ปรมาจารย์เทพสวรรค์ตื่นพิภพ

ตอนที่ 45 : บทที่ 43

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,308
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 209 ครั้ง
    3 พ.ย. 62

     เสียงอึกทึกจากภายนอกดังเข้าสู่โสตประสาทของชายหนุ่มที่นอนหลับพิงกำแพงพร้อมกับบรรดาคณะตัดไม้พากันนำน้ำมาลูบหน้าลูบตาอมตะที่สลบไปเพราะถูกอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นกระแทกเสียจนสลบ
      "ผมตื่นแล้ว ไม่ต้องเอาน้ำมาลูบหน้าผมแล้วหล่ะ"
     เสียงอมตะดังขึ้นมาทำเอาคณะตัดไม้ดีใจกันเป็นแถบๆพร้อมกับอมตะที่ใช้มือที่สั่นเทาไปควักบุหรี่ออกมาดูดเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ลงก่อน ก่อนที่อมตะจะยันกายลุกขึ้นพร้อมกับผ่อนลมหายใจออกมาเรียบเรียงสติโคจรพลังไปทั่วทั้งร่างก่อนจะหันไปมองอนุวงศ์ที่ยืนมองไปมาและในมือจับกระชับปืนแน่น
      "มันไม่มาแล้วครับ เพราะมันถูกกำจัดพลังส่วนมากไปแล้ว....อย่างน้อยก็คืนนี้หล่ะนะ"
     อมตะพูดพร้อมกับให้ทุกคนพักผ่อนเสียแล้วจะได้รีบออกเดินทางกลับกัน ส่วนอมตะก็เดินทางไปที่ลำธารเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นกว่าเดิม ส่วนคนอื่นแม้จะถูกอมตะให้นอนพักผ่อนแต่ในใจกลับระส่ำระส่ายเพราะเห็นฤทธิ์เดชทัดเทียมเทพของร่างเงานั้น
     จากนั้นจนเกือบสว่าง คณะตัดไม้จึงรีบเดินจ้ำอ้าวออกเดินทาง หนีไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว  ขณะเดินทางอยู่นั้น ท้าวคำใสก็เอ่ยสนทนากับคุณอนุวัฒน์ไปว่า ถ้าเป็นไปตามบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ ตามตำนานแล้วนั้น มีเทวรูปลึกลับอยู่ใจกลางป่าภูมองฟ้า
     เจ้านครมองฟ้าสมัยก่อนนั้น หลงเชื่อราชครูที่เป็นหมอพราห์มฤาษีชาวขอม จนเกิดการทางไสย์เวทย์เลี้ยงปีศาจอสูรกาย โดยการสร้างรูปปั้นเทวรูปที่ทำจากเหล็กอาถรรพ์หมื่นปีที่อยู่ปลายสุดขอยอดเขาปีกนาค ขึ้นมาแล้วใช้เลือดสาวพรหมจรรย์บูชาทุกๆคืนแรม 15 ค่ำ จนทำให้นครมองฟ้าเกิดอาเภทขึ้น เมื่อควบคุมเหล่าภูติผีไม่ได้ ก็บังเกิดอสูรกายเข้าครอบงำแฝงร่างราชครูฤาษี เที่ยวออกเข่นฆ่าราษฎร จนนครต้องล่มสลายลงไป เพราะผู้คนอพยพหนีภัยไปอยู่นครเวียงจันทร์ สมัยของเจ้าฟ้างุ่ม
     และฤาษีก็กลายเป็นร่างประทับของอสูรกายลึกลับตัวนั้น แต่เพราะยุคนั้นเองก็มีพระอาจารย์เกจิรูปหนึ่งที่มีฤทธิ์เดช จนมีหูทิพย์ ตาทิพย์ จนเห็นความพินาศย่อยยับ และผู้คนที่ล้มตายเป็นเบือจนทนไม่ได้ แต่เพราะพลังของอสูรกายตัวนั้นมันรุนแรงครอบคลุมไปทั่วรวมถึงยังมีของวิเศษที่ทำให้ปราบได้แม้แต่เทพเทวดา
     มีฤทธิ์เดชราวกับจอมปีศาจจากขุมนรกก็ไม่ปาน จึงใช้คาถาอาคมและพลังที่ตนร่ำเรียนมาอัญเชิญเทพเทวดาถึง 29 ตนออกมาต่อกรกับอสูรกายตนนี้ แต่เพราะมันมีอำนาจมากจนแม้แต่เทพเทวายังต้องถอยห่าง ทำให้เกจิรูปนั้นตัดสินใจเรียกมหาฤาษีที่มีอายุนับพันปีออกมาต่อกรกับอสูรกายตนนี้ด้วย 
     แต่เชื่อมันว่ามันมีสมบัติบางอย่างให้พลังแก่มันจนทำให้มหาฤาษีตนนี้ต้องตัดสินใจแลกชีวิตกับมันโดยใช้ของวิเศษอีกอย่างเข้าช่วย จนผนึกมันได้แต่ก็ทำให้เหล่าเทพเทวดาสูญเสียไปมากเหมือนกันและเกจิก็เกือบมรณภาพแต่ก็สามารถเอาชีวิตรอดออกไปด้วยทิ้งไว้เพียงอาถรรพ์ความชั่วร้ายของปีศาจตนนี้ คนเฒ่าคนแก่ที่อายุเกินร้อยปีรู้เรื่องนี้กันหมด แม้แต่บริษัทค้าไม้ที่ซื้อสัมปทานในครั้งก่อนก็หายตัวไปหมดเกือบห้าสิบคน
     บริษัทสัมปทานไม้ในลาวไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ทั้งนั้น บริษัทของพ่อเลี้ยงอนุวงศ์นั้นไม่รู้จึงมาสัมปทาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อเลี้ยงอนุวงศ์คิดได้เพราะราคาสัมปทานต้นไม้สักขนาดใหญ่นั้นถูกเหลือเกิน
     อมตะที่ได้ยินตำนานก็คิดไปไกลถึงพลังของปีศาจตนนี้มากมายกว่าที่คิดไว้มากอาจถึงขั้นด่านที่สาม ด่านสู่พิสดาร หรืออาจถึงด่านที่สี่ ด่านครองปฐพี  ก็เป็นได้ หากถึงขั้นด่านปฐพีพิสดารจะเรียกได้ว่า จ้าวปฐพี เพราะเมื่อถึงด่านนั้นสามารถควบคุมได้แม้แต่เทือกเขาทั้งลูก ขยับแผ่นดิน ฝีมือระดับยอดฝีมือชั้นสูงของโลกบำเพ็ญเพียรสามารถเป็นเจ้าสำนักได้เลยทีเดียว ซึ่งเหล่าเทพส่วนใหญ่ก็มักอยู่ขั้นนี้ 
     และหากไปถึงด่านที่ห้า ด่านเทียบนภา ก็อาจจะเรียกได้ว่าเข้าชั้นเทพ อาจเป็นผู้อาวุโสของสำนักใหญ่ในแดนประจิม และเป็นผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักใดสำนักหนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ภาคกลาง ใจกลางโลกบำเพ็ญเพียรที่อยู่ในมหาพันภพ แต่ด่านนอกเหนือจากนี้ก็อาจไปอยู่ในอีกดินแดนที่ยิ่งใหญ่กว่าโลก ซึ่งเป็นที่ที่ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เคยอาศัยและเป็นผู้ครองจริงๆ
      "ปัดโธ่! รู้อย่างงี้ผมไม่ทำสัมปทานดีกว่า แล้วว่าไงหล่ะคุณอมตะ เรื่องของปีศาจตนนั้น"
     อมตะที่ฟังเรื่องตำนานและเก็บมาคิด ขณะกำลังคิดก็สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันมามองก็จะพูดว่า
      "ไม่ต้องเป็นห่วง มันเสียพลังไปเยอะ แล้วว่าแต่ของวิเศษของปีศาจตนนั้นคืออะไร ท้าวคำเพลิง"
      "เค้าว่ากันเป็นเป็นอัญมณีที่คล้ายกับดวงดาว"
     ทันใดนั้นเองอมตะหยุดทันทีก่อนจะหันไปมองพร้อมกับพึมพำว่า
      "อัญมณีดวงดารา งั้นหรือ"
     ทุกคนได้ยินต่างหันมามองก่อนที่พ่อเลี้ยงอนุวงศ์จะถามว่า
      "มันคืออะไร"
      "อ้อ ไม่มอะไร สงสัยผมจะคิดมากไปเอง"
     อัญมณีแห่งดวงดาวนั้นคือของวิเศษชั้นล้ำค่าเลยทีเดียว มันอาจเป็นทั้งดวงดาวที่ตกสลายจนหลอมรวมกันเป็นอัญมณี หรืออาจเป็นดาวตกที่ล่องลอยไปทั่วทั้งอวกาศ ดูดซับพลังงานสุริยะ จันทรา รวมถึงพลังงานดวงดาวจนหลอมรวมกันเป็นก้อน
     มันถือว่าล้ำค่า หากทำเป็นศาสตราวุธจะสามารถเรียกดวงดาวมาช่วยเพิ่มพลังแก่ศาสตราของตนได้หรือหากกินเข้าไปแล้วสามารถรองรับได้ ก็สามารถใช้พลังแห่งดวงดาวประจำอัญมณีเป็นพลังของตน
     เช่น หากอัญมณีแห่งดวงดาวก้อนหนึ่งเป็นก้อนที่ดาวฤกษ์แตกสลาย ยิ่งมันมีขนาดใหญ่และอายุมากเท่าไหร่มันก็จะทรงพลังมากเท่านั้น แค่เป็นอัญมณีดวงดาวที่เกิดจากดวงอาทิตย์ขนาดเล็ก
     หากใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า มันจะช่วยให้พลังงานยาวนานนับอนันต์ ยกเว้นแต่อุปกรณ์ไฟฟ้าเครื่องนั้นจะพังทลาย เรียกว่าหากขายไปให้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งก็สามารถที่จะเรียกเงินนับพันนับหมื่นล้านเหรียญ และสามารถกระจายกระแสไฟฟ้าได้ทั่วโลกอย่างยาวนานโดยที่แทบไม่มีวันแตกดับ ยกเว้นพลังงานจะหมดเท่านั้น
     มันสามารถช่วยเพิ่มพลังให้แก่ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างมากจนอาจเรียกว่าพลังของมันนั้นเกือบจะเทียบเท่ากับ ด่านเทียบนภา หรือหากมันมีอายุมากกว่านั้นอาจถึงระดับที่สูงขึ้นไป หากมันมีอัญมณีเม็ดนี้อยู่จริงๆเกรงว่าแม้แต่เขาก็เอาไม่อยู่และอาจตกตายได้อย่างง่ายดาย
      "มิหน่าหล่ะ พลังงานนั้นดูแน่นแบบแปลกๆ ที่แท้ก็เป็นพลังที่ผสมโดยพลังปีศาจและไอพลังดวงดาวที่อัดแน่นกันอยู่"
     อมตะคิดในใจก่อนจะรู้สึกว่าอาจมีทางที่ตนอาจแย่งชิงได้แต่ต้องมีพลังมากกว่านี้เสียก่อน แต่พ่อเลี้ยงอนุวงศก็เปลี่ยนเรื่องแบบกระทันหัน หันไปหาท้าวคำเพลิงที่เดินอยู่ก่อนจะพูดว่า
      "ท้าวคำเพลิงคิดว่าเราต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะออกไปได้"
      " จากจุดที่เราอยู่นี้ ถ้าตามแผนที่ในอัตราส่วน 1ต่อ1ของผมนั้น เท่ากับว่าตอนนี้ พวกเราอยู่ห่างจากทางขึ้น ของตีนเขาทั้ง 2ด้าน  โดยถ้าเราไปทิศเหนือก็ราว 30กิโลเมตร จะออกทางเขตหนองคำไซ ถ้าไปทิศใต้ก็ราวๆ 30กิโลเมตร จะออกทางเดิมที่เราขึ้นมา และอีก 2ด้านที่เหลือ ไปไม่ได้เพราะเป็นหุบเหว เว้นแต่เราจะมีปีกเท่านั้น เพราะตอนที่เราโดนอาถรรพ์ป่าปิด มันแกล้งให้เราเดินหลงทาง จนออกนอกเส้นทางไปเข้าใจกลางป่าลึก เท่ากับว่าตอนนี้เรามีเวลาในการเดินทาง ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินแค่ 5ชั่วโมงเองครับ สำหรับระยะทางเกือบๆ 40กิโลเมตร"
     แต่ท้าวคำเพลิงก็ต้องถอนาหยใจพร้อมกับพูดและพนุ่บหรี่ออกมาอย่างช้าๆว่า
      "แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังใช้มนตราช่วยเปิดป่าไม่ได้ ต้องเดินตามทางแบบนี้ไปเรื่อยๆจากความทรงจำ แต่ถงึอย่างัน้นอาถรรพ์มันเ่ริมคลายแล้ว ผมว่าเราออกทางหนองคำไซง่ายสุดครับ เพราะเป็นทางออกของลำเง็ก ถ้าเราเดินถึงลำเง็กเมื่อไหร่ เท่ากับว่าเราออกน้ำโขงได้สบายๆ ด้วยการต่อแพ เพราะที่ดูจากแผนที่แล้วนั้น ตอนนี้เราหันโฉมหน้ามุ่งตรงไปหาลำน้ำแม่เง็ก ซึ่งปลายน้ำออกแม่น้ำโขงนั่นเอง"
     คณะตัดไม้เดินทางมาเรื่อยๆ จนเวลาได้ล่วงเลยผ่านจนจะถึงเวลาราวบ่ายสองบ่ายสามกว่าๆ แต่ทว่า คณะตัดไม้ก็ยังไม่สามารถ ที่จะลงจากภูมองฟ้าได้เสียที เนื่องจากระยะทางที่ไกลโข และสภาพป่าที่รกทึบ มีไม้ใหญ่ขึ้นสลับ และมีผาที่เป็นหินที่เป็นร่องระเกะระกะไปมา ประกอบกับสายฝนที่ปรอยลงมา เป็นระยะๆ  ทั้งหมดจึงได้พาตัดสินใจ ขอนั่งพักกินข้าวห่อกันเสียก่อนโดยใช้ต้นไม้ใหญ่และแนวหินผาเป็นที่พัก เพราะแต่ละคนนั้นเร่งเดินมาทั้งวัน ไม่ได้หยุดพักเลยแม้สักนิดเดียว แถมต้องสะพายเป้สนามขนาดใหญ่กันทุกคน จึงทำให้เกิดความอ่อนล้าขึ้นมาอย่างหนัก
     แต่คนที่ดูแทบจะไม่เหนื่อยล้าที่สุดก็คืออมตะที่นั่งขัดสมาธิบนขอนไม้ใหญ่พร้อมกับสูดลมหายใจเข้า-ออก เพราะว่ามีร่างกายที่แข็งแรงและยืดหยุ่นเกินมนุษย์ ซึ่งตอนนี้อมตะก็ฟื้นพลังได้ราว 2-3ใน10 ส่วน แต่ร่างกายยังมีอาการบาดเจ็บแทรกอยู่เล็กน้อยที่ไหล่ซ้ายหลังจากถูกอาวุธลับที่เป็นกรงเล็ยของร่างเงาอสูรเฉือนเข้าไป 
     อนุวงศ์นั้น เมื่อบอกหยุดให้พักก่อนแล้ว ได้lสั่งให้คนในคณะคนหนึ่ง ละลายนมข้นหวานกับน้ำเปล่า เพื่อป้อนเจ้าทวน เสือโคร่งน้อย จากนั้นพ่อเลี้ยงอนุวงศ์ก็ไปนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่ แล้วนำสร้อยปะคำร้อยแปดที่ผู้เฒ่าให้มา หยิบออกมาจากเป้สนาม แล้วยกขึ้นสูงเหนือศรีษะ จากนั้นนำมาคล้องไว้ที่คอของตน  แล้วจึงได้เผลองีบหลับไป เฉกเช่นหลายๆคนที่เผลองีบหลับเช่นกัน ยกเว้นแต่อ้ายฮวด ท้าวคำเพลิงและกง ที่นั่งสูบบุหรี่เป่าควันโขมงอยู่  
     ส่วนอมตะก็ไม่ได้นั่งหลับแต่นั่งขัดสมาธิฟื้นฟูพลังต่อไปทำให้ภายนอกดูเหมือนกำลังนั่งขัดสมาธิแล้วหลับตามจิตสำนึก แต่ในใจของอมตะยังพึมพำเคล็ดวิชาและกางม่านพลังออกไปเพื่อป้องกันภัยอันตรายจากภายนอกก่อนที่อมตะจะลืมตาออกมาและยืนขึ้น
      "ผมขอขึ้นไปบนหินก่อนนะ ผมกะจะดูว่ามันอยู่ไกลแค่ไหน"
     อมตะพูดพร้อมกับปีนป่ายขึ้นไป ขณะนั้นเองพ่อเลี้ยงอนุวงศ์ก็ฝันแปลกๆว่ามีพระที่มีหน้าตาโอบอ้อมอารีเดินเข้ามาหา
      "พวกโยม..จงเดินทางจากตรงจุดที่อยู่นี้ ให้รีบเดินมุ่งไปทางทิศตะวันออก แล้วพวกโยมก็จะเจอกับถ้ำ ที่อยู่ในภูเขาสูงชัน  เมื่อดวงอาทิตย์ลับฟ้าแล้ว จงอย่าได้เดินกันทางเด็ดขาด ให้พาทุกๆคนเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในที่ถ้ำนั้นก่อน ทางด้านหลังถ้ำจะมีลำน้ำ นั่นคือเส้นทางที่จะพาทุกคนออกไปจากที่นี่ได้  จงเอาลูกปะคำของสร้อยเส้นนี้ ทำเป็นกระสุนแทนลูกปืน ยิงเจ้าอสูกายนั่น พอจะทำให้มันบาดเจ็บได้บ้าง  หนังกายหยาบของมันคงกระพันนัก จะยิงมันได้ ต้องใช้กระสุนที่ทำจากแร่ ดีบุก เงิน ทองแดงและทองเหลืองเท่านั้น และจงระวังไว้ให้ดี อย่าได้เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น เพราะมัน อาจจะเป็นภาพพลวงตาพวกโยมได้  "
     พ่อเลี้ยงอนุวงศ์สะดุ้งตื่นหันไปมองคนรอบข้างพร้อมกับเล่าเรื่องราวความฝันให้ฟังอย่างตื่นเต้นและตื่นตระหนก ท้าวคำเพลิงก็พูดว่า
      "จากที่ผมได้ฟังจากผู้เฒ่ามาก่อนแล้ว พระรูปนั้น น่าจะเป็นหลวงปู่แห่งถ้ำลับแลที่ผู้เฒ่าขอไปเป็นศิษย์นะครับ ท่านอาจมาช่วยนำทางเรา"
     ทุกคนหันมามองกันพร้อมกับรีบออกเดินทางโดยที่เรีกยอมตะลงมาฟังด้วย แต่เมื่ออมตะได้ยินก็คิดในใจแบบเพ้อว่า
      "เวรกรรม มันยังสามารถใช้ร่างเทียมได้อีกหรอเนี่ย เวรกรรมแท้ๆ ฟื้นพลังได้ไม่ถึงครึ่ง เฮ้อ คงไม่รอดแล้วมั้ง สงสัยต้องเตรียมจองโลงศพแล้วหล่ะ"
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 209 ครั้ง

216 ความคิดเห็น

  1. #123 ๑SaMuRai๑ (@adalar05) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 05:20
    แผนที่อัตรา1:1เห็นถึงระยะ30กิโลนี้ต้องม้วนขนาดไหนหรือเปิดในแทบเลท
    #123
    0
  2. #121 ลู่เมิ่ง-sun- (@sroynokthong) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 20:39

    สนุกมาก รอตอนต่อไปนะ
    #121
    0
  3. #120 0642625933za (@0642625933za) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 20:18
    ค้างงง
    #120
    0
  4. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 18:58
    ค้างงงงงงงงง
    #117
    0