นางพญาสั่งแค้น

ตอนที่ 9 : ในที่สุดก็ถึงจวน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 665
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    1 มิ.ย. 63

เมิ่งหลิงจิ้งเหลือบมองหนึ่งอสูรหนึ่งมนุษย์ด้วยความสงสัย   วิหคสายฟ้าจิ้งเคอยืนอยู่บนโต๊ะกลางห้อง ส่วนเจ้าของก็กำลังนั่งบนเก้าอี้

“พี่ชายก็นั่งเฝ้าสังเกตอาการของน้องสาวไง” หมิงชิงหยูอธิบาย “เห็นเจ้าโคจรลมปราณเกือบ  2 ชั่วยามแล้วยังไม่ตื่นก็เลยเป็นห่วง”

“ถ้าเช่นนั้นตอนนี้ก็น่าจะยามเหมา (17.00 – 19.00) แล้ว” เมิ่งหลิงจิ้งคำนวณเวลา

“ตามที่เจ้าว่า” หมิงชิงหยูลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ในเมื่อเจ้าตื่นแล้วก็ไปพบท่านพ่อที่ตำหนักกลางกัน ท่านอยากพบเจ้า”

อ่า...อีกแล้วสินะ เมิ่งหลิงจิ้งลอบถอนหายใจ 

“ถ้าเช่นนั้นท่านก็ไปก่อน ข้าขอเปลี่ยนเสื้อผ้า” ร่างบางออกปากไล่

“พี่ชายจะรอข้างนอก” 

“ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ ข้าไม่ใช่คนหลงทิศ” นางปฏิเสธอย่างไม่ใยดีอีกครั้ง

“ก็ได้ ตามใจน้องสาว” ว่าจบหมิงชิงหยูก็หยักยิ้มให้ เขาจากไปพร้อมกับจิ้งเคอที่ยังมองนางด้วยสายตาเยาะเย้ย 

ถ้าได้เจออาจารย์เมื่อไร นางจะให้เขาจับมันไปขังไว้อีกรอบสักสองสามวัน!! 

เมิ่งหลิงจิ้งใช้เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่นาน นางก็เดินออกมาจากห้องรับรองด้วยความที่นางมีความจำดีจึงจำได้ทางไปตำหนักกลางได้ราวกับเดินมาแล้วร้อยรอบพันรอบ  ตลอดทางจากเรือนรับรองนางไม่พบลูกศิษย์พรรคเจิดจรัสสักคน  ไม่รู้ว่าพวกเขาหายไปไหนกัน?? คิดไปได้ไม่ทันไรนางก็มาถึงตำหนักกลาง ประตูของตำหนักเปิดกว้างเปิดเผยภาพภายในที่มีคนมากมาย  ไม่เพียงเจ้าสำนักแต่ยังมีเหล่าอาจารย์ผู้อาวุโส รวมกับศิษย์ระดับสูง ทุกคนนั่งประจำที่ราวกับรอคอยอะไรบางอย่าง  เจ้าสำนักหมิงกวงนั่งอยู่บนบัลลังก์มีฮูหยินเจ้าสำนักอยู๋เคียงข้าง อีกด้านเป็นหมิงชิงหยู ข้างเก้าอี้ของเขามีคอนไม้ขนาดใหญ่สวยงามแน่นอนว่าบนนั้นย่อมมีวิหคอัสนีปากเสียตนหนึ่งเกาะอยู่

“นางมาแล้ว” เพียงแค่ประโยคเดียวของเจ้าสำนักหมิงกวง สายตาทุกผู้ก็พุ่งตรงมาที่เมิ่งหลิงจิ้ง เสียงพูดคุยในตอนแรกพลันเงียบสงัด เงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจ นางเลือกที่จะเยื้องย่างเข้าไปในห้องโถง ขาเล็กๆก้าวเดินต่อไปไม่หยุด แผ่นหลังยืดตรงมองไปข้างหน้าไม่เบนสายตาไปทางอื่น นางเดินมาหยุดหน้าห่างจากบัลลังก์ยกพื้นหลายก้าว

“หลิงจิ้งคารวะเจ้าสำนัก ฮูหยินเจ้าสำนักและผู้อาวุโสทุกท่าน” เมิ่งหลิงจิ้งทำความเคารพรอบทิศอย่างนอบน้อม

ผู้มีอำนาจทั้งหลายในสำนักเจิดจรัสยกยิ้มอย่างพอใจ  ที่แม่นางน้อยแปลกหน้าดูมีมารยาทเช่นนี้

“ยกเก้าอี้” สิ้นเสียงก็ปรากฏเก้าอี้มีพนักพิงแกะสลักจากไม้มงคลมาตั้งด้านข้างของเมิ่งหลิงจิ้ง

“ขอบคุณฮูหยินเจ้าสำนักที่เมตตา” เมิ่งหลิงจิ้งไม่ลืมมารยาท นางรอจนฮูหยินเผิงเยี่ยหลินพยักหน้าจึงนั่งลงมือบางจับกระโปรงให้เรียบร้อย

“ทีนี้เจ้าเริ่มบอกบิดาได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น เหตุใดศิลาศักดิ์สิทธิ์ถึงกลายเป็น...” เจ้าสำนักหมิงกวงเอ่ยปากพลางมองไปยังจิ้งเคอ ฝ่ายวิหคอัสนีเหลือบตามองอีกฝ่ายอย่างผยอง

“เรียนท่านพ่อ ตั้งแต่เด็กลูกมักจะเข้าไปเล่นแถวๆศิลาศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งลูกรู้สึกนานแล้วว่าศิลาศักดิ์สิทธิ์ดึงดูดลูก” หมิงชิงหยูเริ่มเล่าตั้งแต่ต้น

“ในทีแรกลูกก็ไม่แน่ใจแต่บางครั้งศิลาศักดิ์สิทธิ์มักจะมีแสงเรืองรองในความมืด  จนกระทั่งลูกได้พบกับเมิ่งหลิงจิ้ง นางมีสัมผัสภายในลูกคิดว่าหากว่าพานางไปที่ศิลาศักดิ์สิทธิ์  อาจจะช่วยยืนยันความมั่นใจให้ลูก   หลังจากที่พานางไป หลิงจิ้งก็สามารถรู้สึกถึงสิ่งมีชีวิตในนั้น ลูกเลยขอร้องให้นางช่วยฟื้นพลังปราณลูกและลูกก็ถ่ายเทพลังปราณของตนเองลงไปที่ศิลาศักดิ์สิทธิ์แม้ในทีแรกลูกจะไม่ค่อยมั่นใจแต่ไม่นานศิลาศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มตอบสนอง หลิงจิ้งใช้พลังธาตุของนางช่วยโคจรปราณอีกทั้งยังมอบยาฟื้นพลังปราณให้อีกมากมายและหลังจากนั้นทุกอย่างก็เป็นเช่นที่ท่านเห็น”

ฟังจบผู้อาวุโสทั้งหลายก็แลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างเซ็งแซ่มีทั้งคำชื่นชมและการถกเถียงถึงศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าสำนักผู้ก่อตั้งเก็บรักษาไว้ หลายคนล้วนตื่นเต้นที่เห็นอัจฉริยะถือกำเนิด รวมทั้งความช่วยเหลือจากเด็กสาวแปลกหน้า

“เช่นนั้นเอง” เจ้าสำนักหมิงกวงพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ที่เจ้าว่าเช่นนี้ก็หมายความหากไม่มีนาง  เจ้าก็คงทำไม่สำเร็จใช่ไหม?”

“ขอรับท่านพ่อ” หมิงชิงหยูตอบรับโดยไม่ลังเล

เจ้าสำนักหมิงกวงลูบเคราด้วยแววตาพราวระยับ ส่วนผู้อาวุโสท่านอื่นก็ออกความเห็นกับเรื่องนี้ไปเรื่อย

“นางเป็นใครกัน? ใยจึงสามารถรู้ในสิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ได้”

“นั่นสิ นางดูเด็กอยู่เลยอีกอย่างนางยังอยู่เพียงขั้นเบิกจิตเท่านั้น”

“ความสามารถนางไม่ธรรมดาจริงๆ” เสียงเซ็งแซ่เริ่มเปลี่ยนมาทางชื่นชมเมิ่งหลิงจิ้ง ซึ่งนางก็ไม่ได้รู้สึกดีแต่อย่างใด สำหรับนางแล้วตอนนี้กำลังรู้สึกกังวลว่าการที่นางช่วยเหลือหมิงชิงหยูอาจจะทำให้เส้นทางในอนาคตเปลี่ยนไปก็เป็นได้...ถึงแม้นางจะกลับมาเพื่อเปลี่ยนอดีตแต่ว่าตอนนี้นางเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าครั้งนี้มันจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือร้าย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนางก็ได้ช่วยเหลือหมิงชิงหยูไว้แล้ว มาเสียใจตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว

“แม่นางน้อยเมิ่ง การพบเจ้าถือเป็นโชคดีของชิงหยู” ฮูหยินเผิงเยี่ยหลินชม  “ข้าไม่คิดว่าเขาจะทะลวงปราณปฐพีเร็วขนาดนี้ อีกทั้งยังทำสัญญากับอสูรวิญญาณระดับราชาอีก นับว่าเจ้าได้ช่วยเหลือเขามากเหลือเกิน”

“ฮูหยินเจ้าสำนักกล่าวหนักไปแล้ว หลิงจิ้งไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าให้ความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย” เมิ่งหลิงจิ้งหยุดไปชั่วอึดใจ นางกล่าวต่อว่า

“ทุกอย่างเป็นเพราะชะตาสวรรค์...เจ้าสำนักน้อยเองก็พูดว่าสัมผัสได้ถึงวิหคอัสนีมาตั้งนานแล้ว  นั่นคงเป็นเพราะวิหคอัสนีเลือกเขาอีกอย่างการที่เขามีรากปราณหงส์อัสนีก็คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาสามารถปลุกอสูรวิญญาณขึ้นมาได้”

“ฟังที่เจ้าพูดแล้วมันก็ดูเหมือนว่าจะเป็นโชคชะตาของชิงหยูจริงๆด้วย” ฮูหยินเผิงเยี่ยหลินยิ้มอ่อนโยน “แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าเองก็เป็นเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้”

“ฮูหยินพูดถูกต้องแล้ว” เจ้าสำนักหมิงกวงกล่าวเสริม 

“จะตอบแทนเจ้าอย่างไรดี?” 

เมิ่งหลิงจิ้งไม่ได้ว่าอะไร นางเพียงแค่ทำสีหน้าลำบากใจ

“ที่จริงแล้ว หลิงจิ้งก็มีสิ่งที่ต้องการจะขอ”

“ว่ามาเถอะ”

ทุกคนในห้องโถงต่างตั้งใจฟังสิ่งที่เมิ่งหลิงจิ้งต้องการด้วยใจลุ้นระทึก  หากเจ้าสำนักเจิดจรัสเอ่ยว่าจะให้อะไรสักอย่าง  สิ่งนั้นมันย่อมต้องเป็นของดีไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังยอมให้เลือกสิ่งนั้นอีก เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากว่าตอนนี้เมิ่งหลิงจิ้งเอ่ยขออาวุธระดับตำนานก็คงไม่มีทางปฏิเสธ

“ในตอนที่เจ้าสำนักน้อยอยู่ปลดผนึกวิหคอัสนี  หลิงจิ้งได้ใช้โอสถฟื้นพลังปราณขั้นสูงไป 30 ขวด ขั้นกลาง 25 ขวด และโอสถรักษารากปราณอีก 1 ขวด..หากว่าเจ้าสำนักจะช่วยจ่ายค่าโอสถให้หลิงจิ้งได้หรือไม่เจ้าคะ?”

“.....” เงียบแม้เสียงลมหายใจก็ไม่มี 

“อึก” ชั่วลมหายใจก็มีเสียงกลั้นหัวเราะรอบโถง ศิษย์ระดับสูงพยายามเคร่งขรึมแต่ก็หลุมยิ้ม ส่วนผู้อาวุโสเพียงแค่กระแอมเบาๆก่อนจะพยายามมองไปทางอื่น

“ฮ่าๆๆๆ” เจ้าสำนักหมิงกวงระเบิดหัวเราะออกมาคนแรก 

“แม่นางน้อยเมิ่ง  เจ้าช่างไม่เหมือนใครจริงๆ” ในจังหวะที่เจ้าสำนักหมิงกวงกำลังหัวเราะชอบใจ เมิ่งหลิงจิ้งก็อาศัยจังหวะนั้นลอบสบตากับหมิงชิงหยูให้เขารู้ตัว

ร่างสูงก็ไม่เสียทีที่เป็นเจ้าสำนักน้อย

“ท่านพ่อ ลูกคิดว่าสิ่งที่นางขอเป็นสิ่งที่ลูกต้องจ่ายทดแทนอยู่แล้ว จึงไม่นับว่าตอบแทนอะไร..ถ้าเช่นนั้น ลูกอยากจะมอบสถานะแขกกิติศักดิ์ให้นางจะได้หรือไม่”

มาแล้วประโยคที่ต้องการ เมิ่งหลิงจิ้งแสร้างทำสีหน้าประหลาดใจเหลือคณา ในขณะที่ผ็อาวุโสก็เงี่ยหูฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

“แค่นั้นเองหรือ?  ถ้าข้าอนุญาต” เจ้าสำนักหมิงกวงประกาศ เขาโบกมือส่งสัญญาณให้ศิษย์รับใช้ไปนำกล่องสลักไม้มามอบให้เมิ่งหลิงจิ้ง

“เจ้าสำนักช่างเมตตาหลิงจิ้งเหลือเกิน แต่ว่าของมีค่าเช่นนี้เห็นทีจะรับไม่ได้” ร่างบางยังมีสีหน้าลำบากใจเหลือคณาชวนให้คนอื่นรู้สึกเอ็นดู

“เจ้ารับไปเถอะ เผื่อว่าสักวันเจ้าต้องการความช่วยเหลือให้ถือว่าความช่วยเหลือในภายภาคหน้าคือการตอบแทนความช่วยเหลือของเจ้าในวันนี้” เจ้าสำนักหมิงกวงยืนยันหนักแน่น

“ขอบคุณเจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งโค้งตัวอย่างสวยงาม มือบางเอื้อมไปรับกล่องไม้สลักมาไว้ในอุ้งมือ ในสมองก็กำลังคิดถึงประโยชน์ของแขกกิติศักดิ์ อย่างน้อยๆหากเกิดเหตุการณ์โจมตีเช่นที่แล้วมา นางจะสามารถขอความช่วยเหลือจากพรรคเจิดจรัสได้ อย่างน้อยแม้พวกเขาจะไม่สู้เพื่อนางแต่ก็คงไม่ปฏิเสธหากนางขอที่หลบภัยเป็นแน่

“เรื่องเล็กน้อย” เจ้าสำนักหมิงกวงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ 

“ถือว่าวันนี้พวกเรามีวาสนาต่อกัน ถ้าอย่างนั้นก็นับว่าสำนักเจิดจรัสเหมือนบ้านอีกหลังของเจ้าก็แล้วกัน หากว่ามีอะไรก็ขอความช่วยเหลือได้”

“หลิงจิ้งจะจำใส่ใจเจ้าค่ะ” ร่างบางแย้มยิ้มน่ารัก 

“ดี ดีมาก ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มงานเลี้ยงได้” 

เมื่อเจ้าสำนักหมิงกวงมีคำสั่ง เมิ่งหลิงจิ้งก็ถูกเชิญไปนั่งข้างหมิงชิงหยูในฐานะแขกกิติศักดิ์ อาหารเลิศรสมากมายถูกลำเลียงขึ้นโต๊ะ เสียงดนตรีที่บรรเลงโดยลูกศิษย์เอกก็ไพเราะ คืนนั้นสำนักเจิดจรัสต้อนรับเมิ่งหลิงจิ้งเป็นอย่างดี

วันรุ่งขึ้นก็ถึงเวลาที่เมิ่งหลิงจิ้งต้องกลับไปที่จวนตระกูลเมิ่ง คนที่ไปส่งนางก็ไม่ใช่ใครอื่นเป็นหมิงชิงหยู เขากล่าวว่าต้องการรับผิดชอบที่ทำให้นางวุ่นวายก็เลยมัดมือชกพานางขึ้นกระบี่เวหาไปที่เมืองฟิง

หน้าประตูใหญ่จวนตระกูลเมิ่ง มีร่างสองร่างยืนเคียงกัน หนึ่งสูงหนึ่งเตี้ย 

“ขอบคุณเจ้าสำนักน้อย..” ยังไม่ทันเอ่ยจบ

“พี่ชิงหยู ให้เรียกว่าพี่ชิงหยู” ร่างสูงพูดขัดทันที

“อ่า.ขอบคุณพี่ชิงหยูมากที่มาส่งข้า” เมิ่งหลิงจิ้งรีบแก้ “ถ้าอย่างไรข้าส่งท่านเพียงเท่านี้แล้วกัน”

“นั่นสินะ บุตรสาวกลับจวนมาทั้งทีพาชายหนุ่มมาด้วยไม่ว่าใครมองก็คงไม่ดี” หมิงชิงหยูพูด “ถ้าอย่างนั้นพี่ชายกลับก่อน แล้วจะหาโอกาสหน้ามาเยี่ยมน้องสาวอีก”

“ข้าไม่รบกวนพี่ชิงหยูหรอ สายป่านนี้แล้วท่านควรรีบกลับ มิฉะนั้นอาจจะทำให้ฮูหยินเป็นห่วงได้” เมิ่งหลิงจิ้งยกยิ้มโบกมือไล่ด้วยคำสุภาพ

“หึหึ  น้องสาว...” หมิงชิงหยูลากเสียงพร้อมกับโน้มใบหน้ามาใกล้นาง “เจ้ามันนางมารน้อยจริงๆ หึหึ”

“ข้าน้อมรับคำชมพี่ชิงหยู  ลาก่อน” ร่างบางขยับออกประสานมือคารวะและหมุนกายเข้าประตูใหญ่ทันที โดยที่นางไม่แม้แต่หันกลับมามอง ปล่อยให้ร่างสูงยืนหัวเราะเบาๆก่อนที่จะหายไปกับสายลม

เมิ่งหลิงจิ้งที่ผ่านประตูใหญ่มา นางก็เดินไปที่ห้องโถงใหญ่เพื่อคารวะบิดามารดาก่อน  ทั้งสองต้อนรับนางอย่างยินดี หลังจากที่เสร็จสิ้นการถามสารทุกข์สุขดิบนางก็รีบไปยังจุดหมายที่ใจต้องการมาตลอด  เรือนพี่ชายรอง 

“พี่รองอยู่ข้างในหรือเปล่า?” เมิ่งหลิงจิ้งถามสาวใช้

“คุณชายรองออกไปด้านนอกเจ้าค่ะ” สาวใช้คนนั้นตอบนาง

“ไปที่ใด เมื่อไร?”

“บ่าวไม่ทราบจริงๆเจ้าค่ะ” สาวใช้คนนั้นส่ายหน้าก่อนที่จะพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “เหมือนบ่าวจะได้ยินว่าคนขับรถม้าไปส่งคุณชายรองที่สำนักศึกษากลางเจ้าค่ะ”

“สำนักศึกษากลาง?” เมิ่งหลิงจิ้งทวนคำก่อนที่ดวงตาคู่งามจะเบิกกว้างอย่างตกใจ  นางพุ่งพรวดออกไปที่คอกม้าอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจฟังคำพูดของผู้ใด ร่างน้อยจูงม้าตัวใหญ่ออกจากคอกก่อนที่จะควบมันออกประตูใหญ่ไปพร้อมกับสายตาตกตะลึงของข้ารับใช้ทั้งหลาย 

ไม่รู้เลยว่าคุณหนูสามารถขี่ม้าได้ นี่คือสิ่งที่หลายคนคิด แต่เมิ่งหลิงจิ้งไม่ได้เสียเวลาสนใจ นางพลาดได้อย่างไร ในชีวิตที่แล้วมีอีกเหตุการณ์สำคัญนั่นคือเหตุการณ์ของสำนักศีกษากลาง

“พี่รอง ท่านรอข้าก่อน” เมิ่งหลิงจิ้งควบม้ากลางเมืองอย่างไม่สนใจผู้ใด ภายในอกเต็มไปด้วยความร้อนรน

กุบๆๆๆๆ เสียงเท้าม้ากระทบพื้นหินดังทั่วท้องถนน ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องหลบให้นางอีก สายตาหลายคู่มองร่างในชุดยาวอย่างสนใจใคร่รู้ คุณหนูบ้านไหนช่างบ้าบิ่นควบม้าในเมืองแบบไม่สนใจหน้าตามารยาทกัน?

“หยุดดดด” เมิ่งหลิงจิ้งรั้งบังเหียนให้อาชาตัวใหญ่หยุดวิ่งแล้วร่างบางก็เหวี่ยงกายลงจากหลังม้า วิ่งเข้าไปในสำนักศึกษาทันที

ภายในสำนักศึกษาก็เป็นเฉกเช่นในสำนัก เพียงแต่สำนักศึกษากลางนั้นเป็นสถานที่ของลูกหลานผู้ดีหลายตระกูลไว้ร่ำเรียน มิใช่วิชาปราณเช่นที่นางเรียนแต่เป็นจำพวกวิชาการปกครอง  การทูต หรือปรัชญา อะไรจำพวกนั้น ถือว่าเป็นสถานที่ที่บุคคลธรรมดาไร้พลังจะมาเรียน ในชีวิตที่แล้วนางก็เคยเข้าเรียนที่นี่หากแต่ด้วยการกลั่นแกล้งของลูกหลานตระกูลใหญ่จึงทำให้นางมีชีวิตที่ยากลำบากไม่ว่าจะพยายามเช่นไรก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เมิ่งชูเจี๋ยบังเอิญทราบเรื่องจึงเข้าขอเข้าพบอาจารย์ใหญ่ของที่นี่...

แต่นั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ของเขา......

เมิ่งหลิงจิ้งที่ชะล่าใจคิดว่านางไม่ได้เรียนที่สำนักนี้แล้วไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาก็เป็นดังเช่นที่สวรรค์ลิขิต ยากจะหลีกหนี

เสียงจอแจเรียกความสนใจนางทันที เมิ่งหลิงจิ้งมองไปที่กลุ่มคนผู้กำลังรวมตัวหน้าอุทยาน ทุกคนดูมีสีหน้าสนใจ ร่างบางรีบวิ่งไปยังกลุ่มกลุ่มนั้น 

“ศิษย์พี่หลงทำเกินไป” เสียงหนึ่งในนักเรียนพูด

“เจ้าอย่าเอ็ดไป เขาเป็นใครใช่ให้เจ้าเอ่ยเช่นนั้นได้หรือ” อีกเสียงตักเตือนทำให้เสียงจอแจค่อยๆเงียบลง เมิ่งหลิงจิ้งเบียดเข้าไปมุงดูอย่างไม่สนใจใคร ภาพตรงหน้าคือภาพของคุณชายรองตระกูลเมิ่งกำลังเผชิญหน้ากับใครบางคน  เบื้องหน้าเขาคือขลุ่ยหยกที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากการกระแทก

“เจ้าช่างไม่เจียม คิดหรือว่าคนที่มีธาตุลมไร้ประโยชน์เช่นเจ้าจะสามารถเข้าเรียนที่นี่ได้?” ศิษย์ชายผู้ยืนจังก้าตวาด

“ถึงแม้พวกข้าจะไม่สามารถอยู่ในสำนักใหญ่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกข้าอยู่ระดับเดียวกับเจ้า” ว่าจบในมือของชายคนนั้นก็ปรากฏลูกไฟขึ้น

“คุกเข่าลงแล้วข้าจะไว้ชีวิต” เสียงเข้มสั่ง เมื่อเมิ่งชูเจี๋ยได้ยินดังนั้นเขาก็ไม่ยอมคุกเข่าแต่กลับพูดว่า

“จะแมวขาวหรือแมวดำ ถ้าจับหนูได้ก็เป็นพอ มิใช่ว่าเจ้าเข้าสำนักใหญ่ไม่ได้หรอกหรือถึงเรียนที่นี่แล้วนับประสาอะไรกับข้ากัน?” เมิ่งชูเจี๋ยตอบกลับไปอย่างเฉยชา “เจ้ามีพลังธาตุแต่ข้าไม่มี นั่นแปลว่าข้าด้อยกว่าเจ้าเช่นนั้นหรือ? ความคิดตื้นเขินเสียจริง”

“ปากดี!!!” ศิษย์ชายแซ่หลงตวาดก้อง 

พลั่ก!! มือหนาชกเข้ากับใบหน้าสวยหวานของเมิ่งชูเจี๋ยอย่างแรงจนเขาเซ

“ข้าจะทำให้เจ้าเห็นว่าระดับของข้าแตกต่างกับเจ้าเช่นไร” ว่าแล้วเขาก็โยนลูกไฟใส่ร่างชายหนุ่มทันที!!

ปั้ง!!! เสียงกัมปนาทดังสนั่น มันเกิดจากการที่ลูกไฟขนาดใหญ่นั้นพุ่งปะทะเข้ากับกระแสพลังที่มองไม่เห็น มันระเบิดและระเหยไปกับอากาศ

“เฮือก” เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นพร้อมกัน เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มคนนั้นรอดชีวิต ในทีแรกทุกคนก็ได้แต่สงสารไม่อาจช่วยเหลือ นึกไม่ถึงว่าลูกไฟไม่อาจทำอันตรายเขาได้

“นี่มันอะไรกัน?” ศิษย์ชายหลงมองมือตัวเองสลับกับร่างเมิ่งชูเจี๋ย  “เจ้ามันแค่โชคดี” 

กล่าวจบก็เค้นพลังไฟให้รวมอยู่ในมืออีกครั้ง แม้ว่าหลงหรู่เสียง จะไม่สามารถเข้าเรียนที่สำนักใหญ่ได้แต่เขาก็มีคุณสมบัติมากพอที่จะเป็นนักสู้พลังธาตุ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาถือดี ยกตนข่มเหยียดคนอื่น ทั้งรังแกผู้อ่อนแอที่ไม่ยอมก้มหัว จนกว่าพวกเขาจะยอม ในวันนี้สิ่งที่ทำให้โมโหที่สุดคือการถูกกระแทกด้วยคำพูดของคนที่ไม่ยอมสยบ

“ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องเขา!!!! ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นนรก!!!” เมิ่งหลิงจิ้งตวาดกลางฝูงชน เรียกสายตาทุกผู้ให้มองมาที่นางก่อนที่ทั้งวงจะแตกฮือถอยห่างออกไป เว้นที่ให้นางยืนเด่น

“สาวน้อย ไม่มีใครสั่งสอนหรือไรว่าพูดกับผู้อาวุโสต้องสุภาพ” หลงหรู่เสียงเค้นเสียงเหี้ยมเกรียม

“จิ้งเอ๋อ!! เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?” เมิ่งชูเจี๋ยพอเห็นน้องสาวคนเดียวก็พลันไม่สบายใจ เขาเกรงว่านางจะเกิดอันตรายจากคนอย่างหลงหรู่เสียง

“พี่รอง” เมิ่งหลิงจิ้งไม่สนใจสายตาที่ห่วงหาของเขา  นางก้าวไปยืนขวางหน้าเมิ่งชูเจี๋ยอย่างปกป้อง

“น้องสาวตัวน้อยเช่นเจ้าจะยอมเจ็บตัวแทนพีชายหรือ?” หลงหรู่เสียงเยาะหยัน “หากเจ้าก้มหัวขออภัยข้า ข้าอาจจะพิจารณาให้ลงมือกับเจ้าก็ได้”

“อย่ามายุ่งกับนาง!” เมิ่งชูเจี๋ยเองก็ยอมไม่ได้ ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ไม่ว่าใครก็ทำร้ายน้องสาวเขาไม่ได้ ไม่มีทาง!!!

“มีปัญญาก็มาขวาง!!!” หลงหรู่เสียงประกาศก้อง 

มือหนาสะบัดสองสามครั้ง ลูกไฟขนาดใหญ่สองลูกก็ปรากฏกลางอากาศ ไอร้อนระอุต้องผิวกายให้เหงื่อซึม 

เมิ่งชูเจี๋ยรีบดึงน้องสาวไปด้านหลัง แต่เมิ่งหลิงจิ้งขืนตัวสุดชีวิต สองเท้าตอกยึดกับพื้นดินไม่ไปไหน ในชั่วพริบตานั้นลูกไฟขนาดใหญ่ก็พุ่งเข้าหาพวกเขาทั้งสองคนอย่างไร้ปราณี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

24 ความคิดเห็น

  1. #9 ผิง (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 09:09

    ค้างงะไรท์ลงอีกตอนเถอะดยากอ่านมากก

    #9
    1
    • #9-1 Blue Memory (@0869838563) (จากตอนที่ 9)
      1 มิถุนายน 2563 / 13:07
      เดี๋ยวก็ก็ลงงงง ใจเย็นๆเน้อ
      #9-1
  2. #7 rai12 (@rinton12) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 07:23

    รอตอนต่อไป มันค้างนะไรท์
    #7
    1
    • #7-1 Blue Memory (@0869838563) (จากตอนที่ 9)
      1 มิถุนายน 2563 / 13:09
      ไรท์จะรีพอัพนะ
      #7-1
  3. #6 schulzKanchana (@schulzKanchana) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 06:31
    โอ๊ย จบอีกแล้วเวลามาถึงฉากตื่นเต้น / น้องสาวจะช่วยพี่ชาย ได้ไหม?เอาใจช่วย ทั้งคู่ค่ะ
    #6
    1
    • #6-1 Blue Memory (@0869838563) (จากตอนที่ 9)
      1 มิถุนายน 2563 / 13:08
      มันต้องรออ่านค่ะ
      #6-1