ตำนานยอดหญิง ซูเจิน

ตอนที่ 19 : สัตว์ในพันธะสัญญา 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 237
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    30 ส.ค. 62



‘ไม่เห็นเป็นไรเลยท่าน นางก็หาใช่คนอื่นคนไกล’ ซูซูยิ้มแย้มน้อยๆ



เทพเสวี่ยอู่หันมามองข้าอย่างพิจารณาอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ



อะไร มีอะไรกัน ไม่ใช่ว่านางบังเอิญมาเจอข้าแล้วยื่นข้อเสนอให้หรอกหรือ หรือมีลับลมคมนัยอะไรซ่อนอยู่กันแน่



“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” พูดอะไรรู้เรื่องกันอยู่สองคน



“หมายความว่าอย่างไร มีอะไรที่ข้าไม่รู้อย่างนั้นหรือ”



“เจ้าไม่ได้บอกนางหรือ” ซูซูส่ายหน้าเบาๆ


 

 “เจ้ากับนางก็เปรียบเหมือนกับคนๆเดียวกันนั้นแหละ พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเจ้าเป็นเสี้ยววิญญาณของนางอย่างไรเล่า”



“ห๊ะ…” เสี้ยววิญญาณของนาง งั้นข้ากับนางก็เป็นคนๆเดียวกันน่ะสิ หมายความว่าความรู้สึกตอนที่ได้ความทรงจำทั้งหมดนั้นก็เป็นของข้าเอง มิน่าข้าถึงไดเจ็บปวดมากมายถึงเพียงนั้น



พอมาคิดๆดูแล้วไม่ว่าจะชาติภพใดข้าก็มีชะตากรรมอันอนาถจริงๆ



“ถ้างั้นแล้วทำไมซูซูถึงยังอยู่” ในเมื่อข้ามานางก็ควรจะหายไป หรือไม่ก็รวมกับข้าเป็นวิญญาณดวงเดียวกันไม่ใช่หรือ



ไม่สิ ข้าเป็นเพียงเสี้ยววิญญาณควรเป็นข้าที่หายไปมิใช่หรือ



“เจ้าถามนางเอาเองเถอะ” เทพอสูรนั่งมองพวกข้าแล้วทำหน้าเหนื่อยใจ



‘ถึงเราจะเป็นวิญญาณดวงเดียวกัน แต่เจ้าคือเสี้ยววิญญาณที่บริสุทธิ์ ที่ไปยังวัฏจักรสงสารก่อนที่ข้าจะเข้าสู่วิถีมาร วิญญาณของข้ามีบ่วงยากที่จะฟื้นคืนยังร่างเดิมในภพนี้ได้อีก’ ซูซูทำหน้าเศร้า ยิ้มอย่างเลื่อนลอย



  ‘อีกอย่างนี้ก็เป็นความเห็นแก่ตัวของข้าเอง ที่ข้ายังอยู่เพราะข้ายังมีสิ่งค้างคาอยากจะเห็นด้วยตาตนเท่านั้น’



ซูซูจ้องมองข้าด้วยแววตาอันเด็ดเดี่ยวก่อนจะเอ่ยต่อ ‘ซูเจินอย่างไรข้าก็มิอยากกลับไป อย่างไรข้าก็มิอยากรับรู้อันใดอีก ถึงข้าจะไม่มีสิ่งค้างคาแล้วข้าก็จะเป็นฝ่ายหลอมรวมกับเจ้า ให้จิตของเจ้าเป็นใหญ่’



“ซูซู…”



‘ซูเจินข้าจะยังอยู่กับเจ้าตลอดไป เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะได้พักเสียที ข้าเหนื่อยเหลือเกิน’



“อืม” ข้าตอบได้เพียงเท่านี้ ตอนแรกข้ากลัว กลัวว่าตัวเองจะหายไป กลัวว่าตัวเองจะต้องเป็นฝ่ายหลอมรวมกับนาง แต่พอได้ฟังเช่นนี้แล้วข้ากลับสงสารนางเหลือเกิน



สงสารตัวเอง



ข้าช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน



หลังจากพูดกันจบก็เกิดความเงียบปกคลุมไปทั่ว เทพอสูรนัยน์ตาวูบไหวอย่างเศร้าโศก ก่อนจะถอนหายใจดังเฮือกออกมาเสียงดัง พัดพาความน่าอึดอัดหายไป ข้ากับซูซูหันไปมองก่อนจะหลุดยิ้มออกมา



เอาเถอะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด จะทำตัวน่าอึดอัดเช่นนี้ไปก็มิได้อันใดขึ้นมา ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้าก็แล้วกัน




ข้ากับซูซูมองตากันก่อนที่จะเกิดประกายในแววตาอย่างเจ้าเล่ห์  



“ท่านเสวี่ยอู่วันนี้พวกข้ามีเรื่องอยากจะขอให้ท่านช่วย” เทพเสวี่ยอู่หันขวับมองข้าอย่างไว



ข้าว่าแล้ว…ข้าว่าแล้วว่าพวกนางต้องไม่มาเปล่า ต้องมีแผนการอะไรอยู่แน่ นี่สุดก็โผล่งานจนได้



นางมาร…พวกเจ้ามันนางมารของแท้



เทพเสวี่ยอู่ถลึงตาใส่อย่างดุดัน “ไม่มีทาง”



“โถ่ท่าน เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ เรามาพนันกันหากข้าชนะท่านต้องทำตามที่ข้าขอหนึ่งอย่าง”



“แล้วหากข้าชนะจะได้สิ่งใด” เสร็จละ



“งั้นเอาเป็นบ่อน้ำอสูรเป็นอย่างไร” ข้าส่งยิ้มจริงใจให้อย่างเจิดจ้า ปกปิดเล่ห์กลภายในอย่างมิดชิด



เทพเสวี่ยอู่จ้องมองอย่างมิวางใจ หันไปมองร่างโปร่งอย่างพิจารณาครู่หนึ่งแล้วหันกลับมามองสตรีตรงหน้าอย่างสับสน



คาดเดานิสัยใจคอของนางมิออก แต่อย่างไรพวกนางก็วิญญาณดวงเดียวกัน สตรีสกุลเว่ยเจ้าเล่ห์อย่างไรก็อย่างนั้น ตั้งแต่มารดายันบุตร!



แต่ถึงนางจะวางแผนใดไว้ก็ปฏิเสธมิได้ว่าเหยื่อที่นางเอามาล่อช่างน่าสนใจ อย่างไรบ่อน้ำอสูรก็ควรจะได้คืน เหนือสิ่งอื่นใดคราวนี่ข้าจะต้องชนะ



ซูเจินเห็นเทพอสูรเงียบไปพักใหญ่เริ่มมีประกายในตาวิบวาว รู้ได้ทันทีว่าเทพองค์นี้ได้ตกหลุมพรางของนางเสียแล้ว รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นชั่ววินาทีก่อนจะหายไปราวไม่เคยปรากฏมาก่อน



“ได้ ข้าตกลงแล้วจะพนันอย่างไร”



“เรามาลองภูมิอย่างที่ท่านชอบดีหรือไม่เจ้าคะ” ข้าเสนอทางที่อีกฝ่ายจะได้เปรียบ เทพเสวี่ยอู่พยักหน้าเล็กน้อย “หมากรุกรึ?”



ข้าส่ายหน้าปฏิเสธ “เราจะทายปัญหาเชาว์กันเจ้าค่ะ”



เทพเสวี่ยอู่ทำหน้างงงวย “ทายปัญหาเชาว์คือสิ่งใด ทำอย่างไร ข้ามิเคยได้ยินมาก่อน”



“ทายปัญหาเชาว์คือการที่ถามคำถามอีกฝ่ายเพื่อทดลองปัญญา จะเป็นคำถามอย่างไรก็ได้ แต่คำตอบต้องเป็นจริงที่เห็นประจักษ์เสมอ”



“เห็นประจักษ์เสมอ?”



“เจ้าค่ะ ห้ามเป็นคำถามที่ท่านสามารถเปลี่ยนคำตอบเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตอบถูกได้ เช่น ถามความชอบของท่านว่าท่านชอบสิ่งใดที่สุด คำตอบนั้นจะไม่แน่นอน หากท่านบอกคำตอบเท็จก็มิมีผู้ใดรู้ เช่นนี้ถือว่าเป็นคำถามที่ใช้มิได้เจ้าค่ะ”



“อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว ให้ผลัดกันถามสินะ”



 “เจ้าค่ะ ผลัดกันถามหากตอบมิได้ก็ถือว่าแพ้” ซูเจินตอบพร้อมผายมือให้อย่างสุภาพ “เชิญท่านก่อนได้เจ้าค่ะ”



เทพเสวี่ยอู่เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ “ได้” แล้วทำหน้าครุ่นคิด



ซูซูที่ไม่เคยเห็นการทายปัญญาแบบนี้ก็สนใจไม่น้อย จับจ้องทั้งคู่อย่างจดจ่อ



เงียบหายไปครู่หนึ่งเทพเสวี่ยอู่ก็พยักหน้าให้กับตนเองเบาๆ “ข้าคิดคำถามได้แล้ว เจ้าพร้อมหรือยัง”



“เชิญเจ้าค่ะ”



“ทางเลือกมากมี สิ่งล่อมากหลาย แต่คล้ายวกวน สิ่งนั้นคืออะไร?”


           



.......................................................


คำถามนี้ไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่ขอหยิบยืมเอาคำถามของสฟิงซ์ในตำนานและหนังอียิปต์ในหลายๆเรื่องมาแทน


หวังว่าเพื่อนๆจะชอบเรื่องที่เราเขียนขึ้น หากมีคำผิด หรือคำติดชมสามารถทำได้เลยนะคะ พรายจะดีใจมากๆเลย



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

115 ความคิดเห็น