นางพญาสั่งแค้น

ตอนที่ 6 : ระหว่างทางกลับบ้าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 674
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    29 พ.ค. 63

เมิ่งหลิงจิ้งมุ่งหน้าลงจากเขาเฟิงอู่เป็นอันดับแรก ภายในกำไลมิติเต็มไปด้วยขวดโอสถรักษารากปราณ นางลูบกำไลที่ข้อมืออย่างเคยชิน กำไลนี้คือสิ่งที่ผู้อาวุโสเฉินเว่ยมอบให้นาง ทุกคนในสำนักล้วนมีคนละชิ้นเป็นเครื่องประดับที่ไว้เก็บยาหรือศาตราวุธ มีทั้งแหวน,กำไลหรือสร้อยเครื่องประดับที่สามารถมีมิตินี้ถือว่าเป็นเครื่องประดับระดับตำนานเพราะต้องให้ช่างหลอมยอดฝีมือหลอมขึ้นและสลักด้วยอาคมอีกหลายชั้นบวกกับกรรมวิธีพิสดารมากมายถึงจะสร้างเครื่องประดับเช่นนี้ได้หนึ่งชิ้น

นอกจากที่จะบินเข้ามาในเขตหุบเขาก็มีอีกทางคือการเดินขึ้นบันได หากแต่ถ้าไม่มีพู่ไหมถักก็จะติดกับค่ายกลและหลงอยู่ในนั้นจนตาย พู่ไหมถักของสหพันธ์เฟิงจะบ่งบอกถึงระดับความสามารถของลูกศิษย์ ผู้อาวุโสอาจารย์ทั้งหลายจะถือป้ายหยก แต่ระดับลูกศิษย์จะมีพู่ไหมเริ่มจากสีขาว สีเขียวสีฟ้า สีน้ำเงิน สีม่วง สีดำอ่อน และดำเข้ม ถ้าใครถือผู้ไหมสีดำเข้มนั้นแสดงถึงสถานการณ์เป็นศิษย์เอกมากฝีมือหากแต่ถ้าเป็นศิษย์สายตรงจะใช้พู่ไหมอีกสีนั่นคือสีแดง สีของพู่ไหมจะสอดคล้องกับสีด้ายที่ขริบริมชุด ถ้าถือพู่ไหมสีแดงก็จะเป็นขริบแดง สถานะของศิษย์สายตรงนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่น สามารถเข้าไปอ่านตำราในหอผู้พิทักษ์ได้ตลอดเวลา,วัตถุดิบหรือทรัพยากรต่างๆของสำนักล้วนแต่สามารถใช้ได้ตามใจชอบ ในขอบเขตที่ผู้อาวุโสของตนกำหนด อีกทั้งยังได้รับความนับถือจากศิษย์ทั้งหลาย ที่นี่ไม่ได้นับถือที่อายุเพียงแต่นับถือที่ความแข็งแกร่ง ศิษย์นอกจะเรียกศิษย์ในว่าศิษย์พี่และศิษย์ทุกคนจะต้องเรียกศิษย์สายตรงว่าศิษย์พี่เช่นกัน เมิ่งหลิงจิ้งเดินลงไปถึงบันไดขั้นสุดท้ายก็บ่ายหน้าไปยังเขากลางหรือก็คือ จงเจียน ในทีแรกยังไม่เห็นใครแต่พอเดินมาสักพักเข้าเขตของเขาจงเจียนก็ได้พบกับศิษย์พี่ศิษย์น้องมากหน้าหลายตา

“นั่นใครน่ะ?..อ๊ะ ศิษย์สายตรง” เสียงซุบซิบดังจากศิษย์สาวสองคน พวกนางเป็นพู่ไหวสีขาวท่าทางน่าจะเป็นศิษย์นอก อย่าว่าแต่พวกนางเลยแม้กระทั่งศิษย์สายในก็อาจจะหลงลืมหน้าเมิ่งหลิงจิ้งไปแล้วเช่นกัน

“คารวะศิษย์พี่” พอนางเคลื่อนที่ไปใกล้ ศิษย์พู่ไหมสีขาวสองคนก็รีบทำความเคารพ เมิ่งหลิงจิ้งยิ้มทักทายก็เดินต่อ นางเดินไปเจอใครก็มักจะมีการทักทายเกิดขึ้นเสมอเพียงแต่ทุกคนแค่ไม่รู้ว่านางเป็นใครต่างพากันคาดเดาไปต่างๆนาๆ

ในที่สุดเมิ่งหลิงจิ้งก็เดินเลี่ยงหลบจนได้มาถึงประตูใหญ่เสียที เพียงแค่ออกจากประตูนี้เดินลงเขาไปนางก็จะไปถึงเนินพยัคฆ์และหารถม้าเข้าเมืองเนื่องจากการกลับบานไม่จำเป็นต้องใส่ชุดสหพันธ์นางจึงได้เปลี่ยนเป็นชุดธรรมดาเพียงแค่ห้อยพู่ไหมเท่านั้น ขณะที่เมิ่งหลิงจิ้งก้าวออกประตูใหญ่หูก็พลันสดับถึงเสียงเรียก

“ศิษย์น้องเมิ่ง” หันไปตามเสียงเรียกก็พบกับโอวหยางลั่วเซินเดินมากับศิษย์อีกสองสามคนหนึ่งในนั้นคือจางเหม่ยเหลียน

“คารวะศิษย์พี่โอวหยาง” เมิ่งหลิงจิ้งหันไปทำความเคารพ ร่างสูงก็พยักหน้ารับและถามสารทุกข์สุขดิบ

“เจ้าหายไปตั้งนาน ดีแล้วที่ปลอดภัยอยู่”

ในสายตาคนอื่นผู้อาวุโสเฉินเว่ยคงจะน่ากลัวมากสินะ แต่ก็โทษพวกเขาไม่ได้หรอก ทีแรกนางยังคิดเช่นนั้นเพียงแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าเขาก็คือการล้มเหลว ดังนั้นเมิ่งหลิงจิ้งจึงไม่มีความหวาดกลัวในตัวเขาตั้งแต่ตอนที่ถูกรับเป็นศิษย์วันแรก

“ฮ่าๆ ทำให้ศิษย์พี่เป็นห่วงเสียแล้ว” เมิ่งหลิงจิ้งหัวเราะเบาๆ “ศิษย์พี่กำลังจะออกไปข้างนอกหรือ?”

“ใช่แล้วพวกเรากำลังจะไปเดินเล่นด้านล่าง” โอวหยางลั่วเซินอธิบาย “ไหนๆเจ้าก็จะออกไปข้างนอกถ้าอย่างนั้นก็ไปด้วยกันเลยไหม?”

“ถ้าเช่นนั้นศิษย์น้องขอไม่เกรงใจแล้ว”นางกล่าวจบโอวหยางลั่วเซินก็ยกยิ้มอย่างอารมณ์ดีขณะที่ลงจากเขานางก็ได้ทำความรู้จักกับศิษย์ชายหญิงสองคน ทั้งคู่เป็นศิษย์ในชื่อว่า หวังลั่วหยิน กับ ซู่ซิน ทั้งคู่เป็นศิษย์ในของสายนักรบ ส่วนจางเหม่ยเหลียนนั้นนางรู้จักอยู่แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งหลิงจิ้งได้มีโอกาสสำรวจนางอย่างใกล้ชิด จางเหม่ยเหลียนเพียงแค่ยิ้มให้เมิ่งหลิงจิ้งอย่างสุภาพแต่จากการสังเกต ใบหน้าสวยนั้นแทบจะไม่มองนางแม้แต่น้อยแต่ยามใดที่โอวหยางลั่วเซินพูดกับเมิ่งหลิงจิ้งจางเหม่ยเหลียนก็จะมีสีหน้าสนใจและเริ่มเข้ามาพูดคุยร่วม

เมื่อลงมาถึงเนินพยัคฆ์ก็พบกับรถม้าคันใหญ่ที่จอดอยู่

“ศิษย์น้องเมิ่งไปด้วยกันหรือไม่?” โอวหยางลั่วเซินเอ่ยถาม

“ศิษย์น้องขอติดตามไปจนถึงที่เมืองก็พอเจ้าค่ะ” ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธอยู่แล้ว

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญ”

นอกจากโอวหยางลั่วเซินที่จะเป็นมิตรแล้วซู่ซินกับหวังลั่วหยิน ก็อัธยาศัยดีไม่น้อย เมื่อทุกคนขึ้นรถม้าเรียบร้อยก็แบ่งฝั่งนั่ง ยามที่รถม้าคันใหญ่แล่นไปตามท้องถนนมุ่งหน้าสู่เมืองเฟิงพลันทำให้หัวใจเต้นแรง นี่คือการกลับบ้านครั้งแรกของเมิ่งหลิงจิ้ง นางคิดถึงพี่ชายทั้งสองเหลือเกิน ตอนนี้พี่ใหญ่เมิ่งหมิงหางน่าจะยังไม่กลับบ้านสำนักหมื่นอสูรตั้งอยู่ที่เมืองมู่ของทวีปเฟิงหย่าปกติพี่ใหญ่เมิ่งหมิงหางจะกลับมาหลังจากสอบเสร็จ ปีละ 2 ครั้ง คิดไปคิดมารถม้าก็จอดสนิทปลุกให้เมิ่งหลิงจิ้งตื่นจากภวังค์

“ศิษย์น้องขอตัวก่อน” นางล่ำลาโอวหยางลั่วเซินและศิษย์ร่วมสหพันธ์คนอื่น เมื่อลงจากรถม้านางก็บ่ายหน้าไปอีกทาง จวนสกุลเมิ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเฟิงดังนั้นนางจึงใช้เส้นทางลัดเลาะตามตรอก ชีวิตที่แล้วนางก็ถูกพาหนีมาเส้นทางนี้เช่นกัน หลังจากที่นางย้อนเวลากลับมาเมิ่งหลิงจิ้งก็มักจะออกไปเดินเล่นวาดแผนที่เมืองเฟิงเสมอ จนวาดได้สมบูรณ์นางถึงเลิกไป

เดินมาได้สักพัก เมิ่งหลิงจิ้งได้เลี้ยวเลาะเข้าด้านหลังของโรงเตี๊ยมใหญ่ หากว่าผ่านจุดนี้ไปนางก็จะเดินทะลุไปยังตรอกร้านโอสถซึ่งถัดไปอีกไม่ไกลคือจวนสกุลเมิ่ง ขณะที่นางกำลังผ่านประตูหลังของโรงเตี๊ยมก็มีร่างร่างหนึ่งพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ทั้งสองร่างกำลังจะปะทะกันเมิ่งหลิงจิ้งก็สืบเท้าไปด้านหลังเป็นเชิงก้าวถอยแต่ใครจะรู้ว่าร่างที่พุ่งมาชนเกรงว่านางจะล้มจึงขยับมาคว้านางไว้ทำให้ขาทั้งสองคนขัดกันอย่างบังเอิญ ร่างบางเสียหลักเกือบล้มแต่ว่าได้อ้อมแขนแกร่งโอบเอวประคองไว้เลยไม่ล้ม ใบหน้าที่ห่างกันเพียงหนึ่งฝ่ามือทำให้นางเห็นรายละเอียดบนใบหน้าเขาอย่างชัดเจน ชั่วยามนั้นหูก็สดับได้ถึงเสียงตะโกน

“จับมันสองคนไว้!” เสียงชายคนหนึ่งมาพร้อมกับจิตสังหาร

“ล่วงเกินแล้ว” กล่าวจบร่างสูงก็โอบเมิ่งหลิงจิ้งเข้าหาตัว ก่อนที่จะพุ่งขึ้นไปบนกระบี่เวหาพร้อมกับเขา เมื่อเมิ่งหลิงจิ้งหันไปมองก็พบชายหลายคนที่ออกมาจากหลังร้านพวกเขาเรียกกระบี่เวหาเช่นกันเพียงแต่กระบี่เวหาของพวกเขาดูแตกต่างจากเล่มที่นางยืนอยู่ สายลมที่ปะทะใบหน้าแสดงถึงความเร็วของการเคลื่อนที่

นี่มันเรื่องบ้าอะไร?? เมิ่งหลิงจิ้งหงุดหงิดเสียจนแทบอยากจะกระโดดลงไป

“ขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องมาพัวพัน” ร่างสูงเอ่ย ทำให้เมิ่งหลิงจิ้งต้องเงยหน้ามอง นางสังเกตเห็นว่าใบหน้าของเขาซีดขาวที่ริมฝีปากมีร่อยเลือดจางๆยิ่งเร่งความเร็วของกระบี่เวหาก็ยิ่งทำให้เกิดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก

“เจ้าเป็นอะไร? ร่างกายผิดปกติตรงไหน?” เมิ่งหลิงจิ้งถามไปพลางลอบใช้สัมผัสภายในไปพลาง

“ข้า...”

“รากปราณถูกทำร้าย?” นี่คือคำตอบที่นางได้จากร่างตรงหน้า สัมผัสภายในทำให้นางมองเห็นธาตุรวมถึงรากปราณชายหนุ่มผู้นี้ถือครองพลังธาตุสายฟ้ารากปราณอสูรหงส์อัสนีนางมองเห็นภาพหงส์ตัวนี้คล้ายกับถูกพิษบางอย่าง รากปราณมีสีดำเจือปน

“เจ้ารู้หรือ” เสียงชายหนุ่มขาดห้วงเล็กน้อย

ไม่ได้การ นางจะไม่ปล่อยให้เขาหมดสติ

ฟิ้ววววววว เสียงลมเฉียดข้างแก้มร่างสูงเรียกเลือด เมื่อเมิ่งหลิงจิ้งชะโงกหน้าไปดูก็พบกลุ่มคนไล่ตามกำลังใช้ธนู ธาตุยิงออกมา วิชานี้จะใช้พลังธาตุยิงออกมาเป็นลูกธนู ยิงได้ตั้งแต่ทีละหนึ่งดอก หรือแม้กระทั่ง สิบดอก ร้อยดอก ดีที่คนพวกนั้นยิงได้ทีละไม่กี่ดอก ชายหนุ่มปราณหงส์อัสนีสะบัดมือก็ปรากฏง้าวขนาดใหญ่ในมือหนึ่ง กะจากสายตาน่าจะหนักหลายสิบกงจินตั้งแต่ปลายง้าวจนถึงด้ามมีสายฟ้าสถิตทั่วไป มืออีกข้างก็มิได้ปล่อยเอวบางเขากดร่างนางให้แนบชิดเชิงปกป้อง

ร่างนั้นตวัดง้าวออกไปอย่างแรงส่งให้เกิดรัศมีสายฟ้าพุ่งไปด้านหลังหยุดชะงักผู้ไล่ล่า มีผู้ขี่กระบี่เวหาโชคร้ายสองคนโดนเข้าจังจัง ร่วงตกลงราวกับว่าวขาดสายป่าน แต่ยามที่เมิ่งหลิงจิ้งผินหน้ามาก็รู้ว่านี่แทบจะเป็นแรงเฮือกสุดท้ายของร่างตรงหน้า รากปราณเกิดความเสียหายมากกว่าเดิมหลายเท่า

“อ้าปาก” เมิ่งหลิงจิ้งร้องสั่ง ร่างในชุดสีดำมีสีหน้าตื่นตะลึงแต่ก็ยินยอมทำตามที่บอก นางจึงจัดการป้อนโอสถรักษาปราณเข้าไปสองเม็ดและป้อนโอสถพลังปราณขั้นกลางไปอีกเม็ดมือบางวางทาบอกอีกฝ่ายใช้สัมผัสสำรวจเขาอย่างเร่งร้อน รากปราณที่ได้รับความเสียหายเริ่มฟื้นฟูสิ่งเจือปนจางลงแต่ยังไม่หายไปโอสถรักษาปราณถ้าต้องการให้ได้ผลเร็วต้องมีการโคจรลมปราณร่วมด้วย แต่นางไม่มีเวลาที่จะมาสอนเขาทำดังนั้นนางจึงทำเหมือนที่หรงเหยียนเคยทำกับนาง

“ตั้งสมาธิอย่าว่อกแว่ก” เมิ่งหลิงจิ้งกำชับ “เชื่อใจข้า”

นางกว่าจบ ที่ฝ่ามือที่ทาบอยู่บนอกก็เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนออกมา นางหลับตาลงโคจรลมปราณตนเองก่อนที่จะถ่ายพลังธาตุเข้าไปในร่างอีกฝ่ายการที่จะถ่ายพลังธาตุให้กันสมควรจะเป็นธาตุที่ใกล้เคียงเกื้อหนุนกัน เช่นธาตุน้ำถ่ายทอดให้ธาตุไม้ หรือธาตุดินถ่ายทอดให้ธาตุทอง หากแต่หากเป็นธาตุต้านจะเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง ร่างสูงเป็นธาตุผันแปรธาตุสายฟ้า ส่วนนางคือธาตุไฟที่เป็นดาวข่มอยู่แล้วจึงยิ่งอันตราย แต่นางไม่ได้ต้องการถ่ายทอดมากมาย นางเพียงต้องการใช้ความร้อนชักนำรากปราณของอีกฝ่ายให้โคจรรักษาตนเอง ขณะที่กำลังถ่ายพลังธาตุเมิ่งหลิงจิ้งรู้สึกถึงการต่อต้านของรากปราณหงส์อัสนีอย่างชัดเจน ปราณนั้นกำลังเต้นระริกและกระแทกกลับมา แต่เมิ่งหลิงจิ้งได้เตรียมตัวอยู่แล้วนางควบคุมธาตุไฟบริสุทธิ์ให้นิ่งก่อนจะวนไปทั่วจุดต่างๆตามร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว ในขณะนั้นรากปราณและธาตุสายฟ้าก็พยายามที่จะกำจัดธาตุแปลกปลอมอันตรายนี้เช่นกัน

“โอ๊ย” เมิ่งหลิงจิ้งร้องเบาๆ สะบัดมือมือที่วางบนอกชายหนุ่มออก

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

“เจ้าน่ะแหละ ไม่ต้องถามโคจรปราณตามที่ข้านำทางไว้เมื่อครู่” เมิ่งหลิงจิ้งร้องสั่ง “เร็วสิ”

ชายหนุ่มผู้ถูกล่าทำตามนางโดยไม่ถามอะไร เหงื่อที่ผุดพรายออกมาถูกลมพัดไปจนหมด สีหน้าที่เคยซีดขาวเริ่มมีสีเลือด ลมหายใจที่ขาดห้วงก็กลับมาอย่างปกติ เมิ่งหลิงจิ้งใช้สัมผัสภายในตรวจสอบเขาดูก็พบว่ารากปราณที่เสียหายได้ถูกรักษาแล้ว กระบี่เวหาเร่งความเร็วขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัด ง้าวใหญ่ในมือก็ส่องแสงเจิดจ้า พลันกระบี่เวหาก็หักเลี้ยวกลับไปประจันหน้ากับฝ่ายผู้ล่า ในตอนนี้เมิ่งหลิงจิ้งเห็นอีกฝ่ายอย่างชัดเจน พวกมันมากัน 4 คนแต่ละคนถืออาวุธคนละชิ้น แต่ยังไม่ทันจะมองให้ชัดเจนร่างสูงก็ตวัดง้าวเป็นครึ่งวงกลมเกิดไปหงส์อัสนีพุ่งออกจากง้าวเข้าโรมรันผู้ล่าทั้ง 4 พวกมันไม่ทันตั้งตัวก็ถูกโจมตีจนสิ้นใจกลางอากาศ

นี่สินะที่เรียกว่า ฆ่าในพริบตาเมิ่งหลิงจิ้งเคยเห็นทักษะเช่นนี้มาก่อน มันเป็นทักษะเฉพาะของผู้ครอบครองธาตุสายฟ้า เนื่องจากจุดเด่นของธาตุคือความเร็วอยู่แล้วการสังหารในพริบตาจึงเป็นเรื่องง่าย นางมองร่างทั้งทีที่ร่วงตกจากกระบี่เวหา ขณะนั้นเองชายหนุ่มเจ้าของง้าวก็บังคับให้กระบี่เวหาเหินอย่างรวดเร็วไปทางทิศตะวันตกไปยังเมืองท่า เมืองคัง ถ้าเป็นการเดินทางปกติจะใช้เวลาเป็นเดือนแต่ถ้าบนกระบี่เวหาก็อาจจะเกือบๆหนึ่งวัน แต่ถ้าจากความเร็วขนาดนี้คงจะถึงภายในชั่วยาม

“นี่เจ้าจะไปไหนกัน? พวกมันไปแล้วเจ้าควรจะกลับไปส่งข้าที่เดิม” เมิ่งหลิงจิ้งพูดอย่างรีบร้อน

“ไม่ได้ ถ้ากลับไปตอนนี้อาจจะเจอพวกมันดักซุ่มอยู่” ชายหนุ่มปฏิเสธคำขอในบัดดล

“ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องส่งข้ากลับ!” ร่างบางพยายามข่มโทสะอย่างเต็มที่แต่เสียงของนางก็ยังเจือความไม่สบอารมณ์อย่างมาก

“ข้าเข้าใจแล้ว...รอไปถึงสำนักก่อนค่อยว่ากัน”

“ก็ได้ แต่ตอนนี้เจ้าปล่อยข้าซะ” เมิ่งหลิงจิ้งพยายามขยับตัวออกจากอีกฝ่าย แต่เขาไม่ให้ความร่วมมือแม้แต่น้อย

“ความเร็วขนาดนี้ อย่าขยับมันอันตราย”

เมิ่งหลิงจิ้งพยายามสะกดกลั้นอารมณ์หงุดหงิด ความยุ่งยากฉายชัดในแววตา ในตอนนี้นางกำลังโทษตัวเองที่ดันไปเดินทางลัด รู้แบบนี้นางเดินถนนสายหลักก็ดี!!!!

ผ่านไปชั่วยามประตูใหญ่เมืองคังก็ปรากฏแก่สายตา เมืองคังเป็นเมืองท่าที่มีความเจริญ หลากวัฒนธรรมและยิ่งใหญ่เทียบเคียงได้กับเมืองเฟิงที่เปรียบเสมือนเมืองหลวงของทวีปกู่เหลียน กระบี่เวหาถูกบังคับให้บินไปข้ามทะเลสู่เกาะกลางทะเล

นี่มันสำนักเจิดจรัส!! สำนักเจิดจรัสถูกปกครองด้วยเจ้าสำนักแซ่หมิง แต่ไหนแต่ไรมามีขุมกำลังที่ไม่อาจประมาท เรียกได้ว่าเป็นสำนักที่ฮ่องเต้ยังหวั่นเกรง ด้วยจำนวนลูกศิษย์ยอดฝีมือที่ถูกเลี้ยงดูบวกกับประวัติศาสตร์อันยาวนานสถานที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางสมุทรที่มีพลังปราณบรรพกาลหนาแน่น ทำให้หลายคนดั้นด้นมาเพื่อหวังว่าจะได้สร้างชื่อ มีพร้อมทั้งทรัพยากรกำลังเงิน อำนาจ และพลัง

ฟิ้วววววววววววร่างสูงบังคับกระบี่เวหาบินสู่ใจกลางเกาะทันที เบื้องล่างนางคือตำหนักขนาดใหญ่มีลูกศิษย์นับร้อยกำลังฝึกอาวุธอย่างพร้อมเพรียง

เสียงตวัดอาวุธได้ยินเป็นเสียงเดี่ยวดังกึกก้องชวนให้ข่มขวัญยิ่งนัก

“นายน้อย!!” บุรุษผู้ที่กำลังควบคุมการฝึกร้องเรียกขึ้นยามที่เห็นร่างบนกระบี่เวหาทำให้การฝึกหยุดชะงักและลูกศิษย์ทั้งร้อยคนก็ประสานมือคารวะพร้อมกันเสียงดัง

“ยินดีต้อนรับเจ้าสำนักน้อยกลับมา!!!!”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

24 ความคิดเห็น