ปรมาจารย์เทพสวรรค์ตื่นพิภพ

ตอนที่ 43 : บทที่ 41

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,640
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 237 ครั้ง
    1 พ.ย. 62

     เสียงระเบิดแท่งดังสนั่นพร้อมกับร่างของสางดงล้มตึงกลางป่าก่อนที่อมตะจะปัดกางเกงและเสื้อไปมาแบบเท่ๆ ขณะนั้นเองคนของทางคณะตัดไม้วิ่งเข้ามาหา
      "ระวัง-"
     อนุวงศ์ตะโกนพร้อมกับส้นเท้าของสางดงกระแทกเต็มแผ่นหลังของอมตะจนปลิวกระเด็นกระแทกกับต้นไม้ต้นไม้เกือบหักเพราะแรงอันมหาศาลของสางดงพร้อมกับร่างของสางดงที่ค่อยๆยืนขึ้นจ้องไปยังอมตะที่นอนกองกับต้นไม้
      "แม่- มันเอ้ย "
     อมตะลุกขึ้นพร้อมกับมองไปด้านหลังที่สางดงนอนอยู่ก่อนที่สางดงตัวนี้มันลุกขึ้นพร้อมกับดีดกายหายไปในม่านหมอกยามค่ำคืน อมตะถอนลมหายใจบาดแผลไม่ได้มากมายอะไรก็แค่ช้ำเล็กน้อยเท่านั้น
     ตอนนี้ เคล็ดวิชา - ปาฏิหาริย์แห่งโพธิ์สัตว์ กำลังโคจรไปทั่วร่างพร้อมกับพลังที่ถูกส่งไปทั่วทั้งร่าง อาการบาดเจ็บค่อยๆลดน้อยลง อมตะก็เบาใจขึ้นมานิดหน่อยพอจะประเมินพลังของมันได้
     แต่พลังของมันนั้นมากเกนิกว่าจะประเมินเพราะจากที่เตรียมสอบดู นี้ก็แค่ร่างเทียมของมันที่สร้างจากกายหยาบของภูติไพรตนหนึ่งเท่านั้น อย่างน้อยพลังของมันในร่างนี้ก็มากถึงขั้น 5-6 ของด่านแดนปฐมแล้ว
     แต่เพราะร่างของเขาซึมซับพลังหลายประเภทจนมีมวลพลังหนาแน่นกว่าผู้บำเพ็ญปกติ จึงไม่แปลกที่เขาในตอนนี้จะมีพลังพอๆกับร่างเทียมของมัน แต่ฝ่ายร่างต้นก็ดูเหมือนจะรับรู้พลังของเขาเช่นกัน
     อย่างนี้พลังของมันก็แข็งแกร่งระดับด่านรับรู้ที่เหนือกว่าด่านแดนปฐมไปเสียอีก เขาในตอนนี้ย่อมสู้ลำบากเป็นอย่างมาก หากถึงขีดสุดจริงๆก็อาจต้องใช้ วิชาต้องห้าม เพื่อเพิ่มพลัง
      "โอ้โห้ คุณอมตะ ไปเรียนวิชาจากสำนักไหนมาเนี่ย เหมือนกับยอดมนุษย์เลย"
     ดาบเริงพูดพร้อมกับกระโดดลงมาหาอมตะที่นั่งพิงต้นไม้พร้อมกับสูบุบหรี่อยู่ ทุกคนก็หันมามองเหมือนกันเพราะบางคนที่วิ่งมาถึงก่อนก็เห็นฉากต่อสู้นั้นเหมือนกัน
      "ผมเป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้เท่านั้น ทางกองทัพนั้นนำปรมาจารย์วิทยายุทธ์จากจีนมาฝึกให้กับพวกเรา และผมก็ค่อนข้างฝึกได้ดีกว่าเพื่อน รวมถึงผมเป็นพวกออกกำลังกายประจำ และประสบการณ์ด้านการรบ ทำให้ผมสามารถสู้กับไอ้ปีศาจพวกนี้ได้"
     ทุกคนพยักหน้าอย่างเข้าใจบ้างหรืออ้ายฮวดก็แทบจะไม่เชื่อเลยเพราะฝีมือระดับนี้บอกว่าไม่ได้เก่งกาจอะไร อย่างน้อยก็ต้องมีครูแน่ๆ แต่ท้ายคำเพลิง อ้ายฮวดก็เข้าใจเพราะอาจไม่อยากบอก จึงไม่ได้ซักถามอะไร
.....
     รุ่งเช้าของอีกวัน
     อมตะอาบน้ำชำระล้างร่างกายเสร็จทุกคนก็พากันกินข้าวเสร็จสิ้นก็พากันขึ้นไปบนดอยอีกโดยลักาณะของภูนี้เป็นภูเขาใจกลางป่าลึก ทางขึเนจึงไม่ค่อยลาดชันแต่เต็มไปด้วยป่ารกทึบมากมาย
     เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์อันหนาทึบ เถาวัลย์โยกไปทั่ว ทุกคนพากันปีนป่ายขึ้นมาด้วยความลำบากเล็กน้อย
     มีไม้ป่าเต็งรังและมีไม้ใหญ่ที่ค่อนข้างขึ้นหนาแน่น  ประกอบด้วยไม้พุ่มขนาดเล็กขึ้นสลับกับมีลำธารขนาดเล็กไหลผาดผ่าน  มีภาพภูมิอากาศที่เย็นสบาย  เดินผ่านมาได้สักราวๆ ชั่วโมงเศษ
     ทุกคนเมื่อแหวกพุ่มไม้และหลีกต้นไม้นานาชนิดก็พบกับปราสาทที่แสนทรุดโทรมจนแทบจะเรียกว่าแค่สะกิดก็อาจพังได้ มีเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่น รอบๆก็พบกับเจดีย์ที่ห่างจากตัวปราสาท
     มีอาคารที่ก่อด้วยอิฐถูกใบไม้ใบหญ้ารวมถึงเถาวัลย์ปกคลุมเต็มไปหมด
      "นี้มันใช้ นครโบราณ มองฟ้า ที่ตำนานเล่ามารึเปล่า"
     ท้าวคำเพลิงพึมพำพร้อมกับรีบให้ทุกคนหลีกไปอีกทางซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 กิโลเมตรโดยเดินตามแผนที่ เดินลัดเลาะไปทั่วก่อนจะพบกับซากของเสือโคร่งตัวใหญ่มหึมาอีกตัวที่นอนเป็นซากเน่า
     มีแมลงวันเต็มเต็มไปหมด เครื่องในถูกควักออกมากินจนเละเทะแทบจะอาเจียนเมื่อเห็น ไร้ตับไตไส้พุง ซึ่งท้าวคำเพลิงก็พูดมาอีกว่า
      "ตัวสางดงมากินเครื่องในของเสือตัวนี้ไปหมดเลย"
      "รีบไปกันเถอะ"
     อนุวงศ์พูดพร้อมกับกระชับปืนในมือและมองไปโดยรอบอย่างหวาดหวั่นก่อนที่ทุกคนจะรีบเดินแหวกออกไปอย่างรวดเร็วและพากันเดินตามแผนที่หาดงสักแต่เดินเท่าไหร่ก็เหมือนจะเดินไปไม่ถึงสักที
     การเดินก็ทั้งลำบากต้องแหวกหญ้าและเถาวัลย์ออกไป แต่การเดินทางเริม่ล้าช้าและตะวันเริ่มบ่ายคล้อยลงทุกทีก็ยังไปไม่ถึงดงสักใหญ่กลางป่าเสียทีจนต้องพักเหนือใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
     อมตะใช้พลังฌาณเพ่งไปที่นัยน์ตาพร้อมกับเรียก เนตรพันลี้ ออกมาเพื่อแหวกออกไปดูแต่ก็พบกับหมอกสีขาวปกคลุมไปทั่วทุกทิศและยิ่งมองก็รู้สึกปวดนัยน์ตาจนต้องเริ่มถอนวิชาออกมา
      "สงสัยเราตกอยู่ใต้มนตร์สะกดอาถรรพ์ของปีศาจตนนี้"
     อมตะพึมพำพร้อมกับพ่อเลี้ยงอนุวงศ์ที่หันมามองทุกคน
      "ผมได้ทบทวนและตัดสินใจแล้ว ว่าผมจะนำคณะตัดไม้ของเรา รีบเดินทางออกจากป่าแห่งนี้  เพราะถ้าเราไม่เจอดงสักในตอนนี้  ต่อให้พรุ่งนี้เราเจอดงสักในตอนเช้ามืด คิดว่าเราคงจะล้มต้นสักทั้ง 30ต้น ไม่ทันแล้วเสร็จก่อนอาทิตย์ตกดินเป็นแน่นอน เพราะแต่ละต้นนั้นมันเป็นไม้ใหญ่ ไม่ใช่ว่าเราจะล้มกันง่ายๆ ต่อให้ใช้ระเบิดแท่งก็เถอะ และในคีนพรุ่งนี้ มันเป็นคืนเดือนดับแรม 15ค่ำ ผมกลัวว่าจะเกิดอะไรไม่ได้กับพวกเรา ถ้าสางดงมันจะมาเล่นงานพวกเราอีก"
     อมตะถอนลมหายใจพร้อมกับคณะตัดไม้หลายคนพากันโห่ร้องด้วยความดีใจเพราะต้องการออกจากป่านี้แบบเต็มแก่ ท้าวคำเพลิงก็ตอบกลับไปแบบพูดสำทับว่า
      "ผมก็กะจะปรึกษาคุณเหมือนกัน เรื่องนี้หน่ะ เราอาจต้านพลังอาถรรพ์ของเจ้าป่าเจ้าเขาไม่ได้ ถ้าจำเป็นผมต้องใช้ควายธนู สุดยอดวิชาที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวของผม"
     ถึงแม้จะเสียเที่ยวแต่ก็ยังได้เผชิญกับเรื่องเหนือธรรมชาติ ที่ไม่ได้เจอกันแบบบ่อยๆ แต่ก็ยังดีกว่ามีใครคนหนึ่งตาย ทุกคนเบนหน้าคณะตัดไม้ไปทางเดิมพร้อมกับพากันเดินเท้ากันออกไปแหวกฝ่าดงหญ้า
      "บรรลัยมาเกิด เราโดนมันเล่นงานเข้าเต็มที่เลย เราโดนอาถรรพ์ผีป่าเล่นงานเข้าซะแล้ว ป่ามันปิดชัดๆ"
     อ้ายฮวดพูดพร้อมกับหันซ้ายหันขวา เดินไปซ้ายทีขวาทีแต่กลับไม่พอทางเดินเก่าเลยแม้แต่น้อย และอมตะก็รู้สึกถึงไอปีศาจที่ปกคลุมขึ้นเรื่อยๆจนรู้สึกอึดอัดและหายใจหายคอลำบากยากเข็ญ
     อมตะก็พึมพำเคล็ดวิชา ปาฏิหาริย์แห่งโพธิ์สัตว์ เพื่อที่จะให้พลังพุทธธรรมช่วยรักษาคุ้มครองคนในคณะเพราะตนเริ่มที่จะมั่นใจว่าจะสู้ได้รึเปล่า เพราะมันมีพลังเหนือกว่ามาก
     ออร่าสีขาวนวล บริสุทธิ์ดั่งผ้าขาวบริสุทธิ์เริ่มที่จะถูกแผ่ซ่านให้ออกไปเรื่อยๆปกคลุมไปทั่วทั้งคณะตัดไม้ก่อนที่จะโคจรพลังฌาณไปเรื่อยๆหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้ใช้เคล็ดวิชาได้ทันควัน
     อ้ายฮวดหยิบธูปมาจากด้านหลังพร้อมกับปักลงดินบริกรรมคาถาอาคมตามที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์
     ลมเริ่มกรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆจนทำให้ธูปที่ปักลงดินล้มลงก่อนที่เมฆสีดำครึ้มจะเริ่มเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งป่า อมตะหันไปกระชากไหล่ของอ้ายฮวดที่กำลังสวดบริกรรมอยู่ก่อนจะพูดว่า
      "ก่อนจะไปขอเจ้าป่าเจ้าเขา เราเอาตัวเองให้รอดก่อน"
     อมตะมองไปยังทิศที่มีปราสาทโบราณตั้งอยู่ก่อนจะพูดว่า
      "โน่นไง..ปราสาทโบราณ "
     พลางชี้นิ้วไปยังองค์ปราสาท ที่อยู่ห่างออกไปไกลลิบตา  
      "ถ้าอย่างนั้นคืนนี้เราเข้าไปพักข้างในกันก่อนเถอะ อย่างน้อยก็กันฝนกันลมได้"
      คืนนี้ทั้งคณะตัดไม้ ได้มาหยุดพักที่ปราสาทโบราณหลังนั้น  พอมาถึงก็รุดเข้าไปเก็บเศษไม้ ที่อยู่ระเกะระกะข้างในตัวปราสาททันที   ทิดกว่างก็ได้หุงข้าว ทำอาหารเย็นให้แก่คณะเดินทาง โดยไปตักน้ำที่ลำธารเล็กๆ ที่อยู่ทางทิศเหนือของปราสาทนั้นเอง เพื่อนำมาหุงข้าวและต้มกาแฟดำ หลังจากที่กินอาหารเย็นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
     ราวๆ ทุ่มเศษ สายฝนก็ได้ร่วงลงมาแต่ไม่แรงมากนัก ทุกคนก็ต่างพากันเข้าไปนอนหลับพักผ่อนเอาแรง ในปราสาทเก่าๆหลังนั้น 
     อ้ายฮวดและเลิค เป็นฝ่ายเฝ้ายาม นั่งยามอยู่หน้าปราสาทคอยระมัดระวังภัยรอบตัวโดยมีกองไฟใหญ่กองหนึ่ง ให้ความสว่างยามกลางคืน อมตะก็นั่งพิงอยู่ที่กำแพงของปราสาทด้านขวาพร้อมกับหยิบกระสุนเงินที่แจกจ่ายกันไปให้คนในคณะ
      "เงิน ก็พอจะทำร้ายพวกภูติผีปีศาจ ประเภทหนึ่งได้ แต่ไอ้นี้มันมีพลังฌาณสูงไม่ใช่เล่น"
     อมตะพึมพำพร้อมกับมองกระสุนเงินทั้ง 5 นัดที่อยู่ในกำมือก่อนจะถอนลมหายใจกำกระสุนเงินเอาไว้ก่อนจะร่ายอาคมที่เป็นอาคมพื้นฐานในทันที
     อาคม : ผนึกเวทศาสตรา
     พลังฌาณที่ถูกบิดเป็นรูปร่างคล้ายกับคมหอกถูกส่งไปยังกระสุนเงินทั้งห้านัดก่อนที่อมตะจะเร่งเร้ากำลังภายในเข้าไปเพิ่มเพื่อที่จะทำให้สามารถทำลายล้างอวัยวะภายในของศัตรูโดยที่มีพลังฌาณคอยผนึกไม่ให้กำลังภายในแผ่ออกมาอีกที เป็นการยกพลังทำลาย x2 
     และยังมีคุณสมบัติผนึกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากมีพลังต่ำกว่าก็คล้ายถูกตะปูลงอาคมตอกเข้าที่กลางหน้าผาก ไม่สามารถขยับได้ยกเว้นถูกคลาย แต่หากเจอผู้ที่มีพลังสูงกว่า มันจะสามารถผนึกได้เพียงชั่วคราวอาจแค่ไม่กี่วิหรืออาจไม่มีผลเลย แล้วแต่พลังที่จะถูกผนึกลงไป
     อมตะเดินออกมาเห็นคนในคณะ 2-3 คนนั่งเป็นเพื่อนอ้ายฮวด จิบกาแฟดำกันอยู่ อมตะก็นั่งลงพิงฝากำแพงของปราสาทห่างจากกลุ่มนี้ไม่ถึง 1 วาด้วยซ้ำ
      "คุณอมตะครับ จะไม่มากินกาแฟดำด้วยกันหรอครับ"
      "เอ่อ ไม่เป็นไร"
     อมตะตอบพร้อมกับหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอย่างสบายอารมณ์ ขณะนั้นเองอ้ายฮวดหันมาพูดแบบกระซิบว่า
       "คุณอมตะคิดว่ามันเป็นปีศาจประเภทไหน ทำไมมันถึงจะมาฆ่าเรา"
     อมตะหัวเราะก่อนจะพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างสบายอารมณ์
      "มันอยู่ที่ของมัน เราอยู่ที่ของเรา เราแค่ไปล้ำที่ที่เขาขีดเส้นแบ่งเอาไว้เท่านั้น แค่นั้นก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มีวิญญาณจำพวกหนึ่ง จิตจะมีพลังสูง ยิ่งตายเพราะถูกฆ่าจิตยิ่งมีแรงอาฆาตและจิตเขาจะดูดกลืนกินพลังงานลบหรือพลังงานมืดมากขึ้นตามหลักวิชาเหมาซาน เมื่อไม่มีคนทำบุญที่เป็นพลังงานสว่างอุทิศให้ เขาก็ต้องกินพลังงานลบไปเรื่อย ๆ จนอาจจะกลายสภาพจากผีธรรมดาไปเป็นอสูรกายหรือปีศาจไปอีก ในจีนก็อาจเรียกว่า ผีทมิฬ ละมั้ง หรือเป็นผีมีแรงพลังจิตสูงขึ้นแต่ในด้านลบ จะว่าไปก็คือเป็นวิบากกรรมของผีตัวนั้นมากขึ้นไปอีกน่าเวทนา จุดเปลี่ยนระหว่างการเป็นอสูรกายหรือไปเป็นเทพอยู่ตรงนี้ ถ้ามีคนศรัทธาบูชาส่งแรงบุญที่เป็นพลังงานบวกจิตดวงนั้นจะขึ้นไปเป็นเทพ ถ้าไม่มีใครสนใจและตายแบบนี้และถูกทอดทิ้งอาจกลายไปสู่การเกิดในภพอสูรกายได้ การที่มีคนไปท้าทายหรือลบหลู่ไม่ให้เกียรติก็ยิ่งทำให้เขาโกรธมาก เพราะเขาก็ไปไหนไม่ได้ ทนทุกข์เป็นอสูรก็ลำบากแล้วยังมีคนไปลองดีวุ่นวายอีก เขาก็ต้องตามมาจะเอาไปอยู่ด้วยเพื่อเป็นเพื่อนเพราะเขาไปไหนไม่ได้ถูกวิบากกรรมจองจำ และติดอุปาทานตัวเองด้วย จริง ๆ ควรมีการทำพิธีปลดปล่อยจิตวิญญาณเขาให้หลุดพ้นจะได้ไม่มาเป็นผีอสุราอยู่อย่างนี้ ดังนั้นการที่ไปลบหลู่ท้าทายผีตามที่ต่าง ๆ จึงไม่ควรเพราะเราไม่รู้ว่าผีตัวนั้นจะเป็นผีชนิดไหน ถ้าผีสัมภเวสีเร่ร่อนทั่วไปไม่มีอะไรหรอก แต่ถ้าเจอผีแบบนี้ที่จะกลายเป็นกึ่งอสูรกายกึ่งผีจะยุ่ง อันตรายมาก ก็เหมือนเราเดินไปหาเรื่องนักเลงนั่นแหละ แต่ส่วนมากผีแบบนี้จะอยู่ในป่า แต่มันยังมีขอบเขตของการอยู่ของมัน ยังไงยมทูตไม่ต้องการให้มันถูกปลดปล่อยสู่โลกมนุษย์อยู่แล้ว"
      อมตะพูดพร้อมกับพ่นควันบุหรี่อีกครั้งหนึ่ง
       "โลกก็มีกฏของมัน วัฏสงสารก็มีกฏของมัน นรกก็มีกฏของมัน สวรรค์ก็มีกฏของมัน หรือแม้แต่ธรรมชาติก็ยังมีกฏที่เราไม่อาจฝ่าฝืนได้ มนุษย์ต้องเคารพฟ้าดิน ฟ้าดินต้องเคารพจักรวาล จักรวาลย่อมต้องเคารพธรรมชาติ ทุกสิ่งมันมีกฏตายตัวอยู่แล้ว อันที่จริงอสูรจำพวกนี้ะจถูกกฏของโลกส่งไปในที่อีกแห่งอันห่างไกลจากมิตินี้ จะเรียกว่ามิติทับซ้อนก็ได้"
      อมะตหยุดพร้อมกับจ้องไปที่อ้ายฮวดก่อนจะพูดต่อท้ายว่า
       "มนุษย์ถึงใช้ชีวิตบนโลกนี้โดยปราศจากอันตราย ฆ่าไปกี่ศพ ทำไมไม่เจอผี ฆ่าไปสักพันศพทำไมถึงไม่เจอผี เพราะเราแค่ทำตามหน้าที่ของเราเท่านั้น หากมนุษย์ค้นเจออะไรที่มันลึกลับกว่านี้ หากมนุษย์เจออะไรที่ไม่สมควรจะอยู่เป็นโลกนี้ โลกมันก็จะทำลายตัวเองและหวนคืนสู่วัฏสงสารและกำเนิดใหม่เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยไป โลกมันผ่านวันสิ้นโลกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ถึงจะเป็นโลกแบบนี้ซากโบราณในทะเลที่เราไม่อาจพิสูจน์ได้ ไม่รู้มีอายุกี่ร้อยล้านปี ทันเกิดก่อนที่มนุษยชาติในยุคนี้จะเกิดเสียอีก เพราะอะไร? ก็เพราะโลกมันฉลาด มันฉลาดมาก มันจะทำลายตัวเองหากมนุษย์เจอในสิ่งที่ไม่ควรจะเจอ หรืออาจพัฒนาไปไกลจนถึงเวลาสิ้นสุด แต่ชั่งมันเถอะ อย่างเอ็งเป็นพรานนำทางก็นำไป ไม่ต้องสนใจพวกอสูรพวกนี้หรอก มันน่าจะถูกผนึกโดยอะไรบางสิ่งอยู่ ถึงไม่อาจปรากฏตัวเป็นจริงเป็นจังได้ แต่หากถึงคืนเดือนดับละก็-"
      อมตะหยุดพูดก่อนที่จะนึกถึงร่างเทียมของอสูรกายตัวนั้นก็จะคิดว่า
       "ถ้ามันถูกผนึกจนไม่สามารถออกไปไหนได้ โดยที่ต้องใช้แต่ร่างเทียม หากถึงคืนเดือนดับ พลังวิญญาณปีศาจจะเพิ่มขึ้นมันอาจจะใช้พลังได้มากถึง ด่านแดนปฐมขั้น 9 เลยทีเดียว จะรอดไปได้ไหม"
      ท้าวคำเพลิงเดินออกมาพร้อมกับไม้เสกและไปปักทั่วทั้ง 8 ทิศพร้อมกับตรึงมันเอาไว้เป็นรูปแบบที่คล้ายกับค่ายกลก่อนที่จะหันกลับไปเพื่อพักผ่อน อมตะมองไปยังไม้เสกที่สามารถป้องกัีนได้เพียงผีป่าทั่วไปเท่านั้น หากเจอกับสางดงมันอาจจะสะดุ้งตกใจเล็กน้อยเพราะหากคนที่มีนัยน์ตาทิพย์ จะมองเห็นว่าเป็นโซ่เพลิงที่ล้อมไปทั่วทั้งปราสาท แต่มันเป็นโซ่เส้นเล็กและเปลวไฟที่อ่อนจนทำให้สางดง อสูรกายตัวนี้แสบๆคันๆเท่านั้น
      อมตะนั่งขัดสมาธิโคจรพลังฌาณและกำลังภายในเพื่อปรับตัวกับกลิ่นไอปีศาจทันทีก่อนที่จะหลับตาก็คิดในใจว่า
       "เราจะรอดไปไหมน่า"
      

     
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 237 ครั้ง

210 ความคิดเห็น

  1. #194 DarkMof (@DarkMof) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 13:54
    ให้อารมณ์พรานใหญ่ก่ะพรานบุญเกินไปหน่อยนะเนี้ย
    #194
    0
  2. #115 Akkaradaj Srisuk (@benjab) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 18:22
    อันนี้ก็คุ้นๆแนวคิดนิทรานครปนมาด้วยนี่นา
    #115
    0