นางพญาสั่งแค้น

ตอนที่ 7 : สำนักเจิดจรัส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 639
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    30 พ.ค. 63

เจ้าสำนักน้อยของเจิดจรัสคือคนที่กอดนางอยู่...เรื่องนี่ชักจะยุ่งยากไปใหญ่แล้ว  เมิ่งหลิงจิ้งขมวดคิ้วครุ่นคิด เมื่อกระบี่เวหาลดระดับลงเบื้องหน้านางไม่เพียงมีชายวัยกลางคน ยังมีสาวงามกับชายอีกคนอยู่ด้วย ดูจากบรรยากาศที่แผ่มาจากสองคนนั้นไม่ต้องคิดมากก็รู้ว่าคือใคร บวกกับใบหน้าที่มีเค้าลางคล้ายผู้ถูกเรียกว่านายน้อยอีก 

เจ้าสำนักเจิดจรัส! 

ยามที่เท้าแตะพื้น เมิ่งหลิงจิ้งก็ขยับออกจากร่างสูงอย่างรวดเร็วก้าวออกไปด้านข้างและชิงลงมือก่อน

“ผู้เยาว์คารวะเจ้าสำนักและผู้อาวุโสเจ้าค่ะ” กฎเกณฑ์ของโลกใบนี้หากว่าอ่อนน้อมได้จะดี จะไม่ภัยมาสู่ตนเอง เจ้าสำนักพรรคเจิดจรัส หมิงกวง ลูบเครามองสำรวจร่างน้อยตรงหน้า นางอยู่ในชุดสีส้มอ่อน กระโปรงยาวสีขาวมุก ปักปิ่นเงินเรียบง่ายแต่ใบหน้านั้นยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกถูกดึงดูด ชวนให้เอ็นดูน่าปกป้อง แม้ว่าจะอายุน้อยแต่อีกไม่นานหากเติบใหญ่ก็คงมีความงามที่ไม่เป็นรองใคร

“หึหึหึ ออกไปได้ไม่นานก็พาลูกสะใภ้กลับมาแล้วหรือ? ชิงหยูเจ้าโตแล้วพ่อก็ดีใจ” เจ้าสำนักหมิงกวงพูดเองเออเอง มองดูก็รู้ว่าต้องการจะแหย่ลูกชาย

“ท่านพ่อเข้าใจผิดแล้ว นางบังเอิญให้ความช่วยเหลือลูกไว้” หมิงชิงหยูอธิบายอย่างใจเย็น “ต้องขอบคุณนาง”

“อย่างนั้นหรือ?” แววตาพราวระยับของหมิงกวงแสดงออกอย่างไม่เชื่อ ในขณะที่ฮูหยินผู้งดงามก็ยิ้มให้เมิ่งหลิงจิ้ง

“ท่านพ่อ นางจะเสียหายได้นะขอรับ” 

“แต่...”

“ไหนเล่าให้แม่ฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น” ประโยคนี้ดังมาจากฮูหยินเจ้าสำนัก เผิงเยี่ยหลิน “แล้วแม่นางน้อยเป็นใคร”

นั่นสินางเป็นใคร? หมิงชิงหยูครุ่นคิดในใจ นางช่วยลงมือช่วยเหลือเขาอย่างว่องไวไม่สติแตก นางไม่เหมือนเด็กสาวทั่วไป แม้กระทั่งผู้ฝึกปราณก็หาได้น้อยนักที่อายุเพียงเท่านี้จะไม่ตื่นตกใจกับการถูกล่าสังหาร

“เข้าไปพูดกันข้างในเถอะ” ฮูหยินเผิงเยี่ยหลินแย้มยิ้ม  พลางเดินมาจับมือเมิ่งหลิงจิ้งให้เดินตามเข้าไป

คล้อยหลังสองร่างเจ้าสำนักหมิงกวงก็ขยับปากพูดกับลูกชายว่า

‘แม่เจ้าถูกใจลูกสะใภ้เสียแล้ว’

เมิ่งหลิงจิ้งถูกพาเข้าสู่ด้านใน ห้องโถงใหญ่ของที่นี่ประดับแตกต่างจากที่สหพันธ์เฟิงเพดานสูงถูกแกะเป็นรูปเมฆทอดยาวสุดปลายห้องโถงคือบัลลังก์เจ้าสำนัก ตั้งอยู่บนแท่นสูงที่มีบันไดสีเข้มทอดหา ดูไปก็คล้ายกับบัลลังก์มังกรไม่น้อยเพียงแต่พนักพิงสลักเป็นรูปดวงอาทิตย์กับก้อนเมฆแทนที่จะเป็นมังกร ด้านข้างมีเก้าอี้หรูหราอีกตัว

“ยกเก้าอี้มา” ฮูหยินเผิงเยี่ยหลินยิ้มละไม ศิษย์รับใช้ก็ไม่ได้ชักช้าเขารีบไปนำเก้าอี้อีกสองตัวมาทันที ตัวหนึ่งวางไว้ข้างเก้าอี้หนูหรา อีกตัววางไว้เยื้องบัลลังก์

“ฮูหยิน...” ยังไม่ทันจะได้กล่าวจบประโยค เจ้าของร่างก็รีบดึงให้เมิ่งหลิงจิ้งไปนั่งด้านข้างตนเอง

“อย่าได้เกรงใจไปเลย” 

เพียงอีกไม่กี่อึดใจเจ้าสำนักก็นั่งเรียบร้อยบนบัลลังก์ ส่วนหมิงชิงหยูเองก็นั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามนาง 

“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น” เมื่อได้ยินเจ้าสำนักหมิงกวงถาม เรื่องราวมากมายก็ถูกถ่ายทอดออกจากปาก

“รากปราณลูกถูกทำร้าย ขณะที่กำลังหนีพวกมัน ลูกก็ได้หยุดพักที่เมืองเฟิงแต่คิดไม่ถึงว่ามันจะมีมือสังหารแฝงตัวอยู่...” หมิงชิงหยูหยุดไปเล็กน้อย

“ลูกหนีออกมาด้านหลังบังเอิญพบกับแม่นางน้อย หลังจากนั้นมือสังหารก็เข้าใจว่านางมากับลูกจึงตามล่านางไปด้วย...ลูกไม่อาจปล่อยนางไว้จึงพาหนีมาด้วยกัน   มือสังหารไล่ตามมาแต่ลูกก็ได้ฆ่าพวกมันหมดแล้ว”

ถือว่าเล่าได้ครบถ้วนดีมาก เมิ่งหลิงจิ้งคิด

“เจ้าบอกว่ารากปราณถูกร้าย แต่พ่อดูแล้วเหมือนแทบจะไม่มีร่องรอยใดเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นพิษหรืออาการบาดเจ็บก็ตาม” เจ้าสำนักแย้ง

“ก็นางปะ.....” หมิงชิงหยูกำลังจะหลุดปากว่าป้อนโอสถให้ก็พลันรู้สึกว่ามันจะไม่เหมาะสม พลันนึกถึงเหตุการณ์นั้นสีหน้าก็ซับสีเลือดอย่างห้ามไม่ได้

“นางอะไร?” เจ้าสำนักหมิงกวงเห็นสีหน้าลูกชายแล้วก็แสร้งถาม ไม่เพียงเท่านั้นเขาหันมามองเมิ่งหลิงจิ้งด้วยแววตาเจ้าเล่ห์

“ขอตอบเจ้าสำนัก ผู้เยาว์เพียงมอบโอสถรักษารากปราณให้คุณชายเจ้าค่ะ” ไม่ได้การก่อนที่เรื่องราวที่ไม่มีอะไรมันจะดูมีอะไรไปมากกว่านี้นางต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

“ใช่แล้ว” หมิงชิงหยูเห็นด้วยกับนางทันที

“มอบอย่างไร?” 

อย่างไร???? มันใช่ประโยคคำถามหรือนั่น!!! เมิ่งหลิงจิ้งแทบจะห้ามตัวเองไม่ให้กรอกตามองบนกับคำถามไม่ได้   ส่วนสองแก้มของหมิงชิงหยูก็เห่อร้อน  เขาเป็นคนที่ไม่เคยใกล้ชิดสตรีใดเนื่องจากนิสัยที่สันโดษบวกกับถูกสั่งสอนมาจากเจ้าสำนักโดยตรงจึงทำให้เขามีแต่เพื่อนผู้ชายที่เป็นศิษย์สายตรงเท่านั้น 

“เอ่อ..” หมิงชิงหยูอึกอัก

“ที่ข้าเห็นคือเจ้าโอบกอดนางไว้อีกมือก็ถือทวนสายฟ้า..พ่อเลยสงสัยว่านางมอบให้เจ้าอย่างไรกัน” ได้ยินแบบนี้เมิ่งหลิงจิ้งก็รับรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังต้องการจะกระเซ้าลูกชายขนานหนัก

“คือนาง..ป้อน” คำหลังแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินแต่สำหรับผู้ผนึกปราณมันกลับดังชัดเจนเหมือนตะโกนอยู่ตรงหน้า

“โอ้ เป็นเช่นนั้นเอง” เจ้าสำนักหมิงกวงหันมาหาเมิ่งหลิงจิ้ง “เจ้าป้อนเขาไปกี่เม็ด?”

“ผู้เยาว์มอบโอสถรักษาปราณให้คุณชายไปสองเม็ดและโอสถปราณขั้นกลางอีกหนึ่งเจ้าคะ” เมิ่งหลิงจิ้งตอมพร้อมสบตาเจ้าสำนักเจิดจรัสอย่างไม่ขัดเขิน

“ถ้ารากปราณของชิงหยูเสียหายอย่างหนักที่ถึงขั้นต้องหยุดพัก...เพียงแค่โอสถรักษาปราณสองเม็ดจะเห็นผลได้รวดเร็วขนาดนี้เลยหรือ?” บุรุษผู้มีอำนาจถาม “ถ้าเข้าใจไม่ผิดคือเจ้าเพิ่งป้อนให้เขาใช่หรือไม่?”

“เจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งรับคำ “หากว่ากินโอสถรักษาปราณเข้าไปและโคจรปราณจะได้ผลทันตายิ่ง”

“โคจรปราณ? อย่างไร?” คำถามนี้ถูกส่งให้กับหมิงชิงหยู

“ลูกก็ไม่แน่ใจนัก กระแสการโคจรไม่เหมือนที่ลูกเคยโคจรมาตลอดแต่ว่ามันกลับได้ผลดียิ่ง  หลังจากครึ่งเค่อลูกก็ขจัดพิษที่อยู่ในรากปราณรวมทั้งอาการบาดเจ็บก็หายไป  ราวกับรากปราณถูกชำระ” หมิงชิงหยูอธิบาย

คำพูดนี้ก็ถือว่าถูกต้องการโคจรลมปราณของเมิ่งหลิงจิ้งก็คือการชำระปราณและแก่นพลังธาตุ

“เจ้าโคจรปราณเช่นนั้นด้วยตนเองได้อย่างไร?”

“นางถ่ายทอดพลังธาตุให้ลูก” หมิงชิงหยูตอบ

“แม่นางน้อย....” สายตาของเจ้าสำนักหมิงกวงคมกริบ “เจ้ามีธาตุไฟบริสุทธิ์ รู้หรือไม่ว่าการกระทำของเจ้าอาจจะทำร้ายชิงหยูอย่างสาหัส”

“ผู้เยาว์ไม่ขอปิดบัง เรื่องนี้ผู้เยาว์ได้ไตร่ตรองดีแล้วว่าอันตรายเพียงใดแต่ผู้เยาว์ก็กล้าที่จะเสี่ยง” เมิ่งหลิงจิ้งเอ่ยตอบอย่าสงบโดยที่ไม่สนใจบรรยากาศอันหนักอึ้งนั้น 

“หากว่าผู้เยาว์ไม่ทำเช่นนั้น ความตายก็คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้เยาว์กับคุณชายจะได้เผชิญร่วมกัน”

เจ้าสำนักหมิงกวงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะระเบิดเสียงหัวเราะอย่างพออกพอใจ

“ฮ่าๆๆๆๆๆ” 

ฮูหยินเผิงเยี่ยหลินก็แย้มยิ้มพลางตบหลังมือเมิ่งหลิงจิ้งเบาๆ 

“เจ้ารู้แต่เจ้าก็กล้า! ดีมากพูดได้ดี ถือว่าข้าผู้อาวุโสได้เปิดหูเปิดตากับเด็กรุ่นใหม่แล้ว” 

“ผู้เยาว์ไม่กล้า” 

คำชมเช่นนี้เห็นทีจะรับไว้ไม่ได้

“ผู้เยาว์อะไรกัน? เจ้าไม่ต้องเป็นทางการขนาดนั้นหรอก พูดธรรมดาก็พอแล้ว” เจ้าสำนักหมิงกวงอนุญาต ถ้านางยังดึงดันคงจะดูไม่ดีนัก ยิ่งคิดไปถึงการที่นายกล้าถ่ายทอดพลังธาตุให้ก็ไม่อยากจะขัดใจเจ้าสำนักคนนี้

“หลิงจิ้งน้อมรับ” 

“ดี เจ้าเล่าต่อสิว่าการชำระปราณคืออะไร” 

“วิธีชำระปราณก็คือการโคจรปราณทั่วร่างกาย....” นางเริ่มอธิบายวิธีโคจรปราณให้อย่างไม่ปิดบัง “สาเหตุที่หลิงจิ้งต้องถ่ายทอดพลังธาตุเพราะว่าไม่มีเวลาพอที่จะอธิบายให้คุณชาย ตอนนั้นคุณชายกำลังจะหมดสติหลิงจิ้งจึงต้องลงมือถ่ายทอดธาตุเพื่อชักนำให้ปราณในตัวคุณชายโคจรไปที่จุดต่างๆทั่วร่างกาย กระตุ้นฤทธิ์โอสถรักษาพร้อมกับชำระล้างสิ่งเจือปนในอีกทาง” 

“ชิงหยูเจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?” 

“อุ่น..” ตอบได้เท่านี้ก็เรียกรอยยิ้มจากฮูหยินและเจ้าสำนักอีกครั้ง 

“อะแฮ่ม พ่อเจ้าหมายถึงว่าตอนนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง  ยังเจ็บไหมหรือมีการเปลี่ยนแปลงอะไรกับร่างกายบ้าง?” ฮูหยินเผิงเยี่ยหลินเอ่ยแทน นางไม่อาจมองสามีตนเองกลั่นแกล้งให้ลูกชายเขินอายไปมากกว่านี้ 

“คือ..เหมือนว่าลูกจะแข็งแกร่งขึ้น สัมผัสถึงรากปราณได้ชัดเจนกว่าเดิมอีกทั้งลูกยังสามารถก่อร่างปราณได้แล้ว”

“ก่อร่างปราณ??? จริงหรือ?” เจ้าสำนักหมิงกวงถามอย่างตื่นเต้น “แสดงให้ข้าดู”

“ขอรับ”  หมิงชิงหยูสะบัดมือถือง้าว เพียงแค่เหวี่ยงเบาๆไปกลางห้องโถงก็ปรากฏเป็นเป็นหงส์สายฟ้าสยายปีกออกมา ทั่วทั้งตัวเป็นประกาย ถึงจะเป็นการสะบัดเบาๆแต่จิตปราณก็พุ่งไปปะทะกับเสาต้นใหญ่จนเกิดไปร่องลึกทรงกลมขนาดใหญ่ กินบริเวณเกือบครึ่งเสา

“ร้ายกาจนัก! มันเป็นเพราะเหตุใดหรือแม่นางน้อย?”  

 “หลิงจิ้งเองก็ไม่แน่ใจ แต่ความเป็นไปได้ที่สุดคือกระตุ้นการเติบโตของรากปราณ” เมิ่งหลิงจิ้งเองก็ครุ่นคิดมาตั้งแต่อยู่บนกระบี่เวหา นั่นเป็นเพราะตอนที่นางใช้สัมผัสภายใน นางสัมผัสได้ถึงการเติบโตของรากปราณ

“อาจารย์เคยบอกไว้ว่า หากรากปราณกำลังถูกทำลาย มันมีโอกาสหนึ่งในล้านที่จะกระตุ้นให้รากปราณเติบโต ต้องใช้โอสถรักษารากปราณควบคู่กับการโคจรพลังแต่ว่าปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้คือยาพิษ สิ่งที่ทำลายรากปราณจะต้องมีความรุนแรงมากขนาดที่ยับยั้งการรักษาของโอสถได้ รวมเข้ากับการที่หลิงจิ้งใช้ธาตุเข้าข่มจึงกระตุ้นให้เกิดการเติบโตเพื่อชำระสิ่งเจือปนในร่างกาย”  นี่คือข้อสรุปของเมิ่งหลิงจิ้ง นางมองไปที่เจ้าสำนักกับฮูหยินก็เห็นแววตาครุ่นคิดตาม

“มันคือความบังเอิญ” นางกล่าวสำทับ

“บังเอิญหรือ? ข้าว่ามันคือโชคชะตามากกว่า” ฮูหยินเผิงเยี่ยหลินเอ่ย “ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยชิงหยูไว้ โชคดีที่เขาพบเจ้า”

“ฮูหยินกล่าวหนักไปแล้ว” เมิ่งหลิงจิ้งยิ้มตอบ

“เจ้าบอกได้ไหมว่าเจ้าเป็นลูกศิษย์ผู้ใด?” 

“หลิงจิ้งฝากตัวเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสเฉินเว่ยเจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งตอบคำถามของเจ้าสำนัก

“เฉินเว่ย? เทพโอสถเฉินเว่ยคนนั้นน่ะหรือ?” ฮูหยินเผิงเยี่ยเหลียนทวนคำ

“เจ้าค่ะ เทพโอสถคนนั้น” 

“ข้าได้ยินว่าเขาไม่รับใครเป็นศิษย์มาก่อน...หรือว่าเข้าเพิ่งรับเจ้าเป็นศิษย์”

“ผู้อาวุโสเพิ่งรับหลิงจิ้งเป็นศิษย์เมื่อครึ่งปีก่อนเจ้าค่ะ” 

“ศิษย์สายตรงของเทพโอสถ แก่นพลังธาตุไฟบริสุทธิ์” เจ้าสำนักหมิงกวงพึมพำ มือหนาก็ลูกเคราอย่างครุ่นคิด

“สมกับเป็นศิษย์เทพโอสถ โดดเด่นเหนือใคร” 

“เจ้าสำนักชมเกินไปแล้ว” 

มาถึงตอนนี้บรรยากาศหนักอึ้งหายไปตั้งแต่เมื่อไรไม่ทันรู้ตัว ตอนนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้ด้วยดี เมิ่งหลิงจิ้งรู้สึกเบาใจไปไม่น้อย

“ถ้าอย่างนั้นก็ให้โอกาสข้าตอบแทนเจ้าเถอะ” ฮูหยินเผิงเยี่ยหลินกล่าว “พักที่นี่สักคืน”

“คือหลิงจิ้งต้องรีบกลับจวนเจ้าค่ะ” 

“อย่าปฏิเสธเลย เพื่อความปลอดภัยของเจ้าเอง ข้าจะส่งคนออกไปตรวจตาเส้นทางที่ชิงหยูบอกเพื่อทำให้แน่ใจว่าไม่มีใครดักซุ่มอีก” เหตุผลเดียวกับลูกชาย ดูเหมือนเมิ่งหลิงจิ้งจะต้องพยายามสงบใจและก็พักอยู่ที่สำนักเจิดจรัสสักคืน

“หลิงจิ้งเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” 

เมื่อเห็นร่างน้อยตรงหน้ายินยอม เจ้าสำนักหงมิงกวงก็เบิกบานใจเป็นอันมากถึงกับพูดว่า

“ระหว่าที่แม่เจ้าเตรียมห้องให้นาง เจ้าก็พาแม่นางน้อยไปเดินเล่นในสำนักสิ  อยู่กับนาง...จะได้ไม่เบื่อ” 

“ขอรับ” ได้ยินดังนั้นเมิ่งหลิงจิ้งก็ไม่อาจปฏิเสธอะไรอีก ทำได้เพียงประสานมือคารวะเจ้าสำนักกับฮูหยินก่อนที่จะเดินออกไปพร้อมหมิงชิงหยู

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เมิ่งหลิงจิ้งเดินออกจากตำหนักกลางพร้อมด้วยหมิงชิงหยูอย่างเงียบเชียบ นางไม่ได้กล่าวอะไรส่วนอีกฝ่ายก็ไม่ได้ปริปาก เมื่อหลุดพ้นประตูใหญ่มาลูกศิษย์สำนักเจิดจรัสที่เคยรวมตัวอยู่ที่ลานกว้างก็สลายตัวไปหมด  ความเงียบสงบได้กลับคืนมาอีกครั้ง ร่างแน่งน้อยเงยหน้ามองสีท้องฟ้าที่ดูเหมือนจะมีเมฆฝน ตั้งแต่ที่นางออกจากสหพันธ์เฟิงตอนนี้ก็ดูจะบ่ายคล้อยเสียแล้ว เนื่องจากนางไม่รู้จะไปไหนจึงได้แต่เดินตามร่างของเจ้าสำนักน้อยไปเรื่อยๆ  ตลอดทางที่เมื่อพบเข้ากับลูกศิษย์ทั้งหลายทุกคนก็จะพากันทักทายเขาอย่างเทิดทูนบูชา  ในชีวิตที่แล้วชื่อเสียงของหมิงชิงหยูก็ได้กระจายมาเข้าโสตของนางอยู่เหมือนกัน จากสาเหตุของสถานะทางสังคมที่เป็นถึงว่าที่เจ้าสำนักพรรคเจิดจรัส รวมกับรากปราณผันแปร อีกทั้งตัวเขายังมีชื่อเสียงในเรื่องชัยชนะ สมัยที่ตระกูลเมิ่งยังไม่ถูกทำลาย มีเหตุการณ์ใหญ่หนึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้น นั่นคือ การประลอง 6 สำนัก การประลองนี้ดูเผินๆเหมือนว่าจะจัดขึ้นเพื่อกระชับมิตรระหว่างสำนักต่างๆ เพียงแต่ที่แท้จริงคือการประกาศศักดาของสำนักต่างหาก  เหมือนกับการจัดอันดับสำนักนั่นแหละ โดยปกติแม้จะเรียกว่าการประลอง 6 สำนักใหญ่ แต่แท้จริงแล้วเปิดให้ทุกสำนักทั่วยุทธภพเข้าร่วม ประการแรกเพื่อจัดอันดับ ประการที่สองเพื่อการท้าชิงตำแหน่ง 6 สำนักใหญ่ สหพันธ์เฟิงก็เคยท้ายทาย 6 สำนักใหญ่จนได้รับชัยชนะถึงได้มีอย่างทุกวันนี้ ภายในการแข่งมีทั้งสำนักเล็กท้าสู้สำนักใหญ่ สำนักเล็กสู้กันเอง หรือแม้แต่สำนักใหญ่สู้กับสำนักใหญ่ด้วยกัน ในปีนั้นมีสิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าเดิมคือการที่ราชสำนักส่งองค์ชายร่วมประลอง  หมิงชิงหยูได้รับคำท้าประลองจากหนึ่งในองค์ชายและเขาก็ได้รับชัยชนะ จนสร้างชื่อเสียงได้ว่าแม้กระทั่งสายเลือดโอรสสวรรค์ก็ยังพิชิตลงได้ หมิงชิงหยูตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของสำนักเจิดจรัสย้อมด้วยความหวั่นเกรงของราชสำนัก ในขณะที่เมิ่งหลิงจิ้งกำลังหวนนึกถึงความทรงจำในอดีตนางก็ได้ยินเสียงเรียก

“คุณหนูเมิ่ง” ชายหนุ่มข้างๆเอ่ยเรียก 

“เจ้าคะ?” 

“ข้าขอขอบคุณคุณหนูมากที่มีน้ำใจช่วยเหลือ” หมิงชิงหยูกล่าว 

“เจ้าสำนักน้อยไม่ต้องเกรงใจไป ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต” เมิ่งหลิงจิ้งตอบหน้าตาเฉย

“ดูเหมือนคุณหนูจะคุ้นเคยกับการโดนไล่ล่า ถึงกล่าวว่าเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต” เสียงทุ้มส่อแววจับผิด  เมิ่งหลิงจิ้งที่เดินอยู่ด้านข้าง นางจึงหยุดเดิน

“ชีวิตของคนบางคนก็ต้องเผชิญหน้ากับการไล่ลามาตลอด...เจ้าสำนักน้อยไม่ต้องสนใจหรอกว่าเหตุใดข้าถึงดูผิดปกติจากคนอื่น” เมิ่งหลิงจิ้งพูด

“หากมิใช่เพราะข้าผิดปกติ ท่านก็คงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอก” 

“ก็ถูกของคุณหนู” หมิงชิงหยูยิ้มละไม “ในเมื่อคุณหนูมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ ถ้าเช่นนั้นก็นับถือข้าเป็นสหายได้ใช่หรือไม่?”

“สหาย?” เมิ่งหลิงจิ้งทวนคำ  “เจ้าสำนักน้อยล้อเล่นแล้ว ข้าเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ ใยจะนับท่านเป็นสหายได้”

“การที่เราได้พบกันนับเป็นวาสนา เหตุใดจะนับว่าเป็นสหายไม่ได้เล่า” ร่างสูงแย้ง “ต่อไปก็เรียกชื่อข้าแทนคำว่าเจ้าสำนักน้อยเถอะ”

“อ่า” เมิ่งหลิงจิ้งไม่อยากพบกับความยุ่งยาก การที่นางพบกับหมิงชิงหยูถือเป็นสิ่งที่ไม่คาดมาก่อน อีกทั้งเมื่อคำนึงถึงชื่อเสียงของเขาหากว่าเรื่องราวที่นางช่วยเหลือรั่วไหลออกไป   ตระกูลใหญ่ทั้ง 7 อาจจะสืบเรื่องนางเช่นกัน เนื่องจากสำนักเจิดจรัสเป็นที่จับตามองอยู่แล้ว ไม่แปลกหากจะมีสายลับแฝงตัว ในความคิดของนางตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดเผยตัวในที่แจ้ง

“ข้ายังเยาว์นัก คงเป็นสหายของเจ้าสำนักน้อยไม่ได้”  เมิ่งหลิงจิ้งปฏิเสธอย่างหนักแน่น 

“จริงสินะปีนี้ข้าก็ 18 แล้วถ้าเช่นนั้นนับถือเป็นพี่น้องก็แล้วกัน” หมิงชิงหยูพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับประโยคของนาง “ต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่าน้องสาว ส่วนเจ้าก็เรียกข้าว่าพี่ชิงหยูแล้วกัน”

“นี่ท่านฟังที่ข้าพูดไม่เข้าใจสินะ” เมิ่งหลิงจิ้งเริ่มหงุดหงิดในการทำความเข้าใจของชายหนุ่ม ดูเหมือนว่านิสัยพูดเองเออเองจากเจ้าสำนักเจิดจรัสจะถ่ายทอดมายังลูกชายเช่นกัน

“หืม? เข้าใจสิ พี่ชิงหยูเข้าใจเหตุผลของน้องสาวเป็นอย่างดี” หมิงชิงหยูไม่เพียงแต่ไม่โกรธ เขายังมีท่าทีเข้าอกเข้าใจอย่างเห็นได้ชัด

พูดกับคนบ้า พูดอย่างไรก็เปล่าประโยชน์ ร่างน้อยคิด

“ตามใจท่านเถอะ” 

“หึหึ” หมิงชิงหยูหัวเราะในลำคอเบาๆ “พี่ชายจะพาเจ้าไปสถานที่น่าสนใจ ตามมาสิ” 

เมิ่งหลิงจิ้งส่ายหน้าน้อยๆ แต่ก็ยอมเดินตามเขาไป ในเกาะกลางสมุทรนี้มีพื้นที่กว้างขวาง แต่ก็แบ่งเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน เขตของสำนักนอก สำนักใน และเขตหวงห้าม นางลอบจดจำเส้นทางไว้ในใจ หากวันใดต้องลอบเข้ามาจะได้ไม่เกิดความผิดพลาด  ในชีวิตนี้เมิ่งหลิงจิ้งมีทั้งสิ่งที่เรียกว่ารู้และไม่รู้  นางรู้อดีตแต่ไม่อาจรู้อนาคตไม่ว่าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ การเตรียมพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ หมิงชิงหยูพาร่างบางเดินเข้ามายังตำหนักที่อยู่ลึกมองจากสายตาดูเผินๆเหมือนเป็นตำหนักธรรมดาแต่ก็ถูกบดบังด้วยอาคมลวงตา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

24 ความคิดเห็น

  1. #4 MeSeleene (@MeSeleene) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 07:35
    ท่านอสูรอยู่หนายยยยย
    #4
    1
    • #4-1 Blue Memory (@0869838563) (จากตอนที่ 7)
      30 พฤษภาคม 2563 / 13:32
      หาคิวให้นางไม่ได้ค่ะ 555+
      #4-1