นางพญาสั่งแค้น

ตอนที่ 8 : ก้อนหินก้อนนั้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 637
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    31 พ.ค. 63

“ท่านพาข้ามาที่สำคัญเช่นนี้ไม่เป็นไรหรือ?” 

“จริงๆมันเป็นสถานที่ที่ศิษย์คนใดก็สามารถเข้ามาได้น่ะ” หมิงชิงหยูอธิบาย 

“เป็นเช่นนั้นเอง” ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าอาคมเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันคนภายนอกสินะ เมิ่งหลิงจิ้งพยักหน้าอย่างเข้าใจ

เมื่อเดินผ่านประตูตำหนัก  ภายในก็ปรากฏสู่สายตาของเมิ่งหลิงจิ้ง   ในตำหนักนี้มีแท่นขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางโถง บนแท่นมีหินก้อนใหญ่อยู่ ดูเผินๆหินนั้นไม่มีอะไรผิดปกติแต่หากใช้สัมผัสภายในดูจะรู้สึกถึงพลังชีวิตที่หลับใหล เมิ่งหลิงจิ้งที่ใช้สัมผัสภายในตลอดเวลา เมื่อพบกับความลับนี้ก็เผลอแสดงสีหน้าตื่นตะลึงออกมา

“เป็นอะไรน้องสาว? เจ้าตกใจก้อนหินหรือ?” หมิงชิงหยูกระเซ้า

“ก็แค่..ก้อนหินธรรมดา” เมิ่งหลิงชิงเก็บสีหน้า “ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน”

“ไม่เอาน่าน้องสาว อย่าโกหกพี่ชายสิ” หมิงชิงหยูเดินไปหยุดหน้าก้อนหินนั้น

“เจ้าก็รู้สึกใช่ไหม? รู้สึกถึงพลังชีวิต” 

เมิ่งหลิงจิ้งจ้องไปที่ร่างของหมิงชิงหยูอย่างครุ่นคิด นางกำลังพยายามคาดเดาในสิ่งที่เขาต้องการ

“ท่านต้องการอะไร?”

“ไม่รู้สิ” หมิงชิงหยูกล่าว “แค่คาดหวังละมั้ง  ว่าน้องสาวที่ไม่ธรรมดาอาจจะรู้อะไร”

“ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น” เมิ่งหลิงจิ้งตอบ 

“พี่ชายไม่ได้หมายความว่าเจ้ารู้เรื่องเกี่ยวกับหินนี้ แต่พี่ชายเพียงสงสัยว่าศิษย์สายตรงของเทพโอสถมีความสามารถขนาดใช้โอสถรักษารากปราณควบคุมกับการกระตุ้นลมปราณเพียงเท่านั้นก็สามารถทำให้รากปราณของพี่ชายคนนี้เติบโตขึ้นมาได้”

ชายหนุ่มขยับออกห่างจากก้อนหินปริศนา เขาเดินมาใกล้นางแทน

“น้องสาวอาจจะสามารถสอนพี่ชาย โคจรปราณเช่นนั้นบ้าง” 

“ท่านอยากจะปลุกสิ่งนั้นให้ตื่นสินะ?” เมิ่งหลิงจิ้งพูดอย่างไม่อ้อมค้อม  “หากข้าช่วยท่าน ท่านจะให้อะไร?”

“ตำแหน่งน้องสาวของพี่ชายไม่พอหรือ?”

“ไม่พอ” เมิ่งหลิงจิ้งตัดเยื่อใย  “น้องสาวคนนี้ต้องการป้ายแขกกิติศักดิ์”

ป้ายแขกกิติศักดิ์ก็คือเครื่องแสดงฐานะของบุคคลภายนอกที่สำนักนั้นๆยอมรับ เสมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งไปที่ใดหากแสดงป้ายนี้ผู้เกี่ยวข้องกับสำนักจะต้องช่วยเหลืออย่างไม่มีข้อกังขา

“พี่ชายนึกว่าทีแรกเจ้าทำดูเหมือนไม่อยากเป็นรู้จักเสียอีก” หมิงชิงหยูเย้าแหย่ “แต่นี่ดูเหมือนเจ้าจะอยากเกี่ยวข้องกับพี่ชายเสียแล้ว”

เมิ่งหลิงจิ้งกรอกตาอย่างเบื่อหน่ายตัดบททันที “ท่านจะให้หรือไม่?”

“แน่นอนว่าต้องให้สิ” หมิงชิงหยูไม่ปฏิเสธ แม้ว่าเขาจะเพิ่งเคยพบนางไม่รู้จักนิสัยใจคอดีพอแต่เหตุผลที่นางช่วยเหลือนั้นเขาแจ้งแก่ใจชัดเจนว่ามันเป็นผลประโยชน์ ที่เขาโดนตามล่าและนางช่วยเหลือนั่นเป็นเพราะหากเขาตายนางก็จะตายไปด้วย นางถึงช่วยเหลือ กิริยามารยาทที่นางแสดงกับบิดามารดาของเขาบ่งบอกว่านางรู้จักมารยาทเป็นอย่างดี นางคอยระวังไม่ให้ล่วงเกินผู้อาวุโสแต่ก็ไม่ขลาดกลัวที่จะกล่าวความจริง ตลอดทางที่เดินมานางคอยสำรวจเส้นทางของสำนัก แต่ก็ไม่ได้ดูมีเจตนาไม่ดีอันใด นางเป็นเพียงเด็กสาวที่มีความสามารถเกินตัว ที่นางพูดกับเขาตรงๆเป็นเพราะตัวนางเองก็เริ่มสนใจก้อนหินนั้นเช่นกัน แต่ไม่อาจจะหน้าหนาเข้าไปแตะต้องด้วยตัวเอง ถือว่ามีอยากรู้อยากเห็นแต่ไม่ต้องการแย่งชิง

“แต่ข้าไม่รับปากว่าจะช่วยท่านจนสำเร็จหรือไม่ ข้าเพียงแค่สอนวิธีโคจรปราณให้ท่านเท่านั้น” 

“ได้สิ” 

เมื่อนางตกลงเขา หมิงชิงหยูกับเมิ่งหลิงจิ้งก็ไปหยุดหน้าก้อนหินใหญ่ด้วยกัน สาวน้อยเริ่มอธิบายวิธีการโคจรลมปราณให้เขาก่อน หลังจากนั้นเมื่อหมิงชิงหยูทดลองโคจรได้จนคล่องแคล่ว นางจึงเริ่มสอนการถ่ายลมปราณ การถ่ายทอดพลังธาตุที่นางทำกับเขาก็คล้ายๆกัน เพียงแต่ถ่ายลมปราณคือการแบ่งเสี้ยวพลังให้กับอีกฝ่าย เพียงแค่เศษเสี้ยวไม่ได้หมายถึงทั้งหมด วิธีนี้หรงเหยียนเคยสอนนางเพื่อไว้ในยามจำเป็น การที่ถ่ายลมปราณลงไปในใครหรือตัวอะไรสักอย่างต้องคำนึงถึงความเข้ากันได้ไม่ใช่อยากจะถ่ายทอดก็ทำ  หากผิดพลาดจะสามารถทำลายชีวิตของผู้ให้และผู้รับได้ทันที   

“ท่านพร้อมหรือยัง?” เมิ่งหลิงจิ้งถาม

“เริ่มเลย” หมิงชิงหยูก้าวขึ้นไปบนแท่นหิน เอามือวางบนก้อนหินและเริ่มถ่ายทอดพลังธาตุในขณะที่เมิ่งหลิงจิ้งก็ใช้สัมผัสภายในตรวจสอบก้อนหินนั้นไปพลาง  ในทีครึ่งชั่วยามแรกไม่ได้มีปฏิกิริยาใดโต้ตอบ แต่หลังจากนั้นเมิ่งหลิงจิ้งก็รู้สึกถึงชีวิตที่ชัดเจนขึ้น  ราวกับว่าสิ่งที่อยู่ในหินกำลังตื่นขึ้น  ถอมาถึงตรงนี้เมิ่งหลิงจิ้งจึงพูดว่า

“ท่านเริ่มถ่ายทอดปราณได้แล้วแต่ถ้าไม่ไหวให้หยุดทันที  อย่าฝืนเด็ดขาด” 

“พี่ชายเข้าใจแล้ว” หมิงชิงหยูแย้มยิ้มรับคำ 

เมื่อร่างสูงเริ่มถ่ายทอดปราณสิ่งมีชีวิตภายในก็เริ่มโต้ตอบทีแรกมันค่อยๆซึมซับพลังปราณอย่างช้าๆหลังจากนั้นมันก็เริ่มดูดกลืนอย่างบ้าคลั่ง!!  สีหน้าของหมิงชิงหยูราวเริ่มซีดขาว เมิ่งหลิงจิ้งเองก็ไม่ช้า นางพุ่งตัวขึ้นไปบนแท่นหินหมายจะดึงชายหนุ่มออกมาแต่

“อย่า!! ยังไหวอยู่”

“ท่านจะบ้าหรือไง ท่านเสียพลังปราณเร็วไปแล้ว” เมิ่งหลิงจิ้งพยายามเตือน

“ไม่เป็นไร..” พอเห็นเขาไม่ยินยอมเมิ่งหลิงจิ้งก็ยิ่งหงุดหงิด  เขากำลังฆ่าตัวตายชัดๆ ดูเหมือนว่าตอนนี้ตำนานผู้พิชิตราชวงศ์อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ 

เมิ่งหลิงจิ้งไม่ต้องการให้อีกฝ่ายตายก่อนวัยอันควร นางจึงหยิบโอสถฟื้นพลังออกมาจากกำไลมิติ 

“กินเข้าไป” ว่าแล้วก็ยื่นยาให้ชายหนุ่ม

ร่างสูงยิ้มให้นางบางๆและก็รับไปกระดก เห็นดังนั้นเมิ่งหลิงจิ้งก็พูดต่อ

“ข้าจะคิดเงินในส่วนของโอสถที่ถูกท่านกินไปด้วย” 

“หึหึ” ชายหนุ่มเพียงหัวเราะเบาๆ ลมปราณหงส์อัสนีถูกดูดกลืนอย่างต่อเนื่อง ในตอนนี้ข้อดีเพียงอย่างเดียวคือรากปราณของหมิงชิงหยูสามารถเข้ากันได้กับสิ่งมีชีวิตที่หลับใหล  ร่างบางใช้สัมผัสภายในกับหมิงชิงหยูและก้อนหินอย่างไม่หยุด  นางต้องการรับรู้สถานการณ์ของทั้งสองชีวิต

เวลาไหลไปอย่างต่อเนื่อง หมิงชิงหยูที่ดื่มยาฟื้นพลังราวกับดื่มน้ำทำเอาหัวใจของร่างบางปวดแปลบ มองยาฟื้นพลังปราณที่ละลายไปกับน้ำช่างทรมานเหลือเกิน

เมิ่งหลิงจิ้งภาวนาให้ทุกอย่างจบลงแต่ดูเหมือนสวรรค์จะไม่ฟังคำวิงวอน  หมิงชิงหยูถูกดูดลมปราณอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น  ความถี่ในการดื่มยาฟื้นพลังก็มากขึ้น ในตอนนี้ร่างบางไม่อาจจะทนมองเขาฝืนได้อีก นางใช้สัมผัสภายในก็ทราบว่ารากปราณของหมิงชิงหยูเริ่มฟื้นฟูไม่ทันเสียแล้ว นางจึงตัดสินใจโยนขวดโอสถรักษารากปราณให้เขา ชายหนุ่มเองก็เข้าใจจึงกินโอสถ

เมิ่งหลิงจิ้งเม้นปากอย่างชั่งใจ อีกอึดใจจึงวางมือทับลงบนมือเขา ถ่ายทอดพลังธาตุไฟเข้าไปในร่างกาย ในครานี้รากปราณของหมิงชิงหยูเริ่มต่อต้านพลังของนางเช่นเดิม  นางโคจรพลังธาตุไปยังจุดต่างๆของร่างกายอีกฝ่าย ปราณที่ถูกดูดออกได้รับการเสริมจากโอสถและการโคจรพลังธาตุเกิด เข้าสู่ภาวะเสถียร  เมิ่งหลิงจิ้งสัมผัสได้ว่ารากปราณเริ่มฟื้นฟูอย่างรวดเร็วอีกทั้งหินก้อนใหญ่ก็เปล่งแสงสีอ่อนจาง ร่างบางเหลือบมองสีหน้าของหมิงชิงหยูที่เริ่มดีขึ้นก็เบาใจ  นางตั้งสมาธิคอยรักษาสภาวะนี้ไว้อย่างสุดความสามารถ เนื่องจากรากปราณของนางคือกิเลนโลกันต์ที่ถูกมอบให้จากหรงเหยียน นางจึงมีการฟื้นฟูร่างกายอย่างรวดเร็วกว่าคนธรรมดา อีกทั้งการที่นางช่วยถ่ายพลังธาตุลงในร่างอีกฝ่ายก็ยังทำให้แก่นพลังธาตุเริ่มเข้าสู่สภาวะตื่น  เป็นผลพลอยได้ที่เมิ่งหลิงจิ้งไม่คิดฝัน 

แสงจากก้อนหินค่อยๆสว่างขึ้นเรื่อยๆในขณะที่แผ่นหินเกิดรอยร้าวไปทั่ว ราวกับบางอย่างกำลังออกมา ในตอนนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้ามากมายมุ่งตรงมาที่ตำหนักนี้ 

ปัง!!! เสียงประตูถูกกระแทกอย่างรุนแรงเรียกให้เมิ่งหลิงจิ้งหันไปมองด้านหลัง ภาพตรงหน้าคือกลุ่มผู้อาวุโส และลูกศิษย์ระดับสูง หน้าสุดคือเจ้าสำนักหมิงกวงเผยสีหน้ายากจะบรรยาย 

“พวกเจ้าทำอะไรกัน!!!” เสียงกัมปนาทตวาดขึ้นส่งผลให้เกินแรงกดดันจากรากปราณ สภาวะมั่นคงที่เมิ่งหลิงจิ้งพยายามจะรักษาเกือบถูกทำลาย   

ไม่ได้การ มาถึงขนาดนี้แล้วเมิ่งหลิงจิ้งไม่ต้องการให้มันล้มเหลว อีกทั้งสิ่งมีชีวิตในนั้นกำลังจะออกมาในไม่ช้า มันจะต้องเป็นสัตว์อสูรวิญญาณชนิดหนึ่งแน่นอน เมื่อเจ้าสำนักหมิงกวงเห็นทั้งสองไม่ตอบอะไรก็ทำให้โกรธขึ้นมาจริงๆ

“ไปลากตัวพวกเขามา” เจ้าสำนักสั่งให้ศิษย์กลุ่มหนึ่งไปขัดขวาง  นั่นทำให้เมิ่งหลิงจิ้งต้องแข่งกับเวลาหัวสมองของนางคิดหาทางรอดอย่างรวดเร็ว  แม้ว่านางจะไม่ได้ฝึกพลังปราณมากแต่หากยื้อเวลานางน่าจะสามารถทำได้ คิดดังนั้นก็เร่งเร้าพลังปราณให้กำจายออกมารอบกาย บังคับให้ขยายใหญ่คลุมตัวนาง หมิงชิงหยู และก้อนหินไว้ด้วยกัน ร่างบางแบ่งสมาธิส่วนหนึ่งถ่ายทอดพลังธาตุไปที่หมิงชิงหยูอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาสภาวะมั่นคง อีกครึ่งก็ใช้ปราณคลุมไว้เพื่อไม่ให้ใครสามารถใช้พลังปราณโจมตีได้  นี่คือการสกัดกั้นพลังปราณ  เป็นทักษะชั้นสูงของผู้ที่อยู่ขั้นปราณปฐพี เพียงแต่เมิ่งหลิงจิ้งที่อยู่เพียงขั้นปราณเบิกจิตนั้นกลับสามารถทำได้ นั่นทำให้เกิดความตระหนกเป็นอันมาก เพราะเจ้าสำนักหมิงกวงลอบตรวจสอบพลังปราณของนางถึงรู้ว่าระดับเป็นเพียงแค่เบิกจิตซึ่งเป็นขั้นแรกของผู้ฝึกปราณ  สาเหตุที่ไม่มีใครรู้คือเมิ่งหลิงจิ้งได้ผสานเข้ากับปราณกิเลนโลกันต์อย่างแนบสนิท   แม้ว่าคนทุกคนจะมีรากปราณมาตั้งแต่เกิดวิธีฝึกปราณมากมายล้วนทำเพื่อให้แสดงอานุภาพของปราณอย่างที่สุด ยิ่งเลื่อนขั้นปราณให้สูงก็ยิ่งมีการผสานที่ดีขึ้น แต่จะดีขนาดไหนก็ยังไม่อาจเทียบได้กับเมิ่งหลิงจิ้งนั่นเพราะ หรงเหยียนได้ฝังรากปราณโลกกันต์เข้าสู่จิตวิญญาณของนางโดยตรง อีกทั้งยังใช้โลหิตตนเองหลอมรวมเข้าด้วยกัน นี่คือสาเหตุที่ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีวันไปถึง เพราะปราณของเมิ่งหลิงจิ้งถูกถ่ายทอดโดยตรงมันจึงเป็นพลังของนางอย่างแท้จริง

เมื่อกลุ่มศิษย์เห็นการสกัดกั้นปราณก็ชะงักเท้าทันที นี่หมายความว่าสาวน้อยวัยเยาว์คือผู้ผนึกปราณขั้นปราณปฐพีอย่างนั้นหรือ? อย่ามาล้อเล่นน่า พวกเขาทุกคนเข้าสู่ขั้นปราณสถิตแล้วก็เคยมั่นใจในตัวเองว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ แต่ต่อหน้านางกลับดูเหมือนเล่นปาหี่ พอเมิ่งหลิงจิ้งเห็นว่าไม่มีใครกล้าเข้ามาโจมตีนางก็หันไปมองหมิงชิงหยู  ขวดเปล่ามากมายปลายสิบขวดที่กลิ้งตกบนแท่นหินยิ่งตอกย้ำให้นางแน่ใจว่าใกล้เวลาแล้ว  สิ่งมีชีวิตในก้อนหินเริ่มดูดกลืนปราณช้าลงเล็กน้อย เหมือนว่ามันเริ่มอิ่ม ส่วนตัวหมิงชิงหยูเองก็สัมผัสได้ถึงแรงเต้นของหัวใจอย่างชัดเจน เพียงเสี้ยวลมหายใจทั่วทั้งร่างของหมิงชิงหยูก็เปล่งแสงสีทอง ทั่วทั้งร่างกายมีสายฟ้าห่อหุ้มและสายฟ้านั้นก็ทำให้เมิ่งหลิงแทบสะบัดมืออก หมิงชิงหยูไม่ได้ตั้งใจโจมตีนางแน่นอนแต่ปราณของเขากำลังเลื่อนขั้น!!!!  รากปราณที่ขยายออกมาจะตัวเขากำลังปะทะเข้ากับการสกัดกั้นปราณของเมิ่งหลิงจิ้ง

บ้าไปแล้ว!! เมิ่งหลิงจิ้งพยายามคงสภาพทุกอย่างไว้อย่างสุดความสามารถ สีหน้าเริ่มซีดเผือดกลิ่นคาวเริ่มปะทะในลำคอ

“แค่ก!” เมิ่งหลิงจิ้งถูกการโจมตีย้อนกลับทำร้าย โลหิตสีแดงกะอักออกมาเล็กน้อย นางเพียงปาดมันออกไปตั้งสมาธิให้มากขึ้น ถึงตอนนี้นางก็เริ่มดื่มโอสถฟื้นพลังบ้างแล้ว

ในขณะเดียวกันเจ้าสำนักกับผู้อาวุโสในตอนแรกที่ต้องการขัดขวาง สายตาของพวกเขาก็เปลี่ยนไปพร้อมกับออกคำสั่งให้ทุกคนถอยออกมาห่างๆ แววตาของเจ้าสำนักหมิงกวงได้เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ จากความโกรธกลายเป็นตื่นเต้นยินดี แม้อยู่ห่างไกลขนาดนี้แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าสิ่งที่อยู่ในก้อนหินกำลังจะตื่นในไม่ช้า อีกทั้งลูกชายของเขาก็กำลังจะทะลวงเข้าสู่ปราณปฐพีเช่นกัน!!  

แสงที่เจิดจ้าจากก้อนหิน กับ แสงที่ออกจากร่างหมิงชิงหยูทำเอาเมิ่งหลิงจิ้งลืมตาไม่ขึ้น นางหลับตาใช้สัมผัสภายในอย่างเดียวในตอนนั้นเองหูก็ได้ยินเสียง

เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! ตู้ม!!!! พลั่ก!!! 

เสียงแรกคือเสียงก้อนหินปริแตก เสียงเปรี๊ยะที่สองคือเสียงสิ่งที่อยู่ในก้อนหินแตก เสียงตู้มต่อมาเกิดจากการที่ทั่วร่างของหมิงชิงหยูระเบิดพลังปราณออกมาและกระแทบเข้ากับทุกอย่างรอบกาย ทั้งเสาหิน หลังคา แท่นหิน ทุกอย่างถูกระเบิดทำลายในชั่วพริบตา รวมถึงเมิ่งหลิงจิ้งที่กระเด็นออกมากระแทกพื้นหน้าตำหนักเช่นกัน

“แค่ก!!” ร่างเล็กกะอักเลือดออกมากองโต สายตาพร่าเพราะแสงจ้าและหูดับไม่ได้ยินเสียงใดนอกจากวิ้ง นางพยายามมองว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพที่พร่าเลือนคือภาพของตำหนักสวยงามกลายเป็นเศษซาก ส่วนพวกผู้อาวุโสและเจ้าสำนักก็ได้ใช้พลังปราณสกัดกั้นการโจมตีอย่างไม่ตั้งใจของหมิงชิงหยูเลยไม่ได้รับบาดเจ็บ

หมิงชิงหยูรู้สึกเหมือนกับร่างกายได้ถูกชำระอย่างเต็มที่ ขอบเขตปราณกว้างใหญ่ขึ้นพร้อมกับพลังที่พลุ่งพล่านไม่หยุด เบื้องหน้าเขาคือเศษหินชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่มีสิ่งหนึ่งที่กำลังลอยอยู่ตรงหน้า มันคือวิหคตัวหนึ่ง ร่างกายมันคล้ายกับหงส์ตัวใหญ่แต่มีหางคล้ายนกยูงแผ่ไปด้านหลัง หางนั้นมีขนคล้ายนกยูงนับได้ 6 เส้นโบกไสว ดวงตาสีทองจ้องตรง บนศีรษะมีหงอนงอกออก ทั่วทั้งร่างเป็นสีทอง ปีกขนาดใหญ่กระพือแผ่วเบา ทั่วร่างมีเส้นสายฟ้าแล่นไปมาให้เห็นชัด สิ่งมีชีวิตตรงหน้าเขามันช่างคล้ายกับรูปลักษณ์ของรากปราณจนเองเสียเหลือเกิน

“หงส์อัสนีหรือนั่น?” เสียงรอบกายปลุกเมิ่งหลิงจิ้งให้ตื่นจากภาพตรงหน้า  สิ่งมีชีวิตนั้นคือหงส์อัสนี  สัตว์อสูรระดับราชาที่ว่ากันว่าสูญพันธ์ไปแล้ว มรดกตกทอดก็คือปราณหงส์อัสนี 

หมิงชิงหยูช่างโชคดี เมิ่งหลิงจิ้งคิด 

“แม่นางเมิ่ง” ร่างบางถูกเจ้าสำนักหมิงกวงพยุงขึ้นจากฟื้น นางได้ยินเสียงเรียกชื่อตนเองจึงขานตอบเบาๆอย่าหมดแรง

“ข้าจะให้คนพาเจ้าไปรักษา” เจ้าสำนักหมิงกวงพูด “เจ้าบาดเจ็บหนัก”

ยังไม่ทันที่จะได้ตอบอะไรหงส์อัสนีตัวนั้นก็เริ่มทำสัญญากับหมิงชิงหยู   เมิ่งหลิงจิ้งมองภาพนั้นอย่างไม่คลาดสายตา นางไม่เคยเห็นการทำสัญญาแบบต่อหน้าต่อตามาก่อน ร่างทั้งสองอยู่ในกลางของพลังประหลาดทรงกลม บรรยากาศเริ่มปั่นป่วนแสงจ้าขึ้นเรื่อยๆ จนทุกคนต้องหลับตา ชั่ววินาทียาวนานเหมือนเป็นนิรันดร แสงจ้าค่อยๆหดลงพร้อมกับพลังทรงกลมจางหายไป  เมื่อหมิงชิงหยูหันมา บนไหล่ซ้ายของเขาก็มีวิหคสายฟ้าขนาดย่อมเกาะอยู่ แววตาของมันกวาดไปทั่วอย่างหยิ่งผยอง ขณะที่สายตาของหมิงชิงหยูปะทะกับร่างน้อยที่ถูกประคองก็พลันรู้สึกผิด วิหคสายฟ้าพุ่งออกจากบ่าชายหนุ่มเข้าหาเมิ่งหลิงจิ้งอย่างเร็ว

แกว๊ก!!! วิหคสายฟ้าโก่งคอร้องใส่นางอย่างเกรี้ยวกราด

“หยุดนะ!!” หมิงชิงหยูรีบร้องสั่ง ร่างสูงใช้ก้าวย่างเมฆา

แต่ใครจะรู้ว่าเมิ่งหลิงจิ้งไม่ได้ยินเสียงแกว๊ก สิ่งที่นางได้ยินคือคำพูด

“เจ้ากิเลนโลกันต์กล้าขังข้าไว้ วันนี้ข้าจะทำลายเจ้า” 

อ่า... เมิ่งหลิงจิ้งเข้าใจแล้ว ที่แท้นางได้ช่วยหมิงชิงหยูคลายผนึกสัตว์ในตำนานของอาจารย์ตนเองเสียแล้ว  อาจารย์นางมักจะสอนความรู้ต่างๆ หนึ่งในนั้นคือการผนึกสัตว์อสูรที่ไม่อาจฆ่าได้ เรียกง่ายๆว่าอมตะ นั่นเอง แม้กระทั่งตัวของหรงเหยียนก็ไม่อาจถูกสังหาร บรรพบุรุษตระกูลเมิ่งจึงจำต้องเสียสละผนึกเขาไว้ในโลงศิลาบังคับชายหนุ่มเข้าสู่สภาวะจำศีลชั่วกัปชั่วกัลป์

“หึ ข้าช่วยคลายผนึกเจ้าแท้ๆ นกบ้า” เมิ่งหลิงจิ้งไม่มีแม้แต่ความหวั่นเกรงนางเถียงกับมันอย่างกวนโมโห แม้ว่าพูดแล้วจะรู้สึกเจ็บที่หน้าอกแต่นางก็ไม่ยี่หระต่อมัน

แกว๊ก แกว๊ก แกว๊ก!!!! วิหคสายฟ้าแหกปากอย่างบ้าคลั่งพุ่งเข้ามาหมายจะตีนาง แต่หมิงชิงหยูรวบตัวมันไว้ในอ้อมกอด

“เจ้าเด็กอ่อนหัดปล่อยข้านะ!! ข้าจะฆ่านาง เอาเลือดนางมาอาบเส้นขน”

“จิ้งเคอหยุดนะ ทำไมเจ้าว่านางเช่นนั้น” หมิงชิงหยูเองก็เข้าใจในสิ่งที่วิหคสายฟ้าร้องนั่นเป็นเพราะเขาคือคู่พันธะสัญญา

“เจ้าลองกล้าแตะต้องข้าสิ!! ข้าจะบอกให้เขาถอนขนทุกเส้นของเจ้าและจะให้เขาจับเจ้าขังไว้ยังที่ที่ลึกสุดแผ่นดิน ให้รอบนี้ไม่มีใครหาเจ้าเจออีกเลย” เมิ่งหลิงจิ้งยกอาจารย์มาขู่ฟ่อ แต่คนอื่นกลับเข้าใจว่า นางหมายถึงหมิงชิงหยู เนื่องจากไม่มีใครเข้าใจเสียงร้องของจิ้งเคอ ดังนั้นจึงไม่รู้เรื่องรู้ราว ส่วนหมิงชิงหยูก็จับได้เลาๆว่า  ‘เขาคนนั้น’ ของเมิ่งหลิงจิ้งน่าจะเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่จิ้งเคอถูกผนึกไว้ในหิน หินก้อนนี้อยู่กับสำนักเจิดจรัสตั้งแต่สมัยก่อตั้งสำนักนั่นเพราะสถานที่รอบหินนี้เป็นเกาะที่มีปราณบรรพกาลหนาแน่นอย่างเหลือเชื่อ ผู้ก่อตั้งสำนักรุ่นแรก หรือก็คือบรรพบุรุษตระกูลหมิง ได้สร้างสำนักครอบหินก้อนนี้ไว้ เก็บไว้เป็นอย่างดีส่งต่อให้ลูกหลานดูแลและมีคำสั่งกำชับเสมอว่าให้ดูแลอย่างดีเหมือนกับเห็นเจ้าสำนักรุ่นแรก ในตอนนี้หมิงชิงหยูก็เข้าใจแล้วว่าเป็นเพราะจิ้งเคอถูกผนึกอยู่ที่นี่นั่นเอง

แกว๊ก!! จิ้งเคอร้องอย่างโกรธเคือง

“เด็กบ้า!!! อย่านึกว่าข้ากลัวหมอนั่นนะ” 

“หึหึ แค่กๆๆๆ” เมิ่งหลิงจิ้งหัวเราะอย่างห้ามไม่อยู่แต่กลายเป็นอาการบาดเจ็บภายในกลับกระเทือนจนนางกะอักเลือดมาอีกกอง

แกว๊ก!

“อ่อนแอ” วิหคสายฟ้าร้องเยาะเย้ย แต่ก็เลิกพุ่งเข้ามาโจมตี มันสะบัดตัวและบินไปเกาะบนบ่าของหมิงชิงหยูเหมือนเดิม

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หมิงชิงหยูรีบเข้ามาดูอาการนาง เขารู้ว่าที่เขาทำสำเร็จกึ่งหนึ่งมาจากความช่วยเหลือจากนาง

“เจ็บ....” เมิ่งหลิงจิ้งนิ่วหน้า นางเจ็บจนแทบยืนไม่อยู่ “ขอพักก่อน” 

เมิ่งหลิงจิ้งหยิบโอสถฟื้นพลังและโอสถรักษารากปราณเข้าปาก นางกินโอสถฟื้นพลังชั้นสูงเข้าไป สี่เม็ดก็รู้สึกว่าอาการบาดเจ็บทุเลาลงมาก

“แม่นางน้อยเป็นอย่างไรบ้าง?” เจ้าสำนักหมิงกวงถาม 

“หลิงจิ้งดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะเจ้าสำนัก” เมิ่งหลิงจิ้งค่อยขยับออกจากเจ้าสำนักเบาๆ นางสูดลมหายใจและยืนตัวตรงเพื่อให้หลายคนทราบว่าอาการนางเริ่มดีขึ้นแล้ว

“ถ้าเช่นนั้นก็ดี ตอนนี้ข้าจะให้คนพาเจ้าไปพักผ่อนก่อน” ว่าจบก็โบกมือให้ศิษย์สำนักเจิดจรัสมาพยุง

“ท่านพ่อให้ลูกพานางไปเองดีกว่า ...นางบาดเจ็บเพราะลูก” หมิงชิงหยูเอ่ยขัด 

เมื่อสบเข้ากับสายตาของลูกชาย เจ้าสำนักหมิงกวงจึงปล่อยตามใจ นั่นเพราะเขาอารมณ์ดีมากที่ลูกชายสามารถบรรลุถึงขั้นปราณปฐพีในวัยเพียง 18 อีกทั้งยังได้ทำพันธะสัญญากับอสูรวิญญาณระดับราชา 

“มาให้พี่ชายช่วย” ว่าจบเมิ่งหลิงจิ้งก็รู้สึกตัวเบา สาเหตุคือหมิงชิงหยูได้เข้ามาอุ้มนางไว้นั่นเอง 

“ข้าเดินไหว ท่านปล่อยเถอะ” ไม่เพียงหมิงชิงหยูจะไม่ฟัง เขาก็ยังออกเดินไปอย่างไม่สนใจสายตาใคร เมื่อไม่สามารถห้ามได้เมิ่งหลิงจิ้งจึงได้แต่ปล่อยให้เขาอุ้มไป  ใบหน้าต้องแสงแดดดูดีอย่างเหลื่อเชื่อ เมิ่งหลิงจิ้งได้แต่ถอนหายใจว่าเหตุใดผู้ที่มีปราณชั้นสูงถึงดูดีกันเยี่ยงนี้นะ  ทั้งอาจารย์ของนาง จางเหม่ยเหลียน โอวหยางลั่วเซิน หรือแม้กระทั่งหมิงชิงหยู ก็ล้วนมีรูปเป็นทรัพย์ทั้งนั้น 

หมิงชิงหยูก้าวเข้าไปในเรือนต้อนรับแขก ตรงสู่เตียงนอนก่อนที่จะวางร่างนุ่มนิ่มอย่างเบามือ

“เป็นอย่างไรบ้าง?” เขาถามย้ำอย่างเป็นห่วง

“ข้าบอกท่านแล้วไงว่าไม่เป็นไร” เมิ่งหลิงจิ้งพูดพร้อมกับลุกขึ้นขัดสมาธิหลับตาโคจรหลังปราณโดยไม่สนใจหมิงชิงหยูอีก

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร เมิ่งหลิงจิ้งโคจรพลังปราณอย่างต่อเนื่องจนอาการบาดเจ็บทั้งหมดหายไปจึงลืมตาขึ้น เมื่อลืมตาก็พบกับหนึ่งชายหนึ่งสัตว์อสูรกำลังมองมา   เทียนในห้องรับรองถูกจุดจนสว่างไสว 

"เหตุใดท่านยังอยู่ที่นี่อีก??" เมิ่งหลิงจิ้งเอ่ยถาม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

24 ความคิดเห็น