงแรกๆคุณแม่ก็ไม่รู้ว่าผมเปลี่ยนไป แต่เมื่อเงินในบ้านเริ่มหายไป และตัวตนอันน่ารักมันได้ถูกทิ้งไปแล้ว คุณแม่จึงรู้ทันทีว่าผมเองที่เป็นตัวการ ท่านคงทำอะไรไม่ได้นอกจากตักเตือน แต่แน่นอน ผมไม่ฟังเขาง่ายๆขนาดนั้นหรอก บุคคลที่ผมจะฟังหรือให้ความเคารพคือเพื่อนเท่านั้น
แต่ก็ไม่เสมอไป อันที่จริง ผมมักสวมหน้ากากปลอมเป็นคนดีต่อหน้าผู้หญิงหลายคน บุคคลที่ผมจะเคารพรองลงมาคือผู้หญิงที่ตรงสเป็ก ครั้งหนึ่ง หลังเลิกเรียน ผมเคยยืมมอเตอร์ไซค์เพื่อนขี่ออกไปจากหมู่บ้าน และพบกับนักเรียนผู้หญิงที่หน้าตาน่ารักคนหนึ่ง เธอคนนั้นรถมอเตอร์ไซค์เสียอยู่กลางถนนระหว่างที่ซ้อนมากับพี่สาว ด้วยความที่ฝ่ายนั้นเป็นผู้หญิงที่ซ่อมรถไม่เป็นทั้งคู่ แต่ผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่มีความสามารถเรื่องเครื่องยนต์ การประดิษฐ์ หรือต่อเลโก้อยู่แล้ว ทำให้ผมต้องสวมหน้ากากเป็นผู้ชายที่แสนดี และเดินเข้าไปช่วยซ่อมรถให้กับสาวคนนั้นเฉกเช่นสุภาพบุรุษ 
เมื่อผมซ่อมรถให้เธอเสร็จ ผมก็ได้พูดคุยกับเธอคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง เธอคนนั้นชื่อ “แนน” แนนชื่นชมผมมากที่ผมซ่อมรถเก่ง มีน้ำจิตน้ำใจและให้เกียรติเพศหญิง แถมยังเป็นผู้ชายที่ดูสุภาพเรียบร้อยดั่งเทพบุตร หารู้ไม่ว่า อันที่จริง ผมมันก็แค่สัตว์นรกจอมเสแสร้งตนหนึ่งเท่านั้น
เราทั้งสองออกมาเจอกันอาทิตย์ละ 3 ครั้ง และคุยกันบ่อยมากๆ ช่วงแรกที่คุยกัน ผมรู้แค่ว่าแนนเป็นผู้หญิงที่เรียนเก่ง หน้าตาน่ารักเหมือนเทพธิดา และยังเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์ดีอีกด้วย ซึ่งผมก็แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าต่อให้เธอเรียนเก่งขนาดไหน เธอก็ยังโง่ที่ถูกสัตว์นรกอย่างผมหลอกเข้าเต็มเปา
ผมและแนนตัดสินใจคบหากัน ช่วงแรก หน้ากากผมมันก็ยังไม่แตกหักหรอก แต่พอคบกันนานเข้า หน้ากากผมมันก็พังไปโดยปริยาย จนแนนเห็นใบหน้าอันแฝงไปด้วยความเลวทราม และเจ้าเล่ห์...แน่นอนว่า ไม่มีเทพธิดาองค์ไหน อยากคบหาดูใจกับสัตว์นรก และแล้ว เทพธิดาที่ซื่อสัตย์ในความรักองค์นั้น ก็ทิ้งผมไป

Phase 2.5 วัยรุ่นตอนปลาย (19-25 ปี)
ผลลัพธ์จากพฤติกรรมอันไม่เอาไหนของผมมันไม่ใช่แค่ไม่ดี แต่มันแย่ยิ่งกว่าแย่เสียอีก! ไม่ใช่แค่เทพธิดาอันงดงามองค์นั้นทิ้งสัตว์นรกอย่างผมไป แต่รวมถึงความล้มเหลวในการศึกษาอีกด้วย! ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ผ่านเพราะไอ้เพื่อนเลวพวกนั้นพาผมโดดเรียน อันที่จริง จะไปโทษแต่เพื่อนพวกนั้นมันก็ไม่ถูกหรอก โทษตัวผมเองซะน่าจะเหมาะสมกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ผมและพวกนั้นมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนต่างโรงเรียนก่อนวันจบการศึกษาอีกด้วย ความผิดช่วงวัยรุ่นมันคงมีจำนวนมากกว่าเงินในบัญชีแม่ผมด้วยซ้ำ
สถานะของผมไม่ใช่เด็กน่ารักอีกแล้ว สถานะของผมคือ เด็กที่คบเพื่อนเลวๆจนตัวเองเลวตาม โดดเรียนบ่อยจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ผ่าน ติดบุหรี่ ชอบสวมหน้ากากหลอกผู้หญิงให้มาติดกับจนตัวเองเป็นฝ่ายถูกทิ้งเสียเอง ทิ้งครอบครัวอันเป็นที่รักอย่างหน้าตาเฉย และทะเลาะกับเพื่อนต่างโรงเรียนในวันจบการศึกษา...ปัญหาทุกปัญหารุมล้อม และด้วยความหุนหันพลันแล่น ผมจึงเลือกวิธีจะหยุดชีวิตแบบนี้เสียที นั่นก็คือ “การฆ่าตัวตาย”
แต่ไม่น่าเชื่อ ผมยังจำภาพก่อนผมจะโดดจากชั้น 2 ของบ้านได้อยู่เลย ตอนนั้นผมกำลังจะกระโดดอยู่แล้ว แต่พ่อและแม่กลับมาห้ามไว้ได้ทัน มันอาจเป็นเรื่องบังเอิญแต่ผมยังไม่เคยลืมเลย ผมร้องไห้ที่ตักท่านอย่างสลดใจ ทุกหยดน้ำตาแสดงถึงความปวดร้าวต่อชีวิตที่ผมเชื่อว่าพระเจ้ากำลังกลั่นแกล้ง แต่มันไม่ใช่เลย
“ขึ้นชื่อว่าพระเจ้า ท่านไม่มีเวลามากลั่นแกล้งมนุษย์หรอกนะลูกชาย...ลูกต่างหาก ที่กลั่นแกล้งตัวเอง” แม่พูดขณะที่ผมกำลังร้องไห้
ท่านกอดผมอย่างแน่น และปล่อยให้ผมได้ฉุกคิดถึงการกระทำเก่าๆทั้งหลาย เรียนรู้มัน เพื่อจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
นับแต่วันนั้น ผมก็ไม่คิดจะทิ้งชีวิตผมอีกเลย...
ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ หลังจากผมร้องไห้วันนั้น ผมบังเอิญไปเห็นประกาศที่เสาไฟฟ้าหน้าบ้าน เรื่องการแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์ ผมรู้ตัวว่าผมเป็นคนถนัดเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงเข้าประกวดโดยไม่ลังเล ช่วงมัธยมมีโอกาสดีๆเข้ามาในชีวิตผมหลายครั้ง แต่ผมก็ทิ้งมันไป เมื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมจะไม่ปล่อยโอกาสดีๆให้หลุดลอยอีกต่อไปแล้ว
กติกาในการแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์คือ ให้บุคคลใดก็ได้สร้างหุ่นยนต์ด้วยวัสดุประเภทอะไรก็ได้ ผมลงมือสร้างมันจนรู้สึกว่ามันเท่ห์กว่ากับหุ่นยนต์อื่น เและนำมันมานำเสนอในวันแข่งขัน ในฮอลล์แห่งหนึ่งในจังหวัดกรุงเทพมหานครฯ
ระยะทางไม่ใช่อุปสรรค ต่อให้มันจะไกลแค่ไหนผมก็จะไป ต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ มันก็อยู่ในประเทศไทยเหมือนกัน ฉะนั้น เมื่อผมประดิษฐ์หุ่นยนต์ตัวแรกจากเศษขยะด้วยศิลปะจากหัวใจเสร็จ ผมก็พามันเข้ากรุงเทพฯ ในเช้าวันถัดมาทันที
คนที่มาแข่งขันแต่งตัวดีกันหมด มีแต่ผมที่แต่งตัวบ้านๆและเชยกว่าใคร เท่าที่ผมสังเกต หุ่นยนต์ของผมและคนอื่นมันก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่นะ ฉะนั้น การแต่งตัวและฐานะ มันใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินแพ้ชนะกันไม่ได้แน่นอน
ตอนผมขึ้นเวที ทุกคนต่างหัวเราะคิกคักกันเบาๆ เพราะหุ่นยนต์ที่ผมพามันเข้าเมือง มันคือหุ่นยนต์บ้านนอกที่สร้างจากเศษขยะ ผิดกับคนอื่นที่มักจะสร้างด้วยวัสดุมีราคา แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอมันได้อย่างสำเร็จ
ตอนประกาศผลผมใจเต้นตึกตักตลอดเวลา ผมกำลังลุ้นว่าโอกาสที่ผมคว้ามันครั้งนี้จะส่งผลอย่างไรกับตัวผม และแล้ว หูผมก็จับได้ถึงชื่อเล่นของผม
“รางวัลชนะเลิศในการแข่งขันแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์ประจำปี 2562 ได้แก่...คุณนนท์!! ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 298ขอเสียงปรบมือด้วยครับ!!” 
เสียงประกาศชื่อเล่นจากพิธีกรดังขึ้น ทำเอาผมตาโตขึ้นมาทันที และเสียงปรบมือก็ดังสนั่นฮอลล์แห่งนี้ ผมขึ้นไปรับโล่และเงินรางวัล100,000 บาทบนเวทีอย่างสง่างาม ตอนนั้นผมยิ้มแก้มปริแล้ว เพราะผมรู้สึกว่าการคว้าโอกาสนี้มามันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
เรื่องน่าภูมิใจไม่ได้มีอยู่แค่บนเวทีเท่านั้น เพราะเมื่อผมลงจากเวที 
“คุณนนท์ครับ ผมมีชื่อว่าOO นะครับ...” เขายื่นนามบัตรให้ผม “ทางเราเห็นว่าสิ่งประดิษฐ์ของคุณนั้นน่าสนใจมาก มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่จำเป็นต้องสร้างด้วยวัสดุที่ราคาแพง แต่มันสร้างด้วยเศษขยะ และมันมีความหมายที่ลึกซึ้ง ขยะที่คุณนำมาสร้าง ผมเห็นศิลปะของมัน มันแสดงถึงอารมณ์ต่างๆได้ชัดเจน ดังนั้น ทางเราจึงขอเชิญคุณไปเข้าร่วมการศึกษาดูงานประดิษฐ์ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเวลา 3 วัน และที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 5 วัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ คุณนนท์สนใจไหมครับ”
ผมตาโตทันทีเมื่อได้ยินข้อเสนอดีๆแบบนั้น เลือดสูบฉีดไปทั่วตัวจนร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ผมกุมมือผู้จัดการและเขย่าไปมา พร้อมพูดขึ้น
“ผมสนใจครับ มีรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมไหมครับ!!”
“เอาเป็นว่าผมให้โอกาสคุณนนท์กลับไปคิดและให้คำตอบผมภายในอาทิตย์หน้านะครับ นี่เบอร์ติดต่อของเราครับ หากได้คำตอบแล้วหรือมีข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติมก็ติดต่อมาได้ที่เบอร์นี้เลยนะครับ อ้อ...แล้วก็ ผมขอเบอร์คุณนนท์เอาไว้ด้วยครับ...คุณไม่ต้องแปลกใจนะว่าทำไมคุณถึงชนะ ผมบอกเลยว่าผมเห็นถึงศิลปะจากภายใน ผมและคุณเท่านั้น ที่รู้สึกถึงมัน”
ผมบอกเบอร์โทรศัพท์บ้านของผมไปเพราะผมไม่มีโทรศัพท์ของตัวเอง แต่ผู้จัดการคนนั้นก็ไม่ได้ทำท่ารังเกียจแต่อย่างใด 
ผมเดินทางกลับต่างจังหวัดด้วยความปลาบปลื้มพร้อมหุ่นยนต์เศษขยะและเงินรางวัล ผมวิ่งเข้าไปในบ้านพร้อมตะโกนข่าวดีที่ครอบครัวต่างพากันตกใจและดีใจไปพร้อมๆกัน ผมขอร้องพ่อแม่ให้อนุญาตไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศ ตอนแรกคุณแม่ก็ดูเหมือนว่าจะใจหายเพราะลูกชายต้องไม่อยู่บ้านและเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรก แต่ด้วยความหวังดี คุณแม่จึงช่วยผมเก็บกระเป๋าตั้งแต่คืนนั้นทันที ทั้งๆที่เหลือเวลาอีกตั้ง 10 วันด้วยซ้ำ!
Phase 3 วัยผู้ใหญ่ (26-40 ปี)
การไปดูงานที่ต่างประเทศนั้นสนุกมาก ผมได้ความรู้แปลกใหม่มากมาย ซึ่งมันเป็นการเปิดหูเปิดตาที่น่าตื่นเต้นสุดๆ เมื่อผมลงเครื่องจากสนามบินที่ไทย ผมก็ตรงไปยังบ้านของผมเพื่อกลับไปกินกับข้าวฝีมือแม่ ผมคิดถึงข้าวคลุกปลาทูของแม่เสียยิ่งกว่าข้าวปั้นปลาดิบของญี่ปุ่น การได้ห่างหายครอบครัวไป 1 อาทิตย์ มันช่างยาวนานราวกับทิ้งพวกเขาเป็นปีๆ
แต่โชคชะตาก็ไม่ได้ให้เราทำตามใจนัก ผู้จัดการอีกท่านหนึ่งเสนอให้ผมไปทำงานตำแหน่ง CREATIVE ในบริษัทประดิษฐ์ของเล่นชื่อว่า xx ซึ่งผมจำเป็นต้องย้ายไปกรุงเทพฯ เป็นเวลานานไม่ต่างอะไรกับนักศึกษาที่มาพักหอแถวมหาวิทยาลัย และเมื่อผมได้เงินมาก้อนหนึ่ง ผมจะนำเงินส่วนนี้กลับมาให้พ่อและแม่ของผม ผมสัญญากับตัวเองทันที
ผมเข้าทำงานในบริษัทแห่งนี้ได้พิเศษกว่าใครๆ เพราะผมเป็นคนเรียนไม่จบ แต่เพราะความสามารถอันน่าตกใจทำให้ผู้จัดการคนนี้วางใจในจินตนาการผม การทำงานวันแรกมันไม่เหมือนกับเปิดเทอมวันแรก จริงอยู่ที่เราได้พบกับเพื่อนใหม่หลายคน แต่หน้าที่ความรับผิดชอบนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
เรื่องที่พิเศษที่สุดสำหรับวันนี้คือ ผมได้พบกับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่หน้าตาสวยงามมาก เธอเป็นคนนิสัยดีเหมือนกับแนนทุกอย่าง ผู้หญิงคนนั้นชื่อ “พริม” เธอทำงานอยู่ตำแหน่งเดียวกับผม โดยที่เธอก็เพิ่งเริ่มทำงานก่อนผมประมาณ3 วัน ทำให้พวกเราทั้งสองเป็นเหมือนน้องใหม่กันทั้งคู่ มีอะไรสงสัยก็มักจะสงสัยเรื่องเดียวกัน และเมื่อเราอยู่ในสถานะเดียวกัน เราก็มักจะคุยกันบ่อยมากขึ้น
ผมยังจำบทสนทนาแรกที่ผมคุยกับพริมได้อยู่เลย เนื่องด้วยผมไม่คุ้นชินเมื่อต้องถอดหน้ากากออกและเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง ผมจึงรู้สึกเขินอายเวลาสนทนากับคนสวยๆอย่างพริม ซึ่งบทสนทนาแรกคือการถามทาง ผมถามทางว่าห้องน้ำไปทางไหนอย่างสุภาพ เพราะผมก็ไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับเธอดี เมื่อสิ้นคำถาม เธอก็เอ่ยปากถามผม
“เธอชื่ออะไร มาใหม่ใช่มั๊ย?”
“ใช่ เราชื่อนนท์นะ”
“จ้ะ เราชื่อพริม เราก็เพิ่งมาใหม่เหมือนกัน เราเพิ่งมาแค่ 3 วันเอง มีอะไรก็ช่วยๆกันนะ”
เวลาผ่านไป ผมกับพริมก็ได้ทำงานคู่กันบ่อยขึ้นจนเราสนิทกันดั่งเพื่อนแท้ แต่พวกเราทั้งสองไม่ได้คิดกันแค่เพื่อน และแล้ว พวกเราก็เริ่มเผยความในใจซึ่งกันและกัน
ผมกับพริมตัดสินใจคบหากันอย่างจริงใจ และผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้ความรักครั้งนี้ช้ำใจเหมือนครั้งก่อน หน้าที่ผมคือทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ผมจะไม่ยอมให้ตัวผมเป็นสาเหตุให้เราทั้งคู่ต้องเลิกกัน ซึ่งผมมั่นใจว่าความรักครั้งนี้จะยืนยาวแน่ๆ
2 เดือนผ่านไป ผมก็ตกลงกับพริมว่าจะขอตัวกลับบ้านเพื่อนำเงินไปเลี้ยงดูพ่อแม่ เพราะผมจากท่านมานานแล้ว พริมอนุญาตให้ผมกลับโดยไม่ลังเล แถมยังขอไปทำความรู้จักกับครอบครัวของผมอีกด้วย!
ครั้งนี้ ผมกลับมาบ้านพร้อมเงินจำนวนหนึ่งกับผู้หญิงใจดีคนหนึ่ง ทันทีที่ผมลงจากรถบขส.แดง ผมก็วิ่งเข้าไปกอดครอบครัวอย่างเร็วไว พร้อมแนะนำแฟนสาวของผมให้พ่อแม่รู้จัก...ท่านไม่ได้ทำท่าตกใจหรือโกรธเคืองใดๆเลย แต่กลับรู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่ไอ้ลูกชายคนนี้สามารถหาคู่ชีวิตได้ด้วยตนเองแล้ว ท่านต้องรับพริมโดยทำอาหารอย่างสุดฝีมือ ซึ่งพริมก็ชื่นชมและยกนิ้วให้กับฝีมือการทำอาหารของแม่ผม ส่วนตัวผมเอง อาหารที่แม่ทำก็ยังคงอร่อยเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลง
เวลาผ่านไปหลายปี ผมกับพริมก็ยังรักกันเหมือนเดิม ความรักครั้งนี้เป็นความรักที่จริงใจที่สุด จึงเป็นสาเหตุให้ผมกับพริมตัดสินใจแต่งงานกัน ช่วงนั้นผมทำงานอย่างหนักเพื่อจะจัดงานให้วิเศษที่สุด วันจริง ผมเชิญคุณพ่อคุณแม่ให้เข้ามาร่วมงานแต่งงานที่กรุงเทพฯด้วย แถมผมยังให้พ่อเลือกชุดสูทตามใจชอบ พ่อบอกว่าขอที่ราคาไม่แพง แต่นิ้วของพ่อกลับจิ้มสูทที่ราคาหลายพันเลยทีเดียว
หลังจากแต่งงานไป 1 ปี ผมกับพริมก็ได้มีลูกด้วยกัน เราได้ลูกสาวหน้าตาน่ารักและแข็งแรง ผมตั้งชื่อให้เธอว่า “โดนัท” เด็กคนนี้มีสัยคล้ายกับพวกเราทุกอย่าง เธอเป็นเด็กที่เชื่อฟังพ่อแม่และไม่เคยทำอะไรนอกลู่นอกทาง ผมสัญญากับตัวผมว่าจะดูแลลูกสาวให้ดีที่สุด บัดนี้ ชีวิตผมเปลี่ยนไปแล้ว มันจะเริ่มน่าตื่นเต้นเมื่อมีสมาชิกใหม่ถือกำเนิดขึ้น
Phase 4 วัยกลางคน (41-60 ปี)
เมื่อมีเด็กตัวเล็กๆเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกัน มันทำให้ผมอดนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาตอนเด็กไม่ได้ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว ว่าเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาวจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่โตมากับพ่อแม่ที่ยากจนหรือชอบใช้ความรุนแรงจะเป็นเด็กก้าวร้าวเสมอไป พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ และพวกเขาจะไม่นำปมด้อยนั้นมาตอกย้ำชีวิตของเขา...เด็กผู้หญิงคนนี้ ผมจะเลี้ยงดูเขาให้สุดความสามารถ โดยสาดแต่สีสวยงาม ให้ความรักอย่างไร้เงื่อนไข พร้อมเสริมความเข้มแข็งในจิตใจ และเมื่อผมจากเขาไป เขาจะต้องดำเนินชีวิตต่อโดยปราศจากความทุกข์ใดๆ
เวลาผ่านไปหลายปี เด็กน้อยก็เริ่มเติบใหญ่ โดนัทจะอายุ 15 ในไม่ช้า ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในตัวลูกสาว และผมเองก็เปลี่ยนแปลงตัวเองไปมากมายเหมือนกัน
ตอนนี้ฐานะที่บ้านของผมมั่งคั่งจนสามารถใช้เงินทุกวันโดยไม่ต้องประหยัดก็ได้ แต่เราไม่ทำเช่นนั้น เมื่อครอบครัวผมมีเงินมากขึ้นจนเบื่อแล้ว ผมก็ตัดสินใจบริจาคมันให้ผู้ยากไร้ พ่อแม่ เพื่อนบ้าน ฯลฯ ผมให้พวกเขาอย่างไร้เงื่อนไข ผมไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ ผมให้พวกเขาเพียงเพราะผมอยากจะให้ แต่ไม่น่าเชื่อ ตอนแรกผมคิดว่าพวกเขาไม่ได้ตอบแทนอะไร แต่พวกเขากลับตอบแทนผมทันทีเมื่อผมบริจาคเงินให้พวกเขา เขาไม่ได้มอบตุ๊กตาผมเป็นของขวัญ หรือพาผมไปกินข้าวที่ร้านอาหารหรูๆ แต่สิ่งตอบแทนเหล่านั้นคือ...รอยยิ้ม และความรัก
เมื่อโดนัทเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็ถึงคราวเธอทำมาหากินเลี้ยงดูตัวเอง ตอนนี้ผมหมดหน้าที่การส่งเสียเธอเรียนแล้ว ต่อจากนี้ลูกสาวผมมีชีวิตที่เป็นอิสระ และตัวผมเองก็มีอิสระในการรักผู้อื่นอย่างไร้เงื่อนไขเหมือนกัน
ผมเดินทางมาเกินครึ่งชีวิตแล้ว ทุกวันนี้ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ทำด้วยไม้โอ๊คจากฝรั่งเศษในบ้านที่มีเงินจำนวนมากกองอยู่ ซึ่งผมก็ไม่ได้เอามันไปใช้ นอกจากทรัพย์สินที่มากล้น ผมยังมีพละกำลังในการขยับเขยื้อนร่างกาย หากผมจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โอ๊คจนกล้ามเนื้อใช้งานไม่ได้ และต้องนำเงินที่ผมกองไว้มาใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลก็คงไม่เหมาะ ผมนำพละกำลังและทรัพย์สินที่ผมมีอยู่ ไปทำประโยชน์แด่โลกใบนี้เสียดีกว่า
เพื่อนบ้านผมบางคนมักถามบ่อยๆว่า “นนท์ไม่เสียดายเงินที่ทิ้งไปเหรอ? และถ้าแกขาดแคลนขึ้นมาจะทำอย่างไร” ผมยิ้มอ่อนและตอบว่า
“ผมไม่เสียดายเงินที่ผมให้ไป ผมให้พวกเขาเพียงเพราะผมอยากจะให้ ผมเห็นว่าพวกเขาเป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน ส่วนข้อที่ถามผมว่าถ้าขาดแคลนขึ้นมาจะทำอย่างไร...ผมไม่เคยทำอะไรที่เบียดเบียนตัวเอง ผมไม่เคยให้ผู้อื่นจนผมอดอยากปากแห้งเหมือนสมัยเด็กๆ และทุกวันนี้ ลูกสาวผมก็มีการงานที่รายได้มหาศาล ผมจึงมั่นใจว่าผมไม่มีทางเดือดร้อน แถมชีวิตผมก็มีความสุขดี”
Phase 5 วัยชรา (61-99 ปี)
กาลเวลาผ่านไป เราย่อมเปลี่ยนไป ผมเดินทางมาเกือบทั้งชีวิตแล้ว และช่วงวัยนี้อาจเป็นวัยสุดท้ายที่ผมจะมีพลังกายพอจะสื่อสารกับเพื่อนมนุษย์ ถึงแม้ผมจะดูเหมือนชายชราผู้อัดแน่นไปด้วยประสบการณ์และความรู้ก็เถอะ แต่ผมว่าผมก็ยังไม่เข้าใจสัจธรรมของโลกและเพื่อนมนุษย์ได้มากพออยู่ดี
เนื่องด้วยพละกำลังที่ค่อยๆถดถอย บวกกับสถานะที่ไร้ซึ่งหน้าที่ต้องปฏิบัติ ผมจึงหันมาศึกษาสัจธรรมอย่างที่คนเฒ่าคนแก่ทั่วไปมักจะทำกัน โดยเริ่มจากนั่งสมาธิที่บ้านตอนอยู่คนเดียว ช่วงแรกผมอาจไม่ค่อยคุ้นชินกับสภาวะนิ่งๆนัก แต่สักพัก เมื่อจิตเรานิ่ง กายเราก็นิ่งไปเอง
ผมยังมีกำลังทรัพย์เหลืออยู่อีกเยอะพอสมควร แต่ผมไม่มีแรงพอจะเดินทั่วภูมิภาคไปแจกจ่าย หรือนำเงินส่วนนั้นมาทำอะไรอีกต่อไปแล้ว ผมจึงนำไปบริจาค ณ สถานที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมนัก นั่นก็คือ “วัด” นั่นเอง...ตอนนี้ลูกสาวผมกำลังสนุกกับชีวิตวัยทำงานเป็นอย่างมาก เนื่องจากผมไม่อยากรบกวนความสนุกของเธอ ผมจึงใช้ชีวิตอยู่กับพริม คู่ชีวิตของผม 2 คน และพวกเรามักจะไปปฎิบัติธรรมที่วัดอยู่บ่อยๆ
จากการฝึกฝนนั่งสมาธิจากในบ้านเป็นเวลาสักพัก ทำให้ผมสามารถนั่งสมาธินอกสถานที่เป็นเวลานานได้สบายๆ ท่ามกลางร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ มีเสียงสรรพสัตว์จำนวนมากรายล้อมอยู่รอบตัว เช่น นก สุนัข แมว ฯลฯ เสียงเหล่านั้นดังขึ้นมาพักหนึ่งและดับไป ยังไม่มีเสียงไหนที่เกิดขึ้นแล้วดังต่อโดยไม่มีวันหยุด อันที่จริงความสงบ มันไม่ได้อยู่ที่ภายนอก แต่มันอยู่ภายในต่างหาก เพราะต่อให้เสียงภายนอกดังแค่ไหน แต่หากใจเราสงบ มันก็สงบตาม เมื่อผมสงบ มันทำให้ผมตระหนักถึงสัจธรรมข้อหนึ่งว่าแท้ที่จริงแล้ว ไม่มีอะไรบนโลกมีตัวตนจริงๆ ตัวเราก็ไม่มีอะไรเลย กระบวนการแรกมาจากการรวมตัวของเซลล์เท่านั้น มนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าเรา เป็นเพียง “ความว่างเปล่า” เพราะลึกๆแล้ว พวกเขาไม่มีอะไรเลย
เมื่อผมตระหนักได้เช่นนั้น ผมก็มองย้อนกลับไปยังอดีต ถึงความโกรธ ความเศร้า ความผิดหวังที่ผมเคยมีต่อคนรอบตัว และมองว่ามันเป็นเรื่องตลก ที่เราต้องมานั่งโกรธ ผิดหวัง ทุกข์ใจกับความว่างเปล่า เราเกิดมาเพื่อจากลาแท้ๆ แล้วเราจะโกรธกันไปเพื่ออะไร เราให้อภัยก้อนเนื้อเดินได้ที่ถูกสร้างจากความว่างเปล่าดีกว่าไหม เพราะก้อนเนื้อเดินได้เหล่านั้นไม่ได้อยู่บนโลกนี้ตลอดไป
ในการนั่งปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ผมได้ดึงจิตใจให้กลับสู่ความสงบ และละทิ้งความฟุ้งซ่านออกไป ผมละทิ้งความโกรธต่อเพื่อนมนุษย์และให้อภัยพวกเขาจากใจจริง และผมได้ละทิ้งอัตตาบางส่วนจากหัวใจผมเอง อัตตาคือความเป็นตัวกูของกู (จากท่านพุทธทาสภิกขุ) เมื่อผมเลิกยึดติดกับตัวกูของกู ผมจึงกล้าตายจากโลกนี้ไปโดยไม่หวงแหนตัวกูของกูอีกต่อไป
Phase 6 The last phase ลมหายใจสุดท้าย บทสรุปของชีวิต (วินาทีสุดท้าย)
บัดนี้ ผมเดินทางมาถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต ผมเริ่มหวนระลึกถึงเหตุการณ์ทั้งชีวิตตอน 23:55 ผมอยากเก็บพวกมันมาทบทวนให้หมดภายในเวลา 5 นาทีก่อนวันพรุ่งนี้จะมาถึง และผมก็ทำสำเร็จ ตอนนี้ 23:59 เหลืออีก 1 นาทีก็จะวันเกิดผมอย่างที่บอกไปตอนต้น การระลึกถึง 99 ปีที่ผ่านมามันทำให้ผมได้ตระหนักว่าผมทิ้งหลายๆอย่างไปจากชีวิต ซึ่งมีทั้งสิ่งที่ควรทิ้งและไม่ควรทิ้งปะปนกันไป
ช่วงวัยเด็ก ผมทิ้ง “ความปราถนา” ไป ความปราถนาจะได้เรียนโรงเรียนเอกชน มีเครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำ ความปราถนาที่จะมีครอบครัวที่ร่ำรวย มีเงินมีทองใช้ไม่ขาดมือ หรือความปราถนาจะได้วิ่งเล่นหลังเลิกเรียนแทนที่จะมาเก็บขยะ
ช่วงวัยรุ่นผมทิ้งสิ่งที่ไม่ควรทิ้งไปมากมาย ในด้านหน้าที่ ผมทิ้งการเรียน เวลา และโอกาสดีๆที่จะเข้ามาในชีวิต ในด้านความสัมพันธ์ ผมทิ้งคำสอน ครอบครัว และคนรักอย่างแนนไป ในด้านตัวตน ผมทิ้งความดี และตัวตนในวัยเด็กไป
ช่วงวัยรุ่นตอนปลายผมทิ้งสิ่งหนึ่งที่ห้ามทิ้งเป็นอันขาด นั่นก็คือ ทิ้ง “ชีวิต”และก็ได้ทิ้งสิ่งไม่ดีไปเหมือนกัน ผมทิ้ง “เพื่อนเลวๆ” พวกนั้น และ “ตัวตนอันต่ำทราม” ช่วงวัยรุ่นให้หายไป
ช่วงวัยผู้ใหญ่ ผมทิ้ง “ความโสด” และหันมาใช้ชีวิตแบบคนมีคู่
ช่วงวัยกลางคน ผมทิ้ง “เงื่อนไข”(สิ่งตอบแทน) “ความเกลียดชัง”ไป ผมสามารถรักและให้ผู้อื่นโดยไม่มีเงื่อนไข
ช่วงวัยชรา ผมทิ้ง  “พันธนาการจากอดีต” “ความคิดลบ” “ความโกรธ” “ความฟุ้งซ่าน” “ความทุกข์ใดๆ” และ “อัตตา”(ตัวของกู) บางส่วน...เด็กเก็บขยะอย่างผม ก็ทิ้ง “ขยะ” และทิ้ง “เขยิบ” ไปไม่ต่างกับคนทั่วไป
 บัดนี้ ถึงเวลาที่ดวงวิญญาณต้องเดินทางสู่โลกใหม่ ต่อไปนี้ผมจะไม่ลุกขึ้นจากโลงศพอีก วันนี้เป็นทั้งวันเกิดและวันตายของผม ลมหายใจสุดท้าย...ผมละทิ้งได้ 3 สิ่ง คือ ลมหายใจ คุณงามความดี และ สังขาร...ลาก่อนนะ เพื่อนมนุษย์ :)















 





 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ 0988700516 จากทั้งหมด 1 บทความ

  • เรื่อง

    หมวด

    ตอน

    คนเข้าชม

    โพสท์

    คะแนน

    อัปเดต

  • ความรู้เพื่อดำเนินชีวิต

    เรื่องสั้น

    0/17

    0

    0%

    3 ก.ค. 62

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น