RABBIT LAND. [Yaoi] #หยุดอัพชั่วคราว

ตอนที่ 1 : RABBIT 00

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 279
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    13 ส.ค. 61







RABBIT 00


            เสียงริงโทนของโทรศัพท์ดังขึ้น ในขณะที่เม็ดฝนเริ่มตกลงมาช้าๆ แม้จะมองผ่านกระจกเพื่อจับจ้องเม็ดฝนที่ตกลงมา แต่ก็ไม่ได้ทำให้สติที่เลือนลอยของผมนั่นหยุดชะงักลงเลย
            ผมมองโทรศัพท์ในมือของตนเอง ก่อนจะวางมันเอาไว้บนโต๊ะด้วยความรู้สึกด้านช้าในจิตใจ พร้อมๆทั้งความเบื่อหน่ายในที่ที่ผมไม่ควรที่จะย่างก้าวเข้ามาแม้แต่คืบเดียว
            เกาะกระต่าย...
            ฟังดูก็เป็นชื่อที่น่ารักดี แต่ความเป็นจริงไม่ได้สวยหรูเท่าที่ควรเลยสักนิด...
            "เป็นยังไงบ้าง มาอยู่ที่นี่ เริ่มชินหรือยังล่ะ
?" ผมเงยหน้ามองหญิงสาวในชุดพนักงาน เธอยิ้มหวานให้ผมก่อนจะยกของที่สั่งมาให้
            ผมเพียงแค่มองการกระทำนั้นด้วยความชั่งใจ ไม่แม้แต่จะตอบคำถามของเธอด้วยซ้ำ อาจจะเพราะการพบเจอกันครั้งแรกของเรา...มันไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ละมั้ง
            "มั้ง" ผมว่าสั้นๆเพื่อตัดบทสนทนา ซึ่งพนักงานสาวก็ไม่ได้พูดอะไรให้มากความ ก่อนจะเริ่มเดินห่างออกไปเรื่อยๆจนมองไม่เห็นร่างนั้น ผมมองของที่สั่งตรงหน้าซึ่งเป็นแก้วทรงกลม ข้างในแก้วคือน้ำแดงโซดาที่เจือปนด้วยกรด ผมแอบถอนหายใจนิดๆ ก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่มให้ได้รสชาติซ่าๆหวานๆ
            เป็นเวลาสองชั่วโมงแล้วที่ผมมาที่นี่ เกาะกระต่าย เมืองที่มีแต่พวกคนเลวทรามต่ำช้าเสียยิ่งกว่าอึหมา...
            ใช่ ไม่มีใครอ่านผิด นี่คือเรื่องจริง ผมอยู่ที่เกาะกระต่ายซึ่งเป็นเสมือนแหล่งหลบภัยของพวกขี้คุกกับพวกชั่วช้า คนในเกาะนี้ไม่มีสักคนหรอกที่จะดีไปมากกว่าผม
            ทำไมถึงได้มั่นใจ
? ไม่แปลกหรอกที่ผมจะมั่นใจ เพราะผมไม่ใช่คนชั่วช้าหรือคนที่เคยติดคุกติดตารางมาก่อน แทนที่จะถามว่าทำไมถึงได้มั่นใจ น่าจะถามนะว่าผมมาที่นี่ได้ยังไง ซึ่งไม่ต้องเดาไปเยอะแยะอะไรนักหรอกนะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ผมแค่ถูกเข้าใจผิดกับพวกตำรวจนิดหน่อย พอไปพอมาก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนผมต้องหนีจากเมืองไทยมา ความจริงผมว่าจะไปหาประเทศดีๆอยู่สักที แต่ปรากฏว่าตอนที่นั่งเรือมาจากไทยเพื่อไปประเทศเพื่อนบ้าน จู่ๆผมก็ถูกทิ้งเสียซะอย่างนั้น อืม...จะพูดว่าทิ้งก็ไม่ได้ เพราะผมเป็นคนขอลงจากเรือเอง ในตอนที่รู้ว่าจะมีตำรวจที่ประเทศเพื่อนบ้านมาตามจับคนร้าย นั่นแหละ ถึงทำให้ผมต้องมาอยู่ที่นี่
            ความจริงผมก็ไม่ได้อะไรหรอกนะตอนที่ขอลงบนเกาะนี้ มีแค่กระเป๋าเป้สีส้มที่ผมพกมาก็พอเอาอยู่แล้ว แต่พอเดินมองรอบๆก็พบว่ามีผู้คนอาศัยอยู่มาก ถึงแม้บางคนจะค่อนข้างหน้าตาน่ากลัว และก็เพราะความหิวโหย ผมก็เลยมานั่งทานอาหารอะไรสักอย่างที่ร้าน
Natural I-ris และนั้นคือครั้งแรกที่ผมได้พบกับเชอร์รี่...
           
จะรับอะไรดีคะ?’ เธอเอ่ยถามผมเมื่อเห็นว่าผมได้นั่งโต๊ะในร้านแล้ว ผมบอกอาหารที่ต้องการไปได้สักพัก ก่อนที่หญิงสาวในชุดพนังงานจะเอ่ยทัก เอ๊ะ นายนี่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลยนะ มาใหม่งั้นเหรอ?’
            ผมเพียงแค่ปรายตามองเธอก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงตอบคำถามนั้น เธอแย้มยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะว่าด้วยน้ำเสียงติดเจ้าเล่ห์ให้ฟังด้วยความขนลุก
           
งั้นนายก็คงเคยทำอะไรเลวๆมาสินะ ถึงได้ต้องมาอยู่ที่นี่
            ฮะ?’
            เอ้า! ก็เกาะกระต่ายแห่งนี้คือที่สำหรับคนที่เคยทำชั่วกับคนที่เคยติดคุกติดตารางมาหลบภัยกัน เขารู้กันทั้งเกาะนั่นแหละว่าที่นี่มีแต่พวกใจบาปทั้งนั้น ผมมองอีกฝ่ายที่พูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา เหมือนกับที่เอ่ยขึ้นไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่สักเท่าไหร่ สำหรับผม ผมเพียงแค่มองเธอด้วยสายตานิ่งๆ ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆออกมา ในขณะที่สมองกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว
            ดูเหมือนว่าจะมาอยู่ในที่ที่ไม่ค่อยดีซะแล้วสิ...
           
แล้วไง นายทำอะไรมาล่ะ?’
            ก็...ไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่หรอก ผมเอ่ยตอบคำถามด้วยประโยคที่ฟังเข้าท่าที่สุด หญิงสาวแย้มยิ้มออกมาคล้ายกำลังมโนถึงผมในภาพที่เลวร้ายที่สุด ก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยต่อ
           
ถ้างั้นก็ยินดีต้อนรับนะจ๊ะ ฉันชื่อเชอร์รี่ แล้วนายชื่ออะไรล่ะ?’
           
ผมชื่อริท ผมเอ่ยตอบไป แม้ว่าจะเป็นเพียงชื่อที่คิดขึ้นมาเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้ว เชอร์รี่เองก็ดูจะไม่ได้สงสัยอะไรมาก ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างสนุกปาก
           
ถ้าอย่างนั้นก็ยินดีที่ได้รู้จักนะ ว่าแต่นายเพิ่งมาที่นี่ยังไม่มีที่พักเลยใช่หรือเปล่า?’
            อืม ยังไม่มีหรอก ผมว่าพลางมองฝนฟ้าข้างนอกที่เริ่มก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนสีเทาขนาดใหญ่บนฟ้า หูก็ฟังเสียงของหญิงสาวที่เอ่ยพล่ามออกมานานสองนานต่อไปเรื่อยๆ ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็หาได้
            อืม...สงสัยจังว่าที่บอกหาได้ๆ มันจะง่าย(?)สักแค่ไหนกันเชียว
            ‘แต่ว่านะ...ฉันอยากจะบอกอะไรนายเอาไว้สักอย่างสองอย่าง
            ...
            อย่าแม้แต่จะคิดเข้าใกล้อาคารร้านค้าที่ไหนถ้ามีคำว่า Rabbit เชียวละ
            ทำไม?’ ผมเอ่ยอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อ ดวงตาสีลูกโอ็ตท่อประกายวาววับ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าปกติเป็นหลายร้อยเท่า พร้อมทั้งสีหน้าที่จ้องมองผมเขม็งเสียจนคิดว่าดวงตาของเจ้าหล่อนอาจจะถลกออกมาก็ได้
           
ที่นั้นนะ...
            ‘...
            มันเป็นที่สำหรับพวก Guardian Rabbits

            Guardian Rabbits คือบุคคลที่เปรียบเสมือนผู้คุ้มครองเกาะแห่งนี้ พวกเขาคือคนที่คอยตามเก็บกวาดความไม่ปลอดภัยรอบๆบริเวณที่พวกเขารักษาการอยู่ สำหรับความจริงแล้วมีอยู่ว่า พวกที่เป็น Guardian Rabbits คือกลุ่มคนหัวรุนแรงที่คอยจัดการกับพวกคนที่ทำตัวมีปัญหากับสังคมของเกาะกระต่าย และเนื่องจากที่นี่ไม่มีตำรวจ ฉะนั้นเกาะกระต่ายแห่งนี้มีเพียงกฎหมายเดียวคือ
            ...
Guardian Rabbits คือกฎ...
            ทุกคนคิดว่าขอเพียงไม่ไปยุ่งกับพวกนั้นก็ถือว่าเป็นบุญหัวแล้ว ผมได้ยินมาว่าพวกเขาเป็นทั้งนักฆ่าและนักล้างกฎหมายต่างๆ ดังนั้นแล้วจึงไม่มีใครกล้าที่จะมีปัญหากับพวกนี้เท่าไหร่ แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า เพราะใน
Guardian Rabbits ยังคงมีลำดับชนชั้นกันอยู่ ซึ่งมันก็ง่ายๆ ใครเก่งที่สุดย่อมถูกเสมอ
            ...เหอะ ปัญญาอ่อนสิ้นดี พวกเขาคิดว่าตัวเองอายุเท่าไหร่กันนะ...
            ผมมองแก้วทรงกลมที่วางอยู่ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปจ่ายเงิน ซึ่งแผนในหัวของผมตอนนี้ก็คือ ออกจากที่นี่ได้เป็นยอดดี ไม่ว่ายังไงสถานที่แบบนี้ก็ไม่เหมาะกับผมเลยสักนิดเดียว โดยเฉพาะกับคนที่รู้ว่าอาจจะฆ่าเราได้หากทำอะไรไม่พอใจให้
            ผมคนหนึ่งละที่จะไม่อยู่...
            ผมรอจ่ายเงินที่หน้าเคาน์เตอร์ พนักงานผู้ชายรับเงินไปพร้อมกับทอนเงินมา ดีนะที่ยังมีอะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง ไม่อย่างนั้นบางทีผมอาจจะต้องตายเพราะหิวแน่ๆ ซึ่งก็ดีหน่อยที่เกาะนี้มีบริการแลกเงินเปลี่ยนสกุล เพราะถ้าหากเอาเงินสกุลไทยไปให้ นอกจากจะไม่ได้การยอมรับแล้ว ยังอาจจะต้องไปล้างจานให้เขาก็ได้
            เพล้ง
!
            ผมเบิกตากว้างขึ้นกว่าปกติหลังจากที่รับเงินทอนมา ก่อนจะหันไปทางประตูกระจกที่แตกออกมาเป็นเสี่ยงๆในเวลาไม่กี่วินาที แอบตกใจเล็กน้อยที่คนในร้านต่างพากันหายไปหมด แม้แต่พนักงานเคาน์เตอร์ก็เหมือนจะใช้เวทมนต์หายตัวไปได้ ซึ่งทิ้งให้ผมยืนโง่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่คนเดียว...
            ผมหันซ้ายหันขวาไปมาด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะหยุดนิ่งยามที่สบตาเข้ากับชายหนุ่มที่เดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด
            ร่างสูงกำยำมองมาทางผม ก่อนที่ปลายเท้าจะก้าวเข้ามาอย่างว่องไวด้วยความเร็วและเริ่มแทรกตัวเข้าหาร่างกายของผม พร้อมทั้งกระชากคอเสื้อสีขาวที่ผมสวมอยู่ติดมือไปแล้วจ้องเขม็ง
            แอบตกใจที่จู่ๆก็โดนทำแบบนี้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความระแวงอีกฝ่ายที่เริ่มเพิ่มพูนขึ้นมา ผมลอบมองไปทางอื่น จนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับสร้อยคอที่มีจี้สลักคำว่า
Guardian Rabbits เอาไว้ และนั้นทำเอาผมต้องร้องอ๋อในใจทันที
            “ไอ้เหี้ยครายมันอยู่ไหน
! บอกมา!” ผมรีบส่ายหน้ารัวๆให้กับอีกฝ่ายทันทีที่เขาเอ่ยถาม และดูเหมือนท่าทางของผมจะทำให้เขาไม่พอใจละมั้ง ถึงได้เหวี่ยงคอเสื้อของผมให้กระแทกเข้ากับเคาน์เตอร์
            เจ็บไหม ถามสะโพกดู...
            “เฮ้ย ใจเย็นๆน่า” เสียงของใครอีกคนเอ่ยขึ้น พร้อมร่างสูงที่เดินเข้าหาเพื่อนของตัวเองช้าๆพลางตบไหล่ให้อารมณ์ประมาณว่า
ใจเย็นๆนะมึง ผมมองการกระทำของอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ คนที่กระทำการรุนแรงกับผมคือผู้ชายร่างกำยำที่มีเส้นผมสีดำเข้มและนัยน์ตาสีเดียวกัน เขาดูไม่พอใจแปลกๆตอนที่มองมาทางผม ส่วนอีกคนคือคนที่มีเรือนร่างสมส่วน เส้นผมของเขาเป็นสีขาวที่ดูแปลกตา ในขณะที่เขามีดวงตาสีเทาอ่อน นั้นยิ่งเสริมให้ดู เอ่อ...นุ่มนวลเหรอ(?) ไม่อะ คิดว่าไม่น่าใช่
            “เกิดอะไรขึ้น”
            ผมสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆเสียงหนึ่งก็ดังแทรกผ่านบรรยากาศน่าใจหาย ผมแอบสอดส่องดูว่าใครที่เข้ามาในนี้ตอนที่กำลังเกิดเรื่องขึ้น แต่เพราะสองคนข้างหน้าบังผมมิดก็เลยไม่รู้ว่าใคร
            “ดูเหมือนพวกมันจะหนีไปกันได้ เหลือแค่ผู้ชายคนนี้เท่านั้นเอง” ผู้ชายผมสีขาวว่า ก่อนจะชี้มาที่ผม ฉับพลัน ร่างทั้งร่างก็ชาวูบเพราะรับรู้ถึงกลิ่นอันตราย
            ผมมองไปรอบๆ ดูว่าจะมีทางไหนรอดออกไปได้หรือเปล่า แต่ก็มีเพียงแค่เศษกระจกที่แตกกับหน้าต่างเล็กๆสองถึงสามบานเท่านั้น และดูเหมือนว่าผมจะไม่มีทางรอด...
            ผมตัดสินใจหันกลับไปมองตรงหน้าที่มีชายทั้งสองยืนอยู่ เพิ่มเติมคือบรรยากาศที่เริ่มหนักอึ้งจนน่าอึดอัด ยิ่งเมื่อมองไปยังดวงตาสีเทาคมเข้มที่จ้องมองมา ก็ยิ่งรู้สึกหายใจไม่ออก ร่างตรงหน้าของผมคือชายร่างสูงที่กำลังก้าวเดินมาข้างหน้าพร้อมกับควันบุหรี่ ใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้ฉายแววใดๆทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ผมรับรู้นอกจากกลิ่นบุหรี่ ก็คงจะเป็นรังสีความน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากร่างตรงหน้า
            โอ้ พระเจ้าช่วย นี่ผมต้องมาจบชีวิตในที่แห่งนี้จริงๆหรือ
!
            “หน้าใหม่” คนที่มาใหม่เอ่ยขึ้นพลางมองผมเพียงแค่ใบหน้า และดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าผมเป็นคนที่เพิ่งมาใหม่ เขาจึงทำเพียงแค่โยกหัวนิดหน่อยให้ทั้งสองคนที่ยืนอยู่ก่อนแล้วรับฟัง และพวกเขาก็รับฟังมันอย่างดี...
            ร่างของทั้งสองเดินไปทางหลังร้านที่น่าจะเป็นจุดหลบภัยของคนที่หนี แล้วทิ้งให้ผมอยู่กับใครสักคนที่ไม่รู้จัก ในใจก็แอบภาวนาว่าขอให้เจ้าตัวอย่าคิดเอาปืนขึ้นมายิงก็พอ แต่ถ้ายิงตัดขั้วหัวใจกับยิงหัวก็โอเคนะ จะได้ไม่ต้องทรมานนาน
            “ผม...ขอตัว” ผมว่าก่อนจะก้าวเท้าเดินเลี่ยงอีกฝ่ายให้มากที่สุด แต่ดูเหมือนว่าการทำกิริยาแบบนั้นมันก็ไม่เป็นผลดีต่อผมสักเท่าไหร่ เพราะร่างสูงที่ยืนแผ่รังสีความน่ากลัวฉวยโอกาสคว้าเข้าที่เอวของผมแล้วเหวี่ยงไปที่เคาน์เตอร์เหมือนเดิม “เอ่อ คือ...ต้องการอะไรจากผมงั้นเหรอ
?
            “...” อีกฝ่ายไม่ตอบ ผมได้แต่ทำสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ ไม่รู้สึกว่าดีเลยที่ได้เข้าใกล้ผู้ชายคนนี้ ถึงแม้ใบหน้าคมคายของอีกฝ่ายจะชวนให้พาเข้าห้องก็เถอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าบรรยากาศของอีกฝ่ายดูไม่น่าให้ทำแบบนั้นได้ง่ายๆ
            “ถ้าไม่มีอะไรผมก็อยากจะให้คุณปล่อยผมไป” ผมว่าอีกครั้ง อีกฝ่ายไม่ได้ขยับตัวแม้แต่นิดเดียว นอกจากจะจ้องมองผมแล้วคาบบุหรี่เอาไว้ในปากธรรมดาๆ
            กิริยาที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการที่จะให้ผมพูดอะไรทั้งนั้น...
            “...”
            ดังนั้นระหว่างเราสองคนจึงมีเพียงความเงียบที่ครอบคลุม โดยมีเศษกระจกที่แตกละเอียดเป็นพื้นหลังให้
            ผมอยู่เฉยๆและอยู่นิ่งๆแบบนั้น เอาเข้าจริงก็แค่ไม่รู้จะพูดอะไรต่อเท่านั้นเอง เพราะนอกจากอีกฝ่ายจะไม่ตอบแล้ว กลิ่นบุหรี่ที่เขาคาบก็ค่อนข้างกวนใจผมเหมือนกัน
            ผมไม่ชอบกลิ่นบุหรี่...
            แต่เพราะเขาเป็นคนสูบ ผมก็เลยไม่กล้าห้าม...
            “มาที่นี่ทำไม” อีกฝ่ายยอมเปิดปากอีกครั้ง ผมมองร่างที่เริ่มขยับเข้ามาใกล้ ซึ่งผมก็ถอยห่างออกมาแทบจะทันทีเพราะกลิ่นบุหรี่ ร่างสูงเพียงแค่ปรายตามองก่อนจะหยิบบุหรี่ออกจากปากแล้วทิ้งมันลงพื้นพร้อมกับใช้เท้าขยี้
            “ผมลงจอดผิดที่” ผมว่าหลังจากที่เห็นม้วนบุหรี่ถูกขยี้ เขาเงยหน้ามองผมคล้ายๆแอบสงสัยอะไรบางอย่าง แต่เพียงเท่านั้นอีกฝ่ายก็พยักหน้าด้วยความเฉยๆ
            ความจริงผมโกหก ผมหนีตำรวจต่างหาก...แต่ก็ไม่ได้พูดผิดซะทีเดียวนี่
            “มาจากที่ไหน” อีกฝ่ายเอ่ยถามต่อ ผมชั่งใจเล็กน้อยที่จะตอบ เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะต้องพูดคุยเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวสักเท่าไหร่นัก อีกอย่างคือผมไม่อยากจะพูดข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองสักเท่าไหร่
            “ผมจำเป็นต้องตอบคุณหรือเปล่า
?” ผมลองถามเชิงดู อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมามองผม ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆพร้อมกับมือที่ทาบทับเคาน์เตอร์ทั้งสองข้างเพื่อกักขังร่างของผมเอาไว้ กิริยาท่าทางที่ผมค่อนข้างไม่ชอบใจ...
            “ต้องตอบ” ผมมองหน้าของอีกฝ่ายที่โน้มเข้ามาใกล้ ดวงตาสีเทาจ้องมองมาด้วยความอยากจะเดาใจ ผมเองก็จ้องตอบเขาเช่นเดียวกัน ในขณะที่เริ่มรู้สึกเหมือนถูกไล่ต้อนจากคนตรงหน้าอย่างช่วยไม่ได้
            “ประเทศไทย” ผมตอบให้กว้างที่สุด อาจจะเป็นคำตอบที่ดูกวนตีนไปหน่อยแต่ก็ขอโทษด้วย และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจในคำตอบสักเท่าไหร่จนต้องเริ่มเปลี่ยนเรื่อง
            “ผมคิดว่าบางทีผมควรจะออกไปจากที่นี่”
            “...” อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรกลับมา ผมที่ยืนอยู่เฉยๆจึงเอ่ยต่อด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนใจอีกครั้ง
            “คุณจะช่วยบอกผมหน่อยได้หรือเปล่าว่าจะออกจากที่นี่ยังไง”
            “...”
            เขาไม่ตอบ เอาเถอะ ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายอยู่แล้ว กับผู้ชายแสนจะพูดน้อยแบบนี้...
            “ถ้าหากไม่มีอะไรผมก็อยากให้คุณถอยออกไป เพราะผมกำลังรีบ”
            “หึ...” อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอ ก่อนที่ฝ่ามือที่ทาบทับลงมาจะเคลื่อนออก ริมฝีปากหนาถูกกระตุกให้ยิ้มมุมปาก ในขณะที่ผมเริ่มจะไม่เข้าใจในการกระทำของเขา
            “คุณหัวเราะอะไร?” ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแสดงความไม่พอใจนัก อีกฝ่ายหันมามองเสี้ยวหน้าของผมก่อนจะเอ่ยต่อ
            “ที่นี่ไม่มีทางออก”
            “อะไรนะ
?” ผมเบิกตากว้าง มองอีกฝ่ายด้วยความตกใจ ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะเริ่มยกยิ้มเย้ยหยันออกมา
            “เกาะนี้ไม่ได้มีที่สำหรับเอาไว้หนี”
            “...”
            “แต่มีไว้สำหรับขัง
            ผมกระพริบตาหลังจากที่ได้ยินคำพูดนั้น ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะเริ่มสัมผัสได้ถึงภัยอันตราย ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีเลยว่าการที่ผมมาลงจอดที่เกาะนี้ มันเป็นความคิดที่ผิดมหันต์
!
            ร่างสูงที่ยืนตรงหน้าเพียงแค่มองผมด้วยสายตานิ่งเฉย แม้ว่าในตอนนี้ความรู้สึกข้างในของผมจะเริ่มตีวนกันเป็นทรงกลมก็ตาม ยิ่งจ้องมองนัยน์ตาสีเทาที่ท่อประกายแห่งความน่ากลัว ในใจที่ตีวนกันก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด ผมไม่อยากจะอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้ นั้นคือสิ่งที่ผมรู้หลังจากที่พูดคุยกับอีกฝ่ายได้เพียงไม่กี่ประโยคก็ตามที
            “ผมขอตัวได้หรือเปล่า” ผมเอ่ยด้วยท่าทางที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการจะไปจริงๆ อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยืนจ้องมองผมนิ่งๆโดยไม่ขยับไปไหน และนั้นทำให้ผมเริ่มก้าวเท้าไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่เต้นแรง ความหวาดกลัวต่อผู้ชายคนนี้มีมากเกินไป ผมไม่มีทางอยู่กับเขาได้แม้แต่วินาทีเดียว หรือแค่เสี้ยววินาทีก็ไม่อยากอยู่...
            เมื่อผมเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้กระทำการขัดขวางแต่อย่างใด ร่างทั้งร่างก็เริ่มเดินออกจากร้านไปอย่างช้าๆ และพยายามลืมความทรงจำที่เกี่ยวกับผู้ชายที่เพิ่งจะมองผม...ด้วยสายตาแปลกๆ





__________
สวัสดีค่ะ ยูเมะ(เจ้าเก่า)
ลงมากับบทนำกรายๆนะคะ
เอ๊ะ แบบนี้มันคล้ายๆรักแรกพบหรือเปล่าหว่า?
ฮ่าๆๆ ล้อเล่นนะคะ
ยูเมะทำตอนนี้ขึ้นมาเพื่ออธิบายเกาะกระต่ายแบบแน่นๆเลยค่ะ
ทุกคนจะได้รู้ไงว่าเกาะกระต่ายเนี่ย ใสๆ (ยิ้มเล็กน้อย)
ใสเนอะ ใสตั้งแต่ชื่อแล้ว ฮ่าๆๆ
เอาเป็นว่าไม่มีอะไรมากกับตอนนี้ค่ะ
เราจะพบกันอีกครั้ง...ในเร็วๆนี้ค่ะ ฮ่าๆๆ
(นี่ไม่ได้ทิ้งให้ค้างแล้วนะ)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

32 ความคิดเห็น

  1. #1 Princess Black (@princessblack737) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 04:28
    รออออิ
    #1
    0