นางพญาสั่งแค้น

ตอนที่ 5 : หลอมโอสถ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 654
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 62 ครั้ง
    28 พ.ค. 63

“ศิษย์มาแล้วเจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งร้องบอกก่อนที่จะผลักประตูเข้าไป ภายในห้องโถงมีชุดรับแขกและด้านหนึ่งก็มีเก้าอี้ยาววางไว้บนเก้าอี้นอนมีร่างของบุรุษวัย 20 กำลังกึ่งนั่งกึ่งพิง แสงแดดที่ตกกระทบใบหน้าได้รูปเผยความงามที่หาตัวจับยาก เรือนผมสีดำยาวรับกับดวงตาสีสนิม มือก็โบกพัดเล่มงามอย่างเอื่อยเฉื่อย หากว่านางไม่ได้อยู่กับหรงเหยียนมา 200 ปีก็อาจจะนับได้ว่านี่คือบุรุษที่มีรูปลักษณ์ที่เย้ายวนที่สุดที่เคยเจอมา 

“อาจารย์” เมิ่งหลิงจิ้งเดินไปคุกเข่าลงตรงหน้าและรินชาให้อย่างเอาใจ

“ประจบ” บุรุษรูปงามกล่าวติแต่กระนั้นก็ยังรับน้ำชาไปจรดริมฝีปาก

ให้ตายเถอะ!!! ผู้อาวุโสเฉินเว่ย ทำไมท่านช่างดูแตกต่างจากยามที่อยู่ในห้องโถงเหลือเกินนะ ตอนแรกเหมือนเสาน้ำแข็ง มาตอนนี้กลับมีท่วงท่าเย้ายวน คิดไปก็พลางลอบถอนหายใจ

“ก่อนที่ข้าจะสอนเจ้า ข้าต้องบอกกฎเสียก่อน” ผู้อาวุโสเฉินเว่ยเอ่ย 

“ข้อแรกคือ ข้าไม่ชอบความวุ่นวายเพราะฉะนั้นนอกจากเจ้าและข้าแล้วหุบเขาอู่เฟิงไม่มีใครอีก”

“คนอื่นไม่สามารถเข้ามาได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ?” เมิ่งหลิงจิ้งเริ่มตงิดใจเบาๆ

“ใช่”

“ถ้าอย่างนั้นอาหารการกินก็...”

“หากินเอง” ได้ยินดังนั้นนางแทบจะเป็นลม ในชาติที่แล้วนางก็ไม่เคยทำอาหาร 

บ้าเอ๊ย! นางพยายามสงบใจแล้วแย้มยิ้มให้อาจารย์หนุ่ม

“ข้อสองคือเจ้าอยู่กับข้า หากไม่ได้รับอนุญาตก็ห้ามก้าวออกจากเขาอู่เฟิง” 

“ถ้าอย่างนั้นเรื่องวัตถุดิบ อาจารย์จะให้ศิษย์ทำเช่นไร?” 

“ก็ไปล่าเอาสิ” ผู้อาวุโสเฉินเว่ยตอบ ได้ยินดังนั้นนางก็แทบจะอยากพุ่งออกจากเขาไป นี่ไม่เพียงแค่การฝึกฝนแต่ยังรวมถึงอาหารการกินซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนที่จะฝึกนางต้องเอาชีวิตรอดก่อน

“ข้อสุดท้ายคือ เชื่อฟังข้า ถ้าหากว่าข้าบอกดำก็คือดำ ขาวก็คือขาวเจ้าไม่มีสิทธิ์เข้าใจเป็นอื่น”

“ศิษย์เข้าใจเจ้าค่ะ ศิษย์จะเชื่อฟังอาจารย์” เมิ่งหลิงจิ้งพยักหน้ารับคำ

“ออกไปได้แล้วพรุ่งนี้ค่อยเริ่มเรียน” พออธิบายเสร็จร่างสูงก็โบกมือไล่นาง เมิ่งหลิงจิ้งไม่มีทางเลือกนอกจากล่าถอยออกมาจากเรือนหลัก  นางหันรีหันขวางเดินไปเดินมาอยู่ที่ลานหินขาว ความคิดแล่นไปมาอย่างรวดเร็ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือเอาชีวิตรอดดังนั้นนางต้องการน้ำสะอาด,ฟืน,อาหาร  คิดได้ดังนั้นก็เข้าไปค้นในเรือนไม้ไผ่ของตน  ร่างเล็กพบกับตะกร้าสาน  มีด ขวาน นางรวบของทุกอย่างใส่ตะกร้าแบกขึ้นบ่าไป ยามที่จะเดินออกจากเรือนก็พบว่าข้างประตูมีคันเบ็ดด้วยเช่นกัน นางถือคันเบ็ดไว้และเริ่มออกเดินขึ้นเขา ตรงนี้คือใจกลางเขาดังนั้นนางจะสุ่มเดินคิดได้ดังนั้นก็ใช้มีดกรีดสัญลักษณ์ไว้ที่ต้นไม้ 

ขณะที่เดินสำรวจ เมิ่งหลิงจิ้งก็ใช้สัมผัสภายในแผ่ไปรอบด้านนางขยายขอบเขตไปหลายลี้รอบกาย แต่ก็ยังไม่พบสัตว์ใดๆแต่หูนางได้ยินเสียงน้ำไหลเอื่อย ร่างบางจึงมุ่งหน้าตามเสียงไปจนพบกับลำธารสายใหญ่ น้ำในลำธารใสจนมองเห็นก้อนหินด้านล่างปลาหลายชนิดแหวกว่ายไปมา

“จับปลาๆ” เมิ่งหลิงจิ้งพึมพำและเหวี่ยงเบ็ดลงแม่น้ำแต่ยังไม่ทันที่สายเบ็ดจะแตะผิวน้ำ คันเบ็ดในมือก็ปริแตกหักออกเป็นสองท่อนคามือ

“บีบแรงไปหรือ?” ร่างเล็กโยนคันเบ็ดทิ้งและเดินลุยน้ำไปจับ แม้ว่าตอนอยู่บนฝั่งปลาในสายธารดูเชื่องช้าแต่พอนางลงมายืนกลางน้ำถึงรู้ว่าพวกมันว่ายเร็ว เมิ่งหลิงจิ้งทบทวนความทรงจำก่อนที่จะสูดลมหายใจยืนนิ่งอยู่ราวกับก้อนหิน นางสัมผัสได้ถึงกระแสน้ำสัมผัสได้ถึงปลาที่แหวกว่ายรอบด้าน แต่ที่ที่สองมือจะเอื้อมไปถึงนั้นยังไม่มี.....นางยืนเช่นนั้นเฝ้ารอปลาด้วยสมาธิรอบกายปรากฏพลังปราณแผ่ออกจากกายเป็นวงกลมอย่างไม่รู้ตัว

ตรงนั้น!!! เมิ่งหลิงจิ้งตวัดมือลงไปในน้ำขวางหน้าปลาไว้พอดิบพอดี เมื่อสัมผัสกับเกล็ดลื่นนั้นนางก็โยนปลาขึ้นฝั่ง

“ได้ละหนึ่งตัว” เมิ่งหลิงจิ้งหัวเราะอย่างลิงโลด นางด่ำดิ่งสู่สมาธิคอยจับปลาโยนขึ้นมาบนฝั่ง เมื่อได้มากจนพอใจก็ถึงเคลื่อนตัวออกจากลำธาร นางมองปลายที่กองอยู่บนฝั่งสี่ตัวก็ครุ่นคิดว่าอาหารจานปลาที่ตนเคยกินนั้นมีอะไรบ้าง?  อย่างแรกคือไม่มีเกล็ดและเครื่องใน คิดได้ดังนั้นนางก็ลงมือขอดเกล็ดควักเครื่องในออก แต่เนื่องจากมันเป็นครั้งแรกจึงไม่ได้ตัวปลาที่สวยงามมากนัก  ใช้เวลาอยู่หนึ่งชั่วยามนางก็สามารถจัดการปลาสี่ตัวและล้างมันอย่างสะอาดเรียบร้อย  เมิ่งหลิงจิ้งมองไปรอบกาย สายตาก็พลันสบกับใบไม้ใบใหญ่

“โชคดีแล้ว” นางแล่นไปตัดใบไม้มาห่อปลาและใช้เถาวัลย์แทนเชือก ใบไม้ที่นางใช้คือใบไม้ที่มีความสามารถถนอมความสดของอาหาร  สามารถถนอมได้แม้กระทั่งสมุนไพร  เป้าหมายต่อไปของนางคือผักป่า นางมุ่งหน้าเข้าป่าต่อ ถือโอกาสสำรวจเขาอู่เฟิงไปในตัว สถานที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์มากเต็มไปด้วยสมุนไพรหายากมากมายอีกทั้งยังมีกระแสปราณไหลเวียนอยู่อย่างเข้มข้น   นางเคยได้ยินว่าหกสำนักใหญ่ตั้งอยู่ในที่พลังปราณหนาแน่นเพื่อให้ศิษย์อาจารย์สามารถฝึกฝนได้อย่างต่อเนื่อง ถึงกับเคยเกิดสงครามการแย่งพื้นที่เลยทีเดียว 

“อันนี้ใช้ได้ อันนี้ด้วย...โอ๊ะ มีนี่ด้วยหรือ” เมิ่งหลิงจิ้งเพลิดเพลินกับการเก็บสมุนไพรยิ่งนัก กว่าจะรู้ตัวเวลาก็ผ่านไปอีกพักใหญ่ นางจึงรีบแบกตะกร้าที่อัดแน่นไปด้วยสมุนไพร ผลไม้และเนื้อปลาลงจากเขา หลังจากเก็บของทุกอย่างไว้ที่ครัวนางก็หาบถังสองใบใหญ่ไปที่ลำธาร เนื่องจากนางได้รับเลือดของหรงเหยียนจึงมีพละกำลังเหนือผู้ฝึกตนอื่น  ผู้ผนึกปราณหรือนักสู้พลังธาตุล้วนมีพลังกายที่เหนือธรรมดาอยู่เป็นทุนเดิม แต่นางมีพลังกายเหนือชั้นไปอีกสองขั้น การหาบน้ำจึงไม่ลำบากเลย นางไปกลับจนเติมน้ำเต็มตุ่มใหญ่สามตุ่ม แต่อนิจจาเมื่อหันกายนางก็พบกับ..บ่อน้ำ

“เฮ้อ” เมิ่งหลิงจิ้งได้แต่ถอนหายใจที่ตนเองไม่ดูให้ถี่ถ้วน ไว้ครั้งหน้านางค่อยมาตักก็แล้วกัน หลังจากหาบน้ำเสร็จก็ถึงเวลาหาฟืน 

เมิ่งหลิงจิ้งแบกขวานเข้าป่าไปเลือกต้นไม้ที่แข็งแรง การตัดไม้มาทำฟืนไม่ยากเพียงแค่ฟืนที่ดีนั้นจะต้องถูกตาแห้งเสียก่อน เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับนาง ร่างเล็กแบกฟื้นมากองไว้ในกลางแจ้งที่ลานหน้าเรือนไม้ไผ่และแผ่ไอร้อนจากร่างกายจัดการตากแห้งด้วยพลังธาตุ เพียงไม่นานฟืนทุกแท่งก็แห้งสนิทพร้อมใช้  นางจึงขนไม้พวกนั้นไปไว้ในห้องเก็บฟืน เมื่อเห็นว่าพระอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้านางก็เร่งมือปลุกอาหารทันที โชคดีที่ในครัวมีข้าวสารและเครื่องปรุงอยู่พอดี เมิ่งหลิงจิ้งจึงเลือกที่จะทำปลานึ่งเกิงฉ่าว  นางเก็บหญ้าเกิงฉ่าวมาพอสมควรก็ยัดเข้าไปในตัวปลาจนท้องที่แฟ่บถูกอัดแน่นไปด้วยสมุนไพรหลากชนิด โรยเกลือให้ทั่วตัวปลาไม่เว้นแม้กระทั่งลูกตา นางใช้ทำปลานึ่งสองตัว หลังจากที่จัดแจงนึ่งนางก็หุงข้าวทิ้งไว้ ปลาอีกสองตัวนางเลือกที่จะทำปลาทอดดอกไม้หวาน  อาหารชนิดนี้นางเคยกินตอนที่อยู่ที่บ้านแต่ไม่รู้ว่าวิธีทำจะเป็นเช่นไร นางทอดปลาและทำซอสดอกไม้ราด 

“เสร็จเสียที” เมิ่งหลิงจิ้งมองอาหารจานปลาที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะอย่างภูมิใจ นางรีบจัดใส่ถาดยกไปที่เรือนหลักทันที

“อาจารย์เจ้าคะ ศิษย์ขอเข้าไปด้านในหน่อยเจ้าค่ะ”

“เข้ามาสิ” เสียงทุ้มตอบออกมา

เมิ่งหลิงจิ้งเปิดไปก็พบกับผู้อาวุโสเว่ยเฉินกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ นางรีบจัดอาหารทั้งหมดลงโต๊ะพร้อมกับถ้วยชามสองชุด

“ศิษย์ทำมื้อเย็นเสร็จแล้ว ขอเชิญอาจารย์เจ้าค่ะ” ผู้อาวุโสเฉินเว่ยถอนสายตาจากตำรามองนางด้วยแววตาประหลาดแต่ก็ยอมลุกจากเก้าอี้มานั่งที่โต๊ะ พอเขานั่งลงเมิ่งหลิงจิ้งจึงนั่งตาพร้อมกับอธิบายรายการอาหาร

“วันนี้ศิษย์ทำปลานึ่งเกิงฉ่าว จานนี้เป็นปลาราดซอสดอกไม้และนี่คือซุบปลาเจ้าค่ะ” 

“...อืม” เมื่ออาหารคำแรกเข้าปากผู้อาวุโสเฉินเว่ยก็เงียบไปทันที 

เมิ่งหลิงจิ้งลองชิมอาหารฝีมือตนเองก็อดรู้สึกไม่ได้ว่ามันช่างห่างไกลจากที่เคยกินเหลือเกิน แต่นางเห็นว่าอาจารย์ไม่ได้พูดอะไรนางจึงฝืนจัดการอาหารทุกจาน

“ข้าได้ยินมาว่าเจ้ามีรากปราณที่หายากพิสดาร แต่คิดไม่ถึงว่าฝีมือการทำอาหารของเจ้าจะพิสดารเหนือกว่ารากปราณเสียอีก” นี่คือประโยคคำชม(?)หลังจากเสร็จสิ้นมื้ออาหารเย็น ซึ่งนางก็รู้ว่ามันคือการประชด มีเรื่องให้ฝึกฝนเพิ่มขึ้นอีกแล้วสินะ 

ในคืนนั้นเมิ่งหลิงจิ้งไม่ได้นอน นางใช้เวลาทั้งคืนเดินลมปราณ การโคจรลมปราณวิธีนี้นางได้มาจากหรงเหยียน วิธีนี้จะทำให้แก่นพลังธาตุบริสุทธิ์ ขจัดตะกอนหรือเศษซากความเสียหายใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นกับแก่นพลัง  อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูความเหนื่อยล้าเหมือนการนอนหลับเพียงแต่ดียิ่งกว่า ตอนที่นางอยู่กับหรงเหยียนนางก็ใช้วิธีโคจรพลังเช่นนี้มาตลอดเพียงแต่ด้วยความเป็นวิญญาณก็ไม่เคยหิวหรือเหนื่อยอยู่แล้วจึงไม่รู้สึกถึงผลลัพธ์ใด ส่วนตอนอยู่ที่ตระกูลนางก็ต้องนอนพักผ่อนไม่สามารถโคจรปราณได้ตลอดทั้งคืนจึงไม่รู้สึกอะไรเช่นกัน แต่วันนี้นางได้ออกแรงตลอดตั้งแต่เช้าจรดค่ำจึงเหนื่อยล้าพอสมควร การโคจรลมปราณเห็นผลเฉกเช่นที่หรงเหยียนเคยกล่าวไว้  ร่างกายถูกฟื้นฟูพลังงานเต็มเปี่ยมอีกทั้งแก่นพลังธาตุก็บริสุทธิ์ขึ้นอีกขั้น ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวจริงๆ ต่อไปนี้นางจะไม่นอนอีกแล้ว นางจะใช้วิธีนี้ฝึกยามราตรี

ยามเช้าเต็มไปด้วยอากาศสดชื่น เมิ่งหลิงจิ้งรีบต้มโจ๊กสมุนไพรไว้เป็นอาหารเช้าหลังจากนั้นจึงยกสำรับไปหาอาจารย์ เพียงแต่นางไม่รู้ว่าเขาตื่นหรือยังจึงแอบใช้สัมผัสภายในดู ผลปรากฏว่าผู้อาวุโสเฉินเว่ยก็ตื่นแล้วเช่นกัน

หลังจากจบมื้อเช้าเมิ่งหลิงจิ้งก็นั่งพับเพียบอยู่ที่พื้นข้างผู้อาวุโสเว่ยเฉิน ร่างสูงจิบน้ำชาเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มสอน

“ยาพลังปราณขั้นต่ำคือสิ่งที่ข้าจะเริ่มสอน  อย่างที่รู้ว่าการกลั่นยามีขั้นตอนมากมาย โอสถจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับ 2 อย่างคือส่วนผสมที่ถูกต้องกับพลังไฟที่พอเหมาะ” ผู้อาวุโสเฉินเว่ยหยิบหญ้าน้ำหนาวโยนใส่หม้อตรงหน้า สะบัดมือครั้งหนึ่งก็เกิดไฟโลมเลียหม้อใบนั้น

“ส่วนผสมแรกต้องถูกกลั่นจนถึงสภาวะบริสุทธิ์เสียก่อนจึงจะเติมอย่างอื่นลงไปได้....สภาวะบริสุทธิดูได้จากสีของวัตถุดิบมันจะเหลวและกลับคืนสู่สีดั้งเดิม”

รอสักครู่นางก็เห็นว่าหญ้าน้ำหนาวกลายเป็นสีฟ้าสดใส สีดั้งเดิมนั้นคือสีที่ไม่ได้เจือด้วยสิ่งเจือปนใด เช่นหญ้าน้ำหนาวจะมีสีฟ้าคือสีดั้งเดิมแต่ว่าหากเด็ดมาสดๆมันจะเป็นสีเขียวเหมือนหญ้าทั่วไป นางท่องจำสีดั้งเดิมของสมุนไพรได้ทุกชนิด

“หลังจากนั้นเจ้าก็ใส่วัตถุดิบที่สองลงไป” มือแกร่งโยนดอกสิบรสลงไปสองดอก “พลังไฟที่ตอนแรกเจ้าใช้หลอมหญ้าน้ำหนาวจะไม่สามารถใช้ได้กับดอกไม้สิบรส วัตถุดิบที่แตกต่างย่อมใช้ไฟไม่เหมือนกันดอกไม้สิบรสต้องใช้ไฟอ่อน ในขณะเดียวกันเจ้าก็ต้องระวังไม่ให้หญ้าน้ำหนาวร้อนน้อยเกินไปเช่นกัน”

“ใช้สัมผัสภายในที่เจ้าจะมีจะยิ่งง่ายขึ้น” ได้ยินผู้อาวุโสเฉินเว่ยกล่าว นางก็อดแก้มร้อนวูบวาบไม่ได้ การใช้สัมผัสภายในคือการแอบมองโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว  การที่ผู้อาวุโสพูดเช่นนี้เท่ากับว่าประกาศกับนางว่าเขารู้ว่านางแอบดูเขา  ช่างน่าละอายที่โดนอาจารย์จับได้

“เจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งรับคำอย่างว่าง่าย

“เจ้าหลอมไปเรื่อยจนวัตถุดิบที่สองเริ่มบริสุทธิ์...เจ้าใช้เพลิงเคลือบหม้อโอสถไว้ รักษาพลังไฟให้คงที่และรอคอย”

พอมาถึงตรงนี้ผู้อาวุโสเฉินเว่ยก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ทั้งสองปล่อยเวลาให้ไหลไปผ่านไปครึ่งชั่วยามก็ปรากฏแสงพวยพุ่งออกจากปากหม้อ

“หากว่าผสมผสานเรียบร้อยแล้ว เจ้าก็ขึ้นรูปด้วยไฟแรงสุด” กล่าวจบเปลวไฟก็ลุกพรึ่บโลมเลียไปทั่วทั้งหม้อ ผ่านไปไม่กี่อึดใจไฟก็มอดดับ

เมิ่งหลิงจิ้งยื่นหน้าเข้าไปดูในหม้อก็พบกับโอสถพลังปราณขั้นต่ำหลายสิบเม็ด 

“ทีนี้ตาเจ้าฝึกให้ข้าดู” 

“เจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งจัดการเอาโอสถใส่ขวดและเริ่มทำตามคำสอนของผู้อาวุโสหนุ่ม เวลาเคลื่อนคล้อยไปพร้อมกับตะวันที่ลาลับขอบฟ้า ใบหน้าจิ้มลิ้มงดงามปรากฏเหงื่อพราย รอบกายมีเศษซากวัตถุดิบกองสุม นางหลอมโอสถไม่สำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว!!  แม้ว่านางจะมีความรู้ในการหลอมโอสถ บวกกับความเข้าใจในวัตถุดิบแต่นางขาดประสบการณ์ ดังนั้นต่อให้มีความรู้เท่าใดนางก็ต้องฝึกฝนให้มาก

“วันนี้พอก่อน เจ้ากลับไปได้แล้ว” ผู้อาวุโสเฉินเว่ยกล่าว “วัตถุดิบจะอยู่ในเรือนด้านหลังให้เจ้าไปเอามาใช้ได้”

“ศิษย์เข้าใจ ถ้าเช่นนั้นศิษย์ขอตัวไปทำอาหารก่อนเจ้าค่ะ” นางรีบเก็บขอทำความสะอาดและออกจากเรือนไปทำอาหาร โดยมีสายตาของผู้อาวุโสเฉินเว่ยมองตาม

คืนนั้นทั้งคืนเมิ่งหลิงจิ้งใช้เวลาครึ่งคืนหลอมโอสถและอีกครึ่งคืนค่อยโคจรปราณ  วันเวลาผันผ่านไปเรื่อยจนกระทั่งยาวนานถึง 7 วัน

วันนี้นางก็มาอยู่ในเรือนหลักเช่นเดิม นั่งหลอมโอสถในขณะที่ผู้อาวุโสเฉินเว่ยก็กำลังจิบช้าอ่านหนังสือ เมิ่งหลิงจิ้งเพ่งสัมผัสภายในอย่างใช้สมาธิ นางแทบจะหลอมตัวเองไปกับหม้อโอสถ  ครั้งนี้นางหลับตาใช้เพียงสัมผัสภายในเท่านั้น สัมผัสภายในสามารถแผ่ออกไปได้ไกลแต่พอมาหดลงเหลือแต่ในหม้อก็เหมือนเพ่งมองสิ่งของ มันชัดเจนขึ้น นางสามารถมองเห็นสิ่งเจือปนต่างๆอย่างชัดเจน นางลอบสังเกตเวลาใช้ความแรงของไฟ คิดหาพลังไฟที่พอดีที่สุด ในชั่วยามนั้นบุรุษอีกผู้ก็หยักยิ้มอย่างพอใจ เมิ่งหลิงจิ้งเริ่มจับเคล็ดบางอย่างได้นางค้นหาปริมาณพลังไฟที่ดีที่สุด จังหวะเวลาของนางเอง พอนางใช้สัมผัสภายในถึงได้รู้ว่าพลังไฟของนางกับผู้อาวุโสเฉินเว่ยไม่เหมือนกัน  หรงเหยียนเคยบอกนางว่า แก่นพลังธาตุของแต่ละคนแม้จะเป็นธาตุเดียวกันย่อมมีความเข้มข้นที่ไม่เหมือนกัน นางมีแก่นพลังธาตุไฟบริสุทธิ์จึงทำให้ไฟนางร้อนแรงกว่าของผู้อาวุโสเฉินเว่ยดังนั้นความแรงของไฟที่เขาใช้ นางจึงไม่สามารถใช้ได้  ตลอดมานางติดปัญหาที่ใช้ไฟหลอมวัตถุดิบมาตลอด ในทีแรกเมื่อนางหลอมวัตถุดิบแรกมันกลับบริสุทธิ์ได้ช้ามากยิ่งพอใส่วัตถุดิบถัดมาก็ไม่อาจใช้ไฟควบคุมคงสถานะของวัตถุดิบแรกได้นั่นคือปัญหาตลอดที่ทำให้นางล้มเหลว

ทำไมนางเพิ่งมาคิดออกตอนนี้นะ?? พอคิดได้ดังนี้ทุกอย่างก็ง่ายราวกับปอกกล้วย ชั่วลัดนิ้วมือนางก็ประยุกต์พลังไฟตนเอง กะปริมาณได้พอเหมาะพอดี

เมิ่งหลิงจิ้งใช้สัมผัสภายในมองเห็นว่าส่วนผสมทั้งสองบริสุทธิ์ที่สุด นางจึงใช้พลังไฟสูงสุดแผดเผาหม้อใบนั้นใช้เวลาเพียงครู่ น้อยกว่าผู้อาวุโสเฉินเว่ยก็ดับไฟลง

มือบางค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบลูกกลมสีฟ้าใสออกมา นางทำสำเร็จแล้ว!!

“อาจารย์ ศิษย์ทำได้แล้วเจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งพูดอย่างยินดีพร้อมกับแบมือให้เขาสำรวจยาพลังปราณที่ได้

“อืม ต่อไปข้าจะให้เจ้าเรียนรู้ยาพลังปราณขั้นกลางก็แล้วกัน” ผู้อาวุโสเฉินเว่ยไม่ได้เอ่ยชมแม้สักครึ่งคำ นั่นทำให้นางรู้ว่าผลงานของนางไม่เป็นที่น่าพอใจ เรื่องง่ายเพียงนี้นางน่าจะทำสำเร็จตั้งนานแล้ว มัวแต่เสียเวลาเลียนแบบคนอื่นเลยทำให้ล้มเหลว คิดตำหนิตัวเองพลางก็ฟังคำของอาจารย์ที่เริ่มต้นสอนปริมาณส่วนผสมพร้อมกับแสดงให้นางดูหนึ่งรอบ ทั้งวันนั้นนางใช้เวลากับผู้อาวุโสจนตะวันลับฟ้าเช่นเดิมหลังจากที่นางได้ทานอาหารเย็นก็กลับไปฝึกฝนต่อที่เรือนไม้ไผ่

ผู้อาวุโสเฉินเว่ยมองไปที่หม้อโอสถและหยักยิ้ม

นางใช้เวลา 7 วันหลอมพลังปราณชั้นต่ำได้อย่างสมบูรณ์ ความเร็วในการหลอมเร็วกว่าเขาเสียอีก กว่าที่เขาจะทำสำเร็จในครั้งแรกก็ใช้เวลาไปร่วมยี่สิบวัน ถึงแม้เขาจะถูกขนานนามว่าเทพโอสถเนื่องจากความสามารถที่ก้าวกระโดด ความเร็วในการฝึกฝนและพรสวรรค์ ทำให้ถูกขนานนามว่าอัจฉริยะจากอาจารย์ หากว่าอาจารย์ของเขาได้มาพบกับลูกศิษย์คนนี้คงจะตกใจไม่น้อยเลยทีเดียว.....

หลังจากวันที่เมิ่งหลิงจิ้งหลอมยาพลังปราณขั้นต่ำสำเร็จ นางก็สามารถหลอมโอสถพลังปราณชนิดอื่นได้มากขึ้นพร้อมกับที่ฝีมือทำอาหารดีขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งอาจารย์หนึ่งลูกศิษย์ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นเวลาหลายเดือน ราตรีได้ผันผ่านไปอย่างไม่ยุดยั้งก็มาถึงครึ่งปีที่เมิ่งหลิงจิ้งไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอก ไม่ได้แม้แต่ติดต่อกับทางตระกูล แม้ว่านางจะเป็นลูกศิษย์สหพันธ์เฟิงแต่บ้านนางก็ไม่ได้ห่างไกล นางสามารถไปเยี่ยมเมื่อไรก็ได้เพียงแค่ต้องกลับมาให้ตรงเวลาก็เท่านั้น

นี่ก็เป็นอีกวันที่นางนั่งหลอมโอสถพลังปราณขั้นสูง ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานางสะสมยาพลังปราณขั้นสูงได้ร้อยขวด ขั้นกลาง สามร้อยขวดและขั้นต่ำหนึ่งพันขวด ราคาขายภายนอกจะเป็นโอสถพลังปราณขั้นต่ำจะขายขวดละ 50 เหรียญเงิน ขั้นกลางขวดละ 100 เหรียญเงิน ขั้นสูงขายได้ถึงขวดละ 20 เหรียญทอง 100 เหรียญเงิน เท่ากับ 1 เหรียญทอง บวกกับตำราหลอมโอสถที่ผู้อาวุโสเฉินเว่ยมอบให้ นางจึงสามารถหลอมได้อีกสองชนิดนั่นคือ โอสถต่อเส้นเอ็น กับ โอสถรักษารากปราณ สองชนิดนี่ถือเป็นยาชั้นสูงวิธีหลอมสลับซับซ้อนยิ่งนัก ที่นางเลือกก็เพื่อพี่ชายคนรอง ตอนนี้นางต้องรักษารากปราณของเขาให้แข็งแกร่ง เนื่องจากว่าพิษที่เขาได้รับไม่มีวิธีแก้อย่างชัดเจนเนื่องจากที่นางไม่รู้ชนิดของมัน แต่พิษชนิดนี้จะทำลายรากปราณของคนคนนั้นไปเรื่อยจนกระทั่งกลายเป็นคนธรรมดา วิธีที่นางคิดออกคือให้พี่ชายรองเมิ่งชูเจี๋ยกินยารักษารากปราณต่างน้ำ ให้รากปราณแข็งแกร่งและนางจะสอนวิธีโคจรปราณให้เขาเพื่อช่วยอีกแรง เมื่อไรก็ตามที่รากปราณของเขาสมบูรณ์พิษสลายปราณจะถูกปราณขจัดไปเองหรือพูดอีกอย่างก็คือทำให้รากปราณสมบูรณ์ให้ถูกสร้างให้เร็วกว่าการทำลายนั่นเอง  การโคจรปราณที่นางสอนจะช่วยให้เขาขจัดสิ่งเจือปนตกค้างภายในร่างกายด้วยเช่นกัน ส่วนราคาของโอสถเฉพาะสองชิ้นนี้อยู่ที่โอสถต่อเส้นเอ็นขวดละ 180 เหรียญทอง และ โอสถรักษารากปราณอยู่ที่ขวดละ 250 เหรียญทอง แต่ราคาขายให้สำนักจะต่ำกว่านี้มาก ส่วนโลกภายนอกนั้นก็แล้วแต่สถานที่บางแห่งก็ราคาสูงอย่างน่าตกใจ เนื่องจากโอสถพลังปราณมีหน้าที่ฟื้นฟูพลัง รักษาอาการเจ็บปวด โอสถขั้นต่ำสามารถรักษาแผลเล็กน้อย ขั้นกลางจะรักษาอาการบาดเจ็บรุนแรงได้ ส่วนขั้นสูงจะสามารถยื้อชีวิตได้ดีที่สุดหากว่าไม่ถูกโจมตีแบบถึงชีวิตในครั้งเดียวไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ตายแน่นอนเพียงแค่จะต้องใช้โอสถปราณขั้นสูงกี่ขวดนั่นอีกเรื่อง

“อาจารย์เจ้าคะ ศิษย์มีอะไรจะขอ” เมิ่งหลิงจิ้งกล่าวเมื่อนางหลอมโอสถรักษาปราณขวดที่ 88 เสร็จ

“อะไร?”

“ศิษย์ทราบว่าวัตถุดิบทั้งหมดเป็นของสำนัก การที่ศิษย์หลอมยาพวกนี้ขึ้นมาได้จะต้องขายให้สำนักในราคาต่ำแต่ศิษย์ไม่ต้องการขาย ศิษย์ต้องการจะแลกยาทั้งหมดที่ศิษย์ทำได้กับโอสถรักษารากปราณ” เมิ่งหลิงจิ้งขอร้อง “จะได้หรือไม่เจ้าคะ?”

“เอาไปสิ” ผู้อาวุโสเฉินเว่ยไม่แม้จะเสียเวลาปฏิเสธ  มือขาวโบกพัดไปมาอย่างเอื่อยเฉื่อย “ราคาของโอสถทั้งหมดที่เจ้าจะได้เจ้าสามารถแลกเป็นคะแนนสหพันธ์หรือไม่ก็เงิน แน่ใจนะว่าจะทำเช่นนี้?”

“ศิษย์แน่ใจ” 

เมื่อสบกับแววตาที่มั่นใจ ร่างสูงก็ไม่ทักท้วงอะไรอีก

“สองสามวันนี้ข้าอยากจะพักผ่อน เจ้าลงเขาไปเที่ยวก็แล้วกันไม่ต้องรบกวน” ได้ยินดังนี้นางก็รู้ว่านี่เป็นการอนุญาตกลายๆ ตลอดที่นางอยู่กับเขา เมิ่งหลิงจิ้งได้เรียนรู้ว่าตัวตนของผู้อาวุโสไม่ได้เย็นชาเช่นที่เคยเข้าใจ  เขาไม่ได้เลือดเย็นเช่นวันแรกที่นางเคยพบ แม้จะไม่แสดงท่าทีโปรดปราณใดหรือมอบคำชมให้ แต่เขาก็ไม่เคยปฏิเสธคำขอหรือสิ่งที่นางทำ เช่นอาหารที่ไม่อร่อยนั้น แม้มันจะไม่อร่อยเขาก็ไม่เคยที่จะไม่กิน หากนางทำดีเขาก็จะพยักหน้าหนึ่งครั้งเป็นการรับรู้   ในด้านอารมณ์ก็ไม่ใช่ว่าจะเจ้าอารมณ์ ร่างสูงนั้นชอบความสงบแต่ก็ไม่เคยตำหนิที่นางมารบกวนทุกวัน หากว่าเขาอารมณ์ไม่ค่อยดีก็จะเพียงแค่เก็บตัวคัดอักษรคนเดียว ส่วนนางก็จะหลอมโอสถไปพลาง ฝนหมึกไปพลาง รินน้ำชาไปด้วยในตัว 

“ขอบคุณเจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งประสานมือคารวะล่ำลาเขาเสร็จก็ไปเก็บของ ตัดฟืน ตักน้ำเก็บผลไม้ไว้ให้ผู้อาวุโสก่อนที่จะลงเขาไป 

ร่างสูงในชุดสีขาวของเฉินเว่ยทอดสายตาไปทางที่ลูกศิษย์จากไป  ความเงียบสงบที่ไม่ได้มีมานานได้กลับมาอีกครั้ง

“เฮ้อ” เฉินเว่ยทอดถอนหายใจแผ่วเบา ...แต่ดูเหมือนว่ามันจะเงียบเกินไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 62 ครั้ง

23 ความคิดเห็น