ความลับแห่งป่าต้องห้าม

ตอนที่ 4 : รอยกากบาท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    3 เม.ย. 63

ผมพาแม็ควิ่งมาดูที่เกิดเหตุโดยเร็ว ซึ่งนั่นทำให้เราทั้งคู่ต้องจิตตกไปตามๆกันเพราะภาพที่อยู่ตรงหน้าคือร่างของผู้หญิงคนเมื่อเช้าที่สภาพของเธอในตอนนี้ไม่สู้ดีนัก ชิ้นส่วนต่างๆถูกฉีกออกจากกันไม่ว่าจะเป็นแขนหรือขา ลำไส้ต่างขนาดที่ระบุความยาวไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายออกมาอยู่ภายนอกช่องท้องราวกับนิทรรศการสยองขวัญ มีเพียงส่วนศีรษะที่ยังคงความสมบูรณ์ ผิวหนังของเธอซีดขาวประหนึ่งว่าเลือดที่เคยมีถูกสูบออกไปจนหมด

ผมยืนปิดตาแม็คไม่ให้ดูทั้งที่รู้ว่าคงไม่ทันการณ์ เค้าคงจะเห็นไปเต็มๆเสียแล้ว “เธอคนนั้น...” แม็คพูดขึ้น

“ใช่...นั่นเธอ”

“เกิดอะไรขึ้นกับเธอเหรอครับนายอำเภอ” ผมถามนายอำเภอเจอร์รี่ นายอำเภอคนใหม่ของเอลโกทีคที่กำลังยืนตรวจสภาพศพอยู่

“ดูเหมือนเธอจะถูกสัตว์ทำร้ายเอาน่ะ แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นสัตว์ประเภทไหนเหมือนกัน”

“แต่นี่มันหมู่บ้านนะครับ”

“นั่นสิ มันคงจะหลุดมาจากที่ไหนสักที่แหละ กลับบ้านกันไปเด็กๆ เจ้าหน้าที่จะทำงาน”

ดูจากร่องรอยที่ร่างถูกบดและฉีกขาดผมยังพอทำใจเชื่อได้ว่าเป็นการกระทำของสัตว์ เพียงแค่มันคงต้องเป็นสัตว์ที่ตัวใหญ่เอามากๆ แต่ว่าเลือดในร่างกายของเธอที่หายไปล่ะ จะอธิบายในจุดนั้นยังไง

ผมก็อยากจะบอกกับนายอำเภอนะว่าเมื่อเช้าผมเห็นเธอเข้าไปในป่าด้านหลังจากจุดที่เขายืนอยู่ แต่เขาคงจะเชื่อหรอก! รั้วไฟฟ้าหนาสามชั้น ใครจะเข้าไปได้...จริงมั้ย?

สถานการณ์ตอนนี้แย่ลงไปทุกทีโดยเฉพาะเมื่อคุณคือคนที่รู้บางสิ่งแต่พูดมันออกไปไม่ได้ ผมภาวนามาตลอดทั้งวันว่าพวกเราเพียงแค่จะจินตนาการกันไปเองเท่านั้น แต่ทว่าเธอคนนี้มีอยู่จริงและที่สำคัญข้างในป่านั่นมันไม่ได้มีแค่ความมืดอย่างที่ทุกคนเคยรู้...อีกต่อไป

ก่อนผมจะพาแม็คเดินออกไป ขณะเดียวกันนั้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็กำลังทำการพลิกศีรษะของเธอ ผมพยายามหลีกเลี่ยงที่จะมองแต่ทว่าที่ท้ายทอยของเธอมีแสงวูบวาบส่องออกมาดึงดูดความสนใจ ผมหันไปมองโดยไม่เต็มใจนักก่อนที่แสงนั่นจะเลือนหายไปทิ้งไว้เพียงรอยกากบาทปริศนา

“คุณเห็นนั่นมั้ย ที่ท้ายทอยเธอ” ผมตะโกนออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด

นายอำเภอเจอรี่และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆหันไปมองที่ศพแล้วทำเหมือนกับว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น ‘นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย’

“อะไรของนายวินสัน กลับบ้านไปก่อนที่ฉันจะโทรหาแม่นาย คุณนายวินสันคงไม่ชอบใจแน่ถ้ารู้ว่านายอยู่ที่นี่” นายอำเภอเจอร์รี่พูดขึ้น

“เจค กลับกันเถอะ”

“เอ่อ...ขอโทษฮะนายอำเภอ ผมคงจะเหนื่อย” ผมตอบกลับนายอำเภอไปแบบนั้น

“นายไม่เห็นแสงนั่นเหรอไง” ผมกระซิบถามแม็คก่อนที่จะพาเขาเดินออกมาจากที่นั่น

“ฉันไม่เห็นอะไรเลยก็นายปิดตาฉันอยู่”

“เฮ้อ...” ผมถอนหายใจทิ้ง เพราะคำตอบของไอ้แสบไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้นเลย

ผมรีบพาแม็คเดินกลับบ้านไปโดยเร็ว ทันทีที่ถึงผมเล่าทุกอย่างให้แม่ฟัง เธอกักบริเวณให้เราอยู่แต่ในบ้านคืนนี้ การกระทำของเธอดูตื่นตระหนกไปซะทุกอย่าง ใบหน้าของเธอหม่นหมองลงเมื่อผมเล่าเรื่องจบ มันแสดงถึงความหวาดกลัวในรูปแบบที่ผมเคยเห็นเมื่อห้าปีก่อนตอนที่รู้ว่าพ่อได้จากเราไป อันที่จริงเธอไม่น่าจะเป็นเดือดเป็นร้อนขนาดนี้เลย เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ตายคือใคร

“ห้ามไปไหนกันเด็ดขาด เข้าห้องไปทั้งคู่ อาบน้ำแล้วนอนซะ คืนนี้งดอาหารเย็น แม่จะออกไปสถานีตำรวจสักหน่อย เผื่อได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม” ผมไม่ยักรู้ว่าแม่ของผมกลายเป็นนักสืบตั้งแต่เมื่อไหร่ การกระทำอันร้อนรนของเธอทำให้ผมแอบคิดว่าเรื่องไม่ดีกำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งอันที่จริงมันได้เกิดขึ้นมาสักพักนึงแล้ว

เราขึ้นมาบนห้องและแผ่กายลงบนที่นอนทั้งคู่ ผมพยายามทบทวนว่าผมให้ความสำคัญกับเรื่องราวแปลกๆเหล่านั้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“เจค ฉันมีเรื่องจะบอกนายอย่างนึง”

“ว่าไงแสบ”

“ตอนนายถามฉันว่าฉันเห็นแสงนั่นมั้ย ฉันคิดว่าฉันเห็นนะ”

“แสงที่ออกมาจากท้ายทอยของเธออะนะ”

“ฉันนึกว่าที่นายถามฉันคือแสงจากกระบอกไฟฉายของเจ้าหน้าที่ซะอีก”

“นายคิดว่าฉันจะถามนายเพราะมันเป็นแสงไฟฉายงั้นเหรอ”

“ฉันจะรู้เหรอว่านายเห็นอะไร แต่ฉันแค่ไม่อยากตอบไป กลัวนายจะสติแตกไปมากกว่านั้น นายแค่เด็กเกรดสิบเอ็ดนะ” อีกครั้งที่แม็คพูดกับผมราวกับว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่ เค้าดูควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างได้ดีกว่าผมเยอะเลย

“ถึงนายจะบอกแบบนั้นแต่ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันเห็นอะไร เอาล่ะ! เจอเรื่องแย่ๆมาทั้งวันแล้ว นายอยากจะออกไปข้างนอกแล้วหาอะไรอร่อยๆกินมั้ยล่ะ” ผมถามแม็คไปเพื่อให้เรารู้สึกดีขึ้น

“แต่คุณนายวินสันบอกว่าเราถูกกักบริเวณ”

“แล้วนายก็จะเชื่อแม่ฉันงั้นเหรอ นายยังไม่รู้จักร้านเรดวู้ดเลย ฉันสัญญากับนายว่าจะพาไปและเราจะไปกันตอนนี้เลย”

“แล้วถ้าตัวที่ทำร้ายเธอ มันยังอยู่ข้างนอกนั่นล่ะ”

“มันก็จริงอะนะ แต่ว่าถ้าเราไปทางที่มีไฟมันคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง”

“นายช่วยมั่นใจมากกว่านี้ได้มั้ย”

“เอาน่า... ไปไม่ไป” ผมถาม

“ไปก็ได้ รอฉันใส่ฮู้ดแปปนึง”

“ข้างนอกมันไม่ได้หนาวสักหน่อย”

“นั่นสำหรับนาย”

“ฉันถามเอ็มม่าก่อน นายรีบไปจัดการตัวเองซะเถอะ” ผมบอกแม็คก่อนจะกดโทรศัพท์ไปหาเอ็มม่า

“ฉันเสร็จแล้ว” แม็คตอบผมทันที

เอ็มม่ารับสายผมหลังจากปล่อยให้รอสายนานอยู่เป็นนาทีผมถามเธอเรื่องการไปร้านเรดวู้ดในคืนนี้และเธอตอบกลับมาว่า “ฉันไปไม่ได้เจค พ่อฉันห้ามฉันออกจากบ้าน นายรู้ข่าวเรื่องที่มีคนตายหรือยัง” ผมตอบเธอกลับไปว่าเราจะคุยกันในวันพรุ่งนี้ก่อนวางสาย

“เธอไปไม่ได้” ผมบอกกับแม็ค

ผมจะไม่ต่อว่าผู้ใหญ่ในเมืองที่ทำตัวเหมือนกับว่านี่คือเรื่องคอขาดบาดตายเพราะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ถึงอย่างนั้นภารกิจของเรายังคงดำเนินต่อไป

ผมพาแม็คออกมาจากบ้านด้วยการโรยตัวทางหน้าต่าง เค้าดูเงอะงะสิ้นดี เด็กไทยคงไม่เคยทำอะไรแบบนี้กันเลยสินะ “ฉันหัวใจแทบวาย” แม็คพูดขึ้น

หลังจากนั้นเราเดินกันมาถึงปากทางที่ผมบอกกับแม็คว่าจะพาเขาไปเพราะทางนี้เป็นทางที่มีแสงสว่างตลอดทั้งคืนแต่ทว่าตอนนี้มันไม่มีไฟอีกต่อไป

“ไหนไฟของนาย เจค” แม็คถามขึ้น

“เมื่อก่อนมันเคยมี” ผมตอบกลับด้วยความไม่แน่ใจ

“เมื่อก่อนของนายมันนานเท่าไหร่แล้วล่ะ”

“ก็สองปีได้แล้ว แต่ก็... ตามมาเหอะ”

“ฉันว่าเราควรกลับไปเอาจักรยานของนายมั้ย”

“ไม่ได้... แม่ต้องรู้แน่ถ้ามันหายไป”

แม็คเดินตามผมมาโดยไม่พูดอะไร บรรยากาศรอบๆถูกปกคลุมไปด้วยความมืดและหมอกบางๆประกอบกับเสียงลมชวนขนลุก บ่อยครั้งที่เราๆได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจากพุ่มไม้ข้างทางและทำได้เพียงแค่คิดว่ามันคือสัตว์ป่าตัวเล็กๆที่ออกหาอาหาร

“นายพูดอะไรหน่อยก็ได้”

“ฉันกลัวนิ่ ฉันไม่น่าออกมาเลย นี่ความผิดนาย”

“เดี๋ยวนายจะไม่พูดแบบนี้เมื่อเราไปถึงเรดวู้ดแล้ว”

“ร้านปิดไปแล้วมั้ง” ไอ้แสบพูดประชดขึ้น

เราเดินกันมาถึงร้านเรดวู้ด แม็คยืนมองตาค้างแบบที่ผมจินตนาการไว้ คาเฟ่ขนาดกลางทรงโมเดิร์นประดับด้วยไฟแสงสีทั่วร้านกับเบาะนั่งที่ดูเหมือนโรงหนังระดับห้าดาว เบาะสีแดงฉูดฉาดทำให้เป็นที่นิยมของสาวๆในโรงเรียนและกลุ่มเพื่อนซี้ที่จะเข้ามาแลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างวัน

ผมพาแม็คเข้าไปในร้านก่อนทักทายคุณและคุณนายเรด พวกเราในโรงเรียนโดยเฉพาะกลุ่มของผมที่ใช้ที่นี่เป็นแหล่งนัดมายและปล่อยทุกข์ต่างก็สนิทกับท่านทั้งสอง เราอยู่กันเหมือนญาติ ร้านเรดวู้ดมีความเป็นกันเองทั้งในด้านการบริการและราคาที่น่าคบหา ผมไม่ได้จะโฆษณาอะไรนักหรอก แต่นี่คือแหล่งรายได้หนึ่งของผมในช่วงปิดเทอม

“สวัสดีฮะคุณเรด คุณนายเรด”

“อ้าวเจค วันนี้มาซะมืดเชียว”

“ผมพาสมาชิกใหม่มาลองเปลี่ยนบรรยากาศน่ะฮะ”

“นั่นใครล่ะ” คุณนายเรดถาม

“นี่แม็คจากเมืองไทยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนฮะ”

“สวัสดีจ่ะแม็ค” คุณนายเรดกล่าวทักทายแม็ค

“สวัสดีฮะคุณเรด คุณนายเรด ร้านสวยดีนะฮะ” แม็คที่นิ่งเงียบมานานพูดขึ้น

“ขอบใจพ่อหนุ่ม นั่งกันก่อนสิเดี๋ยวฉันเอาเมนูให้” คุณเรดบอกพวกเรา

ผมพาแม็คไปนั่งที่นั่งประจำของกลุ่มเรา เป็นโต๊ะที่มีเบาะขนาดสามที่นั่งสองฝั่ง ติดกับบานกระจกที่มองออกไปก็จะเห็นลานกว้างที่ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยความมืดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คุณเรดยื่นเมนูให้เราและผมยังคงสั่งสตอเบอร์รี่นมสดกับเบอร์เกอร์ไก่ใส่แตงกวาดองตามเคย ผมรอแม็คเลือกเมนูอยู่นานและเค้าจบลงด้วยเมนูเดียวกันกับผม เว้นแต่ว่าเค้าไม่กินแตงกวาดอง ไอ้แสบไม่รู้จักของอร่อยซะแล้วสิ

ทันทีที่อาหารมาเสริฟแม็คเริ่มจากการกินวิบครีมที่โปะอยู่บนแก้วสตอเบอรี่นมสด “อร่อยจริงด้วย ต้องมาบ่อยๆแล้วแบบนี้” แม็คพูดขึ้น

“ฉันบอกนายแล้ว อะนี่” ผมยืนแตงกวาดองให้แม็ค

“ไม่เอาอะ หน้าตาประหลาด”

“ลองก่อนสิ” ผมบอกแม็ค

“ตอนแรกเจคเค้าก็พูดแบบนั้นแหละ ดูตอนนี้สิจะกินให้ได้ทุกที” คุณนายเรดพูดขึ้น

แม็คมองไปที่คุณนายเรดในขณะที่เธอพูดก่อนจะหันกลับมาแล้วตัดสินใจกินมันลงไป “อร่อยแฮะ... ฉันขออีกได้มั้ย” แม็คถามผม

“นายก็สั่งเอาเองสิ”

“คุณเรดฮะ ผมขอเพิ่มแตงกวาดองได้มั้ยฮะ”

คุณเรดเดินถือแตงกวาดองมาราวกับว่าเตรียมไว้รออยู่แล้ว “เอาไปเลยไม่คิดเงิน” คุณเรดพูด

“ขอบคุณฮะ”

เรากินกันจนลืมเวลา ป่านนี้แม่คงจะกลับบ้านมาและรู้ว่าพวกเราไม่อยู่บ้านแล้วก็ได้ ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะรับหน้ายังไง ผมและแม็คบอกลาคุณเรดและคุณนายเรดเพื่อขอตัวกลับ พวกเราใช้เส้นทางเดิมเพื่อกลับจนมาถึงบ้าน และถือว่านั่นเป็นโชคดีที่เราไม่เจออะไรแปลกๆอย่างที่คิดกันไว้

แต่แล้วความแปลกก็เริ่มต้นขึ้นตรงที่ว่าบ้านยังคงปิดไฟมืดสนิทและรถของแม่ก็ยังไม่กลับมา หล่อนคงจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จริงๆ ผมพาแม็คเดินเข้าทางประตูหน้าบ้านและทำการเก็บหลักฐานทุกอย่างให้เป็นเหมือนเดิมทั้งกลอนประตูหรือพรมเช็ดเท้า เราขึ้นไปบนห้องและเอนตัวลงนอนบนเตียงตามเคย

"นี่รูปใคร" แม็คถามผมพรางหยิบรูปที่ถูกทับด้วยหลังของเขาขึ้นมา ผมไม่แน่ใจว่ามันไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไง

"หยุดเลย นั่นพ่อฉัน" ผมแย่งรูปในมือมาจากแม็ค

"ท่านไปไหนแล้วล่ะ"

"เสียแล้ว เมื่อห้าปีก่อน นายจะอยากรู้ไปทำไม"

"เสียใจด้วยนะเจค นายคงจะคิดถึงพ่อนาย"

"อันที่จริงชีวิตฉันคงจะดีกว่านี้ถ้าเขายังอยู่ สิ่งที่เขาเหลือไว้ก็มีแค่รูปกับสร้อยเส้นนี้ ฉะนั้นมันจะหายไม่ได้" ผมพูดพรางดึงสร้อยออกมาให้แม็คดู แล้วรีบเก็บรูปไว้ในกล่องไม้บนหัวเตียงทันที

"ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทับมันนะ"

"ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เป็นอะไร"

"นายโอเคหรือเปล่า"

"โอเค... ผ่านมาห้าปีแล้วมีอะไรที่ต้องไม่โอเค"

“นายจะอาบน้ำมั้ย” แม็คถามผม

“เหอะ”

“ฉันก็ด้วย” แม็คคงเริ่มติดนิสัยจากผมหรือไม่ก็เค้าอาจจะกลัวบางอย่างอยู่ก็ได้

“ขอบใจนะเจค เรดวู้ดมันดีจริงๆ” แม็คบอกผม

“นอนได้แล้วล่ะ พรุ่งนี้นายยังต้องเจอศึกต่อ”

“ฝันดีพี่ชาย”

แม็คนอนตะแคงหันหลังให้ผมไปพร้อมกับคำพูดนั้น ในตอนแรกผมกลัวการมีน้องชายมากเพราะทุกคนคงจะรักเขามากกว่าผมที่โตกว่า แต่ตอนนี้ผมกลับคิดว่าการมีน้องชายมันมันคือสิ่งที่ดีมากๆเลยล่ะ การที่แม็คเข้ามาอยู่กับเราช่วยเติมเต็มอะไรหลายๆอย่างที่ครอบครัวผมขาดหายไปหรือไม่เคยมีมันเลย แต่สุดท้ายแล้วแม็คก็ต้องกลับไปอยู่กับครอบครัวที่ต้องการเขาอยู่ดี ผมนอนครุ่นคิดไปเรื่อยเปื่อยจนชั่วขณะหนึ่งผมก็ตัดสินใจลุกขึ้นไปอาบน้ำ จริงๆแล้วที่ผมตอบไปแบบนั้นเพราะผมอยากจะแกล้งแม็คก็เท่านั้น เราเหนื่อยกันมาทั้งวันจะไม่อาบน้ำก็ยังไงอยู่และวิปครีมที่เปื้อนปากก็คงไม่เป็นมิตรกับผมแน่ๆ

อาบน้ำเสร็จผมนั่งลงเช็ดผมบนที่นอนด้วยความใจเย็น จนกระทั่งผมเหลือบไปมองแม็คที่กำลังนอนหันหลังให้อยู่ แม็คนอนขยับตัวไปมาทำให้ฮู้ดที่เค้าใส่เคลื่อนต่ำลงจนสังเกตเห็นท้ายทอยของเขาได้อย่างชัดเจน และในตอนนั้นสิ่งที่ผมไม่เคยคาดคิดก็เกิดขื้น เพราะที่ท้ายทอยของแม็คมีรอยกากบาทลักษณะเดียวกันกับที่ผมเห็นบนท้ายทอยของเธอคนนั้น ผมคิดว่าการไปร้านเรดวู้ดจะทำให้เรื่องพวกนี้จางหายไปได้บ้างแต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับมาและหนักขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ‘นายมีรอยนั่นได้ยังไงกันนะแม็ค’

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น